กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] 3 ทหารเสือสาว มนต์จันทรา

มนต์จันทราch3.jpg
12-6-2013 12:14


MonJantra.jpg
7-5-2013 21:35



3 ทหารเสือสาว มนต์จันทรา



ออกอากาศ : ทุกวันพุธ - พฤหัสบดี เวลา 20.25 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : กิ่งฉัตร
บทโทรทัศน์โดย : บทกร
กำกับการแสดงโดย : อรรถพร ธีมากร
ผลิตโดย : บริษัท ทีวีซีน แอนด์ พิคเจอร์ จำกัด
ควบคุมการผลิตโดย : ณัฏฐนันท์ ฉวีวงษ์
แนวละคร : โรแมนติก - สืบสวน

รายชื่อนักแสดง

ชาคริต  แย้มนาม   รับบท   ษมา  
ราศรี  บาเลนซิเอก้า   รับบท   สาระวารี / สาระสะมา   
ภีรนีย์  คงไทย   รับบท   มีคณา   
อุรัสยา  เสปอร์ปันด์   รับบท   มัทนา   
อธิชาติ  ชุมนานนท์   รับบท   เขตต์ตวัน   
โจโจ้  ไมอ็อคซิ   รับบท   ไชยวัฒน์  
พรชิตา  ณ สงขลา   รับบท   โศภี   
อนุวัฒน์  นิวาตวงศ์   รับบท   ดิตถ์   
สโรชา  วาทิตตพันธ์   รับบท   ลำแพง   
ชานนทร์  ทิพย์กนก   รับบท   แลง  
ดนัย  จารุจินดา   รับบท   พิพัช   
กิตติทัธ  ประดับ   รับบท   จันเลา   
มรกต  หทัยวสีวงศ์   รับบท   จิณห์วรา   
ไกรลาศ  เกรียงไกร   รับบท   ลุงสมบูรณ์   
นฤมล  พงษ์สุภาพ   รับบท   รินรดี
อรรถพร  ธีมากร   รับบท   สิงขร
เวนซ์  ฟอลโคเนอร์   รับบท   สาร   
อดิศร  อรรถกฤษณ์   รับบท   ภูผา   
ณฐกร  ไตรกิศยเวช   รับบท   กูซอ   
ไชย  ขุนศรีรักษา   รับบท   พ่อโศภี   
โฆษวิส  ปิยะสกุลแก้ว   รับบท   เดช  
พิมพ์พรรณ  ชลายนคุปต์   รับบท   โศภี (ศัลยกรรม)   
พงศนารถ  วินศิริ   รับบท   จิตติ   
ยาว  อยุธยา   รับบท   ลุงของแลง   
นิจชิตา  จารุวัฒน์   รับบท   ภรรยาภูผา   
ราชวัติ  ขลิบเงิน   รับบท   สถิต   
ณภัทร  โกรฟส์   รับบท   อ่อนนุช  
ด.ญ.สเตฟานี  โกรฟส์   รับบท   ฝาแฝด สาระสะมา-สาระวารี   
ด.ญ.ปุณณดา  วอสเบียน   รับบท   แสดงแทนฝาแฝดสาระสะมา-สาระวารี

เรื่องย่อ ละคร 3 ทหารเสือสาว มนต์จันทรา



จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง
ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า
ขอช้างขอม้าให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง
ขอเตียงตั่งให้น้องข้านอน
ขอหัวใจน้องให้พี่เถิด
พี่จะเทิดรักเจ้า...จนวันตาย


      
       “สาระวารี” ทหารเสือสาวคนที่สอง แห่งสำนักพิมพ์สยามสาร หญิงสาวมีพี่สาวฝาแฝดอีกคนชื่อ “สาระสะมา” ทั้งสองมีชีวิตวัยเด็กที่ยากลำบาก เนื่องจาก “สาร” พ่อของพวกเธอทั้งสองคนติดการพนันอย่างหนัก ขณะที่ “อ่อนนุช” ผู้เป็นแม่ก็ป่วยเป็นวัณโรค ไม่มีเงินไปหาหมอ เด็กทั้งสองจึงต้องดูแลรักษากันไปตามมีตามเกิด โดยที่สารไม่เคยหันมาเหลียวแล ครั้นจะหันไปพึ่งตากับยายก็ไม่ได้เพราะอ่อนนุชหนีตามสารมา จึงไม่อยากสร้างความลำบากใจให้กับผู้เป็นพ่อแม่อีก มีแต่ “สมบูรณ์” จ่าตำรวจมือปราบอารมณ์ดีที่คอยช่วยเหลือสองพี่น้องให้ผ่านคืนวันอันเลวร้ายไปได้
      
       คืนหนึ่ง สาระวารีไปตามหาสารที่บ่อนการพนันเหมือนเช่นเคย เพื่อขอเงินไปซื้อยามาให้อ่อนนุช
       กินบรรเทาอาการป่วย แต่สารไม่ยอมให้เงิน ซ้ำยังไล่สาระวารีกลับบ้านเพราะหาว่าสาระวารีมาขัดลาภ ขณะที่เด็กน้อยกำลังชั่งใจว่าจะขโมยเงินพ่อแล้ววิ่งหนีไปดีหรือไม่ “ษมา” ชายหนุ่มนักพนันในบ่อนก็วางมือจากการเล่นแล้วให้เงินสาระวารีไปซื้อยา สาระวารีสังเกตเห็นคนของบ่อนไม่พอใจที่ษมาได้เงินแล้วเลิกเล่นพนัน เด็กน้อยรู้ว่าคนพวกนั้นกำลังจะตามไปจัดการกับษมา จึงวิ่งไปตามจ่าสมบูรณ์ให้มาช่วยษมาไว้เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณที่ษมาให้เงินเธอมาซื้อยา ษมาจดจำชื่อสาระวารีไว้จนขึ้นใจในฐานะที่เธอเป็นคนช่วยชีวิตเขาไว้ คืนนั้นสาระวารีกลับบ้านไปพร้อมกับยาของแม่และคำอธิษฐานถึงดวงจันทร์ ขอร้องให้แม่ของเธอหายป่วยเสียที.. ทว่าดวงจันทร์กลับไม่เป็นใจ แม่ของสาระสะมาและสาระวารีเสียชีวิตลงในคืนนั้นเอง
      
       หลังจากคืนนั้น สาระสะมาและสาระวารีก็ต้องมาอาศัยอยู่กับผู้เป็นยาย ขณะที่รินรดี น้าสะใภ้และ
       รุจรวี ลูกพี่ลูกน้องนั้นตั้งแง่รังเกียจสองฝาแฝดว่ามีเลือดผีพนันของสาร แต่สองฝาแฝดก็ยอมอดทนเพื่อเห็นแก่ยาย ทว่าครั้นยังไม่ทันเรียนจบมหาวิทยาลัยดี ยายของเด็กสาวทั้งสองก็เสียชีวิตลง รินรดีก็จัดการไล่พวกเธอสองคนจากบ้าน ให้ออกมาเผชิญโลกด้วยตัวเองทั้งๆ ที่พวกเธอยังไม่พร้อม แต่ถึงกระนั้นพวกเธอทั้งสองคนก็ต่อสู้บากบั่นจนสามารถเรียนจบได้ในที่สุด สาระสะมาได้ทำงานเป็นแอร์โฮสเตส ขณะที่สาระวารีได้เป็นนักข่าวที่หนังสือพิมพ์สยามสาร
      
       ไชยวัฒน์บรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามสารมอบหมายงานให้สาระวารีไปทำสกู๊ปข่าวการเปิดกาสิโน หญิงสาวต้องไปขอสัมภาษณ์ษมา ผู้ที่ได้รับสัมปทานให้เปิดกาสิโนที่เกาะพระฮามในประเทศกัมพูชา สาระวารีมีอคติกับการทำข่าวนี้เพราะเธอเกลียดการพนันฝังจิตฝังใจ เธอจึงมองว่าษมาจะต้องเป็นคนไม่ดีอย่างแน่นอน หญิงสาวจัดการติดต่อ “จิณห์วรา” เพื่อนสนิทซึ่งเป็นลูกสาวของนักธุรกิจใหญ่ในจังหวัดตราดเพื่อสอบถามข้อมูลของษมาที่ได้ชื่อว่าติดต่อขอสัมภาษณ์ได้ยากมาก จิณห์วราบอกว่าจิตติ พ่อของเธอกำลังจะจัดงานแซยิดในอีกไม่กี่วัน ษมาก็เป็นแขกรับเชิญในงานนี้ด้วย สาระวารีจึงเตรียมตัวเดินทางไปขอสัมภาษณ์ษมาทันที
      
       ที่จังหวัดตราด สาระวารีสัมภาษณ์แหล่งข่าวหลายคนที่ล้วนแล้วแต่เห็นดีเห็นงามไปกับการเปิดกาสิโนของษมาแล้วก็ให้รู้สึกขัดใจไม่น้อย หญิงสาวต้องการความเห็นที่แตกต่างบ้าง จิณห์วราจึงแนะนำให้ไปสัมภาษณ์ “ดิตถ์” เจ้าของรีสอร์ตที่เกาะช้างซึ่งเป็นคู่ปรับของษมา เพราะดิตถ์เชื่อว่าษมาเป็นคนฆ่าน้องชายของเขา เพื่อชิงพลอยเม็ดใหญ่ที่ขุดพบในเหมืองพลอยในฝั่งประเทศกัมพูชาเมื่อหลายปีก่อน หลังจากสัมภาษณ์ดิตถ์แล้ว สาระวารีเองก็ยังเชื่อว่าคำพูดของดิตถ์ไม่น่าเชื่อถือพอ การที่ดิตถ์ใส่ร้ายษมานั้นน่าจะเป็นเพราะเขาอิจฉาที่ษมาได้ดีกว่า สาระวารียังได้พบกับลุงสมบูรณ์ที่ตอนนั้นลาออกจากการเป็นตำรวจแล้ว และกำลังทำงานให้ษมาอยู่ สมบูรณ์ไม่เชื่อว่าษมาจะยอมให้สาระวารีสัมภาษณ์ แต่คนอย่างสาระวารีไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
      
       ในคืนวันงานแซยิด สาระวารีกับวัฒนา ช่างภาพของสยามสาร พากันซิ่งมอเตอร์ไซค์ไปร่วมงาน ทว่าระหว่างทางกลับเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนกับรถหรูของษมา “พิพัช” คนสนิทของษมาลงมาเคลียร์ค่าเสียหายให้กับสาระวารี สาระวารีไม่พอใจเจ้าของรถที่อวดร่ำอวดรวย เอะอะก็เอาเงินฟาดหัว แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะรถของษมาแล่นออกไปแล้ว สาระวารีและษมาได้พบกันอีกครั้งที่งานแซยิดของนายจิตติ ในงานนั้นษมาเดินควงคู่กับ “โศภี” แม่ม่ายสาวสวยผู้ร่ำรวยซึ่งในอดีตเคยเป็นคนรักเก่าของษมา สาระวารีเข้าไปติดต่อขอสัมภาษณ์ษมาโดยที่เตรียมพร้อมรับคำปฏิเสธของษมาเต็มที่ ทว่าษมากลับยอมให้สาระวารีสัมภาษณ์ด้วยความเต็มใจจนทำให้หลายๆ คนในที่นั้นประหลาดใจไม่น้อย แต่ษมามีข้อแม้ว่าสาระวารีจะต้องตามไปสัมภาษณ์เขาที่เกาะยานกและค้างคืน ... เพียงคนเดียว วัฒนาพยายามห้ามปรามสาระวารีเพราะกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย แต่คนอย่างสาระวารีนั้นยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ หญิงสาวเตรียมตัวเดินทางไปเกาะยานกด้วยความตื่นเต้นดีใจที่สยามสารจะได้ทำข่าวกาสิโนบนเกาะพระฮามเพียงฉบับเดียวเท่านั้น
      
       เมื่อหญิงสาวไปถึงเกาะยานก ก็ได้พบกับ “ลำแพง” แม่บ้านประจำเกาะยานกผู้มีบุคลิกประหลาด กับ “แลง” น้องชายของลำแพง เมื่อสาระวารีได้พบษมา เธอก็รู้ตัวว่าถูกษมาหลอก เพราะษมาไม่คิดจะให้สาระวารีค้างบนเกาะแค่คืนเดียว และอีกเหตุผลก็คือกำลังจะมีพายุเข้ามาที่เกาะ สาระวารีหงุดหงิดมากที่เสียรู้ให้กับษมาจนได้ ระหว่างอยู่ที่เกาะ สาระวารียอมรับว่าเธอมีอคติต่อการพนัน ษมาจึงพยายามทำให้สาระวารีละอคติที่มีต่อเขาก่อนที่จะมีการสัมภาษณ์ พร้อมกันนั้นก็พยายามรื้อฟื้นความทรงจำของสาระวารีจนหญิงสาวจำได้ว่าทั้งสองเคยเจอกันมาก่อนเมื่อสิบเจ็ดปีที่แล้ว
      
       ษมายอมให้สาระวารีสัมภาษณ์โดยมีข้อแม้ว่าห้ามถ่ายภาพเขา ห้ามใช้เครื่องบันทึกคำสัมภาษณ์ของเขาไว้และต้องให้เขาได้ตรวจแก้ไขข่าวก่อนลงพิมพ์จริง สาระวารีหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากการสัมภาษณ์ที่เกาะยานกแล้ว ษมายังพาสาระวารีไปที่เกาะพระฮามเพื่อดูสถานที่สร้างกาสิโน ทว่าระหว่างการทัวร์เกาะพระฮาม กลับมีคนร้ายมาลอบสังหารษมาถึงที่เกาะ โชคดีที่ษมากับสาระวารีรอดชีวิตมาได้ แต่ก็ต้องติดอยู่ที่เกาะพระฮามหนึ่งคืน ษมารู้ตัวคนทำทันทีว่าคือโศภี เพราะก่อนออกจากเกาะยานก โศภีเป็นคนเดียวที่รู้ว่าษมากำลังจะพาสาระวารีไปที่เกาะพระฮาม ษมาตลบหลังโศภีจนเธอยอมรับสารภาพออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจว่าเธอต้องการฆ่าษมาเพราะต้องการสวมรอยสิทธิ์ในการเปิดกาสิโนบนเกาะพระฮามแทนเขา โศภีกลับไปด้วยความแค้นใจษมาอย่างมาก
      
       ระหว่างที่สาระวารีกลับมาเขียนสกู๊ปข่าวที่กรุงเทพฯ ษมาก็ตามสาระวารีมาโดยอ้างว่าต้องการตรวจสอบข่าวที่สาระวารีเขียน ทำให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น ษมาพยายามหลอกล่อสาระวารีให้กลับไปที่ตราดเพื่อทำสกู๊ปข่าวพลอยเขมร สาระวารีเองก็สนใจอยู่เหมือนกัน ษมาตามสาระวารีมาที่สยามสารและได้ช่วยชีวิต “มัทนา” ซึ่งถูกลอบทำร้าย สาระวารีเชื่อว่า “เขตต์ตวัน” นักแสดงและเศรษฐีหนุ่มชาวภูเก็ต แหล่งข่าวที่มัทนาไปสัมภาษณ์เป็นคนว่าจ้างคนมาทำร้าย มัทนาขอร้องให้ทั้งคู่พาเธอไปหาเขตต์ตวัน แต่ชายหนุ่มมีท่าทางตกใจจริงๆ ที่รู้ว่ามัทนาถูกทำร้าย ษมาเชื่อว่าเขตต์ตวันไม่ได้เป็นคนทำ
      
       ขณะที่สาระวารีกับษมาอยู่ที่กรุงเทพฯ ดิตถ์กับโศภีร่วมมือกันกำจัดษมาโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือสัมปทานเปิดกาสิโนที่เกาะพระฮาม ษมาได้ข่าวว่ามีคนร้ายลอบขึ้นเกาะพระฮามไปเผากระท่อมและทำร้ายคนงานได้รับบาดเจ็บ ษมาจึงต้องรีบกลับไปจัดการ ขณะขับรถกลับจังหวัดตราด ชายหนุ่มก็ถูกคนร้ายดักซุ่มยิงระหว่างทาง แต่โชคดีที่รอดมาได้เพราะลิปสติกของสาระวารีช่วยชีวิตเขาไว้ ษมาสั่งพิพัชให้สืบหาตัวคนสั่งการให้ได้
      
       โศภีร้อนตัวจนนั่งไม่ติด กลัวว่าษมาจะรู้ว่าเป็นฝีมือของเธอ แต่ดิตถ์เกลี้ยกล่อมจนโศภียอมร่วมมือด้วยอีกหน แต่พิพัชกลับสืบจนรู้ว่าใครเป็นคนบงการ พิพัชตามไปข่มขู่จนโศภีถอนตัวจากแผนการและหนีไปอยู่ต่างประเทศทันที ด้านดิตถ์เองก็ถูกพิพัชตามไปสั่งสอนถึงที่รีสอร์ต จึงยิ่งทวีความโกรธแค้นให้กับดิตถ์มาก หลังจากเคลียร์เรื่องวุ่นๆ เรียบร้อยแล้ว ษมาก็โทรศัพท์ตามสาระวารีให้มาทำข่าวพลอยเขมร เมื่อสาระวารีมาถึงเกาะยานก ก็ได้รับการต้อนรับอย่างเย็นชาจากลำแพงและพิพัช ยิ่งลำแพงเห็นภาพษมากับสาระวารีคลอเคลียกัน ก็ยิ่งเคียดแค้น หาว่าสาระวารีแย่งษมาไปจากเธอ แลงยุยงให้ลำแพงจัดการกับสาระวารีเสีย แล้วเขาจะช่วยลำแพงเอง
      
       ษมาได้ข่าวว่ามีคนแอบขึ้นเกาะพระฮามไปทำลายข้าวของและทำร้ายคนงานชายหนุ่มจึงรีบเดินทางไปดูสถานการณ์โดยทิ้งให้สาระวารีอยู่ที่เกาะยานกเพียงลำพัง แต่ที่ชายหนุ่มไม่รู้ก็คือว่านี่เป็นแผนการล่อเสือออกจากถ้ำ ลำแพงต้องการล่อษมาออกไปจากเกาะยานกเพื่อที่จะได้จัดการกับสาระวารีได้โดยสะดวก ลำแพงเขียนจดหมายหลอกสาระวารีให้มาที่โรงเก็บเรือแล้วจัดการระเบิดโรงเก็บเรือเสีย สาระวารีรอดชีวิตมาได้ แต่ก็บาดเจ็บสาหัส ลำแพงแค้นใจมากที่สาระวารียังไม่ตาย
      
       ษมาจัดการจ้างหมอและพยาบาลมารักษาสาระวารีถึงที่เกาะยานก ลำแพงไปตีสนิทกับ “อรุณฉาย” พยาบาลสาวจนตายใจ แล้วฉวยโอกาสระหว่างที่อรุณฉายพักผ่อน แอบใส่ยานอนหลับลงในน้ำเกลือของสาระวารีมากเกินขนาดจนสาระวารีเกือบเอาชีวิตไม่รอดอีกครั้งแต่ษมากลับสังเกตเห็นความผิดปกติเสียก่อน จึงช่วยชีวิตสาระวารีได้ทัน ษมาเริ่มระแวงลำแพง จึงขอร้องให้มัทนาเดินทางมาดูแลสาระวารีอย่างใกล้ชิด ลำแพงเจ็บใจที่สาระวารีไม่ตายอย่างที่คิด จึงคิดแผนการอันแยบยลขึ้นมาใหม่ด้วยการนำน้ำผึ้งดอกยี่โถที่เป็นพิษ เอาไปให้ใช้ทาแผลไฟลวกของสาระวารี
      
       มัทนาเดินทางมาที่ตราดพร้อมกับเขตต์ตวันเพื่อดูแลอาการป่วยของสาระวารี แต่ด้วยความซุ่มซ่ามของมัทนาจึงทำขวดน้ำผึ้งของลำแพงแตกเจ้าเหลืองลายแมวของษมากระโจนเข้าไปกินน้ำผึ้งจนชักดิ้นชักงอ ทุกคนจึงได้รู้ความจริงว่าในน้ำผึ้งนั้นมีพิษเจือปนอยู่ ษมาตามไปจัดการจับตัวลำแพงส่งตำรวจ ลำแพงสารภาพว่าทำไปเพราะรักษมา แต่ษมายืนยันว่าเขารักสาระวารีเพียงคนเดียว ลำแพงคุ้มคลั่ง จะผลักษมาให้ตกเขาแต่ษมาหลบทัน ลำแพงจึงตกหน้าผาตายด้านแลงนั้นหวาดกลัวว่าจะถูกตำรวจจับ จึงรีบหนีออกจากเกาะยานกไปขอความช่วยเหลือจากดิตถ์ เมื่อได้รู้ว่าลำแพงตาย แลงก็ยิ่งมุ่งมั่นจะแก้แค้นให้พี่สาวให้ได้
      
       หลังจากสาระสะมามารับหน้าที่ดูแลสาระวารีต่อจากมัทนา ษมาก็ได้รับโทรศัพท์จากในจังหวัดติดต่อมาบอกว่าสำนักงานในตัวเมืองโดนระเบิดเสียหาย ลุงสมบูรณ์ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ษมารีบร้อนจะเข้าไปดูสถานการณ์ แต่สาระสะมาที่สุขุมกว่าเตือนสติษมาให้ตรวจสอบให้ดีก่อนษมาจึงได้รู้ว่าทุกอย่างปกติดี แต่ถึงอย่างนั้น ชายหนุ่มก็ยังเดินทางเข้าตัวจังหวัดไปตามแผนจนสามารถจับคนร้ายและผู้บงการซึ่งก็คือดิตถ์ได้คาหนังคาเขา ขณะที่แลงแอบลับลอบเข้ามาที่เกาะเพื่อจัดการกับสาระวารี ทว่าสิ่งที่แลงไม่รู้คือสาระวารีมีฝาแฝด แลงจึงเสียที โดนสาระสะมาใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าช็อตจนถูกจับตัวได้
      
       หลังจากเหตุการณ์ร้ายๆ ผ่านพ้นไปแล้ว สาระสะมารู้ว่าสาระวารียังลังเลใจที่จะรับรักษมาเพราะเรื่องที่เขาเป็นเจ้าพ่อกาสิโน เธอจึงช่วยพูดให้จนสาระวารีใจอ่อนและยอมรับในสิ่งที่ษมาเป็น ษมาดีใจมากที่รู้ว่าสาระวารีตัดสินใจทำเรื่องขอย้ายประจำอยู่ที่ศูนย์ข่าวจังหวัดตราดเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตร่วมกับเขา ในที่สุด
      
       ค่ำคืนหนึ่ง ษมาสอดแหวนเข้านิ้วนางของสาระวารี พรายแสงสะท้อนของมันหยอกล้อแสงจันทร์ และหยาดน้ำคลอคลองในดวงตาของหญิงสาว...พร่างพราว
      

--------จบบริบูรณ์--------



ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละคร 3 ทหารเสือสาว มนต์จันทรา

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       ค่ำคืนนี้ ท่ามกลางแสงไฟและเสียงดนตรีจังหวะเร้าใจดังกระหึ่ม มัทนา สาระวารี และมีคณา วาดลีลาเต้นรำอย่างสนุกสนานกับเหล่าผู้สื่อข่าว นางแบบ และแขกวีไอพี ในอาฟเตอร์ปาร์ตี้หลังงานแฟชั่นโชว์เสร็จ จังหวะหนึ่งทีมงานยิงประทัดสายรุ้ง โปรยปรายวิบวับฉลองความสำเร็จ ทุกคนยิ้มหัวเริงร่า
      
       มัทนานั้นเต้นสไตล์น่ารัก สาระวารีเต้นอย่างสนุกสนานทะเล้นขี้เล่น ส่วนมีคณายังคงเต้นแบบเหนียมๆ ขยับแว่นไปมา ด้วยเธอไม่อยากเต้น แต่ไม่กล้าขัดใจเพื่อน
       มีคณาจะเดินหนีออกไปจากฟลอร์ แต่เจอมัทนากับสาระวารีดึงและจับแขนเอาไว้ สองสาวเต้นล้อมหน้าล้อมหลังไม่ให้มีคณาไปไหน สามสาวต่างหัวเราะกันออกมาอย่างสนุกสนาน
      
       เวลาผ่านไปซักครู่ ทั้ง 3 ทหารเสือสาว มาหลบมุมอยู่ตรงมุมหนึ่งของงานปาร์ตี้ ต่างชูแก้วน้ำหวานซึ่งมีสีต่างกันขึ้นชนแล้วจิบ ก่อนจะลดแก้วลง
       มีคณามองหน้ามัทนาแล้วอวยพร
       "พี่ขอให้มัทเดินทางไปภูเก็ตด้วยความปลอดภัยนะจ๊ะ"
       "แล้วก็ขอให้เขตต์ตวันยอมให้สัมภาษณ์น้องรักของพี่แบบหมดเปลือกเลย" สาระวารีบอก
       มัทนายิ้มแย้มรับคำอวยพร
       "ขอบคุณค่ะ"
       สาระวารีร้องขึ้ย "เชียร์ส"
       สามสาวชนแก้วน้ำหวานกันอีกครั้ง ก่อนจะยกจิบ มัทนายิ้มแย้มบอก
       "มัทขออวยพรให้พี่วารีมั่ง"
       "ว่ามาเลยน้องรัก"
       "มัทขอให้เจ้าพ่อเกาะยานกตกตะลึงในความงามของพี่ แล้วยอมให้พี่วารีได้สัมภาษณ์เป็นคนแรก"
       สาระวารีปั้นหน้า สะบัดผมวาดท่าสวยตามสไตล์สาวมั่น
       "ข้อนี้มันแน่นอนอยู่แล้ว"
       มีคณารีบเสริมต่อทันที
       "แล้วก็ขอให้เธอมีสติ อย่าไปทำห้าววีนแตกจนเกิดเรื่องขึ้นมาอีกล่ะ"
       "นี่ป้าแว่น เธออวยพรหรือหลอกด่าฉันเนี่ย อ้ะ อ้ะ เชียร์"
       สามสาวชนแก้วน้ำหวานกันอีกครั้ง
       ระหว่างที่สาระวารีชนแก้วกับ 2 เพื่อนซี้นั้น สีหน้าหญิงสาวยิ้มย่องมั่นใจว่าต้องทำงานนี้ได้สำเร็จ โมงยามความคิดของเจ้าหล่อนอดนึกไปถึงเหตุการณ์ในอดีตไม่ได้
      
       เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นที่สำนักพิมพ์สยามสาร ตอนสายวันหนึ่ง เสียงบรรณาธิการไชยวัฒน์ดังบรรยายขึ้นมาเป็นฉากๆ
      
       "กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานเท่าไหร่นัก"
       สาวสวยหุ่นดีนางหนึ่ง เดินทะมัดทะแมงมาตามทางเดินในสำนักพิมพ์ ในมือถือเอกสารมาฉบับหนึ่ง
       "สยามสารก็ได้ต้อนรับพนักงานสาวร่างโปร่ง หน้าสวยตาคม ชื่อเก๋ไก๋ว่า สาระวารี" บ.ก.ไชยวัฒน์บรรยายต่อ
       เป็น สาระวารี ที่เดินหน้านิ่งมาดมั่น แววตาไม่กลัวใคร เดินไปตามทางของเธอเรื่อยๆ ผ่านหนุ่มๆ ในกองบรรณาธิการ คนไหน คนนั้นต่างก็เหลียวมองตามเป็นแถว
       "ถึงท่าเดินเธอจะกร่างไปนิด แววตาหาเรื่องไปหน่อย แต่ความสวยของเธอก็สะดุดตา สะกดใจหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ให้เพ้ออยากจะครอบครองใจแม่สาวคิ้วโก่งกันทั้งสำนักพิมพ์"
      
       สาระวารีเดินมาหยุดที่เครื่องถ่ายเอกสาร ตั้งท่าจะถ่ายเอกสาร หนุ่มๆ หัวงูรีบมาเสนอตัวช่วย บ้างก็มาต่อคิวรอถ่ายเอกสาร เพียงขอแค่ได้ใกล้ชิดสาระวารี
       หนุ่มคนที่ 1 แย่งเอกสารจากมือเธอไปถ่ายให้
       "พี่ช่วยถ่ายให้จ้ะ"
       สาระวารีขยับตัวห่างออกมาเล็กน้อย เหล่ๆ มอง มีสีหน้ารำคาญหนุ่มๆ รอบกาย แสงจากเครื่องถ่ายเอกสารสว่างวาบผ่านหน้าเธอขณะเครื่องกำลังทำงาน เห็นแววตาร้ายๆ เอาเรื่องของเธอฉายโชนขึ้นมาให้ได้เห็น
      
       ตรงทางเดินภายในตึก หนุ่มๆ ในกองบ.ก.สองคนแอบยืนเมาท์กันอยู่
       "ฉันว่าห้าวเกินหญิงไปหน่อยป่าว" หนุ่มคนที่ 1 บอก
       "วารีน่ะเหรอะ" คนที่ 2 ว่า
       "ก็ใช่น่ะสิ ทอมรึเปล่าวะ"
       ไม่คาดคิด สาระวารีปาดหมัดพุ่งชกเบ้าตาหนุ่มคนที่ 1อย่างถนัด ก่อนจะผลักอกหนุ่มอย่างแรง จนกระเด็นเสียหลักล้มกระแทกผนังโครม ไม่จบเท่านั้น สาระวารีหน้าตาโหดเอาเรื่อง ปาแฟ้มอีกตั้งในมือเข้าใส่กลางตัวหนุ่มคนนั้นอย่างจังจนตัวงอด้วยความจุกเจ็บ เธอชี้หน้า
       "ปากเสีย นินทาผู้หญิงยังเงี้ย ผู้ชายแน่รึเปล่า"
       หนุ่มคนนั้นถึงกับจ๋อยสนิทไป
       หนุ่มคนที่ 2 แหยปนกลัว ระหว่างที่สาระวารีพูดก็ค่อยๆ ขยับห่างทีละนิดๆ จะย่องหนี
       "ฉันไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางอย่างนางเอกในละคร แต่ฉันก็เป็นผู้หญิงแท้ๆ ที่กล้าคว่ำผู้ชาย แล้วก็ไม่ใช่คนเดียวด้วย"
       สาระวารีกระชากแขนหนุ่มคนที่ 2 เอาไว้แล้วยื่นขาไปขัด จนหนุ่มคนนั้นเสียหลัก หงายหลังล้มไปกระแทกซ้ำที่หนุ่มคนที่ 1 จนร้องลั่นอีกครั้ง
       สาระวารีจ้องสองหนุ่มด้วยสีหน้าแค้นฝังใจ
      
       อีกเหตุการณ์อุบัติขึ้นเย็นวันหนึ่ง ที่ร้านอาหารแห่งนั้น สาระสารี มากินข้าวกับหนุ่มฝ่ายศิลปกรรมมาดเซอร์ในกองบ.ก. จานใส่กับข้าวเรียงรายอยู่บนโต๊ะเพียบ!
       สาระวารีดูสนุกสนานกับการกิน ส่วนหนุ่มศิลป์ดูหน้าตาเป็นกังวลกลัวกระเป๋าฉีก กินอะไรไม่ลงแล้ว
       หนุ่มศิลป์ยิ้มแหยๆ ถาม
       "อิ่มรึยังครับ"
       สาระวารีมองดูจานกับข้าว
       "กับข้าวมาครบแล้วเหรอ"
       "ก็น่าจะครบแล้วล่ะ ไม่มีที่จะวางแล้ว" หนุ่มศิลป์แอบแขวะเบาๆ
       สาระวารีมองดูจานอาหารแล้วนึกออก
       "ยังนี่ ขาดเนื้อปูผัดผงกระหรี่อีกอย่าง"
       สาระวารียิ้มแล้วทานต่อ หนุ่มศิลป์บ่นพึมพำแล้วปาดเหงื่อ
      
       "จัดหนักเลยนั่น กะอิ่มไปสามวันรึไง"


  


       เด็กเสิร์ฟยกเนื้อปูผัดผงกระหรี่เดินมา สาระวารียิ้มแย้ม
      
       "มาแล้วๆ"
       เด็กเสิร์ฟยกเนื้อปูผัดผงกระหรี่เดินเลยไปโต๊ะถัดไป สาระวารีมองตาม อึ้ง แล้วลุกโวยทันที
       "อ้าวน้อง โต๊ะนี้มาก่อน สั่งก่อน ไปเสิร์ฟโต๊ะนั้นก่อนได้ไง"
       "อ้าว...เออ เดี๋ยวทำให้ใหม่ครับพี่" เด็กเสิร์ฟบอก
       สาระวารีไม่ยอม พูดเสียงดัง
       "ไม่ได้ พี่จะเอาจานนั้น"
       ทุกคนในร้านหันมองมาเป็นจุดเดียว หนุ่มศิลป์หน้าแหยปนอาย
       สาระวารีจ้องหน้าเด็กเสิร์ฟ
       "รู้จักคำว่าคิวมั้ย ใครสั่งก่อนต้องได้ก่อน น้องรักจะทำงานเสิร์ฟอาหาร ถ้าสมองไม่ดี จำไม่แม่น ก็ต้องจด ไม่ใช่ครับ ครับ ไปเรื่อย"
       สาระวารีชี้ไปที่โต๊ะนั้นบอก
       "ไปยกปูจานนั้นมาโต๊ะนี้เดี๋ยวนี้เลย"
       สาระวารีตีหน้ายักษ์ท่าทีเอาเรื่อง หนุ่มศิลป์เลื่อนตัวลงเรื่อยๆ จนไปแอบอยู่ใต้โต๊ะพอดีที่สาระวารีวีนจบ
      
       หนุ่มฝ่ายศิลป์คนเดิม ล้อมวงคุยกับเพื่อนๆ รวมทั้งหนุ่มในกองบ.ก. คนที่ 1และ 2 ที่ยังตาเขียวช้ำเป็นวง หนุ่มศิลป์บอกในวง
       "นึกว่าตัวเล็กๆ จะกินไม่เท่าไหร่ ที่ไหนได้ แม่ล่อซะกระเป๋าฉีก"
       หนุ่มคนที่ 1 บอก
       "ผู้หญิงอะไรไม่รู้ เห็นสวยๆ ยังงั้นดุยังกะเสือ โอย... ยังเจ็บไม่หายเลย" พูดแล้วก็ยกมือขึ้นประคบเบ้าตา
       "แล้วรู้มั้ย อาหารมาช้าเสิร์ฟผิดโต๊ะหน่อย ชีวีนร้านแทบแตก ไอ้เราแทบจะมุดดินหนี"
       ไม่คาดคิดสาระวารีโผล่หน้าเข้ามาในวง
       "คุยไรกัน ซีเรียสจังเลย"
       หนุ่มในกอง บ.ก. คนที่ 1 ร้องเสียงหลงตกใจ หนุ่มๆ วงแตกกระจายไปคนละทิศละทาง
       เธอมองตามอย่างงงๆ
       เสียงบ.ก.ไชยวัฒน์บรรยายต่อ
       "กิตติศัพท์อันน่าเคารพของเจ้าหล่อนก็แพร่กระจายไปทั่วสยามสารอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าไวรัส"
      
       ยามสายวันหนึ่ง ในปัจจุบัน พนักงานหนุ่มในกองบรรณาธิการ โจทก์เก่าของสาระวารี ยืนจับกลุ่มคุยกับเพื่อนที่มาถ่ายเอกสารอยู่ สาระวารีวิ่งรีบร้อนเสียงปึงปังมาทางเครื่องถ่ายเอกสาร หนุ่มๆ ต่างตกใจ หันมองไปทางเธอแล้วตาเบิกโพลง
       "ขอถ่ายแผ่นสิ บ.ก.เรียกไปพบด่วน" สาระวารีพูดเสียงห้วน
       ไม่คาดคิด... หนุ่มๆพร้อมใจกันวงแตก แยกย้ายหายไปคนละทิศละทาง ทิ้งเอกสารที่ถ่ายไว้จนปลิวกระจาย ไม่มีใครคิดอยากจะช่วยถ่ายเอกสารให้เธอเหมือนก่อนแล้ว
       สาระวารียิ้มสะใจเข้าไปครองเครื่องถ่ายเอกสารสบายใจเฉิบ เธอวางเอกสารของเธอเข้าเครื่องไปอย่างอารมณ์ดี
      
       "นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ผู้หญิงอย่างสาระวารี ดูแต่ตา มืออย่าต้อง ขืนลอง แม่เอาตาย"
      
       สาระวารียิ้มเชิดมั่นใจ ขณะกดถ่ายเอกสาร
      
       เวลาต่อเนื่องมา สาระวารีมาพบบ.ก.ไชยวัฒน์ที่ห้องทำงาน
       "เปิดบ่อนเหรอคะ"
       "คาสิโน" ไชยวัฒน์บอก
       สาระวารีเบ้ปากอย่างรังเกียจ
       "มันก็ไอ้แหล่งการพนันเหมือนๆ กันแหละค่ะบอกอ ต่างแค่คนจนเรียกบ่อน คนรวยเรียกคาสิโน"
       "คุณมีปัญหาอะไรรึเปล่าวารี ถ้าไม่สะดวกที่จะไปทำ ผมจะได้ส่งคนอื่นไปแทน"
       สาระวารียักไหล่
       "คนอย่างวารีเหรอคะจะกล้ามีปัญหากับบอกอ"
       สาระวารีถามด้วยสีหน้าสงสัย
       "แล้วทำไมไม่ให้นักข่าวเราที่เมืองจันท์ทำข่าวให้ล่ะคะ"
       "เพราะว่าอยู่ใกล้เกินไป เป็นคนพื้นที่ รู้จักกันดีน่ะสิ ผมถึงไม่อยากให้สันทัดเป็นคนทำข่าว"
       "เจ้าของบ่อนเป็นพวกเจ้าพ่อมาเฟียรึไงคะ"
       "ก็คงมีอิทธิพลพอตัวแหละ ไม่งั้นคงไม่กล้าเจรจากับเขมร ทุ่มเงินเป็นสิบเป็นร้อยล้านเปิดคาสิโนใหญ่โตแบบนั้น"
       "เจ้าพ่อคาสิโนของบอกอนี่ชื่ออะไรเหรอคะ"
       "ษมา เดี๋ยวสันทัดจะแฟกซ์ประวัติกับข้อมูลบางส่วนมาให้ แต่ผมว่าฝ่ายข้อมูลเราก็น่าจะพอมีประวัติเค้าเก็บอยู่เหมือนกัน เดี๋ยวคุณลองไปเช็กดู"
       สาระวารีมีสีหน้าติดใจ สงสัย
       "รวยขนาดมีเกาะส่วนตัว แต่ทำไมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยล่ะคะ บอกอแน่ใจเหรอคะว่าคุณษมาอะไรนี่ ไม่ใช่หุ่นเชิดของใคร"
       "ผมแน่ใจ เท่าที่ผมรู้มา รายนี้รวยจริง ไม่ใช่รวยจากสมบัติบรรพบุรุษด้วย เรียกว่าโตขึ้นมาจากลำแข้งของตัวเองแท้ๆ"
      
       ไชยวัฒน์ บอกเล่าถึงเรื่องราวในอดีตของ "ษมา" จนเห็นเป็นภาพ
       เมื่อเริ่มต้นทำงาน ษมา แต่งตัวธรรมดาและยังไม่มีสง่าราศี กำลังพูดจาหว่านล้อมขายพลอยสีให้กับลูกค้าสาวใหญ่ที่แผงขายพลอยของเขา
       "เค้าเริ่มต้นจากการค้าพลอยขุดพลอย"
       ษมาขับรถกระบะเก่าๆ มาจอดที่หน้าไซท์งานก่อสร้างอาคารพาณิชย์ พอลงจากรถ นายช่างก็เดินมายกมือไหว้แล้วพาไปดูหน้างานตรงที่มีปัญหา
       "แล้วก็หันมาจับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง"
       เวลาต่อมา ษมาขับรถที่ดูดีมีราคาขึ้น พาลูกค้ามาดูที่สวยๆ ติดลำธาร และตอบคำถามค้างคาใจลูกค้าต่างๆ อย่างแคล่วคล่อง
       "ค้าที่ เริ่มจากงานนั้นไปงานนี้ ทำหลายด้าน"
       ษมาในชุดสูทหรูดูเนี้ยบ เดินออกมาจากลิฟท์ของโรงแรมหรู เขายิ้มแย้มเข้าเช็คแฮนด์กับนักธุรกิจชาวต่างชาติและชาวไทยหลายคนที่ล็อบบี้ของโรงแรมหรูแห่งหนึ่ง
      
       "แล้วก็มือขึ้นซะด้วย จับอะไรก็เป็นเงินเป็นทองไปซะหมด"


  


       ภายในห้องทำงานของไชยวัฒน์ เขายังคงพูดคุยอยู่กับสาระวารีเรื่องษมาต่อ
      
       "เสียดายแต่ไม่ชอบออกงานสังคม รักสันโดษเอามากๆ ไม่เคยยอมให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารฉบับไหนมาก่อน"
       "ไม่เคยเลยเหรอคะ" สาระวารีถามเพื่อความแน่ใจ
       ไชยวัฒน์พยักหน้ารับ
       "ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ ว่าเค้าจะให้เราสัมภาษณ์รึเปล่า"
       "บอกอส่งจดหมายขอสัมภาษณ์ไปแล้ว เค้ายังไม่ตอบกลับมาอีกเหรอคะ"
       "เงียบกริบไปเลย แต่ผมไม่รอแล้วล่ะ คุณก็ลองพยายามดูก่อน ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร"
       ไชยวัฒน์ยิ้มพลางถอนหายใจออกมา สาระวารียิ้มอย่างดักทางถูก
       "แต่ถ้าได้มันก็ดีใช่มั้ยคะ ข่าวแบบนี้ถ้าตัวต้นตอไม่พูดเอง มันก็จืดชืดไม่มีน้ำหนัก เสนอแค่ผลดีผลเสีย คนคัดค้าน คนเห็นด้วย เรื่องมันก็งั้นๆ ใครๆก็ทำกัน ข่าวแห้งสนิทไม่น่าอ่านเหมือนเจ้าของออกมาพูดเอง จริงมั้ยคะ"
       ไชยวัฒน์ยิ้มแป้น
       "ถูกต้องคร๊าบ วารีนี่อ่านใจผมตรงเผงเลย" ไชยวัฒน์ขำชอบใจ
       "ฟังแล้วก็ท้าทายดี โอเคค่ะ งานนี้วารีลุยเอง"
       ไชยวัฒน์ตบโต๊ะผาง ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่
       "ต้องงี้สิ ผมรู้อยู่แล้วว่าต้องไม่ผิดหวังแน่นอน"
       ไชยวัฒน์ยิ้มมั่นใจ
       "งั้นวารีขอไปทำการบ้านเรื่องนี้แล้วก็เคลียร์งานค้างๆ ก่อนนะคะ"
       ไชยวัฒน์ยิ้มแย้มสบายใจ
       "ได้เลยจ้ะ"
       สาระวารีลุกขึ้นจะเดินออกไปจากห้อง ไชยวัฒน์เรียกไว้
       "วารีไ
       สาระวารีหยุดที่ประตูห้อง แล้วหันมอง
       "คะ"
       ไชยวัฒน์สีหน้าขรึมลง
       "จำเอาไว้นะวารี ทำใจให้เป็นกลาง อย่าทำข่าวด้วยความอคติ"
       สาระวารียิ้มพร้อมยักคิ้วทำหน้าเท่ๆ สไตล์เธอแทนการรับคำ แล้วเดินออกไป ไชยวัฒน์มองตาม สีหน้าแอบกังวลเล็กน้อยในความเป็นสาระวารี จากเรื่องที่บ.ก.เล่าในเวลาต่อมา
      
       กลางท้องทะเล กลุ่มคนร้าย 5-6 คน กำลังขับเจ็ตสกีไล่ล่าเรือของษมา ที่มี พิพัช เป็นคนขับเรือ อย่างดุเดือด และ จันเลา กำลังยิงปืนต่อสู้กับกลุ่มคนร้าย
       พวกคนร้ายหยิบปืนเอ็มสิบหกออกมา แล้วกราดยิงชนิดไม่นับ พวกษมาต้องก้มหลบ กระสุนปืนปลิวว่อน โดนตัวเรือ โดนผิวน้ำ เสียงดังสนั่นต่อเนื่อง
       เครื่องยนต์เรือของษมาถูกยิงจนเสียหาย ขับต่อไม่ได้
       คนร้ายคนหนึ่งหยิบอาวุธสงครามหนัก แล้วประทับบ่าเล็งยิงใส่เรือษมาทันที ษมาสีหน้าตกใจสุดๆ ตะโกนลั่น
       "โดด"
       ทั้งสามคนต่างกระโดดลงทะเล หลบจรวดที่ยิงมาชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด เรือโดนจรวดเข้าไปเต็มๆ ระเบิดเสียงดังสนั่น ไฟลุกท่วมกลางทะเล
      
       พวกคนร้ายขับเจ็ตสกีมาจอดบนเกาะเล็กๆแห่งหนึ่ง คนร้ายคนที่ 1ตะโกนสั่ง
       "หามันให้เจอ"
       พวกคนร้ายพร้อมอาวุธครบมือ รีบกระจายกำลังออกล่าษมาทันที
      
       มุมหนึ่งในเกาะ คนร้ายคนหนึ่งกระชับเอ็มสิบหก กวาดตามองหาพวกษมา
       ทันใดนั้นเอง จันเลาที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ ก็กระโดดลงมาเล่นงานคนร้ายทันที คนร้ายไม่ทันระวังโดนเข่าลอยเข้าเต็มๆและถูกเตะซ้ำเข้าไปอีกทีจนสลบเหมือด
       พิพัชรีบออกมาจากที่ซ่อน แย่งปืนจากคนร้ายที่นอนสลบ โยนให้จันเลากระบอกหนึ่ง เก็บไว้เองกระบอกหนึ่ง
       ทันใดนั้น พิพัชเล็งปืนไปทางจันเลา ฝ่ายจันเลาตกใจที่จู่ๆพิพัชมาเล็งปืนใส่ตน พิพัชเหนี่ยวไกยิงปืนทันที คนร้ายคนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังจันเลาถูกยิงล้มไป จันเลาหันไปมองตาม เห็นคนร้ายอีก 2-3 คนกำลังแห่กันมา
       พิพัช และจันเลา รีบหาที่กำบังแล้วสาดกระสุนใส่พวกคนร้ายอย่างดุเดือดทันที
      
       มุมหนึ่งของเกาะ คนร้ายคนที่ 1 ซึ่งเป็นหัวหน้าได้ยินเสียงปืนยิงกันสนั่น จึงรีบตามไป
       ษมาที่แอบซุ่มอยู่ โผล่เข้าเล่นงานทันที เตะปืนเอ็มสิบหกของคนร้ายกระเด็นหลุดจากมือก่อนจะ
       ชกซ้ำ แต่คนร้ายหลบทัน
       คนร้ายตั้งหลักได้ก็เตะสวนออกมา ทั้งคู่ต่างสู้กันด้วยมือเปล่า เตะต่อยกันอย่างสูสี ผลัดกันรุกรับอย่างดุเดือด คนร้ายพยายามจะชักปืนพกที่เหน็บเอวไว้ออกมายิงษมา แต่ไม่สบโอกาสเพราะการต่อสู้พัวพัน
       ษมาเสียจังหวะโดนถีบกระเด็นล้มไปกับพื้น คนร้ายสบโอกาสชักปืนพกออกมาเล็งใส่ ษมาม้วนตัวหลบไปได้อย่างหวุดหวิดจังหวะเดียวกับที่ฉวยเอ็ม 16 ที่ตกพื้นอยู่มายิงกราดใส่คนร้ายอย่างไม่ยั้ง จนคนร้ายเสียชีวิตคาที่
       สีหน้าของษมามีแววตาแข็งกร้าว ดูดุดัน น่ากลัว
      
       บรรยากาศของท้องทะเลรอบเกาะตอนกลางวันแลดูสวยงาม แสงแดดสะท้อนกับน้ำทะเลเป็นสีเงินวิบวับงามตา เรือของโศภีกำลังแล่นมาจอดเทียบท่าเรือบนเกาะยานก ทันทีที่เรือจอดเทียบท่าสนิท ลูกน้องโศภีก็รีบกุลีกุจอมาผูกเรือ จัดแจงพาดสะพาน รอรับใช้เจ้านายกันหน้าสลอน
       โศภี ค่อยๆ ก้าวย่างเดินออกมาจากด้านในเรือมาปรากฏโฉมที่หัวเรือ
        
       เธอดูสวยเด่นทั้งเสื้อผ้าหน้าผม ในท่าทางเชิดหยิ่ง มั่นใจตัวเองสุดๆ


  


       ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังใช้สำลีจุ่มยา ทำแผลให้ษมาอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน ษมามีอาการแสบแผล หน้านิ่วเล็กน้อย
      
       หญิงผู้ที่ทำแผลให้ษมาคือ ลำแพง แม่บ้านของษมา
       "เจ็บเหรอคะคุณษมา" ลำแพงพูดอย่างเป็นห่วง
       "ไม่เป็นไรหรอกครับ ทำแผลต่อไปเถอะ"
       ลำแพงทำแผลต่อไป
       "เจ็บก็ต้องทนค่ะ เดี๋ยวแผลหายไม่ทันงานวันเกิดคุณจิตติ คุณของลำแพงจะไม่หล่อ"
       ษมายิ้มขำๆ ไป โศภีรีบร้อนเดินเข้ามาหา
       "ษมา เป็นยังไงบ้างคะ" โศภีน้ำเสียงเป็นห่วง
       ลำแพงหันมองโศภีสีด้วยหน้านิ่งเย็นชา และยังทำแผลของเธอต่อไป
       ษมายิ้มเล็กน้อยบอก
       "นิดหน่อยครับ ไม่เป็นไรมาก"
       โศภีหน้าสีหน้าเครียดถาม
       "เค้าว่ามันเล่นงานคุณด้วยอาวุธสงครามเลยเหรอคะ เล่นแรงขึ้นทุกที โศไม่สบายใจเลยค่ะ"
       "หนักกว่านี้ผมก็เจอมาแล้ว ถ้าผมจะตาย คงตายไปนานแล้วล่ะโศ"
       โศภีถอนใจในความดื้อของษมา ก่อนหันไปพูดกับลำแพง
       "เดี๋ยวฉันดูแลคุณษมาเอง เธอมีอะไรก็ไปทำเถอะ"
       ลำแพงนิ่ง สีหน้าเฉยชาทำแผลต่อไป ไม่ยอมขยับไปไหน โศภีไม่พอใจทันที
       "หูหนวกรึไง ฉันบอกให้ไปไงล่ะ"
       ลำแพงบอกหน้านิ่ง
       "ดิฉันมีเจ้านายคนเดียวเท่านั้น คือคุณษมา"
       โศภีชักโมโห
       "นี่เธอ"
       ษมารีบตัดบท
       "ไปทำงานต่อเถอะลำแพง"
       "ค่ะคุณ"
       ลำแพงเดินเลี่ยงไปด้วยสีหน้าเย็นชา บึ้งตึง ไร้อารมณ์ ไม่มีหางตาค้อนใส่โศภีแต่อย่างใด ฝ่ายโศภีทิ้งค้อนตาม ก่อนจะเดินมานั่งประจ๋อประแจ๋ษมา
       "ถึงยังไงโศก็ไม่สบายใจอยู่ดีล่ะค่ะ ตั้งแต่คุณได้สัมปทานคาสิโนที่เกาะพระฮามก็มีแต่เรื่องมาตลอด นับวันก็ยิ่งหนักขึ้นทุกที"
       ษมายิ้มบางๆบอก
       "รักจะทำงานแบบนี้ มันก็ต้องทำใจ ผมก็คงต้องเจอแบบนี้ไปเรื่อยๆ นั่นล่ะ"
       "แต่คุณมีพร้อมหมดแล้วนะคะษมา ทั้งเงินทอง อำนาจบารมี แล้วคุณจะเสี่ยงทำคาสิโนไปอีกทำไมคะ" โศภีจับมือษมาอย่างอ้อนวอน
       "วางมือซะเถอะค่ะษมา เชื่อโศเถอะนะคะ"
       ษมาดึงมือเธอออกแล้วลุกขึ้นยืน
       "คงไม่ได้หรอกครับ เรื่องคาสิโนเป็นความฝันของผม ยังไงซะผมก็ต้องทำมันให้สำเร็จ"
       ษมาเท้าแขนลงที่ระเบียงทอดสายตามองไกลออกไปยังท้องทะเล โศภีมองตามชายหนุ่มแล้วได้แต่ถอนใจออกมา สีหน้าษมา สายตาเต็มไปด้วยมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า
      
       หน้าบ้านสาระวารีตอนหัวค่ำ เธอกำลังเปิดประตูรั้วกลับเข้าบ้านมา พร้อมกับคุยโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หัวเราะชอบใจ
       "ฉันว่ายังเบาไปด้วยซ้ำ"
       เธอฟังอีกฝ่าย ก่อนตอบ
       "เออ เออ ไปทำงานต่อเถอะป้าแว่น ถึงบ้านแล้ว บาย"
       สาระวารีกดตัดสายไป เธอจะเดินเข้าบ้านก็เหลือบตาเห็นแฝดผู้พี่ "สาระสะมา" นั่งเอนตัวสบายอยู่ที่ม้าสนามที่เป็นสวนหย่อมเล็กๆ ข้างบ้าน พี่สาวเธอกึ่งนั่งกึ่งนอนดูพระจันทร์รับลมอย่างสบายใจอยู่
       สาระวารีเดินไปหาและนั่งลงข้างๆ พี่สาว
       "ดึกแล้ว ยังไม่นอนอีกเหรอสะมา"
       สาระสะมายิ้มบางๆ
       "เรารอนาย พอดีเห็นพระจันทร์วันนี้สวยดี ก็เลยออกมานั่งดูเล่นๆ"
       สาระวารีเบะปาก
       "โรแมนติกอีกตามเคย นี่ขืนให้เรามานั่งเงียบๆดูพระจันทร์ ถ้าไม่กลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่า ก็คงคลั่งตายซะก่อน"
       สาระสะมายิ้มขำๆ
       "ยังไม่ทันลองเลย ก็ตีโพยตีพายไปแล้วว่าไม่ชอบ นายนี่จริงๆเลย"
       "แล้วนายอดนอนรอเราทำไม"
       "น้ารดีโทรมาบอกว่าดาจะหมั้น"
       "กับใครรู้มั้ย"
       "ถ้าได้ยินไม่ผิด รู้สึกจะพวกธนัทดุล"
       สาระวารีเหยียดปากหมั่นไส้
       "ตระกูลนี้รวยจะตาย ลองน้ารดียกลูกสาวให้ คงไม่ใช่ธนัทดุลหางแถวแน่ๆ ป่านนี้คงยืดอกพูดได้เต็มปากแล้วว่า ลูกสาวฉันเก่ง หาผัวรวยๆได้"
       "วารีนี่พูดจาไม่น่าฟังเลย" สาระสะมาติงน้องสาว
       สาระวารียักไหล่ไม่แคร์
       "คราวนี้ก็ถึงคิวยัยรวีหมีดำขึ้นแป้น ลูกสาวคนเล็กเตรียมกระโจนสู่ตลาดวิวาห์รอหาผัวต่อ"
       สาระสะมาอึ้ง
       "วารี ยังไม่หยุดอีก"
       "แต่ยัยนี่คงยากหน่อย เพราะนอกจากหน้าตาจะเหมือนหมีควายแล้ว ปากยังร้ายใจสกปรกอีก"
       สาระสะมาหน้าบึ้งตึง ตำหนิน้อง
       "ปากนายก็ใช่ย่อยซะที่ไหน อย่าไปพูดแบบนี้ให้ใครฟังเชียวนะ ยังไงเค้าก็ญาติเรา"
       สาระวารีสวนค้านทันที ด้วยสีหน้าโกรธเคือง เจ็บแค้นฝังใจ
       "มีนายนับญาติอยู่คนเดียวแหละ เค้าเคยนับญาติกับเราที่ไหน ไอ้เด็กกำพร้าเลือดชั่วอย่างเราสองคน ไม่ดีพอจะเป็นญาติกับเค้าหรอก"
       สาระสะมามีสีหน้าซึมๆ ไป ส่วนสาระวารีมีสีหน้าแววตาเจ็บช้ำกับเรื่องราวในอดีตที่คอยตามหลอกหลอน
      
       ตอนกลางคืน เมื่อ 17 ปีก่อน ทั้งสาระวารี และ สาระสะมา อายุแค่ 10 ขวบ สาระสะมานั้นกำลังกอดศพ อ่อนนุช ผู้เป็นแม่ ร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเสียใจสุดๆ ในขณะที่สาระวารีกำลังร้องไห้พร้อมกับเขย่าตัว สาร ผู้เป็นพ่อ ที่ยืนช็อกอยู่อย่างสุดแรง สาระวารีโกรธพ่อที่ติดการพนันจนแม่ตาย เธอเขย่าตัวพ่อ ร้องไห้ฟูมฟาย
       "หนูเกลียดพ่อ พ่อทำให้แม่ตาย พ่อฆ่าแม่ หนูเกลียดพ่อ"
       ในเวลาต่อมา รินรดี กำลังวีนใส่ สรัล ผู้เป็นสามีที่เอาหลานสาวสองคนคือสาระวารี และสาระสะมามาเลี้ยง หลังจากพี่สาวตาย
       "แค่ลำพังเงินเดือนคุณก็จะไม่พอกินกันอยู่แล้ว หาเรื่องใส่ตัว เอาอีคู่แฝดนี่มาเลี้ยงอีก"
       สรัลหน้าจ๋อยอย่างกลัวเมีย
       "โธ่คุณ แล้วจะให้ผมทำยังไงล่ะ พี่สาวผมก็ตายไปแล้ว ถ้าทิ้งหลานในไส้ให้อยู่ตามยถากรรม ใครรู้เข้า ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน"
       รินรดีกอดอกหงุดหงิด ค้อนใส่สามี
       "คราวนี้จะหน้าบางขึ้นมาเชียวล่ะ"
       "คุณแม่ท่านก็รับปากจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้เด็กสองคนให้เอง ไม่กระเทือนถึงเราหรอกน่า"
       รินรดีตวาดแว๊ด
       "ไม่กระเทือนเรื่องเงินก็ต้องกระเทือนเรื่องอื่นอยู่ดี"
       "แม่ก็หนีตามผู้ชาย พ่อก็เป็นผีพนัน เลือดชั่วๆอย่างงี้มันจะโตขึ้นมาดีไปได้ยังไง"
       รินรดีเบะปากดูถูก ชายหางตามองคู่แฝดที่ก้มหน้านิ่ง สาระสะมาเสียใจปนกลัว ส่วนสาระวารีกัดฟัน เม้มปากแน่นอย่างไม่พอใจ รินรดีมองด้วยสีหน้าเหยียดหยาม
       "ต่อไปคงไม่แคล้วหาความเดือดร้อนมาให้ไม่จบ ไม่สิ้น"
       สาระวารีทนไม่ไหวจะลุกขึ้น แต่สาระสะมาจับมือน้องสาวบีบเอาไว้ เธอมองหน้าพี่สาวที่ปรามด้วยสายตาที่สื่อสารเข้าใจกันได้ดี
      
       เด็กหญิงแฝดผู้น้องยอมเชื่อ นั่งก้มหน้างุด แต่กำมือแน่นจิกเล็บเข้าเนื้อด้วยความเจ็บใจ
      
        ภาพจำในอดีตจางจากมโนนึกสองแฝดไปแล้ว สาระสะมากำลังมองดูน้องสาวด้วยความสงสารเห็นใจ เพราะไม่ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน บาดแผลทางใจก็ไม่เคยจางหายไปเลย สาระสะมาสงสารน้องจับใจ
      
       "เรื่องมันตั้งนานแล้ว นายยังไม่ลืมอีกเหรอ"
       สาระวารีเจ็บใจสุดๆ ขบกรามแน่น
       "สีหน้าท่าทางของน้ารดีตอนนั้นต่อให้เราตาย เราก็ไม่มีวันลืมหรอก ทำเหมือนกับเราเป็นตัวเสนียด ถ้าไม่ใช่เพราะคุณยายทิ้งพันธบัตรไว้ให้พวกเรา ป่านนี้อย่าว่าแต่บ้านเล๊ย จะมีเงินเรียนรึเปล่าก็ยังไม่รู้ ทุกอย่างมันเป็นเพราะพ่อ ถ้าพ่อไม่ติดพนัน แม่ก็คงไม่ต้องตาย เราสองคนก็คงไม่ต้องไปเป็นหนี้บุญคุณใคร ให้มันมาด่าเอาได้ว่า เป็นเด็กเลือดชั่วอย่างงี้หรอก"
       สาระสะมาสงสารน้องเปลี่ยนเรื่องพูด
       "พอแล้ว เลิกพูดเรื่องไม่สบายใจดีกว่า"
       สาระวารีหน้าตึงโวยขัด
       "แล้วก็ไม่ต้องถามเราด้วยนะ ว่าเราจะไปงานเค้ารึเปล่า เรากำลังยุ่งต้องเตรียมตัวหาข้อมูลไปทำข่าวที่ตราด แต่ต่อให้ไม่มีงาน เราก็ไม่มีวันไปเหยียบบ้านน้าสรัลเด็ดขาด"
       "นายจะไปทำข่าวที่ตราดเหรอ"
       สาระสะมาหน้าขรึมลงแล้วบอก
       "สิบเจ็ดปีแล้วสินะ ที่เราสองคนไม่ได้กลับไปที่นั่นเลย"
       "ไม่ต้องกลับก็ดีแล้ว ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไรให้น่าจดจำซักอย่าง"
       สาระสะมาได้แต่ถอนใจ
       "แล้วนายจะไปทำข่าวอะไรที่ตราดเหรอ"
       "ข่าวคาสิโนน่ะ มีผู้ชายคนนึงชื่อษมา ชื่อเหมือนนายแหละ แต่สะกดคนละแบบ เค้ากำลังจะเปิดคาสิโนบนเกาะแถวชายแดน เห็นว่าจะสร้างใหญ่โต หรูหราไม่แพ้ที่มาเก๊าเลยนะ"
       สาระสะมานึกเป็นห่วง
       "แล้วนายจะทำข่าวได้เหรอ ถ้าไม่สบายใจก็ให้บอกอส่งคนอื่นไปทำแทนสิ"
       สาระวารียิ้มขำๆ
       "เราไม่ใช่เด็กแล้วนะสะมา เราแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกน่ะ มันแปลกดีนะ เกลียดอะไรมักจะได้ยังงั้น"
       สาระวารีสายตาแข็งกร้าวแล้วพูดต่อ
       "เราเกลียดการพนันที่สุด แต่ก็ต้องกลับไปตราดเพื่อทำข่าวบ่อนจนได้"
       สาระสะมาตบไหล่น้องสาวที่ส่ายหน้าไปมาอย่างให้กำลังใจ สาระวารีถอนหายใจ ยกมือขึ้นกอดอก เงยหน้ามองพระจันทร์แก้เซ็งไป
      
       ปืนถูกยิงขึ้นฟ้าเสียงดังสนั่น ษมาเป็นคนยิงปืนขู่พวกคนงานที่กำลังชกต่อยกัน โดยมีพิพัช และจันเลา
       ยืนคุ้มกันอยู่ใกล้ๆอีกที พวกคนงานกลัวจนหน้าถอดสี รีบผละออกจากกันทันที
       "ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ย ถ้าจะทำงานกับฉัน ห้ามมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันที่เกาะของฉันเด็ดขาด" ษมาพูดเสียงดุ
       คนงานคนที่ 1พยายามจะอธิบาย
       "แต่คุณษมาครับ"
       ษมาตะคอกสวนทันที
       "ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น"
       คนงานทุกคนจ๋อยไป
       "พวกแกทุกคนก็รู้ว่า สถานการณ์ตอนนี้เป็นยังไง คนที่มันอยากได้สัมปทานคาสิโนแทนฉันมีเต็มไปหมด ถ้าพวกเรากันเองยังไม่สามัคคีกัน แล้วจะไปรับมือกับใครเค้าได้"
       ษมาจ้องหน้าคนงานแต่ละคน พวกคนงานกลัวจนหัวหด ไม่มีใครกล้าสบตาษมาซักคน
       "ถ้าใครไม่อยากทำงานกับฉันก็ออกจากเกาะไป แต่ถ้ารักจะทำงานอยู่ที่นี่ต่อ ก็ต้องทำตามกฎของฉัน"
       พวกคนงานต่างเลิ่กลั่ก กลัวตกงาน
       พิพัชขู่ซ้ำ
       "เอ้าว่าไง คุณษมาท่านให้โอกาสแล้ว จะอยู่หรือจะไปก็ว่ามา"
       คนงานพยักเพยิดให้ตัวแทนพูดตอบไป คนงานคนที่ 2 ยกมือไหว้ษมา
       "ผมขอโทษครับคุณษมา ต่อไปพวกเราจะไม่ทำอีกแล้วครับ"
       จันเลาพูดซ้ำ
       "อย่าสักแต่รับปากพล่อยๆ พวกเอ็งก็รู้ ว่าคนอย่างคุณษมาพูดคำไหน เป็นคำนั้น"
       พวกคนงานรีบพยักหน้ารับ ทั้งกลัวตกงานและกลัวษมาสุดๆ
       "แยกย้ายไปทำงานได้แล้ว" พิพัชบอก
       คนงานแยกย้ายกันไป ษมาหน้านิ่งจ้องมองคนงานด้วยสายตาแข็งกร้าว ดูมีอำนาจน่าเกรงขาม
      
       ษมาเดินหัวเสียกลับขึ้นระเบียงบ้านมา โศภียืนรออยู่ด้วยสีหน้าท่าทางเป็นห่วง
       "คนงานมีเรื่องอะไรกันเหรอคะ"
       "ผมไม่รู้ แล้วก็ไม่สนด้วย แต่กฎของเกาะนี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องเคารพ"
       ษมาเดินไปนั่งสงบสติอารมณ์ โศภีเดินมานั่งข้างๆ พูดจาเอาใจ
       "ดีค่ะ คนพวกนี้ต้องกำราบให้อยู่หมัด"
       โศภีหันมองไปทางตัวบ้าน ชักสีหน้าเซ็งๆ
       "ของว่างจะได้ทานวันนี้มั้ยเนี่ย"
       ลำแพงเดินหน้านิ่ง ยกของว่างยามบ่ายออกมาให้ษมา และโศภี ทานคู่กับน้ำชา
       " แล้วนี่เมื่อไหร่คาสิโนถึงจะเสร็จเรียบร้อยซะทีคะ โศไม่สบายใจเลย ห่วงความปลอดภัยของคุณ" โศภี สีหน้าออดอ้อน
       ลำแพงเสิร์ฟของว่างไป เธอหน้านิ่งทำเหมือนไม่สนใจ แต่หูเงี่ยฟังตลอดเวลา
       "นี่ก็เร็วกว่าที่คิดไว้เยอะแล้วนะครับ ภายในปีนี้ก็คงเรียบร้อยแล้วล่ะ" ษมาบอก
       "แล้วคุณไม่คิดหาใครมาร่วมหุ้นด้วยจริงๆเหรอคะ มีหุ้นส่วนหลายคน คุณจะได้ไม่ถูกพุ่งเป้าคนเดียว"
       "ไม่จำเป็นหรอก ผมเคยบอกคุณแล้วนี่ ว่าคาสิโนที่พระฮามเป็นความฝันของผม แล้วผมก็ยังไม่อยากให้ใครมาร่วมแบ่งฝันของผมด้วย"
       ษมายิ้มบางๆบนใบหน้า ลำแพงอมยิ้มชื่นชมเจ้านาย โศภีเหล่มองลำแพง
       "ถ้าจะเสิร์ฟนานขนาดนี้ ก็ลากเก้าอี้มานั่งคุยด้วยกันซะเลยสิจ๊ะลำแพง"
       โศภีแขวะ ลำแพงไม่แยแส ลุกจะเดินออกไป
       "เดี๋ยวลำแพง เรือที่จะไปส่งคุณโศภี จัดการเรียบร้อยรึยัง"
       "ดิฉันให้เจ้าแลงไปจัดการแล้วค่ะ"
       โศภีออดอ้อนษมา
       "อะไรกันคะ นี่คุณจะให้โศกลับแล้วเหรอคะ เดี๋ยวอีกสี่ห้าวัน คนของโศก็มารับเองล่ะค่ะ เสียแรงที่โศเป็นห่วงคุณ ไม่ทันไรก็ไล่กันซะแล้ว"
       ษมายิ้มรับ
       "ผมไม่ได้ไล่ แต่ผมกลัวคุณจะโดนลูกหลงไปด้วย ช่วงนี้ผมงานเยอะ คงไม่มีเวลาดูแลคุณ แล้วผมก็ไม่อยากให้คุณถูกนินทาเสียๆหายๆด้วย"
      
       โศภีทำหน้าจ๋อยๆ


  


       ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของษมาก็ดังขัดขึ้น เขาดูเบอร์แล้วกดรับ
      
       "ว่าไง ... เออ ก็ดีเหมือนกันนะ ว่าต่อไปซิ"
       ษมาลุกเดินเข้าไปในบ้านคุยโทรศัพท์ พอษมาเดินเลี่ยงไป โศภีก็หน้าหงิกบอกบุญไม่รับทันที
       "ดิฉันจะให้เด็กไปเก็บของในห้องคุณเลยนะคะ"
       "ไม่ต้อง ฉันเก็บของฉันเองได้ ของฉันแพงๆ ทั้งนั้น กลัวถูกขโมย"
       ลำแพงอมยิ้มเย็นๆ ไม่โต้ตอบอะไร ตั้งท่าจะเดินออกไป
       โศภีมั่นใจว่าลำแพงยิ้มเยาะ จึงลุกขวาง ตวาดแว๊ด
       "ยิ้มอะไร"
       "คุณคิดว่าดิฉันยิ้มเพราะอะไร ก็ตามนั้นล่ะค่ะ"
       ลำแพงพูดเสียงเย็น หน้านิ่ง ก่อนเดินหน้านิ่งเลี่ยงเข้าบ้านไป
       โศภีบ่นพึมพำ
       "ฉันเป็นคุณนายเกาะนี้เมื่อไหร่ แกตกงานเป็นคนแรกแน่นังซอมบี้"
       โศภีมองตามด้วยความเจ็บใจ เหม็นขี้หน้าลำแพงสุดๆ แต่ต้องสร้างภาพกับษมา ตอนนี้เลยทำอะไรมากไม่ได้
      
       กลางวันต่อเนื่องมา มัทนาและมีคณาเดินนำเข้าไปนั่งในร้านก๋วยเตี๋ยวยามบ่าย ซึ่งคนไม่เยอะแล้ว ปล่อยให้สาระวารีสั่งอาหารเป็นคนสุดท้ายกับเจ๊คนขายรูปร่างตุ้ยนุ้ย
       สาระวารีบีบนวดบ่าให้เจ๊
       "แห้งชามน้ำชามเหมือนเดิม วันนี้หิวจัด ให้เวลา 5 นาทีนะเจ๊ เกินนั้นจะลุกมาลุยหน้าเตาเอง"
       เจ๊คนขายยิ้มๆบอก
       "โมโหหิวมาจากไหนจ๊ะ นั่งรอแป๊บนึงนะ"
       "จ้ะเจ๊" สาระวารีแกล้งบีบชั้นไขมันข้างเอวทั้งสองข้างของเจ๊อย่างมันเขี้ยว
       "จ้ำม่ำซะจริงนะน้องเอ๋ย"
       เจ๊คนขายเขินตีแขนเบาๆ
       "น้องวารีนี่"
       สาระวารีเดินยิ้มแย้มอารมณ์ดีไปนั่งที่โต๊ะ มัทนารินน้ำใส่แก้วให้พี่ๆ
       "อิจฉาพี่วารีจัง ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน"
       "ก็โวยวายมากๆ เหมือนพี่สิ แคลอรี่มีเท่าไหร่ผลาญเรียบ"
       มีคณาถาม
       "บอกอเค้าให้มัทไปทำข่าวเขตต์ตวันประเด็นอะไรเหรอจ๊ะ"
       "ประวัติน่ะพี่มี่ มีแหล่งข่าวโทรมาบอกข้อมูลใหม่ มัทต้องลงไปภูเก็ตพรุ่งนี้เลย อยากได้อะไรกันมั่งคะ"
       "อ้าว นี่มัทต้องไปภูเก็ตเหรอ พี่ก็ต้องไปตราดเร็วๆ นี้เหมือนกัน" สาระวารี บอก
       "มัทได้ยินแว่วๆว่าพี่วารีต้องไปเกาะช้างใช่มั้ยคะ"
       "ไม่ใช่ เกาะยานก เกือบติดชายแดนเขมรโน่นแน่ะ"
       มีคณาถามสาระวารีด้วยความสงสัย
       "มีประเด็นข่าวอะไรน่าสนใจเหรอวารี"
       "คาสิโน มีข่าวว่าเจ้าของเกาะทำเรื่องขอเปิดคาสิโนถูกกฎหมายที่โน่น และมีความเป็นไปได้สูงว่าจะได้รับอนุญาต"
       "ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อยังงี้ มี่ว่าไม่น่ายอมให้สัมภาษณ์ง่ายๆหรอก"
       สาระวารียักไหล่
       "ก็ท้าทายดี"
       สาระวารีชักโมโหหิว บ่นฮุบก่อนตะโกนไปหน้าร้าน
       "แค่ลวกเส้นใส่เครื่องทำไมช้าจัง... จะกินกันเองแล้วเจ๊ ได้ยัง"
       มัทนาขำๆ ชอบใจหันมองไปทางเจ๊ สาระวารีเหล่มองมัทนา
       "อารมณ์ดีไว้เยอะๆ นะน้อง เดี๋ยวจะขำไม่ออก งานเราก็ไม่หมูเลยนะมัท นายตวันนี่เฮี้ยวกับนักข่าวยังกะอะไรดี เค้าขยาดกันทั้งนั้นแหละ"
       มัทนากระหยิ่มยิ้มย่องบอก
       "ก็ท้าทายดีเหมือนกันล่ะค่ะพี่วารี คุ้มที่จะเสี่ยง เพราะมัทจะได้ย้ายไปโต๊ะการเมืองซะที"
       มีคณาถอนใจยาว ชักสีหน้าเหนื่อยใจออกมา
       "น่าอิจฉาจังเลย มีแต่งานท้าทายทำกันทั้งนั้น ช่วงนี้พี่ก็มีแต่ข่าวโสเภณีเด็ก ตามปราบไม่หมดไม่สิ้นซะที"
       "ก็มีงานแฟชั่นการกุศลที่บอกอจะให้พี่มี่ไปแทนมัทไงคะ"
       มีคณาเบะปากอย่างเซ็งๆ
       "พี่ไม่ชอบนี่นา"
       มัทนามีสีหน้ากระล่อน
       "งั้นลองซ้อมไปงานแฟชั่นโชว์กับมัทเย็นนี้ก่อนนะคะเผื่อจะติดใจ...ทั้งพี่มี่ทั้งพี่วารีเลยนะ จะได้มีเวลาเมาท์กันนานๆ พรุ่งนี้มัทก็ต้องไปภูเก็ตแล้ว เมื่อไหร่จะได้กลับก็ไม่รู้" มัทนาส่งสายตาอ้อน ยื่นมือไปเกาแขน
       วารีที มีคณาที
       "ไม่ต้องมาทำแมวใส่ฉัน ไปก็ได้ย่ะ"
       มีคณาปั้นยิ้มพยักหน้ารับปาก
       "เย้"
       สาระวารีพูดให้กำลังใจเพื่อน
       "คิดบวกไว้สิมี่ อยู่ๆ มี่ก็ต้องไปงานแฟชั่นโชว์ที่ไม่ปลื้ม ฟ้าอาจจะกำหนดให้มี่ได้เจอเรื่องดีๆ ก็ได้นะ"
       มีคณาถอนใจส่ายหน้าไม่เชื่อ
       "ขอให้เป็นยังงั้นทีเถอะย่ะ"
       สาระวารีอมยิ้ม นึกสนุก
       "ก็ไม่แน่น้า บางทีเราทั้งสามคนได้อยู่ห่างๆกันนานๆ บ้าง อาจจะมีหนุ่มๆ กล้าเข้ามาทำให้หัวใจเรา กระตุกกะเค้ามั่ง"
       สาระวารีทำมือรูปหัวใจตรงตำแหน่งหัวใจ แล้วทำท่ากระตุกแบบแดนเซอร์ 2 ที มัทนาหัวเราะชอบใจ
       มีคณาขำปนอาย เตือนเพื่อน
       "วารี ไม่อายคนเค้ารึไง"
       "ทำไมล่ะ เห็นชอบเต้นกันจั๊ง เลิกฮิตแล้วเหรอะ"
       สาระวารีทำท่าหัวใจกระตุกมาอีก 3 ทีซ้อน มัทนาตบมือหัวเราะถูกใจ
      
       มีคณาอดขำไม่ได้พร้อมกับตีผสมผลักเพื่อนไปแรงๆ เป็นที่ครื้นเครงกันไป
        


  


       ช่วงตอนหัวค่ำ สาระวารีสวมชุดนอนนั่งอยู่ภายในห้องรับแขก กำลังเช็กกล้อง และอุปกรณ์การทำงานเพื่อเตรียมเดินทางไปตราด ข้างๆ ตัวสาระวารีมีถุงใส่ไวน์ของพี่สาวอยู่ สาระสะมาเดินถือแก้วนมเข้ามาหาน้องสาวฝาแฝด
      
       "มีอะไรให้ช่วยมั้ย จะขึ้นนอนแล้วนะ"
       "จะเสร็จแล้วล่ะ"
       สาระวารีสีหน้าจับผิด คาดคั้นจ้องหน้าพี่สาวก่อนจะหยิบถุงใส่ไวน์ขึ้นมา
       "แล้วนี่อะไร เตรียมไปฝากใครไม่ทราบ"
       สาระสะมาสีหน้าเจื่อนๆ
       "เอ่อ น้ารดีเค้าฝากซื้อ เค้าบอกว่าคุณอาของคู่หมั้นดา จะมาเป็นตัวแทนฝ่ายชายให้ เค้าชอบดื่มไวน์ น้ารดีเค้าเลยอยากจะต้อนรับให้ดี"
       สาระวารีแขวะ
       "ฝากซื้อหรือว่าไถของฟรีกันแน่ นายนึกว่าเราไม่รู้เหรอะ นายไปบินทีไร เค้าก็ไถของฝากประจำ"
       "ไม่ประจำซะหน่อย นานๆที ถือซะว่าเป็นของขวัญงานหมั้นดาก็แล้วกัน"
       สาระวารียังโวยวาย
       "นายก็เป็นซะอย่างเงี้ย ทีตอนเค้าไล่ออกจากบ้านทำไมไม่จำมั่ง นี่ถ้าเราสองคนไม่มีงานดีๆทำ เค้าจะมานับญาติด้วยมั้ย"
       "นายก็ฝังใจเจ็บไม่เลิกซะที ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ลืมๆไปซะเถอะ ... ไปดีกว่า"
       สาระสะมารีบตัดบท ชิ่งหนีไปเลย สาระวารีส่ายหน้าก่อนจะหยิบไวน์ออกมาดู อย่า
       งเสียดายเงินสุดๆ
       "ท่าจะขวดละหลายตังต์ ตั้งสองขวดแน่ะ"
       สาระวารีฉุกคิดขึ้น แล้วมองขวดไวน์ในมือ ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างมีแผน
      
       ยามสายของงานหมั้น ซึ่งจัดขึ้นที่สวนบ้านสรัล ในบรรยากาศ เล็กๆแต่น่ารัก มีแขกเหรื่อมางานพอสมควรแต่ไม่มากนักเพราะมีแต่เพื่อนหรือญาติสนิทเท่านั้น
       รุจิดา และคู่หมั้นยืนพูดคุยกับแขกด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อาของคู่หมั้นกำลังจะขึ้นไปพูดขอบคุณแขกเหรื่อ โดยมีสรัล รินรดี รุจรวี และสาระสะมา ยืนยิ้มแย้มอยู่ใกล้ๆ
       รินรดี และรุจรวี ประจบเอาใจอาคู่หมั้นสุดๆเพราะเป็นคนรวย
       อาพูดใส่ไมค์ ยิ้มแย้ม
       "ผมขออวยพรให้ทั้งคู่รักกันมั่นคงความรักราบรื่น ไร้อุปสรรคใดๆ และพวกเราในที่นี้จะนับวันรอที่จะได้เห็นทั้งคู่เข้าพิธีสมรสและครองคู่สร้างครอบครัวที่มีความสุขด้วยกันต่อไป"
       น้ารินรดีถาม
       "รวี ไวน์ที่เตรียมไว้ล่ะ"
       รุจรวีรีบไปหยิบแก้วใส่ไวน์มาให้
       "นี่ค่ะแม่"
       "รีบเอาไปให้คุณอาสิ"
       รุจรวีเอาแก้วไวน์ไปให้อาของคู่หมั้นพี่สาว อารับแก้วไวน์มา สีหน้ายิ้มแย้ม
       "และในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ ผมขอเชิญชวนทุกท่าน ดื่มอวยพรให้กับคู่หมั้นพร้อมๆกันครับ"
       แขกเหรื่อทุกคนหยิบเครื่องดื่มลุกขึ้นยืน พวกสาระสะมาเองก็ถือเครื่องดื่มเตรียมไว้ อาชูแก้วบอก
       "ไชโย"
       ทุกคนในงานร่วมไชโย
       อาของคู่หมั้น ดื่มไวน์ฉลอง แต่ทันใดนั้นก็พ่นพรวดออกมา เพราะสำลักยาดองที่สาระวารีเอามาเปลี่ยนแทนไวน์ ท่ามกลางความตกใจของทุกคนในงาน
       สาระสะมาตกใจปนงง ว่าเกิดอะไรขึ้น!!
      
       ผ่านเวลาเล็กน้อย รินรดียื่นถุงใส่ไวน์ 2 ขวดให้สาระสะมารับไปด้วยความโกรธจัด รุจรวียืนหน้าหงิก
       อยู่ใกล้ๆ
       "เอาของเธอกลับไปเลยแม่สะมา แล้วก็ฝากบอกน้องสาวเธอด้วย ว่าถ้าไม่นับญาติกันแล้วก็ไม่เป็นไร แต่อย่ามาฉีกหน้าฉันแบบนี้"
       สาระสะมาหน้าเสีย ยกมือไหว้
       "หนูขอโทษแทนวารีด้วยค่ะน้ารดี ไม่คิดเลยว่าเค้าจะเล่นอะไรแผลงๆ เอายาดองเหล้ามาเปลี่ยนแทนไวน์แบบนี้"
       รุจรวีออกอาการโมโหมากไม่แพ้แม่ เธอหยิบการ์ดออกมาใบนึง ยัดใส่มือสาระสะมา
       "ไม่ใช่แค่เปลี่ยนไวน์นะ... ยังเขียนการ์ดเยาะเย้ยถากถางมาด้วย นี่ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะฉันกับแม่มัวแต่ยุ่งรับแขก ก็คงไม่หลงกลน้องเธอหรอก"
       "อ่านออกเสียงมาดังๆเลยนะ จะได้รู้ความร้ายกาจของน้องสาวเธอ" รินรดีบอก
       สาระสะมาเปิดการ์ดออกอ่านออกเสียง
       "ถึงท่านผู้เฒ่า..." สาระสะมากลืนน้ำลายก่อนจะอ่านต่อ
       "ยี่สิบแปดดีกรีสองขวดนี้ ยกให้เป็นของขวัญ ขอให้จิบเพียงวันละน้อยๆ แล้วจะค่อยๆมีพลัง เตะปี๊บดังไปอีกหลายๆปี ไวน์ยี่สิบแปดดีกรียี่ห้อชาร์โต เดอ วารี"
       สาระสะมาจ๋อยสนิท เถียงไม่ออกซักคำ รุจรวีโมโหมาก จิกตามองสาระสะมา
       "ไปรับแขกเถอะค่ะคุณแม่ อย่ามาเสียเวลากับพวกอกตัญญูเลยค่ะ"
       สองแม่ลูกสะบัดพรืดใส่ ก่อนจะเดินออกไปอย่างอารมณ์เสีย
      
       สาระสะมาถอนใจหนักหน่วง ก่อนจะมองไวน์ในมือแล้วหัวเราะออกมา ถึงจะเคืองน้อง แต่ก็อดขำไม่ได้


  


       นักข่าวหนุ่มเดินถือแฟ้มงานจะเดินไปห้องบ.ก. ไชยวัฒน์ สาระวารีเดินเลี้ยวมาเห็นเข้าพอดี สีหน้าเจ้าเล่ห์ กึ่งเดินกึ่งวิ่งไปแซงหน้าทันที
      
       นักข่าวหนุ่มตั้งท่าจะเคาะประตูห้อง แต่มือวารีแย่งมาเคาะก่อน นักข่าวเหล่มอง
       "พี่วารี ผมงานเร่ง"
       "ของพี่เร่งกว่า"
       สาระวารีทำหน้าตากวนใส่ นักข่าวหนุ่มแกล้งเบียดจะเปิดประตูเข้าไป
       "เข้ามา"
       สาระวารีผลักไหล่นักข่าวรุ่นน้องออกไปแรงๆ เลย แถมทำหน้าล้อเลียนใส่อีกตะหาก ก่อนเปิดประตูเข้าไป
       สาระวารีฉีกยิ้มเดินเข้าไป
       "วารีเองค่ะบอกอ"
       นักข่าวหนุ่มเจ็บใจ แต่ไม่กล้าหือ เดินกลับออกไป
       ภายในห้องทำงานไชยวัฒน์ สาระวารีนั่งลง ไชยวัฒน์ยิงคำถามทันที
       "ไหนว่ามาสิ เธอมีแผนการยังไง"
       "คืองี้ค่ะบอกอ วารีจะไปสแตนบายที่ตราดก่อน รอวัฒนาตามไปสมทบแล้วค่อยเดินทางไปเกาะยานก..วารีนัดแนะกับวัฒนาเรียบร้อยแล้วล่ะค่ะ"
       "ไปตราดก่อนทำไม"
       "ไปหาเพื่อน"
       ไชยวัฒน์ชะงัก เงยหน้าจากเครื่องคอมฯ เหล่มอง
       "แหม ฟังก่อนสิคะบอกอ วารีมีเพื่อนซี้สมัยเรียนอยู่ที่ตราดชื่อจิณห์ ชีเป็นลูกสาวเศรษฐีใหญ่ของจังหวัด คนนี้กว้างขวางมาก วารีไปเที่ยวบ้านเพื่อน คงจะได้ข้อมูลตื้นลึกหนาบางของนายษมาอะไรนี่เพิ่มมากขึ้น"
       "หาเรื่องไปเที่ยวสิไม่ว่า"
       สาระวารีเสียงแข็ง ท้าทายเล็กน้อย
       "จะไม่ให้ไปก็ได้นะคะ"
       "ไปเถอะจ้ะ พี่กลัวเธอแล้วล่ะ"
       สาระวารียิ้มแป้น
       "ขอบคุณค่ะ"
       ไชยวัฒน์เปิดลิ้นชักโต๊ะทำงานออกมา พร้อมพูด
       "มีสายของเราส่งภาพนึงมาให้"
       สาระวารีถามอย่างสนใจ
       "ภาพอะไรคะ"
       "ก็ภาพนายษมาน่ะสิ"
       สาระวารีแปลกใจ
       "เป็นไปได้ยังไงคะ ไหนข้อมูลบอกว่าไม่ยอมให้ใครสัมภาษณ์ ไม่เคยมีภาพออกสื่อไงคะ"
       ไชยวัฒน์หยิบซองหลายซองออกมาหา
       "มีคนแอบถ่ายด้วยมือถือมาได้... อยู่ไหนซะล่ะ"
       "จะได้ดูมั้ยคะเนี่ย"
       "ใจร้อนจริง เจอแล้ว"
       ไชยวัฒน์หยิบซองและดึงรูปถ่ายออกมา
       "เค้าถ่ายได้ตอนงานเลี้ยงหอการค้าจังหวัด ไม่ชัดเป๊ะเท่าไหร่นะ แต่พอดูออก"
       ไชยวัฒน์ดึงรูปถ่ายออกมาหมุนด้านให้สาระวารีดู...
       สาระวารีมองไปที่ภาพถ่าย...เป็นงานเลี้ยง มีแขกเหรื่อมากมาย ภาพตรงกลางที่ชัดสุดคือนักธุรกิจร่างอวบ ออกแนวเสี่ยๆ ถือแก้วไวน์คุยยิ้มแย้มอยู่ แต่มีรูปของชายอีกคนอยู่ข้างๆ ห่างไปทางด้านหลัง ดูหนุ่มกว่ายืนถือแก้วไวน์ ยืนเก็กหล่อมองไปอีกมุม
       "อาเสี่ยเนี่ยเหรอบอกอ คุณษมา เจ้าพ่อเกาะยานก"
       "เค้าว่างั้น ผมก็ไม่เคยเห็น"
       "ดูแก่กว่าข้อมูลที่ว่าอายุ 37 นะคะ"
       "อยู่เกาะอยู่ทะเล ตากแดดตากลม จะให้หน้าเด้งผ่องเหมือนผมได้ไงล่ะ"
       ไชยวัฒน์ยิ้มขี้เล่น
       "จ้า ไม่ออกจากห้องแอร์เลย ใช้น้องสาวๆ ตลอด"
       ไชยวัฒน์ยิ้มๆ
       "งั้นวารีเอารูปนี้ไปเลยนะคะ"
       "เอาไปเถอะ ไม่มีอะไรก็กลับไปทำงานได้แล้ว ผมต้องรีบตรวจต้นฉบับ"
       ไชยวัฒน์หันไปทำงานต่อ
       "หมดความหมายก็ไล่ส่งเลยนะคะ"
       สาระวารีหยิบกรรไกรที่โต๊ะบอกอมาตัดรูป สาระวารีตัดรูปแบ่งครึ่งเอาเฉพาะรูปเสี่ยอ้วนไว้ แล้วตัดรูปษมาออกไป เธอลุกขึ้นแล้วหยิบรูปษมาไปทิ้งถังขยะข้างๆ ห้องไป ก่อนออกจากห้อง สาระวารีหันมาบอก
       "อย่าลืมตั้งเบิกให้วารีเพิ่มด้วยนะคะบอกอ"
       สาระวารีเดินดูรูปเสี่ยอ้วนออกไปจากห้องไป ไชยวัฒน์เงยหน้ามองตามพร้อมส่ายหน้าไปมาก่อนหันไปทำงานหน้าคอมฯต่อ
       รูปที่ถูกทิ้งขยะ สาระวารีไม่ได้รู้เลยว่รูปที่ตัดทิ้งถังขยะคือนายษมา เจ้าพ่อเกาะยานก ที่กำลังจะไปตามสัมภาษณ์ให้ได้
      
       เมืองตราดตอนหัวค่ำ โศภีเดินควงแขนษมาทันทีที่ลงจากรถ ณ ลานจอดจะเข้าไปร้านอาหารแห่งหนึ่งโศภียิ้มแย้ม ฉอเลาะตามเคย
       "เห็นมั้ยคะ ไม่รู้คุณจะให้โศรีบกลับมาทำไม สุดท้ายคุณก็ต้องตามโศมาอยู่ดี"
       "ก็ผมไม่คิดนี่ครับ ว่าจะมีงานด่วนเข้ามา ตอนแรกกะว่าจะขึ้นฝั่งอีกที ก็ตอนงานวันเกิดคุณจิตติเลย"
       ขณะนั้นเอง ประตูรถคันที่จอดอยู่ก็เปิดกว้างออก ดิตถ์ยิ้มกวนก้าวลงจากรถ
       " บังเอิญจังเลยนะครับ ไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าพ่อเกาะยานกกับคุณโศภีคนสวยที่นี่"
       ลูกน้องอีก 2 คนรีบลงจากรถตามประกบคุ้มกันดิตถ์ทันที ษมาไหว้ตามมารยาท
       "สวัสดีครับพี่ดิตถ์"
       "โอ๊ย ผมไม่อาจเอื้อมนับพี่นับน้องกับคุณหรอกครับ บอกตรงๆ ว่าไม่อยากเป็นอย่างไอ้เดชมันอีกคน "
       โศภีรำคาญ
       "ไปกันเถอะค่ะษมา อย่าไปฟังพวกเพ้อเจ้อเลย พูดอะไรไปก็ไม่มีใครเชื่อหรอกค่ะ เสียอารมณ์เปล่าๆ"
       โศภีดึงแขนษมาไป ดิตถ์พูดตามหลังอย่างโมโห
       "ก็ฉันไม่รวยเท่าแกนี่ไอ้ษมา ถึงไม่มีใครฟังฉัน แต่ที่แกเสวยสุขอยู่บนกองเงินกองทองทุกวันนี้ได้ มันมาจากเลือดเนื้อน้องชายฉันทั้งนั้น ไอ้ฆาตกร"
       ษมาหันกลับมามองดิตถ์ด้วยสายตาเย็นชา
       "ที่แล้วมาผมเห็นแก่เดช เลยไม่อยากเอาเรื่อง แต่อะไรที่มันเกินไป ผมก็ไม่ทนเหมือนกัน"
       ษมาและดิตถ์จ้องหน้ากันอย่างเอาเรื่อง ไม่มีใครลงให้ใคร โศภีไม่อยากให้มีเรื่อง
       "ไปเถอะค่ะษมา"
       โศภีรีบควงแขนษมาพาเดินเข้าไปในร้าน
      
       ดิตถ์ได้แต่มองตามด้วยความเขม่นและหมั่นไส้ คิดที่จะหาทางเล่นงานษมาให้ได้
      

       ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของดิตถ์ก็ดังขึ้น เขาดูเบอร์และกดรับ
      
       "ว่ายังไง"
       หลังเขาฟังสายจากอีกฝ่าย ก็นึกไม่ถึง
       "นักข่าวจากที่ไหน... ฉันอยากเจอนักข่าวนั่นก่อนไอ้ษมา เธอจัดการให้ฉันได้มั้ย"
       ดิตถ์สีหน้าแววตาเจ้าเล่ห์ อย่างมีแผนการ
      
       ยามบ่าย สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือบอกมีคณาอยู่บริเวณตลาดของจังหวัดตราด
       "ถึงตราดเรียบร้อยแล้วคร๊าบ... มาตราดอยู่ตลาด เข้าใจมั้ยฮะคุณมี่ คนแก่หูไม่ดีก็งี้แหละ"
       สาระวารีขำๆ มายืนรอข้ามถนนไปอีกฝั่ง เธอคุยโทรศัพท์ต่อไปด้วย
       " ถึงได้พักนึงแล้ว โทรไปหวัดดีญาติสนิทมิตรสหายได้หลายคนอยู่"
       รถหรูคันหนึ่งจอดให้ สาระวารีก้มหน้าขอบคุณพร้อมเดินข้ามถนนไปโดยไม่ได้หันมองเข้าไปในรถคันนั้นเลย คนขับรถใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปตามสาระวารีต่อเนื่องจนเธอเดินพ้นไป คนขับรถหันไปส่งโทรศัพท์มือถือให้เจ้านายที่นั่งอยู่ด้านหลัง
       "ได้แล้วครับ"
       เจ้านายที่นั่งใส่สูทหล่อเนี๊ยบอยู่หลังรถ คือษมานั่นเอง เขายกโทรศัพท์มือถือขึ้นเช็กดูรูป หน้านิ่งขรึม
       รถคันหลังบีบแตรไล่...
       "จอดข้างทางก่อน"
       คนขับรถยกมือขอโทษแล้วรีบขับรถไปจอดข้างทางเปิดไฟฉุกเฉิน ษมาหันมองตามสาระวารีไป
       เห็นเธอเดินลัดเข้าไปในตลาด
       ผ่านเวลาเล็กน้อย กลับมาในรถ ษมากำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่
       "เพิ่งโทรไปหาเหรอะ ... งั้นก็น่าจะใช่ เดี๋ยวผมจะส่งรูปไปให้ดู ช่วยคอนเฟิร์มอีกทีว่าไม่ผิดคน"
       ษมากดตัดสาย
       ษมากดเลือกรูปสาระวารีที่ถ่ายตอนเดินผ่านรถขึ้นมาดูอย่างตั้งใจอีกครั้ง สีหน้าฉายแววไม่มั่นใจนัก ก่อนจะกดส่งรูปไป
      
       สาระวารีกำลังนั่งทานก๋วยเตี๋ยวรสเด็ดอย่างอร่อยอยู่ในร้านหนึ่ง
       " ขอนั่งด้วยคนนะครับ"
       สาระวารีเหล่มอง อย่างไม่สบอารมณ์นัก แววตาเซ็งๆที่เห็นษมาอยู่ข้างๆ แถมยิ้มให้
       "ที่ว่างตั้งเยอะ"
       ษมาสีหน้าหน้านิ่งบอก
       "โต๊ะมันเลอะครับ"
       " ไม่ว่างค่ะ"
       สาระวารีเอื้อมมือไปหยิบเป้บนโต๊ะไปวางที่เก้าอี้ข้างๆตนแล้วทานต่ออย่างไม่สนใจ
       "คนเราสมัยนี้ไม่ค่อยมีน้ำใจกันเลยนะครับ คิดแต่มุมของตัวเอง"
       ษมาเดินอ้อมไปนั่งเก้าอี้ตัวติดกันอีกข้างแทน สาระวารีเหล่มอง สีหน้าไม่ชอบใจที่เจอชายแปลกหน้ามารุกแบบนี้ เขามองหน้าเธอ
       "เราเคยเจอกันมาก่อนมั้ยครับ"
       สาระวารีชะงักไป หันมาจ้องหน้า วางตะเกียบหรือช้อนส้อมแรงๆ
       "ก็เพราะฉันเจอมุกจีบเสล่อๆ แบบนี้ประจำไงคะ ฉันถึงต้องแล้งน้ำใจ"
       ษมาหน้าตาย
       "แน่ใจนะครับว่าเราไม่เคยเจอกันมาก่อนจริงๆ"
       สาระวารีเสียงดัง หน้าหงิก เอาเรื่อง
       "ไม่เคย"
       คนในร้านหันมามองทั้งคู่ ษมาทำหน้านิ่ง ไม่สะทกสะท้านอะไร
       สระวารีอารมณ์เสียลุกขึ้นบอกคนขาย
       "คนจะกิน มาชวนคุยอยู่ได้ มารคอหอย... เก็บตังค์ที่นายคนนี้นะป้า"
       สาระวารีตาขวาง ดึงเป้มาถือกระแทกใส่ษมาแบบจงใจแกล้งซ้ำอีกตะหาก ก่อนเดินหน้าหงิกออกจากร้านไป ษมากดโทรศัพท์มือถือโทรออก สีหน้านิ่งขรึมมองตามสาระวารีไป
       "เจอตัวแล้ว เอาเรื่องใช้ได้ ... เธอจำผมไม่ได้เลย"
       ษมาสีหน้าใช้ความคิด มองตามสาระวารีไป
      
       สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือกับมีคณาเข้าโรงแรมแห่งหนึ่งไป ผ่านล็อบบี้ไปกดลิฟท์
       "จิณห์ยังไม่กลับจากฝรั่งเศสเลย ไม่รู้ติดอกติดใจอะไรนักหนา"
       มีสาวสวยแต่งตัวเซ็กซี่เดินสวนออกมาลิฟท์ สาระวารีหันมองตามแล้วแกล้งเป่าปากทำเสียงวี๊ดวิ้วแล้วรีบหันกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ สาวเซ็กซี่หันมองหาที่มาของเสียงงงๆ
       สาระวารีขำๆ คุยมือถือต่อ
       "ไม่มีอะไร แกล้งคนเล่น อยากเซ็กซี่เกินหน้า"
       สาระวารีตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
       "แล้วนี่ยัยมัทเป็นอะไรของเค้า ติดต่อไม่ได้เลย ปิดมือถือตลอด"
       ที่บริเวณเคาน์เตอร์พนักงานต้อนรับ ลูกค้าโรงแรมและพนักงานเดินผ่านไป มุมหนึ่งษมายืนเท่มีมาดซุ่มมองตามสาระวารีอยู่ ด้วยสีหน้าติดใจสงสัย ผู้จัดการโรงแรมและเลขาเดินเข้ามามาต้อนรับ ยกมือไหว้
       "สวัสดีครับคุณษมา"
       ษมารับไหว้ตามารยาท
       "วันนี้ให้เกียรติมาโรงแรมของเรา มีอะไรให้รับใช้ครับ"
       "นิดหน่อยครับ"
       "งั้นขอเชิญคุณษมาไปนั่งที่ห้องรับรองก่อนดีกว่านะครับ"
       "ขอบคุณครับ"
       ษมาเดินมาดดีตามผู้จัดการไป
      
       ภายในห้องพัก สาระวารีทิ้งตัวลงนอนบนเตียง แล้วหยิบรูปเสี่ยอ้วนๆ ที่เข้าใจผิดคิดว่าเป็นษมา เธอเพ่งมองรูปไป
       "คุณต้องยอมให้ฉันสัมภาษณ์แน่ๆ คุณษมา"
       สาระวารีทิ้งมือที่ถือรูปลงบนเตียง แล้วเอียงหน้าไปอีกด้าน นอนหลับพักเอาแรง
      
       ผ่านเวลาซักพัก สาระวารีกดลิฟท์เรียกลง เธออาบน้ำและเปลี่ยนชุดใหม่ สะพายเป้ที่ใส่กล้องและอุปกรณ์ทำข่าวส่วนตัว ผู้ชายคนหนึ่งเดินเบี่ยงตัวเข้าไปกดลิฟท์ซ้ำ สาระวารีเหล่มองอย่างหงุดหงิด แล้วขยับปากบ่นพึมพำ
       "จะกดซ้ำอีกทำไม"
       ผู้ชายคนนั้นคือษมานั่นเอง เขาแกล้งทำเป็นแปลกใจ
       "อ้าว คุณ พักที่เดียวกันเหรอครับเนี่ย"
       สาระวารีชักสีหน้าเซ็งใส่
       "คิดว่าจะย้ายเร็วๆ นี้ล่ะ... ซวยจริงๆ"
       ลิฟท์เปิด สาระวารีรีบเดินนำเข้าไป ยืนหันหน้าเข้ามุมลิฟท์ไปเลย ไม่อยากสนทนา
      
       ษมาอมยิ้มนิดๆ ก่อนเดินตามเข้าไป


  


       สองคนอยู่ภายในลิฟท์ ษมาไปยืนข้างๆ สาระวารี ที่หันหน้าไปอีกทางอย่างรำคาญ
      
       "ออกไปหาข่าวเหรอครับ"
       สาระวารีชะงักปนแปลกใจ หันมอง
       "คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันเป็นนักข่าว"
       "ผมเคยเห็นคุณตอนดูข่าวทีวี"
       สาระวารีขยับตัวห่างเล็กน้อย ปากพึมพำ
       "โรคจิตแหงๆ"
       "ผมสงสัยนะ ทำไมนักข่าวชอบยื่นเทปไปสัมภาษณ์แล้วหันหน้าหนีด้วย อายกล้องเป็นด้วยเหรอะ เห็นชอบวิ่งตามเอากล้องเอาไมค์ไปจ่อหน้าจ่อปากคนอื่น นึกว่าจะชิน"
       สาระวารีเสียงแข็ง
       "แล้วคุณจะมาดูหน้านักข่าวทำไมไม่ทราบ ไปสนใจเนื้อหาที่เค้าสัมภาษณ์สิ"
       "ก็เผอิญผมรู้มาว่า คนที่ผมตามหาตัวอยู่เป็นนักข่าว ก็เลยชอบสังเกต"
       สาระวารีมองษมาด้วยสีหน้ากวนๆ
       "จะมามุกไหนอีก ฉันชักจะหมดความอดทนแล้วนะ"
       ษมาจ้องหน้าสาระวารี ดูตาซึ้งๆเป็นประกายวิบวับ
       "ลองคิดดูดีๆว่าเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อน"
       สาระวารีทำหน้านึกได้
       "อ๋อ...ฉันนึกออกแล้ว"
       ษมาค่อยยิ้มออก ไม่คาดคิดสาระวารีชักมือที่แอบสวมสนับมือจากกระเป๋ากางเกงแล้ว ชกอัดเข้ากลางท้องษมาอย่างจัง
       สาระวารีถกแขนเสื้อ เสยผม เดินหน้าตาสะใจปนสมน้ำหน้าออกจากลิฟท์ ปล่อยให้ษมายืนตัวงอ ยกมือกุมท้องสีหน้าจุกเจ็บอยู่ในนั้น ก่อนที่ลิฟท์จะปิดสนิทไป
      
       บรรยากาศในร้านกาแฟแห่งหนึ่งตอนหัวค่ำ สาระวารีกำลังสัมภาษณ์ธารดล นักธุรกิจหนุ่มไฟแรงของจังหวัดอยู่
       ธารดลสีหน้ายิ้มแย้ม
       "คุณษมาเป็นคนเก่งครับ อย่างน้อยก็ผมคนนึงล่ะ ที่ชื่นชมในความคิดและการบริหารธุรกิจของเค้า"
       "แม้แต่การเปิดบ่อนคาสิโนน่ะเหรอคะ"
       "ถ้าเปิดที่เมืองไทยมันก็ผิดกฎหมายนะครับ แต่นี่คุณษมาเปิดที่ประเทศเพื่อนบ้าน ทำตามกฎหมายของเค้าทุกอย่าง ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไรไม่ใช่เหรอครับ"
       "แล้วในแง่ศีลธรรมล่ะคะ การเปิดคาสิโนจะไม่ทำให้คนมัวเมาในอบายมุขมากขึ้นเหรอคะ"
       "ถ้ามองในมุมที่คุณว่ามันก็ไม่สมควร แต่ผมถามหน่อยนะครับ ว่าแข่งม้าเอย ล็อตเตอรี่เอย มวยอีก มันก็มีการพนันขันต่อ ผิดศีลทั้งนั้นล่ะ แถมยังมอมเมาคนแทบทุกระดับทั่วประเทศด้วยซ้ำไป แต่คาสิโนเปิดเฉพาะที่แล้วยังช่วยให้คนมีงานทำเพิ่มขึ้น การท่องเที่ยวตราดจะบูมขึ้นด้วย คุณว่าจริงมั้ยล่ะ"
       สาระวารียิ้มๆ
       "ทราบมาว่า คุณธารดลทำธุรกิจเดินเรือร่วมกับคุณษมาอยู่ด้วยใช่มั้ยคะ"
       ธารดลหัวเราะ
       "คุณนี่ข้อมูลแน่นจริงๆเลยนะครับ ใช่ครับ เราทำธุรกิจร่วมกันอยู่ แต่สิ่งที่ผมพูด ผมพูดบนพื้นฐานของความจริง ไม่ได้เข้าข้างคุณษมาแบบไม่ลืมหูลืมตา หรือคุณจะเถียงว่าไม่จริง"
       สาระวารียิ้มรับ เถียงไม่ออกเลยตัดบท
       "ดิฉันคงรบกวนคุณธารดลแค่นี้ ขอบคุณมากนะคะ"
       สาระวารไหว้ ธารดลรับไหว้
       "ไม่เป็นไรครับ"
       สาระวารีปิดเครื่องอัดเสียง เก็บข้าวของ
       "คุณสาระวารีจะอยู่ทำงานที่นี่นานมั้ยครับ ถ้ามีโอกาส ผมจะได้ขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงคุณซักมื้อ"
       "ยังไม่แน่หรอกค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าจะหาข่าวได้มากแค่ไหน"
       "ถ้าไม่มีธุระอะไรก็อยู่เที่ยวซักพักสิครับ เดี๋ยวนี้ตราดเปลี่ยนไปมาก เมื่อก่อนเป็นจังหวัดเงียบๆ แต่เดี๋ยวนี้คึกคักขึ้นมากเลยนะครับ"
       สาระวารีหน้าขรึมลง
       "ค่ะ ที่นี่เปลี่ยนไปมากจริงๆ"
       สาระวารีหลบสายตาไปเล็กน้อย แววตาเห็นความไม่สบายใจซ่อนอยู่ สาระวารีได้แต่แอบถอนใจยาวออกมาพร้อมทอดสายตามองออกไปนอกร้าน
       บรรยากาศสวนสวยและสระว่ายน้ำของโรงแรม มุมหนึ่งของสวน ษมาสวมแว่นดำยืนสั่งงานลูกน้องอยู่ ลูกน้องรับคำสั่ง
       สาระวารีเดินถืองานมาหาที่นั่งเขียนต้นฉบับที่เก้าอี้ริมสระน้ำ เธอมองหาที่นั่งทำงานไปมา
       ษมาสั่งงานลูกน้องเสร็จ จะเดินกลับเข้าไปในโรงแรม เห็นสาระวารีกำลังเดินไปนั่งที่เก้าอี้ริมสระ
       ตัวหนึ่ง เธอหันไปสบตากับษมาที่หันมองมาพอดี
       สาระวารีบ่น
       "ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ"
       สาระวารีรีบเก็บของจะหนีขึ้นห้อง ษมารีบเดินปรี่เข้ามาหา
       "เจอกันอีกแล้วนะครับ"
       สาระวารีเก็บของเซ็งจัด
       "เดี๋ยวก็ไม่ได้เจอแล้วล่ะ"
       "ทำไมล่ะครับ เสร็จงานจะกลับกรุงเทพแล้วเหรอ"
       "เปล่า แต่จะเปลี่ยนโรงแรม"
       สาระวารีจ้องหน้า ชักสีหน้ารำคาญใส่ ก่อนจะเดินเลี่ยงไป ษมารีบเดินตามดักหน้า
       "รำคาญผมเหรอ"
       สาระวารีจ้องหน้า
       "ที่สุด"
       สาระวารีเดินหนี ษมาเดินตาม
       "ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย"
       "อยากจะเรียกชื่อฉันว่าหมูหมากาไก่อะไรก็เรียกไปเถอะ"
       "สาระวารี"
       สาระวารีหยุดกึก หันมาจ้องหน้าษมา
       "รู้จักชื่อฉันได้ยังไง"
       "เช็กที่เคาน์เตอร์ก็ได้ ผมกว้างขวางที่นี่พอสมควร"
       สาระวารีฉุกคิดอยากใช้ษมาให้เป็นประโยชน์
       "กว้างขวางจริงเหรอะ แล้วรู้จักคุณษมามั้ยล่ะ"
       สาระวารียิ้มหยัน ษมาทำหน้านิ่ง
       "รู้จัก ถามถึงเค้าทำไมเหรอ จะมาสัมภาษณ์เหรอะ ไม่มีทางหรอก เค้าไม่เคยให้สัมภาษณ์ใคร"
       "เอาน่ะ เค้าจะให้สัมภาษณ์ฉันหรือไม่ เค้าเป็นคนตัดสินใจ ไม่ใช่นาย แล้วรู้มั้ย ฉันจะเจอกับเค้าได้ที่ไหนมั่ง"
       ษมาทำสีหน้านึกๆ
       "ผมจะได้อะไรเป็นข้อแลกเปลี่ยน"
       "ไม่บอกก็อย่าบอก" สาระวารีจะเดินไป
       "โอเค บอกก็ได้ กำลังจะมีงานเลี้ยงที่บ้านคุณจิตติ นักธุรกิจใหญ่ คุณษมาไปร่วมงานแน่นอน"
       "ฉันรู้แล้วย่ะ คุณจิตตินั่นพ่อเพื่อนฉันเอง ตอนนี้เพื่อนฉันยังช็อปปิ้งเพลินอยู่ที่ฝรั่งเศส เป็นไงรู้ลึกกว่ามั้ย"
      
       สาระวารีสะบัดหน้าพรืดเดินกลับไปเข้าโรงแรม ษมามองตามพร้อมอมยิ้มเจ้าเสน่ห์


  


       ไม่นานต่อมา กลางลิฟท์ตัวหนึ่งซึ่งเปิดออก สาระวารีสะพายเป้เดินทางใบโตออกมาจากลิฟท์
       เดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ พนักงานโรงแรมรีบตรงเข้ามาช่วยถือเอาไว้ เธอหน้าเซ็งๆ ยื่นบัตรเครดิตให้
      
       "เช็กเอ๊าท์ค่ะ ขอบิลด้วยนะคะ"
       ระหว่างรอสาระวารีก็หันมองไปทางหน้าโรงแรม ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นษมายืนมาดเท่พิงเสาส่งยิ้มมาให้ เธอเบะปากรังเกียจ เบือนหน้าไปอีกทาง ษมาเดินยิ้มเข้ามาหา
       "ย้ายออกจริงๆเหรอครับเนี่ย ผมรู้สึกผิดจังเลย ผมจะชดใช้ให้คุณได้ยังไงมั่งครับเนี่ย"
       "อยากชดใช้จริงๆ นะ"
       ษมาพยักหน้ารับ
       สาระวารียิ้มๆ หันไปบอกพนักงาน
       "น้องคะขอบัตรเครดิตคืน มีหนุ่มใหญ่จะออกค่าห้องพักให้ แต่ขอบิลเป็นชื่อฉันนะคะ"
       ษมาอมยิ้ม อารมณ์ประมาณนึกแล้วว่าต้องมาไม้นี้ สาระวารีหันกลับมามอง ษมารีบปั้นหน้าเจ็บใจ ส่ายหน้าไปมา
       "โห คุณนี่ร้ายกาจจริงๆ"
       สาระวารีบอกพนักงาน
       "ช่วยไม่ได้ แล้วพี่แวะมาเอาบิลวันหลังนะคะ วันนี้ติดธุระด่วน"
       สาระวารีเดินตบบ่าษมาแรงๆ ด้วยสีหน้าสะใจ
       "เจอกันวันงานเลี้ยงบ้านคุณจิตตินะครับ"
       สาระวารีทำสีหน้าท่าทางเจ็บใจผสมขยะแขยงเดินหัวเสียออกไปทางหน้าโรงแรม พนักงานคนที่ช่วยถือสัมภาระก็ตามไปกระเป๋าตาม
       "เข้าบัญชีคุณษมาเลยนะคะ"
       สาระวารีหยุดกึก หันกลับไปมองทางเคาน์เตอร์ ก็ไม่เห็นษมาอยู่แล้ว พนักงานก็ก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ สาระวารีมีสีหน้างงๆ สงสัยจะหูฝาด เดินส่ายหน้าออกไปจากโรงแรม
       ษมาที่หลบอยู่หลังเสา มองไปทางพนักงานโรงแรมที่เหลือบตามามองทางษมา
       "ขอโทษค่ะ"
       ษมายิ้มให้
       "ไม่เป็นไรครับ"
       ษมาหันมองตามสาระวารีไปทางหน้าโรงแรม ส่ายหน้าพร้อมยิ้มอย่างมีความรู้สึกเอ็นดูก่อนพึมพำ
       "เธอเปลี่ยนไปมากกว่าที่ฉันคิดเยอะ"
       ษมาสีหน้าขรึมลงอย่างย้อนคิดเรื่องบางอย่างในใจ
      
       เวลากลางคืนวัน ที่โรงแรมแห่งใหม่ สาระวารียืนมองวิวเมืองอยู่ที่หน้าต่างห้องพัก เธอได้แต่ถอดถอนใจยาวออกมา ย้อนคิดเรื่องราวของตัวเอง
      
       17 ปีก่อน บริเวณริมถนน สาระวารีกำลังรับจ้างขัดรองเท้าให้ผู้ชายคนหนึ่งอยู่ พอขัดเสร็จ ผู้ชายคนนั้นก็ให้เงินสาระวารี เธอรับและยกมือไหว้
       "ขอบคุณค่ะ"
       ผู้ชายคนนั้นเดินจากไป สาระวารีกำลังเอาเงินเก็บใส่กล่องขนม
       แต่ทันใดนั้นเอง สารก็เข้ามาแย่งกล่องขนมไปจากมือ เธอตกใจมาก
       "พ่อ เอาเงินหนูไปทำไม หนูจะเอาเงินไปซื้อยาให้แม่"
       "แม่แกเค้าไม่เป็นอะไรมากหรอกน่ะ เอามาให้พ่อยืมต่อทุนก่อน"
       สารเปิดกล่องขนม ล้วงเอาเงินออกมา สาระวารีเข้าไปแย่งเงินจากมือพ่อ
       "หนูไม่ให้ หนูจะเอาไปซื้อยาให้แม่ เอาคืนมานะ"
       สาระวารีพยายามแย่งเงินจากพ่อ แต่สารก็ไม่ยอมให้
       " เฮ้ย อะไรวะ นังลูกคนนี้ เงินนิดๆหน่อยๆให้พ่อไม่ได้รึไง แล้วต่อไปจะพึ่งพาอะไรได้วะ นังลูกอกตัญญู"
       สาระวารีโวยวายลั่น
       "หนูไม่ให้ เอาเงินหนูคืนมา"
       สารโมโหเลยจับมือสาระวารีแล้วตีซะไม่นับ โทษฐานไม่ให้เงินพ่อไปเล่นการพนัน เธอร้องไห้จ้า ทั้งเจ็บทั้งกลัว แต่อีกใจก็นึกเป็นห่วงแม่สุดๆที่ไม่มีเงินไปซื้อยา
      
       สาระวารีทิ้งตัวลงนอนน้ำตาคลอๆ พยายามตัดความคิดที่ทำให้เศร้าใจออกไป ก่อนจะเอียงตัวไปกดปิดโคมไฟห้องจนห้องมืดสนิท เธอข่มตาหลับไม่ให้คิดถึงเรื่องราวเจ็บช้ำในอดีตผ่านมาอีก แต่การกลับมาตราดอีกครั้งมันห้ามใจให้คิดไม่ได้จริงๆ
      
       เช้าสายวันต่อมา สาระวารีเดินออกจากลิฟท์เข้ามายังล็อบบี้โรงแรม ทันใดนั้นเอง ดิตถ์ก็เดินเข้าไปขวางหน้าทันที สาระวารีตกใจเล็กน้อย ดิตถ์ยิ้มแย้ม
       "คุณสาระวารี นักข่าวจากสยามสารใช่มั้ยครับ"
       สาระวารีรู้สึกแปลกใจ
       "ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณ..."
       "ผมดิตถ์ครับ คนที่คุณนัดสัมภาษณ์เรื่องคาสิโนของนายษมา"
       "อ๋อ จำได้แล้วค่ะ เลขาฯคุณติดต่อเข้ามาขอให้สัมภาษณ์เอง"
       ดิตถ์ยิ้มแหยไปเล็กน้อย แต่ยังวางฟอร์ม
       "อ้าวเหรอครับ เลขาผมนี่ชอบโปรโมตเจ้านายซะเรื่อย" ดิตถ์แสร้งพูดแล้วส่ายหน้า
       "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ฉันอยากได้ความเห็นหลากหลายอยู่แล้วน่ะค่ะ"
       "ดีเลยครับ เพราะผมก็อยากแฉความเลวของนายษมาให้คุณได้รู้เหมือนกัน"
       สาระวารีอึ้งไปเล็กน้อย
       "ความเลว"
       "ใช่ครับ คุณได้ยินไม่ผิดหรอก ทุกคนเห็นแก่เงินของมันทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าพูดความจริงหรอกครับ แต่ผมรู้กำพืดของมันดี เงินทองที่มันมีอยู่ทุกวันนี้ เพราะโกงน้องชายผมมาทั้งนั้น"
       ดิตถ์สีหน้าเจ็บแค้นใจ
      
       สาระวารีสนใจขึ้นมาทันที กับข้อมูลใหม่ล่าสุดของเจ้าพ่อเกาะยานก


  


       เรื่องราวในอดีตเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นในหัวดิตถ์ เขาเล่าออกมาจนเห็นเป็นภาพ เวลาตอนกลางวันของวันนั้น บริเวณเต็นท์กลางป่า เดชกำลังโชว์พลอยดิบเม็ดใหญ่ที่ขุดได้ ให้พวกชาวบ้านที่เป็นลูกน้องดู
       ทุกคนต่างตื่นเต้น ไม่เคยเห็นพลอยดิบเม็ดใหญ่ขนาดนี้มาก่อน ษมามองเดชด้วยสายตาอิจฉา อยากได้
       ดิตถ์เล่าเรื่องต่อ
       "นายษมากับเดชน้องชายผมเป็นเพื่อนรักกัน มันชวนน้องผมข้ามฝั่งไปขุดพลอย เดชโชคดีขุดพลอยเม็ดใหญ่ได้ ราคาเป็นสิบๆ ล้าน ไอ้ษมามันก็เลยอิจฉา"
      
       เดชสะพายเป้เดินมาตามป่าเพื่อจะกลับบ้าน โดยมีษมาสะพายเป้เดินตามหลังมา ษมามองตามหลังเดชด้วยสายตาอำมหิต ก่อนจะค่อยๆชักมีดเดินป่าออกมา แล้วเดินตรงเข้าไปหาเดช
       "มันฉวยโอกาสตอนเดินทางกลับ พอเดชเผลอ มันฆ่าน้องชายผมแล้วขโมยพลอยไป"
       เดชล้มลงตายจมกองเลือด ษมายืนถือมีดเปื้อนเลือดอยู่ ก่อนจะรีบเข้าไปกระชากเป้ของเดชออกมารื้อหาพลอย
      
       สาระวารีกำลังนั่งคุยกับดิตถ์พร้อมอัดสัมภาษณ์ไปด้วยที่ล็อบบี้ของโรงแรม ดิตถ์เล่าต่อด้วยสีหน้าเจ็บแค้น
       "จากนั้นมันก็เอาพลอยไปขาย เอาเงินมาต่อยอดทำธุรกิจ จนร่ำรวยเป็นเจ้าของเกาะอย่างที่คุณเห็น"
       "แล้วที่คุณเล่ามาทั้งหมด คุณมีหลักฐานรึเปล่าคะ"
       ดิตถ์ชะงักไปเล็กน้อย
       "เอ่อ ไม่ใช่ไม่เชื่อนะคะ แต่ของอย่างงี้ ถ้าไม่มีอะไรยืนยัน ดิฉันก็คงเอาไปเขียนข่าวลงไม่ได้"
       "มีสิครับ มีพยานยืนยันเยอะแยะ ว่าน้องชายผมออกเดินทางกลับได้แค่วันเดียว ไอ้ษมาก็ขนของกลับบ้าง มีหลายคนเห็นครับ เป็นพยานให้ผมได้"
       สาระวารีอึ้งปนงง
       "พยานอะไรคะ พยานว่าเห็นคุณษมาเดินทางกลับไล่หลังน้องชายคุณหนึ่งวัน หรือเป็นพยานเห็นว่าเค้าฆ่าน้องชายคุณ"
       "พยานว่าไอ้ษมามันกลับไล่หลังน้องชายผมมาน่ะสิ ไอ้ที่จะฆ่าแกงกัน ใครจะทำให้คนอื่นเห็นล่ะ ไม่ใช่เรียลิตี้โชว์นะครับ ขืนทำชุ่ยๆ ได้ติดคุกหัวโตกันพอดี เชื่อผมเถอะครับ ว่านายษมามันเป็นคนฆ่าน้องชายผมจริงๆ"
       สาระวารีหน้าเจื่อน ฝืนยิ้มแหยไป ฟังมาตั้งนานไม่ได้เรื่อง เธอตัดบทเปลี่ยนเรื่อง
       "เอ่อ แล้วไม่ทราบว่าคุณมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องคุณษมาจะเปิดบ่อนคาสิโนยังไงบ้างคะ"
       ดิตถ์ใส่เต็มที่
       "ผมว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายที่สุด ผิดศีลธรรมจรรยา ไอ้ษมามันต้องการมอมเมาคนทั้งประเทศด้วยการพนันหวังจะสูบเลือดสูบเนื้อประชาชนไปเข้ากระเป๋ามัน มันน่าโดนจับประหารชีวิตซะจริงๆ เลย"
       สาระวารีแอบถอนใจออกมา แม้จะไม่ค่อยเชื่อถือดิตถ์เท่าไหร่ แต่ก็ต้องทำหน้าที่เก็บข้อมูลให้ครบทุกด้าน
      
       ผ่านเวลาซักครู่ที่ห้องพักโรงแรม สาระวารีคุยโทรศัพท์มือถือกับไชยวัฒน์ที่อยู่ในห้องทำงาน เธอสีหน้าเซ็งๆ เล่าเรื่องราวเมื่อครู่
       "ตอนแรกก็นึกว่าจะได้ข้อมูลอีกด้าน ที่ไหนได้ ก็แค่ไอ้พวกอยากยืมมือสื่อทำลายคู่แข่ง"
       "เอาน่า เราต้องฟังความให้รอบด้าน"
       สาระวารีเดินไปนั่งที่เตียง
       "หลักฐานอะไรก็ไม่มีซักอย่างนะคะบอกอ นายดิตถ์พูดเองเออเองหมด ว่านายษมาฆ่าน้องชายเค้าชิงพลอยที่ขุดได้ แต่กลับไม่แจ้งความซะงั้น แล้วเราจะเอาไปลงข่าวได้ไงล่ะคะ โดนฟ้องตายเลย"
       "เฮ้ย ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น ผมหมายถึงเรื่องขุดพลอย ผมว่ามันน่าสนใจนะ ใช้เป็นสกู๊ปเล่มหน้าก็ได้"
       "มองข้ามช็อตเลยนะคะบอกอ เอาตอนนี้ให้รอดก่อนดีมั้ยคะ จนป่านเนี้ย ยังไม่ได้ข้อมูลอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย แค่นี้ก่อนนะคะ เซ็ง"
       สาระวารีกดตัดสาย แล้วทิ้งตัวลงนอนพัก
       "อ้าววารี เดี๋ยวสิ" ไชยวัฒน์ถอนใจ ส่ายหน้า
      
       มีคณายกแก้วกาแฟมานั่งกับเพื่อนพนักงาน
       "เหงามั้ยพี่มี่ เพื่อนซี้ออกข่าวต่างจังหวัดกันหมดเลย" เพื่อนพนักงานถาม
       มีคณายิ้มๆ บอก
       "นิดหน่อย แต่งานเดิน"
       ไชยวัฒน์เดินเข้าห้องกาแฟมา
       "อยู่นี่เองมี่...ผมมีเรื่องให้คุณช่วยจัดการเพื่อนคุณให้หน่อย"
       "เพื่อนคนไหนคะ"
       "จะใครซะอีกล่ะ"
       มีคณามีสีหน้าสงสัยว่ามีเรื่องอะไร
      
       ผ่านเวลาสักครู่ สาระวารีเดินคุยโทรศัพท์มือถือหน้าหงิกมาตามทางเดินในโรงแรม
       "บอกอใช้เธอมาพูดล่ะสิ"
       มีคณาเดินคุยโทรศัพท์มือถือตามทางเดินในสยามสาร
       "ก็ทำตามใจพี่เค้าหน่อย ไม่เห็นจะยากเลย ไหนๆก็ไปถึงแหล่งแล้ว ดีกว่าคว้าน้ำเหลวกลับมานะวารี"
       "พูดยังงี้คิดว่าฉันจะสัมภาษณ์คุณษมาไม่ได้ใช่มั้ย ยัยป้าแว่น"
        
       สาระวารีสีหน้าเคืองๆ

       มีคณาอมยิ้มมีแผนการยุเพื่อน
      
       "แหม คนเราก็ต้องมีแผนสำรองเอาไว้ ดีกว่ากลับมามือเปล่าไม่ได้ข่าวอะไรกลับมา เสียชื่อนักข่าวมือหนึ่งหมด"
       สาระวารีสีหน้ามุ่งมั่น
       "ไม่ต้องห่วงเลยยัยป้า ฉันจะต้องสัมภาษณ์คุณษมาให้ได้ แล้วจะแถมสกู๊ปเรื่องพลอยให้สมใจบอกออีกด้วย พอใจรึยังล่ะ"
       สาระวารีสีหน้ามุ่งมั่นต้องทำให้ได้ มีคณาอมยิ้มพอใจที่ยุเพื่อนขึ้น
      
       ผ่านเวลาซักพัก ที่หน้าบริษัทของษมา ที่มีป้าย “Zama cooperation” เสียงชัตเตอร์กล้องถ่ายรูปดังขึ้นด้วยฝีมือแอบถ่ายของสาระวารี
       ขณะนั้นเอง ก็ได้ยินเสียงของสมบูรณ์ดังขึ้น
       "ไม่ทราบว่าจะถ่ายภาพไปทำอะไรเหรอครับ"
       สาระวารีสะดุ้งเฮือก ก่อนจะหันกลับไปมองตามเสียง เห็นสมบูรณ์ยืนยิ้มให้อยู่ เธอตีหน้าตายบอก
       "เห็นตึกสวยดี ก็เลยถ่ายไว้เล่นๆ ค่ะลุง"
       สมบูรณ์ ยิ้มแบบรู้ทัน
       "เหรอครับ ไอ้ผมเห็นว่าท่าทางคุณลับๆล่อๆนึกว่า จะมาทำมิดีมิร้ายซะอีก"
       "ไม่จริงมั้งลุง ถ้าลุงคิดอย่างงั้น คงเรียกยามมาไล่ฉันไปนานแล้วล่ะ"
       สมบูรณ์ และสาระวารี มองหน้ากันยิ้มๆ ต่างฝ่ายต่างรู้ทันกัน ชั่วอึดใจ สาระวารีจับตามองหน้าสมบูรณ์ ด้วยความรู้สึกคุ้นมาก
       "ลืมแนะนำตัวไป ผมชื่อสมบูรณ์ ทำหน้าที่ดูแลทั่วไปในบริษัทของคุณษมา ถ้าเดาไม่ผิด คุณคงเป็นนักข่าว ขอบอกอย่างเป็นมิตรเลยนะครับ ว่าเราไม่มีข่าวจะให้"
       สาระวารีชักคุ้นๆพยายามนึก... "สมบูรณ์" ... แล้วฉุกคิดขึ้น
       "นึกออกแล้ว จ่าบูรณ์ จ่าสิบเอกสมบูรณ์ ใช่มั้ยคะ"
       สมบูรณ์ ยิ้มๆ
       “นึกว่าจะจำกันไม่ได้ซะแล้ว หนูวารี จอมเฮี้ยวประจำตลาด"
       สาระวารีหัวเราะชอบใจออกมา รีบยกมือไหว้
       "สวัสดีค่ะลุง"
       สมบูรณ์ ยิ้มรับไหว้
       "ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ"
       "ลุงเปลี่ยนไปเยอะนะคะ ดูภูมิฐานขึ้น"
       "หนูวารีก็เปลี่ยนไปเยอะ แต่ท่าทางดีกรีความแสบจะเหมือนเดิม"
       สมบูรณ์ยิ้มเอ็นดู สาระวารีได้แต่ขำๆ ทั้งคู่ยิ้มให้กัน ต่างคนต่างดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้ง หลังจากไม่เจอกันสิบเจ็ดปี
      
       สาระวารีเดินตามสมบูรณ์เข้ามาในห้องทำงาน และพูดคุยกันด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
       "ลุงมีปัญหากับเจ้านาย เซ็งๆ ก็เลยลาออกมาค้าขายอะไรเล็กๆน้อยๆ แต่มันไปไม่รอด โชคดีคุณษมารับเข้าทำงาน ก็เลยสบายไป"
       "แล้วลุงรู้จักคุณษมานี่นานแล้วเหรอคะ"
       "ก็เกือบยี่สิบปีแล้วล่ะ แต่ลุงพูดอะไรมากไม่ได้นะ เพราะคุณษมาไม่ชอบให้ข่าวกับใคร โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัว"
       สาระวารีเบะปาก
       "เซ็งคนรู้ทัน"
       สาระวารีนึกขึ้นได้ ยิ้มเจ้าเล่ห์
       "งั้นไม่ถามเรื่องเจ้านายลุงก็ได้ค่ะ ถามเรื่องลุงดีกว่า ถ้าจำไม่ผิด ลุงก็เกลียดการพนันเป็นชีวิตจิตใจ แล้วคิดยังไงคะที่เจ้านายลุงจะเปิดคาสิโน"
       สมบูรณ์หัวเราะชอบใจ
       "อุตส่าห์วกมาจนได้ ไม่ทิ้งลายเลยนะ ลุงก็ยังเกลียดการพนันอยู่เหมือนเดิมน่ะแหละ ถึงได้ขอคุณษมาไว้ ว่า จะไม่ยุ่งเรื่องบ่อนเด็ดขาด ลุงถึงไม่มีข้อมูลอะไรจะให้เราไงล่ะ"
       สาระวารีเซ็งสุดๆ
       "โอ.เค.ค่ะ ไม่มีข่าวก็ไม่มีข่าว เบื่อจริงๆเลย"
       สมบูรณ์ ยิ้มขำๆ ดูนาฬิกาข้อมือ
       "เออ นี่ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เดี๋ยวลุงพาไปกินก๋วยเตี๋ยวหมูเลียงเจ้าอร่อย จะได้คุยกันเรื่องหนูสะมาด้วย เมื่อกี๊เห็นบอกว่าเป็นแอร์อยู่สายการบินไม่ใช่เหรอ"
       " ค่ะ นี่ถ้าสะมารู้ว่าได้มาเจอกับลุง ต้องดีใจมากแน่ๆ เลย"
       " งั้นเดี๋ยวหนูวารีไปรอลุงข้างล่างก่อนนะ ขอลุงสั่งงานแป๊บนึงเดี๋ยวตามลงไป"
       สาระวารียิ้มรับ
       "ค่ะลุงบูรณ์"
       สาระวารีเดินออกจากห้องไป สมบูรณ์หยิบโทรศัพท์ออฟฟิศมาโทรออก... รอปลายสายรับ ชั่วอึดใจ
       "คุณษมาครับ ผมจ่าบูรณ์นะครับ สาระวารีมาหาผม ตอนนี้อยู่ที่ออฟฟิศนะครับ"
       สมบูรณ์นิ่งฟังปลายสาย
       ษมาคุยโทรศัพท์มือถือกับสมบูรณ์อยู่ที่หน้าระเบียงบ้านพักที่เกาะยานก สีหน้ายิ้มแย้ม "เค้าคือนักข่าวที่จะมาขอสัมภาษณ์ผมแน่ใช่มั้ย"
       "ใช่ครับ เค้าเป็นเพื่อนเก่าแก่ของเราที่ไม่ได้เจอกันมานานแน่นอนครับ ตัวจริงเสียงจริง"
      
       ษมาฟังปลายสายแล้วยิ้มกว้างออกมา ใบหน้าเบิกบาน ท่าทางดีใจมาก
      
       โรงแรมที่พักของสาระวารีตอนหัวค่ำ วัฒนา วิ่งไปคว้าเป้มาสะพายพร้อมๆ กับมีเสียงเคาะประตูห้องเรียกจากหน้าห้อง
      
       "วัฒนา เสร็จรึยัง"
       "เสร็จแล้วครับพี่วารี"
       วัฒนาวิ่งไปเปิดประตูห้องแล้วชะงักไปเล็กน้อย ที่เห็นสาระวารีในชุดสุภาพ ไม่ห้าวลุยเหมือนเคย พร้อมถือถุงใส่ขวดไวน์มาด้วย
       "โอ้โห สวยจังเลยพี่วารี"
       "แหงล่ะ"
       สาระวารีมองสภาพวัฒนา
       "ไปงานใหญ่ก็ต้องให้เกียรติเจ้าภาพเค้าหน่อย แต่งตัวมอซอไปได้ยังไง แล้วนี่"
       สาระวารีดึงเสื้อเชิ้ตสีตุ่นๆ ของวัฒนาแรงๆ
       "เชิ้ตแขนยาวดีกว่านี้ไม่มีแล้วเหรอะ กางเกงผ้าที่มันสุภาพหน่อยมีมั้ย"
       "มีพี่ แต่..."
       "ไม่มีแต่ ยังพอมีเวลา รีบไปเปลี่ยนเลย ใส่กางเกงเก่าขาดๆ ปะๆ ยังงี้ไปงานได้ยังไง เสียมารยาท"
       "โธ่พี่วารี เราแค่ไปทำฃ่าว ไม่ใช่แขกไปงานเลี้ยงซะหน่อย"
       "จะทำข่าวหรือไปงานเลี้ยงก็ควรทำตัวให้ถูกกาลเทศะ ถูกสถานที่ที่จะไป ไม่ใช่ว่าจะแต่งตัวตามสบายยังไงของข้าก็ได้"
       วัฒนาทำหน้าตาย แกล้งคุกเข่ายกมือไหว้
       "สาธุ"
       สาระวารีจ้องหน้า
       "ไม่ตลกเลยนะ อย่าทำตัวให้ทั้งแหล่งข่าวทั้งคนที่เห็น ดูถูกเอาได้ว่านักข่าวไม่รู้จักมารยาท"
       วัฒนาลุกขึ้นยืน หน้าจ๋อย
       "ครับผม"
       "พี่ให้เวลา 10 นาที เดี๋ยวลงไปเจอกันที่ล็อบบี้ อย่าช้านักล่ะพี่อยากไปถึงงานก่อนคุณษมา เราจะได้มีเวลาตั้งตัวก่อนจู่โจม"
       สาระวารีสีหน้ามุ่งมั่นจะขอสัมภาษณ์ให้ได้
      
       คฤหาสถ์ของโศภีตอนหัวค่ำ ษมาแต่งตัวหล่อเนี๊ยบพร้อมจะไปงานเลี้ยงวันเกิดของจิตติ เขากำลังคุยเรื่องงานกับพิพัชและจันเลาอยู่ที่โถงบ้านโศภี
       "จะไปกันรึยังคะ"
       ทุกคนหันมองไปทางบันได โศภีแต่งตัวสวยจัด ดูโดดเด่นสะดุดตายืนอยู่ที่กลางบันได เหมือนรอให้ทุกคนหันมามอง ก่อนค่อยเดินกรีดกรายลงบันไดมา เธอจิกยิ้มมองมาที่ษมาอย่างคาดหมายว่าต้องตะลึง ผิดคาด ษมารู้สึกเฉยๆ หันกลับไปคุยกับสองบอดี้การ์ดต่อ
       โศภีแอบเจ็บใจเล็กน้อย เดินกรีดกรายฉีกยิ้มหวานเข้ามาหา
       "รอโศนานมั้ยคะษมา"
       "ก็เสียเวลาพอสมควรล่ะครับ" ษมาพูดหน้านิ่ง
       โศภีหน้าเจื่อนไป นึกว่าษมาจะพูดประมาณว่าไม่เป็นไร นานเท่าไหร่ก็รอได้ แต่ษมากลับตำหนิตน
       พิพัช และจันเลาแอบอมยิ้ม เพราะหมั่นไส้โศภีมานานแล้ว ษมาลุกนำ
       "เลทมากแล้ว เราไปกันดีกว่าครับ"
       ษมาจะเดินนำไป แต่โศภีดึงแขนษมาไว้
       "เดี๋ยวสิคะษมา คุณยังไม่ชมโศเลย" โศภีพูดพลางมองดูชุดสวยของตัวเอง
       "วันนี้โศแต่งตัวสวยถูกใจคุณมั้ยคะ"
       "ก็สวยดี คุณแต่งอะไรก็สวยทั้งนั้นล่ะครับโศ"
       โศภีอารมณ์ดีขึ้นทันตา ควงแขนษมาออกจากห้องไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พิพัชมองตามทั้งคู่ไปด้วยสีหน้าเซ็งแทน จันเลายิ้มมองหน้าเพื่อน
       "อย่าทำหน้าอย่างงั้นสิ อีกไม่นาน เค้าอาจจะมาเป็นนายหญิงของเราก็ได้"
       พิพัชหน้าเครียดทันที
       "ฉันต้องรีบพานายเข้าวัดสะเดาะเคราะห์ซะแล้ว"
       พิพัชส่ายหน้าเซ็ง จันเลาขำๆ ชอบใจ ก่อนจะกอดคอพิพัชที่หน้าตาเซ็งจัด เดินตามษมาและโศภีออกไป
      
       สาระวารีกำลังขับมอเตอร์ไซค์ให้วัฒนานั่งซ้อนท้าย วัฒนานั่งซ้อนท้ายด้วยความหวาดผวา...ทั้งคู่
       สวมหมวกกันน็อก
       "ช้าหน่อยได้มั้ยพี่วารี"
       สาระวารีสวมหมวกกันน็อกไม่ได้ยินที่วัฒนาพูด สายตาจับจ้องถนนทิ้งโค้งเบื้องหน้า วัฒนาตัดสินใจเคาะหมวกวารี เธอตกใจผ่อนความเร็ว เลี้ยงรถเลี้ยวไปตามโค้ง สิ่งที่วารีหันไปเห็นคือตาที่เบิกโพลงโตเท่าไข่ห่านของวัฒนา วัฒนาตะโกนลั่น
       "ระวังรถพี่วารี"
       สาระวารีรีบหันขวับกลับไปยังถนนตรงหน้าอีกครั้ง ขณะเดียวกันแสงไฟสองดวงของรถตู้สีดำคันใหญ่พุ่งตรงเข้ามา สาระวารีหักรถหลบ โชคดีที่ชะลอความเร็วลงแล้ว รถมอเตอร์ไซค์เลยไถลไปขอบทางที่เป็นพื้นดินค่อนข้างนุ่มโล่ง
      
       สาระวารีสติดี ประคองรถได้อีกครู่ก่อนจะล้มลง


  


       วัฒนากระโดดลงได้ทันก่อนรถจะล้ม ไม่บาดเจ็บอะไร พอตั้งหลักได้จึงถอดหมวกกันน็อกออก พลางร้องถามสาระวารีด้วยความเป็นห่วง
      
       "พี่วารี เป็นอะไรรึเปล่า"
       สาระวารีเสียงดังด่ากลับมา
       "รถมันทับอยู่หนักจะตายอยู่แล้วไม่เห็นรึไง"
       วัฒนาตกใจปนงงกับเหตุการณ์ตรงหน้า
       "เอ้า ยืนมองอยู่นั่นล่ะ ช่วยมายกรถออกจากตัวพี่เร็วเข้าๆสิ"
       วัฒนารีบไปช่วยวารี...
       สาระวารีนึกเป็นห่วง
       "ไวน์แตกรึเปล่า"
       "ไม่แตกพี่"
       ทันทีที่สาระวารีลุกขึ้นได้ ก็ถอดหมวกกันน็อกโยนแล้วเดินดิ่งไปที่รถตู้สีดำที่จอดรถดูสถานการณ์คันนั้นทันทีด้วยท่าทางโกรธจัด
      
       พิพัช และจันเลา ลงมาจากรถตู้คันโตสีดำ สาระวารีเดินไปเผชิญหน้ากับสองหนุ่มร่างใหญ่ที่แต่งสูทดำ เหมือนกันราวกะฝาแฝด จันเลาสีหน้าเครียดปนห่วง
       "เป็นอะไรรึเปล่าครับ"
       สาระวารีโมโหมาก ชี้ไปที่รถ
       "เป็นซิ ไม่มีตาเหรอ รถฉันล้มคว่ำอยู่นั่น คุณคนไหนเป็นคนขับรถ"
       สาระวารีจ้องหน้าจันเลา
       "คุณใช่มั้ย ขับรถประสาอะไร นึกว่าเป็นเจ้าของถนนรึไง ถึงไม่ยอมหลบ"
       พิพัชรำคาญ
       "รถคุณมาทางโท ของเราแล่นอยู่ทางเอกดีๆ ความจริงคุณควรรอให้ทางเราไปก่อน"
       "จะเอกจะโทมันไม่เกี่ยวหรอก มันเกี่ยวตรงที่พวกคุณไม่มองต่างหากว่ารถฉันแล่นมา ถ้าคุณหลบซะ รถฉันก็ไม่ตกทางหรอก"
      
       ภายในรถ ษมาและโศภีนั่งรออยู่ด้านหลัง ไม่ได้ลงมา โศภีแง้มม่านในรถดูเหตุการณ์อย่างหงุดหงิด
       "น่าเบื่อจริงๆเลย คนยิ่งรีบๆอยู่ สงสัยจะเจอพวกแกล้งให้ชนแล้วไถเงินซะล่ะมั้ง"
       ษมาชะโงกหน้ามองผ่านช่องม่านที่โศภีแง้มออกไปดูเหตุการณ์ เห็นสาระวารีกำลังเถียงคอเป็นเอ็นก็ประหลาดใจ
       "อ้าว"
       "มีอะไรเหรอคะษมา"
       "เปล่าครับ"
       ษมาหยิบเงินออกมาประมาณหนึ่งหมื่นบาทยื่นให้โศภี
       "เดี๋ยวคุณเอาให้พิพัชนะ ชดใช้ค่าเสียหายเค้าซะ เราจะได้รีบไป"
       โศภีกรีดเงินดู
       "มากไปรึเปล่าคะ"
       ษมาพูดหน้านิ่ง
       "น้อยไปด้วยซ้ำ"
       โศภีอึ้งปนงง ได้แต่เหลือบตามองหน้าษมาที่ดูครุ่นคิด
      
       ที่ด้านนอก ยังต่อล้อต่อเถียงกันอยู่ สาระวารีไม่ยอมใคร
       "ที่ผมหลบไม่ทัน เพราะรถคุณแล่นมาเร็ว แล้วคุณเองต่างหากที่ไม่ได้มองทาง ไม่งั้นก็คงเห็นรถผมไปแล้ว"
       "มองซิ ทำไมจะไม่มอง ถ้าไม่มองฉันจะหักหลบรถคุณพ้นได้ไง"
       พิพัชหงุดหงิด
       "เถียงข้างๆคูๆ ถ้าคุณคิดว่าคุณถูกก็ไปแจ้ง..."
       โศภีเปิดกระจกหน้าต่างพูดสั่งดังออกมา
       "พิพัช มานี่ซิ"
       พิพัชชักสีหน้าเซ็งๆ แล้วเดินกลับไปหาโศภี เธอส่งเงินให้
       " ให้ค่าเสียหายเค้าไปซะ เราจะได้รีบไปกันต่อ"
       สาระวารีจับตามองไปที่โศภีที่นั่งเชิด ไม่เห็นษมาที่อยู่อีกฝั่ง จันเลาเดินไปสำรวจความเสียหายของมอเตอร์ไซค์ ตั้งรถขึ้น เดินมองรอบคัน ดัดป้ายทะเบียนเบี้ยวให้เข้าที่
       พิพัชเดินกลับมาหาสาระวารี
       "ใครผิดใครถูกผมขี้เกียจเถียงแล้ว เอาค่าเสียหายไปละกัน"
       สาระวารียื่นเงินให้ สาระวารีโมโหหนักกว่าเดิม
       "นี่เอาเงินฟาดหัวกันเหรอะ คำขอโทษซักคำก็ไม่มี"
       "ขอโทษทำไม ก็ทางผมไม่ได้ผิด คุณตะหากที่..."
       ษมาเสียงเข้มดังลอดออกมาจากหน้าต่างรถ
       "พิพัช"
       สาระวารีชะงักไป รู้สึกว่าเสียงคุ้นๆ พิพัชมีสีหน้าเกรงๆ กับเสียงสั่งนี้แล้วยัดเงินใส่มือสาระวารี
       "เอาเถอะ ถ้าคุณคิดว่าทางเราผิด ผมกับเพื่อนก็ขอโทษด้วยแล้วกัน"
       พิพัชเดินกลับไปที่รถอย่างไม่แยแส จันเลาลองสตาร์ทเครื่องมอเตอร์ไซค์ดู สตาร์ทเครื่องได้
       "รถคุณไม่เสียหายเท่าไหร่ ขอโทษด้วย ที่มีส่วนทำให้คุณเจ็บตัว"
       จันเลาเดินกลับไปขึ้นรถด้านคนขับ สาระวารีย่นจมูกตามใส่ ปัดกางเกงไปมา
       "อุตส่าห์แต่งตัวสวยทั้งที เปื้อนหมดเลย"
       สาระวารีมองตามรถตู้ที่ขับออกไปด้วยความเจ็บใจ เธอมองตาม บ่นไม่เลิก
       "ไอ้พวกไม่รู้จักมารยาท ใจคอคับแคบ เห็นเราเป็นผู้หญิงขับเลยไม่ยอมหลบให้ เดี๋ยวจะแจ้งตำรวจจับซะให้เข็ด ทุเรศ"
       ภายในรถ ษมาแอบแง้มม่านดูสาระวารี แล้วอมยิ้มก่อนรถเคลื่อนห่างออกไป
       "พูดกันตามตรงนะพี่วารี ผมว่าเราเป็นฝ่ายผิดนะ"
       สาระวารีหน้าบึ้ง ชะงักหันมองหน้าวัฒนา มะแหง็กใส่กลางหัววัฒนา
       "จะผิดก็เพราะแกนั่นล่ะ มาเคาะหมวกพี่ทำไม เสียสมาธิหมดจำไว้ ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีก"
       สาระวารีเดินนำไปขึ้นมอเตอร์ไซค์ วัฒนาเดินตามไปซ้อนท้าย
       "ได้เงินมาเท่าไหร่เหรอเจ๊" วัฒนาพูดพลางสวมหมวกกันน็อก
       "ไม่รู้ไม่ได้นับ พี่ไม่เก็บไว้หรอก พรุ่งนี้จะแวะวัด เอาเงินไปทำบุญล้างซวยซะให้หมด"
      
        สาระวารีสวมหมวกกันน็อก ก่อนซิ่งมอเตอร์ไซค์กระชากตัวออกไป วัฒนาหงายหลังไปเล็กน้อย


  


       บรรยากาศงานเลี้ยงวันเกิดของจิตติตอนหัวค่ำ มีแขกมาร่วมงานมากมาย เหล่าแขกเหรื่อทยอยเอาของขวัญมาให้ จิตติ และอวยพรอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส ข้างๆ มี จิณห์วรา ลูกสาวของจิตติ เพื่อนรักของสาระวารี และสามีชื่อ สถิต ผู้การทหารเรือ คอยต้อนรับ
      
       จิณห์วราชะเง้อมองหาเพื่อน สถิตมองตามภรรยา
       "มองหาใครเหรอคุณ"
       "ก็ยัยวารีน่ะสิคะ ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีกก็ไม่รู้"
       สถิตตกใจ
       "นี่คุณวารีเพื่อนคุณมาด้วยเหรอะ"
       "ค่ะ เค้าอยากทำข่าวคุณษมา ฉันก็เลยนัดให้มาเจอกันที่นี่"
       สถิตหน้าเหยเก รู้ฤทธิ์สาระวารีมาแล้ว เลยชักหวาดๆ ฝ่ายจิตติเหลือบไปเห็นษมาและ โศภีเข้าพอดีก็ยิ้มแย้มดีใจ
       "อ้าว คุณษมา คุณโศภี"
       โศภีเดินควงแขนษมาเข้ามาหาจิตติ โดยมีพิพัช และจันเลาเดินถือกล่องของขวัญตามหลังมา ก่อนที่จันเลาจะส่งของขวัญให้เลขาของจิตติรับไป
       ษมา และโศภีไหว้ทักทายจิตติ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
       "แฮปปี้เบิร์ธเดย์นะคะคุณจิตติ ขอให้กิจการรุ่งเรือง ทำมาค้าขึ้น เป็นหลักให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ได้พึ่งพิงไปอีกนานเท่านานนะคะ" โศภีบอก
       จิตติรับไหว้ ยิ้มแย้ม
       "ขอบคุณมาก แต่ผมมันก็วัยเกษียณแล้ว ต่อไปหลักของน้องๆ นักธุรกิจรุ่นใหม่ คงต้องส่งไม้ต่อให้คุณษมาแล้วล่ะ" จิตติบอก
       ษมายิ้มรับ
       "ผมยังไม่มีบารมีขนาดนั้นหรอกครับ ยังต้องขอคำแนะนำจากคุณจิตติอีกมาก"
       จิตติตบบ่าษมา หัวเราะชอบใจ
       "ถ่อมตัวตามเคยนะคุณ อ้ะ เดี๋ยวเราค่อยมาคุยกัน ไปพบท่านรัฐมนตรีก่อนดีกว่า ผมคุยถึงคุณไว้เยอะ ท่านอยากจะเจอคุณมาก"
       จิตติวางมือบนบ่าษมาพาเดินเข้าบ้านไป โศภียิ้มแย้มเดินกรีดกรายตามไป โดยมีพิพัช และจันเลาตามหลังไปห่างๆ จิณห์วราชักร้อนใจ
       "วารีนะวารี ทำไมป่านนี้ยังไม่มาอีก เดี๋ยวก็คลาดกัน อีกจนได้หรอก"
       จิณห์วราร้อนใจ เลยเดินไปคอยสาระวารีที่หน้าบ้าน
       "อ้าว ไปไหนน่ะคุณ รอผมด้วยสิ"
       ผู้การสถิตรีบตามภรรยาไปติดๆ
      
       สาระวารีขี่รถมอเตอร์ไซค์พาวัฒนาซ้อนท้ายมาจอดหน้าบ้านจิตติ... ทั้งคู่ลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อกวัฒนาเหลือบไปเห็นรถตู้ของษมา ตกใจ
       "เจ๊ๆ นั่นมันรถตู้คันเมื่อกี๊นี่ ซวยแล้ว มันมางานเดียวกับเราด้วย"
       สาระวารียังโกรธไม่หาย
       "ดีแล้ว ยังเจ็บใจไม่หายเลย เราเกือบตายเพราะมันแท้ๆ ยังไร้มารยาทอีก"
       วัฒนาชักหวาดๆเหล่มองสาระวารี ขณะนั้นเอง จิณห์วราก็เดินออกมาเห็นพอดี
       "วารี ทำไมเพิ่งมายะ"
       "มีอุบัติเหตุนิดหน่อย"
       "คุณษมาเค้ามาถึงแล้วนะ เดี๋ยวเค้าคุยกับผู้ใหญ่เสร็จแล้วแว่บกลับไป แกอย่ามาโวยใส่ฉันก็แล้วกัน"
       สาระวารีร้อนใจ
       "เออ ๆ จะรีบเข้าไปเดี๋ยวนี้แหละ"
       ผู้การสถิตเดินตามออกมา สาระวารีไหว้สถิตแบบลวกๆ แล้วรีบเดินไป
       "สวัสดีค่ะ"
       สถิตรับไหว้แทบไม่ทัน วัฒนาไหว้ซ้ำแล้วรีบวิ่งตามลูกพี่ไปติดๆ สถิตมีสีหน้ากังวล
       สถิตหันไปพูดกับจิณห์วรา
       "ให้เพื่อนคุณดุ่ยๆไปขอสัมภาษณ์คุณษมาแบบนี้จะดีเหรอ"
       "ทำไงได้ล่ะคะ ก็วารีขอมา แล้วคุณษมาก็ตามหาตัวยากจะตายไป ก็ต้องนัดมาเจอกันที่นี่ล่ะค่ะ"
       ผู้การสถิตสีหน้าเจื่อน
       "แต่เพื่อนคุณน่ะไม่ธรรมดานะ ผีเข้าผีออก แล้วคุณษมาก็เดาใจยาก เกิดฉะกันในงานวันเกิดพ่อคุณขึ้นมา ไม่ยุ่งตายเลยเหรอ"
       จิณห์วราตกใจเล็กน้อย
       "ตายจริง ฉันก็กลัวแต่เพื่อนจะไม่ได้งาน เลยลืมนึกถึงข้อนี้ไปซะสนิทเลย"
       จิณห์วราได้แต่มองตามสาระวารีไปด้วยความหวั่นใจ
      
       สาระวารี และวัฒนา รีบเข้ามาในห้องรับแขก กวาดตามองหา... วัฒนาส่งถุงใส่ขวดไวน์ให้สาระวารีถือเอาไว้ จิตติกำลังแนะนำษมาและโศภี คุยกับแขกเหรื่อในงานอยู่ โดยมีพิพัชและจันเลา ยืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย
       พิพัชเห็นสาระวารีเข้ามาในห้องก็ตกใจ บอกจันเลา
       "ผู้หญิงคนนั้นนี่"
       วัฒนาเหลือบตาเห็นพิพัชและจันเลาเช่นกัน วัฒนาตกใจสะกิดสาระวารีให้ดูไปทางสองหนุ่มบอดี้การ์ด...ทั้งสี่คนจ้องหน้ากัน จิตติหันไปเห็นสาระวารี
       "อ้าว หนูวารี มาด้วยเหรอะ"
       สาระวารีตั้งสติได้ ทำเนียนเข้าไปไหว้จิตติ ไม่สนใจพิพัชและ จันเลา
       "สวัสดีค่ะคุณพ่อ"
       พิพัชและจันเลา สบตากันมีสีหน้าแปลกใจ
       "สุขสันต์วันเกิดค่ะคุณพ่อ"
       สาระวารีมอบขวดไวน์ให้ จิตติรับไว้
       "ขอบใจมากลูก นี่เจอจิณห์รึยังล่ะ"
       "เจอแล้วค่ะ"
       เป็นจังหวะที่ษมาและโศภีคุยกับแขกเหรื่ออื่นจบ ก็หันกลับมาทางจิตติทำให้ทั้งสองเผชิญหน้ากับสาระวารีจังๆ สาระวารีตกใจ คิดไม่ถึงจะเจอนายคนนี้ในงาน แต่เธอยังไม่รู้ว่า เขาคือษมา...
       ษมาดูยิ้มๆ กรุ้มกริ่ม โศภีชักสีหน้าไม่พอใจใส่ทันที จำได้ว่า สาระวารีคือ คู่กรณีขับรถมอเตอร์ไซค์ที่ทำให้เสียเวลา จิตติจับแขนวารี
       "พ่อจะแนะนำให้รู้จักนะ"
       โศภีวางมาดข่ม จับตามองหน้าสาระวารี
       "คงไม่ต้องหรอกค่ะคุณจิตติ เรารู้จักกันแล้ว จริงมั้ยจ๊ะ แม่สาวนักซิ่ง"
       สาระวารียิ้มประชด เน้นเสียง
       "จริงค่ะ คุณนายรถตู้"
       โศภีชักสีหน้าไม่พอใจทันที
       "อ้าว นี่รู้จักกันแล้วเหรอะ"
       โศภีหงุดหงิด
       "ก็เธอคนนี้ล่ะค่ะ เป็นต้นเหตุที่ทำให้โศกับคุณษมาเสียเวลา มาถึงงานสาย"
       สาระวารีอึ้ง ตาเบิกโพลง หันขวับจ้องหน้าษมา
       "คุณษมา"
       ษมายิ้มแย้ม
       "ใช่ครับ สวัสดีครับคุณสาระวารี"
      
       ทุกคนหันไปมองษมาเป็นตาเดียว นึกไม่ถึงว่าษมาจะรู้จักชื่อจริงของสาระวารี
ตอนที่ 2
      
       ระหว่างนั้นโศภีจับตามองเป็นพิเศษ อย่างแปลกใจมาก สาระวารียกมือไหว้ ษมารับไหว้ไป
      
       "ลุงบูรณ์คงบอกเรื่องฉันกับคุณแล้ว ถ้าอย่างงั้นฉันเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ฉันอยากสัมภาษณ์คุณเกี่ยวกับคาสิโนที่กำลังจะเปิดใหม่ของคุณน่ะค่ะ"
       โศภียิ้มเยาะหยัน
       "แหม น่าสงสารจริงๆเลย คงมาเสียเที่ยวเปล่าแล้วล่ะจ้ะ ไม่รู้รึไงว่า คุณษมาไม่เคยให้สัมภาษณ์หนังสือฉบับไหนมาก่อน"
       ษมาพูดสวนขึ้น
       "จะสัมภาษณ์ที่นี่ เดี๋ยวนี้เลยเรอะ"
       โศภีตกใจหันไปมองหน้าษมา ไม่คิดว่าษมาจะพูดแบบนี้
       "ไม่หรอกค่ะ วันนี้เป็นงานวันเกิดคุณพ่อ นอกจากจะไม่สะดวกแล้ว เกรงว่าจะเป็นการไม่ให้เกียรติคุณพ่อด้วย ฉันเลยอยากจะขอรบกวนนัดคุณวันอื่นค่ะ"
       ษมายิ้มเล็กน้อย
       "เดี๋ยวเราค่อยคุยกันอีกที เธอคงยังไม่รีบกลับ"
       ษมาตัดบทหันไปหาจิตติ
       "ไปพบท่านรัฐมนตรีกันเถอะครับ"
       จิตติพาษมาเดินเลี่ยงไป โศภีมองสาระวารีด้วยรอยยิ้มหยัน
       "นี่เค้าเรียกกว่าการปฏิเสธแบบผู้ดี รู้เอาไว้ด้วยย่ะ แม่นักข่าวสก๊อย"
       โศภีเดินตามษมาไป จันเลาและพิพัชเหล่มองสาระวารีก่อนตามประกบษมาไปห่างๆ วัฒนาเหล่ๆ มองจนจันเลาและพิพัชเดินพ้นไปรีบวิ่งมาหาสาระวารี
       "ตกลงเค้ายอมให้สัมภาษณ์มั้ย"
       "ยังไม่รู้เลย" สาระวารีถอนใจแรงก่อนเดินเซ็งๆ เลี่ยงออกไป
       ษมาที่เดินไปกับจิตติก็แอบหันไปจับมองตามสาระวารีด้วยสีหน้ายิ้มๆ
      
       สาระวารีสีหน้าร้อนใจปนกังวล แอบเดินมาทางสนามหลังบ้านจัดงาน
       "คุณคงหงุดหงิดมากสินะที่ได้เจอผมอีก"
       สาระวารีตกใจเล็กน้อย หันกลับมามองหน้าษมา
       "ทำไมคุณไม่บอกฉันแต่แรก ว่าคุณคือคุณษมา"
       ษมาตีหน้าตาย
       "ก็คุณไม่ได้ถาม เอาแต่เล่นงานผมตลอดเลย"
       สาระวารีฝืนยิ้มแหยๆ ษมากอดอกมองหน้าเธอ
       "ถ้าจะมีข่าวเกี่ยวกับตัวผมออกไป ผมต้องการให้มันเป็นข่าวที่มีความครบถ้วนถูกต้องมากที่สุด ไม่ใช่ข่าวที่คุณหลับตาวาดภาพแล้วเขียนเอาเอง หรือข่าวแค่ย่อหน้าสองย่อหน้าที่ซ่อนอยู่หน้าหลัง"
       "ข่าวนี้เป็นข่าวปกค่ะ และฉันรับรองได้ว่าสยามสารเป็นหนังสือพิมพ์ที่เสนอข่าวสารถูกต้องตามความเป็นจริง นำเสนออย่างรอบด้านและเป็นกลางที่สุด" สาระวารีพูดสวนทันที
       "ถูกต้อง รอบด้าน เป็นกลาง" ษมาเลิกคิ้วสูง มุมปากโค้งเล็กน้อย ใช้ความคิดว่า จะเชื่อไม่เชื่อดี
       "คุณษมาต้องการให้ฉันทำยังไงไม่ทราบคะ คุณถึงจะเชื่อว่าสยามสารจะเสนอข่าวคาสิโนของคุณอย่างเป็นกลางจริงๆ"
       ษมาจ้องหน้าวารีบอก
       "ผมต้องการตรวจข่าวของคุณก่อนตีพิมพ์"
       สาระวารีอึ้งๆ สีหน้าใช้ความคิดก่อนตัดสินใจ
       "ปกติเรามักจะไม่ทำแบบนั้น แต่ถ้าฉันตกลงตามที่คุณต้องการ ฉันจะได้ข่าวอะไรเพื่อแลกกับอภิสิทธิ์ขนาดนี้ของคุณบ้างคะ"
       ษมาขำในลำคอ
       "คำตอบทุกอย่างที่คุณอยากรู้ ภาพสถานที่ที่ผมจะสร้างคาสิโน และหนังสือคุณจะเป็นฉบับเดียวที่จะได้ข่าวจากผม"
       สาระวารีตื่นเต้นดีใจ
       "ตกลงค่ะ ฉันยินดีให้คุณตรวจข่าวก่อนตีพิมพ์... งั้นคุณนัดมาได้เลยค่ะ ว่าจะให้ฉันไปสัมภาษณ์ได้เมื่อไหร่"
       ษมายิ้มมุมปาก
       "พรุ่งนี้บ่ายโมงคุณไปที่ท่าเรือ คนของผมจะเอาเรือไปรอรับคุณ"
       สาระวารีดีใจ ไม่ทันได้คิดอะไร
       "ได้เลยค่ะ"
       "เตรียมเสื้อผ้าไปค้างคืนด้วย ผมขอเชิญคุณเป็นแขกที่เกาะยานก คิดว่าคุณคงไม่รังเกียจ"
       "ไม่รังเกียจเลยค่ะ"
       ษมาจ้องหน้า สีหน้าจริงจัง
       "แต่คุณต้องไปคนเดียวเท่านั้น"
       สาระวารีผงะไปเล็กน้อย
      
       ผ่านเวลาเล็กน้อย จิณห์วราเปิดตู้เย็น หยิบผลไม้แช่เย็นออกมา แล้วเดินไปนั่งกินไป คุยไปกับสาระวารีที่โต๊ะอาหารเล็กๆ ในห้องครัว
       "ตอนแรกฉันเสียวแทบแย่ กลัวว่าแกจะไปตีกับคุณษมาซะอีก"
       "นี่แก ถึงฉันจะขี้วีนแค่ไหน ฉันก็มือโปรนะยะ มีนักข่าวที่ไหนไปทะเลาะกับแหล่งข่าวมั่ง ยิ่งในงานวันเกิดพ่อแก ฉันยิ่งไม่มีทางทำหรอก"
       "จ้า แม่สุดยอดนักข่าวมืออาชีพ เออ แต่แกนี่โชคดีเป็นบ้าเลย รู้ตัวมั้ย นอกจากนะได้สัมภาษณ์คุณษมาเป็นคนแรกแล้ว ยังได้ไปเกาะยานกอีก นี่แกเล่นของรึเปล่ายะ"จิณห์วราเหล่ๆเพื่อน
       สาระวารีหน้าหงิก
       "มองฉันในแง่ดีซักเรื่องจะได้มั้ย" สาระวารีตอบพลางทานผลไม้ไป
       จิณห์วรายิ้มแซว
       "ก็ได้ย่ะ งั้นฉันมองว่าคุณษมาอาจจะแอบปิ๊งแก"
       สาระวารีสำลักผลไม้ จนติดคอต้องรีบกลืนเข้าไป
       "นังบ้า ฉันเกือบติดคอตายแล้ว" สาระวารี ไอสำลักตามมาอีกเล็กน้อย
       จิณห์วราขำๆก่อนจะหน้าเครียดขึ้นมา
       "บอกตรงๆนะ ฉันไม่อยากให้แกไปที่เกาะยานกเลย ถึงพ่อฉันจะชอบเค้ามากขนาดไหน แต่เค้าก็ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อคนนึง ฉันกลัวว่าแกจะไม่ปลอดภัย"
       สาระวารียิ้มมั่นใจ
       "สายไปแล้ว คนอย่างสาระวารี ลองถ้าได้ทำข่าวอะไรแล้ว รับรองว่ากัดไม่ปล่อย ยิ่งคุณษมามาแปลกๆ ยังงี้ ฉันก็ยิ่งอยากรู้ ว่าเค้ามีแผนการอะไรกันแน่"
       จิณห์วารีอดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้
       "วารี..."
      
       สาระวารีเอาผลไม้ยัดใส่ปากเพื่อนทันทีที่จะเปิดปากพูดต่อ


  


       จันเลาขับรถตู้เลี้ยวเข้ามาจอดหน้าโถงบ้านโศภี เพื่อมาส่งโศภี จันเลาและพิพัชลงจากรถไปเปิดประตูให้โศภี และคุ้มกันษมา โศภียิ้มประชด
      
       "วันนี้มีอะไรแปลกๆดีนะคะ ษมาผู้รักสันโดษของโศ ถึงกับยอมเปิดบ้านให้คนอื่นค้าง นักข่าวซะด้วย ไหนคุณว่าไม่ชอบให้ใครไปรบกวนที่ยานกไงคะ"
       ษมายิ้มบางๆ
       "กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้นไม่ใช่เหรอครับ แล้วบังเอิญ ผมถูกชะตากับนักข่าวคนนี้ ก็เท่านั้นเอง"
       โศภีออกอาการหึงหวง
       "แค่ถูกชะตา คงไม่ใช่ถูกสเป็กนะคะ ถึงแม่นี่จะไม่ค่อยแต่งตัว แต่โศก็ดูออกว่าสวยไม่ใช่เล่นเหมือนกัน"
       ษมายิ้มขำๆ
       "ดึกแล้ว คุณเข้าบ้านไปพักผ่อนเถอะ ผมก็จะกลับเกาะยานก คืนนี้เลยเหมือนกัน"
       โศภีทิ้งค้อนสะบัดหน้าพรืดเดินลงจากรถกลับเข้าบ้านไปด้วยความไม่พอใจ ษมาเหลือบไปเห็นพิพัชและจันเลาที่ยืนมองเขาเป็นตาเดียว
       "มีอะไร"
       จันเลามีสีหน้าไม่สบายใจ
       "เอ่อ พวกเราก็แค่สงสัย อยากจะถามคำถามเดียวกับคุณโศภีล่ะครับ"
       ษมาหัวเราะ
       "รู้สึกทุกคนจะติดใจเรื่องนี้ซะเหลือเกินนะ "
       พิพัชไม่สบายใจ
       "เรากลัวว่าจะมีปัญหาเกิดขึ้นน่ะครับ คนไม่หวังดีกับคุณษมาก็มีไม่น้อย ผู้หญิงคนนี้จะมาดีมาร้ายก็ไม่รู้ ผมไม่อยากให้เค้าไปที่เกาะยานกเลยครับ"
       "คนอื่นฉันไม่รู้ แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ ฉันมั่นใจ ไม่มีอะไรหรอกน่ะ ไม่ต้องห่วง"
       "แต่..."
       "รีบกลับกันได้แล้ว"
       พิพัช มองหน้ากับจันเลา รู้สึกแปลกใจ ก่อนจะปิดประตูรถตู้แล้วแยกย้ายกันขึ้นรถ ษมาในรถตู้ยิ้มกริ่มดูพึงพอใจ
      
       กลางคืนต่อเนื่องมา ภายในห้องพักแขก มัทนา คุยกับ สาระวารีที่อยู่ในบริเวณสวนหย่อมของโรงแรมที่ย้ายมาใหม่
       "เค้าต้องปลอมตัวมาสืบแหงๆ"
       สาระวารีงงๆ คุยมือถือ
       "สืบอะไร"
       "ก็สืบว่าพี่วารีเป็นนักข่าวจริงรึเปล่าน่ะสิ หรือว่าเป็นพวกคู่แข่งมาสืบความลับ"
       สาระวารีคุยมือถือ
       "เค้าจะรู้ได้ไงว่าพี่จะมาสัมภาษณ์เค้า เก่งเกินไปหน่อยแล้ว"
       "พี่ได้โทรบอกใครมั่งรึเปล่าล่ะ"
       สาระวารีนึกๆก่อนตอบ
       "ก็หลายคนอยู่ พี่พอจะนึกออกแล้วล่ะ" สาระวารีมีสีหน้าเจ็บใจ
       "แล้วพี่วารีจะไปมั้ย"
       "คนอย่างพี่เคยกลัวอะไรที่ไหน"
       มัทนาน้ำเสียงเป็นห่วง
       "แต่ข้ามเรือไปเกาะที่ไหนก็ไม่รู้นะพี่วารี ยังไงพี่ก็เป็นผู้หญิงนะ"
       สาระวารีมีสีหน้าติดใจสงสัย
       "แล้วนี่มัทหายป่วยแล้วไม่ใช่เรอะ ทำไมไม่ออกจากบ้านเค้าซะทีล่ะ แปลกๆ นะ"
       มัทนามองเหล่ๆ มองไปทางสาลินีที่เริ่มรู้สึกตัวตื่น
       "ตกลงทำเนียนอยู่ต่อเพื่อวางแผนสืบต่อหรือจะจับเค้าปล้ำกันแน่ยะ"
       มัทนาตกใจปนเขิน
       "พี่วารีอ้ะ... แค่นี้ก่อนนะ" มัทนารีบตัดสายไปทันที
       มัทนารีบเลื่อนตัวลงนอนหันข้างให้สาลินี สาลินีเห็นมัทนาหลับอยู่แล้วค่อยๆลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ
       มัทนาพึมพำ
       "คิดอะไรบ้าๆ พี่วารี" มัทนาอมยิ้มเขินดึงผ้าห่มขึ้นคลุมโปง
      
       กลางดึก บรรยากาศภายในบ่อนเล็กๆของดิตถ์ ที่มีการพนันให้เล่นอยู่ไม่กี่อย่าง คนที่มาเล่นไม่มีเงินมากนัก แต่ก็มาเล่นกันเต็มบ่อน ดิตถ์กำลังดูบัญชีของบ่อนอยู่ โดยมีลูกน้องล้อมรอบ
      
       ดิตถ์บ่นอย่างเซ็งๆ
       "ทำไมได้แค่นี้เองวะ ไม่คุ้มต้องย้ายบ่อนหนีตำรวจเลย"
       ลูกน้องคนที่ 1 บอก
       "โธ่ นายครับ บ่อนเรามันบ่อนเล็กๆ ไอ้คนเล่นบางคนมันแทงตาละยี่สิบด้วยซ้ำ ได้แค่เนี้ยก็หรูแล้วครับ เราไม่ใช่บ่อนไฮโซอย่างของเสี่ยษมาซะหน่อย"
       ดิตถ์โมโห ตวาดออกไป
       "มึงอย่ามาเอ่ยชื่อมันในบ่อนกู"
       ลูกน้องคนที่ 1 สีหน้าจ๋อยๆไป
       ดิตถ์เจ็บใจ
       "ถ้าไม่ใช่เพราะมัน น้องกูก็ไม่ต้องตาย ไอ้พลอยที่น้องกูขุดได้ก็ต้องแบ่งให้กู ป่านนี้กูก็คงเป็นเจ้าของบ่อนที่พระฮามแทนมันไปแล้ว"
       ลูกน้องอีกคนหนึ่งเดินเข้ามาหาดิตถ์
       "นายครับ"
       ดิตถ์ตวาด
       "อะไรวะ"
       ลูกน้องคนที่ 2 ว่า
       "มีข่าวคืบหน้าเรื่องไอ้ษมากับนักข่าวกรุงเทพครับ"
       ดิตถ์มีความสนใจขึ้นมาทันที
       "ว่าไง"
       "ไอ้ษมามันยอมให้นักข่าวไปที่เกาะยานกของมันครับ ... ไม่น่าเชื่อว่ามันจะยอม"
       "มึงรู้ข่าวมาจากไหน"
       "คนสนิทของคุณโศภี ตอนนี้เธอกำลังหัวเสียมาก"
      
        ดิตถ์มีสีหน้าใช้ความคิดก่อนจะอมยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา


  


       เวลายามสาย ไชยวัฒน์นั่งอยู่ในห้องทำงาน กำลังคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ด้วยความเป็นห่วงลูกน้อง
      
       "เธอก็เขียนประเด็นที่ต้องการรู้ส่งให้วัฒนาไปเกาะยานกแทน อยากรู้อะไรก็ให้วัฒนาไปถามให้ ส่วนเธอก็รออยู่ที่ตราด หรือจะกลับมากรุงเทพก่อนก็ได้"
       สาระวารีกำลังเดินสะพายเป้ คุยโทรศัพท์มือถืออยู่
       "วารีไปเองดีกว่าค่ะ ไม่ถนัดเขียนข่าวจากปากคนอื่น ข่าวนี้เป็นข่าวลีดนะคะบอกอ จะทำชุ่ยๆได้ยังไง กะอีแค่ไปเกาะยานกไม่รู้จะกลัวอะไรนักหนา น่าจะดีใจมากกว่าที่ได้สัมภาษณ์คุณษมา"
       "ไอ้เกาะยานกน่ะผมไม่กลัวหรอก แต่ผมกลัวเจ้าของเกาะมากกว่า"
       สาระวารีสะพายเป้เดินไปกดลิฟท์โรงแรม และฟังไชยวัฒน์ไปด้วย
       "คุณษมาต้องการให้เธอไปเกาะเค้าคนเดียว จะด้วยเจตนาอะไรผมไม่รู้ แต่แน่ใจว่าไม่ใช่เรื่องดีแน่"
       สาระวารียิ้มๆ ตอบกลับไป
       "บอกอคิดมากจังเลย เค้าเป็นคนฉลาด ไม่โง่พอจะลวงนักข่าวไปเชือดทิ้งบนเกาะหรอกค่ะ อย่างมากก็ใช้เราเป็นเครื่องมือโปรโมทบ่อนร้อยล้านให้ฟรีๆ"
       ลิฟท์เปิด สาระวารีเดินเข้าลิฟท์ไป ไชยวัฒน์คุยต่อ
       "ถ้าเค้าอยากใช้สื่อมวลชนเป็นเครื่องมือโฆษณาจริงๆ ทำไมไม่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ตั้งกี่ฉบับที่พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์ไปก่อนเราล่ะ ทำไมต้องรอหนังสือเล็กๆ อย่างเราด้วย"
       สาระวารีคุยโทรศัพท์อยู่ในลิฟท์
       "ก็ฉบับอื่นเป็นกลางสู้สยามสารไม่ได้นี่คะบอกอ"
       ลิฟท์เปิด เธอก้าวเดินออกจากลิฟท์ไปพร้อมคุยต่อ
       "วารีรู้ค่ะว่าบอกอเป็นห่วง แต่วารีอยากทำข่าวชิ้นนี้จริงๆ ให้วารีไปเถอะนะคะ"
       "แต่ผม..."
       สาระวารีตัดบท โกหกไชยวัฒน์ก่อนตัดสาย
       "วารีจะเข้าลิฟท์ค่ะ แค่นี้นะคะ สัญญาณไม่มี"
       สาระวารียิ้มมั่นใจสะพายเป้เดินออกไปจากโรงแรม
      
       เวลาต่อมา โศภีกำลังโวยวายใส่ดิตถ์ที่ห้องรับแขกบ้านโศภี
       "ฉันไม่ใช่เด็กอมมือ ไม่ต้องมายุฉันเลย"
       ดิตถ์ตีหน้าตายบอก
       "ผมไม่ได้ยุแยงคุณ ผมหวังดีกับคุณในฐานะที่เรารู้จักคุ้นเคยกันมานาน"
       ดิตถ์ส่งสายตากรุ้มกริ่ม โศภีค้อนใส่
       "คิดดูสิ ไอ้ษมาไม่เคยยอมให้สัมภาษณ์นักข่าวคนไหนทั้งนั้น แต่กลับเปิดเกาะยานกให้ผู้หญิงคนนี้เข้าไปค้างด้วย นักข่าวคนนี้ต้องมีอะไรดีแน่ๆ" ดิตถ์ยิ้มเจ้าเล่ห์
       โศภีขบกรามแน่นด้วยความหึงหวง ข้อนี้ก็คาใจเธออยู่เหมือนกัน ดิตถ์ยิ้มหยัน
       "ถึงคุณยังสวยพริ้งอยู่ แต่ก็ไม่สดแล้ว"
       โศภีชายหางตามองดิตถ์ที่จี้จุดแทงใจดำ ดิตถ์แกล้งยื่นมือไปม้วนปลายผมโศภีเล่น
       "ระวังจะแพ้เด็กนะคุณ"
       โศภีโมโห ปัดมือดิตถ์ออก
       "ไม่ต้องมายุ่งกับฉันหรอก เอาเวลาไปดูกิจการของนายให้ดีก่อนเถอะ วางมาดเศรษฐี ใครจะไปรู้ว่าสร้างภาพ จริงๆ ก็แค่เศรษฐีเงินหมุน" โศภีพูดแล้วเบะปากดูถูก
       ดิตถ์ถูกแทงใจดำ แต่พยายามข่มอารมณ์ไว้
       "ผมไม่ได้มาทะเลาะกับคุณนะ ผมมาเจรจา คุณต้องการไอ้ษมา ส่วนผมก็ต้องการเส้นสายทำธุรกิจ แล้วทำไมเราไม่มาร่วมมือกันล่ะ"
       "ฉันมีปัญญาจัดการของฉันเองได้ ไม่ต้องการหุ้นส่วน"
       ดิตถ์ยักไหล่และขำเย้ยหยัน
       "ษมา มันฉลาด ไม่ง่ายอย่างที่คุณคิดหรอก อยากฝันลมๆแล้งๆ จนแห้งตาย ก็ตามใจคุณ"
       โศภีเหยียดปากดูถูก
       "แกก็ไม่ได้ฉลาดไปกว่าฉันนักหรอก มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย"
       ดิตถ์ยิ้มเยาะกวนๆ เดินออกไป โศภีค้อนตามไปก่อนจะเริ่มมีสีหน้าเครียด เพราะลึกๆในใจก็รู้ว่า เธอกับษมาไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมได้อีกแล้ว
      
       ท่ามกลางบรรยากาศของท้องทะเลสวยงามยามบ่าย กูซอขับเรือเร็วพาสาระวารี และพิพัช เพื่อไปที่เกาะยานก พิพัชยืนหน้าหงิกตลอดเวลา ไม่พอใจที่สาระวารีไปที่เกาะ สาระวารีจะคล้องกล้องห้อยคอเอาไว้ หันดูวิวรอบๆก่อนจะหันไปพูดกับพิพัช
       "อีกนานมั้ยกว่าจะถึง"
       "ชั่วโมงเศษๆ" พิพัชพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง
       "เป็นชั่วโมงเลยเหรอ แล้วถ้าเปิดบ่อนจะทำยังไงล่ะ เรือเล็กแค่เนี้ย จะรับแขกได้กี่คนกั๊น"
       พิพัชนิ่งไม่พูดอะไร รู้ว่าสาระวารีเลียบๆเคียงๆถามเรื่องบ่อน เลยไม่ตอบ สาระวารียิ้มแหย่ๆ
       "ที่เงียบเนี่ย ไม่อยากตอบ หรือไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เลยไม่รู้จะตอบยังไง"
       พิพัชหน้าบึ้งหนักกว่าเดิม แต่ไม่ยอมพูดอะไร สาระวารียั่วไม่ขึ้นเลยเซ็ง หยิบกล้องออกมาจะถ่ายรูป หันไปพูดกับกูซอ
       "เบาเครื่องหน่อยได้มั้ยคะ ฉันอยากจะถ่ายรูปแถวนี้นิดนึง"
       กูซอยิ้มแย้มบอก
       "ได้ครับ"
       พิพัชพูดสวนขึ้น
       "ไม่ได้ คุณษมาสั่งไว้ให้รับคุณไปที่เกาะ ไม่ได้บอกว่าคุณจะแวะเก็บดอกไม้ ตกปลาแถวนี้"
       กูซอจ๋อย ไม่กล้าขัดพิพัช สาระวารีแขวะ
       "แหม คุณนี่เป็นไกด์ชั้นดีที่ 1 เลยนะ หวังว่าพอบ่อนพันล้านของนายคุณเปิด เค้าคงไม่ส่งคุณมารับลูกค้ายังงี้นะ ไม่งั้นลูกค้าแผ่นแน่บกลับบ้านกันหมด"
       "ผมเป็นเลขาส่วนตัวของคุณษมา ไม่ใช่ไกด์ เข้าใจให้ถูกต้องซะด้วย"
       ในขณะที่สาระวารีเหยียดปากหมั่นไส้หันไปมองพิพัช แต่เขาจ้องหน้าเธอนิ่งไม่ละสายตา สาระวารีก็ไม่ลงให้จ้องหน้าไม่หลบเหมือนกัน
        
       ต่างฝ่ายต่างตั้งป้อมใส่กันตั้งแต่แรกเจอ


  


       บ่ายแก่ๆ ลำแพง และแลง น้องชาย ยืนรออยู่ที่ท่าเรือของเกาะยานก ลำแพงยืนนิ่งสีหน้าไร้อารมณ์ กูซอขับเรือมาจอดที่ท่าเรือ พอเรือจอดสนิท พิพัชก็ขึ้นจากเรือเป็นคนแรก ปล่อยให้กูซอช่วยดึงสาระวารีขึ้นจากเรือ
        
       สาระวารีเหล่มองพิพัช
       "แมนมาก ไม่ถีบฉันตกน้ำเลยล่ะ"
       พิพัชยิ้มเยาะทำหูทวนลม
       "นี่คุณลำแพง แม่บ้านของคุณษมา ส่วนนั่นแลง น้องชายของคุณลำแพง"
       สาระวารียิ้มทักทายจะไหว้ลำแพง
       "สวัส..."
       ลำแพงไม่สน พูดสวนขึ้น ก่อนหันเดินนำกลับไป สีหน้าท่าทางเย็นชา ไร้อารมณ์
      
       "เชิญที่บ้านค่ะ คุณษมากำลังรออยู่"
       กูซอส่งเป้ใหญ่ของสาระวารีให้แลงรับไป แล้วเอาเรือไปเก็บที่โรงเก็บเรือ แลงสะพายเป้ของสาระวารีแล้วเดินแซงนำไปก่อนใคร สาระวารีเดินตามพิพัชและมองไปที่ตัวบ้านและบริเวณรอบๆ ก่อนชวนพิพัชคุยอีกครั้ง
       "บ้านนายคุณนี่สวยมากนะ มีกองละครมาขอใช้สถานที่มั่งรึยังคะเนี่ย"
       พิพัชหยุด ตอบแบบไม่เต็มใจจะพูดด้วยนัก
       "คุณษมาชอบอยู่เงียบๆ รักความเป็นส่วนตัว ผมคิดว่า คุณษมาคงไม่ยอมให้ใครหน้าไหนเข้ามาเปิดการแสดงให้วุ่นวายหรอก แค่นักข่าวหลงเข้ามาคนเดียว ก็วุ่นวายมากพอแล้ว"
       พิพัชเดินนำตามลำแพงไปต่อ สาระวารีค้อนใส่ ก่อนเดินตามตื้อถาม
       "มองจากที่นี่เห็นเกาะที่เจ้านายคุณอยากจะเปิดคาสิโนรึเปล่า"
       พิพัชหยุดเดิน สีหน้าเซ็งๆ อย่างไม่เต็มใจแต่รักษามารยาท เพราะเป็นแขกเจ้านาย
       "เห็นลิบๆ โน่น เกาะที่มีรูปคล้ายเกือกม้า" พิพัชชี้ให้ดู
       สาระวารีมองตามและกระชับกล้องพร้อมถ่ายรูป
       "เกาะไหน"
       ลำแพงหน้าหงิกหยุดเดินและเดินกลับมาตาม เธอมองสาระวารี พูดน้ำเสียงเย็นชา
       "คุณษมารออยู่ ท่านคงไม่ชอบที่จะต้องรอนานๆ"
       ลำแพงมองสาระวารีด้วยแววตาเฉยชา ก่อนเดินนำต่อไป
       สาระวารีจับตามองตามลำแพง ที่เดินหลังตรงคอเกร็ง ผอมบาง รวบมวยผมแน่นไม่ให้ผมกระดิกซักเส้น
       สาระวารี เหยียดปากใส่
       "เกาะนี้เลี้ยงผีดิบไว้รับใช้ด้วยเรอะ"
       พิพัชจะหลุดขำออกมา แต่กลั้นเก็กเอาไว้ทัน
       "คุณลำแพงเป็นแม่บ้านที่เก่ง และคุณษมาก็ไว้ใจเธอมาก ฉันรับรองได้ว่า เธอไม่แอบมาล้วงตับคุณกินตอนกลางคืนแน่ ไม่ต้องกลัวไปหรอก"
       พิพัชเดินนำไป สาระวารีบ่นพึมพำแล้วถอนใจ
       "แต่ละคน"
       สาระวารีหันมาสนใจถ่ายรูปรอบๆ เกาะไปเล็กน้อย
      
       ลำแพงเดินนำมาหยุดที่หน้าประตูโถงบานใหญ่ก่อนสั่งแลง
       "เอาของขึ้นไปเก็บที่ห้องรับรองแขกเลย"
       "ครับพี่"
       แลงเดินแยกขึ้นบันไดไปชั้นบน ลำแพงหันมองไปทางพิพัชที่เดินตามมาถึง
       "ผมจะพาเข้าไปพบนายเอง"
       ลำแพงพยักหน้ารับทราบ เดินเลยไปสวนกับสาระวารีที่เดินตามมาถึง เธอยิ้มให้ ลำแพงหน้านิ่งฉีกปากยิ้มตามมารยาทแต่แววตากับอารมณ์ไม่ได้ยิ้มด้วย ก่อนเดินเชิดไปตามทางของเธอ
      
       สาระวารีเหล่มองตามเล็กน้อย
       พิพัชกดอินเตอร์คอมที่หน้าประตูห้อง
       "คุณสาระวารีมาถึงแล้วครับ"
       ไม่มีเสียงตอบใดๆ กลับออกมา พิพัชหันมาพูดกับสาระวารี
       "เข้าไปได้เลยครับ"
       สาระวารีล้วงซองยับๆ พับมาจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ ยื่นให้พิพัช
       "อ้ะ ของฝาก"
       พิพัชมองซองขาวในมือ พูดเสียงแข็งถาม
       "อะไร"
       สาระวารีลอยหน้าลอยตากวนๆ
       "ใบอนุโมทนาบัตรไง คราวก่อนที่เจอกัน ฉันเห็นคุณชอบแจกเงินคนอื่นเป็นฟ่อนๆ ก็เลยช่วยเอาไปทำบุญให้ แต่ฉันไม่รู้ชื่อนามสกุลคุณ ก็เลยเว้นไว้ให้คุณกรอกเองตามใจชอบ"
       พิพัชจ้องหน้าสาระวารีด้วยแววตาเจ็บใจ รู้ว่าโดนประชด เธอยัดใบอนุโมทนาบัตรใส่มือเขา
       "อ้อ ใบนี้ชื่นชมเสร็จแล้วอย่าทิ้งล่ะ เอาไปใช้ลดหย่อนภาษีได้ด้วยนะ เผื่อจะไม่รู้"
       สาระวารียักคิ้วกวนๆให้ พิพัชกลัวจะสะกดอารมณ์ไม่อยู่ จึงเดินเลี่ยงฉับๆ ออกไปด้วยสีหน้าแววตาเขม่น
       สาระวารีหันมองตามยิ้มๆ อย่างสะใจ ก่อนจะหันกลับมามองที่หน้าประตูโถงบานใหญ่ สีหน้าขรึมๆ ลง
       เธอสูดหายใจลึกเต็มปอด เคาะประตูห้องเป็นการบอกอีกครั้ง ก่อนจะเปิดประตูก้าวเข้าไปในห้องโถง
      
       เพื่อพบกับษมาเจ้าของเกาะยานกผู้ทรงอิทธิพล

      ครู่ต่อมา สาระวารีเดินเข้ามาให้ห้อง ษมายืนยิ้มรอต้อนรับอยู่กลางโถง
      
       "เกาะยานกยินดีต้อนรับ"
       สาระวารียิ้มตอบแบบไม่กลัวเกรง
       "ยินดีเช่นกันที่ได้รับเชิญค่ะ"
       "คุณเตรียมเสื้อผ้าข้าวของติดตัวมามากรึเปล่า"
       สาระวารีมองอย่างแปลกใจ
       "ฉันก็เอามาหมดล่ะค่ะ"
       "ดีแล้ว ผมจะได้ไม่ต้องสั่งให้ลำแพงเตรียมเสื้อผ้าให้คุณเพิ่ม"
       สาระวารีงง
       "ทำไมคะ ฉันมานี่ค้างแค่คืนเดียวไม่ใช่เหรอ"
       "อาจจะไม่ใช่ คุณคงต้องอยู่นานกว่านั้น"
       "งั้นก็แปลก ฉันคิดว่าคุณเชิญฉันมาเป็นแขกที่เกาะยานกแค่คืนเดียวซะอีก"
       ษมายิ้มบางๆบอก
       "เมื่อคืนที่งานเลี้ยง ผมบอกให้คุณเตรียมตัวมาค้างคืน แต่ไม่ได้บอกว่ากี่คืน"
       สาระวารีหน้านิ่ง แววตาแอบแข็งๆขึ้นมา
       "แล้วทำไมไม่บอกแต่แรก"
       "ก็คุณไม่ได้ถาม"
       สาระวารีหมั่นไส้ แต่เก็บอาการไว้
       "เอาล่ะค่ะ งั้นฉันขอถามคุณตอนนี้เลยว่า ฉันต้องเป็นแขกบนเกาะของคุณกี่วันกี่คืน"
       ษมายักไหล่
       "นานเท่าที่คุณจะเก็บข้อมูลการเปิดคาสิโนของผมได้อย่างละเอียดและถูกต้องมากที่สุด"
       สาระวารีถอนใจออกมาก่อนตอบ
       "งั้นก็คงคืนเดียว เพราะฉันจะสัมภาษณ์คุณวันนี้ พรุ่งนี้ถ่ายภาพสถานที่ที่คุณจะสร้าง เท่านี้ก็เสร็จแล้ว"
       ษมายิ้มๆ
       "มันก็ไม่แน่"
       "ทำไมคะ"
       "คุณอยู่บนเกาะในหน้ามรสุม พายุกำลังจะมา เราคงไปไหนไม่ได้อย่างน้อยหนึ่งหรือสองวัน"
       สาระวารีไม่เชื่อ
       "จะมีพายุเหรอคะ เป็นไปไม่ได้หรอก ฉันก็เห็นทะเลเงียบสงบดี"
       "ก่อนจะเกิดพายุ ทะเลท้องฟ้ามักจะนิ่งยังงี้แหละ"
       สาระวารีอดแขวะไม่ได้
       "แหม ไม่ยักจะรู้ว่าอยู่กรมอุตุฯด้วย"
       "ผมไม่เคยอยู่กรมไหน แต่ตอบจากประสบการณ์"
       "แล้วถ้าไม่มีพายุล่ะคะ"
       "ก็อยู่จนกว่างานคุณจะเสร็จ"
       สาระวารีตอบด้วยสีหน้ามั่นใจ
       "งั้นก็คืนเดียว พรุ่งนี้ฉันกลับกรุงเทพได้แน่นอน"
       ษมายิ้มๆ มองสาระวารีด้วยสายตาขี้เล่น
       "คุณอย่ากังวลไปเลยสาระวารี คุณได้กลับไปส่งงานแน่ ผมไม่เคยบังคับให้ใครอยู่บนเกาะนี้นานเกินควร เว้นแต่คนๆ นั้นจะเต็มใจอยู่เอง"
       สาระวารีสวนกลับไปทันควัน
       "ไม่ใช่ฉันแน่นอน"
       "อย่าเพิ่งมั่นใจนักเลย เค้าว่าสิ่งที่แน่นอนคือ ความไม่แน่นอนไม่ใช่เหรอ...คุณเดินทางมาไกล ขึ้นไปพักผ่อนก่อนเถอะ"
       " ฉันไม่เหนื่อย ถ้าคุณไม่รังเกียจฉันจะขอสัมภาษณ์คุณเดี๋ยวนี้เลย"
       "ผมไม่รังเกียจ แต่ไม่ใช่เวลานี้ คุณขึ้นไปอาบน้ำพักผ่อนให้สบายก่อนค่อยมาคุยกัน"
       สาระวารีชักหงุดหงิด
       "ฉันรู้สึกเหมือนคุณกำลังถ่วงเวลา"
       "เปล่า ผมแค่อยากให้คุณรู้สึกสบายตัวและผ่อนคลายก่อนเริ่มทำงานก็เท่านั้นเอง"
       "ฉันสบายและผ่อนคลายเป็นปกติสุขทุกอย่าง" สาระวารีย้ำทุกคำพูด
       ษมาเปลี่ยนเรื่องหน้าตาเฉย
       "ตอนอยู่บนเรือ คุณยืนอยู่หัวเรือใช่มั้ย"
       สาระวารีงงๆว่า ษมาจะมาไม้ไหนอีก
       "ใช่"
       "รู้ตัวมั้ยว่าคุณตากแดดตากไอน้ำเค็ม จนหน้าแดง จมูกแดง ปากแดงไปหมดแล้ว"
       สาระวารีนึกไม่ถึง ยกมือขึ้นจับหน้าตัวเองไปมา ษมาเข้าไปใกล้สาระวารีแล้วจับปอยผมสาระวารีขึ้นมาสูดกลิ่นด้วยกิริยาอ่อนโยนเป็นเชิงเอ็นดูหยอกล้อ มากกว่าชู้สาว
       "แล้วตัวคุณก็มีแต่กลิ่นทะเลด้วย"
       สาระวารีตกใจมาก รีบเบี่ยงตัวหนีทันที ถลึงตาดุใส่ด้วยความโมโห
       "คุณ"
       ษมาทำหน้าตาย
       "รอให้ตัวคุณหมดกลิ่นทะเลก่อน เราค่อยคุยกัน"
       สาระวารีแอบอายๆ เหมือนกับว่า เค้าจะบอกเป็นนัยๆว่าเราตัวเหม็นรึเปล่า ษมาเดินไปกดอินเตอร์คอมฯสั่งงาน
       "ลำแพง"
       "ค่ะคุณษมา"
       "ช่วยมารับคุณวารีขึ้นไปส่งที่ห้องพักด้วย"
       "ค่ะ"
       "เชิญครับ เย็นๆเราค่อยคุยกัน"
       ษมาเดินกลับไปนั่งที่โซฟา หยิบไอแพดมาอ่านเช็กงานของตัวเองต่อไป สาระวารีค้อนใส่แล้วเดินหน้าหงิกออกไปจากห้องโถง
      
       ษมาเหลือบตามองตามอมยิ้มอย่างเอ็นดู


  


       ในเวลาต่อมา ลำแพงพาสาระวารีเข้ามาในห้องนอน เธอมองไปรอบห้อง ภายในห้องถูกตกแต่งอย่างสวยงาม สะอาด และมีของใช้ที่จำเป็นวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ ครบถ้วน ราวกับโรงแรมชั้นหนึ่ง
      
       "อาหารเย็นเริ่มเวลาทุ่มตรง กรุณาตรงต่อเวลาด้วย คุณษมาไม่ชอบให้ผู้ร่วมโต๊ะอาหารมาสาย" ลำแพงพูดสีหน้านิ่งเรียบเฉย
       สาระวารียิ้มกวน
       "ฉันจะพยายามตรงเวลานะคะ...เป้ของฉันล่ะ"
       "อยู่ในตู้เรียบร้อยแล้ว ของใช้จำเป็นฉันก็เตรียมให้คุณพร้อมแล้วเช่นกัน ถ้าคุณต้องการอะไรอีก กดอินเตอร์คอมที่โต๊ะหัวเตียงของคุณ หมายเลขศูนย์ ใช้สำหรับเรียกคนมาทำความสะอาดหรือเรียกใช้ตามต้องการ ส่วนหมายเลขหนึ่งต่อตรงไปห้องคุณพิพัช"
       สาระวารีแกล้งยั่ว
       "แล้วห้องคุณษมาล่ะคะ เบอร์อะไร"
       ลำแพงตาวาวด้วยความโกรธทันที แต่พยายามระงับอารมณ์เต็มที่
       "คุณษมา ไม่ใช่ผู้ที่จะถูกเรียกใช้ในบ้านหลังนี้"
       สาระวารียักไหล่กวนๆ
       "สรุปว่าไม่มีเบอร์ สัญญาณมือถือที่นี่ไม่ค่อยดี ถ้าฉันจะใช้โทรศัพท์โทรไปกรุงเทพหรือที่ตราดบ้างจะได้มั้ย"
       "ได้ แต่กรุณารับทราบไว้ด้วย ว่าโทรศัพท์ที่นี่มีการบันทึกเทปไว้ทุกสาย ไม่ว่าจะสายเข้าหรือสายออก"
       สาระวารีตกใจ
       "โอ้โห ถึงขนาดดักฟังกันเลยเหรอคะW
       ลำแพงหน้านิ่ง ไม่โต้เถียง
       "แต่คุณไม่ต้องห่วงนะคะ ที่นี่มีกฎไม่ละลาบละล้วงความเป็นส่วนตัวของใคร นอกจากความเป็นส่วนตัวนั้นจะคุกคามหรือไม่หวังดีกับคุณษมาและคนของที่นี่"
       สาระวารีอึ้งๆ พูดแขวะเบาๆ
       "อัดเทปคุยโทรศัพท์ ไม่ละลาบละล้วงเลย"
       ลำแพงหน้านิ่ง ไม่สนใจ
       "ถ้าคุณต้องการไปเดินเล่น ไม่ว่าจะในบ้านหลังนี้ หรือรอบๆ เกาะ กรุณาเรียกคุณพิพัชหรือให้คนอื่นไปเดินกับคุณด้วย ถ้าไม่อยากหลงทาง"
       "แหม นี่ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเกาะนี่เป็นบ้านพักส่วนตัวของนักธุรกิจชื่อดัง ฉันคงนึกว่าเป็นคุกหรือไม่ก็โรงเรียนดัดสันดานชั้นดีแน่ๆเลย"
       ลำแพงสีหน้านิ่ง ไร้อารมณ์ เดินกลับออกไปจากห้องอย่างไม่แยแสเมื่อหมดหน้าที่ สาระวารีเหล่มองตาม ถอนใจส่ายหน้า เดินไปเปิดม่านดูด้านนอก สีหน้าใช้ความคิดก่อนจะอมยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
      
       เวลาเย็น สาระวารีอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว สะพายกล้องถ่ายรูปห้อยคอลงมาด้วย เธอย่องลงบันไดมาจากชั้นบนกะจะออกไปถ่ายรูปรอบๆบ้านษมาให้สบายอกสบายใจ เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ พูดพึมพำ
       "เรื่องอะไรจะตามคนมาคอยคุม ฝันไปเถอะย่ะ"
       สาระวารีจะก้าวลงบันไดมาตกใจเล็กน้อยที่เห็นแมวอ้วนลาย สีเหลืองส้มตัวหนึ่งนอนที่บันไดแหงนหน้ามองเธอ สาระวารีหันไปตีหน้ายักษ์ใส่
       "ไปไกลๆเลย ฉันไม่ใช่นางงาม รักเด็ก เมตตาสัตว์ ไป ชิ้วๆ" สาระวารีโบกมือไล่
       แมวอ้วนส้ม จ้องหน้าสาระวารีอยู่ครู่นึง ก่อนจะร้องแง๊วๆเสียงดัง สาระวารีตกใจ
       "เฮ้ย จะร้องทำไม เงียบนะ เดี๋ยวจับตอนซะหรอก เจ้าหง่าวอ้วน"
       ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียงษมาดังขัดขึ้น
       "จะย่องไปไหนเหรอวารี"
       สาระวารีสะดุ้งเฮือก เหลือบตามองเห็นษมายืนมองเธออยู่ที่ตีนบันได ษมาเดินมาอุ้มแมวอ้วนขึ้นมากอดอย่างรักใคร่
       "ที่แท้ก็ร้องบอกเจ้าของนี่เอง มีทั้งบอดี้การ์ดหน้าโหด แม่บ้านผีปอบ แล้วยังมีผู้คุมแมวอ้วนอีก นักโทษที่ไหนจะหนีคุณพ้นได้คะ คุณเจ้าพ่อ" สาระวารีเหน็บอย่างหมั่นไส้
       ษมายิ้มขำๆ
       "ผมไม่ใช่เจ้าพ่อ แล้วเหลืองลายก็ไม่ใช่แมวของผมด้วย ถ้ามันพูดได้ มันคงบอกว่า มันต่างหากที่เป็นเจ้าของทุกคนที่นี่ แล้วก็เป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ด้วย"
       สาระวารีเบะปากหมั่นไส้
       "เหลืองลาย เรียกตุ่มลายดีกว่ามั้ง อ้วนซะขนาดเนี้ย"
       "คุณยังไม่ได้บอกผมเลยนะว่าจะไปไหน"
       สาระวารีตีหน้าตาย
       "ก็แค่เดินถ่ายรูปเล่นๆแถวนี้ล่ะค่ะ"
       "แล้วลำแพงไม่ได้บอกเหรอ ว่าถ้าคุณต้องการไปไหน ให้เรียกพิพัชหรือใครซักคนมาเดินเป็นเพื่อนคุณ"
       สาระวารีทำไม่รู้ไม่ชี้
       "บอกค่ะ แต่ฉันเกรงใจ ไม่อยากรบกวน"
       ษมายิ้มรู้ทัน
       "ที่ผมสั่งให้คนไปกับคุณ ไม่ใช่เพราะที่นี่มีอะไรต้องปิดบังหรอกนะ เพียงแต่บนเกาะนี้ มีที่อันตรายหลายแห่ง ถ้าคุณหลงเดินไปคนเดียวจะไม่ปลอดภัย ถ้าคุณอยากไปเดินเล่น ผมจะเป็นไกด์ให้เอง เชิญครับ" ษมาวางตุ่มลายลงแล้วผายมือเชื้อเชิญ
       สาระวารีกรอกตาอย่างเซ็งๆที่โดนตามคุมอีกจนได้ เธอเดินหน้าหงิกนำออกไป ษมายิ้มๆแล้วเดินตามออกไปติดๆ
      
       จันเลานั่งคุมเชิงอยู่หน้าบ้าน พอเห็นสาระวารีเดินออกมา ก็รีบลุกขึ้นมองอย่างจับตา พอษมาเดินตามสาระวารีออกมา จันเลารีบเดินเข้ามาหาษมา รอรับคำสั่งทันที
       "ฉันไม่ได้ไปไหนหรอก แค่จะพาคุณวารีเดินชมรอบๆบ้านเท่านั้นเอง จันเลาพักเถอะ"
       "ครับนาย"
       "จำจันเลาได้ใช่มั้ยวารี"
       สาระวารีจ้องหน้าจันเลา ยังเคืองไม่หาย
       "จำได้ค่ะ ไม่ลืมหรอก"
       "จันเลาเป็นหัวหน้าฝ่ายรักษาความปลอดภัยของผม"
       "เหรอคะ"
       สาระวารียิ้มหวานเฉียบให้ แต่สายตาดูแปลกๆ จันเลางงกับรอยยิ้มจนต้องเอ่ยปาก
       "ยิ้มแบบนี้หมายความว่ายังไงครับ ยิ้มชื่นชมหรือว่ายิ้มด่ากันแน่"
       สาระวารีจ้องหน้าจันเลาด้วยสีหน้ากวน
       "ทำไมต้องคิดว่าฉันด่าคุณด้วยล่ะ แสดงว่าร้อนตัวรู้ดีว่าเคยทำอะไรผิดกับฉันเอาไว้"
       จันเลาไม่กล้าหืออือต่อหน้านาย เก็บอารมณ์เอาไว้ ษมาโบกมือให้ จันเลาเดินเลี่ยงไปตามที่นายสั่ง
       "คุณนี่เจ้าคิดเจ้าแค้นนะ ยังโกรธเรื่องที่จันเลาขับรถชนไม่หายล่ะสิ"
       "แหม... เรื่องแค่นั้นฉันไม่ถือสาหรอกค่ะ ไม่ใช่เด็กแล้วที่จะมาแค้นเคืองอะไรกัน"
       ษมามองหน้าวารีนิ่งๆ
       "ใช่ คุณไม่ใช่เด็กแล้ว แต่แปลกนะที่ผมกลับรู้สึกว่าตอนเป็นเด็ก คุณมีเหตุผลกว่านี้มาก"
       สาระวารีอึ้งไปกับคำพูดของษมา ไปรู้จักเธอสมัยเป็นเด็กตอนไหน ษมาไม่อยู่ให้ซัก เดินนำไปทางข้างบ้านก่อน
       "จ่าบูรณ์เมาท์ให้ฟังแหงๆ เจอตัวจะเล่นงานให้แสบเลย"
      
       สาระวารีสีหน้าเจ็บใจเล็กน้อยก่อนเดินตามษมาไป


  


       สาระวารีเดินนำมา กวาดตามองวิวทิวทัศน์เบื้องหน้า เห็นพื้นที่โล่งลดหลั่นไล่ระดับลงไป พื้นส่วนใหญ่เป็นหินมากกว่าดิน ไม่มีไม้ใหญ่ให้ร่มเงา แต่เป็นแปลงสวนครัว แปลงดอกไม้เล็กๆ สาระวารีหยิบกล้องมาถ่ายรูป
      
       ษมาเดินตามหลังมาไม่ห่างนัก เธอลดกล้องในมือลงแล้วทอดสายตามองไกลออกไป เห็นว่าสุดพื้นที่โล่งมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นเหมือนชายป่า ละแวกนั้นมีกล่องรับจดหมายตามบ้านขนาดใหญ่เรียงอยู่ 2-3 กล่อง
       สาระวารีหันถามษมา
       "กล่องขาวๆ นั่นอะไรคะ"
       "รังผึ้ง งานอดิเรกของลำแพงเค้า"
       "แปลกดีนะคะ เลี้ยงผึ้งกลางทะเล แล้วมันจะไปหาน้ำหวานจากไหนได้คะ"
       สาระวารีซูมกล้องถ่ายภาพไป
       "ก็คงจากดอกไม้แถวๆนี้ล่ะ"
       สาระวารีลดกล้องลง กวาดตามองไปรอบๆ
       "ฉันไม่เห็นดอกอะไรนอกจากยี่โถ น้ำผึ้งดอกยี่โถ ไม่รู้รสชาติเป็นยังไง" สาระวารีขำๆ
       "ผมก็ไม่เคยชิมเหมือนกัน แต่อย่าเข้าไปใกล้ล่ะ ถึงจะผึ้งเลี้ยง แต่ดุ ระวังหน่อยแล้วกัน ถ้ามีตัวไหนบินมาตอมอย่าปัด ให้เดินหนีไปเฉยๆ"
       สาระวารีสงสัยอยากรู้
       "ทำไมล่ะคะ"
       "ถ้าเราปัด ผึ้งมันจะปล่อยกลิ่นเรียกตัวอื่นมารุมต่อยคุณทันที"
       สาระวารีแหยๆ ก่อนเดินนำไป
       "งั้นเราไปที่อื่นกันดีกว่าค่ะ"
       ษมายิ้มเดินตาม
       สาระวารีชวนคุยต่อ
       "เกาะที่คุณจะเปิดคาสิโนชื่อว่าเกาะพระฮามเหรอคะ"
       ษมาเดินตามคุยกันไป
       "ใช่ ภาษาเขมร แปลว่าเช้ามืด"
       สาระวารีหยุดเดินหันมามองหน้า
       "คนของคุณก็ชื่อแปลกๆ"
       "แถวนี้มันชายแดนนี่คุณ คนส่วนใหญ่มีเลือดผสมทั้งนั้น"
       สาระวารีมีสีหน้าฉุกใจคิด ษมาพูดสวนมาดักคอ ตรงกับคำถามในใจเธอพอดี
       "คนของผมมีบัตรประชาชนไทยทุกคน ไม่มีปัญหาเรื่องให้ที่พักคนต่างด้าวแน่นอน"
       สาระวารีนิ่งๆ หันเดินนำต่อไป เสียงในความคิดของวารีดังตามมา
       "สงสัยตานี่จะเลี้ยงพรายกระซิบ"
       "ผมไม่มีพรายกระซิบหรอกนะ"
       สาระวารีตกใจ ที่ษมารู้ความคิดของเธอจนเดินพลาดสะดุดก้อนหิน เขารีบคว้าแขนเธอไว้ทันก่อนจะทรุด เขาจ้องหน้าบอก
       "ผมอ่านภาษาท่าทางได้บ้างเล็กน้อยโดยเฉพาะภาษาที่สื่อจากใบหน้า กับดวงตา"
       สาระวารีหลบสายตาเล็กน้อย ดึงแขนออกจากมือษมาที่จับประคองไว้
       "คุณทำงานมาตั้งนาน ไม่เคยมีแหล่งข่าวบอกคุณมั่งรึไงว่า ดวงตาคุณนี่อ่านง่ายที่สุด พอคิดอะไร มันออกมาทางแววตาชัดเจนเลย"
       "ฉันยังไม่เคยมีแหล่งข่าวที่เป็นจารชนความคิดคนอื่นมาก่อน" สาระวารีแขวะ
       ษมายิ้มๆบอก
       "อยู่ที่นี่ ในฐานะอย่างผม ถ้าอ่านความคิดคนอื่นไม่ทัน แค่วินาทีเดียวก็มีสิทธิ์เน่าได้ง่ายๆ"
       สาระวารีเหยียดปากใส่ ตั้งท่าจะเดินนำไปลงสะพานไม้เพื่อลงไปหาด ษมาตกใจ รีบตามไปคว้าชายเสื้อดึงเอาไว้
       "เดี๋ยว"
       สาระวารีหยุดกึก หันมอง น้ำเสียงหงุดหงิด
       "อะไรอีกคะ" สาระวารีดึงชายเสื้อคืน
       "คุณจะไปไหน"
       "ก็ลงสะพานไม้ไปที่ชายหาดน่ะสิคะ เร็วดีๆ ไม่ต้องเดินอ้อม"
       "ขืนเดินลงไปได้เร็วสมใจแน่ ไม่กี่วินาทีถึงชายหาดแบบไม่มีลมหายใจ"
       สาระวารีมองสำรวจ
       "สะพานพังเหรอคะก็ดูแข็งแรงดี"
       "ของบางอย่างดูแต่ตาไม่ได้หรอกนะ สะพานนั่นมันเก่าเต็มทีแล้ว อย่าว่าแต่คุณเลย เด็กเล็กๆ มันก็รับน้ำหนักไม่ไหว"
       สาระวารีตกใจ
       "อันตรายแบบนี้ ทำไมไม่ติดป้ายเตือนล่ะคะ ใครไม่รู้เดินตกไปล่ะแย่เลย"
       "ใครจะตกล่ะครับ คนที่นี่รู้ดีว่าที่ไหนควรยืน ที่ไหนควรเดินผ่านหรือไม่"
       "กับดัก"
       ษมายักไหล่
       "ก็ไม่เชิง ผมแค่ปล่อยทิ้งเอาไว้"
       สาระวารีแดกดัน
       "แค่ทิ้งไว้เผื่อใครหลงเข้ามา ถ้าไม่โดนผึ้งต่อยจนบวม ก็มีหวังลงไปนอนเล่นก้นหน้าผาแน่"
       "ที่นี่เป็นเกาะส่วนตัว นอกจากแขกที่ผมเชิญมา จะมีใครหน้าไหนเดินหลงขึ้นมาได้ล่ะครับ"
       สาระวารีถอนใจไล่ไม่เคยจน เลยแดกดันซะเลย
       "แล้วนี่ต่อไปจะเจอด่านอะไรอีกคะ ทรายดูดหรือว่ารังมดตะนอยกินคน"
       "คุณนี่ท่าจะดูหนังมากเกินไป"
       สาระวารีย่นจมูกใส่ก่อนเดินนำไปอีกทาง ษมายิ้มๆ เดินตามสาระวารีไปติดๆ
      
       ลำแพงจับตามองสาระวารีและษมาด้วย สีหน้าแววตานิ่งๆ พิพัชขยับตัวเดินมาประกบข้างๆ
       "ดูคุณษมาจะให้ความสนิทสนมกับนักข่าวนี่มากนะครับ"
       "ไว้ใจได้มากแค่ไหนก็ไม่รู้" ลำแพงหน้านิ่งตอบ
       พิพัชมีสีหน้าติดใจ
       "คุณษมาทำเหมือนเคยรู้จักกับเค้ามาก่อนยังงั้นล่ะ"
       ลำแพงสีหน้าไม่ไว้วางใจ
       "คุณพิพัชเชื่อเรอะว่าแม่คนนี้ไว้ใจได้จริงๆ"
       ลำแพงสีหน้าเป็นห่วง
       "ผมไม่มั่นใจ"
       "งั้นเราต้องช่วยกันจับตามองผู้หญิงคนนี้ ฉันกลัวคุณษมาจะมาตายน้ำตื้น"
       "ถ้าไม่ติดพายุ สัมภาษณ์เสร็จก็คงกลับ ไม่น่าเกินวันสองวัน"
       ลำแพงมีสีหน้าไม่เห็นด้วย
       "ไม่รู้คุณษมาจะให้สัมภาษณ์ไปทำไม แค่นี้ยังเสี่ยงไม่พออีกรึไง"
       ลำแพงถอนใจแล้วเดินเลี่ยงกลับเข้าไป สีหน้าแม่บ้านนิ่ง แต่แววตาดูออกว่าเป็นห่วง
      
       พิพัชไม่สบายใจปนห่วง เดินตามไปจับตามองษมาและสาระวารีอยู่ห่างๆ


  


       ชายหาดด้านหลังเกาะ แคบกว่าหาดด้านหน้า น้ำสวยใสแต่พื้นทรายลาดชัน มีหินเยอะ ไม่เหมาะกับเล่นน้ำทะเลเท่าไหร่ มีเรือประมงจอดอยู่ 2-3 ลำ
      
       เสียงชัดเตอร์กดดังขึ้น ก่อนสาระวารีจะลดกล้องลงแล้วหันไปมองทางษมาที่เดินมายืนด้านข้างเธอ
       "เกาะส่วนตัวคุณนี่ทำเลดีจังเลยนะคะ มีชาดหายทั้งหน้าเกาะหลังเกาะ"
       ษมายิ้มรับคำชม
       "เรือประมงของคุณเหรอคะ"
       "ลำนึงของคนงานที่นี่ อีก 2 ลำของคนรู้จักกัน เค้าขอมาหลบพายุที่นี่ชั่วคราว"
       สาระวารีขรึมลงเล็กน้อย ดูท่าษมาจะไม่ได้โกหกเรื่องพายุ
       "ตกลงพายุจะมาเมื่อไหร่คะ"
       "คิดว่าไม่น่าพ้นคืนนี้"
       สาระวารีหันไปมองท้องฟ้าและทะเลที่ยังดูเงียบสงบ
       "นานมั้ยคะกว่ามันจะผ่านไป"
       "ไม่แน่ ขึ้นอยู่กับกำลังของมัน เท่าที่ผมฟังข่าวมา อาจจะมีคลื่นลมแรงเป็นวันหรือสองวัน"
       สาระวารีตกใจ
       "2 วันเลยเหรอคะ"
       "หรืออาจจะมากกว่านั้น"
       สาระวารีอึ้งๆไป
       "คุณกลัวพายุรึเปล่า"
       "ไม่กลัวหรอกค่ะ แต่เกลียด"
       "ทำไม"
       "ไม่มีเหตุผลอะไรมากหรอกค่ะ แค่เกลียด"
       สาระวารีตัดบท หยุดตอบต่อด้วยการยกกล้องขึ้นถ่ายภาพเรือประมงไป ษมายิ้มๆ ส่ายหน้า เธอทำฟอร์มถ่ายรูปไปเรื่อยแต่แอบเบี่ยงกล้องจะมาแอบถ่ายรูปษมาแบบเนียนๆ ษมารู้ทัน ปาดมือปิดหน้ากล้องสาระวารีซะมิด
       "อย่าถ่ายภาพผม"
       สาระวารียอมลดกล้องลง
       "ขอโทษค่ะ ฉันไม่ทราบว่าคุณไม่อยากให้ถ่ายภาพตอนนี้"
       "ตอนไหนก็ห้ามถ่าย ผมไม่ชอบให้ใครจ้องกล้องมาที่ผม"
       สาระวารีตกใจ
       "ตลกแล้วคุณ คุณจะให้สัมภาษณ์แต่ไม่ยอมให้ถ่ายรูปคุณอย่างงั้นเหรอคะ"
       "ก็ลงภาพอื่นไปซิ ภาพเกาะ ภาพบ้าน หรือภาพใครก็ได้ที่เค้าเต็มใจให้คุณถ่าย"
       สาระวารีหน้าหงิก ไม่พอใจ
       "แต่คุณเป็นหัวใจของข่าวนี้นะคะ ถ้ามีแต่บทสัมภาษณ์ลอยๆ ไม่มีรูปคุณประกอบ ใครเค้าจะเชื่อว่าฉันได้คุยกับคุณจริงๆ เค้าได้หาว่าฉันนั่งเทียนเขียนข่าวเอาเองน่ะสิ"
       ษมาจ้องหน้า พูดเน้น
       "คุณได้ภาพบ้านของผม แถมยังได้ภาพทั้งสองเกาะด้วยนะวารี ยังไม่เคยมีหนังสือเล่มไหนเคยได้ถ่ายมาก่อนเลยนะครับ ขนาดนี้แล้วยังยืนยันไม่พออีกเหรอะ"
       "แต่ภาพประกอบตัวบุคคลเป็นสิ่งสำคัญในข่าวนะคะ"
       ษมาจ้องหน้า
       "แต่ก็คงไม่สำคัญไปกว่าความต้องการของแหล่งข่าวหรอกมั้ง"
       สาระวารีอึ้งไป
       "ถ้าแหล่งข่าวไม่อยากให้ตีพิมพ์ภาพเค้าเพราะเหตุผลส่วนตัวบางประการ ด้วยศักดิ์ศรีและจรรยาบรรณของนักหนังสือพิมพ์ คุณจะยังดื้อดึงพิมพ์ภาพ เพื่อขายข่าวของคุณให้ได้อยู่อีกรึเปล่าล่ะ"
       สาระวารีถอนใจแรงๆพร้อมส่ายหน้า ไม่เห็นด้วย
       "แล้วคนอ่านของฉันจะรู้จักตัวคุณได้ยังไงล่ะคะ"
       "ก็จากบทสัมภาษณ์ที่คุณเขียน"
       "ฉันไม่ได้หมายถึงตัวตนแบบนั้น ฉันหมายถึงหน้าตา รูปลักษณ์ภายนอกของคุณ"
       ษมายักไหล่
       "คุณมีปากกาในมือ เป็นหน้าที่ของคุณที่จะบรรยายรูปร่างหน้าตาผมออกมาให้ได้"
       สาระวารีสีหน้าใช้ความคิด
       "แล้วถ้าฉันให้ฝ่ายศิลป์เขียนภาพคุณมาประกอบเรื่องล่ะ"
       "ถ้าฝ่ายศิลป์คุณมีฝีมือ ผมก็ไม่รังเกียจ แล้วก็ไม่รังเกียจด้วยว่าคุณจะถ่ายทอดภาพลักษณ์ผมลงข่าวคุณด้วยวิธีไหน ขออย่างเดียว อย่าลงภาพถ่ายของผม"
       ษมาพูดพลางจ้องหน้าสาระวารี สายตาจริงจัง เธอถอนใจเฮือกออกมาแรงๆ ด้วยความรู้สึกหนักใจให้เห็นกันไปเลย เขาไม่สน
       "กลับกันเถอะ ขากลับลำบากกว่าขาลงมาก"
       ษมาเดินนำกลับพร้อมพูดเตือน เขาก้าวขึ้นทางลาดกลับไปเร็วๆ สาระวารีเดินตามไป
       ษมาหยุดเดินหันมองและถาม
       "ไหวมั้ย"
       "ไหวค่ะ"
       "กล้องหนักรึเปล่า ผมช่วยถือให้เอามั้ย"
       ษมายื่นมือมาช่วย
       "ไม่ต้องค่ะ ขอบคุณ ฉันชอบให้เครื่องมือหากินอยู่ติดกับตัว"
       "โอเค งั้นก็รีบตามมาเถอะ เดี๋ยวจะมืด"
       ษมาเดินดุ่ยๆ นำต่อไป สาระวารีมองตามพร้อมบ่น ก่อนเดินขึ้นเนินต่อไป
      
       "จะรีบไปตามควายรึไง"
        

       ช่วงเวลาหัวค่ำ เสียงหัวเราะชอบใจของจิณห์วราดังขึ้น ขณะคุยโทรศัพท์มือถือกับสาระวารี จิณห์วราอยู่ในห้องนั่งเล่น
      
       "ไปๆมาๆเจ้าพ่อเกาะยานกผู้ไม่เคยสนใจใคร จะมาหลงเสน่ห์นักข่าวสาวจอมวีนเพื่อนฉันซะก็ไม่รู้"
       สาระวารีกำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ในห้องพักแขก
       สาระวารีหน้าหงิก ตวาดสวนไป
       "หลงบ้าหลงบออะไร ฉันบอกแล้วไงว่าไม่มีอะไร ไม่หยุดแซว ฉันจะวางหู"
       " เออๆ ไม่แซวแล้วก็ได้ เค้าจะปิ๊งแกหรือไม่ก็ไม่เป็นไรหรอก แค่เค้าไม่หักคอแกตาย ฉันก็สบายใจแล้ว ตอนเนี้ย ห่วงก็แต่แกจะหลงเสน่ห์เค้ามากกว่า"
       "ฝันไปเถอะย่ะ ฉันเกลียดบ่อนเข้ากระดูกดำแล้วจะมาชอบเจ้าของบ่อนได้ไง แล้วสำคัญที่สุด ฉันไม่ชอบมีแฟนแก่" สาระวารีเหยียดปากไม่ชอบ
       "ระวังเถ๊อะ เกลียดอะไรจะได้ยังงั้น"
       "พูดจาไม่เข้าหูเลยแกนี่ แค่นี้นะ ซวยจริงๆ สัญญาณดันมาชัดตอนแกโทรมา"
       สาระวารีสีหน้าบึ้งกดตัดสาย
      
       ผ่านเวลาเล็กน้อย สาระวารีเดินเข้ามาให้ห้องอาหาร ภายในบ้านษมา
       "อ้าว ไหนบอกว่าอาหารเย็นตอนทุ่มนึงไงคะ"
       "ผมสั่งให้เลื่อนเวลาเองล่ะ กลัวคุณหิว"
       สาระวารีนั่งลง ลำแพงก็รินน้ำ คดข้าวให้ตามหน้าที่อย่างดี ษมาหยิบทองหยิบ ทองหยอดป้อนให้ตุ่มลายที่นั่งอยู่บนตัก ตุ่มลายกินของโปรดอย่างเอร็ดอร่อย
       "นี่คุณให้แมวกินทองหยิบทองหยอดด้วยเหรอคะ"
       ษมายิ้มรับ
       "ของโปรดเค้าเลยล่ะ อะไรหวานๆเหลืองลายมันชอบทั้งนั้น"
       ษมาลูบหัวแมวด้วยความเอ็นดู สาระวารีเบะปากหมั่นไส้
       "มิน่า ถึงได้อ้วนเป็นตุ่ม"
       ลำแพงเหลือบตามองสาระวารีเล็กน้อย ก่อนไปยืนกุมมือนิ่งเป็นรูปปั้นรอรับใช้
       "ถ้าคุณรักเจ้าตุ่มลายนี่จริงน่าจะเลิกให้กินของหวานๆได้แล้วนะคะ เดี๋ยวก็ได้ตายเร็วหรอก"
       ตุ่มลายหันไปจ้องหน้าสาระวารี
       "แมวคุณจ้องหน้าด่าฉันแน่ะ"
       "รู้ได้ไง"
       สาระวารีหน้าแอบกวนเล็กน้อย
       "ฉันอ่านสีหน้ากับแววตามันออก"
       ษมาขำๆ ออกมา รู้ว่าโดนย้อน เขาอุ้มเหลืองลายลงพื้น
       "ทานข้าวกันเถอะ"
       สาระวารีเหล่มองค้อนตามตุ่มลายไป
       "ลำแพง เดี๋ยวจัดกาแฟไปให้ฉันกับคุณสาระวารีที่หน้าระเบียงด้วยนะ ทานข้าวเสร็จแล้ว เราจะไปคุยกันต่อที่นั่น"
       "ค่ะคุณษมา"
       สาระวารีดีใจ
       "นี่คุณจะยอมให้ฉันสัมภาษณ์แล้วใช่มั้ยคะ"
       ษมายิ้มรับบางๆ ไม่ตอบอะไร ทานข้าวไป ลำแพงสีหน้าบึ้งเหล่มองสาระวารี แววตาพออ่านออกว่าไม่ไว้ใจ สาระวารีอมยิ้มมีความหวังขึ้นมาจะได้งานแล้ว
      
       สาระวารีหยิบเครื่องอัดสัมภาษณ์ออกมาจากถุงผ้าที่เธอถือติดมือลงมาจากห้องนอนด้วย จัดเตรียมให้พร้อมสัมภาษณ์ที่ระเบียงหน้าบ้าน ษมานั่งจิบกาแฟอยู่ข้างๆ วางแก้วลง
       สาระวารีหยิบโน้ตคำถามออกมาเตรียมพร้อมยิงคำถาม
       "เวลาคุณสัมภาษณ์คนๆนึง ใช้เวลานานแค่ไหนเหรอ" ษมาถาม
       "ก็ไม่แน่ค่ะ มีตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงไปจนถึง 3-4 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าเรื่องของใครน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน"
       "เวลาแค่นั้น ทำให้คุณรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากรู้จากแหล่งข่าวได้เหรอครับ"
       "ถ้าแหล่งข่าวยินดีที่จะตอบคำถาม ฉันคิดว่าสามารถทำได้ค่ะ"
       "แล้วอย่างผมล่ะ ต้องใช้เวลานานแค่ไหน"
       "ก็คงใช้เวลามากพอดู เพราะดูเหมือนคุณจะระมัดระวังตัว เลี่ยงตอบคำถามได้เก่ง แล้วก็ไม่ชอบถูกถามฝ่ายเดียว เหมือนที่คุณกำลังทำอยู่ตอนนี้" สาระวารีแขวะเข้าให้
       ษมายิ้มๆ สาระวารีจ้องหน้า
       "ฉันอดสงสัยไม่ได้จริงๆ...คุณไม่ได้เต็มใจให้ฉันสัมภาษณ์รึเปล่า"
       "คุณกำลังเข้าใจผิด ผมเต็มใจให้คุณสัมภาษณ์ แต่ไม่ใช่เวลานี้"
       สาระวารีชักของขึ้น
       "คุณจะโยกโย้ไปถึงไหน"
       "อย่าเพิ่งโมโหสิวารี ผมอยากให้เรารู้จักกันมากกว่านี้ก่อน คุณอาจจะค้างที่นี่ซัก 2-3 คืนเพื่อเก็บรายละเอียด จะได้เขียนข่าวเกี่ยวกับตัวผมได้ถูกต้อง ไม่ใช่คุยกัน 3-4 ชั่วโมงแล้วกลับไปเขียนโดยที่ไม่ได้รู้จักตัวตนของคนที่คุณมาสัมภาษณ์เลย"
       สาระวารีเสียงแข็งขึ้น
       "คุณษมาคะ การที่ได้รู้จักตัวตนแหล่งข่าวลึกซึ้งมันก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้ามากเกินไปก็เกิดอคติได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นทางที่ดีงานนี้สัมภาษณ์สั้นๆ รวดเร็ว แต่ว่าเก็บรายละเอียดให้ถูกต้องให้มากที่สุดจะดีกว่า เริ่มกันเลยนะคะ" สาระวารีตัดบทเปิดโน้ตคำถามออก ตั้งหลักจะลุยสัมภาษณ์แล้ว
       ษมาพูดขัดขึ้นก่อนวารีจะยิงคำถาม
       "นั่นอาจเป็นผลดีสำหรับข่าวอื่น"
       สาระวารีหน้าตาเซ็ง เหลือบตาขึ้นมองษมา
       "แต่ไม่ใช่กับข่าวชิ้นนี้ของคุณ"
       สาระวารีชักเครียด ษมาลีลามากจนน่ารำคาญ เธอวางสมุดโน้ตลงอย่างใส่อารมณ์แต่ไม่แรงจน
       น่าเกลียด เธอถอนใจหนักๆ พยายามระงับอารมณ์ แล้วล้วงมือไปหยิบกลักใส่บุหรี่และไฟแช็คออกมาจากถุงผ้ามาวางที่โต๊ะ
       มีสายตาแอบมองทั้งคู่มาจากมุมหนึ่ง...
       ษมาสีหน้าเครียด สงสัย
       "คุณสูบบุหรี่ด้วยเรอะ"
       สาระวารีหน้าหงิก
       "พยายามจะเลิกอยู่ แต่มีคนทำให้เครียด ก็เลยอดไม่ได้"
       ษมาแย่งทั้งไฟแช็ค และกลักใส่บุหรี่ มายึดเอาไว้ สาระวารีสีหน้าเอาเรื่องจ้องหน้าษมา
       "คิดจะเลิกแล้วจะสูบอีกทำไม"
       "อย่ามาทำตัวเป็นแม่สองสาวจอมจุ้นอีกคนนึงเลย"
       "แม่สาวจอมจุ้นที่ไหน เล่าให้ฟังหน่อยสิ เผื่อคุณจะหายเครียด"
       "ไม่เล่า"
       "ไม่เล่าก็ไม่คืน"
      
       สาระวารีถอนใจพรืดลุกขึ้นยืนพรวด


  


       ในที่สุดสาระวารีก็ต้องเล่าเรื่องในอดีตให้ษมาฟัง เวลากลางวันวันหนึ่ง สาระวารีถูกมัทนากดตัวจากด้านหลังเอาไว้ ให้นั่งดูข้อมูลหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่โต๊ะทำงานมีคณา ซึ่งมีคณากำลังหาข้อมูลจากกูเกิ้ลให้สาระวารีดูผลร้ายของการสูบบุหรี่
      
       "เห็นกับตาแล้วใช่มั้ยว่าเธอสูบบุหรี่แล้วจะเป็นยังไง"
       "ฉันรู้แล้วน่า"
       "แล้วทำไมไม่เลิก"
       สาระวารีน้ำเสียงออกรำคาญเล็กๆ
       "ก็กำลังเลิกอยู่"
       "ให้ดูแบบมีภาพประกอบเลยพี่มี่" มัทนาบอก
       "แหวะ ไม่ดูแล้ว" สาระวารีรีบลุกหนี
       มัทนาเซถอยหลังไปเล็กน้อยด้วยความแรงของสาระวารี
       "ฉันกำลังเลิกอยู่ ของยังงี้มันต้องใช้เวลา"
       "ใช้ใจมากกว่า" มัทนาบอก
       "คมบาดมากเลย...ฉันสัญญาว่าจะเลิกก็ต้องเลิก โอเคป่ะ"
       มัทนายกนิ้วก้อยขึ้นมาขอสัญญา
       "เกี่ยวก้อยสัญญาก่อน"
       "อะไรกันยะเบบี๋น้อย"
       มีคณาชูนิ้วก้อยมาขอสัญญาอีกคน สาระวารีถอนใจอย่างเซ็งๆ จำใจยื่นสองนิ้วก้อยไปเกี่ยวก้อยกับเพื่อนทั้งสองที่ยิ้มแป้นดีใจ
      
       บ่ายวันหนึ่ง สาระวารี มีคณา มัทนากำลังประชุมกันหน้าตาเคร่งเครียดในห้องประชุมพร้อมไชยวัฒน์และพนักงานอื่นๆ บรรยากาศดูเคร่งเครียด ไชยวัฒน์ที่พูดตำหนิการทำงานของพนักงานอยู่
       "ผมพูดตามตรงว่าไม่พอใจมาก ทำกันเป็นแฟชั่นเลยนึกไม่ถึง ว่าพนักงานที่ผมรับมากับมือจะเป็นซะเอง แม้มันจะตามน้ำก็ไม่ได้ เงินซื้อได้เฉพาะแอดลงโฆษณา ซื้อข่าวถูกเป็นผิด ผิดเป็นถูกไม่ได้"
       สาระวารียกมือถือขึ้นโชว์
       "ขอรับโทรศัพท์แหล่งข่าวค่ะ"
       สาระวารีเดินออกไปจากห้องประชุม มีคณาและมัทนาสบตากันเหมือนรู้ใจเพื่อน มีคณาพยักหน้าให้มัทนา มัทนายกมือ
       "ขอเข้าห้องน้ำค่ะ"
       ไชยวัฒน์หน้าดุใส่ มัทนายิ้มแหยๆ รีบลุกเดินออกไป
       สาระวารีเดินหน้าเครียดมาที่สวนหย่อมของตึก หยิบกลักใส่บุหรี่รูปแบบเก๋ๆ ออกมา กำลังจะเปิดหยิบบุหรี่ มัทนาก็ปราดมาแย่งกลักใส่บุหรี่ไปทันที
       สาระวารีหน้าหงิกหันขวับจ้องหน้า จะอ้าปากด่าก็ลดระดับเหลือแค่ต่อว่า
       "มัท พี่เครียดมาก เข้าใจพี่บ้าง"
       ไม่คาดคิดจังหวะสาระวารีขยับพูดอ้าปาก มัทนาปาดมือยัดหมากฝรั่งใส่เข้าปากสาระวารีทันที
       "หมากฝรั่งเลิกบุหรี่ค่ะ เคี้ยวเสร็จแล้วเข้าประชุมต่อนะคะ"
       มัทนายิ้มขี้เล่น เดินกลับเข้าไป สาระวารีหมั่นไส้ปนเจ็บใจเตะส่งน้องรักไปเล็กน้อย
      
       กลางวันอีกวันหนึ่ง มัทนากอดสาระวารีจากด้านหลัง จับเป็นตัวประกันพาออกมาที่หน้าตึกสยามสาร
       "จะพาพี่ไปไหน"
       "ไปหาพี่มี่"
       "ไปทำไม"
       "ไม่บอก"
       "มากอดพี่แน่นขนาดนี้เดี๋ยวคนอื่นก็เข้าใจผิดหรอก"
       "ไม่กลัว"
       "แอบรักพี่แหงๆ" สาระวารีแซว
       มัทนาสีหน้าขี้เล่นแกล้งยื่นหน้าไปหอมข้างแก้มสาระวารีให้ฟอดนึง เธอเขินปนจั๊กจี้
       "บ้า"
       มัทนาหัวเราะชอบใจก่อนหันไปบอกมีคณา
       "ลากตัวมาได้แล้วพี่มี่"
       มีคณาที่กำลังจุดธูปอยู่หน้าศาลพระภูมิของตึกสยามสาร
       "ต้องขนาดนี้เลยเรอะ"
       "ก็เธอไม่ทำจริงซะที หลอกล่อพวกเราตลอด พวกเราเป็นห่วงเธอมากนะ สะสมสารพิษเข้าปอดมาตั้งกี่ปีแล้ว"
       มีคณาสีหน้าเป็นห่วงมาก แอบมีน้ำตารื้นๆ
       สาระวารีหน้าจ๋อยๆไป เสียงอ่อน
       "ก็ฉันพยายามอยู่ จะให้หักดิบทันที มันไม่ไหวจริงๆ"
       "งั้นสาบานต่อหน้าศาลเลย"
       "ไม่ต้องขนาดนั้นหรอก"
       สาระวารีบอกพลางจับมือเพื่อนทั้งสองคนเอาไว้คนละข้าง
       "ด้วยเกียรติของสามทหารเสือสาว ฉันให้สัญญาว่าจะเลิกบุหรี่ให้ได้ พอใจมั้ย"
       มีคณายิ้มออกมาอย่างดีใจบีบมือสาระวารีไว้แน่นให้กำลังใจ
       "ขอเวลาหน่อยแล้วกัน"
       "นานแค่ไหนคะ" มัทนาถาม
       "จนกว่าจะมีแฟน"
       มัทนาบอกหน้าตาย
       "งั้นก็คงสูบไปจนตายแหละ"
       ทุกคนหัวเราะออกมา
       สาระวารีสีหน้าแววตามุ่งมั่น
       "เอาน่ะ สัญญาก็คือสัญญา ฉันจะเลิกบุหรี่ให้ได้เพื่อเพื่อนรักทั้งสองคน พอใจรึยังล่ะ"
       มัทนาและมีคณายิ้มดีใจทั้งน้ำตารื้นๆ สาระวารีดึงเพื่อนทั้งสองคนเข้ามากอดเอาไว้
      
       สามเพื่อนซี้กอดกันเอาไว้แน่น เป็นกำลังใจให้กัน


  


       ษมาฟังเรื่องเล่าของสาระวารี แล้วยิ้มชื่นชม
      
       "เธอมีกัลยาณมิตรที่ดีนะ คบได้"
       สาระวารีเสียงแข็ง
       "เล่าจบแล้ว เอาของฉันคืนมา"
       ษมายึดถุงผ้าของสาระวารีมาใส่กลักบุหรี่และไฟแช็ค
       "ผมจะคืนตอนคุณกลับก็แล้วกัน"
       "เอ๊ะคุณนี่"
       "ผมกลัวโดนเพื่อนๆ คุณตามมาด่า ผมกลัวปากนักข่าว"
       สาระวารีมีสีหน้าเจ็บใจมาก
       "ระหว่างอยู่ที่นี่ คุณอย่าสูบเลย มันไม่ดีต่อสุขภาพหรอก จะทำร้ายตัวเองผ่อนส่งไปทำไม"
       สาระวารีมีสีหน้าท่าทางเจ็บใจ ฉวยโอกาสใช้ความเร็วปาดมือไปกระชากถุง แต่ษมาไวกว่าดึงถุงหนีได้ทัน เธอหงุดหงิด แต่ไม่รู้จะทำไง อยากจะกรี๊ดให้ลั่นบ้านไปเลย ได้แต่กระแทกตัวลงนั่ง
       ษมามองหน้าสาระวารีนิ่งๆ
       "คุณมีอคติเป็นทุนอยู่แล้ว ผมพยายามจะลบอคติของคุณที่มีต่อตัวผมออกก่อน"
       "ฉันไม่มีอคติอะไรกับคุณ"
       ษมายิ้มมุมปากอย่างรู้ทัน
       "ก็ได้ ฉันยอมรับ แต่ฉันไม่ได้อคติที่ตัวคุณนะ ออกจะทึ่งด้วยซ้ำว่าคุณเป็นคนเก่ง มีความสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ฉันเกลียดการพนัน"
       ษมามองหน้าวารี ด้วยสีหน้าเห็นใจ
       "ผมเข้าใจ"
       สาระวารีสวนทันทีอย่างโมโห
       "คุณจะมาเข้าใจฉันได้ยังไง ในเมื่อเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน"
       "ใครว่าเราไม่เคยรู้จักกัน ผมอาจจะรู้จักคุณมากกว่าที่คุณคิดก็ได้นะวารี"
       สาระวารีตาขวางๆ จะระงับอารมณ์ไม่อยู่แล้ว
       "ฉันไม่เคยรู้จักคุณ"
       ษมาปั้นสีหน้าน้อยใจ
       "น่าน้อยใจจังเลย คุณเปลี่ยนไปมากนะแต่ผมก็ไม่เคยลืมคุณเลย แต่คุณกลับจำผมไม่ได้ซะนี่"
       สาระวารีจ้องมองหน้าษมาอย่างพินิจพิเคราะห์
       "ขอโทษนะคะ ฉันจำคุณไม่ได้จริงๆ เราเคยเจอกันเมื่อไหร่เหรอคะ"
       "นานแล้ว สิบกว่าปีเห็นจะได้"
       สาระวารีย้อนคิด
       "เจอกันที่ตราดใช่มั้ยคะ"
       "ใช่"
       ษมาจ้องตาสาระวารี เหมือนจะช่วยส่งพลังไปช่วยรำลึกความหลัง เธอเพ่งมองหน้าเขาอย่างพยายามเค้นความจำย้อนนึกให้ได้
       พิพัชหน้าตาเคร่งขรึมเดินเข้ามาหาษมา ขัดจังหวะพอดี
       "มีโทรศัพท์จากเกาะกงครับ"
       พิพัชมองหน้ากันอย่างมีเลศนัย รู้กัน ษมาพยักหน้ารับ ลุกขึ้นพร้อมถือถุงผ้ายึดเอาไว้
       "สงสัยผมมีงานด่วนต้องรีบไปจัดการแล้วล่ะ"
       สาระวารีลุกตาม
       "อ้าว แล้วเรื่องสัมภาษณ์ของฉันล่ะ"
       "วันนี้ผมไม่มีเวลาคุยกับคุณแล้วล่ะ เอาเป็นว่า วันนี้คุณพักผ่อนให้สบายก่อน ไม่ต้องห่วง ยังมีเวลาอีกมากที่คุณจะได้สัมภาษณ์ผมจนคุณพอใจ"
       "แต่ฉัน"
       ษมาไม่อยู่ฟังรีบเดินคุยไปกับพิพัช สีหน้าท่าทางซีเรียส สาระวารีหงุดหงิด เจ็บใจมาก
       "บ้าจริงๆ เหมือนติดเกาะนรกไม่มีผิด"
       เธอถอนใจแรงอย่างหัวเสีย
      
       สาระวารีเดินหงุดหงิดกลับข้าห้องนอนมา ทั้งโมโหและบ่นแหลก
       "ไอ้โน่นก็ห้ามไอ้นี่ก็ห้าม คิดว่าฉันเป็นนักโทษของคุณรึไง"
       สาระวารีเดินไปหยิบเป้มาโยนบนเตียงพร้อมพูดบ่นไป
       "ทำมายึดบุหรี่ฉัน คิดว่าฉันมีซองเดียวเหรอะ รู้จักสาระวารีน้อยไปซะแล้ว"
       ขณะสาระวารีจะเปิดเป้ ก็เหลือบตาไปเห็นประตูตรงหน้ามุข เปิดทิ้งค้างไว้อยู่ จนลมพัดม่านปลิวสะบัด
       "อ้าว ลืมปิดประตูเรอะเรา"
       สาระวารีเดินมาปิดประตู แล้วเดินกลับเข้าไป
       บริเวณนอกประตู มีขาใครคนหนึ่งยืนแอบอยู่หลังประตูตรงหน้ามุข
      
       เกาะยานกยามเช้า บริเวณห้องรับแขก ลำแพงกำลังเช็ดทำความสะอาดอยู่ สาระวารีเดินเข้ามาในห้องรับแขก พร้อมยิ้มทักทาย
       "สวัสดีค่ะคุณแม่บ้าน"
       ลำแพงสีหน้าบึ้งตึงไม่ยอมพูดด้วย เช็ดทำความสะอาดต่อ
       สาระวารีชักสีหน้าเซ็งๆ เลยหันไปหยิบของตกแต่งในห้องมาดู พอสาระวารีวางของลง ลำแพงก็รีบเข้าไปเช็ดทำความสะอาดทันที สาระวารีเหล่มองชักหมั่นไส้ เลยแกล้งหยิบขึ้นมาสองชิ้นแล้ววาง ลำแพง ก็ตามมาทำความสะอาดทั้งสองชิ้น
       สาระวารียิ้มเจ้าเล่ห์แกล้งเดินเอามือจับโน่น ปาดข้าวของต่างๆ ในห้องไปเรื่อยๆ ลำแพงมองตามแล้วขบกรามแน่นอย่างไม่พอใจ ได้แต่เก็บอาการ ค่อยๆ ตามเช็ดไล่ไปเรื่อยๆ
       ขณะนั้นเอง โศภีก็เดินเฉิดฉายเข้ามาในห้อง สาระวารีทักทายตามมารยาท
       "สวัสดีค่ะคุณโศภี"
       โศภียิ้มรับเล็กน้อยแต่ไม่พูดอะไร ก่อนจะหันไปพูดกับลำแพง
       "คุณษมาล่ะ"
       "คุยงานอยู่กับคุณพิพัชค่ะ"
       โศภียิ้มแย้ม
       "ขยันจริงๆ ทำงานแต่เช้าเลย นี่คุณษมายังไม่ได้ทานอาหารเช้าใช่มั้ย"
       "ค่ะ"
       "งั้นเธอไปจัดโต๊ะที่สวนให้ด้วยนะ วันนี้ฉันอยากทานที่นั่น"
       "คุณษมาไม่เคยทานอาหารเช้านอกห้องอาหารค่ะ" ลำแพงพูดสีหน้านิ่ง
       โศภีจ้องหน้า ยิ้มข่ม
       "ก็จะเคยวันนี้เป็นวันแรก เธอไปทำตามที่ฉันสั่งดีกว่าลำแพง เพราะถึงยังไง ษมาก็ต้องตามใจฉันอยู่ดี"
       โศภีเดินเชิดออกจากห้องไป สาระวารีมองตามแล้วแอบอมยิ้ม ลำแพงเห็นพอดี
       "คุณยิ้มอะไร"
       สาระวารีหุบยิ้มหันมองลำแพง
       "รู้มั้ยว่าเค้ามาที่นี่แต่เช้าเพราะใคร"
       "คงไม่ใช่เพราะฉันหรอกมั้งคะ"
       ลำแพงมองหน้าสาระวารี หน้านิ่ง ตาดุ
       "นอกจากคุณษมาจะยอมให้คุณสัมภาษณ์เป็นคนแรกแล้ว คุณยังเป็นผู้หญิงคนแรก ที่คุณษมาเชิญมาที่นี่ด้วย รู้อย่างงี้แล้ว ต่อไปคุณก็ควรระวังตัวให้มากขึ้น"
       ลำแพงเดินเลี่ยงไปอย่างเย็นชา
      
       สาระวารีชักลังเลกับคำเตือนของลำแพง แต่ก็ยังไม่คิดว่าจะโดนเล่นงานเพราะเรื่องแค่นี้


  


       เวลาผ่านมาอีก ษมา สาระวารีและโศภี กำลังทานอาหารเช้าแบบฝรั่งประมาณไส้กรอกแฮมไข่ดาวขนมปังกันในสวน โศภีเหล่มองสาระวารีอย่างไม่พอใจที่เข้ามาร่วมโต๊ะ
      
       "ตอนแรก นึกว่าราจะทานกันแค่สองคนซะอีกนะคะษมา"
       สาระวารีเหล่มอง แต่ทำไม่สนใจ ทานอาหารต่อไป
       "คุณสาระวารีเป็นแขกของผมนะครับ"
       โศภีหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจที่ษมาออกรับแทน สาระวารีสีหน้าเซ็ง รวบช้อนอิ่ม
       "จริงๆ ฉันทานที่ไหนก็ได้ค่ะ แล้วก็คงจะเจริญอาหารมากกว่านี้ ถ้าฉันได้เริ่มงานซะที" สาระวารีทิ้งค้อนไปทางษมา
       โศภีแปลกใจ
       "นี่เธอยังไม่ได้สัมภาษณ์คุณษมาอีกเรอะ"
       สาระวารีมองษมาตาเขียว
       "ก็ถามคุณษมาของคุณเอาเองละกัน ว่าทำไมถึงโยกโย้ไม่ยอมให้ฉันสัมภาษณ์ซะที ... เล่นตัวอยู่ได้"
       ษมาตีหน้าตาย
       "ยังไงคุณก็ได้ทำงานแน่ แต่ตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาของอะไรที่ได้ไปง่ายๆ มันมักจะไม่มีค่า จริงมั้ยครับ"
       สาระวารีจ้องหน้าษมาตาเขม็ง
       "ขอตัวไปสั่งงานคนงานก่อนนะครับ"
       ษมาลุกเดินไปเลย สาระวารีถอนใจพรืดออกมา โศภีเหล่มอง
       "ฉันขอถามเธอตรงๆ เถอะ เธออยากจะทำงานให้เสร็จเร็วๆ เพื่อจะได้กลับบ้านรึเปล่า"
       "แหงสิคะ ฉันต้องรีบกลับไปเคลียร์งานอีกตั้งเยอะ ใครจะอยากมาติดเกาะ"
       โศภียิ้มเจ้าเล่ห์
       "ฉันช่วยเธอได้นะ"
       สาระวารียิ้มสนใจทันที
       "จริงเหรอคะ"
       โศภียิ้มบางๆ
       "ตอนนี้ษมายังไม่ว่าง เธอน่าจะไปถ่ายรูปที่เกาะพระฮามก่อน จะได้ไม่ต้องเสียเวลานั่งรอเปล่าประโยชน์ ถ้าสนใจ ฉันจะให้คนของฉันขับเรือไปส่ง"
       "สนใจค่ะ ท่าทางคุณษมาคงไม่ยอมพาฉันไปง่ายๆ หรอกค่ะ"
       "ช่วงเธอไปถ่ายรูปฉันจะช่วยพูดกับษมาให้ พอเธอกลับมาก็สัมภาษณ์ษมาต่อ เย็นนี้เธอก็กลับกรุงเทพพร้อมฉันเลยก็ได้"
       "ขอบคุณคุณโศภีมากค่ะ"
       "ไม่ต้องมาขอบคุณอะไรฉันหรอก บอกตรงๆ ว่าฉันไม่แฮปปี้ที่จะต้องเห็นผู้หญิงสาวๆ มาอยู่บนเกาะนี้นานๆ อิ่มแล้วก็ตามฉันมา"
       โศภีลุกเดินนำไป สาระวารีดีใจรีบดื่มน้ำแล้วจะตามโศภีไป โศภีหันกลับมามองสาระวารี ด้วยสีหน้าแววตาร้ายๆ
      
       สาระวารีกำลังจะลงเรือ โดยมีโศภีตามมาส่ง
       "คนของฉันจะพาเธอไปส่งที่พระฮาม เดี๋ยวฉันจะคุยกับษมาให้"
       สาระวารียิ้มแย้ม
       "เสร็จงานเมื่อไหร่ฉันจะรีบกลับทันทีเลย คุณจะได้สบายใจ"
       "ขอให้รักษาสัญญา"
       สาระวารียิ้มให้ก่อนจะสะพายกล้องและอุปกรณ์ลงเรือ ลูกน้องของโศภีขับเรือออกไป โศภีมองตาม อมยิ้มบางๆ แล้วเดินกลับเข้าไปอย่างอารมณ์ดี
       กูซอเดินยกของออกมาจากเรืออีกลำเพื่อจะเอาของไปเก็บเพราะพายุกำลังจะมา เขาเหลือบไปเห็นสาระวารีนั่งเรือออกไป
       "พายุจะมาอยู่แล้ว จะออกไปไหนอีกล่ะ"
       กูเซอสีหน้าสงสัยปนห่วง
      
       ษมากำลังอ่านเอกสารรายการสินค้าที่สั่งอยู่ โดยมีพิพัชยืนคุยอยู่ใกล้ๆ
       "โชคดีนะครับที่ของมาส่งทันเวลา ถ้าพายุเข้าก่อนล่ะก็คงเสียเวลาอีกหลายวัน" พิพัชยิ้มแย้มบอก
       "นี่ถ้าคาสิโนเสร็จก่อนกำหนดซักสองสามเดือนได้ยิ่งดี"
       ขณะนั้นเอง กูซอก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาษมา
       "คุณษมาครับ"
       "มีอะไร"
       "คุณวารีลงเรือไปกับคนของคุณโศภีครับ แต่ไม่ทราบว่าไปที่ไหนครับ"
       ษมาตกใจมาก
       "พายุกำลังจะมา จะไปไหนของเค้า"
       "ผมเดาว่าไปเกาะพระฮามแน่ๆ" พิพัชบอก
       "จะใจร้อนไปถึงไหน"
       ษมาร้อนใจรีบเดินลิ่วไปทันที เพื่อจะไปตามสาระวารี พิพัช และกูซอรีบตามไปติดๆ
       พิพัชโทรมือถือตามจันเลา
       "แกอยู่ไหน รีบไปที่ท่าเรือด่วนเลย"
      
       พิพัชเดินเร็วตามษมาไป
      

       ลูกน้องโศภีกำลังขับเรือให้สาระวารีนั่ง ในขณะที่สาระวารีหยิบกล้องมาถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ไปเรื่อย
      
       "อีกนานมั้ยจ๊ะ กว่าเราจะถึงเกาะพระฮาม"
       "ไม่รู้ครับ ผมเพิ่งมาทำงานกับคุณผู้หญิงได้ 2 อาทิตย์ ไม่เคยไปเหมือนกันครับ"
       "อ้าว แล้วอย่างงี้จะพาฉันไปถูกเหรอ"
       "ถูกครับ ตรงไปทางนี้เรื่อยๆไม่หลงหรอกครับ ผมถามทางมาแล้ว"
       สาระวารีชักสีหน้าเซ็งๆ
      
       ษมาเดินลิ่วมาที่เรือซึ่งลูกน้องษมากำลังจัดเตรียมไว้เพื่อออกไปตามหาสาระวารี โดยมีพิพัช จันเลา และกูซอ ตามหลังมา โศภีเดินเร็วเข้ามาหาษมาด้วยท่าทางร้อนใจ มีลูกน้องเดินตามมาคอยรับใช้ด้วย
       โศภีปั้นสีหน้าร้อนใจ
       "ษมาคะ คุณจะไปไหนคะ"
       ษมาโมโหมาก
       "พายุกำลังจะมาอยู่แล้ว คุณให้คนเรือคุณพาวารีออกทะเลไปทำไม"
       โศภีทำหน้าเสีย
       "โศจะไปรู้ได้ยังไงคะ ว่าพายุจะมาตอนไหน แม่นักข่าวนั่นเค้ามาขอร้องโศ บอกว่ายังไม่ได้ข่าวอะไรเลย โศก็เห็นว่าคาสิโนที่พระฮามยังสร้างไม่เสร็จ ไม่มีความลับอะไร ก็เลยให้คนไปส่งเค้าก็เท่านั้นเอง"
       ษมายิ้มแบบรู้ทัน
       "คุณน่ะเหรอะไม่รู้ว่าพายุจะมา หรือว่าลืมไปแล้วว่า ก่อนที่คุณจะมาเป็นภรรยาเจ้าสัว บ้านคุณทำอาชีพอะไรมาก่อน"
       โศภีหน้าจ๋อยไป
       "คนเกิดมากับทะเล โตมากับทะเลอย่างคุณ รู้ดีกว่าผมด้วยซ้ำ"
       โศภีเงียบกริบ ปั้นหน้าไม่ถูก
       "คุณษมาครับ เรือพร้อมแล้วครับ" จันเลาบอก
       ษมาจ้องหน้าโศภีเขม็ง ก่อนจะรีบไปขึ้นเรือ ออกตามหาสาระวารี โศภีมองตามเรือของษมาไปด้วยสีหน้าเป็นห่วง
       "ษมา ระวังตัวด้วยนะคะ"
       อึดใจฝนก็เริ่มลงเม็ด ลูกน้องโศภีรีบเอาร่มมากางให้โศภี
       "ช้าไปแล้วมั้งษมา" โศภีพูดพึมพำแล้วอมยิ้มอย่างพอใจ
      
       ฝนตกหนัก ลมพัดแรงจนเรือไปต่อไม่ได้ เรือโคลงเคลงด้วยคลื่นลมแรง สาระวารีพยายามปกป้องกล้องกับอุปกรณ์ แต่ตัวเองก็เปียกไปทั้งตัว
       "ถ้าไปไม่ไหวก็กลับกันก่อนดีกว่า" สาระวารีบอก
       "กลับก็ไม่ไหวหรอกครับคุณ ต้องหาที่หลบลมก่อน"
       สาระวารีเครียดหนัก
       "จะไปหลบที่ไหนล่ะ มีแต่ทะเล"
       "ผมก็ไม่รู้ครับ ผมก็ไม่เคยออกเรือเจอพายุเหมือนกัน"
       ลูกน้องโศภีบังคับเรือไปด้วยสีหน้าหวาดกลัว สาระวารีอึ้งไป ชักกลัวขึ้นมาเหมือนกัน คนเรือช่วยอะไรไม่ได้แน่ เธอเอาอุปกรณ์หากินไปซุกมุมเรือเพราะกลัวเปียก
      
       เรือของษมากำลังแล่นฝ่าสายฝนที่ตกหนัก ท่ามกลางคลื่นลมรุนแรง พิพัช และจันเลาช่วยกันส่องไฟหาเรือของสาระวารี
       "ผมว่ากลับเข้าเกาะกันก่อนเถอะครับ ฝ่าไปไม่ไหวแล้วล่ะครับ"
       ษมาหน้าเครียด สั่งเด็ดขาด
       "ฉันไม่มีวันยอมให้วารีเป็นอันตรายเพราะฉันเป็นต้นเหตุเด็ดขาด ถ้าตามหาไม่เจอ เราจะไม่กลับ"
       จันเลาและพิพัชสบตากันอย่างไม่เห็นด้วย แต่ไม่กล้าขัดคำสั่งเจ้านาย
       ษมาเนื้อตัวเปียกโชกไปหมด แต่สายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเอาจริงที่จะก็ต้องช่วยสาระวารีให้ได้
      
       พายุพัดหนักกว่าเดิม จนเรือโคลง สาระวารี และลูกน้องโศภี ต้องคอยจับเรือไว้แน่นเพื่อไม่ให้ถูกพัดตกทะเล
       "จับไว้แน่นๆนะคุณ ตกทะเลไปตอนนี้ไม่รอดแน่"
       สาระวารีจับเรือแน่น แต่เรือก็โคลงหนักขึ้นทุกที
       ขณะนั้นเอง กล้องและอุปกรณ์ของสาระวารี ก็ถูกลมพัดกระหน่ำจนออกจากมุมที่ซุกเอาไว้
       เธอตกใจมากกลัวปลิวตกทะเลไป รีบเอื้อมมือไปคว้าอุปกรณ์ไว้
       จังหวะนั้นเอง เรือก็โคลงจนสาระวารีเสียหลัก พลิกตกทะเลลงไป
       "คุณ"
       สาระวารีปลิวไปกับกระแสคลื่นลม พยายามว่ายโต้พยุงตัวหายใจเอาชีวิตรอดอย่างยากลำบาก
      
       ร่างของสาระวารีจมลงใต้น้ำทะเลหลังโต้คลื่นโต้ลมจนหมดแรง เธอพยายามตะเกียกตะกายขึ้นเหนือผิวน้ำ ยามที่เธอโผล่ขึ้นเหนือผิวน้ำได้ ทั้งลมทั้งฝนก็กระหน่ำอย่างรุนแรง จนเธอหมดแรงถูกกลืนจมสู่ใต้น้ำอีก
       สาระวารีสำลักน้ำจนจะหายใจแทบไม่ทัน เธอหมดแรงจะทะลึ่งตัวให้พ้นน้ำขึ้นมาได้อีก
       ทันใดนั้นเอง ษมาดำน้ำเข้ามาช่วยสาระวารี พาร่างเธอขึ้นสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว เรือของษมารีบเข้ามาช่วยทันที พิพัชส่องไฟไปทางษมา
       "รีบช่วยคุณษมาขึ้นมาเร็ว"
       จันเลาโยนห่วงยางผูกเชือกไปให้ษมาเกาะ ก่อนจะช่วยกันลากษมาและสาระวารีมาที่เรือ แล้วรีบช่วยทั้งสองคนขึ้นมาอย่างทุลักทุเล
      
       เมื่อเรือกลับเข้าฝั่ง ษมาอุ้มสาระวารีที่ตัวเปียกปอนด้วยกันทั้งคู่ เข้าโถงบ้านมา โดยมีพิพัช และจันเลาตามหลังมาติดๆ
       สาระวารีอึดอัด
       "ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว ปล่อยฉันลงเถอะ"
       "อย่าอวดเก่งไปหน่อยเลยน่ะ"
       โศภี ลำแพง แลง และคนรับใช้คนอื่นรีบเข้ามารับหน้าทันที โศภีปั้นสีหน้าทำงง ไม่รู้เรื่อง
       "เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย"
       ษมาหน้าเครียด เสียงแข็งใส่
       "เดี๋ยวผมขอคุยด้วยหน่อยนะโศ"
       สาระวารีสีหน้าเจ็บใจ จับตามองโศภี โศภีปั้นหน้าไม่รู้เรื่อง ษมาหันไปสั่งลำแพง
       "ลำแพง ช่วยไปเตรียมเสื้อผ้าให้คุณวารีที"
       "ค่ะ" ลำแพงรับคำแล้วหันไปสั่งแลง
       "แลง ไปช่วยคุณษมาสิ"
       "จ้ะพี่"
       แลงจะไปช่วยอุ้ม
       "ไม่ต้อง" ษมารีบอุ้มสาระวารีขึ้นชั้นบนไป
       ลำแพงหน้านิ่งๆ เก็บอาการไม่พอใจแล้วรีบตามษมาไปติดๆ โศภีมองตามด้วยความหมั่นไส้สุดๆ
       "เค้าไม่เป็นไรแล้ว ก็ยังอุ้มอยู่ได้ ไม่รู้จะห่วงอะไรนักหนา" โศภีพูดพลางค้อนใส่
       พิพัชเหล่ๆโศภี
       "คุณโศภีห่วงตัวเองก่อนเถอะครับ"
       โศภีหันขวับจ้องหน้าพิพัช
       "เตรียมตอบคำถามคุณษมาไว้ให้ดี"
       พิพัชพยักหน้าให้จันเลาแล้วพากันเดินออกไป
      
       โศภีหน้าเสียทันที เพราะงานนี้ถ้าแก้ตัวไม่รอดก็แย่แน่


  


       ผ่านเวลามาอีกซักครู่ โศภีกำลังตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จอยู่ที่เก้าอี้ระเบียงหน้าบ้าน ษมาสีหน้านิ่งนั่งฟัง โดยมีพิพัช และจันเลายืนประกบอยู่ใกล้ๆ โศภีปั้นหน้าอึดอัดใจ
      
       "โศไม่รู้เรื่องจริงๆนะคะ คนของโศก็ไปด้วย ถ้าโศรู้ว่าจะเกิดพายุ จะส่งคนของโศไปเสี่ยงอันตรายทำไม"
       ษมาถอนใจบอก
       "โศ ผมไม่ใช่เด็กหนุ่มอ่อนประสบการณ์ ที่หลงรักใครจนตาบอดอีกแล้วนะครับ"
       โศภีชะงักไปเล็กน้อย แต่ปั้นหน้าเชิด ไม่สู้ตา
       "พูดตรงๆเลยนะ ความปลอดภัยของสาระวารี คือความรับผิดชอบของผม ... ผมจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเค้าได้เป็นอันขาด" ษมาสีหน้าเครียด เน้นเสียงพูดจริงจัง
       "น่าตื้นตันใจจังเลยนะคะ ที่คุณเป็นห่วงเธอขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งเจอกันไม่กี่วันแท้ๆ" โศภีพูดประชด
       "คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะ ผมรู้จักสาระวารีมานานแล้ว ถึงจะไม่นานเท่าคุณก็เถอะ"
       โศภีมีสีหน้าสงสัย พิพัชและจันเลาก็สบตากัน ทุกคนต่างมีความสงสัยเหมือนกัน
       "เคยไปรู้จักกันตอนไหนไม่ทราบคะ"
       "ผมไม่จำเป็นต้องเล่า รู้แค่ผมกับวารีคือเพื่อนเก่ากันมาก็พอ"
       ษมาลุกเดินหนีไป โศภีแขวะแล้วเหยียดปากหมั่นไส้
       "เพื่อนรุ่นลูกน่ะสิ"
       พิพัชและจันเลาต่างมีสีหน้าติดใจสงสัยเช่นกัน
      
       สาระวารีนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงด้วยความอ่อนเพลีย ลำแพงกำลังเตรียมของว่างใส่ถาดไว้ให้ที่หัวเตียงเผื่อตื่นมาจะหิว สาวใช้เข้ามาเก็บเสื้อผ้าไปซัก แล้วแอบชำเลืองมองสาระวารีที่นอนหลับอยู่บนเตียง
       "ขนาดนอนหลับ ยังสวยเลยนะคะคุณแม่บ้าน"
       ลำแพงตวัดหางตามองสาวใช้
       "สวยยังงี้เอง คุณษมาถึงได้ยอมให้มาพักที่เกาะ"
       "ไม่มีงานทำแล้วใช่มั้ย" ลำแพงพูดเสียงดุ
       สาวใช้จ๋อยๆ หอบเสื้อผ้าเดินออกไปจากห้อง ลำแพงเหล่มองสาระวารี ด้วยสายตาเย็นชา ดูไม่ออกว่าภายในใจคิดอะไรกันแน่
      
       เวลาเย็น ที่กองบ.ก.สยามสาร มีคณากำลังคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คุยโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงาน โดยมีไชยวัฒน์อยู่ใกล้ๆ ในขณะที่นักข่าวคนอื่นกำลังทำงานอยู่
       "ฝากด้วยนะวัฒนา ถ้าได้เรื่องยังไงรีบโทรมาเลยนะ เข้ามือถือพี่ก็ได้ ดึกแค่ไหนก็โทรได้ ไม่ต้องเกรงใจ... จ้ะ...ฝากด้วยนะ...จ้ะ" มีคณากดตัดสายด้วยสีหน้าเป็นห่วง
       หลังมีคณาวางสาย หันไปพูดกับไชยวัฒน์ด้วยสีหน้าเครียด ไม่สบายใจเพราะห่วงเพื่อน
       "วัฒนาก็ติดต่อวารีไม่ได้เหมือนกันค่ะ เห็นว่ามีพายุเข้า วันนี้ทั้งวันยังไม่มีใครได้คุยกับวารีเลย"
       ไชยวัฒน์ร้อนใจ
       "ผมก็บอกแล้วว่า อย่าไปๆ ไม่ฟังกันบ้างเลย"
       แม้ว่า มีคณาจะเป็นห่วง แต่ยังพยายามมองโลกในแง่ดี
       "แต่ทุกคนก็รู้ว่าวารีอยู่กับเค้าที่เกาะ เค้าคงไม่กล้าทำอะไรวารีหรอกมั้งคะ"
       "ประมาทได้เหรอะ นั่นมันเกาะกลางทะเลนะมี่ เกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่มีใครรู้ แล้วนายษมานั่นก็เป็นพวกเจ้าพ่อ เกิดวารีไปรู้ความลับอะไรเค้าเข้าล่ะก็..."
       ไชยวัฒน์ถอนหายใจอย่างเครียด
       "แค่บอกว่าเรือเจอพายุคว่ำ เราจะไปเอาผิดอะไรเค้าได้ อยากไปขอสัมภาษณ์เค้าเอง"
       มีคณาถึงกับหน้าเสียในทันที
       "บอกอพูดยังงี้ มี่ยิ่งใจคอไม่ดีใหญ่เลย"
       มีคณาขยับแว่นตาเครียดหนักกว่าเดิม ก่อนจะพยายามโทรศัพท์ติดต่อสาระวารี
      
       เวลาหัวค่ำ มีคณานัดทานข้าวกับสาระสะมาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง สาระสะมาใส่เครื่องแบบแอร์โฮสเตส เตรียมไปบิน หลังฟังเรื่องราวจากมีคณาก็ยิ้มให้กำลังใจเพื่อนน้องสาว
       "แต่พี่ไม่คิดเหมือนมี่กับบ.ก.หรอกนะ พี่ว่าไม่น่ามีอะไรหรอก อีกไม่กี่วัน วารีก็กลับมาพร้อมของฝากแล้วล่ะ"
       มีคณายังกังวลอยู่ดี
       "แต่คุณษมาเป็นเจ้าพ่อนะคะ แล้ววารีเราก็บ้าบิ่นซะขนาดนั้น"
       สาระสะมายิ้มบางๆ
       "วารีอาจจะเป็นคนห่าม เหวี่ยงวีนยังไง แต่เค้าก็รู้จักเอาตัวรอดเป็น ควบคุมตัวเองอยู่ ถ้าเค้ากล้าที่จะไปถึงเกาะกลางทะเลได้ ก็แสดงว่าเค้าต้องมั่นใจว่าจะเอาตัวรอดได้"
       "ดูพี่สะมาจะมั่นใจในตัวน้องสาวซะเหลือเกินนะคะ"
       สาระสะมาหน้าขรึมลง ระบายยิ้มบางๆ บนริมฝีปาก
       "วารีเค้าเอาชนะได้ทุกปัญหาล่ะ พี่เห็นจะแพ้ก็มีอยู่อย่างเดียว"
       "อะไรเหรอคะ" มีคณาถามอย่างสงสัย
       "อดีตในใจของตัวเค้าเองนั่นแหละ"
       มีคณานิ่งไปอย่างคิดตาม
      
       สาระสะมาได้แต่ถอนใจออกมา อดนึกถึงอดีตที่ผ่านมาไม่ได้


  


       ในอดีตเมื่อ 17 ปีก่อน เวลาตอนกลางคืน ในคืนพระจันทร์เต็มดวง สุกสกาวบนท้องฟ้า
      
       อ่อนนุชในสภาพป่วยหนัก ใบหน้าซีดเซียว กึ่งนั่งกึ่งนอนร้องเพลงกล่อมลูกฝาแฝดในวัย 10 ขวบบนเตียง แม่ของเด็กสาวสองคนร้องไปก็ไอโขลกๆ แทรกตลอดเวลา
       "จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง...ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า... ขอช้างขอม้า"
       สาระวารีพูดสวนขึ้น
       "แล้วขอพระจันทร์ให้แม่หายป่วย แล้วให้พ่อเลิกเล่นพนันได้มั้ยจ๊ะ"
       อ่อนนุชก้มมองหน้าสาระวารี สงสารลูกจับใจ
       "วารี..."
       "แม่ไม่ต้องกล่อมพวกเราแล้วล่ะ เราสองคนโตแล้ว แม่ยิ่งร้องก็ยิ่งไอ แม่นอนพักดีกว่านะจ๊ะ"
       อ่อนนุชพยักหน้าก่อนค่อยๆ เลื่อนตัวลงนอน สาระสะมาเอาผ้าห่มคลุมให้แม่
       "แต่หายป่วยแล้วแม่ต้องกล่อมต่อนะ ไม่งั้นหนูนอนไม่หลับ" สาระวารีพูดสีหน้าอ้อน
       อ่อนนุช ยิ้มพร้อมพยักหน้ารับและลูบผมแฝดน้องอย่างเอ็นดู เธอหันไปหอมแก้มแม่ซ้ายที ขวาที สาระสะมามองหน้าแม่สีหน้าขรึมๆ ลงก่อนจะบอกน้องสาว
       "วารี ออกไปปิดหน้าต่างเป็นเพื่อนหน่อยสิ"
       "ปิดแล้วไม่ใช่เหรอ"
       "ยังเลย"
       สาระสะมาขยิบตาให้ น้องสาวรับมุกทันที
       "จริงด้วย...เดี๋ยวมานะจ๊ะแม่"
       สองแฝดจูงมือกันออกไปจากห้องนอน
      
       สาระสะมาจูงมือน้องสาวมาคุยกันที่มุมหนึ่งของโถงบ้าน
       "วารี ข้าวหมดแล้ว ยาของแม่ก็หมด วันนี้แม่ไอออกมาเป็นเลือดอีกแล้วด้วย เรากลัวจังเลย" สาระสะมาบอก
       สาระวารีสงสารแม่สุดๆ
       "เดี๋ยวเราจะไปขอเงินป้าน้อม ไปซื้อยากับข้าวให้แม่เอง"
       "เราไปแล้วแต่ป้าน้อมไม่อยู่ แม่ก็ไม่อยากให้เราไปรบกวนป้าน้อม บ่อยๆด้วย แม่เกรงใจ"
       สาระวารีเม้มปากแน่น ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
       "งั้นเราจะไปขอตังค์พ่อเอง"
       "แล้วนายไม่กลัวถูพ่อตีเหรอ"
       "ถ้าพ่อตี แล้วได้ตังค์มาซื้อยาซื้อข้าวให้แม่ เรายอมเจ็บแต่นายต้องดูแลแม่ให้ดีนะ เราจะรีบมา"
       สาระสะมาพยักหน้ารับ
       "เราจะรอนายนะ"
       สาระวารีรีบออกจากบ้านไปทันที
      
       หัวค่ำต่อเนื่อง สาระวารีสีหน้าซึมเศร้าในชุดนอน ยืนเกาะหน้าต่างห้องนอนมองดูพระจันทร์ดวงโตอยู่
       เธอคิดถึงเรื่องในอดีตเหมือนกัน เป็นจิตของคู่แฝดที่มักจะสื่อถึงกัน
       สาระวารีละสายตาจากดวงจันทร์ ทอดสายตาตรงออกไปอย่างย้อนคิด
      
       เมื่อครั้งอดีต กลางบ่อนเล็กๆ ที่บรรยากาศดูมืดทึบ สกปรก แต่ก็มีคนเล่นอยู่ไม่น้อย โดยแบ่งเป็นวง 3-4 วง มีวงไฮโล โปถั่ว ไพ่ฯลฯ สารกำลังลุ้นสูงต่ำอยู่ที่วงไฮโลอย่างหน้าดำคร่ำเครียด ลูกเต๋าออกมาเป็นแต้มสูง สารเฮลั่นด้วยความดีใจ เจ้ามือจ่ายเงินมาให้สาร สารรับเงินมาด้วยความดีอกดีใจ
       ขณะนั้นเอง สาระวารีในวัย 10 ขวบก็เอามือข้างหนึ่งมาดึงแขนเสื้อของสารไว้ สาร หงุดหงิดทันที
       "เฮ้ย นังวารี มาทำไมวะ"
       "ข้าวหมดแล้ว ยาแม่ก็หมด วารีมาขอเงินไปซื้อข้าวกับยาให้แม่จ้ะพ่อ"
       "อีนังนี่ มาขออะไรตอนนี้วะ พูดขอๆ เดี๋ยวข้าก็เล่นเสียจนได้หรอก"สารน้ำเสียงโมโห
       สาระวารีอ้อนวอนพ่อต่อ
       "แต่แม่ไม่มียากินแล้วนะพ่อ ขอวารีก่อนไม่ได้เหรอ"
       " วะ บอกแล้วว่าอย่ามาขอตอนนี้ เดี๋ยวดวงข้าก็หายหดหมดตูดกันพอดี ไป ไปให้พ้นหน้าข้า เดี๋ยวนี้เลย" สารผลักลูกสาวออกไป
       สาระวารีเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจ รีบคว้าเงินของพ่อที่วางอยู่บนโต๊ะแล้ววิ่งหนีทันที
       สารตกใจคาดไม่ถึง
       "นังวารี"
       แต่สาระวารีวิ่งหนีไปได้หน่อยเดียว สารก็คว้าแขนไว้ได้ทัน
       "เดี๋ยวนี้หัดขโมยเหรอมึง"
       สารตีสาระวารีไม่ยั้ง เธอกัดฟันแน่นไม่ส่งเสียงร้องออกมาซักแอะ มีแต่น้ำตาที่ไหลออกมา
       สารตีลูกจนหนำใจก็เอาเงินคืน แล้วผลักสาระวารีจนล้มลง
       "กลับบ้านไปให้พ้นๆเลย ถ้ามึงไม่อยากถูกตีตาย"
       เจ้ามือถาม
       "อ้าว... สารว่าไง จะเล่นหรือไม่เล่น"
       "เล่นสิวะ"
       สารกลับไปเล่นต่อโดยไม่สนใจลูก สาระวารีนั่งปาดน้ำตา ขณะนั้นเอง ก็มีมือข้างหนึ่งยื่นมาต่อหน้าเธอ สาระวารีเงยหน้ามองวัยรุ่นคนหนึ่ง อายุประมาณ 20 ปีที่ปรากฏตัว
       "ยื่นมือมาสิหนู"
       สาระวารีลุกขึ้นเอง ไม่ยอมจับเขา
       เขายิ้มๆ ก่อนจะควักเงินสองร้อยยื่นให้สาระวารี
       "อ้ะ ฉันให้"
       "ฉันไม่ใช่ขอทานนะ"
       "หนูไม่ได้ขอ แต่ฉันเต็มใจให้เอง รับไปเถอะ"
       สาระวารีระแวง ไม่ยอมรับเงินมา
       ชายคนนั้นยิ้มบางๆ ยัดเงินใส่มือสาระวารี
       "อย่าดื้อเลยหนู แม่ไม่สบายไม่ใช่เหรอ เอาเงินนี้ไปซื้อยาให้แม่ซะนะ แล้วอย่ามาที่นี่อีก ที่นี่ไม่เหมาะสำหรับเด็กหรอก"
       สาระวารีมองดูเงินในมือ ก่อนจะเงยหน้ามองเขา
       "ขอบคุณ แต่แม่สอนไม่ให้ฉันรับของใครฟรีๆ บ้านคุณอยู่ไหนล่ะ ฉันจะไปทำงานบ้านให้"
       "ไม่จำเป็นหรอก ฉันก็กำลังจะไปแล้วล่ะ"
       นักเลงคุมบ่อนคนหนึ่ง ได้ยินที่เขาพูดเลยหันมาถาม
       "อะไรกันไอ้น้อง จะกลับแล้วเหรอะ ได้แล้วเลิกจะไม่ปอดแหกไปหน่อยเหรอ"
       เขายิ้มๆบอกว่า
       "มันก็ดีกว่าอยู่จนเสียไม่ใช่เหรอพี่"
       เขาเดินออกจากบ่อนไป นักเลงคนนั้นมองตาม แล้วหันไปพยักหน้าให้นักเลงอีกคน นักเลงคนนั้นรีบเดินตามษมาออกไปทันที
       สาระวารีมองตามพวกนักเลงด้วยสีหน้าตื่นตกใจ แม้จะเป็นเด็กแต่ก็รู้ทันที ว่าเขาจะโดนทำร้ายแน่ๆ
      
       เธอรีบวิ่งออกจากบ่อนไปทันที


  


       สาระวารีหลุดออกจากความคิด สีหน้าอึ้งๆ ชักจะจำเหตุการณ์วันนั้นได้ชัดเจนขึ้น เธอพึมพำ
      
       "ผู้ชายคนนั้น"
       เธอย้อนนึกเรื่องราวในวันนั้นต่อทันที
       ในอดีต เวลาต่อเนื่องมา สาระวารีเคาะประตูบ้านพักสมบูรณ์เสียงดัง และตะโกนลั่นด้วยความร้อนใจ
       "ลุงบูรณ์ เปิดหน่อย"
       ยังไม่มีเสียงตอบ
       "จ่าบูรณ์โว้ย คนจะตายอยู่แล้ว เปิดซะทีเถอะ"
       เสียงสมบูรณ์ตะโกนตอบมาจากข้างใน
       "อะไรวะ คนจะหลับจะนอน"
       สมบูรณ์เปิดประตูบ้านออกมา ในชุดตำรวจครึ่งท่อน พกปืนอยู่ที่เข็มขัด
       "มีอะไร"
       สาระวารีฉุดแขนสมบูรณ์ให้ไปกับเธอทันที
       "อย่าเพิ่งถามเลยน่า รีบไปเหอะเดี๋ยวไม่ทัน"
       "อะไรของเอ็งวะ"
       สาระวารีไม่ฟังเสียง ลากสมบูรณ์ไปจนได้
      
       ผู้ชายวัยรุ่นที่ช่วยเหลือสาระวารีวิ่งหนีนักเลงหลายคนเข้ามาตามซอย กลุ่มนักเลงเข้าล้อมเขาแล้วรุมทำร้าย เขาต่อสู้อย่างดุเดือดแบบหมาจนตรอก เล่นงานพวกนักเลงจนกระเด็นไปคนละทิศละทาง
       พวกนักเลงเลยชักมีดออกมาหมายจะแทงใส่เขา แต่เขาฉากหลบแล้วสวนกลับ นักเลงอีกคนฟันมีดใส่ข้อมือจนเขาได้รับบาดเจ็บ พวกนักเลงเห็นได้ที ก็เข้ารุมยำไม่ยั้ง เขาสู้เต็มที่ แต่มีแค่คนเดียว ต้านได้ไม่นานก็ถูกรุมเตะต่อยจนเลือดกลบปาก ลุกไม่ขึ้น นอนหมดสภาพอยู่บนพื้น
       ทันใดนั้นเอง เสียงปืนก็ดังขึ้น พวกนักเลงตกใจหันไปมองตาม เห็นจ่าสมบูรณ์ยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ นักเลงคนที่ 1ตกใจมาก
       "บรรลัยแล้ว จ่าบูรณ์"
       พวกนักเลงกลัวจ่าสมบูรณ์ยิ่งกว่าหนูกลัวแมว รีบแยกย้ายกันหนีทันที สมบูรณ์ตะโกนลั่น
       "อย่าหนีนะโว้ย"
       จ่าสมบูรณ์รีบวิ่งไล่กวดตามหลังพวกนักเลงไปทันที
       สาระวารีที่ตามหลังจ่าสมบูรณ์รีบวิ่งเข้ามาหาเขาที่นอนบาดเจ็บอยู่ที่พื้น
       "เป็นยังไงบ้างคุณ"
       เขามองหน้าสาระวารี พอเดาได้ว่า เธอเป็นคนช่วยเขาไว้
       "ขอบใจมากนะหนู"
       สาระวารียิ้มแย้ม
       "เราไม่เป็นหนี้กันแล้วนะ"
       "หนูชื่ออะไร"
       "สาระวารี เรียกวารีเฉยๆก็ได้ค่ะ"
       เขายิ้มขอบใจให้วารี
       สาระวารีมองหน้าเขา... ภาพที่ดูเบลอๆ ฟุ้งมาตลอด เริ่มชัดเจนขึ้นตามความทรงจำของสาระวารีที่จำได้ขึ้นมา
      
       สาระวารีทิ้งตัวลงนั่งที่เตียง สีหน้าอึ้งๆ เมื่อจำเขาได้
       "คุณน่ะเอง" สาระวารีพึมพำ
      
       ตอนสายวันรุ่งขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศเกาะยานกยามสาย ษมากำลังทำงาน และอ่านเอกสารรายงานต่างๆ ในห้องทำงาน เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       "เชิญ"
       สาระวารีเปิดประตูห้องเข้ามา ษมายิ้มให้
       "เธอน่ะเอง หายดีแล้วใช่มั้ย"
       สาระวารีจ้องษมาตาเขม็ง ษมาพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
       "โทษทีนะ วันนี้งานผมยุ่ง เลยไปทานข้าวเป็นเพื่อนไม่ได้"
       สาระวารีเดินตรงเข้ามองหน้าษมานิ่ง ไม่พูดอะไรซักคำ จนเขาแปลกใจ
       "มีอะไรรึเปล่า"
       "เพราะฉันช่วยชีวิตคุณ คุณก็เลยตอบแทนฉัน ด้วยการให้ฉันสัมภาษณ์ใช่มั้ย"
       ษมายิ้มดีใจ
       "ในที่สุดคุณก็จำผมได้ซะที"
       "คุณยังไม่ตอบคำถามฉันเลย"
       " มันก็ใช่ แต่ก็ไม่ทั้งหมด ยังไงซะคาสิโนของผมก็ต้องการเป็นข่าว เพื่อประชาสัมพันธ์อยู่แล้ว คุณแค่เข้ามาในจังหวะที่เหมาะก็เท่านั้นเอง"
       สาระวารีสีหน้าเครียดๆ รู้สึกกระอักกระอ่วน
       "เหมือนฉันใช้เส้นยังไงไม่รู้ ไม่น่าภูมิใจเลย"
       ษมาขำๆ
       "อย่าคิดมากสิ ถึงผมจะเป็นหนี้บุญคุณคุณ ผมก็ตอบแทนคุณด้วยวิธีอื่นได้ แต่ที่ผมยอมให้สัมภาษณ์ก็เพราะคุณกับสยามสาร มีภาพพจน์ที่ดีด้วย"
       สาระวารียิ้มๆ
       "ค่อยรู้สึกดีขึ้นหน่อยนึง"
       สาระวารีสีหน้าสงสัยอยากรู้
       "แล้วหลังจากวันนั้น คุณไปทำอีท่าไหนเข้า ถึงได้มาเป็นเจ้าพ่อเกาะยานกได้"
       "ถ้าคุยในฐานะเพื่อน ผมจะเล่าให้ฟัง แต่ถ้านี่เป็นการสัมภาษณ์ ผมขอผ่าน"
       สาระวารีหมั่นไส้
       "ฉันรู้หรอกน่ะ ไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า" หญิงสาวทิ้งค้อนให้วงใหญ่
      
       ษมาจับตามองสาระวารีที่ทิ้งค้อน แล้วก็หัวเราะขำๆ ออกมาอย่างเอ็นดู
ตอนที่ 3
      
       เกลียวคลื่นกำลังม้วนตัวเข้าสู่ฝั่ง ก่อนที่ช่วงเท้าของสาระวารีและษมาจะเดินเหยียบฟองคลื่นที่ซัดเข้ามา ทั้งคู่เดินคุยกันมาเรื่อยๆ ตามชายหาด
      
       "หลังจากรอดตายวันนั้น ผมก็เอาเงินที่ได้จากบ่อนมารวมกับเงินเก็บที่มีอยู่ทั้งหมดไปทำธุรกิจ ทำหลายอย่าง ดีบ้าง เจ๊งบ้าง ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายรอบ กว่าจะมีวันนี้ แต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกนะ
       ว่าผมเคยลำบากมามากขนาดไหน"
       สาระวารียังคาใจ
       "ธุรกิจของคุณ รวมทั้งเรื่องขุดพลอยด้วยรึเปล่า"
       "โดนไอ้ดิตถ์มันเป่าหูมาล่ะสิ"
       "ก็แล้วจริงรึเปล่าล่ะ"
       "พูดไปก็เหมือนแก้ตัว ถ้ามีโอกาส คุณฟังความจากหลายๆด้านดีกว่า"
       "ก็ตอนนี้ฉันอยากฟังจากปากคุณ"
       ษมายิ้มๆ แล้วถอนใจ
       "เอาเป็นว่า ช่วงนั้นผมขยายงานเร็วเกินตัวไปหน่อย ก็เลยหมุนเงินไม่ทัน เดชเลยชวนผมไปขุดพลอย"
       สาระวารีถามสวนไป
       "คุณเดชน้องชายคุณดิตถ์"
       "ใช่ ผมโชคดีได้พลอยมาขายได้เป็นสิบๆล้าน ผมเลยรอดวิกฤติมาได้ แล้วก็ต่อยอดธุรกิจมาเรื่อยๆ จนมีอย่างทุกวันนี้"
       "ส่วนคุณเดชกลับถูกฆ่าตาย คุณดิตถ์เลยคิดว่าเป็นฝีมือคุณ ฆ่าเพื่อชิงพลอย คุณดิตถ์เลยผูกใจเจ็บคุณถึงวันนี้"
       ษมายักไหล่
       "ก็แล้วแต่คุณจะเชื่อใคร"
       สาระวารีถอนใจออกมา สีหน้าใช้ความคิด ษมาหยุดเดินหันมองหน้า
       "แล้วคุณล่ะ หลังจากวันนั้นเป็นยังไงมั่ง"
       สาระวารีสีหน้าซึมเศร้าลง
      
       คืนนั้น ในอดีต หลังเหตุการณ์ที่บ่อน สาระวารีถือซองใส่ยา และข้าวผัดสามห่อกลับเข้าบ้านมาในกลางดึกคืน เธอวิ่งเข้าบ้านมาพร้อมตะโกนบอกด้วยความดีใจ
       "สะมา เราได้ยากลับมาแล้ว"
       ทันใดนั้น สาระวารีก็ต้องยืนช็อก เมื่อเห็นสาระสะมานั่งกอดศพแม่ร้องไห้ด้วยความเสียใจสุดๆ
       "วารี แม่ไม่หายใจแล้ว"
       สาระวารีหมดเรี่ยวแรง ทั้งถุงยา ถุงข้าวผัดหล่นลงพื้น เธอโผเข้าไปกอดแม่ทันที
       "แม่"
       ขณะนั้นเอง สารก็เดินกลับเข้าบ้านมาด้วยความหงุดหงิด
       "นังวารี เอ็งอยู่ไหนวะ อีตัวซวย"
       สารถึงกับช็อกเมื่อเห็นภาพลูกสาวทั้งสอง กอดศพอ่อนนุชร้องไห้อยู่ สาระวารีกำลังเสียใจ โกรธแค้นอย่างหนัก เลยโผเข้าไปหาพ่อ เธอร้องไห้ฟูมฟาย เขย่าตัวสารที่ยืนช็อกอยู่อย่างสุดแรง และโกรธพ่อที่ติดการพนันจนแม่ตาย
       "หนูเกลียดพ่อ พ่อทำให้แม่ตาย พ่อฆ่าแม่ หนูเกลียดพ่อ"
      
       สาระวารีหันมองไปทางทะเล แอบยกมือขึ้นปาดน้ำตาอย่างไว้ฟอร์ม ษมาสีหน้าสงสารเห็นใจ อยากยกมือไปลูบหลังให้กำลังใจ แต่เธอหันกลับมาซะก่อน เขาเลยรีบปาดมือขึ้นทำเสยผมแทนซะงั้น
       ษมายิงคำถามต่อทันที
       "จ่าบูรณ์เคยเล่าว่าคุณกับพี่สาวย้ายไปอยู่กับคุณยายที่กรุงเทพใช่มั้ย"
       สาระวารีพยักหน้ารับ
       "คุณยายสงสารฉันกับสะมา เอ่อ พี่สาวฉันน่ะ ค่ะ"
       "ชื่อเหมือนผมเลยเหรอ"
       "ค่ะ แต่สะกดคนละอย่าง สเสือสระอะ มออามา"
       ษมาพยักหน้ารับทราบ
       "แล้วไงต่อ"
       "น้าสะใภ้เกลียดพวกเรา กลัวจะมาเป็นตัวหารสมบัติ พวกเราก็เลยถูกเลี้ยงมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ พอคุณยายเสีย เราก็ถูกไล่ออกจากบ้าน โชคดีที่คุณยายซื้อพันธบัตรทิ้งไว้ให้ เราถึงได้สบายขึ้น"
       "แล้วพ่อคุณล่ะ ไม่ติดต่อมาบ้างเหรอ"
       สาระวารีสีหน้าเศร้าลง
       "หลังจากเราสองคนมาอยู่กรุงเทพได้ไม่นาน พ่อก็ถูกฆ่าตายในบ่อน"
       ษมาสีหน้าเห็นใจ
       "เสียใจด้วยนะครับ"
       สาระวารีมองหน้าษมานิ่ง
       "เพราะเหตุนี้ไง ฉันถึงได้เกลียดการพนันเข้ากระดูกดำ"
       ษมาสีหน้าขรึมลง
       "ผมรู้ ผมถึงได้พยายามถ่วงเวลาให้คุณอยู่ที่นี่นานหน่อย อคติที่คุณมีกับคาสิโนของผม จะได้เบาบางลงมั่ง"
       "เห็นทีจะยากค่ะ"
       สาระวารีถอนใจออกมา ก่อนจะฉุกคิดขึ้น
       "เออ แต่มีอยู่เรื่องนึงที่ฉันไม่เข้าใจ คนอย่างคุณไม่น่าไปที่บ่อนแบบนั้นเลย นึกยังไงถึงได้ไปเล่นพนันที่นั่นคะ"
       "ผมประชดชีวิตน่ะครับ ตอนแรกตั้งใจจะเล่นให้หมดตัว แต่ยิ่งเล่นยิ่งได้จนเกือบถูกฆ่า คิดๆดูแล้ว ผมไม่น่าโง่เพราะผู้หญิงคนเดียวเลย"
       สาระวารีอยากรู้
       "ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครเหรอคะ"
       ษมาหยุดเดินหันมามองหน้าวารี
       "วันนี้คุณรู้เรื่องผมมากเกินไปแล้วล่ะ"
      
       ษมาเดินฉีกกลับเข้าเกาะไป สาระวารีย่นจมูกตามใส่ แต่สีหน้ายังติดใจอยากรู้เรื่องต่อ


  


        
       โศภีกำลังโวยวายใส่ลำแพงลั่นห้องโถงบ้านษมา
        
       "นี่มันอะไรกัน วันนี้ทั้งวันฉันยังไม่ได้เจอหน้าษมาเลย เธอจงใจจะกีดกันฉันใช่มั้ย"
       ลำแพงหน้านิ่งตอบ
       "ดิฉันเป็นแค่แม่บ้าน จะไปกีดกันอะไรคุณได้คะ" ลำแพงอมยิ้มเล็กน้อย
       "อุตส่าห์ตามมาอยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ยังไม่ได้เจอหน้า" ลำแพงมองหน้าโศภี แล้วตีหน้าสงสัย ก่อนพูดต่อ
       "เป็นไปได้มั้ยคะว่าคุณษมาหลบหน้าคุณอยู่"
       โศภีโกรธจัด มองลำแพงราวกับจะฆ่าทิ้งซะตรงนั้น แต่ก็เก็บอาการ โศภีจ้องลำแพงด้วยสายตาดูถูก "ตรรกะประหลาดๆ ไม่เห็นจะเข้าท่า สมองแม่บ้านก็คงคิดได้แค่นี้แหละ"
       ลำแพงขบฟันแน่นๆ แต่เก็บอาการอยู่ โศภีหน้าตาเอาเรื่องถาม
       "แล้วแม่นักข่าวนั่นล่ะ อยู่ไหน"
       "เห็นล่าสุด อยู่กับคุณษมานะคะ"
       "แล้วทำไมเธอไม่เข้าไปขวาง ทุกทีฉันเห็นผู้หญิงคนไหนเข้าใกล้ษมา เธอต้องเสนอหน้าเข้าไปแทรกกลางไม่ใช่เหรอ อย่านึกว่าฉันไม่รู้ทันเธอนะว่าหวังอะไรอยู่"
       ลำแพงถอนใจออกมาจะเดินเลี่ยงออกไป โศภีตามไปขวางหน้า โศภีสีหน้าดูถูก
       "เลิกฝันลมๆ แล้งๆ ได้แล้ว ษมาเค้าไม่โง่ลดตัวลงไปเกลือกกลั้วกับเธอหรอก"
       ลำแพงจ้องโศภี สายตาเย็นชา
       "ฉันเชื่อค่ะ ว่าคุณษมาไม่ใช่คนโง่ ไม่งั้นคงเผลอกินของเหลือจากผู้ชายอื่นไปซะนานแล้ว"
       โศภีโกรธจนตัวสั่น ชี้หน้า
       "แกไปให้พ้นๆเลยนะ"
       ลำแพงยิ้มบางๆ ก่อนเดินคอตั้งบ่ากลับออกไป โศภีมองตามด้วยสีหน้าแววตาเกลียดชัง ก่อนจะหันมองไปทางหน้าบ้านอย่างหงุดหงิด
       "นังนักข่าวบ้านั่น เมื่อไหร่มันจะกลับๆ ไปซะทีนะ"
       โศภีเดินไปกระแทกตัวลงนั่งด้วยความเซ็ง ก่อนจะฉุกคิดแผนการบางอย่างขึ้นมาได้
      
       หน้าบ้านพักษมาตอนหัวค่ำมีฝนตกฟ้าคะนอง ภายในห้องหนังสือ... สาระวารีกำลังค้นหนังสือของษมาที่ชั้นหนังสือ เพื่อมาอ่านแก้เซ็ง สาระวารีหยิบหนังสือออกมาดู
       "มีหนังสือดีๆเยอะเหมือนกันนะเนี่ย"
       เธอยิ้มพอใจเลือกหนังสือมาเล่มนึง สาระวารีหันหลังกลับจะออกจากห้อง แต่ทันใดนั้น ก็มีชายใส่หมวกไหมพรมคลุมหน้า ออกมาจากที่ซ่อนแล้วพุ่งเข้ามาชกท้องสาระวารีเข้าเต็มๆ เธอทั้งเจ็บ ทั้งจุกจนทรุดไปกับพื้นห้อง หนังสือหลุดมือตกพื้น
       ชายคนนั้นรีบเข้าไปแบกสาระวารีขึ้นบ่า เพื่อจะพาหนี
       สาระวารีถูกแบกมาทางประตูหลังบ้าน เมื่อเธอเริ่มหายเจ็บจุกก็ฮึดรวบรวมแรง พยายามดิ้น และทุบตีทำร้ายคนร้ายทุกวิธีที่จะทำได้ เพื่อจะเอาตัวรอด สาระวารีร้องลั่น เท่าที่จะเปล่งเสียงออกมาไหว
       "ช่วยด้วย"
       ชายคลุมหน้าตกใจรีบโยนสาระวารีลงแล้วตวัดมือตบหน้าฉาดใหญ่ จนเธอถลาไปตามแรง แต่ใจสู้ จะหนี ชายคลุมหน้าตรงเข้าตุ้ยท้องสาระวารีซ้ำอีก เธอสู้แรงควายของผู้ชายไม่ไหว ชายคลุมหน้าจะตรงเข้าไปซ้ำสาระวารีอีก แต่ลำแพงก็เดินผ่านมาพอดี เธอตกใจ ที่เห็นสาระวารีทรุดร่วงอยู่ที่พื้น เธอตะโกนลั่น
       "นั่นใครน่ะ ช่วยด้วยๆ คุณนักข่าวถูกทำร้าย ช่วยด้วย"
       ชายคลุมหน้าตกใจ รีบวิ่งออกประตูหลังหนีไปทันที ลำแพงรีบเข้ามาดูอาการ
       "เป็นไงบ้างคุณ"
      
       สาระวารีทั้งจุก ทั้งเจ็บ จนพูดอะไรไม่ออก ลำแพงรีบเข้าไปประคองด้วยความตกใจ


  


        
       พิพัช จันเลา และกูซอ ต่างถือไฟฉายบ้าง คบไฟบ้าง วิ่งแยกย้ายกันออกตามหาคนร้ายไปรอบที่พัก ชายหาด และสวนโดยรอบ
      
       ลำแพงกำลังทายารอยช้ำที่ข้างปากให้สาระวารีหลังจากที่ถูกคนร้ายตบหน้ามา เธอกึ่งนั่ง กึ่งนอนอยู่บนเตียง ภายในห้องนอนแขก สาระวารีเจ็บแผลร้อง "โอ๊ย"
       ลำแพงสีหน้าเย็นชา
       "ถ้าคุณเชื่อดิฉัน ไม่ออกไปเดินเพ่นพ่าน ก็ไม่ต้องเจ็บตัวอย่างงี้หรอก"
       "ฉันแค่เดินอยู่ในบ้านนะคะ"
       "ก็นั่นแหละค่ะ คนมุ่งร้ายคุณษมามีอยู่เยอะแยะไปหมด"
       "ยังงี้แสดงว่า เกลือเป็นหนอนเหรอคะ"
       "ปกติบ้านเราไม่เคยมีเรื่องแบบนี้มาก่อน จนกระทั่งมีคนแปลกหน้าเข้ามาค้างที่เกาะของเรา"
       สาระวารีคิดตาม
       "คุณหมายถึงคุณโศภีใช่มั้ยคะ"
       "คุณพูดของคุณเองนะ ฉันอาจจะหมายถึงคุณก็ได้"
       "ใครจะบ้าส่งคนมาทำร้ายตัวเองคะ"
       "ฉันจะไปรู้เรอะ"
       ลำแพงจะลุกขึ้น สาระวารีรีบพูด
       "ขอบคุณมากนะคะคุณลำแพง"
       ลำแพงชะงักเหลือบตามองเธอด้วยสีหน้านิ่งอย่างเคย
       "ถ้าคุณไม่ช่วยฉันเอาไว้ไม่รู้ฉันจะเป็นยังไงมั่ง"
       ลำแพงน้ำเสียงแดกดันอยู่ในที
       "คุณเก่งคงเอาตัวรอดได้อยู่แล้วล่ะ ท่าทางก๋ากั่นซะขนาดนี้"
       สาระวารียิ้มเจื่อนๆ
       "ขอโทษนะคะที่ฉันเคยแอบไม่ชอบขี้หน้าคุณ"
       "ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ไม่เห็นมีใครจะชอบขี้หน้าฉันซักคน"
       ลำแพงดูไม่ใส่ใจ สาระวารีอ่อนใจ ท่าทางจะดีด้วยลำบาก
       "แล้วจับคนร้ายได้รึยังคะ"
       "คุณพิพัชกับคุณจันเลากำลังตามล่าตัวอยู่ ไม่ต้องห่วง คุณษมาไม่ยอมให้คุณเจ็บตัวฟรีหรอก"
       ลำแพงเดินออกไป สาระวารียังมีสีหน้าติดใจสงสัยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
      
       ภาพในจอคอมพิวเตอร์ เป็นภาพชายคลุมหน้ากำลังทำร้ายสาระวารี ษมากำลังเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกไว้ ให้โศภีดู เขาโมโห
       "มีอะไรจะแก้ตัวอีกมั้ย"
       โศภีสีหน้าไม่พอใจ
       "แก้ตัวอะไรคะ"
       "นี่ต้องให้ผมพูดอีกเรอะ ทุกอย่างมันชัดเจนขนาดนี้แล้ว"
       "ไอ้โม่งที่ไหนก็ไม่รู้มาทำร้ายยัยนักข่าวนั่น คุณจะมาเหมาว่าเป็นคนของโศได้ยังไงคะ"
       "ที่นี่มันเกาะส่วนตัวนะโศ คนของผมไว้ใจได้ทุกคน ส่วนวารีเค้าก็เพิ่งมาถึง ต่อให้เค้ามีศัตรู ก็ไม่มีใครกล้าตามมาถึงนี่หรอก"
       โศภีโวยวาย
       "โศก็เลยต้องตกเป็นจำเลยเหรอคะ งั้นถามหน่อยเถอะ โศจะสั่งคนฉุดตัวแม่นี่ไปทำไม ถึงจะไม่ชอบขี้หน้า วันนี้พรุ่งนี้มันก็ไปแล้ว"
       "เรื่องเหตุผล ผมว่าคุณไปอธิบายกับตำรวจเองจะดีกว่า"
       โศภีตกใจ หน้าเสีย
       "นี่คุณจะแจ้งความให้ตำรวจมาจับโศเลยเหรอคะ"
       ขณะนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
       "เข้ามา"
       พิพัชเปิดประตูเข้ามา ษมาถามทันที
       "จับตัวคนร้ายได้มั้ย"
       "ไม่ได้ครับ ผมกับจันเลาค้นดูจนทั่วเกาะแล้ว แต่ไม่พบร่องรอยอะไรเลยครับ" พิพัชตอบหน้าเครียด
       "แล้วคนของคุณโศภีล่ะ" ษมาถามอย่างสงสัย
       โศภีหน้านิ่งไป เหลือบตามองไปที่พิพัช สีหน้าแอบลุ้นนิดๆ
       "ไม่มีใครน่าสงสัยครับ ทุกคนก็มีพยานยืนยันว่าไม่ได้ออกไปจากที่พักครับ"
       โศภียิ้มอย่างผู้ชนะ
      
       "ได้ยินแล้วใช่มั้ยคะษมา ยังต้องให้โศไปให้ปากคำกับตำรวจอีกมั้ย"


  


        
       ษมายิ้มเล็กน้อย
        
       "ไม่ต้องแล้วล่ะครับ"
       โศภียิ้มๆพร้อมส่ายหน้า ษมาสีหน้าขรึมมองจ้องหน้าโศภี
       "แต่พรุ่งนี้เช้า คุณกับคนของคุณ จะต้องกลับเข้าฝั่งทันที"
       โศภีหน้าเสียและโมโหมาก
       "นี่คุณไล่โศเรอะ"
       "เกาะยานกเป็นของผม ผมจะให้ใครอยู่หรือไปก็ได้ทั้งนั้น แล้วผมก็ไม่ยินดีที่จะต้อนรับคนที่ผมไม่ไว้วางใจให้อยู่ที่นี่ต่อไปอีก" ษมาพูดพลางจ้องหน้า
       โศภีขบกรามแน่นด้วยความโกรธจัด เดินฉับๆ ออกไปจากห้องทำงานของษมาอย่างหัวเสีย พิพัชอมยิ้มพอใจพร้อมชำเลืองมองตามโศภีไป ษมาถอนใจแล้วย้อนกลับไปดูภาพจากกล้องวงจรปิดอีกครั้ง
      
       โศภีกลับเข้าห้องพักมาด้วยสีหน้าท่าทางเจ็บใจมาก เธอเดินปึงปังไปกระแทกตัวนั่งที่เตียง กำมือแน่น ทุบเตียงอย่างแรง
       " อีแม่บ้านสาระแน ไม่น่าไปช่วยอีนั่นเอาไว้เลย"
       โศภีเจ็บแค้น จิกผ้าคลุมเตียงขยุ้มยับด้วยความคับแค้นใจ
      
       เวลาเช้าในบรรยากาศชายหาด พิพัชวิ่งออกกำลังกายกลับมาหน้าหาดบ้านพักษมา เขามาหยุดยืดเส้นก่อนจะชกลมไปมา แลงและคนงานกำลังกวาดชายหาดเก็บขยะที่มาจากพายุ แลงเห็นก้อนอะไรดำๆ เหมือนผมลอยมาติดหาด
       "นั่นอะไรวะ"
       แลงเดินไปหยิบดู
       พิพัชที่ออกกำลังกายอยู่มองตามแลงไป แลงคลี่ก้อนดำๆ นั้นออกดู มันไม่ใช่ถุง แต่เป็นหมวกไหมพรมสีดำ พิพัชรีบเดินตามไปดู
       "ขอฉันดูซิ"
       แลงรีบส่งให้พิพัชดู เขาคลี่หมวกไหมพรมสีดำออกดู สีหน้ามั่นใจว่าเป็นของคนร้ายเมื่อคืนแน่ๆ
      
       เวลาต่อเนื่องมา ลำแพงกำลังจัดโต๊ะอาหารเช้าสำหรับ 3 ที่อยู่ ษมาเดินมาที่โต๊ะอาหาร
       "พรุ่งนี้จัดแค่ 2 ที่พอนะ"
       "ใครจะกลับเหรอคะ"
       "คุณโศภี"
       "ค่ะ" ลำแพงอมยิ้มอย่างพอใจ
       ลำแพงรินน้ำผลไม้ใส่แก้วให้ษมาอย่างอารมณ์ดี
       "แล้วคุณนักข่าวล่ะคะ จะกลับเมื่อไหร่"
       "ยังไม่มีกำหนดครับ"
       ลำแพงยิ้มค้างไป พิพัชรีบร้อนเข้ามารายงานษมา พร้อมหมวกไหมพรม
       "คุณษมาครับ"
       ษมาและลำแพงหันมอง
       "เจอหมวกไหมพรมทิ้งอยู่ที่ชายหาด"
       ษมาหันมองหมวกไหมพรมที่พิพัชถือมาให้ดู
       "น่าจะเป็นของคนร้ายเมื่อคืนนะครับ"
       ลำแพงรีบเสนอ
       "เอาไปตรวจลายนิ้วมือได้มั้ยคะ"
       "คงไม่มีประโยชน์แล้วล่ะคุณแม่บ้าน มันแช่น้ำทะเลมาทั้งคืน แล้วคนงานของเราก็จับหมวกคลี่ดูไปมาแล้วด้วย"
       "ก็เก็บรวบรวมไว้ก่อนเถอะ"
       "ครับคุณษมา"
      
       ษมาได้แต่ถอนใจออกมา
        

       สาระวารีกำลังจะเดินลงมาชั้นล่างผ่านทางห้องพักโศภี เห็นจันเลาและกูซอกำลังเคาะประตูห้องนอนโศภีอยู่
                       "คุณโศภีครับ อย่าทำอย่างงี้เลยครับ พวกเราลำบากใจนะครับ คุณโศภี" จันเลาพูดพลางเคาะประตู
                       เสียงโศภีตวาดดังออกมาจากในห้อง
                       " ก็เรื่องของพวกแกสิ ฉันจะอยู่ที่นี่ ไม่ไปไหนทั้งนั้น  พวกแก ไม่ต้องมายุ่ง"
                       "แต่คนของคุณถูกส่งตัวกลับไปหมดแล้วนะครับ คุณจะอยู่คนเดียวได้ยังไง"
                       ขาดคำ  ก็ได้ยินเสียงเหมือนโศภีใช้หมอนใบใหญ่ ขว้างใส่ประตูจนเสียงดังลั่น
                       "ไปให้พ้น"
                       จันเลาถอนใจส่ายหน้าด้วยความสุดเซ็ง
                       สาระวารีเห็นเหตุการณ์เข้า  เลยเดินเข้าไปหาจันเลา และกูซอ
                       "เกิดอะไรขึ้นคะ คุณโศภีเธอไม่พอใจอะไรเหรอ"
                       "ก็เรื่องที่คุณวารีโดนทำร้ายเมื่อวานนั่นล่ะครับ"  กูซอบอก      
                       สาระวารีมีสีหน้างงๆ
                       "คุณษมาสงสัยว่าจะเป็นฝีมือลูกน้องคุณโศภี เลยให้คุณโศภีกับลูกน้องออกจากเกาะวันนี้ แต่คุณโศภีเธอไม่ยอมครับ" จันเลาว่า
                       สาระวารีไม่สบายใจ
                       "แค่สงสัย คนร้ายก็ยังจับตัวไม่ได้ ไล่ออกจากเกาะ จะไม่แรงไปหน่อยเหรอคะ"
                       "กันไว้ดีกว่าแก้ครับ คุณษมาไม่อยากให้คุณเป็นอันตราย"
                       "คุณโศภีน่าสงสัยที่สุดแล้วล่ะครับ หึงหวงคุณษมาซะขนาดนั้น  คนอื่นจะทำไปทำไม" กูซอว่า
                       จันเลาปรามเสียงเข้ม
                       "กูซอ"
                       กูซอจ๋อยไป ไม่กล้าพูดมากอีก สาระวารีไม่สบายใจที่ตนเป็นเหตุให้เกิดเรื่องหึงหวงกันขึ้น
        
                       สาระวารีเดินหน้าหงิกตรงเข้ามาหาษมาที่โต๊ะอาหาร ลำแพงและพิพัชหันไปมอง
                       "กำลังจะให้ลำแพงไปตามอยู่พอดี  นั่งสิ"
                       ลำแพงเดินไปลากเก้าอี้ให้สาระวารี แต่เธอไม่นั่ง กลับหน้าหงิก จ้องหน้าษมา
                       "มีอะไรอีกล่ะ"
                       "ฉันเข้าใจ ว่าคุณห่วงความปลอดภัยของฉัน  แต่ถ้าฉันเป็นต้นเหตุให้คุณกับแฟนต้องทะเลาะกัน  ฉันก็ไม่สบายใจเหมือนกัน"
                       ษมาสีหน้างงๆ
                       "แฟนผม"
                       "ก็ใช่น่ะสิคะ คุณรีบๆให้สัมภาษณ์ฉันดีกว่า ฉันจะได้กลับไปซะที"
                       "เดี๋ยวๆทะเลาะกับแฟนอะไรกัน ผมงงไปหมดแล้ว"
                       "ก็คุณโศภีไงคะ คุณสงสัยว่าเค้าหึงฉันจนส่งคนมาทำร้ายใช่มั้ยล่ะ"
                       ลำแพงเสียงขุ่นเคือง ตอบแทนษมาอย่างชัดเจน
                       "คุณโศภีไม่ใช่แฟนคุณษมานะคะ โปรดเข้าใจให้ถูกต้องซะด้วย"
                       ษมายกมือห้ามลำแพง
                       "ที่ผมทำไป ก็เพื่อความปลอดภัยของคุณนะวารี คุณเป็นแขกของผม ถ้าคุณยังอยู่บนเกาะยานก ชีวิตของคุณคือความรับผิดชอบของผม"
                       "แล้วมันจะไม่ง่ายกว่าเหรอ ถ้าคุณให้สัมภาษณ์ฉันให้เสร็จซะเดี๋ยวนี้ แทนที่จะบังคับให้แฟนคุณออกไปจากเกาะ"
                       "ผมเคยบอกคุณแล้วไง ผมจะให้สัมภาษณ์ ก็ต่อเมื่อผมเห็นว่าคุณพร้อมจะเขียนข่าวคาสิโนของผม โดยไม่มีอคติแล้วเท่านั้น"
                       สาระวารีชักโมโห
                       "คุณเป็นแหล่งข่าวที่แย่ที่สุด เท่าที่ฉันเคยเจอมาเลยรู้ตัวมั้ย"
                       ทั้งพิพัชและลำแพงชักสีหน้าไม่พอใจทันทีที่ว่าเจ้านาย
                       "ถ้าคุณไม่พอใจ จะยกเลิกการสัมภาษณ์แล้วกลับวันนี้เลยก็ได้นะครับ" พิพัชบอก
                       ลำแพงอมยิ้มพอใจ


  


       ษมาปราม
                       "พิพัช"
                       สาระวารีเดินหงุดหงิดเลี่ยงไป ษมาสั่งพิพัช
                       "ตามไป"
                       พิพัชถอนใจ หน้าตาหงุดหงิดแล้วเดินตามสาระวารีไป
                       "พูดจาไม่น่ารักเลยนะคะเด็กสมัยนี้  ไม่ให้เกียรติคุณเลย ตัวเองเป็นนักข่าวมาขอสัมภาษณ์เค้าแท้ๆ"  ลำแพงค้อนประหลับประเหลือก
                       "ผมวางตัวไม่ดีแต่แรกเองล่ะ ไม่ทำตัวให้เค้านับถือ"
                       ลำแพงอดหมั่นไส้ไม่ได้ ที่ษมาออกรับแทนตลอด เธอเลยแดกดัน
                       "ค่ะ นักข่าวคนนี้ทำอะไรก็ถูกต้องในสายตาคุณษมาไปหมดล่ะค่ะ"
                       ษมาเหลือบตามองลำแพงที่ปั้นหน้านิ่งยืนรอรับใช้ ไม่แสดงอารมณ์อะไรมากไปกว่านี้
                       "ลำแพงช่วยจัดอาหารเช้าไปให้คุณโศภีที่ห้องด้วยก็แล้วกัน  ผมคงไม่รอแล้วล่ะ"
                       "ค่ะ"
                       ลำแพงสีหน้านิ่ง เดินเลี่ยงกลับเข้าไป ษมาหันมองตามไปทางสาระวารี แล้วก็ขำๆ ส่ายหน้า ประมาณว่า  ในโลกนี้คงมีผู้หญิงไม่กี่คน ที่กล้ายืนด่าเขาแบบนี้
        
                       สาระวารีเดินหน้าหงิกงอมาตามทางเดินในสวน พิพัชเดินตามประกบมาติดๆ ด้วยหน้าตาขุ่นเคือง
       เขาพูดลอยๆขึ้น
                       "เรื่องคุณษมากับคุณโศภีนี่ผมช่วยยืนยันได้อีกคนนะครับ ว่าไม่ใช่แฟนกันจริงๆ"
                       สาระวารียิ้มกรุ้มกริ่ม จ้องหน้าจับผิด
                       "เหรอคะ  ดูคุณจะห่วงและหวงเจ้านายมากซะเหลือเกินนะคะ"
                       พิพัชผงะไปเล็กน้อย
                       "ไม่ต้องกลัว ฉันไม่เอาไปเขียนข่าวขายหรอกน่ะ เจ้านายคุณไม่ใช่ดารา ไม่มีใครสนใจหรอกว่าจะมีแฟนมีกิ๊กซะกี่คน"
                       พิพัชหน้านิ่งไม่ตอบโต้ สาระวารีมีสีหน้ามีแผนการขึ้นมา
                       "แต่ก็น่าสงสัยนะ คุณโศภีสวยขนาดนี้ รวยก็รวยทำไม คุณษมาถึงได้ไม่ชอบ"
                       "คนเราเจ็บแล้วต้องจำครับ"
                       สาระวารีชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหันมองหน้าพิพัช
                       "ยังไงคะ"
                       "ผมพูดมากไปแล้ว"
                       พิพัชจะเดินเลี่ยง สาระวารีสีหน้ากวนตามไปขวางหน้า
                       "เป็นความลับดำมืดของเกาะนี้เหรอคะ"
                       "ไม่ใช่ความลับอะไรหรอกครับ แต่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณษมา  ถ้าคุณอยากรู้ ก็ควรจะถามคุณษมาเอง ไม่ใช่รู้จากปากคนอื่น"
                       สาระวารีเหยียดอย่างปากใส่
                       "ไหนว่าคนอ่านข่าวไม่สนใจว่าคุณษมาจะมีแฟนจะมีกิ๊กไงครับ  ทำไมคุณถึงซักไม่หยุด  หรือว่าคุณแอบสนใจเจ้านายผมซะเอง"
                       สาระวารีอึ้ง หน้าชา เถียงเสียงแข็งคอขึ้นเอ็น
                       "ฉันจะไปสนใจทำไม เจ้าพ่อแก่ๆ ปล่อยให้แห้งตายคาเกาะไปเถอะ ท่ามากนัก"
                       พิพัชจ้องหน้าสาระวารี ด้วยสีหน้าแววตาไม่พอใจมาก เธอสะบัดหน้าพรืด เดินกลับเข้าบ้านพักไป
       พิพัชจับตามองตาม รู้สึกไม่ถูกชะตาผู้หญิงคนนี้เอาซะเลย
        
                       ษมาสีหน้าหงุดหงิดปนรำคาญเคาะประตูห้องพักโศภี เรียกเสียงเข้ม
                       "โศ  ผมสั่งให้เปิดประตูห้องเดี๋ยวนี้เลย"
                       เงียบไม่มีเสียงตอบ ษมาทุบประตูห้องแรงๆ ย้ำไปอีก
                       ลำแพงรีบเดินกลับมาพร้อมกุญแจห้องพัก
                       "กุญแจได้แล้วค่ะ"
                       "เปิดเลย"
                       ษมาเบี่ยงตัวหลบทางให้ ลำแพงไขกุญแจเปิดประตูห้องพักโศภีเข้าไป
                       ทันทีที่ประตูห้องเปิดก็ต้องตกใจที่เห็นโศภีนอนหมดสติอยู่กับพื้นกลางห้อง
                       " โศ"
                       ษมารีบเข้าไปประคองโศภีที่สลบหมดสติกับพื้นขึ้นมา


  


        
       ลำแพงรีบเดินไปเอาชุดปฐมพยาบาลหน้าตาบึ้งตึงบอกบุญไม่รับ ชนกับสาระวารีที่เดินเลี้ยวมุมบ้านเข้ามาอย่างเร็ว
        
       "อุ๊ย ขอโทษค่ะ"
       ลำแพงชักสีหน้า ตาดุ ไม่พอใจ
       "คุณมาก็ดีแล้ว ช่วยไปอยู่เป็นเพื่อนคุณษมาหน่อยเถอะ ดิฉันจะรีบไปเตรียมยาดมยาหอม"
       สาระวารีตกใจ
       "คุณษมาเป็นอะไรเหรอคะ"
       "คุณษมาไม่เป็นอะไรหรอก แต่คุณโศภีเป็นลม น่าจะมารยาไม่อยากออกจากเกาะซะมากกว่า"
       สาระวารีมองตามลำแพงไปเล็กน้อยก่อนเดินไปดูทางห้องพักโศภี
      
       ษมาอุ้มโศภีขึ้นมาวางให้นอนบนเตียง เธอลืมตาแล้วกอดษมาไว้ทันที ด้วยรอยยิ้มยั่วยวน เขาไม่พอใจนัก
       "ปล่อยผมเถอะโศ"
       โศภียิ้มปลาบปลื้ม
       "โศดีใจนะคะที่คุณยังห่วงโศอยู่"
       ษมาโมโห
       "ผมบอกให้คุณปล่อยผมเดี๋ยวนี้"
       โศภีกอดษมาเอาไว้แน่น
       "อย่าซีเรียสสิคะษมา โศแค่อยากรู้ ว่าคุณยังห่วงโศอยู่รึเปล่า"
       โศภีกอดรัดษมาแน่น ษมาพยายามแกะเท่าไหร่ก็ไม่ออก
       "โศรู้ว่าคุณยังรักโศอยู่เหมือนเดิม แล้วคุณจะปล่อยให้เรื่องเก่าๆ ที่มันผ่านไปแล้ว มาเป็นกำแพงขวางเราอยู่อีกทำไมคะ"
       ขณะนั้นเอง สาระวารีก็ดันประตูห้องที่แง้มๆ อยู่เข้ามาดู ตกใจ เหมือนทั้งคู่กอดกันอยู่บนเตียง เธอรีบเบือนหน้าหนี
       "อุ๊ย ขอโทษค่ะ"
       ษมาและโศภีหันไปมอง สาระวารีวางหน้าไม่ถูก รู้สึกเสียมารยาทมาก จึงรีบเดินออกไปอย่างเร็ว ษมาตกใจที่นักข่าวสาวมาเห็นเข้า
       "วารี รอเดี๋ยว"
       ษมาไม่รักษามารยาทแล้ว รีบแกะมือโศภีออกอย่างแรง เธอเจ็บจนร้องออกมา
       ษมาไม่สนใจรีบตามสาระวารีไปทันที โศภีมีสีหน้าเจ็บใจมาก
      
       ษมารีบเดินตามสาระวารี ที่เดินหนีออกมายังบริเวณทางเดิน เขารีบเดินมาขวางหน้าสาระวารีไว้
       "วารี รอผมก่อน คุณกำลังเข้าใจผมกับโศผิด"
       สาระวารียิ้มๆ
       "นั่นมันเรื่องของคุณ ฉันไม่สนใจหรอก ฉันแค่รู้สึกเสียมารยาทมากๆ เลยต้องรีบเดินออกมา"
       "แต่ผมไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด"
       "ทีหน้าทีหลัง ก็ล็อกประตูห้องด้วยนะคะ อย่าลืมว่ามีนักข่าวอยู่ในบ้านด้วย"
       สาระวารีจะเดินเลี่ยง ษมาพูดตามออกไปทันที
       "ผมจะให้สัมภาษณ์คุณเดี๋ยวนี้ พร้อมมั้ย"
      
       สาระวารีชะงักหันกลับมาเปลี่ยนหน้าเป็นยิ้มกว้างด้วยความดีใจฉับพลันทันที


  


        
       สาระวารีเตรียมอุปกรณ์สัมภาษณ์พร้อม ทั้งกระดาษ ปากกา เครื่องอัดเสียง กล้องถ่ายรูป ฯลฯ โดยมีษมานั่งอยู่ใกล้ๆ ในมุมสวนร่มรื่นหลังบ้าน เขาจับตามองเธอที่มีท่าทางกระตือรือร้น มีชีวิตชีวาขึ้นมาเมื่อได้ทำงาน เธอยิ้มดีใจ
        
       "เริ่มกันเลยนะคะ"
       ษมาพูดสวนขึ้น
       "ผมไม่ต้องการให้มีการอัดเสียง"
       "อ้าว ทำไมล่ะคะ"
       "ผมทำงานแบบนี้ อะไรที่เป็นความลับได้มันก็ดี แม้แต่เสียงหรือรูปถ่าย ผมก็ไม่อยากให้มี"
       สาระวารีเริ่มหงุดหงิด พูดประชด
       "ค่า เข้าใจแล้วค่ะ ว่าคนเป็นเจ้าพ่อ ต้องระวังตัว ทุกฝีก้าว"
       สาระวารีกดปิดการทำงานของเครื่องอัด
       "พอใจมั้ยคะ"
       "เอาไว้ที่ผมเลยแล้วกัน" ษมายึดเครื่องอัดเสียงไป
       สาระวารีแอบถอนใจหยิบกระดาษปากกาขึ้นมา จดสัมภาษณ์แทน
       "งั้นคำถามแรกเลยนะคะ คุณเอาเงินที่ไหนมาสร้างคาสิโน"
       ษมาตีหน้าตายบอก
       "ผมบอกแล้วไง ว่าถ้าคุณยังมีความคิดติดลบกับการพนันอยู่ ผมจะยังไม่ให้สัมภาษณ์เรื่องคาสิโน"
       " เอ๊ะคุณนี่ ไหนบอกว่าพร้อมจะให้สัมภาษณ์แล้วไงคะ"
       "ครับ แต่ไม่ใช่เรื่องคาสิโน ผมอยากให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประวัติชีวิตผมก่อน ยังไงคุณก็ต้องมีประกอบบทความอยู่แล้วไม่ใช่เหรอะ"
       สาระวารีเจ็บใจที่โดนหลอก
       "งั้นก็ว่ามาเลย อยากเล่าแค่ไหน ตรงไหน สร้างภาพยังไงก็พูดมาเลย ฉันจะได้ไม่เสียเวลาตั้งคำถามให้คุณไม่ตอบ"
       ษมาขำๆ สาระวารีประชดแกล้งจดไป พร้อมพูด
       "ขำ ด้วยน้ำเสียงน่าเกลียดๆ"
       ษมาชะงักไปเล็กน้อย สาระวารีค้อนใส่ให้อีกขวับ
       "ประวัติคร่าวๆของผม คุณก็รู้บ้างอยู่แล้ว"
       "ตกลงจะให้ฉันเขียนเองใช่มั้ยคะ"
       "ใจเย็นๆ สิครับ ผมกำลังจะทบทวนให้อยู่นี่ไง"
       สาระวารีถอนใจพรืดแรงๆ ให้ได้ยิน
       ษมาหน้าขรึมลง
       "คุณแม่ผมท่านเสียไปตั้งแต่ผมยังเล็ก ส่วนพ่อผมเป็นชาวสวน ท่านเสียไปตอนผมเรียนมหาวิทยาลัยปีสุดท้าย"
       สาระวารีจดคำสัมภาษณ์ไปพร้อมเหลือบตามองษมาเล็กน้อย
       "ผมเลยตัดสินใจลาออกมาทำสวนต่อ"
       สาระวารีมีสีหน้าสงสัยอยากรู้
       "ทำไมไม่เรียนให้จบก่อนล่ะคะ อีกแค่ปีเดียวเอง สวนคุณมันก็น่าจะอยู่ตัวแล้ว"
       ษมาแอบอมยิ้มเจ้าเล่ห์เล็กน้อย ในที่สุดก็ได้โอกาสอธิบายเรื่องโศภีให้สาระวารีฟัง
      
       ในอดีต 17 ปีก่อน เวลากลางวัน ษมาในชุดไว้ทุกข์สีดำ กำลังยืนคอยโศภีอยู่ที่ริมหาดด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ซักพัก โศภีในชุดลำลองแต่ก็ดูสวยน่ารัก เดินเข้ามาหา เธอยิ้มทักทาย
       "ษมาคะ"
       ษมาดีใจ รีบเข้าไปหาโศภี เขาจับมือเธอไว้
       "ผมนึกว่าคุณจะมาไม่ได้ซะแล้ว"
       "พ่อให้โศช่วยทำบัญชีน่ะค่ะ ก็เลยช้าไปหน่อย เอ่อ แล้วตกลงคุณจะไม่กลับไปเรียนต่อจริงๆเหรอคะ อีกแค่เทอมเดียวก็จะจบแล้วนะ"
       ษมาสีหน้าเศร้าลง
       "เรื่องเรียนคงต้องพักไว้ก่อนแล้วล่ะ ถ้าพ่อไม่เสีย ผมก็คงไม่รู้ว่าเรามีหนี้สินมากขนาดนี้"
       โศภีดูอึ้งๆไป ค่อยๆ ถอยมือออกจากการจับกุมของษมาอย่างไว้มารยาท
       "ตอนนี้ผมคงต้องเร่งทำสวนเพื่อหาเงินไปใช้หนี้ก่อน"
       "ทำไร่ทำสวนไม่ใช่ง่ายๆนะคะษมา บางปีอาจจะกำไร บางปีอาจจะขาดทุน โศเห็นคนขาดทุนจนต้องขายสวนมานักต่อนักแล้ว"
       "แต่ถ้าไม่ทำสวนต่อ ตอนนี้ผมก็คิดไม่ออก ว่าจะไปทำอะไรสวนของพ่อเป็นมรดกชิ้นเดียวที่ผมมีนะโศ"
       โศภีสีหน้าเครียดๆ แอบเบือนหน้าไปทางอื่น แล้วถอนใจยาวออกมา ษมาจับมือโศภีอีกครั้ง
       "ผมมีอะไรจะให้โศ"
       โศภีหันกลับมามอง สีหน้างงๆ ษมาหยิบกำไลเงินอันเล็กๆ ออกแบบพิเศษ ราคาไม่แพงมาก ออกมาสวมข้อมือโศภีไว้
       "ราคามันไม่มากเท่าไหร่หรอกโศ แต่ผมอยากให้คุณ"
       โศภีปั้นยิ้ม
       "ขอบคุณมากค่ะ"
       ษมาจับมือโศภี จ้องตาเธอด้วยสีหน้ามุ่งมั่น
       "คุณรอผมได้มั้ย ผมให้สัญญาว่า ผมจะสร้างเนื้อสร้างตัวให้ได้เพื่อคุณ คุณจะต้องไม่น้อยหน้าใคร
       ขอเวลาให้ผมบ้างนะโศ"
      
        ษมาสีหน้าอ้อนวอน โศภีได้แต่ปั้นยิ้มหวานให้ ไม่ตอบอะไร เขาดึงโศภีเข้ามากอดด้วยความรักเต็มหัวใจ


       หลังจากนั้น เวลาผ่านมาราว 2-3 เดือน ษมากำลังคุยกับชาวบ้านคนหนึ่ง ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ที่หน้าบ้านเก่า ซึ่งเป็นบ้านไม้ เก่าๆ แต่ก็ยังดูดี สะอาดสะอ้าน
        
       ชาวบ้าน บอก
       "อย่าคิดมากเลยวะไอ้ษมา ใครจะไปรู้ว่าพายุมันจะเข้า จนต้นหมากรากไม้ตายเกลี้ยงอย่างงี้ มันไม่ใช่ความผิดเอ็งหรอก"
       ษมายิ่งเครียดหนัก
       "แต่ฉันไม่เหลือทุนจะทำต่อแล้วนะลุง หนี้เก่าก็ยังใช้ไม่หมด แล้วใครเค้าจะให้ยืมมาต่อทุน"
       ชาวบ้านคิดหนัก
       "ถ้าเอ็งไม่ไหว จะขายสวนมั้ยล่ะ ผู้ใหญ่ดำเค้าให้ราคาดีนะ"
       "ถ้าขายแล้วฉันจะไปทำมาหากินอะไรล่ะลุง เรียนก็ไม่จบ ฉันก็หวังว่าจะทำสวนจนกว่าจะตั้งตัวได้ จะได้มีเงินไปขอโศภีเค้าด้วย"
       ชาวบ้านแปลกใจ
       "โศภี ใช่ลูกสาวพี่สัน เจ้าของแพปลารึเปล่า"
       "ใช่จ้ะ"
       "โอ๊ย อีกไม่กี่วัน ก็เป็นเมียเจ้าสัวกิมแล้ว เค้าไม่มาเอาเอ็งหรอก"
       ษมาตกใจสุดๆ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าโศภีกำลังจะแต่งงาน
      
       วันหนึ่ง ใน 2 สัปดาห์ต่อมา ษมาถูกลูกน้องของพ่อโศภีต่อยจนล้มลงกับพื้น พ่อของเธอยืนคุมเชิงพร้อมกับลูกน้อง 4-5 คน
       สันส่งเสียงตะคอก
       "เอ็งกลับไปได้แล้ว ลูกสาวข้าไม่ต้องการพบหน้าเอ็ง"
       ษมาใช้มือปาดเลือดที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนมองสันด้วยสายตาแข็งกร้าว
       "ผมไม่กลับ ผมกับโศรักกัน ผมมีเงินค่าสินสอดมาสู่ขอโศแล้ว ทำไมพ่อไม่ให้โอกาสผมบ้างล่ะครับ"
       สันหัวเราะเยาะ
       "เงินที่ขายสวนพ่อเอ็งได้น่ะเหรอ เทียบเศษเงินของเจ้าสัวเค้ายังไม่ได้เล๊ย เก็บเอาไว้ซื้อข้าวกินกันตายเถอะวะ"
       "แต่เจ้าสัวอายุมากกว่าพ่อเป็นสิบปี พ่อไม่สงสารโศบ้างรึไง"
       สันโมโหมาก
       "นั่นมันเรื่องของลูกสาวข้า เอ็งไม่เกี่ยว"
       สันหันไปสั่งลูกน้อง
       "เฮ้ย จับมันโยนออกไปให้พ้นบ้านข้าเร็วๆเลย"
       พวกลูกน้องจะเข้าไปลากษมา แต่เขาฮึดสู้ แต่สู้ไม่ไหว ษมาถูกล็อกตัวไว้ ก่อนจะโดนพวกลูกน้องรุมอัดไม่ยั้ง
       ทันใดนั้น โศภีก็เดินออกมาจากข้างใน ตวาดห้ามเสียงดัง
       "หยุดเดี๋ยวนี้นะ"
       ทุกคนหันไปมองโศภีเป็นตาเดียวกัน ในขณะที่โศภีมองษมาด้วยสีหน้าลำบากใจ
      
       ษมากำลังคุยกับโศภีด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่สวนบ้านโศภี
       "ผมขอโทษนะโศ ผมไม่ได้อยากมีเรื่องกับพ่อคุณ แต่ผมทนเห็นคุณเป็นเมียเจ้าสัวกิมไม่ได้"
       โศภีถอนใจ สีหน้าเบื่อๆ
       "คุณก็เลยขายทุกอย่างที่คุณมี เพื่อเอามาเป็นสินสอดให้พ่อโศน่ะเหรอคะ แล้วคุณคิดบ้างมั้ย ว่าถ้าโศแต่งงานกับคุณไปแล้วเราจะอยู่กันได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่มีสมบัติอะไรติดตัวซักอย่าง"
       ษมาจับมือโศภีไว้ ยิ้มบางๆ
       "เรื่องนั้นไว้ค่อยคิดกันก็ได้ สำคัญแค่มีคุณ ผมก็ไม่กลัวอะไรแล้ว ผมพร้อมสู้ทุกอย่าง"
       โศภีดึงมือออก พูดเน้นเสียง
       "แต่โศกลัวค่ะ กลัวอดตาย"
       "โศ" ษมาอึ้งไม่คิดว่าโศภีจะพูดแบบนี้
       "โศไม่ยอมเอาชีวิตโศไปเสี่ยงตายเอาดาบหน้าพร้อมกับคุณหรอกนะคะ"
       ษมาอึ้งสนิท พูดไม่ออก
       "ขอโทษนะคะษมา ที่โศเคยรับปากว่าจะรอคุณ แต่คุณทำให้โศผิดหวังเอง เรียนก็ไม่จบ ทำงานก็เจ๊ง แล้วจะให้โศฝากอนาคตไว้กับคุณได้ยังไง"
       ษมาสีหน้าผิดหวังสุดๆ
       "คุณก็เลยเลือกฝากอนาคตไว้กับเจ้าสัวแทน"
       "ค่ะ ถึงเจ้าสัวจะอายุมาก แต่ก็มีเงิน มีกิจการมั่นคง รับประกันชีวิตโศได้ว่าจะสุขสบายไปจนตายแน่"
       ษมาดูอึ้งๆผิดหวังกับความคิดโศภี
       "โศรักคุณ แต่ไม่รักมากพอขนาดต้องยอมทนลำบากกัดก้อนเกลือกินหรอกนะคะ ไม่มีความรักโศอยู่ได้ แต่ลำบาก ไม่มีเงินใช้ โศอยู่ไม่ได้หรอกค่ะ"
       ษมาน้ำตาคลอเบ้า ยิ้มเยาะตัวเอง
       "คุณพูดถูกทุกอย่าง ถ้าคุณคิดยังงี้ ก็ไม่ควรไปห้ามพ่อคุณ น่าจะปล่อยให้ผมโดนซ้อมจนตายไปเลย"
       "ถ้าคุณอยากตาย ก็ไปตายที่อื่นเถอะค่ะ โศกำลังจะแต่งงาน ไม่อยากให้มีคนตายในบ้าน ไม่เป็นมงคล"
      
       โศภีเดินเชิ่ดจากไป ปล่อยให้ษมายืนนิ่งด้วยความผิดหวัง อกหักยับเยิน ษมาอึ้งสนิท นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงที่ตนรักแบบมอบกายถวายหัวจะเป็นคนแบบนี้ไปได้
      
      หลังจากนั้น เวลาผ่านมาราว 2-3 เดือน ษมากำลังคุยกับชาวบ้านคนหนึ่ง ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ที่หน้าบ้านเก่า ซึ่งเป็นบ้านไม้ เก่าๆ แต่ก็ยังดูดี สะอาดสะอ้าน
       ชาวบ้าน บอก
        
      
       "อย่าคิดมากเลยวะไอ้ษมา ใครจะไปรู้ว่าพายุมันจะเข้า จนต้นหมากรากไม้ตายเกลี้ยงอย่างงี้ มันไม่ใช่ความผิดเอ็งหรอก"
       ษมายิ่งเครียดหนัก
       "แต่ฉันไม่เหลือทุนจะทำต่อแล้วนะลุง หนี้เก่าก็ยังใช้ไม่หมด แล้วใครเค้าจะให้ยืมมาต่อทุน"
       ชาวบ้านคิดหนัก
       "ถ้าเอ็งไม่ไหว จะขายสวนมั้ยล่ะ ผู้ใหญ่ดำเค้าให้ราคาดีนะ"
       "ถ้าขายแล้วฉันจะไปทำมาหากินอะไรล่ะลุง เรียนก็ไม่จบ ฉันก็หวังว่าจะทำสวนจนกว่าจะตั้งตัวได้ จะได้มีเงินไปขอโศภีเค้าด้วย"
       ชาวบ้านแปลกใจ
       "โศภี ใช่ลูกสาวพี่สัน เจ้าของแพปลารึเปล่า"
       "ใช่จ้ะ"
       "โอ๊ย อีกไม่กี่วัน ก็เป็นเมียเจ้าสัวกิมแล้ว เค้าไม่มาเอาเอ็งหรอก"
       ษมาตกใจสุดๆ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าโศภีกำลังจะแต่งงาน
      
       วันหนึ่ง ใน 2 สัปดาห์ต่อมา ษมาถูกลูกน้องของพ่อโศภีต่อยจนล้มลงกับพื้น พ่อของเธอยืนคุมเชิงพร้อมกับลูกน้อง 4-5 คน
       สันส่งเสียงตะคอก
       "เอ็งกลับไปได้แล้ว ลูกสาวข้าไม่ต้องการพบหน้าเอ็ง"
       ษมาใช้มือปาดเลือดที่มุมปาก ก่อนจะลุกขึ้นยืนมองสันด้วยสายตาแข็งกร้าว
       "ผมไม่กลับ ผมกับโศรักกัน ผมมีเงินค่าสินสอดมาสู่ขอโศแล้ว ทำไมพ่อไม่ให้โอกาสผมบ้างล่ะครับ"
       สันหัวเราะเยาะ
       "เงินที่ขายสวนพ่อเอ็งได้น่ะเหรอ เทียบเศษเงินของเจ้าสัวเค้ายังไม่ได้เล๊ย เก็บเอาไว้ซื้อข้าวกินกันตายเถอะวะ"
       "แต่เจ้าสัวอายุมากกว่าพ่อเป็นสิบปี พ่อไม่สงสารโศบ้างรึไง"
       สันโมโหมาก
       "นั่นมันเรื่องของลูกสาวข้า เอ็งไม่เกี่ยว"
       สันหันไปสั่งลูกน้อง
       "เฮ้ย จับมันโยนออกไปให้พ้นบ้านข้าเร็วๆเลย"
       พวกลูกน้องจะเข้าไปลากษมา แต่เขาฮึดสู้ แต่สู้ไม่ไหว ษมาถูกล็อกตัวไว้ ก่อนจะโดนพวกลูกน้องรุมอัดไม่ยั้ง
       ทันใดนั้น โศภีก็เดินออกมาจากข้างใน ตวาดห้ามเสียงดัง
       "หยุดเดี๋ยวนี้นะ"
       ทุกคนหันไปมองโศภีเป็นตาเดียวกัน ในขณะที่โศภีมองษมาด้วยสีหน้าลำบากใจ
      
       ษมากำลังคุยกับโศภีด้วยสีหน้าเคร่งเครียดที่สวนบ้านโศภี
       "ผมขอโทษนะโศ ผมไม่ได้อยากมีเรื่องกับพ่อคุณ แต่ผมทนเห็นคุณเป็นเมียเจ้าสัวกิมไม่ได้"
       โศภีถอนใจ สีหน้าเบื่อๆ
       "คุณก็เลยขายทุกอย่างที่คุณมี เพื่อเอามาเป็นสินสอดให้พ่อโศน่ะเหรอคะ แล้วคุณคิดบ้างมั้ย ว่าถ้าโศแต่งงานกับคุณไปแล้วเราจะอยู่กันได้ยังไง ในเมื่อคุณไม่มีสมบัติอะไรติดตัวซักอย่าง"
       ษมาจับมือโศภีไว้ ยิ้มบางๆ
       "เรื่องนั้นไว้ค่อยคิดกันก็ได้ สำคัญแค่มีคุณ ผมก็ไม่กลัวอะไรแล้ว ผมพร้อมสู้ทุกอย่าง"
       โศภีดึงมือออก พูดเน้นเสียง
       "แต่โศกลัวค่ะ กลัวอดตาย"
       "โศ" ษมาอึ้งไม่คิดว่าโศภีจะพูดแบบนี้
       "โศไม่ยอมเอาชีวิตโศไปเสี่ยงตายเอาดาบหน้าพร้อมกับคุณหรอกนะคะ"
       ษมาอึ้งสนิท พูดไม่ออก
       "ขอโทษนะคะษมา ที่โศเคยรับปากว่าจะรอคุณ แต่คุณทำให้โศผิดหวังเอง เรียนก็ไม่จบ ทำงานก็เจ๊ง แล้วจะให้โศฝากอนาคตไว้กับคุณได้ยังไง"
       ษมาสีหน้าผิดหวังสุดๆ
       "คุณก็เลยเลือกฝากอนาคตไว้กับเจ้าสัวแทน"
       "ค่ะ ถึงเจ้าสัวจะอายุมาก แต่ก็มีเงิน มีกิจการมั่นคง รับประกันชีวิตโศได้ว่าจะสุขสบายไปจนตายแน่"
       ษมาดูอึ้งๆผิดหวังกับความคิดโศภี
       "โศรักคุณ แต่ไม่รักมากพอขนาดต้องยอมทนลำบากกัดก้อนเกลือกินหรอกนะคะ ไม่มีความรักโศอยู่ได้ แต่ลำบาก ไม่มีเงินใช้ โศอยู่ไม่ได้หรอกค่ะ"
       ษมาน้ำตาคลอเบ้า ยิ้มเยาะตัวเอง
       "คุณพูดถูกทุกอย่าง ถ้าคุณคิดยังงี้ ก็ไม่ควรไปห้ามพ่อคุณ น่าจะปล่อยให้ผมโดนซ้อมจนตายไปเลย"
       "ถ้าคุณอยากตาย ก็ไปตายที่อื่นเถอะค่ะ โศกำลังจะแต่งงาน ไม่อยากให้มีคนตายในบ้าน ไม่เป็นมงคล"
      
       โศภีเดินเชิ่ดจากไป ปล่อยให้ษมายืนนิ่งด้วยความผิดหวัง อกหักยับเยิน ษมาอึ้งสนิท นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงที่ตนรักแบบมอบกายถวายหัวจะเป็นคนแบบนี้ไปได้


  


        
       สาระวารีกำลังฟังษมาเล่าอย่างเพลิดเพลินตาแป๋วจนลืมจดบันทึก
      
       "ผมเลยเอาเงินที่ขายที่ได้ไปเล่นพนันในบ่อน กะประชดชีวิต ให้มันหมดเนื้อหมดตัวไปเลย แต่มันดันเล่นได้ขึ้นมา แล้วก็อย่างที่คุณรู้นั่นแหละ ผมคงไม่ต้องเล่าซ้ำแล้วมั้ง"
       สาระวารีสงสัยอยากรู้
       "แล้วคุณโศภีล่ะคะ"
       "โศเค้าแต่งงานกับเจ้าสัวได้ซักเจ็ดแปดปี เจ้าสัวก็ตาย มรดกทั้งหมดก็แบ่งกับลูกชายเจ้าสัวคนละครึ่ง จนกลายเป็นแม่ม่ายทรงเครื่องอย่างที่เธอเห็น"
       "ทั้งสวยทั้งรวยเลยนะคะ"
       ษมารีบพูดต่อด้วยสีหน้าขรึมลง
       "แต่ถึงยังไง ผมกับเค้าก็เป็นได้แค่เพื่อน ไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกแล้วนะวารี คนเราเจ็บแล้วต้องจำ"
       สาระวารีพยักหน้ารับช้าๆ อย่างเห็นใจ
       "ก็จริงค่ะ"
       ษมาแกล้งกระเซ้า
       "จดทันมั้ยล่ะ"
       สาระวารีชะงักไป ฟังเพลินจนลืม ก่อนจะมีสีหน้าใช้ความคิด
       "ฉันว่าเรื่องที่คุณเล่า มันเป็นเรื่องส่วนตัวเกินไป แล้วยังเกี่ยวกับคนอื่นด้วยคงเอาไปเขียนลงไม่ได้หรอกค่ะ"
       ษมาแอบอมยิ้ม สาระวารีฉุกคิดขึ้น แล้วโวยลั่น
       "คุณหลอกให้ฉันฟังคุณแก้ตัวใช่มั้ย"
       ษมายิ้มเจ้าเล่ห์
       "ก็ผมพยายามจะอธิบายกับคุณดีๆ แต่คุณไม่ยอมฟังเองนี่"
       สาระวารีหงุดหงิด
       "แล้วทำไมฉันต้องฟังด้วยล่ะ ฉันบอกแล้วไง ว่าคุณจะมีใคร มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน"
       "ผมก็บอกคุณแล้วเหมือนกัน ว่าผมไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด แล้วการได้ฟังจากปากผมเอง มันก็ดีกว่าคุณเที่ยวไปถามเอาจากคนอื่น"
       สาระวารีชะงักไป แอบจ๋อย รู้ได้ไงเนี่ย ษมาหน้าขรึมลง มองหน้าวารี
       "คุณไม่ใช่แค่คนที่เคยช่วยชีวิตผมเอาไว้เท่านั้นนะวารี แต่คุณคือแรงผลักดัน ที่ทำให้ผมกลับขึ้นมายืนใหม่ได้อีกครั้ง"
       สาระวารีช้อนตามอง ษมาสีหน้าจริงจัง ซาบซึ้งใจ
       "วันนั้น ผมเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนนึง กำลังขอเงินไม่กี่บาทจากพ่อไปซื้อข้าวซื้อยาให้แม่ แต่ผมกำลังเอาเงินเป็นแสนๆ จากน้ำพักน้ำแรงของพ่อผมมาละลายในบ่อน เพื่อประชดชีวิตให้กับผู้หญิงที่ไม่เคยเห็นค่าในตัวผมเลย ผมถึงได้คิด กลับมาตั้งหลักชีวิตได้ใหม่อีกครั้ง"
       สาระวารีแอบปลื้มใจ น้ำตาจะรื้นที่เผลออินคิดย้อนตามไปด้วย เธอรีบเบือนหน้าไปทางอื่น
       "ผมถือว่าคุณเป็นคนสำคัญในชีวิตของผมนะวารี"
       สาระวารีรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง วางหน้าไม่ถูก กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ ถึงจะมองไปทางอื่นแล้วแต่ก็ยังใจเต้นตึกตักบอกไม่ถูก ไม่นึกว่าตัวเองจะมีความสำคัญขนาดนี้
       "ผมถึงไม่อยากให้คุณเข้าใจอะไรผิด ถึงจะเป็นแค่เรื่องเล็กน้อยก็เถอะ ผมก็ไม่ยอมปล่อยผ่านทั้งนั้น" เขาจับตามองสาระวารีอย่างไม่ละสายตาเธอสะท้านไปกับสายตาคู่นั้น
       สาระวารีรีบหันกลับพร้อมพูดแก้อึดอัด
       "คำถามต่อไปเลยนะคะ"
       สาระวารีรีบก้มหน้าก้มตาเปิดสมุดโน้ตจดคำถามมือไม้สั่น หาคำถามเท่าไหร่ก็ไม่เจอ พลิกหาไปหามา สมาธิแตกกระเจิงชอบกลแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน งงกับตัวเองเหมือนกัน ษมามองดูสาวสวยตรงหน้าด้วยรอยยิ้มเอ็นดู
      
       เวลาเย็น ที่มุมกาแฟ สยามสาร มีคณาเสียบบลูทูธข้างหูคุยโทรศัพท์มือถือกับสาระวารีไป พร้อมกับชงกาแฟไปด้วย
       "ได้ไปถ่ายรูปคาสิโนด้วยเหรอะ อยู่ๆทำไมเจ้าพ่อของเธอถึงใจดีขึ้นมาได้ล่ะ"
       สาระวารีคุยอยู่ที่ห้องพักแขก สีหน้าบึ้งตึง
       "ไม่ใช่ของฉันย่ะ แล้วเค้าก็ไม่ได้ใจดีด้วย แค่ทำตามที่รับปากเอาไว้เฉยๆ แต่ก็ยังถ่วงเวลาไม่ยอมให้สัมภาษณ์เหมือนเดิมแหละ"
       มีคณาเดินถือถ้วยกาแฟมานั่งที่โต๊ะกลางพร้อมคุยไป
       "แล้วยังงี้เมื่อไหร่เธอจะได้กลับล่ะวารี"
      
       "ก็คงอีกหลายวัน แล้วเธอล่ะเป็นไงมั่ง ไปงานแฟชั่นโชว์ มีหนุ่มๆ มาจีบมั่งมั้ย"


  


        
       มีคณาชะงักไป แล้วรีบปฏิเสธพัลวันดูมีพิรุธ แล้วรีบตัดสายเพราะกลัวโดนซักต่อ
       "บ้า ไม่มีหรอก แค่นี้นะ"
       "ฮัลโหล มี่ อ้าว อะไรของมัน"
       สาระวารีกดตัดสาย บ่นพึมพำ
       "ท่าทางมีพิรุธ"
      
       เวลาเย็น ลำแพงกำลังจัดกับข้าวใส่ถาดอยู่ในครัว เธอคุยกับแลงไปด้วย ลำแพงมีสีหน้าสนใจขึ้นมาทันที
       "พรุ่งนี้คุณษมาจะพายัยนักข่าวนั่นไปเกาะพระฮามจริงๆเรอะ"
       "จริงสิพี่ คุณจันเลาเป็นคนสั่งให้ผมเตรียมเรือเอง"
       ลำแพงยิ้มพอใจ
       "ก็ดี งั้นอีกไม่กี่วัน แม่นักข่าวนี่คงกลับ ฉันจะได้เหนื่อยน้อยลงหน่อย"
       "แต่คุณโศภีกำลังหึงหนักเลยนะพี่ ถ้ากลับไปตอนนี้ ก็หมดสนุกน่ะสิ" แลงพูดยิ้มขำๆ
       ลำแพงมีสีหน้าแววตาเย้ยหยันอยู่ในที
       "มันหมดสนุกตั้งแต่เค้าวางแผนลักพาตัวแม่นักข่าวนั่นแล้วล่ะ"
       ลำแพงและแลงชำเลืองมองหน้ากัน ยิ้มสมน้ำหน้า ลำแพงมีสีหน้าสะใจ
       "ตอนนี้แทบจะเข้าหน้าคุณษมาไม่ติดอยู่แล้ว"
       "คุณษมาจะจริงจังกับคุณนักข่าวนั่นมั้ยพี่" แลงสงสัย
       ลำแพงโมโห ตะคอกทันทีจนน้องชายจ๋อยไป
       "คิดอะไรบ้าๆ ไอ้แลง"
       "แกอย่าเที่ยวพูดไปนะ ฉันไม่ชอบฟัง แล้วคุณษมาก็จะพลอยเสื่อมเสียไปด้วย
       ลำแพงทำตาดุใส่ แลงกลัวมาก
       "ขอโทษจ้ะพี่ ฉันไม่พูดแล้วจ้ะ"
       ลำแพงค้อนใส่น้องชายอีกขวับ ก่อนยกถาดอาหารเดินหัวเสีย หน้าตาไม่พอใจออกไปจากห้องครัว
       แลงต้องรีบหลบทางให้อย่างเกรงกลัวพี่สาวมาก
      
       หน้าบ้านษมาตอนหัวค่ำ พิพัชในอารมณ์ไม่พอใจกำลังเดินคุยกับจันเลาอยู่
       "ฉันไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรกแล้ว จะให้แม่นักข่าวนั่นไปวุ่นวายที่เกาะพระฮามทำไม เดี๋ยวก็เป็นเรื่องขึ้นมาจนได้หรอก"
       "คิดมากไปรึเปล่า ที่พระฮามไม่มีความลับอะไรซะหน่อย แล้วแกก็อย่าไปตั้งแง่รังเกียจคุณวารีเค้านักเลย ไม่งั้นต่อไปจะลำบากไม่รู้ตัว"
       พิพัชแปลกใจ
       "ลำบากยังไง ทำข่าวเสร็จก็กลับไปแล้ว"
       จันเลายิ้มขำๆ
       "ทำไมแกมันซื่อบื้อนักวะ ไม่เห็นเหรอ ว่าคุณษมาทั้งเอาอกเอาใจ ทั้งเป็นห่วงคุณวารีขนาดไหน แกเคยเห็นคุณษมาเป็นแบบนี้กับผู้หญิงคนไหนมาก่อนรึเปล่าล่ะ"
       พิพัชคิดตามแล้วหน้าเครียดขึ้นมาทันที
       "แกคิดว่าคุณษมาจะชอบกับนักข่าวคนนั้นจริงๆ เรอะ"
       "นาทีนี้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้หรอก ดูปฏิกิริยาของคุณโศภีเอาก็ได้"
       พิพัชหนักใจ เป็นห่วงษมา
       "คุณษมาจะถูกหลอกรึเปล่าก็ไม่รู้ เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้งเอง"
       "แต่เจ้านายเคยบอกว่าเป็นเพื่อนเก่ากันนี่ คนอย่างเจ้านายใครจะมาหลอกได้ รึว่าแกจะให้คุณษมากลับไปหาคุณโศภี" จันเลาพูดแล้วตบบ่าพิพัช
       พิพัชส่ายหน้า ทำสีหน้ารังเกียจ
       "ไม่เอาด้วยหรอก ผู้หญิงอะไร ตอนจนก็ถีบหัวส่ง พอรวยก็วิ่งเข้าใส่ ถ้าคุณษมาเลือกคุณโศภีมาเป็นนายผู้หญิง ฉันกลับขึ้นฝั่งไปทำงานกับลุงบูรณ์ดีกว่า"
       "แล้วถ้านายเลือกคุณวารีล่ะ แกยังจะทำงานให้นายบนเกาะนี้ต่อมั้ย"
       "คำตอบเดียวกัน" พิพัชถอนใจหนักๆ ก่อนจะเดินเลยไป
       พิพัชเดินหน้าเซ็งไป ก่อนจะแวะเลี้ยวไปที่มุมต้นยี่โถ...เห็นโศภีแอบฟังการสนทนาอยู่
      
       สีหน้านิ่งเครียดอย่างใช้ความคิด
        

       เวลากลางคืน ษมายังนั่งทำงานอยู่ในห้อง เขากำลังดูแบบการจัดฟังก์ชั่นต่างๆ จากหน้าจอคอมฯ แล้วเปิดเช็คเอกสารค่าใช้จ่ายประกอบไปอย่างมีสมาธิจนไม่ได้สังเกตว่ามีคนเข้ามา
      
       ถาดใส่นม น้ำ และคุกกี้ ถูกวางลงที่มุมโต๊ะทำงาน
       "ขอเปลี่ยนเป็นกาแฟดีกว่าลำแพง ผมคงต้องทำงานดึก" ษมาเหลือบตามองก็ตกใจเล็กน้อย เห็นโศภีในชุดนอนเซ็กซี่ยิ้มหวานให้
       "เดี๋ยวโศไปชงให้นะคะ"
       "ไม่ต้อง...นี่คุณหายดีแล้วใช่มั้ย"
       โศภีน้อยใจ
       "ทำไมคะ จะไล่โศกลับตอนนี้เลยรึไง"
       "คุณกลับเข้าห้องพักไปเถอะ ใครมาเห็นเข้าอีกจะไม่เหมาะสม"
       "ใครของคุณน่าจะหมายถึงนักข่าวคนนั้นคนเดียวมากกว่า" โศภีพูดพลางค้อนใส่
       "คุณพูดเองนะ เชิญครับ ผมจะทำงาน"
       ษมาก้มหน้าทำงานต่อไป
       โศภีตื้อเดินกรีดกรายเข้าไปออดอ้อนษมาด้วยการบีบนวดบ่าให้ไปมา
       " โศรู้นะคะ ว่าคุณยังไม่ลืมเรื่องที่โศทิ้งคุณไปแต่งงาน"
       ษมายิ้มประชด
       "ผมไม่ลืม แต่ไม่ใช่เพราะยังฝังใจอะไรกับความรักครั้งนั้นอยู่หรอกนะ"
       โศภีอึ้งๆไป
       "แต่เพราะมันเป็นบทเรียนที่คอยเตือนผม ไม่ให้กลับไปโง่ยังงั้นอีก"
       โศภีตีหน้าเศร้า
       "คุณยังโกรธโศอยู่จริงๆด้วย แล้วคุณรู้มั้ยคะ ว่าโศเองต้องเจ็บปวดขนาดไหน ที่ทำแบบนั้นกับคุณ"
       ษมาขำๆก่อน แขวะ
       "เห็นว่าได้มาเป็นร้อยล้าน เจ็บเพราะเงินทับเท้าเอาเหรอครับ"
       โศภีแสร้งบีบน้ำตา
       "คุณจะพูดกระทบกระเทียบแดกดันโศยังไงก็ได้ แต่ขอให้คุณรู้เอาไว้ ว่าโศไม่ได้อยากทำอย่างงั้นเลย แต่ชีวิตคนเรา มันก็มีทางเลือกไม่มากนักหรอก"
       ษมาชำเลืองมองหน้าโศภีเล็กน้อย เธอปาดน้ำตาไปมา สีหน้าแววตาดูเสียใจ เจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นสุดๆ
      
       ในอดีตเมื่อ 17 ปีก่อน เวลากลางวัน บริเวณโถงบ้านพ่อโศภี เธอกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น สันยืนหน้าเครียดอยู่ใกล้ๆ พูดด้วยความไม่สบายใจ เธอสวมกำไลเงินที่ษมาให้ด้วย
       "หยุดร้องเถอะโศ พ่อหวังดีกับแกนะลูก เจ้าสัวเค้ามีเงินมหาศาล แกตายไปแล้วเกิดใหม่มาก็ยังใช้ไม่หมดเลย แกจะสุขสบายไปทั้งชาติ"
       โศภีสะอึกสะอื้น
       "แต่เค้าอายุมากกว่าพ่อเป็นสิบปีเลยนะคะ เกือบจะเป็นปู่หนูได้ด้วยซ้ำ"
       "ก็พูดเกินไป แต่แก่ๆ ยังงี้ก็ดี อยู่อีกไม่นานก็ตายแล้ว มรดกจะได้เป็นของแกเร็วๆ ไม่ดีรึไง"
       โศภีสะอึกสะอื้นเข้าไปอ้อนวอน
       "หนูไม่อยากได้ หนูรักษมา เราจะแต่งงานกัน พ่ออย่าแยกเราเลยนะคะ"
       สันถอนใจ เครียดๆ ลูบหัวลูกสาว
       "พ่อเข้าใจลูกนะโศ แต่คิดซะว่าแกเสียสละเพื่อพ่อจะได้มั้ย "
       โศภีแปลกใจ
       "พ่อหมายความว่ายังไงคะ"
       "แพปลาของเรา มันไม่ได้มีกำไรดีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว พ่อก็เลยเอาเงินไปลงทุนเปิดร้านอาหารกับเพื่อน แต่โดนมันโกง"
       โศภีมีสีหน้าอึ้งๆ ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน
       "พ่อไปยืมเงินเจ้าสัวเค้า ดอกมันก็พอกพูนขึ้นทุกวัน พ่อยอมรับว่าหมดปัญญาจะหาเงินใช้หนี้เค้าแล้วล่ะ แต่ก็ถือว่าโชคเรายังดี ที่เจ้าสัวเค้าชอบแก"
       โศภีอึ้ง กลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ สันมองลูกด้วยสีหน้าหนักใจ
       "พ่อก็ไม่อยากบังคับใจแกหรอกนะ ถ้าแกไม่เต็มใจจริงๆ พ่อจะยอมให้เค้ายึดบ้านใช้หนี้ไปก็แล้วกัน"
      
       โศภีอึ้งไปครู่ ก่อนจะปล่อยโฮออกมาแล้วสวมกอดพ่อเอาไว้ รู้สึกกดดันกับชะตาชีวิตของตัวเอง


  


        
       โศภีเดินร้องไห้กลับเข้ามาในห้องนอนตน ยกข้อมือมามองดูกำไลเงินที่ษมาให้มาเป็นของขวัญ ก็ยิ่งร้องไห้ เธอเดินมานั่งที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ค่อยๆถอดกำไลออกมามองดู ลูบไปมาอย่างถนุถนอม ก่อนจะตัดใจหยิบกล่องใส่เครื่องประดับที่เอาออกมาจากลิ้นชัก เธอตัดใจเก็บกำไลใส่กล่อง
        
       "ลาก่อนค่ะ ษมา"
       โศภีตัดใจปิดกล่องยัดใส่ลิ้นชัก ฟุบหน้ากับโต๊ะเครื่องแป้ง ร้องไห้โฮสะอึกสะอื้นปริ่มจะขาดใจ
      
       ภายในห้องทำงานของษมา โศภีพูดทั้งน้ำตา
       "ตลอดเวลาที่ผ่านมา โศก็มีแต่กำไลอันนั้น เป็นเครื่องปลอบใจให้หายคิดถึงคุณ...โศมีเรื่องจะพูดแค่นี้ล่ะค่ะ คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็สุดแล้วแต่คุณ"
       โสภีพูดพลางซับน้ำตาแล้วพยายามกลั้นสะอื้น สะกดความรู้สึกเอาไว้ ษมานั่งฟังหน้านิ่งอยู่ที่เดิม ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปที่ตู้โชว์ข้างห้อง โศภีมองตาม สีหน้างงๆ
       ษมาเปิดลิ้นชักหาของไปมา เปิดลิ้นชักนี้ ปิดแล้วไปเปิดหาอีกลิ้นชัก
       "หาอะไรเหรอคะ"
       "เจอแล้ว"
       โศภีเดินมาดูใกล้ๆ ด้วยความสงสัย ษมาหยิบของอย่างหนึ่งออกมาจากลิ้นชักแล้วโชว์ให้โศภีดู
       "กำไลอันนี้ใช่มั้ยที่คุณบอกว่าเก็บมันไว้เป็นที่ระลึก"
       โศภีตกใจหน้าซีดเผือด ไม่คิดว่าษมาจะมีกำไลอันนั้นอยู่ในมือ ษมายิ้มๆบอก
       "แล้วคุณรู้มั้ยว่าผมได้มันกลับมายังไง"
       โศภีกลืนน้ำลายแทบไม่ลงคอ ษมามีสีหน้าแววตาเจ็บช้ำ
      
       วันหนึ่งในอดีตเมื่อ 11-12 ปีก่อน เวลากลางวัน ที่ร้านอาหารแห่ง ษมากำลังถือกำไลเงินวงนั้นขึ้นมองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ผู้หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นญาติของโศภี นั่งร่วมโต๊ะอาหารอยู่ด้วย ตอนนั้นษมาเริ่มมีเงินพอสมควรแล้ว แม้จะยังไม่รวยเท่าปัจจุบัน เขาดูกำไลจนแน่ใจว่าเป็นของที่ตนให้โศภีแน่จึงเอ่ยปาก
       "ผมชอบกำไลอันนี้ จังเลยครับ ถ้าผมอยากจะขอซื้อต่อห้าพันบาท ไม่ทราบว่าคุณน้าจะขายให้มั้ยครับ"
       ญาติผู้นั้นดีใจมากบอก
       "ขายสิจ๊ะ กำไลแบบนี้พันนึงฉันก็ขายแล้ว นี่พ่อษมาถูกใจไอ้กำไลนี่ตรงไหนกันจ๊ะ ฉันก็ไม่เห็นจะสวยเลย"
       ษมาหยิบเงินออกมา 5 พันยื่นให้ แล้วปั้นยิ้ม
       "คนเราชอบไม่เหมือนกันหรอกครับ เอ่อ ไม่ทราบว่าคุณน้าซื้อมาจากไหนเหรอครับ"
       ญาติรีบรับเงินมาด้วยความดีใจและเล่าอย่างหมดเปลือก
       "ไม่ได้ซื้อหรอกจ้ะ ของแม่โศภีเค้าน่ะ"
       "โศเค้าให้คุณน้าเหรอครับ"
       ญาติเบะปากหมั่นไส้บอก
       "ให้ที่ไหนกัน มันทิ้งพร้อมกับกองเสื้อผ้าเก่าของมันนั่นแหละ"
       ษมาได้ยินก็อึ้งไป
       "ตั้งแต่ได้เป็นเมียเจ้าสัว แม่โศเค้าหัวสูง มือเติบ เสื้อผ้าข้าวของ ใช้ไม่กี่ครั้งก็ทิ้ง ของดีๆทั้งนั้น กำไลนี่ถ้าฉันไม่แอบเก็บมา เด็กรับใช้ในบ้านก็คงได้ไปใส่เล่นแล้วล่ะ"
       ษมามองกำไลในมือ ด้วยสีหน้าแววตาเจ็บช้ำ
      
       โศภีหน้าซีดเผือด คิดไม่ถึงว่าษมาจะจับโกหกได้คาหนังคาเขาแบบนี้ ษมาชูกำไลต่อหน้าเธอ
       "กำไลนี้ผมสั่งทำเอง มีอันเดียวในโลกไม่ซ้ำใครแน่"
       โศภีหน้าเสีย อึกๆอักๆ
       "เอ่อ คุณกำลังเข้าใจผิดนะคะษมา ฉันไม่ได้ทิ้งกำไล"
       ษมาพูดสวนขึ้น
       "ช่างเถอะ ถึงคุณทิ้งก็ไม่ผิดหรอก คุณเป็นเมียเจ้าสัว มีกินมีใช้เหลือเฟือ จะเก็บกำไลราคาถูกๆแบบนี้ไว้ทำไม"
       โศภีจนแต้มเลยเข้าไปกอดษมา
       "โศขอโทษค่ะษมา โศผิดไปแล้ว คุณยกโทษให้โศได้มั้ย"
       ษมายิ้มเยือกเย็น
       "ถ้าคุณคิดถึงผมจริง ตอนที่เจ้าสัวเสียใหม่ๆ ทำไมคุณถึงไม่กลับมาหาผม" เขาค่อยๆดึงตัวโศภีออก จ้องหน้าเขม็งอย่างคาดคั้น เขาพูดต่อ
       "เพราะตอนนั้นผมยังไม่ได้มีเงินเท่าคุณ ไม่เหมือนตอนนี้ที่ผมมีมากกว่า และกำลังจะได้เป็นเจ้าของคาสิโนใช่มั้ยครับ"
       โศภีหน้าเสียคำพูดษมาแทงใจดำเต็มๆ เขาตัดบท
       " จริงๆผมก็ไม่ได้ติดใจอะไรเรื่องนี้แล้วล่ะ ไม่งั้น ผมคงไม่ยอมให้คุณกลับมายืนอยู่ตรงหน้าผมยังงี้หรอก"
       โศภีแอบเหยียดปากทิ้งค้อน
       "ผมคิดว่าอย่างน้อยเราก็อาจจะทำธุรกิจร่วมกันได้ หรือว่าดีหน่อย ก็คงเป็นเพื่อนกันได้"
       ษมามองโศภีด้วยสายตาแข็งกร้าวก่อนพูดต่อ
       "แต่ถ้าคุณยังไม่หยุดวุ่นวายกับชีวิตส่วนตัวของผมอีก เราคงต้องจบกันแค่นี้จริงๆ"
       โศภีสีหน้าเจ็บใจปนอิจฉา
       "เพราะนังนักข่าวนั่นคนเดียว คุณถึงได้เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้"
      
       โศภีมองษมาด้วยสายตาเจ็บแค้นใจสุดๆ ก่อนจะสะบัดหน้าออกจากห้องไป เขาได้แต่ส่ายหน้าไปมาอย่างเหนื่อยใจ


  


        
       ยามเช้าในท้องทะเล กูซอกำลังขับเรือพาษมา สาระวารี พิพัช และจันเลามุ่งหน้าตรงไปที่เกาะพระฮาม ทุกคนนั่งเฉยๆในเรือ ยกเว้นสาระวารีที่ถ่ายรูปวิวทิวทัศน์ไปเรื่อยด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สาระวารีหันไปพูดกับษมา
        
       "เกาะพระฮามของคุณนี่ก็ไกลเหมือนกันนะ คะ ลูกค้าจะไม่เดินทางลำบากแย่เหรอ"
       "ผมมีเรือเร็วจากตราดตรงไปที่พระฮามรับส่งลูกค้าอยู่แล้ว แต่อีกไม่นานคงมีเครื่องบินเล็กไว้บริการ ลองลูกค้ามีเงินเข้าคาสิโนผมได้ ก็เดินทางไม่ลำบากหรอก"
       สาระวารีเบะปากหมั่นไส้
       "กะจับแต่พวกกระเป๋าหนักๆล่ะสิ"
       ษมายิ้มขำ
       "แล้วไม่ดีรึไง จะได้สกรีนคนเล่นชั้นนึงก่อน คนที่จะมาเล่นที่คาสิโนผมก็ต้องมีเงินจริง แล้วก็มีความพร้อมที่จะเสี่ยงโชคจริงๆ"
       สาระวารีโดนษมาพูดดักคอ เลยหน้าหงิก
       "บ่อนก็คือบ่อน จะคนรวยคนจน ถ้าผีพนันเข้าสิง มันก็ไม่ต่างกันหรอกค่ะ"
       สาระวารีหันไปถ่ายรูปต่อ จันเลาแอบยิ้ม พิพัชมองเหล่เพื่อนอย่างปรามๆ แถมหน้าหงิกไม่พอใจ จันเลาจึงค่อยๆหุบยิ้มไป ษมาชำเลืองมองสาระวารีถ่ายรูปไปแล้วก็ยิ้มบางๆ ดูมีความสุขที่มีผู้หญิงคนนี้มาด้วย
      
       เรือจอดเทียบท่าที่ท่าเรือเกาะพระฮามในเวลาตาอเนื่องมา พิพัชและจันเลา เดินนำขึ้นเรือมาก่อน เพื่อคอยคุ้มกันให้ษมา
       ษมาหันไปยื่นมือเพื่อให้สาระวารีจับ จะได้ช่วยขึ้นจากเรือ
       "ระวังด้วย ตรงนี้น้ำลึกเลยนะ ไม่มีหาด"
       สาระวารีทำหน้าไม่แคร์ ไม่กลัว ไม่รับความช่วยเหลือ เธอขึ้นเรือเอง ษมาได้แต่ยิ้มส่ายหน้า
       กูซอกับคนงานกำลังช่วยกันขนของลงจากเรือ ทั้งอุปกรณ์ของสาระวารี และเสบียงอาหารที่ษมาเอามาฝากคนงานบนเกาะ
       สาระวารียืนที่ท่าเทียบเรือขนาดใหญ่กวาดตามองไปรอบๆ คุยกับษมาไป พิพัชยืนคุมอยู่ประชิด แอบฟังการสนทนา
       "ท่าทางเกาะนี้จะใหญ่กว่าเกาะยานกของคุณเยอะเลยนะคะ"
       "ก็ใหญ่กว่าประมาณสองเท่าได้ ที่สำคัญทำเลดีกว่า ฮวงจุ้ยก็ดีเหมาะจะเปิดคาสิโน"
       "แล้วพวกน้ำจืดกับไฟฟ้าล่ะคะ คุณจะทำยังไง"
       "ที่นี่มีน้ำตกขนาดใหญ่อยู่อีกฟากของเกาะ มีน้ำใช้ได้ทั้งปี แต่ผมสร้างแทงค์เก็บน้ำฝนสำรองไว้แล้ว โครงการใหญ่ขนาดนี้ประมาทไม่ได้ พลาดล่ะเสียชื่อหมดกันเลย"
       จันเลากระซิบบอกเพื่อน และเข้ามาลากพิพัชไปยืนห่างๆ
       "ปล่อยให้เค้าจู๋จี๋กันตามลำพังมั่งสิวะ"
       "เชิญแกทิ้งหน้าที่ไปคนเดียวเถอะ"
       "นี่ตกลงแกกับฉัน ใครเป็นเลขา ใครเป็นบอดี้การ์ดกันแน่วะ"
       พิพัชได้แต่ถอนใจรำคาญๆ
       ทางษมาและสาระวารียังคุยกันอยู่
       "ปัญหาใหญ่ตอนนี้ก็เรื่องสัญญาณมือถือ ยังใช้ไม่ได้"
       "แล้วไฟฟ้าล่ะคะ"
       "เดี๋ยวผมจะพาคุณไปดูเครื่องปั่นไฟจากแรงคลื่น กำลังไฟพอใช้ได้ทั้งอำเภอเลย แถมยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย"
       "กรีนคาสิโน อนุรักษ์ธรรมชาติซะด้วย" สาระวารีพูดประชด
       ษมายิ้มๆ ขณะกำลังจะพากันเดินไปจากท่าเรือ
       ไม่คาดคิด มีเรือเร็วลำเล็กลำหนึ่ง วิ่งพ้นหลืบเกาะตรงมาทางท่าเรืออย่างเร็ว ทุกคนหันมอง เห็นบนเรือบรรทุกคนประมาณ 4-5 คน คนบนเรือลุกขึ้นยืน พร้อมกับหยิบเครื่องยิงลูกระเบิด M79 ขึ้นมา ษมาตกใจสุดขีด ตะโกนลั่น
       "หลบเร็ว"
       ษมารีบเข้าไปโอบตัวสาระวารี แล้วกระโดดลงทะเลพร้อมกันทันที ส่วนจันเลาและพิพัชพุ่งตัวหลบไปหาที่กำบังคนละทาง จังหวะเดียวกับที่ลูกระเบิด M 79 ถูกยิงตกลงมาที่ท่าเทียบเรือ บริเวณที่ษมา และสาระวารียืนอยู่เมื่อครู่ จนเกิดระเบิดเสียงดังลั่น ไฟลุกท่วมท่าเทียบเรือทันทีอย่างน่าสะพรึงกลัว
      
       ร่างของษมา และสาระวารี จมดิ่งลงสู่ใต้ทะเลทันที เธอพยายามจะว่ายพาตัวเองขึ้นสู่ผิวน้ำ แต่เขารีบว่ายมาดึงไว้ เพราะกลัวว่าสาระวารีจะเป็นอันตราย เขาโบกมือไม่ให้ขึ้น ก่อนจะดึงสาระวารีให้ดำน้ำว่ายหนีไปกับเขาก่อน สาระวารีเข้าใจ ดำน้ำว่ายตามษมาไปติดๆ
      
       กูซอและพวกคนงานวิ่งกลับมายิงปืนโต้ตอบกับคนร้ายเพื่อคุ้มกันพิพัชและจันเลา ทั้งคู่ออกจากที่กำบัง ยิงปืนตอบโต้คนร้ายอย่างไม่ยั้งมือ ทั้งสองฝ่ายสาดปืนรัวใส่กัน จนเสียงดังกึกก้อง
      
       พิพัชได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย มีเลือดไหลที่ต้นแขนจากแรงระเบิดเมื่อครู่


  


        
       คนร้ายส่วนหนึ่งยิงปืนตอบโต้กับบนเกาะ อีกส่วนกวาดตามองหาษมาและสาระวารี จนเห็นทั้งคู่โผล่พ้นน้ำทะเลมาจากจุดที่ห่างไปได้ซักระยะ คนร้ายคนที่ 1 ชี้
        
       "มันอยู่โน่น"
       คนร้ายคนที่ 2 เล็ง M 79 ไปทางษมาและสาระวารีทันที
      
       จันเลาตกใจเห็นคนร้ายจะยิงษมาและสาระวารี เขารีบม้วนตัวหลบลูกกระสุน ก่อนจะยิงกระสุนไปที่ถังน้ำมันของเรือคนร้ายจนถังน้ำมันแตก น้ำมันไหลออกมา
       จันเลาจะยิงซ้ำ แต่กระสุนหมดก่อน เขามีสีหน้าเจ็บใจ หันไปบอกพิพัช
       "ยิงถังน้ำมัน"
       พิพัชมองตาม แล้ววิ่งออกมาจากที่ซ่อนอย่างไม่กลัวตาย พร้อมกับเล็งยิงซ้ำไปที่ถังน้ำมันของเรือคนร้าย
      
       ษมามีสีหน้าเบิกโพลงด้วยความตกใจมาก สั่งสาระวารี
       "ดำน้ำเร็ว"
       ษมากดสาระวารีให้ดำน้ำไปด้วยกัน ทันทีที่ทั้งคู่ดำน้ำลงไปก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว เรือคนร้ายไฟลุกท่วม
      
       พิพัชตะโกนลั่น
       "รีบไปช่วยคุณษมาเร็วเข้า"
       พิพัชจะลุก แต่ไม่ไหวด้วยความเจ็บแผล เลือดไหลอาบ
       "แกอยู่นี่ล่ะ" จันเลาบอกและหันไปสั่งคนงาน
       "กูซอ พาคนเจ็บไปที่แคมป์ ใครไม่เจ็บตามฉันมา"
       จันเลาวิ่งไล่เลียบไปตามขอบแนวเกาะเพื่อหาทางช่วยษมาและวารี คนงานอื่นวิ่งตามไปช่วยกันแยกหา บ้างก็โดดน้ำลงทะเลไปหา
      
       ษมา หิ้วปีกสาระวารีเดินลุยทะเลขึ้นฝั่งมาที่หาดอีกด้านของเกาะ เธอเข่าอ่อนนั่งหมดแรง เขาคุกเข่าลงข้างๆ ด้วยสีหน้าเป็นห่วง
       "คุณเป็นอะไรรึเปล่า"
       สาระวารีมองตัวเองกลอกตาไปมา
       "คิดว่าไม่นะ หรือว่าเราเป็นวิญญาณไปแล้ว"
       ษมาขำๆ เลื่อนมือไปแนบแก้มสาระวารี
       "รู้สึกมั้ย"
       สาระวารีปัดมือษมาออกแรงๆ ตาเขียว
       "อย่ามาฉวยโอกาส เดี๋ยวจะโดน"
       ษมายิ้มๆ
       "คราวนี้เชื่อผมรึยัง ว่าทำไมผมถึงต้องระวังตัวตลอดเวลา"
       สาระวารีหน้าจ๋อยๆ อดเป็นห่วงไม่ได้
       "แล้วคุณล่ะเป็นอะไรรึเปล่า"
       "แค่นี้เรื่องเล็ก ไปต่อไหวมั้ย"
       "ไม่ไหวก็ต้องไหวล่ะค่ะ"
       "ผมทำทางเดินลงหาดไว้แล้ว ไกลหน่อยแต่เดินไม่ยากหรอก"
       สาระวารีลุกขึ้นยืนแต่ยังเข่าอ่อน ขาย่อลง ษมาประคองแขนเอาไว้
       "ไหวแน่นะ"
       สาระวารีดีดตัวออก
       "ฉันอายุน้อยกว่าคุณเยอะ"
       สาระวารีเดินดุ่ยๆ นำกลับไปตามทางเดิน ษมายิ้มๆ ก่อนจะกวาดตามองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าปลอดภัยแล้วรีบเดินตามประกบคุ้มกันสาระวารีกลับไปหาทุกคน
      
       บริเวณแคมป์คนงาน มีคนงานบาดเจ็บหลายคนแต่ไม่หนักมาก พิพัชกำลังช่วยกันดูแลปฐมพยาบาลคนงานที่บาดเจ็บอยู่ จันเลาเดินกลับเข้ามาที่แคมป์บอกพิพัช
       "เจอคุณษมาแล้ว ปลอดภัยทั้งสองคน"
       พิพัชมีสีหน้าโล่งอก
       ษมา กับสาระวารีเดินตามกลับเข้ามาที่แคมป์ พิพัชดีใจมาก รีบเข้าไปหา
       "คุณษมาเป็นอะไรรึเปล่าครับ"
       "ฉันกับวารีปลอดภัยดี"
       พิพัชเหลือบตามองสาระวารีเล็กน้อย สีหน้าแววตาเฉยๆ ษมากวาดตามองดูด้วยสีหน้าเป็นห่วง
       "พวกเราเป็นยังไงกันมั่ง"
       "มีคนงานบาดเจ็บหลายคนครับ แต่ไม่หนักหนาอะไร ที่หนักสุดก็พวกเครื่องมือสื่อสาร คงติดต่อกลับไม่ได้แล้วล่ะครับ" พิพัชบอก
       ษมาพยักหน้ารับทราบ สีหน้าหนักใจ สาระวารีเหลือบเห็นแผลที่ไหล่พิพัช
       "อ้าว นี่คุณก็บาดเจ็บนี่คะ"
       "โดนแค่ถากๆ ไม่เป็นอะไรมากหรอก"
       สาระวารีหมั่นไส้
       "ไม่มากก็ต้องทำแผลค่ะ เดี๋ยวติดเชื้อขึ้นมาจะยุ่ง ไป เดี๋ยวฉันทำแผลให้"สาระวารีจับแขนพิพัช
       ข้างที่เจ็บจนเขาร้องลั่น
       " โอ๊ยๆ เบาๆสิคุณ แผลจะฉีกก็เพราะคุณนี่ล่ะ"
       สาระวารีไม่ฟังเสียง ลากพิพัชไปปฐมพยาบาลจนได้ ษมาสีหน้าเครียด หันไปพูดกับจันเลา
       "คอยจับตาดูทุกคนเอาไว้นะ ฉันมั่นใจว่ามีหนอนบ่อนไส้แน่ๆ"
       จันเลาตกใจ
       "ทำไมคุณษมาคิดอย่างงั้นล่ะครับ"
       "ปกติที่พระฮามมีเวรยามตลอด ไม่มีใครบุกเข้ามาได้ง่ายๆ แต่เพราะวันนี้ฉันมาที่นี่ เวรยามก็เลยไม่รัดกุม ถ้าไม่มีคนในเป็นสายให้ จะรู้ความเคลื่อนไหวขนาดนี้ได้ยังไง"
      
       จันเลาคิดตาม แล้วก็พยักหน้าเห็นด้วย ษมาสีหน้าเคร่งขรึม หนักใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ตอนที่ 4
      
       ยามบ่าย โศภีหน้าหงิกงอเดินลากกระเป๋าเสื้อผ้าออกมาจากข้างในอย่างทุลักทุเล ขณะที่ลำแพงกำลังทำความสะอาดของตกแต่งโถงบ้านอยู่ โดยไม่แยแสแม้แต่น้อย โศภีหงุดหงิดแหวใส่ลำแพง
      
       "นี่แก ไปบอกคนงานให้เอาเรือออก แล้วก็หาคนมาช่วยฉันขนกระเป๋าด้วย ฉันจะกลับบ้านแล้ว"
       ลำแพงหน้านิ่งๆถาม
       "จะไม่รอพบคุณษมาก่อนเหรอคะ"
       โศภีโดนจี้ใจดำก็ตวาดแว๊ด
       "ทำไมฉันต้องรอพบเจ้านายแกด้วย เจ้านายแกตะหาก ที่ต้องเป็นฝ่ายไปง้อขอโทษฉัน ไม่ใช่ให้ฉันต้องมานั่งรอพบเค้า"
       "รีบแค่ไหนคุณก็ต้องรอก่อนค่ะ เพราะคุณษมาเอาเรือไปที่พระฮาม ส่วนเรืออีกลำกลับเข้าฝั่งไปขนของตั้งแต่เช้าแล้วยังไม่กลับ"
       "แต่ฉันจะกลับเดี๋ยวนี้ ถ้าพวกแกไม่มีเรือ ก็โทรไปบอกคนของฉันให้เอาเรือมารับสิ ง่ายๆแค่นี้คิดไม่เป็นรึไง"
       "แล้วทำไมไม่โทรเองล่ะคะ คนของคุณ คุณก็สั่งเองสิ"
       "แก..."
       โศภีไม่ทันจะด่ากลับ แลงสีหน้าเครียดก็เดินเข้ามาในโถงบ้าน
       "พี่แพง"
       ลำแพงเสียงขุ่นๆ รำคาญ อารมณ์ค้างจากโศภี
       "มีอะไร"
       "ผู้จัดการโทรมาบอกว่าติดต่อคุณษมาไม่ได้เลย ฉันเลยวิทยุไปที่พระฮาม ก็ติดต่อไม่ได้เหมือนกัน เงียบกริบ มันแปลกๆนะพี่ ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้ ไม่รู้มีปัญหาอะไรรึเปล่า"
       ลำแพงสีหน้าสงสัยปนห่วง
       "งั้นพี่จะลองใช้เครื่องในห้องทำงานคุณษมาติดต่อไปอีกที"
       ลำแพงรีบเดินกลับไปที่ทางห้องทำงานของษมาเพื่อติดต่อวิทยุสื่อสาร แลงรีบตามพี่สาวไปติดๆ
       โศภีหน้านิ่งหันมองตามสองคนไปอย่างใช้ความคิด
      
       บรรยากาศยามเย็นของเกาะพระฮาม หลังจากผ่านเรื่องร้ายๆไปแล้ว ทุกอย่างดูสงบ สวยงาม เป็นธรรมชาติ สาระวารียืนหน้าเครียด ใช้ความคิดอยู่
       ษมาเดินตามหาสาระวารีด้วยสีหน้าแววตาเป็นห่วง พอเห็นตัวก็รีบเข้าไปหาทันที ษมาและสาระวารีเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว
       "มาทำอะไรตรงนี้ครับ เกิดพวกมันย้อนกลับมา ใครจะช่วยคุณทัน"
       สาระวารีมองหน้าษมานิ่ง
       "มองหน้าผมยังงี้อีกแล้ว"
       "ศัตรูของคุณเป็นใครกันแน่คะถึงได้งัดอาวุธสงคราม ออกมายิงเป็นว่าเล่นขนาดนี้"
       "ท่าทางเลือดนักข่าวของคุณกำลังฉีดพล่าน"
       สาระวารีหน้าเครียดเอาจริง
       "ถ้าคุณไม่ตอบ ฉันจะไม่คุยกับคุณอีกเลย"สาระวารีจะเดินหนี
       ษมารีบพูดทันที
       "ศัตรูผมมีอยู่เต็มไปหมด ใครๆก็อยากให้ผมตายทั้งนั้นแหละ"
       สาระวารีหันไปมองษมา สีหน้าสนใจใคร่รู้
       "เรื่องวันนี้ ผมยังตอบไม่ได้หรอกนะว่าฝีมือใคร แต่ผมยืนยันได้ ว่าผมไม่เคยทำอะไรผิดกฎหมาย ที่ผมถูกไล่ฆ่าก็เพราะสัมปทานคาสิโนประเด็นเดียวเลย"
       สาระวารีแปลกใจ
       "ทำไมล่ะคะ ก็คุณได้สัมปทานไปแล้วนี่ ฆ่าคุณตายแล้วจะมีประโยชน์อะไร"
       "มีสิครับ ในสัญญาสัมปทาน ระบุว่าถ้าผมเปิดคาสิโนไม่ทันตามกำหนด ไม่ว่าจะสาเหตุอะไร สัมปทานของผมก็ต้องเปลี่ยนมือไป ถึงได้มีแต่คนคอยขัดแข้งขัดขา ถึงขั้นอยากฆ่าผมให้ตายไงครับ"
       สาระวารีโวยวาย ไม่เห็นด้วย
       "สัญญาบ้าบอยังงี้คุณทำไปได้ยังไง นี่ก็ไม่ต่างจากคุณทำสัญญาเชิญคนมาฆ่าชัดๆ"
       ษมาหน้าขรึมลง
       "สร้างคาสิโนที่นี่ มันเป็นความฝันของผม แล้วนี่ก็เป็นโอกาสเดียวที่ผมจะทำให้ฝันตัวเองเป็นจริงได้ ถึงจะเสี่ยงตาย มันก็คุ้มที่จะเสี่ยง"
       สาระวารีถอนใจหนักๆ
       "ฝันอยากเป็นเจ้าของบ่อน ดีตายล่ะ"
       ษมายิ้มๆ
       "คุณฝังใจเกลียดการพนันขนาดนี้ ใจคุณไม่ยอมเปิดรับง่ายๆ หรอก แล้วคุณไม่มีความฝันอะไรมั่งเหรอ"
       สาระวารีหน้าเศร้าลง
       "ฉันก็เคยฝันค่ะ แต่มันเป็นฝันที่ไม่มีทางเป็นจริง ฉันถึงขั้นเคยอธิษฐานขอกับพระจันทร์เลยนะคะ
       ฉันอยากให้แม่หายป่วย อยากให้พ่อเลิกเล่นการพนัน คุณว่ามันจะเป็นจริงได้มั้ยล่ะ" สาระวารีแอบน้ำตารื้น หันไปมองหน้าษมา
       ทั้งคู่สบตากัน ษมามองเห็นแววตาของสาระวารีที่ฉายแววเศร้าฝังใจชัดเจน... เธอเดินเลี่ยงนำไปก่อนที่เขาจะมาอ่านความรู้สึกได้มากไปกว่านี้
      
       ษมามองตามเธอไป ด้วยความรู้สึกเข้าใจและสงสารผู้หญิงคนนี้จับใจ


  


        
       เวลาเย็น ฝนกำลังตกหนักที่หน้าบ้านษมาที่เกาะยานก บริเวณโถงบ้าน โศภีกำลังโวยวาย วีนลั่นใส่ลำแพงไม่ยอมเลิก
      
       “ตอนแรกแกบอกว่าเรือไม่มี ตอนนี้เรือก็กลับมาแล้วไงล่ะ ทำไมยังไม่ออกไปตามหาษมาอีก”
       ลำแพงสีหน้าเย็นชา
       “คุณก็เห็นอยู่ว่าฝนตกหนัก ใครจะกล้าเอาเรือออกตอนนี้ล่ะคะ หรือว่าคุณจะไป ดิฉันจะได้ให้คนจัดเรือให้”
       โศภีโมโห เหยียดปากหมั่นไส้
       “ไหนแกบอกว่าแกจงรักภักดีกับษมานักหนา ษมาขาดการติดต่อไปกี่ชั่วโมงแล้ว ฉันไม่เห็นแกจะร้อนใจอะไรเลย”
       ลำแพงชักหงุดหงิด
       “ก็มันติดต่อไม่ได้ จะให้ฉันทำยังไงล่ะค่ะ ต้องพล่าน โวยวายคนอื่นไปทั่วเหมือนกับคุณอีกคนงั้นเรอะ”
       โศภีสีหน้าเจ็บใจมาก
       “แก”
       แลงวิ่งฝ่าสายฝนตัวเปียกเข้ามาขัดจังหวะสองสาวได้ทัน
       “พี่ลำแพง ได้ข่าวคุณษมาแล้วครับ”
       โศภีรีบพูดแซงทันที
       “ติดต่อษมาได้แล้วเหรอ ษมาเป็นยังไงบ้าง”
       “ยังติดต่อไม่ได้หรอกครับ แต่พวกเรือประมงที่ไปหาปลาแถวพระฮาม บอกว่ามีการยิงถล่มกันที่พระฮาม แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปดู ผมสงสัยว่าที่เราติดต่อคุณษมาไม่ได้ ก็คงเพราะเรื่องนี้ล่ะครับ”
       โศภีนิ่งๆไป ลำแพงหน้าเสียทันที มีท่าทางร้อนใจเป็นห่วงอย่างเห็นได้ชัด
      
       สาระวารีเดินอ้อมกลับมาดูทางท่าเรือ ก็เห็นร่องรอย ความเสียหายของท่าเรือ ข้าวของที่โดนระเบิดกระจุยกระจายไปทั่วบริเวณ ถึงกับหน้าซีดเผือด ก้าวขาไม่ออกเหมือนเข่าอ่อน จนษมารีบเข้ามาประคอง “เป็นอะไรครับ”
       สาระวารีรีบผละตัวออก แต่หน้ายังซีดอยู่
       “ไม่เป็นไรแล้วค่ะ”
       “แน่ใจนะครับ”
       สาระวารีพยักหน้ารับ สีหน้ารู้สึกผิดหวังตัวเองมาก
       “ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนเลย รู้สึกเหมือนตัวเองขี้ขลาดยังไงก็ไม่รู้”
       ษมาให้กำลังใจ
       “ไม่หรอกวารี คุณเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญมากเลยนะ”
       สาระวารีขำเยาะตัวเอง
       “คนกล้าอะไรจะหน้าซีด เข่าอ่อน ก้าวขาไม่ออกยังงี้ล่ะคะ”
       “มีแต่คนโง่เท่านั้นล่ะที่ไม่กลัวอะไรเลย แล้วคุณก็ไม่ใช่คนโง่ จะมีซักกี่คนที่ยังยืนอยู่ได้ หลังจาก
       ถูกไล่ยิงด้วยอาวุธสงครามขนาดนั้น” เขามองวารีด้วยสายตาชื่นชม ยิ้มให้
       “ก็คุณไงคะ”
       ษมายักไหล่
       “ผมชินแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเจอไล่ล่าแบบนี้
       สาระวารีช่างสงสัย ตามประสานักข่าว
       “แล้วครั้งที่ผ่านๆมา ทำไมไม่มีข่าวออกมาเลยล่ะคะ”
       “มีเรื่องอีกตั้งมากมายที่นักข่าวไม่รู้ และมีอีกมากที่รู้แต่ออกข่าวไม่ได้ อย่างเรื่องวันนี้ ผมแน่ใจว่านอกจากพวกเราไม่กี่คนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็คงไม่มีใครรู้”
       สาระวารีเลือดนักข่าวฉีดพล่านขึ้นมา ยิ้มอย่างนึกสนุก
       “ลองนึกดูสิคะ ข่าวเจ้า พ่อเกาะยานกถูกระเบิดเอ็ม 79 ถล่มหน้าคาสิโน มันจะตื่นเต้นเร้าใจคนอ่านสยามสารมากขนาดไหน”
       ษมาหน้านิ่ง จ้องหน้าสาระวารี
       “อย่าแม้แต่จะคิดนะวารี”
       สาระวารียิ้มค้าง ถูกสกัดดาวรุ่ง
       “อย่าลืมว่าคุณก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย การตกเป็นข่าวซะเอง ไม่สนุกเหมือนกับการทำข่าวคนอื่นหรอกนะ”
       “แต่คุณก็ไม่ควรปิดบังข่าวสารต่อสาธารณชน”
       “ใช่ ถ้าเป็นข่าวที่มีประโยชน์ หรือว่ามีผลกระทบกับคนหมู่มาก แต่เรื่องนี้ผมเห็นว่า เกี่ยวพันกับคนแค่ไม่กี่คน ผมไม่เห็นมีความจำเป็นต้องเปิดเผย”
       ษมาเดินนำกลับไป
       สาระวารีเดินตามเลียบเคียงถามต่อ
       “แล้วคุณคิดบ้างมั้ย บางทีอาจจะไม่ใช่ฝีมือพวกอยากได้สัมปทานก็ได้ แต่เป็นคนที่มีเรื่องโกรธแค้นส่วนตัวกับคุณแล้วฉวยโอกาส อย่างเช่นนายดิตถ์ เป็นต้น”
       ษมาหยุดกึก หันกลับมา หน้าตามีแววดุ สาระวารีตกใจ ผงะไปเล็กน้อย
       “ถ้ายังไม่รู้แน่ อย่าเอ่ยชื่อใครออกมาเลยวารี”
       ษมาน้ำเสียงเรียบขรึมคล้ายสั่งห้าม
       “ผมไม่มีอะไรจะให้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วล่ะ คุณต้องไม่เขียนข่าวนี้ โอเคนะครับ” ษมาจ้องตาสาระวารีแล้วเดินนำกลับไป
      
       สาระวารีเหยียดปากหมั่นไส้ ทิ้งค้อนไปมา ก่อนเดินตามษมาไป อย่างไม่สบอารมณ์นัก พิพัชที่ทำแผลเรียบร้อยแล้ว แอบจับตามองทั้งคู่อยู่ด้วยสีหน้านิ่ง ดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่


  


        
       “ผมไม่มีอะไรจะให้ข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วล่ะ คุณต้องไม่เขียนข่าวนี้ โอเคนะครับ” ษมาจ้องตาสาระวารีแล้วเดินนำกลับไป
      
       สาระวารีเหยียดปากหมั่นไส้ ทิ้งค้อนไปมา ก่อนเดินตามษมาไป อย่างไม่สบอารมณ์นัก พิพัชที่ทำแผลเรียบร้อยแล้ว แอบจับตามองทั้งคู่อยู่ด้วยสีหน้านิ่ง ดูไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
      
       เวลากลางคืน ท่ามกลางบรรยากาศในผับของดิตถ์ เขากำลังคุยกับลูกน้องอยู่ด้วยความสนใจ
       “ ข่าวชัวร์แน่นะ”
       “เสี่ยก็รู้ว่าสายของเราไม่เคยพลาด”
       ดิตถ์สบตากับลูกน้องแบบรู้กันว่า สายที่ว่านี้คือใคร
       “แค่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่ามันเป็นหรือตายเท่านั้นเอง ไอ้นี่ดวงมันแข็งจริงๆ เจอมาตั้งกี่ครั้งรอดตายได้ทุกที”
       “โชคไม่เข้าข้างมันตลอดไปหรอก เอ็งคอยเช็คข่าวกับสายของเราให้ดี ถ้าคืนนี้ยังไม่ได้ข่าวไอ้ษมาอีก พรุ่งนี้กูจะได้ไปทาบทามหุ้นส่วน”
       ดิตถ์ยิ้มพอใจ
       “ไม่เร็วเกินไปเหรอครับนาย”
       “เรื่องยังงี้ช้าได้ยังไงวะ มีแต่คนจ้องตะครุบตาเป็นมัน...ขออย่างเดียว ให้มันตายโหงจริงๆ เถอะ คาสิโนเกาะพระฮาม ได้เปลี่ยนมือแน่”
       ดืตถ์สะแหยะยิ้มร้ายๆ มีความหวังขึ้นมา
      
       หน้าแคมป์คนงานตอนกลางคืน ฝนตกหนัก กูซอและคนงานอีกคน กำลังสุมหัวกันซ่อมเครื่องมือสื่อสารที่มุมห้อง จันเลายกแฟ้มเอกสารเดินผ่านทั้งคู่ไปให้ษมา เขาตรวจดูเอกสารบัญชีต่างๆไปก่อนพูดเปรยขึ้น
       “ติดอยู่ที่นี่ก็ดีเหมือนกัน จะได้ตรวจงานเอกสารซะที ไม่งั้นก็ผลัดไปเรื่อย”
       จันเลายิ้มๆ กระซิบกระซาบให้ษมา พร้อมพยักเพยิดหน้าไปทางสาระวารี
       “ท่าจะหิวมากนะครับ”
       ษมามองตามจันเลาเห็นสาระวารีกัดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเคี้ยวแห้งๆไปจนหมดถุง แล้วขยำซองทิ้งถังขยะ
       “อิ่มรึเปล่าวารี” ษมาถาม
       “ไม่อิ่มได้ไงคะ อาหารหมดแล้วนี่ นี่ถ้ารู้ว่าจะต้องมาติดเกาะ ฉันไม่กินข้าวคลุกกะปิเมื่อกลางวันจนหมดเกลี้ยงหรอก”
       ษมายิ้มๆ
       “ดื่มน้ำตามเข้าไปสิ จะได้อิ่ม”
       “ไม่ไหวหรอกค่ะ ล่อเข้าไป 2 ซอง เดี๋ยวบะหมี่พองท้องแตกตายพอดี ทำงานดีกว่า”
       สาระวารีลุกเดินไปหยิบกระเป๋าใส่กล้อง ษมามองตามยิ้มเอ็นดู เธอรื้อหาของไปบ่นไป
       “ดีนะที่อุปกรณ์หากินไม่จมน้ำไปหมด มาเสียเที่ยวเลย เสี่ยงตายไม่ได้งาน”
       สาระวารีบ่นเสร็จคำ ไฟดับพรึบทันที สาระวารีร้องลั่นด้วยความตกใจ เสียงษมาขำๆ ตามมา เธอโวยวาย
       “ขำอะไร ไม่ตลกเลยนะ มืดจะตายอยู่แล้ว”
       อึดใจ ษมาก็หยิบเทียนและไฟแช็คออกมาจุดสร้างความสว่างให้ห้อง
       “สว่างแล้ว กลัวความมืดเหรอ”
       “ฉันไม่ได้กลัว”
       ษมายิ้มๆ โยนไฟแช็คไปให้จันเลา...จันเลารับไปและช่วยกูซอจุดเทียนไขเพิ่มความสว่างให้ห้อง ษมาเดินถือเทียนไขมานั่งที่แคร่
       “ถ้าไม่ได้กลัวก็มานั่งคุยกับผมที่นี่ แสดงให้เห็นหน่อยว่าคุณก็ไม่ได้กลัวผม”
       “ทำไมฉันต้องกลัวคุณด้วย ก็แค่นั่งคุย” สาระวารีลุกมานั่งด้วย ษมาหยดน้ำตาเทียนลงแคร่ไม้ไผ่เพื่อตั้งเทียน เธอเดินมานั่งแต่เว้นระยะห่างเล็กน้อย
       “ไงคะ ฉันมาแล้ว อยากจะคุยอะไรกับฉัน หรือว่าเปลี่ยนใจอยากจะให้สัมภาษณ์ต่อ”
       ษมาตั้งเทียนไข เงยหน้าพร้อมตอบ
       “ไม่เอา เบื่อคุยเรื่องผมแล้ว คุยเรื่องคุณบ้างดีกว่า ทำไมคุณถึงชอบเป็นนักข่าว”
       สาระวารีนึกๆก่อนตอบ
       “ตอนแรกก็ไม่ได้ชอบอะไรหรอกค่ะ เห็นว่างานน่าจะสนุก ไม่ต้องจำเจอยู่แต่ในออฟฟิศ ก็เลยเลือกเรียน แต่มาเริ่มรักจริงๆ ก็ตอนได้ทำงานแล้ว”
       แววตาสาระวารีฉายเห็นถึง ความสดใส ช่างฝัน มีความมุ่งมั่น
       “งานนี้ทำให้ฉันได้ท่องเที่ยว ได้เจออะไรใหม่ๆ ตลอดเวลา โลกนี้ยังมีอะไรอีกเยอะแยะเลยนะคะที่เรายังไม่รู้”
       ษมาแอบชำเลืองมองหน้าเธอที่ฉาบด้วยแสงสว่างจากเปลวเทียน ดูงามละมุนจับตาจนษมาจนไม่อาจจะละสายตาไปไหนได้ สาระวารีสายตาเป็นประกาย ภูมิใจกับสิ่งที่ทำอยู่
       “ที่สำคัญสุดเลยนะคะ การเป็นนักข่าวทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจตัวเอง ว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างฉันเนี่ย ก็ทำประโยชน์ให้สังคมได้”
       ษมายิ้มกะเซ้า
       “พูดสร้างภาพรึเปล่า”
       “ฉันจะพูดสร้างภาพกับเจ้าพ่อไปทำไมคะ”
       สาระวารีทิ้งค้อนใส่เล็กน้อยก่อนจะพูดต่ออย่างมั่นใจ
       “ฉันน่ะเหมือนกระเจาเงาบานใหญ่ๆ ที่ช่วยเตือนให้คนรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น จะได้หาทางป้องกันตัวเอง”
       “เหมือนที่คุณกำลังจะนำเสนอเรื่องคาสิโนของผม เพื่อให้ประชาชนหาทางป้องกันใช่มั้ย”
       สาระวารียักไหล่ สบตาษมา พูดอย่างระวัง แต่ไม่ใช่ต่อต้านหรือประชด
       “ฉันมีหน้าที่แค่เสนอข่าวตามความเป็นจริงค่ะ คนอ่านจะเป็นคนตัดสินใจเอง ว่าเรื่องไหนเป็นอันตรายต้องหาทางป้องกันหรือไม่”
       “เธอเป็นคนตอบคำถามได้ดีนะ”
       “เป็นคนถามคำถามที่แย่รึไงคะ”
      
       “พูดเองนะ”


  


        
       สาระวารีเหยียดปากใส่เล็กน้อย
        
      
       “ได้ยินแบบนี้ผมก็สบายใจ เอาล่ะ คุณเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พักผ่อนเถอะ ผมยกแคร่ตัวนี้ให้... จ้องตา กู๊ดไนท์ครับ แขกคนแรกของคาสิโนเกาะพระฮาม”
       สาระวารีสบตากับษมา ษมาขยับตัวไปเป่าเทียนไขดับมืดลงแล้วเดินกลับไปโต๊ะทำงาน...
       ส่วนโต๊ะทำงานของษมายังสว่างด้วยเทียนไขที่จันเลาจุดไว้ให้ ษมาเดินไปนั่งทำงาน เห็นจันเลา
       กูซอ และคนงานยังจุดเทียนไขช่วยกันซ่อมแซมวิทยุสื่อสารอยู่มุมห้อง
       สาระวารีขยับตัวลงนอนพักบนแคร่ แอบนอนมองษมานั่งทำงานที่โต๊ะทำงานไปเงียบๆ ก่อนที่เธอจะพริ้มตาหลับลงด้วยความรู้สึกปลอดภัย
      
       เวลาเช้า บ้านจิณห์วรา ดิตถ์กำลังคุยกับจิตติอยู่ในห้องรับแขก
       “ติดต่อษมาไม่ได้แค่พ้นข้ามคืน คุณก็จะชวนผมยึดคาสิโนของคุณษมาแล้วเหรอ เร็วไปหน่อยมั้งคุณดิตถ์”
       “ของอย่างงี้ ยิ่งเร็วก็ยิ่งดีไม่ใช่เหรอครับ ขืนรอออกข่าวทีวีว่า ไอ้... เอ่อคุณษมาตายแล้ว เราโดนปาดหน้าแน่ๆ”
       "แล้วถ้าเกิดคุณษมาเค้ายังไม่ตายล่ะ"
       "ก็แล้วไปสิครับ แต่ถ้าตายจริง เราจะเดินนำคนอื่นหนึ่งก้าว"
       จิตติสีหน้านิ่งๆ อ่านไม่ออกว่าคิดอะไรอยู่
       "ผมเช็กข่าวมาละเอียดแล้ว คุณษมาโดนถล่มด้วยอาวุธสงครามคาท่าเรือขนาดนั้น รอดยากครับ"
       ขณะนั้นเอง จิณห์วราเดินเข้ามาในห้อง หน้าตาไม่ค่อยชอบดิตถ์นัก
       "แต่เท่าที่รู้มา คุณษมาก็ไม่ได้โดนลอบฆ่าด้วยอาวุธสงครามเป็นครั้งแรกนี่คะ"
       ดิตถ์เหล่มองจิณห์วรา เธอพูดต่อ
       "จิณห์ก็เห็นเค้ารอดมาได้ทุกครั้ง"
       "แต่คราวนี้ คุณษมาหายเงียบไปเลยนะครับ ผิดกับครั้งก่อนๆ ถ้าคุณจิณห์ไม่เชื่อ ก็ลองติดต่อเพื่อนคุณที่เป็นนักข่าวดูสิครับ เพราะสายข่าวของผมบอกว่าเพื่อนคุณอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ถ้าติดต่อไม่ได้ ก็แสดงว่า..." ดิตถ์หยุดพูด ปั้นหน้าเศร้าใส่จิณห์ ก่อนพูดต่อ
       "เสียใจด้วยนะครับ"
       จิณห์วราหน้าเสียทันที ด้วยความเป็นห่วงสาระวารี ดิตถ์หันไปพูดกับจิตติ
       "ว่าไงครับคุณจิตติ ผมรู้มาว่าคุณอยากเข้าหุ้นเปิดคาสิโนกับษมามานานแล้ว แต่ษมามันไม่ยอม คราวนี้ไม่สนใจมาหุ้นกับผมบ้างเหรอครับ คุณมีเงิน ผมมีเส้นสาย คาสิโนเกาะพระฮามจะไปไหนเสีย"
       ดิตถ์ขำๆมั่นใจ จิณห์วราหันไปมองพ่อ จิตติมีสีหน้าครุ่นคิดว่าจะเอายังไงดี
      
       ผ่านเวลาซักครู่ ดิตถ์เดินหน้าหงิกออกมาจากบ้านจิตติ ลูกน้องที่รออยู่รีบมาเปิดประตูรถให้ และซักทันที
       "เป็นไงครับนาย เสี่ยจิตติตกลงมั้ยครับ"
       ดิตถ์ตะคอกใส่อย่างหงุดหงิด
       "ตกลงกับผีน่ะสิ ไอ้แก่ใจเสาะ กูไม่ง้อมันก็ได้วะ"
       ดิตถ์หงุดหงิดเดินหัวเสียขึ้นรถไป
      
       เวลาต่อเนื่องมา จิตติกำลังคุยกับจิณห์วราอยู่ในห้องรับแขก
       "ถึงพ่อจะอยากได้คาสิโนนี่มาก แต่พ่อก็ไม่โง่หุ้นกับคนอย่างไอ้ดิตถ์หรอก ไอ้นี่มันสิบแปดมงกุฎ สร้างภาพเป็นเจ้าของรีสอร์ต เจ้าของธุรกิจโน่นนี่ จริงๆก็เงินหมุนทั้งนั้น จะล้มวันไหนก็ไม่รู้ ขืนหุ้นกับมันก็เท่ากับเอาเงินไปทิ้งทะเลเท่านั้นเอง"
       จิณห์วรายิ้มดีใจ
       "ใช่ค่ะคุณพ่อ นายดิตถ์มันคงร้อนเงิน ก็เลยปั้นเรื่องมาหลอกคุณพ่อว่าคุณษมาตาย ไม่น่าเป็นไปได้"
       จิตติหน้าเครียดขึ้นมา
       "แต่เรื่องที่คุณษมากับหนูวารีถูกลอบฆ่าที่พระฮามเป็นเรื่องจริงนะลูก พ่อรู้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว"
       จิณห์วราตกใจมาก
       "ทำไมพ่อไม่บอกจิณห์ล่ะคะ"
       " พ่อเห็นว่ายังไม่มีอะไรยืนยันว่า เค้าสองคนเป็นอันตรายจริงรึเปล่า พ่อเลยไม่อยากให้ลูกกังวล"
       จิณห์วราหน้าเครียดหนัก ยิ่งห่วงสาระวารีมากขึ้น
       "วารีจะเป็นยังไงมั่งเนี่ย"
       จิณห์วราร้อนใจ ลองโทรศัพท์มือถือออกหาเพื่อนทันที
      
       เวลาเช้า สาระวารีล้างหน้าแปรงฟันเสร็จแล้วเดินออกมาที่หน้าแคมป์เห็นษมาและทุกคน รวมทั้งคนงานกำลังนั่งทานอาหารเช้ากันอยู่ คนงานที่ทานเสร็จแล้วก็ช่วยกันเก็บกวาด จัดสถานที่ที่รกเลอะเพราะพายุเข้าเมื่อคืน ษมาทักทาย
       "หลับสบายมั้ย"
       "ค่ะ"
       สาระวารีทำจมูกฟุดฟิด
       "ฉันได้กลิ่นกาแฟกับไข่เจียว"
       ษมายิ้มๆ หยิบกระติกยาวๆ เทกาแฟร้อนๆ ใส่ถ้วยให้
      
       "มานั่งนี่สิ"

      สาระวารียิ้มแย้มมานั่งอย่างว่าง่าย
      
       "ยังงี้ค่อยเรียกว่ามื้อเช้าที่สดใสหน่อย"
       พิพัชที่นั่งทานอาหารเช้ากับจันเลาอีกโต๊ะ เหล่ๆ มองมาทางสาระวารี สีหน้าไม่ค่อยชอบนัก
       กูซอยิ้มแย้มเดินมาหาสาระวารี
       "จะทานอะไรดีครับคุณวารี"
       ษมาพูดเสริม
       "ข้าวต้ม หรือ แซนด์วิชดีล่ะ"
       "ขอข้าวต้มหนักท้องไว้ก่อนดีกว่าค่ะ แล้วค่อยตบท้ายด้วยแซนด์วิช"
       ษมาขำๆอย่างเอ็นดูบอก
       "กูซอช่วยจัดการให้ที"
       "ได้เลยครับ รอเดี๋ยวนะครับคุณวารี"
       "ขอบคุณค่ะ"
       "ตามสบายนะ ผมขอไปเดินสำรวจความเสียหายหน่อย"
       ทันทีที่ษมาลุกเดินไป พิพัชก็ลุกมาหาสาระวารีทันที จันเลามองตามเพื่อนพร้อมถอนใจออกมา
       "ถ้าอยากกินอยู่สบายๆ ก็ไม่น่าดันทุรังมาทำข่าวที่พระฮาม"
       พิพัชแขวะ สาระวารีเหล่มองพิพัช
       "ทำเอาคนอื่นเค้าเดือดร้อนเกือบตายกันไปหมด"
       สาระวารีไม่พอใจขึ้นมาทันที
       "พูดยังงี้ก็ไม่ถูกนะคุณ ใครกันแน่ที่เดือดร้อนจนเกือบตาย ต่อให้ฉันไม่มาพวกคุณก็ต้องโดนถล่มอยู่แล้ว"
       พิพัชจ้องสาระวารีนิ่ง ตาดุๆ สาระวารีทำหน้าตากวนประสาท
       "เอ หรือว่าไอ้พวกมือปืนมันเห็นว่าฉันสวยเข้าตา ก็เลยนึกพิศวาสขึ้นมา คว้าเอ็ม79 มาไล่ยิง จนทุกคนต้องพลอยเดือดร้อนไปกันหมด"
       พิพัชขบกรามแน่น ไม่พอใจเดินหัวเสียกลับออกไป จันเลาได้ยินทุกอย่าง ก็ยิ้มๆ ทานอาหารต่อไป เธอเหยียดปากตามพิพัช เหม็นขี้หน้าเหมือนกัน
       "องครักษ์พิทักษ์นาย"
       สาระวารีทิ้งค้อนตามหลัง หญิงคนหนึ่งยกข้าวต้มมาให้สาระวารี
       "เดี๋ยวคุณกูซอทำแซนด์วิชมาให้นะคะ"
       "ขอบคุณค่ะ"
       หญิงคนนั้นจะเดินไป สาระวารีนึกได้
       "เดี๋ยวเธอ...เกาะนี้มีที่ท่องเที่ยวอะไรมั่งมั้ย ฉันอยากไปถ่ายรูป"
       สาระวารียิ้มแย้มรอคำตอบ
      
       ผ่านเวลาซักครู่ หญิงคนเดิมนำทางพาสาระวารีเดินลัดเลาะมาตามทางไปน้ำตก เธอเล่าให้ฟังว่า
       "คุณษมาท่านบอกว่า คนที่มาเที่ยวไม่จำเป็นต้องมาเล่นพนันอย่างเดียว เราต้องมีโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหารและธรรมชาติสวยๆ ไว้ให้ครอบครัวลูกค้ามาพักผ่อนด้วยกัน"
       สาระวารีแอบเบะปากหมั่นไส้
       "สงสัยทุกคนที่นี่จะถูกเจ้านายล้างสมองกันหมดแล้ว ถึงได้ชื่นชมกันซะเหลือเกิน"
       "เปล่านะคะคุณ"
       "เธอรู้มั้ยว่า การพนันเป็นสิ่งไม่ดี ไฟไหม้ยังเหลือที่ดิน แต่เสียพนันเราจะไม่เหลืออะไร แม้แต่ที่ซุกหัวนอน ตอนนี้ เจ้านายเธอกำลังทำสิ่งที่ทำร้ายสังคมอยู่"
       หญิงคนนั้นทำสีหน้างงๆ
       "แต่คุณษมาก็ไม่ได้บังคับให้ใครมาเล่นนี่คะ แล้วคนที่จะมาเล่นที่นี่ ก็ต้องรวยเท่านั้นถึงจะมาเล่นได้ อย่างพวกหนูไม่มีปัญญาเข้าไปเล่นหรอกค่ะ"
       สาระวารีอึกๆอักๆ ไม่คิดว่าจะเจอย้อน ขณะนั้นเอง ก็มีเด็กๆ วิ่งเล่นสวนกลับมาหลายคน เธอแปลกใจ
       "ที่นี่มีเด็กเล็กๆ ด้วยเหรอ"
       "ก็ลูกคนงานที่นี่ล่ะค่ะ คุณษมาท่านให้เอามาอยู่ด้วย แล้วนี่กำลังจะจ้างครูมาสอนหนังสือให้ด้วยนะคะ"
       "อีกไม่กี่เดือน คาสิโนก็สร้างเสร็จแล้ว จะจ้างครูมาอีกทำไม"
       "ถึงสร้างเสร็จ ถ้าพวกเราอยากทำงานกับคุณษมาต่อ ท่านก็จะรับไว้เป็นพนักงานประจำที่นี่ค่ะ ใครถนัดด้านไหนก็ทำด้านนั้น ท่านบอกว่าหาคนไว้ใจได้ยาก เมื่อพวกเราช่วยท่านสร้างคาสิโนมาด้วยกันก็อยากให้อยู่ช่วยงานกันต่อ ท่านเป็นคนใจดีมากเลยนะคะ"
       สาระวารีอึ้งๆไปเหมือนกัน เป็นอีกมุมของษมาที่ตนมองข้ามไป หญิงคนนั้นยิ้มดีใจ
       "เงินเดือนดีด้วยนะคะคุณ ฉันล่ะอยากให้คาสิโนสร้างเสร็จเร็วๆ จะได้สบายขึ้นซะที ไม่ต้องมานั่งแบกหามหนักๆ ทั้งวันอยู่ยังงี้"
      
       สาระวารีนิ่งขรึมไป คราวนี้ เธอพูดอะไรไม่ออก เพราะถึงบ่อนจะไม่ดี แต่ก็ทำให้เกิดอาชีพและกระจายรายได้จริงอย่างที่ษมาเคยบอกไว้


  


        
       เวลาสาย บริเวณชายหาดเกาะพระฮาม ษมากำลังเดินคุยกับจันเลาเรื่องการก่อสร้างกาสิโนอยู่ พออยากจะได้อะไร ก็สั่งให้พิพัชจด โดยมีกูซอคอยตามรับใช้อีกที
      
       กูซอตกใจเหลือบไปเห็นเรือสองลำ กำลังแล่นมาที่เกาะพระฮาม
       "คุณษมาครับ มีเรือสองลำมาทางนี้ครับ"
       ทุกคนรีบหันไปมองตามทันที พิพัชหยิบปืนส่งให้ษมา แล้วยืนขวางหน้าษมาไว้ตามสัญชาตญาณ
       "ระวังครับคุณษมา อาจจะเป็นพวกเมื่อวานก็ได้"
       ษมากระชับปืนสีหน้าเคร่งเครียด เตรียมพร้อม จันเลาหยิบกล้องส่องทางไกลมาส่องดูแล้วยิ้มๆ
       "ไม่ใช่พวกเมื่อวานหรอกครับ แต่ผมว่าน่ากลัวกว่า"
       "ไหนเอากล้องมาสิ" ษมาบอก
       จันเลาส่งกล้องส่องทางไกลให้ษมา เขารับกล้องมาส่อง แล้วลดกล้องลง หน้าตาเซ็งๆ อย่างเห็นได้ชัด
      
       ผ่านเวลาเล็กน้อย โศภีกำลังโวยวายใส่กูซอ พิพัช และจันเลา โดยมีลำแพงยืนอยู่ใกล้ๆกลางแคมป์คนงาน
       " ไม่รู้ได้ยังไง แกเป็นเลขากับบอดี้การ์ด ประกบยังกะเงาตามตัว ษมาไปไหน มีเรอะพวกแกจะไม่รู้"
       "คุณษมาไม่ได้สั่งเอาไว้ พวกเราก็เลยไม่กล้าถาม"
       โศภีโมโห
       "เมื่อวานเพิ่งเกิดเรื่อง ษมาไม่มีทางไปไหนมาไหนคนเดียวหรอก พวกแกอย่ามาโกหกฉันเลย"
       "ผมไม่ได้โกหก แต่ที่พวกเราไม่ได้ตามไป ก็เพราะคุณษมาไม่ได้สั่ง แล้วเกาะนี้ก็มีคนงานของเราเฝ้าทางขึ้นเกาะทุกด้านรับรองว่า ไม่มีใครขึ้นเกาะมาทำร้ายคุณษมาได้เด็ดขาด"
       "ในเมื่อคุณษมาปลอดภัยก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอคะ คุณษมาอาจจะตรวจงานอยู่แถวนี้ก็ได้" ลำแพงบอก
       โศภีหันไปวีนใส่ลำแพงทันที
       "ใครถามหล่อน ไม่รู้จะตามมาด้วยทำไม เกะกะขวางหูขวางตา"
       โศภีค้อนตาเขียวใส่ ลำแพงเจ็บใจมาก แต่เก็บอาการได้แต่เชิดหน้านิ่ง แววตาแข็ง โศภีมีสีหน้าอยากเอาชนะ
       "ให้มันรู้ไปว่าเกาะแคบๆแค่นี้ ษมาจะหนีฉันพ้น"
       โศภีเดินปึงปังหัวเสียออกไปตามหา พิพัช จันเลา และกูซอ สบตากัน
       "ตกลงคุณษมาหลบแม่นี่ใช่มั้ย"
       กูซอบอก แล้วทำท่าขนลุก
       "ใครจะอยากเจอล่ะครับคุณลำแพง ผู้หญิงอะไร น่ากลัวที่สุดเลย"
       ลำแพงยิ้มสะใจก่อนเดินตามโศภีไป พิพัชถอนใจส่ายหน้า แล้วต่างก็แยกย้ายไปทำงานกันต่อ
      
       ษมาหลบหน้าโศภีเดินมาถึงน้ำตก ขณะนั่งพักก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสาระวารีนุ่งกระโจมอกแช่น้ำตกเล่นไปอย่างสบายใจ ทั้งคู่เห็นกัน ต่างตกใจ สาระวารีรีบแช่น้ำลึกลงไปให้โผล่พ้นมาแค่หัว ษมายิ้มถาม
       "นึกสนุกอะไรขึ้นมา"
       สาระวารีแอบเขิน
       "ไม่ได้นึกสนุก เห็นน้ำมันใสสะอาดดีก็เลยยืมผ้าถุงน้องเค้ามาอาบน้ำ"
       ษมายิ้มๆ
       "น่าสบายจังเลยนะ" ษมาหาที่นั่งเหมาะๆ
       "คุณจะไปไหนก็ไปสิ จะมานั่งตรงนี้ทำไมล่ะ"
       "คุณก็อาบน้ำไปสิ ผมไม่มองหรอก"ษมายิ้มๆ หันไปมองทางอื่น
       "จ้างให้ฉันก็ไม่เชื่อ ไปให้เร็วๆเลย"
       สาระวารีพึมพำ
       "เฒ่าลามก"
       ษมาอมยิ้มแกล้ง แกล้งลุกขึ้นยืนปลดกระดุมทีละเม็ด
       "ที่จริงผมอาบน้ำพร้อมกับคุณเลยก็ดีเหมือนกันนะ"
       สาระวารีตกใจมาก
       "จะบ้าเหรอ คิดอะไรอยู่ ฉันรู้นะ"
       "ษมา"
       โศภีเสียงแข็ง ไม่พอใจ ษมาและสาระวารีหยุดกึก โศภีมองมาด้วยสีหน้าไม่พอใจมาก ภาพที่เธอเห็นคือษมาตั้งท่าจะถอดเสื้อลงไปเล่นน้ำกับสาระวารีที่แช่น้ำรออยู่แล้ว หลังโศภีถัดไปคือ ลำแพงที่เดินตามมา ถึงกับผงะ นิ่งตื้อไป เหมือนช็อกกับภาพที่เห็นตรงหน้า
       สาระวารีเซ็งจัด ดำน้ำมิดหัวแก้ความอึดอัดไปเลย
      
       ผ่านเวลาซักครู่ สาระวารีจะเดินมาขึ้นเรือที่ท่าเรือเกาะพระฮาม มีกูซอคอยดูแลตรงที่ขึ้นเรือ
       โศภีเดินปรี่ตามมาโวยวาย กระชากแขนสาระวารีเอาไว้
       "จะหนีไปไหน วันนี้เราต้องพูดกันให้รู้เรื่อง"
       "คุณษมาก็เล่าความจริงทั้งหมดให้คุณฟังแล้ว จะเอายังไงอีกคะ"
       "แต่ฉันไม่เชื่อ"
       "ก็เรื่องของคุณ" สาระวารีจะกลับไปขึ้นเรือ โศภีกระชากแขนสาระวารีกลับมาแรงๆ ทั้งคู่จ้องหน้ากัน
       "หยุดเดี๋ยวนี้นะโศ" ษมาน้ำเสียงไม่พอใจมาก
       ษมาเดินหน้าตาไม่พอใจตามมา จันเลาตามประกบ คุ้มกัน
       "อย่ามาแสดงกริยาไม่สุภาพกับแขกของผม"
      
       "แขกหรือคู่ขากันแน่คะ"

       สาระวารีโกรธจนตาแข็ง ขบกรามแน่น พิพัชและลำแพงขนของจำเป็นตามมาขึ้นเรือ แล้วหยุดดูเหตุการณ์สีหน้านิ่ง
        "โศอุตส่าห์ห่วงคุณ พอออกเรือได้ก็รีบมาตามหาคุณทันที"
        โศภีหันจ้องหน้าสาระวารี ด้วยสายตาโกรธเกลียดก่อนชี้หน้าสาระวารีและพูดต่อ
        "แต่คุณกลับมาเล่นน้ำสำเริงสำราญอยู่กับนังนี่"
        สาระวารีปัดมือโศภีที่ชี้หน้าเธอออกอย่างแรง
        "ต่อให้ฉันแก้ผ้าเล่นน้ำกับคุณษมาแล้วคุณเดือดร้อนอะไรด้วย"
        โศภีอึ้งไปเลย ษมานิ่งไป จันเลาที่ยืนข้างๆ อมยิ้ม
        สาระวารีจ้องหน้า ยิ้มเหยียดอย่างดูถูก
        "แขกก็ไม่ใช่ คู่ขายิ่งไม่ใช่ใหญ่ "
        โศภีโกรธจนกำมือแน่น
        "ฉันเป็นแขกที่คุณษมาออกปากเชิญ ส่วนคุณไม่ใช่ แล้วฉันก็ไม่เห็นว่า ใครที่เกาะยานกจะยินดีต้อนรับคุณซักคน คุณทนเพื่ออะไรคะ ฉันล่ะอยากขอสัมภาษณ์คุณจริงๆเลย"
        โศภีโกรธจนเหลืออด พูดพร้อมตวัดมือจะตบหน้าสาระวารี
        "ขอตบหน้านักข่าวซักทีเถอะ"
        ษมาจับมือโศภีคว้าไปแน่น หน้าตาดุ
        "พายุหมดแล้ว คุณขึ้นเรือแล้วกลับเข้าฝั่งไปเลยดีกว่า"
        โศภีอึ้งมองหน้าษมา น้ำตารื้นด้วยความน้อยใจ ษมาปล่อยมือแล้วจงใจเดินไปทำท่าเหมือนจะโอบเอวสาระวารีพาขึ้นเรือไป เธอสะบัดตัวออกห่างเดินนำไปก่อน โศภีโกรธจนตัวสั่น
        ลำแพงพูดพอได้ยินกับพิพัชที่ยืนอยู่
        "เจ้านายเราท่าจะหลงเด็กนี่มาก"
        พิพัชหน้าตาเครียดขึ้นมาทันทีรีบเดินตามไปประกบษมาทันที ลำแพงเดินเชิดมายืนเคียงโศภี ชายหางตามอง ยิ้มหยันด้วยมุมปาก แล้วเดินนำไปไม่พูดอะไรซักคำ โศภียิ่งเจ็บแค้นกว่าโดนด่า โกรธแทบคลั่ง เธอขบกรามแน่น แววตาร้ายกาจ เห็นความโหดเหี้ยมที่ซ่อนอยู่
      
        บ่ายแก่ๆ ทั้งหมดเดินทางกลับถึงเกาะยานก... สาระวารีเดินหน้าเซ็งๆ ษมาเดินตามไปพูดด้วย
        "โกรธผมเหรอ"
        "ถ้าไม่ติดว่า ยังสัมภาษณ์ไม่เสร็จ ฉันอยากกลับไปซะเดี๋ยวนี้เลย เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ น่ารำคาญมาก" สาระวารีพูดเน้นเสียง ใส่อารมณ์รำคาญสุดๆ
        "ผมเสียใจที่ทำให้คุณรู้สึกไม่ดีกับเกาะพระฮาม"
        สาระวารีถอนใจ
        "กับคนมากกว่าค่ะ"
        แลงรีบเดินเข้ามารายงาน
        "คุณษมาครับ เสี่ยจิตติมาพบครับ ตอนนี้รออยู่ในบ้านครับ"
        "วารี"
        สาระวารีมองเลยไปพบว่า จินห์วราเพื่อนซี้เดินคู่มากับวัฒนา เธอดีใจ
        "จิณห์"
        สาระวารีวิ่งไปกอดเพื่อนแล้วตบไหล่ทักทายวัฒนา เธอยิ้มสบายใจ สดชื่นขึ้นเมื่อได้เจอเพื่อน
      
        เวลาต่อเนื่องมา ษมาคุยกับจิตติคุยกันอยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน
        " ขอบคุณคุณจิตติมากนะครับที่เป็นห่วง งานนี้ก็เกือบไปเหมือนกันล่ะครับ โชคดีที่คนของผมช่วยเอาไว้ได้ทัน ไม่งั้นก็คงแย่"
        "พักหลังชักถี่ขึ้นเรื่อยๆแล้วนะคุณษมา ผมว่ารีบๆเปิดคาสิโนซะทีเถอะ เปิดเป็นโซนๆไปก่อนก็ได้"
        "เปิดก่อนบางโซน ผมกลัวว่างานจะล่าช้าขึ้นไปอีกน่ะสิครับ แล้วลูกค้าอาจจะเป็นเป้าโจมตีแทนผมก็ได้"
        "ก็จริงนะ คุณษมานี่คิดรอบด้าน สมแล้วที่ได้ทำงานใหญ่ระดับนี้"
        "ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ ประสบการณ์ตรงนี้มันสอนน่ะครับ"
        ษมากวาดตามองหาสาระวารีไปทางสนาม
        "เอ่อ ไหนๆผมก็มาแล้ว เรามาคุยเรื่องธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งของเรากันต่อดีกว่า ผมว่าตอนนี้..."
        ษมาไม่ทันได้สนใจฟังจิตติ มัวแต่มองหาไปทางสาระวารี เห็นเดินคุยอยู่กับจิณห์วารีและวัฒนาอยู่
        "คุณษมา"
        ษมาสะดุ้งเล็กน้อย
        "ใจลอยไปถึงไหนครับเนี่ย"
        ษมาปั้นยิ้ม
        "อ๋อ เปล่าครับ แล้วนี่คุณจิณห์จะมารับเพื่อนเค้ากลับไปพร้อมกันเลยรึเปล่าครับ"
        "ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เรากลับไปนั่งคุยที่ห้องรับแขกดีกว่านะ ดูคุณษมาไม่ค่อยมีสมาธิเลย"
        ษมายิ้มเจื่อนๆ
        "ก็ดีครับ เชิญครับ"
        ษมาผันมือเชิญ จิตติเดินนำกลับเข้าไป ษมาเดินตาม แต่ไม่วายหันไปมองทางสาระวารีที่สนามอีกครั้ง เขากลัวสาระวารีจะตัดสินใจกลับตราดวันนี้เลย


  


       บริเวณสนามสวยของเกาะ สาระวารี จิณห์วรา และวัฒนากำลังคุยกันต่อเนื่อง เธอเล่าเรื่องราวด้วยความเจ็บใจกับกรณีของโศภี
        "ฉันก็แค่ไปเล่นน้ำที่น้ำตก แล้วคุณษมาบังเอิญไปเจอเข้า เรื่องก็มีอยู่แค่นั้น อธิบายเท่าไหร่ไม่ยอมเข้าใจ"
       จิณห์วรายิ้มบอก
        "ความหึงมันไม่เข้าใครออกใครหรอก"
        "ประสาท ผู้ชายอย่างเค้าเนี่ยนะ"
        "ผู้ชายอย่างคุณษมาทำไมเหรอพี่" วัฒนาถาม
        สาระวารีรีบแก้ตัวพัลวัน
        "ก็แก่น่ะสิ"
        จิณห์วรายิ้มกระเซ้า
        "จริงเร้อ...มากประสบการณ์ยังงี้แหละถึงจะกำราบเธออยู่"
        "เรื่องอะไรฉันต้องหาแฟนมากำราบตัวเองยะ มีแฟนนะไม่ได้มีพ่ออีกคน"
        วัฒนาถอนใจโล่งอก
        "ได้ยินยังงี้ค่อยโล่งอกหน่อย ผมก็ห่วงซะแทบแย่ นึกว่าเจ๊จะหลงเสน่ห์คุณษมาเข้าซะแล้ว"
        "ฉันมีจรรยาบรรณพอย่ะ จะไปมีความรู้สึกพิเศษกับแหล่งข่าวได้ไง แล้วฉันก็ไม่ได้ใจง่ายขนาดนั้น มาอยู่บ้านเค้าไม่กี่วัน จะให้มาหลงรักเค้าเนี่ยนะ ไม่มีทางหรอกย่ะ"
        "เออๆ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ ไม่เห็นต้องอารมณ์เสียเลย จะกลับตราดพร้อมกันเลยมั้ย"
        สาระวารีชะงักไปเล็กน้อย
        "กลับเลยก็ดีเจ๊ ผมจะต้องกลับเข้ากรุงเทพแล้วนะ งานเพียบรอเจ๊ต่อไม่ไหวแล้วล่ะ"
        สาระวารีถอนหายใจอย่างเซ็งๆ
        "งานสัมภาษณ์เพิ่งจะคืบหน้าไปได้นิดเดียวเอง"
        "มาอยู่ตั้งหลายวันแล้วนะเจ๊"
        "แกไม่รู้หรอกว่าฉันต้องเจออะไรมั่ง" สาระวารีถอนใจ
        จิณห์วราจ้องหน้าเพื่อน แววตาจับผิด
        "สรุปว่ายังไม่อยากกลับใช่มั้ย"
        สาระวารีไม่สู้ตาเล็กน้อย
        "ไม่ใช่ไม่อยากกลับ แต่งานมันไม่เสร็จ จะให้ฉันกลับไปโดนหัวเราะเยาะรึไง"
        จิณห์วราอมยิ้มเย้าๆ สาระวารีกลัวหลุด รีบตัดบท
        "เธอมาก็ดีแล้ววัฒนา มาช่วยเก็บภาพสวยๆ รอบเกาะไว้ให้หน่อย"
        สาระวารีเดินนำไปก่อนแก้เขิน จิณห์วราหันมาพูดยิ้มๆกับวัฒนา
        "ลูกพี่เธอท่าทางน่าสงสัยซะแล้ว"
        วัฒนายิ้มๆ สาระวารีส่งเสียงดุ
        "วัฒนา ตามมาเร็วๆ เลย"
        "ไปเดี๋ยวนี้ล่ะครับ"
        วัฒนารีบตามสาระวารีไป จิณห์วรามองตามไป สีหน้าใช้ความคิดแล้วอมยิ้มออกมา
      
        สยามสารตอนหัวค่ำ มีคณากำลังต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทานรองท้องอยู่ที่ห้องกาแฟของสยามสาร พร้อมหนีบโทรศัพท์มือถือคุยกับสาระวารีที่โวยวายลั่น
        "ว่าไงนะมี่ ไอ้วัฒนามันโทรไปฟ้องบ.ก.อย่างงั้นเหรอ"
        มีคณาเบ้หน้า เอามือถือออกห่างจากหูทันที เพราะสาระวารีโวยเสียงดังมาก
        "ไม่ได้ฟ้อง แต่ บ.ก.สั่งให้รายงานให้ละเอียด วัฒนาเค้าก็ทำไปตามหน้าที่ อย่าไปโกรธเค้าเลยน่า"
        ภายในห้องนอนรับแขกบ้านษมา... สาระวารีหน้าตาขึงขังไม่พอใจ
        "เธอไม่ต้องเข้าข้างมันเลยนะ เจ้านี่มันจอมเว่อร์อยู่แล้ว ไม่รู้มันใส่สีอะไรไปบ้าง บ.ก.ถึงใช้ให้เธอโทรมาลากฉันกลับอยู่เนี่ย"
        มีคณายิ้มขำๆ
        "บ.ก.เค้าห่วงเธอมากนะวารี ถึงขนาดยอมตัดใจทิ้งข่าวคาสิโนเลยนะ"
        สาระวารีไม่เห็นด้วย
        "ตกลงให้ฉันเสี่ยงตายมาฟรีๆ งั้นเหรอะ ไม่เอาด้วยหรอก ลงทุนมาขนาดนี้แล้ว ยังไงก็ต้องได้ข่าวกลับไป เสียชื่อวารีหมด"
        "พูดอย่างงี้ แปลว่าเธอจะไม่ยอมกลับใช่มั้ย"
        "เป็นเธอเป็นมัทก็ไม่ยอมกลับเหมือนกันแหละ หรือเธอจะเถียง นิสัยเรา 3 คนเหมือนกันอยู่อย่างที่ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ"
        มีคณาเงียบไป
        "ฝากบอกบ.ก.ให้ด้วยนะ ว่าไม่ต้องห่วงฉันเรื่องคุณษมา ฉันมั่นใจว่าเค้าไม่ทำร้ายฉันหรอก แล้วเค้าก็ไม่มีวันปล่อยให้ใครมาทำร้ายฉันได้ด้วย"
        มีคณาอึ้ง
        "เธอไม่เคยใช้คำว่ามั่นใจกับผู้ชายคนไหนมาก่อนเลยนะวารี"
       สาระวารีหน้าเจื่อนไปทันที
        "แค่นี้นะ"
      
        สาระวารีกดตัดสาย แล้วนิ่งอย่างใช้ความคิด เธอไว้ใจษมามากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม้แต่ตัวเองก็อึ้งไปเหมือนกัน

      บรรยากาศเกาะยานกยามเช้า แสงแดดส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องพักของวารี สาระวารีนอนหลับอยู่บนเตียง เธอพลิกตัวไปกอดอะไรบางอย่างเข้า สาระวารีรู้สึกว่า สิ่งที่กอดนั้นนุ่มนิ่ม น่ากอดสุดๆ เธอยิ้มเคลิ้ม ก่อนจะค่อยๆลืมตาขึ้น แต่พอเห็นชัดๆก็ต้องตกใจจนสะดุ้งโหยง เมื่อสิ่งที่ตัวเองกำลังกอดอยู่ คือเจ้าแมวอ้วน คู่แค้นเก่านั่นเอง เธอลุกพรวดพราด โวยลายลั่น
        "เจ้าตุ่มลาย แกเข้ามาในห้องฉันได้ยังไงเนี่ย"
        ตุ่มลายหันมองหน้าสาระวารี
        "บุกรุกห้องนอนคนอื่นแล้วยังมาจ้องหน้าเค้าอีก ไอ้แมวอ้วน"
        ตุ่มลายเดินส่ายอาดๆ ไม่แยแสไปหาที่นอนใหม่
      
        ผ่านเวลาซักครู่ บริเวณระเบียงบ้าน ษมากำลังอุ้มเหลืองลาย พร้อมกับหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ในขณะที่สาระวารีทานอาหารเช้าด้วยสีหน้าบึ้งตึง ษมาหัวเราะ
        "เลอะเทอะใหญ่แล้วคุณ เจ้าเหลืองลายมันเป็นแมว มันคิดไม่ได้ขนาดนั้นหรอก แล้วมันก็ใช้สายตาด่าใครไม่ได้ด้วย"
        สาระวารีแค้นใจ
        "คุณก็เข้าข้างแมวคุณตลอด เจ้าอ้วนนี่ร้ายจะตายไปแอบมานอนบนเตียงฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พอฉันตกใจตื่น มันยังทำท่ารำคาญ เหมือนกับฉันเป็นพวกงี่เง่า ขี้โวยวาย ทำให้มันต้องตื่นนอนไปด้วย"
        "หาเรื่องได้กระทั่งแมว"
        สาระวารีวางช้อน จ้องหน้าษมาที่ยิ้มแล้วลูบขนเหลืองลายไปมา
        "เหลืองลายมันคงแอบเข้าห้องคุณไปตั้งแต่เมื่อคืน คงไปซุกอยู่ที่ไหนซักแห่ง พอตกดึกมันหนาว ก็เลยขึ้นมานอนบนเตียงกับคุณก็เท่านั้นเอง ก็บ้านนี้เป็นบ้านของมันนี่นา มันก็อยู่ไปทั่วแหละ จริงมั้ย"
        ษมามองหน้าแมวอย่างเอ็นดู เธอเบะปากหมั่นไส้สุดๆ ษมาตักแพนเค้กราดน้ำผึ้ง จะป้อนตุ่มลาย
        "ให้กินของหวานอีกแล้ว"
        "นิดเดียว ไม่เป็นไรหรอกน่า...เอ่อ เดี๋ยววันนี้เราขึ้นฝั่งกันหน่อยนะ ผมอยากจะพาคุณไปดูอะไรบางอย่าง"
        สาระวารีสีหน้าสงสัยอยากรู้
      
        เวลาสาย สาระวารีกำลังก้มกราบสถานที่เก็บกระดูกของสาร พ่อของสาระวารีที่อยู่ในวัด เธอ
       เอาพวงมาลัยดอกมะลิแขวนเอาไว้แล้ว เธอมีสีหน้าเศร้าๆ ก่อนลุกเดินกลับออกมา
        ษมาและสมบูรณ์รออยู่ไม่ห่างนัก... พิพัชกับจันเลายืนคุ้มกันอยู่
        "ขอบคุณมากนะคะที่พาฉันมาที่นี่"
        "คุณบอกผมว่า คุณรู้ข่าวการตายของพ่อคุณ หลังจากที่คุณพ่อคุณเสียไปหลายอาทิตย์ ผมเลยเดาว่าคุณคงยังไม่ได้มากราบศพพ่อคุณแน่ๆ"
        สาระวารีพยักหน้ารับ สีหน้าเศร้าๆ
        "ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ายังมีอัฐิของพ่อเก็บอยู่....ฉันกับพี่เคยตามข่าวเรื่องพ่ออยู่พักนึงเหมือนกัน แต่เราก็ไม่รู้จักญาติทางพ่อเลยซักคน คุณตาคุณยายก็ไม่อยากพูดถึงพ่อ เราก็เลยต้องตัดใจ"
        "อย่าว่าแต่หนูเลย ลุงอยู่ใกล้ๆบ้านเก่าหนูแท้ๆ ยังไม่รู้เลยว่าพ่อหนูตายตอนไหน ได้ข่าวอีกที ศพพ่อหนูก็เผาไปเรียบร้อยแล้ว"
        สาระวารีสีหน้าเศร้าๆ
        "ถ้าไม่ใช่เพราะการพนัน พ่อก็คงไม่ต้องตาย ครอบครัวของหนูก็คงไม่ต้องเผชิญชะตากรรมแบบนี้หรอกลุง"
        ษมาและสมบูรณ์สบตากันเล็กน้อย
        "แล้วหนูวารีรู้รึเปล่าล่ะ ว่าทำไมพ่อหนูถึงได้ติดการพนัน"
        สาระวารีแขวะ
        "ของแบบนี้มันต้องมีเหตุผลด้วยเหรอคะลุง"
        สมบูรณ์ ฝืนยิ้มให้เด็กดื้อ
        "พ่อหนูเคยเล่าให้ลุงฟังว่า แม่ของหนูเป็นลูกเศรษฐีผู้ดีเก่า ตากับยายรังเกียจพ่อหนูที่เป็นแค่เสมียนอำเภอจนๆ พ่อเค้าก็เลยพยายามสร้างเนื้อสร้างตัว เพื่อให้ทางบ้านแม่หนูยอมรับ"
        "สร้างเนื้อสร้างตัว ด้วยการเล่นการพนันเนี่ยนะคะ"
        สาระวารีสีหน้าไม่เห็นด้วยปนดูถูก
        "คุณพ่อคุณอาจจะไม่ใช่คนคิดไกลอะไรมากนัก แต่ที่เค้าทำไปทั้งหมดก็เพราะเค้ารักครอบครัว"
        สาระวารีถอนใจออกมา สีหน้าไม่เห็นด้วย สมบูรณ์หยิบจดหมายเก่าๆฉบับหนึ่งออกมายื่นให้เธอ
        "นี่เป็นจดหมายที่พ่อหนูเขียนไว้ก่อนตาย สัปเหร่อเค้าเจอที่ศพพ่อหนู ตอนนั้นไม่มีใครรู้ที่อยู่หนู เค้าก็เลยฝากไว้กับเจ้าอาวาส ลุงเองก็เพิ่งได้มาตอนคุณษมาสั่งให้ลองตามหาศพพ่อให้หนูนี่แหละ"
        สาระวารีอึ้งไปเล็กน้อยชำเลืองมองษมา สายตาซึ้งใจที่ใส่ใจเรื่องที่ตนเล่าขนาดนี้ ษมายิ้มบางๆให้
        "ลองอ่านดูสิวารี วิญญาณพ่อคุณคงหมดห่วงซะทีที่ลูกสาวได้อ่านจดหมายสั่งเสียของท่านแล้ว"
      
        สาระวารีมองจดหมายในมือ ด้วยสีหน้าเศร้าๆ


  


        
       เธอกำลังนั่งอ่านจดหมายอยู่ในมุมร่มรื่นภายใน
        
       "พ่อรู้ว่า พ่อเขียนจดหมายฉบับนี้มาช้าเกินไป แต่พ่ออยากจะบอกลูกทั้งสองคนว่า ที่พ่อต้องยอมให้ลูกไปอยู่กับคุณตาคุณยาย ก็เพราะพ่อไม่มีเงินจริงๆ"
       ษมาเดินตามมามองดูอยู่ห่างๆ อย่างเงียบๆ สาระวารีอ่านจดหมายพ่อไปน้ำตารื้นๆ ขึ้นมา
       "พักหลังมานี่พ่อเล่นได้เกือบตลอด เริ่มมีเงินเหลือบ้างแล้ว ถ้าวันนี้ได้หนักๆอีกซักที พ่อตั้งใจจะไปรับลูกทั้งสองคนกลับมาอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม รอพ่อด้วยนะ" / รัก จากพ่อ
       สาระวารีพับจดหมายเก็บด้วยน้ำตาคลอเบ้า ษมาเดินเข้ามา บีบไหล่เบาๆ ให้กำลังใจ
       "ขอบคุณมากนะคะ ที่พาฉันมาพบพ่อ ถ้าสะมารู้เรื่องต้องดีใจมากแน่ๆ" เธอรีบซับน้ำตาออกก่อนจะไหลออกมา
       ษมายิ้มแย้ม
       "ถือเป็นของขวัญเลี้ยงส่งคุณกลับกรุงเทพก็แล้วกัน"
       สาระวารีแปลกใจ
       "อะไรนะคะ"
       ษมาสีหน้าหน้าเครียด ด้วยความเป็นห่วง
       "ผมไม่อยากให้เหตุการณ์ที่พระฮามเกิดขึ้นกับคุณซ้ำอีก ผมจะให้สัมภาษณ์ทุกอย่างที่คุณอยากรู้และผมตอบได้ทั้งหมด วันนี้เลย คุณจะได้กลับกรุงเทพทันที"
       จันเลาและพิพัชหันสบตากัน ทั้งคู่ไม่รู้มาก่อนเช่นกัน เธอค่อยยิ้มออกมาอย่างดีใจ แต่เห็นสายตาที่ษมามองตนอย่างซึมๆ เหมือนใจลึกๆ เหมือนยังไม่อยากให้กลับ แต่ห่วงความปลอดภัยมากกว่า
       สาระวารียิ้มเฝื่อนลงแล้วค่อยๆ หลบสายตาไป
      
       เวลาบ่าย หน้าร้านกาแฟแห่งหนึ่งในตัวเมืองตราด จันเลายืนคุมเชิงอยู่หน้าร้าน พิพัชกำลังคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ห่างไปเล็กน้อย
       "คุณลำแพงก็รีบเก็บข้าวของเครื่องใช้คุณวารีมาให้ครบแล้วกัน เค้าจะได้ไม่หาเรื่องกลับไปเอาของอีก"
       ลำแพงคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่โถงบ้าน สีหน้ายิ้มแย้มดีใจ
       "ไม่ต้องห่วงค่ะคุณพิพัช เศษกระดาษซักชิ้นฉันก็จะเก็บใส่กระเป๋าให้หมด ไม่ให้หลงเหลือเลยล่ะค่ะ...แล้วเค้าคิดยังไงถึงเปลี่ยนใจกลับได้ล่ะคะ"
       "คุณษมาเป็นห่วงกลัวเค้าจะได้รับอันตราย คงกลัวว่า ถ้ามีนักข่าวมาตาย แล้วนักข่าวจะแห่กันมาทำข่าวน่ะครับ"
       ลำแพงสีหน้าเห็นด้วย
       "ใช่ค่ะ คราวนี้จะคุมไม่อยู่ แค่นี้ก่อนแล้วกันนะคะ ฉันจะรีบไปเก็บของ จะได้ให้เจ้าแลงเอาของข้ามฝั่งไปให้เลย"
       ลำแพงยิ้มดีใจมาก กดตัดสาย รีบเดินอารมณ์ดีไปทางห้องพักแขกทันที พิพัชก็อารมณ์ดีเดินไปคุยกับจันเลา
       " กลับไปได้ซะที พวกเราจะได้หมดห่วง มีนักข่าวอยู่ข้างตัวนายแบบนี้ บอกตามตรงเหมือนถูกดักฟังอยู่ตลอดเวลา"
       "ฉันว่ามันจะไม่จบแค่นี้น่ะสิ" จันเลาหันมองเข้าไปในร้าน พิพัชหน้าขรึมลง มองตามเข้าไปในร้าน
      
       ในร้านกาแฟ...ษมากำลังให้สัมภาษณ์สาระวารีอยู่ โดยเธอบันทึกการสัมภาษณ์ด้วย
       "ผมตระเวนไปมาแล้วหลายที่ ทั้งลาสเวกัส มาเก๊า เกนติ้ง สิงคโปร์ ช่วงเก็บข้อมูลทำให้ผมรู้ว่า ปีๆนึง เราต้องสูญเสียรายได้ไปมากขนาดไหน แล้วทำไมเราไม่ทำให้ถูกกฎหมาย จัดเก็บภาษีให้เป็นเรื่องเป็นราวไปซะเลย จะได้มีรายได้มาพัฒนาประเทศ คนก็มีงานทำด้วย"
       "แล้วคุณจะบริหารงานคาสิโนยังไงคะ อย่างคนที่จะเป็นเจ้ามือ ฉันก็เคยได้ยินว่าต้องมีการฝึกมาก่อนไม่ใช่เหรอคะ"
       "ช่วงแรกผมจะจ้างมืออาชีพจากต่างประเทศมาก่อน แล้วให้เค้าฝึกคนของเราให้ ไม่นานก็คงเป็นงาน"
       "คุณพูดถึงแต่ข้อดี เคยคิดบ้างมั้ย ว่าการพนันมันบ่อนทำลายสังคม แล้วเราก็เป็นเมืองพุทธด้วย จะดีกว่ามั้ยถ้าจะไม่มีบ่อนการพนันซะเลย"
       "ดีสิ แต่มันจะเป็นไปได้เรอะ ตราบใดที่มนุษย์ยังมีกิเลส เราก็หลีกเลี่ยงการพนันไปไม่พ้นหรอก หรือคุณจะเถียง"
       สาระวารีเบ้ปากไปมา
       "ถ้าคนอยากเล่นซะอย่าง ไม่ว่าห้ามยังไง เค้าก็หาที่เล่นจนได้นั่นล่ะ แต่ถ้าไม่เล่น ยังไงเค้าก็ไม่เล่น...ขอคำถามข้อสุดท้าย"
      
       ษมาพูดตัดบท


  


        
       สาระวารีค้อนใส่เล็กน้อยก่อนถาม
        
       “คุณมีแรงผลักดันอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าถึงได้ตัดสินใจทำคาสิโน ทั้งๆที่ก็เห็นว่า มีปัญหาและอุปสรรคขวางหน้าอยู่เต็มไปหมด"
       ษมายิ้มรับ
       "ง่ายๆครับ มันเป็นธุรกิจที่ดีแล้วก็น่าลงทุน"
       ษมาเอื้อมมือไปปิดเครื่องบันทึกเสียง
       "มีเหตุผลอีกข้อ แต่ต้องไม่ใช่การสัมภาษณ์ โอ.เค.มั้ย"
       สาระวารีหน้าบึ้งตึง พูดประชดประชัน
       "ใครจะขัดใจเจ้าพ่อได้ล่ะคะ"
       ษมายิ้มพอใจ
       "ผมเคยบอกคุณแล้วว่ามันเป็นความฝันของผม แต่มันไม่ใช่ของผมคนเดียวหรอกนะ มันเป็นความฝันของพ่อผมด้วย พ่อพูดเรื่องนี้ให้ผมฟังหลายครั้งก่อนที่ท่านจะเสีย เพราะฉะนั้นคาสิโนที่พระฮามมันคือ การสานต่อความฝันของผมกับพ่อให้เป็นจริง"
       สาระวารีถอนใจ
       "ถึงว่า โดนยิงถล่มขนาดไหน คุณก็ไม่ยอมถอย ขอบคุณมากนะคะสำหรับคำให้สัมภาษณ์"
       สาระวารีเก็บอุปกรณ์ทุกอย่างลงกระเป๋า
       ษมาสีหน้าขรึมลง
       "คุณจะกลับกรุงเทพวันนี้เลยรึเปล่า"
       "ฉันคงค้างที่บ้านจิณห์คืนนึง ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยน จะเพิ่มคำให้สัมภาษณ์ยังไง ก็โทรหาฉันได้เลยนะคะ"
       "หลังจากคืนนี้แล้วห้ามโทรหาอีกเลยใช่มั้ย" ษมาน้ำเสียงแอบตัดพ้อ
       สาระวารีอึ้ง เขามองเธอนิ่ง สายตาดูอ้างว้าง ซึมๆ ทั้งคู่สบตากัน ต่างอดใจหายไม่ได้ สาระวารีเลี่ยงที่จะเก็บของต่อไป เขายังคงจับตามองเธออย่างไม่ละสายตา
      
       จันเลาเดินนำมาเปิดประตูรถรอษมาและสาระวารี ทั้งคู่เดินคุยกันมา พิพัชเดินประกบหลังคุ้มกัน "คุณสนใจทำสกู๊ปข่าวเรื่องขุดพลอยมั้ยล่ะ"
       สาระวารียิ้มๆ
       "เหมือนรู้ใจบ.ก.เลยนะคะ"
       " งั้นรอให้ผมเปิดคาสิโนเรียบร้อยก่อนแล้วกัน คุณจะได้ปลอดภัย..." ษมาสบตา พูดเสียงเบาลงเล็กน้อยเพราะอายคนอื่น
       "เราจะได้เจอกันอีก"
       สาระวารีอึ้งไปเล็กน้อย
       ทันใดนั้น ก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งวิ่งปาดมา คนขับชักปืนออกมาเล็งใส่ษมาทันที พิพัชเหลือบไปเห็นเข้า ก็ตกใจสุดขีด
       "ระวังครับคุณษมา"
       พิพัชรีบพุ่งตัวมาบังษมาไว้ทันที
       มือปืนลั่นไกยิง แต่พิพัชกันไว้ เลยโดนยิงเข้าไปแทนจนร่างร่วงไปกับพื้น ษมารีบรวบตัวสาระวารีล้มหมอบลงกับพื้นตามสัญชาติญาณ ในขณะที่จันเลาชักปืนออกมายิงสวน เฉี่ยวมือปืนไปนิดเดียว
       มือปืนตกใจ รีบขับมอเตอร์ไซค์หนีไป จันเลาวิ่งตามไปยิงต่อ แต่ก็ไม่โดนคนร้าย ษมาดันสาระวารีเข้ารถ
       "คุณเข้าไปหลบในรถก่อน อย่าออกมาเด็ดขาด"
       ษมาจับสาระวารียัดเข้ารถปิดประตูไปจะได้หมดห่วง แล้วรีบเข้ามาดูอาการพิพัชทันที
       ษมาทั้งตกใจ ทั้งเป็นห่วงสุดๆ พยายามปลุก
       "พิพัชๆ"
       จันเลาวิ่งกลับมาหน้าตาตื่นตกใจ ษมารีบสั่งจันเลา
       "ตามรถพยาบาลเร็ว"
      
       พิพัช นอนสลบจมกองเลือดไม่ได้สติ


  


        
       เวลาหัวค่ำ ภายในห้องไอซียู พิพัชนอนหมดสติอาการโคม่าอยู่บนเตียง โดยมีอุปกรณ์ช่วยชีวิตติดอยู่พร้อม ษมาและสาระวารีกำลังยืนคุยกับหมออยู่ข้างเตียงผู้ป่วย โดยมีกูซออยู่ใกล้ๆ ทุกคนมองพิพัชด้วยความเป็นห่วง
        
       "โชคดีมากนะครับที่กระสุนไม่ถูกที่สำคัญ แต่คนไข้เสียเลือดเยอะมาก คงต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด"
       "ขอบคุณมากครับคุณหมอ"
       ษมา และสาระวารี ไหว้ขอบคุณหมอ หมอรับไหว้ ก่อนจะเดินออกจากห้องไป ษมามองพิพัชด้วยสีหน้าเครียดๆ เป็นห่วงก่อนหันมองสาระวารี
       "ผมว่าคุณกลับกรุงเทพไปเลยดีกว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณ ผมไม่อยากเห็นคุณโดนลูกหลงไปด้วย" ษมาหันหาสั่งกูซอ
       "กูซอ ไปตามจันเลาให้ที"
       "ครับ"
       "เอ่อ เดี๋ยวค่ะ"
       สาระวารีหน้าแหยๆ กลัวษมาว่าเล็กน้อย
       "คือคุณพิพัชเจ็บหนักขนาดนี้ ฉันอยากรอให้แน่ใจว่า เค้าพ้นขีดอันตรายก่อน แล้วค่อยกลับมากกว่า คุณษมาคงไม่ว่าอะไรนะคะ"
       ษมามองหน้าสาระวารี สีหน้าช่างใจ
       "นะคะ ฉันรับรองว่าจะไม่สร้างเรื่องวุ่นวายให้กับคุณหรอกค่ะ"
       ษมาหน้านิ่งบอก
       "ขอบใจแทนพิพัชด้วยแล้วกัน"
       สาระวารียิ้มดีใจ
       "ไม่เป็นไรค่ะ"
       จันเลาเคาะประตูก่อนเปิดเข้าห้องไอซียูมา
       "ได้ภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วครับคุณษมา เห็นหน้าไอ้คนยิงชัดเจนเลยครับ"
       ษมาเสียงเข้มถาม
       "มันเป็นใคร"
       "มันชื่ออำนวยครับ เป็นลูกน้องนายดิตถ์"
       ษมาสีหน้าเจ็บแค้นใจมาก
       "กูซอ เฝ้าพิพัชไว้นะ"
       "ครับคุณษมา"
       ขาดคำ ษมาก็เดินออกจากห้องไปทันที โดยมีจันเลาตามไปคุ้มกัน สาระวารีไม่สบายใจเลยรีบตามไปอีกคน กูซอมองตามเห็นท่าไม่ดี รีบตามออกไปติดๆ
      
       สาระวารีเร่งฝีเท้าเดินตามษมามายังทางเดินในโรงพยาบาล จันเลาตามมาอย่างเร็ว กูซอเดินตามหลังมาดูด้วยความเป็นห่วง
       "คุณจะไปไหน"
       “ถ้าเธอจะกลับไปบ้านคุณจิตติ เดี๋ยวฉันจะให้คนไปส่ง”
       สาระวารีไม่เห็นด้วย
       “ฉันรู้ว่าคุณกำลังจะไปแก้แค้นคนที่ลอบทำร้ายคุณใช่มั้ยล่ะ”
       ษมาตอบเลี่ยงๆ
       “ผมมีวิธีของผม”
       “ฉันจะไปด้วย”
       ษมาถอนใจ สั่ง
       “จันเลา จัดการที แล้วรีบตามไป”
       ษมาสีหน้าเครียดเดินฉีกนำไป ขณะที่เธอมีสีหน้าอยากเอาชนะและจะตามไป จันเลารีบจับตัวเอาไว้ “คุณวารี อย่าตามไปเลยครับ เชื่อผมเถอะ”
       กูซอรีบวิ่งตามมาช่วยจันเลา
       “คุณษมากำลังจะไปเล่นงานคุณดิตถ์ใช่มั้ย”
       “มันไม่ใช่ธุระของคุณ แล้วเรื่องนี้ก็ไม่ควรตกเป็นข่าว”
       “ฉันไม่ได้อยากเขียนข่าว แต่ฉันห่วงความปลอดภัยของคุณษมา”
       สาระวารีหลุดปากออกมา ก็อึ้งไปเอง
       “ผมอยู่ทั้งคน รับรองว่าคุณษมาปลอดภัยแน่นอน แต่ถ้าคุณตามไป จะเป็นตัวถ่วงให้เราเดือดร้อนมากกว่า”
       สาระวารีจ๋อยไป สีหน้าอ่อนลง
       “กูซอ อยู่เป็นเพื่อนคุณวารี”
       “คุณวารีกลับไปเฝ้าไข้คุณพิพัชกับผมดีกว่านะครับ”
      
       สาระวารียอม พยักหน้ารับ จันเลารีบวิ่งกวดตามษมาไปทันที สาระวารีมองตามไปพร้อมถอนใจยาวออกมา

       เวลากลางคืน บรรยากาศภายในบ่อนของดิตถ์ ดิตถ์ออกอาการกำลังคุยกับลูกน้องอยู่
        “ไอ้ษมานี่มันตายยากตายเย็นซะจริง อาวุธสงครามก็เล่นมันไม่ตาย วันนี้โดนดักยิงจ่อๆ ก็ยังรอดไปได้อีก”
        ขาดคำ ลูกน้องดิตถ์คนหนึ่งก็ถูกถีบล้มลุกคลุกคลานเข้ามาในบ่อน ท่ามกลางความตกใจ
       ของทุกคน ษมา จันเลาและลูกน้องของษมาเดินเข้ามาในบ่อน ดิตถ์ตกใจมาก
        “ไอ้ษมา”
        ษมาชักปืนออกมายิงขู่ เหล่านักพนันเห็นปืนก็ตกใจแตกตื่น หาที่หลบกันวุ่นวาย พวกลูกน้องรีบกันให้ดิตถ์ได้หนีออกไปทางด้านหลังของบ่อน เขาจะตามไป แต่ลูกน้องดิตถ์ตามเข้ามาขวางหน้า
        จันเลาและลูกน้องษมา ก็เข้าปกป้องนาย ชกต่อยตะลุมบอนกันไป ษมาหาช่องรีบวิ่งกวดตามดิตถ์ออกไปอย่างเร็ว
      
        บริเวณที่จอดรถหลังบ่อน ดิตถ์วิ่งหนีหางจุกตูดมาขึ้นรถ ขณะกำลังจะเปิดประตูรถ ปลายกระบอกปืนก็จ่อทิ่มกลางหลังดิตถ์ท เขายกมือยอมแพ้ ก่อนหันมอง พบว่าคนจ่อปืนใส่ตนคือษมา ดิตถ์กลัวจนหน้าซีด
        “มึงจะเอายังไงกับกู”
        ษมาจ้องหน้านิ่ง เอาจริง
        “ฉันควรจะถามแกมากกว่า ที่ฉันถูกลอบฆ่าสองครั้งซ้อนนี่ ฝีมือแกใช่มั้ย”
        ดิตถ์เกิดอาการกลัวสุดๆ
        “แกอย่าทำอะไรฉันนะ ยังไงฉันก็เป็นพี่ชายเดชเพื่อนรักของแกนะโว้ย”
        ษมาเสียงดุ กระโชก
        “ตอบคำถามมา”
        “ฉันไม่รู้เรื่องจริงๆ ฉันไม่ได้ส่งใครไปทำร้ายแกทั้งนั้น”
        “โกหก คนที่แกใช้ไปยิงฉัน มันชื่ออำนวย มันเป็นลูกน้องของแก” ษมาตะคอก
        “ไอ้นวยเรอะ ไอ้เวร ทำกูซวยแล้วมั้ยล่ะ ไอ้นวยมันออกจากฉันไปได้พักใหญ่แล้ว แต่ฉันไม่รู้จริงๆว่ามันไปทำงานให้กับใคร”
        ษมาฟังอย่างไตร่ตรอง แต่ยังไม่เชื่อนัก แกล้งขู่
        “ลาก่อนไอ้ดิตถ์”
        ดิตถ์กลัวจนหน้าซีดตัวสั่น รีบเล่าอย่างละล่ำละลัก
        “เฮ้ย เฮ้ย อย่ายิง ฉันไม่รู้จริงๆ ษมา... ไอ้นวยมันมือดี มีคนอยากดึงมันไปทำงานด้วยเยอะ มันเลยมาขอขึ้นเงินค่าจ้าง แกก็รู้ว่า แค่หมุนเงินเดือนต่อเดือน ฉันก็เต็มกลืนแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปขึ้นให้มันอีก ฉันก็เลยปล่อยให้มันออกไปอยู่ที่อื่น เรื่องลอบฆ่าแกทั้งที่พระฮามกับที่ตราดวันนี้ ไม่เกี่ยวกับฉันจริงๆ ให้ฉันสาบานให้ตายโหงตายห่าที่ไหนก็ได้” ดิตถ์เล่าพลางยกมือไหว้
        ษมามองดิตถ์นิ่ง รู้ว่าดิตถ์ไม่ใช่คนแน่จริง เป็นคนในจำพวก หมาเห่าใบตองแห้ง คงไม่กล้าโกหกตนแน่ ษมาลดปืนลง
        “ถ้าแกโกหก ฉันกลับมาหาแกแน่”
        “ฉันไม่กล้าโกหกแกหรอก”
        ษมาข่มขู่
        “ยืนหันหน้าเข้ารถไว้ ยกมือขึ้นเหนือหัว หันกลับมา สมองแกกระจายแน่”
        ดิตถ์กลัวจนหน้าซีดเข่าอ่อน ทำตามคำสั่งอย่างไม่บิดพลิ้ว ษมาถอยห่างพร้อมเอาปืนจ่อจนแน่ใจก่อนจะวิ่งกลับออกไป
        โทรศัพท์มือถือดังขัดขึ้นมา ดิตถ์สะดุ้งโหยง ผวาร้องลั่น
        “เฮ้ย”
        ดิตถ์เอามือจับตามตัวว่าไม่ได้โดนยิง ก่อนจะได้สติว่าเป็นเสียงโทรศัพท์ เขาหันมองเห็นษมาไปแล้ว จึงถอนใจอย่างโล่งอก กดรับ
        “ว่าไงวะ”
        ลูกน้องโทร.มาส่งข่าว
        “ตำรวจเข้ามาทลายบ่อนเราครับเสี่ย รีบหนีเถอะครับ”
        ดิตถ์ตกใจมาก สีหน้าเจ็บใจ สายตาอาฆาต
        “ไอ้ษมา มึง...”
      
        ดิตถ์รีบขึ้นรถขับหนีไปด้วยความแค้นใจ รู้ว่าเป็นฝีมือษมาแน่ๆ


  


       หน้าบริษัทษมายามเช้า พนักงานกำลังขนเสบียงอาหาร ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่เอาไปเกาะยานกขึ้นรถกระบะ โดยมีลำแพงคอยดูแล สมบูรณ์เดินออกมาจากข้างใน
        “อ้าว มาคุมงานด้วยตัวเองเลยเหรอคุณแม่บ้าน”
        ลำแพงยิ้มแย้ม
        “พายุเข้าซะหลายวันน่ะค่ะจ่า แล้วก็มีเรื่องยุ่งๆหลายเรื่องด้วย ฉันเลยกลัวว่า ข้าวของจะได้ไม่ครบ ก็เลยต้องมาคุมด้วยตัวเองน่ะค่ะ”
        “ไหนๆก็ออกจากเกาะมาแล้ว อยู่เที่ยวซักวันสองวันสิ ของพวกนี้ให้เด็กมันคุมกลับไปก็ได้”
        “อย่าเลยค่ะ ฉันชอบอยู่บนเกาะมากกว่า ที่นี่คนเยอะ น่ารำคาญเป็นห่วงบ้านด้วย”
        “ก็ดีครับ คุณษมาคงยังไม่ยอมกลับเกาะอีกหลายวันแหละจนกว่าจะส่งเจ้าตัวแสบขึ้นรถกลับกรุงเทพไปซะก่อน”
        สมบูรณ์ขำๆส่ายหน้า ลำแพงแปลกใจ
        “จ่าหมายถึงใครคะ”
        “ก็นักข่าวจอมเฮี้ยวนั่นไงครับ”
        ลำแพงเสียงเคืองๆ
        “นี่เค้ายังไม่กลับไปอีกเหรอคะ”
        “เห็นว่าจะอยู่รอดูอาการคุณพิพัชก่อน”
        ลำแพงมีสีหน้าเก็บข้อมูล ไม่ค่อยพอใจนัก สมบูรณ์ยิ้มแบบรู้ทัน
        “แต่ผมไม่เชื่อหรอก อยู่ทำข่าวมากกว่า คุณษมาถูกลอบยิงกลางเมืองขนาดนี้ ข่าวดังไปทั่ว มีเรอะที่หนูวารีจะยอมปล่อยข่าวนี้ผ่านไปง่ายๆ”
        ลำแพงฝืนยิ้ม แต่บีบมือแน่นด้วยความเจ็บใจ ที่สาระวารียังไม่ยอมไปจากษมาซักที อารมณ์
       หึงหวงเจ้านายเริ่มส่อเค้า
      
        ภายในบ้านจิณห์วรา สาระวารีกำลังพิมพ์งานกับโน้ตบุ๊กในห้องพักแขกอย่างตั้งอกตั้งใจ จิณห์วราเคาะประตูห้องก่อนเปิดเข้ามา
        “เสร็จรึยังจ๊ะ”
        “เรียบร้อยแล้วจ้ะ ขอส่งงานให้บ.ก.แป๊บ”
        สาระวารีกดเข้าอินเตอร์เน็ตเพื่อส่งงาน
        จิณห์วรายิ้มๆ
        “ตกลงบ้านฉันกลายเป็นสำนักข่าวไปซะแล้ว”
        สาระวารียิ้มแย้ม
        “เอาน่า ถือว่าช่วยเพื่อนหน่อยแล้วกัน ข่าวดังยังงี้ เพื่อนไม่ส่งข่าวให้บ.ก.โดนเล่นงานแน่ เสียดายวัฒนากลับไปซะแล้ว ...เรียบร้อย”
        “แล้วภาพประกอบจะเอาจากไหน”
        “เมื่อวานตอนเกิดเรื่อง คุณษมาให้ฉันซ่อนตัวในรถ ฉันแอบใช้มือถือถ่ายรูปบริเวณที่เกิดเหตุส่งให้บ.ก.ไปแล้ว”
        “เธอนี่มันนักฉวยโอกาสจริงๆ”
        สาระวารียิ้มๆ
        “ในที่สุดคุณษมาก็ตกเป็นภาพข่าวครั้งแรกในหน้าสยามสารจนได้ เพราะฝีมือนักข่าวจอม เจ้าเล่ห์อย่างเธอ” จิณห์วราถอนใจแล้วส่ายหน้า
        “เปล่าซะหน่อย ไม่มีรูปเค้าหรอก”
        “อ้าว... ทำไมล่ะ อย่าบอกนะว่าเธอรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเค้า กลัวโดนเค้าด่าเหรอ”
        สาระวารีอึกอัก
        “แหม ก็เพื่อความสบายใจของแหล่งข่าว ยังต้องพึ่งพากันอีกยาว”
        สาระวารีเก็บอุปกรณ์ทำงานแก้เก้อไป เพื่อนยิ้มกระเซ้า
        “จริงอ้ะ”
        “เอ๊ะแกนี่ จะเอายังไงกับฉัน...”
        สาระวารีรีบตัดบท
        “อาสาจะไปส่งฉันที่โรงพยาบาลก็เร็วๆ เลย เดี๋ยวฉันก็พลาดข่าวสำคัญพอดี”
      
        สาระวารีรีบสะพายเป้ เดินนำออกไปก่อน จิณห์วรามองตามเพื่อนแอบมองเห็นความผิดปกติบางอย่างในตัวสาระวารี
      

       ผ่านเวลาซักพัก บริเวณล็อบบี้โรงพยาบาลตอนสาย ษมาหน้านิ่งขรึมเดินเข้ามาหาโศภีที่นั่งรออยู่ในร้านกาแฟเล็กๆภายในโรงพยาบาล
        โศภียิ้มแย้ม ลุกยืนต้อนรับ
        “โศดีใจจังเลยที่คุณยอมมาพบโศ”
        “คุณมีอะไรก็รีบว่ามา ผมมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ” ษมาพูดพลางนั่งลง
        โศภียิ้มแบบรู้ทัน นั่งตาม
        “ธุระของคุณ ใช่การตามล่าตัวมือปืนที่ยิงพิพัชรึเปล่าคะ เอ๊ะ ไม่ใช่สิ มันตั้งใจฆ่าคุณมากกว่า” โศภียิ้มกวนเล็กน้อยขณะพูด
        ษมาจ้องหน้าโศภี
        “ข่าวไวดีจริงนะ”
        “เจ้าพ่อคาสิโนผู้โด่งดัง กระดิกตัวทำอะไร ก็เป็นข่าวทั้งนั้นล่ะค่ะ ยิ่งถูกลอบยิงกลางเมืองแบบนี้ ใครที่ไหนจะไม่รู้... โศช่วยคุณได้นะคะ”
        “ช่วยอะไร”
        “ก็ตามหาตัวมือปืนน่ะสิคะ”
        “แลกกับอะไร”
        โศภียิ้มขำๆ แกล้งยั่วโมโห
        “เอ... แลกกับอะไรดีน้า”
        โศภีส่งสายตาประพิมพ์ประพราย ษมารำคาญ
        “ถ้ายังคิดไม่ออก ผมไปเยี่ยมพิพัชก่อน”
        ษมาจะลุกขึ้น โศภีรีบจับแขนษมาเอาไว้ สีหน้าแววตาอ้อนๆ
        “เดี๋ยวสิคะษมา ใจร้อนจังเลย โศไม่ต้องการอะไรจากคุณหรอกค่ะ แค่อยากจะช่วยคุณบ้างก็เท่านั้นเอง เผื่อคุณจะมองโศในแง่ดีขึ้นบ้าง”
        ษมาถอนใจ ยอมนั่งลง
        “คุณจะช่วยผมยังไงก็ว่ามา”
        โศภียิ้มบางๆ
        “คืองี้ค่ะ โศได้ข่าวมาว่า ไอ้อำนวยมันว่าจ้างเรือพาหนีข้ามชายแดนตอนบ่ายนี้”
        หน้าร้านกาแฟ...สาระวารีเข้าโรงพยาบาลมาเห็นทั้งคู่คุยกันอยู่ในร้านกาแฟ เลยแอบมองอยู่หน้าร้านเก็บข้อมูล โศภีเหลือบตามองมาเห็นสาระวารีพอดี เธอตกใจเล็กน้อย ษมาหันตามโศภีมามอง สาระวารีรีบเดินหนีไปขึ้นลิฟท์ทันที
        “เดี๋ยวผมโทรหาคุณอีกที”
        ษมาลุกตามสาระวารีไป โศภีจิกตามองตามษมาและสาระวารีไป ด้วยสีหน้าหมั่นไส้
      
        สาระวารีเดินเรื่อยๆ มาตามทางเดินในโรงพยาบาลจะไปเยี่ยมพิพัช ษมาวิ่งตามมาคว้าแขนเธอเอาไว้ เธอตกใจ
        “ทำไมยังไม่กลับกรุงเทพไปอีก เมื่อคืนหมอก็บอกแล้วว่า พิพัชพ้นขีดอันตราย ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว”
        “แหม...ก็ข่าวคุณถูกลอบยิงกลางเมือง มันดังกระฉ่อนเลยนี่คะ”
        ษมาเสียงดุ ขึงขัง
        “ผมไม่อนุญาตให้คุณทำข่าวนี้”
        สาระวารีเถียงใส่ฉอดๆ อย่างไม่พอใจ
        “ทำไมล่ะคะ ทีนักข่าวอื่นเค้าทำได้ ทำไมฉันจะทำไม่ได้ เรื่องอะไรมาห้ามฉันอยู่คนเดียว”
        “เพราะผมเป็นห่วงคุณน่ะสิ”
        ษมาจ้องตาสาระวารี ด้วยสายตาห่วงใยจริงๆ เธอแพ้ในแววตาคู่นั้น เธอดูอ่อนลง
        “อย่าดื้อได้มั้ยวารี ตอนนี้กำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่รู้ใครเป็นใคร ผมห่วงความปลอดภัยของคุณ ถึงได้อยากให้คุณกลับไปก่อน”
        “แต่นี่มันเป็นงานของฉัน ถ้าฉันทิ้งข่าวไปเพราะรักตัวกลัวตายก็อย่ามาเป็นนักข่าวซะดีกว่า”
        “แต่คุณก็รู้ว่า คนที่อยู่เบื้องหลังมีอิทธิพลมากกว่าที่คุณคิด”
        “ถ้าอย่างงั้น ฉันยิ่งไม่มีวันไปไหนเด็ดขาด หน้าที่ของฉันคือการตีแผ่ความจริงให้สังคมรับรู้ ไม่ว่าศัตรูคุณจะเป็นใครก็ตาม หรือต่อให้ฉันต้องโดนหางเลขไปด้วย ฉันก็จะทำข่าวนี้ต่อ ชัดมั้ยคะ”
        ษมาน้ำเสียงโมโห
        “ทำไมคุณถึงได้ดื้ออย่างงี้นะ ถ้าคุณอยากได้ข่าวมากนัก ก็รอให้ทุกอย่างมันเคลียร์ก่อนไม่ได้รึไง ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วย”
      
        สาระวารียิ้มกวน


  


       “มีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่มั้ยคะ งั้นฉันขอตัวไปทำงานก่อนนะ ฉันมีนัดสัมภาษณ์คุณหมอเจ้าของไข้คุณพิพัช”
        สาระวารีเดินจากไปอย่างไม่แยแส ษมามองตามด้วยความเจ็บใจ
        “เป็นเด็กหน่อยไม่ได้ จะจับตีให้ก้นลายเลย”
        สาระวารีเหมือนรู้ตัวที่โดนเมาท์ หันมามองค้อนๆ ก่อนเดินกลับไป ษมาได้แต่ถอนใจออกมา
        ลำแพงเดินออกมาจากลิฟท์ เห็นษมาเข้าพอดีก็เดินมาหา
        “คุณพิพัชเป็นยังไงมั่งคะ”
        “โอเคแล้วล่ะ”
        “ฉันมาคุมขนของขึ้นเกาะ คุณมีอะไรต้องการเพิ่มมั้ยคะ”
        “ตอนนี้ฉันยังคิดไม่ออกหรอก เธอจัดการแทนไปได้เลย”
        “ค่ะ”
        “ลำแพงมาก็ดีแล้ว ฝากดูแลคุณวารีด้วย”
        ลำแพงอึ้งไปเล็กน้อย แต่เก็บอาการ
        “ปล่อยเพ่นพ่านอยู่แบบนี้ ผมเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอถ้าวันนี้เค้ายังไม่ยอมกลับกรุงเทพอีก ลำแพงช่วยพาวารีไป พักที่รีสอร์ตก่อน”
        “เปิดห้องใหม่เหรอคะ”
        “ให้พักที่บ้านรับรองของผมนั่นล่ะ”
        ลำแพงตาแข็ง วิบขึ้นมาเลย ไม่พอใจปนอิจฉามาก
        “พัก ในความหมายของผมคือกักบริเวณ คุณเข้าใจใช่มั้ย”
        ลำแพงยิ้มรับ
        “ค่ะ”
        “ฝากด้วยนะลำแพง”
        ษมาถอนใจเครียดๆ เดินกลับไปทางลิฟท์ ลำแพงหน้าเชิดนิ่ง เดินตัวแข็งไปทางห้องพักพิพัช ขบกรามขึ้นเป็นสัน เดินกำมือแน่นไปตลอดทาง เธออิจฉาสาระวารีที่ษมาเอาใจใส่ห่วงใยมาก
      
        เวลาบ่าย อำนวย มือปืนที่ลอบยิงษมา สวมหมวกบังหน้า เดินสะพายเป้มาถึงท่าเรือ เขามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นใครมารับซักคนเลยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรออก
        “เฮ้ย กูถึงแล้ว ไม่เห็นมีใครมารับซักคน ตกลงจะเอาไงวะ...”
        ขาดคำ ตำรวจที่ซ่อนตัวอยู่ก็ออกมาจากที่ซ่อนจะล้อมจับ อำนวยตกใจ ชักปืนยิงสวนทันที จนตำรวจต้องหาที่กำบัง เปิดโอกาสให้มือปืนวิ่งหนีไปอีกทาง แต่วิ่งไปได้หน่อยเดียว จันเลาที่ซุ่มอยู่ ก็โผล่ออกมาเตะสวน จนปืนอำนวยกระเด็นหลุดมือ ษมาเดินออกจากที่ซ่อนพร้อมปืนจ่อเล็งที่อำนวย
        อำนวยถึงกับหน้าเสีย ตำรวจล้อมกรอบมาทางด้านหลัง
        “ยกมือขึ้นเหนือหัว”
        ขณะที่อำนวยจะยกมือขึ้นเหนือหัว กลับถูกลอบยิงระเบิดสมองจากระยะไกลตายคาที่ ษมา จันเลา และเหล่าตำรวจรีบหมอบหลบด้วยความตกใจ
        อำนวยตายคาที่ ไม่ทันได้ปริปาก ษมามีสีหน้าเจ็บใจมากที่อำนวยถูกฆ่าตัดตอน
        
        ผ่านเวลาพักใหญ่ ษมาและโศภี เดินคุยกับตำรวจระดับพันตำรวจเอก ออกมาจากด้านใน
        “คุณษมาไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะหาตัวคนบงการให้ได้”
        “แต่โศว่า งานนี้ไม่ง่ายเลยนะคะผู้กำกับ ขนาดตำรวจล้อมอยู่เต็มไปหมด มันยังส่งคนไปเก็บได้ คนที่อยู่เบื้องหลังนี่ต้องมีอิทธิพลใช่เล่น”
        สมบูรณ์เดินหน้าเครียดเข้ามาหาษมา
        “ได้เรื่องมั้ยจ่า”
        “ได้ครับ แต่ไม่น่าใช่ข่าวดีนะครับ”
        “ว่ามาเถอะครับ คงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่านี้แล้วล่ะ”
        “ผมกับผู้กองธวัชตามสืบจนเจอตัวน้องชายไอ้นวยแล้วครับ เลยรู้ว่า หลังจากไอ้นวยออกจากนายดิตถ์แล้ว มันไปทำงาน กับใคร”
        “กับใครเหรอจ่า” โศภีถาม
        “คุณจิตติ”
      
        ษมาและโศภีมีสีหน้าช็อกตกใจมากหันมองหน้ากัน
      
       จบตอนที่ 4
ตอนที่ 5
      
       บ้านพักรับรองส่วนตัวของษมาในรีสอร์ตตอนเย็น ลำแพงกำลังเทน้ำสมุนไพรร้อนๆจากกระติกสีลายลงในถ้วย แล้วยกขึ้นจิบ โดยมีสาระวารียืนคุยโทรศัพท์มือถือสีหน้าเครียดอยู่ใกล้ๆ
      
        “โดนปิดปากไปแล้วเหรอ อย่างงี้ก็สาวไม่ถึงตัวคนบงการน่ะสิ เออ ฝากตามข่าวด้วยแล้วกัน”
        สาระวารีกดตัดสายด้วยความหงุดหงิด
        ลำแพงพูดลอยๆ
        “นักข่าวประจำพื้นที่ของสยามสารก็มีประจำที่ตราด ไม่รู้คุณจะอยู่ต่อทำไม”
        “ไหนๆ ฉันก็อยู่ที่นี่แล้ว ทำเองไม่ดีกว่าเหรอคะ”
        สาระวารีหงุดหงิด พูดต่อ
        “เจ้านายคุณทำกับฉันยังงี้ มันริดรอนเสรีภาพสื่อมวลชนชัดๆ”
        ลำแพงยักไหล่จิบน้ำสมุนไพรไป สาระวารีถอนหายใจอย่างเซ็งๆ
        “คุณลำแพงดื่มอะไรคะ กลิ่นหอมจังเลย”
        “น้ำสมุนไพรน่ะค่ะ ดิฉันทำเอง คุณจะลองซะหน่อยมั้ยคะ มันมีสรรพคุณช่วยลดความเครียดได้ด้วยนะ”
        “ก็ดีค่ะ ถ้าเจอหน้าเจ้านายคุณ ฉันจะได้ไม่เครียด จนไปเผลอบีบคอเค้าตาย”
        ลำแพงหน้านิ่งๆ ลุกขึ้นเดินไปหยิบแก้ว เพื่อจะเทน้ำสมุนไพรให้สาระวารีชิม
        แต่เธอกลับหยิบกระติกสีพื้น คนละอันกับที่ตนเทดื่ม ก่อนจะเปิดฝาแล้วเทน้ำสมุนไพรใส่แก้ว ยื่นให้
       สาระวารีรับน้ำมาดม
        “กลิ่นหอมดีจริงๆเลยค่ะ ทำจากอะไรคะเนี่ย”
        “หลายอย่างค่ะ คุณลองดื่มดูก่อนสิคะ ถ้าเย็นแล้วจะไม่ชุ่มคอ”
        สาระวารีกำลังจะยกแก้วขึ้นดื่ม แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ก่อนที่จันเลาจะเปิด
       ประตูเข้ามา
        “คุณวารีครับ คุณษมาอยากคุยด้วยครับ”
        สาระวารีหน้าหงิกทันที
        “ถ้าไม่ยอมปล่อยฉันออกไปอีก ฉันจะโทรแจ้งความจริงๆด้วย”
        สาระวารีวางแก้วน้ำสมุนไพรลงบนโต๊ะ ก่อนจะเดินหงุดหงิดออกจากบ้านรับรองตามจันเลาไปทันที
       ลำแพงเดินมาหยิบแก้วน้ำสมุนไพรของสาระวารีขึ้น แล้วมองตามด้วยสายตาเกลียดชัง ก่อนจะเดินไปเทน้ำสมุนไพรในแก้วลงอ่างล้างหน้าในห้องน้ำจนเกลี้ยง!!
        ลำแพงมีสีหน้าแววตาเครียดๆ เกลียดชังปนอิจฉาจนปวดหัว จนมีอาการปากกระตุกเล็กๆ อยู่ในที
      
        ภายในร้านอาหารในรีสอร์ต สาระวารีมีท่าทีขึงขัง เสียงดังอย่างไม่พอใจ
        “ฉันไม่กลับ บนเกาะอาจจะเป็นถิ่นของคุณ แต่ที่นี่ คุณไม่มีสิทธิ์มาบังคับฉัน”
        สาระวารีกำลังคุยกับษมา โดยมีโศภีนั่งร่วมโต๊ะอยู่ด้วย โศภีจิกตามองแบบไม่พอใจ
        “อายคนเค้าบ้างสิ เรื่องแค่นี้ทำไมต้องเสียงดังด้วย”
        “คุณก็บอกเค้าสิ ว่าอย่ามาบังคับให้ฉันกลับกรุงเทพ ถ้าขืนขัดขวางการทำงานของฉันมากๆ ฉันจะแจ้งความจริงๆด้วย”
        ษมาถอนใจบอก
        “มีเหตุผลหน่อยได้มั้ยวารี ผมทำเพื่อคุณนะ”
        โศภีแอบเหล่มองษมา ด้วยสายตาเคืองๆ
        “ฉันเอาตัวรอดได้ อันตรายยิ่งกว่านี้ฉันก็เคยผ่านมาแล้ว คุณไม่ต้องห่วงฉันหรอก”
        ษมาปวดหัวกับความดื้อของสาระวารี
        โศภีหมั่นไส้
        “อวดเก่งขนาดนี้ บอกความจริงเค้าไปเถอะค่ะษมา ไม่ต้องรอให้ชัวร์ก่อนหรอก เผื่ออยากจะใช้ความสามารถที่มีอยู่น้อยนิด สืบหาความจริงเอาเอง” โศภีแดกดันและเหยียดปากใส่
        สาระวารีสงสัย
        “ความจริงอะไรคะ”
        ษมามองหน้าสาระวารี ยังไม่มั่นใจ
        “บอกไปเถอะค่ะ”
        “ผมยังไม่อยากด่วนสรุปปรักปรำเค้าจนกว่าจะแน่ใจ”
        “ขนาดนี้แล้วยังไม่แน่ใจอะไรอีกคะ คุณไม่พูด ฉันพูดเอง รู้มั้ยว่าหลังจากที่อำนวย ออกจากนายดิตถ์
       มันไปทำงานให้กับใคร คนๆนี้ถึงจะไม่มีอิทธิพล แต่มีเงินหนาพอที่จะทำคาสิโนต่อจากษมาได้แน่นอน เค้าอยู่เบื้องหลังการลอบยิงษมาเมื่อวาน”
        สาระวารีสนใจทันที
        “ใครเหรอคะ”
        “คุณจิตติ พ่อเพื่อนเธอยังไงยะ”
        โศภียิ้มหยัน สาระวารีตกใจสุดๆ ไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ษมาก็มีสีหน้ายังไม่อยากปักใจเชื่อเช่นกัน
        “ไงจ๊ะ แม่เหยี่ยวข่าว พ่อของเพื่อนรักเธอ เป็นคนบงการฆ่าษมาเพราะกะฮุบคาสิโนที่พระฮาม เธอจะกล้าตีข่าวมั้ยล่ะจ๊ะ”
        สาระวารีลุกพรวด
        “ฉันไปจะหาจิณห์ อย่ามาคิดห้ามฉันซะให้ยากเลย”
        สาระวารีเดินออกไปจากร้านอาหารอย่างร้อนใจ ษมาได้แต่ถอนใจออกมา
        “ดีไม่ดี นังนี่อาจจะเป็นสายให้เค้าก็ได้ ถึงได้รู้ความเคลื่อนไหวคุณไปซะหมด”
      
        โศภีจิบเครื่องดื่มตรงหน้าไปอย่างอารมณ์ดีหลังจากยุแยงเสร็จ ษมาเงียบไปอย่างใช้ความคิด ลำดับเหตุการณ์ต่างๆในใจ


  


       ในเวลาต่อมา สาระวารี เดินคุยกับจิณห์วราเข้ามาที่โถงบ้านจิตติ ทั้งคู่มีสีหน้าไม่สบายใจ
      
        “บ้านฉันเป็นคนค้าขาย กลัวเรื่องมีคดีความที่สุด มันเสียทั้งเงินทั้งเวลา พ่อเครียดมากเลยนะวารี พรุ่งนี้มีนัดสอบปากคำแต่เช้าเลย” จิณห์วราถอนใจ
        “ฉันไม่เชื่อหรอกว่าพ่อเธอจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่มือปืนดันมาทำงานกับพ่อเธอนี่น่ะสิ ท่านเลยพลอยติดร่างแหต้องสงสัยไปด้วย”
        จิณห์วราเจ็บใจ
        “ก็ใครจะไปรู้ล่ะ ว่ามันจะไปรับจ๊อบเป็นมือปืนแบบเนี้ย น้องชายมันก็ยืนยันหนักแน่นว่า พี่มันเลิกหมดแล้ว พ่อฉันเห็นว่าทำงานกันมานาน ก็เลยเชื่อใจรับพี่มันเข้ามา ซวยจริงๆเลย”
        สาระวารีฉุกคิด
        “น้องชายอำนวยยังทำงานอยู่กับพ่อแกรึเปล่า”
        “ทำสิ ถามทำไมเหรอ”
        สาระวารีมีสีหน้าใช้ความคิด อยากหาหลักฐานเพิ่มเติม
      
        จิณห์วราขับรถพาสาระวารีมาจอดรออยู่หน้าบ้านพักคนงานแห่งหนึ่งตอนหัวค่ำ ทั้งคู่ยืนรอ
       อยู่ข้างรถ น้องชายอำนวยเดินออกมาหาพร้อมยื่นถุงใบขนาดกลางใส่ของในมือให้
        “ของทั้งหมดของพี่นวยก็เหลืออยู่แค่นี้ล่ะครับ นอกนั้นตำรวจยึดไปหมดแล้ว ผมไม่รู้เรื่องอะไรจริงๆนะครับคุณหนู พี่นวยบอกว่าแกเลิกเป็นนักเลงแล้ว ผมถึงได้ไปคุยกับเสี่ยให้ ไม่คิดว่าจะหวนกลับไปทำอีก”
        “คุณพ่อเข้าใจ ไม่ได้ว่าอะไรนายหรอก ไปพักผ่อนเถอะ”
        น้องอำนวยยกมือไหว้ จิณห์วรารับไหว้ น้องอำนวยเดินหน้าตาไม่สบายใจกลับเข้าไป สาระวารีมองตามน้องชายอำนวยไปก่อนจะรับถุงมาเปิดดู เห็นข้างในมีแต่ของใช้สัพเพเหระ ไม่มีอะไรน่าสนใจ
        “มีอะไรมั้ยล่ะ”
        สาระวารีสายหน้า
        “ไม่เห็นมีอะไรเลย”
        “ฉันบอกแล้ว ถ้ามีหลักฐานเด็ดๆ ตำรวจเค้าคงเอาไปหมดแล้วล่ะ”
        “อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิยะ บางครั้งนักข่าวก็เห็นอะไรที่ตำรวจไม่เห็นเหมือนกัน แกรู้มั้ย มีตั้งหลายคดีคลี่คลายได้เพราะข่าวของฉัน”
        “ย่ะ แม่นักข่าวซีเอสไอ” จิณห์วราแดกดัน
        สาระวารีดูของต่อไป จนเจอรูปเก่าๆ 2-3 ใบแทรกอยู่กับหนังสือพระ เธอหยิบรูปทั้งหมดมาดู แรกๆก็ไม่มีรูปน่าสนใจ แต่แล้วก็สะดุดเข้ากับรูปๆหนึ่งเข้า!
        รูปถ่ายหมู่ของผู้ชาย 7-8 คน ในจำนวนนั้นมีมือปืน สาระวารีตกใจ นึกไม่ถึง
        “จันเลา... เร็วจิณห์ รีบไปบอกคุณษมากันเถอะ”
        “ก็โทรไปสิ”
        “ไม่ได้หรอก ต้องให้เห็นภาพกับตา ไม่งั้นเค้าไม่เชื่อคำพูดฉันแน่ๆ”
        สาระวารีรีบเดินนำเข้าไปในรถ จิณห์วรามองตามท่าทีของเพื่อนที่รีบร้อน แล้วยิ้มแย้มพึมพำ
        “ห่วงเค้าเกินไปรึเปล่า”
        สาระวารีเปิดประตูมาเร่งอีก ไม่รู้ตัวว่าเพื่อนรู้ทัน
        “เร็วๆ สิจิณห์ ยืนทำอะไรอยู่ได้”
      
        สาระวารีปิดประตูรถไป ด้วยสีหน้าร้อนใจ จิณห์วราอมยิ้มก่อนเดินไปขึ้นรถ


  


       ษมาเดินหน้าเบื่อๆ ออกมาส่งโศภีที่ล็อบบี้รีสอร์ตตอนหัวค่ำ โศภีหน้าบึ้งตึง ไม่พอใจ
      
        “โศล่ะเบื่อยัยนักข่าวนี่จริงๆ เลย คุณอุตส่าห์หวังดีแท้ๆ ยังจะดื้อด้านอยู่ได้”
        “ช่างเถอะ ถ้าไม่ดื้อ ก็คงไม่ใช่สาระวารี”
        โศภีแอบกรอกตาอย่างหมั่นไส้
        “เค้าคงอยากจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของพ่อเพื่อนเค้าด้วยล่ะ”
        “ไม่เห็นจะต้องพิสูจน์อะไรเลย เสี่ยจิตติเค้าอยากร่วมหุ้นเปิดคาสิโนกับคุณจนตัวสั่น ผลประโยชน์มหาศาลขนาดนั้น ไอ้ธุรกิจที่เค้ามีทั้งหมดรวมกันยังเทียบไม่ติดเลย คาสิโนเปิดเมื่อไหร่ คุณก็คือเบอร์หนึ่งของจังหวัดแทนเค้า ไม่แปลกที่เค้าอยากจะกำจัดคุณให้พ้นทาง ไม่เห็นจะมีอะไรซับซ้อนเลย”
        “รอฟังทางตำรวจก่อนดีกว่า อย่าเพิ่งกล่าวหาเค้าเลย ถ้าไม่ใช่ขึ้นมา จะมองหน้ากันไม่ติดเปล่าๆ … ผมส่งแค่นี้นะ”
        โศภีรีบดึงแขนษมาไว้ พูดเสียงออดอ้อน
        “เดี๋ยวก่อนสิคะษมา ไหนๆเราก็ปรับความเข้าใจกันได้แล้ว ขอโศค้างคืนที่รีสอร์ทด้วยคน ไม่ได้เหรอ
       ขี้เกียจขับรถ”
        ขณะกำลังทำท่าออดอ้อนได้ที่ สาระวารีก็วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาที่ล็อบบี้มาด้วยความรีบร้อน เธอผงะไปเล็กน้อยกับภาพตรงหน้า
        ษมารีบผละตัวออก แต่โศภียังมือตุ๊กแก ปล่อยยากเล็กน้อย สาระวารีพูดหน้านิ่ง
        “ฉันมีอะไรให้คุณดู”
        สาระวารียื่นรูปถ่ายในมือให้ษมาดู โศภีถือวิสาสะยื่นหน้ามาดูด้วย ษมาดูรูปแล้วหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที สาระวารีชี้รูปอำนวย
        “นี่รูปอำนวย มือปืนที่ยิงคุณ คนยืนติดกัน คุณคงจำได้นะคะว่าใคร”
        โศภีตกใจ
        “นี่มันจันเลานี่คะษมา จันเลารู้จักกับไอ้คนที่ยิงคุณด้วยเหรอคะ”
        “ฉันยังไม่ได้ปรักปรำใคร แต่อยากมาเตือนให้คุณระวังจันเลาไว้บ้าง เค้ารู้จักกับอำนวยมาก่อน แต่ทำไมไม่ปริปากพูดซักคำ”
        “คุณคิดมากเกินไปรึเปล่า ในภาพมีตั้งหลายคน จันเลาไม่จำเป็นต้องรู้จักกับคนที่อยู่ในภาพทั้งหมดก็ได้นี่”
        สาระวารีย้อน
        “คุณจิตติก็แค่รับอำนวยเข้าทำงาน ไม่จำเป็นต้องบงการฆ่าคุณก็ได้เหมือนกัน”
        ษมามองหน้า อมยิ้ม ในความยอกย้อนของสาระวารี โศภีเหยียดปากทิ้งค้อนใส่
        “ฉันบอกแล้วไงคะ ว่ายังไม่ได้ปรักปรำใคร ที่รีบเอารูปมาให้คุณดู ก็เพราะไม่อยากให้คุณพุ่งประเด็นไปทางเดียว อย่างที่ฉันเคยพูดกับคุณ คนที่อันตรายที่สุดอาจจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ตัวเราที่สุด”
        โศภีสีหน้าหนักใจขึ้นมา
        “ก็จริงนะคะษมา ผลประโยชน์ไม่เข้าใครออกใคร เงินง้างได้ทุกอย่างแหละค่ะ แม้แต่พวกนักข่าว ยังเขียนเรื่องเท็จให้เป็นจริงได้เลย” โศภีแขวะแล้วทิ้งค้อนเหยียดๆ ให้
        สาระวารีปั้นหน้าสุดเบื่อเหลือจะทนกับแม่คนนี้
        “ฉันหมดธุระแค่นี้ล่ะคะ จิณห์รออยู่ที่รถ เกรงใจเพื่อน ไปนะคะ”
        สาระวารีจะเดินกลับไป
        “ขอบใจมากนะที่ยังห่วงผม”
        สาระวารีชะงักเล็กน้อยหันมาสบตากับษมานิ่งๆ โศภีมีเคือง กอดอกจิกตามอง สาระวารีหน้านิ่ง ตัดบทแก้เขิน
        “ฉันทำไปตามหน้าที่”
        ษมายิ้มๆ ยักไหล่
        “เพิ่งรู้ว่านี่คือหน้าที่นักข่าวด้วย”
        สาระวารีอึ้งไป มันไม่ใช่ มันคือความห่วงใยส่วนตัวมากกว่า
        “ฉันกลัวคุณจะตายก่อนหนังสือวางแผง ขี้เกียจรีไรท์ข่าวใหม่”
        สาระวารีสะบัดหน้า พรืดเดินปึงปังกลับออกไป ทำโกรธกลบเสียฟอร์ม ษมามองตาม ยิ้มปลื้มที่มีคนห่วงใย โศภีแขวะ อย่างหมั่นไส้มาก
        “หยอกเย้ากันกระชากวัยมากเลยนะคะ”
        ษมายิ้มเจื่อนไป แล้วตัดบท
        “ขับรถดีๆ นะครับ ผมมีงานต้องทำเยอะ”
      
        ษมาเดินดิ่งกลับเข้าไป ปล่อยให้โศภีที่โดนทิ้ง เจ็บใจมากอยู่หน้าล็อบบี้


  


       จิณห์วราจอดรถเปิดไฟฉุกเฉินที่หน้าตลาด จะให้สาระวารีลงไปซื้อขนมหวาน
        “ทับทิมกรอบอย่างเดียวนะ พ่อเธอล่ะ”
        “กินไม่ลงหรอก...เดี๋ยวฉันวนมารับใหม่นะ เค้าห้ามจอด”
        “อืม...”
        จิณห์วราขับรถออกไป สาระวารีเดินลงไปซื้อของ แต่เดินไปได้ไม่ไกล ก็มีรถมอเตอร์ไซค์คันหนึ่ง ขี่มาทางด้านหลังของสาระวารี โดยมีคนขี่และคนซ้อนท้ายมาอีกหนึ่งคน คนซ้อนท้ายหยิบไม้ออกมา กะฟาดเข้าที่ด้านหลัง เธอเหลือบเห็นเงาสะท้อนในกระจกข้างของมอเตอร์ไซค์ เลยรู้ว่า มีคนกำลังจะตีหัว
        สาระวารีรีบก้มหลบตามสัญชาติญาณทันที เลยหลบไปได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด นักเลงตีพลาด เลยชี้หน้าขู่
        “ไม่อยากตาย อย่าสอดเรื่องชาวบ้าน”
        นักเลงที่ขี่มอเตอร์ไซค์รีบเร่งเครื่องหนีไปทันที สาระวารีตั้งสติได้ก็มองตามด้วยความเจ็บใจ แต่จะตามก็ไม่ทัน เธอรีบโทรหาษมาทันที
        “ฉันเองนะคะคุณษมา ฉันถูกคนขู่ที่ตลาด บอกให้ระวังตัวอย่ายุ่งเรื่องคนอื่น … น่าจะเรื่องที่ฉันเตือนคุณเรื่องจันเลาแน่ๆ … ระวังตัวให้ดีนะคะ อยู่ห่างๆ จันเลาเอาไว้”
        สาระวารีมีสีหน้าเป็นห่วงษมา และไม่สบายใจมาก)
        
      
        โรงพยาบาลตอนกลางวัน จันเลาเปิดประตูห้องพักคนไข้ พร้อมกับเข็นรถพาพิพัชเข้ามา
       พอเข้ามาในห้องก็เห็นษมา สาระวารี และโศภี ยืนรออยู่ในห้องแล้ว
        “อ้าว คุณษมา มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
        ทันใดนั้น สมบูรณ์ที่ซ่อนอยู่ในห้องน้ำ ก็เข้าตรงล็อกคอจันเลาจากทางด้านหลังทันที ก่อนจะยึดปืนพกของจันเลาที่เหน็บไว้มา จันเลาตกใจมาก
        “อะไรกันจ่า มาจับผมทำไม”
        ษมาสีหน้าเครียด
        “จันเลา แกถูกไล่ออกแล้ว”
        จันเลาตกใจปนงง
        “อะไรกันครับ”
        สาระวารีหยิบรูปยื่นให้จันเลา
        “นี่เป็นรูปที่คุณถ่ายกับอำนวย มือปืนที่ลอบยิงคุณษมา คุณรู้จักกันมาก่อนแต่ไม่ยอมบอก เพราะอะไรคะ”
        จันเลาสีหน้าเสียใจ
        “นี่คุณษมาระแวงผมเหรอครับ”
        “ยังจะปากแข็งอีก ถ้าแกบริสุทธิ์ใจจริงๆ ทำไมไม่บอกแต่แรกว่ารู้จักกันมาก่อน ไม่น่าล่ะ วันเกิดเรื่องแกถึงปล่อยให้มันหนีไปได้ง่ายๆ” สมบูรณ์ว่า
        “แกรู้เรื่องจากน้องชายอำนวยใช่มั้ยว่าวารีไปขอข้อมูล แกถึงได้ส่งคนไปข่มขู่วารี”
        จันเลาอึ้ง พูดไม่ออก โศภีพูดเสริมทันที
        “ฉันไม่คิดเลยนะว่านายจะเนรคุณษมาได้ลงคอ”
        พิพัชสีหน้าผิดหวัง ไม่อยากเชื่อ หันไปจ้องหน้าจันเลา
        “จริงเหรอจันเลา”
        จันเลาหน้าเสีย งงไปหมด จับต้นชนปลายไม่ถูก คิดพูดอะไรไม่ทัน พิพัชโมโหมาก ลุกขึ้นจากรถเข็นกระชากคอเสื้อจันเลา
        “แกบอกความจริง ฉันมาเดี๋ยวนี้ … โอ๊ย” พิพัชเจ็บแผลขึ้นมา
        ษมาเข้าไปประคองพิพัช
        “ใจเย็นๆพิพัช เรื่องนี้ฉันจัดการเอง แกไปได้แล้ว ฉันเห็นกับที่แกเคยช่วยงานฉัน มานาน ฉันจะไม่เอาเรื่อง”
        “แต่ทางที่ดี แกอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีกจะดีกว่า ฉันไม่ใจดีเหมือนคุณษมาแน่” สมบูรณ์สีหน้าโกรธแค้นแทน
        จันเลาตั้งท่าจะอธิบาย
        “ผม...”
        ษมาตวาดกร้าว สีหน้าแววตาผิดหวัง ชักปืนออกมาเล็งจันเลา
        “ไปซิ”
        ทุกคนตกใจมาก จันเลาเดินซึมออกจากห้องไป โศภีรีบเข้าไปปลอบประโลม
        “เก็บปืนก่อนเถอะค่ะ ใจเย็นๆนะคะษมา เดี๋ยวปืนลั่นค่ะ โศกลัว”
        ษมาถอนใจหน้าเครียดรีบเก็บปืนไป พิพัชยกมือขึ้นกุมหน้า ไม่อยากเชื่อ สาระวารีชำเลืองมองหน้าสมบูรณ์ที่ถอนใจหนักๆแล้วส่ายหน้า ประมาณไม่น่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นเลย
      
        บรรยากาศแถวท่าเรือตอนเย็น ษมาเดินมาที่เรือของตน ซึ่งมีคนงานมาจอดรอไว้ คนงานรีบกุลีกุจอเข้าไปหาษมา ยกมือไหว้
        “แลงล่ะ”
        “ยังไม่เสร็จงานที่พระฮามเลยส่งผมมารับนายแทนครับ”
        “มาทำงานนานรึยัง ไม่คุ้นหน้า”
        “มาช่วยงานพี่แลงเป็นครั้งๆ ครับ”
      
        ษมาพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินขึ้นเรือไป คนงานแอบมีสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนตามไปขึ้นเรือไป

       คนงานกำลังขับเรือพาษมามาถึงกลางทะเล อึดใจเครื่องเรือก็เริ่มดับ จนเรือวิ่งต่อไปไม่ได้
        “เรือเป็นอะไรเรอะ”
        “ไม่ทราบเหมือนกันครับคุณษมา ขามายังดีๆอยู่เลย”
        คนงานเดินไปหยิบกล่องเครื่องมือ ทำไปตรวจเช็คโน่นนี่ไปมา
        “เป็นไงบ้าง”
        ทันใดนั้นเอง คนงานก็หยิบเอามีดขนาดใหญ่ที่ตนซ่อนไว้ในกล่องเครื่องมือ แล้วหันกลับไปจ้วงแทงใส่ษมาทันที แต่เขาเหมือนระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงหลบไปได้อย่างหวุดหวิดชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด คนงานหันมาเล่นงานเขาซ้ำต่อทันที แต่ษมาจับข้อมือไว้พยายามแย่งมีดมา ก่อนที่ษมาจะเตะใส่คนงานเข้าไปหลายที แล้วบิดข้อมือจนมีดหลุด พร้อมกับชกเข้าเต็มหน้าคนงานจนร่วงลงไป
        ษมาจะเข้าไปซ้ำ แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้น กระสุนปืนเฉี่ยวษมาไปหวุดหวิดนิดเดียว เขาหันไปมอง สีหน้าตกใจมาก มีเรือคนร้ายลำหนึ่ง มีโจรสองคนขับเรือมา พร้อมกับยิงปืนกราดใส่ษมา
      
        เวลาเย็น สาระวารีกำลังพิมพ์ต้นฉบับรัวเร็วอย่างหัวแล่นอยู่ในห้องพักแขกบ้านจิตติ จิณห์วราเคาะประตูห้องแล้วรีบร้อนเปิดเข้ามาบอกอย่างเป็นห่วง
        “ทำใจดีๆ ไว้นะแก”
        “มีอะไรเหรอ”
        “คุณษมา ถูกลอบยิงกลางทะเล”
        สาระวารีตกใจมาก
        “เค้าเป็นอะไรมากรึเปล่า”
        จิณห์วราหน้าแหยๆ
        “คราวนี้ไม่โชคดีเหมือนทุกครั้ง คุณษมาตายแล้ว”
        สาระวารีช็อกไปเลย พูดไม่ออก หน้าซีดเผือด
      
        บริเวณโถงบ้านพักษมาเกาะยานก ลำแพงแผดเสียงร้อง กำลังอาละวาดไล่ทุบตีเด็กลูกจ้าง ปาข้าวของใส่ แบบคนคลั่ง เด็กลูกจ้างหวาดกลัวหนีกันกระเจิง แลงรีบเข้ามาจับตัวพี่สาวเอาไว้
        “สงบสติอารมณ์ก่อนพี่แพง”
        ลำแพงคลุ้มคลั่งสติแตก ร้องไห้ ดิ้น
        “ปล่อยกูนะไอ้แลง กูจะไปดูศพคุณษมากับตากู คุณษมาของกูตายไม่ได้ ปล่อยกู”
        “ทำใจเถอะพี่ คุณษมาตายแล้วจริงๆ”
        “ไม่จริง มึงถอนคำพูดเดี๋ยวนี้ไอ้แลง ไอ้ปากหมา แช่งเจ้านายของมึงได้ยังไง ไอ้เนรคุณ” ลำแพงทั้งฟาดทั้งจิกทั้งหยิก
        แลงยกมือปัดป้อง หวาดกลัว
        “โอ๊ย ฉันเจ็บนะพี่แพง ฉันไม่ได้แช่ง คุณษมาถูกยิงตายกลางทะเลแล้วจริงๆ พี่ ตอนนี้ศพอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว”
        “ไม่จริง คุณษมายังไม่ตาย ไม่จริง” ลำแพงแผดเสียงร้องสุดแรงเกิด ก่อนหมดสติร่วงไปเลย)
      
        โรงพยาบาลแห่งหนึ่งตอนกลางคืน หมอกำลังคุยกับสาระวารี โศภี พิพัช และจิณห์วราอยู่ที่หน้าห้องดับจิต โดยมีโศภีร้องไห้สะอึกสะอื้นตลอดเวลา
        “ถ้าจะให้มั่นใจก็คงต้องรอผลตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลก่อนนะครับ เพราะศพที่เจอ ถูกปลากินไปเยอะมากจนจำ หน้าตาไม่ได้ เพียงแต่ศพถูกพบใกล้กับเรือของคุณษมา ทางตำรวจเลยสันนิษฐานไว้ก่อนว่าน่าจะเป็นคุณษมา”
        สาระวารีพยักหน้ารับ ไหว้หมอ
        “ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ”
        คนอื่นไหว้ตาม หมอรับไหว้ ก่อนจะเดินเลี่ยงไป พิพัชโมโหบอก
        “สันนิษฐานมั่วๆ คุณษมาไม่มีทางตายง่ายๆอย่างงี้หรอก”
        โศภีร้องไห้
        “ใช่ ฉันก็ไม่เชื่อ เจอหนักกว่านี้มาตั้งเท่าไหร่ ยังรอดมาได้ จะมาตายน้ำตื้น ยังงี้ได้ยังไง”
        “แต่ถ้าคุณษมายังไม่ตาย งั้นตอนนี้อยู่ไหนล่ะคะ ที่เกาะยานก เกาะพระฮามก็ไม่อยู่”
        พิพัชเครียดหนัก แต่เถียงไม่ออก
        ขณะนั้นเอง พยาบาลก็เข็นศพเข้ามา
        “ศพมาแล้ว” จิณห์วราบอก
        พิพัชตรงเข้าเปิดผ้าคลุมศพออกทันที เป็นศพผู้ชายเปลือยถูกปลาแทะเนื้อตามหน้าและตัวจนพรุน
      
       โศภีกรี๊ดกร๊าดปิดหน้า สาระวารีและจิณห์วราเบือนหน้าไม่กล้ามอง ทั้งคู่จับมือกันแน่น


  


       เวลากลางวัน บริเวณลานจอดรถแห่งหนึ่ง ลูกน้องดิตถ์เดินมาเปิดประตูรถให้เจ้านาย ดิตถ์เดินอารมณ์ดีเป็นพิเศษมาขึ้นรถ ลูกน้องรีบพูดเอาใจ
        “หมดเสี้ยนหนามซะทีนะครับเสี่ย ไอ้ษมามันตายโหง สมใจเสี่ยไปแล้ว”
        ดิตถ์ยิ้มปลื้ม
        “แถมไม่ต้องออกแรงให้เหนื่อยด้วย สมน้ำหน้าไอ้พวกที่เคยดูถูกข้าเอาไว้ คราวนี้ได้วิ่งกันตีนพลิกขอร่วมหุ้น กับข้าแทบไม่ทัน เสียดายข้าเส้นดีแต่มันนี่น้อยไปหน่อย ไม่งั้นไม่ต้องง้อพวกมันหรอก”
        ขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของดิตถ์ก็ดังขึ้น เขาดูเบอร์ กดรับ
        “ว่าไงวะ” หลังดิตถ์ฟังอีกฝ่ายก็ตกใจมาก
        “วันนี้เหรอเป็นไปได้ไง ท่านบอกวันนี้ไม่ว่างให้ข้าไปพบ... แล้ว มันเป็นใครวะถึงกล้าตัดหน้าข้า... ไอ้สิงขง สิงขร นี่ใครวะ เอ็งไปสืบมาสิ”
        ดิตถ์กดตัดสายไปด้วยความโกรธจัด
        “มีอะไรเหรอครับนาย”
        “ข้ากำลังโดนตัดหน้าสัมปทานน่ะสิ แล้วไอ้สิงขรนี่ใครกันวะ” ดิตถ์โกรธจัด
        ลูกน้อง ตกใจ
        “ใช่เสี่ยสิงขรรึเปล่าครับ”
        “เอ็งรู้จักเรอะ”
        “ถ้าใช่คนเดียวกัน มันไม่ใช่คนไทยหรอกครับ เป็นนักธุรกิจใหญ่ของฝั่งโน้น อิทธิพลมันเยอะ ค้าอาวุธสงครามด้วย”
        ดิตถ์ตกใจ ฉุกคิดขึ้น
        “งั้นที่ไอ้ษมาโดนถล่มก็ฝีมือมันน่ะสิ”
        ดิตถ์อึ้งไป ไม่คิดว่าอยู่ๆจะมีมือที่สามเพิ่มขึ้นมา
        
        สิงขรนักธุรกิจหนุ่มใหญ่กำลังคุยโทรศัพท์มือถืออย่างอารมณ์ดี หลังจากทานอาหารเช้าอิ่มแล้ว
       โดยมีลูกน้องคอยยืนคุ้มกันอยู่
        “ผมบอกคุณแล้ว ถ้าผมมาคุมงานด้วยตัวเอง ไอ้ษมาไม่มีทางรอดไปได้หรอก”
        สิงขรฟังอีกฝ่าย แล้วหัวเราะชอบใจ ก่อนพูดต่อ
        “เอาน่า ผมรวยคุณก็รวย เราหุ้นส่วนกันนี่ … ถึงแล้วเหรอ งั้นเดี๋ยวผมออกไปรอเลย”
        สิงขรกดตัดสาย ก่อนจะลุกขึ้น แล้วออกจากห้องอาหารไป โดยมีลูกน้องคุ้มกันไปตลอด
      
        สิงขรออกมาจากโรงแรม โดยมีพวกลูกน้องคุ้มกันมา ทันใดนั้น ตำรวจที่ซุ่มอยู่ก็ตรงเข้าชาร์จ ล็อกตัวพวกลูกน้องของสิงขรทันที สิงขรตกใจ แต่ตำรวจก็กรูกันออกมาล้อมสิงขรเอาไว้
        “มาจับผมทำไม ผมไม่ได้ทำอะไรผิด”
        ประตูรถตู้ที่จอดอยู่หน้าโรงแรมถูกเปิดออก ษมาก้าวเดินลงมาคนแรก... สิงขรมีสีหน้าตกใจมาก
       สิงขรแทบช็อกที่เห็นษมายังไม่ตาย
        “ษมา”
        ก่อนที่สาระวารี พิพัช จันเลา และสมบูรณ์ จะเดินตามออกมาจากรถตู้
        ษมาจ้องหน้าสิงขรถาม
        “เสี่ยสิงขรบงการฆ่าผม 2 ครั้งซ้อน ยังไม่ผิดอีกเหรอครับ”
        ษมายิ้มสะแหยะ สิงขรหน้าซีดเผือด
      
        อีกมุมหนึ่ง โศภีขับรถจะเลี้ยวเข้ามาจอดหน้าโรงแรม หยุดกึกทันที เธอเห็นตำรวจเต็มไปหมด เลยกดปุ่มลดกระจกลงมองออกไปว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเห็นษมากำลังเผชิญหน้ากับสิงขร โศภีหน้าเครียดขึ้นมาทันที เธอตกใจจนหน้าถอดสี รีบกดกระจกหน้ารถปิดทันที
      
        โศภีเครียดจนเหงื่อแตก มือสั่น กรอกตาไปมาอย่างใช้ความคิด


  


       บริเวณหน้าโรงแรม...ษมาจ้องสิงขรเขม็ง
        “ผมนึกไม่ถึงเลยจริงๆว่าเสี่ยจะเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง”
        จันเลาจ้องสิงขร สีหน้าโกรธแค้น
        “ผมเคยทำงานให้เสี่ยอย่างซื่อสัตย์ ตอนลาออกก็เข้าใจกันดีทุกอย่าง เสี่ยไม่น่าใส่ร้ายผมถึงขนาดนี้เลย”
        สมบูรณ์ มองสิงขร แววตารู้ทัน
        “มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกจันเลา นายเป็นบอดี้การ์ดฝีมือดี ถ้าแยกนายจากคุณษมาได้ มันก็ลอบกัดคุณษมาได้ง่ายขึ้น”
        สิงขรตีหน้าตาย
        “พูดอะไรของแก ฉันไม่รู้เรื่อง”
        “ลูกน้องคุณสารภาพหมดแล้ว อย่าเสียเวลาปฏิเสธอีกเลย”
        สิงขรเหลือบตาไปจ้องหน้าสาระวารีที่ยิ้มเย้ย
        “เสี่ยคงคิดไม่ถึงสิ ว่าเราจะสาวถึงตัวเสี่ยได้ งานนี้คงต้องยกความดีความชอบให้นักข่าวสาวของเรา”
        ษมาบอก สาระวารีแอบทิ้งค้อนใส่ษมาเล็กน้อย ก่อนหันไปจ้องหน้าสิงขรนิ่ง
        
        ย้อนกลับไป2 วันก่อน เวลากลางคืน สาระวารีเดินลงไปซื้อของที่ตลาด มีคนร้ายขี่มอเตอร์หวังเข้ามาทำร้าย และขมขู่ เมื่อเธอตั้งสติได้ มองตามมอเตอร์ไซค์คนร้ายด้วยความเจ็บใจ และรีบโทรหาษมาทันที
        “ฉันเองนะคะคุณษมา ฉันถูกคนขู่ที่ตลาด บอกให้ระวังตัวอย่ายุ่งเรื่องคนอื่น... น่าจะเรื่องที่ฉันเตือนคุณเรื่องจันเลาแน่ๆ ระวังตัวให้ดีนะคะ อยู่ห่างๆ จันเลาเอาไว้”
        ษมากดตัดโทรศัพท์มือถือหลังคุยกับสาระวารีจบ สีหน้าใช้ความคิด หยิบรูปถ่ายที่สาระวารีเอามาให้ดูอีกครั้ง เขาไม่ได้สนใจภาพของอำนวย หรือจันเลา หากแต่เป็น สิงขร ที่อยู่ร่วมในภาพด้วย
        ษมามีสีหน้าตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ ลุกเดินออกไปทันที
      
        ษมากำลังคุยกับพิพัช จันเลาอธิบายด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
        “ผมไม่รู้เรื่องจริงๆนะครับคุณษมา จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเคยไปถ่ายรูปกับไอ้นวยมันตอนไหน”
        “ฉันไม่ได้สงสัยแกหรอกจันเลา แกเป็นบอดี้การ์ดฉันมานาน ถ้าจะหักหลังฉันจริง ฉันคงตายไปนานแล้ว แต่ที่ฉันสงสัย คือเจ้านายเก่าของแกตะหาก”
        จันเลาแปลกใจ
        “เสี่ยสิงขรน่ะเหรอครับ”
        ษมาพยักหน้ารับ
        “อำนวยเคยทำงานกับเสี่ยสิงขร ไม่แปลกถ้าเสี่ยสิงขรจะจ้างมันมาเก็บฉัน”
        พิพัชพยายามลำดับเรื่องราว
        “เสี่ยสิงขรจงใจใช้ไอ้นวยเพราะมันไปทำงานกับเสี่ยจิตติ ถ้าคุณษมาเป็นอะไรไป เสี่ยจิตติก็จะเป็นผู้ต้องสงสัย”
        “ใช่ เท่ากับตัดคู่แข่งสัมปทานคาสิโน ที่น่ากลัวที่สุดคนนึงไปได้ง่ายๆ เลย แต่ถ้าฉันไม่เป็นไร ก็เท่ากับเสี้ยมให้ฉันกับเสี่ยจิตติแตกกัน” ษมาบอก
        “ยิงปืนนัดเดียวได้นกไม่รู้กี่ตัวนะครับเนี่ย ไม่น่าเชื่อว่าเสี่ยสิงขรจะวางแผนได้ซับซ้อนขนาดนี้” จันเลาว่า
        “งั้นเรามาช่วยกันต่อแผนให้ซับซ้อนขึ้นอีกหน่อยดีกว่า”
        ษมายิ้มเจ้าเล่ห์อย่างมีแผนการ
      
        ย้อนกลับไปเมื่อวาน จันเลาเปิดประตูห้องพักคนไข้ พร้อมกับเข็นรถพาพิพัชเข้ามาในห้อง ก็เห็นษมา สาระวารี และโศภียืนรออยู่ในห้องแล้ว
        “อ้าว คุณษมา มาตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”
        ทันใดนั้น สมบูรณ์ที่ซ่อนอยู่ในห้องน้ำ ก็เข้าตรงล็อกคอจันเลาจากทางด้านหลังทันที ก่อนจะยึดปืนพกของจันเลาที่เหน็บไว้มา
        “อะไรกันจ่า มาจับผมทำไม”
        ษมาสีหน้าเครียด
      
        “จันเลา แกถูกไล่ออกแล้ว”
      

       เมื่อคนงานกำลังขับเรือพาษมามาถึงกลางทะเล อึดใจเครื่องเรือก็เริ่มดับ จนเรือวิ่งต่อไปไม่ได้
        “เรือเป็นอะไรเรอะ”
        “ไม่ทราบเหมือนกันครับคุณษมา ขามายังดีๆอยู่เลย”
        คนงานเดินไปหยิบกล่องเครื่องมือ ทำไปตรวจเช็คโน่นนี่ไปมา
        “เป็นไงบ้าง”
        ทันใดนั้นเอง คนงานก็หยิบเอามีดขนาดใหญ่ที่ตนซ่อนไว้ในกล่องเครื่องมือ แล้วหันกลับไปจ้วงแทงใส่ษมาทันที แต่เขาเหมือนระวังตัวอยู่ก่อนแล้ว จึงหลบไปได้หวุดหวิดชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด
        คนงานหันมาเล่นงานษมาซ้ำต่อทันที แต่ษมาจับข้อมือไว้พยายามแย่งมีดมา ก่อนที่ษมาจะเตะใส่คนงานเข้าไปหลายที แล้วบิดข้อมือจนมีดหลุด พร้อมกับชกเข้าเต็มหน้าคนงานจนร่วงลงไป
        ษมาจะเข้าไปซ้ำ แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้น กระสุนปืนเฉี่ยวษมาไปหวุดหวิดนิดเดียว
       ษมาหันไปมอง สีหน้าตกใจมาก เห็นเรือคนร้าย...มีโจรสองคนขับเรือมา พร้อมกับยิงปืนกราดใส่ษมา
       จนต้องก้มหลบไม่สามารถเงยหัวขึ้นมาได้
        คนงานเลยฉวยโอกาส กระโจนเข้าบีบคอษมาทันที ษมาสู้ขาดใจ แต่คนงานก็แข็งแรงไม่ใช่น้อย บีบคอจนษมาเริ่มหายใจไม่ออก
        ษมาเริ่มควานหาอุปกรณ์ช่วยใกล้ๆตัว ก่อนจะเจอกล่องเครื่องมือของคนงาน ษมาพยายามควานหาของ จนเจอไขควงอันหนึ่งเข้า
        ษมารวบรวมแรง แทงไขควงเข้าที่ท้องของคนงานจนคนงานร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด คนงานเลยเผลอลุกขึ้นยืน จังหวะนั้นเอง กระสุนจากพวกโจรก็ยิงใส่คนงานทันที
        คนงานโดนยิงขาดใจตาย ร่างตกลงไปในทะเล
        เรือของพวกโจรก็ขับมาถึง พร้อมกับเล็งปืนไปที่ษมาทันที โจรยิ้มเหี้ยมกำลังจะเหนี่ยวไกปืน แต่ทันใดนั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้น พร้อมกับที่โจรถูกยิงเข้าที่หัวไหล่จนอาวุธหลุดมือ
        จันเลาและลูกน้องของษมา 2-3 คนพร้อมอาวุธครบมือ ขับเรือเข้ามาช่วยษมา โจรอีกคนตกใจ รีบหยิบปืนขึ้นมาจะยิงสู้ แต่โดนจันเลายิงเข้ากลางมือทะลุ อาวุธปืนกระเด็นหลุดมือไปอีกคน
        โจรทั้งสองหวาดกลัวจนรีบยกมือยอมแพ้ ไม่กล้าฮึดสู้อีก
      
        ย้อนกลับไปคืนก่อน สาระวารีไปตั้งสติในห้องน้ำของโรงพยาบาล หลังจากแอบมาร้องไห้เสียใจจากการตายของษมา สาระวารีสูดหายใจลึก สงบสติอารมณ์ให้ได้ เธอเดินออกจากห้องน้ำไป เดินเลี้ยวมุมตึก
        ไม่คาดคิด ษมายืนพิงกำแพงมุมตึกรออยู่เงียบๆ สาระวารีร้องลั่นตกใจสุดขีด อย่างอารมณ์โดนผีหลอก ษมารีบไปจับตัวเอามือปิดปากสาระวารี
        “อย่าร้องครับ ผมยังไม่ตาย”
        สาระวารีหน้าตาเบิกโพลงตกใจมาก
      
        บริเวณหน้าโรงแรม สาระวารียังแอบเคืองษมาที่ถูกหลอกให้ตกอกตกใจไปด้วย หลังจากเขาเฉลยความจริงหมด สิงขรก็จ้องษมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
        “หมดข้อสงสัยแล้วใช่มั้ยครับเสี่ย งั้นเชิญที่โรงพักดีกว่าครับ ลูกน้องเสี่ยรออยู่ที่โรงพักมาทั้งคืนแล้ว”
        สิงขรเจ็บใจมาก จ้องหน้าษมา ก่อนจะขอความเห็นใจตำรวจ
        “คุณตำรวจต้องให้ความเป็นธรรมกับผมนะครับ ทั้งหมดเป็นการจัดฉากใส่ร้ายผม”
        ทันใดนั้นเอง โศภีก็วิ่งเข้ามาหาษมา เธอดีใจสุดๆ เข้าไปกอดษมาแล้วปล่อยโฮ
        “ษมา คุณจริงๆด้วย คุณยังไม่ตาย คุณยังไม่ตาย”
        สาระวารีเผลอเหล่ๆ มองษมาเล็กน้อย ษมาอายคน และรู้สึกร้อนๆหนาวๆกับสายตาของสาระวารี จนต้องดึงโศภีออก โศภีหันไปมองสิงขรด้วยสายตาเกลียดชัง
        “มันใช่มั้ยคะที่ลอบฆ่าคุณครั้งแล้วครั้งเล่า ไอ้สารเลว” โศภีเดินเข้าไปจะตบหน้าสิงขร
        สิงขรฉวยโอกาสที่โศภีจะตบหน้าจับข้อมือเธอล็อก แล้วชักปืนที่ซ่อนไว้ออกมา ท่ามกลางความตกใจของทุกคน ที่จู่ๆโศภีก็กลายเป็นตัวประกัน เธอกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว
        “ปล่อยฉันนะ”
        ตำรวจกระชับปืนทันที
        “ปล่อยคุณโศภีซะ ยังไงเสี่ยก็หนีไม่รอดหรอก” ษมาบอก
        “ถ้าฉันไม่รอด นังนี่ก็ไม่รอดเหมือนกัน”
        โศภีตื่นกลัว
        “ษมา ช่วยโศด้วย โศกลัว”
        สิงขรหันไปพูดกับตำรวจ
        “สารวัตร สั่งคนของคุณถอยไปให้หมด”
        โศภีร้องไห้ โวยวาย ฟูมฟายด้วยความกลัวสุดชีวิต
        “อย่ายิงฉันนะ ฉันกลัวแล้ว ษมา ช่วยโศด้วย”
        “หุบปากซะทีเถอะ แหกปากอยู่ได้”
        สิงขรกระชากผมโศภีจนหน้าหงายไป โศภียิ่งร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว
        “ถอย”
      
        ตำรวจคลายวงล้อม ปล่อยให้สิงขรพาโศภีผ่านออกไป สาระวารีจับตามองตามไปด้วยสีหน้านิ่งๆเก็บข้อมูล

       สิงขรขับรถตัวเองพาโศภีมาถึงชายป่า โศภีหน้าตาบึ้งตึงถาม
        “จะปล่อยฉันได้รึยังล่ะ”
        สิงขรทำหน้ากวน ยิ้มกรุ้มกริ่ม
        “จะรีบไปไหนล่ะ ไหนๆก็มาแล้ว มาเปลี่ยนบรรยากาศซะหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ”
        สิงขรโน้มตัวไปจะปล้ำจูบโศภี เธอผลักออกไป ก่อนจะขำชอบใจออกมา
        “บ้า”
        สิงขรหัวเราะรับตามออกมา
        “คุณนี่ตีบทแตกจริงๆ ดาราเก่งๆ ยังอายเลย”
        โศภียิ้ม
        “หาที่ส่งฉันได้แล้ว เกิดมันแห่ตามมาทัน ฉันขี้เกียจต้องเล่นละครให้เสี่ยจับตัวพาข้ามชายแดนไปอีก”
        สิงขรหาที่จอดรถ ก่อนจะคุยต่อด้วยสีหน้าหงุดหงิด
        “พูดแล้วยังเจ็บใจไม่หาย แผนการเกือบสำเร็จอยู่แล้วเชียว ดันโดนมันดัดหลังซะได้ ดีนะที่คุณหัวไวเข้ามาแก้สถานการณ์ได้ทัน ไม่งั้นป่านนี้ผมเข้าไปนอนอยู่ในคุกแล้ว”
        โศภีไม่ได้ปลาบปลื้มกับคำชม
        “แล้วเรื่องคาสิโน คุณจะทำยังไงต่อ”
        “เกิดเรื่องนี้ขึ้น ผมจะทำอะไรได้อีกล่ะนอกจากหนี...บางทีผมอาจจะต้องเป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือคุณโศภีบ้างแล้วล่ะ”
        โศภีเข้าไปซบหน้าอก ออดอ้อน
        “ได้สิคะ โศยอมทำทุกอย่างเพื่อเสี่ยอยู่แล้วล่ะ”
        สิงขรโอบโศภีไว้ ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง
        ไม่คาดคิด โศภีแอบเลื่อนมือไปหยิบปืนที่เสี่ยสิงขรวางไว้ใกล้มือข้างประตูรถ ก่อนจะจ่อปืนยิงสิงขรระยะประชิด สิงขรตาเหลือกโพลง ร้องไม่ออก จ้องหน้าโศภีที่แววตาเหี้ยม เยือกเย็น
      
        ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ เวลากลางคืน บริเวณสวนบ้านษมาเกาะยานก โศภีกำลังคุยโทรศัพท์มือถือด้วยสีหน้าเคร่งเคียด
        “เสี่ยสิงขรคะ โศภีเองนะคะ พรุ่งนี้มันจะไปที่พระฮาม เสี่ยส่งคนไปเก็บมันได้เลย... ดีค่ะ แต่ต้อง ระวังอย่าให้คาสิโนเสียหายนะคะ เราจะได้ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม... ค่ะ แล้วฉันจะรอข่าวดี”
        โศภีกดวางสายไป แล้วพูดพึมพำ หน้าร้าย ยิ้มเหี้ยม
        “ฉันให้โอกาสแล้ว ไม่เลือกฉันเอง ช่วยไม่ได้”
      
        บริเวณชายป่า โศภี สีหน้าแววตาเหี้ยม มองสิงขรที่กำลังทรมาน ด้วยยิ้มเหยียดๆ
      
        ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ โศภีกำลังคุยกับอำนวยอยู่ที่โถงบ้าน มีลูกน้องโศภีอยู่ด้วย อำนวยสงสัย “ทำไมต้องให้ผมเปิดหน้าด้วยล่ะครับคุณโศภี”
        โศภีมีสีหน้าเซ็งๆ ฟังอีกฝ่าย
      
        “เดี๋ยวนี้มันมีกล้องวงจรปิดติดเต็มไปหมด ถ้ามีใครเห็นหน้าผมขึ้นมา ผมไม่โดนพลิกแผ่นดินล่าเลยเหรอครับ”
        “เรื่องนั้นแกไม่ต้องห่วง ฉันรับปากว่าจะช่วยแกเต็มที่ ...ส่วนค่าจ้าง ฉันให้คูณ 2 เป็นไง คุ้มพอจะเสี่ยงมั้ย”
        อำนวยตาลุกวาว
        “สองเท่าเลยเหรอครับ”
        “ที่ฉันให้แกเปิดหน้า ก็เพราะแกทำงานอยู่กับเสี่ยจิตติ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ตำรวจก็ต้องพุ่งเป้าไปที่เสี่ยจิตติก่อน ช่วงเป็นคดีความ กว่าจะสืบสาวราวเรื่องได้ ฉันกับเสี่ยสิงขรก็ได้สัมปทานคาสิโนไปแล้ว ...แกทำงานให้สำเร็จก่อนเถอะ เรื่องหนี เสี่ยสิงขรช่วยแกได้แน่”
        “งั้นก็ตกลงตามนี้ครับ”
        โศภีหันไปพยักหน้าให้ลูกน้อง ๆ หยิบซองน้ำตาลใส่เงินค่าจ้างมาให้
        “มัดจำครึ่งแรก งานเสร็จมารับอีกครึ่ง”
        อำนวยยกมือไหว้
        “ขอบคุณครับคุณโศภี”
        “รีบไปได้แล้ว เดี๋ยวใครมาเห็นเข้าฉันจะเดือดร้อนไปด้วย”
        “งั้นผมลาล่ะครับ” อำนวยยกมือไหว้แล้วลุกเดินออกไป
        พออำนวยคล้อยหลัง โศภีก็หันมาสั่งการกับลูกน้องทันที
        “จับตาดูมันไว้ พอเสร็จเรื่องษมาเมื่อไหร่ นัดพามันหนีตามแผน แล้วเก็บมันซะ อย่าให้สาวมาถึงฉันได้ล่ะ”
        “ ครับคุณโศ”
      
        โศภีอมยิ้มอย่างฝันเฟื่องไปไกล


  


       บริเวณชายป่า โศภียิงสิงขรซ้ำอีกนัดเพื่อให้อีกฝ่ายจบชีวิตอย่างแน่ใจ สิงขรขาดใจตายคาที่
       โศภีจ้องมองจนแน่ใจ ด้วยสีหน้าแววตาเลือดเย็น
      
        ย้อนกลับไปสองวันก่อน เมื่อตอนหัวค่ำ โศภีเดินโทรศัพท์แนบหูกลับมาขึ้นรถตัวเองที่จอดอยู่ที่รีสอร์ตษมาด้วยความหงุดหงิด เธอเข้าไปนั่งในรถ ล็อกประตูก่อนที่ปลายสายจะรับสาย
        “คุณสิงขรคะ โชคเข้าข้างเราแล้วค่ะ ก็นังนักข่าวจอมสาระแนนั่นสิคะ มันไปสืบจนเจอรูปที่อำนวยเคยถ่ายกับจันเลาเข้า พวกมันก็เลยระแวงไอ้จันเลาขึ้นมา ฉันก็เลยคิดแผนการอะไรขึ้นมาได้ คุณช่วยส่งคนไปขู่นังนักข่าวนั่นซ้ำทีสิคะ จะได้ตอกย้ำความน่าสงสัยของไอ้จันเลา”
        “มีคนรู้เรื่องรูปนี้อยู่แค่คุณ ไอ้ษมา แล้วก็นักข่าว มันจะไม่สงสัยคุณเอาเหรอ”
        โศภียิ้มมั่นใจ
        “ษมาไม่คิดว่าฉันโง่ ขนาดทำเรื่องให้มีหลักฐานมัดตัวเองขนาดนั้นหรอกค่ะ แต่ฉันจะทำ...แต่เสี่ยไม่ต้องห่วง อย่าลืมสิคะ ว่ายังมีน้องอำนวยอีกคนที่รู้เรื่องรูปนี้ หาแพะไม่ยากหรอก... ถ้าขาดจันเลาซักคน กำจัดษมาก็ง่ายขึ้นเยอะ จริงมั้ยคะเสี่ย”
        โศภีสะแหยะยิ้ม
      
        โศภีเปิดประตูรถทิ้งให้กว้างเอาไว้ มองเข้าไปในรถดูศพสิงขรในรถอีกครั้ง ก่อนพูดพึมพำ
        “ถ้าไม่กลัวว่าจะสาวมาถึงฉัน ฉันปล่อยให้แกเน่าตายในคุกไปแล้วล่ะ”
        โศภีมองซ้ายขวาแล้วขยี้หัวตัวเองให้ผมยุ่งเหยิง จากนั้นเธอก็กระชากเสื้อให้ฉีกขาดบ้างเหมือนผ่านการต่อสู้มา ก่อนจะลงทุนย่อตัวเอามือคลุกดินกับพื้นมาป้ายเสื้อผ้าเลยไปถึงหน้า
      
        โศภีสีหน้าหวาดกลัว วิ่งร้องไห้ถือปืนสิงขร หนีกระเซอะกระเซิง แหกปากขอความช่วยเหลือ
        “ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
        ไม่คาดคิดมีคนวิ่งเข้ามาล็อกตัวโศภีจากด้านหลัง เธอกรีดร้องสนั่น
        “ไม่ต้องกลัวครับ ผมตำรวจ”
        โศภีร้องไห้ฟูมฟาย ฟ้องลำล่ำละลัก
        “มันจะฆ่าฉัน ฉัน ฉันแย่งปืนมาได้ เลยยิงมันตาย มันตายแล้ว ฉันไม่ได้ ตั้งใจ ไม่ได้ตั้งใจ”
        จากนั้นโสภีก็ทำเป็นลมล้มพับไปทันที
      
        โศภีนอนให้น้ำเกลืออยู่ในห้องพักผู้ป่วย เธอกำลังร้องห่มร้องไห้ บีบน้ำตา เรียกคะแนนสงสารจากษมา โดยมีสาระวารีอยู่ใกล้ๆ...
        “โศจะติดคุกมั้ยคะษมา โศไม่ได้ตั้งใจจะฆ่ามัน โศป้องกันตัวเอง โศกลัวมากจนสติแตก กลัวมันจะฆ่าโศหมกป่าแล้วหนีข้ามชายแดนไป ษมาต้องช่วยโศนะ”
        ษมาปลอบใจไปก่อน
        “คุณทำไปเพราะป้องกันตัวเองนะโศ”
        สาระวารีเสริม
        “แต่จะเกินกว่าเหตุรึเปล่าก็อยู่ที่หลักฐานนะคะ”
        โศภีชายหางตาขวับมองไปที่สาระวารี อารมณ์จากสายตาด่าประมาณสาระแน
        “คุณปลอดภัยมาได้ก็ดีแล้วล่ะ เป็นไปได้ว่า เค้าอาจคิดจะฆ่าคุณทิ้งตอนพรรคพวกเค้ามาช่วยข้ามชายแดนไป”
        โศภีบีบน้ำตาร้องไห้อีก จับมือษมาไว้แน่น
        “โศกลัวจังเลยค่ะษมา เกิดมาไม่เคยเจออะไรน่ากลัวแบบนี้มาก่อนเลย”
        สาระวารีก็เหล่มองโศภีอย่างจับผิดไม่ไว้ใจ ษมาปลอบ
        “ทำใจให้สบาย อย่าคิดมากอีกเลยนะโศ ทุกอย่างผ่านไปแล้ว คุณพักผ่อนให้มากๆ จะดีกว่า เดี๋ยวตำรวจคงมาสอบปากคำเพิ่มเติม”
        โศภีพยายามสงบสติอารมณ์ลง ซับน้ำตาไปมา
        “คุณนอนพักเถอะ ผมต้องกลับแล้วล่ะ”
        โศภีอ้อน
        “โศยังกลัวอยู่เลย คุณอยู่เป็นเพื่อนโศก่อนไม่ได้เหรอคะ”
        ษมายิ้มบางๆ
        “ผมมีเรื่องต้องไปทำอีกเยอะ คุณอยู่โรงพยาบาล ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะ”
      
        “เสร็จธุระแล้วโทรหาโศมั่งนะคะ โศไม่มีใครเหลืออีกแล้วนอกจากคุณ”


  


       โศภีเบะจะร้องไห สาระวารีทำหน้านิ่งแต่แอบเหยียดปากหมั่นไส้นิดๆ อยู่ในที ษมายิ้มบางๆ เลื่อนมือมาตบหลังมือโศภีเบาๆ ให้กำลังใจก่อนหันมาพยักหน้าให้สาระวารีแล้วเดินนำออกไป
        สาระวารีมองโศภีด้วยสายตาระแวงก่อนเดินตามษมาออกไป โศภีจิกตามองตามสาระวารีออกไป
        แล้วพึมพำด่าด้วยสีหน้าเกลียดชัง
        “อย่าสาระแนให้มากนัก เดี๋ยวแกจะได้ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ตัวเอง”
      
        ษมาเดินคุยกับสาระวารีอยู่ที่ล็อบบี้โรงพยาบาล เว้นระยะห่างกันเล็กน้อย
        “ฉันไม่ค่อยไว้ใจคุณโศ ยังไงบอกไม่ถูก”
        ษมาหน้านิ่งบอก
        “เดินตามเกมเค้าไปก่อนเถอะ”
        “คุณก็คิดเหมือนกันใช่มั้ยคะ”
        ษมายิ้มกระเซ้า
        “อย่างที่คุณบอกผมไง ตอนดูหนังฆาตกรรม คนร้ายมักจะเป็นคนใกล้ตัวที่เราไว้ใจ นึกไม่ถึงเสมอ”
        สาระวารียิ้มๆ พูดเล่นไป
        “ตอนไหนว่างก็หาหนังมาดูเยอะๆ นะคะ”
        ษมาขำเบาๆ ก่อนจะหยุดเดิน หน้านิ่งขึ้นเรื่อยๆ หันมองหน้าสาระวารี
        “ถึงเวลาที่เราต้องลากันจริงๆ แล้วสินะ”
        สาระวารีใจหายวูบขึ้นมาแบบบอกไม่ถูก เหลือบตามองษมา
        “คุณจะกลับกรุงเทพเมื่อไหร่”
        “น่าจะพรุ่งนี้ค่ะ แล้วคุณจะกลับเกาะยานกเมื่อไหร่คะ”
        “เดี๋ยวว่าจะกลับเลย ไปสร้างขวัญกำลังใจให้คนงานหน่อย ตอนนี้ ข่าวลือเยอะแยะไปหมดแล้ว”
        “ก็ดีค่ะ”
        “เดี๋ยวผมไปส่งบ้านเสี่ยจิตติให้”
        “ไม่เป็นไรค่ะ จิณห์กำลังแวะมารับ”
        ษมาพยักหน้ารับทราบ
        สาระวารีปั้นยิ้มให้
        “เดี๋ยวต้นฉบับเสร็จจะโทรมาบอกนะคะ”
        “ขอบคุณครับที่รักษาสัญญา”
        ษมานึกได้ ล้วงมือเข้าไปในแจ็คเก็ต
        “อ้อ ผมเอาของคุณมาคืน”
        ษมาหยิบเอาถุงใบเล็กที่ใส่กลักบุหรี่มาคืน
        สาระวารียิ้มบางๆ รับถุงคืนมา
        “ขอบคุณค่ะ”
        “ผมว่าคุณเลิกบุหรี่ได้แล้วล่ะ น่าชื่นชมนะครับ”
        “คุณยึดไป แล้วคิดว่าฉันไม่มีบุหรี่สำรองรึไงคะ”
        “ผิดหวังนะเนี่ย”
        “ฉันไม่ได้สูบหรอกค่ะ ตั้งแต่ไปสัมภาษณ์คุณ แค่สูดเขม่าปืนกับควันดินระเบิด ปอดฉันก็ดำปี๋แล้ว”
        ษมาขำเอ็นดูออกมา ก่อนที่ทั้งคู่จะสบตากันนิ่งๆ เหมือนรู้สึกพร้อมๆกันว่า คงไม่มีเวลาให้รู้สึกดีๆ ต่อกันอีกแล้ว
        จันเลาและจิณห์วราเดินคู่กันเข้ามาหาทั้งคู่พอดี
      
        “รอนานมั้ยวารี”
        ทั้งคู่รีบละสายตาจากกันก่อนเป็นที่สงสัย จิณห์วรายกมือไหว้ษมา ษมารับไหว้ สาระวารีรีบเข้าไปจูงมือเพื่อน
        “เราไปกันเลยเถอะ”
        สาระวารีใจไม่แข็งพอที่จะมองษมาทิ้งทายรีบจูงมาเพื่อนลากออกไปจากโรงพยาบาลเลย
        “ไปเลยมั้ยครับ” จันเลาถาม
      
        ษมาพยักหน้ารับ เขาดูซึมๆไปเล็กน้อย เดินหน้านิ่งนำออกไป จันเลาเดินตามประกบไป


  


       ษมาเดินนำจันเลาออกมาที่หน้าโรงพยาบาล หันมองไปทางรถจิณห์วรา เห็นจิณห์วราและสาระวารีกำลังเปิดประตูจะขึ้นรถ สาระวารีหันมาเห็นษมาพอดี ทั้งคู่มองกันระยะห่าง นิ่งๆ
        จันเลาเดินแทรกมาเปิดประตูรถที่จอดรออยู่หน้าโรงพยาบาลให้ษมา...
        สาระวารีเลี่ยงขึ้นรถนำไปก่อน ษมาเดินหน้านิ่งมาขึ้นรถไป จันเลาปิดประตูแล้วขึ้นไปนั่งทำหน้าที่คนขับรถ
        รถจิณห์วราขับมาตามทางจังหวะที่รถเทียบตำแหน่งที่ษมาและสาระวารีนั่งตรงกันพอดี
        ทั้งคู่หันสบตากันพอดี ใจหายวูบทั้งคู่ ใจอยากจะยิ้ม อยากจะยกมือบ๊าย บาย แต่สมองกลับสั่งยื้อไว้
       วินาทีดีๆ ที่น่าจดจำผ่านไป รถจินห์วราขับเลยไป ษมาได้แต่ชะเง้อมองตามสาระวารีไป
        จันเลาแอบมองจากกระจกส่องหลัง อมยิ้มเหมือนอ่านใจเจ้านายออก
        สาระวารีก็แอบมองชิ่งกระจกส่องข้างมองไปทางรถษมาตลอดเวลาเช่นกัน ไม่พ้นสายตาของจิณห์วรา เธอแอบชำเลืองมองสาระวารีแล้วอมยิ้มอย่างรู้ใจเพื่อน
      
        เวลาหัวค่ำ หน้าระเบียงหน้าบ้านพักษมาที่เกาะยานกตอนหัวค่ำ ษมายืนอุ้มเหลืองลายลูบขน
       ไปมาอยู่ สีหน้าซึมๆ เหงาๆ
        “แกชอบชื่อเหลืองลายหรือตุ่มลายมากกว่ากัน”
        ษมาก้มมองแมว เหลืองลายก็เป็นแมวของมันไป
        “ที่จริงตุ่มลายก็เหมาะกับแกมากกว่าจริงๆ หนักจนฉันจะอุ้มไม่ไหวแล้ว คนตั้งชื่อให้แกใหม่ เค้าคงไม่กลับมาแล้วล่ะ”
        ลำแพงเดินออกมาหา
        “คุณคะ จะทานอะไรก่อนนอนอีกรึเปล่าคะ”
        ษมาใจลอยไม่ได้ยิน ลำแพงเดินใกล้เข้ามา
        “คุณคะ”
        ษมาสะดุ้งเล็กน้อย หันมองลำแพง
        “จะทานอะไรมั้ยคะ ลำแพงจะจัดให้”
        “ไม่แล้วล่ะ ลำแพงไปพักเถอะ”
        “เมื่อเย็นคุณก็ทานข้าวไม่กี่คำเอง ไม่สบายรึเปล่าคะ”
        “ผมคงเครียดแล้วก็เหนื่อยมาหลายวันติดๆ กันน่ะล่ะ ขอบใจนะที่เป็นห่วง”
        ษมาส่งแมวให้ลำแพงก่อนเดินกลับเข้าบ้านไป ลำแพงแอบรำคาญแมวปล่อยวิ่งไป แล้วมองตามษมาอย่างเก็บข้อมูล
      
        เวลากลางคืน สาระวารีนอนไม่หลับกระสับกระส่ายจนเซ็งต้องลุกขึ้นจากเตียง
      
        ย้อนกลับไป 17 ปีก่อน สาระวารีวัยเด็กนั่งมองพระจันทร์อยู่คนเดียวที่หน้าบ้านสาร พี่สาวฝาแฝดเดินออกมาจากข้างใน มาหาน้องสาว
        ในบ้านปิดไฟมืดเพราะถูกตัดไฟ ไม่มีเงินจ่าย
        “ออกมาทำไมวารี ข้างนอกยุงชุมจะตายไป”
        “ในบ้านมันมืด เราไม่ชอบ อยู่ตรงนี้ยังมีแสงมั่ง เมื่อไหร่เราจะมีไฟใช้ซะทีล่ะสะมา”
        “ก็ต้องรอให้พ่อเอาเงินไปจ่ายเค้าก่อนแหละ”
        สาระวารีสีหน้าเศร้าถอนใจออกมา
        “งั้นก็ต้องทนอยู่มืดๆ กันไปอีกนานเลยล่ะ”
        “เดี๋ยวเราจุดเทียนให้เอามั้ย”
        “อย่าเลยสะมา เก็บเอาไว้จุดตอนอ่านหนังสือดีกว่า”
        สาระสะมาหน้าเศร้าๆ เหมือนกัน
        “เราคงไม่ได้อ่านหนังสือที่บ้านนี้อีกแล้วล่ะวารี”
        สาระวารีอึ้งไป ลืมไปสนิท หน้าแหย
        “เผาศพแม่เสร็จ ตากับยายจะรับเราสองคนไปอยู่ด้วยจริงๆ เหรอ”
        สาระสะมานั่งลงข้างๆน้อง
        “จ่าบูรณ์บอกยังงั้น เรานั่งด้วยคนนะ”
        สาระวารีสีหน้าซึมเศร้าไป
        สาระสะมางยหน้ามองพระจันทร์
        “พระจันทร์คืนนี้ส๊วยสวยเนอะ”
        สาระวารีน้ำตาคลอเงยหน้ามองพระจันทร์ตามพี่สาว อดนึกถึงแม่ไม่ได้
        “ต่อไปคงไม่มีใครร้องจันทร์เอ๋ย จันทร์เจ้า กล่อมเรานอนอีกแล้ว”
        สาระสะมาชำเลืองมองน้องสาว อย่างสงสาร โอบไหล่น้องเอาไว้
      
        “เราก็ร้องได้นะแต่คงไม่เพราะเหมือนเสียงแม่หรอก นายอยากฟังมั้ยล่ะ”
      

      สาระวารีพยักหน้าหงึกๆ สาระสะมายิ้มแย้ม ตั้งท่าตั้งอกตั้งใจ ก่อนจะร้องเพลงเลียนแบบที่แม่เคยร้องไว้
                       “จันทร์เอ๋ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า”  (จับมือน้องสาวเอาไว้)
                       สาระวารีพักศีรษะลงกับบ่าพี่สาวที่จับมือน้องสาวไว้ เธอฟังเพลงไปเพลินๆ ชำเลืองมองดูพระจันทร์ไป
                       “ขอช้างขอม้า ให้น้องข้าขี่  ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง...”
        
                       สาระวารียืนเหงาๆ กอดอก เงยหน้าดูพระจันทร์อยู่คนเดียวที่สนามหน้าบ้านจิตติ  พูดพึมพำ
                       “เสียเวลาเปล่า พระจันทร์ ให้อะไรใครไม่ได้หรอกสะมา”
                       สาระวารีทอดถอนใจยาวออกมา
        
                       เช้าสายวันรุ่งขึ้น สาระวารีสะพายเป้เดินลงมาที่โถงบ้านจิตติ เพื่อเตรียมตัวจะกลับ จิณห์วรานั่งอ่านหนังสือพิมพ์รอเพื่อนอยู่ที่โซฟารับแขก
                       “เสร็จแต่เช้าเลยนะ”
                       “เช้าอะไรล่ะ เมื่อคืนฉันนอนไม่ค่อยหลับ เออ เดี๋ยวเธอพาฉันไปร้านขายของฝากหน่อยสิ”
                       “ได้เลย ยังเหลือเวลาอีกหลายชั่วโมง วันนี้พ่อฉันต้องเข้ากรุงเทพฯกระทันหัน พ่อเลยให้ชวนเธอกลับไปพร้อมกันเลย”
                       “พ่อเธอกลับตอนไหน”
                       “บ่ายๆ...เธอถึงกรุงเทพไม่ต่างกันเท่าไหร่หรอก แต่สบายกว่ากันเยอะ”
                       “พ่อเธอออกปากชวนแล้ว ใครจะขัดได้ล่ะ”
                       สาระวารีวางเป้ลงที่โซฟารับแขก จิณห์วรากระเซ้า
                       “เธอยังพอมีเวลาแวะไปเที่ยวเกาะยานกอีกรอบนะ”
                       สาระวารีชะงักไป ก่อนโวยเพื่อนกลบเกลื่อน
                       “ประสาท  ฉันจะไปทำไม”
                       สาระวารีเดินเลี่ยงไปที่โต๊ะอาหาร จิณห์วรามองตามเพื่อนไปยิ้มๆ อย่างรู้ทัน                     
        
                       ษมาเดินเซ็งๆ อยู่หน้าสนามบ้าน  ในขณะที่แลงกำลังพรวนดินต้นไม้อยู่ใกล้ๆ ลำแพงเดินตามหาษมาออกมา
                       “คุณษมาคะ จะออกไปพระฮามรึเปล่าคะ ลำแพงจะได้เตรียมอาหารใส่ปิ่นโตไปให้”
                       “ฉันสั่งงานให้พิพัชไปทำแทนเรียบร้อยแล้ว”
                       ลำแพงยิ้มดีใจ ที่ษมาจะอยู่บ้านวันนี้
                       “กลางวันนี้จะทานอะไรดีคะ ราดหน้าทะเลหรือข้าวผัดปูดีคะ”
                       ษมาเซ็งๆ
                       “อะไรก็ได้ ฉันกินได้ทั้งนั้นล่ะ”
                       ขณะนั้นเอง  กิ่งไม้จากต้นไม้ใหญ่ข้างๆ ก็หักตกลงมาเกือบโดนแลง จนแลงตกใจ ลำแพงก็ตกใจร้องออกมา ษมาเงยหน้ามองก่อนสั่งแลง
                       “กิ่งไหนที่มันจะหักก็ตัดทิ้งซะเลยโดนฝนโดนพายุมาหลายรอบแล้ว”
                       “ครับคุณษมา”
                       ษมาเดินทอดอารมณ์ไปทางชายหาด ลำแพงมองตามไป
                       แลงรีบมาคุยกับพี่สาว
                       “วันนี้คุณษมาดูแปลกๆไปนะพี่”
                       ลำแพงไม่พอใจ
                       “แปลกตั้งแต่กลับมาเมื่อวานแล้ว  ดูเบื่อๆเซ็งๆ ยังไงบอกไม่ถูก”
                       แลงยิ้มพูดอย่างไม่คิดมาก
                       “สงสัยจะคิดถึงนักข่าวคนนั้น”
                       ลำแพงตวาดใส่ทันที
                       “หุบปากไปเลยนะไอ้แลง คุณษมาจะไปคิดถึงมันทำไม”
                       “แหม มันอดคิดไม่ได้หรอกพี่”
                       ลำแพงตวาด
                       “ยังอีก  กิ่งไม้มันน่าตกมาใส่หัวกบาลเอ็งจริงๆ เลยจำเอาไว้  ยัยนักข่าวนั่นก็เหมือนพายุ  ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป”
                       ลำแพงเดินหงุดหงิดกระฟัดกระเฟียดกลับเข้าไป แลงได้แต่ถอนใจ ก่อนเงยหน้ามองกิ่งไม้แห้งกิ่งต่างๆ บนต้นไม้สูงไป


  


       ภายในร้านขายของฝาก สาระวารีเลือกซื้อของฝากไปเรื่อยๆ จิณห์วราเดินยิ้มแย้มมากระเซ้า จิณห์วราตีหน้าตาย
                       “คุณษมาโทรมารึยัง”
                       สาระวารีลืมตัว  หน้าจ๋อยๆบอก “ยัง”
                       จิณห์วราแอบยิ้ม ขำเพื่อน สาระวารีฉุกคิดขึ้นได้ รีบแก้ทันที
                       “แล้วทำไมเค้าต้องโทรมาด้วยล่ะ เค้าไม่ได้มีธุระอะไรกับฉันซะหน่อย”
                       “แต่แกกำลังจะกลับแล้วนะ เค้าน่าจะโทรมาอวยพรให้เดินทางปลอดภัย หรือไม่โทรมาถามซักหน่อย ว่าเป็นไงบ้าง ใกล้ถึงรึยัง”
                       สาระวารีหน้าบึ้งตึง
                       “เค้าจะทำเพื่ออะไร  ฉันก็แค่มาสัมภาษณ์เค้าไม่กี่วัน สัมภาษณ์เสร็จก็จบ”
                       จิณห์วราอยากรู้อยากเห็น
                       “จบจริงเหรอ”
                       สาระวารีจ้องหน้า ท่าทางเริ่มเอาเรื่อง
                       “แกจะเอายังไงกับฉัน  ต้องให้ฉันตอบยังไงแกถึงจะพอใจ ว่ามาเลย”
                       จิณห์วราแหยๆ
                       “จ้ะๆ กลัวแล้ว  กลับกรุงเทพไปอย่าลืมฉีดวีคซีนนะน่าจะครบปีแล้วล่ะ ดุชะมัดเลย”
                       สาระวารีเงื้อง้าของฝากในมือจะฟาดใส่เพื่อน จิณห์วราต้องรีบเดินหนีไป
                       สาระวารีตาเขียวมองตามเพื่อนไป ก่อนจะมีสีหน้าขรึมๆไปเล็กน้อย  ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า เพื่อนพูดถูก ษมาน่าจะโทรมาถามไถ่บ้างก็ไม่โทร เธอบ่นพึมพำอย่างน้อยใจ
                       “โทรมาหน่อยก็ไม่ได้”
        
                       ษมามีสีหน้าลังเล ยืนมองโทรศัพท์มือถือในมืออยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหน้าบ้าน ษมาตัดสินใจจะกดโทรออก ก็ยั้งไว้ แล้วพึมพำ
                       “โทรไปบ่อยๆ จะรำคาญซะมากกว่า”
                       ษมาตัดสินใจไม่โทร... แลงเดินถืออุปกรณ์ตัดแต่งกิ่งต้นไม้มา
                       ไม่คาดคิด  กิ่งไม้แห้งท่อนโตหักร่วงลงมาตรงตำแหน่งที่ษมายืนอยู่พอดี  ษมาไม่ทันระวัง แลงเห็นตกใจมาก
                       “คุณษมา ระวังครับ”
                       แลงรีบทิ้งอุปกรณ์วิ่งไปหาษมาทันที หน้าตาตื่นตระหนก
        
                       สาระวารีสะพายเป้เตรียมตัวจะกลับเดินมาที่รถหรูของจิตติที่จอดอยู่หน้าบ้าน จิณห์วราช่วยถือถุงของฝากออกมา คนขับรถรีบมาช่วยรับของไปเก็บไว้ท้ายรถ
                       จิณห์วราจับมือเพื่อน
                       “ฉันส่งเธอแค่นี้แล้วกัน”
                       สาระวารีมีสีหน้ายิ้มแย้ม
                       “ขอบใจมากนะจิณห์”
                       จิณห์วราสวมกอดสาระวารีเอาไว้
                       “ว่างๆ แวะมาเที่ยวอีกนะ โชคดีปลอดภัยนะจ๊ะ”
                       สาระวารียิ้มแย้ม
                       “ย่ะ เธอก็มีน้องซะทีเถอะ เอาแต่เที่ยวอยู่นั่นล่ะ แก่ขึ้นทุกวันแล้ว”
                       จิณห์วราแอบเคืองว่าแก่
                       “ก็รอเธอมีแฟนก่อนนี่แหละย่ะ ฉันถึงจะยอมท้อง”
                       “อ้าว เกี่ยวอะไรด้วยล่ะ ฉันเป็นติ่งในมดลูกเธอรึไง”
                       ทันใดนั้นเอง  เสียงโทรศัพท์มือถือของสาระวารีก็ดังขึ้น สาระวารีดู ไม่คุ้นกับเบอร์โชว์ จิณห์วรากระเซ้าทันที
                       “เจ้าพ่อโทรมารึเปล่าจ๊ะ”
                       “ประสาท  เบอร์ใครก็ไม่รู้ … ฮัลโหล”
                       จันเลากำลังยืนคุยโทรศัพท์มือถือที่มุมหนึ่งในโถงบ้านษมาที่เกาะยานก
                       “ผมจันเลาพูดนะครับคุณวารี คุณวารีถึงกรุงเทพรึยังครับ”
                       “กำลังจะออกเดินทางเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ  มีอะไรรึเปล่าคะ”
                       จันเลารีบรายงานไปทันที
                       “คุณษมาได้รับอุบัติเหตุนะครับ”
                       สาระวารีมีสีหน้าตกใจปนห่วง
                       “ตอนนี้นอนซมไข้ขึ้นสูงเลยครับ”
                       สาระวารีคุยมือถือด้วยความเป็นห่วง
                       “แล้วพาไปหาหมอรึยังคะ”
                       “คุณษมาไม่ชอบนอนโรงพยาบาลครับ ผมก็เลยไปรับหมอมารักษาที่นี่แทน  แต่ผมไม่เคยเห็นคุณษมาเจ็บหนักขนาดนี้เลยนะครับ ตอนนี้เพ้อเรียกแต่ชื่อคุณตลอดเลย”
                       สาระวารีหน้าเครียดไป รู้สึกเป็นห่วงเขามาก จันเลาพูดผ่านโทรศัพท์ต่อ
                       “ถ้าไม่รบกวนจนเกินไป คุณแวะมาเยี่ยมคุณษมาหน่อยได้มั้ยครับ คุณษมาจะได้มีกำลังใจดีขึ้น”
                       สาระวารีมองเหล่จิณห์วราอย่างเกรงใจเพื่อน
                       “แต่ฉันกำลังจะกลับแล้วนะคะ”
                       จันเลามีสีหน้าลุ้นๆ อยากให้มา เขาบอกไปว่า
                       “เลื่อนเป็นพรุ่งนี้ไม่ได้เหรอครับ เดี๋ยวผมให้ฃกูซอไปรับ  แล้วพรุ่งนี้ผมจะจัดรถไปส่งคุณถึงกรุงเทพเลย”
      
                       สาระวารีมีสีหน้าลังเล สองจิตสองใจ ไม่รู้จะเอาไงดี


  


       เวลาเย็น กูซอขับเรือมาจอดเทียบท่าเรือเกาะยานก พอเรือจอดสนิท สาระวารีก็รีบลงจากเรือทันที แล้วรีบตรงไปที่บ้านของษมา โดยไม่รอกูซอเลย
        แลงหอบกิ่งไม้ไปทิ้งผ่านมา พอเห็นสาระวารีเข้าก็แปลกใจ เธอไม่สนใจ รีบเดินลิ่วไปเข้าบ้านด้วยความเป็นห่วงษมา
        กูซอเดินตามหลังมาพร้อมเป้สัมภาระและถุงของฝากของสาระวารี
        “คุณนักข่าวแกกลับมาทำไมวะกูซอ”
        “จะกลับมาทำไมก็ไม่ใช่เรื่องของเอ็ง มันเรื่องของเจ้านายเค้า”
        กูซอยิ้มหน้าเป็นแล้วเดินเลี่ยงไป ปล่อยให้แลงมองตามด้วยความงุนงง
      
        สาระวารีกำลังจะเดินเข้าบ้าน แต่ลำแพงเดินสวนออกมาพอดี ลำแพงตกใจมาก นึกไม่ถึง
        “อ้าวคุณ...ไหนว่ากลับไปแล้วไงล่ะ”
        สาระวารีพูดอย่างร้อนใจมาก
        “ฉันมาเยี่ยมคุณษมา”
        ลำแพงโกรธ แต่พยายามระงับอารมณ์ไว้
        “เพิ่งจะลากันเมื่อวาน จะไม่กลับมาเยี่ยมเร็วไปหน่อยเหรอคะ”
        “ถ้าคุณษมาไม่ป่วย ฉันก็คงไม่มาหรอกค่ะ”
        ลำแพงงง
        “คุณษมาป่วยเหรอคะ ดิฉันไม่เห็นรู้เรื่องเลย คุณเอาที่ไหนมาพูด”
        “ก็คุณษมาได้รับอุบัติเหตุ กิ่งไม้ตกใส่ศีรษะอย่างแรงจนสลบไปไม่ใช่เหรอคะ”
        ลำแพงหน้าตาเหรอหราด้วยความงง จันเลาเดินออกมาจากข้างใน มาขัดจังหวะพอดี
        “มาถึงแล้วเหรอครับคุณวารี เชิญเลยครับ คุณษมารออยู่”
        สาระวารีรีบเดินตามจันเลาเข้าข้างในไปทันที ลำแพงมองตามด้วยความสงสัยมากแล้วพึมพำ
        “ทำไมฉันไม่รู้เรื่องเลยล่ะ”
        ลำแพงสีหน้าร้อนใจขึ้นมา รีบเดินไปเข้าครัว
      
        จันเลาเปิดประตูห้องนอนษมาให้สาระวารีเข้าไป
        “เชิญครับ”
        จันเลาปิดประตูห้องแล้วล่าถอยออกไป ด้วยสีหน้ายิ้มๆ พอสาระวารีเข้าห้องนอนมาก็เห็นษมานอนซมอยู่บนเตียง บนศีรษะพันผ้าพันแผลไว้ เธอทั้งสงสาร ทั้งเป็นห่วงเขาสุดๆ เธอนั่งลงใกล้ๆเขาแล้วจับหน้าผาก
        “ตัวไม่ร้อนแล้วนี่นา”
        ษมาค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น
        “วารี”
        ษมาพยายามจะลุก แต่ปวดหัวร้อง “โอ้ย” ขึ้นมา
        สาระวารีประคองษมาขึ้นมานั่ง
        “อย่าเพิ่งรีบลุกสิคะ”
        “มาได้ยังไงครับเนี่ย”
        “จันเลาโทรไปบอก แล้วให้กูซอไปรับมาน่ะค่ะ”
        “จันเลาก็จริงๆเลย ไม่รู้จะโทรไปรบกวนคุณทำไม”
        “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
        “ขอบคุณมากนะที่อุตส่าห์แวะมา”
        ษมามองสาระวารี ด้วยสายตาซึ้งใจ จนเธอที่ยิ้มบางๆอยู่ต้องหลบดวงตาคู่นั้น
        “ผมอายคุณจริงๆเลย โดนทั้งปืนทั้งระเบิดไม่เป็นอะไร แต่กลับมาล้มหมอนนอนเสื่อเพราะโดนกิ่งไม้หล่นใส่”
        สาระวารียิ้มๆ
        “อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ตลอดล่ะค่ะ ถึงคุณจะดวงแข็งแค่ไหน ก็ต้องมีวันพลาดจนได้ แล้วนี่คุณจะไม่ไปโรงพยาบาลจริงๆเหรอคะ โดนกระแทกที่ศีรษะไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ น่าจะไปเช็คให้ละเอียดซะหน่อย”
        “ไม่ดีกว่า ผมไม่ชอบนอนโรงพยาบาล”
        “ว่าแต่ฉันดื้อ คุณก็ดื้อเหมือนกันแหละ”
        ษมามองหน้าสาระวารีนิ่งๆ ได้แต่ยิ้มเอ็นดู
        สาระวารีเห็นยิ้มมาก็บุ้ยปากกลับไป ษมายังมองหน้าเธอนิ่ง จนเธอชักอึดอัด จ
        “กล้ามเนื้อปากเป็นตะคริวเหรอคะ ยิ้มอยู่ได้”
        ษมาขำออกมาเบาๆ สาระวารีทำหน้าตางอน เอาแต่ใจ
        “คุณหายแล้วมั้ง กลับดีกว่า”
        สาระวารีจะลุก ไม่คาดคิดษมาปาดมือไปจับมือสาระวารีเอาไว้ เธออึ้งไป ขาขยับตัวไม่ออกเลยทีเดียว รู้สึกวูบวาบบอกไม่ถูก กะอีแค่ถูกเค้ากุมมือเอาไว้
        “ไหนๆ ก็มาแล้ว พักที่ยานกเป็นเพื่อนผม อีกคืนแล้วกัน”
        ษมามีสีหน้าแววตาขอร้อง สาระวารีหน้านิ่งๆไม่ตอบอะไรได้แต่ดึงมือออกมา แล้วลุกขึ้นหันเดินไป
       ษมามีสีหน้าผิดหวัง เสียงอ่อย
        “จะไปจริงๆ เหรอครับ”
        “ค่ะ”
        สาระวารีหันมาหน้าบึ้งใส่ ษมาจ๋อยสนิท
        “ช้าอีกนาทีเดียว ราดแน่ๆ”
        สาระวารีค้อนใส่แล้วเดินไปเข้าห้องน้ำ ษมายิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจ
      
        ทันทีที่สาระวารีเข้าห้องน้ำและปิดประตูห้องน้ำก็แอบอมยิ้มอยู่ในที


  


       ลำแพงกำลังทำข้าวต้มกุ้งอยู่ในครัว แลงเดินเข้ามาในครัวก็แปลกใจ
        “ใครจะกินข้าวต้มตอนเย็นเหรอพี่”
        “ก็คุณษมาน่ะสิ ไม่สบายตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่บอกกันซักคำ แม่นักข่าวนั่นก็หูไวตาไวจริงๆ เราอยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ ยังไม่รู้เลย”
        ลำแพงสีหน้าหมั่นไส้ แลงแปลกใจเข้าไปอีก
        “แกก็เหมือนกัน คุณษมาไม่สบาย ทำไมไม่บอกฉันไอ้แลง”
        “อ้าว พี่ยังไม่รู้แล้วฉันจะรู้ได้ไงล่ะ ตกลงคุณษมาป่วยเป็นอะไรเหรอพี่”
        “ก็กิ่งไม้หล่นใส่หัวคุณษมาจนสลบไปน่ะสิ ฉันบอกแล้วใช่มั้ย ว่าให้แกรีบจัดการตัดแต่งให้เรียบร้อย มัวแต่โอ้เอ้อยู่นั่นแหละ”
        
        “เข้าใจผิดแล้วพี่ ตอนนั้นฉันก็อยู่ คุณษมาหลบทัน ไม่โดนแม้แต่ปลายผม”
        ลำแพงอึ้งไป
        “ฉันกำลังจะปีนขึ้นไปตัดอยู่พอดี กิ่งมันดันหักลงมาซะก่อน ก็ไอ้ต้นเดิมนั่นแหละ โอ๊ย ถ้าคุณษมาโดนขนาดนั้น ฉันคงโดนไล่ไปทำงานที่พระฮามแล้ว”
        ลำแพงหน้าเครียดขึ้นมาทันที
        “แกพูดจริงแน่นะ”
        แลงฉุกคิดแล้วขำๆ
        “ฉันจะไปโกหกพี่ทำไม แบบนี้ป่วยการเมืองแหงๆ”
        ลำแพงหน้าตาโกรธแค้นขึ้นมา
        “หาเรื่องให้คุณวารีกลับมาเยี่ยมแน่ๆ ไม่น่าเชื่อคุณษมาจะเล่นลูกไม้นี้”
        ลำแพงตวาดลั่นครัว เสียงแข็ง ตาดุ
        “ไปขำที่อื่นเลยไป”
        แลงจ๋อยสนิทไป ค่อยๆเดินออกจากห้องครัวไป
        ลำแพงสีหน้าแววตาโกรธจัด ปรี๊ดมาก เดินไปยกหม้อข้าวต้มเททิ้งลงอ่างล้างจานพรวดๆ ก่อนจะทิ้งหม้อ ปาทัพพีตามลงอ่างไปจนหมด
        ลำแพงกำมือเกร็งแน่น หน้าเกร็ง ตาโกรธจัด งวดนี้เจ็บแปลบที่สุด ริมฝีปากมีอาการกระตุกๆ แปลกๆ
       เย็นต่อเนื่อง โศภีเดินคุยโทรศัพท์มือถือ ด้วยสีหน้าหมั่นไส้มาที่โถงนั่งเล่นในบ้าน ลำแพงคุยโทรศัพท์ด้วยน้ำเสียงเจ็บใจปนชิงชังอย่ในบริเวณสวน
        “คิดดูสิคะ ผู้ชายอย่างคุณษมายังแกล้งป่วยเพื่ออ้อนให้มันกลับมาหา อีกไม่นานมันคงจะฮุบทั้งตัว
       ทั้งคาสิโน”
        โศภีคุยมือถืออย่างขำหยัน
        “นึกว่าฉันเป็นเด็กอมมือรึไงคะคุณแม่บ้าน คุณไม่มีปัญญาจะจัดการเอง ก็เลยคิดจะยืมมือฉัน ฉันไม่โง่พอจะเป็นหุ่นเชิดให้ใครหรอกนะ”
        ลำแพงน้ำเสียงแดกดันอยู่ในที
        “ถ้าคุณคิดอย่างงั้นก็ตามใจเถอะค่ะ ดิฉันแค่เห็นว่า คุณเพียรพยายามตามจับคุณษมามานาน ถ้าจู่ๆ มีใครมาชุบมือเปิบไป มันก็น่าเสียดายแทน”
        โศภีถูกแทงใจดำ ก็เจ็บใจมาก
        “ไม่ต้องมาเสแสร้งห่วงใยฉันหรอกย่ะ แกเกลียดฉันยังกะอะไรดี ทำไมฉันจะไม่รู้”
        “ค่ะ ดิฉันไม่ชอบคุณ แต่ดิฉัน ไม่ชอบแม่นักข่าวนั่นมากกว่า คุณเองก็เกลียดยัยนั่นไม่แพ้ดิฉันเหมือนกัน ไม่ใช่เหรอคะ”
        โศภีสะแหยะยิ้มอย่างรู้ทัน
        “แล้วทำไมฉันต้องช่วยแกด้วย ถึงฉันเขี่ยนังนักข่าวนั่นออกไปได้”
        โศภีขบกรามแน่นด้วยความเจ็บใจ
        “ษมาก็ไม่กลับมาสนใจฉันอยู่ดี...ฉันไม่โง่เป็นเครื่องมือแกหรอก”
        โศภีกดตัดสายไป ลำแพงมีสีหน้าเจ็บใจมาก คิดหาหนทางอื่นเล่นงานสาระวารีแทน
      
        พิพัชเดินรีบร้อนกลับขึ้นมาที่ระเบียงหน้าบ้านษมา สวนกับจันเลาที่เดินออกมาจากข้างใน
        “อ้าว กลับมาแล้วเหรอะ ไหนว่าจะค้างที่พระฮาม”
        พิพัชสีหน้าเครียดบอก
        “จะค้างได้ยังไง คุณษมาเจ็บหนักขนาดนี้”
        จันเลาแปลกใจ
        “อ้าว รู้ได้ไง”
        “คนงานที่พระฮามลือกันสนั่น”
        จันเลาตกใจ ไม่คิดว่าข่าวลือจะเพี้ยนไปขนาดนี้
        “แกก็เหลือเกินเลย คุณษมาเจ็บขนาดนี้ แทนที่จะพาไปโรงพยาบาล”
        พิพัชส่ายหน้าก่อนตัดบท
        “ฉันไปดูคุณษมาก่อน”
        จันเลาคว้าแขนพิพัชไว้
        “เดี๋ยว เดี๋ยว เดี๋ยว จะเข้าไปเป็นก้างขวางคอนายทำไมล่ะ”
        พิพัชทำสีหน้างงงวย จันเลายิ้มกริ่ม
        “คุณวารีดูแลอยู่แล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก”
        พิพัชแปลกใจ
        “นักข่าวนั่นกลับกรุงเทพฯไปแล้วไม่ใช่เรอะ”
        จันเลายิ้มๆ
        “กำลังจะกลับ แต่เจอแผนเรียกร้องความสนใจของนายเราซะก่อน เลยต้องเปลี่ยนแผนกะทันหัน”
        “สรุปตกลงคุณษมาเจ็บจริงรึเปล่า”
        “โอ๊ย เข้าใจยากซะจริง อย่าไปรบกวนเจ้านายเลย เค้ากำลังมีความสุข”
        จันเลายิ้มขี้เล่นลากแขนพิพัชพาลงไปจากบ้าน
      
        พิพัชแม้จะเดินตามจันเลาไปตามแรงลาก แต่ก็ยังมองไปทางตัวบ้าน สีหน้าเป็นห่วงษมาอยู่ดี และไม่ไว้ใจสาระวารี
      
       จบตอนที่ 5
ตอนที่ 6
      
       เวลาหัวค่ำ สาระวารีนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ไป แอบเหล่มองษมาที่กำลังใช้มือขวายกช้อนตักข้าวต้มหมูสับอย่างยากลำบาก
      
        ษมาเล่นละครทำสีหน้าเจ็บปวดแขนจนต้องวางช้อนลง เพราะยกช้อนป้อนข้าวต้มไม่ไหว สาระวารีเห็นใจแต่จะให้ป้อนก็ไม่ใช่นิสัย เสียเหลี่ยมหมด
        “แขนเจ็บด้วยเหรอ”
        “ถ้าไม่ได้แขนช่วยรับกิ่งไม้ไว้ คงตายคาที่ไปแล้ว”
        ษมาพยายามจะใช้มือขวาจับช้อนข้าวต้มกินอีกแต่ก็มีสีหน้าเจ็บมาก
        สาระวารีถอนใจออกมาพับหนังสือพิมพ์วาง ษมาเหล่มอง แอบอมยิ้ม เธอลุกมาใช้ช้อนตักข้าวต้มให้ เลือกตักหมูสับใส่ข้าวให้พอดีคำ
        ษมายิ้มกริ่มยืดตัวตรงเล็กน้อย รอจะอ้าปากให้ป้อน สาระวารีตักหมูและข้าวพอดีคำ
        “ฉันตักให้แล้ว คุณลองใช้มือซ้ายแทน”
        ษมาอึ้ง
        “อ้าว นึกว่าจะป้อน”
        สาระวารีจ้องหน้า
        “ปูนนี้แล้ว ...”
        ษมายิ้มเจื่อนไป
        “คนเรามีสองมือ เจ็บแขนขวาก็มีแขนซ้าย ก่อนจะยืมจมูกคนอื่นหายใจ ก็ต้องพึ่งตัวเองจนสุดความสามารถซะก่อน ฉันถือคตินี้นะ ทานซะสิ เดี๋ยวเย็นหมด”
        “นี่ผมโชคดีโชคร้ายกันแน่เนี่ย ที่ได้คุณมาเป็นพยาบาล”
        สาระวารีนิ่งไป มองผ้าปิดแผลที่ศีรษะษมาที่มันเผยอๆ เธอปาดมือไปจับผ้าปิดแผล จะช่วยแปะให้ติด
       แต่อารมณ์ชนักติดหลัง ทำให้ษมารีบเบี่ยงหลบ
        “จะทำอะไรครับ”
        พอษมาเบี่ยงหัวออก เลยทำให้ผ้าพันแผลเปิดออกเพราะสาระวารีจับเทปปิดแผลไว้แล้ว ความจริงเลยปรากฏ ไม่มีแผลใดๆ บนศีรษะษมาเลยนอกจากผมดกดำ
        สาระวารีอึ้ง ษมาได้แต่ยิ้มแหยๆ เธอโมโห
        “นี่คุณหลอกฉันเรอะ”
        ษมาหน้าเสีย
        สาระวารีโมโหมาก สวนเสียงดังทันที
        “สนุกมากใช่มั้ย”
        สาระวารีโกรธจัดสะบัดหน้าพรืดเดินฉับๆ ออกไปจากห้องพักษมาทันที
        “วารี เดี๋ยว”
        ษมารีบลงจากเตียง เดินตามติดไป หายเจ็บหายป่วยเป็นปลิดทิ้ง
      
        บริเวณโถงบ้าน ษมาคว้าแขนสาระวารีไว้
        “วารี ผมขอโทษ”
        สาระวารีสะบัดมือษมาอย่างแรง หันไปโวยใส่ทันที
        “ฉันไม่รับคำขอโทษ”
        ษมาแหยสุดๆ เสียฟอร์มเจ้าพ่อ
        “ฉันไม่อยากฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งนั้น ฉันจะกลับ”
        สาระวารีจะเดินไป ษมาตามขวางหน้า สีหน้ารู้สึกผิด
        “หลีกไป” สาระวารีจ้องหน้า เสียงแข็ง
        “ผมไม่ได้แก้ตัวนะวารี ผมอยากจะขอโทษคุณจริงๆ ผมแค่...”
        ษมาหยุดไป เขินที่จะบอกความรู้สึก เนื่องจากเขาอายุมากแล้ว สาระวารียังโกรธอยู่ สวนตอบแทน “แค่คิดว่าฉันโง่เง่า อยากจะหลอกอะไรก็หลอกได้ใช่มั้ยล่ะ คุณรู้ไว้เลยนะ ว่าในชีวิตฉัน เกลียดการ
       พนันมากที่สุด รองลงมาก็คนโกหก แล้วคุณก็มีทั้งสองอย่างในตัวครบเลย”
        สาระวารีสีหน้าแววตาผิดหวัง ผลักไหล่ษมาให้พ้นทาง แล้วเดินฉับๆ ออกไปสงบสติอารมณ์นอกบ้าน
       ษมาหงุดหงิดตัวเองแล้วส่ายหน้า
        “ทำอะไรลงไปวะ”
      
        สาระวารีเดินลิ่วมาในสวนด้วยความโมโห ปนเสียใจที่ตนห่วงจากใจจริงแต่กลับเป็นละครตบตา มันเสียความรู้สึก ยิ่งกับคนที่นิสัยอย่างเธอ มันรับไม่ได้
        ไม่คาดคิด ทันใดนั้น ก็มีคนโยนกล่องรังผึ้งตกลงที่ด้านหลังสาระวารี โดยที่เธอไม่รู้ตัว ผึ้งจำนวนมากบินว่อนออกจากกล่อง
        สาระวารีได้ยินเสียงผึ้งบิน เลยหันกลับไปดู ตกใจมาก ต้องยกมือขึ้นปิดหน้าวิ่งหนีไปอย่างเร็วอย่างไม่คิดชีวิต ร้องลั่น
        “ช่วยด้วยค่ะ ผึ้งจะต่อยฉัน ช่วยด้วย”
        ผู้โยนกล่องใส่รังผึ้ง สวมชุดป้องกันผึ้งต่อยพร้อม ใช้มือหยิบกล่องใส่รังผึ้งกลับขึ้นมา


  


       ฝูงผึ้ง...วิ่งไล่ตามหลังสาระวารีมา
        พิพัชกำลังสั่งงานคนงานในสวนอยู่ด้านหน้า เขากำลังชี้มือบอกตำแหน่งไปทางหาด เขาและคนงานหันมองสาระวารีที่วิ่งตะบึงหน้าตื่นมาทางตน
        “ช่วยด้วย ผึ้งไล่ฉันมา...”
        คนงานร้องโอ๊ยจับต้นแขนโดนผึ้งต่อย
        พิพัชกระชากสาระวารีวิ่งหนี พร้อมสั่งคนงาน
        “ไปจุดคบไฟมาเร็ว”
        ผึ้งวิ่งไล่จี้ทั้งสองคนไปทางมุมหนึ่งของสวน
        “ถึงบ่อน้ำโดดเลยนะครับ”
        ผึ้งจี้ติดหลังพิพัชและสาระวารี
        “โดด...”
        พิพัชและสาระวารีกระโดดลงไปในบ่อน้ำ หมู่มวลผึ้งโฉบขึ้นฟ้าหายลับไปกับความมืด
      
        ผ่านเวลามา สาระวารีเปียกปอนไปทั้งตัว ใช้ผ้าขนหนูห่อตัวอยู่ที่ห้องรับแขก หน้าตายังตื่นตกใจไม่หาย ษมากำลังโกรธจัดเล่นงานลำแพงอยู่ พิพัชและจันเลาอยู่ด้วย...พิพัชเองก็เปียกโชก
        “ฉันเคยบอกแล้วใช่มั้ย ว่าถ้าจะเลี้ยงผึ้งก็ต้องดูแลให้ดี อย่าปล่อยให้มันมาทำร้ายใคร พรุ่งนี้เอามันออกไปให้หมด อย่าให้เหลืออยู่บนเกาะของฉันอีก”
        ลำแพงหน้าเสีย น้ำตารื้นๆ ยกมือไหว้
        “ดิฉันขอโทษจริงๆค่ะคุณษมา แต่อย่าให้ดิฉันเลิกเลี้ยงผึ้งเลยนะคะ ดิฉันเลี้ยงพวกมันมาหลายปี ถ้าให้เลิก ดิฉันคงทำใจไม่ได้ แล้วผึ้งที่รุมต่อยคุณนักข่าว ก็ไม่ใช่ผึ้งโพรงที่ฉันเลี้ยงอยู่ ผึ้งโพรงไม่ดุ ไม่เคยต่อยใคร ทุกคนที่นี่ก็รู้ ต้องเป็นผึ้งจากที่อื่นแน่ๆ เลยค่ะ”
        “ผึ้งมันก็เหมือนๆกันทั้งนั้นแหละ เธอแยกออกรึไง”
        “ออกค่ะ เอาซากผึ้งที่ต่อยคุณนักข่าวกับผึ้งที่ดิฉันเลี้ยงมาเทียบดูก็ได้ คุณษมาจะเห็นเลยนะคะ ว่ามันไม่เหมือนกัน”
        “ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว ถือว่าวันนี้เป็นคราวซวยของฉันก็แล้วกัน โดนทั้งคน ทั้งสัตว์ทำให้เจ็บตัวเจ็บใจ”
        ษมาเจื่อนไปเล็กน้อย ที่โดนว่าแดกเข้าให้ จันเลาแอบอมยิ้ม พิพัชหน้าดุใส่จันเลา สาระวารีตัดบท สีหน้าบึ้งตึง
        “ฉันไปเปลี่ยนชุดก่อนนะคะ”
        สาระวารีเดินเลี่ยงกลับเข้าไป ษมาทำหน้าดุใส่ลำแพง
        “พรุ่งนี้เธอจัดการให้เรียบร้อย ถ้ามีใครโดนผึ้งต่อยอีกแม้แต่คนเดียว ฉันจะเผารังผึ้งเธอทิ้งให้หมด”
        ลำแพงปั้นหน้าเสียใจ
        “ค่ะคุณษมา ฉันขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกเป็นอันขาด”
        ษมาได้แต่ถอนใจส่ายหน้าเดินกลับไปยังห้องพัก จันเลาและพิพัชเดินออกไปจากบ้าน ลำแพงที่ดูนิ่งเฉยชานั้น ในแววตาเธอเห็นความโกรธเกลียดเข้ากระดูกดำฉายอยู่
      
        สาระวารีสะพายเป้เดินฉับๆ จะไปท่าเรือเกาะยานก ษมารีบเดินตามติดๆ อย่างไม่สบายใจและเป็นห่วง
        “นี่มันมืดแล้วนะวารี พรุ่งนี้ค่อยกลับไม่ได้เหรอ”
        “พรุ่งนี้ฉันมีงาน ฉันต้องการเข้ากรุงเทพคืนนี้เลย”
        สาระวารีเดินนำไปต่อ ษมาตัดสินใจว่าต้องพูดความจริงแล้ว อายเป็นอาย
        “ผมมีเรื่องต้องสารภาพกับคุณ”
        สาระวารีหยุดกึก
        “ผมไม่อยากให้เราต้องจากกันด้วยความเข้าใจผิดแบบนี้”
        สาระวารีถอนใจ สีหน้าเซ็ง
        “มีอะไรจะพูดก็รีบพูดๆ มาเร็ว ๆเลย”
        ษมาจ้องตาสารวารี กำลังจะเปิดปากพูด กูซอวิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาขัดจังหวะซะก่อน
        “ผมช่วยถือของครับคุณวารี”
        ษมาเสียจังหวะไป ต่อไม่ติดเลย อีกอย่าง เขาอายคนงานด้วย
        “ขอบใจจ้ะ”
        กูซอรับของแล้วเดินนำกลับไปทางท่าเรือ พิพัชรีบตามมาสมทบ พิพัชเข้ามารายงาน
        “รถตู้ของบริษัทกำลังมารอรับคุณวารีที่ท่าเรือแล้วครับ จะไปส่งถึงบ้านที่กรุงเทพเลย คุณษมาไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวผมจะข้ามฝั่งไปด้วย”
        ษมาพยักหน้ารับ สาระวารีจ้องหน้าษมาอย่างกวนๆ
        “มีอะไรจะพูดก็พูดมาสิคะ ฉันจะรีบไป”
        สาระวารีและพิพัชมองไปที่ษมา เขายิ้มบางๆ
        “เดินทางปลอดภัยนะครับ”
        ษมาเดินกลับเข้าบ้านไป สาระวารีรู้สึกค้างคาใจเล็กน้อย
        “เชิญครับ” พิพัชบอก
        สาระวารีเดินนำไปทางท่าเรือ พิพัชเดินตามไป ษมาและสาระวารีเดินห่างจากกันไปทุกที กับความรู้สึกค้างคาใจที่ยังไม่เคลียร์ ทั้งคู่ต่างหันกลับไปมองกันและกันก่อนจาก แต่คลาดกันเพียงเสี้ยว จึงไม่ได้สบตา ประจันหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างไม่ได้เห็นถึงความรู้สึกลึกๆที่ผูกพันกัน
      
        ต่างคนต่างเดินไปตามทางของตนกับความรู้สึกที่ยังค้างคาในใจ


  


       กูซอเอาสัมภาระของสาระวารีไปใส่เรือแล้วคอยรอช่วยพาลงเรือ สาระวารีเดินคุยกับพิพัชมา
        “ฉันยังไม่ได้ขอบคุณคุณเลยที่ช่วยฉันเอาไว้”
        พิพัชสีหน้านิ่ง
        “ไม่จำเป็น ถือว่าหายกัน ตอนผมป่วย คุณก็เคยดูแลผมเหมือนกัน”
        สาระวารีเซ็งๆ กับท่าทีไม่เป็นมิตรของพิพัช
        “คุณนี่เป็นคนเสมอต้นเสมอปลายดีนะ”
        พิพัชจ้องหน้าวารี สีหน้างงๆ
        “ไม่ชอบขี้หน้าฉันมากเรอะ”
        “เปล่า แต่ผมไม่ไว้ใจคุณ เพื่อความปลอดภัยของคุณษมา ผมมีสิทธิ์ระแวงคนทุกคนที่เข้าใกล้เจ้านายผมทั้งนั้นล่ะ ก็เหมือนกับที่คุณระแวงจันเลาไง แต่ผมกับจันเลาไม่โกรธคุณหรอกนะ เพราะเราไม่สนิทกัน แล้วที่คุณทำไปก็เพราะเป็นห่วงคุณษมาเหมือนกัน”
        สาระวารีรีบปฏิเสธ
        “ฉันไม่ได้ห่วงอะไรเค้าขนาดนั้นหรอก”
        พิพัชแดกดันเบาะๆ
        “ขนาดไม่ห่วงยังรีบข้ามเกาะมาเยี่ยมทันทีเลยนะครับ ถ้าห่วงจะขนาดไหน”
        สาระวารีเจ็บใจ สวนกลับไป
        “ห่วงขนาดไหนก็ไม่เห็นจะแปลก แต่ผู้ชายห่วงผู้ชายจนเว่อร์ขนาดเนี้ย มันแปลกกว่าเยอะ แอบคิดอะไร อยู่รึเปล่า”
        สาระวารียิ้มกวนประสาท ก่อนเดินนำขึ้นเรือไป พิพัชได้แต่ถอนใจส่ายหน้าก่อนเดินตามไปขึ้นเรือ
      
        ษมายืนมองตามเรือที่ค่อยๆ แล่นออกไปจากท่าเกาะยานกด้วยสีหน้าไม่สบายใจนัก ลำแพงแอบมองการจากไปของสาระวารีอยู่ที่มุมสนาม...ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม สบายใจ
        ษมามองตามเรือไปจนลับสายตา ดูซึมๆ ก่อนหันเดินกลับเข้าบ้านไป
      
        สาระวารีนั่งอยู่บนรถตู้ของบริษัทษมา มีคนขับรถของบริษัทขับรถไปส่งที่กรุงเทพ ขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์มือถือของสาระวารีก็ดังขึ้น สาระวารีดูเบอร์โชว์ แล้วพึมพำแดกดันไปทันที
        “ว่าไงคะ จะโทรมาหลอกอะไรฉันอีก”
        ษมาเสียงจ๋อยๆ
        “ถึงไหนแล้วครับ”
        “ไม่รู้สิคะ ไม่ใช่คนขับ”
        ษมาหน้าเจื่อนๆ รู้สึกผิดกำลังนั่งคุยโทรศัพท์มือถืออยู่บนเตียง
        “ยังไม่หายโกรธผมอีกเหรอ”
        สาระวารีเงียบไป ไม่มีเสียงตอบกลับมา
        “ผมขอโทษที่หลอกคุณ แต่ผมไม่เคยคิดว่าคุณเป็นตัวตลก หรือว่าโง่เง่าอะไรอย่างที่คุณคิดเลยนะ”
        “แล้วคุณทำไปเพื่ออะไร บอกตรงๆ ว่าฉันเสียความ...”
        ษมาพูดสวนกลับมา
        “เพราะผมคิดถึงคุณมากน่ะสิ”
        สาระวารีชะงักไป พูดต่อไม่ถูกเลยทีเดียว
        “ผมก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้ผมทำแผนการงี่เง่าแบบนั้น ผมรู้ว่าทำตัวไม่สมกับเป็นผู้ใหญ่ แต่ผมคิดแค่ว่าอยาก เจอคุณอีก อยากมีเวลาอยู่กับคุณมากขึ้นอีกหน่อย ทำยังไงก็ได้ที่จะได้เห็นหน้าคุณ อีกแค่ 5 นาทีก็ยังดี”
        สาระวารีเงียบกริบ พูดไม่ออก แทบจะลืมหายใจทีเดียวที่ได้ยินแบบนั้น
        “วารี คุณฟังผมอยู่รึเปล่า”
        สาระวารีตอบไปเบาๆ ใจชักอ่อนยวบ
        “ค่ะ”
        ษมายิ้มบางๆ
        “ผมดีใจมากที่คุณยอมกลับมาเยี่ยมผม อย่างน้อยผมก็รู้ว่า คุณยังห่วงผมบ้าง ไม่ใช่แค่มาทำงาน เสร็จงานก็จากกันไป ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ อะไรเพิ่มขึ้นมาเลย”
        สาระวารี หน้าร้อนผ่าว ปากหนัก พูดอะไรไม่ออกซะงั้น
        “คุณจะไม่พูดอะไรบ้างเหรอ ปล่อยผมพูดคนเดียวแบบนี้ ผมก็เขินเป็นเหมือนกันนะ”
        สาระวารีเสียงอ่อนลงเล็กน้อย
        “ฉันง่วงแล้ว อยากนอนเอาแรงซะหน่อย เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยโทรคุยกันใหม่แล้วกัน”
        สาระวารีรีบกดตัดสาย
      
        ษมาเป่าปากแรงออกมา โล่งอกที่กล้าพูดความในใจเพื่อปรับความเข้าใจให้ชัดเจนกันไป ส่วนเธอนอนพิงศีรษะมองไปนอกหน้าต่าง แอบเผลออมยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะพริ้มตาหลับไป อบอุ่นใจชอบกล


  


       เวลากลางคืน บรรยากาศในผับแห่งหนึ่ง ดูครึกครื้น โศภีกำลังนั่งเซ็งๆอยู่คนเดียว ดิตถ์เดินเข้ามาในผับมากับลูกน้อง พอเห็นโศภี ก็สั่งให้ลูกน้องไปนั่งกันก่อน ดิตถ์เดินยิ้มทักทายมาหาโศภี
        “ผมตาฝาดไปรึเปล่าครับเนี่ย”
        โศภีชายหางตามองดิตถ์ สีหน้าเซ็งปนรำคาญ
        “สาวสวยอย่างคุณโศภีมานั่งอยู่คนเดียว ไม่มีหนุ่มๆคอยตามเทคแคร์ได้ยังไงกันครับเนี่ย”
        ดิตถ์ถือวิสาสะนั่งด้วยเลย
        “ใครเชิญไม่ทราบ จะไปไหนก็ไปเลย ฉันอยากอยู่คนเดียว”
        ดิตถ์ยิ้มเยาะ
        “สรุปโดนไอ้ษมามันทิ้งชัวร์ล่ะสิ”
        โศภีโดนแทงใจดำ ก็โกรธมาก
        “หุบปากไปเลยนะ”
        “หนุ่มใหญ่ก็ต้องแพ้ทางเด็กสาวน้อยยังงี้แหละ ถึง 30 ยังแจ๋วแต่ก็แบ๊วสู้เด็กไม่ได้หรอกคุณ” ดิตถ์จงใจพูดกวนปนยิ้มเยาะอย่างขำๆ
        “แกไม่ไป ฉันไปเอง”
        โศภีลุกขึ้น ดิตถ์คว้าแขนเธอเอาไว้ ยิ้มรู้ทัน
        “ผมรู้จักคุณดี คนอย่างคุณบูชาเงินที่สุด คุณไม่ได้พิศวาสอะไรไอ้ษมาหนักหนาหรอก”
        โศภีสะบัดแขนดิตถ์ออก
        “ในเมื่อไอ้แผนอดีตรักฝังใจของคุณ มัดไอ้ษมาไม่อยู่แล้ว ทำไมเราไม่หันมาร่วมมือกันล่ะครับ”
        โศภีนิ่งไปอย่างใช้ความคิด จ้องหน้าดิตถ์เขม็ง
        “โอกาสชิงสัมปทานคาสิโนมาจากมันเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ถ้าเราไม่รีบจับมือกันตอนนี้ คงได้ไปจับมือแสดงความยินดีกับมันวันงานเปิดคาสิโนแน่ๆ”
        โศภีถอนใจออกมา ยอมนั่งลงคุยกับดิตถ์ที่ยิ้มแย้มพอใจ ที่จะได้เธอเป็นพันธมิตร
      
        สาระวารีกำลังไขกุญแจรั้วหน้าบ้าน คนขับรถขนกระเป๋าเสื้อผ้าของเธอลงมาให้
        “วางไว้ตรงนี้ล่ะค่ะ เดี๋ยวฉันขนเข้าไปเอง”
        “ไม่เป็นไรครับ ยังมีอีกเยอะ”
        คนขับรถเดินไปขนของต่อ สาระวารีงงๆ หันมองตามไป คนขับรถเดินกลับไปขนชะลอมใส่ลำไยจำนวนหลายชะลอมลงมา สาระวารีแปลกใจ
        “ลำไยนี่ไม่ใช่ของฉันนะ”
        “คุณษมาท่านฝากมาให้คุณน่ะครับ บอกว่าเผื่อคุณจะเอาไปฝากเพื่อนๆที่ทำงาน นี่ยังมีอีกนะครับ”
        คนขับรถเดินกลับไปขนลำไยมาอีก
        สาระวารีเหยียดปากหมั่นไส้ บ่นไปงั้นแหละ แล้วเดินเข้าบ้านไป
        “วุ่นวายกะฉันซะจริง”
      
        ตอนเช้า โทรศัพท์มือถือของสาระวารีกำลังส่งเสียงเรียกเข้าอยู่ เธอในชุดนอนกำลังงัวเงียเพราะตกใจตื่นจากได้ยินเสียงมือถือ เธอใช้มือควานหามือถือสะเปะสะปะจนเจอ
        สาระวารีง่วงมาก งัวเงีย กดรับสาย หลับตาพูด เสียงไม่รับแขก
        “ฮัลโหล”
        “ตื่นรึยังวารี”
        สาระวารีลืมตาโพลง แอบหงุดหงิด
        “คุณโทรมาทำไมเนี่ย คนกำลังหลับสบายอยู่เลย”
        ษมายืนคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ที่ระเบียงหน้าบ้าน
        “ผมขอโทษที่โทรมาปลุก ผมแค่อยากโทรมาเช็กดูว่า คุณกลับถึงกรุงเทพปลอดภัยดีรึเปล่า”
        สาระวารีลุกขึ้นนั่งคุยโทรศัพท์ น้ำเสียงแดกดันเล็กน้อย ตอบกลับไป
        “ถึงเรียบร้อย ปลอดภัยดีทุกอย่างเจ้าค่ะ”
        ษมายิ้มแย้มที่สาระวารีคนเดิมที่ชอบต่อปากต่อคำกับเขากลับมาแล้ว อาการนี้น่าจะหายโกรธแล้ว
        “ขอบคุณที่โทรมาถามนะคะ สวัสดีค่ะ”
        ษมารีบแย้ง
        “เดี๋ยวสิวารี คุยแค่นี้เองเหรอ”
        “โอ๊ยคุณ เพิ่งจะจากกันไม่ถึงยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย ฉันจะไปมีเรื่องอะไรคุยกับคุณนักหนาล่ะ”
        ษมาขำๆ
        สาระวารีนึกขึ้นได้
        “อ้อ ขอบคุณมากเรื่องลำไยนะคะ ฉันต้องแบกชะลอมลำไยโหนรถเมล์ไปทำงาน ลำบากไม่มากเลยค่ะ”
        ษมาได้แต่อมยิ้ม สาระวารีเสียงแข็งกลับมา
        “แค่นี้นะคะ”
        ษมายิ้มแย้ม ตอบกลับไป
        “โอ.เค.ครับ แล้วเจอกันที่กรุงเทพวันนัดตรวจต้นฉบับนะครับ”
        ษมากดตัดสาย ยิ้มแย้มอารมณ์ดี
        สาระวารีพูดล้อเลียนใส่โทรศัพท์ แล้วเหยียดปาก
        “เจอกันที่กรุงเทพวันนัดตรวจต้นฉบับนะครับ”
        สาระวารีเลื่อนตั