กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 3] สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายพุฒิภัทร

พุฒิภัทร.jpg
12-6-2013 12:16


065143-1.jpg
22-4-2013 20:12



สุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายพุฒิภัทร



ออกอากาศ : ทุกวันศุกร์ เวลา 20.25 น. และวันเสาร์ - อาทิตย์ เวลา 20.15 น. ทางไทยทีวีสีช่อง 3
บทประพันธ์โดย : เก้าแต้ม
บทโทรทัศน์โดย : ปราณประมูล
กำกับการแสดงโดย : ยุทธนา ลอพันธ์ไพบูลย์
ผลิตโดย : ธิติมา สังขพิทักษ์

รายชื่อนักแสดง

จิรายุ ตั้งศรีสุข รับบท พุฒิภัทร
เบลล่า ราณี แคมเปญ  รับบท  กรองแก้ว
มนตรี เจนอักษร  รับบท  พลเอกพินิจ
เศรษฐา ศิระฉายา  รับบท  เจ้าสัวซ้ง
โชติกา วงศ์วิลาศ  รับบท  ม.ล.มารตี
เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา  รับบท  ม.ล.วิไลรัมภา
สรวงสุดา ลาวัลย์ประเสริฐ  รับบท  คุณหญิงดารา
ไกรลาศ เกรียงไกร  รับบท  กิตติ
จิรายุ ตันตระกูล  รับบท  ยศวิน
ณัฐฐิรา จิวระโมไนย์กุล  รับบท  สุนันท์
พัฒนพล มินทะขิน  รับบท  ไกรฤกษ์
ปริศนา กล่ำพินิจ  รับบท  บุษบา
ณหทัย พิจิตรา  รับบท  อิงอร


เรื่องย่อ ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายพุฒิภัทร



       ม.ร.ว.พุฒิภัทร จุฑาเทพ สิงห์สามแห่งจุฑาเทพ เป็นศัลยแพทย์หนุ่มฝีมือดีผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดสมองที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์จนมีชื่อเสียงโด่งดัง เขาครองตัวเป็นโสดอย่างมั่นคง ไม่เคยวอกแวกหรือเจ้าชู้กับใคร โดยเฉพาะ ม.ล.มารตี เทวพันธ์ ที่พยายามจะทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมในฐานะว่าที่คู่หมั้น แต่คุณชายภัทรก็ไม่เคยคิดเกินเลยไปกว่าน้องสาวคนหนึ่ง ผู้หญิงในอุดมคติของคุณชายภัทรคือผู้หญิงที่เรียบร้อยเป็นแม่ศรีเรือนคอยปรนนิบัติสามี ไม่ใช่สาวเปรี้ยวอย่างมารตี และไม่คิดว่าจะมีสาวใดทำให้เขาเคลิบเคลิ้มไหลหลงได้
      
       จนกระทั่งวันหนึ่งคุณชายภัทรก็ต้องเปลี่ยนความคิดเมื่อได้เจอกับ กรองแก้ว บุญมี หรือ แก้ว ผู้ประกวดนางงามศรีสยาม คุณชายหมอตกตะลึงจนตกอยู่ในภวังค์และกลายเป็นรักแรกพบแต่ภายในใจที่ร้อนรุ่มกลับปฏิเสธเพราะนึกตำหนิว่าสตรีดีๆ ที่ไหนจะใส่ชุดว่ายน้ำอวดให้ประชาชนทั้งประเทศชมเรือนร่างของตัวเอง
      
       คงเป็นเพียงผู้หญิงที่ใช้ความสวยเพื่อแลกกับเงินเป็นค่าตอบแทนเท่านั้น คุณชายจึงได้แต่พยายามปัดความรู้สึกชื่นชมยินดีออกไป
      
       แต่เส้นทางรักก็เปิดโอกาสให้พิสูจน์เมื่อกรองแก้วได้ตำแหน่งนางงามศรีสยาม และเกิดตกเวทีบาดเจ็บสาหัส คุณชายภัทรจึงถูกตามตัวให้ไปรักษานางงามคนดังโดยด่วน เมื่อทั้งคู่พบกันกรองแก้วกลับกลายเป็นนางงามที่เอาแต่ใจไม่ยอมให้เย็บแผล ทำให้คุณชายภัทรเคืองที่คนไข้ดื้อดึงอย่างไร้เหตุผล ในที่สุดคุณชายก็พาไปเย็บแผลจนสำเร็จ
      
       รุ่งเช้าอิงอรคนที่พากรองแก้วเข้าประกวดกับสุนันท์ลูกสาวรีบมารับตัวแก้วกลับ แต่แก้วกลับอิดออดไม่อยากออกจากโรงพยาบาลและแกล้งพลัดตกเตียงจนแผลที่เย็บฉีกขาดอีกครั้ง เดือดร้อนคุณชายภัทรกลับมาดูอาการและสงสัยว่าแก้วอาจมีเรื่องปิดบังเพราะทำท่าไม่อยากจะออกจากโรงพยาบาลและหาทางอยู่ต่อด้วยวิธีทำร้ายตัวเองแบบนี้ คุณชายจึงคาดคั้น แก้วก็ยังไม่บอกเพียงแต่ขอร้องให้คุณชายช่วยให้เธอได้อยู่โรงพยาบาลนี้ต่อไปอีกหนึ่งคืนเท่านั้น คุณชายภัทรจึงจำใจบอกกับทางอิงอรว่าแก้วอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบจึงต้องอยู่ดูอาการ อิงอรจึงต้องจำยอมกลับไป
      
       ขณะอยู่โรงพยาบาลกรองแก้วได้โทรศัพท์หากิตติผู้เป็นพ่อแต่กิตติกลับล้มลงหมดสติขณะคุยโทรศัพท์ ทำให้กรองแก้วต้องหาทางกลับบ้านไปหาพ่อที่ป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง คุณชายภัทรรู้เรื่องจึงอาสาพาไปส่งที่อยุธยาบ้านเกิดของกรองแก้ว และได้รับกิตติกลับมาเป็นคนไข้รักษาตัวที่พระนคร ทำให้กรองแก้วปลาบปลื้มใจมาก และได้เล่าความจริงที่เธอต้องแกล้งตกเวทีการประกวดและหาทางให้ตัวเองเจ็บตัวเพื่ออยู่โรงพยาบาลต่อเพราะเธอมีปัญหาชีวิตอย่างหนัก กรองแก้วไม่มีเงินรักษาพ่อที่ป่วยหนักจึงต้องเข้าประกวดนางงามเพื่อนำเงินไปเป็นค่าผ่าตัด และเธอแอบได้ยินอิงอรผู้ส่งเข้าประกวดจะขายเธอให้กับนายพลพินิจผู้มีอิทธิพลทางทหารในขณะนี้และเป็นผู้มีกิตติศัพท์เรื่องมีอนุภรรยาเป็นนางงามมากมาย จึงอยากได้ตัวกรองแก้วหลังจากประกวดเสร็จ กรองแก้วไม่อยากเป็นนางบำเรอของนายพลจึงหาวิธีต่างๆ ที่จะเลี่ยงไปกับอิงอรด้วยการทำให้ตัวเองบาดเจ็บเพื่อรักษาตัวที่โรงพยาบาล
      
       คุณชายภัทรรู้ความจริงก็นึกนิยมในความกตัญญูของกรองแก้ว และความมีศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงที่ไม่คิดจะสุขสบายด้วยการเอาตัวเข้าแลก เขาจึงพากรองแก้วไปฝากไว้กับม.ล.เกษราที่ได้แต่งงานแยกมาอยู่กับชินกร แต่ก็ยังทำกิจการขนมต่อจนเจริญรุ่งเรือง เกษรายินดีรับกรองแก้วอยู่ด้วยถึงแม้ลึกๆ จะเกรงใจมารตีน้องสาวที่อาจจะเคืองถ้ารู้ว่าให้ความช่วยเหลือกรองแก้วที่เป็นเสี้ยนหนามหัวใจของเธอ แต่เกษราก็ไม่มิอาจปฏิเสธคุณชายภัทรได้
      
       ส่วนกรองแก้วตัดสินใจเข้ารายงานตัวกับกองประกวดเพื่อปฏิบัติหน้าที่ หลังเลิกงานตอนเย็นกรองแก้วก็กลับมาช่วยเกษราทำขนม ทำให้เกษราและกรองแก้วสนิทสนมกันดี และยอมรับว่ากรองแก้วเป็นคนดีไม่เหมือนอย่างที่มารตีใส่ไคล้ไว้ จนกระทั่งกรองแก้วต้องไปงานลีลาศการกุศล อิงอรกับสุนันท์วางแผนลักพาตัวกรองแก้วไปให้นายพลพินิจในคืนนี้ กรองแก้วจึงถูกจับตัวไปแต่ยังดีที่คุณชายภัทรมาช่วยไว้ทัน และพากรองแก้วหนีไปบ้านพักตากอากาศที่หัวหินเพื่อหลบซ่อนตัว แต่การมาอยู่สองต่อสองทำให้ทั้งคู่ใกล้ชิดกัน โดยเฉพาะคุณชายภัทรรู้ใจตัวเองแน่แล้วว่าหลงรักนางงามศรีสยามจนถอนใจไม่ขึ้น
      
       ด้านอิงอรกลัวนายพลโกรธจึงใส่ร้ายคุณชายภัทรว่าเป็นคนลักพาตัวกรองแก้วหนีไปโดยที่กรองแก้วไม่ยินยอมและกรองแก้วยังต้องการมาปรนนิบัติรับใช้นายพล และขอให้ออกตามหาทั้งคู่กลับมา นายพลหูเบาเชื่อตามที่อิงอรบอก แต่ก็ถูกใจสุนันท์ด้วยจึงทาบทามได้มาเป็นอนุภรรยาอีกคน
      
       คุณชายภัทรกับกรองแก้วอยู่หัวหินอย่างมีความสุข แต่ก็ตกใจสุดขีดเมื่อเขาตื่นขึ้นมาตอนเช้า เจอกับย่าอ่อนและคุณชายรัชชานนท์กับคุณชายรณพีร์ที่ยืนจ้องอยู่อย่างขบขัน ทั้งหมดมาที่นี่จากการฟ้องของมารตี ย่าอ่อนโวยวายจนจะเป็นลมเมื่อเห็นหลานชายนอนกอดกับนางงามศรีสยามอยู่ริมระเบียง ทำให้คุณชายภัทรถูกคาดโทษอย่างรุนแรงว่าคบผู้หญิงต่ำศักดิ์ คุณชายภัทรปกป้องกรองแก้วว่าไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่าที่เห็น ย่าอ่อนไม่เชื่อให้เลิกรากับกรองแก้วทันที แต่คุณชายภัทรผู้อ่อนโยนและเคยอยู่ในกรอบอันดีงามกลับไม่ยอมทำตามและยังดื้อพากรองแก้วกลับพระนครอีกด้วย ย่าอ่อนเสียใจที่หลานรักต้องเสียคนเพราะผู้หญิงสกุลต่ำคนเดียว
      
       กรองแก้วกลุ้มใจที่กลายเป็นคนทำให้คุณชายภัทรกับย่าอ่อนต้องผิดใจกันเธอจึงจะลากลับไปอยุธยา แต่คุณชายภัทรผู้มีศรรักปักอกเริ่มออกอุบายให้กรองแก้วกับเขาแสดงบทคู่รักกำมะลอเพื่อแก้ปัญหาให้มารตีเลิกยุ่งกับเขา และนายพลพินิจจะได้ไม่ต้องการกรองแก้วเป็นอนุภรรยาอีก เพราะเป็นที่รู้กันว่านายพลจะไม่บังคับใจใครถ้ามีคนรักอยู่แล้ว คุณชายภัทรหว่านล้อมจนกรองแก้วยอม แต่หม่อมย่าเอียดพอรู้เรื่องนี้ถึงขั้นตัดย่าหลานถ้าคุณชายภัทรยังไม่เลิกรากับนางงามศรีสยามคนใจง่ายอีก
      
       คุณชายภัทรจึงตัดสินใจแอบพากรองแก้วไปจดทะเบียนสมรส แต่กรองแก้วปฏิเสธ ในที่สุดก็เลี่ยงความหวังดีของคุณชายไม่ได้ กรองแก้วจึงมีเงื่อนไขถ้าทุกอย่างเรียบร้อยลงตัวจะหย่ากันทันที คุณชายภัทรตกลงแต่ก็แอบน้อยใจไม่ได้ว่ากรองแก้วไม่ได้มีความรักให้เขาเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่ต่างกับมารตีที่กลุ้มใจเรื่องคุณชายที่หลงรักกรองแก้วจนไม่สนใจใยดีเธอ จึงออกไปดื่มเหล้าเมามายและเจอกับนายพลพินิจจนพลาดท่าเสียทีให้กับนายพล พอมารตีรู้ความจริงก็เสียดายความสาวแต่เมื่อรู้ว่าคนที่ร่วมเตียงคือนายพลผู้ยิ่งใหญ่ก็หวังจะใช้ประโยชน์ให้กำจัดกรองแก้วจนได้
      
       มารตีจึงยุกรองแก้วให้นายพลโดยกุเรื่องว่ากรองแก้วอยากมารับใช้นายพล ทำให้นายพลคิดว่าคุณชายภัทรเป็นเสี้ยนหนามคอยขัดขวางไม่ให้กรองแก้วมาหาตน มารตีจึงรีบจัดการวางแผนให้กรองแก้วออกมาหาและหลอกว่าย่าเอียดป่วยหนักจึงรีบพากันไปเยี่ยม แต่มารตีกลับพาตัวไปที่บ้านนายพล แต่บังเอิญนายพลไม่อยู่กว่าจะกลับก็ค่ำ กรองแก้วจึงถูกขังไว้ที่ห้องและบังคับให้เขียนจดหมายลาคุณชายภัทรกลับอยุธยาเพื่อไม่ให้สงสัยว่ากรองแก้วหายไป
      
       คุณชายภัทรเห็นลายมือแล้วรู้สึกชอบกลเพราะยุ่งเหยิงไม่ใช่วิสัยของกรองแก้ว เขาจึงเอะใจว่ากรองแก้วอาจถูกลักพาตัวไปให้ท่านนายพล จึงขอร้องให้คุณชายรณพีร์กับพรรคพวกช่วยพาเข้าไปที่บ้านพักของนายพล คุณชายภัทรจึงปลอมตัวเป็นคนขับรถและช่วยกรองแก้วออกมาจนได้ นายพลกลับมา รู้เรื่องโกรธจัดส่งคนมายิงคุณชายภัทรบาดเจ็บ ยังดีที่ไม่โดนจุดสำคัญจึงผ่าตัดรอดพ้นมาได้ แต่ก็ทำให้กรองแก้วรู้สึกผิดว่าได้สร้างเรื่องวุ่นวายให้กับคุณชายภัทรมากมาย และตัวเองก็เป็นหญิงสาวต่ำต้อยไม่คู่ควรกับคุณชายภัทรจึงเขียนจดหมายลากลับอยุธยา
      
       ส่วนคุณชายปวรรุจทราบเรื่องก็เดินทางกลับจากสวิตฯ และพาคุณชายภัทรกับพี่น้องคนอื่นๆ ไปขอขมานายพลและใช้วาทะของนักการทูตเล่าความจริงทุกอย่าง ทำให้นายพลตาสว่างที่คิดว่ากรองแก้วสมัครใจจะมาอยู่กับตน ที่แท้เป็นเพราะอิงอรกับมารตีคอยยุยงให้เข้าใจผิดมาตลอด นายพลจึงยกโทษให้คุณชายภัทร และจะไม่ข้องเกี่ยวกับกรองแก้วอีก คุณชายภัทรจึงไปอยุธยาตามหากรองแก้วที่บ้าน ทั้งคู่ได้ปรับความเข้าใจกัน
      
       ส่วนหม่อมย่าเอียดบังเอิญรู้ความจริงจากการพลั้งเผลอของมารตีเองว่า เป็นต้นเหตุที่ทำให้กรองแก้วถูกจับตัวไป จึงรังเกียจนิสัยมารตี และมองกรองแก้วด้วยใจเป็นกลางมากขึ้น
      
       และเมื่อได้คลุกคลีกับกรองแก้วระยะหนึ่งก็ทำให้รู้ชัดว่าชาติกำเนิดไม่ได้ทำให้คุณค่าของคนต่ำต้อยลง แต่การกระทำต่างหากที่ต้องนำมาพิจารณา เพราะกรองแก้วนอกจากรูปงามแล้ว ยังเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมด้วยกิริยามารยาทและจิตใจดี เป็นแม่ศรีเรือนที่ทำอาหารและขนมเก่งจนน่ายกย่อง
      
       ย่าเอียดจึงอนุญาตให้คุณชายพุฒิภัทร และ กรองแก้ว แต่งงาน สองคนจึงได้ครองคู่อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
      

-----------------------------จบบริบูรณ์-----------------------------



ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพ คุณชายพุฒิภัทร

ที่มา :

ตอนที่ 1
      
       รูปพระบิดา หม่อมเจ้าวิชชากร จุฑาเทพ ซึ่งประดับอยู่ในกรอบทองตั้งอยู่เหนือโต๊ะทำงานของ น.พ. ม.ร.ว. พุฒิภัทร เสียงท่องปณิธานในการทำงานของพุฒิภัทรดังกังวานในใจ
      
       “ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตน เป็นที่สอง
       ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
       ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง
       ถ้าท่านทรงธรรมมะแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์”
      
       พุฒิภัทรในชุดคลุมของนายแพทย์ศัลยกรรม เดินออกมาจากห้องผ่าตัด เขาถอดหมวก ถอดหน้ากากอนามัยที่เปื้อนเลือดทิ้งแล้วไปล้างมือที่อ่างก่อนจะเงยหน้ามองกระจกด้วยสีหน้าอิดโรยแต่แววตามีความสุขในสิ่งที่ทำ
       เพียงพร หัวหน้าพยาบาลเดินออกมา แพทย์วิสัญญี และพยาบาลผู้ช่วยก็เดินตามออกมา
       “กรณีผ่าตัดสมองกรณีนี้ยากมาก ใช้เวลาเกือบ6ชั่วโมง คุณชายหมอรีบกลับไปพักผ่อนเถอะค่ะ” เพียงพรแนะนำ
       “เพียงพร..ญาติคนไข้อกจะแตกตายแล้วมั้งป่านนี้ รีบไปบอกข่าวดีก่อนเถอะ” พุฒิภัทรบอก
       เพียงพรยิ้ม “คิดถึงคนอื่นก่อนตัวเองเสมอเลยนะคะ” เพียงพรเดินออกไป
       พุฒิภัทรรีบเดินไปที่โต๊ะแล้วเขียนรายงานสิ่งที่ทำไปตอนผ่าตัดเป็นข้อๆ อย่างละเอียด
      
       ณ เรสเตอรองก์หรูริมแม่น้ำเมืองอยุธยา รถยนต์คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด บริกรเดินมาเปิดประตูให้พวกเศรษฐีและเศรษฐินีเดินเฉิดฉาย หัวเราะอย่างมีความสุขเข้าไป
       ลูกค้าที่รวยมากคู่นึงเดินทางมาทางเรือ คนเรือผูกเรือให้แน่น ชายหนุ่มหล่อหรูก้าวขึ้นจากเรือแล้วยื่นมือเชื้อเชิญหญิงสาวที่มาด้วย
       กรองแก้วที่ใส่ชุดเก่าๆหลวมๆ เหมือนเอาเสื้อพ่อมาใส่มีผ้าขาวม้าคลุมหัวถือตระกร้ามาลัยดอกมะลิเดินเข้ามาหา
       “คุณคะ ซื้อมาลัยดอกมะลิสวยๆสำหรับคุณผู้หญิงสักพวงมั้ยคะ..หนูร้อยเอง สวยๆทั้งนั้นเลยนะคะคุณ”
       บริกรรีบเข้ามาไล่กรองแก้ว “หนู..ขายเฉยๆ อย่าสร้างความรำคาญ..ไม่อย่างนั้นผู้จัดการจะไม่อนุญาตให้ขายนะ”
       “ค่ะ”
       บริกรเชิญแขกให้เข้าไปในร้าน
       กรองแก้วได้แต่ยืนมองแล้วทรุดนั่งพักที่ศาลาท่าน้ำของเรสเตอรองก์ เธอเอาผ้าขาวม้ามาซับเหงื่อเผยให้เห็นใบหน้าของกรองแก้วว่าเป็นผู้หญิงสวย หน้าสะอาด ทำผมมวยเปีย
       ทันใดนั้นก็มีเรือหางยาวแล่นมา
       “นังแก้ว..นังแก้ว..ไปดูพ่อเอ็งเร็ว..เร็วๆ” คนเรือบอก
       “พ่อ”
       กรองแก้วรีบกระโดดลงเรือทันทีด้วยความตกใจ
      
       คนเรือเทียบเรือที่ท่าบ้านกรองแก้วซึ่งเป็นบ้านไม้ธรรมดาๆ กลางๆ อยู่ติดคลองที่มีขนาดไม่ใหญ่มากโดยมีแสงไฟจากบ้านแต่ละหลังที่อยู่ห่างๆ กัน เรือยังไม่ทันเทียบท่าดี กรองแก้วก็กระโดดขึ้นจากเรือทันที
       “เอ้า ระวังหน่อยนังแก้ว”
       คนเรือผูกเรือแล้วขึ้นจากเรือเดินตามกรองแก้วไป
       กรองแก้วรีบวิ่งไปอย่างคล่องแคล่ว เธอกระโดดแผล็วแล้วเดินอย่างคล่องตัวไปตามแผ่นไม้ที่ทอดจากท่าข้ามพื้นดินชื้นแฉะไปสู่ที่ที่สูงและแห้งกว่า
       กรองแก้วเดินมาถึงตัวเรือนก็ต้องชะงักด้วยความตกใจเมื่อเห็นร่างของพ่อนอนฟุบอยู่ที่หน้าบันไดและมีท่าทางว่ากำลังระงับความทุรนทุรายอยู่
       “พ่อ! พ่อ..เป็นอะไร ปวดหัวมากอีกแล้วเหรอคะพ่อ”
       พ่อของกรองแก้วหันมาด้วยอาการปวดหัวมากจนตาพร่า “แก้ว..แก้ว..พ่อ..พ่อไม่ไหวแล้ว”
       “พ่อ!!”
      
       พุฒิภัทรถือเอกสารกระเป๋าทำงานของตัวเองเดินมาที่รถ เขาวางข้าวของไว้ที่ท้ายรถอย่างเป็นระเบียบก่อนจะเข้าไปในรถ สตาร์ทเครื่องแล้วขับออกจากที่จอด รถแล่นออกไปทางด้านหน้า แต่มีรถจี๊ปเก่าๆ ที่ชาวบ้านนั่งมาเต็มสวนเข้ามาจอดหน้าบันไดตึก แล้วชาวบ้านเหล่านั้นก็ช่วยกันรุมหามชายคนนึงในสภาพร่องแร่งลงมาจากรถแล้วพากันหามขึ้นตึกไป
       ชายชาวบ้านเอะอะ ในทำนองเดียวกัน
       “ช่วยด้วยๆครับ" / "คุณหมออยู่ไหน / "ช่วยด้วย ครับ”
       พยาบาลเอาเปลออกมารับ
       “คนไข้เป็นอะไรมา”
       “คนไข้บาดเจ็บที่ศีรษะครับ” ชาวบ้านบอก
      
       พุฒิภัทรรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ของตน จึงรีบจอดรถทันทีแล้วกระโดดลงไป เขาคว้ากระเป๋าวิ่งกลับขึ้นตึกไปอย่างไม่ลังเล


  


       ที่บริเวณจุดรับส่งคนไข้ฉุกเฉิน ทีมแพทย์และพยาบาลเวรเข้ามารุมรับคนไข้จากรถพยาบาล แล้วเข็นเข้าไปด้านในอย่างเร่งรีบ พุฒิภัทรรีบเดินกลับเข้ามาพร้อมทำงานต่อ
      
       “คุณเพียงพร คนไข้บาดเจ็บที่ศีรษะใช่ไหม” พุฒิภัทรถาม
       “คุณชายหมอ..เอ่อ แพทย์เวรกำลังมาแล้ว คุณชายหมอกลับไปพักเถอะค่ะ” เพียงพรบอก
       “คนไข้กำลังรอหมออยู่ตรงหน้า คุณจะให้ผมหันหลังให้เขาเหรอ”
       เพียงพรจนคำตอบ พุฒิภัทรรีบเดินตามเข้าไป
      
       กลุ่มพยาบาลเข็นเตียงที่พ่อของกรองแก้วนอนไปตามทาง โดยมีกรองแก้ววิ่งตามไปตลอดจนกระทั่งถึงป้าย ห้องฉุกเฉิน พยาบาลกันกรองแก้วให้รอด้านนอกแล้วปิดประตู
       “พ่อ..พ่ออย่าเป็นอะไรนะ”
       กรองแก้วเศร้า
      
       ในห้องฉุกเฉิน แพทย์วิสัญญีกำลังวัดค่าความดันคนไข้ที่สลบอยู่ นางพยาบาลยืนรอทำหน้าที่
       พุฒิภัทรเดินเข้ามาในชุดเสื้อคอวีสวมกับกางเกงพร้อมทำงาน
       “ความดัน 150-80 การหายใจปกติครับ” แพทย์วิสัญญีบอก
       “ผมจะฉีดสี เพื่อเอ็กซเรย์สมอง ห้องเอ็กซเรย์พร้อมหรือยัง” พุฒิภัทรถาม
       “พร้อมแล้วค่ะ” พยาบาลตอบ
       พุฒิภัทรฉีดสีเข้าคอคนไข้
      
       ช่างเทคนิคนำแผ่นเอกซเรย์มาให้
       “ผลเอ็กซเรย์ครับ”
       พุฒิภัทรอ่านแผ่นฟิล์ม “คนไข้มีอาการเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองซีกซ้าย ต้องผ่าตัดเอาเลือดที่คั่งออกโดยด่วน ดูตรงนี้สิ แนวของเส้นเลือดเบี่ยงออกไปจากปกติ เลือดคงออกที่ตำแหน่งนี้..แต่จะรู้ให้แน่ว่าตรงไหน..ต้องเปิดเข้าไปในกระโหลกเท่านั้น”
      
       ไฟห้องผ่าตัดถูกเปิดจนสว่างวาบ
       ชายคนป่วยนอนบนเตียงผ่าตัด มีผ้าคลุมปิดหน้าตาไว้หมดโดยเปิดเฉพาะส่วนศีรษะที่ถูกโกนเกลี้ยงพร้อมผ่าตัดแล้ว
      
       พุฒิภัทรล้างมืออย่างจริงจังโดยเอาแปรงขัดมือด้วย
      
       พุฒิภัทรยืนประจำที่เหนือหัวคนไข้ แล้วถามหมอวิสัญญีเรื่องความดัน หมอวิสัญญีตอบ แพทย์ประจำบ้านเข้ามายืนดูอยู่บริเวณด้านหลังหมอวิสัญญี
      
       พุฒิภัทรสวมเสื้อคลุมผ่าตัด สวมหมวกคลุมหัว ใส่ผ้าปิดปากอีกครั้ง เขาเลือกอุปกรณ์ต่างๆ มาวางเรียงบนผ้าที่อยู่บนถาดที่วางอุปกรณ์ด้วยตัวเอง
       พุฒิภัทรตั้งสมาธิให้สงบนิ่ง จิตใจไม่วอกแวก แล้วเขาก็หยิบอุปกรณ์เจาะกะโหลกขึ้นมา แล้วเขาก็เจาะกะโหลกด้วยสีหน้าสงบเพราะมีสมาธิสุดๆ
      
       กรองแก้วกระวนกระวายอยู่หน้าห้องผ่าตัด
      
       พุฒิภัทรกำลังเลือกหยิบเครื่องมือต่างๆ ผ่าตัดไปแบบใจเย็น
      
       แสงรำไรจากอาทิตย์ยามเช้าส่องเข้ามาในโรงพยาบาล กรองแก้วยังคงกระวนกระวายเพราะเป็นห่วงพ่อ ประตูห้องผ่าตัดเปิดออก พยาบาลเดินออกมา กรองแก้วรีบพุ่งเข้าไปหาทันที
       “คุณพ่อของแก้วเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ท่านปลอดภัยแล้วค่ะ ไม่มีอะไรน่าห่วง” พยาบาลบอก แก้วโล่งอก “เดี๋ยวอาจารย์หมอกำลังออกมา..ฮ้า ออกมาพอดี อาจารย์คะ คุณแก้ว ลูกสาวคนไข้ค่ะ”
       อาจารย์หมอซึ่งเป็นคนรุ่นลุงของแก้วเดินยิ้มแฉ่งออกมา กรองแก้วยกมือไหว้อาจารย์หมอ
      
       พุฒิภัทรละมือออกแล้ววางอุปกรณ์ลงที่ผ้า
       “คนไข้ปลอดภัยแล้ว” พุฒิภัทรบอก
      
       พยาบาลและแพทย์คนอื่นๆ มองหน้ากันด้วยความดีใจ


  


       ภายในห้องผู้ป่วยรวมแบบอนาถาของโรงพยาบาลอยุธยา พ่อของกรองแก้วนอนหลับตาพริ้มอยู่ที่เตียงริมประตู ส่วนกรองแก้วยืนคุยอยู่กะอาจารย์หมออยู่ที่ริมระเบียง
      
       กรองแก้วน้ำตาจะไหลเพราะรู้สึกกลัวมาก “เนื้องอกในสมอง..ต้องผ่าตัด!”
       “หมอเชื่อว่ามันไม่ใช่เนื้อร้าย แต่มันไปเบียดเนื้อสมองบางส่วน ทำให้ปวดหัว บางทีก็อาจจะวูบไป ทางที่ดี ควรเอาออก แต่เครื่องไม้เครื่องมือของโรงพยาบาลที่นี่..เรายังไม่มี แล้วก็ต้องใช้แพทย์ที่ชำนาญมากๆ..ที่เวลานี้ ก็มีอยู่แต่ที่โรงพยาบาลในพระนครเท่านั้น”
       “แก้วต้องพาพ่อไปรักษาที่พระนครเหรอคะ”
       “ใช่..หมอจะรีบทำเรื่องขึ้นไปนะ ว่าจะมีใครทำได้บ้าง แก้วก็เตรียมตัว ที่จะตามไปดูแลก็แล้วกัน ที่บ้านมีกันสองพ่อลูกเท่านั้นไม่ใช่เหรอ”
       “ใช่ค่ะ..แต่ แก้วจะไปพระนครได้ยังไง จะไปอยู่ที่ไหน กับใคร แก้วไม่เคยเข้าพระนคร ไม่รู้จักใครเลย แล้วไหนจะค่ากินค่าอยู่ ทุกวันนี้ เราก็ต้องทำทุกอย่าง..เพื่อใช้หนี้อยู่แล้ว”
       “ในการรักษา ทางโรงพยาบาลไม่คิดค่าใช้จ่ายกับคนไข้อนาถาหรอกนะ แต่แก้วก็อาจต้องเตรียมหาค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ของตัวแก้วเอง..ระหว่างนี้ หมอจะให้ยารักษาไปตามอาการ..พอประทังไปก่อน”
       “แล้ว..ถ้าไม่ผ่าล่ะคะ” กรองแก้วถาม
       “ถ้าไม่ผ่า .. อาการปวดศีรษะ และอาการวูบ ก็จะมากขึ้น เพราะก้อนเนื้อมันก็จะโตขึ้นๆ”
       กรองแก้วอึ้งแล้วหันไปมองพ่อ เธอเห็นพ่อนอนหลับด้วยสีหน้าสงบ กรองแก้วรู้สึกทุกข์ใจ
      
       ณ รพ.คลาสสิคที่ริมเจ้าพระยา กรุงเทพฯ คนไข้ของพุฒิภัทรเป็นหนุ่มฉกรรจ์อยู่ในสภาพหัวโล้นมีผ้าพันรอบกำลังนอนหลับอยู่ บรรดาหมอฝึกหัดยืนดูอยู่รอบเตียง ส่วนพุฒิภัทรกำลังยืนคุมแพทย์ฝึกหัดที่กำลังเอาฟิล์มเอ็กซเรย์มาให้ญาติคนไข้ดูแล้วชี้จุดต่างๆ เพื่ออธิบาย
       แพทย์ฝึกหัดเปิดชาร์จคนไข้ประกอบการพูด “คุณสมบูรณ์ ประสบอุบัติเหตุตกรถราง ล้มศีรษะกระแทกพื้น ก่อนเข้าผ่าตัด รูม่านตา2ข้างขยายไม่เท่ากัน มีเลือดคั่งในสมอง แขนขวาอ่อนแรง..แต่หลังผ่าตัดแล้ว รูม่านตามีการตอบสนองดีขึ้น อัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือดคงที่ คิดว่าวันพรุ่งนี้น่าจะได้สติ”
       “แล้วถ้าพรุ่งนี้ไม่ฟื้นล่ะครับ” ญาติถาม
       “แล้วถ้าฟื้นขึ้นมา เขาจะมีอาการทางสมองอะไรหรือเปล่า จะยังคงใช้งานมือ เท้า แขนขา ได้เหมือนเดิมไหมใช่มั้ยคะ” ญาติอีกคนถาม
       แพทย์ฝึกหัดอึกอัก “เอ่อ..”
       แพทย์ฝึกหัดอึกอัก ไม่รู้จะตอบญาติยังไง พุฒิภัทรยืนดูอยู่สักพักก่อนจะตอบกับญาติคนไข้ให้เอง
       “จากแผ่นเอ็กซเรย์แล้ว..ผมมั่นใจครับ ว่าคุณสมบูรณ์จะต้องฟื้น และเป็นปกติแน่นอน เพราะจากตำแหน่งที่เลือดคั่ง จะเห็นว่า ก้อนเลือดไม่ได้ใหญ่มาก และไม่ได้กระทบเส้นประสาทที่สำคัญใดๆ เพียงแต่ตอนนี้ คงต้องให้คนไข้พักฟื้นร่างกาย รอให้สมองหายยุบบวมเสียก่อน ระบบประสาทถึงจะกลับมาทำงานตามปกติ”
       บรรดาญาติของคนเจ็บหน้าตาสบายใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
       “ขอบคุณนะคะคุณหมอ ขอบคุณค่ะๆ”
       -บรรดาลูกศิษย์มองพุฒิภัทรอย่างศรัทธา
       เพียงพรพูดกับบรรดาแพทยฺฝึกหัด “คุณหมอฝึกหัดทุกคนดูอาจารย์หมอหม่อมราชวงศ์พุฒิภัทรเป็นตัวอย่างไว้นะคะ ว่าแพทย์ที่จริงนั้น ไม่ใช่แค่รักษาแต่คนไข้เท่านั้น แต่ยังช่วยดูแลสภาพจิตใจของบรรดาญาติๆด้วย พี่คิดว่า การอธิบายให้ข้อมูลกับญาติ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆเหมือนกันค่ะ”
       กลุ่มแพทย์ฝึกหัดต่างเห็นด้วย “ใช่เลยครับ /จริงที่สุดค่ะ / อาจารย์เก่งมากจริงๆ”
      
       ป้าจิกกระแทกลิ้นชักเงินปิดดังปังแล้วมองหน้ากรองแก้ว ก่อนจะปิดสมุดบัญชีที่มีรายการยืม-รายการจ่ายดอกเบี้ยเต็มไปหมด
       “แก้วจะกู้เงินไปรักษาพ่อเหรอ ก็ดี ที่เป็นลูกกตัญญูอย่างนี้..แล้วแก้วมีอะไรมาจำนองล่ะ”
       “แก้ว..แก้ว..ไม่มีค่ะ” กรองแก้วตอบ
       “นั่นสิ บ้านกะสวนของแก้วก็ติดจำนองธนาคารอยู่ ป้าไม่รับหรอกนะ”
       “แล้วแก้วจะทำยังไงดีล่ะคะ”
       “ถ้าหาคนมาค้ำประกันได้..ก็ให้กู้ได้”
       “คนค้ำประกัน..แปลว่า ถ้าแก้ว..หาสตางค์มาใช้หนี้ไม่ทัน ป้าก็จะไปเก็บหนี้ ที่คนที่มาค้ำน่ะเหรอคะ”
       “ก็ใช่น่ะสิจ๊ะ” ป้าจิกยิ้มเขี้ยวๆ ก่อนจะหันไปหาลูกหนี้อีก2คนที่มายืนรอ “อ้าว แม่แป้น ตานุ้ย..จะเอาดอกเบี้ยมาจ่ายเหรอ ดีมาก แต่มาช้ากว่ากำหนดทั้งสองคน แบบนี้ ดอกเบี้ยมันก็ต้องทบต้นขึ้นไปอีก เข้าใจไหม”
       กรองแก้วสยอง
      
       กรองแก้วกำลังกวาดลานเสาธง ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ กำลังวิ่งเล่น ไล่ตี เล่นหมากเก็บ กินไอติม กันอย่างร่าเริง มีเด็กกลุ่มหนึ่งเผลอย่ำลงไปบนกองใบไม้ที่แก้วกวาดมารวมกันจนกระจายไปหมด กรองแก้วได้แต่ถอนหายใจแล้วก็ทำความสะอาดใหม่
       ครูบุษบาเดินเข้ามามองกรองแก้ว
       “กรองแก้ว”
       “ครูใหญ่” กรองแก้วยกมือไหว้
       “พ่ออาการไม่ดีขึ้นเลยเหรอ แก้วถึงต้องมาทำงานแทน”
       “แก้วเกรงว่า..พ่อ..คงจะกลับไปทำงานที่โรงเรียนอีกไม่ไหวแล้ว”
       “แล้วแก้วเอง..เรื่องแผนการเรียนต่อของเธอล่ะ..เรื่องรายละเอียดการสอบเข้าฝึกหัดครู..”
       กรองแก้วก้มหน้า “แก้วคงไม่เรียนแล้วค่ะ แก้วต้องรีบทำงาน หาเงินมาผ่าตัดพ่อให้เร็วที่สุด”
       “แก้ว..ค่าผ่าตัดสมอง..มันต้องใช้เงินมาก..ไม่ใช่เหรอ”
       “หมอบอกว่า..ทางโรงพยาบาลจะพยายามช่วย..แต่ค่าใช้จ่ายก็คงต้องยังเป็นหมื่น”
       “ครูเคยได้ยินว่าเป็นแสนเลยนะถ้าจะให้แน่นอนน่ะ แล้วถ้าหมอไม่เก่ง..ผ่าดีไม่ดี..อาจทำให้..แย่ไปเลยก็ได้” บุษบาไม่กล้าพูดตรงๆ “ต้องหาหมอเฉพาะทาง..จากโรงพยาบาลดีๆ รู้ไหม”
       กรองแก้วหน้าซีดแล้วก็น้ำตาคลอออกมาก่อนจะหยดติ๋ง
       บุษบาพูดต่อ
      
       “แล้วครูจะช่วยหางานมาให้นะแก้ว..แก้วไม่เลือกงานอยู่แล้ว..ครูรู้”


  


       ปวรรุจกับวรรณรสากำลังโพสท่าเคียงกันอยู่ที่สวนริมน้ำ รณพีร์ทำหน้าที่ตากล้องคอยถ่ายรูปและกำกับการโพสให้ดูสวีท
      
       “ยิ้มหวานๆครับ ท่านหญิงรสา..รูปนี้สมควรขยายติดบ้านพักที่สวิส เอาไว้ดูเวลาหน้าหนาว จะได้นึกออก ว่า แม่น้ำเจ้าพระยาใต้แสงแดดอุ่นน่ะ มันเป็นยังไง”
       ธราธร ชัชวีร์ และเพื่อนชายหญิงอีก 5 คนนั่งและยืนล้อมโต๊ะเลี้ยงน้ำชายามบ่ายที่จัดแบบบุฟเฟ่ท์ โต๊ะนั้นปูผ้าขาว ปักร่มสีขาวใหญ่ เจ้าของวันเกิดในวันนี้คือซิลวี่ สาวสวยลูกครึ่งที่แต่งชุดกางเกงขาสั้นและผมสั้นแบบออเดรย์ แฮปเบิร์น สาว 2 คนกำลังมอบของขวัญให้ซิลวี่
       “แฮปปี้เบิร์ธเดย์" / "คิดอยากได้อะไร ก็ขอให้สมปรารถนานะ ซิลวี่”
       ซิลวี่มองค้อนไปทางมุมนึง “โอ๊ย ..สิ่งที่ไออยากได้ คงไม่มีวันจะสมปรารถนาหรอก..”
       ทุกคนมองตามสายตาซิลวี่
       ที่ริมน้ำอีกด้าน รัชชานนท์กับพุฒิภัทรกำลังใช้กล้องส่องทางไกลดูนกที่ชายป่าริมน้ำด้วยกัน
       “อ้ะ..ดู..นี่ล่ะ ที่เรียกว่านกกระเต็นหัวดำ” รัชชานนท์ปรับโฟกัสแล้วส่งกล้องให้
       พุฒิภัทรส่องกล้องทั้งๆที่ยังสวมแว่นตา “สีสดใสมากๆเลยนะ ชายนนท์”
       ซิลวี่ถอนใจ “เห็นไหมล่ะ ว่าเขายังสนใจนกมากกว่าซิลวี่คนนี้เป็นไหนๆ”
       ทุกคนหัวเราะ
       “คุณชายพุฒิภัทรคนนี้นี่นะ..รู้ไหม..5ปีก่อน ที่เรารู้จักกันที่ลันดั้น..” ซิลวี่เล่า
      
       เมื่อห้าปีก่อน พุฒิภัทรเงยหน้าจากตำราเล่มโตแล้วมองลอดแว่น ซิลวี่อยู่ในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อผูกไว้ใต้อก เปิดพุงถือตำรา2เล่มยืนทำท่าน่ารักอยู่ตรงหน้าพุฒิภัทร
       “อากาศดีๆ คุณชายจะไปทำแล็บอยู่ในห้องปิดทึบ มืดๆเย็นๆงั้นเหรอ..ไปเที่ยวกันเถอะ” ซิลวี่ชวน
       “ผมอยากเรียนให้จบเร็วๆ จะได้กลับกรุงเทพเร็วๆ จะได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่โลกเร็วๆคนเราควรจะมีเป้าหมายในการที่จะมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ไม่ใช่อยู่ไปวันๆ คิดถึงแต่เรื่องที่ไม่มีแก่นสารสาระ เอาแต่สนุกสนาน..คิดถึงแต่ตนเอง..” พุฒิภัทรส่ายหน้าและสอนต่อไปอย่างจริงจัง
       ซิลวี่ยืนฟังจนเกือบหลับ
      
       เมื่อฟังเรื่องเล่าของซิลวี่ ทุกคนที่โต๊ะก็ขำสุดๆ ปวรรุจน์ ท่านหญิงวรรณรสา และรณพีร์เดินเข้ามาร่วมวง
       “นี่ๆๆ แล้วมีใครเคยรู้เรื่องนิสิตแพทย์กับแฟชั่นกระโปรงบ้างไหม” รณพีร์ถาม
       “ยังไงคะ..ยังไง เล่าๆๆ” ซิลวี่สนใจ
       รัชชานนท์ยิ้มแล้วเล่า
      
       พุฒิภัทรกำลังเดินมาจนถึงหน้าตึก นิสิตสาว 2 คนเดินกอดตำราลงบันไดมา ทั้งสองสาวใส่กระโปรงบานนิสิตทบซ้อนเนื้อเบาแบบมาริลีน มอนโร ความยาวคลุมเข่า คาดเข็มขัดเอวคอด และทำผมดัดหยิกฟู
       ทันใดนั้น ลมแรงก็พัดมาทำให้กระโปรงของทั้งสองปลิวเปิดขึ้นแบบมาริลีน มอนโร ทั้งสองสาวร้องกรี๊ดกร๊าดและต้องปล่อยหนังสือทิ้งเพื่อปิดกระโปรงตัวเองกันจ้าละหวั่น
       พุฒิภัทรยืนกอดอกมองด้วยแววตาสมเพช ลมพัดผ่านไป ทั้งสองคนรีบจัดชุดแล้วจะไปเก็บหนังสือ แต่พุฒิภัทรเดินเข้ามาก่อน
       พุฒิภัทร พูดจริงจัง “ชุดนักศึกษา ไม่ควรจะดูแล้วทำให้คิดถึงมารีลีน มอนโรว์ การแต่งกายของนักศึกษา ไม่ควรจะตามแฟชั่น จนไม่คำนึงถึงกาลเทศะ โดยเฉพาะพวกเธอ นักศึกษาแพทย์ ไม่ควรจะทำให้คนสับสน ว่านี่..นักศึกษาแพทย์ หรือดาราระบำโป๊”
      
       ทั้งสองสาวหน้าซีด คอตก

       ทุกคนที่โต๊ะหัวเราะอย่างครึกครื้น
      
       “เชอะ..คุณชายรุจน์ อย่ามาหัวเราะเลย น้องชายคุณน่ะ ดีแต่ปากร้ายกับชาวบ้าน แล้วทีคุณมารตี คู่หมั้นของตัวเองล่ะ” ซิลวี่ว่า
       “คุณมารตีน่ะหรือครับ..” ชัชวีร์ถาม
       ชัชวีร์กับรณพีร์สบตากัน
       ทุกคนรอฟัง
       ชัชวีร์พูด “คือว่า..ที่จริง..คุณมารตี..กับชายภัทรเขา..ไม่ได้..”
       ธราธรกระแอมออกมาเป็นทำนองเตือนว่าอย่าพูด
       วรรณรสารีบเรียกดังๆ เพื่อตัดบท “ชายภัทร์ ชายนนท์ ไม่หิวกันเลยหรือคะ”
       พุฒิภัทรกับรัชชานนท์หันกลับแล้วพากันเดินมาที่โต๊ะ
       “ซิลวี่ปรุงชาให้ชายภัทรเอง..เอิร์ลเกรย์..ไม่ใส่อะไรเลย..ไม่ว่านมหรือน้ำตาล หรือมะนาว” ซิลวี่บอก
       “ถูกต้องครับ ขอบคุณ ซิลวี่” พุฒิภัทรตอบ
       รัชชานนท์จิ้มขนมจีบเข้าปากพอเคี้ยวๆ แล้วก็ชะงัก
       “ฮะ..ขนมจีบนี่..” รัชานนท์ส่งให้พุฒิภัทร “ชิมสิ ชายภัทร..คิดว่าไง”
       พุฒิภัทร จิ้มกินอย่างตั้งใจชิม แล้วสบตากับรัชชานนท์แบบตะลึงคล้ายไม่แน่ใจ เขาจิ้มอีกอันมาจิ้มน้ำจิ้มแล้วกินใหม่ “ใครทำนี่..หรือสั่งมาจากร้านไหนหรือซิลวี่..”
       “สั่งเด็กนักเรียนในจังหวัดนี่ล่ะค่ะ..มาทำให้ อร่อยมากใช่ไหมคะ..” ซิลวี่ภูมิใจ
      
       ณ มุมทำกับข้าวที่สวนแห่งนั้น กรองแก้วที่แต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตผู้ชายสีเทาตัวหลวมและเก่าจนนิ่ม มีรอยปะชุน พับแขนเหนือศอกกับกางเกงสี่ส่วนหลวมๆ สีกากี ผมยาวถักเปีย หน้าใสแบบไม่แต่งกำลังยกซึ้งที่มีขนมจีบเรียงรายสวยงามอยู่ด้านใน
       “ขนมจีบล็อตใหม่สุกแล้วค่ะ ยกเสิร์ฟได้เลยค่ะ” กรองแก้วบอก
       กรองแก้วรีบไปที่เตาย่างหมูสะเต๊ะ เธอหยิบถ่านเล็กๆ โรยลงไปเหนือเตาย่างจนมือเปื้อนถ่านดำปื๋อ กรองแก้วยกตะแกรงที่ปิ้งวางบนเตา จากนั้นเธอก็หันไปหยิบหมูเสียบไม้ที่หมักไว้ในถาดมาวางปิ้งเรียงกันอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะหันไปหยิบหม้ออวยกลมๆ ขนาดกลางมาวาง2หม้อ
       “พี่พร..นี่น้ำจิ้มนะคะ แล้วนี่อาจาด เดี๋ยวพอหมูสุกแล้ว พี่ทะยอยให้บ๋อยจัดไปเสิร์ฟได้เลยนะคะ เดี๋ยวแก้วต้องกลับแล้วค่ะ เย็นมากแล้ว”
       “ขอบใจมากนะแก้ว เดี๋ยวให้เด็กๆพวกนี้ปิ้งต่อเอง..ไม่มีอะไรแล้วหนิ” พรบอก
       “แก้วไปนะคะ” กรองแก้วไหว้
       กรองแก้วกำลังจะเดินออกไป บริกรที่เดินมาจากบริเวณสนามเดินเข้ามา
       “แก้วๆ อย่าเพิ่ง มีคนฝากติ๊บมาให้เธอแน่ะ”
       “ติ๊บ..อะไรนะ” กรองแก้วงง
       “เงินพิเศษไง..” บริกรส่งแบงก์ร้อยให้กรองแก้ว “คุณชายอะไรพัดๆซักอย่างเนี่ย..เขาชอบขนมจีบของแก้วมากเลย.. อ่ะ! เขาฝากมาให้รางวัล”
       กรองแก้วตาโต “โอ้โห..ตั้งร้อยเลยเหรอ” กรองแก้วรับมาแล้วเอาใส่กระเป๋ากางเกงก่อนจะยกมือไหว้ในอากาศ “สาธุๆๆ โชคดีจังเลย เมื่อคืนก็ไม่ได้ฝันอะไรซักนี้ด..” กรองแก้วไหว้แล้วเอามือมาลูบๆแปะๆหน้าทำให้ถ่านเปื้อนหน้าดำเป็นปื้น “งั้นฝากพี่เอาขนมจีบไปให้คุณชายท่านอีกนะคะ..แก้วไปก่อนนะ ทุกคน” กรองแก้วไหว้แม่ครัวและคนที่อาวุโสกว่าแล้วรีบเดินไป
       “อ้าว แก้ว..แก้ว..เช็ดหน้าก่อนแก้ว” แม่ครัวทัก
       กรองแก้วไม่ได้ยินจึงรีบเดินไป
      
       5คุณชายพากันกินขนมจีบไม่หยุด
       “อร่อยจริงๆ รสชาติเหมือนที่หม่อมหยกทำจริงๆด้วย” ธราธรชม
       “คงเป็นสูตรเดียวกับทางแม่ผม..” พุฒิภัทรบอก
       “โอย..น้ำตาจะไหล” รัชชานนท์พูด
       “ไม่เลี่ยนแบบจีนแท้ซะทีเดียว มีขิงสับละเอียดผสม..นี่หรือ ฝีมือเด็กนักเรียนทำ ไม่น่าเชื่อ”
       “เด็กมัธยม ลูกภารโรงด้วยนะ เก่งค่ะ หน้าตาดีด้วย แกยากจน แต่มีวิชาดี รับสั่งทำอาหาร ทำดอกไม้ จัดสถานที่..” ซิลวี่เล่า
       “ว้า..เสียดายเป็นเด็กมัธยม ไม่งั้นพี่ชายภัทรไม่น่าจะให้รางวัลแค่หนึ่งร้อยบาทนะ ควรจะขอดูตัวซะเลย นี่ต้องเป็นกุลสตรีที่พี่ใฝ่ฝันแน่ๆ ทำอาหาร จัดดอกไม้..” รณพีร์แซว
       “พูดจา..น่าเกลียดมาก ชายพีร์!” พุฒิภัทรดุ
       คนรับใช้ของบ้านเดินเข้ามา
       “ท่านชายพุฒิภัทรคะ..มีโทรศัพท์จากโรงพยาบาลค่ะ”
       ทุกคนหันมามอง
       “นานๆจะได้มาปาร์ตี้ทั้งที ยังจะให้เบอร์ติดต่อกับโรงพยาบาลไว้อีกเหรอชายพุฒิ” รณพีร์ถาม
       “เผื่อเคสฉุกเฉิน” พุฒิภัทรมองทุกคนด้วยความเกรงใจนิดๆ แต่ก็ร้อนใจจึงรีบลุก “ผมขอตัวนะครับ”
       พุฒิภัทรเดินแยกออกไป
      
       เรือเร็วหรูสีขาวลำนึงจอดเทียบอยู่ด้านซ้ายของท่าน้ำ กรองแก้วที่ยังหน้าเลอะถ่านยืนรอเรืออยู่ทางขวา เรือรับจ้างแล่นแต๊กๆ มาจากอีกท่า กรองแก้วเตรียมขึ้น
       ทันใดนั้น คนของซิลวี่ก็เดินนำพุฒิภัทรมาที่ท่าเรืออย่างเร่งรีบ กรองแก้วยืนขวางทางอยู่
      
       “หลีกหน่อย หนู..”
        
       คนของซิลวี่บอก


  


       กรองแก้วขยับหลบทางให้คนของซิลวี่แต่ดันไปขวางทางพุฒิภัทรทำให้ทั้งสองเกือบชนกัน พุฒิภัทร เดินผ่านกรองแก้วที่หน้าดำเป็นปื้นไป
        
       ชายเสื้อนอกสีขาวของพุฒิภัทรกวาดโดนมือเปื้อนถ่านของกรองแก้วทำให้เสื้อขาวสกปรกเป็นปื้นดำ
       กรองแก้วมองตามรอยเปื้อนนั้นไปด้วยความตกใจ พุฒิภัทรมัวแต่สนใจเรือจึงไม่ได้สนใจกรองแก้วเลย
       “เชิญครับ รับรองว่าไปทางนี้ คุณชายจะถึงภายในเวลาไม่ถึง1ชั่วโมงครับ คุณชายพุฒิภัทร” คนเรือส่งกุญแจเรือให้
       “คุณชายพุฒิภัทร..”
       กรองแก้วพึมพำ มองชายเสื้อพุฒิภัทรที่เปื้อนถ่าน แล้วเธอก็เงยขึ้นมามองหน้าพุฒิภัทรที่ดูมุ่งมั่น จริงจังพุฒิภัทรกระโดดลงเรือ สตาร์ท แล้วขับออกไปอย่างช้าในตอนแรกก่อนจะพุ่งปร๋อออกไป
       กรองแก้วมองตามไปด้วยความทึ่ง เธอหยิบแบงก์ร้อยออกมาดู คนของซิลวี่เดินกลับไปรวดเร็วโดยไม่ได้สนใจกรองแก้ว เรือรับจ้างแล่นมาถึง กรองแก้วก้าวลงเรือไป
      
       เรือเร็วที่พุฒิภัทรขับแล่นแหวกน้ำมา สีหน้าของพุฒิภัทรมุ่งมั่น สักพัก พุฒิภัทรก็เริ่มผ่อนคลายจึงนั่งพิงแบบสบายตัวขึ้นแล้วเพ่งมองดูตัวเองก่อนจะชะงัก เขาเห็นชายเสื้อนอกขาวเปื้อนถ่านดำ พุฒิภัทรเซ็ง เขาขมวดคิ้วด้วยความงงว่าเปื้อนอะไร
      
       เสาธงหน้าโรงเรียนเอาธงลงแล้ว นักเรียนก็กลับบ้านไปหมดแล้ว ประตูใหญ่หน้ารร.ปิดโดยเปิดแต่ประตูเล็ก กรองแก้วรีบวิ่งมาในสภาพหน้ายังเปื้อนถ่านดำเป็นปื้น เธอรีบไปหยิบผ้ากับอุปกรณ์แล้วรีบไปถูพื้นบริเวณทางเดินบนอาคารทันที แม่บ้านคนหนึ่งดินถือไม้กวาดมา
       “กรองแก้ว มาถึงไม่คิดจะพักหายใจหายคอก่อนเลยเหรอ”
       กรองแก้วยกมือไหว้ “น้านง..แก้วไม่เหนื่อยหรอกจ้ะ ครูใหญ่อุตส่าห์จ้างแก้วทำงานพิเศษทั้งที ต้องทำให้คุ้มความเมตตาของท่านหน่อย..อีกอย่าง รีบทำงาน แก้วจะได้รีบกลับบ้านไปดูแลพ่อด้วยไงจ๊ะ”
       “เจริญๆเถอะนะแม่คุณ”
       กรองแก้วยิ้มๆ แล้วพนมมือขอบคุณ บุษบาโผล่ออกมาจากห้องพักครูใหญ่
       “กรองแก้ว..มาพอดี..ครูกำลังรออยู่เลย”
       กรองแก้วไหว้ “ครูใหญ่..ขอบคุณนะคะที่ให้แก้วไปทำอาหารในงานเลี้ยงของพวกคนรวย มีคนติดใจฝีมือแก้วและให้ทิปมาด้วยค่ะ” กรองแก้วนึกได้ “อ้อ ครูใหญ่มีอะไรให้แก้วรับใช้หรือคะ”
       “แก้ว เข้ามานี่สิ..มา..มีคนอยากเห็นแก้ว..”
       กรองแก้วงง
      
       อิงอรมองดูกรองแก้ว กรองแก้วพนมมือไหว้โดยที่หน้ายังเปื้อน เสื้อหลวมซอมซ่อ ผมเปียรุ่ยๆทำให้เธอดูกะโปโลมากขึ้น กรองแก้วทั้งงง ทั้งสงสัยจึงยืนก็เก้ๆกังๆ เพราะห่วงหน้าพะวงหลังเมื่อนึกถึงพ่อ
       “นี่ล่ะจ้ะ กรองแก้ว..เด็กที่เราพูดถึงกัน” บุษบาบอกอิงอร
       อิงอรอารมณ์เสีย “อะไรกันเนี่ย..บุษบา..นี่หรือเด็กที่สวยที่สุดในโรงเรียน เธอหลอกชั้นให้เสียเวลาทำไม”
       “คือ..” บุษบามองหน้ากรองแก้วแล้วก็เข้าใจ “โธ่..ยัยแก้ว เฮ้อ..เข้าไปในห้องน้ำครู แล้วล้างหน้าเดี๋ยวนี้”
       “ทำไมคะ ครู” กรองแก้วถาม
       บุษบาส่ายหน้าด้วยความเอ็นดู “ไปดูกระจกเอาเองสิ เร็วเข้า..” บุษบามองกรองแก้วทั้งตัว “อ้อ..” บุษบานึกได้จึงเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเครื่องแบบต่างๆที่เอาไว้ขายเด็ก แล้วเลือกหยิบห่อชุดพละของรร. ที่เป็นเสื้อยืดตรารร. กับขาสั้นในห่อพลาสติกใสออกมา “แล้วก็..เปลี่ยนเสื้อผ้าซะด้วย..ใส่ชุดพละออกมาด้วย”
       กรองแก้วงงแต่พนมมือขอบคุณอย่างว่าง่าย เธอรับห่อชุดพละแล้วเดินเข้าห้องน้ำในห้องพักครู
       กรองแก้วโผล่หน้ามาที่กระจกเหนืออ่างล้างหน้าแล้วก็ตกใจที่เห็นหน้าตัวเอง
       “ว้าย..ตายล่ะ”
       กรองแก้วรีบเปิดน้ำแล้วก้มลงล้างหน้าทันที
      
       อิงอรเดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ
       “บุษบา..เธอต้องเข้าใจนะ ว่านี่มันคืออาชีพของฉัน การส่งเด็กเข้าประกวดนางสาวศรีสยาม เป็นโอกาสที่ร้านเสื้อของฉันจะได้ประชาสัมพันธ์ตัวเอง ได้ค่าสปอนเซ่อร์ แล้วถ้าเด็กได้ตำแหน่งอะไรก็ตาม มันก็จะเป็นหน้าเป็นตา เป็นเกียรติเป็นศรีให้กับร้านอิงอร เธอจะมาทำเป็นล้อเล่นแบบนี้ไม่ได้”
       “ใครว่าชั้นล้อเล่น ยายกรองแก้วเป็นเด็กที่สวยเด่นจริงๆ” บุษบาบอก
       อิงอรลดสียงลง “แบบนั้นน่ะเหรอ..สวยของเธอ!”
       ทันใดนั้นประตูห้องน้ำก็เปิดออก อิงอรหันไปมองแล้วก็อ้าปากค้าง
       กรองแก้วก้าวออกมาในชุดพละเสื้อเข้ารูปคอโปโล ปักตรารร. สีชมพูสด กับกางเกงพละสีขาวขาสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย ใบหน้าที่เพิ่งล้างสะอาดใสผ่องนวลเปล่งปลั่ง แก้มแดงตามธรรมชาติ ตาโต คิ้วโก่ง ผมถูกรวบตึง เปียข้างหลังขมวดเป็นมวยแต่มีจอนผมที่ตกมาอย่างอ่อนหวานตามธรรมชาติ
       อิงอรมองกรองแก้วหัวจรดเท้าและจากเท้าจรดหัว ช่วงขาของกรองแก้วยาว สวย แขนเรียว รูปทรงอก เอว สวยได้ส่วนสัดนางงาม
        
       อิงอรถึงกับตะลึงงัน


  


       พุฒิภัทรขับเรือเร็วมาถึงท่าน้ำของโรงพยาบาลอย่างสง่า พุฒิภัทรวนเรือมาเทียบ
      
       ท่าอย่างคล่องแคล่วแล้วกระโดดลงมาก่อนจะเงยหน้าขึ้นมายิ้ม บุญสมวิ่งลงมา
       “คุณชายพีร์โทฯไปสั่งผมที่บ้านให้มารอคุณชายพุฒิที่นี่ แล้วนั่น..เสื้อนอกไปไถดินหม้อที่ไหนมาครับ”
       “ไม่รู้เหมือนกัน.. ช่างมันเถอะ รีบเอาเรือไปคืนคุณซิลวี่เลย ขอบใจมากๆนะ บุญสม” พุฒิภัทรเดินลิ่วเข้าไปในโรงพยาบาล
       บุญสมกระโดดลงเรือ ส่วนพุฒิภัทรวิ่งเข้าไปรวดเร็ว
      
       พุฒิภัทรเดินเข้ามาในโรงพยาบาล
       “ไม่ได้มีเคสฉุกเฉินอะไร” พุฒิภัทรถาม
       เพียงพรตอบสั้นๆ “ค่ะ”
       “แล้วทำไมถึงต้องโทรไปตามผมให้รีบกลับมาด้วย”
       “ท่านผอ.ใช้ให้เพียงพรโทรตามคุณชายค่ะ เพียงพรก็ไม่ทราบว่าเรื่องด่วนอะไร ท่านบอกแต่ตามมาเดี๋ยวนี้”
       “ผมจะไปหาผอ.เอง”
       พุฒิภัทรกำลังจะเดินไป แต่ทันใดนั้นก็เกิดความเคลื่อนไหวบริเวณบันได บุคลากรของโรงพยาบาลและคนที่หัวบันไดพากันหลีกทางแหวกออก พุฒิภัทรหันไปดูเห็นผอ.รพ.เดินนำคณะขึ้นมา
       “ท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาล..” ผู้หญิงคนหนึ่งพูด
       ท่านพิชิต ท่านผู้หญิงดารา และคณะผู้ติดตามเดินกันมาเป็นขบวน
       ช่างภาพประจำคณะวิ่งดักหน้าดักหลังคอยยิงภาพจากกล้องที่มีแฟลชเป็นดวงกลมทำให้เกิดแสงวาบเนระยะ พุฒิภัทรมองอย่างทึ่งๆ
       “ท่านพิชิตกับท่านผู้หญิงดารา” สาวคนหนึ่งพูดขึ้น
       คณะผ่านมาตรงหน้าพวกพุฒิภัทรพอดี
       ผอ. หันมาเห็นก็รู้สึกภูมิใจนำเสนอ “อ้าว..ท่านครับ..นี่ไงครับ..คุณชายนายแพทย์พุฒิภัทร จุฑาเทพ..เป็นนายแพทย์ศัลยกรรมประสาทมือดีที่สุดในประเทศไทยครับ”
       พิชิตหยุด มอง แล้วยิ้มแบบมีพิธีก่อนจะยื่นมือออกมา “คุณชาย..ยินดีที่ได้รู้จัก”
       พุฒิภัทร ยิ้มแล้วยื่นมือไปจับด้วย “ยินดีครับ ท่าน”
       “หน้าตาเด็กจริง เท่าๆกับลูกชายคนเล็กของเรากระมังจ๊ะ ท่านผู้หญิง” พิชิตว่า
       พุฒิภัทรหันไปพนมมือไหว้ท่านผู้หญิง
       ดารารีบรับไหว้แล้วยิ้มเก๋ๆ แบบดารา “หน้าใสมากค่ะ..คุณชายหมอ..ฝากสามีดิฉันด้วยนะคะ..รู้สึกประสาทไม่ค่อยปกติอยู่เหมือนกัน” ดาราพูดอย่างมีอารมณ์ขัน
       คณะผู้ติดตามหัวเราะรับกันตามจังหวะ รวมทั้งตัวพิชิตที่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากกว่าเพื่อน
       ผอ.หัวเราะ “ขอโทษที่ตามให้กลับมาด่วนนะคุณชายพุฒิ ผมอยากให้คุณชายกับท่านได้เจอกัน..คือ ท่านพิชิตกับท่านผู้หญิงไม่มีเวลาว่างมากนัก ท่านมาวันนี้ เพราะอยากจะปรึกษาเรื่องก่อตั้งมูลนิธิเพื่อให้ทุนกับบุคคลากรที่ทำงานทางด้านสมองและศัลยประสาท ผมก็เลยคิดว่า เป็นความจำเป็น..ที่จะให้คุณชายกับท่านได้คุยกันโดยตรง..”
      
       ภายในห้องทำงานของผอ. พุฒิภัทรกล่าวขอบคุณพิชิต
       “ผมยินดีมากเลยครับ ที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง เห็นความสำคัญของศัลยแพทย์ประสาท เพราะทุกวันนี้ บุคลากรทางด้านนี้น้อยมาก ในขณะคนไข้มีแนวโน้มจะมากขึ้นเรื่อยๆ..และการรักษาทางด้านนี้ ก็เป็นสิ่งที่ประชาชนที่ยากจนทั่วๆไปมีโอกาสเข้าถึงได้ยากมากครับ มันจะต้องเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนมากอย่างยิ่งเลยครับท่าน”
       พิชิตเดินไปเดินมาเพื่อชมวิวภายนอกรพ. ในขณะที่ท่านผู้หญิงนั่งสง่าอยู่
       “จริงๆแล้วมันเป็นความคิดคุณหญิงดารา ผมมีหน้าที่ตามใจ ก็แค่นั้น” พิชิตบอก
       “ท่านคะ..ไม่ต้องปิดทองหลังพระตลอดเวลาหรอกค่ะ ให้คนอื่นทราบบ้าง นานๆที ไม่เป็นไรหรอก” ดาราหันมาหาพุฒิภัทร “คุณชายหมอคะ..คือ..คุณพ่อดิฉัน ท่านเส้นเลือดในสมองแตก และเสียชีวิต เพราะสมัยนั้นการรักษาโรคนี้ยังไม่เป็นที่รู้จัก ตอนนี้ พวกเราเป็นผู้มีอำนาจวาสนาแล้ว ดิฉันจึงอยากจะทำสิ่งนี้ เพื่ออุทิศให้คุณพ่อ..”
       “ผมไม่มีความรู้ทางด้านแพทย์อะไรเท่าไหร่ แต่ผมเชื่อใจท่านผอ. ท่านว่าผมไว้ใจคุณชายได้ งั้นเอาเป็นว่า ผมฝากให้คุณชายรับผิดชอบแทนด้วยแล้วกันนะ ทั้งเรื่องการจัดตั้งมูลนิธิ แล้วก็เรื่องทุนการวิจัยสำหรับพัฒนาบุคลากรด้านนี้” พิชิตพูด
       “ด้วยความยินดีครับท่าน ผมจะรีบร่างเอกสารทันทีเลยครับ” พุฒิภัทรบอก
      
       พุฒิภัทร ผอ.เดินออกมาส่งพิชิตขึ้นรถที่ด้านหน้ารพ.
       “ยินดีที่ได้เจอครับคุณชายหมอ ขอบคุณนะครับ คุณชายหมอ ขอบคุณนะครับ ทุกคน” พิชิตหันมาโปรยยิ้ม แล้วเห็นว่าแพทย์ฝึกหัดสาวทั้งสองหน้าตาเข้าทีจึงมองอย่างเอ็กซเรย์รวดเร็วราวกับเสือเห็นเหยื่อ ภายใต้ใบหน้าใจดีแต่มีรอยยิ้มมุมปาก
       สองสาวก้มหน้าหลบตาทันที พุฒิภัทรสังเกตเห็นก็ชะงักและขมวดคิ้วเล็กน้อย คณะของพิชิตขึ้นรถ ไป
       “เห็นสายตาท่านไหมเธอ” สาวคนแรกถามเพื่อน
       “น่ากลัวนะ สมกับที่ได้ยินเลย ว่าอะไรๆ ก็ดีหรอก..แต่ท่านบ้าผู้หญิงมาก” สาวอีกคนบอก
       “จุ๊ๆๆ เบาๆ สิเธอ”
       สาวคนที่สองกระซิบกระซาบ
       “ขนาดท่านผู้หญิงสวยขนาดไหน ยังไม่วาย..เขาว่า..พวกนางเอกหนัง ดาวโป๊ นักร้องสวยๆ กับพวกนางงามทุกเวที ไม่ว่าคนรอง หรือคนได้ครองมงกุฎ ก็โดนท่านเก็บเข้าวิมานสีชมพูหมดเลยนะเธอ”
       พุฒิภัทรร่วมรับฟังแต่ทำหน้าตาไม่นิยม มารตีในเครื่องแบบพยาบาลเดินสวนมา
       “พี่ชายพุฒิ!”
      
       ทุกคนหันไปมองอย่างงงๆ
      
       พุฒิภัทรขมวดคิ้ว “มารตี”


  


       พุฒิภัทรเดินกลับเข้ามาตามทางเดินในโรงพยาบาล มารตีรีบตามมาคาดคั้น
      
       “วันนี้พี่ชายพุฒิไปปาร์ตี้ที่บ้านยัยซิลวี่มาเหรอคะ”
       “นี่ไม่ใช่เวลาพูดเรื่องส่วนตัว”
       “ไหนว่าพี่ชายพุฒิไม่มีอะไรกะมัน”
       “น้องควรไปทำงานได้แล้ว”
       มารตีไม่ยอมไป
       “หม่อมย่าท่านทราบหรือเปล่าคะ ว่าพี่ชายพุฒิยังคบค้าสมาคมกะยัยนี่”
       พุฒิภัทร หันมา “ให้มันมีกาลเทศะหน่อยนะน้อง..พี่เห็นเธอเป็นน้องสาวหรอกนะ ถึงไม่อยากจะถือสา..ขอโทษนะ พี่จะไปทำงาน..พี่กำลังจะตั้งมูลนิธิ หาทุนทำวิจัยให้แผนกของพี่ นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับวิชาชีพของเรา”
       มารตีอ้าปากค้าง พุฒิภัทรกับผู้ช่วยรีบเดินไป มารตีหันมาแล้วก็สะดุ้งที่เห็นเพียงพรซึ่งเป็นหัวหน้าของเธอยืนหน้าเขม็ง
       “คุณเข้าเวรอยู่ตึกโน้นไม่ใช่เหรอ หม่อมหลวงมารตี..” เพียงพรถาม
       มารตีหน้าซีดเล็กน้อยแต่ยังวางฟอร์ม “ดิฉันมาพูดธุระกับคู่หมั้นนิดหน่อย..ไม่น่าจะมีปัญหานี่คะ”
       “คู่หมั้น?? ให้ได้หมั้นก่อน ค่อยใช้คำนั้น จะดีไหม..ไม่ใช่อะไรหรอกนะคะ ดิฉันแค่ไม่สบายใจ..เวลาเห็นฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายตีฆ้องร้องป่าวอยู่ข้างเดียว..ยิ่งผ่านไปหลายปี เราจะยิ่งดูไม่ดีนะคะ..ดิฉันหวังดีนะคะ ถึงเตือน”
       มารตีมองเพียงพรตาแทบลุกเป็นไฟแต่ก็ไม่กล้าเถียง เธอหันกลับแล้วเดินฉับๆ หน้าเชิดจากไป เพียงพรอ่อนใจ
      
       กรองแก้วหน้าตาตื่นรีบปฏิเสธเสียงแข็ง
       “ไม่ค่ะ..”
       “ทำไมล่ะแก้ว..เวทีนางสาวศรีสยามเป็นเวทีที่มีเกียรตินะ แล้วแก้วก็จะได้เป็นหน้าเป็นตาให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยาของเราด้วย” บุษบาบอก
       “แต่..แก้วคงทำไม่ได้”
       อิงอรพูดด้วยท่าทีเปลี่ยนไปราวกับคนละคน
       “หนูแก้วขา..หนูก็ได้ยินแล้วนะคะ ว่าถ้าหนูชนะ ได้ตำแหน่งนางสาวศรีสยาม หนูจะได้รางวัลเป็นมงกุฏเพชร เงินสดห้าหมื่น ขันทองคำ สายสะพาย แล้วจะได้เงินจากการไปปรากฏตัวตามงานต่างๆ ได้ชุดเสื้อผ้าสวยๆมากมาย แล้วก็อาจจะได้เป็นนางเอกหนังไทยด้วย ถ้าได้ตำแหน่งรอง..ก็จะได้รางวัลลดหลั่นกันลงมา หนูไม่อยากได้เหรอ”
       กรองแก้วตอบทันที “ไม่ค่ะ”
       “แต่หนูจะได้เปลี่ยนฐานะ เปลี่ยนชีวิต เหมือนตายแล้วเกิดใหม่เชียวนะ” อิงอรเสริม
       “ไม่เป็นไรค่ะ..หนูชอบอยู่แบบนี้เหมือนเดิมค่ะ ดีแล้วค่ะ”
       บุษบาอึ้ง อิงอรเซ็ง
       “แก้ว.. ..ถึงแก้วจะไม่นิยม..แต่แก้วไม่อยากได้เงินไปรักษาพ่อเหรอ..มันก็เป็นทางเดียวนะแก้ว ที่จะได้เงินมากๆ ในเวลาที่เร็วๆ แล้วก็มีเกียรติด้วย แล้วครูว่า..แก้วสวยพอ..ที่จะได้รางวัลอะไรสักรางวัลแน่ๆ..ลองคิดดูนะแก้ว” บุษบากล่อม
      
       รณพีร์กำลังนั่งรีแล็กซ์พลางดูหนังสือพิมพ์อยู่ในห้องโดม เขาเปิดเฉพาะหน้าข่าวสังคมที่ลงรูปสาวสวยมากมาย
       ธราธรเข้ามาชะโงกดู “อะไรกันนี่..ชายพีร์ ละลานตาไปไหม”
       “พี่ชายใหญ่รู้จักใครซักคนไหม” รณพีร์ถาม
       ธราธรส่ายหน้าแล้วหัวเราะ “ไม่รู้จักสักคน”
       วรรณรสากับปวรรุจน์เข้ามาได้ยินพอดี
       วรรณรสาวิ่งมาอย่างร่าเริง “รสารู้จักหมดเลย ดาราหนังไทยทั้งนั้น นี่...อมรา อัศวนนท์ เมตตา รุ่งรัตน์ อรสา อิศรางกูร ณอยุธยา พิศมัย วิไลศักดิ์..วิไลวรรณ วัฒนพาณิช รัตนาภรณ์ อินทรกำแหง”
       รณพีร์เอ่ยชม “สาวๆสวยๆทั้งนั้น”
       ปวรรุจน์ หัวเราะ “หนังสือที่ชายพีร์อ่าน กับหนังสือที่ชายภัทรอ่านนี่มันช่างต่างกันจริงๆ” ปวรรุจน์เดินไปที่ชั้นหนังสือในมุมของพุฒิภัทรแล้วหยิบตำราแพทย์ออกมาเปิดโชว์ “อ่ะ ชายพีร์ ดูสิ”
       ในหนังสือเล่มนั้นมีแต่รูปอนาโตที่ผ่าเปิดจนเห็นอวัยวะภายในต่างๆ ดูแล้วชวนสยอง
       รัชชานนท์เดินเข้ามาแล้วหัวเราะ “หนังสืออ่านเล่นของชายภัทร..ดูแล้วชวนให้ปลงอศุภะ เหมาะกับการใช้เป็นคู่มือการปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานมาก”
       “ชายภัทรคงจะเป็นฤษี หรือบวชเป็นพระป่าสายปฏิบัติไปในไม่ช้าแล้วล่ะ เพราะปกติก็ชอบเทศนาสิ่งสอนชาวบ้านอยู่แล้ว” ธราธรบอก
       “สวยสงบ เงียบสนิท ไม่ผิดประเพณี กุลสตรีเข้าครัว กราบผัววันละสามหน..” ปวรรุจน์เพ้อ
       “ท่องอะไรของพี่ชายรุจคะ” วรรณรสาว่า
       “คุณสมบัติผู้หญิงที่จะมาเป็นเมียชายภัทร ผิดไปจากนี้ พ่อเจ้าประคุณไม่มีวันแล”
      
        ทุกคนต่างเฮฮาขำกันยกใหญ่กับคำพูดเย้าพุฒิภัทรของปวรรุจ

       ในขณะที่รณพีร์เปิดหนังสืออีกหน้า แล้วก็ชะงัก
      
       “ฮ้า! งานประกวดนางสาวสยามจะมีเร็วๆนี้นี่!! รู้แล้ว เรามาพนันกันเอาไหม พี่ๆ”
       “อะไร ชายพีร์ อย่ามาชวนพี่ชายรุจให้ไปฝักใฝ่อบายมุขนะ” วรรณรสาว่า
       “โห..ท่านหญิง เห็นชายพีร์เป็นอะไรไปเนี่ย..ทุกคน ฟังนะ เราจะลากพี่ชายภัทรไปดูประกวดนางสาวสยามให้ได้ แล้วเรามาดูกัน ว่าพี่ชายภัทรได้เห็นขาอ่อนสลอนใกล้ๆตรงหน้าแบบนั้น พระฤษีของเรา จะตบะแตกหรือไม่” รณพีร์แซว
       “แค่ที่นายว่าจะพาชายภัทรไปดูประกวดให้ได้ เราก็ขอพนันว่า..ไม่มีทางแล้ว ไม่ต้องไปถึงขั้นตบะแตกหรอก เพราะชายภัทรไม่มีวันชื่นชมงานโชว์เรือนร่างประเภทนี้เด็ดขาด” ธราธรบอก
       ปวรรุจเสริม “หรือถึงชายภัทรไปได้เห็นขาอ่อนมาเรียงกันสลอนตรงหน้า เขาก็จะไม่มีวันคิดอย่างอื่น นอกจากนี่คือขาของมนุษย์ ประกอบไปด้วยกระดูก เส้นเอ็น เลือด เนื้อ ไขมัน น้ำเหลือง..ระบบประสาทต่างๆ ป่วยเป็นอะไรหรือไม่ ต้องรักษาอย่างไร”
       รัชชานนท์ รณพีร์ วรรณรสาโห่ฮาขึ้นพร้อมกัน
       “ไม่มีทางหรอกครับ ชายภัทรก็เป็นคน เป็นเพศชาย มีเลือด มีเนื้อ..เหมือนเราๆนี่เอง ไม่มีใครจะอดทนต่อขาอ่อนได้” รัชชานนท์บอก
       รณพีร์เห็นด้วย “จริง..”
       “โอเค..งั้นเรารับพนัน ชายภัทรไม่มีวันตบะแตก” ปวรรุจมั่นใจ
       “เราด้วย ชายภัทรเห็นขาผู้หญิงเท่ากับเห็นตำราอนาโตมี่ เป็นวิชาการทางกายวิภาคนั้น” ธราธรบอก
       “โอเค รสาเป็นกรรมการให้ ใครชนะ..จะได้อะไร”
       “ได้รับเลี้ยงดินเน่อร์อาหารทะเล ที่ชายทะเลพัทยา” รัชชานนท์บอก
       “เยสส..เลี้ยงสกี และล่องเรือไปเที่ยวเกาะขามด้วย” รณพีร์ดีใจ
       ธราธรเสริม “ดีลล”
       ทั้งหมดเฮขึ้นมาด้วยกัน
      
       พระจันทร์สลัวอยู่ในม่านเมฆ กรองแก้วนั่งน้ำตาไหลอยู่ที่ท่าน้ำ ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ กรองแก้วรีบเช็ดน้ำตาก่อนจะหันไป พ่อกรองแก้วยืนเศร้าอยู่
       “ถ้าแก้วไม่อยากประกวด แก้วก็ไม่ต้องไปหรอกลูก..”
       “ไม่ได้หรอกค่ะพ่อ แก้วรับปากครูบุษบาไปแล้ว ครูก็ฝากฝังแก้วกับเพื่อนแล้ว”
       “แต่แก้วต้องฝืนใจไม่ใช่เหรอ..แล้วแก้วต้องไป..นุ่งอะไรสั้นๆแบบนั้น..”
       กรองแก้วมุ่งมั่น “แต่แก้วอยากได้เงินค่ะ”
       “พ่อทำให้ลูกลำบาก..”
       กรองแก้วรีบลุกมากอดแขนพ่อแล้วแสดงว่าร่าเริง “ลำบากอะไรกันคะ ดีออก แก้วจะได้ไปพระนคร ได้แต่งตัวสวยๆ เจอแต่เรื่องน่าสนุกทั้งนั้น”
       “แต่พ่อเป็นห่วง”
       “โธ่ พ่อขา..พ่อไม่ต้องกังวลอะไรเลย..คุณอิงอร เจ้าของร้านเสื้ออิงอรเค้าจะช่วยแก้วทุกอย่าง ทั้งเรื่องที่พัก อาหาร เสื้อผ้า การแต่งตัว แล้วยังจะสอนอะไรดีๆให้แก้วอีกตั้งเยอะ”
       “เขาจะช่วยเราเปล่าๆ โดยไม่หวังอะไรเลย..งั้นเหรอ”
       “ไม่เปล่านะคะ แก้วก็จะช่วยงานที่ร้านเค้า เค้าใช้อะไร แก้วก็จะทำ ถ้าแก้วได้เป็นนางงาม แก้วก็จะประกาศ..ว่าแก้วใส่ชุดของร้านนี้..คนก็จะพากันมาตัดเสื้อไงคะพ่อ”
       “ไว้ใจได้หรือเปล่าก็ไม่รู้”
       “ทำไมจะไม่ได้คะ เขาเป็นเพื่อนกะครูใหญ่”
       “พ่อไม่อยากให้แก้วคิดหาเงินมารักษาพ่อด้วยวิธีนี้”
       “พ่อคะ..ถ้าแก้วได้รางวัลมงกุฎกับขันน้ำพานรองเป็นทอง..ป้าจิกอาจจะยอมให้แก้วกู้เงิน ไหนจะรางวัลที่ได้จากการประกวดอีก แบบนี้ แก้วจะล้มเลิกไม่ได้หรอกค่ะ แก้วจะตั้งใจ พยายามชิงเอารางวัลชนะเลิศมาให้ได้ พ่อจะได้ผ่าตัด..แล้วจะไม่ต้องปวดศีรษะอีกต่อไป ไงคะ”
      
       สีหน้าของกรองแก้วแน่วแน่สุดๆ ขณะที่พ่อกรองแก้วอึ้ง


  


       ตะวันลอยขึ้นเหนือคุ้งคลองและสวนดอกมะลิกับกุหลาบมอญ กรองแก้วเก็บดอกมะลิในสวนด้วยอุปกรณ์และวิธีการแบบมืออาชีพอยู่กับป้าและลุงชาวสวน
      
       กรองแก้วเอาดอกมะลิไปเทรวมใส่เข่งที่ริมคลอง คนที่มารับซื้อให้เงินค่าจ้าง กรองแก้วนับเงินด้วยความดีใจ
       เวลาต่อมา กรองแก้วยืนสะบัดผ้าที่ซักเสร็จแล้วก่อนจะเอาขึ้นไปตากบนราว เด็กผู้หญิงรุ่นเดียวกับกรองแก้วเอาตะกร้าผ้าชุดชั้นในและถุงเท้ามาฝากให้ซัก
       “แก้ว..ซักให้เราเพิ่มอีกนิดได้มั้ยจ๊ะ”
       “เอ่อ จ้ะ” กรองแก้วรับคำ
       แม่ของเด็กผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามา “อ้อย ชุดชั้นในกับถุงเท้าใช้เพื่อนซักได้ยังไง..หนูแก้ว หมดตรงนี้ก็กลับบ้านไปพักได้แล้วนะ อ่ะ นี่ค่าจ้างจ้ะ”
       กรองแก้วยกมือไหว้ “ขอบคุณมากค่ะป้า”
       กรองแก้วนับเงินด้วยความดีใจ
      
       เวลาผ่านไป กรองแก้วนั่งร้อยพวงมาลัยที่บ้านด้วยแสงจากตะเกียง กรองแก้วหาวแล้วก็เผลอวูบ จนเข็มทิ่มนิ้วตัวเอง
       กรองแก้วสะดุ้ง “อูยๆ” กรองแก้วดูดนิ้วเพื่อห้ามเลือดตัวเองแล้วก็ตบหน้าตัวเองเรียกสติ “ตื่นๆๆ”
      
       วันถัดมา กรองแก้วเดินขายพวงมาลัยที่ร้านอาหารริมน้ำ
      
       กรองแก้วเอาเงินเหรียญที่ได้มาหยอดกระปุกด้วยความมุมานะ
      
       หลายวันผ่านไป กิตติที่หน้าตาซีดเซียวกำลังเอาต้นไม้ลงในสวนหย่อมเล็กๆรอบเสาธงของโรงเรียน กิตติพยายามยกกระถางแต่มีอาการเซ กรองแก้ววิ่งเข้ามาเห็นพอดี
       “พ่อ!!” กรองรีบเข้าไปประคอง “พ่อนั่งพักก่อน ยาพ่ออยู่ไหนคะ เดี๋ยวแก้วไปหยิบมาให้”
       “ไม่ต้องแก้ว พ่อไม่เป็นไร นั่งสักพักก็คงดีขึ้น”
       กรองแก้วนั่งข้างๆ ด้วยความสงสาร “พ่อ..พ่อเลิกมาทำงานเถอะนะ อย่าฝืนเลย แก้วไม่อยากเห็นพ่อทรมาน”
       กิตติลูบหัวลูกสาว “แก้วเอ๊ย พ่อรู้ว่าลูกรักและเป็นห่วงพ่อมาก แต่พ่ออยากให้แก้วห่วงตัวเองมากกว่า พ่ออายุมากแล้ว มีเวลาอยู่อีกไม่เท่าไหร่ แต่ลูกสิ ยังเด็ก ยังต้องมีชีวิตอยู่ไปอีกนาน”
       “ทำไมพ่อพูดอย่างนี้”
       “เรื่องที่ลูกไม่คิดจะเรียนต่อ” กิตติพูด กรองแก้วนิ่ง “แก้วเคยบอกกับพ่อว่าแก้วอยากเป็นครูไม่ใช่เหรอ ถ้าแก้วไม่เรียนต่อ แล้วแก้วจะเป็นครูได้ยังไง”
       “พ่อจ๋า..ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญกับแก้วเท่าพ่ออีกแล้ว สิ่งเดียวที่แก้วต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือพาพ่อไปผ่าตัดที่พระนครให้ได้”
       “แก้วไม่ต้องทำอะไรเพื่อพ่อแล้ว เอาเงินที่หามาเก็บไว้ไปใช้สำหรับเรียนต่อเถอะ”
       “ไม่..แก้วจะไม่ยอมให้พ่อเป็นอะไร”
       “แก้ว..”
       “พ่ออย่าห้ามแก้วเลย..ถ้าไม่มีพ่อ แก้วก็ไม่อยากเรียน ไม่อยากทำอะไรอีกแล้วทั้งนั้น..ขอแค่พ่อหาย แก้วยอมเสียทุกอย่าง”
       กรองแก้วกอดพ่อแต่แววตามุ่งมั่นดื้อดึงเพราะชัดเจนในสิ่งที่ทำ บุษบามองสองพ่อลูกอยู่ที่ด้านหนึ่ง
      
       ณ วังจุฑาเทพยามค่ำคืนซึ่งเปิดไฟสว่างไสว เสียงเปียโนเพลงเหงาๆ ดังกังวาน หม่อมเอียดกับย่าอ่อนเดินเล่นกันอยู่ในสนามหญ้าท่ามกลางแสงไฟโคมสวยงาม
       ภายในตึก พุฒิภัทรในชุดลำลองกำลังเล่นเพลงโดยมีอารมณ์ดื่มด่ำไปในบทเพลง
       หม่อมเอียดร้อง “วังเอ๋ยวังเวง หง่างเหง่ง! ย่ำค่ำระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยค่อยผ่านท้องทุ่งมุ่งถิ่นตน ชาวนาเหนื่อยอ่อนต่างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่งหน ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และทิ้งตนตูเปลี่ยวอยู่เดียว เอย”
       “ดอกสร้อย รำพึงในป่าช้า ของพระยาอุปกิตศิลปสาร” อ่อนร้องบ้าง
       “เพลงของชายภัทร..ทำให้พี่รู้สึกวังเวง..เราเองก็ใกล้ป่าช้าไปทุกวัน แต่ก่อนตาย..พี่อยากเห็นหลานๆเป็นฝั่งเป็นฝาทุกคนก่อน แล้วดูสิ..ชายภัทรคงเหงา เพราะพี่ๆพากันมีคู่กันไปหมดแล้ว ชีวิตตัวเองก็มีแต่งาน ไม่มีความหอมหวานอะไรเลย” เอียดว่า
       “คุณพี่ก็รีบไปสู่ขอหนูมารตีอย่างเป็นทางการเร็วๆสิคะ เพราะขืนคุณพี่เอาแต่ใจเย็น..ชายภัทรไปคว้าพวกผู้หญิงชาวบ้านต่ำชั้นกริยาชั่ว ไม่มีหัวนอนปลายเท้ามาล่ะ น้องคงทนไม่ได้แน่ๆ” อ่อนบอก
       พุฒิภัทรยังคงเล่นเพลงไปเรื่อยๆ อย่างสบายๆ
      
       เช้าวันใหม่ หม่อมเอียดกำลังชมสวนอยู่ สักพักย่าอ่อนก็เดินนำพุฒิภัทรในชุดทำงานเข้ามา
       “หม่อมย่า” พุฒิภัทรยกมือไหว้ “อรุณสวัสดิ์ครับ..วันนี้มีอะไรพิเศษหรือครับ เห็นว่าหม่อมย่าไม่สบาย อยากให้ผมช่วยดู”
       “ใช่ ย่าไม่สบาย” หม่อมเอียดบอก
       “อาการเป็นอย่างไรครับ”
       “ย่ารู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง เป็นกังวล แล้วก็รู้สึกผิดบาป จนไม่อยากจะพบหน้าใคร”
       พุฒิภัทรตกใจ “แล้ว..หม่อมย่ามีอาการเบื่ออาหาร หลับไม่สนิท ชอบคิดในแง่ร้าย หูแว่ว เห็นภาพหลอนร่วมด้วยหรือเปล่าครับ”
       “ชายภัทร..คุณพี่ไม่ได้เป็นโรคจิตนะ..แล้วก็ไม่ต้องจ่ายยาแก้โรคประสาทนะ..เพราะมีแต่ชายภัทรคนเดียวที่รักษาคุณพี่ได้”
      
       ย่าอ่อนบอก


  


       ธราธรกับปวรรุจวิ่งจ๊อกกิ้งผ่านมา พอธราธรเห็นว่าหม่อมเอียดกับย่าอ่อนอยู่ก็ถึงกับเบรก
      
       “เฮ้ยๆๆๆ”
       ธราธรเบรกเอี๊ยดแล้วรีบดึงปวรรุจมาหาที่หลบมุม
       “มีอะไรครับพี่ชายใหญ่”
       “ที่10 นาฬิกา..หม่อมย่าเอียด ย่าอ่อน…อยู่กับชายภัทร” ธราธรบอก
       “ถึงคราวชายภัทรตกที่นั่งลำบากบ้างแล้ว..” ปวรรุจน์เป็นกังวล
      
       หม่อมเอียดกับย่าอ่อนรุมหว่านล้อมพุฒิภัทร
       “พี่ๆของชายภัทร..ทำให้ย่าผิดหวังมาก..รู้ทั้งรู้ว่า หม่อมเจ้าวิชชากร จุฑาเทพ บิดาของชายภัทร มีสัญญาใจกับหม่อมราชวงศ์เทวพันธ์ เทวพรหม ว่าจะให้ลูกๆของทั้งสองสกุลแต่งงานกัน..แล้วดูสิ่งที่พี่ชายของหลานทำกับย่าสิ” หม่อมเอียดว่า
       “คุณชายใหญ่..ปฏิเสธหม่อมหลวงเกษรา ย่ายังพอเข้าใจได้ เพราะคุณเกษราเองก็มีคนรักอยู่..แต่..แต่คุณชายอีกคน ฮึ ย่าขอไม่พูดถึง” ย่าอ่อนไม่พอใจ
       “ชายภัทร..หลานคือหลานชายที่พวกย่ารักมากที่สุด..ตั้งแต่เล็กจนโต ชายภัทรเชื่อฟังย่ามาตลอด ตั้งใจเรียน สร้างแต่ความภาคภูมิใจให้ย่า ไม่เคยทำให้ย่าเสียใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว..ชายภัทรต้องไม่ทำให้ย่าผิดหวังนะ”
       พุฒิภัทรอึดอัด
      
       ธราธรเห็นแบบนั้นก็อยากจะเข้าไปช่วยชายภัทร
       “โธ่ๆชายภัทรเอ๊ย เดี๋ยวก็ถูกมัดมือชกหรอก”
       รัชชานนท์กับรณพีร์เดินเข้ามา
       “ปล่อยให้ชายภัทรแก้ปัญหาเองเถอะ” รัชชานนท์บอก
       “พวกนายไม่สงสารชายภัทรเหรอ” ธราธรถาม
       “สงสารสิครับ แต่ก็สงสารตัวเองมากกว่า” รณพีร์บอก
       “พวกพี่รอดตัวจากสัญญาใจของท่านพ่อแล้ว..แต่พวกเราสามคน..ยังไม่รอดนะครับ” รัชชานนท์พูด
       “ชายภัทร เป็นคนง่ายๆ สบายๆ ไม่มีปัญหา...ชายภัทรเหมาะสมที่สุดที่จะแต่งงานกับพวกเทวพรหม” รณพีร์บอก
       “เราสองคนก็จะเป็นอิสระ” รัชชานนท์สรุป
       รณพีร์กับรัชชานนท์ปะมือกัน
      
       พุฒิภัทรพยายามหาทางเลี่ยง
       “ผม..ผมยังไม่คิดเรื่องแต่งงานตอนนี้”
       “นี่ชายภัทรปฏิเสธเหรอ” ย่าอ่อนถาม
       “คือ ผมไปร่ำไปเรียนวิชาแพทย์ที่เมืองนอกมาตั้งหลายปี ผมก็อยากจะใช้วิชาความรู้ช่วยเหลือประชาชนก่อนอื่นครับ”
       “ก็หนูมารตีก็เป็นพยาบาล..หมอกับพยาบาล อุดมการณ์เดียวกัน..รักกัน..ช่วยกันทำงาน..ช่วยเหลือประชาชน..มันช่างเป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบที่สุด” หม่อมเอียดสรุป
       หม่อมเอียดกับย่าอ่อนเคลิ้ม แต่พุฒิภัทรกลุ้มใจ
       “อ้อ ชายภัทร เดี๋ยวแวะไปที่วังเทวพรหมก่อนนะ..ย่าบอกหนูมารตีว่าวันนี้ชายภัทรจะมารับไปทำงานพร้อมกัน..ป่านนี้คงจะแต่งตัวรอแล้ว..ไปๆๆ”
       หม่อมเอียดเร่งให้หลานชายรีบไป
      
       ส่วนมารตีในชุดสวยเปรี้ยวกำลังเอารองเท้าส้นสูงคู่ใหม่มาวางเรียงผสมกับคู่อื่นๆ วิไลรัมภาในชุดนักศึกษาเดินออกมา
       “ทำไมพี่มารตีต้องแต่งตัวเช้งวับออกจากบ้านด้วย อีกประเดี๋ยว ถึงโรงพยาบาลก็ต้องเปลี่ยนเป็นชุดนางฟ้าสีขาวแล้ว”
       มารตีหงุดหงิด “ความสุขเล็กๆน้อยๆของชั้น ไม่ต้องยุ่ง”
       “อ้ะ นี่คู่ใหม่นี่หน่า โห คู่ที่เท่าไหร่แล้วเนี่ย..แล้วพี่จะเอาเวลาที่ไหนมาสวม ทำงานพยาบาล ก็ได้แต่สวมรองเท้าขาวไม่ใช่เหรอ” วิไลรัมภาถาม
       “เงินเดือนออกทั้งที..ก็ต้องซื้อของใหม่มั่งสิ”
       “แล้วหัวหน้านางพยาบาลเค้าไม่เขม่นพี่หรือ นางพยาบาล ต้องมีระเบียบวินัยนะ”
       “อย่าแตะต้องของๆ ชั้น!! ออกไปไกลๆ” มารตีไล่
       เทวพันธ์เดินออกมาได้ยินเข้าพอดี จึงกรายเข้ามาเปรยๆ
       “เงินเดือนออกแล้ว..ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์..ก็รีบเอาไปจ่ายๆซะ มารตี..เดี๋ยววังเทวพรหมของเราโดนตัดน้ำไฟโทรศัพท์ละก็..อายเขาตาย”
       “คุณพ่อไปเอาที่พี่เกษสิคะ” มารตีว่า
       “เมื่ออาทิตย์ที่แล้วเขาก็เอามาให้แล้ว” เทวพันธ์บอก “แต่พ่อเอาให้สมหวังเอาไปจ่ายกับข้าว ที่เซ็นต์ไว้ที่ร้านไอ้โกหมด อีกอย่าง..เกษราเค้าก็ส่งเสียยัยวิไลรัมภาเรียนอยู่นี่ไง จะให้พ่อไปกวนอะไรเค้านักหนา เราน่ะ ทำงานมีเงินเดือนแล้ว ก็ต้องช่วยทางวังบ้าง..ไม่ใช่จะเอาแต่แต่งองค์ทรงเครื่อง” เทวพันธ์รำคาญ
       “ลูกไม่ใช่ผู้จัดการธนาคารนะคะ”
       “ก็รีบๆ ให้ชายภัทรเค้ามาขอสิ ได้เป็นสะใภ้หม่อมเอียด กะเจ้าสัวซ้ง ได้ทั้งเงินฝ่ายเจ้า กะฝ่ายจีน” เทวพันธุ์หัวเราะชอบใจแล้วเดินไป
       มารตีอยากจะร้องไห้จึงตะโกนตามหลัง “เบื่อๆๆ เป็นหม่อมหลวงจนๆ อยู่วังผุๆ พังๆ เต็มทีแล้ว”
       วิไลรัมภามองพี่สาวอย่างตกตะลึง
       “มองอะไร อีเด็กบ้า!!” มารตีเอารองเท้าขว้างน้องทันที
      
       วิไลรัมภารับรองเท้าส้นสูงคู่ใหม่ของมารตีไว้ได้แบบช็อกๆ


  


       ทันใดนั้นพุฒิภัทรก็เดินเข้ามา โดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่
      
       “สวัสดีครับ..สวัสดีคุณอา..ผมมารับน้องมารตีครับ” พุฒิภัทรยิ้มให้ทุกคนอย่างงงๆ เมื่อเห็นวิไลรัมภาถือรองเท้าอยู่ก็แปลกใจ
       วิไลรัมภารีบเอารองเท้าซ่อนที่ด้านหลัง มารตีที่กระฟัดกระเฟียดอยู่รีบเปลี่ยนท่าทีทันที เธอหันมายิ้มหวานให้พุฒิภัทร
       “มารตีกำลังรออยู่เลยค่ะ..มารตีไปทำงานนะคะคุณพ่อ” มารตียกมือไหว้ “น้องวิไลรัมภา ตั้งใจเรียนนะจ๊ะ” มารตียกมือบ้ายบายด้วยท่าทางน่ารัก
      
       บุษบากำลังเก็บของเตรียมกลับบ้าน กรองแก้วเดินเข้ามาในห้องพักครู
       “แก้ว..มีอะไรหรือเปล่า” บุษบาถาม
       “ครูบุษคะ ช่วยแก้วด้วย แก้วอยากกู้เงินจากป้าจิก แต่จะต้องมีใครสักคนค้ำประกันให้ ป้าจิกถึงจะให้กู้ ครูบุษช่วยแก้วได้ไหมคะ แก้วสัญญาว่าจะไม่ทำให้ครูบุษเดือดร้อน”
       “แก้วจะกู้เงินจากป้าจิกเหรอ..คิดดีแล้วเหรอแก้ว”
       “แก้วไม่มีทางอื่นแล้ว”
       “แก้วมีทางเลือกที่ดีกว่านั้น ทางเลือกที่จะทำให้แก้วมีเงินพาพ่อไปรักษา และยังได้เรียนฝึกหัดครูต่อด้วย..ประกวดนางสาวศรีสยามยังไง..แก้วรู้หรือเปล่าว่า ถ้าแก้วชนะ ได้ตำแหน่งนางสาวศรีสยาม แก้วจะได้รางวัลเป็นมงกุฏเพชร ขันทองคำ สายสะพาย และเงินสดห้าพันบาท”
       “เงินห้าพัน” กรองแก้วตกใจ
       “ถ้าได้เป็นตำแหน่งรอง..รางวัลก็จะลดหลั่นกันลงมา แต่ก็ยังเยอะอยู่ดีนะแก้ว..แก้วจะได้เงิน มีเกียรติ..ได้เป็นหน้าเป็นตาของจังหวัดเรา แล้วก็ได้รู้จักคนสำคัญๆ..ครูว่า..แก้วสวยพอ..ที่จะได้รางวัลอะไรสักรางวัลแน่ๆ..ลองคิดดูนะแก้ว เป็นนางสาวศรีสยาม หนทางพาพ่อไปรักษาที่กรุงเทพฯน่าจะสะดวกกว่าเป็นชาวบ้านธรรมดาๆแบบนี้นะ”
       กรองแก้วนิ่งไป เธอครุ่นคิดแล้วก็ตัดสินใจเด็ดขาด
      
       นางพยาบาลสาวเดินกรายท่านางงามแข่งกันอยู่ในโรงพยาบาล
       พยาบาลสาวร้องเพลง “โฉมเอย โฉมงาม อร่ามแท้ แลตะลึง..ได้เจอ..ครั้งหนึ่ง..”
       เหล่านางพยาบาลที่กำลังเดินนางงามทำท่าหมุน พอหันไปก็ต้องผงะยืนแข็งทื่อเมื่อเห็นพุฒิภัทรยืนจ้องถมึงทึง นางพยาบาลเห็นพุฒิภัทรก็หน้าซีดกันหมด
       “เป็นนางพยาบาลดีๆไม่ชอบ อยากเป็นนางงาม เอาอะไรมาคิด..” พุฒิภัทรว่า
       “เป็นนางงามได้แต่งตัวสวยๆ ได้เงินเยอะ แล้วก็มีแต่คนชอบนะคะคุณหมอ” นางพยาบาลคนหนึ่งบอก
       “เป็นสุภาพสตรี แต่เที่ยวไปนุ่งน้อยห่มน้อย เดินให้คนดูของสงวน แล้วถ่ายรูปเอามาวิพากษ์วิจารณ์กัน ..มันดีตรงไหน”
       ยศวินเดินเข้ามา “คุณชายมองโลกในแง่ร้ายไปหรือเปล่าครับ ประเทศนอกที่ไหนๆเขาก็ประกวดกันให้ครึกโครม เป็นสีสันทำให้โลกสดใส”
       “ยศวิน..พูดอะไร เกรงใจชุดที่นายสวมอยู่บ้าง..นางพยาบาลมีหน้าที่ช่วยชีวิตคน ดูแล ช่วยเหลือ ผ่อนคลายความทุกข์ให้ผู้ป่วยที่น่าสงสาร มีประโยชน์แก่โลกมากกว่าเป็นนางงามไร้สาระ”
       เสียงปรบมือดังเข้ามา ทุกคนหันไปมอง มารตีที่เปลี่ยนเป็นชุดพยาบาลแล้วเดินยิ้มอย่างมีชัยเข้ามา
       “พี่ชายภัทรพูดถูกค่ะ มารตีภูมิใจจริงๆ ในความเป็นนางพยาบาลของตัวเอง” มารตีมองอย่าดูถูกพยาบาลทุกคน “อาชีพของเรา มีเกียรติกว่าพวกนางงามขายหน้าตาและเรือนร่างมาก..โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..นางพยาบาลเป็นนางฟ้าสีขาวที่ได้ทำงานเคียงข้างกับหมอ..เพราะ..เราเกิดมาคู่กัน..นะคะ พี่ชายภัทร” มารตีเข้ามากอดแขนพุฒิภัทรทำท่าสนิทสนม
       นางพยาบาลคนอื่นๆ ต่างพากันแยกย้ายไปด้วยความเซ็ง
       “นางฟ้าสีขาว?”
       ยศวินมองมารตีหัวจรดเท้า
      
       ปวรรุจถือถาดชา ขนมของว่าง และผลไม้เล็กๆน้อยๆพร้อมเสิร์ฟ ธราธร รัชชานนท์ และรณพีร์รุมกัน แอบดูอยู่ที่ประตูด้วยหน้าตาซุกซน
       พุฒิภัทรอ่านแฟ้มงานคนไข้และเซ็นต์รับทราบด้วยท่าทางจริงจังอยู่ภายในห้อง บรรดาพี่ๆน้องๆหันมาสบตากัน รณพีร์ให้คิวปวรรุจเดินเข้าไป ปวรรุจเข้าไปวางถาดชาพร้อมของว่างลงที่โต๊ะ
       รณพีร์พยักหน้ากับพี่ๆ ก่อนเดินเข้าไป “พี่ชายรุจๆ วันเสาร์หน้าไปดูประกวดนางงามกะเรานะ”
       ปวรรุจหันมาหลิ่วตาให้กัน “วันเสาร์หน้า! โอ๊ชายพีร์..เราไปไม่ได้หรอก เรานัดกับรสาไว้ว่าจะไปดินเน่อร์กับเพื่อนๆเค้า..เพราะต้นเดือนหน้า เราก็ต้องเดินทางไปสวิสแล้ว”
       “โอ..จริงด้วย แย่มากๆ ทำไงดี เรารับบัตรเชิญมา ที่หน้าสุดตรงกลางเลยนะ รับรอง ว่าเห็นเหงื่อนางงามทุกเม็ด คนไหนมีขนหน้าแข้งละก็..เห็นชัดๆเลย” รณพีร์หันไปแล้วแอบยกมือให้คิว
       ธราธรชี้ที่ตัวเองแล้วพยักถาม รณพีร์พยักหน้าตอบ
       ธราธรเดินเข้ามาพูดด้วยแอ๊คติ้งที่ไม่ค่อยเนียนนัก “โอ๊ย..เหนื่อยจังเลย หิวมากด้วย.. มีอะไรกินมั้ย”
       รณพีร์กระโดดมากอด “พี่ชายใหญ่คร้าบ..วันเสาร์หน้า พี่ชายใหญ่ไปดูประกวดนางสาวไทยกับผมน้าๆๆๆ ผมไม่อยากไปคนเดียว ผมอยากไปกับพี่น้อง”
       “เสาร์หน้าพี่ไม่ว่าง มีงานที่มหาวิทยาลัย ทำไมชายพีร์ไม่ไปกับชายนนท์ล่ะ” ตอนท้ายธนาธรถาม
       รัชชานนท์เดินเข้ามาโวยวายแบบโอเว่อร์ “งานนางสาวไทยใช่ไหม อยากดูมากๆๆๆเลย เสียดายที่สุดๆๆๆเลย เราไปไม่ได้..ชายพีร์ ได้ข่าวว่าปีนี้มีแต่คนสวยๆทั้งนั้นด้วยสิ แต่เราต้องไปสัมมนาต่างจังหวัดตั้งแต่วันพุธแน่ะ ว้า..แย่จัง”
       ทุกคนพูดจังหวะเดียวกัน “แล้ว..ทำไมนายไม่ชวนชายภัทรล่ะ!”
       “จริงด้วย..พี่ชายภัทร ไปกับผมนะ..ผมเหลือแต่พี่คนเดียว.. ผมรู้ว่าเสาร์อาทิตย์นี้ พี่ไม่มีผ่าตัดอะไร ถ้าพี่ไม่สงสารผม ไม่ไปกับผม..ผมก็คงไม่มีใครอีกแล้ว เหมือนกับว่า..เหลืออยู่ตัวคนเดียวในโลก” รณพีร์เข้ามาคุกเข่าจับมือพุฒิภัทรแล้วทำตาปริบๆ ราวกับขอแต่งงาน
       “ขอโทษนะ ชายพีร์.. นายไปชวนเพื่อนๆเถอะงานประเภทนี้ ชั้นไม่ชอบจริงๆ” พุฒิภัทรปัด
       รณพีร์ทำดราม่า “พี่ชายภัทรใจร้าย ..เรามีพี่น้องก็เหมือนไม่มี..เราเสียใจมาก เราผิดหวังในตัวชายภัทรมาก ความเป็นพี่น้องของเรา...มันคงไม่มีความหมาย ต้องให้เราไปชวนเพื่อนๆงั้นเหรอ..ไหนคนโบราณเคยว่าไว้..ว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำ”
       พุฒิภัทร มองหน้า “นายเป็นอะไรไป เรื่องแค่นี้เอง..”
       “ชายพีร์.. ชายภัทรเค้าคงเกรงใจมารตีน่ะ” ธราธรว่า
       “จริงด้วย หมอมีคู่หมั้นเป็นพยาบาลก็งี้..ยัยมารตีคงคุมแจ ไม่ให้ไปมองผู้หญิงที่ไหน” ปวรรุจเสริม
       “นั่นสิ ชายภัทรไม่กล้าทำอะไรให้มารตีเคืองหรอก เค้ารักกัน” รัชชานทท์บอก
       “ใครบอก..เราไม่ใช่คู่หมั้นมารตี ไม่ได้รัก ไม่ได้เกรงใจอะไรเค้าทั้งนั้น” พุฒิภัทรรีบปฏิเสธ
       “แล้วทำไม พี่ไม่กล้าไปดูประกวดนางงามกับผม..แค่แป๊บเดียวเองก็ไม่กล้า” รณพีร์ถาม
       “ทำไมเราจะไม่กล้า ..โอเค..เราจะไปกับนาย..จบหรือยัง?” พุฒิภัทรตกหลุม
       ทุกคนพูดพร้อมกัน “จบ!”
      
       ทุกคนกระดี๊กระด๊าผิดปกติ ทั้งหมดจับมือกันเขย่าแล้วแยกย้ายกันไป พุฒิภัทรงง

       ขณะเดียวกันกรองแก้วหยิบกระปุกออมสินของตัวเองออกมา แล้วแววตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นเด็ดขาด กรองแก้วเอาสากกะเบืออันใหญ่ทุบจนกระปุกแตก
      
       เงินที่ไหลออกมามีแบงค์ยี่สิบเพียงใบเดียวนอกนั้นคือเหรียญจำนวนหนึ่ง กรองแก้วกอบประคองเงินเหล่านั้นอย่างแน่วแน่ ดวงตาวาววับด้วยน้ำตาแห่งความภูมิใจในตัวเอง
      
       สายวันต่อมา กรองแก้วอยู่ในชุดที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นกางเกงไม่ค่อยเข้ารูปทรงกับเสื้อของแม่ ผมยาวของเธอถูกถักเปียอย่างตั้งใจจะให้เรียบร้อยทั้ง 2 ข้าง กรองแก้วถือกระเป๋าเดินทางเก่าๆ ลายสก็อตเชยๆ ใบย่อม ใส่รองเท้าผ้าใบขาว เดินมองซ้ายขวาอย่างตื่นๆ งงๆ ออกมาหน้าสถานีรถไฟสามเสนเพื่อมองหาเส้นทางที่จะไปต่อ
       รถแล่นผ่านไป ท่อไอเสียตุ๊กๆ คันหนึ่ง ปล่อยควันดำออกมาใส่หน้ากรองแก้วเต็มๆ กรองแก้วผงะ เพราะเหม็น เธอปัดควันแล้วเดินต่อ คนมากมายเดินมาอย่างรีบเร่งแล้วเลี้ยวเข้าไปในสถานี หลายคนชนกรองแก้วจนเซ
      
       กรองแก้วถอยหลบแล้วมองหาจนเห็นแม่ค้าขายผลไม้ดองอยู่แถวนั้น กรองแก้วตัดสินใจเดินไปหาแม่ค้า ก่อนจะยกมือไหว้แล้วถามเส้นทาง เธอควักแผ่นที่ที่จดมาอ่านให้แม่ค้าฟัง แม่ค้าขอแผ่นไปอ่านเอง แล้วอธิบายพลางชี้ทาง
      
       คนขับรถรางขับไปสักพักก็เขย่าระฆังแล้วมองดูทางข้างหน้า กรองแก้วนั่งอยู่ในรถรางคันนั้น เธอหันมองหน้าต่างดูข้างทางด้วยความตื่นตาตื่นใจไปตลอด รถรางแล่นโคลงเคลงๆ แล้วก็เบรกทำให้กรองแก้วตัวเอนไปข้างหน้าแล้วก็เอนกลับ กรองแก้วเริ่มเวียนหัว คลื่นไส้ และรู้สึกผะอืดผะอม
      
       สามล้อถีบรถมาในซอย กรองแก้วนั่งมาในรถสามล้อด้วยความเพลียเพราะอากาศร้อนมาก แสงแดดยามบ่ายแผดจ้าลงบนหัว กรองแก้วเงยหน้ามอง แสงแดดเข้าตา เธอเอามือป้อง
       รถสามล้อถีบมาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งสภาพเจ้าของบ้านน่าจะเป็นคนที่มีฐานะปานกลาง มีรั้วรอบขอบชิด มีสนาม ลานปูน และตัวบ้านไม้ทาสีที่ไม่หรูหราเท่าไหร่
       หน้าบ้านมีป้ายติดว่า “บ้านอิงอร” พี่เลี้ยงนางงามชื่อดัง
       คนถีบสามล้อจอด “ที่นี่ล่ะ บ้านอิงอร”
       กรองแก้วก้าวลงจากรถ เธอยกกระเป๋ามาตั้งข้างตัวแล้วก็เซนิดๆ แต่ก็แข็งใจเปิดกระเป๋าออก
       “ค่ารถเท่าไหร่” กรองแก้วถาม
       “5 บาท” สามล้อรับจ้างบอก
       “โห..5 บาท” กรองแก้วล้วงกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบแบงค์ 1 บาทออกมานับส่งให้ 5 ใบด้วยหน้าความเสียดายมาก “นี่จ้ะ”
       คนขับสามล้อรับไปแล้วถีบสามล้อกลับ
      
       กรองแก้วเช็ดเหงื่อแล้วรวบรวมกำลังยกกระเป๋าเข้าไปกดออดแล้วก็เซ กรองแก้วชะเง้อชะแง้มอง เธอตาลายจึงเห็นทุกอย่างพร่ามัวเป็นภาพซ้อน มะลิ คนรับใช้ของบ้านวิ่งออกมาแล้วมองตรงมาที่ประตู
       กรองแก้ววางกระเป๋าเพราะเริ่มหน้ามืด เธอจึงเกาะเสาประตูไว้
       มะลิเปิดออกมา “มาหาใครหรือ” มะลิมองหัวจรดเท้า
       กรองแก้วมองหน้ามะลิ
       “อ้าว..เธอ..หน้าซีดเชียว มาหาใคร..” มะลิถามย้ำ
       กรองแก้วเห็นหน้ามะลิหน้าเป็นภาพซ้อน แล้วก็ฝ้าฟาง ขาวพร่า ก่อนจะมืดลง
       “คุณ..อิงอร..ดิฉัน..จะมาสมัครเข้าประกวด..นางงาม นางสาวศรีสยามค่ะ..”
       พูดจบกรองแก้วก็เป็นลมล้มพับกองกับพื้น
       “อ่าว..”
       มะลินั่งลงไปประคองแก้ว เธอหันไปมองในบ้านด้วยความอึดอัดใจ
      
       กรองแก้วค่อยๆ กระพริบตาตื่นขึ้นมาอย่างงงๆ มะลิให้กรองแก้วดมยาดม ทุกคนที่รุมอยู่รอบๆ วิพากษ์วิจารณ์เหมือนมุงดูสัตว์
       “โอ้โห..ดูตาเค้าสิ สวยยังกับตาลูกกวาง”
       “ดูผิวเค้าก่อนดีกว่า..นี่เหรอ เด็กบ้านนอก..ผิวละเอียดมากเลย”
       “รูปร่างเค้าก็ดีนะ ดูสิ แขนยาว ขายาว..แบบนี้ถ้าใส่ชุดว่ายน้ำ เราคงสู้ไม่ได้”
       “บอบบาง ขี้โรค อ่อนแออย่างนี้จะขึ้นไปเดินบนเวทีใหญ่ๆ ไหวเร้อ” สุนันท์ว่า
       กรองแก้วมองดูคนนั้นที คนนี้ที เพราะไม่รู้จักใครเลย
       “หนู..เธอ..เป็นยังไงบ้าง..เป็นลมไปตั้งนาน..หิวข้าวหรือเปล่า..เอ้า กินน้ำๆ ก่อน”
       พูดจบมะลิก็ประคองศีรษะกรองแก้วขึ้นมาแล้วเอาน้ำให้กิน
      
       ระหว่างนี้อิงอรที่ถือกระเป๋ากลับมาจากนอกบ้านเดินมาดู
       “อะไรกันน่ะ มุงอะไรกัน ใครเป็นอะไร”
       ทุกคนแหวกทางให้ อิงอรเห็นกรองแก้วก็ดีใจ
       “หนูกรองแก้ว..อ๊าย..ชั้นนึกว่าหนูจะเบี้ยวซะแล้ว..แล้วนั่นเป็นอะไร ไม่สบายเหรอ ไม่ได้นะ เหลือเวลาอีกไม่กี่วันเท่านั้นเอง หนูจะป่วยไม่ได้..ไม่งั้น..ร้านเสื้ออิงอรต้องแย่แน่ๆ เราจะสูญเงินหลายหมื่นเลยนะหนู”
       กรองแก้วรีบประคองตัวลุกขึ้น “เปล่าค่ะ..หนู..หนูไม่ได้เป็นอะไร หนูแค่..เมารถ..ถนนกรุงเทพฯ มันเหมือนน้ำมันมาก”
       “อี๋...เมารถ..แหวะ บ้านนอกจัง” สุนันท์ว่า
       “หนูเค้าคงท้องว่างด้วยแหละค่ะ หิวหรือเปล่าจ๊ะ หนู” มะลิถาม
       กรองแก้วเงยหน้าแล้วทำตาโต ทันใดนั้นท้องของเธอก็ร้องจ๊อก ทุกคนสะดุ้ง
       “จริงด้วยค่ะ แก้ว..ยังไม่ได้ทานอะไรเลย..ตั้งแต่เช้าแน่ะค่ะ” กรองแก้วบอก
      
        ทุกคนหัวเราะขำๆ ยกเว้นสุนันท์ที่ค้อนขวับ


  


       ด้านพุฒิภัทรเดินมาตามทางโรงพยาบาลโดยมีมารตีควงแขนโชว์ความสนิท ยศวินเดินตามหลังมาห่างๆ พร้อมกับทำหน้าเหยกับพฤติกรรมของมารตี คนในโรงพยาบาล เดินผ่านมา พอเห็นทั้งสองคนยืนติดเกาะกัน ก็เดินเลี่ยงไป
      
       พุฒิภัทรปลดมือมารตีออก “เอ่อ..อย่าจับตัวพี่สิ มารตี คนเห็นเข้า เธอจะดูไม่ดี”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มารตีไม่ถือ”
       “แต่พี่ถือ…นางพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ดี มีเกียรติ และเราทั้งคู่คือข้าราชการ ควรมีความประพฤติที่ดีงาม น่าเชื่อถือ สำรวม สง่างาม ไม่ใช่ดูเละเทะ ไร้กิริยา ไม่ควบคุมอาการ”
       มารตียอมปล่อยแล้วพยายามออดอ้อน “แหม..พี่ชายคะ..บ่นเก่งจัง ยังกะตาแก่..”
       “พี่สอนเธอเพราะอยากให้เธอเป็นคนดี ใครๆ เขาจะได้ชื่นชม นับถือ”
       “เฮ้อ..แต่มารตีก็ชอบฟังนะคะ พี่ชายภัทรบ่น..ฟังแล้วมารตีไม่เคยเบื่อเลยค่ะ..กลับบ้านเย็นนี้..มารตีขอติดรถไปด้วยได้ไหมคะ พี่ชายกรุณาแวะไปส่งมารตีที่วังเทวพรหมหน่อย..นะคะ..เพราะคุณพ่อของมารตีมีธุระอะไรก็ไม่ทราบ..อยากจะปรึกษาพี่ชายหน่อยน่ะค่ะ”
       “พี่จะโทร.ไปคุยกับคุณอาเองก็แล้วกัน แต่พี่คงแวะไปส่งน้องไม่ได้ ต้องขอโทษทีนะ พอดีพี่รีบ”
       พุฒิภัทรสลัดออกมาได้ก็รีบเดินลิ่วหนีไป มารตีอยากกรี๊ดแต่คนผ่านมาเยอะจึงต้องเก็บอาการ ยศวินถอยไปทำเป็นมองทางอื่นแล้วก็กลั้นขำไว้
       มารตีหันมาเห็นก็ฉุนจี๊ด “ขำอะไรคะ นายแพทย์ยศวิน”
       “เปล่าครับ ผมดู ผีเสื้ออยู่อะครับ แน่ะบินหนีไปละ ตลกจัง” ยศวินบอก
       “ผีเสื้อ...บินหนีแล้วทำไม...มันตลกตรงไหนไม่ทราบ”
       “คือธรรมชาติของผีเสื้อน่ะ...ถ้าเราไล่จับ มันจะบินหนีครับ แต่บางที ถ้าเรายืนนิ่งๆ มันจะบินมาเกาะเราเองครับ ตลกดีนะครับ”
       ยศวินเดินหนี มารตีมองตามแล้วคิดแค้นจึงรีบตามไป
      
       ยศวินเดินขึ้นบันไดตึก มารตีรีบเดินตามมา
       “นายแพทย์ยศวิน เดี๋ยวก่อนค่ะ”
       “ครับ..”
       “เรื่องผีเสื้อน่ะค่ะ”
       “ทำไมครับ”
       “มันบินหนีเราไม่ได้หรอกนะคะ ถ้ามันถูกจับ ตรึงหมุด แล้วก็อัดใส่กรอบกระจกเอาไว้”
       “แต่นั่นมันคือผีเสื้อที่ตายแล้วนะครับ”
       “ชั้นไม่สนใจหรอก ว่ามันจะเป็น..หรือตาย..ขอแต่ให้มันเป็นของเราก็พอ”
       “งั้น..คุณก็ไม่รักผีเสื้อสิครับ ถ้ารักมัน ก็ต้องอยากให้มันมีชีวิตและโบยบินไป แต่นี้ คุณคิดอยากให้ฆ่ามันด้วยซ้ำ”
       “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับคุณหมอด้วยล่ะคะ”
       “อ๋อ พอดี..ผมเป็นคนรักธรรมชาติน่ะครับ ผมว่าอะไรที่ไปบีบบังคับขืนฝืนธรรมชาติ มันจะไม่สวยครับ” ยศวินว่า
       “ช่างสิ อะไรจะสวย หรือไม่สวยก็ช่าง ขอให้ชั้นสวย..แล้วก็ได้ดังใจทุกอย่างก็พอ”
       พูดจบมารตีก็เดินเชิดจากไป ยศวินอึ้ง
      
       ฝ่ายอิงอรจับเนื้อตัวและแขนขาของกรองแก้วมาพลิกดูมือ เท้า เข่า ศอก
       “มือ เท้า แขนขาสะอาดดีค่ะ คุณนาย เล็บสั้นไปนิด แต่แปลกดี ไม่เห็นข้อแตกแบบคนทำงานหนักเลยซักนิด” มะลิบอก
       มะลิจับกรองแก้วมาวัดสัดส่วน โดยที่อิงอรคอยจด
       “รอบอก..34นิ้ว..เอว..22นิ้ว..”
       อีกจังหวะ กรองแก้วโดนจับแหวกริมฝีปากเพื่อดูฟัน กรองแก้วโดนจับพลิกหัว ดูหู ดูตีนผมหน้าหลังอย่างละเอียด ดูลักษณะเส้นผมต่างๆ
      
       ฟากสุนันท์เดินปังๆ เข้ามาโวยวายกลางห้องนอนของตัวเองที่กรองแก้วยืนถือกระเป๋าเดินทางเด๋ออยู่ในห้อง
       “คุณแม่..อะไรกันคะ จะให้ยัยบ้านนอกนี่นอนกะนันท์หรือคะ”
       กรองแก้วหน้าเสีย อิงอรกำลังหยิบผ้าเช็ดตัวจะเอามาให้ก็ชะงัก
       “เตียงลูกออกจะกว้างใหญ่ กรองแก้วเขาอาศัยนอนไม่กี่คืนหรอกน่า” อิงอรบอก
       “ไม่เอานะคะ..ห้องนันท์แคบจะตาย จะอยู่กันเข้าไปได้ไง2คน.. นันท์ไม่ชอบอยู่กับใครเบียดๆ..โดยเฉพาะ..พวกคนแปลกหน้า เหม็นสาบแย่..ทำไมคุณแม่ไม่ให้มันไปนอนห้องนังมะลิล่ะ”
       “ลูกนันท์..จะให้กรองแก้วเค้าไปนอนห้องคนใช้ได้ยังไง แก้วเค้าเป็นตัวแทนร้านเรา..ที่ร้านเราส่งเข้าประกวดนางสาวศรีสยามนะ”
       “ไม่รู้ล่ะ..งั้นก็ให้ไปนอนห้องพวกนางงามข้างหลังสิ” สุนันท์หันมาหากรองแก้ว “ใช่ไหมยะ แม่แก้ว หล่อนนอนที่ไหนก็ได้ ใช่ไหม หล่อนไม่ใช่คนเรื่องมากหรอก..ชั้นรู้”
       “เอ้อ คุณอิงอรคะ” กรองแก้วพูด “แก้วนอนที่ไหนกับใครก็ได้ค่ะ ขอแค่มีที่นอน แก้วก็ดีใจแล้ว คุณอิงอรจะให้แก้วทำงานบ้านก็ได้นะคะ แก้วอยากช่วยค่ะ จะให้แก้วซักผ้า รีดผ้า กวาดถูบ้าน หรือทำกับข้าวก็ได้นะคะ”
       “จริงเหรอ ดีนี่..งั้น” สุนันท์เปิดตู้แล้วเอาชุดที่แขวนออกมา “เอาชุดนี้ไปรีด..”
       “นี่..ยายนันท์..ไม่เอาน่า..” อิงอรจูงกรองแก้วมา “นี่..หนูแก้ว ไม่ได้นะจ๊ะ ไม่ได้ หนูมาที่นี่ในฐานะแขกของเรา ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น นอกจากเตรียมตัวเข้าประกวด..ยัยนันท์” อิงอรหันไป “ถ้าอย่างนั้น..ลูกก็พาแก้วไปห้องพักนางงามที อย่ามาเกเรนะ..ทำตามที่แม่สั่ง” อิงอรจ้องตาดุโดยแฝงความนัยบางอย่าง
      
       กรองแก้วอึดอัดใจ สุนันท์ทำหน้าเซ็งแล้วก็ค้อนใส่วงใหญ่


  


       ตรงทางเดินหลังบ้านอิงอร มีห้อง 2 - 3 ห้องที่ถูกปิดเอาไว้ และมีห้องน้ำรวมตรงสุดปลายทาง สุนันท์เดินนำเข้ามาแล้วเอากุญแจมาไขประตูห้องแรก
      
       “นี่ย่ะ...ห้องนอนหล่อน จะอาบน้ำก็โน่นนะ ห้องน้ำ...แล้วอย่าทำสกปรกล่ะ อย่าปีนขึ้นไปนั่งยองๆเหยียบฝาชักโครก เข้าใจไหม”
       กรองแก้วมองไปห้องอื่นที่ดูมืด “พวกผู้หญิงที่จะมาเข้าประกวดด้วยกัน...พักที่นี่ด้วยหรือเปล่าคะ”
       “อุ๊ย สามคนนั่นเค้าเป็นลูกผู้ดีมีสกุล บ้างก็เป็นลูกข้าราชการ...มาจากกรมกองต่างๆในกรุงเทพฯนี่เอง เค้าซ้อมเดินเสร็จ ก็กลับบ้าน มีคุณพ่อคุณแม่มารับ...ไม่มีใครเค้าอนาถาอย่างหล่อนหรอก” สุนันท์ว่า
       “พวกลูกคนที่มีเกียรติแบบนั้น..ทำไมเขาถึงมาประกวดนางงามล่ะคะ” กรองแก้วถาม
       “ใครๆ ก็อยากจะโก่งค่าตัวกันทั้งนั้นแหละ ก็เหมือนกับหล่อนเหมือนกัน”
       “โก่งค่าตัวอะไรหรือคะ แก้วเปล่า แก้วมาประกวดเพราะจะได้เอาเงินไปรักษาพ่อ” กรองแก้วบอกเหตุผลจริงๆ
       สุนันท์กลับหัวเราะจนท้องแข็ง “พ่อป่วยเหรอ..ฮะๆๆ พ่อป่วย..อุ๊ยตาย..ลูกกตัญญู เชอะ ถ้าพ่อหล่อนป่วยจริง ชั้นขอแนะนำ...ว่าอีกหน่อย ให้หาผู้ชายรวยๆ มาเลี้ยงสิ ได้ทั้งบ้าน รถ ค่ารักษา ค่าเทอม..คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม”
       กรองแก้วหน้าตึง “แก้วไม่ได้ต้องการอะไรแบบนั้น แก้วมาเพราะจำเป็นจริงๆนะคะ”
       “นี่โกรธงั้นเหรอ หน้าบางจริ๊ง...ทำเป็นรับไม่ได้ขึ้นมาเชียว เรื่องพรรค์นี้ใครๆเค้าก็รู้กันทั้งนั้น อย่ามาทำเป็นดัดจริตไม่เข้าใจวงการนางงามหน่อยเลย...พอขึ้นไปบนเวที ก็จะมีนายหน้ามาคอยจัดหา จับจองตัว เพื่อส่งไปให้…”
       อิงอรโผล่มาได้ยินพอดีก็ตกใจ
       “ยัยนันท์!”
       สุนันท์ชะงักแล้วหันไป กรองแก้วหันไปด้วย
       “ยัยนันท์ เสร็จธุระแล้ว..แกจะไปทำอะไรก็ไป” อิงอรว่า
       สุนันท์ทำหน้าเชิดแล้วเดินปังๆ จากไป
       อิงอรถือขันใส่ของใช้ในห้องน้ำมาให้แล้วยิ้มหวานเอาใจกรองแก้ว
       “อย่าไปฟังลูกสาวชั้นเลย กรองแก้ว ยัยนันท์มันนิสัยไม่ดี ขี้อิจฉา ชอบแกล้งคน...ไม่เหมือนหนูกรองแก้วเล้ย..นิสัยดี..กตัญญู..ไม่ต้องกลัวนะ หนูแก้วจ๋า ขอให้หนูเชื่อชั้น..แล้วรับรองว่าหนูต้องได้เป็นนางสาวศรีสยามแน่ๆ” อิงอรยิ้มหวานฉ่ำขณะพูดประโยคต่อมา “แล้วคอยดูสิ ชีวิตของหนูแก้วจะเปลี่ยนไป..โลกทั้งโลก..จะเป็นของหนู ลาที ชีวิตจนๆ..ฉันจะพาหนูไปสู่ชีวิตใหม่ ชั้นสัญญาจ้ะ”
       กรองแก้วตาโตด้วยอาการเคลิ้มคล้อยไปกับคำหวาน
      
       วันใหม่ กรองแก้วใส่รองเท้าส้นสูงประมาณ 4 นิ้ว และกำลังพยายามเดินอย่างลำบากยากเย็น 3 สาวงามที่มาประกวดฝึกเดินกันไปพร้อมๆ กัน พร้อมกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่เปิดเพลง นางฟ้าจำแลง มะลินั่งดูตาเป็นประกาย ทำหน้าเหมือนอยากเดินบ้าง
       “ช้าๆ..เดินช้าๆ..เยื้องกรายไป..ทอดแขน..ขากับแขนต้องสลับกันสิคะ ไม่ใช่ก้าวเท้าไหน แล้วเอาแขนนั้นไปข้างหน้าด้วยกัน..ผิดค่ะ ผิดๆๆ ถ้าขาไหนไปข้างหน้า แขนข้างนั้นต้องไปข้างหลังค่ะ” อิงอรกำกับ
       กรองแก้วตั้งใจทำเต็มที่ทำให้เกร็ง จนกลายเป็นคนที่เดินเอาขากับแขนข้างเดียวกันไปพร้อมกัน เธอเลยหยุดเดินแล้วลองแกว่งแขนไปมา แล้วสังเกตดูก่อนจะก้าวเดินใหม่
       “ดีขึ้นๆ..ช้าๆ อย่าเดินขาไขว้ไปมาเป็นปูแบบนั้นสิคะ เดินตรงๆ สมมุติว่าก้าวไปบนแผ่นไม้กระดานแผ่นเดียว” อิงอรบอก
       กรองแก้วก้มหน้าดูเท้าตัวเองให้ตรง
       “อย่าก้มหน้ามองพื้นสิคะ มองไปรอบๆ..สมมุติว่ามีคนดูเต็มไปหมด..ยิ้มให้ทุกคน จ้อง..มองทุกคน แต่ไม่ต้องกลัว คนดู..ก็เปรียบเสมือนดอกไม้ในสวน เราคือนางพญาเจ้าของสวน ที่เดินไป..มองดูดอกไม้ ต้นไม้ ใบหญ้าต่างๆในสวนของเราไป..แล้วก็ยิ้ม..ที่เห็นต้นไม้ในสวนของเราเยอะแยะ..ออกดอกสวยงาม.. ยิ้มมากๆ..ให้เห็นฟัน..ทำตาหวานๆ”
       ทุกคนพยายามทำตาม
       ทันใดนั้น กรองแก้วที่รองเท้าสูงมากก็เกิดเท้าพลิกจนล้มลงไปนั่งพับเพียบกับพื้น
       “กรี๊ด!!!” ทุกคนร้องออกมา
       “ว้าย..” มะลิรีบเข้าไปประคอง “หนูแก้ว เป็นอะไรมากไหมคะ..ไหนดูซิ หักหรือเปล่า”
       “ไม่ได้นะ หักไม่ได้นะ..ห้ามหัก..ขืนหัก ล่ะเสียหายหลายแสนเลยชั้น..” อิงอรว่า
       กรองแก้วถอดรองเท้าออกแล้วลองหมุนเท้าไปมา “คงไม่หักหรอกค่ะ แค่เท้าพลิก..”
       “ยัยมะลิ เอายาหม่องมาทาให้แก้วที” อิงอรสั่ง
       “ค่ะๆ” มะลิรีบไป
       “กรองแก้ว..เธอออกไปนั่งพักก่อนไป” อิงอรสั่ง
       “ไม่เป็นไรค่ะ แก้วไม่ต้องพักก็ได้ แก้วอยากซ้อมต่อ แก้วยังเดินไม่ดีเลย”
       “เอ๊ะ..อย่าดื้อสิเธอ..” อิงอรดุแล้วรีบกลับเป็นพูดหวาน “แหม..หนูแก้วจ๋า..พักก่อนเถอะนะ ไปให้มะลินวดเท้าก่อน..อย่าหักโหมนะจ๊ะ ไม่งั้นที่เป็นน้อยจะกลายเป็นมาก..นะจ๊ะๆๆ”
      
       มะลิทายาและนวดข้อเท้าให้กรองแก้ว
       มะลินวดกด “ดูสิ พี่ว่ามันบวมขึ้นจริงๆนะ ไปเอาน้ำแข็งมาประคบดีกว่า”
       “น้ำแข็งเหรอคะ..”
       สุนันท์เดินเข้ามา
       “มะลิๆ มีอะไรกินมั่ง..” สุนันท์เห็นมะลินั่งบนพื้นโดยมือยังจับอยู่ที่ขากรองแก้วที่นั่งบนเก้าอี้ “ต๊าย..อะไรน่ะ มะลิ เธอกลายเป็นคนใช้ยัยนี่ไปแล้วเหรอ ต๊าย..ตาย..ยังไม่ทันได้เป็นนางงามเลย ทำตัวเป็นเจ้าคนนายคนไปแล้วเหรอยะ แม่กรองแก้ว!!”
       “ไม่ใช่นะคะ..คือ..” กรองแก้วจะอธิบาย
       “ทุเรศ..ไม่ต้องมาแก้ตัวเลย ยัยมะลิ..รีบไปหาอาหารเช้าให้ชั้นกะพี่ไกรกินเดี๋ยวนี้ พี่ไกรยิ่งแฮ้งๆอยู่ด้วย อารมณ์ไม่ดี เข้าใจไหม ไปทำอะไรร้อนๆมา2ที่..แล้วขึ้นไปเสิร์ฟที่ข้างบนด้วย เร็วๆ” สุนันท์เดินสะบัดปังๆ ออกไป
       “คุณไกรกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย..ซวยละเรา” มะลิมองหน้ากรองแก้วด้วยความเกรงใจ “แก้ว..ดูแลตัวเองไปก่อนนะ” มะลิรีบเดินไป
       “ใครน่ะ..คุณไกร..”
      
       กรองแก้วงง แล้วก็ถอนใจอย่างเหนื่อยๆ มองไปที่ตู้เย็น แล้วตัดสินใจลุกเดินเขยกๆ ไปเปิดตู้เย็น


  


       กรองแก้วเปิดช่องฟรีซ เห็นถาดน้ำแข็งจึงหยิบออกมา พอหันมาก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นไกรฤกษ์ซึ่งใส่แต่กางเกงนอนลายทางแต่เปลือยอกยืนอยู่ใกล้เธอมาก จนเหมือนตัวของกรองแก้วอยู่ในอ้อมอกของเขา เพราะไกรฤกษ์ใช้มือหนึ่งจับประตูตู้เย็นไว้ ส่วนอีกมือจับขอบตู้
      
       “อุ๊ย” กรองแก้วถอยแต่ก็ติดตู้เย็นจึงไม่รู้จะทำยังไง
       “จะทานน้ำแข็งเหรอครับ..ผมก็จะทานเหมือนกัน..ให้ผมทำให้ไหมครับ..” ไกรฤกษ์ถาม
       กรองแก้วมองไกรฤกษ์ที่ยื่นมือมา เพื่อหยั่งเชิง แล้วรีบส่งถาดน้ำแข็งให้ เพื่อที่ไกรฤกษ์จะได้เอามือมารับถาดนั้น โดยปล่อยมือจากการจับตู้เย็นที่เหมือนอ้อมแขนมากอดเธอไป
      
       และพอไกรฤกษ์ใช้มือทั้งสองรับถาด กรองแก้วก็รีบมุดรอดออกมาให้พ้นอย่างรวดเร็วสุดชีวิต แล้วถอยออกมาจนไกลที่สุด
       “คุณ…เป็นใครคะ” กรองแก้วถาม
       “ผม...ลูกชายคุณอิงอรไงครับ ผมชื่อไกรฤกษ์ ส่วนคุณ...คงเป็นพวกที่มาเตรียมตัวจะเข้าประกวดนางสาวศรีสยามสิฮะ คุณชื่ออะไรครับ”
       “กรองแก้วค่ะ” กรองแก้วถอยแบบกระเผลกๆ
       “กรองแก้ว..ไกรฤกษ์..แหม..ชื่อเราคล้องจอง..เข้ากันดีจังนะครับ..” ไกรฤกษ์มองกรองแก้วทั้งตัว “คุณขาเจ็บนี่นา..อ๋อ จะเอาน้ำแข็งนี่ไปประคบเท้าแน่ๆเลย..ให้ผมช่วยจัดการให้ นะครับ ไหนดูซิ เท้าเป็นยังไงบ้าง” ไกรฤกษ์เข้ามานั่งคุกเข่าลงแล้วจับที่เท้ากรองแก้ว
       กรองแก้วตกใจจนตัวแข็ง พอตั้งสติได้เธอก็รีบเก็บรองเท้าที่วางอยู่ แล้ววิ่งกระเผลกหนีไปห้องซ้อม
       ไกรฤกษ์ยิ้มกระหยิ่มอย่างเอ็นดู
      
       อิงอรคนส่วนผสมในชามซึ่งมีทั้งชามใส่เกลือ ชามใส่มะขามเปียกและชามใส่ขมิ้น กรองแก้ว และสามสาวนั่งให้มะลิและอิงอรช่วยกันขัดผิวด้วยเกลือ
       โดยทั้งสามสาวสวมกระโจมอกนั่งเรียงกันอยู่ กรองแก้วจัดการถูสครับเกลือบนผิวด้วยตัวเองแล้วขัดแขนทั้งสองไปมาอย่างเบาๆ
       อิงอรเอาน้ำมาราดให้ “เกลือจะช่วยให้ผิวหนังที่ตายแล้วหลุดออก แล้วก็จะเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตด้วย”
       “แล้วนี่..มะขามเปียก..จะทำให้ผิวขาวเนียน..” มะลิพูดแล้วมองดูผิวของกรองแก้ว “แต่ผิวของหนูแก้วนี่มันขาวเนียนสวยอยู่แล้วนะเนี่ย น่าแปลกจริง เนี่ยเหรอคนฐานะยากจน มาจากต่างจังหวัด” มะลิขัดมะขามเปียกให้กรองแก้ว
       ไกรฤกษ์มองลงมาที่สาวๆ จากมุมสูง โดยเน้นเฉพาะกรองแก้วที่เห็นเนินอกในกระโจมอก ไกรฤกษ์มองจ้องด้วยดวงตาวาววับ
      
       ตกกลางคืน กรองแก้วในเสื้อพ่อกับกางเกงหลวมๆ กำลังนั่งเขียนจม.ในกระดาษสมุด ด้วยปากกาบิ๊กสีเหลือง เหงื่อของเธอไหลจึงต้องคอยเช็ดเหงื่อเป็นระยะ
       “พ่อจ๋า..แก้วอยู่ที่นี่สะดวกสบายทุกอย่าง คุณอิงอรดูแลแก้วอย่างดี พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะจ๊ะ.. พ่อต้องพักผ่อนให้มาก กินอาหาร กินยาตามเวลานะ พ่อจะได้แข็งแรงพอที่จะผ่าตัดได้อย่างไม่มีอันตรายนะจ๊ะ รักพ่อที่สุด แก้ว..”
       กรองแก้ววางปากกาลงแล้วถอนใจ ก่อนจะลุกขึ้นบิดตัวไปมา
      
       กรองแก้วที่ใส่กระโจมอกและมีผ้าเช็ดตัวคลุมไหล่ ผมรวบสูง เดินถือขันที่มีอุปกรณ์อาบน้ำออกมาจากห้องนอน เธอเดินไปที่ห้องน้ำในสภาพเหงื่อไหลไม่หยุด เธอปาดเหงื่อไปมา
       กรองแก้วเดินไปถึงห้องน้ำที่ปิดไฟมืด เธอกดเปิดไฟแล้วขยับจะดึงประตูห้องน้ำออก ทันใดนั้นประตูห้องน้ำก็เปิดผางออกมา ไกรฤกษ์ที่นุ่งแค่ผ้าเช็ดตัวค่อยๆ ก้าวออกมา
       “จ๊ะเอ๋”
       กรองแก้วตกใจ “ว้าย..”
       ไกรฤกษ์ยิ้มๆ
       “คุณ..ขอโทษนะคะ เชิญตามสบายนะคะ” กรองแก้วเห็นท่าไม่ดีก็รีบหันกลับ
       ไกรฤกษ์คว้าแขนกรองแก้วหมับ “จะไปไหนล่ะจ๊ะ น้องแก้ว จะอาบน้ำไม่ใช่เหรอครับ ขืนอาบดึกกว่านี้ เดี๋ยวจะหนาวนะ”
       กรองแก้วสะบัดแขน “คุณจะทำอะไรน่ะ”
       “เปล่า..ผมก็แค่..เป็นห่วงคุณ” ไกรฤกษ์ดึงผ้าขนหนูที่คลุมไหล่กรองแก้วออก “โอ้โห..ขัดผิวด้วยขมิ้นนี่..มันได้ผลจริงๆนะครับ” ไกรฤกษ์เอื้อมมือมาจะจับ
       กรองแก้วสะบัดเต็มแรงแล้ววิ่งหนี ไกรฤกษ์วิ่งมาขวางแล้วกางมือดักไว้ “จะรีบไปไหนล่ะครับ คุยกันก่อนสิ ผมอยากรู้จักกับคุณ..”
       กรองแก้วถอยด้วยความกลัว ไกรฤกษ์กระโดดคว้า กรองแก้วมุดลอดใต้วงแขนได้อย่างหวุดหวิด แล้ววิ่งหนี ไกรฤกษ์ตามมาคว้าเอวกรองแก้วไว้จากข้างหลัง
       “อย่าดิ้นสิแก้ว ผมจะสอนให้ อีกหน่อย ตอนคุณไปเป็นอนุฯของไอ้ท่านคนนั้น เธอจะได้เก่งๆ ไงล่ะ”
       กรองแก้วหยุดดิ้นแล้วทำตัวแข็ง
       ไกรฤกษ์ได้ใจจึงเอามือหนึ่งมาจับหน้ากรองแก้วให้หันไปหมายจะจูบ กรองแก้วหันไปแล้วประเคนขันทั้งใบใส่เต็มกบาลไกรฤกษ์
       “โอ๊ย” ไกรฤกษ์ปล่อยมือ
       กรองแก้วซัดขันอีกทีเข้าไปที่หน้าไกรฤกษ์แล้ววิ่งสุดฝีเท้าเข้าห้อง ก่อนจะปิดประตูแล้วกดล็อกทันที ไกรฤกษ์วิ่งตามมาจนเกือบทัน
       “แก้ว…คุณแก้ว เปิดนะ บอกให้เปิด” ไกรฤกษ์ทุบประตู
       กรองแก้วยืนตัวสั่นอยู่ในห้อง เธอจ้องมองประตูด้วยความสยอง
       “เปิด..เปิดเดี๋ยวนี้ ไม่งั้น ชั้นจะให้แม่ไล่เธอออกจากบ้าน”
       “คุณ!” กรองแก้วตัวสั่น “คุณเมามากแล้ว..กลับไปสงบสติอารมณ์ก่อนเถอะ”
       “ชั้นไม่ได้เมา ออกมา เปิดประตู ถ้าไม่เปิด..ชั้นจะพังประตูเข้าไปเดี๋ยวนี้”
       กรองแก้วเอามืออุดปากร้องไห้แล้วพยายามตั้งสติ เธอมองซ้ายขวาแล้วไปเลื่อนโต๊ะมาขวางประตูไว้ ก่อนจะถอยออกมาจ้องที่ประตูแล้วกำมือแน่นพร้อมเผชิญหน้า
       ไกรฤกษ์ทุบประตูต่อสักพักแต่ก็เปิดไม่สำเร็จจึงยืนเซ็ง มะลิเดินหน้าหงิกมายืนจ้องที่มุมหนึ่ง ไกรฤกษ์เงยมาเห็นมะลิจ้องเขม็ง ก็ทำหน้ายักษ์ใส่แล้วล่าถอยไป มะลิมองแล้วถอนใจด้วยความรู้สึกอนาถ
      
       ส่วนกรองแก้วยืนร้องไห้อยู่ที่หลังประตูในห้อง อย่างเจ็บปวดใจกับชะตากรรมของเธอ
ตอนที่ 2
      
       ขณะที่นักศึกษาแพทย์ฝึกหัด พุฒิภัทรและยศวินนั่งล้อมวงกัน ทุกคนนั่งผูกโบว์เล็กๆ เป็นดอกกุหลาบประดิษฐ์สีเหลืองแล้วกองอยู่ด้านหน้า มารตีถือกล่องขนมเดินตามหา
      
       “อ้าว มาอยู่ด้วยกันหมดทุกคนที่นี่เอง คุณหมอทั้งหลาย..มิน่า” มารตีเสียงหวานจ๋อย
       พุฒิภัทรอ้ำอึ้ง
       “คุณมารตี...มาเลยครับ มาช่วยกันเลย..เดี๋ยวจะเสร็จไม่ทันเอาไปขายที่ร้านของคณะแพทยศาสตร์ ในงานคืนนี้ครับ” ยศวินบอก
       มารตีเดินถือกล่องขนมใบใหญ่ยิ้มแย้ม
       “พี่ชายภัทรขา..จะมานั่งหลังขดหลังแข็งทำไม ดอกไม้นี่..เขาทำกันเพื่อขายหารายได้มาซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้กับโรงพยาบาลทั่วประเทศ พี่ชายภัทรรวยออก ไม่ต้องออกแรงหรอกค่ะ แค่ออกเงินก็พอ” มารตีบอก
       “พี่ไม่ได้รวย..พี่เป็นหมอ ทำงานรับเงินเดือนหลวงเหมือนกับเพื่อนๆหมอทุกคน ไม่เคยใช้เวลาไปกับการหารายได้ส่วนตัว..มารตีไม่ควรพูดแบบนี้” พุฒิภัทรว่า
       “แหม..พี่ชายภัทรขา..ใครๆก็ทราบ ว่า 5 สิงห์แห่งจุฑาเทพรวยขนาดไหน”
       “คนรวยคือหม่อมย่าละมั้ง..ไม่ใช่พวกเรา พวกเราก็ทำงานรับเงินเดือนธรรมดาๆกันทุกคน” พุฒิภัทรบอก
       “โอ๊ย..” มารตีค้อนขวับ “มารตีขี้เกียจเถียงกะพี่ชายภัทรแล้วล่ะ..ใครจะเถียงกะอาจารย์ชนะ..เนอะ”
       มารตีพยักเพยิดกับพวกหมอราวกับสนิทสนมมากมาย เธอหัวเราะคิกคักแล้วเปิดกล่องกระดาษขาวออกมา ข้างในกล่องคือขนมลูกชุบที่จัดวางมาบนกระดาษรองเค้กและมีไม้สำหรับจิ้มพร้อม
       “คุณหมอทุกท่านขา..ของว่างค่ะ” มารตีชวน
       “ลูกชุบของคุณพี่เกษรา..” พุฒิภัทรบอก
       “ไม่ใช่นะคะ มารตีทำเอง มารตีอุตส่าห์ไปหัดทำมาเพื่อพี่ชายภัทรเลยนะคะ ชิมดูก่อนสิคะ”
       พุฒิภัทร เอาไม้จิ้มจิ้มใส่ปากแล้วก็อึ้ง “อืม..ทำได้รสเหมือนพี่เกษราเปี๊ยบ..ยังกับฝีมือคนๆเดียวกันแน่ะ” พุฒิภัทรมองอย่างรู้ทัน
       มารตีค้อนพุฒิภัทร “นายแพทย์ยศวิน..ลองหน่อยไหมคะ”
       ยศวินดูลูกชุบด้วยความชื่นชม “โอ้โห..ฝีมือชาววังใช่ไหมครับเนี่ย” ยศวินจิ้มลูกชุปใส่ปาก “ลูกชุบกับเจ้าของเหมือนกันเลยนะครับ”
       “สวยสดใสน่ารับประทานใช่มั้ยคะ” มารตีถาม
       ยศวินพูดเบาๆ “ข้างนอก..กับข้างใน..ไม่เหมือนกัน..ข้างนอกเป็นผลไม้ แต่ข้างใน เป็นถั่ว..”
       “อะไรนะคะ ไม่ได้ยิน..” มารตีถาม
       “อร่อยนะ ยศวิน กินเยอะๆเลยนะ ทุกคน ตามสบายนะ” พุฒิภัทรลุกขึ้น
       “พี่ชายภัทร..ไปไหนคะ” มารตีถาม
       พุฒิภัทรเดินออกมาพร้อมกระเป๋า “พี่มีนัดกับชายพีร์..ต้องไปแล้ว”
       “นัดอะไรอีกล่ะคะ”
       “นัดสำคัญมาก..ถ้าพี่ไม่ไป..ชายพีร์โกรธแย่” พุฒิภัทรหยิบกุหลาบจำนวนหนึ่ง “ยศวิน ขอเอาไปขายพวกที่บ้านผมนะ บ้านผมอยู่กันหลายคน ชอบทำบุญกันทั้งนั้น” พุฒิภัทรเดินลิ่วจากไป
       มารตีรู้สึกเสียฟอร์มแต่ก็รีบหันมายิ้ม “พี่ชายภัทรก็เป็นอย่างนี้ทุกทีล่ะค่ะ มารตีชินแล้ว..ทำไงได้ล่ะคะ..ยังไงๆเราก็ต้องแต่งงานกัน..ผู้หญิงเราก็ต้องยอมรับนิสัยของผู้ชายที่เราจะต้องใช้ชีวิตตลอดชีวิตกับเค้าให้ได้ทุกเรื่องล่ะค่ะคุณหมอ” มารตีหัวเราะเบาๆแบบปลงๆ
       บรรดาหมอ ยศวินกินลูกชุบและยกแจกเพื่อนๆ แล้วทุกคนก็หันมาหัวเราะพยักพเยิดปลอบใจมารตี
      
       คนทั้งบ้านอิงอรวุ่นวายเตรียมตัวเตรียมของจะไปประกวด มะลิขนเสื้อผ้าเดินมา ช่างแต่งหน้า ช่างทำผมกำลังแต่งให้อิงอรกำลังจะเสร็จ กรองแก้วเดินใจลอยเข้ามาด้วยหน้าตาโทรมมาก อิงอรหันไปเห็น
       “แก้ว ทำไมตาดูบวม ๆ ล่ะจ้ะ” อิงอรถาม
       “เมื่อคืนแก้วนอนไม่หลับค่ะ” กรองแก้วบอก
       “คงจะตื่นเต้นล่ะสิ” มะลิบอก
       อิงอรลุกขึ้นจะจับกรองแก้วลงนั่งแต่งหน้าทำผม สุนันท์เดินถือรองเท้าหน้าหงิกตามมา
       “อ้าว!! นี่แม่แก้วรองเท้าของหล่อน แหม ยังไม่ทันอะไรเลยทำเดินตัวเปล่าเป็นคุณนาย ชั้นไม่ใช่บ่าวของหล่อนนะยะ ที่ต้องคอยถือรองเท้าเดินตามน่ะ” สุนันท์โยนรองเท้าดังโครม
       “ขอโทษนะคะคุณนันท์” กรองแก้วพูด
       อิงอรรีบพากรองแก้วลงนั่งทำผมแต่งหน้า
      
       ช่างทำผมกำลังทำผมให้กรองแก้ว
       “แหมน้องกรองแก้วเนี่ยช่างสวยสมกับที่คุณอิงอรไปคุยไว้เลย ว่าท่านยอมทุ่มไม่อั้น”
       กรองแก้วชะงักแล้วมองหน้าเพราะไม่เข้าใจว่าคุยอะไรกัน
       “จุ๊ ๆ ไม่ต้องพูดมาก เป็นช่างผม ก็ทำผมไป เกล้าเลยเอาให้สวย ๆ ล่ะ”
       “ค่ะ ๆ” ช่างทำผมรับคำ
       “เร็ว ๆ ด้วย เดี๋ยวคุณนายใบบัวจะมารับแล้ว”
      
       มะลิเร่งเป็นการใหญ่


  


       ด้านพุฒิภัทรกำลังขายกุหลาบเหลืองให้พวกบ่าวในวังจุฑาเทพ
      
       “ทำบุญร่วมกันนะ…แล้วแต่จะศรัทธา มีมากให้มาก มีน้อยให้น้อย เพื่อซื้ออุปกรณ์การแพทย์ให้โรงพยาบาลทั่วประเทศ เพราะโรงพยาบาลของเรา นอกจากงบประมาณของสาธารณสุขที่มีไม่มากแล้ว..ก็ได้จากความช่วยเหลือของประชาชนนี่แหละ” พุฒิภัทรเชิญชวน
       “คนอื่นเขาแจกซองกฐิน แต่คุณชายเอาดอกไม้ของโรงพยาบาลมาขาย” สมศรีบอก
       “ทำบุญกับโรงพยาบาลก็ดีนะครับ เท่ากับได้ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” สมบุญพูด
       “มาค่ะ..หนูมี..” แจ๋วล้วงกระเป๋าแล้วหยิบเงินออกมาทั้งหมดประมาณ 5 บาท “เท่านี้..ได้ไหมคะ
       “ได้สิ” พุฒิภัทรบอก แจ๋วส่งดอกไม้ให้
       สมบุญจบเงินแล้วยื่นให้ คนที่เหลือทำตาม พุฒิภัทรให้ดอกไม้แต่ละคน
       “สาธุ..ขอให้มีสุขภาพที่ดี ไม่เจ็บ ไม่ไข้นะจ๊ะ” พุฒิภัทรอวยพร
       “สาธุ..” บ่าวรับ
       หม่อมเอียดกับย่าอ่อนเดินออกมา
       “อ้าว..นี่จะสิ้นปีอีกแล้วหรอ ชายภัทรเอาดอกไม้ที่พวกนักเรียนแพทย์ทำ มาขายอีกแล้ว” อ่อนบอก
       “ดีๆๆ เหลือกี่ดอก..พ่อคุณ..มา ย่าซื้อเอง จะได้เอาไปปักแจกันหน้าพระพุทธรูปในห้องพระด้วย คนจนเจ็บป่วยลำบากเยอะจริงๆ..นี่พวกเรา ทุกคนรู้ไหม ว่าโรงพยาบาลศิริราชที่เป็นโรงพยาบาลเพื่อประชาชนแห่งแรกนั่น เกิดขึ้นเพราะล้นเกล้ารัชกาลที่5พระราชทานให้เป็นสถานที่รักษาแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียมกันนะ” หม่อมเอียดพูด
       “แต่ในระหว่างที่เตรียมการก่อสร้างโรงพยาบาล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ พระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ได้ประชวรโรคบิดสิ้นพระชนม์ลง ทำให้ทรงเสียพระทัยมากๆ ก็เลยทำให้พระราชปณิธานที่จะให้มีโรงพยาบาลนี้ยิ่งแรงกล้าขึ้นอีกด้วยนะ”
       “ทรงพระราชทานทรัพย์ส่วนของสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ฯ ให้แก่โรงพยาบาลด้วยครับ” พุฒิภัทรเสริม
       “นั่นสิ มาตอนนี้ก็ถึงตาประชาชนอย่างพวกเราช่วยทำบุญให้โรงพยาบาลต่างๆ กันบ้าง ดีใจนะ ที่ชายภัทรทำให้พวกเราทุกคนได้มาทำบุญด้วยกัน มาๆ ชายภัทร ตามมารับเงินย่าเร็ว”
       พุฒิภัทรยิ้มแล้วรีบเดินตามไป
      
       ห้องวิมานสีชมพูอันเลื่องชื่อ ตกแต่งด้วยสีชมพูทั้งม่าน ชุดคลุมเตียง ข้าวของ และรูปภาพ แม่บ้านกำลังทำเตียงอยู่ คุณหญิงอำไพถือกุหลาบชมพูหอบใหญ่เข้ามา
       “เอ้า..แม่บ้าน..ทำเตียงเสร็จแล้วจัดดอกไม้ด้วยจ้ะ ใส่แจกันใหญ่ไว้ในห้องนี้ ให้ดอกกุหลาบหอมตรหลบไปทั้งห้องเลยนะ แล้วที่เหลือ ก็เอาใส่แจกันเล็ก แจกันน้อย เอาไปวางให้ทั่วบ้าน”
       แม่บ้านรีบเข้ามารับ เธอมองด้วยสีหน้าเห็นใจ
       “คุณหญิงคะ..คุณหญิงช่างมีหัวใจอันกว้างใหญ่ดุจแม่น้ำ”
       “อย่ามาพิราบร่ำรำพันอยู่เลย เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก ไม่รู้หรือไร ว่าพอคืนนี้ เดี๋ยวผลประกวดนางสาวศรีสยามออก..เธอก็จะได้เจ้านายหญิงคนใหม่ สำหรับวิมานนี้สีชมพูแล้ว จัดห้องหอให้ท่านไม่ทัน เดี๋ยวได้โดนด่าเปิงไปตามๆ กันนะ”
       พลเอกพินิจและสมุนสองคนเดินเข้ามา ท่านตรงเข้ามากอดคุณหญิงอำไพ
       “คุณหญิงที่แสนสวย แสนเก่ง และแสนดีของผม..ทำไมยังไม่ไปแต่งตัวอีกล่ะจ๊ะ..” ท่านนายพลถาม
       คุณหญิงอำไพหันมายิ้มหวาน “จะไปเดี๋ยวนี้ล่ะค่ะ แต่ขอมากำกับดูแลตกแต่งวิมานของท่านให้เรียบร้อยก่อน เดี๋ยวคืนนี้ ท่านพาผู้ครองมงกุฎคนใหม่มาขึ้นวิมาน ดิฉันเกรงว่า..วิมานจะไม่เรียบร้อย เดี๋ยวคืนสำคัญของท่านจะไม่ราบรื่นไงคะ”
       “ผมรักคุณจริงๆ ” ท่านนายพลตรงเข้ามาสวมกอดคุณหญิง
       “ขอเป็นแหวนเพชรซัก10กะรัตแทน..ไหมคะ” อำไพหัวเราะเยาะหยันแล้วพลิ้วจากไป
       นายพลพินิจมองตามไปนิดๆ แล้วหันมาดูรอบๆ ห้องด้วยความพอใจ
       “ผู้ครองมงกุฎ...จึงคู่ควรกับเพชรยอดมงกุฎ..อย่างเรา…หึๆๆๆ” นายพลพินิจหัวเราะในลำคอ
      
       รณพีร์ยืนรอข้างรถสปอร์ตซีดานคันงามในชุดสูทหล่อเท่
       ถนอมขัดตรารถจนมันวาว “รถแจ๋วพอที่จะไปออกงานแจ๋วๆแล้วครับ คุณชายพีร์”
       รณพีร์หงุดหงิด “คนน่ะสิ เมื่อไหร่จะเสร็จ เห็นว่ากลับมาแต่บ่ายแล้ว แต่มัวเถลไถลทำเป็นพ่อบุษบาริมทาง..เดินขายดอกไม้ไปรอบวัง..แทนที่จะรีบขัดสีฉวีวรรณให้หล่อๆ” รณพีร์ส่ายหัว “จะพาไปฉายโฉมให้สาวสังคมยลซะหน่อย แต่พี่ชายชั้นคนนี้ ก็หาให้ความร่วมมือไม่ เบื่อจริง”
       พุฒิภัทรเดินลงมาในชุดสูทสีเข้มดูดี
       ถนอมหันไปเห็น “โอ้..มาแล้ว”
       “ไม่รู้จะเร่งอะไรเรานักหนา เขาไม่ได้ประกวดกันดึกๆหรือ รีบไปทำไมแต่หัววัน ถ้าไปดูชกมวย..อย่างโผน กิ่งเพชร ยังจะน่าตื่นเต้นมากกว่า” พุฒิภัทรว่า
       รณพีร์แอบหลิ่วตาให้ถนอม
      
       เสียงคุณนายใบบัวดังเข้ามาก่อนตัว
       “ไหนๆ เด็กที่ว่า ลือกันนักกันหนาว่าสวยแจ่ม จนชั้นต้องขอตามมาดูตัวให้เห็นชัดๆ ก่อนขึ้นเวทีซักหน่อย”
       “เดี๋ยวคุณนายดูเอาเองก็แล้วกัน รับรองคนนี้ได้มงกุฎแน่ ๆ ถ้าไม่สวยจริง ชั้นไม่กล้าเอาไปเสนอท่านหรอก” อิงอรว่า
       “เดี๋ยวก็รู้..ถ้าไม่ดีจริง..ท่านมาเห็น คุณอิงอรนั่นแหละ จะลำบาก” ใบบัวบอก
       “ขี้คร้าน ท่านจะให้รางวัลดีฉันเพิ่มล่ะไม่ว่า...นั่นไงมาแล้วค่ะ”
       มะลิพากรองแก้วที่ทำผมเกล้าและแต่งหน้าแต่งตัวเสร็จแล้วเดินเข้ามา ทุกคนตะลึง
       “หา..นังแก้ว..มันสวยขนาดนี้เลยเหรอ” สุนันท์ตะลึง
       “โอ้โห..สวยจริงๆ ด้วย คุณอิงอร” ใบบัวกระซิบ “งั้นชั้นจะรีบไปโทเรียนท่านเดี๋ยวนี้เลย..ว่างานนี้ คุ้ม คุณอิงอร..แบบนี้ท่านไม่อั้นแน่ๆ” ใบบัวรีบเดินไปหาโทรศัพท์
      
       อิงอรยิ้มอย่างเปี่ยมสุขเมื่อนึกถึงเงินที่จะได้มา


  


       คนขับรถ มะลิ ช่างหน้าช่างผม ขนของขึ้นรถคุณนายใบบัว ใบบัวประคองกรองแก้วเดินมาราวกับเป็นไข่ในหิน
      
       “หนูกรองแก้วมานั่งรถชั้นนี่เลย จะได้ไม่ต้องไปเบียดกับพวกนั้น มาเลยมา” ใบบัวหันไปสั่งมะลิ “ส่วนเธอรอไปพร้อมคุณอิงอร บอกด้วยว่าชั้นไม่รอ ชั้นจะรีบไปเจอท่าน ..เอ้ย รีบไปงาน”
       ใบบัวพากรองแก้วขึ้นรถ
       “อ้าว แก้วรีบร้อนจนลืมรองเท้าแล้วมั้ยล่ะ ไปวางเอาไว้ที่ไหน...เดี๋ยวพี่ไปหยิบให้” มะลิถาม
       “ไม่ต้องค่ะพี่มะลิ เดี๋ยวแก้วไปเอาเอง คงลืมไว้ที่ห้องแต่งตัวน่ะค่ะ” กรองแก้วบอก
       กรองแก้วจะเดินออกไป
       ใบบัวรีบตะโกนบอก “แล้วรีบกลับมานะจ๊ะ”
      
       กรองแก้วเดินมาถึงประตูห้องก็เห็นไกรฤกษ์กำลังก้มๆ เงยๆ อยู่ที่กระเป๋าของอิงอร กรองแก้วเลยชะงักเพราะไม่กล้าเข้าไป ไกรฤกษ์กำลังจะจิ๊กเงินจากกระเป๋าอิงอร สุนันท์กับอิงอรเดินเข้ามาอีกทางหนึ่ง
       “ไอ้ฤกษ์..ทำอะไรน่ะ” สุนันท์เสียงดัง
       “แม่..ขอตังค์หน่อย” ไกรฤกษ์บอก
       “ว่าแล้ว..ไอ้ลูกชั่ว..คนเลวๆ อย่างแก จะมีอะไร นอกจากแอบขโมยเงินไปกินเหล้า” อิงอรว่า
       กรองแก้วได้ยินวาจากระด้างของอิงอรก็ตกใจจนตาโต
       “แม่..อย่าไปให้ ไอ้ฤกษ์มันเกือบทำสินค้าของแม่มีราคี รู้หรือเปล่า ดีนะ ที่นังแก้วมันไม่เล่นด้วย ไม่งั้น ท่านจับได้ว่ามันไม่สดซะแล้ว..เราจะโดนหนัก” สุนันท์บอก
       กรองแก้วได้ยินก็ถึงกับมึน
       “แหม อีน้องปากบอน ไม่ต้องมาทำฟ้องเลย คราวที่แล้วชั้นก็จัดการยัยนางงามช้างเผือกจากในป่านั่นไปเหมือนกัน..ไอ้แก่ท่านมันไม่เห็นจะรู้เลย แต่ที่จริงพวกมีประสบการณ์กับผมแล้วนี่..ท่านน่าจะชอบนะ เพราะจะได้รู้จักบำรุงบำเรอท่านให้ถึงอกถึงใจได้”
       “พอเถอะ ฤกษ์ วันๆแกเคยทำประโยชน์อะไรให้บ้านเราบ้างไหม รู้ก็รู้ ว่ากิจการร้านเสื้ออิงอรของเรา..ที่ไม่เจ๊งไป ก็เพราะท่านอุปภัมภ์อยู่ เพราะเราคอยจัดหานางงาม ดารา นางแบบให้ท่านไม่ขาด ไม่งั้นป่านนี้เราคงต้องขายบ้านไปแล้วมั้ง แกยังหน้ามืด..ข่มขืนเด็กนางงามที่ท่านจองได้ลงคอ อยากจะไม่มีที่ซุกหัวนอนหรือไง” อิงอรว่า
       “แล้วนังกรองแก้วคนนี้ ท่านจะให้ราคาแม่เท่าไหร่ล่ะ สวยๆแบบนี้คงได้เยอะกว่าคนปีที่แล้วล่ะสิ ยังไงแม่ก็แบ่งลูกบ้างนะ ลูกอดอยากจะตายแล้ว” ไกรฤกษ์ถาม
       “ถ้าได้ตำแหน่งนางสาวศรีสยาม ก็ได้หลายพัน ท่านอยากได้คนที่ครองมงกุฎ แต่ถ้าได้รอง ก็เหลือสักพัน” สุนันท์บอก
       กรองแก้วฟังแล้วก็สยอง
       “ถ้าตกรอบ..ก็เหลือไม่กี่ร้อย” อิงอรพูดต่อ
       “โอ้โห..ท่านนี่ก็รวยจริงๆ ให้ค่าตัวนางงามเท่ารางวัลที่ตัวนางงามได้จากกองประกวดเลยแล้วแม่ได้จากท่านแล้ว ยังจะแบ่งรางวัลจากเด็กอีกหรือเปล่าล่ะ” ไกรฤกษ์ถาม
       “ถ้ารับจากท่านเต็มเม็ดเต็มหน่วยจริงๆ แม่ก็ไม่ใจดำพอที่จะไปหักเปอร์เซ็นต์เด็กมันอีกหรอก..อย่างยายแก้วเนี่ย..พ่อมันเป็นภารโรงโรงเรียนป้าบุษไงล่ะ..แล้วป่วยเป็นอะไรที่สมองไม่รู้..ถ้ามันได้ตำแหน่ง ก็ให้มันเอาเงินรางวัลไปรักษาพ่อได้ทั้งหมดเลย” อิงอรเล่า
       “อ้าว..ได้เหรอแม่ ทำแบบนั้นไม่ได้นะ ยังไงแม่ก็ต้องหักมา30% แม่ไม่เอา หนูเอา” สุนันท์บอก
       “ผมก็เอา” ไกรฤกษ์พูด
       ทั้งสามแม่ลูกคุยกันต่อ กรองแก้วที่แอบฟังอยู่หลังต้นไม้หน้าซีดและช็อคสุดๆ
      
       รณพีร์เดินนำพุฒิภัทรมาที่หน้าเวทีในตำแหน่งที่นั่งตรงกลางพอดี วงดนตรีบนเวทีกำลังเล่นเพลงสุนทราภรณ์อยู่ นักร้องสาวกำลังร้องเพลงหวานซึ้งอยู่
       “เป็นไงล่ะครับ พี่ชายภัทร..ผมบอกแล้ว ว่าที่นั่งของเราใกล้ชิดที่สุด เห็นชัดที่สุด รับรอง..ว่าพี่ชายจะสามารถสบตานางงามได้แบบในระยะประชิดเชียวล่ะ..โอ๊ะ”
       พูดจบรณพีร์ก็ชะงักเล็กน้อย
       คณะของท่านพินิจกำลังเดินอาดๆเข้ามาโดยมีเจ้าหน้าที่ของงานต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี
       “ท่านพินิจ..มาช้อนนางงามกลับบ้านอีกแล้ว..” รณพีร์บอก
       พุฒิภัทรขมวดคิ้วเพราะไม่ค่อยชอบใจ
       รณพีร์กระซิบ “ดูสิ ภรรยาของท่านสวยขนาดไหน ท่านยังไม่รู้จักพอ..แย่มาก”
       “แล้วภรรยาท่านก็รู้เห็นเป็นใจกับกิจกรรมแบบนี้ด้วยเหรอ” พุฒิภัทรถาม
       “พี่ชายภัทร..เห็นยัยป้าชุดเขียว..ที่ใส่เพชรพรึ่บนั่นไหม”
       พุฒิภัทรมองเห็นคุณนายใบบัว
       “เห็น..ทำไมเหรอ”
       “นั่นแหละ นายหน้า..หรือจะเรียกว่า..แม่เล้าของท่านก็ได้ ยัยนี่ทำหน้าที่เป็นสเก๊าท์ แมวมอง เที่ยวล่าหาหญิงสาวสวยมาป้อนวิมานนี้สีชมพูของท่านพินิจ”
       ใบบัวปรี่ไปรับท่านนายพลพินิจ
       “ท่านขา..มาได้เวลาพอดี..นางงามในชุดว่ายน้ำกำลังจะออกมาโชว์ตัวพอดีค่ะ..ท่าน”
       คุณหญิงอำไพมองเหยียดๆ “แหม..คุณใบบัว..อย่าให้มันประเจิดประเจ้อนักสิคะ”
       “อุ๊ย..แหม คุณหญิงขา..เดี๊ยนไม่กล้าหรอกค่า..ท่านขา เชิญค่ะ ที่นั่งของท่านอยู่ตรงกลาง หน้าสุดเลยค่า..”
       ใบบัวนำคณะของพินิจมาทาง 2 หนุ่มบริเวณที่นั่งที่ใกล้กันซึ่งเป็นตรงกลางเวทีพอดี ท่านพินิจมองหน้าพุฒิภัทรแล้วเลิกคิ้วอย่างจำได้ปนสงสัย พุฒิภัทรกับรณพีร์ ต่างพากันยกมือไหว้
       พินิจรับไหว้ “คุณหมอ..ไม่ยักทราบ..ว่าคุณหมอก็ชอบดูประกวดนางงามเหมือนกัน”
       พุฒิภัทร ยิ้มๆ “พอดี..ผมได้บัตรเชิญน่ะครับ”
       เจ้าหน้าที่ดูเลขบัตรแล้วจัดให้พินิจกับพุฒิภัทรต่างนั่งลงในที่นั่งตรงกลางที่ติดกันพอดี โดยรณพีร์นั่งทางขวาของพุมิภัทร พินิจนั่งซ้าย และคนอื่นๆในคณะของพินิจก็ลงนั่งที่ถัดออกไปด้านข้างของท่านตามลำดับ
       เมื่อนั่งเสร็จเรียบร้อย คุณหญิงก็ชะโงกหน้ามายิ้มให้พุฒิภัทร พุฒิภัทรยกมือไหว้ รณพีร์รีบยื่นหน้าไปไหว้ด้วย พินิจกับพุฒิภัทรนั่งติดกันแบบไหล่กระทบไหล่
      
       ทั้งสองต่างหันมายิ้มให้กันแบบไม่มีใครยอมใคร


  


       บรรยากาศหลังเวทีกำลังวุ่นวาย เหล่านางงามและพี่เลี้ยงกำลังเตรียมตัวจะขึ้นเวที กรองแก้วยืนแอบอยู่ที่มุมหนึ่งด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเพราะกำลังคิดหนักว่าจะหนีหรือไม่หนีดี
      
       ในที่สุดกรองแก้วก็ตัดสินใจจะหลบออกไปหลังเวที แต่มะลิเดินเข้ามาเห็นพอดี
       “แก้ว..มาแอบอยู่ตรงนี้เอง ทำอะไรน่ะ”
       “พี่มะลิ..แก้ว..แก้ว..”
       “เป็นอะไร ทำไมยังไม่ไปเติมหน้าแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าอีก”
       “พี่มะลิ...แก้ว” กรองแก้วดึงมะลิไปที่อื่น
      
       กรองแก้วกราบที่อกมะลิแล้ววิงวอนทั้งน้ำตา
       “แก้ว...ไม่อยากประกวดแล้ว”
       “อ้าว...ทำไมล่ะ”
       “แก้ว..กำลังจะขึ้นไป..เป็นสินค้า...ให้เค้าเอาขึ้นไปเร่ขายบนนั้น..พี่มะลิก็รู้ ใช่ไหมจ๊ะ”
       “แก้ว…”
       “คุณอิงอร..หน้าตาสวยๆ แต่ใจร้ายเหลือเกิน..พ่อบอกแก้วแล้ว..ว่า..ว่าจะไว้ใจใครได้เหรอ แต่แก้วไม่เชื่อ..แก้ว..แก้วเพิ่งรู้..ว่าคนกรุงเทพเขาหน้าตาดีๆ..แต่งตัวดีๆ พูดจาเพราะ..แต่ความจริง..มันไม่ใช่แบบนั้น พวกเค้าใจร้ายมาก..เราก็เป็นแค่เหยื่อ..แค่ผักปลาอะไรซักชนิดนึงสำหรับเค้า เค้าไม่ได้มองเราเป็นคน..ไม่ได้เห็นว่าเราก็เป็นเด็กคนนึง..เท่าๆกับลูกสาวเค้าเหมือนกัน..” กรองแก้วน้ำตาไหล
       มะลิสะเทือนใจ “แก้ว..ถ้าอย่างนั้น...แก้วก็ไม่ต้องขึ้นไปประกวดก็ได้นะ..พี่จะบอกทุกคน..ว่าแก้ว..ไม่สบาย..”
       กรองแก้วพนมมือไหว้ “ขอบคุณ..ขอบคุณค่ะพี่..”
       “งั้น..แก้วรีบไปซะ”
       “ค่ะ..” กรองแก้วหันรีหันขวางแล้ววิ่งหนีไปในความมืด
       มะลิยืนอึ้ง
      
       นักร้องหญิง-ชายบนเวทีกำลังร้องเพลงคู่แนวสนุกสนาน พินิจดูอย่างสนุกสนาน พุฒิภัทรก็นั่งดูดนตรีแต่ใจลอย
       รณพีร์กระซิบ “พี่ชายภัทรกำลังคิดอะไรครับ”
       “กำลังคิดว่า..ที่จริงวันนี้ฉันอยู่เวรออนคอล..ถ้ามีอะไรฉุกเฉิน..ทางโรงพยาบาลก็อาจโทมาตามฉันที่บ้าน..ตอนสักสามทุ่ม”
       “โห..” รณพีร์อึ้ง
       พุฒิภัทรมองหน้าแล้วหัวเราะ “แล้วนายล่ะ กำลังคิดอะไร”
       “ผมกำลังคิดอธิษฐานว่า..สาธุ..ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลบันดาล..ให้พี่ชายผมพบเนื้อคู่ในคืนนี้ด้วยเถอะ ผมอยากรู้..ว่าจะมีนางงามคนไหนไหม ที่จะทำให้พี่ชายตะลึงตะลานจนตาค้างได้”
       “ทะลึ่ง”
       รณพีร์หัวเราะชอบใจ
      
       เสียงเพลงดังมาจากหน้าเวที มะลิเดินมาที่โต๊ะด้วยสีหน้าปลงๆ
       ช่างแต่งหน้าเดินมาพอดี “อ้าว..กรองแก้วล่ะ”
       “อ่อ..คือ..กรองแก้วเค้า..”
       อิงอรเดินเข้ามามองหา มะลิเงยหน้าขึ้นแล้วก็ผงะ
       “ยายกรองแก้วล่ะ..ท่านมาถึงแล้วนะ..ชั้นอยากจะดูก่อน ว่ายัยกรองแก้วสวยพอหรือยัง..สมกับที่ชั้นคาดหวังไว้หรือเปล่า”
       “คุณคะ..คือ..กรองแก้วเค้า..ไม่..”
       มะลิกำลังจะพูดแต่กลับอ้าปากค้าง เมื่อเห็นกรองแก้วเดินมาด้วยใบหน้าซีดแต่แววตาตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
       “แก้ว..” มะลิอึ้ง
       อิงอรหันไปแล้วขมวดคิ้ว “อ้าว..แก้ว..ยังไม่เปลี่ยนชุดอีก..มัวทำอะไรอยู่”
       “แก้ว..แก้ว..รู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยค่ะ..แต่ตอนนี้..ค่อยยังชั่วแล้ว..”
       มะลิมองกรองแก้วด้วยความเป็นห่วงและสงสาร
       กรองแก้วมองตอบ “พี่มะลิ..แก้ว..แก้วหายแล้ว..แก้ว..แก้วจะพลาดการประกวดครั้งนี้ไม่ได้”
       “ก็ใช่น่ะสิ เธอจะพลาดได้ยังไง ความสวยของเธอกินขาด ชนะเลิศทุกคน..เธอต้องได้มงกุฏนางสาวศรีสยามแน่ มาแก้ว..ฉันจะแต่งตัวให้เธอเอง..เร็ว..ไปเปลี่ยนชุดก่อน..หน้าค่อยเติมทีหลัง เดี๋ยวก็ไม่ทันหรอก” อิงอรจูงกรองแก้วเข้าไปด้านใน
       กรองแก้วหันมามองหน้ามะลิด้วยแววตาเหมือนสัตว์ที่จะถูกเอาไปฆ่า
       มะลิมองตามอย่างอึ้งๆ และใจหายวับ ด้วยความสงสาร
      
       รณพีร์เดินเบียดคนที่ส่วนใหญ่ที่เป็นนักข่าวกับช่างภาพที่อออยู่หน้าเวทีเพราะรอถ่ายภาพนางงาม รณพีร์พูดขอโทษครับมาตลอดทาง เขายิ้ม ทักคนนั้นทีคนนี้ที เขาตบบ่า กอด รับไหว้ และยกมือไหว้ใครๆมาตลอดทางตามประสาคนที่รู้จักคนเยอะ รณพีร์เดินกลับมาที่แถวที่นั่ง เขาถือขวดน้ำโซดามาให้พุฒิภัทรกับตัวเองคนละขวด
       บนเวทีเป็นการร้องเพลงของนักร้องสาว พินิจดื่มบรั่นดี น้ำเย็น ที่มีโต๊ะเตี้ยตั้งให้เป็นพิเศษตรงหน้า
       พินิจหันมาเห็น “อ้าว..คุณชาย..ทำไมดื่มอะไรไม่เป็นสับปะรดแบบนั้นล่ะ รับบรั่นดีหรือวิสกี้ไหม”
       “ไม่ล่ะครับ ขอบพระคุณ” พุฒิภัทรบอก
       รณพีร์กระซิบแบบรวนๆ “ไม่ได้ดื่มน้ำสับปะรด แล้วมันจะเป็นสับปะรดได้ยังไง เนาะ”
       พุฒิภัทรหัวเราะ
       อิงอรกับคุณนายใบบัวนั่งอยู่ด้วยกันที่ข้างเวที ทั้งสองกระซิบกระซาบกันอย่างจริงจัง แล้วคุณนายใบบัวก็หัวเราะคิกคักก่อนจะรีบแจ้นเข้ามานั่งคุกเข่าแทรกระหว่างพุฒิภัทรกับพินิจ ไหล่ของใบบัวเบียดตักพุฒิภัทรจนพุฒิภัทรต้องเอียงตัวให้แบบงงๆปนรังเกียจหน่อยๆ
       ใบบัวเอียงตัวไปแนบติดแล้วเอามือป้องหูกระซิบพินิจ “เดี๋ยวท่านคอยดูนะคะ หนูกรองแก้ว เบอร์8 สาวงามจากอยุธยา..เด็กของคุณนายอิงอร..สวยมาก..ได้ครองมงกุฎนางสาวศรีสยามแน่ๆ”
       พินิจหันไปชะโงกดูอิงอร อิงอรยิ้มหวานทำท่ากระชดกระช้อยย่อตัว พลางโบกมือแบบทำนิ้วพรมๆอากาศให้ พินิจยกมือบ๊ายบายแบบเจ้าชู้ตอบ ใบบัวมองเหล่ๆ แล้วค้อนหันไปทางอื่นเหมือนไม่อยากสนใจ
       พินิจหันกลับมากระซิบตอบ “เด็กคุณอิงอรปีที่แล้วก็ได้มงกุฎ ผมเอามาเลี้ยงดูอย่างดีอยู่หลายเดือน”
       “หนูอ้อยคนนั้นแค่มีดีที่หน้าสวย..แต่กรองแก้วคนนี้..สวยทั้งเนื้อทั้งตัวทั้งหน้าตาค่ะ อายุ19 เพิ่งจบมัธยมมา สดเปรี๊ยะๆขบเผาะๆ รับรองค่ะ ว่าคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายแน่ๆ” ใบบัวบรรยาย
       พุฒิภัทร ได้ยินเต็มที่ก็ทำหน้าขยะแขยงก่อนจะเอนตัวมากระซิบรณพีร์
      
       “ได้ยินไหม ว่าพวกนางงามพวกนี้ มาประกวดเพื่อจะได้ขายตัวได้ราคาดีๆเท่านั้นเอง”
      
       ดูเหมือนพุฒิภัทรจะมีอคติต่อนางงามมากๆ

       กรองแก้วสวมใส่ชุดว่ายน้ำนางงามสมัยนิยม ที่ตัดเย็บข้างในเหมือนเป็นกางเกงในอีกชั้นหนึ่ง ส่วนข้างนอกเป็นอีกชั้นเหมือนกระโปรงพอดีตัวสั้นเสมอเป้า ทั้งชุดตัดด้วยผ้าไหมไทยสีแดงขับผิวขาวของเธอ
      
       มีสายสะพายสปอนเซอร์กำมะหยี่สีน้ำเงินคาด ซึ่งปักเด่นหราด้วยตัวหนังสือสีเหลืองว่า “เสริมสวยอิงอร” และป้ายติดโบว์แปะตรงสะโพกเบอร์ 8
       ทรงผมของกรองแก้วยีเกล้าเป็นทรงเตรียมรับมงกุฎ แต่งหน้าเข้ม สโมคกี้อายส์มากกว่าเดิมจนดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มะลิกับช่างแต่งหน้า ยังตามช่วยกันปัดแก้มและจัดเสื้อผ้าให้
       “ปัดมาสคาร่าเพิ่มก่อนจ้ะ” มะลิบอก
       “ไม่ต้องแล้วค่ะ ตาแก้วหนักมากจนจะปิดอยู่แล้ว” กรองแก้วบอก
       “ก็ร้องไห้จนตาบวมขนาดนี้..ช่างเขาต้องเอารองพื้นกลบแทบแย่”
       นางงามเบอร์ 7 ที่ต่อไปจะได้ตำแหน่งรองมายืนฟังอยู่พอดีเอ่ยถามขึ้น
       “ร้องไห้ทำไม..ใครๆ ก็ว่าเธอเป็นตัวเก็งนะ หรือว่า..กลัวแพ้ชั้น” นางงามเบอร์ 7 หัวเราะคิกคัก “แต่อย่างว่าล่ะนะ เรื่องแบบนี้ มันอยู่ที่ดวง ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก”
       “งั้นก็ขอให้คุณสมหวังก็แล้วกันนะคะคุณ แก้วเขาก็ไม่อยากจะได้เท่าไหร่หรอกที่1น่ะ..เอาที่ 2 ก็พอ..จริงไหมแก้ว” มะลิหันไปถาม
       “มีด้วยเหรอพี่ คนไม่อยากได้ที่1”
       “มีสิ เพราะคนที่ได้ที่ 1 ต้องไปเป็นอนุท่านพินิจ ท่านพินิจนะ พวกรองนางงาม ท่านรับไม่ลง ต้องที่ 1เท่านั้น แล้วก็ไม่มีใครกล้าขัดใจท่านด้วย”
       “เป็นอนุท่านพินิจก็ดีสิ ท่านให้บ้าน ให้รถ ให้ชีวิตใหม่ เราจะไม่ต้องยากจนอีกต่อไป มีเพชร มีทอง มีทุกสิ่งทุกอย่าง ที่สองได้แค่2พันเอง ใช้เดี๋ยวเดียวก็หมด..ที่1ได้ 5พันบาท แล้วก็จะมีทุกอย่างที่ต้องการ “ นางงามเบอร์ 7 เดินเชิดๆโยกย้ายสะโพกไปประจำที่
       กรองแก้วถามมะลิ “ที่ 1 ได้ 5 พันบาท ที่ 2 ได้ 2 พันบาท...ต่างกันครึ่งต่อครึ่งเลยเหรอ!!”
       “ใช่ ..ต่างกันครึ่งต่อครึ่งเลยละ”
       กรองแก้วนิ่งคิดนิดนึงแล้วเดินมาส่องกระจก เธอสูดลมหายใจลึกแล้วเชิดหน้าก่อนจะตัดสินใจ “พี่มะลิคะ”
       “อะไรจ๊ะ”
       กรองแก้วพูดเสียงจริงจัง “ปัดขนตาให้แก้วเพิ่มอีกเถอะค่ะ”
       มะลิงง
      
       นางงามเบอร์ 3 เดินโชว์ตัวอยู่บนเวทีด้วยท่าเดินนวยนาดเข้าจังหวะเพลงแล้วมาโปรยยิ้มที่กลางเวที นางงามเบอร์1-2 เดินมาตั้งแถวยืนท่าตัวเอสเฉียง45องศาเหมือนกัน ทั้งสองยิ้มยิงฟันและทำตาเบิกโพลงรออยู่แล้ว พิธีกรประกาศ
       “หมายเลข 4 นางสาวสิริโฉม พรฉวี สาวงามจากจังหวัดธนบุรี บริษัทสยามอินเตอร์ค้าข้าว ส่งเข้าประกวด..”
       พินิจกับใบบัวชะเง้อรอดูอยู่
       รณพีร์ตาโตเป็นประกายแวววาว แต่พุฒิภัทรกอดอกอย่างเซ็งๆ
       ยังไม่มีใครเดินออกมา
       พิธีกรประกาศซ้ำ “หมายเลข 4 นางสาวสิริโฉม...”
       นางงามเบอร์4ยืนงงอยู่ที่หลังเวที
       “ใครวะชื่อสิริโฉม รีบออกไปสิ” นางงามเบอร์ 4 หันมาเร่งเพื่อนๆ
       “เธอนั่นแหละ แม่สมหมาย แซ่ฉั่ว”
       “ว้าย..จริงด้วยๆ ลืม” นางงามเบอร์ 4 รีบออกไป
       เพื่อนๆ นางงามหัวเราะเฮฮา
       นางงามเบอร์ 4 เดินออกมาแล้วโน้มตัวลงนั่งไหว้ชดช้อย คณะกรรมการพากันปรึกษาแล้วกรอกคะแนน
       “โอวว..ขาวจัง..พี่ชายภัทร..ดูสิครับ มาแล้วๆๆ” รณพีร์ชี้ชวน
       พุฒิภัทรกอดอกอย่างเบื่อๆ “มีแต่พวกไร้สติปัญญา..ให้เวลาอีก 10 นาทีนะ ชายพีร์ ไม่งั้นชั้นจะหลับแล้ว”
       คุณนายใบบัวพูดกับพินิจ “คอยดูนะคะ เบอร์ 8 ค่ะ เบอร์ 8”
       “เบอร์ 8 ทำไมเหรอจ๊ะ”
       “อ๋อ..ก็..เป็นตัวเก็งไงคะ..ท่านผู้หญิง..คิๆ”
       ท่านผู้หญิงทำหน้าเซ็งๆ พินิจโอบเอาใจ
       “หมายเลข 7 นางสาวกนกลักษณ์ รักษะสิน สาวงามจากจังหวัดพระนคร สมาคมพ่อค้าขายส่ง ส่งเข้าประกวด”
       นางงามเบอร์ 7 ที่เป็นตัวเก็งเดินออกมา
       “นี่ไง ตัวเก็งอีกตัว แต่สู้ยัยแก้วของเราไม่ได้หรอก” อิงอรบอก
       “แล้วพองานจบ ยัยแก้วได้มงกุฎ ก็ไปขึ้นห้องกะท่านเลยใช่ไหมแม่ ไม่ต้องกลับมาบ้านเราอีกแล้วใช่ไหมแม่”
       “เสียดายแย่ อด หมดกัน..” ไกรฤกษ์บอก
       “เงียบไปเลย เด็กบ้า ถ้าอยากได้เงิน ก็ต้องทำตัวให้ดีๆ สิยะ นายไกร..” อิงอรว่า
       “หมายเลข 8 นางสาวกรองแก้ว บุญมี สาวงามจากจังหวัดอยุธยา ร้านเสริมสวยอิงอร ส่งเข้าประกวด”
       กรองแก้วเดินออกมาไหว้อย่างสวยงามแล้วเดินมาโชว์ตัวตามทางเดินบนเวที ครอบครัวอิงอรดูกัน อย่างทึ่งๆ พุฒิภัทรกำลังเงยหน้าขึ้นดื่มโซดาจากขวด แล้วเขาก็ก้มลงก่อนจะเอาขวดโซดาวางโดยเล็งให้อยู่ตรงขาเก้าอี้จะได้ไม่เผลอเตะล้ม
       นายพลพินิจมองอย่างตกตะลึงจนอ้าปากค้าง แก้วบรั่นดีในมือของเขาสั่นระริก แล้วในที่สุดพินิจก็ต้องวางแก้วลงด้วยท่าทีนิ่งขึง สายตาของเขามองตามกรองแก้วแล้วกวาดดูทั่วเรือนร่างก่อนจะจบลงที่ใบหน้า
      
       กรองแก้วโปรยยิ้มไปรอบๆ แล้วเดินมาตรงกลางเวที พอหันมาเจอสายตาพินิจ กรองแก้วก็ผงะ แต่ก็ต้องรีบฝืนยิ้มแล้วกวาดตามองไปทางอื่น พุฒิภัทรวางขวดเสร็จแล้วก็เงยขึ้นมาพอดี กรองแก้วหันมาทางพุฒิภัทรพอดี กรองแก้วกับพุทธิภัทรสบตากัน พุทธิภัทรตกตะลึงเหมือนโดนฟ้าผ่าจนตัวชา
       รณพีร์หันมาสะกิด “พี่ชายภัทร..ดูสิครับ..เบอร์8.เหมือนในเพลงเปี๊ยบ .เห็นเพียงนิดเดียว ให้ซ่านเสียววิญญา ได้ชม โฉมหน้า ดังหยาดฟ้า..” รณพีร์เห็นหน้าพี่ชายแล้วก็ชะงัก
       พุฒิภัทรนั่งมองพุฒิภัทรแบบตาไม่กระพริบเหมือนตกอยู่ในภวังค์เพราะไม่ได้ยินที่รณพีร์พูด รณพีร์ทำหน้าดีใจเพราะสมหวัง แล้วเขาก็หันไปดูบนเวทีต่อ กรองแก้วยืนโปรยยิ้มอยู่กลางเวที ไฟรอบเวทีสาดเข้าหน้า กรองแก้วจนมองไม่เห็นหน้าใคร
       กรองแก้วเดินผ่านไปเรื่อยๆ เธอโปรยยิ้มไปให้คนทั่วๆไป พินิจมองตามแล้วกลืนน้ำลาย ใบบัวมองอาการพินิจแล้วก็ชอบใจ ท่านผู้หญิงมองพินิจ มองกรองแก้วแล้วก็ถอนใจอย่างท้อๆ
       กรองแก้วเดินไปเรื่อยๆ และพยายามยิ้มทั้งที่ปากสั่นเพราะตื่นเต้น ถึงจุดที่หยุดหมุนเธอก็รีบหาจังหวะสูดลมหายใจลึกๆ แล้วระบายออกช้าๆ กรองแก้วยืดไหล่ วางหน้าสง่า โปรยยิ้ม แล้วก้าวเดินต่อไป
      
       พุฒิภัทรมองตามกรองแก้วอย่างลืมตัวเหมือนสูญเสียการควบคุมตัวเอง


  


       ช่างภาพวิ่งกรูมารุมถ่ายภาพเต็มหน้าเวที นางงามทั้งหมดยืนเรียงแจกยิ้มอยู่บนเวที ช่างภาพมายืนเบียดกันเพราะไปรุมถ่ายแต่กรองแก้วคนเดียว
      
       ฟากกรรมการลงคะแนนมือเป็นระวิง แผ่นกระดาษตารางให้คะแนนของกรรมการทุกช่องไม่ว่าจะเป็น ผิว หน้าตา รูปร่าง บุคลิก มือกรรมการทุกคนเขียนแต่เลข 8, เลข 8, เลข 8 ด้วยใบหน้าอิ่มเอมใจ ใบบัววิ่งแอบมาเจอกับอิงอร
       “ยายแก้วต้องได้ที่ 1แน่ๆ ชั้นว่า ค่าตัวเดิมที่ชั้นบอกไป มันถูกไปแล้วนะคะคุณนายใบบัว” อิงอรบอก
       “ไม่ต้องห่วงค่ะ คุณอิงอร ตอนนี้..ท่านน้ำลายหกไปถึงเข่าแล้ว เราจะเอาอะไร ท่านยอมหมดแน่ๆ”
       “ดิฉันขอเป็น 2 เท่า จากราคาเดิม พร้อมส่งยายแก้ว ถึงเตียงท่าน คืนนี้”
       “เจ็ดสิบ-สามสิบนะค้า ฮ่าๆๆ”
       ใบบัวกับอิงอรจับมือกันแล้วหัวเราะคิกคักๆๆ
       พุฒิภัทรมองดูกรองแก้วบนเวที
       พุฒิภัทรมองกรองแก้วที่กำลังโปรยยิ้มแล้ววางท่า เอียงมุมหน้าต่างๆให้ช่างภาพถ่ายภาพ แฟลชสว่างวาบๆๆ พุฒิภัทรเคลิบเคลิ้มมึนเบลอ
       พินิจลืมตัวจึงลุกขึ้นสั่งช่างภาพ “นี่ๆ ช่างภาพทุกคน ถ่ายรูปน้องกรองแก้วแล้วอย่าลืมเอาลงหน้า1ฉบับพรุ่งนี้เช้าทุกฉบับนะ แล้วอั๊วะจะให้รางวัลอย่างจุใจทุกฉบับเลย”
       บรรดาช่างภาพเฮกัน ท่านผู้หญิงทำเป็นหัวเราะ ทุกคนหัวเราะตาม
       พุฒิภัทรรู้สึกแปลกๆ เหมือนโกรธ งอน ไม่พอใจอย่างไม่มีเหตุผล
       รณพีร์แอบมองพี่ชายแล้วแกล้งถามลองใจ “ท่านพินิจเชียร์จนออกนอกหน้าเลยนะ พี่ชาย..แบบนี้เธอคงไม่รอด”
       พุฒิภัทรหงุดหงิด “มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา อย่าไปพูดถึงดีกว่า”
       “อ้าว..พี่ชายภัทรไม่รู้สึกอะไรหรือครับ พี่ชอบไปว่าแต่พวกนางงามเค้า ว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ สาเหตุมันก็เพราะมีคนอย่างท่านคนนี้ไงครับ ที่เป็นตัวการทำให้วงการนางงามเค้าเสื่อมเสียน่ะ”
       พุฒิภัทร ดุ “ถ้าพวกผู้หญิงพวกนั้นไม่ยอม ก็ควรจะปฏิเสธท่านสิ นี่ทุกคนก็อยากสบายทางลัด ไม่รักเกียรติไม่รักศักดิ์ศรีของตัวเอง เราอย่าไปสนใจเลย”
       “ไม่สนใจจริงน่ะ?” รณพีร์ยั่ว
       พุฒิภัทรหงุดหงิดมากขึ้น
      
       กรองแก้วและพวกนางงามอื่นๆ เดินเข้ามาที่หลังเวที ทุกคนต่างตื่นเต้น บ้างถอดรองเท้าเพื่อพักขา มะลิมารับกรองแก้วไปนั่งแล้วเอาน้ำให้ดื่ม อิงอรโผล่หน้ามาดูแล้วมองหัวจรดเท้า
       “เจ็บเท้าเหรอ” อิงอรถาม
       กรองแก้วยิ้มซีดๆ “นิดหน่อยค่ะ”
       “ยัยมะลิ นวดเท้าให้น้องหน่อยสิ” อิงอรพูดห้วนๆกับมะลิ แล้วเข้ามาพูดกับกรองแก้วแบบหวานหยด “โอ๋ๆๆ ทนอีกนิดนะจ๊ะ หนูแก้วคนดี๊ คนดี..เจ็บเท้าก็ต้องอดทนอย่าให้ใครรู้นะคะ..หนูสวยที่สุด หวานที่สุด รูปร่างดีที่สุดบนเวทีนี้แล้ว..เหลืออีกอย่างเดียว..รอบสัมภาษณ์..เธอต้องแสดงความฉลาด..และความงามของจิตใจออกมา..”
       กรองแก้วงง “ความฉลาด และความงามของจิตใจ?”
       “ใช่..พูดอะไรก็ได้ ให้ดูว่าเราการศึกษาสูง รู้อะไรลึกซึ้ง แต่ก็ต้องอ่อนหวาน น้ำใจงาม รักธรรมชาติ สายลม แสงแดด ไม่ดูถูกคนจน โดยเฉพาะเด็ก คนแก่ และคนพิการ จำไว้ล่ะ ห้ามทำตัวบ้านนอก หรือทำตัวเห็นแก่เงิน หรืออยากเด่นอยากดังเด็ดขาด ไปล่ะ ชั้นจะไปคอยเอาใจช่วย เธอทำได้อยู่แล้ว” อิงอรรีบเดินออกไปแล้วหันหลังกลับ “อ้อ อย่าลืม ยิ้มตลอดเวลา อย่าทำหน้าบึ้งงอ ยิ้มหวานๆให้ท่านด้วย..ท่านนั่งแถวหน้าสุด ตรงกลางเลย ให้มองแล้วโปรยยิ้มไปแถวนั้นเป็นพิเศษล่ะ” อิงอรรีบออกไป
       “แถวกลาง..หน้าสุดเหรอ..” กรองแก้วคิด
       “ยังมีทางนะแก้ว เวลาสัมภาษณ์..ให้ตอบโง่ๆ คะแนนจะได้ตก..อย่างน้อย ได้ที่2 ก็รอดแล้ว เพราะท่านพินิจ..ไม่ชอบพวกรองๆ..ต้องครองมงกุฎเท่านั้น..เข้าใจไหม..ตอบโง่ๆ..ว่าไม่ทราบค่ะ คิดไม่ออก..อะไรแบบนี้ไปเลย..อาจรอด..” มะลิเสนอ
       กรองแก้วสับสน “ตอบว่าไม่ทราบ..คิดไม่ออก..แล้วอาจรอดเหรอ..”
       นางงามคนอื่นๆ ใส่ชุดราตรีเดินผ่านไป
       มะลิหันไปเห็น “ว้าย..ชุดราตรี ต้องรีบเปลี่ยนชุดราตรี..เร็วๆๆ” มะลิลากกรองแก้วไป
      
       บนเวที สาวงามในชุดราตรีเดินกันจนเต็มเวที กรองแก้วใส่ชุดราตรีเข้ารูปจนเห็นทรวดทรง ชุดที่เธอสวมเป็นชุดปักเลื่อม เกาะอก แบบคลาสสิคมีสีทองสว่างบลอนด์ๆ ดูโดดเด่นมาก
       วงดนตรีบรรเลงเพลงประจำการประกวดแต่เร่งจังหวะให้เร้าใจขึ้น แถวนางงามบนเวทีเหลือ 15 คน ทุกคนยืนเรียงกันที่หน้าเวที
       พิธีกรประกาศ “แล้วนี่ก็คือ..นางงามที่ได้เข้ารอบ 15 คนสุดท้าย ในชุดราตรีครับ ขอเชิญกรรมการทุกท่าน ให้คะแนนใหม่อีกครั้งเลยครับ”
       กรรมการกรอกเบอร์ 8,8,8,8 กันเป็นเสียงเดียว ช่างภาพมารุมถ่ายกรองแก้วตามเคย กรองแก้วมองทอดสายตาไปที่กล้องนั้นกล้องนี้ แล้วนึกถึงคำที่อิงอรพูด
       “ท่านนั่งแถวหน้าสุด ตรงกลางเลย ให้มองแล้วโปรยยิ้มไปแถวนั้นเป็นพิเศษล่ะ”
       กรองแก้วทบทวนแล้วพยายามชะเง้อมอง สปอตไลท์ดวงใหญ่จ้าสาดแสงเข้าเต็มตาของเธอ กรองแก้วขยับตัวให้พ้นดวงไฟมาทางซ้ายเล็กน้อยแล้วมองไปแต่ปากยังยิ้ม
       กรองแก้วมองผ่านดวงไฟไป ตอนแรกภาพดูมืดแล้วค่อยๆ ชัดขึ้นจนเห็นหน้าพินิจที่มองมาด้วยดวงตาคมปลาบดุจแววตาเสือ
       กรองแก้วผงะ หน้าซีด แล้วแทบหุบยิ้ม เธอกระพริบตาถี่ๆ เพื่อเรียกสติแล้วพยายามคลี่ปากยิ้มใหม่
       ก่อนจะค่อยๆ ขยับมาจุดเดิมที่แสงไฟเข้าหน้าเพื่อจะได้มองไม่เห็นใคร


  


       กรองแก้วมองไปอีกที แต่กลับกลายเป็นว่าใบหน้าที่หื่นและแววตาที่คมเหมือนเสือของพินิจกลับเด่นแซงแสงสปอตไลท์ออกมา
      
       กรองแก้วรวบรวมสติแล้วขยับไปทางขวาอีกนิดเพื่อให้แสงไฟสปอตไลท์บังหน้าพินิจเพราะเธอไม่อยากเห็น
       กรองแก้วมองผ่านดวงไฟจากความมืดข้างขวา ภาพค่อยๆ เป็นชัดขึ้นมาเป็นแสงแว่นตาสะท้อน แล้วแสงสะท้อนนั้นก็ค่อยๆจางไปจนเห็นดวงตาใต้แว่นและใบหน้าที่ฉายแววอ่อนโยนและชื่นชมของพุฒิภัทรที่กำลังมองมาที่เธอ
       กรองแก้วชะงักแล้วคิดในใจ
       “เออ..คุณคนนี้ หน้าตาท่าทางใจดีจัง ดูเค้าน่าจะเป็นคนดีจริงๆด้วยสิ”
       กรองแก้วยิ้มตอบไปด้วยความรู้สึกดีๆที่ส่งผ่านมา พุฒิภัทรมีอาการสะดุ้งกับการยิ้มของกรองแก้วจนมือที่วางบนเข่าตัวเองสั่น พุฒิภัทรต้องรวบมือตัวเองมากำไว้ รณพีร์เอาศอกมากระทุ้งพอดี
       “ฮ้า..พี่ชายภัทร..เบอร์8ยิ้มให้พี่ด้วยล่ะ เราเห็นนะ”
       “บ้า..ใครเค้าจะมายิ้มให้ชั้น” พุฒิภัทรหน้าแดงแป๊ด
       “อั้นแน่ ทำไมต้องหูแดงด้วย พี่ชายเรา แน้..เขินๆๆ”
       “พูดมาก..เดี๋ยวกลับเลย”
       “โฮ้ย..กล้ากลับเหรอ..ยังไม่รู้เลย ว่าเบอร์8จะครองมงกุฎหรือเปล่า..”
       พินิจพูดกับพุฒิภัทรอย่างลืมตัว “เห็นไหมๆ เบอร์8ยิ้มให้ผม ฮ่ะๆๆๆ”
       พินิจหันมาทำหน้าระริกระรี้ พุฒิภัทรอึ้งแล้วก็คอแข็งทันที รณพีร์แอบขำ
      
       พิธีกรเดินมารับใบคะแนนจากกรรมการแล้วหันมายิ้มก่อนจะทำท่าตื่นเต้นโอเว่อร์กับคนดู
       “และแล้ว..นาทีแห่งความตื่นเต้นก็มาถึง..ต่อไปนี้..เราจะประกาศ5คนสุดท้าย..ขอให้เบอร์ที่ได้รับการเรียกชื่อ เดินออกมาข้างหน้า1ก้าวครับ”
       กลองทำเสียงรัวอย่างตื่นเต้น
       “หมายเลข 7 นางสาวกนกลักษณ์ รักษะสิน 35 24 35 สาวงามจากจังหวัดพระนคร สมาคมพ่อค้าขายส่ง ส่งเข้าประกวด”
       นางงามเบอร์ 7 เดินกระชดกระช้อยออกมาย่อไหว้ที่หน้าเวที แล้วก็ยืนทำท่าตัวเสร่อตรงกลางเวที
       “หมายเลขแปดๆๆ” อิงอรลุ้นสุดตัว
       “ถ้านังแก้วมันได้ แม่ต้องทำห้องนอนใหม่ ติดแอร์ให้หนูด้วย” สุนันท์บอก
       “ผมอยากได้มอเตอร์ไซค์เวสป้า” ไกรฤกษ์รีบพูด
       “ชั้นจะปรับปรุงร้าน ให้เป็นบรรยากาศฝรั่งเศส และขายเครื่องสำอางฝรั่งเศสเท่านั้น” อิงอรบอก
       “หมายเลข 8 นางสาวกรองแก้ว บุญมี 36-22-36 สาวงามจากจังหวัดอยุธยา ร้านเสริมสวยอิงอร..ส่งเข้าประกวด”
       อิงอรกรี๊ดแล้วกระโดดอย่างลืมตัว รวมทั้งคุณนายใบบัวด้วย
       พินิจปรบมือและเป่าปาก ท่านผู้หญิงเหล่ๆ แล้วก็ถอนใจแต่ก็ปรบมือให้อย่างมีมารยาท พุฒิภัทรตื่นเต้น เขานั่งตัวตรงแต่หลังไม่ติดพนักพิง รณพีร์พลอยเป่าปากกับพินิจไปด้วย กรองแก้วก้าวออกไปยืนเคียงเบอร์ 7 ด้วยความตื่นเต้นสุดๆ
       กรองแก้วก้าวพ้นแนวไฟที่ส่องหน้าออกมาทำให้มองเห็นคนดูชัดทั้งแถว พินิจโบกไม้โบกมือแล้วชู 2 นิ้วให้
       กรองแก้วคิดในใจ “ท่านพินิจน่ากลัวจังเลย..แย่แล้ว เราจะทำยังไงดี”
       กรองแก้วยิ้มแบบแหยๆนิดๆแล้วมองไปตรงที่มีเสียงกรี๊ดกร๊าด
       อิงอรกับคุณนายใบบัวและสุนันท์กรี๊ดยังกะเชียร์ม้าแข่ง
       “กรองแก้วๆๆ เบอร์ 8 ๆๆๆ”
       “กรองแก้วๆๆ เบอร์ 8 ๆๆๆ”
       กรองแก้วยิ้มสลดลงไปแล้วคิดในใจ
       “เราเป็นม้าแข่งของคนพวกนี้สินะ..ถ้าเราชนะ เขาคงรวย แล้วถ้าเราแพ้..เขาจะทำยังไงกับเรา..แต่ถ้าเราชนะ เราต้องถูกขาย..ให้ท่านพินิจคนนั้น”
       กรองแก้วยิ้มแล้วหันมามองทางพินิจอีกครั้ง
       พินิจเป่าปากและโบกมือให้ “ปิ๊ดปิ้ว..”
       กรองแก้วรู้สึกขัดสายตา พุฒิภัทรมองมาด้วยท่าทางเอาใจช่วย กรองแก้วมองตอบแล้วยิ้มให้ อย่างต้องการขอความช่วยเหลือ
       “คุณคนดีคะ ..คุณจะช่วยแก้วได้ไหม คุณได้นั่งที่ของพวกผู้ดีมีเงินด้วย..คุณต้องมีอำนาจวาสนาไม่แพ้ท่านคนนั้นแน่ๆ คุณจะช่วยไม่ให้เค้าซื้อขายแก้ว เหมือนแก้วไม่ใช่คน..ได้ไหมคะ” กรองแก้วคิดในใจ
       กรองแก้วพยายามส่งกระแสจิตสุดฤทธิ์
       พุฒิภัทรมองตากรองแก้วเหมือนถูกสะกด หน้าของเขาค่อยๆแดงขึ้นมา ลำคอฝืด แล้วกลืนน้ำลายดังเอื๊อก เหงื่อผุดที่หน้าผากแล้วก็หยดซิก พุฒิภัทรล้วงผ้าเช็ดหน้า ซับเหงื่อ และมือสั่นจนเห็นได้
      
       นางงามเบอร์ 7 ทำหน้าสวยแบบงงๆ กับคำถามบนเวที
       “คุณคิดว่าถ้าคุณได้เป็นนางสาวศรีสยาม แล้วคุณต้องชักชวนให้เด็กๆทำกิจกรรมอะไรสักอย่างนึง คุณจะชวนเด็กๆทำอะไร เพราะอะไรครับ”
       “อ๋อ..ดิฉันจะ..ชวนเด็กๆให้ตั้งใจเรียนหนังสือค่ะ เวลาเรียนๆ เด็กๆควรจะเงียบ ห้ามคุยกัน พอโรงเรียนเลิก เด็กๆไม่ควรจะเล่นมาก หรือปล่อยเวลาว่างให้ผ่านไป เด็กๆต้องท่องหนังสือมากๆ เรียนพิเศษในวิชาที่ยังไม่เก่ง รีบทำการบ้านให้เสร็จ และก่อนนอน อย่างน้อย ต้องอ่านหนังสือให้ได้1บทค่ะ..เพราะ..เพราะ ไม่งั้น..จะสอบตกค่ะ” นางงามเบอร์ 7 ตอบแล้วโปรยยิ้มไปรอบๆ
      
       ทุกคนปรบมือให้


  


       รณพีร์หันมากระซิบกับพุฒิภัทร
      
       “สงสารเด็ก ถ้าไม่อ่านหนังสือ จะสอบตก เป็นเหตุผลที่ชัดเจนมาก พี่ชายว่า..”
       รณพีร์มองหน้าพุฒิภัทรแล้วก็ชะงักไป เพราะพุฒิภัทรเหมือนไม่ได้ยินอะไรแล้ว เขานั่งเกร็ง บีบมือทั้งสองเข้าด้วยกัน ตัวเอนไปข้างหน้านิดๆ อย่างคนลุ้นเอาใจช่วยสุดชีวิต
       รณพีร์มองตามสายตาพี่ชาย กรองแก้วกำลังตื่นเต้นอยู่บนเวที เธอเดินออกมารอเพื่อเป็นคนตอบคำถามคนต่อไป
       “คุณกรองแก้วครับ..พร้อมไหมครับ” พิธีกรถาม
       กรองแก้วประหม่า “พร้อมค่ะ”
       พุฒิภัทรลุ้นเพราะรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย
       “หลังจากคุณชนะการประกวดในคืนนี้ คุณจะทำอะไรบ้าง และในฐานะที่เป็นนางสาวศรีสยาม คุณจะทำอะไรให้กับประเทศบ้างครับ”
       พุฒิภัทร อุทานออกมา “ทำไมถามยากแบบนี้ล่ะ”
       “นั่นสิครับ..” รณพีร์เห็นด้วย
       กรองแก้วเงียบแล้วก็คิด คนดูทุกคนเงียบ กรองแก้วคิด เธอมองไปรอบๆ แล้วหันไปที่อิงอร อิงอรชี้หน้าแบบลุ้นๆ และกดดัน กรองแก้วสบตาอิงอรแล้วก็ยิ่งลังเล
       เสียงอิงอรที่เคยพูดกับเธอผุดขึ้นมาในหัว
       “พูดอะไรก็ได้ ให้ดูว่าเราการศึกษาสูง รู้อะไรลึกซึ้ง แต่ก็ต้องอ่อนหวาน น้ำใจงาม รักธรรมชาติ สายลม แสงแดด ไม่ดูถูกคนจน โดยเฉพาะเด็ก คนแก่ และคนพิการ จำไว้ล่ะ ห้ามทำตัวบ้านนอก หรือทำตัวเห็นแก่เงิน หรืออยากเด่นอยากดังเด็ดขาด ไปล่ะ ชั้นจะไปคอยเอาใจช่วย เธอทำได้อยู่แล้ว” อิงอรรีบเดินออกไป แล้วหันกลับมาย้ำ “อ้อ อย่าลืม ยิ้มตลอดเวลา อย่าทำหน้าบึ้งงอ ยิ้มหวานๆให้ท่านด้วย..ท่านนั่งแถวหน้าสุด ตรงกลางเลย ให้มองแล้วโปรยยิ้มไปแถวนั้นเป็นพิเศษล่ะ”
       กรองแก้วมองไปที่พินิจ
       พินิจตาแวววาว ลูบคาง และเริ่มจินตนาการให้กรองแก้วมาเป็นของตน “หลังชนะการประกวดน่ะรึ..หุๆๆ หึๆๆ”
       กรองแก้วเศร้าเพราะคิดอะไรไม่ออก ปากของเธอสั่น แล้วเมินหน้าหนีไปจากพินิจแล้วก็ต้องชะงัก
       เมื่อเห็นพุฒิภัทรที่มองเธอมาอย่างจริงจัง สายตาพุฒิภัทรเอาใจช่วยโดยมีสายตาให้กำลังใจสุดๆ กรองแก้วรู้สึกมั่นใจมากขึ้น มีกำลังใจ และมีสติขึ้นมา
       กรองแก้วยิ้มออกมา แววตาของเธออ่อนโยนลง “แก้วมาประกวดนางสาวศรีสยาม..ก็เพื่อพ่อค่ะ หลังจากชนะการประกวดในคืนนี้แล้ว..แก้วจะได้รางวัล แก้วก็จะเอารางวัลที่เป็นเงิน..ไปพาพ่อเข้ามารักษาตัวที่พระนคร..เพราะในชีวิตนี้ แก้วมีพ่ออยู่คนเดียว พ่อเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของแก้ว ถ้าแก้วสามารถทำอะไรเพื่อช่วยพ่อได้ แก้วก็ยินดีทำอย่างเต็มใจค่ะ”
       ทุกคนอึ้งไป อิงอรขมวดคิ้ว พินิจงงๆ พุฒิภัทรและรณพีร์ตบมือกราว จากนั้นทุกคนก็ระเบิดเสียงปรบมือสนั่นทั้งงาน
       “เยี่ยม!..คนกตัญญูแบบนี้ ถูกใจคนไทยแน่นอน ฉลาดมาก” รณพีร์บอก
       กรองแก้วยิ้มขึ้นอีกเพราะมั่นใจมากขึ้นแล้ว “และในฐานะที่เป็นนางสาวสยาม แก้วจะเป็นตัวแทนประเทศของเรา ทำทุกอย่าง ที่จะบอกให้ชาวโลกรู้ ว่าบ้านของเราคือเมืองพุทธ ที่มีแต่รอยยิ้มและความโอบอ้อมอารี ถ้าใครมาประเทศไทย ก็จะได้รับน้ำใจ การต้อนรับดูแลอย่างอบอุ่น และช่วยเหลือแก้ปัญหาให้ทุกท่าน ให้ทุกคนกลับไปประเทศของตนด้วยความประทับใจ ในเมืองไทยและคนไทยค่ะ”
       คนดูเฮแล้วปรบมือสนั่นทั้งงาน
       “ว้าว..ตอบได้ดีๆ จริงไหมครับ พี่ชายภัทร” รณพีร์หันมาถาม
       พุฒิภัทรปรบมือด้วยความชอบใจมาก
       ทันใดนั้นพินิจก็ลุกขึ้นแล้วยืนปรบมือแบบแสตนดิ้งโอเวชั่นพร้อมกับเป่าปาก
       “ชนะแน่ๆ เบอร์ 8 ชนะแน่ๆ” พินิจพูด
       อิงอร ไกรฤกษ์ และสุนันท์ทำตาม ทุกคนทำหน้าเหมือนว่ากรองแก้วเข้าวินแน่นอนแล้ว คณะกรรมการก้มลงเขียน 8, 8, 8, 8 มือเป็นระวิง อิงอรทำมือชูนิ้วโป้งให้กรองแก้วประมาณว่าเยี่ยมยอดมาก
       กรองแก้วมองอาการของคนเหล่านี้แล้วหน้าซีดเพราะหวาดกลัวขึ้นมา เสียงเฮของคนดูดังลั่น พินิจเป่าปากไม่หยุด อิงอรชูนิ้วและโบกมือ
       แก้วหน้าซีด ขาสั่น จนเห็นได้ชัด
       “อ้า คุณกรองแก้วครับ..ขอเชิญคุณกรองแก้วพักผ่อนด้านในได้เลยครับ..” พิธีกรบอก
       กรองแก้วมองมาทางพุฒิภัทร พุฒิภัทรมองกรองแก้วแบบไม่กระพริบ ชื่นชม ดีใจ กรองแก้วมองพุฒิภัทรอย่างตั้งใจสื่อสาร แล้วแทนที่จะถอยเข้าไปกลับเดินตีวงออกมาเพื่อมามองหน้าพุฒิภัทรโดยตรง กรองแก้วมาหยุดหมุนตรงหน้าพุฒิภัทร
       “คุณคะ…คุณเป็นใคร ช่วยชั้นด้วยๆๆ” กรองแก้วคิดในใจ
       พุฒิภัทร งงงัน “ทำไม”
       “อะไร พี่ชายภัทร” รณพีร์
       กรองแก้วหมุนตัวแล้วเดินเข้าไปข้างหลัง คนดูปรบมือกันเกรียวกราว
       พุฒิภัทร ทิ้งตัวลงนั่งพิงพนักเก้าอี้แล้วก็เหงื่อตก “เค้ากำลังคะแนนนำอยู่แท้ๆ แต่ทำไม..เค้า ดูเศร้า เหมือนกับ...สัตว์…”
       “อะไรนะครับ พี่ชายภัทร เหมือนสัตว์เหรอครับ?” รณพีร์ฉงน
       “ใช่ เหมือน...สัตว์ที่กำลังจะถูกคนเอาไปฆ่าไงล่ะ”
      
       พุฒิภัทรรู้สึกหดหู่ใจ รณพีร์มองมาท่าทีมึนๆ ว่าพี่ชายเป็นเอามากเกินไปหรือเปล่า

       กรองแก้วกำลังให้มะลิ และพวกช่างแต่งหน้า ช่างทำผมรุมแต่งตัวให้กลับมาเป็นชุดว่ายน้ำอีกครั้งอยู่ที่หลังเวที ช่างทำผมทำผมอย่างประณีตมากๆ อิงอรเดินเข้ามากำกับ
      
       “ตีผมตรงหน้าผากให้โป่งอีกหน่อย จะได้รับกับมงกุฎ มงกุฎนางสาวศรีสยามปีนี้ยิ่งใหญ่ๆ อยู่ด้วย”
       “แน่ใจเหรอคะ ว่าแก้วจะได้..” กรองแก้วถาม
       “โอ๊ย..แน่ซะยิ่งกว่าแน่ เธอดูสิจ๊ะ”
       กรองแก้วมองไปทางที่อิงอรพยักหน้าบุ้ยใบ้ให้มองไปซ้ายที ขวาที คนของพินิจซึ่งเป็นชายฉกรรจ์หน้าตาดีในชุดสูทดำยืนอยู่ที่เวทีด้านซ้าย 2 คน ด้านขวา 2 คน ใบบัวกับสมุน 2 คนที่มีท่าทางกระตุ้งกระติ้งสไตล์แม่เล้ายืนรออยู่ที่ด้านหนึ่ง ซึ่งมีรถเบนซ์สีดำคลาสสิคจอดเตรียมไว้หลังเวที
       “แก้วไม่ต้องตกใจนะ คนพวกนี้เขาเป็นคนดี เขาเป็นบอดี้การ์ด จะมาดูแลเธอ พาเธอไปส่งที่ที่พักใหม่..หลังการประกวดเสร็จ” อิงอรบอก
       “อะไรนะคะ..แก้วจะไม่ได้กลับไปบ้าน..คุณอิงอรหรือคะ” กรองแก้วถาม
       “ไม่ได้หรอกจ้ะ ราชรถมาเกยแล้ว..สบายละเธอ ไม่ต้องไปนอนร้อนๆห้องคนใช้หลังบ้านให้ใครมันจ้องจะเข้าหาอีกแล้ว” มะลิกัดอิงอร
       “เอ๊ะ มะลิ..เดี๋ยวโดนตบ..” อิงอรฉุน
       มะลิทำคอย่น
       “ที่พักหลังใหม่..ที่ไหน บ้านใครหรือคะ” กรองแก้วถาม
       “โอ๊ย..ก็ไม่ใช่บ้านใครหรอกจ้า..ก็เป็นบ้านพักสวยๆ มีบริเวณกว้างๆ อยู่นอกเมืองออกไปนิด..มีการรักษาความปลอดภัยอย่างดี..สำหรับให้นางสาวศรีสยามพักสักระยะนึง..ช่วงทีต้องปฏิบัติภารกิจไงล่ะ เธอสบายล่ะ ไม่ต้องทำอะไร มีคนใช้รองมือรองเท้าพร้อม คนรถ คนสวน คนครัว วันๆ เธอก็จะได้แต่งตัวสวยๆ..ออกไปทำงานของนางสาวศรีสยาม..ก็แค่นั้นเอง” อิงอรอธิบาย
       “แต่แก้วต้องกลับอยุธยานะคะ ถ้าเป็นไปได้ แก้วอยากพาพ่อไปผ่าตัดให้เร็วที่สุดค่ะ”
       “โอ๊ย..นั่นมันไม่ใช่ปัญหาหรอก..บอกท่าน..แล้วท่านก็จะอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง”
       กรองแก้วงง “ท่าน?”
       “เอาน่าๆๆ อย่าเพิ่งไปสนใจเรื่องอื่นเลย เดี๋ยวจะประกาศผลแล้ว ก็ทำตัวให้ดีๆ สมกับที่เป็นนางสาวศรีสยามล่ะ อย่าลืมนะ ว่าชื่อร้านเสริมสวยอิงอร..ยังแปะอยู่ที่ตัวเธอนี่ ช่วยทำอะไรให้คนเขาอยากมาเสริมสวยที่ร้านชั้นมากๆล่ะ คืนนี้รูปถ่ายเธอคงได้ไปลงตามหนังสือต่างๆเยอะแยะ หรือใครมาสัมภาษณ์ ก็พูดชื่อร้านเสริมสวยอิงอรบ่อยๆนะ เข้าใจไหม”
       “ค่ะ..”
       ใบหน้ากรองแก้วซีดและเศร้าลงเรื่อยๆ
      
       ขณะที่รณพีร์กับพุฒิภัทรเดินมารับน้ำในแก้วใสทรงสูงมีมะนาวฝานเสียบปากแก้วจากบาร์เทนเด้อร์คนละแก้ว คนอื่นๆ ต่างก็รับน้ำต่างๆ กันไป
       รณพีร์มอง “พี่ชายภัทรเครียดๆไปหรือเปล่าครับนี่”
       “เปล่า..ชั้นจะไปเครียดเรื่องอะไร” พุฒิภัทรปฏิเสธ
       “อ้าว นึกว่า..เครียดเรื่องผู้หญิง”
       “เลอะเทอะแล้ว ชายพีร์ คนอย่างพี่..ไม่มีเรื่องผู้หญิงอยู่ในหัวอยู่แล้ว”
       “แล้วแม่สาวเบอร์ 8 เธอส่งสายตาลูกกวางน้อย..มาให้พี่ไม่ใช่เหรอ”
       พุฒิภัทรไม่ตอบ เขาจิบน้ำแล้วก็เงียบไป ไกรฤกษ์กำลังซดน้ำสีๆ อยู่แถวนั้น สักพักอิงอรเดินมามองแล้วก็ดึงตัวไป
       “ชั้นรู้สึกว่านังกรองแก้วมันชักจะยังไงๆ” อิงอรบอก
       “ยังไงครับแม่”
       “มันไม่เชื่องเหมือนสาวๆคนอื่นล่ะสิ เป็นคนอื่น ป่านนี้ คงกระเจิดกระเจิง อยากได้มงกุฎจนตัวสั่น แล้วก็ยินยอมพร้อมใจไปกับท่านเต็มที่ ไม่มีเงื่อนไขอะไรทั้งนั้น แต่นังคนนี้มันดูพิลึกๆ แม่ดูตามันแล้ว แม่ว่า..มันไม่ได้ซื่อๆ บ้านนอกๆ อย่างที่เราคิดนะ”
       “แหม แม่เพิ่งรู้เหรอ ผมรู้มาตั้งนานแล้ว”
       “อย่าพูดมาก ช่วยเป็นหูเป็นตาให้แม่ด้วย นังแก้วถึงห้องท่านเมื่อไหร่ เราถึงจะได้เงิน จำไว้..แกอยากรวย ก็ต้องช่วยกัน” อิงอรลากลูกชายออกไป
       สองแม่ลูกเดินผ่านพุฒิภัทรและรณพีร์ โดยที่ทั้งสองหนุ่มได้ยินคำพูดของสองแม่ลูกทั้งหมด สองหนุ่มหันมามองหน้ากันแต่ก็ยังจับความไม่ได้ว่าอะไรเป็นอะไร
      
       หมอนกำมะหยี่สีน้ำเงินที่มีมงกุฎและสายสะพายวางอยู่ เพชรบนมงกุฎส่องแสงระยิบระยับวูบวาบเข้าตา นางสาวศรีสยามคนก่อนคือผู้ประคองเชิญออกมา โดยมีเพลงประจำการประกวดเปิดคลอ นางสาวศรีสยามเดินช้าๆ มาหยุดกลางเวทีแล้วโปรยยิ้มไปทั่ว
       พิธีกรพูด “และแล้ว การประกวดนางสาวศรีสยามก็มาถึงจุดสุดท้ายของงานนะครับ ตื่นเต้นจริงๆ”
       บนเวทีทางขวา กรองแก้วเบอร์ 8 นางงามเบอร์ 7 และอีก 3 คน เบอร์ 11 24 และ 33 ยืนเรียงกันตามลำดับ กรองแก้วหน้าและรูปร่างสวยกว่าคนอื่นๆ อย่างชัดเจน
       “คุณกานต์นภา เวหาหาว นางสาวศรีสยามปีที่แล้ว เป็นผู้เชิญมงกุฏและสายสะพายนางสาวศรีสยาม สำหรับมอบให้นางสาวศรีสยามคนใหม่ ประจำปี2504 นี้”
       ทุกคนปรบมือให้
       “และ ณ บัดนี้ ขอกราบเรียนเชิญ ท่านผู้หญิงดาราอำไพ วัฒนสุวรรณ สุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่มีความสวยงามเป็นเลิศ..ขึ้นมาเป็นผู้สวมมงกุฎให้นางสาวศรีสยามด้วยคร้าบ”
       เจ้าหน้าที่ชายเข้ามาเชิญและประคับประคองท่านผู้หญิงเดินขึ้นบนเวทีทางบันไดหน้า วงดนตรีบรรเลงเพลงประจำการประกวด พินิจยิ้มแต้อย่างมีความสุข เขามองแต่กรองแก้วสายตาเยิ้มหยด
       พินิจพูดกับพุฒิภัทร “คุณชายหมอ..คุณชายเชียร์เบอร์ไหน มาพนันกันไหม ผมเอาเบอร์8 คุณชายเอาเบอร์อะไร”
       พุฒิภัทรไม่ตอบแต่นั่งกระสับกระส่าย
       นางงามเบอร์7 ขยับมาจับมือกรองแก้วแล้วกระซิบ
       “แก้ว..เธอชนะแน่ๆ ดูท่านพินิจสิ มองเธอเป็นมัน ไม่มองชั้นเลย”
       กรองแก้วกระซิบตอบ “ชั้นไม่ยอมหรอก..ชั้นจะต้อง..หาทางเอาตัวรอดให้ได้..”
       “ไม่มีทางหรอก..เธอดูพี่กานต์นภาสิ เค้าก็ต้องไปอยู่กะท่านเหมือนกัน ใครได้มงกุฎ ไม่มีทางรอด เธอเห็นท่านผู้หญิงไหม ตอนสาวๆ ท่านผู้หญิงก็เป็นนางสาวศรีสยามเหมือนกัน ไม่เคยมีใครรอดไปได้”
       กรองแก้วมองไปที่มุมต่างๆ ก็เห็นคนของพินิจสกัดอยู่ทุกทาง อิงอร ไกรฤกษ์ และสุนันท์ยืนอยู่อีกทาง ใบบัวและสมุนอยู่ที่อีกทาง แต่ละคนตาจ้องตรงเขม็งมาที่กรองแก้วดุจเสือรุมล่าเหยื่อ
      
       กรองแก้วอึ้ง หน้าซีด ปากสั่น


  


       ท่านผู้หญิงกำลังยิ้มสง่ามาดนางงามเก่าและโบกมือให้คนดูอยู่บนเวที คนดูปรบมือกราว กรองแก้วมองท่านผู้หญิงแล้วมองผ่านไปที่พินิจ
      
       พินิจหลิ่วตาให้กรองแก้วแล้วยกมือพรมนิ้วทักทาย กรองแก้วสะดุ้งแต่ก็จำต้องฉีกยิ้ม เธอรีบเบนสายตาหนีแล้วก็ชะงักเมื่อเห็นพุฒิภัทรซึ่งกำลังปรบมือให้ท่านผู้หญิงมองมาที่เธอด้วยท่าทางวิตกกังวลปนห่วงใย
       กรองแก้วพูดทั้งๆ ฉีกยิ้ม “แล้ว..คนนั้นใคร”
       นางงามเบอร์ 7 ถามกลับ “คนไหน”
       “ผู้ชายที่นั่งข้างๆท่าน..เป็นพวกเดียวกับท่านด้วยหรือเปล่า”
       “อุ๊ย..ผู้ชายหล่อๆ 2 คนนั่น..คือ 2 ใน 5 สิงห์หนุ่มแห่งจุฑาเทพไงล่ะ อะไรกันยะ ไม่รู้จักหรือไง ไปมุดรูอยู่ที่ไหนมา”
       “ไม่รู้จัก.. อะไรคือ 5 สิงห์จุฑาเทพ”
       นางงามคนอื่นๆ ทำเสียงชู่ใส่กรองแก้ว
       ท่านผู้หญิงเดินมาถึงกลางเวที ทุกคนจึงต้องหยุดคุยก่อนจะหันไปยิ้มแล้วไหว้ สาวสวยในชุดราตรีสีเดียวกัน 4 คนเชิญถ้วยสำหรับรางวัลอื่นๆ มารอให้สำหรับท่านผู้หญิงเป็นผู้มอบ กรองแก้วมองพุฒิภัทร ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
       พุฒิภัทรมองกรองแก้วแล้วทำหน้าสงสัย เขาแอบเอามือทำเป็นแตะจมูกแล้วลูบจมูกเพื่อชี้ที่หน้าตัวเองเป็นเชิงถามว่ากรองแก้วกำลังจะบอกอะไรกับเขาหรือ พุฒิภัทรส่ายหน้านิดๆ เหมือนจะถามกรองแก้วว่ามีอะไรเกิดขึ้น กรองแก้วพยักหน้าให้ พุฒิภัทรอึ้ง
      
       พิธีกรทำท่าทางตื่นเต้นสุดๆ เขารับโพยมือสั่นมาจากคณะกรรมการที่เดินเอาขึ้นมาให้บนเวที
       “ผลคะแนนร้อนจี๋เงยครับ.. ยังไม่มีใครเห็น นอกจากผมคนแรก..และต่อไปนี้ ผมขอประกาศตั้งแต่รองอันดับที่ 5..ใครที่ผมเรียก..กรุณาเดินออกมา รับรางวัลจากท่านผู้หญิงเลยครับ รองอันดับที่ 4” พิธีกรดูโพย “หมายเลข11..”
       คนเฮและปรบมือ หมายเลข 11 เดินมา ไหว้ ท่านผู้หญิงมอบสายสะพายและมอบถ้วยเงินให้
       กรองแก้วไม่มีสติจะฟัง เธอหันมองมาทางพุฒิภัทร
       กรองแก้วส่งกระแสจิตไปหาพุฒิภัทร “5 สิงห์แห่งจุฑาเทพ..มันคืออะไรหรือคะ..คืออะไร คุณเป็นใคร คุณเป็นคนสำคัญ เป็นสิงห์..ก็ต้องแปลว่า..มีอำนาจที่คนกลัวสิคะ..ใช่ไหม คุณต้องช่วยชั้น ช่วยด้วย อย่าให้ท่านเอาตัวชั้นไปนะคะ”
       เบอร์ 33 ได้ที่ 4 เบอร์ 24 ได้ที่ 3 ท่านผู้หญิงใส่สายสะพายและมอบถ้วยไปตามลำดับ
       พุฒิภัทรมองแต่กรองแก้วด้วยความพิศวง กรองแก้วน้ำตาคลอตาออกมาทุกทีๆ
       “โถ..หนูแก้ว..ตื่นเต้นจนน้ำตาไหลเลย โอ๋ๆๆ แม่คุณ..ไม่ต้องกลัวนะคนดี..เดี๋ยวพี่จะรับขวัญให้สาสมใจเลยจ้ะ” พินิจเพ้อออกมา
       “พี่ชายภัทร..เบอร์ 8 เค้ามองพี่ แล้วร้องไห้นะ ผมว่า...” รณพีร์บอก
       พุฒิภัทร อึดอัด “ไม่มีเหตุผล..ที่เค้าจะมามองชั้นทำไม..เค้าน่าจะ..ตื่นเต้น ดีใจ..ทำตัวไม่ถูกมากกว่า”
       “เอ๊ะ พี่ชายภัทรนี่ยังไง ตะกี๊พี่ก็พูดเอง..ว่าเค้าเหมือนจะโดนเอาตัวไปฆ่าไม่ใช่เหรอ”
       “ชั้นฟุ้งซ่านไปเองน่ะ ชายพีร์..มีที่ไหน คนจะได้มงกุฎจะกลัวใครเอาไปฆ่า มีแต่จะตีปีกดีใจ แต่เค้าอาจจะดีใจเกินขนาด จน..สติแตก..อะไรแบบนั้น” พุฒิภัทรลูบหน้าด้วยความกระวนกระวายแล้วหลบตาไปจากกรองแก้ว
       บนเวที นางงามทุกคนไปยืนรอโดยถือถ้วยรางวัล มีเพียงกรองแก้วกับนางงามเบอร์7 ที่ยืนจับมือกันตรงกลาง
       “และแล้ว..เราก็เหลือ 2 คนแล้วนะครับ..ระหว่าง เบอร์ 7 กนกลักษณ์ รักษะสิน พระนคร สมาคมพ่อค้าขายส่ง ส่งเข้าประกวด และกรองแก้ว บุญมี อยุธยา ร้านเสริมสวยอิงอร ส่งเข้าประกวด”
       นางงามเบอร์ 7 ตื่นเต้น กรองแก้วสงบนิ่งแต่ยังมองมาที่พุฒิภัทร
       กรองแก้วพยายามเพ่งส่งกระแสจิต “คุณคะ..คุณสิงห์หนุ่มผู้แข็งแกร่งและดุดัน....คุณไม่เข้าใจเหรอ คุณไม่สนใจชั้นเหรอ คุณมองไม่เห็นเหรอ ว่าชั้นขอความช่วยเหลือจากคุณ..คุณทำอะไรไอ้ท่านคนนั้นที..ชกหน้ามันให้สลบไปเลย ได้ไหมคะ หรือ..พอชั้นได้มงกุฎ ได้รับเงินมาแล้ว คุณก็ฉุดชั้น พาชั้นหนีไป..ไปจากที่นี่ทันที..หรือคุณทำให้เกิดเหตุการณ์อะไรวุ่นวายขึ้นมาก็ได้ แล้วชั้นจะรีบวิ่งหนี เล็ดรอดไป..พร้อมกับเงิน และมงกุฎ..”
       พุฒิภัทรมองตอบด้วยความสงสัยมากขึ้น
       พิธีกรประกาศ “นางสาวศรีสยาม ประจำปีพุทธศักราช2504 ได้แก่..นางสาว..กรองแก้ว บุญมี เบอร์ 8 ครับ”
       พวกอิงอรกับใบบัวกรี๊ดลั่น พินิจลุกขึ้นยืนปรบมือสุดตัว กรองแก้วตั้งสติแล้วมองหาทางหนีทีไล่ กรองแก้วเห็นคนของพินิจ พวกอิงอร พวกของใบบัว ต่างตีวงกระชับพื้นที่เข้ามาอีก กรองแก้วมองไปหลังเวที หน้าเวที บันได และทางขึ้นลงต่างๆ กรองแก้วหันไปมองพุฒิภัทรแล้วทำหน้าผิดหวัง
       “คุณสิงห์หนุ่ม..คุณไม่เข้าใจ..”
      
       ท่านผู้หญิงหยิบมงกุฎขึ้นมาถือแล้วหันมามองรอกรองแก้วแบบงงๆ พุฒิภัทรแปลกใจกับท่าทางของกรองแก้ว กรองแก้วยืนอย่างหมดทางรอด แล้วน้ำตาของเธอก็ไหลออกมา
       “เค้าทำท่าทางแปลกๆ จริงๆ ด้วย พี่ชายภัทร..ไม่เห็นดีใจเลย ที่ได้ที่ 1 หรือจะสติหลุดไปแล้ว” รณพีร์สงสัย
       พิธีกรเรียก “คุณกรองแก้วครับ..”
       กรองแก้วทำใจให้เย็นลงแล้วเดินเค้าไปย่อตัวลงไหว้ เพื่อรับการสวมมงกุฎ สายสะพาย และถ้วย
       ช่างภาพมารุมถ่ายมากมาย
       ท่านผู้หญิงสวมมงกุฎเสร็จ ทุกคนปรบมือ กรองแก้วรอว่าทำไมไม่ให้เงินเธอสักที ท่านผู้หญิงเดินลง กรองแก้วยืนเหวออยู่กลางเวที ช่างภาพเข้ามาถ่ายจนแฟลชวูบวาบไปหมด
       “เอ่อ..กรองแก้วครับ..เชิญถ่ายภาพร่วมกับรองทั้ง4ด้วยครับ..” พิธีกรบอก
       กรองแก้วชะงักแล้วหันมา “ค่ะๆๆ”
       กรองแก้วเดินถือถ้วยทองกลับไปหารองทั้ง 4
       นางงามเบอร์ 7ดุ “นี่..ได้มงกุฎ ก็ไปอยู่ตรงกลางสิ”
       “แล้ว..ทำไม เค้ายังไม่ให้เงินล่ะ” กรองแก้วพยายามยิ้มไปพูดไป
       “เงินอะไร”
       “เงินรางวัล ที่ 1 ห้าพันบาท ที่สอง สองพันบาทไง เธอได้รึยัง”
       “ยัยบ๊อง..เงินสด ใครเค้าจะถือมาให้ตรงนี้ เดี๋ยวเค้าจะจัดพิธีรับมอบเป็นการเปิดบัญชีเงินฝากชื่อเรา..ที่ธนาคารที่เป็นสปอนเซอร์ใหญ่ของงานนี้ไง”
       กรองแก้วหน้าซีด “แปลว่า..เรายังจะไม่ได้เงิน..แต่ต้องไปกับ..ท่าน..งั้นเหรอ”
       “แหมๆๆ นางสาวสยามคนใหม่และรองของเรา คุยกันจ้อเลยนะครับ..ขอรอยยิ้มสวยๆ ก่อนนะคร้าบ” พิธีกรพูด
      
       กรองแก้วหันมายิ้มกับกล้องที่เข้าไปรุมถ่ายมากมาย


  


       นายพลพินิจนั่งยิ้มแต้ยืนดูอย่างเปิดเผย คุณหญิงสะบัดหน้าใส่ ใบบัวกับอิงอรเข้ามารุมพินิจ
      
       อิงอรกระซิบ “ท่านขา..พอใจไหมคะ”
       “พอใจที่สุด” พินิจบอก
       “แบบนี้ต้องให้รางวัล2เท่า จริงไหมคะ” ใบบัวถาม
       “สามเท่าไปเลย..ได้หนูแก้วมาเลี้ยงดูทั้งคน..ฉันไม่เค็มหรอก” พินิจบอก
       ทั้งสองกรี๊ดออกมาอย่างชื่นมื่น
       กรองแก้วมองมาเห็นพินิจกับอิงอรและใบบัวทำท่าทางดีใจก็แค้นจนใจสั่น เธอมองมาทางพุฒิภัทร
       พุฒิภัทรซึ่งได้ยินคำพูดทั้งหมดของพินิจก็มองกรองแก้วตอบอย่างเจ็บใจ
       “พี่ชาย..ยินไหม คนพวกนี้มันขายผู้หญิงให้ท่านนะ” รณพีร์ถาม
       “แล้วไง..ผู้หญิงไม่เต็มใจแล้วจะมาประกวดทำไม คิดจะโก่งราคาน่ะซี้ ฮึ เที่ยวอ่อยใครๆไปทั่ว หวังจะให้ผู้ชายเอาเงินมาลงสู้กันรึไง” พุฒิภัทรว่า
       “อ้าว..เค้าไปอ่อยใครตรงไหน” รณพีร์ถาม
       “ก็อ่อยบนเวทีนางงามไง ก็เดินโชว์ขาอ่อน แล้วก็เที่ยวยิ้มเรียกคะแนนบ้าง ทำหน้าออดอ้อนให้คนสงสารบ้าง..ผู้หญิงสมัยนี้..เชอะ”
       พิธีกรพูดต่อ “เชิญ..นางสาวศรีสยามและรองทั้ง4 เดินโชว์เพื่อให้ผู้ชมได้ชมความงามกันอย่างทั่วถึงด้วยครับ เชิญครับ”
       พุฒิภัทรลุกขึ้นทันที
       รณพีร์งง “อ้าว พี่ชายภัทร ไปไหน”
       “ก็งานจบแล้วนี่ มีอะไรให้ดูอีกล่ะ ครบแล้วไม่ใช่เหรอ ชั้นอาจมีผ่าตัดตอนดึกนะ”
       รณพีร์ลุกตามด้วยความเสียดาย ทั้งสองลุกขึ้น ขยับจะออก ทั้งสองไหว้พินิจ ไหว้ท่านผู้หญิงเป็นจังหวะเดียวกับที่กรองแก้วเดินนำแถวนางงามออกมา บรรดาช่างภาพกรูกันไปดักถ่ายปิดทางเดินที่พุฒิภัทรกับรณพีร์จะเดินออกทำให้พุฒิภัทรและรณพีร์ยืนสูงและใกล้เวทีมากขึ้น
       กรองแก้วเดินมาจนถึงตำแหน่งตรงหน้าพุฒิภัทร กรองแก้วหันมามองหน้า พุฒิภัทรมองตอบแล้วทำแววตาเย็นชาใส่กรองแก้ว
       พินิจรู้สึกคึกจึงเบียดแซงพุฒิภัทรออกมายกมือยกไม้ “หนูแก้วจ๋า หนูแก้ว..เก่งมากๆ สวยมากๆเลย..เป็นกำลังใจให้นะคะ”
       กรองแก้วมองหน้าพินิจแล้วยิ้ม แล้วมองหน้าพุฒิภัทรอย่างขอความเห็นใจเป็นครั้งสุดท้าย พุฒิภัทรเมิน เขาทำเป็นมองไปที่อื่นและดูนาฬิกา กรองแก้วเสียใจแล้วคิดในใจ
       “คุณไม่ช่วยชั้นใช่ไหม ได้ งั้น..ตนก็เป็นที่พึ่งแห่งตนก็แล้วกัน”
       กรองแก้วมองแนวขอบหน้าเวทีที่มีผ้าแพรจีบๆ และต่ำลงไปบนพื้นคือกระถามดอกไม้ที่วางเรียงประดับ
       กรองแก้วคิดในใจ “ดี เอาให้มันขาหักเป็นนังเป๋ไปเลย ใครจะอยากได้ไปเป็นนางบำเรออีก ก็ให้มันรู้ไป!!”
       เท้าของกรองแก้วในรองเท้าส้นสูงปรี๊ดก้าวฉับๆ ทิ้งตัวลงไปจากเวทีทันที ร่างกรองแก้วร่วงลงมา ต่อหน้าพุฒิภัทร รณพีร์ และพินิจ ผู้ชมพากันกรี๊ดกร๊าดกันระงม ช่างภาพเข้าไปรุมถ่ายภาพกัน
       พุฒิภัทรลืมตัวจึงแหวกผู้คนเข้าไปจนมองเห็นกรองแก้วนั่งกองระทวยอยู่เหมือนหงส์ปีกหัก กรองแก้วเงยมาช้าๆ
       กรองแก้วกับพุฒิภัทรสบตากัน พุฒิภัทรตกใจ ทันทีที่เห็นพุฒิภัทรแววตาของกรองแก้วก็ฉายแววเจ็บปวดและตัดพ้อ น้ำตาของเธอปริ่มตา รณพีร์เดินเข้ามาสมทบ
       “พี่ชาย..แบบนี้ต้องพาไป..” รณพีร์บอก
       อยู่ๆ พินิจก็แหวกทุกคนเข้ามาผลัก 2 หนุ่มไปคนละทาง
       “แพทย์สนาม แพทย์สนามอยู่ไหน มาดูหนูกรองแก้วเดี๋ยวนี้”
       อิงอร ไกรฤกษ์ สุนันท์ ใบบัวและสมุนเข้ามาล้อมรอบ
       “แพทย์สนามล่ะ แพทย์สนามๆๆ” อิงอรตะโกนเรียก
       รณพีร์สะกิดพี่ชาย “เข้าไปเลย พี่ชาย..บอกเขา ว่าเราเป็นแพทย์เลย”
       พินิจตะโกนเรียก “แพทย์สนามๆ”
       พุฒิภัทรนิ่งแล้วหันกลับก่อนจะเดินจากมาจากความวุ่นวายนั้น รณพีร์วิ่งตามอย่างงงๆ
       “พี่ชายภัทรๆๆๆ”
       กรองแก้วที่สวมมงกุฎเจ็บปวดทั้งใจทั้งกายและรู้สึกสิ้นหวัง
      
       พุฒิภัทรเดินจ้ำอ้าวแยกมาที่บริเวณจอดรถ รณพีร์วิ่งกระหืดกระหอบตามมา เขาซีเรียสเพราะกลัวแพ้พนันกับพี่น้องด้วย
       “พี่ชายภัทร..ทำไมพี่ไม่เข้าไปช่วยคุณกรองแก้วล่ะ พี่ไม่อยากรู้จักเขาเหรอ พี่ทำไมไม่ใช่เอกสิทธิ์ความเป็นหมอล่ะครับ”
       “แพทย์สนามเขาก็มี ให้พี่ไปออกหน้าออกตา เขาจะได้หาว่าพี่หัวงูน่ะสิ..” พุฒิภัทรบอก
       “โห..แบบนี้คืนนี้ก็จบแค่นี้..สิครับ”
       “แล้วนายจะให้จบแค่ไหนล่ะ พี่ทำอะไรไม่ได้ดีกว่าแพทย์สนามหรอก แผลลึกอย่างนั้น คงต้องส่งไปเย็บแผลที่โรงพยาบาลอย่างเดียว”
       รณพีร์เชียร์จนโอเว่อร์ “งั้นก็ดีสิครับ โรงพยาบาลพี่ชายภัทรอยู่ใกล้แค่นี้เอง..ไปบอกเขา ให้นำส่งตัวคุณกรอ..ง..”
       พุฒิภัทรพูดชัดเจน “ชายพี..พี่ขอพูดชัดๆอีกทีนะ..พี่..ไม่ได้รู้สึกอะไรกับนางงามคนนั้น”
       “แต่เขาสบตากับพี่เป็นพิเศษนะครับ..ผมไม่เห็นเขาจะมองใครเลย นอกจากพี่คนเดียว..บางที นี่อาจจะเป็นบุพเพสันนิวาสก็ได้”
       พุฒิภัทร ตัดบท “หยุดเพ้อเจ้อ..ชีวิตจริงไม่ได้มีอะไรโรแมนติกแบบในนิยายหรอก..อาจจะเป็นแค่การโปรยเสน่ห์..ให้ท่า..เพื่อให้เรากระโจนเข้าไปร่วมประมูล อัพราคาค่าตัวของเขาแข่งกับท่าน..ก็แค่นั้น”
       “ทำไมพี่พูดงี้” รณพีร์ชักฉุน
       “กลับบ้านเถอะ”
       รณพีร์หัวฟัดหัวเหวี่ยง “พี่ชายภัทร..ผมถามจริงๆ..พี่ไม่ชอบคุณกรองแก้วสักนิดเลยเหรอ”
       พุฒิภัทร อ้าปากพูด “พี่..”
       รณพีร์พูดดัก “อ๊ะ โกหกเป็นบาป ตกนรกนะครับ”
       “พี่จะกลับบ้าน!!” พุฒิภัทรบอก
       พุฒิภัทรเข้าไปในรถ รณพีร์คอตกด้วยความท้อใจแล้วรีบตามเข้าไป แต่ยังไม่ทันไร บีปเปอร์ของพุฒิภัทรก็ดัง พุฒิภัทรมองเพราะรู้ว่ามีเคสด่วน
       “พี่ไม่กลับบ้านแล้ว ไปส่งพี่ที่โรงพยาบาลแทน”
      
       รณพีร์เซ็งมากๆ


  


       กรองแก้วแอบมองทางหนีทีไล่ของโรงพยาบาล เธอลุกเด้งขึ้นมานั่งบนเตียงแล้วเก๊กหน้าตาขึ้งโกรธ ทันที กรองแก้วปัดมือนางพยาบาลที่ถือสำลีจนสำลีหล่น
      
       นางพยาบาลอีกคนเขามาจับ กรองแก้วสะบัดแขนเปะปะไม่ยอมให้ใครสัมผัสตัว
       “ไม่ๆๆๆๆ..อย่ามาแตะต้องตัวชั้น!!”
       พวกพยาบาลช่วยกันเกลี้ยกล่อมและหว่านล้อม
       “คุณคะ..เราแค่จะล้างแผลให้ จะได้ไม่ติดเชื้อไงคะ”
       “ไม่ให้ล้าง ออกไป๊!!” กรองแก้วเสียงดัง
       มารตีพุ่งเข้ามาพูดเสียงดุ “นี่..คุณ..คุณต้องให้เราล้างแผล และเย็บแผลให้นะ..เพราะถ้าแผลฉีกหรือติดเชื้อมากไปกว่านี้..ต้องตัดขาทิ้ง เราไม่รับผิดชอบนะ”
       “ตัดขาเลยเหรอ”
       กรองแก้วอึ้งไปด้วยความรู้สึกกลัว มารตีเห็นกรองแก้วอ่อนลงเลยจะเข้าไปจับกรองแก้วนอนลง เพื่อที่จะได้ทำแผลตามหน้าที่ แต่แล้วกรองแก้วก็กลับดื้อขึ้นมาอีก
       “ไม่..ชั้นไม่ล้าง ชั้นไม่เย็บแผล..ไม่อะไรทั้งนั้น ออกไปๆๆ”
       กรองแก้วโวยวายผลักมารตีและพยาบาลคนอื่นๆออก มารตีและพวกพยาบาลเอือมระอา
      
       ใบบัวกับสมุนกำลังชะเง้อไปทางห้องตรวจด้วยความกังวลปนห่วงกรองแก้ว
       “ยัยแก้วมันแปลกๆ ชั้นบอกแล้ว ว่านังนี่มันยังไงๆก็ไม่รู้” อิงอรบอก
       “ยังไงๆน่ะ คือยังไงหรือคะ” ใบบัวถาม
       “อุ๊ย เอ่อ..ก็ ไม่ยังไงหรอกค่ะ แต่ไม่รู้เซ่อซ่ายังไงถึงตกเวทีมาได้” อิงอรว่า
       “อีนี่มันหลังเขาจะตายไปแม่ รองเท้าส้นสูงก็เพิ่งหัดใส่ ซุ่มซ่ามเซอะซะจะตาย..” สุนันท์บอก
      
       พินิจเดินอย่างเร่งรีบมาที่หน้าห้องฉุกเฉินโดยมีคุณหญิงเดินตามมาแบบระอาแต่อยากรู้ว่าจะทำยังไงกันต่อ พินิจเห็นว่ามีพวกนักข่าวรอทำข่าวนางงามตกเวทีอยู่ก็เบรกแล้วถอย ก่อนจะรีบเข้ามาควงแขนคุณหญิงแล้วพาหันกลับ
       นักข่าวหันมาเห็นพินิจก็รีบวิ่งเข้ามาดักแล้วถ่ายด้วยกล้องแบบโบราณไฟแฟลชดวงกลมสาดแสงไปทั่ว พินิจรีบจัดแจงโพสท์ท่าคู่คุณหญิงแบบหวานจนโอเว่อร์ สุนันท์หันมาเห็นพอดีก็ทำตาโต
       สุนันท์เข้ามาสะกิด “แม่ๆๆ ท่านมา”
       อิงอรกับคุณนายใบบัวหันมาเห็นพินิจก็รีบแยกตัวออกไปรับหน้าทันที
      
       พินิจเดินควงคุณหญิงหนีนักข่าวออกมา อิงอรกับใบบัวรีบตามเข้าไปแทรกเพราะกลัวชวดค่าตัว
       “ท่านขา..ท่านคะท่าน” อิงอรเรียก
       พินิจชะงัก
       “ท่าน..ท่านอย่าเพิ่งเปลี่ยนใจนะคะ”
       พินิจเซ็งแล้วรีบเล่นละครโดยทำเป็นเก๊กหน้าขรึม เก๊กเสียงดังน่าเกรงขามพูดกับนักข่าว
       “พวกคุณ..ไปบอกพวกหมอนะ..ว่าคุณหญิง..อดีตนางสาวศรีสยามเมื่อ18ปีที่แล้ว..ท่านรักและห่วงนางสาวสยามรุ่นน้องคนนี้มาก..ใช่ไหมคะ”
       คุณหญิงยิ้มหวานสุดๆ “แน่นอนค่ะ เดี้ยนห่วงหนูกรองแก้วมาก..เพราะหนูกรองแก้ว..ดูๆแล้ว..ก็เท่าๆกับลูกสาวเรา..จริงไหมคะ” คุณหญิงอดว่าแดกไม่ได้
       “ใช่ๆๆ” พินิจรับลูกหน้าชื่นตาบาน “เราสองคน..เอ็นดูหนูกรองแก้วเหมือนลูก..คุณหญิงเลยอยากให้รักษาหนูแก้วให้เต็มที่ สุดความสามารถ ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่ดีที่สุด ยาที่แพงที่สุด ค่าใช้จ่ายจะกี่พันกี่หมื่นบาท ชั้นรับผิดชอบเอง” พินิจหันไปส่งซิกแนลให้อิงอรกับใบบัวโดยเฉพาะ “แต่..หนูแก้วของชั้นต้องผุดผ่องไร้ริ้วรอย เข้าใจมั้ย ..แล้วรับรอง..ว่าชั้นจ่ายครบทั้งหมด!”
       อิงอรกับใบบัวรับคำโดยพร้อมเพรียง “ค่าท่าน!!”
       คุณหญิงมองอิงอร ใบบัว และพินิจอย่างรู้ทันแล้วเบะปากนิดๆ แต่สงบนิ่ง คุณหญิงวางหน้าสง่า แต่กล้ำกลืน
       พินิจพูดกับนักข่าว “พอแล้วนะๆ ไปดูอาการหนูแก้วให้พวกเราหน่อย ฝากด้วยนะ พวกเรา ช่วยทำข่าวละเอียดๆ ให้ประชาชนที่รอติดตามเพราะความห่วงใยนางงามของเค้าด้วย ไปๆๆ ไปเอารูปหนูแก้วในห้องพยาบาลมาให้ได้ ไปๆๆ”
       นักข่าวรับคำ “ครับท่าน”
       นักข่าวทั้งหลายเดินออกไป
       พินิจพูดกับคุณหญิง “คุณไปรอในรถก่อนไป”
       คุณหญิงทำหน้าเย็นชาก่อนจะสะบัดหน้าเชิดแล้วเดินจากไป
       ใบบัวรีบแถมากระซิบ “ท่านทำใจสบายๆ แล้วกลับไปอาบน้ำพักผ่อนรอที่บ้านดีกว่านะคะ ดิฉันรับประกัน ถ้าหนูแก้วเย็บแผลเสร็จปุ๊บ ดิฉันจะพาไป..เสิร์ฟ...เอ๊ย..กราบ..ให้ถึงที่ปั๊บในคืนนี้เลยค่ะ”
       “คืนนี้? หนูแก้วจะไหวเหรอ” พินิจถาม
       “โถ แผลแค่นี้เอง สบายค่ะ หนูแก้วทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก อึดเกินตัวค่ะท่าน” อิงอรหัวเราะคิกๆ
       “คืนนี้ ท่านได้นอนหลับฝันดีแน่ๆค่ะ..เอ่อ แต่ว่า..เรื่อง..เอ่อ..” ใบบัวอ้ำอึ้ง
       “ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน จะมีรอยแผลนิดๆหน่อยๆผมไม่ถือ ขอแค่หนูแก้วยอมมาอยู่กับผมโดยสมัครใจ อย่าให้ต้องออกแรง คุณทำได้ใช่มั้ย”
       “ท่านเมตตาขนาดนี้ หนูแก้วต้องยอมอยู่แล้ว” ใบบัวยืนยัน
       “หนูแก้วเป็นเด็กว่าง่าย ไม่อิดออด ไม่เรื่องมาก รับรองว่าท่านต้องติดใจแน่ค่ะ” อิงอรเสริม
       อิงอรกับใบบัวหัวเราะคิกคักๆ
       “ฮ่าๆๆ ดี ผมอยากติดใจ”
       พินิจยิ้มอย่างเคลิบเคลิ้มแล้วเดินกลับไปขึ้นรถ คนขับรถรีบเปิดประตูรถให้ พินิจเข้ามานั่งด้วยท่าทางตื่นเต้นเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่ เขายิ้มกรุ้มกริ่มอย่างมีความสุขก่อนจะเอื้อมมือมากุมมือคุณหญิงโดยไม่รู้ตัวทั้งที่ในใจคิดถึงแต่กรองแก้ว คุณหญิงจำยอมอดกลั้น
       คุณหญิงสั่งคนขับรถ “ออกรถได้”
       อิงอรกับใบบัวยืนยิ้มแย้มส่งพินิจจนรถลับตาไป แล้วใบบัวก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
       ใบบัวพูดกับอิงอร “ไปจัดการเด็กของเธอ อย่าทำให้ชั้นเสียคำพูดต่อท่าน ไม่อย่างนั้น อย่าว่าแต่ส่วนแบ่งที่เธอจะไม่ได้ ร้านเธอ..ก็อาจจะเจ๊ง..”
      
        ใบบัวเดินกลับไป อิงอรเซ็งและหงุดหงิด

       ด้านมารตีกับนางพยาบาลสองคนพยักหน้าให้กัน แล้วเข้าไปจับตัวกรองแก้วกดลงกับเตียงพร้อมกัน กรองแก้วรวบรวมแรงสะบัดจนมารตีและพยาบาลอีก 2 คนกระเด็นไปชนฝาคนละมุม
      
       มารตีหลังกระแทกฝาแล้วเริ่มมีน้ำโห กรองแก้วเองก็เลือดไหลออกมาจากแผลมากขึ้น มารตีพยายามจะไม่ฉุน
       “นี่คุณกรองแก้ว..แผลคุณน่ะลึกมากนะ..ถ้าไม่หยุดดิ้น..เราจำเป็นต้องทำในสิ่งที่ต้องทำแล้วนะ”
       “อะไร พวกคุณจะทำอะไร” กรองแก้วถาม
       มารตีปรบมือ3ทีแรงๆ บุรุษพยาบาล2คนเดินเข้ามา
       “หา มีแบบนี้ด้วย..” กรองทั้งอึ้งทั้งกลัว ฎพวกคุณ..อย่าเข้ามานะ” กรองแก้วกลัวแต่จำต้องเล่นละครข่มความกลัวเอาไว้ “กล้าเหรอ..ฉะ..ฉันเป็นนางสาวศรีสยามนะ..ออกไป”
       “คุณเป็นใคร.. ชั้นไม่สน..คุณจะยอมให้เรารักษาดีๆหรือจะให้เราใช้กำลัง” มารตีบอก
       “พวกคุณเป็นพยาบาลหรือเป็นนักเลงอันธพาลกันแน่..ไม่ต้องมาขู่..ชั้นไม่ให้ใครแตะต้องตัวชั้น นอกจาก..เอ่อ..นอกจากๆ..” กรองแก้วคิดไม่ออกไปชั่ววูบ “หมอ!! ใช่แล้ว..หมอเท่านั้น”
       “นี่คุณ..พวกเราพยายามจะช่วยคุณนะ” มารตีบอก
       “ถ้าคุณไม่ใช่หมอก็ออกไป!” กรองแก้วยืนกราน
       “โรงพยาบาลไม่ได้มีคนไข้แค่คุณคนเดียว มีคนไข้อีกเป็นร้อยที่อาการหนักกว่าคุณ เขายังไม่เรื่องมากขนาดนี้เลย”
       “แต่..แต่ชั้นเป็นนางสาวศรีสยาม..” กรองแก้วหลับหูหลับตาพูด “ชั้นเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ขาชั้นต้องไม่มีริ้วรอย..เพราะฉะนั้น คนที่จะเย็บแผลให้ชั้นก็ต้องเป็นหมอฝีมือหนึ่งเท่านั้น..เข้าใจมั้ย..ไปตามหมอมา!!”
       “ชั้นไม่ต่อรองกับคุณแล้ว”
       มารีตีหันไปพยักหน้าให้พวกบุรุษพยาบาลเข้ามาจับตัวกรองแก้วให้นิ่ง แต่กรองแก้วกลับดิ้นยิ่งกว่าเก่าเหมือนแม่เสือจนตรอกที่สู้ตาย
       “ชั้นไม่เย็บแผล...” กรองแก้วร้องโหยหวน
       กรองแก้วดิ้นสู้เพื่อไม่ให้บุรุษพยาบาลแตะต้อง เธอทั้งผลักทั้งถีบแล้วก็ร้องกรี๊ด
      
       อิงอร ใบบัว สุนันท์ และนักข่าวที่แอบอยู่ที่มุมหนึงหน้าห้องได้ยินเสียงกรองแก้วกรี๊ดดังออกมา ทุกคนต่างแตกตื่นวิ่งมาตามเสียงแต่มาหยุดที่ป้าย “ห้ามเข้า” และประตูที่ปิด พวกอิงอรพยายามจะแงะประตูเข้าไป
       “มันเป็นอะไรนักหนาขนาดนั้นนะแม่ แผลมันนิดเดียวไม่ใช่เหรอ” สุนันท์สงสัย
       “นั่นสิ ต้องเข้าไปดูให้เห็นกับตา” อิงอรบอก
       ใบบัวหันมาผลักนักข่าว “นักข่าวไม่ต้องเข้าค่ะ พวกเราเป็นสปอนเซ่อร์ เป็นพี่เลี้ยง..เรามีสิทธิ์เข้าไปได้”
       อิงอรพยายามเปิดประตูกำลังจะสำเร็จแต่เพียงพรวิ่งมาถึงแล้วรีบกันทุกคนออกไป
       “ถอยไปค่ะๆ” เพียงพรบอก
       “ดิฉันเป็นผู้ปกครองค่ะ ให้ฉันเข้าไปจัดการกับเด็กเองนะคะ” อิงอรขอ
       “ช่วยเร็วๆด้วยนะ ต้องรักษาให้เสร็จคืนนี้ ชั้นให้เวลาอีกครึ่งชั่วโมงแล้วจะรับเด็กไปเลย”
       “ค่ะๆๆ เข้าใจ แต่ทุกคน..ช่วยถอยไปก่อนนะคะ เข้าไม่ได้ค่ะ” เพียงพรรีบเปิดเข้าไปแล้วปิดประตูปังก่อนจะล็อกสนิท
       พวกอิงอรผิดหวัง ทั้งเซ็ง ทั้งอารมณ์เสีย
      
       เพียงพรตะลึงกับภาพตรงหน้าเพราะเธอเห็นมารตีกำลังจับแขนกรองแก้วทั้งสองข้างแล้วกรี๊ดตอบใส่หน้ากรองแก้ว
       “ชั้นก็กรี๊ดเป็นเหมือนกันนะ” มารตีบอก
       กรองแก้วทั้งสะบัด ทั้งดิ้น ทั้งผลัก “ปล่อย..”
       มารตีพูดจาดุดัน “ไม่ปล่อย เย็บเลย ฉีดยาชาสิเธอ เร็ว!!”
       บุรุษพยาบาลคนนึง ไล่อากาศในเข็มยาชากระบอกใหญ่มาก
       กรองแก้วมองเข็มฉีดยาแล้วก็ตาเหลือก “กรี๊ดๆ ไม่นะๆ ชั้นบอกว่าม่าย..”
       มารตีเสียงดังกว่า “ฉีดสิ ฉีดๆๆช้านสั่งให้ฉีด”
       เพียงพรเสียงดัง “หยุดทุกคน!! พอได้แล้ว!!”
       พวกบุรุษพยาบาลหยุด
       เพียงพรเสียงเข้ม “มารตี ออกไปสงบสติอารมณ์ด้านนอก!”
       มารตีมองสู้แล้วเชิดตอบ เพียงพรนิ่งและเยือกเย็น สุดท้ายมารตีก็เกรงขามต่อตำแหน่งหน้าที่ของเพียงพร
      
       มารตีจึงเดินฮึดฮัดออกไปทางประตูอีกด้านที่เป็นทางของพวกหมอ


  


       เพียงพรหันมามองด้วยสายตาเข้มงวด
      
       “คุณกรองแก้ว..เลือดคุณไหลไม่หยุดแล้ว เห็นมั้ย”
       กรองแก้วเห็นเลือดก็หน้าซีดเพราะกลัวจึงมีท่าทีอ่อนลง “ชั้น..แก้วขอร้อง..ช่วยไปตามหมอที่เก่งที่สุดมาก่อนนะคะ” กรองแก้วพนมมือ “นึกว่าเห็นแก่นางสาวศรีสยามตาดำๆคนนึงเถอะคะ”
       เพียงพรถอนหายใจด้วยความระอา
       “คุณดูไม่น่าจะเป็นคนดื้ออย่างนี้เลย รู้หรือเปล่าว่าที่คุณทำอยู่น่ะคือการทรมานตัวเอง..คุณไม่เจ็บมั้งเหรอไงกัน” เพียงพรว่า
       ทันใดนั้นพยาบาลคนนึงก็วิ่งเข้ามาจากประตูของหมอบานนั้น
       “คุณหมอมาแล้วค่ะ”
       กรองแก้วมองไปเห็นยศวินซึ่งเป็นหมอเวรเดินเข้ามา
       ยศวินยิ้มใจดี “ผมนายแพทย์ยศวิน เป็นแพทย์เวรวันนี้ครับ”
      
       พุฒิภัทรที่ใส่เสื้อกาวน์ทับเชิ้ตตัวใน กางเกงตัวเดิม แต่ถอดสูทไปแล้วกำลังสอดท่อเข้าทางจมูกคนไข้ชายรายหนึ่งอยู่
       “ช่วยผมหน่อยนะครับ ผมรู้ว่าคุณเจ็บ แต่ถ้าคุณพยายามกลืนน้ำลายให้สายยางลงไป..จะง่ายขึ้น..ดีครับ..ดี..อีกนิดเดียวครับ..” พุฒิภัทรบอก
       คนไข้พยายามทำตามโดยอดทนต่อความเจ็บไว้
       “เยี่ยม..เรียบร้อยแล้วครับ” พุฒิภัทรพูดกับพยาบาล “คุณช่วยติดเทปให้ดี สายยางจะได้ไม่เลื่อนอีก” พุฒิภัทรพูดกับคนไข้ “ทนหน่อยนะครับ คุณเพิ่งผ่าตัดซ่อมกระเพาะไป ต้องให้ทางเดินอาหารพักสองสามวัน แล้วถึงจะทานอาหารตามปกติได้..หวังว่าถ้าหายดีแล้ว อย่ากลับไปดื่มเหล้าจนกระเพาะทะลุอีกนะครับ”
       พุฒิภัทรจับที่แขนของคนไข้แล้วยิ้มให้อย่างเพื่อนสนิท
      
       ยศวินยิ้มให้กรองแก้วเป็นมิตร
       “ให้ผมดูแผลหน่อยนะครับ”
       กรองแก้วอึ้ง
       “สบายใจได้แล้วค่ะ นายแพทย์ยศวินเป็นแพทย์เวรนะคะ เดี๋ยวคุณหมอจะเย็บแผลให้คุณเสร็จภายใจไม่ถึงชั่วโมงนะคะ แล้วญาติๆ พวกสปอนเซ่อร์กับพี่เลี้ยงคุณที่เฝ้ารออยู่ข้างนอก ก็จะรับตัวคุณกลับไปได้เลยค่ะ แป๊บเดียวนะคะ แล้วไม่เจ็บด้วยค่ะ ไม่ต้องกลัว” เพียงพรพูด
       “อะไรนะ เย็บไม่ถึง1ชั่วโมงเหรอ” กรองแก้วถามย้ำ
       ยศวินยิ้มเอาใจ “ครับ แป๊บเดียวเอง ไม่ต้องนอนค้างด้วย เจ็บเหมือนมดกัด..แล้วก็กลับไปกับพี่เลี้ยงและสปอนเซอร์ได้เลยครับ”
       “หา..ไม่ต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลหลายๆ คืนเหรอคะ” กรองแก้วตกใจ
       ยศวินหัวเราะ “คืนเดียวก็ไม่ต้องค้างครับ”
       ยศวินจะเข้ามารักษาแต่กรองแก้วที่กำลังจนตรอกร้องห้ามสุดเสียง
       “ไม่..!!!”
       “ไม่อะไรอีกล่ะคะ..คุณ” เพียงพรถาม
       “ไม่ใช่หมอคนนี้!” กรองแก้วบอก
       ยศวินกับเพียงพรแปลกใจ
       “คุณกรองแก้วคะ..คุณหมอยศวิน ท่านเป็นแพทย์ที่เก่งมากที่สุดคนหนึ่ง..คุณไม่ต้องกังวลนะคะ”
       “ผมรับรองว่าหลังเย็บแผลเสร็จคุณจะสวยเหมือนเดิม ไม่มีริ้วรอยแม้แต่นิดเดียว” ยศวินบอก
       กรองแก้วแถเพื่อหาทางรอดไปเรื่อยๆ “ไม่ค่ะ..ไม่ๆๆๆ ชั้น..ชั้นไม่ต้องการแพทย์เวร..ชั้น..ชั้นคิดว่า..หมอที่จะแตะตัวชั้นได้ จะต้องเป็นหมอที่เก่งที่สุดเท่าที่มี..คือหมายความว่าชั้นต้องการคนที่.. ที่เชี่ยวชาญการเย็บแผลที่สุดของ..ของโลก..เอ๊ย..ของประเทศไทย..เอ่อ..ของ..ของโรงพยาบาลนี้..ก็พอได้”
       เพียงพรถอนหายใจดังเฮือก “นี่ดึกมากแล้ว ถ้ามีหมอเวรอยู่ และไม่ใช่เคสพิเศษเฉพาะทางจริงๆ ทางโรงพยาบาลไม่มีนโยบายตามหมอท่านอื่นมาหรอกนะคะ”
       ยศวินพยักหน้า พวกพยาบาลเตรียมเครื่องมือ
       เพียงพรกล่อมต่อ “ไม่ต้องกลัวนะคะ พวกผู้ปกครอง พี่เลี้ยง สปอนเซอร์อะไรรอกันเต็มเลยค่ะ ได้ยินว่า..ท่านพินิจกับท่านผู้หญิงก็มากำชับว่าให้พวกเราทำให้ดีที่สุดนะคะ” เพียงพรปลอบอย่างหวานจ๋อยเหมือนพูดกับเด็ก
       อยู่ๆ กรองก็เอามือปิดหน้าแล้วร้องไห้ “ฮือๆๆ”
       “อ้าว เอ่อ คุณกรองแก้ว..” ยศวินงง
       กรองเปิดหน้าออกมาแล้วพูดดด้วยความเครียดจริงจัง “ชั้น..ชั้นเป็นถึงนางสาวศรีสยามคนล่าสุด..พรุ่งนี้รูปชั้นจะลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ..ชั้นขอแค่หมอที่เย็บแผลเก่งที่สุดแค่นี้..พวกคุณให้ชั้นไม่ได้เหรอ..มันมากไปงั้นเหรอ..” กรองแก้วมีท่าทางแน่วแน่ “ได้..ถ้าคุณหาหมอศัลยกรรมที่เก่งที่สุดมาไม่ได้ ชั้นก็จะนั่งให้เลือดไหลหมดตัวอยู่ตรงนี้..ชั้นยอมตาย แต่จะไม่ยอมมีแผลเป็นเด็ดขาด เข้าใจมั้ย”
       เพียงพรกับยศวินมองกรองแก้วด้วยสายตาระอาในความเอาแต่ใจก่อนจะหันมาสบตากันเป็นเชิงถามกันว่าจะเอายังไงดี ทั้งสองกลุ้มใจและอยากจะบ้าตาย
       “แล้วดูสิว่าพรุ่งนี้พวกนักข่าวจะเขียนถึงโรงพยาบาลคุณว่ายังไง ฮึ!!” กรองแก้วพูดด้วยหน้าตาท่าทางแน่วแน่แต่ในดวงตาแฝงความกลัวเอาไว้
      
       ทุกคนมองหน้ากันแล้วก็ชักหมดกำลังใจ


  


       ฝ่ายสุนันท์กำลังโวยวายใส่มารตีและกลุ่มพยาบาลคนอื่นๆ อยู่ที่มุมหนึ่ง ในขณะที่นักข่าวและช่างภาพเริ่มนั่งรอกันอย่างเซ็งๆ
      
       “ยังไม่ได้เย็บแผล!” สุนันท์โวย “แล้วที่ชั้นนั่งรออยู่ตั้งนาน พวกคุณทำบ้าอะไรกัน มัวแต่ถ่ายรูปหรือขอลายเซ็นนางงามกันหรือไง”
       “ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากทำ แต่...” มารตีอ้ำอึ้ง
       “ทำไม ยัยแก้วมีปัญหาอะไร..แล้วจะอีกนานแค่ไหน หนูแก้วถึงจะกลับบ้านได้” อิงอรถาม “ชั้นต้องการพาหนูแก้วกลับบ้านให้เร็วที่สุด..เข้าใจมั้ย”
       มารตีฉุนแต่ก็ข่มอารมณ์ “ทราบค่ะ เราก็อยากให้คนไข้ออกไปจากโรงพยาบาลเร็วๆเหมือนกัน..เป็นนางงามแต่เรื่องมากซะยังกะเป็นเจ้าหญิง คุณนักข่าว เอาไปลงเลยนะคะ ว่านางสาวศรีสยามคนนี้ หลงตัวมากเกินไป แค่ได้มงกุฎไม่กี่ชั่วโมง กลายเป็นเทพธิดาไปซะแล้ว แย่มาก”
       มารตีพูดจบก็รีบหันหน้าและเดินหนีอย่างหัวเสีย
       “ฤทธิ์เยอะทั้งคนไข้ทั้งญาติเลย..ถ้าไม่ได้อยู่ในหน้าที่นะ ฮึ่ม”
       มารตีเดินกระแทกเท้าออกไป
       “อะไรเนี่ย..นี่มันกี่ทุ่มกี่ยามกันแล้ว..ชั้นไม่ไหวแล้วนะ ยัยอิงอร..แบบนี้ เกิดอะไรขึ้น ชั้นไม่รับผิดชอบด้วยนะ” ใบบัวว่า
       อิงอรหน้าซีด
      
       คุณหญิงกำลังเอนหลังให้บ่าวบีบนวดเท้าให้อยู่ พินิจแต่งตัวใหม่อย่างสะอาดสะอ้านแล้วรีบร้อนเดินออกมาด้วยความตื่นเต้น
       “คุณใบบัวโทรมาหรือยัง” พินิจถาม
       ทส. ที่อยู่คอยรับใช้ส่ายหน้า
       “ยังอีกเหรอ..ทำไมเย็บแผลนานขนาดนี้..หรือว่าจะเป็นอะไรมาก..โถๆๆ ไม่ๆๆ หนูกรองแก้วต้องไม่หลอกให้ฉันแต่งตัวเก้อนะ” พินิจสั่ง “โทรไปถามที่โรงพยาบาลสิ”
       “ครับท่าน”
       “นี่ถ้าไม่ติดว่าจะมีนักข่าว ฉันจะไปเฝ้าหนูกรองแก้วด้วยตัวเองแล้ว” พินิจบอก
       “คุณคะ..ถ้ามันจะช้าไปสักวันสองวัน ให้เด็กพักรักษาตัวก่อน..คุณจะอดใจรอไม่ได้เชียวหรือคะ” คุณหญิงถาม
       “แหม คุณหญิงก้อ..ทำไมจะไม่ได้..สบายๆเลย..จะวันนี้หรือวันไหน ผมก็ไม่มีปัญหา..แต่ถ้าวันนี้ได้ มันก็ดีใช่มั้ย อารมณ์และบรรยากาศสดๆร้อนๆ มันซู่ซ่าดี..คุณก็น่าจะรู้..ใช่มั้ยล่ะ”
       “ชั้นเข้านอนดีกว่า”
       คุณหญิงลุกจะเดินขึ้นห้องนอน พินิจไม่ได้แคร์อะไรเพราะมัวแต่พะวงถึงกรองแก้ว
       “ฝันดีนะคุณหญิง เดี๋ยวผมจะอยู่รอหนูกรองแก้วของผมก่อน”
       คุณหญิงที่กำลังจะเดินขึ้นไปชะงักแล้วถาม “แล้วคืนนี้คุณจะนอนไหน”
       “ก็ต้องเรือนสีชมพูอยู่แล้ว” พินิจตอบ
       “แล้วถ้านางสาวศรีสยามคนใหม่ ไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่คืนนี้ได้ล่ะ”
       “ถ้าเป็นอย่างนั้น นังใบบัวก็ต้องรับผิดชอบ..เอ่อ ไม่ใช่อย่างว่านะคุณหญิง..ผมหมายถึงมันต้องรับผิดชอบ ที่ดันมารับปากผมพล่อยๆ ไว้ ว่าคืนนี้หนูแก้วมาให้ผมเป่ากะหม่อมแน่.. คุณไม่ต้องห่วงผมหรอก นอนหลับให้สบายเถอะ”
       คุณหญิงรู้สึกหวานอมขมกลืนแล้วก็เดินขึ้นห้องไป
       พินิจลุ้นด้วยความตื่นเต้นๆ ก่อนจะตะโกนหาทส.คนสนิทว่าโทรติดหรือยังโดยไม่ได้แคร์ความรู้สึกของคุณหญิงเลย
      
       คุณหญิงอำไพเดินมาที่ห้องนอนก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงอย่างอ่อนแรง ที่ปลายเตียงมีรูปคู่คุณหญิงกับพินิจในชุดแต่งงานหวานชื่น คุณหญิงมองรูปนั้นด้วยแววตาอมทุกข์และความรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็กลั้นน้ำตาไว้ด้วยท่าทีที่ดูสง่าและสูงศักดิ์
      
       กรองแก้วที่หน้าเริ่มซีดและอ่อนแรงกำลังยืนแอบเปิดม่านที่ผนังกระจกด้านหนึ่งออกไปดูภายนอก
       กรองแก้วเห็นใบบัว อิงอรและสุนันท์รออยู่ด้วยท่าทางกระวนกระวายและต่างก็มองนาฬิกา
       “ยังไม่กลับกันไปอีก”
       กรองแก้วหน้าซีด เธอหันกลับมามองในห้องฉุกเฉินก็เห็นพวกพยาบาลอื่นๆทำงาน ดูแลคนไข้คนอื่นไปเพราะไม่มีใครสนใจและอยากข้องเกี่ยวกับกรองแก้วแล้ว
       กรองแก้วจนตรอก เธอคิดหาทางเอาตัวรอด
       “พ่อจ๋า..แก้วจะทำยังไงดี..จะทำยังไงดี”
       ทันใดนั้นเพียงพรก็เดินเข้ามาเห็นกรองแก้วยืนอยู่
       “คุณกรองแก้ว..นี่..คุณลุกเดินมาเองเหรอคะ โถ จากแผลเล็กๆ แค่เย็บก็กลับบ้านได้ ประเดี๋ยวแผลได้ฉีกจนต้องนอนค้างโรงพยาบาลหรอกค่ะ”
       เพียงพรรีบเข้าประคองกรองแก้วกลับไปที่เตียง ในขณะที่กรองแก้วมีสีหน้าและแววตาคิดแผนอะไรบางอย่างในใจจนกระทั่งเดินถึงเตียง
       “ถ้าแผลฉีก..จะได้ค้างหรือคะ..งั้น..ชั้นนั่งเองได้”
       “ดิฉันช่วยเถอะค่ะ” เพียงพรบอก
       “ถ้าคุณอยากช่วยชั้น ก็..เอ่อๆๆ..รีบไป..” กรองแก้วนึกแผนการ “หาน้ำมาให้ชั้นดื่มซักแก้วสิ นี่มันนานมากแล้วนะคะ ที่มาถึง แต่ไม่มีการดูแลอะไรเลย..หรืออยากจะให้ชั้นตายอยู่ตรงนี้”
       “ค่ะๆ”
       ทันทีที่ถึงเตียง กรองแก้วก็มองและวางมือลงบนเตียง แล้วเธอก็ก็ตัดสินใจในจังหวะเดียวกับที่เพียงพรหันกลับมาเห็นพอดี
       “เอาให้มันพิการไปจริงๆเลย..” กรองแก้วจงใจไถลตัวให้เตียงเลื่อนแล้วทิ้งตัวให้ล้มลงกับพื้น
       “คุณกรองแก้ว!!”
      
       พุฒิภัทรเดินออกมาจากห้องคนไข้ พูดกับพยาบาล
       “ช่วงคืนสองคืนแรกหลังผ่าตัด อย่าประมาทนะ ยิ่งคนไข้ไม่มีญาติมาดูแลด้วย เราก็ต้องเป็นญาติแทน เข้าใจนะ..แล้วถ้ามีอะไรฉุกเฉิน ตามผมได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจ”
       “ค่ะ ขอบคุณนะคะคุณชายหมอ”
       พุฒิภัทรเดินแยกไป เขาเดินผ่านหน้าวอร์ดที่พยาบาลคนหนึ่งกำลังพูดโทรศัพท์อยู่เขาก็ยิ้มแย้มทักทาย แต่อยู่ๆยศวินก็เดินเร่งรีบเหมือนตามหาใครอยู่ผ่านมาอีกทาง ทีแรกยศวินจะเดินผ่านไปแต่ก็ชะงักเพราะเห็นพุฒิภัทรแล้วรีบวิ่งกลับมาหา
       “คุณชายหมอ!! ช่วยผมด้วย..”
       พุฒิภัทรแปลกใจ
      
       ยศวินลากแขนพุฒิภัทรมาตามทางเดินในโรงพยาบาลแต่พุฒิภัทรกลับชะงักแล้วค่อยๆ ปลดแขนออก
        พุฒิภัทร ยืนกรานเสียงแข็ง “ยศ..ผมไม่รู้นะว่าคนไข้คือใคร ใหญ่มาจากไหน แต่ผมไม่เห็นด้วยที่เราจะต้องตามใจคนไข้..ผมไม่ได้เกี่ยงงานนะ..แต่..คุณก็รู้..ถ้าเราทำแบบนี้ ต่อไปคนไข้อื่นก็จะเอาเยี่ยงอย่าง ผมไม่อยากให้เสียระบบ”
        “ผมเข้าใจ แต่..ตอนนี้ทุกคนหัวปั่นไปหมดแล้ว งานการไม่เป็นอันต้องทำ เพราะคนไข้คนนี้คนเดียว..ช่วยไปทำให้มันจบๆทีเถอะนะครับ”
        “ผมขอตัวนะ” พุฒิภัทรบอก
        พุฒิภัทรเดินผ่านไปทันที ยศวินได้แต่เซ็ง แล้วทันใดนั้นพยาบาลคนนึงก็วิ่งเข้ามา
        พยาบาลพูดทั้งๆ ที่หอบแฮ่กๆ “โอย..คุณชายหมออยู่ที่นี่เอง..คุณหมอใหญ่โทรมาค่ะ..บอกว่า..คุณชายหมอกรุณา..ไปช่วยดูคนไข้ฉุกเฉินรายนี้ด้วยค่ะ”
       “หมอใหญ่ หมอใหญ่โทร.มาสั่งด้วยตัวเอง..หึๆ คนไข้คนนี้ท่าทางจะวีไอพีมากเลยนะ”
      
       พุฒิภัทรพูดด้วยสีหน้าหยามหยันนิดๆ


  


       ฝ่ายกรองแก้วนั่งหมดสภาพอยู่ที่พื้น แผลที่ขาของเธอมีเลือดไหลมากขึ้น กรองแก้วเจ็บแต่ก็อดทน กัดฟันสู้ เพียงพรกับพยาบาลอีก 2-3 คนพยายามจะช่วยกันประคองเธอขึ้นมา
      
       “ไม่..ไม่ต้องมาแตะต้องตัวแก้ว”
       “คุณแก้ว..ชั้นไม่รู้นะว่าคุณดื้อดึงไปเพื่ออะไร แต่ชั้นเป็นพยาบาล ชั้นปล่อยให้คนไข้ทำร้ายตัวเองต่อหน้าต่อตาไม่ได้..” เพียงพรหันไปสั่งพยาบาล “เธอ มาช่วยชั้น..ส่วนเธอ..ไปตามญาติคนไข้เข้ามาช่วยพูดหน่อยสิ..ไป”
       กรองแก้วตกใจเพราะไม่อยากให้อิงอรเข้ามา “อย่า!!”
       ทุกคนตกใจจึงชะงักแล้วหันมา
       กรองแก้วละล่ำละลัก “อย่านะ..ไม่ต้องไปตามคุณอิงอรมา..ไม่ว่าใคร..ที่บอกว่าเป็นพี่เลี้ยง เป็นใคร..ใหญ่มาจากไหน..ก็ห้ามตามมาในนี้..” เพียงพรกับพยาบาลช่วยกันจับตัวกรองแก้วไว้ “ไม่ต้องแตะตัวชั้น..ชั้นไม่ให้ใครเย็บแผลทั้งนั้น นอกจากหมอ..ไปตามหมอมา ชั้นต้องการหมอที่เย็บแผลเก่งที่สุดของโรงพยาบาลนี้ ศัลยแพทย์ฝีมือดีที่สุด ไม่มีหรือยังไง”
       ทันใดนั้นเสียงพุฒิภัทรก็ดังเข้ามา
       “หมอที่คุณต้องการอยู่ที่นี่แล้วครับ”
       กรองแก้วชะงักแล้วหันไปตามเสียงจนเห็นพุฒิภัทรยืนอยู่ ทั้งคู่เห็นหน้ากันและกันแล้วก็ถึงกับตะลึงเพราะต่างก็ไม่คาดว่าจะเจอกัน ยศวินเดินตามหลังเข้ามา
       กรองแก้วอึ้ง “คุณ..”
       แม้พุฒิภัทรจะใส่เสื้อกาวน์ แต่แว่นตาและบุคลิกทุกอย่างคือชายคนที่เธอขอให้ช่วยในวันนั้น
       พุฒิภัทรอึ้ง เขามองร่างกรองแก้วในชุดนางงามแล้วก็หน้าแดงขึ้นมาก่อนจะมองไปที่แผลที่ขาจนเห็นแผลกรองแก้วเลือดที่กรังยังสดๆ
       พุฒิภัทร ไม่เข้าใจตัวเองแต่ก็หงุดหงิดขึ้นมาเสียดื้อๆ “ผม..นายแพทย์พุฒิภัทร..ศัลยแพทย์สมองประจำโรงพยาบาลนี้ครับ ไม่ทราบว่า..ดีพอสำหรับคุณ..นางสาวศรีสยามหรือเปล่า”
       กรองแก้วปากสั่นด้วยความเสียใจและแค้นที่คนที่เธออยากให้ช่วยที่สุดแต่หนีเธอไปซึ่งๆ หน้า กลายเป็นคนที่จะมารักษาเธอในตอนนี้
      
       กรองแก้วที่เปลี่ยนเป็นชุดคนไข้ของรพ. สำหรับการผ่าตัดนอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าซีด แต่ก็ยอมนอนนิ่งให้พยาบาลทำความสะอาดแผลและต่อสายน้ำเกลือให้ สายตาของกรองแก้วจดจ้องไปที่พุฒิภัทร ที่กำลังสวมถุงมือเพื่อจะเข้ามาตรวจแผล พยาบาลทำความสะอาดแผลของเธอจนเสร็จ
       พุฒิภัทร พูดด้วยสีหน้าเย็นชา “ผมขออนุญาตดูแผลหน่อยนะครับ”
       พุฒิภัทรเข้ามายืนใกล้ต้นขากรองแก้วที่ถูกเปิดเอาไว้ให้จนเห็นแผลชัดเจนแต่เลือดที่เปื้อนอยู่ถูกเช็ดทำความสะอาดไปหมดแล้ว กรองแก้วรู้สึกอายที่ถูกมองต้นขาในระยะใกล้แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรได้แต่ข่มความอายไว้และไม่กล้าสบ ทันทีที่พุฒิภัทรเอื้อมมือมาแตะต้นขา กรองแก้วถึงกับสะดุ้ง
       “เดี๋ยว!!” กรองแก้วยันตัวขึ้นมา
       ทุกคนชะงักและนิ่งไปหมด
       กรองแก้วอึกอัก “เอ่อ..คือ..”
       พุฒิภัทรงง “ครับ?”
       “คือ..คือ..ชั้นอยากคุยเรื่องการเย็บแผล”
       พุฒิภัทรพูดอย่างเย็นชา “นอนลง ขอผมดูแผลก่อน”
       “คุณชายหมอท่านเป็นศัลยแพทย์สมอง ในโรงพยาบาลนี้ไม่มีใครมือเบาไปกว่าท่านอีกแล้ว” เพียงพรบอก
       พุฒิภัทรทำหน้าเคร่งขรึมและเย็นชา กรองแก้วจำต้องนอนลงไปอย่างไม่มีอิดออดปล่อยให้พุฒิภัทรตรวจแผลของเธอ ระหว่างนั้น กรองแก้วได้แต่มองสำรวจผิวพรรณ ใบหน้า ตา หู คิ้ว จมูก ปากของพุฒิภัทร
       พุฒิภัทรกดที่ต้นขาแล้วถามโดยไม่ยอมมองหน้า “เจ็บมากมั้ย”
       กรองแก้วไม่ตอบ พุฒิภัทรจำต้องทำใจให้นิ่งแล้วหันมาจ้อง กรองแก้วตกใจที่เห็นสายตาดุของเขาจึงเผลอส่ายหน้าถี่ๆ
       “ไม่เจ็บมากก็ดี” พุฒิภัทรบอก
       กรองแก้วได้สติก็เบิกตาโพลง “คะ?..เจ็บ..เจ็บสิ ทำไมจะไม่เจ็บ..เจ็บมากเลย..”
       “เมื่อกี้ผมกดอยู่ตั้งนาน คุณยังนอนเฉย” พุฒิภัทรมองดุๆ คล้ายจะต่อว่าที่กรองแก้วมองหน้าเขาอยู่ได้
       กรองแก้วจ้องตาเป๋ง “ก็..มันเจ็บ..จนชาไปแล้วไง..เลยไม่ค่อยรู้สึกอะไร..” กรองแก้วแสร้งเจ็บมากขึ้นมาทันที “โอ๊ย แค่ขยับนิดเดียวก็เจ็บจี๊ดไปถึงกระดูกแล้ว..สงสัยขาชั้นต้องหักแน่ๆ”
       พุฒิภัทร ชักหมั่นไส้เพราะรู้สึกว่ากรองแก้วมารยาและยั่วยวนเกินรับไหวแล้ว “กระดูกไม่หักหรอก เพราะถ้าหัก คุณคงเดินและออกฤทธิ์ไม่ได้มากขนาดนี้..เอาเป็นว่า..ผมจะฉีดยาชา แล้วก็เย็บแผลให้ จากนั้นคุณก็กลับบ้านได้”
       “กลับบ้าน?”
       พุฒิภัทรผละออกไป
       “งั้นเดี๋ยวดิฉันไปเตรียมห้องผ่าตัดเล็กให้นะคะ” เพียงพรรีบเดินออกไป
       “ไม่นะ..ชั้นกลับบ้านไม่ได้!!”
       พุฒิภัทร งง “หือ?”
       กรองแก้วหวาดกลัวเพราะไม่อยากกลับ “คือ..ชั้นเจ็บมากๆ..ชั้นควรจะได้นอนค้างที่นี่สักคืน”
       พุฒิภัทรเห็นแววตาอ่อนแอของกรองแก้วแล้วก็รู้สึกแปลกใจ
       “แผลแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องค้างหรอก”
       กรองแก้วเปลี่ยนแววตาที่กลัวมากๆ ไปเล่นบทเอาแต่ใจทนควัน “ชั้น-จะ-ค้าง!!..ชั้นต้องมั่นใจว่าพอเย็บแผลเสร็จแล้ว ขาชั้นจะไม่มีรอยแผลเป็น..คุณก็รู้ว่าชั้นเพิ่งได้ตำแหน่งมา เรื่องนี้สำคัญกับชั้นมาก”
       พุฒิภัทร ดูแคลน “ฮึ..เพราะเรื่องนี้ใช่มั้ย..คุณถึงได้เอะอะโวยวายลั่นโรงพยาบาล เพราะคุณกลัวขาจะไม่สวย..เลยทำเอาเจ้าหน้าที่ห้องฉุกเฉินทุกคนหัวปั่น ไม่เป็นอันปฏิบัติหน้าที่..แล้วคนไข้อุบัติเหตุอีกสามสี่ราย ต้องนั่งเจ็บรออยู่ด้านนอก ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ก็เพราะทุกคนมาวุ่นวายแต่กับคุณ!!”
       “ชั้น..ชั้นก็ไม่ได้อยากทำตัวอย่างนี้ คุณก็ต้องเห็นใจชั้นด้วยสิ”
       “เห็นใจเรื่องอะไร” พุฒิภัทรถาม
       “ก็..ก็เรื่องแผลนี่ไง ชั้นกลัวจะไม่สวยเหมือนเดิม”
       พุฒิภัทร ยิ้มอย่างรังเกียจ “คุณเป็นคนสวยอยู่แล้ว ถ้าคิดว่าการมีแผลที่ขาจะทำให้สวยน้อยลง ผมว่ามันเกินจริงไปหน่อย..แต่..ผมรับปากว่าจะเย็บแผลให้ดีที่สุดใ ห้มีรอยน้อยที่สุด ผมรู้ดี ว่าอาชีพคุณ..จำเป็นต้องใช้ต้นขาหากิน”
       “เอ่อ ค่ะ..ขอบคุณค่ะ..”
       พุฒิภัทรสุดจะทานทนจึงจะเดินออกไป แต่กรองแก้วเรียกเอาไว้อีก
       “เดี๋ยว..” กรองแก้วเรียก พุฒิภัทรหันกลับมา “คืนนี้ ชั้นขอค้างที่โรงพยาบาลนะคะ”
       พุฒิภัทรจ้องนิ่ง
       กรองแก้วลุ้นพร้อมกับส่งแววตาเว้าวอน
       “โรงพยาบาลของเราเป็นโรงพยาบาลรัฐ เตียงนอนของเราต้องสงวนเอาไว้ให้ให้ผู้ป่วยหนัก..คุณจะนอนก็ได้..แต่ถ้ามีคนไข้ที่จำเป็นต้องใช้เตียงมากกว่าคุณ..คุณก็ต้องเสียสละ..เข้าใจใช่มั้ยครับ”
       “เอ่อ..ค่ะ”
       “มีอะไรจะขออีกมั้ยครับ” พุฒิภัทรถาม
       กรองแก้วหลบตาด้วยความเศร้า
      
       พุฒิภัทรมองแล้วก็ขมวดคิ้วท่าทีงุนงง เพราะอดสงสัยไม่ได้ ว่าเหตุใดกรองแก้วถึงดูสิ้นหวังเช่นนั้น
ตอนที่ 3
      
       อิงอรโวยวายใส่มารตี ในขณะที่นักข่าวหลายคนกอดกล้องนั่งหลับสัปหงก อยู่ไม่ไกลนัก
      
       "ทำไมต้องค้าง!”
       มารตีอธิบายเชิดๆ
       "คุณชายหมอ" มารตีพูดเน้น "ท่านวินิจฉัยและแจ้งมาอย่างนั้น ดิฉันก็นำมาแจ้งต่อ ถ้าอยากถามอะไร ไว้ถามคุณชายหมอเองนะคะ"
       "คุณชายหมอ?..ใช่ คุณชายพุฒิภัทร หนึ่งในห้าสิงห์จุฑาเทพหรือเปล่า" สุนันท์ถาม
       "ค่ะ" มารตียิ้มหยิ่งๆ
       "อร๊ายๆๆๆ คุณชายพุฒิภัทรอยู่ที่นี่" สุนันท์รีบเซ็ทผมทำสวยทันที "ตายๆ ถ้ารู้มาก่อนว่าจะได้เจอคุณชาย จะแต่งตัวให้สวยกว่านี้..แม่ เรากลับบ้านกันเถอะ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ นันท์ไม่อยากให้คุณชายเห็นในสภาพนี้ ไปๆๆ"
       มารตีรู้สึกรังเกียจในใจจึงมองสุนันท์หัวจรดเท้า
       "ยัยนันท์ แกก็รู้ว่าแม่รับปาก.." อิงอรยั้งปากไว้ได้ก่อนจะหันมาพูดกับพยาบาล "ยังไงชั้นก็จะรอ จะดึกแค่ไหน ชั้นก็จะพายัยแก้วกลับ"
       เพียงพรเดินเข้ามา "คุณคะ..คุณชายหมอท่านคงเกรงว่าถ้าให้คุณแก้วเคลื่อนไหวมาก แผลที่เย็บไว้จะปริ และอาจเป็นรอยใหญ่ได้..พักสักคืนไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ หรือคุณกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย"
       "ชั้นไม่ได้ห่วงเรื่องเงิน!” อิงอรรีบบอก
       สุนันท์ลากอิงอรแยกออกมา มารตีมองตามอย่างดูแคลน
       สุนันท์พูดแบบลดเสียงพอได้ยินกันแค่สองคน "แม่..กลับเถอะ..นังแม่เล้าใบบัวมันยังกลับไปแล้วเลย ได้ตัวนังแก้วไปคืนนี้ ใช่ว่ามันจะ..พร้อมทำงานอะไรได้..เดี๋ยวมันไปเลือดสาดเต็มเตียง..แม่จะยิ่งซวยเอานะ..แล้วก็ไม่ต้องกลัวมันจะหนี โน่น คนของท่านเฝ้าอยู่เต็มเลยไม่เห็นเหรอ"
       อิงอรหันไปเห็นชาย2คนนั่งดื่มกาแฟกันอยู่ อิงอรชั่งใจ แล้วก็นึกอะไรได้
       "ยัยนันท์ ชั้นนึกออกแล้ว"
       "อะไรคะ" สุนันท์ถาม
       "ก่อนที่นังใบบัวจะรู้ตัว เราต้องชิงเอาหน้าจากท่านพินิจก่อน"
       สุนันท์งง "เอาหน้าอะไร"
       "เวลานี้..ท่านพินิจจะต้องกำลังคันมากๆ..ถ้าไม่ได้นังแก้ว ท่านจะหงุดหงิด แล้วอาจพาลมาเล่นงานเรา แต่ถ้าแม่จัดการแก้ขัดให้ท่านทันเวลา..ก่อนที่ท่านจะหน้ามืด"
       "แม่.. แต่แม่แก่แล้วนะ..มันจะไม่งาม" สุนันท์รีบบอก
       "อีบ้า..นี่ใช้อะไรคิดเนี่ย..ชั้นหมายถึง..ยัยรองนางงามย่ะ รองอันดับ1..มา..มาเลย..ชั้นต้องไปล่าตัวเจ้าหล่อนมาให้ได้ในคืนนี้ เสนอสิ่งแลกเปลี่ยนให้หล่อนตาโตซักอย่างสองอย่าง..หวังว่าหล่อนคงไม่ปฏิเสธนะ รีบไปเร็ว..เราต้องไปถึงยัยรองนางงาม ก่อนที่อิใบบัวจะคิดแผนสำรองนี้ได้"
       "ว้ายๆๆ แม่ช่างฉลาด อัจฉริยะจริงๆ หนูภูมิใจในตัวแม่มากๆ"
       แล้วทั้งสองก็รีบเดินไป มารตีมองทั้งสองพอเห็นสองแม่ลูกมองชายฉกรรจ์ เลยมองตามไปบ้างชายฉกรรจ์ที่เฝ้าอยู่หยิบว.มาพูดกับใครสักคนเสียงดังครืดคราดๆ มารตีรอจนสองแม่ลูกออกไป เธอจึงเดินเข้าไปหาพวกชายฉกรรจ์ด้วยความสู่รู้
       "เอ่อ..ขอโทษนะคะคุณ..พวกคุณมาดูแลอารักขาคนสำคัญที่นี่หรือคะ" มารตียิ้มอย่างเป็นมิตร
      
       กรองแก้วนอนหมดสติอยู่บนเตียงในห้องผ่าตัด พยาบาลผู้ช่วยเตรียมถาดอุปกรณ์มาวางเอาไว้ พุฒิภัทรที่คาดหน้ากากอนามัยเดินเข้ามาเตรียมเย็บแผล โดยมียศวินยืนเป็นผู้ช่วย พุฒิภัทรยืนมองใบหน้าที่ไม่ได้สติของกรองแก้วแล้วพิจารณารูปหน้าของเธอ อยู่ๆมารตีก็เข้ามายืนข้างๆ
       "เห็นหน้าสวยๆไม่นึกเลยว่าจะมีฤทธิ์เดชมากขนาดนี้" มารตีพูด
       พุฒิภัทรผละสายตาออกมาแต่ไม่ตอบอะไร เขาหันไปสั่งให้พยาบาลเอาผ้ามาปิดเปิดช่องเฉพาะส่วนต้นขาที่จะเย็บแผล
       "เย็บแผลแค่นี้ ถึงกับต้องให้ยาสลบเลยเหรอคะ" มารตีถาม
       "หรือเธออยากให้เขาตื่นขึ้นมาโวยวายอีก..แล้วแผลนี่ มันก็ฉีกลึกไม่ใช่เล่น ดูสิ..ผมต้องตัดแต่งผิวด้านนอกให้เรียบก่อน แล้วค่อยเย็บ" พุฒิภัทรบอก
       "ค่ะ พี่ชายภัทรรีบๆทำให้ยัยคนนี้ออกไปจากโรงพยาบาลเราเร็วๆเถอะค่ะ"
       พุฒิภัทร ปราม "มารตี..”
       "ทำไม..มารตีพูดอะไรผิด..ทุกๆคนก็รู้สึกแบบเดียวกันนั่นแหละ แค่ไม่พูดออกมา..ได้ตำแหน่งไม่ทันไรก็เบ่งคับเมืองซะแล้ว..แล้วนี่ ท่านพินิจส่งคนมาคุมเต็มโรงพยาบาล ประเดี๋ยวเย็บแผลเสร็จ ก็คงถูกส่งตัวเข้าวิมานสีชมพู ได้เป็นอนุท่านพินิจแล้ว..ไม่รู้จะยิ่งบ้าอำนาจขนาดไหนอีก"
       "หยุดพูดได้แล้วคุณพยาบาล เราเป็นแพทย์ เป็นพยาบาล มีหน้าที่รักษาคนไข้ทุกๆ คนอย่างเท่าเทียมกัน"
       “เอ๊ะ มารตี รู้สึกคุณไม่ได้มีหน้าที่ตรงนี้นะ" ยศวินท้วง
       มารตีไม่พอใจ "นายแพทย์ยศวิน!!”
       "ใช่..เธอต้องไปอยู่ข้างล่างไม่ใช่ที่ห้องฉุกเฉิน" พุฒิภัทรบอก
       "พี่ชายภัทรอ้า!!”
       มารตีเดินตึงตังออกไป พยาบาลคนอื่นๆมองว่าสองคนนี้คือแฟนที่ทะเลาะและงอนกัน ยศวินมองพุฒิภัทรด้วยความชื่นชม
       "อาจารย์เด็ดขาดมากครับ ผมจะจำไว้ เป็นตัวอย่างที่ดี" ยศวินชม
       พุฒิภัทร พูดกับทุกคน "ทุกคน ต้องทำหน้าที่ของตัวเอง ต้องรู้บทบาท มารยาท ใครทำผิดกาลเทศะ ถ้าผมตักเตือนแล้วไม่ปรับปรุงแก้ไข ก็จะต้องจัดการให้เด็ดขาด"
       พวกพยาบาลจ๋อยสนิท พุฒิภัทรพยายามตั้งสติเพื่อทำงาน
      
       มารตียืนกินน้ำอย่างอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่ที่หน้าห้องฉุกเฉิน เพียงพรเดินมา
       "คุณมารตี..ขอคุยด้วยหน่อย" เพียงพรบอก
       มารตีหันมาแล้วหน้าเจื่อนทันที "คุณเพียงพร"
       "นางพยาบาล..หม่อมหลวงมารตี เทวพรหม ฉันจำเป็นที่จะต้องพูดกับคุณตรงๆนะ ช่วยฟังแล้วนำไปคิดด้วย"
       "อะไรอีกล่ะ ดูเหมือนคุณเพียงพรจะจ้องหาเรื่องดิฉันจริงนะ"
       "ฉันเกลียดที่สุด นางพยาบาลที่ก้าวร้าวกับคนไข้และญาติ แสดงกิริยาวาจาข่มขู่ กระโชกโฮกฮาก หรือพูดห้วนๆ เป็นมะนาวไม่มีน้ำ หรือแค่ทำหน้าบึ้งหน้างอก็ตาม ฉันก็รับไม่ได้แล้ว แต่สิ่งที่คุณทำกับคุณกรองแก้ว มันถึงขั้นเหมือนคนเสียสติก็ว่าได้"
       "ก็มันมาเสียสติใส่ฉันก่อนทำไมล่ะ" มารตีว่า
       "คุณก็ต้องมีวิธีจัดการที่ดีกว่านี้" เพียงพรบอก
       "เพราะมันเป็นนางงามหรือไง ฉันถึงต้องไปประจบเอาใจมัน"
       "เขาจะเป็นอะไรก็ตาม แต่คุณทำแบบนั้น มันผิดจรรยาของพยาบาล พอๆกับที่คุณพยายามจะใช้เรื่องส่วนตัวมารบกวนการทำงานเพื่อส่วนรวมของคุณชายหมอพุฒิภัทรเสมอๆ"
       "ช่วยไม่ได้"
       "ถ้าช่วยไม่ได้ คุณก็ควรไปทำอาชีพอื่น"
       "คุณเพียงพร..”
       "เพราะอาชีพนางพยาบาล ในชุดสีขาวอันมีเกียรตินี้..เราต้องมีจิตใจเมตตา มีคุณธรรม มีความสงสารเห็นใจเพื่อนมนุษย์..พยายามทำความเข้าใจกับปัญหาของคนไข้ ให้ข้อมูลที่เขาต้องรู้และช่วยเหลือเขา..ด้วยความอดทนกับสิ่งต่างๆ มากกว่าอาชีพทั่วไปหลายเท่า"
       "นึกเหรอ ว่าชั้นจะอยากทำอาชีพนี้" มารตีว่า
       "ถ้าคุณฝืนใจทำ ก็ไม่รู้จะฝืนใจไปทำไม ถ้าคุณไม่ศรัทธาในอาชีพพยาบาล ก็ไปทำอย่างอื่นสิคะ คุณก็มาจากตระกูลสูง หน้าตาก็ดี ไปทำงานบริษัทห้างร้านโรงแรมอะไรก็ได้ ไปสิคะ ลาออกไปเลย"
       "คนอย่างชั้น ขอบอกว่าจะอยู่เป็นลูกน้องคุณไปอีกไม่นานหรอก คุณคอยดูไปก็แล้วกัน"
      
       พูดจบมารตีก็เดินเชิดจากไป เพียงพรมองตามแล้วส่ายหน้า


  


       ฝ่ายพุฒิภัทรวางสูทลงข้างตัว ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งในรถแล้วเอนหลังอย่างผ่อนคลาย เขามองออกไปนอกรถแล้วเห็นคนของท่านพินิจเดินเฝ้ารออยู่หน้าตึก พุฒิภัทรคิดในใจ
      
       "อยากเป็นอนุท่านนายพลมาก ถึงกับต้องมาประกวดนางงามเลยเหรอ"
        แต่แล้วภาพแววตาอันเศร้าสร้อยของกรองแก้วก็แว่บเข้ามา ทั้งภาพแววตาของกรองแก้วในห้องฉุกเฉินและตอนอยู่บนเวทีประกวด
      
        เวลาผ่านไป พุฒิภัทรที่อยู่ในชุดนอนเอนกายลงนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียงนอนในห้องตัวเองเพราะรู้สึกสับสน
        พุฒิภัทรคิดในใจ "แล้วทำไม..ทำไมเขาถึงดูไม่มีความสุขเลย.." พุฒิภัทรไล่ความคิดนั้นออกไป "พอๆๆๆ ก็แค่ผู้หญิงรักสบาย ชอบให้มีคนเลี้ยงดู จะไปคิดมากทำไม..”
       พุฒิภัทรพูดออกเสียงเพื่อเตือนตัวเอง "นอน..หลับตา..นอน"
      
        เช้าตรู่วันต่อมา ใบบัวเดินตามคนของพินิจเข้ามาในเขตบ้านของพินิจ พินิจนั่งอ่านนสพ. พลางจิบกาแฟโดยมีอาหารเช้าแบบอเมริกันตั้งอยู่ที่ศาลา
        พินิจยิ้มและชูหนังสือพิมพ์ขึ้นให้ดูข่าวที่พุฒิภัทรคือคนผ่าตัดกรองแก้ว "นี่ๆๆๆ อ่านสิๆ ไม่ต้องกลัวแล้ว คุณชายหมอถูกผมสั่งเรียกตัวไปทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลเองเลย..รับรอง น้องกรองแก้วหายเร็ววัน และแผลสวยไม่เป็นแผลเป็นแน่"
        "อุ๊ย..ฝีมือท่านเองเลยเหรอคะ ไอ้เราก็งง ว่าหนึ่งใน5สิงห์แห่งจุฑาเทพ ลดตัวลงมาเย็บแผลที่หน้าขานางงามได้ยังไงกัน ปกติหมอคนนี้เขาผ่าสมองเท่านั้นนี่นา"
        "โชคดีมาก ที่หนูแก้วได้ไปที่โรงพยาบาลนี้ เพราะชั้นกับท่านผู้หญิงให้ทุนอุดหนุนกับเขาอยู่หลายโครงการณ์ ยังไงๆ ทุกคนก็ต้องเกรงใจชั้นที่สุดอยู่แล้ว" พินิจคุย
       "แบบนี้..วันนี้หนูแก้วน่าจะกลับบ้านได้..กลับบ้าน..ที่วิมานสีชมพูไงคะท่าน"
        พินิจหัวเราะชอบใจ "เอิ๊กๆๆ หวังว่า..หนูกรองแก้วจะยินดี เต็มใจ..มาเป็นสมาชิกใหม่ที่บ้านอันอบอุ่นและอบอวลด้วยไอรักของเรานะ"
       "อุ๊ย ยิ่งกว่าเต็มใจอีกค่ะ" ใบบัวบอก
        "พ่อแม่เค้าไม่ว่าอะไรแน่นะ ชั้นล่ะ ไม่ชอบเลย ถ้าเด็กคนไหน พ่อแม่เค้าหวง แล้วเอาชั้นไปพูดว่าหลอกลูกเค้ามั่งล่ะ หรือโดนชั้นขู่เข็ญต่างๆ นานาให้ขายลูก..อะไรทำนองนั้น"
        "ว้าย..ไม่มีแน่ค่ะ รายนี้ แม่อิงอรเขาจัดการอยู่หมัด เด็กก็ปลาบปลื้มชื่นชมท่านม้าก..มาก พ่อเด็กก็ฝากฝังลูกไว้กับท่านนี่ล่ะค่ะ"
        พินิจหัวเราะร่วน "จริงเหรอๆ คิๆๆๆ" พินิจวางซองปึกหนาลง "เอ้า..เอาไปให้อิงอร..เป็นเงินก้อนแรกให้เขาอุ่นใจ แล้วถ้าหนูแก้วมาเป่ากระหม่อมเสร็จแล้ว..ค่อยมารับที่เหลือ..แล้วนี่..ของเธอ ใบบัว..อย่าไปมั่วซองกันล่ะ ฮุๆๆ"
        "ขอบพระคุณค่ะ ท่าน งั้นอิชั้นลานะคะ" ใบบัวกราบอย่างชดช้อยแล้วเดินออก คนของพินิจรีบต้อนให้เดินออกไป
       พอคล้อยหลังใบบัว นางงามเบอร์7 ที่ใส่ชุดลำลองอยู่บ้านแบบวาบหวิวผ่านั่นผ่านี่ แต่งหน้าโทนชมพู รองเท้าชมพูก็ถูกสาวใช้ประคับประคองมา
        พินิจรีบลุกไปรับ "อ้าว..หนูกนก..ตื่นแล้วหรือจ๊ะ..แหม..นอนต่ออีกหน่อยก็ได้นะ หนูนอนดึกนี่นา..เมื่อคืนนี้..”
       "ท่านก็ดึกเหมือนกันนี่คะ..แต่ท่านยังตื่นได้ หนูก็ต้องตื่นได้"
        "น่ารักจริง..ขยันมาก มาๆๆๆ มานั่งกินเบรกฟัสท์ด้วยกัน นี่..ไปจัดอาหารเช้ามาอีกชุดไป..รับกาแฟ รับชา...หรือรับชั้น....ดีจ๊ะ"
       "รับท่าน..สิคะ"
       "ฮ่าๆๆๆ ตลกๆๆ รับมุกได้ด้วย น่ารักจริงๆเล้ย" พินิจหัวเราะร่วน
        "คนเรา ต้องรู้ตัวสิคะ หนูมันแค่ตัวรองนางงาม แล้วก็เป็นแค่ตัวสำรองในชีวิตจริง..วันใด..น้องกรองแก้วเขามา..หนูก็คงต้องไป..หนูก็ต้องเจียมเนื้อเจียมตัว กลัวโดนทิ้ง..เป็นธรรมดา"
       "โอ๋ๆๆๆ อย่าพูดอย่างนั้นสิจ๊ะ ชั้นก็ไม่ใจร้ายถึงขนาดนั้นหรอก..มามะ มามะ"
       พินิจดึงกนกไปนั่งตักแล้วป้อนขนม
       อีกด้านหนึ่งห่างออกมา คุณหญิงยืนมองด้วยแววตาเจ็บปวด
      
        พุฒิภัทรขำ เขายิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในขณะที่มองดูต้นไม้ข้างนอกหน้าต่างกระจก เสียงเปิดน้ำจากห้องน้ำดังกลบเสียงต่างๆ จนหมด พุฒิภัทรแอบส่ายหัวด้วยความเอ็นดู ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู
       เพียงพรเปิดประตูเข้ามาพร้อมเข็นโต๊ะวางอุปกรณ์ทำแผล
        พุฒิภัทร พูดเบาๆ "คนไข้อยู่ในห้องน้ำ คุณทิ้งของพวกนี้ไว้ก่อนก็ได้ เดี๋ยวผมจัดการเอง"
        เพียงพรถอนใจด้วยความโล่งอก "ดีแล้วค่ะ ถ้าคุณชายหมอเป็นคนทำ เธออาจไม่โยกโย้มากจนเกินไปอีก ไม่งั้น พยาบาลกับบุรุษพยาบาลก็โดนผลักกันกระเด็น"
       พุฒิภัทรหัวเราะ เพียงพรมองหน้าพุฒิภัทรด้วยความแปลกใจเพราะปกติเขาจะขรึมมาก เพียงพรส่ายหัวงงๆ แล้วก็เดินออกไป
       สักพักน้ำก็หยุดไหล พุฒิภัทรหันไปแล้วรีบเดินกลับที่ห้องน้ำ ประตูเปิดออกพอดี กรองแก้วออกมา
       พุฒิภัทรทำท่าจะไปช่วยประคอง
        กรองแก้วรีบทำตัวตรง "ไม่เป็นไรค่ะ ชั้นเดินเองได้"
        พุฒิภัทรถอยออกมาแต่ยืนกอดอกดู สังเกตอาการไป กรองแก้วเดินกระเผลกนิดๆ จนไปถึงเตียง แล้วนั่งลง พุฒิภัทรมองแล้วเข็นรถทำแผลเข้ามา จากนั้นเขาก็ดึงม่านกั้นปิด
        "คุณปิดม่านทำไม" กรองแก้วถาม
        "ผมก็..จะขอดูแผลของคุณ" พุฒิภัทรบอก
        "อ้อ ค่ะ"
        พุฒิภัทรเข็นรถเข้ามาแล้วค่อยๆเปิดแผลออก เขาใช้ผ้าคลุมต้นขาส่วนอื่นไว้แล้วพิจารณารอยแผล กรองแก้วนอนเกร็งๆ
        "อืม..เนื้อสมานตัวกันดีนะครับ เหลือแค่รอยบวมและช้ำตรงที่เกิดจากการกระแทก..โดยรวมแล้วดีนะครับ ไม่น่าจะมีการอักเสบติดเชื้อ..วันนี้น่าจะกลับบ้านได้"
        กรองแก้วหน้าซีด "กลับบ้าน"
        พุฒิภัทร เช็ดทำความสะอาดแผลพลางพูดไปด้วย "ครับ กลับบ้าน ไม่ต้องนอนค้างโรงพยาบาลอีก..ไม่ดีเหรอครับ"
       "ชั้น..ขอ..ไม่กลับบ้านวันนี้..ไม่ได้เหรอ" กรองแก้วถาม
       พุฒิภัทร มองหน้าด้วยความสงสัยจริงๆ "ทำไมคุณถึงไม่อยากกลับบ้าน"
       "คือ..เพราะ..เพราะ.."
      
       กรองแก้วคิดจะชักแม่น้ำทั้งห้า แต่มองหน้าพุฒิภัทรแล้วก็คิดไม่ออก


  


       ด้านอิงอรกับสุนันท์ แต่งหน้าทำผมสีสันโดดเด่นเพราะตั้งใจมาเจอพุฒิภัทร ทั้งสองเดินหัวเราะคิกคักกันมา
      
        "อย่าให้อินังใบบัวมันรู้นะ ว่าเราจัดยัยกนกลักษณ์ไปเสิร์ฟท่านขัดตาทัพไว้แล้ว เดี๋ยวมันจะมาขอส่วนแบ่งของเรา" อิงอรกำชับ
        "อีท่านนี่ก็แปลกคนนะแม่..กะแค่ไม่กี่วัน..รอนังแก้วออกจากโรงพยาบาล ก็รอไม่ได้ คุณหญิงของตัวเองก็ออกจะสวยงาม ก็ไม่สนใจ ต้องมีนางงามเหมือนกันมาขัดตาทัพ..เลวจริงๆ" สุนันท์ว่า
        "เลวสิดี ถ้าไอ้ท่านมันเป็นคนดี แล้วเราจะมีทางทำมาหากินไหม คนอย่างพวกเรา ก็เงยหน้าลืมตาอ้าปากได้ เพราะมีคนเลว บ้าตัณหา มักมากในกามเยอะๆ นี่แหละ”
       "แต่เราไม่บาปใช่ไหมแม่ หนูกลัวบาป"
        "ไม่บาปหรอก..พอเราได้เงินมา เราก็เอาไปทำบุญเยอะๆ เดี๋ยวก็หายบาปเอง"
       ใบบัวเดินมาปะกับสองแม่ลูกที่หน้าตึกซึ่งมีสมุนพินิจยืนเฝ้าอยู่ 2 คน สองแม่ลูกรีบปิดปาก
        ใบบัวพูดขึ้น "แหม..นี่โชคดีนะ ที่เห็นหน้าเธอ ไม่งั้น..ถ้าชั้นต้องเป็นคนเอายัยกรองแก้วไปวิมานสีชมพูด้วยตัวชั้นเองล่ะก็..ส่วนแบ่งงวดแรกซองนี้.. ก็ต้องมีอันไม่จ่ายนะจ๊ะ" ใบบัวหยิบซองมาโบกไปมาให้อิงอรมองตามเหมือนใบบัวกำลังเล่นกับแมว ก่อนที่ใบบัวจะส่งให้
        อิงอรดึงซองมาอย่างแรงแล้วเปิดนับอย่างรวดเร็ว "ครบตามที่ตกลง..สำหรับงวดแรก..คุณนายใบบัวคะ คุณไม่ต้องกลัวเลย หน้าที่ของชั้น ชั้นทำให้ลุล่วงแน่"
        "ชั้นเชื่อ..แต่เธอต้องคำนึงไว้ด้วย..ว่าท่านย้ำมาก เรื่อง..เด็กนี่มันเต็มใจจริงไหม..อย่าให้ท่านรู้..ว่ามันไม่เต็มใจ เกิดท่านเปลี่ยนใจ..ไม่เอาขึ้นมา..เพราะกลัวคนครหานินทา..หรือกลัวหนังสือพิมพ์ด่า..พวกเราจะชวดเงินอีกครึ่งนึงทันที"
       "ชั้นรับรอง..ว่านังกรองแก้วมันเต็มใจ" อิงอรบอก
        สุนันท์รีบเสริม "ช่าย..มันอยาก..มว้ากกก..เลยล่ะ" สุนันท์พูดแดกดัน "ถ้าไม่ได้ขึ้นสวรรค์กะท่าน มันต้องลงแดงตายยยย..แน่ๆๆ แม่..นี่กี่บาท แล้วส่วนแบ่งของนันท์ล่ะ เท่าไหร่"
       "อยู่เฉยๆไว้ก่อน..ดีกว่าไหมคะ ลูกรักของแม่" อิงอรแอบหยิก
       "แล้วเรื่องพ่อแม่มันด้วย อย่าให้ไปปูดกับนักข่าวที่ไหนเป็นอันขาด..ว่ามีปัญหา" ใบบัวย้ำ
       "รับรองค่ะ..ชั้นเตรียมเงินไว้ยัดปากมันให้เงียบอยู่แล้ว"
        "หวังว่าคงเป็นเงินส่วนของคุณนะ ที่ยัดปากใครต่อใคร..ไม่ใช่เงินชั้น" ใบบัวบอก
        "อุ๊ย..แม่เล้าใหญ่ระดับคุณนายใบบัวน่ะ เสือนอนกินอยู่แล้ว ไม่ลำบากต้องลงทุนหากินเองเหมือนอิฉันหรอกค่ะ"
        "รู้ก็ดีแล้ว จำไว้ ว่าทุกอย่างต้องราบรื่น..อย่าให้ท่านโมโห ไม่งั้น..จบเห่กันทุกคน" ใบบัวย้ำ
       อิงอรเซ็ง สุนันท์อึ้ง
        
        
       พุฒิภัทรจ้องหน้าอย่างคาดคั้น
       "คุณกรองแก้ว..คุณเป็นอะไรของคุณ..”
        กรองแก้วสะดุ้ง "ชั้น..เจ็บ..ใช่ค่ะ ชั้นเจ็บไงคะ..ชั้นยังรู้สึกเจ็บแผลอยู่เลย กลัวกลับไปแล้วจะเดินไม่สะดวก บ้านที่ชั้นอยู่ก็ไกล ไม่มีคนดูแลด้วย..ให้ชั้นค้างอีกวันเถอะ..นะคะ ชั้นขอร้องเถอะ นะคะๆๆ ชั้นกราบล่ะ" กรองแก้วพนมมือแล้วทำท่าจะก้มลงกราบ
        พุฒิภัทร จับแขนไว้ "ไม่ต้องถึงขนาดนั้นหรอกน่ะ..ผมถามจริงๆ คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า"
        กรองแก้วลังเลเพราะไม่แน่ใจว่าควรบอกหรือไม่ "เอ่อ คือ..มี..เอ๊ย ไม่มีค่ะ"
        "ยังไงครับ ตกลงมีหรือไม่มี..มันคือมีปัญหาอะไร ถ้าอยากให้ผมช่วยก็บอกผมได้..พูดมาเถอะ ถือว่าผมคือหมอประจำตัวคุณ..อะไรที่ช่วยคนไข้ได้..ผมยินดี"
       กรองแก้วพยักหน้าแล้วก็ส่ายหน้าเพราะรู้สึกสับสนว่าควรบอกดีหรือไม่ สายตาของเธอจ้องไปที่ทางประตูด้านนอกห้องคล้ายระแวงอะไรบางอย่าง
        พุฒิภัทร ปิดแผลให้ใหม่อย่างดีแล้วเก็บอุปกรณ์ "คุณกลัวอะไร..พวกคนที่มาเฝ้าคุณหรือ ไม่ต้องกลัว คุณไว้ใจผมได้!!”
       กรองแก้วก้มหน้าเหมือนจะร้องไห้
       "ชั้น..ชั้นไม่มีวัน..ยอมเป็น...”
        ทันใดนั้นมารตีก็พรวดเข้ามาแหวกม่านออก
        "พี่ชายภัทร!! แหม มารตีว่ามารตีมาเช้าแล้วนะ พี่ชายภัทรมาเช้ากว่าอีก มีผ่าตัดตอนสายไม่ใช่เหรอคะ ทำไมรีบมา..หรือว่าเป็นห่วงคนไข้พิเศษ"
        "ปกติพี่ก็เป็นห่วงคนไข้ทุกคนอยู่แล้ว หรือว่าเธอไม่ทราบ" พุฒิภัทรถามกลับ
        มารตีรู้ว่าถูกตำหนิจึงหุบปากทันที
        "ว่ายังไงครับคุณกรองแก้ว คุณบอกผมมาเถอะ ทำไมคุณถึงไม่อยากกลับบ้าน" พุฒิภัทรถามซ้ำ
        มารตีจับตาจ้องเขม็ง กรองแก้วมองมารตี แล้วเปลี่ยนความคิดจากเดิมที่เธอคิดจะพูดความจริง กลายเป็นก้มหน้าลงไม่ยอมสบตาใคร
        "เอ่อ คือ..คือ..ชั้นไม่มีเงิน"
        "ไม่มีเงิน..คุณเนี่ยนะ ไม่มีเงิน..” พุฒิภัทรงง
        "ค่ะ..ให้ชั้นพักอยู่ที่นี่ จนกว่าชั้นจะได้รับเงินจากการประกวดนะคะ ไม่อย่างนั้น ชั้นไม่รู้จะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่ารักษา"
        "คุณกรองแก้วขา..คุณจะกังวลเรื่องค่ารักษาทำไมคะ ในเมื่อมีคนจัดการออกให้คุณทุกบาททุกสตางค์แล้ว" มารตีบอก
       กรองแก้วกับพุฒิภัทรหันมองมารตีพร้อมกัน
        มารตีพูดต่อ "ก็ท่านพินิจไงคะ..อ้อ เกือบลืมเลย ดิฉันจะมาบอกคุณว่า คุณอิงอร ญาติของคุณมารอรับที่ด้านนอกแล้วค่ะ!" มารตียิ้มสะใจ
       กรองแก้วหน้าซีดราวกับจะถูกนำไปเชือด
        พุฒิภัทรเห็นสีหน้ากรองแก้วแล้วก็ชะงัก เขาขมวดคิ้วเพราะรู้สึกหงุดหงิดอารมณ์เสียขึ้นมาอย่างแปลกๆ
      
       พุฒิภัทรเดินแยกออกมาตามทางเดินด้วยอารมณ์ขุ่นมัว มารตีรีบเดินจ้ำตามมาประกบ
        "สวยดีนะคะนางสาวศรีสยามคนนี้" มารตีเอ่ย
        "ถ้าไม่สวยก็คงไม่ได้ตำแหน่ง" พุฒิภัทรพูดห้วนๆ
        อิงอรกับสุนันท์กำลังเดินสวนตรงมาทางด้านหน้า ทันทีที่เห็นพุฒิภัทรสุนันท์ก็ตื่นเต้นแล้วรีบโพสท์ท่าพรีเซนท์ความงามทุกวิถีทาง
        มารตีมองเหยียด "พี่ชายภัทรคะ..นั่นไงล่ะ ญาติของยัยนางสาวศรีสยาม"
        "คุณชายพุฒิภัทร!" สุนันท์รีบวิ่งปราดเข้ามาตรงหน้าแล้วถอนสายบัวโดยจับกระโปรงให้บานออกแล้วไหว้อย่างอ่อนหวาน "สุนันท์กราบอรุณสวัสดิ์เพคะคุณชาย"
        พุฒิภัทร รับไหว้อย่างงงๆ "ครับ สวัสดีครับ"
        "คุณอิงอร..นี่ หม่อมราชวงศ์ นายแพทย์พุฒิภัทร" มารตีพูดเน้น "แพทย์เจ้าของไข้คุณกรองแก้วค่ะ"
        พุฒิภัทร ยกมือไหว้ "สวัสดีครับ"
        อิงอรรับไหว้ "สง่างามสมคำล่ำลือจริงๆ"
        สุนันท์รีบเข้ามาแทรก "ไม่ทราบคุณชายหมอเสวยพระอาหารเช้าหรือยังพะยะค่ะ ถ้ายังมิได้ สุนันท์อยากจะกราบทูลชวนไปเสวยด้วยกันเพคะ"
        "ผมเป็นแค่หม่อมราชวงศ์ พูดธรรมดาเถอะครับ" พุฒิภัทรบอก
        "ทรงไม่ถือพระตัวด้วย" สุนันท์ว่า
        มารตีหัวเราะ "เร่อร่าจัง.." แล้วมารตีก็รีบกลบเกลื่อนด้วยการทำหน้าเชิดหยิ่ง
        "ดิฉันมารับหนูแก้วน่ะค่ะ อาการดีขึ้น กลับบ้านได้แล้วใช่มั้ยคะ"
        "เอ่อ คือ" พุฒิภัทรลำบากใจแต่ก็ตอบไปตามตรง "ครับ น่าจะกลับได้แล้วครับ"
        "งั้นดิฉันขอตัวไปรับหนูแก้วก่อนนะคะ เรารีบ..”
       อิงอรจะเดินไปแต่สุนันท์ยังหลงใหลในรูปโฉมของพุฒิภัทรไม่เลิก
        อิงอรรีบพูด "ยัยนันท์ ไป" แล้วอิงอรก็ลากสุนันท์เดินไป
        พุฒิภัทรกลุ้มใจ
        "พี่ชายภัทรดูไม่ค่อยอยากจะอนุญาตให้คนไข้วีไอพีกลับบ้านเลยนะคะ" มารตีว่า
        "ทำไมพี่จะไม่อยาก.." พุฒิภัทรจ้องหน้าพร้อมกับขมวดคิ้วดุๆ
      
        มารตีค้อนแต่ไม่กล้าตอบ


  


       ถาดอาหารเช้าซึ่งเป็นข้าวต้มขาวพร้อมด้วยกับอีก 3 อย่าง ที่ไม่มีไข่ตั้งอยู่ด้านหน้า กรองแก้วกินไป2 คำแล้วก็หยุดเพราะกลุ้มใจ เธอเดินกระเผลกๆ ไปแง้มประตูเพื่อแอบดูภายนอก
      
       "ชั้นจะทำยังไงดี..หรือว่าจะหนีไป"
       กรองแก้วเห็นชายชุดดำที่เป็นคนของพินิจยืนคุยกันบริเวณหน้าห้อง
       กรองแก้วรีบปิดประตู "ไม่ได้ๆ เราหนีไม่ได้" กรองแก้วเดินกระเผลกกลับมานั่งที่เตียง "เราต้องเอาเงินรางวัลก่อน..จะได้รีบไปรักษาพ่อ" กรองแก้วตักข้าวต้มมาแล้วพยายามกินต่อ
       ทันใดนั้น อิงอรกับสุนันท์ก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางแจ่มใส
       "หนูแก้ว..” อิงอรเรียก
       กรองแก้วเห็นอิงอรกับสุนันท์เดินเข้ามาก็หน้าซีดก่อนจะค่อยๆฝืนยิ้มเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดกลัว
       "เรามารับเธอกลับจ๊ะ..ยัยนันท์..เอาชุดมาๆ" อิงอรสั่ง สุนันท์ส่งถุงเสื้อผ้าให้ อิงอรหยิบชุดใหม่ที่สวยหวานออกมาอวด "แท่มแท๊ม..ชุดนี้ของร้านอิงอรตัดมาใหม่ เพื่อเธอโดยเฉพาะเลยนะ ทายสิว่าเป็นของสมนาคุณจากใคร"
       "ลุกมาใส่ชุดเดี๋ยวนี้ ยัยแก้ว เร็วข้า" อิงอรเร่ง
       "แก้วกำลัง..กินข้าว..” กรองแก้วบอก
       "ไม่ต้องกงต้องกินแล้ว..เร็วๆ เดี๋ยวมีของดีๆให้กินเยอะแยะไป อิ่มๆๆได้แล้ว"
      
       พุฒิภัทรเขียนใบสั่งยาแล้วส่งให้มารตี
       "นี่ใบจ่ายยา..น้องช่วยไปจัดการให้ที และก็ทำเรื่องกลับบ้านให้เขาด้วย และนัดมาตรวจอาการกับพี่สัปดาห์หน้า"
       "ทำไมต้องนัดมาเจอพี่ชายภัทรด้วย กะอีแค่แผลที่ขา" มารตีถาม
       "เพราะพี่เป็นคนเย็บแผลให้เขา พี่เป็นเจ้าของไข้ น้องเลิกเซ้าซี้ แค่ทำตามที่พี่บอกได้มั้ย"
       "น้องก็แค่ถาม ทำไมพี่ชายภัทรต้องดุน้องด้วย"
       พุฒิภัทร เมินแล้วก็ตัดบท "พี่มีผ่าตัดสำคัญ ขอตัว"
       พุฒิภัทรลุกขึ้นหยิบเสื้อกาวน์มาสวมเตรียมจะออกไป มารตีฮึดฮัดเพราะรู้สึกไม่สบอารมณ์
       "พี่ชายทราบมั้ยคะว่าคุณอิงอรแกทำอาชีพอะไร" มารตีถาม
       "ถามทำไม"
       "ทราบมั้ยคะ"
       "เปิดร้านตัดเสื้อไม่ใช่เหรอ หรือเสริมสวย?”
       "ค่ะ ใช่ แต่นั่นเป็นแค่ฉากหน้าค่ะ เพราะเบื้องหลัง คุณอิงอรเป็นแมวมอง หรืออีกนัยหนึ่ง..แม่เล้า..ที่คอยหาเด็กสาวๆส่งให้กับท่านนายพล..ใครๆก็รู้ดีว่านางงามศรีสยามทุกปี จะต้องไปให้ท่านเป่ากระหม่อม แล้วก็จะได้รถได้บ้านคนละหลัง..คุณอิงอรถึงได้ร้อนใจอยากจะมารับแม่กรองแก้วกลับให้ได้ยังไงคะ" มารตีบอก
       อิงอรเอาชุดไปทาบตัวกรองแก้วแล้วคะยั้นคะยอให้เปลี่ยน สุนันท์ดึงม่านกั้นเตียงมาปิด ในขณะที่กรองแก้วต้องฝืนยิ้มทำตัวปกติ
       มารีตียังพูดกับพุฒิภัทรต่อ "พี่ชายไม่เคยสนใจแวดวงนางงาม พี่ชายไม่รู้หรอกว่าที่เห็นเบื้องหน้าสวยงามๆ เบื้องหลังฟอนเฟะแค่ไหน..คุณสุนันท์บอกน้องเอง ว่ายัยกรองแก้ว เห็นหน้าใสๆเรียบร้อยๆอย่างนั้น แต่จริงๆแก่แดดแก่ลมมาก ดั้นด้นมาจากบ้านนอกเพื่อเข้าประกวด ตั้งใจอยากจะเป็นอนุท่านนายพลให้ได้ เพราะเห็นว่าเป็นทางสบาย จะได้มีคนใญ่คนโตอุ้มชู..ความคิดความอ่านสกปรกมาก..ผู้หญิงพรรค์นี้ ใครคิดไปรักไปชอบจริงๆ ก็โง่เต็มที" มารตีใสร้ายด้วยการแต่งเรื่องเองทั้งหมด
       กรองแก้วถอดชุดคนไข้ออก อิงอรกับสุนันท์ช่วยกันสวมชุดใหม่ให้ ทั้งเครื่องประดับ และแต่งหน้า-ผัดแป้ง ทาปาก ทำผม เตรียมส่งตัวให้พินิจ
       "เอาเถอะ..คุณกรองแก้วจะเป็นยังไงก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัว พี่ไม่ขอยุ่ง" พุฒิภัทรบอก
       "คิดอย่างนั้น ถูกต้องแล้วค่ะ พี่ชายเป็นถึงหม่อมราชวงศ์พุฒิภัทร จุฑาเทพ เกียรติและศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลต้องมาก่อนสิ่งใด..พี่ชายเป็นคนฉลาด คงจะไม่หลงมารยาร้อยเล่มเกวียนของผู้หญิงพรรค์นั้นนะคะ" มารตีว่า
       มารตีเดินเชิดออกไป พุฒิภัทรอึ้งเพราะรู้สึกโกรธขึ้นมาอีกแล้ว
      
       กรองแก้วเปลี่ยนชุดเสร็จ หน้าตาของเธอผ่อง ปากแดง ผมเป็นทรงเรียบร้อย
       อิงอรกล่าวชม "หนูแก้วสวยจริงๆ ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่าเพิ่งออกจากโรงพยาบาล..ไป เรากลับกันเถอะ" อิงอรเข้ามาประคอง
       "คุณน้าอิงอรคะ" กรองแก้วเรียก
       "หือ? อะไร?”
       "แก้วขอถามหน่อยสิคะ ..ว่า..เมื่อไหร่..ทางกองประกวดนางสาวศรีสยามเขาถึงจะ..เอ้อ..ให้เงินรางวัลเราคะ"
       "ตามตารางงาน..มันคือวันเสาร์ปลายเดือนไง..ที่จะมีงานใหญ่ เป็นพิธีมอบของรางวัลทั้งหมด..ก็อีกราว 2 อาทิตย์ ถามทำไม"
       "เปล่าค่ะ แก้วแค่อยากทราบว่า จะพาพ่อไปรักษาได้เร็วแค่ไหน" กรองแก้วบอก
       "ก็เธออยากเซ่อเอง ถ้า...ไม่ป่วยซะอย่างนี้..บางที...เผลอๆ วันนี้อาจมีคนส่งพ่อเธอไปโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้วก็ได้"
       "ใครจะส่งหรือคะ"
       "ลูกเขยของพ่อเธอไง ฮิๆๆๆ ใหญ๊ใหญ่" สุนันท์หัวเราะร่วน
       อิงอรทุบหลังสุนันท์ดังพลั่ก สุนันท์หันขวับ
       "พูดจาไร้สาระไปได้ ยัยนันท์ แก้ว อย่าไปฟังมันมาก ยัยนี่มันบ้าๆบอๆ" อิงอรว่า
       กรองแก้วอึ้งไปพักนึงแต่ดวงตายังเป็นกังวล "ที่จริง..ตอนนี้..แก้ว..แก้วก็ยังเจ็บแผลอยู่ อาจจะอักเสบ หรือเน่าไปเลยก็ได้นะคะ"
       "อุ๊ย ไม่อักเสบหรอก ถ้าไม่รุนแรงกันมากเกินไปน่ะ" สุนันท์หัวเราะคิกคัก
       "ยัยนันท์!!!” อิงอรปราม
       สุนันท์ปิดปาก
       "ความจริง..ถ้าจะแน่นอน แก้วขอนอนค้างอีกคืนได้มั้ยคะ" กรองแก้วต่อรอง
       "ไม่ได้!! คุณชายหมอบอกชั้นสดๆร้อนๆนี่เอง..ว่าเธอหายแล้ว" อิงอรเสียงแข็งหน้าบึ้งขึ้นมาทันที แต่แล้วเธอก็ค่อยๆปรับอารมณ์ให้อ่อนโยนลง "กลับบ้านเราเถอะนะแก้ว นอนโรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายหลายอยู่นะ ชั้นก็ไม่ค่อยจะมีเงินกับเขา นี่ดีนะที่ท่านช่วยจัดการค่ารักษาให้ ไม่งั้นชั้นก็ไม่รู้จะทำยังไง"
       "ทำไมท่านนายพลต้องออกค่ารักษาให้แก้วด้วย" กรองแก้วถาม
       "เพราะท่านเป็นคนดี และเมตตาหนูไง.." อิงอรลูบผมจัดผมให้กรองแก้ว "หนูต้องสำนึกบุญคุณท่าน และแวะไปให้ท่านเป่ากระหม่อมหน่อยนะ"
       "แก้วอยากกลับบ้านไปหาพ่อ เราค่อยแวะไปกราบท่านวันอื่นไม่ได้เหรอคะ"
       อิงอรเผลอตวาด "เอ๊ะ!! เธอนี่ยังไง..ชั้นอุตส่าห์สนับสนุน จับเธอมาปัดฝุ่นขัดสีฉวีวรรณ แต่พอได้ตำแหน่งแล้วก็จะอกกตัญญู ไม่เห็นหัวชั้นซะงั้น ลืมบุญคุณข้าวแดงแกงร้อนแล้วใช่มั้ย!!”
       "ไม่ใช่นะคะ แก้วซาบซึ้งถึงบุญคุณของคุณอิงอรเสมอ แต่..แก้วยังปวดขาอยู่ ถ้าไปไหนมาไหนมาก แก้วกลัวแผลจะอักเสบ แล้วจะทำให้คุณอิงอรลำบากพามาหาหมออีก"
       ทันใดนั้นมารตีก็เข็นรถเข็นเข้ามา
       "เดินไม่ไหวก็นั่งรถเข็นสิคะ" มารตีบอก
       กรองแก้วอึ้ง
       "ท่านนายพล บริจาคเงินตั้งมากมายให้โรงพยาบาล รถเข็นแค่คันเดียว ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ..ยืมไปก่อนได้" มารตีบอก
       กรองแก้วอึกอัก "แต่..”
       มารตียิ้มแฉ่ง "แต่อะไรอีกคะคุณกรองแก้ว..แผลก็ดีขึ้นแล้ว..คุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว..รถเข็นก็มีแล้ว..จะแต่อะไรอีกไม่ทราบคะ"
      
       กรองแก้วหน้าซีดเพราะหมดทางต่อรอง

       ฟากพุฒิภัทรเดินมาตามทางอย่างเร่งรีบ เขาดูนาฬิกาเพราะกำลังจะไปผ่าตัดอีกเคส พุฒิภัทรมายืนรอหน้าลิฟท์ กดลิฟท์แล้วยืนรอด้วยความร้อนใจ จนออกอาการกระวนกระวาย
      
       ลิฟท์เคลื่อนลงมาช้าๆ ไม่ทันใจ พุฒิภัทรจึงเปลี่ยนใจหันหลังจะวิ่งขึ้นบันได แต่พอวิ่งขึ้นไปได้ 2 ขั้นเขาก็มองทะลุผนังกระจกไป แต่แล้วก็ต้องชะงัก เพราะเห็นคนของพินิจเดินนำมา ตามด้วยอิงอร สุนันท์ โดยที่มารตีเป็นคนเข็นรถเข็นที่มีกรองแก้วนั่งมาอยู่ มาที่อีกด้านหนึ่งของตึก พุฒิภัทรมองตามไปอย่างลืมตัว
        กรองแก้วนั่งมาในรถเข็นด้วยสีหน้าหมดอาลัยตายอยากราวกับจะไปถูกเชือด พุฒิภัทรมองแล้วก็ตัดใจ เขาเมินหน้าหนีแล้วรีบวิ่งขึ้นบันไดต่ออย่างรวดเร็ว
       มารตีจอดรถเข็นบริเวณใกล้บันไดหน้าตึก
       "รอตรงนี้สักครู่นะคะ..เดี๋ยวดิฉันจะไปรับยามาให้" มารตีบอก
       มารตีจอดรถเข็นแล้วล็อคล้อกันเลื่อน
        อิงอรหันมาสั่งสุนันท์ "ยัยนันท์ เดี๋ยวชั้นรอยาเอง แกพาหนูแก้วไปรอที่รถก่อนไป"
       อิงอรบุ้ยใบ้ไปยังทิศทางที่รถจอด กรองแก้วมองตามไปก็เห็นรถและคนของพินิจรออยู่พร้อมแล้ว กรองแก้วก้มหน้าอย่างยอมจำนนต่อชะตากรรม แต่แล้วเธอก็สังเกตเห็นว่าที่พื้นบริเวณใกล้ๆกันนั้น มีลักษณะต่างระดับกันซึ่งสูงประมาณขอบฟุตบาท กรองแก้วมองพื้นนั้นแล้วครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
        "เอ้า ให้คนของท่านมาเข็นสิคะ ทำไมต้องเป็นนันท์ด้วย" สุนันท์ว่า
        "ยัยนันท์" อิงอรส่งสายตาพิฆาตก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยน "แม่บอกแล้วไง ว่าหนูแก้วก็เหมือนคนในครอบครัวของเรา แล้วเราจะไปให้คนอื่นดูแลได้ยังไง"
       "ก็ได้"
       สุนันท์จำใจกระฟัดกระเฟียดเข้ามาเข็น
        "แก้วรอตรงนี้ดีกว่าค่ะ แก้วไม่อยากไปนั่งรอในรถคนเดียว" กรองแก้วบอก
        "เห็นด้วย"
        สุนันท์ผละมืออกจากรถแล้วกลับไปนั่งจุ้มปุ๊กทันที
        "เอ่อ คุณนันท์คะ พาแก้วไปสูดอากาศตรงนั้นทีได้มั้ย" กรองแก้วร้องขอ
        สุนันท์ไม่ขยับเขยื้อนแต่กลับนั่งใช้มือพัดเพื่อคลายร้อนจนอิงอรต้องหันมาปรามด้วยสายตา สุนันท์จึงต้องลุกมาเข็นรถเข็นให้อย่างเสียไม่ได้
        "ตรงไหน" สุนันท์ถาม
        "ตรงนั้นค่ะ ใกล้ๆต้นไม้นั่นแหละ..ค่ะ ขอบใจนะ"
        สุนันท์ปล่อยมือจากรถเข็นแล้วกลับไปนั่งที่เดิมทันที
        กรองแก้วเหลือบมองพื้น แล้วมองสุนันท์ สุนันท์ยังคงนั่งพัดไปมา อิงอรกับมารตีเดินหายเข้าไปข้างใน กรองแก้วมองไปทางคนของพินิจ คนของพินิจกำลังจัดที่ทางในรถหรูอยู่ กรองแก้วตัดสินใจ
        พุฒิภัทรซึ่งวิ่งขึ้นมาถึงชั้น 3 ชั้นที่กำลังจะถึงห้องทำงานแล้วเดินเลี้ยวมาจะไปห้องเตรียมตัวผ่าตัด แต่เขาดันมองผ่านระเบียงบนชั้น 3 ลงมาเห็นตรงจุดลานหน้าตึกนั้นพอดี พุฒิภัทรเห็นกรองแก้วกำลังทำตัวยักแย่ยักยันทำให้พุฒิภัทรต้องหยุดดูด้วยความสงสัย
        พุฒิภัทรที่อยู่บนระเบียงชั้น 3 เห็นกรองแก้วยกเท้าอีกข้างที่ไม่เจ็บยันกับขอบปูนตรงนั้นเพื่อออกแรงดันให้รถเข็นไถลไปตกพื้นที่ต่างระดับนั้น
        พุฒิภัทรเห็นเช่นนั้นก็เริ่มเข้าใจความคิดของกรองแก้วจึงคิดจะห้าม แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง กรองแก้วยันสุดแรง
       พุฒิภัทรตกตะลึงและร้อง "เฮ้ย!”
        รถเข็นแก้วพุ่งตกลงไปแล้วคว่ำ ร่างกรองแก้วกระเด็นออกมา คนของพินิจต่างก็ตกตะลึง สุนันท์ร้องกรี๊ด กรองแก้วนอนกลิ้งบนพื้นหญ้า ข้างๆ รถเข็นที่ล้อกำลังหมุนฟรีกลางอากาศ
        กรองแก้วเจ็บตัวแต่ก็เอี้ยวมองผลงาน แผลที่ขามีเลือดไหลปรี่ออกมาเต็มกระโปรงตรงตำแหน่งแผลนั้น กรองแก้วเจ็บจนน้ำตาไหลแต่ก็ยิ้มดีใจ พุฒิภัทรเห็นอาการกรองแก้วทั้งหมดก็ห่วงใย แต่เขาก็ยิ่งขมวดคิ้วด้วยความสงสัยและคิดว่าจะเอายังไงดี ทุกคนที่อยู่ด้านล่างเข้ามามุงกรองแก้ว
        
        ครูบุษบาเดินมาส่งเด็กกับผู้ปกครองหน้าห้อง
        "ไม่ต้องกังวลนะคะ เรื่องไม่มีสตางค์จะซื้อหนังสือเรียน เพราะโรงเรียนเรา มีโครงการพี่ช่วยน้อง มีพี่ๆที่เค้าบริจาคหนังสือที่เรียนแล้ว มาให้รุ่นน้องใช้ต่อหลายคน เดี๋ยวเด็กขาดเล่มไหน ให้เขียนรายการมาให้ดิฉันเลยค่ะ" บุษบาบอก
       พ่อกรองแก้วที่สีหน้าซีดๆ มายืนรอ
       บุษบาพูดอย่างร่าเริง "นายกิตติ..ขอแสดงความยินดีด้วยนะ แก้วได้เป็นนางสาวศรีสยามแล้ว"
        กิตติชูหนังสือพิมพ์ขึ้นมา "คุณครูเห็นข่าวแก้วตกเวที ถูกกระถางต้นไม้แตกบาดขาไหมครับ ผมเป็นห่วงลูก อยากไปหา..”
       "จะไปยังไง นายกิตติยิ่งป่วยๆ อยู่"
       "แต่ผมห่วงลูกน่ะครับ"
        "ข่าวเค้าก็บอกแล้วนี่จ๊ะ ว่าได้ตั้งนายแพทย์หม่อมราชวงศ์อะไรที่เก่งมาก มาเย็บแผลให้ ระดับนางสาวศรีสยามแล้ว ทางกองประกวดเขาคงไม่ปล่อยให้มีอันตรายหรอก ป่านนี้คงหายสบาย แต่คงต้องทำภารกิจต่างๆให้ประทศชาติอยู่น่ะสิ แก้วเขามีเวลาเมื่อไหร่ เขาต้องรีบกลับมาพานายกิตติไปหาหมอแน่ อย่าร้อนใจไปเลยนะ"
       กิตติยังไม่คลายกังวล
      
        กรองแก้วกึ่งนั่งกึ่งนอนเจ็บอยู่ที่เตียง พุฒิภัทรที่อยู่ในชุดเตรียมผ่าตัดเดินเข้ามา กรองแก้วตาโตเพราะดีใจ
        พุฒิภัทร หน้าบึ้ง "สมใจคุณแล้วสิ"
        กรองแก้วอึ้ง "คุณ...หมอ...หมายความว่ายังไงคะ"
        "ผมจะบอกให้นะ คุณนางสาวศรีสยามผู้แสนจะมีความสำคัญ...ที่ห้องชั้น 3 ตึกข้างๆนี่..มีคนไข้อีกคนของผม กำลังรอการผ่าตัดเส้นประสาท เขากำลังรอการวางยาสลบอยู่ เพราะจะต้องผ่าตัดตอน 9 โมง..แต่ตอนนี้ 8 โมงครึ่งแล้ว..ผมต้องรีบมาเย็บแผลใหม่ให้คุณก่อน เพราะท่านผู้อำนวยการ..และผู้อุปถัมภ์คุณ..ระบุมา ว่าต้องเป็นผมเท่านั้น ใช่..คุณก็เป็นคนไข้ของผม ผมต้องดูแลให้หายให้ดีที่สุดอยู่แล้ว แต่คุณ..ควรจะเกรงใจคนไข้ของผม..ที่เขากำลังทรมานด้วยโรคร้ายจริงๆบ้าง..”
       "ดิฉันขอโทษ..ดิฉัน..ไม่ทันระวังตัว..” กรองแก้วบอก
       "หึ ไม่ทันระวังหรือ ผมเห็นคุณระวังเกินไปด้วยซ้ำ"
       "ดิฉันไม่ได้ตั้งใจ..”
        "คุณตั้งใจ..จงใจที่จะทำให้ตัวเองบาดเจ็บมากขึ้นๆๆ เพื่อจะได้อยู่ในโรงพยาบาลต่อไปให้ได้ ทำไมคุณไม่พูดกับผมตรงๆ ผมบอกแล้วไง ว่ามีอะไรให้ปรึกษาผมได้ แต่คุณก็ไม่ยอม"
      
       พุฒิภัทรดุ กรองแก้วหน้าซีด


  


       ขณะเดียวกัน หม่อมเอียดกำลังนั่งทำดอกไม้ประดิษฐ์จากกระดาษย่น ให้เป็นดอกไม้สีสวยไล่โทน มีอุปกรณ์ทั้งลวด เกสร ที่พันก้านเขียว กรรไกร กระดาษแบบตัดกลีบ วางอยู่รอบตัว
      
       ย่าอ่อนนั่งทำแบบช่วยอยู่ข้างๆ สมศรี กลิ่น และแจ๋วนั่งทำกันคนละไม้ละมือ
        "คุณพี่นี่แหละ อยู่ดีๆ หาอะไรมาทำให้หลังขดหลังแข็งอีกแล้ว" ย่าอ่อนบ่นว่าพี่สาว
        "ทำดอกไม้ให้เขาไปขายงานกาชาด มันคงไม่หลังแข็งไปกว่าชุมนุมญาติมิตรของหล่อนกระมังจ๊ะ แม่อ่อน" หม่อมเอียดบอก
       "แหม..ไม่อยากเชียว..”
       เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น พวกคนใช้มองหน้ากัน จากนั้นแจ๋วก็รีบกระโดดไปรับ
        "สวัสดีค่ะ วังจุฑาเทพค่ะ..อ๋อ ..ค่ะ..ค่ะ.." แจ๋วหันมา "หม่อมคะ คุณมารตีโทร.มาจากโรงพยาบาล..บอกว่า มีเรื่องสำคัญ..เกี่ยวกับคุณชายภัทรค่ะ"
        "อะไรกัน ชายภัทรของชั้นจะมีเรื่องอะไร..เขาออกจะอยู่ในลู่ในทาง...หรือจะเป็นเหตุด่วนเหตุร้าย" หม่อมเอียดสงสัย
        แจ๋วลากสายโทรศัพท์ยาวมาให้
        "ออกไปกันก่อนสิจ๊ะ" ย่าอ่อนบอก
        พวกบ่าวลุกกันยกเว้นสมศรีที่นั่งเกาะและทำตาโต
        "หล่อนด้วย สมศรี!” ย่าอ่อนบอกอีก
        บ่าวทุกคนเดินออกไป หม่อมเอียดเอามือปิดปากกระบอกโทรศัพท์ไว้ โดยรอจนบ่าวออกไปหมดจึงเปิดกระบอกโทรศัพท์แล้วพูด
        "ไงจ๊ะ แม่มารตี..”
        มารตียืนพูดโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์ด้านหนึ่งในโรงพยาบาล
        "กราบหม่อมย่าค่ะ หม่อมย่าขา ท่าจะไม่ดีแล้วค่ะ"
        "อะไร...ยังไง ชายภัทรมันว่าอะไรหนูมารตีหรือจ๊ะหลาน" มารตีถาม
        "มีผู้หญิงมาอ่อยเหยื่อพี่ชายภัทรค่ะ มาทำตัวเป็นคนไข้ ไม่ยอมหายซะที ท่าทางเหมือนกับว่าจะมาทอดสะพานให้พี่ชายภัทรเลยค่ะ" มารตีรายงาน
        "หา...จริงหรือ ตายแล้ว..มันเป็นใคร ทำไมช่างไร้ยางอายจริงๆ"
       "มันเป็นนางงามค่ะ พวกประกวดขาอ่อนน่ะค่ะ นางสาวศรีสยามคนล่าสุดนี่ไงคะ..หม่อมย่าขา"
       "ตายแล้วๆๆ โอ๊ย ไม่ได้นะ ไม่ได้ๆๆ ย่าไม่ย้อม...”
        หม่อมเอียดตบอก เพราะรู้สึกอยากจะเป็นลม
      
       ฟากพุฒิภัทรไล่อากาศออกจากกระบอกเข็มฉีดยาอันใหญ่ แล้วมองมาทางกรองแก้วเป็นเชิงขู่
        "คราวนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ที่ผมจะเย็บแผลให้คุณ...แต่ครั้งนี้ผมจะไม่ให้คุณดมยาสลบ แต่จะให้คุณฉีดยาชาแทน"
        กรองแก้วมองเข็มท่าทางหวาดเสียว "เจ็บมากไหมคะ”
        "กลัวเหรอ หึๆ นี่เหรอ...กลัว...คุณเป็นคนที่อยากเจ็บตัวเอง แล้วก็ทำทารุณกรรมกับตัวเอง ผมเห็นกับตา"
       พุฒิภัทรฉีดยาฉึกลงตรงแผล
       กรองแก้วหันหน้าไปทางอื่นแล้วกัดฟันอดทนฮึดสู้
        พุฒิภัทร มองแล้วก็ถอนใจอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็เดินยาต่อไป "อดทนหน่อย เจ็บตอนนี้ที่เดินยาชาเท่านั้น เดี๋ยวก็สบาย"
       กรองแก้วแค้น "นี่คุณแกล้งทำให้ชั้นเจ็บมากกว่าปกติหรือเปล่า"
       พุฒิภัทรส่ายหน้า "เห็นไหม ถ้าไม่คิดทำอะไรพิเรนทร์ๆ ป่านนี้ได้กลับไปนั่งเล่นที่บ้านสบายๆแล้ว
        กรองแก้วลืมเจ็บขึ้นมาทันที เธอหันมามองหน้าอย่างดีใจจนแทบกระโดด "แปลว่าชั้นไม่ต้องกลับบ้านใช่ไหม ชั้นค้างที่นี่ได้อีกคืน..ใช่ไหมคะ"
        พุฒิภัทร ฉีดยาเสร็จก็ดึงเข็มออกมาแล้วจ้องตากรองแก้วเพื่อหาความจริง "นี่ใช่ไหม คือสิ่งที่เธอต้องการ"
        กรองแก้วสบตาตอบตรงๆ แล้วพยักหน้าซื่อๆ "ฉันรู้..ว่าทำให้คุณ กับคนที่โรงพยาบาลลำบาก..แต่ฉันมีปัญหาจริงๆ"
       "แล้วปัญหาที่ว่า..มันคืออะไรล่ะ"
        กรองแก้วตั้งใจจะตอบ "คือ..”
        ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู แล้วนางพยาบาลก็เปิดข้ามา
        "อาจารย์หมอต้องการอะไรเพิ่มหรือเปล่าคะ"
        พุฒิภัทร หันไป "ไม่มี บอกทางห้องใหญ่ ว่าเดี๋ยวผมจะไป ไม่เกิน1ชั่วโมง"
        "ค่ะ" นางพยาบาลรับคำแล้วออกไป
        พุฒิภัทร หันมาถาม "เอ้า..ว่ามาสิ ..คือ..อะไร"
        กรองแก้วเงียบ
        "ตามใจ” พุฒิภัทรเตรียมเย็บ หยิบเข็มโค้งที่มีไหมอยู่แล้วขึ้นมา ก่อนะลงมือก้มลงเย็บเกี่ยวแผล แล้วมัด "ผมไม่รู้นะว่าคุณมีปัญหาอะไร แต่การทำให้ตัวเองบาดเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างนี้ ไม่ดีแน่ ถ้าเกิดติดเชื้อขึ้นมา อาจเป็นเรื่องใหญ่ อยากมีแผลเป็นเหมือนตะขาบตัวโตๆ แล้วเสียโฉมไปตลอดชีวิตเหรอ"
       "เสียโฉมก็ดีกว่าเสีย..." กรองแก้วจะพูดว่าเสียตัวแต่ก็เม้มปากแล้วเงียบไว้
        "ถ้าคุณยังไม่หยุดแกล้งตัวเอง ก็อาจจะถึงกับเสียขาก็ได้ เอาล่ะ ไหนๆคุณก็ลงทุนขนาดนี้แล้ว ผมจะให้คุณนอนโรงพยาบาลอีกคืน..แต่พรุ่งนี้ คุณต้องกลับบ้าน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
        กรองแก้วพูดอย่างแน่วแน่ "ขอบพระคุณคุณหมออย่างหาที่สุดมิได้..คุณหมอไม่ทราบหรอก ว่าได้ทำบุญต่อเพื่อนมนุษย์ขนาดไหน..ชั้นจะไม่ลืมเลยค่ะ"
       พุฒิภัทรมองหน้าที่สวยสง่ามั่นคงนั้นอย่างตกตะลึง กรองแก้วมองพุฒิภัทรอย่างขอบคุณจริงๆ
      
        อิงอรกับสุนันท์วิ่งตามพุฒิภัทรที่กำลังเดินหนีอย่างเร่งรีบ
        "นังแก้ว..เอ๊ย หนูกรองแก้วต้องนอนอีกคืนเพราะอะไรกันคะ ไม่นะคะ อิฉันไม่ยอม" อิงอรไม่พอใจ
        "เงียบๆ ก่อนสิคะ คุณแม่ขา ฟังคุณชายตรัสก่อน" สุนันท์บอก
        "อย่าใช้ศัพท์แบบนั้นกับผม...บอกแล้วไง..ขอร้องล่ะ" พุฒิภัทรหันมาที่อิงอร "คืออย่างนี้นะครับ แผลของเธอบวมมาก ที่รถเข็นของเธอตกลงไปแบบนั้น ทำให้เนื้อเยื่อบอบช้ำ ถ้าไม่ให้เธออยู่นิ่งๆสักพัก อาจจะเกิดการอักเสบลุกลาม..”
        "เพราะใครล่ะ นังเด็กโง่ แค่บอกให้เข็นรถให้มันนิดๆหน่อยๆ ดันแกล้งเข็นไปซะหมิ่น แล้วดันไม่ล็อคล้ออีก สะเพร่าที่สุด" อิงอรว่า
       "นันท์ว่านันท์ล็อกแล้วนะแม่"
       "คุณหมอคะ..ดิฉันมีความจำเป็น..ต้องให้กรองแก้วออกจากโรงพยาบาลวันนี้ให้ได้ค่ะ"
       พุฒิภัทรหยุดยืนแล้วจ้องหน้า "จำเป็น...จำเป็นยังไง คุณจะพาเธอไปไหนหรือครับ”
        อิงอรอึกอักแล้วพูดโดยหลบตา "โอ๊ย..เปล่าค่ะ ไม่ได้จะพาไปไหน ก็แค่..จะพากลับไปนอนพักที่บ้าน"
        "ถ้านอนพัก ก็ให้นอนที่โรงพยาบาลอีกวันสองวัน จะเป็นไรไปครับ ค่าใช้จ่ายก็มีคนดูแลอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ พรุ่งนี้..หลังเปิดแผล แล้วอาการเป็นยังไงค่อยว่ากันใหม่"
        "งั้นคุณชายหมอก็ให้ยาแรงๆ แก้อักเสบมาเลยสิคะ ดิฉันจะเอาเค้ากลับไปดูแลเค้าเอง ให้อยู่ที่นี่..ไม่มีคนมาเฝ้าหรอกนะคะ เดี๋ยวเค้าลำบากแย่ ดิฉันเป็นฮ้วง..เป็นห่วง" อิงอรบอก
       ระหว่างที่คุยกันอยู่สุนันท์เอาแต่ทำตาเล็กตาน้อยแบบเคลิบเคลิ้มใส่พุฒิภัทร
        "คุณนายดูแลเองไม่ได้หรอกครับ เพราะแผลคุณกรองแก้วลึกมาก ดีไม่ดี โดนเชื้อบาดทะยักเข้า หรือไปติดเชื้อในกระแสโลหิตเข้าล่ะก็..ถึงตายได้นะครับ..หรืออย่างเบาะๆ ถ้าแผลเป็นเกิดเน่าขึ้นมา ผมก็ต้องรับผิดชอบอีก..หรือคุณนายจะรับผิดชอบ..”
      
       ถูกพุฒิภัทรถามกลับ อิงอรถึงกับอึ้ง


  


       ครู่ต่อมาสองแม่ลูกเดินทะเลาะกันมาที่รถ
      
        "ยัยนันท์..นังลูกบ้าบอ..แกก็ไม่ช่วยแม่เถียงบ้างเลย ท่านพินิจเอาแม่ตายแน่ แม่ผิดสัญญากับท่านอีกครั้งแล้วนะ” อิงอรด่า
        "ก็ช่างสิแม่ อะไรกัน ช้าไปวันสองวัน ท่านพินิจจะชักตายเลยหรือไง มียัยกนกลักษณ์อยู่ทั้งคน ยังไม่เพียงพอแก่ความต้องการของร่างกายอีกหรือไง แก่ก็แก่ เดี๋ยวก็ตายคาอกเข้าจนได้หรอก" สุนันท์ว่า
       ไกรฤกษ์นอนหลับรออยู่ที่รถ สองแม่ลูกเปิดประตูออกมาก็เห็นไกรฤกษ์นอนอ้าซ่า
       "นังนี่..พูดจา.. เป็นสาวเป็นนาง..” อิงอรว่า
        "เฮ้อ..แต่คุณชายหมอนี่สิ น่ารักอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ รวยก็รวยเข้าขั้นมหาเศรษฐี ใครได้เป็นผัวโชคดีตาย"
       อิงอรตบปากสุนันท์แบบเบาๆ
       "เอ๊ย..แม่! เจ็บนะ เป็นแม่ไม่ควรตบลูกนะ สังคมจะประนามอย่างรุนแรง" สุนันท์ว่า
       "แกมันตัวดี ทำให้ชั้นพลาดไปหมด รู้งี้ไม่ปล่อยมันไว้กะแกก็ดี"
       ไกรฤกษ์หลับตาแต่พูดออกมาลอยๆ
        "มันคงไม่ได้แกล้งทำตัวเอง..เพื่อหนีจากท่านหรอกนะ"
       "อะไรนะ นี่แกหลับตลอด รู้เรื่องกะเค้าด้วย!” อิงอรถาม
        ไกรฤกษ์ลุกมาหาว "โอ๊ย..คนเขาลือกันทั้งโงพยาบาล..แม่จะจ้างเท่าไหร่ล่ะ ถ้าให้ผมฉุดมันไปจากที่นี่ ตอนนี้เลย"
        อิงอรตบกบาลลูกชายดังป้าบ "เงียบไปเลย ไอ้ไกร..คนของท่านก็เฝ้ากันอยู่เต็ม ขืนแกสะเออะเข้าไปแส่..โดนยิงเป็นไข้โป้งตาย แล้วจะหาว่าแม่ไม่เตือน เล่นกะใครไม่เล่น เล่นกะท่านพินิจ"
       "เป็นแม่ไม่ควรตบหัวลูกนะ เดี๋ยวลูกโง่!!” ไกรฤกษ์บอก
       สุนันท์ทำหน้าเซ็ง แต่หน้าไกรฤกษ์มีแผนอะไรบางอย่าง
      
        พินิจนั่งกึ่งเอนนอนให้กนกลักษณ์ รองนางสาวศรีสยามสระผมให้ ขณะเดียวกันก็มีสาวสุดเอ็กซ์อีกคนกำลังทำเล็บเท้าให้ภายในห้องที่เปิดเพลงแจ๊สจังหวะเซ็กซี่
        ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตู แล้วอิงอรก็เปิดเข้ามา
        "ท่านขา..อิงอรเองค่ะ"
        พินิจตื่นเต้นจนตาโต "หา อิงอรมา..แปลว่า..นี่หนูแก้วไปถึงวิมานของเราแล้วหรือ ตายๆๆ ชั้นยังเสริมความหล่อไม่เสร็จเลย พวกหนู เร่งมือๆๆ เร็วๆ ชั้นต้องไปแล้ว..”
        อิงอรถอนใจแล้วทำจริตเศร้า "ยังน่ะสิคะ ท่าน..แย่เลย..หนูแก้วเจ็บมากเลยค่ะ"
        พินิจผงะหน้าเปลี่ยนเป็นไม่พอใจ "หมายความว่าไง..อะไรเจ็บ เจ็บตรงไหนอีก"
        "ก็ที่เดิมน่ะแหละค่ะ แต่เกิดอุบัติเหตุที่โรงพยาบาลนิดหน่อย..” อิงอรบอก
        "หมายความว่ายังไง หมอผ่าผิด หรือเย็บผิด หรืออะไร"
        "ไม่ใช่ค่ะ..คือ..หนูแก้ว..กำลังขึ้นรถเข็น..จะมาขึ้นรถที่ท่านจัดไปรับนั่นแหละค่ะ แต่แล้ว..รถเข็นก็พุ่งตกฟุตบาทไปค่ะ คือ..ไม่ใช่ความผิดของใครนะคะ แต่เหมือนกับว่า..พวกนางพยาบาลนั่นแหละค่ะ เข็นไม่ดี..รถเข็นก็เลยคว่ำ แต่หนูแก้วก็ไม่เป็นไรมากหรอกนะคะ ไม่เชื่อ..ท่านถามพวกหนุ่มๆลูกน้องท่านที่ไปสังเกตการณ์ได้เลยค่ะ หนูแก้วยังงามพริ้งเพียบพร้อมทุกส่วน..แค่แผลที่เย็บฉีกนิดหน่อย ต้องเย็บใหม่ แล้วอยู่นิ่งๆ ไม่ให้เนื้อช้ำชอกไปกว่านี้น่ะค่ะ"
       "นางพยาบาล..นางพยาบาลคนไหน..มันต้องโดน..”
        "โอ๊ย..อย่าไปทำอะไรใครเลยค่ะ เดี๋ยวคนเค้าจะเอาไปลือกันนะคะ ว่านางสาวศรีสยามเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ขอโรงพยาบาลต้องถูกทำโทษ"
        "โธ่..หนูแก้วของชั้น..น่าสงสารจริง..ทำไมเคราะห์ร้ายอย่างนี้ แบบนี้ ชั้นต้องรับขวัญยังไงดีล่ะจ๊ะ คุณอิงอร..แต่ยังไงก็ตามนะ นางพยาบาลที่ทำให้หนูแก้วเจ็บ..ก็สมควรที่จะต้องได้รับกรรมอยู่ดี" พินิจทำหน้าโหด
      
        มารตีในชุดไปรเวทยืนยิ้มอย่างสดใสด้วยความรู้สึกมีชัย พุฒิภัทรเดินออกจากลิฟท์มาอย่างอึ้งๆ
        มารตีเดินเข้ามาหาแล้วยิ้มพร้อมกับยกนาฬิกาอวด "จะบ่าย1แล้ว พี่ชายภัทรผ่าตัดเสร็จ มารตีก็ออกเวรเหมือนกันค่ะ..ว่างแล้ว..ออกไปทานข้าวข้างนอกกันดีกว่า..นะคะ"
       "พี่ไม่..”
        พูดยังไม่ทันขาดคำพุฒิภัทรก็ต้องสะอึกเพราะเห็นหม่อมเอียดเดินเข้ามา พร้อมสมศรีที่ถือของใช้ส่วนตัวประดุจนางข้าหลวงหิ้วหีบหมากตามติดมาด้วย
        "ไม่ว่างหรือ ชายภัทร ย่าอุตส่าห์จะมาชวน..ไปกินข้าวร้านเพื่อนป้า..เป็นร้านริมแม่น้ำ..ใกล้ๆโรงพยาบาลนี่เอง แวะออกไปกับป้านิดเดียว คงไม่เป็นปัญหามากนักกระมังหลาน..” หม่อมเอียดบอก
        มารตีเข้าไปกอดหม่อมเอียดแล้วมองหน้าพุฒิภัทรอย่างสมใจ ว่าพุฒิภัทรต้องไม่กล้าขัด
        "เอ่อ..แต่ว่า..บ่ายสองชายมีประชุม..ไม่สมควรจะออกไปข้างนอก..หม่อมย่าจะสะดวกไหมครับ..ถ้า..เราจะต้องรับประทานข้าวในโรงอาหารที่นี่"
        "อุ๊ยตาย..จะให้หม่อมย่ารับประทานในโรงอาหารของโรงพยาบาลนี่น่ะ..” มารตีว่า
        "ได้สิ ชายภัทร เธอลืมแล้วหรือ ว่าย่าเองก็เคยเป็นนางพยาบาลมาก่อน เมื่อสาวๆ ก็รับประทานข้าวในโรงอาหารเหมือนมารตีและนางพยาบาลทุกๆคนนี่แหละ ย่ากับหนูมารตีเนี่ย หัวอกเดียวกันเปี๊ยบเลยจ้ะ"
        มารตีอึ้งและผิดหวังแต่ก็รีบยิ้มเอาใจเมื่อหม่อมย่ามองมา
        "ถ้าหม่อมย่าจะไม่ลำบากจนเกินไป..ก็เชิญครับ" พุฒิภัทรบอก
        "อุ๊ย ลำบากลำบนอะไรกัน มาหาว่าย่าแก่จนนั่งม้านั่งไม้ไม่ไหวแล้วหรือไงจ๊ะ" เอียดกอดแขนพุฒิภัทรแล้วเดินไป
        มารตีรีบชิ่งมาอีกข้างของหม่อมเอียดโดยดันสมศรีออกไป สมศรีมองมารตีงงๆ มารตีรีบช่วยประคองแขนหม่อมเอียดอีกข้างอย่างสนิทสนม
        เพียงพร ยศวินและนางพยาบาลอื่นๆ ยืนบรี๊ฟงาน กางแฟ้ม ถามตอบกันอยู่ด้านนึงอย่างจริงจัง นางพยาบาลคนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าลงกับพื้น เพื่อใส่รองเท้าให้คนไข้อายุมากคนหนึ่งที่นั่งรถเข็นและรองเท้าหลุดออกมา
       เสียงหัวเราะใสกิ๊งและดังเกินจริง เพื่อเรียกร้องความสนใจของมารตีดังขึ้น จนพวกพยาบาลที่กำลังทำงานหนักและจริงจังต่างก็หันไปมอง
        พุฒิภัทร หม่อมเอียด และมารตีเดินเรียงหน้ากระดานมาด้วยกันในลักษณะดูสนิทสนมเป็นพิเศษแต่พุฒิภัทรมองไปด้านหนึ่งอย่างเซ็งๆ เพราะหม่อมเอียดล็อกแขนข้างหนึ่งของเขาไว้แน่นจนปลดไม่ได้ และอีกข้าง หม่อมเอียดก็ควงแขนมารตีอย่างเปิดเผย แถมคุยกับมารตีแล้วหัวเราะกันไปมา
        "อุ๊ย..พวกเราเป็นทีมสามหม่อมกันนะคะ หม่อมย่า คือหม่อมราชวงศ์ พุฒิภัทร หม่อมเอียด..แล้วก็หนู..หม่อมหลวงมารตีไงคะ ตล้ก ตลกนะคะ"
        หม่อมเอียดหัวเราะชอบใจ ส่วนพุฒิภัทรเครียด สมศรีแอบทำหน้าแหม่งๆ
        ทั้งสามเดินผ่านไป พวกนางพยาบาลต่างหันมาสบตากันอย่างเสียดาย
        "ถ้าสองคนนี้ต้องแต่งงานกันจริงๆ ฉันเสียดายคุณชายหมอแย่เลย..” พยาบาลคนหนึ่งพูด
        "เขาพยายามจริงๆ แบบนี้ อาจารย์คงไม่รอด" ยศวินสรุป
        "อะไรนะคะ" เพียงพรถาม
        "เปล่าๆ ผมไม่พูดเรื่องคนอื่น" ยศวินบอก
      
        ทุกคนระอามารตีไปตามๆ กัน


  


       ไม่นานต่อมา สมศรีและคนขายกับข้าว 3 คนช่วยกันยกอาหารมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ซึ่งเป็นกับข้าว 5 อย่าง และข้าวสามจาน น้ำแข็งเปล่าสามแก้ว ผลไม้ 1 จาน ขนมกะทิไทยๆ สามถ้วย
      
       แม้คนในโรงอาหารมีไม่มากนัก แต่ทุกคนก็หันมามองทั้งสามอย่างแปลกใจ
        พุฒิภัทรเอาผ้าเช็ดหน้าซับเหงื่อเพราะรู้สึกอายคนเล็กน้อย มารตีจัดแจงเอาทิชชู่มาเช็ดช้อนให้ทุกคนก่อนจะจัดวางนั่นนี่ มารตีเลื่อนน้ำและทำทุกอย่างเอาใจหม่อมเอียดจนโอเว่อร์
        "ดูสิ หนูมารตีนี่ก็น่ารักจริงๆ ช่างปรนนิบัติ สวยก็สวย อ่อนหวานก็อ่อนหวาน แบบนี้ต้องเป็นนางพยาบาลที่ดีแน่ๆ คนไข้คงติดกันเกรียวเลยสินะ”
        "แหม..ก็ส่วนใหญ่ พวกที่ติดมารตี ก็เป็นคนแก่ กับเด็กๆน่ะค่ะ" มารตีบอก
        "อุ๊ย..เหมือนย่าเลย..ตอนย่าเป็นพยาบาล มีแต่คนแก่กับเด็กๆมารัก แต่หนุ่มๆกลับย่า เพราะย่าดุ ใครมาทำตุกติกนะ..โดนดีแน่ๆ"
        มารตีหัวเราะคิกคัก "แหม..สงสัยหนุ่มๆจะมาตุกติกกันเยอะเสียด้วยสิคะ เพราะหม่อมย่าสวยมาก”
        หม่อมเอียดยิ้มแก้มแทบแตก "บ้าจัง..หนูมารตีเนี่ย..ย่าเขินนะ อุ๊ย คุยกะหนูมารตีสนุ้กสนุกนะ ชายภัทรเอ๊ะ แต่ทำไมชายภัทรเงียบจัง ดูใจลอยๆ คิดถึงอะไรอยู่หรือหลาน"
        พุฒิภัทร กลืนอาหารให้เรียบร้อยแล้วเอาผ้าซับปากก่อนตอบ "อ๋อ..เปล่าครับ ผมหิว..เลยตั้งหน้าตั้งตารับประทานไปหน่อย"
        หม่อมเอียดสบตามารตีแล้วยิ้มก่อนจะหันไปหาสมศรี "อ้อ นึกขึ้นมาได้ สมศรี ขอซองในกระเป๋าชั้นสิ"
       "ซองผ้าป่าหรือคะ" สมศรีถาม
        "บ้า..ผ้าป่านั่นเค้าให้ชั้นมาย่ะ ซองสีชมพูเล็กๆ แข็งๆ น่ะ"
        สมศรีส่งซองให้
        "อ่ะ" หม่อมเอียดเปิดซองออกมาเป็นบัตรวีไอพีสำหรับดูหนังที่โรงเฉลิมกรุง "บัตรเชิญ ดูภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์ สองใบ พรุ่งนี้บ่าย ย่าไปไม่ได้ ชายภัทรพาหนูมารตีไปดูแทนที"
        พุทธิภัทรที่กำลังดื่มน้ำอยู่แทบพ่นน้ำออกมา เขาต้องรวบรวมสติแล้วกลืนลงไปก่อนจะเอาผ้ามาซับ
        มารตีถือวิสาสะดึงบัตรไปจากมือหม่อมเอียด "ขออนุญาตนะคะ หม่อมย่า..เรื่องอะไรคะ..อุ๊ย..เรื่องแม่นาคพระโขนง..ของรังสี ทัศนพยัคฆ์ แสดงโดย ปรียา รุ่งเรือง สุรสิทธิ์ สัตยวงศ์..ไม่อยากจะเชื่อเลยค่ะ มารตีกำลังอยากดูหนังเรื่องนี้พอดี แต่ไม่ทราบจะชวนใคร พี่ๆน้องๆเขาก็กลัวผีกันหมด"
        "งั้นหรือ บังเอิญจริง...ชายภัทร พรุ่งนี้หลานไม่ได้อยู่เวรตอนบ่ายนี่ ย่าโทถามเขาแล้ว พามารตีไปดูให้ได้นะ เข้าใจไหม" หม่อมเอียดถาม
       พุทธิภัทรก้มหน้า "ครับ..ได้ครับ"
        มารตียิ้ม "พี่ชายภัทรเอาบัตรไปเก็บไว้เองนะคะ มารตีกลัวทำหาย แต่อยู่กะพี่ชายภัทร ไม่หายแน่ๆ เพราะพี่ชายภัทรเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง..มารตีรู้.." มารตีส่งบัตรให้พุฒิภัทร
       พุฒิภัทรยิ้มขรึมๆ แล้วรับบัตรไปใส่ในกระเป๋าเสื้อ หม่อมเอียดมองพุฒิภัทรแล้วก็ขำๆ รู้สึกเอ็นดูและหวังดี
      
       ณ วังจุฑาเทพยามค่ำคืน พุฒิภัทรในชุดนอนลายขวางกำลังนั่งเล่นเปียโนเพลงจังหวะสับสนอยู่ ธราธรที่อยู่ในชุดนอนแบบเดียวกันโผล่หน้ามาดู แล้วยืนมองอยู่ริมประตูแบบขำๆ
        "นอนไม่หลับหรือ ชายภัทร" ธราธรถาม
        พุฒิภัทรหยุดเล่นแล้วนั่งนิ่งๆ สักพักนึงก่อนจะหันมาทำหน้าเนือยๆ
        "พี่ชายใหญ่หนวกหูหรือครับ ขอประทานโทษ"
        พูดจบพุฒิภัทรก็เดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วหยิบกระป่องชาคาโมไมล์ก่อนจะเดินไปเปิดกระติกน้ำร้อน ธราธรมองตามทุกฝีก้าว "ดื่มชาคาโมไมล์..แปลว่า..ประสาทเสีย จนอยากจะสงบสติอารมณ์" ธราธรหัวเราะเบาๆ "นานๆจะเห็นชายภัทรคิดอะไรไม่ตกเสียที..มีอะไรจะให้พี่ช่วยไหม"
        "พรุ่งนี้..หม่อมย่าให้ผมพาน้องมารตีไปดูหนัง" พุฒิภัทรบอก
        ธราธรหัวเราะก๊าก "ว่าแล้วเชียว..คุณโอ๋เพื่อนพี่ที่เป็นบก.หนังสือเดลิเมล์วันจันทร์โทมาเล่าว่าคุณย่าโทมาขอบัตรรอบปฐมทัศน์หนังผีจากเค้า เค้ายังแปลกใจ ว่าทำไมคุณย่าอยากดูหนัง ปกติ ท่านจะดูแต่ละครกรมศิลป์ เรื่องไหนอาจารย์เสรี หวังในธรรมเล่นเป็นพระเอก เพื่อนพี่คนนี้จะคอยส่งตั๋วมาให้ท่านเสมอเป็นอันรู้กัน"
       พุฒิภัทรชงชาเสร็จก็ถอนใจยาว "ผมเพิ่งเข้าใจ..ว่าพี่ชายใหญ่ กับพี่ชายรุจน์รู้สึกยังไง..ตอนนั้น..”
       "ใจเย็นๆ หม่อมย่าท่านเป็นคนมีเหตุผล แม้ท่านจะเข้มงวด แต่ก็ไม่เคยบังคับจิตใจ"
        "แต่ครอบครัวเรามีสัญญากับครอบครัวเทวพรหม..ตอนนี้พี่ชายใหญ่กับพี่ชายรุจน์มีคู่กันไปแล้ว..ก็เหลือแต่ผม..กับน้องอีกสองคน" ธราธรนั่งลงกุมถ้วยชาด้วยสีหน้าหมอง
       "ชายภัทรไม่ได้รักชอบน้องมารตี..” ธราธรถาม
       "ไม่เลยครับ ไม่ซักนิด" พุฒิภัทรตอบ
       "หรือว่า..ชายภัทรมีคนที่ชอบอยู่แล้ว" ธราธรมองเพื่ออ่านใจ
       พุฒิภัทร ปฏิเสธเสียงหลง "เปล่าครับ ผมไม่มี!!”
       ธราธรยิ้มขำ "ไม่มีแน่หรือ..”
        พุฒิภัทร หน้าแดงและร้อนตัว "ผมรู้แล้ว ชายพีร์ต้องเป็นคนมาปล่อยข่าวแน่ๆ ไม่จริงนะครับ ผมไม่ได้มีอะไรกับคุณกรองแก้ว..ผมแค่เย็บแผลให้เค้าเฉยๆ ความสัมพันธ์ของเราก็คือ..แค่แพทย์ กับคนไข้ เดี๋ยวพรุ่งนี้เธอหาย เธอก็..กลับบ้านไปแล้ว คือ..เธอมีปัญหาอะไรไม่ทราบครับ พี่ชายใหญ่ เธอแกล้งตกเวที แกล้งตกเตียง แกล้งทำรถเข็นล้ม เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับบ้าน"
       "ได้ข่าวว่า..ท่านพินิจก็รอรวบตัวเธอเข้าวิมานอยู่ไม่ใช่หรือ" ธราธรถาม
        พุฒิภัทร หน้าตาสว่างขึ้นทันที "อ๋อ หรือว่า จะเป็นเพราะเหตุนี้ ที่ทำให้เธออยากจะนอนโรงพยาบาลให้นานที่สุด เพื่อหนี..จากการไปเป็นอนุท่านพินิจนี่เอง แต่ทำไมผมถามเท่าไหร่ๆก็ไม่ตอบ"
        "เพราะเธอไม่แน่ใจละมั้ง..ว่าถ้าบอกไปแล้ว..คนที่โรงพยาบาล..จะเป็นพวกเดียวกับท่านพินิจหรือเปล่า เกิดมีใครแพร่งพรายออกไป อาจจะทำให้เธอเป็นอันตรายมากขึ้นก็ได้"
        พุฒิภัทร ร่าเริงขึ้นทันที "นั่นสิครับ จริงๆด้วย ทำไมผมคิดไม่ได้นะ ขอบคุณนะครับ ที่พี่ชายใหญ่ทำให้ผมตาสว่าง"
       "ถ้าน้องมั่นใจว่าเป็นคนนี้ ก็อย่าให้หลุดมือไปเด็ดขาดนะ ชายภัทร"
        พุฒิภัทร โวยวาย "เปล่านะครับ พี่ชายใหญ่ ผม..ไม่.. เอ้อ..คือ เค้าเป็นนางงาม!”
        "แล้วไง..ถ้าหากเราแน่ใจว่าเค้าคือนางในฝันของเรา เราก็ควรจะเดินหน้าตามหัวใจตัวเองสิ นายเป็นคนมีเหตผลมาก ก็เก็บเอาไว้ใช้ทำงานเถอะ เรื่องของความรักน่ะ ฟังเสียงหัวใจอย่างเดียวก็พอ"
       "ดึกมากแล้ว..ผม..ผมไปนอนดีกว่า" พุทธิภัทรวางชาแล้วเดินหนีไป
        ทันทีที่พุฒิภัทรเดินพ้นไป รณพีร์ ปวรรุจ และรัชชานนท์ที่แอบฟังอยู่ก็โผล่มาแล้วหัวเราะขำกันไม่ยั้ง
        รณพีร์ทำท่าทำเสียงล้อเลียนพุฒิภัทร "ผมไม่ ผมเปล่า..ผมไม่มีอะไร..ฮะๆๆ นี่หรือ คนไม่มีอะไร...ว่าอย่างไรครับ พี่ๆ ผมชนะพนันแน่ คราวนี้"
       "พวกเราแพ้ก็ไม่เป็นไร ถ้าชายภัทรจะรักใครซักคนเข้าจริงๆ มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ" ปวรรุจบอก
        "พ่อฤาษีของเราออกจากเข้าฌานซะที" รัชชานนท์แซว "โอ้โห..พูดท่านั้นท่านี้ ที่แท้ ในใจก็มีแต่เรื่องของนางสาวศรีสยามอยู่คนเดียวนี่แหละ พี่ชายใหญ่สะกิดนิดเดียว พี่แกร้อนตัว หลุดออกมาเป็นชุดใหญ่ๆเลย"
        "เอ้อ ช่างเป็นไปได้นะคนเรา เหลือเชื่อจริงๆ ใครจะคิด ว่าคนอย่างชายภัทร..จะรักผู้หญิงที่เป็นนางงามจริงๆ ด้วย" ธราธรบอก
      
       ทั้ง 4 คุณชายฮาไม่เลิก

       พุ่มดอกไม้ตรงริมทางเดินในโรงพยาบาล ยังมีน้ำค้างเกาะแวววาวสดใสสะท้อนแดดยามเช้า ส่วนในห้องพักผู้ป่วย กรองแก้วนอนลืมตาโพลงอยู่บนเตียง แววตาของเธอเต็มไปด้วยความกังวล และคิดหนัก ระหว่างที่เพียงพรเข็นรถเข็นเข้ามาในห้อง
      
        “ตื่นแล้วเหรอคะ” เพียงพรเข้ามาตรวจดูน้ำเกลือ “เป็นยังไงบ้าง ยังรู้สึกเจ็บแผลหรือเปล่า” เพียงพรถาม กรองแก้วนิ่งไม่ตอบ “ดิฉันขอดูแผลหน่อยนะ”
        กรองแก้วชักขาหลบ “คุณชายหมอล่ะคะ”
        “วันนี้ท่านไม่มีเวรค่ะ ถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉินอะไรก็คงจะไม่เข้ามา แต่ท่านสั่งไว้นะคะ ว่าถ้าคุณกรองแก้วอาการดีแล้ว ไม่เจ็บแผลอะไร ก็รอให้น้ำเกลือหมดแล้วกลับบ้านได้”
        “แต่…แต่ชั้นยังเจ็บอยู่เลย”
        เพียงพรขมวดคิ้วแล้วมองกรองแก้วเหมือนรู้ทัน “แหน่ะ”
        “เจ็บจริงๆ นะ..โอ๊ย..อูย...สงสัยแผลต้องติดเชื้อแน่ๆ แล้ววันนี้คุณชายหมอก็ไม่มา งั้นชั้นจะต้องค้างที่นี่อีกคืน รอให้คุณชายหมอมาดูแผลพรุ่งนี้ โอ๊ยๆๆๆ” กรองแก้วโอดโอย
        “คุณกรองแก้ว”
       “อย่ามาแตะต้องชั้น ออกไป!!”
        เพียงพรหนักใจ “คุณแก้วคะ..วันนี้โรงพยาบาลมีสัมมนาหมอและพยาบาลนะคะ อาจจะไม่มีใครมาอยู่ดูแลคุณได้ตลอดเหมือนทุกวัน”
       “ชั้นเจ็บแผลจริงๆ..ปวดมากๆ..โอ๊ยๆๆๆ!!”
        เพียงพรหนักใจ “ค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะเอายาแก้ปวดมาให้”
        เพียงพรเดินออกไป
        ทันทีที่เพียงพรเดินออกไป กรองแก้วก็หยุดแหกปาก แล้วกลับมากลัดกลุ้มเพราะไม่รู้จะถ่วงเวลาต่อไปยังไงดี
        “เราจะถ่วงเวลาไปได้อีกนานแค่ไหนเนี่ย พ่อจ๋าๆๆๆ ทำยังไงดีๆ”
        กรองแก้วแสร้งแหกปากต่อไป “โอ๊ยๆๆ”
      
        พวกพยาบาลคนอื่นๆ ทำงานอยู่ที่วอร์ด บ้างก็ทำงานเอกสาร บ้างก็กำลังยกยาไปให้คนไข้คนอื่นๆ แต่ทุกคนต่างชะงักเพราะได้ยินเสียงกรองแก้วแหกปากออกมา ทุกคนมองหน้ากันอย่างละเหี่ยใจเพราะรู้กันว่านางงามคนไข้คนนี้แผลงฤทธิ์อีกแล้ว
        ยศวินเดินมา พยาบาลที่วอร์ด3คนกำลังเม้าท์กัน
        “แผลก็แค่นั้น ร้องซะยังกับถูกระเบิด” พยาบาลคนหนึ่งบอก
        “ผมว่าเธอจงใจหาเรื่องนอนโรงพยาบาล เพราะเหตุผลบางอย่าง” ยศวินออกความเห็น
        “คุณหมอลองทายสิว่าเพราะอะไร”
       “ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าหล่อนคิดอะไรกับคุณชายหมอพุฒิภัทรแน่ๆ” พยาบาลอีกคนสรุป
       “ไม่ใช่มั้งครับ” ยศวินแย้ง “สวยขนาดนี้ คงไม่ลงทุนทำอะไรโง่ๆ”
       “ก็สวย..แต่โง่ไงคะ”
       “อาจารย์ยศวินลองเข้าไปชวนคุยสิคะ..” พยาบาลอีกคนเสนอ
        “ผมว่า..คิดและพูดแบบนี้..ไม่ดีนะครับ นางพยาบาลชุดขาวเหมือนนางฟ้า ต้องคิดและพูดอย่างนางฟ้านะครับ” ยศวินเดินจากไป
        พวกพยาบาลผงะและค้อนขวับ เพียงพรที่ฟังอยู่นานแล้วเดินเข้ามา
        “อายไหม โดนคุณหมอว่า ส่วนชั้น..อายมาก..เห็นทีว่าจะต้องจัดอบรมจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพใหม่แล้ว..ใครจะเป็นอะไร จะทำอะไร แต่ยังไงหน้าที่เราก็คือ..พยาบาล ไม่ใช่นักข่าวซุบซิบสังคม”
        พวกพยาบาลถึงกับจ๋อย
        “ชั้นต้องเข้าผ่าตัดใหญ่ จะกลับมาอีกทีตอนเย็น..คุณกรองแก้วยังไม่ได้ล้างแผล และต้องการยาแก้ปวด พวกเธอช่วยจัดการด้วย”
        เพียงพรส่ายหน้าด้วยความหนักใจแล้วเดินออกไป
        เสียงกรองแก้วร้องยังดังออกมา พวกพยาบาลหันมาเกี่ยงกันอย่างพร้อมเพรียง
        “เมื่อวานชั้นโดนเยอะแล้ว วันนี้ขอตัว”
        “ชั้นต้องไปเข้าสัมมนา”
        “ชั้นต้องไปเข้าสัมมนา”
      
        พุฒิภัทรที่แต่งตัวเหมือนจะออกไปโรงพยาบาลเดินออกมาจากห้องนอนแล้วรีบออกไปนอกบ้าน ถนอมกำลังยืนรออยู่หน้ารถ
        “ถนอม..ชั้นจะไปโรงพยาบาล” พุฒิภัทรสั่ง
        ถนอมยืนยิ้มแฉ่งไม่ยอมขยับเขยื้อน
        “ได้ยินที่ชั้นพูดมั้ย”
        “ได้ยินครับ แต่..”
        พุฒิภัทรงง เอียดที่ยืนอยู่ข้างประตูทักขึ้นมา
        “จะไปโรงพยาบาลทำไมจ๊ะหลานย่า”
        “คุณย่า..”
        “วันนี้หลานรับปากย่าแล้วว่าจะพาหนูมารตีไปดูหนังรอบปฐมทัศน์..อย่าบอกนะว่าลืม” เอียดถาม
        “ผมไม่ได้ลืมครับ ผมแค่จะแวะไปโรงพยาบาลก่อน ว่ามีเหตุฉุกเฉินอะไรหรือเปล่า ถ้าไม่มีจะได้สบายใจ” พุฒิภัทรบอก
        “ถ้าไม่แวะไป มันก็ไม่มี หรือถึงมี หมอคนอื่นตั้งเยอะแยะ เขาจัดการกันเองได้”
        “เอ่อ..คือ..คุณย่าอุตส่าห์มาจากตึก เพื่อมาหาผม เรื่องนี้เหรอครับ”
        “ใช่ แล้วย่าก็คิดถูกที่มา..” เอียดสรุป “ไปรับหนูมารตี”
        “ครับ” พุฒิภัทรรับคำ
        พุฒิภัทรขยับจะไปขึ้นรถ
        “เดี๋ยว..ไม่ใช่ชุดทำงาน..ไปเปลี่ยนชุดใหม่” เอียดสั่ง
        “ครับ”
        พุฒิภัทรเดินหลบเข้าไป เอียดยิ้มแย้ม
        “มันต้องอย่างนี้ครับ.. ฮุๆๆๆๆ ไม่งั้น..คาดว่าจะโสดตลอดชีวิต” ถนอมว่า
      
        เอียดมองหน้าถนอมคล้ายจะว่าเขาแส่ ถนอมสะดุ้งแล้วก้มหน้าจ๋อยๆ


  


       ฝ่ายวิไลรัมภาช่วยมารตีแต่งตัว กำลังเอาสร้อยมุกสวมที่คอให้
      
        “เรียบร้อยแล้วค่ะ แหม..ครบเครื่องจริงๆ ไม่ขาดอะไรเลย ..” วิไลรัมภาชม
        มารตีนั่งมองตัวเองหน้ากระจกแล้วชื่นชมตัวเอง เธออยู่ในชุดเสื้อแขนกุดสีฟ้าเข้ารูป คอกว้างแต่ไม่ลึกจนเกินไป กระโปรงสั้นพองาม เอวกิ่ว สวมสร้อยมุก ผมโป่งสวอน มีที่คาดผมที่ดูนำสมัย
        “พี่ดูสวยแล้วใช่มั้ย” มารตีถาม
        “สวยมากค่ะ รับรองว่าผู้ชายทุกคนที่เฉลิมกรุงจะต้องอิจฉาคุณชายพุฒิภัทรแน่ๆที่ได้ควงสาวสังคมแสนสวยแห่งฟ้าบางกอก..อย่างหม่อมหลวงมารตี” วิไรรัมภาพูดกัดนิดๆ
        มารตีตีแขนหยอกๆ “น้องวิไลรัมภาก็ พูดอะไรก็ไม่รู้ ฟังแล้วไม่งามเลย เฮ้อ..สร้อยมุกเส้นนี้ก็ยืมพี่เกษรามา..ความจนนี่มันแย่จริงๆ อยากได้อะไรเหมือนชาวบ้านเขาบ้างก็ไม่ได้”
        “เอาน่า..ใจเย็นๆ แต่งงานกะพี่ชายภัทรเมื่อไหร่ คุณพี่มารตีก็จะรวยละ รอบปฐมทัศน์หนังดังระดับแม่นาคพระโขนง จะต้องมีนักข่าวเยอะแน่ๆ แต่เชื่อขนมกินได้เลยว่า คืนนี้อกเขาพระวิหารของปรียา รุ่งเรือง ก็ไม่น่าสนใจเท่าการควงกันไปดูหนังผี..ของหม่อมราชวงศ์พุฒิภัทร จุฑาเทพกับหม่อมหลวงมารตี เทวพรหม”
        “จริงด้วยสิ นักข่าวต้องมาสัมภาษณ์พี่แน่ๆ พี่ควรจะทำยังไงดี”
        “ข่าวลือเรื่องพี่กับคุณชายภัทร มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว มาออกงานด้วยกันครั้งนี้ ใครจะคิดยังไง ถ้าไม่ใช่สองคนนี้กำลังจะมีข่าวดี...แต่น้องกลัวว่า คุณชายภัทรจะรู้สึกไม่ดี” วิไรรัมภาบอก
       “ไม่ดียังไง ฮะ?”
        “ก็ถ้าพี่สองคนเป็นข่าวโด่งดัง มันก็จะเป็นเหมือนการผูกมัดกลายๆ ว่าคุณชายพุฒิภัทรจะต้องรับผิดชอบในตัวพี่มารตีน่ะสิคะ เพราะถ้าไม่อย่างนั้น พี่มารตีก็จะเสียเกียรติ ถูกคนเอาไปนินทา มันก็จะเป็นการไม่รักษาหน้าสกุลเทวพรหมเลย ซึ่งคนอย่างคุณชายพุฒิภัทร ไม่ทำอย่างนั้นหรอก..จริงมั้ยคะ”
        มารตีทำตาแวววาว “ถ้าอย่างนั้น พี่ก็ไม่ควรทำตัวให้เป็นข่าวสินะ”
        “ค่ะ ต้องเงียบให้สุดๆเลยนะคะพี่มารตี” วิไรรัมภาทำตาโตและยักคิ้วหลิ่วตาให้
        แล้วสองสาวก็หัวเราะคิกคักด้วยกัน
        ทันใดนั้นเสียงรถก็แล่นเข้ามา ทั้งสองสาวได้ยินก็รีบปราดไปเปิดม่านหน้าต่างมองออกไปทำให้เห็นรถพุฒิภัทรแล่นเข้ามา
        “พี่ชายภัทรมาแล้ว!!” มารตีเผลอตัวจะถลาพุ่งออกไป แล้วเธอก็ชะงักหันมาหยิบกระเป๋าถือ “ไม่ๆๆ เราเป็นหม่อมหลวง กิริยามารยาทงดงาม ค่อยๆเดิน”
       วิไลรัมภาขำสุดๆ
      
        มารตีพยายามจะไม่วิ่งออกมาจากในบ้าน วิไลรัมภาควงแขนเดินมาส่ง พอสองสาวเห็นพุฒิภัทรก็ไหว้กันอย่างกระชดกระช้อย
        “พี่ชายภัทร มาก่อนเวลานัดซะอีกนะคะ” มารตีบอก
        พุฒิภัทรในชุดสูทสีเข้มนิ่งสงบและยิ้มตามมารยาท
        “รีบไปเถอะ เดี๋ยวสาย” พุฒิภัทรบอก
        พุฒิภัทรหันเดินไปที่รถแล้วเปิดประตูเชิญมารตี
        วิไลรัมภาเข้ามากระซิบมารตี “คงจะเขิน” วิไรรัมภาเอาศอกกระทุ้งแหย่พี่สาว
        มารตียิ้มเขินแล้วเดินตามไปขึ้นรถ พุฒิภัทรปิดประตูให้แล้วขึ้นไปนั่ง วิไลรัมภาโบกมือบ๊ายบาย
        “ดูหนังให้สนุกนะคะ ไม่ต้องรีบกลับหรอกค่ะ ไปรับประทานไอศกรีมต่อกันแทนน้องด้วยน้า”
        “เด็กบ้า..รู้ดีนัก” มารตีเขิน
        พุฒิภัทรออกรถด้วยความเซ็ง
        
      
        ป้ายโฆษณาหนังเรื่อง “แม่นาคพระโขนง” ตั้งเด่นอยู่ที่หน้าโรงหนัง พุฒิภัทรเดินนำเข้ามา ทันทีที่เห็นพวกนักข่าวกำลังรุมสัมภาษณ์ผู้กำกับอยู่ที่ด้านหนึ่ง พุฒิภัทรก็ตั้งใจจะเดินเลี่ยงเข้าไปด้านในทันที แต่มารตีกลับเข้ามาควงแขนเขาเอาไว้
        มารตีพูดเสียงดังกว่าปกติ “คุณชายพุฒิภัทรขา..ดูนั่นสิคะ..รูปผีแม่นาค..น่ากลั๊ว..น่ากลัว..มารตีกลั๊ว..กลัวค่ะ”
        พวกนักข่าวได้ยินก็รีบหันมา
        “คุณชายพุฒิภัทร!”
        “1ใน5สิงห์แห่งจุฑาเทพ!!”
        บรรดานักข่าวกับช่างภาพแห่กันมา
        พุฒิภัทรกระอักกระอ่วนจนอยากจะเดินเลี่ยงหนี
        “คุณชายพุฒิภัทร หม่อมหลวงมารตีนี่นา...โห..ขอถ่ายรูปคู่ทีนะครับ”นักข่าวบอก
        “ยินดีค่ะ” มารตีรีบตอบ
        มารตีควงแขนพุฒิภัทรไว้แล้วโพสต์ท่าใกล้ชิดพร้อมกับฉีกยิ้มหวาน
        “มารตี..”
        “ก็แค่ถ่ายรูปเองค่ะพี่ชาย”
       พุฒิภัทรหน้าตึงเพราะไม่สนุกด้วย เขารู้เจตนาของมารตีที่อยากให้เป็นข่าว
        “ยิ้มหน่อยสิครับคุณชาย” นักข่าวขอ
        พุฒิภัทรหน้านิ่ง “เอ่อ แค่นี้ก่อนดีกว่านะครับ”
        มารตีเกาะแขนกระเง้ากระงอด “หนังยังไม่ฉายเสียหน่อย จะรีบไปไหนคะ..เราอยู่คุยกับพี่ๆนักข่าวก่อนก็ได้”
        “พี่ไม่มีอะไรจะคุย แต่ถ้าน้องมารตีอยากจะอยู่คุยอะไร ก็เชิญเถอะ”
        นักข่าวไม่ยอมให้ไปง่ายๆ ทุกคนยังล้อมไว้
       “เดี๋ยวสิครับคุณชาย..ผมขอถามคำถามเดียวก็ยังดีนะครับ..เอ่อ ไม่ทราบเมื่อไหร่จะมีข่าวดีครับ”
        พุฒิภัทร กับมารตีพูดพร้อมกัน “ยังครับ” / “เร็วๆนี้ค่ะ”
        พวกนักข่าวแปลกใจว่าตกลงยังไงแน่
        พุฒิภัทร จะอธิบายให้ชัดเจน “คือว่า..”
        มารตีรีบพูด “คือพี่ชายคงจะเขินน่ะค่ะ..แหม ทุกคนในพระนครก็รู้กันดีอยู่ว่าสกุลจุฑาเทพกับสกุลเทวพรหม เรามีสัญญาใจต่อกัน พี่ๆของคุณชายภัทรก็มีคู่หมั้นคู่หมายไปหมดแล้ว..ใครล่ะคะจะเป็นคนต่อไป”
        พวกนักข่าวฮือฮาๆ และยินดีด้วย
        “ใช่ครับ พี่ๆ ของผมโชคดีที่ได้รักกับคนที่เขารักแล้ว..แต่สำหรับผม..คงไม่ใช่เร็วๆนี้แน่” พุฒิภัทรพูดจริงจังจนเกือบจะเป็นดุ “เพราะผมอยากจะทำงานเพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติก่อน..และไม่แน่..ปีหน้าผมอาจจะเดินทางไปดูงานที่ต่างประเทศก็ได้”
        “ดูงานต่างประเทศ? อะไรคะ ทำไมมารตีไม่เคยทราบ” มารตีบอก
        “พี่กำลังตัดสินใจอยู่ ท่านผู้อำนวยการบอกว่ามีโรงพยาบาลทุน สำหรับไปศึกษาเพิ่มเติมทางด้านสมองและประสาท..พี่อาจไปสักสองสามปี..หรือมากกว่านั้น”
       “แต่..”
        พุฒิภัทร ตัดบท “หนังจะเริ่มฉายแล้ว ขอตัวนะครับ”
        พุฒิภัทรก้าวเดินฉับๆ เข้าโรงหนังไปอย่างรวดเร็ว
        มารตีอึ้งเพราะหน้าแตก เธอมองนักข่าวแล้วไม่รู้จะตอบอะไรต่อจึงยิ้มฝืดๆ และยกมือไหว้ลาอย่างรักษาภาพ
      
       แล้วรีบหันเดินตามพุฒิภัทรเข้าโรงหนังไป


  


       พุฒิภัทรเดินจะเข้าโรงหนัง มารตีที่หน้าบูดหน้าบึ้งตามมาคาดคั้น
      
        “ทำไมพี่ชายภัทรพูดกับนักข่าวอย่างนั้นล่ะคะ”
        “พูดแบบไหน” พุฒิภัทรถามกลับ
        “ก็พูดว่าเราไม่มีแผนจะแต่งงานกัน ทำอย่างนี้น้องก็เสียหน้าน่ะสิคะ”
        “ถ้าพี่บอกว่าจะแต่งสิ น้องมารตีจะลำบาก น้องก็รู้ว่าข่าวในพระนครกระพือเร็วจะตาย ยิ่งเราให้สัมภาษณ์นักข่าว ทุกคนก็ยิ่งจับตามอง แล้วถ้าเกิดพี่ต้องไปดูงานหลายปี น้องอยู่ทางนี้จะทำยังไง”
        มารตีพูดด้วยแววตาตัดพ้อ “น้องก็จะรอพี่ชายภัทร นานแค่ไหนน้องก็รอได้”
        “น้องเป็นหญิง..ถ้ามีข่าวเช่นนี้ออกไป ผู้ชายคนไหนจะกล้าเข้ามาจีบ”
        “แต่..แต่น้องไม่ต้องการให้ใครมาจีบ น้องระ..” มารตีจะพูดว่ารักพุฒิภัทรคนเดียว แต่ด้วยความเป็นกุลสตรีเธอรู้ดีว่าไม่ควรเป็นฝ่ายเอ่ยปากออกมาก่อนจึงได้แต่อ้ำอึ้งๆ “เอ่อ..”
        “มารตี..คนเรา ถ้าจะแต่งงานกัน ก็ต้องเรียนรู้นิสัยใจคอกันมากกว่านี้..การให้สัมภาษณ์ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เพราะอนาคตมันก็เป็นเรื่องของเราสองคน..น้องมารตีทั้งสวยและเป็นกุลสตรี จะปิดตัวเองเพื่ออนาคตที่ไม่แน่นอนงั้นหรือ ไม่แน่พี่อาจไปดูงานต่างประเทศแล้วไม่กลับมาเลยก็ได้”
        มารตีกำมือแน่นแล้วพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “พี่ชายภัทร..”
        พุฒิภัทร เอื้อมมือมาแตะไหล่แล้วบีบเบาๆ “ตอนนี้น้องยังคิดแบบเด็กๆ..อาจจะยังไม่เห็นดีเห็นงาม แต่ในอนาคตน้องจะเข้าใจ..ที่พี่ทำไปทั้งหมดเพราะเห็นแก่น้อง” พุฒิภัทรตัดบท “เข้าโรงหนังเถอะ”
       พุฒิภัทรเดินเข้าไปในโรงหนัง
        มารตีพึมพำ “ไม่..มารตีไม่ยอม..ไม่ยอมเด็ดขาด ถ้าไม่ได้แต่งกะพี่ มารตีก็ต้องจมอยู่กับความจนสิ”
       คนแถวนั้นมอง มารตีหันมาเห็นก็สะดุ้ง แล้วเธอก็เชิดๆ เข้าไป
      
        พยาบาลกำลังพยายามขอให้กรองแก้วกินยาแก้ปวด แต่กรองแก้วไม่กิน เธอเอาแต่ร้องปวด
        “ไม่กินๆๆ ชั้นปวดแผลมาก กินอะไรไม่ลงทั้งนั้น ช่วยด้วย ปวดแผลที่สุดในโลก..ช่วยด้วย”
       “ก็ช่วยอยู่นี่ไงคะ ยาแก้ปวดค่ะ กินก่อนสิคะ” พยาบาลบอก
        “ไม่!! ชั้นบอกแล้วไงว่าจะอยู่รอคุณชายหมอมาตรวจแผลอีกคืน..ทำไมจะไม่ได้..ชั้นยังเจ็บและปวดมากขนาดนี้ จะกลับบ้านได้ยังไง ยังไงชั้นก็ไม่กลับ เข้าใจมั้ย”
        “เอ่อ ค่ะ ทานยาก่อนเถอะค่ะ ดิฉันต้องไปดูแลคนไข้อื่นๆต่อ” พยาบาลบอก กรองแก้วไม่สนใจ เธอนอนดิ้นอยู่บนเตียงและไม่ยอมกินยา “งั้น..ดิฉันวางยาไว้ตรงนี้นะคะ”
        พยาบาลวางยาไว้แล้วเดินออกไปอย่างระอา ทันใดนั้นกรองแก้วก็เลิกเล่นละคร เธอลงจากเตียง ด้วยความกระวายกระวายแต่ยังคงร้องโอดโอยเป็นระยะๆ
        “เราจะทำยังไงดีๆๆ..โอ๊ย ปวดจังเลย ช่วยด้วย คุณหมอ..” กรองแก้วยื่นปากไปทางประตู “ไม่รู้จะถ่วงเวลาได้อีกแค่ไหน เนี่ย.” กรองแก้วไม่อยากจะคิด “หรือว่าจะหนี” กรองแก้วมองไปที่ระเบียงห้องพัก “แล้วเงินรางวัลการประกวดล่ะ..โอ๊ยๆ..ปวดแผลมาก ใครช่วยแก้วทีค่า..”
        ทันใดนั้นก็มีคนเดินเข้ามา กรองแก้วได้ยินเสียงประตูเปิดก็คิดว่าเป็นพยาบาลคนเดิมอีกเธฮจึงรีบแสร้งทำท่าว่าเจ็บปวดทันที
        “โอ๊ย ปวดเหลือเกิน”
        แต่แล้วพอหันกลับมากรองแก้วก็ต้องผงะ จนแทบกรี๊ดเมื่อเห็นไกรฤกษ์ยืนยิ้มอยู่
        “ว้าย!”
        “เจ็บมากขนาดนี้ สงสัยจะต้องจับฉีดยาซะแล้ว”
        พูดจบไกรฤกษ์ก็ปิดประตูแล้วล็อกทันที
        กรองแก้วผงะแล้วถอย “คุณไกรฤกษ์..คุณ..มาได้ยังไง แล้วน้าอิงอรล่ะ”
        ไกรฤกษ์เดินเข้าต้อน “แม่ชั้นไม่ว่าง เขาเลยให้ชั้นมารับเธอกลับบ้านแทน..ไปกับชั้นนะแก้ว”
        “แก้ว...แก้วยังเจ็บแผลอยู่เลย”
        “ยังเจ็บแผล หรือไม่อยากกลับ ถ้าเธอไม่อยากกลับบ้าน ก็บอกมาตามตรงดีกว่าแก้ว...ชั้นเป็นพวกเธอนะ”
        “ชั้นว่าคุณกลับไปก่อนเถอะ”
        กรองแก้วจนมุม คิดจะวิ่งหนีแต่ไกรฤกษ์จับแขนเธอไว้แล้วดึงมากอด
        ไกรฤกษ์กอดกรองแก้วจากด้านหลังแล้วเอาคางมาวางตรงซอกคอ “ชั้นอยากช่วยเธอนะแก้ว ชั้นรู้ว่าเธอไม่อยากถูกส่งตัวไปหาท่านพินิจ..ใช่มั้ย..สาวๆสวยๆอย่างเธอ ไม่มีใครอยากเป็นเมียน้อยคนแก่รุ่นราวคราวพ่อหรอก มันต้องรุ่นราวคราวเดียวกันอย่างชั้น”
       “ปล่อยแก้วนะ ปล่อย!”
        กรองแก้วพยายามดิ้นแต่กลับถูกจับเหวี่ยงกดลงไปบนเตียง
        “มาเป็นเมียชั้นเถอะคนสวย”
       ไกรฤกษ์โน้มตัวเข้าหาแล้วเอาหน้าซุกไซร้ กรองแก้วแก้วร้องลั่น
      
        พยาบาลที่หน้าวอร์ดกำลังจะเอายาไปให้คนไข้อีกห้อง ได้ยินเสียงกรองแก้วร้องดังมาก็ชะงัก
        “อ๊าย..ช่วยด้วยๆๆ”
        ยศวินเดินมา
       “คุณแก้ว..” ทีแรกยศวินทำท่าจะรีบไปหา แต่แล้วเขาก็หยุดชั่งใจ “แหม ร้องซะ..สมจริงสมจัง”
        “เห็นไหมล่ะคะ คุณหมอ ว่าหล่อนต้องเรียกร้องความสนใจอีกแน่ๆ..สวยแต่บ้าจริงๆ” พยาบาลบอก
        ยศวินรีบเดินไปอีกทาง พยาบาลส่ายหน้าด้วยความระอาแต่ไม่สนใจ
      
       ก่อนจะเดินถือถาดยาไปหาคนไข้คนอื่นต่อ


  


       ด้านไกรฤกษ์ยังคงไซร้หน้าไปที่คอกรองแก้วไม่หยุด กรองแก้วทั้งดิ้นทั้งผลักแต่สู้แรงไม่ไหวจึงตัดสินใจกัดเข้าที่บ่าไกรฤกษ์เต็มเขี้ยว
      
        “โอ๊ย!!”
        กรองแก้วผลักไกรฤกษ์ออกแล้วรีบหนีไปที่ประตู เธอปลดล็อกแล้วเปิดประตูกำลังจะออกไป แต่ออกไปได้แค่ก้าวเดียว ไกรฤกษ์ก็พุ่งเข้ามาจับตัวแล้วกระชากดึงตัวเธอกลับเข้าไปในห้อง
        กรองแก้วถูกเหวี่ยงกลับเข้าไป ไกรฤกษ์ปิดประตูล็อกอีกครั้ง
        “ชอบให้ออกแรงใช่มั้ย”
        กรองแก้วหน้าซีด
      
        ขณะเดียวกัน ภาพในจอภาพยนตร์ถึงฉากที่แม่นาคกำลังคลอดลูกก่อนที่จะตาย พวกคนดูต่างหวาดเสียว มารตีปิดตาแล้วมองลอดร่องนิ้ว พุฒิภัทรตามองจอหนังแต่ใจกลับเหม่อลอยเห็นภาพกรองแก้วลอยเข้ามา ทั้งตอนที่กรองแก้วพยายามร้องเพราะเจ็บ ภาพแววตากรองแก้วในขณะประกวดนางงามที่มองมาอย่างเว้าวอนขอความช่วยเหลือ และภาพแววตากรองแก้วขอนอนค้างที่โรงพยาบาล
        พุฒิภัทรจมอยู่ในห้วงความคิด ตาของเขามองภาพในจอแต่สมองยังคิดแต่เรื่องกรองแก้วโดยไม่ได้ใส่ใจภาพในจอเลย มารตีที่นั่งข้างแอบมองพุฒิภัทรแล้วค่อยๆ เอามือมาเกาะแขน
        “น่ากลัวจังเลยค่ะพี่ชายภัทร”
        พุฒิภัทรยังคงนั่งนิ่งเหมือนไม่รู้ตัว
       มารตีแอบยิ้มเพราะคิดว่าพุฒิภัทรเต็มใจ เธอจึงเอียงคอซบไหล่
        ทันใดนั้น ภาพในจอหนังก็เป็นตอนที่ผีแม่นาคโผล่ออกมา คนในโรงกรี๊ด มารตีกรี๊ดดังกว่าใคร แล้วผวากอดพุฒิภัทรแน่นร้องกรี๊ด
       “อ๊าย”
        มารตีกอดพุฒิภัทรแน่นราวกับจะซึมเข้าไปในร่างกายของเขา
        พุฒิภัทรสะดุ้งเพราะเพิ่งรู้ตัวว่าโดนทำอะไร เขาหันมามองดุๆ ว่ามารตีทำอะไรกับเขา
      
       ทางด้านกรองแก้วยกมือไหว้ไกรฤกษ์ด้วยความกลัว
        “แก้วไหว้แล้ว อย่าทำอะไรแก้วเลยนะ”
        ไกรฤกษ์เดินเข้าหา “โถ ชั้นไม่ทำให้เธอเจ็บหรอกแก้ว มีแต่จะให้ความสุขกับเธอ และชั้นรับรองนะว่าเธอจะต้องติดใจ”
        ไกรฤกษ์พุ่งเข้ามาจับตัว กรองแก้วจะหนีแต่ก็ไม่รอด ไกรฤกษ์จับตัวกรองแก้วแล้วดันไปจนติดกับกำแพง กรองแก้วพยายามร้อง ดิ้น แล้วก็เหลือบไปเห็นแจกันดอกไม้ที่หัวเตียงจึงคว้ามาฟาดหัวไกรฤกษ์ด้วยสัญชาติญาณ
        “โอ๊ย!!”
        ไกรฤกษ์ร้องลั่น เซด้วยความเจ็บ เขายกมือกุมหัว พอเอามือที่กุมมาดูก็พบว่ามีเลือดติดมาด้วย ไกรฤกษ์แค้น
        “อีนี่..อีบ้า มึง..อีแก้ว เนี่ยเหรอวะ นางสาวศรีสยาม..อีใจทมิฬ..หน็อย ชอบเล่นเจ็บๆใช่มั้ย”
        กรองแก้วตกใจจึงรีบวิ่งไปกระชากประตูห้องเปิดแล้ววิ่งหนีออกไปจากห้อง ไกรฤกษ์วิ่งตาม
      
        กรองแก้ววิ่งหนีออกมาจากห้องพักแล้วจะไปที่ล้อบบี้เพื่อจะขอความช่วยเหลือจากหมอและพยาบาลที่เค้าน์เตอร์ซึ่งยศวินกับพยาบาลคนอื่นๆ กำลังตอบปัญหาญาติของคนไข้อยู่ แต่ไกรฤกษ์วิ่งมาคว้าแขนแล้วดึงตัวของเธอ กรองแก้วสะบัดแล้วผลักไกรฤกษ์ออก ก่อนจะวิ่งหนีไปอีกทาง
        ไกรฤกษ์วิ่งไล่ตาม กรองแก้ววิ่งหลบจะเข้าไปในห้องๆนึง แต่ไกรฤกษ์พุ่งเข้ามาคว้าประตูไว้ไม่ยอมให้กรองแก้วปิด ทั้งสองยื้อแรงกันจนในที่สุดกรองแก้วก็แพ้ ไกรฤกษ์กระชากประตูเปิดออกได้
        กรองแก้วรีบวิ่งหนีเข้าไปในห้องที่เก็บอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ซึ่งมีชั้นวางของเรียงเป็นล็อคๆ เป็นช่องๆ กรองแก้วซ่อนอยู่ในมุมที่เป็นซอกเล็กๆระหว่างตู้ ไกรฤกษ์มองหาราวกับเสือล่าเหยื่อ
        “บนเตียงสบายๆ ไม่ชอบ ชอบพื้นแข็งๆ ใช่มั้ย”
        กรองแก้วนั่งกอดเข่าคุดคู้ กลัวจนตัวสั่นเทิ้ม พลางยกมือพนม
       “พ่อจ๋า..ช่วย..แก้วด้วย..”
      
        มารตีร้องกรี๊ดด้วยความกลัวแล้วซุกหน้ามุดบ่าพุฒิภัทร
        “มารตี..” พุฒิภัทรพยายามจะดึงแขนออก
        แต่มารตียิ่งกอดแน่น
        “น้องกลัว ว้ายๆๆๆ”
        คนดูรอบๆ หันมามอง
        พุฒิภัทร เห็นคนมองมาก็พยายามปลอบ “มันมีอะไรหรอกมารตี ในจอนั่นก็คนแสดง เขาไม่ใช่ผีจริงๆ”
        “ก็น้องกลัว”
        “แต่นี่มันที่สาธารณะ..”
        “น้องหนาวด้วย น้องใส่เสื้อแขนกุด”
        พุฒิภัทรถอนใจแล้วถอดเสื้อสูทให้ “เอ้า เอาไปใส่ จะได้หายหนาว”
        มารตีเสียงดังขึ้นมา “ไม่เอาคะ ไม่ใส่” มารตีผลักเสื้อคืน “น้องจะกอดแขนพี่ชาย.. ถ้าไม่ให้น้องกอดพี่จะให้ไปกอดคนอื่นหรือไงคะ..” มารตีมองในจอแล้วก็ตกใจ “ว้าย!!” มารตีกอดพุฒิภัทรอีก “น้องขอร้อง น้องกลัวจริงๆ พี่ชายอย่าทิ้งน้องนะ ช่วยน้องด้วย”
        มารตีอ้อนและกอดแน่น
        พุฒิภัทรอึ้ง เขาถือเสื้อไว้แล้วกลับคิดไปถึงคำพูดของกรองแก้ว
        ภาพกรองแก้วดีใจมาก และพนมมือยิ้มน้ำตาไหลเป็นทางย้อนกลับมา “ขอบพระคุณค่ะ คุณหมอ ขอบพระคุณ..อย่างหาที่สุดมิได้..คุณหมอไม่ทราบหรอก ว่าได้ทำบุญกับสัตว์ผู้ยากขนาดไหน..ชั้นจะไม่ลืมบุญคุณของหมอครั้งนี้เลยค่ะ”
       พุฒิภัทรมองหน้าที่สวยและน่ารักน่าสงสารนั้นอย่างตกตะลึง
       กรองแก้วเช็ดน้ำตาแต่พยายามยิ้มแบบประจบให้เขาสงสารสุดชีวิต
        
        พุฒิภัทรใจลอยคิดถึงอดีตจนไม่อยู่กับปัจจุบัน และไม่สนมารตีที่เกาะอยู่ที่แขนเลย

       ฟากกรองแก้วยังคงขดตัวอยู่ที่เดิม เสียงเท้าไกรฤกษ์เดินตามหาดังน่ากลัว กรองแก้วมองผ่านช่องระหว่างชั้นก็เห็นเท้าไกรฤกษ์เดินเข้ามาใกล้ กรองแก้วปิดปากตัวเองไม่ให้มีเสียงเล็ดลอดออกมา
      
       กรองแก้วค่อยๆ คลานไปคนละทิศกับที่ไกรฤกษ์เดิน เป้าหมายของเธออยู่ที่ประตู กรองแก้วกำลังจะถึงประตู แต่อยู่ๆ ไกรฤกษ์ก็โผล่มายืนขวางจนกรองแก้วผงะตกใจจนหงายหลังไปก้นจ้ำเบ้า กรองแก้วเสือกไสตัวเองเพื่อจะหนี
       ไกรฤกษ์ยิ้มแล้วเดินไล่ กรองแก้วจะลุกวิ่ง แต่ไกรฤกษ์ตะครุบคว้าขากรองแก้วแล้วลากกลับมา ก่อนจะคร่อมกรองแก้วเอาไว้ทั้งตัวแล้วกดหัวไหล่
       “ไหนว่าขาเจ็บไงจ๊ะ วิ่งคล่องเชียว”
       ทันใดนั้นพยาบาลคนหนึ่งมาจับลูกบิดประตูเพื่อจะเปิดห้อง กรองแก้วจะร้อง ไกรฤกษ์รีบตะครุบแล้วเอามือปิดปากกรองแก้วแน่น กรองแก้วได้แต่ส่งเสียงอู้อี้ๆ
       พยาบาลเดินเข้ามามองหา แล้วหยิบของในบริเวณที่ใกล้กับที่กรองแก้วถูกจับอยู่ แต่พยาบาลมองไม่เห็นสองคน พอได้ของที่ต้องการเสร็จพยาบาลก็เดินออกไป กรองแก้วสิ้นหวัง ไกรฤกษ์ยิ้ม
       “ไม่มีใครมาขัดจังหวะความสุขของเรา” ไกรฤกษ์บอก
       ไกรฤกษ์ยังพูดไม่ทันจบ กรองแก้วก็ฮึดเอาหัวกระแทกหน้าไกรฤกษ์เต็มๆ
       “โอ๊ย!!”
       กรองแก้วผลักไกรฤกษ์ออกแล้วรีบวิ่งไปที่ประตู
       “ชักจะทนไม่ไหวแล้วนะ อีนี่มันนางงาม หรือนักกีฬามวยปล้ำวะ”
       กรองแก้ววิ่งออกไป ไกรฤกษ์วิ่งตาม
      
       กรองแก้ววิ่งออกมามองหา เธอเห็นพยาบาลคนเดิมเดินไปอีกด้านไกลๆ ก่อนจะเดินเลี้ยวผ่านมุมไป กรองแก้วรีบวิ่งตามไปขอความช่วยเหลือ
       “คุณคะ..คุณ..”
       กรองแก้ววิ่งไป แต่แล้วเธอก็ต้องช็อกเพราะพอเธอวิ่งเลี้ยวมุมมาก็พบว่าพินิจยืนอยู่ มีอิงอรกับสุนันท์ยืนข้างหลัง ตามด้วยทส. ที่หิ้วกระเช้าดอกไม้แบบสมัยก่อนที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งผายๆ
       กรองแก้วผงะและอึ้ง พินิจมองกรองแก้วหัวจรดเท้าพอเห็นว่ากรองแก้วยืนและวิ่งได้ก็งงๆ
       ไกรฤกษ์วิ่งตามมาพอเห็นหน้าพินิจก็แทบร้องจ๊าก เขารีบหลบกลับเข้าไปในห้องแล้วปิดประตูยืนพิงทันที สุนันท์เห็นไกรฤกษ์มุดหลบเข้าไปพอดีก็ทำหน้าช็อค กรองแก้วหน้าซีดและคิดหาทางเอาตัวรอด
       “หนูแก้ว...ไหนเธอบอกว่าเจ็บมาก...ลุกไม่ไหวไม่ใช่เหรอ” พินิจถาม
       “ก็แสดงว่าหายดีแล้วน่ะสิคะท่าน” อิงอรบอก
       “งั้นหนูแก้วก็กลับบ้านได้แล้วสิ”
       พินิจจะเข้ามาประคอง
       “มามะๆ ว่าจะมาเยี่ยมดูอาการนางสาวศรีสยามซะหน่อย ไม่นึกเลย ว่าจะได้รับเธอกลับไปด้วยตัวเอง”
       กรองแก้วถอย พินิจงง กรองแก้วทรุดลงไปคุกเข่าแบบสิ้นท่า แล้วเธอก็กุมท้องก่อนจะร้องออกมา
       “โอ๊ยๆๆๆๆๆ”
       “เมื่อกี้วิ่งออกจะปร๋อ นี่มาเป็นอะไรอีก เธอไม่ต้องเล่นละครเลย ลุกขึ้นมา”
       สุนันท์กระชากแขนกรองแก้วแล้วก็ดึงตัวให้ยืน กรองแก้วไม่ให้ใครแตะตัว เธอดิ้นอย่างรุนแรง จนสุนันท์เซไป
       “ที่วิ่ง...เพราะ..เพราะปวดท้องมาก..ปวดจะตายอยู่แล้ว ท้องก็เสีย..ผายลมตลอดเวลา เหม็นมากเลยค่ะ” กรองแก้วทำปากพ่นลมแล้วเอามือบังไว้ “ปู้ดๆๆๆ”
       “นี่! อีนี่..แกเป็นคนดีหรือคนบ้าเนี่ย นังแก้ว!!” สุนันท์ว่า
       อิงอรปรามสุนันท์ เพราะอยู่ต่อหน้าพินิจ “ยัยนัน!”
       สุนันท์รู้สึกขัดใจ
       พินิจพลอยเอามืออุดจมูกไปด้วย “พยาบาลๆๆ พยาบาลอยู่ไหน!!”
       พวกพยาบาล 2-3 คนวิ่งมา
       พินิจตะคอกสั่งพลางอุดจมูกไปด้วย “โรงพยาบาลนี้เอาอะไรให้หนูแก้วกิน ทำไมมีโรคแทรกซ้อนแบบนี้ สงสัยจะเกี่ยวกับลำไส้แน่ๆ ไป..พาหนูแก้วไปรักษา..แล้วก็ไปตามหมอที่เก่งที่สุดมา ถ้าหนูแก้วเป็นอะไรไป ชั้นจะเอาเรื่องโรงพยาบาลนี้แน่”
       พวกพยาบาลหงอแล้วรีบดูแลกรองแก้วด้วยการเอารถเข็นมารับ
       “อดทนหน่อยนะหนูแก้ว อั้นไว้ๆ เดี๋ยวจะเสียภาพพจน์นางสาวศรีสยามนะจ๊ะ” พินิจบอก
       พยาบาลเข็นรถที่กรองแก้วนั่งไป พินิจเดินตามไปโอ๋ สุนันท์กับอิงอรรู้ทันกรองแก้ว
       “แม่ก็เห็นว่านังแก้วมันโกหก” สุนันท์บอก
       “เออ ชั้นรู้ แต่แกให้ท่านพินิจรู้ไม่ได้ว่าเราบังคับนังแก้ว ประเดี๋ยวก็ได้ชวดเงินทั้งหมดหรอกนังโง่”
       กรองแก้วกังวลว่าตัวเองจะรอดเปล่า
      
       พุฒิภัทรนั่งกระสับกระส่าย เขามองภาพในจอสลับกับมองนาฬิกา มารตียังคงนั่งปิดหน้าเพราะกลัวผีอยู่ ทันใดนั้นพุฒิภัทรก็ทนไม่ได้ เขาลุกขึ้นยืนแล้วจะเดินออกไป แต่มารตีคว้ามือของเขาเอาไว้
       “พี่ชายภัทรจะไปไหนคะ”
       ภาพในจอเป็นฉากที่แม่นาคมือยาวเอื้อมมาเก็บลูกมะนาวพอดี พุฒิภัทรอึกอัก ส่วนมารตีร้องกรี๊ดเพราะกลัวผี คนดูแถวหลังมองพุฒิภัทรที่ยืนว่าบังจอในจังหวะสำคัญพอดี พุฒิภัทรไม่อยากเสียมารยาทจึงต้องนั่งลงที่เดิม พุฒิภัทรนั่งอย่างกระสับกระส่ายแต่แล้วก็ทนไม่ได้
       พุฒิภัทร พูดกับมารตี “พี่ขอตัวไปห้องน้ำก่อนนะ เดี๋ยวมานะ ฝากเสื้อไว้ด้วย ไม่ต้องตามมา..พี่ไปห้องน้ำชาย..”
       พุฒิภัทรทิ้งเสื้อสูทแล้วรีบลุกพรวดออกไปทันที
        
       มารตีผงะห้ามไม่ทันทำหน้ากระเง้ากระงอด ก่อนจะเอาเสื้อสูทมาใส่แล้วมองหน้าคนอื่นๆ ที่มองเธอแบบเชิดๆ


  


       พุฒิภัทรเดินออกมานอกโรงหนังในสภาพไร้เสื้อนอก เขาถอนใจราวกับคนหายใจไม่ออกเพราะอึดอัดมานาน เมื่อเริ่มผ่อนคลายพุฒิภัทรก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเอง
      
       “เราเป็นอะไร..ไม่ๆๆ ที่เราคิดถึงเขา เพราะเราเป็นหมอที่มีความรับผิดชอบ เราก็แค่ห่วงคนไข้ ก็แค่นั้น..ใช่มันต้องเป็นอย่างนั้น” พุทธิภัทรเหลือบไปเห็นโทรศัพท์สาธารณะของโรงหนัง “เราควรจะโทรไปโรงพยาบาลสักหน่อย ตามประสาหมอที่มีความรับผิดชอบ” พุทธิภัทรจะเดินเข้าไปที่โทรศัพท์แต่ก็ชะงัก “แต่ถ้าเราโทรไป คนอื่นจะมองว่าเราใส่ใจนางงามออกนอกหน้าหรือเปล่า” พุทธิภัทรหันกลับ “ไม่ดีกว่า” พุทธิภัทรหันไปที่โทรศัพท์อีกครั้ง “แต่ถ้ามีอะไรฉุกเฉินล่ะ”
       พุฒิภัทรหันกลับไปกลับมาเพราะเริ่มสับสน คนดูแลโรงหนังเห็นอาการพุฒิภัทรแต่แรกเดินเข้ามาหา
       “ห้องน้ำทางนั้นครับ” คนดูแลบอก
       พุฒิภัทร งง “หือ”
       “คุณเดินเต้นไปเต้นมาอย่างนี้ ดูก็รู้ว่าปวดมาก..ทางนั้นครับ”
       “ผม..เอ่อ..ใช่ ผมอยากเข้าห้องน้ำ”
       คนดูแลยิ้ม พุฒิภัทรหันกลับจะเดินไปห้องน้ำ แต่แล้วเขาก็หันกลับมาที่โทรศัพท์เพราะตัดสินใจจะใช้โทรศัพท์แต่พบว่าคนดูแลโรงหนังกำลังใช้โทรศัพท์อยู่
       “เข้าห้องน้ำก็ได้” พุทธิภัทรบอกกับตัวเอง
      
       กรองแก้วนอนตัวงอเป็นกุ้งอยู่ที่เตียงในห้อง เธอร้องครวญและมีแววตาตื่นตระหนก พินิจที่อยู่ข้างเตียงแสดงความห่วงใยเป็นพิเศษด้วยการพยายามลูบหน้าลูบผมให้ แต่กรองแก้วก็สะบัดออกเพราะไม่อยากให้เขามาแตะต้อง
       “อย่าโดนตัวค่ะ ยิ่งคนถูกตัวแก้ว..แก้วยิ่งปวดมากอ่าค่ะ..ฮือๆๆ”
       อิงอรกับสุนันท์ยืนมองด้วยความหมั่นไส้อยู่ที่มุมหนึ่ง เพียงพรยืนกอดอกมองขรึมจากอีกด้านหนึ่ง
       ยศวินเดินเข้ามา
       “คุณกรองแก้วเป็นอะไร” ยศวินถาม
       “ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุค่ะ คือ คนไข้ไม่ยอมให้แตะต้องเลย” เพียงพรบอก
       “เอ่อ ท่านครับ ขอเชิญออกไปรอ..” ยศวินยังพูดไม่จบ
       พินิจแทรกขึ้นมา “กล้าไล่ชั้นเหรอ! ชั้นไม่ออกไป จะทำไม..นี่นายแพทย์ยศวิน! คุณชายหมออยู่ไหน เมื่อไหร่จะมา จะให้หนูแก้วขาดใจหรือยังไง ห๊า!!”
       “คือ..ผมก็รักษาได้นะครับ ท่านพินิจ”
       “หนูแก้วต้องการหมอที่เก่งที่สุดของโรงพยาบาล..คุณชายหมอพุฒิภัทร..คนเดียวเท่านั้น”
       “แต่วันนี้คุณชายไม่มีเวร”
       “ชั้นไม่สน...ถ้าในอีกชั่วโมงนึง คุณชายหมอไม่โผล่หัวมา ชั้นจะเล่นงานพวกคุณทุกคน” พินิจขู่
       เพียงพรรีบวิ่งออกไปนอกห้อง ยศวินทำหน้าชอบกล
      
       ยศวินกับเพียงพรรีบเดินออกมาที่ด้านนอก พวกพยาบาลคนอื่นๆ เดินตามมารายงาน
       “ดิฉันโทรศัพท์ไปที่บ้านคุณชายหมอแล้ว แต่ท่านไม่อยู่ค่ะ ท่านไปดูหนังแม่นาคพระโขนงรอบปฐมทัศน์ค่ะ กว่าจะกลับก็คงค่ำแน่ๆ..เราจะเอายังไงดีคะ” เพียงพรกังวล
       “ให้มันได้ยังงี้สิ” ยศวินว่า
       “ตามผอ.ดีมั้ยคะ” เพียงพรถาม
       “ท่านอยู่ในห้องสัมมนากับแขกผู้หลักผู้ใหญ่ ท่านออกมาไม่ได้หรอก..” ยศวินคิดหาทางออก “เอายังงี้ ตามอาจารย์หมอสุชาติมา..อย่างน้อยอาจารย์หมอสุชาติท่านก็เก่งและอาวุโสที่สุดในโรงพยาบาลแล้ว”
       เพียงพรถอนใจแล้วหันจะไป แต่แล้วมีเสียงพินิจตะโกนดังขึ้นมา
       “พยาบาล..พยาบาลไปไหนหมด!”
       เพียงพรกำลังจะเดินไปที่ห้องพัก แต่โทรศัพท์ดังขึ้นมาก่อน เพียงพรชะงักเพราะลังเลว่าจะรับหรือรีบไปหาพินิจดี แล้วเพียงพรก็ตัดสินใจมารับสาย
       “สวัสดีค่ะ..” เพียงพรดีใจมาก “คุณชายหมอ!!”
       พุฒิภัทรกำลังโทรศัพท์อยู่ที่หน้าโรงหนัง
       พุฒิภัทรหาข้ออ้าง “เอ่อ คือ พอดีว่า..ผมมีธุระอยากคุยกับยศวินน่ะ”
       เพียงพรรีบส่งโทรศัพท์ให้ยศวิน “คุณหมอคะ คุณชายโทร.มาพอดีเลยค่ะ”
       “อาจารย์โทรมาพอดีเลยครับ ยังกับมีญาณวิเศษเลย รู้ได้ยังไงครับว่ามีคนไข้กำลังต้องการอาจารย์อย่างมาก..คุณแก้วน่ะสิครับ เธอปวดท้องหนักมากต้องการแต่คุณชายหมอคนเดียว” ยศวินรายงาน
       “แก้ว!”
      
       พุฒิภัทรรีบวางสายเพราะเป็นห่วงกรองแก้วมาก เขารีบวิ่งออกไปทันที


  


       พออิงอรรู้เรื่องก็ทั้งหยิกทั้งตีไกรฤกษ์พัลวัน
      
       “แกมันบ้า อยากตายหรือไงถึงไปยุ่งกับนังแก้ว” อิงอรตีแขนไกรฤกษ์ “ชั้นบอกแกแล้วใช่มั้ย ว่าคนนี้ชั้นขอ ชั้นรับเงินท่านมาแล้ว แล้วถ้าท่านรู้ว่าชั้นเอาของมีตำหนิมาย้อมแมวขาย...ท่านไม่เอาชั้นไว้แน่”
       “แม่…ผมยังไม่ได้ทำอะไรยัยนางงามคนสวยเลยสักนิด..ผมก็แค่อยากช่วยแม่พามันออกจากโรงพยาบาลไง” ไกรฤกษ์อ้าง
       “แล้วมันได้ออกมั้ยล่ะ นี่มันปวดท้องอะไรอีกก็ไม่รู้”
       “ไม่ใช่ฝีมือผมนะ”
       “แกแน่ใจนะ”
       “โธ่ แม่ นังแก้วมันไม่ได้เจ็บอะไรหรอก มันสำออย..ดูนี่..มันออกฤทธิ์ซะหัวผมแตกยังงี้ ใครเชื่อว่ามันป่วยจริงก็บ้าแล้ว”
       “นังแก้วมันแกล้งป่วยจริงๆ ด้วย ชั้นว่าแล้ว นังนี่!!”
       สุนันท์พูดจบก็จะวิ่งกลับไป แต่อิงอรคว้ามือเอาไว้
       “ยัยนันท์ แกอย่าทำอะไรโง่ๆ อีกคนได้มั้ย” อิงอรปราม
       “แม่รีบๆ หาทางจับมันส่งให้ท่านเถอะ รับเงินท่านมาแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้ามันหนีไปได้ แม่ซวยแน่ๆ” ไกรฤกษ์ว่า
       “ไม่ใช่แค่ชั้น พวกแกก็ซวยด้วย”
      
       พินิจพะเน้าพะนออยู่ข้างเตียงโดยไม่ยอมห่างกรองแก้วเอาเลย
       “อดทนหน่อยนะหนูแก้ว หนูเจ็บชั้นก็เจ็บนะ”
       เพียงพรรีบเข้ามา
       “ท่านคะ คุณชายหมอมาแล้วค่ะท่าน”
       พุฒิภัทรรีบเดินตามเข้ามาทักทายพินิจ “เอ่อ...สวัสดีครับ”
       “คุณชายหมอ ช่วยหนูแก้วด้วย เร็วๆ” พินิจพูดกับกรองแก้ว “ให้คุณชายหมอดูอาการหน่อยนะหนูแก้วคนดี”
       “ผมขอดูอาการก่อนนะครับ” พุฒิภัทรบอก
       “ไม่ค่ะ ไม่ต้อง”
       กรองแก้วบ่ายเบี่ยงและมีแววตาตระหนกเพราะกลัวความแตก พุฒิภัทรเห็นสายตากรองแก้วที่มองทุกๆ คนอย่างหวาดกลัวก็พอจะเดาได้ว่าเธอกังวลเรื่องอะไรอยู่ อิงอรกับสุนันท์เดินเข้ามาพอดี พอเห็นพุฒิภัทรสุนันท์ก็ผงะ แล้วรีบจัดผมให้ดูสวย
       “เอ่อ ผมขออนุญาตเชิญทุกท่านออกไปรอด้านนอกก่อนนะครับ” พุฒิภัทรบอก
       พินิจทำท่าไม่อยากออกแต่ก็จำใจยอมออกไป และยังไล่ทุกคนออกไปด้วย
       “เอ้าๆๆ ใครไม่เกี่ยวออกไปให้หมด คุณชายหมอจะได้รีบรักษาหนูแก้ว ไปๆๆๆ..ชั้นฝากด้วยนะคุณชาย”
       พินิจยอมเดินออกไป
       พุฒิภัทรมองกรองแก้วแล้วพูดด้วยน้ำเสียงใจดี
       “เอาล่ะ ทีนี้คุณก็หยุดดิ้น แล้วเล่าอาการให้ผมฟังได้แล้ว”
       พุฒิภัทรมองกรองแก้วด้วยความเป็นห่วงจริงๆ กรองแก้วอึ้งเพราะคิดว่าโดนจับได้ชัวร์ เธอกลัวว่าพุฒิภัทรจะเป็นพวกของพินิจอีกคน
      
       ภาพยนตร์จบ ผู้คนทยอยเดินออกมาจากโรง มารตีถือเสื้อนอกเดินออกมามองหาพุฒิภัทร
       “พี่ชายภัทร..บอกว่าไปห้องน้ำ แล้วหายไปไหนเนี่ย”
       ถนอมเดินเข้ามาหา
       “จะให้ผมเอารถมารับเลยมั้ยครับคุณมารตี”
       “รถ..อะไร..แล้วพี่ชายภัทรล่ะ” มารตีถาม
       “คุณชายท่านโทร.สั่งให้ผมมาพาคุณมารตีไปส่งที่วังเทวพรหมน่ะครับ ส่วนตัวท่าน..เอ่อ ไปโรงพยาบาลนานแล้วครับ”
       “อะไรนะ! พี่ชายภัทร ทำยังงี้กับมารตีได้ยังไง”
      
       มารตีอยากจะกรี๊ดแต่ติดที่ผู้คนมองมามากมายจึงต้องสงบอาการ แต่แววตาวาววับขณะกำมือแน่น!


  


       กรองแก้วยังคงร้องโอดครวญ
      
       “ชั้นปวด..ปวดท้อง..มากๆเลย..โอ๊ย”
       “คุณช่วยหยุดดิ้นก่อนนะ ผมต้องขอตรวจอาการของคุณ” พุฒิภัทรบอก
       “ไม่ค่ะ ชั้นไม่ตรวจ แค่ให้ชั้นนอนค้างอีกสักคืนก็คงจะหายดี”
       “ไม่ได้..ถ้าผมวินิจฉัยไม่ได้ว่าคุณเป็นอะไร ผมก็บอกไม่ได้ว่าจะให้คุณอยู่หรือกลับบ้าน”
       กรองแก้วตาวาวอย่างมีหวังขึ้นมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นเว้าวอน
       “ให้คุณชายหมอดูหน่อยนะคะ” เพียงพรเสริม
      
       กรองแก้วปัดมือออก “ไม่ค่ะ” กรองแก้วเอามือกุมท้อง “ชั้นไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แค่ปวดท้อง เมื่อก่อนชั้นก็เป็นอย่างนี้ประจำ นอนพักสักคืนก็หาย..คุณหมอช่วยไปบอก..ท่านกับคุณอิงอร กลับไปก่อนได้ไหมคะ”
       “แล้วโรคอะไรล่ะที่คุณบอกว่าเป็นอยู่ประจำ ไหนบอกมาสิ” พุฒิภัทรถาม
       “ก็..” กรองแก้วคิดหาคำตอบ “ชั้นปวด..ปวดไส้..ชั้นเป็นไส้เลื่อนน่ะค่ะ”
       “คุณเป็นไส้เลื่อน?” พุฒิภัทรถามย้ำ
       “ค่ะ มันอักเสบเป็นประจำอยู่แล้ว อยากจะปวดมันก็ปวดขึ้นมา หน่วงๆหนึบๆ แต่ได้พักสักหน่อยก็หาย”
       พุฒิภัทรกับเพียงพรแทบจะขำก๊ากออกมา
       “คุณหมอขำอะไรคะ” กรองแก้วถาม
       “ใครบอกว่าคุณเป็นโรคนี้” พุฒิภัทรถามกลับ
       “ก็..หมอค่ะ..หมอที่อยุธยา ที่ชั้นอยู่ เขาบอกมาค่ะ ชั้นไปหามาหลายที่ เขาก็บอกตรงกันทุกอย่าง”
       “คุณเพียงพรครับ คุณช่วยไปเอาเครื่องวัดความดันมาให้ผมหน่อย และฝากบอกญาติของคุณกรองแก้วไว้ด้วยว่า อีกสักครู่ผมจะออกไปคุยด้วย”
       เพียงพรงงแต่ก็เดินออกไป
      
       พุฒิภัทรหันมาเห็นกรองแก้วมองเขานิ่งๆ
       “อ้าว หายปวดแล้วเหรอครับ”
       กรองแก้วลืมตัวรีบกลับมาทำท่าปวดทันที “โอ๊ยๆๆ”
       พุฒิภัทรยิ้มขำ
       “คุณแก้ว..ไม่มีใครแล้ว คุณลองบอกผมมาสิ ว่าคุณเป็นอะไรกันแน่..ผมขอความจริงนะ”
       “ชั้น..ก็ปวดไส้เลื่อนไงคะ..มันอักเสบแล้วก็ปวดมาก”
       “แน่ใจนะว่าปวดไส้เลื่อนจริงๆ”
       “คุณชายหมอพูดแบบนี้ หาว่าแก้วโกหกเหรอคะ”
       “ผมถามจริงๆ เถอะ คุณรู้หรือเปล่าว่าโรคไส้เลื่อนอักเสบจริงๆ มันเป็นยังไง”
       “รู้สิคะ ทำไมจะไม่รู้”
      
       “งั้นบอกอาการมาสิ ถ้าคุณเป็นจริงๆ คุณต้องบอกได้ว่าอาการมันเป็นยังไง”
ตอนที่ 4
      
       พอถูกพุฒิภัทรคาดคั้นจริงจัง กรองแก้วเลยแก้ตัวน้ำขุ่นๆ
      
       “ก็…ชั้นก็ปวดท้อง..ปวดมาก ให้ชั้นนอนที่นี่อีกคืนนะคะ รับรองว่าพรุ่งนี้เช้าก็คงจะหายแน่ๆ”
       “ให้คุณนอนอีกคืน เพื่อที่พรุ่งนี้คุณจะได้สรรหาโรคแปลกๆใหม่ๆมาทำให้ผมปวดหัวมากไปอีกน่ะเหรอครับ..คุณกรองแก้ว..คุณรู้ไว้ด้วยนะ โรคไส้เลื่อน เขาเป็นกันแต่ในผู้ชาย..มันจะเป็นก้อนตุงๆตรงขาหนีบและเลื่อนลงไปในถุงอัณฑะ ผู้หญิงไม่ค่อยเป็นกันหรอก..ยิ่งคนที่สามารถใส่ชุดว่ายน้ำขึ้นประกวดได้อย่างคุณ..ผมว่าไม่เป็นแน่ๆ”
       “แต่..”
       “คุณคิดเหรอว่าถ้าเป็นโรคนี้ จะถ่วงเวลาให้นอนโรงพยาบาลได้ทั้งอาทิตย์งั้นหรือไง..ผมถามจริงๆ คุณเป็นอะไรกันแน่ ทำไมถึงไม่ยอมบอกผม”
       “ชั้นไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ” กรองแก้วยืนยัน
       พุฒิภัทรถอนหายใจยาวก่อนจะทำท่าขึงขังเพราะคิดจะให้บทเรียนกับกรองแก้ว
       “แน่ใจนะ”
       “ค่ะ” กรองแก้วยืนยัน
       พุฒิภัทร เสียงดุ “งั้นนอนลง ถกเสื้อขึ้น เปิดหน้าท้อง ผมจะขอตรวจ”
       “อะไรนะคะ”
       พุฒิภัทร พูดจริงจัง “ก็ในเมื่อคุณเป็นไส้เลื่อน ผมก็ต้องตรวจหน้าท้องกับขาหนีบของคุณ เพราะตำแหน่งมันคือตรงนั้น..นอนลง!!”
       พุฒิภัทรทำท่าจริงจังมาก เขาเอื้อมมือไปแตะตรงหน้าท้อง กรองแก้วร้องเสียงหลงพร้อมกับรีบปัดป้อง เธอหน้าแดงแล้วดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุม
       “ไม่นะคะๆ ชั้นหายดีแล้ว”
       พุฒิภัทร ยังดุ “ได้ยังไง คุณบอกเองว่าเป็น แล้วทำไมถึงไม่ให้ผมตรวจ”
       พุฒิภัทรจ้องจับผิดพร้อมกับทำท่าจะตรวจให้ได้
       กรองแก้วยกมือไหว้ “ชั้นขอร้องเถอะค่ะคุณหมอ ชั้นผิดไปแล้ว ชั้นไม่ได้ตั้งใจ”
       พุฒิภัทร ถอนหายใจแล้วก็พูดแบบพร้อมจะฟัง “คุณกรองแก้ว ผมและทุกคนวุ่นวายกับคุณมากพอแล้วนะ แล้วมันก็มากเกินไป ที่ผมจะทนได้อีก..โรงพยาบาลไม่ใช่โรงแรมที่คุณนึกอยากจะอยู่ก็อยู่..คุณเลือกมา..จะให้ผมส่งคุณกลับบ้าน หรือจะพูดความจริงว่า คุณมีปัญหาอะไรกันแน่”
       กรองแก้วสับสนและจนตรอก
      
       รถของพุฒิภัทรแล่นมาจอดที่หน้าวังเทวพรหมตอนกลางคืน วิไลรัมภารีบวิ่งออกมาด้วยความแปลกใจว่าทำไมพี่สาวกลับเร็วจัง
       “พี่มารตี..ทำไมกลับเร็วจัง”
       มารีตีลงจากรถแล้วปิดประตูกระแทกก่อนจะเดินปึงปังเข้าไปในบ้านโดยผ่านหน้าวิไลรัมภาไปเลย จนวิไลรัมภาต้องรีบตามเข้าไปถาม
       “ทำไมกลับเร็วจังคะพี่มารตี แล้วคุณชายพุฒิภัทรล่ะคะ ทำไมไม่มาส่ง”
       “อย่าถามได้มั้ย..พี่เจ็บใจ..เจ็บใจๆๆๆ เนี่ย ตัวหาย เหลือแต่เสื้อ เดี๋ยวแม่ก็เอามาเผาซะเลย”
       มารตีเดินกระแทกเท้าเข้าบ้านไป
      
       กรองแก้วยังคงสับสน พุฒิภัทรยืนยันหนักแน่น
       “ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง เหมือนกับคุณ ที่ต้องมีคำอธิบายว่า เพราะอะไรคุณถึงทำตัวอย่างนี้ ทำไมต้องทำตัวเองให้บาดเจ็บ แล้วยังกุเรื่องป่วยขึ้นมาเพื่อถ่วงเวลาอีก..ทำไม!!”
       “คุณหมอรู้แค่ว่าชั้นมีเหตุผลสำคัญที่ยังกลับบ้านไม่ได้..ได้มั้ยคะ”
       พุฒิภัทร ตัดพ้อ “คุณกรองแก้ว..ผมเป็นหมอของคุณนะ”
       “เอ่อ คือ..”
       “ถ้าคุณไม่เห็นผมเป็นหมอ คุณเห็นผมเป็นเพื่อนคนนึงก็ได้..นะครับ”
       “คุณหมออย่าหว่านล้อมแก้วอีกเลยค่ะ”
       พุฒิภัทรโมโหกับความดื้อดึงของแก้ว
       “ถ้าอย่างนั้นผมจะออกไปบอกท่านพินิจกับคุณอิงอรว่าคุณแกล้งป่วย”
       กรองแก้วตกใจรีบลุกขึ้นคว้ามือพุฒิภัทรไว้ “ไม่ได้นะคะ อย่าบอกนะคะ ชั้นขอร้อง”
       กรองแก้วพูดอย่างจริงจัง
       พุฒิภัทรหันกลับมาจ้องด้วยแววตาที่จริงจัง
       พุฒิภัทร ดึงมือออก “ถ้าคุณไม่ไว้ใจ ไม่เห็นผมเป็นเพื่อน ไม่บอกความจริงกับผม..ผมก็ไม่มีเหตุผลอะไรต้องช่วยคุณอีก แทนที่ผมจะเอาเวลาไปตรวจคนไข้อื่น แต่ต้องมาทำเรื่องไร้สาระอะไรก็ไม่รู้”
       กรองแก้วนิ่งอึ้งเพราะรู้สึกผิด น้ำตาของเธอคลอเบ้าตา “แก้ว..แก้วขอโทษนะคะ”
       “น้ำตาคุณอาจใช้ได้ผลกับคนอื่นๆ แต่ไม่ใช่ผม สิ่งที่ผมต้องการคือความจริงเท่านั้น เก็บน้ำตาของคุณเอาไว้ใช้กับท่านพินิจเถอะ”
       กรองแก้วอึ้ง “ทำไมคุณหมอพูดอย่างนั้น”
       “คุณก็รู้ดีอยู่แก่ใจ..การที่ท่านส่งคนมาอารักขาคุณยิ่งกว่าคนสำคัญระดับชาติ แล้วท่านยังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของคุณอีก มันจะเป็นอะไรได้อีก..แล้วที่คุณทำเป็นเจ็บป่วยไม่ยอมกลับบ้าน ก็เพื่อจะเรียกร้องความสนใจ โก่งราคาจากท่านนายพลให้สูงขึ้นๆสิ ใช่มั้ย”
       กรองแก้วเจ็บช้ำหัวใจที่ถูกกระทบกระเทียบ
       “ใช่สิ คุณคือนายแพทย์ผู้สูงศักดิ์ ส่วนแก้ว มันก็คือนางงามกระจอกๆที่อยากจะอวดเนื้อหนัง เอาตัวเองปรนเปรอให้คนแก่คราวพ่อแลกกับเงินทองจนตัวสั่น ถ้าคุณคิดว่าชั้นเป็นอย่างนั้น คุณก็ส่งชั้นไปให้ท่านเลยสิคะ”
      
       กรองแก้วว่า แล้วมองอย่างท้าทาย พุฒิภัทรมองกรองแก้วแล้วก็ต้องห้ามใจไม่ให้พุ่งเข้าไปกอดเธอ


  


       ด้านมารตีกลับถึงวังเทวพรหมก็เหวี่ยงกระเป๋าทิ้งไปทางหนึ่ง ร้องไห้โฮๆ ก่อนจะเอาเสื้อสูทของพุฒิภัทรมาขยำขยี้แล้วทำท่าจะฉีก แต่ก็ฉีกไม่ขาด วิไลรัมภาเดินเข้ามาเห็นรีบปลอบพี่สาว
      
       "พี่มารตี ใจเย็นๆ สิคะ ควบคุมสติหน่อย เราเป็นหม่อมหลวงนะคะ อย่าลืม ถึงจะเป็นเจ้าปลายแถว แต่ก็ยังเป็นเจ้า นึกถึงวงศ์ตระกูลเทวพรหมไว้ค่ะ เสื้อพี่ชายภัทรเขาแพงๆ นะคะ แบบนี้พ่อเราเห็นอยากได้ตายเลย"
       มารตีชะงัก "จริงเหรอ" มารตีหยุด เธอหยิบเสื้อมาพลิกดูแบรนด์แล้วรีบพับเสื้อไว้บนเตียง แล้วเงยมาอาละวาดต่อ "น้องวิไล แต่พี่เจ็บใจมากเลยนะ..นี่นักข่าวเห็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าเห็น พรุ่งนี้คงมีข่าวไปทั่วพระนครว่าพี่ถูกทิ้ง..คุณชายภัทรไม่ไว้หน้ากันเลย พี่จะฟ้องหม่อมย่าเอียด คอยดู"
       "ไม่ได้นะคะพี่มารตี ถ้าทำอย่างนั้นก็เข้าทางพี่ชายภัทรสิคะ"
       "เขาแล้งน้ำใจกับพี่ขนาดนี้ เธอจะให้พี่ปล่อยผ่านไปอย่างนั้นหรือ"
       "พี่มารตีคิดดูดีๆ นะคะ..ตอนเด็กๆ เวลาเราเล่นกะพวกคุณชายบ้านนั้น แล้วเวลาเค้าทำให้เราโกรธ เราไปฟ้องหม่อมย่า แล้วเกิดอะไรขึ้น"
       "หม่อมย่าก็ไปทำโทษพวกนั้นไงล่ะ"
       "หลังจากนั้นอีกค่ะ"
       มารตีอึ้งไป "พวกนั้น..ก็ไม่ยอมมาเล่นกะพวกเราอีก"
       "นั่นแหละค่ะ..เข้าใจหรือยังคะ.. ถ้าหม่อมย่าท่านไปบีบบังคับพี่ชายภัทร แล้วพี่ชายภัทรจะเป็นไง"
       "เค้าอาจ..จะมองเห็นพี่เป็น..ยัยขี้ฟ้อง น่ารำคาญ.. ต้องหลีกให้ไกลๆ"
       "นั่นล่ะ”
       "แล้วจะให้พี่ทำยังไง"
       "อืม...” วิไลรัมภาครุ่นคิด "หม่อมย่าเอียดชอบผู้หญิงเรียบร้อย ไม่ตีโพยตีพาย ถ้าท่านทราบว่าพี่ถูกทิ้งไว้ให้อยู่ในโรงหนังคนเดียว แต่พี่กลับเข้าอกเข้าใจความรับผิดชอบต่องานที่โรงพยาบาลของพี่ชายภัทรอีก หม่อมย่าเอียดต้องยิ่งสนับสนุนพี่ขึ้นไปอีกค่ะ"
       มารตียิ้มออก "จริงเหรอ”
       วิไลรัมภายิ้มให้กำลังใจมารตี
      
       กรองแก้วพยายามหยุดร้องไห้ เธอเมินหน้าไปจากพุฒิภัทรเพราะโกรธจึงไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว พุฒิภัทรมองกรองแก้วสายตาอ่อนโยนลงแล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ แต่กรองแก้วหันหลังให้ พุฒิภัทรตัดสินใจพูดเปิดอก
       "ที่คุณเป็นแบบนี้ ..ความจริงเป็นเพราะกลัว..ที่จะต้องถูกส่งตัวไปให้ท่านต่างหาก"
       กรองแก้วอึ้ง เธอหันหน้ากลับมามองอย่างไม่อยากเชื่อว่าพุฒิภัทรจะพูดเช่นนั้น แล้วเธอก็รู้สึกราวกับสิ่งที่อัดอั้นทั้งหมดในใจถูกเปิดออก กรองแก้วพยักหน้าหงึกๆ เหมือนเด็กๆ จากนั้นเธอก็สะอื้นพลาง หลั่งไหลสิ่งที่อัดอั้นในใจออกมา
       "แก้ว..แก้วมาประกวดเพราะแค่อยากได้เงินไปรักษาพ่อ..แก้วไม่รู้..ไม่รู้ว่าจะต้องถูกขาย..นึก ว่าโลกเจริญไปขนาดนี้แล้ว ยังมีคนทำกับคนด้วยกันแบบนี้อยู่อีก.ขอร้องล่ะค่ะ ..คุณหมอช่วยแก้วด้วย" กรองแก้วยกมือไหว้
       พุฒิภัทร ยกมือรับไหว้ "ไม่ต้องไหว้หรอก คุณไม่อยากกลับไปกับคนพวกนั้น ผมก็จะพยายาม ช่วยให้คุณได้รอดไปอีกคืน..”
       กรองแก้วกระโดดลงมาจากเตียงด้วยความดีใจ "ไชโย จริงๆนะคะ คุณหมอใจดีที่สุด อีกหน่อยคุณหมอมีอะไรจะใช้งานแก้ว เรียกแก้วไปได้ทุกเมื่อเลยค่ะ"
       พุฒิภัทรอึ้ง กรองแก้วยิ้มหวานอย่างร่าเริงสุดๆ ราวกับเป็นคนละคน
      
       นายพลพินิจฟังคำอธิบายของพุฒิภัทรก็ถึงกับเครียด
       "ไส้ติ่งแตก!!”
       "ยังครับ ยังไม่แตก ผมแค่สงสัย..ว่านางสาวศรีสยามอาจจะไส้ติ่งอักเสบ อาจจะต้องผ่าตัดด่วนคืนนี้" พุฒิภัทรบอก
       "อะไรนะ?? ผ่าตัดหรือคะ คุณชายหมอ" อิงอรตกใจ
       พินิจเงียบแล้วคิดหนัก "ผ่าตัดไส้ติ่งนี่..มันผ่าที่หน้าท้องใช่ไหม"
       "ครับ..ผ่าตามแนวนี้ครับ" ยศวินจิ้มที่ท้องตัวเองแล้ววาดเส้นให้ดูว่ายาวแค่ไหน "แล้วเย็บแบบนี้ครับ"
       "หา..แบบนี้..หน้าท้องก็..ก็จะมีตะขาบยักษ์ แบบพวกที่ผ่าเอาลูกออกน่ะสิ" พินิจตกใจ
       "แต่ไม่มีใครเห็นนี่ครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ" พุฒิภัทรบอก
       พินิจลืมตัว "ทำไมจะไม่เห็น" พินิจนึกออกจึงเงียบไป "คือ..หมายความว่า..ว่า" พินิจอึกอัก
       "หมายความว่า..แบบว่า..อุตส่าห์เป็นตั้งนางสาวศรีสยาม..ก็ควรจะสวยจริงๆ ไม่มีตำหนิทั้งตัว ใช่ไหมคะ ท่าน" อิงอรแก้ต่างให้
       "ใช่ๆๆ..ทำนองนั้น..”
       "แต่มันต้องไม่เป็นแบบนั้นค่ะ เพราะคุณชายหมอเก่งมาก ถึงผ่า ก็จะไม่มีแผลเป็น ใช่ไหมคะ คุณชาย..” อิงอรถาม
       "ผมจะพยายามเย็บให้สุดฝีมือก็แล้วกัน อาจไม่เป็นแผลตะขาบหรอกครับ" พุฒิภัทรบอก
       "แค่กิ้งกือเท่านั้น" ยศวินแทรก
       พินิจกับอิงอรตกใจอุทานลั่น "กิ้งกือ!!”
       พินิจเครียด อิงอรอารมณ์บูด
      
       พุฒิภัทรจับสังเกตท่าทางของทั้งสองแล้วสบตากับยศวิน เพราะยิ่งชัดเจนว่าคนพวกนี้คิดจะทำเรื่องมิดีมิร้ายแน่ๆ


  


       นายพลพินิจเดินหน้าเครียดไปตามทางในโรงพยาบาล โดยมีคนสนิทเดินเคลียร์ทางนำไป
      
       "ทางนี้เลยครับท่าน”
       ทส.อีกคนกันคนที่เดินเกะกะให้
       "ขอทางหน่อยครับ หลีกทางให้ท่านพินิจด้วยครับ"
       ผู้คนพากันหลบให้เพราะเกรงบารมี
       พุฒิภัทรรีบเดินตามไปเรียกไว้
       "เดี๋ยวครับ..คือ..ไม่ทราบท่าน..คิดจะไปไหนหรือครับ"
       "ผมจะเข้าไปเยี่ยม..ให้กำลังใจแก้วเค้าซักนิด" พินิจตอบ
       พุฒิภัทรเดินแซงจนทันแล้วเอาตัวยืนขวาง "เอ้อ คงไม่ได้หรอกครับ ท่าน"
       "อ้าว ทำไมล่ะ"
       อิงอรวิ่งมาถึงก็หอบแฮ่กๆ ก่อนจะรีบเข้ามาเกาะแขนพุฒิภัทร
       "ท่านเข้าไม่ได้ แต่ชั้นเป็นผู้ปกครอง ชั้นเข้าได้ใช่ไหมคะ คุณชายหมอ" อิงอรถาม
       "เอ่อ ใครก็เข้าไม่ได้ครับ"
       "ทำไมล่ะ คุณชาย" พินิจถาม
       "คนไข้ปวดท้องมาก ไข้ขึ้นสูง จนหมดสติไปแล้วครับ เข้าไป ก็เห็นแต่เธอนอนสลบอยู่ครับ"
       อิงอรเซ็ง พินิจอึ้ง ไกรฤกษ์กับสุนันท์แอบฟังทั้ง 3 คนนี้อยู่ ก่อนจะผลุบหายไป
      
       ไกรฤกษ์ตาลุกวาว
       "ไอ้คุณชายหมอมันเล่นละคร มันโกหกท่านชัดๆ ต้องมีอะไรกะยัยแก้วแน่ๆ ถึงได้ร่วมมือกันหลอกผู้หลักผู้ใหญ่แบบนั้น ชั้นรู้นี่นา ว่ายัยแก้วไม่ได้เป็นอะไร”
       "อีนังแก้วมันต้องอ่อยคุณชายหมอแน่ๆ นันท์ก็ไม่ยอม"
       "ใช้ความเป็นหมอมาโกหก เพื่อปกป้องไม่ให้คนไข้โดนท่านพินิจเผด็จศึก?? ทำได้ไง ไม่มีจรรยาแพทย์เลย ไร้คุณธรรม ไร้จริยธรรม เลวสิ้นดี"
       "อย่ามาว่าคุณชายหมอนะ นังแก้วนั่นแหละ แร่ด กระซู่ กูปรี มันต้องใช้จริตมารยาออดอ้อนหมอแน่"
       "ชั้นจะเปิดโปงคุณชายหมอ" ไกรฤกษ์บอก
       "ชั้นจะเปิดโปงนังแก้ว" สุนันท์ประกาศ
       ทันใดไกรฤกษ์กับสุนันท์ก็ถูกอิงอรดึงใบหู
       "โอ๊ย...อ๊าก...”
       อิงอรดึงลูกทั้งสองคนมาในที่เปลี่ยว
       "หยุดเลย แกสองคน" อิงอรตบไกรฤกษ์ "ไอ้นี่ก็ไร้กาลเทศะสิ้นดี" อิงอรหยิกสุนันท์ "แกก็อย่ากระซู่ให้มันมากนัก ยัยนันท์ ถ้าท่านรู้ ว่านังแก้วไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ แล้วลงทุนทำตัวบ้าๆบอๆขนาดนี้ เพื่อหนีให้พ้นจากท่าน..มันแปลว่าอะไร รู้ไหม"
       "แปลว่า...ท่านจะไม่เอา" ไกรฤกษ์บอก
       "แปลว่า...เราจะอด" สุนันท์เสริม
       "ใช่เลย เงินทองอะไรก็จะไม่ได้อีกแล้ว แล้วแม่เพิ่งได้มาแค่งวดแรก งวดสองยังไม่ได้ เกิดท่านไม่ให้ แล้วเรียกเงินงวดแรกคืน แถมแม่อาจโดนข้อหาล่อลวง ฉ้อโกงอีกล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านก็ต้องเชื่อด้วย ว่านังแก้วมีใจให้ท่าน..แต่มันป่วยจริงๆ..เข้าใจ๋"
       ทั้งสองจ๋อย
      
       กรองแก้วแอบเปิดม่านหน้าต่างดูก็เห็นพินิจและคนของพินิจขึ้นรถออกไป ส่วนอิงอรกับลูกๆเดินหงุดหงิดกัน ไปอีกทาง กรองแก้วทั้งดีใจทั้งโล่งอก เธอหันมาแล้วก็สะดุ้งที่เห็นพุฒิภัทรมายืนดูเธอเงียบๆตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
       พุฒิภัทร ส่ายหัวอย่างระอาใจ "คุณจะโกหกเค้าไปแบบนี้วันต่อวัน..หาโรคใหม่อาการใหม่มาเป็นอยู่เรื่อยๆ แล้วแอบหลบอยู่ในโรงพยาบาลไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ"
       กรองแก้วหันมาแล้วจ๋อยลง
       "แก้วก็ไม่อยากทำอย่างนี้หรอกค่ะ แต่นี่..มันไม่มีทางอื่นแล้วจริงๆ"
       "ทำไมคุณไม่บอกให้คนที่บ้านคุณมารับ?”
       กรองแก้วอึ้งไปนานแล้วหน้าเสียขณะบอก
       "ที่บ้าน..แก้ว..แก้วมีพ่ออยู่คนเดียว แล้วพ่อก็ไม่สบาย..แก้วไม่รู้จะติดต่อพ่อยังไง บ้านเราไม่มีโทรศัพท์..”
       "อะไรกัน..แล้วในกรุงเทพฯ นี่ล่ะ เธอมีญาติ..หรือคนรู้จัก..”
       กรองแก้วหน้าซีดลงไป
       "ไม่มีค่ะ...แต่..แต่คุณหมอไม่ต้องกลัว แก้วจะไม่รบกวนอะไรคุณหมออีกแล้ว ขอแค่..ได้หลบพวกนั้นมาได้อีกวัน...แก้วก็ดีใจแล้ว แก้วสัญญา..ว่าจะไม่รบกวน ให้คุณหมอลำบากใจที่ต้องโกหกคนอื่นอีกแล้วค่ะ"
      
       กรองแก้วมองมาอย่างจริงจัง พุฒิภัทรอึ้งที่กรองแก้วปิดกั้นตัวเองกับตนเช่นนั้น


  


       ฟากใบบัวเครียดจัด ขณะหารือกับอิงอร
      
        "คุณอิงอร..มันเกิดอะไรยังไงขึ้นกันแน่"
        อิงอรพยายามจะอธิบาย "กรองแก้วเค้า..”
        สุนันท์กับไกรฤกษ์พูดพร้อมกัน "เค้าปวดท้อง..สงสัยจะเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงจริ๊งงงงค่ะ/ครับ"
        ใบบัวมองหน้าทั้ง2คน "พูดพร้อมกันเลยนะ"
        "อ้าว..ก็มันเป็นความจริงนี่คะ ความจริง พูดยังไงๆ มันก็เป็นความจริงวันยังค่ำ"
        "จริงเหรอ..ทำไมมันช่างเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอะไรขนาดนั้น"
        มะลิแอบฟังอยู่ที่ด้านหนึ่ง
        ไกรฤกษ์พูดต่อ "คุณนายใบบัวไม่ต้องห่วงนะครับ ผมเอง จะไปฟังข่าวตั้งแต่เช้า พรุ่งนี้ ไปก่อนสว่างเลย ถ้าแก้วต้องผ่าตัด ผมก็จะไปรอหน้าห้อง พอเข็นรถออกมา ผมจะรีบรายงานคุณนายเลยครับ"
       "แล้วถ้ามันไม่ต้องผ่า เราก็จะจับมัน..ขึ้นรถ พาไปส่งท่านที่เซฟเฮ้าส์ทันทีค่ะ" สุนันท์บอก
       "พรุ่งนี้ค่ะ พรุ่งนี้จริงๆ ปัญหาเรื่องสุขภาพของกรองแก้วทั้งหมดจะจบลง"
       อิงอรยืนยันหนักแน่น
      
       ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ทุกคนสะดุ้งแล้วมองที่โทรศัพท์
        "หรือทางโรงพยาบาลจะโทร.มาเรื่องยัยแก้ว" อิงอรสงสัย
        "หรือ..พวกเจ้าหนี้..รู้ว่าเด็กของเราได้เป็นนางสาวศรีสยาม เลยโทร.มาทวงเงิน" สุนันท์กังวล
        ทุกคนสองจิตสองใจ
        อิงอรตะโกนเรียก "มะลิ..นังมะลิ"
        มะลิโผล่หน้ามา
        "รับโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ ถ้าโทรมาจากเจ๊หวัง..ให้บอกว่า..ไม่มีใครอยู่บ้านนะ"
        "ค่ะ" มะลิรีบถอยออกไป
        เสียงโทรศัพท์ยังดังต่อเนื่อง มะลิออกไปรับโทรศัพท์อีกห้องหนึ่ง
        "สวัสดีค่ะ บ้านอิงอรค่ะ"
        พ่อกรองแก้วที่ท่าทางซีดเซียวโทรศัพท์จากเครื่องร้านของป้าจิก โดยมีป้าจิกนั่งจับเวลาอยู่
        "ขอพูดกับกรองแก้วหน่อยครับ ผม กิตติ พ่อแก้วครับ"
        มะลิอึ้ง เธอมองซ้ายมองขวาแล้วตัดสินใจลดเสียงให้เบาลง
        "พ่อแก้วหรือคะ คือ..คุณพ่อคะ..ตอนนี้แก้วไม่สบายนะคะ อยู่โรงพยาบาลค่ะ"
        "ยังไม่ออกมาอีกหรือครับ ผมเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์แล้ว ไหนบอกว่ามีหมอที่เก่งที่สุดในประเทศรักษา ทำไมยังไม่หายอีกล่ะครับ"
        มะลิมองซ้ายขวาแล้วกระซิบจริงจัง "คุณพ่อคะ..คุณพ่อรีบไปรับแก้วที่โรงพยาบาลเดี๋ยวนี้เลยนะคะ เดี๋ยวนี้ค่ะ"
        "ทำไมครับ เกิดอะไรขึ้น"
        "ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แต่คุณไปรับแก้วเลย จดนะคะ ดิฉันจะบอกเบอร์ห้อง ชื่อตึก ชื่อโรงพยาบาลให้ค่ะ..จดนะคะ เขียนหนังสือเป็นหรือเปล่าคะ"
       "เป็นครับๆ" กิตติหันไป "พี่จิกครับ ขอดินสอ กับกระดาษหน่อยครับ”
       "ขอ..ขอเฉยๆ หรือ" ป้าจิกถาม
        "ซื้อครับ ซื้อปากกา กับสมุดฉีกก็ได้ครับ กี่บาทครับ" กิตติร้อนใจ
       อิงอรรออยู่สักพัก มะลิก็เดินมา
        "ใครโทร.มา..” อิงอรถาม
        "เอ้อ..ไม่มีอะไรค่ะ" มะลิบอก
        "อะไร ไม่มีอะไร" สุนันท์งง
        "อ๋อ ญาติมะลิเองค่ะ โทมายืมเงินค่ะ"
        "ไร้สาระจริงๆ พวกคุณนี่..เอางี้ดีกว่า..ชั้นคิดดูแล้ว..เรื่องกรองแก้ว..ชั้นจะให้คนของท่านไปดูเอง เพิ่มกำลังให้มากขึ้นตั้งแต่ตอนนี้เลย เฝ้าให้แน่นหนาที่สุด พวกคุณอิงอรไม่ต้องลำบากอีกแล้ว..” ใบบัวบอก
       อิงอรร้องเสียงหลง "ไม่ค่ะ..คุณอย่าไปกวนคนของท่านเลย พวกเราจะพาแก้วไปพบท่านกันเองค่ะ"
       สุนันท์กับไกรฤกษ์พูดประสานเสียง "ใช่ครับๆๆ” / “ใช่ค่ะๆๆ” / “อย่าไปกวนคนของท่านเลยค่ะ” /“อย่าไปกวนคนของท่านเลยค่ะครับ"
       มะลิช็อคเพราะลุ้นให้กรองแก้วรอดพ้นจากคนพวกนี้
      
       กิตติ พ่อกรองแก้วยกมือไหว้
        "พี่จิก พี่กำนัน ขอผมโทรศัพท์อีกที"
        "นี่มันไม่ใช่โทรศัพท์ธรรมดานะ มันโทรศัพท์ทางไกล" กำนันบอก
        "คิดอีก10 บาทก็แล้วกัน ห้ามพูดนานล่ะ" จิกกำชับ
        "รับรอง ว่าไม่นานครับ แค่พอถามเรื่องราวให้รู้เรื่อง"
      
        กิตติดูโพยที่จดมาแล้วก็หมุนต่อเบอร์

       โทรศัพท์ในห้องพักของกรองแก้วดัง กรองแก้วที่นั่งขัดสมาธิด้วยความกลุ้มใจอยู่บนเตียงสะดุ้ง มองโทรศัพท์แบบกลัวๆ กรองแก้วลุกขึ้นมายืนมองโทรศัพท์ สักพักก็ตัดสินใจรับ
      
       เป็นนายพลพินิจที่โทรศัพท์มา
       "นั่นหนูแก้วใช่ไหมจ๊ะ"
       กรองแก้วอึ้งๆ "เอ่อ..นั่น..นั่น..ใครคะ"
       "ชั้นเอง พินิจไง หนูฟื้นแล้วเหรอจ๊ะ เป็นยังไงบ้าง หายปวดท้องแล้วหรือยัง"
       "ฟื้น...ฟื้นอะไรน่ะ..." กรองแก้วอึกอัก "เอ่อ เอ่อ..คือ..โอ๊ยๆๆ ปวดมากค่ะ ปวดมาก..ยังไม่หายเลยค่ะ"
       "คือเมื่อกี๊ ชั้นขอไปเยี่ยมหนูอีกนะจ๊ะ แต่คุณชายหมอเค้าไม่ยอม เค้าบอกหนูสลบ แล้วตกลง..หมอว่าไง..ตกลง หนูเป็นไส้ติ่งแน่ๆ..ต้องผ่าหรือเปล่า"
       "หนู..หนู..โอ๊ย..โอ๊ย..ไม่ไหวแล้วค่ะ..แค่นี้นะคะ"
       กรองแก้ววางหูทันที ยืนตัวสั่นมองโทรศัพท์ด้วยความสยอง
       ส่วนพินิจผงะแล้วก็หน้าเครียด
       "ฮึ่ย หนูแก้ว นี่มันอะไรกันแน่เนี่ย”
       สาวสวยที่รายล้อมพินิจอยู่ในชุดนุ่งน้อยห่มน้อย โดยมีกนกลักษณ์เป็นคนนำ สาวๆ กำลังช่วยกันยกสำรับอาหารค่ำเข้ามาแต่ก็ต้องชะงัก
       "ท่านขา..ท่านยังไม่ได้รับประทานอะไรเลย..จะเสียสุขภาพ ไม่มีเรี่ยว ไม่มีแรงนะคะ" กนกลักษณ์บอก
       "ให้มันตายๆ ไปซะได้ก็ดี..ไม่กงไม่กินมันแล้ว ไม่หิว เอาไปให้พ้นให้หมด ไปซี่!! ชั้นไม่ต้องการเห็นหน้าใครทั้งนั้น..” พินิจไล่
       กนกลักษณ์และสาวๆ รีบหลบไป ใบบัวโผล่หน้ามา
       "อะไรกันคะ ท่าน"
       "หนูแก้ว...หนูแก้ววางหูโทรศัพท์ใส่ชั้น มันหมายความว่ายังไง"
       "กรองแก้ว..เค้า..ไม่สบาย..ปวดท้อง..ไม่ใช่หรือคะ..”
       พินิจกระชากบ่าใบบัวเข้ามาเขย่า
       "บอกมา คุณใบบัว แบบนี้มันแปลว่าหนูแก้วรังเกียจ ไม่อยากมาเป็นหวานใจของชั้นใช่ไหม ไหนเธอว่า พ่อเค้าฝากชีวิตลูกสาวไว้กับชั้นแล้ว แล้วหนูแก้วก็เต็มใจไงล่ะ แบบนี้..เธอโกหกชั้นทั้งหมด..หรือไง ใช่ไหม"
       "ไม่ค่ะๆๆ ไม่ใช่ๆๆๆ" ใบบัวรีบปฎิเสธ
       "แล้วความจริงมันคืออะไร"
       "ก็..ก็..เด็กคนนั้นมันป่วยจริงๆนะคะ"
       "ป่วยจริง..แปลว่า ต้องผ่าท้อง..แล้วมีแผลเป็นตะขาบ..หรือกิ้งกือตรงนี้..จริงๆ งั้นเหรอ"
       "ไม่ค่ะ"
       "อะไรไม่"
       "ไม่ต้องผ่าตัดค่ะ"
       "เธอรู้ได้ไง"
       "คือ..กรองแก้วป่วยจริง.แต่ไม่ได้เป็นไส้ติ่งไงคะ แค่..แค่..ลำไส้อักเสบอย่างแรง..เพราะ..เพราะ..กินอาหารทะเลไม่สดค่ะ"
       พินิจชะงัก "อะไรนะ..อาหารทะเลไม่สด..”
       "ท่านไม่ต้องห่วงค่ะ แค่กินยาฆ่าเชื้อโรคก็หาย..ไม่มีการผ่าให้ร่างกายต้องมีตำหนิหรือไฝฝ้าราคีอะไรมาให้ระคายสายตาหรือมือสัมผัสของท่านได้เลยล่ะค่ะ"
       พินิจชะงักแล้วกลืนน้ำลายดังเอื๊อก
      
       ทางด้านรณพีร์ทำท่าห่วงจนโอเวอร์
       "โอ้..กรองแก้วปวดท้องอย่างหนัก โธ่ เธอเป็นอะไรมากไหมครับพี่..ผมฟังแล้วเป็นห่วงมากๆเลย สงสัยต้องรีบไปเยี่ยมซะแล้ว.." รณพีร์แกล้งยั่วพุฒิภัร
       "เค้าไม่ได้ปวดท้องจริง..เค้าแกล้งทำ" พุฒิภัทรมองแบบขวางๆ
       "แกล้งทำ..เพราะเค้าจะได้อยู่ใกล้ๆพี่ชายภัทรในโรงพยาบาลนานๆน่ะหรือครับ ว้าว..แบบนี้ก็เรี่ยมเร้เรไรไปเลยสิครับ"
       พุฒิภัทร ทำเสียงจริงจัง "หยุดเดี๋ยวนี้ ชายเล็ก"
       "เฮ้ย พี่ชายเล็ก ดูๆๆ พี่ชายภัทรหูแดง..แบบนี้คดีมีมูลแน่นอน"
       พุฒิภัทร ลุกขึ้นมาโวย "มันไม่ใช่อย่างนั้น แก้วเขาทำแบบนี้ เพราะเขาไม่อยากออกไป..ตกเป็นอนุฯ..ของท่านพินิจ"
       "ท่านพินิจ..ผู้เหมาเพชรยอดมงกุฎของนางงามทุกเวทีน่ะเหรอ..” รัชชานนท์ถาม
       พุฒิภัทรตอบ “ใช่"
       "ท่านคนนี้เป็นคู่แข่งที่น่ากลัว..แต่ผมคิดว่าพี่ชายภัทรไม่ต้องไปกลัว..เพราะพวกเรา ไม่ต้องกลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น" รณพีร์ให้กำลังใจ
       "ชั้นไม่ใช่คู่แข่งของใครทั้งนั้น ..แก้วเขาก็.." พุฒิภัทรทำหน้างอนๆ "เขาเหมือนจะกีดกันชั้นออกจากเรื่องของเค้าด้วยซ้ำ"
       "เข้าใจแล้ว นี่ขนาดแก้วเขาทำทุกอย่างเพื่อหนีท่านพินิจ แต่เขาก็ยังไม่วาย..ห่วงใยพี่ชายภัทรนะเนี่ย" รัชชานนท์สรุป
       "อะไรนะ"
       รณพีร์รีบเสริม "นั่นสินะพี่ชายเล็ก ผู้หญิงเขารู้..ว่าไอ้เจ้าท่านคนนี้มันมีอำนาจอิทธิพลมาก..เขาเลยพยายามจะช่วยตัวเอง โดยไม่ให้กระทบกระเทือนตัวพี่ชายภัทร เพื่อปกป้องพี่ชายภัทร"
       "บ้า..ไม่..ไม่ใช่หรอก..เค้าไม่ได้คิดอะไรกะชั้น แล้วชั้นก็ไม่ได้คิดอะไรกะเค้า"
       "แหม..นี่ขนาดไม่ได้คิดอะไรเลยนะ วันนี้ได้ข่าวว่าพี่ชายภัทรมีนัดพาคุณมารตีไปดูหนังมาไม่ใช่เหรอ แล้วนี่ ไม่เห็นได้ยินพี่พูดถึงคุณมารตีซักคำ ที่คุยๆกันมานี่ มีแต่เรื่องคุณแก้วทั้งน้าน..” รัชชานนท์ว่า
       พุฒิภัทร เพิ่งนึกได้ก็ถึงกับสะดุ้ง "เฮ้ย..จริงด้วย..มารตี..ตายแล้ว พี่..พี่ลืมโทรไปขอโทษเค้าไปเลย แต่พี่ให้คนรถไปส่งเค้าแล้วนะ พี่รับผิดชอบนะ..”
       "โห..เพิ่งนึกได้เหรอคร้าบ..”
      
       รัชชานนท์กับรณพีร์ส่ายหัว


  


       ด้านเทวพันธุ์เดินพูดหน้าตาเครียดเคร่งท่าทีฉุนเฉียว อยู่ในโถงวังเทวพรหม
      
       "พุฒิภัทร..เด็กคนนี้มันทำเกินไปแล้ว มันจะต้องถูกพระเจ้าลงโทษ เพราะมันบังอาจฝืนพรหมลิขิต"
       "คุณพ่อคะ..แล้ว..ถ้า..พรหมไม่ได้ลิขิตล่ะคะ" เกษราถาม
       "อย่ามาพูดเลย แกน่ะมันนอกคอก ใฝ่ต่ำ ทุกวันนี้ถึงยังต้องทำขนมงกๆ เหงื่อตกกีบอยู่นี่ไง กว่าจะได้เงินมาซักบาทสองบาท ได้กำไรซักสลึงเฟื้อง มันเหนื่อยสายตัวแทบขาด เห็นไหมล่ะ"
       เกษราเสียใจ "คุณพ่อ..นี่คุณพ่อไม่ดีใจหรือ ที่เกษมีความสุข"
       "ไม่มีใครมีความสุขหรอก ถ้าไม่รวย..มารตี แกอย่าโง่เง่าบูชารักอย่างพี่สาวแกล่ะ พวกเด็กผู้ชายบ้านจุฑาเทพเป็นหนี้ชีวิตบ้านเรา พวกมันต้องรับผิดชอบ พ่อเสียสละชีวิตเพื่อท่านพ่อของพวกมัน แล้วหม่อมย่าของมัน จะมาทำวางเฉย ..ไม่รับรู้ไม่ได้ ในเมื่อพี่ชายสองคนของมันไม่ทำตามสัญญา พุฒิภัทรก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาบิดพลิ้ว ไม่งั้น พ่อจะเอาเรื่องหม่อมเอียดให้ถึงที่สุด"
       "คุณพ่ออย่านะคะ อย่าไปว่าหม่อมย่าเอียด ไม่งั้น หม่อมย่าจะไปดุพี่ชายภัทร แล้วพี่ชายภัทร..ก็จะมาเคืองลูก..”
       "คุณพ่อคะ..ความรักที่ได้มาเพราะการบีบบังคับ มันจะยั่งยืนได้อย่างไรคะ"
       "มันจะทำให้พวกพี่ๆเค้าวิ่งหนีพวกเรานะคะ คุณพ่อ" วิไลรัมภาบอก
       "ขอชั้นคิด..ชั้นต้องการคิด.. คิดให้ดีๆ ที่ผ่านมา ชั้นอาจจะประมาท เพราะเอาแต่วางใจ ว่าคนบ้านจุฑาเทพมันจะรักษาสัญญา ยังไงๆ มันก็จะยอมทำตามผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ในเมื่อพวกมันเหลวไหลแบบนี้ ชั้นจะต้องวางแผนเชิงรุกบ้างแล้ว..ที่ผ่านมา เรายังรุกไม่พอ ได้แต่เป็นฝ่ายรับ ก็เลยแพ้เขา มารตี..คราวนี้ พวกเราถอยไม่ได้อีกแล้ว เราแพ้ไม่ได้แล้ว เราต้องช่วยกันคิดๆๆๆๆ"
       บรรดาสาวๆ ช่วยกันกดดัน เทวพันธุ์ตาขุ่นขวาง
      
       กรองแก้วเดินไปมาด้วยความร้อนรนอยู่ในห้องพัก เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น กรองแก้วสะดุ้งหันไปมองแล้วก็ไม่ยอมรับ เธอยืนตัวสั่นพร้อมทั้งมองโทรศัพท์ด้วยความสยอง
       กิตติรอสายอย่างกระวนกระวายสักพัก
       "อะไรนะครับ..ในห้องคนไข้ไม่มีคนรับโทรศัพท์หรือครับ ทำไมล่ะครับ คุณพยาบาล..เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าครับ..คุณพยาบาลครับ ช่วยไปดูหน่อยสิครับ ลูกสาวผม..เป็นอะไรหรือเปล่า..ฮัลโหลๆๆ"
       จิกกับกำนันจ้อง
       กิตติหน้าซีด "สาย..สายหลุดไปแล้ว..”
       "สิบบาท..เอามา" จิกทวง
       "หมดเวลาแล้ว" กำนันบอก
      
       กรองแก้วยืนมองโทรศัพท์ที่เงียบไปแล้วสักพัก ด้วยตัวที่สั่นเพราะกลัวจนประสาทเสีย ทันใดก็มีเสียงเคาะประตู กรองแก้วสะดุ้งจนแทบกระโดด ใบหน้าของเธอซีดเผือด เธอเบียดตัวจนติดผนัง เพียงพรเป็นผู้เปิดประตูเข้ามา
       "คุณกรองแก้วๆ"
       เพียงพรเห็นท่าทางของกรองแก้วก็ตกใจ
       "คุณเป็นอะไรไปอีก..โรคใหม่อีกแล้วเหรอ" เพียงพรถาม
       "คุณ..พยาบาลเพียงพร"
       เพียงพรรีบเข้ามาจับตัว "คุณเป็นอะไร ทำไมไม่รับโทรศัพท์"
       "ไม่..ชั้น..ชั้น..ปวดท้อง..ชั้น..ไม่ให้ใครโทรมา เอาออกไปเลย เอาโทรศัพท์ออกไป" กรองแก้ววิ่งไป ถอดสายโทรศัพท์แล้วยกโทรศัพท์ขึ้นมาส่งให้เพียงพร
       "ก็ได้ค่ะ..ตามใจ..”
       เพียงพรถือโทรศัพท์จะเดินออกไป แต่แล้วเธอก็ชะงักแล้วหันมา
       "เสียงโทรศัพท์มันรบกวนคุณมากเหรอ" เพียงพรถาม
       "ใช่ค่ะ รบกวนมาก" กรองแก้วตอบ
       "แต่ถ้ามีเรื่องอะไรด่วนล่ะคะ..”
       "ไม่..ไม่มีเรื่องอะไรด่วนหรอกค่ะ"
       "คุณก็แค่ยกสายออกก็ได้นี่นา" เพียงพรมองหน้ากรองแก้วแล้วยักไหล่แบบขี้เกียจโต้แย้ง "เฮ้อ..ตามใจ นางสาวศรีสยามอย่างคุณ..คงคิดอะไรไม่เหมือนคนธรรมดาอยู่แล้ว" เพียงพรถือโทรศัพท์เดินออกไปพร้อมบ่นเบาๆ "ทำไมถึงไม่อยากรับโทรศัพท์พ่อตัวเองล่ะคะ แปลก..”
       กรองแก้วได้ยินแว่วๆ "อะไรนะ!!”
      
       พ่อของกรองแก้วร้องขอ
       "ขอร้อง พี่จิก พี่กำนัน..ขอผมโทรอีกที นะครับๆ"
       "ก็ลูกสาวไม่ยอมรับโทรศัพท์ไม่ใช่เหรอ" กำนันถาม
       จิกส่ายหัว "ตากิตติเอ๊ย ซวยแล้วแก ลูกสาวเป็นนางงามได้ไม่กี่วัน ก็ติดต่อไม่ได้ซะแล้ว ไม่นึกเล้ย ว่ายัยแก้วจะเป็นคนแบบนี้"
       "เนอะ..ได้ดีแล้วทิ้งพ่อแม่ อกตัญญูจริงๆ" กำนันว่า
       กิตติปวดหัวแต่ก็พยายามฝืน "พี่จิก พี่กำนัน..ขอให้ผมโทรอีกที"
       "เงินหมดแล้ว ไม่ใช่เหรอ"
       "ขอ..ผมโทร..อีกซักครั้ง..นะครับ นะ ผมไหว้ล่ะ"
      
       กิตติพนมมือแต้


  


       เพียงพรเอาโทรศัพท์ส่งให้ช้อย
      
       "เอ้า...เอาไปเก็บไว้ก่อน โทรศัพท์ของห้องพิเศษ1”
       "ทำไมต้องเก็บด้วยล่ะคะ" ช้อยถาม
       "คนไข้เขาอยากอยู่เงียบๆ เขาเป็นนางงาม คงมีญาติโทร.มารบกวนเขาเยอะมั้ง"
       ช้อยเดินออกไป กรองแก้ววิ่งมามองหาไปรอบๆ พอเห็นเพียงพรเธอก็รีบวิ่งมาหา
       "ขอๆ ขอคืนเถอะค่ะ" กรองแก้วบอก
       "ขออะไรคะ"
       "ขอ..โทรศัพท์คืน..”
       "อ้าว..” เพียงพรงง
       กรองแก้วพูดเหมือนสติแตก "ก็คุณบอกว่า..พ่อของแก้ว..เอ้อ ของดิฉันโทรมาไม่ใช่หรือคะ แก้วอยากพูดกับพ่อ เอาโทรศัพท์แก้วคืนมาเดี๋ยวนี้นะ"
       "ตกลง..คุณจะเอาไงแน่ คุณนางสาวศรีสยาม..ชั้นชักจะไม่ไหวกะคุณแล้วนะ"
       "ก็คุณบอกว่าพ่อแก้วโทรมา แก้วจะพูดกับพ่อ แก้วจะพูดกับพ่อ พ่อแก้วไม่สบาย.." กรองแก้วร้องไห้โฮ
       "แต่คุณไม่ยอมรับโทรศัพท์เอง"
       "ก็แก้วนึกว่า..." กรองแก้วเงียบไป
       "นึกว่าอะไรคะ"
       "ขอโทรศัพท์ๆ เผื่อพ่อโทร.มาอีก..เอาโทรศัพท์คืนมา!!”
       ทันใดนั้นโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์ก็ดังขึ้น
       "แก้วไหว้ล่ะ" กรองแก้วดึงแขนเพียงพร "ขอๆๆ เถอะนะคะ"
       โทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์ยังดังต่อเนื่อง
       "ขอชั้นไปรับโทรศัพท์ก่อน"
       "ไม่ เอาโทรศัพท์แก้วมาก่อน..”
      
       กิตติรอสายด้วยหน้าตาที่ซีดลงๆ จิกกับกำนันมอง
       "ทำไม ตอนนี้ไม่มีใครรับสายเลย"
       "ดึกแล้ว..เค้ากลับบ้านกันหมดแล้วมั้ง มา วางๆๆๆ กลับบ้านไปได้แล้ว" กำนันบอก
       "นั่นสิ ไปๆๆ ตากิตติ ชั้นจะปิดบ้านนอนแล้ว" จิกไล่
       "แป๊บนึงครับ ขออีกแป๊บ" กิตติฟังอย่างลุ้น "รับสิ ใครก็ได้ รับสายที"
      
       เพียงพรปลดมือกรองแก้ว
       "คุณนางสาวศรีสยาม ปล่อย คนเขาโทร.มาโรงพยาบาล อาจจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายก็ได้ ปล่อย ชั้นจะไปรับสาย!”
       ช้อยเดินมามองอย่างสนใจ กรองแก้วอึ้งแล้วก็ยอมปล่อย เพียงพรรีบรับสายโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์
       "สวัสดีค่ะ ตึกพิเศษ1 โรงพยาบาลพระนครค่ะ"
       กิตติดีใจสุดๆ เขาหันมายิ้มกับจิกและกำนัน
       "มีคนรับแล้วพี่" กิตติรีบพูดโทรศัพท์ "ขอสายห้องพิเศษ1ด้วยครับ"
       "ขอโทษนะคะคุณ..คุณที่โทร.มาเมื่อสักครู่นี้ ใช่ไหมคะ" เพียงพรถาม
       "ใช่ครับ..ผมชื่อกิตติ บุญมี เป็นพ่อของกรองแก้ว นางสาวศรีสยามครับ ขอความกรุณาให้ผมได้พูดกับกรองแก้วหน่อยนะครับ"
       เพียงพรหันมามองกรองแก้วตาดุๆ ปนอนาถก่อนจะส่งสายให้ "เอ้า! นายกิตติ บุญมี"
       กรองแก้วดีใจ "พ่อ!" เธอคว้าโทรศัพท์ไปพูดมือไม้สั่น "พ่อ ๆๆ พ่อเป็นไงมั่งจ๊ะ"
       ช้อยสนใจฟัง
      
       พุฒิภัทรกำลังใส่ชุดนอน โดยสวมเสื้อกล้ามข้างใน แล้วสวมเสื้อปียาม่าลายเดียวกับกางเกงทับ ก่อนจะเดินมายืนหน้ากระจก เขาถอดแว่นวาง แล้วหวีผมแบบลวกๆเตรียมนอน แต่แล้วก็ชะงักเมื่อนึกถึงคำพูดของรัชชานนท์
       "เข้าใจแล้ว นี่ขนาดแก้วเขาทำทุกอย่างเพื่อหนีท่านพินิจ แต่เขาก็ยังไม่วาย..ห่วงใยพี่ชายภัทรนะเนี่ย"
       "อะไรนะ"
       รณพีร์เสริม "นั่นสินะพี่ชายเล็ก ผู้หญิงเขารู้..ว่าไอ้เจ้าท่านคนนี้มันมีอำนาจอิทธิพลมาก..เขาเลยพยายามจะช่วยตัวเอง โดยไม่ให้กระทบกระเทือนตัวพี่ชายภัทร เพื่อปกป้องพี่ชายภัทร"
       "บ้า..ไม่..ไม่ใช่หรอก..เค้าไม่ได้คิดอะไรกะชั้น แล้วชั้นก็ไม่ได้คิดอะไรกะเค้า"
       พุฒิภัทรนึกถึงกรองแก้วก็เป็นห่วงและเริ่มวิตกกังวล เขานึกถึงตอนที่คุยกับกรองแก้ว
       "ทำไมคุณไม่บอกให้คนที่บ้านคุณมารับ?” พุฒิภัทรถาม
       กรองแก้วอึ้งไปนานและเริ่มหน้าเสีย "ที่บ้าน..แก้ว..แก้วมีพ่ออยู่คนเดียว แล้วพ่อก็ไม่สบาย..แก้วไม่รู้จะติดต่อพ่อยังไง บ้านเราไม่มีโทรศัพท์..”
       "อะไรกัน..แล้วในกรุงเทพฯ นี่ล่ะ เธอมีญาติ..หรือคนรู้จัก..”
       กรองแก้วมีสีหน้าซีดเผือกลง "ไม่มีค่ะ.." กรองแก้วรีบตีกัน "แต่..แต่คุณหมอไม่ต้องกลัว แก้วจะไม่รบกวนอะไรคุณหมออีกแล้ว ขอแค่..ได้หลบพวกนั้นมาได้อีกวัน..แก้วก็ดีใจแล้ว แก้วสัญญา..ว่าจะไม่รบกวน ให้คุณหมอลำบากใจที่ต้องโกหกคนอื่นอีกแล้วค่ะ"
       พุฒิภัทรวางหวีลง แล้วคิดเป็นห่วงและรู้สึกผิด พูดกับเงาตัวเองในกระจก
      
       "ใจดำ เรามันใจดำจริงๆ"


  


       ฟากกิตติเป็นห่วงลูกสาวมาก
      
       "แก้วตกเวทีเจ็บมากใช่ไหมลูก..ทำไมลูกต้องอยู่โรงพยาบาลนานนัก แปลว่า..ลูกอาการหนักมาก..ใช่ไหมแก้ว แก้วขาหัก หรือเป็นอะไรมากกว่านั้น บอกพ่อมาเถอะ อย่าปิดพ่อ"
       กรองแก้วปาดน้ำตาที่ไหลพราก "ไม่ใช่นะจ๊ะ แก้วไม่ได้ปิดพ่อนะจ๊ะ แก้วไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ พ่อไม่ต้องเป็นห่วงนะ"
       "แล้วทำไม..เสียงแก้ว..เหมือนร้องไห้"
       "แก้วไม่ได้ร้องไห้ แก้วคิดถึงพ่อ นี่พ่อโทมาจากไหน นี่มันดึกแล้ว ทำไมพ่อไม่นอนพักผ่อน"
       "พ่อเพิ่งได้เบอร์ลูกมา พ่อเลยรีบโทร พ่อจะไปรับลูกที่โรงพยาบาล"
       "ไม่ต้อง..พ่อไม่ต้องมา แก้วจะไปหาพ่อเอง พ่อจะมาได้ยังไง ไม่ต้องนะจ๊ะ ไม่ต้อง"
       เพียงพรมองกรองแก้วอย่างแปลกใจในความน่าสงสารของเธอ
       "แก้ว แก้วปิดบังอะไรพ่อ” กิตติถาม
       "เปล่า เปล่าจ้ะ แก้วแค่ คือ แก้วเพิ่งได้ตำแหน่ง..แก้วต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่นางงามก่อน แล้วถ้ามีเวลา แก้วจะรีบไป นะพ่อนะ"
       "แก้ว..ไม่สบายใจอะไร พ่อรู้นะ ถ้าอยู่พระนครแล้วไม่ดี แก้วก็อย่าอยู่เลยลูก เงินทองอะไรไม่ต้องไปสนใจทั้งนั้น แก้วไม่ต้องทนลำบากเพื่อพ่อ เข้าใจ ไหมแก้ว เข้าใจไหม โอ๊ย..โอ๊ย" กิตติปล่อยโทรศัพท์หลุดมือแล้วทรุดฮวบก่อนจะชักอย่างแรง
       "เฮ้ย กิตติๆ เป็นอะไร" กำนันตกใจ
       "อ๊าย..กิตติชักใหญ่แล้ว พี่กำนัน ทำไงดีๆๆ"
       กรองแก้วได้ยินทั้งหมด
       "พ่อ..พ่อ..พ่อเป็นอะไร..พ่อ!!”
       เพียงพรมองกรองแก้วอย่างหวั่นๆ
      
       ส่วนช้อยมองอยู่อีกมุมหนึ่งอย่างสนใจ
      
       ด้านพุฒิภัทรนอนพลิกไปพลิกมาเพราะนอนไม่หลับ นึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้
       เวลานั้นพินิจตกใจมาก "หา..แบบนี้..หน้าท้องก็..ก็จะมีตะขาบยักษ์ แบบพวกที่ผ่าเอาลูกออกน่ะสิ"
       "แต่ไม่มีใครเห็นนี่ครับ ไม่เป็นไรหรอกครับ" พุฒิภัทรบอก
       พินิจลืมตัว "ทำไมจะไม่เห็น" พินิจนึกออกก็เงียบไป "คือ..หมายความว่า..ว่า" พินิจอึกอัก
       อิงอรรีบแก้ให้ "หมายความว่า..แบบว่า..อุตส่าห์เป็นตั้งนางสาวศรีสยาม..ก็ควรจะสวยจริงๆ ไม่มีตำหนิทั้งตัว ใช่ไหมคะ ท่าน"
       "ใช่ๆๆ..ทำนองนั้น..”
       "แต่มันต้องไม่เป็นแบบนั้นค่ะ เพราะคุณชายหมอเก่งมาก ถึงผ่า ก็จะไม่มีแผลเป็น ใช่ไหมคะ คุณชาย” อิงอรถาม
      
       อยู่ๆ พุฒิภัทรก็ลุกพรวดขึ้น หยิบแว่นมาสวมด้วยท่าทางฮึดฮัด
      
       "ไม่ ชั้นไม่ยอมให้คนพวกนั้นมาแตะต้องเธอเด็ดขาด แก้ว!”

       เพียงพรลากกรองแก้วมาโยนลงที่เตียง
      
        "ไม่ได้ คุณจะออกไปไหนไม่ได้ คุณต้องอยู่ที่นี่"
        "ทำไมจะไม่ได้ ชั้นไม่ได้เป็นอะไร" กรองแก้วบอก
        "อ้อ ตอนนี้ ไม่เป็นอะไร ทั้งๆที่เมื่อกลางวัน คุณปวดท้องจะเป็นจะตาย"
        "พ่อชั้น พ่อแก้ว กำลังจะตาย แก้วต้องกลับไปเดี๋ยวนี้"
       "ก็วันนี้เขาจะให้คุณกลับ คุณก็ไม่กลับเองไม่ใช่เหรอ"
       "คุณไม่เข้าใจ ไม่มีใครเข้าใจ คุณต้องให้ชั้นไปตอนนี้ เดี๋ยวนี้"
       "ไม่มีใครอนุญาตให้คุณไปไหนได้ นอกจากคุณชายหมอ" เพียงพรบอก
        "คุณพยาบาลเพียงพรคะ ชีวิตพ่อชั้น..อยู่ที่คุณ..คุณช่วยกรุณา..โทร.ไป..ขอให้คุณชายหมอ..มาเซ็นอนุญาตให้แก้วออกจากโรงพยาบาลที นะคะ" กรองแก้วนั่งลงกราบเท้า "แก้วจะไม่ลืมบุญคุณคุณเลย"
        "คุณกรองแก้ว อย่าทำแบบนี้ ชั้นไม่โทหรอก คุณชายต้องวุ่นวายกับเรื่องของคุณมามากพอแล้ว..แล้วคืนนี้ก็ไม่ใช่เวรของท่าน เดี๋ยวพรุ่งนี้ ท่านก็จะมาเซ็นให้คุณกลับบ้านได้อยู่แล้ว รอตอนเช้าก่อนนะ ชั้นเกรงใจท่าน ท่านเป็นใคร มีความสำคัญกับที่นี่แค่ไหน คุณรู้บ้างไหม"
        "ฉันรู้ ฉันขอคราวนี้เป็นครั้งสุดท้าย แล้วฉันจะไม่มาเหยียบโรงพยาบาลนี้อีก ฉันจะไม่มารบกวนคุณชายของคุณอีก จะไม่มาทำตัวให้เกะกะระคายเคืองแม้แต่ปลายเท้าของท่านเลยจริงๆ ค่ะ"
       เสียงพุฒิภัทรดังเข้ามา
        "แน่ใจแล้วเหรอ ที่พูดแบบนี้"
        กรองแก้วกับเพียงพรหันไปมอง เห็นพุฒิภัทรยืนกอดอกทำหน้าขรึมดุอยู่ที่ประตู
      
        กรองแก้วนั่งลงอย่างอ่อนน้อมพยายามอ้อนวอนพุฒิภัทรด้วยความร้อนใจมากๆ
        "แก้วต้องไปเดี๋ยวนี้ค่ะ..คุณชายหมอกรุณาอนุญาตเถอะนะคะ แก้วรีบมากจริงๆ"
        "รีบมากจริงๆ " พุฒิภัทรดูนาฬิกา "ในเวลา 4 ทุ่ม..คุณจะรีบไปทำอะไรในยามวิกาลแบบนี้ ถึงขนาดรอให้สว่างก่อนไม่ได้”
        "แก้วขอร้อง แก้วจำเป็นจริงๆ..สำหรับเรื่องเงิน แก้วขอเอาตำแหน่งของนางสาวศรีสยามเป็นประกัน ว่าแก้วจะกลับมาจ่ายให้ทางโรงพยาบาลแน่ๆ"
       "คุณก็บอกมาสิ ความจำเป็นที่คุณว่า คืออะไร"
        "คุณหมอ คุณจะเอายังไง ตอนที่คุณจะให้ชั้นออก ชั้นขออยู่ต่อ คุณก็จะเอาเหตุผลให้ได้ ฉันก็บอกคุณไปแล้ว ว่าเป็นเรื่องท่าน! แล้วตอนนี้ ฉันก็ขอออกไปจากที่นี่..สมใจของคุณแล้ว คุณจะมาเอาเหตุผลอะไรอีก"
       "แล้วมันคืออะไรล่ะ ทำไมถึงบอกไม่ได้ มันเป็นความลับสุดยอดมากเหรอ"
        "ชั้น..ชั้นไม่อยากให้ใครรู้ คุณทำไมไม่เข้าใจฉันบ้าง คนเราทุกคน..ก็มีเรื่องส่วนตัวของเขา ที่ไม่จำเป็นต้องบอกคนอื่น"
       "คนอื่น ผม เป็นคนอื่น" พุฒิภัทรอดโมโหไม่ได้
       กรองแก้วกระวนกระวาย
        พุฒิภัทร อึ้ง เขาหยิบแฟ้มมาเปิดดูใบเอกสารของกรองแก้วแล้วก็ตัดสินใจเซ็นแบบกดแรงๆ เพราะอารมณ์เสีย
       "เอ้า ผมเซ็นแล้ว คุณไปได้ มีธุระ ‘ส่วนตัว’ อะไรก็ไป เรื่องเงิน ไม่ต้องห่วง มีคนเขาจ่ายให้คุณหมดแล้ว”
       กรองแก้วพนมมือไหว้แล้วรีบเดินออกไป
      
        พุฒิภัทรเดินมาไขรถโดยยังคงคาใจ เพียงพรเดินตามมา
        "คุณชายจะกลับเลยหรือคะ"
        "ใช่ มีอะไรอีกล่ะ คืนนี้ไม่ใช่เวรผมนี่"
        "คือ..มันเหมือนกับว่า..คุณชายหมอมาโรงพยาบาล เพื่อจะมาเซ็นอนุญาตให้กรองแก้วออกจากโรงพยาบาลเท่านั้น"
       พุฒิภัทร อึ้งพึมพำกับตัวเอง "จริงด้วย”
       "แล้ว..ทำไม คุณหมอมาพอดี ทั้งๆ ที่ ไม่ได้มีใครโทรตามซักหน่อย"
       พุฒิภัทร นิ่งงันไปเพราะงงเช่นกัน "นั่นสิ..ช่างเถอะ ไม่มีอะไรแล้วใช่ไหม"
       "ค่ะ"
        พุฒิภัทรขึ้นรถแล้วขับออกไป เพียงพรมองตามอย่างงงๆ และไม่เข้าใจ พุฒิภัทรขับรถจะเลี้ยวออก พอดีก็มีรถคันหนึ่งเลี้ยวเข้าโรงพยาบาลมาอย่างเร็วโดยการตัดหน้า จนพุฒิภัทรเกือบเบรกรถไม่ทัน
        รถคันนั้นคือรถของอิงอรที่ขับโดยไกรฤกษ์ สุนันท์นั่งเคียง ส่วนอิงอรนั่งหลัง รถคันนั้นแล่นเข้าไปในรพ. พุฒิภัทรมองตามอย่างอึ้งๆ แล้วก็จอดรถนิ่งเกาะพวงมาลัยรถเฉยอยู่อย่างนั้น
       ทันใดนั้น รถของนายพลพินิจก็เลี้ยวเข้ามา พุฒิภัทรชะงัก
       ภายในรถมีทส.ของพินิจที่พุฒิภัทรเคยเจอบ่อยๆ ขับและนั่งหน้าโดยมีใบบัวและคนของใบบัวนั่งหลังแต่ชะโงกหน้าล้ำหน้าออกมาชี้โบ๊ชี้เบ๊ให้คนขับรถไปจอดตรงนั้นตรงนี้
      
       พุฒิภัทรทั้งอึ้งทั้งเครียด


  
  

       กรองแก้วสวมใส่ชุดสวยที่อิงอรเคยเอามาให้ใส่วันออกจากโรงพยาบาล กำลังถือถุงกระดาษใส่ของและถุงยาของโรงพยาบาลเดินลงบันไดตึกมา
      
       เธอมองไปข้างหน้าแล้วก็สะดุ้ง ก่อนจะรีบไปแอบหลังเสา เมื่อเห็นอิงอรกับลูกๆ รีบวิ่งมา
        "เราต้องไปเฝ้าไว้ให้ดี ไม่งั้น นังใบบัวมันมาปาดหน้าเราแน่ๆ" อิงอรสั่ง
        "ทั้งหมดนี้ เพราะนังแก้วคนเดียว ที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย ทีนางงามคนก่อนๆ ไม่เห็นใครเขามีปัญหาเลย" สุนันท์ว่า
       "ตกลง เราต้องมายืนยามหน้าห้องกรองแก้วทั้งคืนเลยหรือไงแม่" ไกรฤกษ์ถาม
        "แกนั่นแหละ ยืนยามหน้าห้อง แต่ชั้นจะเข้าไปเฝ้าในห้องเลย" อิงอรบอก
       กรองแก้วแอบหลังเสาจนทั้งสามเดินผ่านไปเธอก็รีบวิ่งจู๊ด กรองแก้วตาโตตัวสั่น
        "อะไรกันเนี่ย..มันเกิดอะไรขึ้น..”
        กรองแก้วรีบเผ่นหนีสุดฤทธิ์ เธอวิ่งมาทางหน้ารพ. ก็เบรกเอี๊ยดแทบไม่ทันเมื่อเห็นใบบัว คนของใบบัวและคนของพินิจเดินอย่างเร่งรีบมาเป็นหน้ากระดาน กรองแก้วกระโดดหมอบหลังพุ่มไม้ทันที
        "เราจะบุกไปลักพาตัวมันไปเลย ไม่ต้องรออะไรอีกแล้ว ไม่ว่ามันจะเป็นไส้ติ่งจริงๆ หรือไม่จริง ชั้นก็ไม่สนใจอีกแล้ว" ใบบัวบอก
        กรองแก้วกุมอก "นี่..นี่มันอะไรกันขนาดนี้เนี่ย..พ่อ..ถ้าพ่อไม่โทร.มา ป่านนี้ แก้วคง..." กรองแก้วน้ำตาไหล "โธ่ พ่อ..ขนาดพ่ออยู่ไกล แล้วไม่สบาย พ่อก็ยังคุ้มครองลูกได้ตลอดมา" กรองแก้วพยายามทำตัวเข้มแข็ง "พ่อ แก้วจะไปช่วยพ่อจ้ะ" กรองแก้วรีบวิ่งออกจากรพ.ไป
      
        กรองแก้วเดินอย่างรีบร้อนมาแล้วมองไปที่ริมถนนสามล้อถีบจอดเรียงกันอยู่ 3-4คัน กรองแก้วมองๆ แล้วตัดสินใจเดินเข้าไป กลุ่มสามล้อถีบรวมตัวกันอยู่ บางคนนอนเอาแรง ลุงคนนึงนั่งวางแผนโขกหมากรุกอยู่คนเดียว
        กรองแก้วเดินเข้าไปถาม "เอ้อ..คุณลุงคะ..”
        ลุงที่โขกหมากรุกหันมา
        กรองแก้วพนมมือไหว้ "เอ้อ ขอโทษค่ะ คุณลุง..คือ..หนูอยากจะไปสถานีรถไฟ เดี๋ยวนี้เลยค่ะ"
        "หา..สถานีรถไฟ" ลุงดูนาฬิกา "ตอน4ทุ่มฝ่าเนี่ยเรอะคุณ หนูจะไปไหนล่ะ"
        "ค่ะ..หนูจะไปอยุธยาค่ะ หนูรีบมาก มีธุระด่วน รอไม่ได้จริงๆ ต้องไปเดียวนี้เลยค่ะ"
        "อยุธยา..เวลานี้ ไม่มีรถไปแล้วหนู รถเที่ยวสุดท้ายไปเชียงใหม่ที่ผ่านอยุธยาก็ออกไปนานแล้ว"
        "ไม่เป็นไรค่ะ พาหนูไปส่งที่สถานีรถไฟก่อน แล้วพอตอนเช้า รถเที่ยวไหนผ่านอยุธยา ออกก่อน หนูก็จะรีบไปทันที"
        "อ้าว..แล้วหนูจะไปนอนรอที่สถานีรถไฟเรอะ"
        "ค่ะ"
        "อ่ะ..ไปก็ไป.." ลุงลุกขึ้นมาจับสามล้อ "แต่สถานีรถไฟที่ใกล้ที่สุด..ลุงก็ต้องถีบข้ามซังฮี้ไป แล้วไปอีกไกล ..ดึกมากแล้วด้วย..ก็คงหลายบาทหน่อยนะ"
        กรองแก้วนึกขึ้นได้ "ว้าย..จริงด้วย"
        "จริงด้วยอะไร"
        "คือ..ตอนนี้หนูไม่มีสตางค์เลยค่ะ"
        "หมายความว่าไง หมายความว่า..คุณไม่มีตังค์ค่าสามล้อไปสถานีรถไฟ จะขอขึ้นฟรีๆ"
        "แต่พอหนูมีสตางค์เมื่อไหร่ หนูจะรีบมาใช้คุณลุงทันทีค่ะ หนูเป็นนางงาม เป็นนางสาวศรีสยามนะคะ อีกไม่นาน..หนูก็จะมีเงินแล้ว แล้วหนูจะรีบกลับมาทันทีค่ะ"
       ลุงและเพื่อนๆที่นอนลุกมาฟังกันสักพัก แล้วทั้งหมดก็หันมามองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา
      
       อิงอรโวยวาย
        "อะไรนะ นังแก้ว..เอ๊ย..หนูกรองแก้วออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว ออกไปได้ยังไง เมื่อไหร่"
        "ออกไป..สักพักแล้วค่ะ" เพียงพรย้ำ
        "ใคร ใครอนุญาตให้ไป" ไกรฤกษ์ถาม
        "ใครจะอนุญาตได้ล่ะคะ นอกจากคุณหมอ" เพียงพรบอก
        "เธอหมายถึงคุณชายหมอเหรอ..ไม่จริง" สุนันท์ว่า
        "จริง..หรือไม่จริง..คุณกรองแก้วก็กลับบ้านไปแล้วค่ะ"
        พวกใบบัววิ่งเข้ามาได้ยินพอดี
        "หา..กรองแก้วกลับบ้านไปแล้ว คุณอิงอร หมายความว่าไง" ใบบัวไม่พอใจ
        อิงอรรีบปัด "ชั้นไม่รู้เรื่องนะ"
        "โกหก นี่..พวกคุณ.."ใบบัวหันมาบอกคนของพินิจ "เป็นพยานนะ ยัยอิงอรเอายัยแก้วไปซ่อน เพื่อจะงัดข้อกับชั้น..แกนึกว่าระหว่างหล่อน กะชั้น ท่านจะเชื่อใคร..หา!!”
      
       ช้อยยืนแอบดูเหตุการณ์อยู่


  


       กรองแก้วน้ำตาคลอและพนมมือ พวกสามล้อทั้งหมดมายืนมุง
      
        "นางสาวศรีสยาม คุณนี่นะ นางสาวศรีสยาม" ลุงถามย้ำ
        "ใช่ค่ะ หนูจะมีเงินมากกว่าค่าสามล้อไปสถานีรถไฟแน่ๆ คุณลุงไปส่งหนูก่อน แล้ววันหลัง หนูรับรอง ว่าจะเอาเงินมาใช้คุณลุง2เท่า สามเท่าก็ได้"
       "นางสาวศรีสยามอะไร มาเดินต๊อกๆ ริมถนน"
        "นั่นสิ ถือถุงโชคดีซะด้วย..น่าจะเป็นนางสาวอย่างอื่นมากกว่า"
       พวกสามล้อหัวเราะกันครืน
        "คุณลุงคะ คุณน้าคะ พ่อหนูป่วยหนัก หนูต้องกลับอยุธยา และหนูต้องรีบไปสถานีรถไฟให้เร็วที่สุด แล้ว" กรองแก้วมองเหลียวหน้าเหลียวหลัง "ตรงนี้..มันไม่ปลอดภัย เห็นใจหนูด้วยนะคะ หนูไม่มีทางเลือกจริงๆ"
        "หนูก็เห็นใจพวกลุงบ้างสิ มีอย่างที่ไหน จะให้ไปส่งฟรีที่สถานีรถไฟ ที่อยู่ไม่ใช่ใกล้ๆกลางดึก..แล้วจะกลับมาใช้เงินวันไหนก็ยังไม่รู้" ลุงว่า
        รถของพุฒิภัทรแล่นมาชิดแล้วจอดทันที คนถีบสามล้อทุกคนหันไป กรองแก้วหันไป พุฒิภัทรเปิดประตูลงมาแล้วรีบเปิดประตูด้านข้างคนขับ
        "กรองแก้ว..ไปกับผม จะไปไหน ผมก็จะไปส่ง เชิญ..”
        "คุณหมอ..เอ่อ คุณชาย..มาตรงนี้ทำไม?” กรองแก้วงง
        "คุณต้องรีบไปเดี๋ยวนี้..เพราะ..คนพวกนั้นมากันเต็มโรงพยาบาลแล้ว" พุฒิภัทรย้ำ
        "แต่..แก้ว..ไม่อยากรบกวนคุณชาย"
        "ทำไม..เพราะผมคือ.. ‘คนอื่น’ งั้นเหรอ"
        "ไม่ใช่ค่ะ แต่..แก้วไม่อยากให้คุณหมอต้องเดือดร้อน..”
        "คุณนึกว่าผมกลัวเหรอ..ถ้าผมเป็นเพื่อนคุณล่ะ..คุณจะยอมให้เพื่อนช่วยคุณไหม"
       "แต่ คุณหมอไม่ใช่เพื่อนแก้ว คุณหมอเป็น ผู้ดีที่สูงศักดิ์ เป็นคนละชนชั้นกัน..แก้วไม่บังอาจ"
        "จะแบ่งชนชั้นอีกนานไหม นี่ประเทศไทยนะ ไม่ใช่อินเดีย หรือจะรอให้..พวกผู้ปกครองก๊วนนั้น..มาเจอคุณจนได้ ขึ้นรถ!”
        พวกสามล้อยืนดูด้วยความสนุกสนานและสนใจ พุฒิภัทรเซ็ง เขาดึงประตูให้เปิดกว้าง กรองแก้วอึ้งๆ แต่ในที่สุดเธอก็พนมมือไหว้อีกก่อนจะก้าวขึ้นไป พุฒิภัทรรีบขึ้นรถแล้วขับออกไป
      
        รถของพุฒิภัทรแล่นมาตามถนนที่มีไฟประดับบนเสาสวยๆ กรองแก้วมองพุฒิภัทรอย่างตื่นๆ เพราะไม่เชื่อสายตา
        พุฒิภัทร เหล่ๆ "จะไปไหนล่ะ บอกมา"
        "มันไกลนะคะ”
        "ไกลแค่ไหนล่ะ ถึงเชียงรายไหม" พุฒิภัทรประชด
        "อยุธยาค่ะ แต่..คุณชายหมอคะ แก้วไม่อยากรบกวนคุณหมอเลย เท่าที่ได้ทำให้คุณหมอลำบากยุ่งยากเพราะแก้วมาหลายครั้ง มันก็มากพอแล้ว"
        พุฒิภัทร ทำเสียงหึๆ
       "ไม่อยากรบกวนชั้น แล้วเธอจะไปอยุธยายังไง ดึกป่านนี้ เงินก็ไม่มี ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงก็ไม่มี อย่าเกรงใจไม่เข้าเรื่อง คิดซะว่าชั้นพาเธอไปขับรถเล่นพักผ่อนสบายๆของชั้นก็แล้วกัน..แล้วนี่ มีอะไรที่อยุธยา ถึงจะต้องไปให้ได้เดี๋ยวนี้..เธอนี่..นิสัยเป็นคนเอาแต่ใจจริงๆเลยนะ..จะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ ถ้าบอกว่าเดี๋ยวนี้ ก็ต้องเดี๋ยวนี้ ไม่สนใจใคร ไม่กลัวอันตรายอะไรทั้งนั้น..สมกับเป็นนางงามจริงๆ พวกคนสวยๆเขาคงเป็นแบบนี้กันหมดล่ะสินะ"
       พุฒิภัทรมองกวนๆ
      
        กรองแก้วอึ้งเพราะพูดไม่ออก


  


       ปั๊มน้ำมันมีไฟเหลืองๆเป็นราวอยู่หน้าปั๊ม มีร้านแบบอาหารชาวบ้านที่เรียบๆ อยู่ริมคูน้ำข้างถนนหน้าปั๊ม รถพุฒิภัทรแล่นเข้ามาในปั้มเพื่อเติมน้ำมัน
      
       กรองแก้วนั่งบีบมืออย่างเกร็งๆ และระวังตัวแจ
        พุฒิภัทร พูดกับเด็กปั๊ม "เต็มถังนะ" พุฒิภัทรเดินมาเปิดประตูให้กรองแก้ว "ลงมารับประทานอะไรก่อน"
        กรองแก้วเดินลงมา "แก้ว..ไม่หิวนะคะ แต่ถ้าคุณชายหิว..”
        "เธอยังไม่ได้รับประทานอาหารเย็น ไม่ใช่เหรอ"
        "แก้วไม่หิว"
        "ไม่หิวก็ต้องกิน..เธอเล่นบทปวดท้อง..วันนี้คงยังไม่ได้กินอะไรมาเลยแน่ๆ เราต้องไปกันอีกสองสามชั่วโมง..แล้วถ้าไปถึงอยุธยาดึก หาอะไรกินไม่ได้จะทรมานเปล่าๆ คงไม่เสียเวลามากหรอก ชั้นรู้..ว่าเธอรีบ.. " พุฒิภัทรพูดกัดๆ แล้วเดินนำไป
        กรองแก้วจ๋อยๆ แต่ก็หิวจึงรีบตามไป
      
        คนขายเอาข้าวต้ม2ชามมาวางให้
        "มาแล้วค่ะ ข้าวต้มไก่"
        กรองแก้วมองแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อกตามมาด้วยเสียงท้องร้องโครก
        พุฒิภัทร ยิ้มๆ "เอ้า..หิวจริงๆด้วย..นางสาวศรีสยามนี่ท้องร้องดังเหมือนกันนะ รีบรับประทานเลย " พุฒิภัทรเลื่อนชามให้
        กรองแก้วพนมมือไหว้ "ขอบพระคุณคุณชายหมอมากค่ะ"
        พุฒิภัทรประชด "ไหว้ชั้นมาหลายรอบแล้วนะ ทีหลังขอดอกไม้ธูปเทียนด้วย"
        กรองแก้วพาซื่อ "แถวริมถนนตรงวังน้อย มีคนขายพวงมาลัย แต่แก้วไม่ทราบว่ากลางคืนเขาจะขายหรือเปล่า เดี๋ยวแก้วจะซื้อมาไหว้คุณชาย คุณชายคงไม่รังเกียจว่าเป็นของริมทาง..”
       "ชั้นประชด!”
        กรองแก้วจ๋อย เธอทำตาปริบๆ พุฒิภัทรมองแบบข่มขวัญ กรองแก้วหลบตาแล้วรีบก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ พุฒิภัทรตักกินเป็นเพื่อนพอเป็นพิธี แล้วเขาก็นั่งมองกรองแก้วเพลินๆ
        กรองแก้วกินอย่างหิวโหยจนเกือบหมด พุฒิภัทรรอจนเห็นเธออิ่มแล้วก็ยื่นน้ำให้ กรองแก้วพนมมือไหว้อีก พุฒิภัทรทำหน้าเซ็ง กรองแก้วดื่มน้ำ
        พุฒิภัทรมองแล้วถามขึ้นลอยๆ
       "คุณจะไม่บอกผมซักคำหรือ ว่าจะไปทำอะไรที่อยุธยา"
       กรองแก้วแทบสำลักแล้วก็นิ่งไป
        "ชั้นมีสิทธิ์จะรู้ ไม่ใช่เหรอ เธอจะไปอยุธยาทำไม กลับบ้านหรือ"
        กรองแก้วเงยขึ้นมาแล้วทำหน้าเยือกเย็น "คุณชายอย่ารู้เลยค่ะ"
        พุฒิภัทรฉุนกึก "แก้ว..เธอพูดจาไม่มีกริยาเลย เธอทำให้ชั้นโกรธแล้วนะ"
        กรองแก้วอึ้งจนซีด น้ำตาของเธอปริ่มออกมาอีก
        พุฒิภัทร ทำใจแข็งแล้วดุเพิ่ม "ไม่ต้องมาร้องไห้ ถ้าเธอไม่บอก ฉันจะกลับ แล้วทิ้งให้เธอช่วยล้างชามอยู่ที่นี่เดี๋ยวนี้"
        กรองแก้วนิ่ง
        พุฒิภัทร ลุก "ฉันไปจริงๆนะ"
        "แก้ว..แก้วจะไปดูพ่อ พ่อเป็นอะไรก็ไม่ทราบ ตอนค่ำ..พูดๆโทรศัพท์อยู่..ก็เหมือน..เหมือนล้มไป แล้ว..แก้วได้ยินลุงกำนันพูดว่า..พ่อชัก..”
        พุฒิภัทรผงะ "นี่..นี่พ่อเธอป่วยหรือ"
        "ค่ะ..ลุงกำนันคงจะพาพ่อไปโรงพยาบาลแล้ว..เป็นถึงกำนัน..คงไม่..ใจดำจนเกินไป..”
        "แล้วทำไม เธอไม่เอาพ่อมารักษาที่กรุงเทพฯ พามาที่โรงพยาบาลฉันก็ได้"
        "แก้ว แก้วไม่มีเงินนี่คะ พ่อต้องผ่าตัด คงต้องมาอยู่กรุงเทพกัน แล้วก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเยอะแยะ แต่เราจนมากค่ะ แก้วถึงต้องมาประกวดนางงามแบบนี้ไงคะ"
        "นี่หมายความว่า...เรื่องที่เธอให้สัมภาษณ์บนเวที เป็นเรื่องจริงงั้นหรือ"
        กรองแก้วผงะ มองหน้าพุฒิภัทรอย่างปวดร้าว
       "นี่...คุณชายคิดว่าฉันกุเรื่องขึ้นมาหรือคะ" กรองแก้วมองด้วยสายตาแค้นใจ "จริงสินะ สำหรับคุณ ชั้นก็คงเป็นแค่ผู้หญิงที่อยากโชว์ขาอ่อน แล้วก็แต่งเรื่องน่าสงสาร มาให้คณะกรรมการสงสาร จะได้ได้มงกุฎ แล้วจะได้ขายตัวได้ราคาสูงๆ ให้ท่าน...มันก็เท่านั้นเอง"
        กรองแก้วหันหน้าแล้วเดินตัวตรงออกไปด้วยท่าทางรักในศักดิ์ศรี
        พุฒิภัทรอึ้ง พอได้สติเขาก็รีบเดินตาม
      
        "แก้ว ฉัน..ฉันขอโทษ"

       ใบบัวเดินลิ่วมาตามทางเพื่อจะกลับไปที่รถ อิงอรเดินจ้ำตามมาขวางหน้าไว้
      
        “คุณใบบัว คุณจะไปไหน” อิงอรถาม
        “หลบไป” ใบบัวสั่ง
        “เข้าใจหน่อยสิ ชั้นก็อยากส่งตัวยัยแก้วไปให้ท่านมากพอๆ กับคุณ แล้วชั้นจะเอายัยแก้วไปซ่อนเพื่ออะไร”
        “หล่อนคิดจะทำลายชั้น ทำให้ชั้นเสียคำพูดกับท่าน แล้วหล่อนก็จะได้ขึ้นมาประกบท่านแทนที่ชั้น..รู้ไว้ด้วยนะ..ถ้าชั้นไม่แน่จริง อยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอก”
        “สอพลอเอาความดีความชอบ แล้วโยนขี้ใส่ร้ายทุกคน..อย่างนี้เหรอที่เรียกว่าแน่จริง..แหวะ” สุนันท์ว่า
        “ปากดีนักนะแก!”
        ใบบัวเงื้อมือจะตบ
        สุนันท์กรีดร้อง “อ๊าย ป้าจะทำไมแม่หนู เจอกะหนูก่อนเถอะ”
        สุนันท์เงื้อมือพร้อมตบสู้ คนของท่านพินิจที่มากับใบบัวขยับมาขวาง แล้วจับสุนันท์ล็อคตัวหันหน้าให้ใบบัวตบดังเพี๊ยะ!
        “นังเด็กเมื่อวานซืน” ใบบัวว่า
       อยู่ๆ ไกรฤกษ์ก็โผล่มาจากด้านหลัง แล้วกระโดดถีบสมุนพินิจจนหน้าคว่ำไปทันที สมุนอีกคนเข้ามาจะเล่นงาน ไกรฤกษ์สู้
        “เอากุญแจรถมา “
        ใบบัวดึงกุญแจรถจากสมุนของพินิจมาแล้วจะรีบไป อิงอรกับสุนันท์พุ่งเข้ามาช่วยกันยื้อแย่งกุญแจรถจากใบบัว
        “ชั้นไม่ให้ไป” อิงอรบอก
        “ปล่อยชั้นนะ อีพวกไพร่” ใบบัวด่า
        “กล้าด่าชั้นเหรออีคุณนาย” สุนันท์กัดมือ
        “โอ๊ย!!”
        ใบบัวร้องลั่น ทำกุญแจหล่น สุนันท์คว้าได้ก็รีบเขวี้ยงทิ้งไปให้ไกลที่สุด
        “อีครอบครัวนรก...ชั้นจะไปฟ้องท่าน!!”
        ใบบัวคำรามวิ่งหนีสุดชีวิต อิงอรกับสุนันท์รีบวิ่งตาม
      
        กรองแก้วเดินนำมาที่รถ พุฒิภัทรรีบตามมาเพราะอยากจะคุยด้วย
        “แก้ว คือ...ชั้นไม่ได้ตั้งใจจะพูดอย่างนั้น”
        “คุณชายไม่ต้องใส่ใจแก้วหรอกค่ะ ..ตำแหน่งนางสาวศรีสยาม ก็เป็นแค่ภาพลวงตา..แท้จริงแล้ว แก้วก็เป็นแค่นางสาวกรองแก้ว ลูกภารโรงจนๆคนนึง เทียบไม่ได้เลยกับ..คุณชายพุฒิภัทร แห่งราชวงศ์จุฑาเทพ..ที่คุณชายดูถูกแก้ว มันก็สมควรแล้ว”
       “แก้ว…”
       “ขอบคุณนะคะที่ช่วยตอกย้ำให้แก้วอยู่กับความเป็นจริง แก้วจะได้ไม่ลืมตัว”
       พุฒิภัทรหน้าซีด “ชั้นผิดเอง ชั้น...ดูถูกผู้หญิง ชั้น...นิสัยไม่ดี ชั้นขอโทษ”
        กรองแก้วยกมือไหว้ “แก้วสิคะ ต้องเป็นคนขอโทษ ที่ทำให้เกียรติของคุณชายต้องมามัวหมองเพราะแก้ว ทางที่ดีคุณชายอย่าไปส่งแก้วเลย แก้วไม่อยากรบกวน”
        พุฒิภัทรคว้ามือกรองแก้วไว้แล้วดึงกลับมา
        “แก้ว...หยุดนะ หยุด!”
        กรองแก้วสะบัดแล้วดิ้นรนจะวิ่งหนีไปท่าเดียว พุฒิภัทรดึงกลับมาแล้วจับไว้แน่นด้วยสองมือ
        พุฒิภัทร ชักมีอารมณ์จึงพูดเสียงดังขึ้น “ชั้นขอโทษๆๆๆ เธอได้ยินมั้ย..จะต้องให้ชั้นพูดอีกกี่ครั้ง เธอถึงจะยอมรับฟัง”
        กรองแก้วมองอย่างเจ็บปวดและหยิ่งทระนง
       พุฒิภัทรมองอาการของกรองแก้วแล้วก็อ่อนลง “ชั้นขอโทษ ให้อภัยชั้นนะแก้ว”
       กรองแก้วเงียบงัน เชิดหน้าแต่น้ำตาไหลริน
       พุฒิภัทรถอนใจ เขาไม่รู้จะทำยังไงดีเพราะไม่คุ้นกับการเจรจากับเพศหญิง พุฒิภัทรยืนนิ่งงงๆ แล้วตัดสินใจเปิดประตูรถ
        “ขึ้นรถสิ”
      
       กรองแก้วทำตัวมึนชา ก่อนจะเดินขึ้นไปนั่งรถท่าทีเยือกเย็นแต่สงบเสงี่ยม


  


       ขณะเดียวกัน รถแท็กซี่แล่นมาจอดหน้าบ้านพินิจ ใบบัวรีบลงจากรถแล้วไปกดกริ่งหน้าบ้าน สักพักแท็กซี่อีกคันก็แล่นตามมาจอด อิงอรกับสุนันท์รีบกระโดดลงจากรถคันที่ตามมา
      
        “หยุดนะอีใบบัว!” อิงอรแผเสียงดังลั่น
        อิงอรกับสุนันท์เข้าไปกระชากใบบัวให้ออกมา สามคนยื้อยุดฉุดกระชากกัน ใบบัวโดนรุมดึงจนเสื้อผ้าฉีกขาดแต่ก็สู้ขาดใจ เธอทั้งดึงผม ทุบ หยิก ข่วน และถีบสะเปะสะปะจนเกิดเสียงดังเอะอะโวยวาย
        ในที่สุดประตูก็เปิดออก พินิจและบ่าวชาย 2 คนเดินออกมา
        “ใบบัว อิงอร อะไรกัน!!”
        อิงอรกับใบบัวเข่าอ่อนและทรุดลงทันที
      
        กรองแก้วเดินอย่างเร่งรีบมาตามทางเดินในโรงพยาบาลที่อยุธยา ตลอดทางมีผู้ป่วยกับญาติผู้ป่วยนั่งและนอนกันระเกะระกะ บางคนไม่มีเตียงก็ปูเสื่อกับพื้น บางคนก็นั่งร้องครวญคราง กรองแก้วเดินเข้ามาในห้องคนไข้รวมที่อยู่ในหอผู้ป่วยหนัก เธอเดินมองหาจนกระทั่งเจอเตียงที่พ่อนอนอยู่
        “พ่อ…แก้วอยู่นี่ แก้วมาหาพ่อแล้ว”
        พ่อกรองแก้วนอนหลับไม่ได้สติ
        “คุณเข้ามาได้ยังไง หมดเวลาเยี่ยมแล้วนะ เชิญด้านนอก” พยาบาลบอก
        “พ่อ...นี่พ่อของแก้วนะคะ”
        “คุณ นี่คุณ...นางสาวศรีสยามใช่ไหมคะ” พยาบาลทำตาโต
        “พ่อ…พ่อจ๋า..พ่อได้ยินแก้วมั้ยจ๊ะ”
        กรองแก้วกอดพ่อแล้วก็น้ำตาไหล พุฒิภัทรมองแล้วก็ใจอ่อนลงไปอีก
        “คุณพยาบาล ทำไมพ่อนอนนิ่งเลย เมื่อไหร่พ่อถึงจะฟื้นคะ” กรองแก้วถาม
       “คนไข้สลึมสลือเพราะฤทธิ์ยาน่ะค่ะ กว่าจะฟื้นก็คงพรุ่งนี้เช้าเลย” พยาบาลบอก
       “ผมว่าคุณกลับไปพักผ่อนก่อนดีกว่านะครับ แล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่” พุฒิภัทรเสนอ
        “ไม่ค่ะ แก้วจะอยู่กับพ่อ พอพ่อตื่นขึ้นมาจะได้เห็นหน้าแก้วเป็นคนแรก”
        “อย่าดื้อสิแก้ว เรากำลังรบกวนคนไข้คนอื่นอยู่นะ” พุฒิภัทรบอก
        “แต่แก้ว..”
        พุฒิภัทร ทำท่าจริงจังก่อนจะอ่อนโยนลงอีกครั้ง “คุณยิ่งทำอย่างนี้ พ่อจะยิ่งไม่สบายใจนะ..เชื่อผมนะแก้ว อยู่ตรงนี้ คุณก็ช่วยอะไรพ่อไม่ได้ เผลอๆจะเอาเชื้อมาติดพ่อให้อาการยิ่งทรุดลงไปอีก..คุณไม่กลัวเหรอ”
       กรองแก้วหน้าซีดและมองพ่อด้วยความห่วงใย
      
       พุฒิภัทรกำลังคุยกับแพทย์เจ้าของไข้ที่ห้องทำงานของหมอ
        หมอเอาแผ่นเอ็กซเรย์ให้ดู “ก้อนเนื้องอกของนายกิตติขยายใหญ่ขึ้นมากเลยครับ..เกือบจะเป็นเท่าตัวจากที่ตรวจครั้งที่แล้ว...”
       “ปล่อยไว้นานกว่านี้ ไม่ดีแน่” พุฒิภัทรบอก
        “ผมกำลังพยายามติดต่อโรงพยาบาลที่พระนครแล้ว..แต่ยังรอคำตอบอยู่ แพทย์ที่ชำนาญเรื่องสมองก็มีน้อย คิวก็เลยยาวมาก ตอนนี้ เราก็ได้แต่รักษาไปตามอาการ” หมอส่งแฟ้มให้
        พุฒิภัทรหยิบแฟ้มมาดูแล้วเดินไปหน้าห้องเพื่อมองหากรองแก้ว กรองแก้วยืนร้องไห้เพราะเป็นห่วงพ่อโดยเกาะขอบประตูอยู่ที่หน้าห้องพักคนไข้ พุฒิภัทรยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกรักและสงสาร
        พุฒิภัทร ตัดสินใจจะช่วยเหลือกรองแก้วจึงเดินกลับมาหาหมอ “ส่งตัวคนไข้เข้าพระนครได้ไหมครับ ผมจะรับเป็นคนไข้ของผมเอง ผมคือนายแพทย์พุฒิภัทร จุฬาเทพ”
       “ครับๆ ผมรู้จักคุณหมอดีครับ” หมอดีใจ “ได้สิครับ”
      
        กรองแก้วมองหน้าพุฒิภัทรอย่างตกตะลึง
        “ไม่ค่ะ ไม่ได้”
        พุฒิภัทรงง “อะไรนะ?”
        “คุณชายช่วยเหลือแก้วมากแล้ว แต่ครั้งนี้ มันมากเกินไป แก้วไม่อยากให้คุณชายเดือดร้อน”
        “เดือดร้อนอะไร” พุฒิภัทรถาม
        “เอ่อ ก็…”
        พุฒิภัทร ชักจะน้อยใจ “นี่เธอปฏิเสธความช่วยเหลือของชั้น..งั้นเหรอ”
        กรองแก้วตกใจเพราะกลัวโดนดุอีก “คุณชายเป็นคนดี มีเมตตา แก้วไม่ลืมพระคุณแน่ๆ แต่..คุณชายก็ทราบว่าแก้วกำลังเผชิญกับอะไร คนที่กำลังล่าตัวแก้ว คือใคร..ถ้าเขารู้ว่าคุณชายช่วยเหลือแก้ว คุณชายจะมีปัญหา”
       พุฒิภัทรไม่แคร์เรื่องนั้นเลยแม้แต่นิด “เธอไม่อยากให้พ่อหายเหรอ”
        “อยากค่ะ แต่แก้วก็…เป็นห่วงคุณชายด้วย”
        พุฒิภัทร อึ้งเพราะคิดไม่ถึง “แก้ว…”
        กรองแก้วพูดจริงจัง “ถ้าพ่อหาย แล้วคุณชายต้องลำบาก ทั้งแก้วและพ่อต้องรู้สึกผิดไปจนตายแน่ๆ...มันจะต้องมีหนทางที่แก้วจะรักษาพ่อได้ และไม่ทำให้คุณชายเดือดร้อนสิคะ มันจะต้องมี”
        พุฒิภัทรนิ่งขรึมเพราะรู้ดีว่ากรองแก้วไม่เปลี่ยนใจแน่
        “ชั้นเปลี่ยนใจเธอไม่ได้เลยใช่มั้ยแก้ว”
      
        กรองแก้วนิ่งในท่าทีอันแน่วแน่


  


       ด้านใบบัวบีบน้ำตาตัดพ้อสุดๆ ต่อหน้านายพลพินิจ
      
        “ใบบัวก็แค่สงสัยว่าทำไมหนูแก้วไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลสักที…มันต้องมีอะไรแปลกๆ สมัยนี้พวกยี่ปั๊วซาปั๊วไว้ใจไม่ได้ ก็เลยมาแอบดู”
       “มาแอบดูเหรอ แต่พฤติกรรมยังกับขโมย” อิงอรว่า
       “แต่ใบบัวก็ไม่ได้ทำอะไรนะคะ เพราะแม่กรองแก้วหายตัวไปซะก่อน”
        “แก้วหายตัวไป..หมายความว่ายังไง..หายไปไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่” พินิจถาม
        “ตอบท่านไปสิ” ใบบัวโยนไปทางอิงอร
        อิงอรอ้ำอึ้ง “คือ..”
        “อย่าบอกนะว่าพวกคุณปล่อยให้แก้วหายโดยที่ไม่มีใครรู้เรื่อง!! คุณอิงอร คุณใบบัว ผมถามพวกคุณทั้งสองคน!!”
       ใบบัวกับอิงอรอ้ำอึ้ง “เอ่อ คือ”
        ใบบัวรีบชิงออกตัวก่อน “ท่านขา แม่อิงอรรับปากกับใบบัวมาอย่างไร ใบบัวก็มาบอกท่านอย่างนั้น ส่วนหนูกรองแก้วจะหายไปไหน หายไปได้ยังไง ต้องถามคนที่ทำหน้าที่ดูแลสิคะ”
       “เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย คุณถึงส่งตัวยัยกนกลักษณ์มาขัดตาทัพผมก่อน” พินิจถาม
        “แม่กนกลักษณ์ ยัยรองอันดับหนึ่งถูกส่งมา...อุ๊ยตาย เห็นมั้ยคะ เรื่องนี้ใบบัวก็ไม่ทราบ คุณอิงอรทำอะไรไม่เคยหารือกันเลย”
        “เอ่อ คือ…” อิงอรคิดหาทางรอดสุดชีวิต “ท่านขา อย่าลืมสิคะว่าหนูแก้วเป็นนางสาวศรีสยาม เงินรางวัลก็ยังไม่ได้รับ งานในหน้าที่ก็ยังมี หนูแก้วไม่ได้หนีไปไหนหรอกค่ะ”
       พินิจฉุน “แล้วอยู่ที่ไหน!! เมื่อไหร่ชั้นถึงจะได้ดูแลหนูแก้ว!!”
       ใบบัวใส่ไฟ “เงินก็รับไปแล้ว ถ้าไม่ได้ตัวหนูแก้วมา ท่านขายหน้าแย่ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น”
        “แหม..ท่านคะ..แม่แก้วไม่หายไปไหนก็ไม่หายสิคะ” สุนันท์แถๆ “คุณแม่ก็แค่ปกป้องแม่แก้วเอาไว้เพื่อท่านนั่นแหละค่ะ..พอดีเราทราบว่ามีแมวขโมยใจชั่วคิดจะมาขโมยแม่แก้ว เอาไปขายต่อหลายๆทอดน่ะค่ะ..นางงามคนสวย ยังบริสุทธิ์ผุดผ่อง ใครๆก็อยากได้..อย่างเจ้าสัวซ้งไงคะ..เอ๊ะ รู้สึกว่าเจ้าสัวจะสนิทกับคุณใบบัวด้วยนี่คะ”
       “พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” ใบบัวไม่พอใจ
       “อุ๊ยตาย ทำไมต้องหน้าซีดด้วยคะคุณใบบัว” อิงอรพูดกระทบ
        “ไม่ใช่นะคะท่าน นังพวกนี้มันใส่ร้ายใบบัว ใบบัวไม่เคยคิดจะส่งแม่กรองแก้วให้ใครอื่นเลยนอกจากท่าน”
       “อ้าว ไม่ใช่ก็ไม่ต้องร้อนตัวสิคะ” สุนันท์บอก
       “แก..นังตอแหล” ใบบัวโกรธ
       พินัจตวาดเสียงดัง “หยุด!!”
       ใบบัวกับอิงอรพูดพร้อมกัน “ท่านต้องเชื่อ...”
        “ชั้นไม่เชื่อใครทั้งนั้น!!” พินิจบีบปากทั้งอิงอรและใบบัว “ถ้าชั้นจับได้ว่า มันไม่ใช่อย่างที่พวกเธอพูดออกมา สักคำเดียว พวกเธอจะไม่มีลิ้นเอาไว้พูดอีกแน่” พินิจปล่อยมือจากทั้งสองคน แล้วหันมา กระชากสุนันท์ไปบีบปากอีกคน “ถ้าที่เธอพูดเป็นเรื่องจริง แสดงว่าชั้นจะต้องได้พบหนูแก้วเร็วๆนี้ ถูกไหม”
        สุนันท์มองตอบอย่างท้าทายและยั่วยวนเหมือนพร้อมเล่นกับไฟ พินิจมองหน้าแล้วเผลอเลื่อนสายตาลงมามองที่หน้าอกของสุนันท์ก่อนจะปล่อยมือออก
      
        “ไป ออกไปเอาตัวหนูแก้วมา”


  


       กรองแก้วนั่งพิงพนักเก้าอี้โดยเอาเข่าขึ้นมากอดในสภาพอิดโรย พุฒิภัทรถือยาและแก้วน้ำเข้ามายื่นให้
      
        “ยาแก้อักเสบกับแก้ปวด..กินซะ..แผลที่ขาของเธอยังไม่หายดี”
        กรองแก้วมองหน้าอย่างงงๆ แล้วยกมือไหว้ “ขอบคุณค่ะ” กรองแก้วรับยามากิน
       “เธอนี่เก่งจริงๆ ทั้งวิ่งทั้งลุยมาถึงนี่ ไม่ร้องเจ็บร้องปวดเลยสักคำ”
        “เพราะแก้วลืมตัวมั้งคะ”
       “แล้ว…คุณจะนั่งรอตรงนี้ทั้งคืนแน่เหรอ”
       “ค่ะ เผื่อว่าพ่อตื่นมากลางดึก แก้วจะได้รีบเข้าไปดูแลพ่อ”
       พุฒิภัทร นั่งลงข้างๆ “งั้น...ฉันก็จะนั่งอยู่เป็นเพื่อนเธอ”
       “คุณชาย...คุณชายไม่ต้องห่วงนะคะ แก้วอยู่คนเดียวได้..คุณชายกลับเถอะค่ะ”
        พุฒิภัทร หันมามองหน้าอย่างเอาเรื่อง “เธอแค่ใช้ให้ฉันขับรถมาส่ง พอหมดประโยชน์แล้ว ก็ไล่ฉันกลับงั้นเหรอ?”
       กรองแก้วตกใจจึงลุกพรวด “ไม่ใช่นะคะ”
        “งั้นก็ให้ฉันอยู่ด้วยสิ”
       “แต่...คุณชายจะอยู่ได้ยังไง นั่งเก้าอี้ทั้งแข็งทั้งไม่สบาย เมื่อยตายเลย ยุงก็กัดด้วย”
       “คุณเป็นผู้หญิง ถ้าคุณทนได้ ผมก็ทนได้”
       “จะดีหรือคะ”
       พุฒิภัทร ตอบทันที “ดีสิ”
        กรองแก้วนั่งลงใหม่เพราะไม่รู้จะพูดว่าอะไร เธอนั่งยกขาขึ้นมากอดไว้เหมือนเดิมโดยเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ พุฒิภัทรแอบมองหน้ากรองแก้วแล้วก็รู้สึกว่ากรองแก้วสวย น่ารัก น่าเอ็นดูมาก
       กรองแก้วหันมา พุฒิภัทรรีบหันกลับเพื่อหลบหน้า เขารีบมองตรงไปนิ่งๆ แล้วเอนหัวพิงพนักเก้าอี้โดยมีแววตาสับสนเพราะขัดแย้งในความรู้สึกไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไร
        กรองแก้วไม่ได้ใส่ใจอะไร เธอนั่งพิงพนัก ตาเหม่อลอยก่อนจะค่อยๆ ปรือลง สักพักพุฒิภัทรก็รู้สึกว่าหัวของกรองแก้วเอียงมาซบที่บ่าของเขา พุฒิภัทรหันไปมองก็เห็นกรองแก้วหลับ พุฒิภัทรอมยิ้มอย่างเอ็นดู
       กรองแก้วขยับๆ เพราะหลับไม่ค่อยสบายแล้วเธอก็ไหลลงมาลงนอนบนตักพุฒิภัทร พุฒิภัทรขยับจัดท่าให้เพื่อให้กรองแก้วนอนสบายที่สุด กรองแก้วนอนหลับบนตักพุทธิภัทร
       พุฒิภัทรอยากจะลูบศีรษะให้แต่ก็เขินและกลัวไม่งาม จึงไม่กล้าทำ เขาได้แต่มองหน้ากรองแก้วอยู่อย่างนั้น แล้วอยู่ๆ กรองแก้วก็พลิกตัวแล้วหันหน้าเข้าไปหาท้องของพุฒิภัทรก่อนจะซุกหน้าเข้าไปใกล้ท้องพุฒิภัทร
       “เฮ้ย...” พุฒิภัทรผงะ เขานั่งยกมือตัวเกร็ง
        กรองแก้วหลับอยู่ในท่านั้น
        พุฒิภัทรนั่งตัวแข็งทื่อหน้าเหวอเพราะทำตัวไม่ถูก
      
        เช้าวันใหม่ พยาบาลเข็นรถเข็นเครื่องมือแพทย์ผ่านหน้าม้านั่งที่กรองแก้วนอนหลับบนตักพุฒิภัทร ซึ่งตอนนี้กรองแก้วนอนตัวขดหันหน้าออกด้านนอก พุฒิภัทรนั่งพิงพนักทื่อๆ ตัวแข็ง และไม่ได้หลับทั้งคืน สักพักกรองแก้วก็ลืมตาตื่น
        กรองแก้วลืมตาตื่นมาพบตัวเองนอนอยู่บนตักพุฒิภัทรก็ตกใจ
       “อุ๊ย”
        กรองแก้วสะดุ้งแล้วรีบลุก
        “คุณชาย..แก้ว..แก้วขอโทษค่ะ”
        พุฒิภัทร ยิ้ม “หึๆ ไม่เป็นไร”
        “คุณชาย..นั่งอย่างนั้นทั้งคืนเลยเหรอคะ โถ น่าจะปลุกแก้ว ไม่น่าต้องลำบาก”
        พุฒิภัทร ยิ้ม “หึๆ สบาย”
        “แล้วคุณชายได้หลับบ้างมั้ยคะ”
        พุฒิภัทร ยิ้ม “หึๆ ไม่ต้องห่วง”
        กรองแก้วเห็นพยาบาลเข็นคนไข้คนอื่นออกมา “พ่อต้องตื่นแล้วแน่ๆ เข้าไปดูพ่อกันเถอะค่ะ”
        พุฒิภัทรที่นั่งเกร็งอยู่ลุกขึ้นมาแล้วก็รู้สึกว่าขาเป็นเหน็บจึงยืนอย่างยากลำบาก พุฒิภัทรเข่าทรุดเพราะความชาจนเซถลำไปข้างหน้า “โอ๊ะ”
        กรองแก้วหันมาเห็นก็รีบผวาเข้าไปรับ “ระวังค่ะ”
        พุฒิภัทรกอดแก้วไว้เต็มตัวเพื่อยึดเป็นหลักจนทั้งสองอยู่ในท่ากอดกัน ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกใจอยู่ครู่นึง
        พุฒิภัทร ตั้งสติแล้วก็ทรงตัวตรง “ขอโทษที ผม…เหน็บกิน”
        “โธ่..คุณชาย..น่าสงสารจัง ไหวไหมคะ”
        “ไหวสิ” พุฒิภัทรพยายามจะเดินแต่ขายังเป๋ “อูย...โอเค…ดีขึ้นละ”
        ทั้งสองคนมองหน้ากันแล้วก็อดขำออกมาไม่ได้
      
        กรองแก้วประคองพุฒิภัทรเดินมาที่หน้าห้องคนไข้แล้วก็พบว่าพวกหมอและพยาบาลกำลังวิ่งวุ่นเข้าออกห้องเป็นการใหญ่ราวกับมีเคสฉุกเฉิน กรองแก้วเดินเร็วขึ้นอย่างไม่รู้ตัวพอไปถึงหน้าห้อง พวกพยาบาลก็เร่งรีบเข็นเตียงที่กิตตินอนสวนออกไปอย่างรวดเร็ว กิตติมีสายห้อยต่อเครื่องช่วยหายใจระโยงรยางค์ไปหมด
        “พ่อ..พ่อเป็นอะไรคะ..”
        กรองแก้วรีบวิ่งตาม
        “เมื่อเช้า คุณกิตติความดันเลือดลดต่ำกะทันหัน และมีอาการชักค่ะ ดิฉันยังบอกอะไรมากไม่ได้ แล้วจะรายงานให้ทราบเป็นระยะนะคะ” พยาบาลบอก
        พยาบาลรีบผละออกไป
        “พ่อ”
        พุฒิภัทร จับไว้ “คุณแก้ว”
        “พ่อ..พ่ออย่าเป็นอะไรนะ พ่อต้องอยู่กับแก้วนะคะ พ่อ”
      
       กรองแก้วร้องไห้สะอึกสะอื้น แล้วเผลอกอดพุฒิภัทรโดยไม่รู้ตัว พุฒิภัทรเป็นห่วงกรองแก้วมาก กอดปลอบอย่างอ่อนโยน
ตอนที่ 5
      
       มารตีในชุดสีสดเดินฉับๆ มาตามทางในโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ เพียงพรที่ดูชาร์จคนไข้อยู่ที่วอร์ดหันมามองแล้วเท้าสะเอว
      
       “นี่ ทำไมไม่ใส่เครื่องแบบ คุณมารตี วันนี้คุณต้อง...”
       มารตีดักคอ “อ่ะ อีกสิบนาที ถึงจะเป็นเวลาเข้าเวรของดิฉัน เดี๋ยวชั้นเปลี่ยนเสื้อผ้าแป๊บเดียว..กรุณาบ่นให้เป็นเวล่ำเวลาบ้างนะคะคุณพยาบาลเพียงพร”
       พยาบาลบางคนแอบหัวเราะคิกคักที่เพียงพรเจอสวนเข้าบ้าง
       “เห็นพี่ชายภัทรมั้ยคะคุณเพียงพร” มารตีถาม
       “นี่เป็นเวลางานของดิฉัน กรุณาถามให้มันรู้เวล่ำเวลาบ้างนะคะ”
       พูดจบเพียงพรก็เดินไปทำงานต่อ
       มารตีเซ็ง ทันใดนั้นช้อยก็โผล่ออกมาจากมุมหนึ่งแล้วกวักมือเรียกมารตี
       “คุณมารตีคะ…มานี่ค่ะๆๆ”
      
       มารตียื่นแบงก์ยี่สิบให้ช้อย
       “ถ้าข่าวของแกไม่คุ้มค่าเงินชั้น เจอดีแน่นังช้อย”
       “เมื่อคืนนี้ ยัยกรองแก้วย้ายออกไปจากโรงพยาบาลแล้วค่ะ” ช้อยรายงาน
       “แล้วยังไง”
       “ก็พอยัยคุณแก้วดำริว่าจะออกจากโรงพยาบาลปุ๊บ คุณชายหมอก็มาพอดีปั๊บ ยังกับปาฏิหาริย์ มาเซ็นกริ๊ก แล้วยัยคุณแก้วก็ออกไป”
       “พี่ชายก็คงอยากจะไล่มันออกไปเร็วๆน่ะสิ”
       “แต่..พอเซ็นปุ๊บ..ทั้งนังแก้วทั้งคุณชายหมอก็หายตัวไปปั๊บเลยค่ะ แล้วเช้าวันนี้คุณชายหมอไม่มา ไม่บอก ไม่มีใครรับทราบ ติดต่อก็ไม่ได้...คุณมารตีว่ามันแปลกไหมล่ะคะ”
       “ปกติลาป่วยลากิจ พี่ชายภัทรยังแทบจะไม่เคยลาเลย..และถึงจะไม่ใช่เวรของตัวเอง พี่ชายภัทรก็มักจะเข้ามาช่วยคนอื่นเสมอ”
       “ข่าวของช้อยคุ้มค่าเงินมั้ยล่ะคะ”
       แววตาของมารตีวาววับ เริ่มระแวงสองคน
      
       หมอเดินออกมาจากห้องฉุกเฉิน กรองแก้วที่กระวนกระวายอยู่แถวนั้นรีบพุ่งเข้าไปหาหมอทันที “หมอคะ พ่อ..พ่อเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ตอนนี้คนไข้ปลอดภัยแล้ว เอ่อ แต่..” หมออึกอัก
       “แต่..แต่อะไรคะ”
       “คนไข้มีอาการดื้อยา ทำให้เนื้องอกในสมองคนไข้ขยายใหญ่ขึ้น โชคยังดีที่เนื้องอกไม่ไปกดทับประสาทสำคัญๆอะไร”
       “ถ้าอย่างนั้น ส่งตัวเข้ากรุงเทพฯ วันนี้เลยครับ ผมจะอาสาดูแลต่อให้เอง” พุฒิภัทรรีบบอก
       “เกรงว่าจะไม่ได้ครับคุณชายหมอ ตอนนี้ร่างกายคนไข้อ่อนแอมาก ความดันก็ไม่คงที่ คงต้องให้ยารักษาไปตามอาการที่เกิดขึ้นก่อน แล้วรอสังเกตการณ์ผล วันต่อวัน ชั่วโมงต่อชั่วโมง จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีอาการแทรกซ้อนอะไร” หมอพูด
       “นี่...พ่อแก้วอาการหนักขนาดนั้นเลยเหรอคะ” กรองแก้วกังวล
       “คุณพอจะประเมินเบื้องต้นได้ไหมรับว่า จะให้เวลานานแค่ไหน” พุฒิภัทรถาม
       หมอส่ายหน้า “ผมบอกไม่ได้จริงๆ ครับ”
       “หมายความว่ายังไงคะ ถ้าพ่ออาการไม่ดีขึ้น ก็ต้องนอนรักษาที่นี่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้ผ่าตัด ไม่ได้รักษา แล้วโอกาสที่พ่อจะหายกลับมาเป็นปกติ ยังมีอยู่อีกไหมคะ มีไหมคะคุณหมอ มีไหมคะคุณชาย...คุณชายบอกแก้วสิ!”
       พุฒิภัทรหนักใจเพราะเขาเองก็ให้คำตอบไม่ได้
      
       กิตตินอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงที่อยู่ในห้องปลอดเชื้อ กรองแก้วได้แต่ยืนมองอยู่ด้านนอก เธอจ้องกิตติและน้ำตาไหลจนแทบไม่เหลือน้ำตา พุฒิภัทรห่วงใยกรองแก้ว
       “แก้ว...แก้วจะทำยังไงต่อไป” พุฒิภัทรถาม
       “แก้วไม่ทราบค่ะ”
       “กลับพระนครก่อนดีไหมแก้ว”
       “ไม่ค่ะ แก้วจะอยู่กับพ่อ จนกว่าพ่อจะหายดี” กรองแก้วเพิ่งนึกได้ “อ้อ ใช่ คุณชาย..แก้วขอโทษนะคะ แก้วลืมไปเลยว่าคุณชายต้องกลับไปทำงาน..คุณชายจะกลับเลยมั้ยคะ แก้วจะเดินไปส่ง”
       “แล้วแก้วจะอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       “อยุธยาเป็นบ้านเกิดแก้วนะคะ”
       “ชั้นรู้ แต่ชั้นหมายถึง ตอนนี้แก้วไม่ใช่กรองแก้วคนเดิมแล้ว แต่เป็นนางสาวศรีสยามที่ใครๆก็รู้จักและจำแก้วได้ทั้งนั้น”
       “ค่ะ”
       “แก้ว..แก้วลืมไปแล้วเหรอว่าคนที่เราหนีเขามา..เขาเป็นใคร..เขาคือผู้มีอิทธิพลที่สุดในบ้านเมืองตอนนี้..เขาอยากได้อะไร หรืออยากได้ใคร ต้องได้ทุกอย่าง..ป่านนี้เขาก็อาจจะกำลังพลิกแผ่นดินตามหาแก้วอยู่ก็ได้”
       “ถ้าเช่นนั้น ทำไมแก้วต้องกลับไปพระนครอีก แก้วก็อยู่ให้ห่างจากเขาที่นี่ ไม่ดีกว่าเหรอ”
       “อยู่ห่างไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยนะแก้ว..ท่านพินิจมีหูมีตาแทรกซึมอยู่ไปทั่วทั้งแผ่นดิน แก้วคิดว่าเขาจะหานางสาวศรีสยามไม่เจอเหรอ..แล้วแก้วคิดว่าแก้วคนเดียว จะดูแลตัวเองได้อย่างนั้นหรือ..พ่อแก้วอีก..ถ้าพวกนั้นรู้เรื่องพ่อแก้ว..ชั้นห่วงว่าพ่อแก้วจะลำบากไปด้วย”
       “แล้ว..แล้วแก้วควรจะทำยังไง..แก้วไม่อยากทิ้งพ่อไปอีกแล้ว แก้วอยากอยู่กับพ่อ”
       “แก้วต้องเลือก..ถ้าแก้วเลือกจะอ่อนแอ ยอมแพ้ แก้วก็อยู่ที่นี่กับพ่อ รอเวลาที่ท่านพินิจจะตามมาจนพบตัวแก้ว..แต่ถ้าแก้วเลือกจะเข้มแข็ง สู้เพื่อตัวเอง เพื่อพ่อ เพื่อศักดิ์ศรีของตัวเธอเอง..แก้วต้องเชื่อชั้น ไว้ใจชั้น..ชั้นสัญญาว่าจะสู้เคียงข้างแก้ว จะไม่ทอดทิ้งให้แก้วลำบากตามลำพังแน่นอน” พุฒิภัทรยืนยัน
      
       กรองแก้วซึ้งใจแต่ก็รู้สึกลำบากใจ


  


       กรองแก้วเดินหนีมาเพราะทำใจทิ้งพ่อไปไม่ได้ พุมิภัทรเดินตาม
      
       “แก้ว..ถ้าแก้วปลอดภัย พ่อแก้วก็ปลอดภัย แล้วแก้วอยากจะมาเยี่ยมพ่อเมื่อไหร่ ฉันจะพาแก้วมาเอง..ถ้าคุณกิตติแข็งแรง พร้อมจะเข้ากรุงเทพฯเมื่อไหร่ ฉันจะดูแลและผ่าตัดให้ ฉันจะคอยติดตามอาการของพ่อแก้วอย่างใกล้ชิด ให้เหมือนฉันดูแลพ่อของฉันเอง..แต่ก่อนอื่น..ตัวแก้วจะต้องปลอดภัยก่อน”
       กรองแก้วหันกลับมามองหน้าพุฒิภัทรอย่างเสียขวัญ
       “ทำไม..ทำไมคุณชายต้องดีขนาดนั้น คุณชายต้องการอะไร”
       “แก้ว เธออย่าดูถูกชั้น เธอหาว่าชั้นช่วยเธอ เพื่อแลกสิ่งตอบแทนหรือ มันจะมากไปแล้วนะ”
       กรองแก้วตกใจจึงพนมมือไหว้ “แก้ว..แก้วขอโทษ แต่ทำไมคุณชายถึงดีนัก”
       “เพราะ..ชั้นเป็นคนดีไง..ทำไม ไม่เคยเห็นคนดีเหรอ”
       “ไม่เคยเห็น..คนที่ดีมากขนาดนี้”
       “ถ้าเพื่อนเธอเดือดร้อน เธอจะช่วยเพื่อนไหมล่ะ”
       “ช่วยค่ะ”
       “ชั้นก็เหมือนกัน..ถ้าชั้นนับเธอเป็นเพื่อน แล้วเธอเดือดร้อน และชั้นพอจะช่วยได้ เธอจะให้ชั้นทำวางเฉยเหรอ”
       กรองแก้วมองหน้า “ก็..เอ้อ..”
       พุฒิภัทร บอกอย่างจริงจัง “แก้ว..ได้โปรดไว้ใจชั้น ความทุกข์ของเธอคือความทุกข์ของฉันเช่นกัน”
       “ขอบคุณค่ะ”
       “ก่อนอื่น..ฉันจะต้องหาที่ปลอดภัย ที่คนพวกนั้นยื่นมือมาไม่ถึง…ให้เธอได้ไปพักอาศัยก่อน” พุฒิภัทรยื่นมือมาให้กรองแก้วจับ
       กรองแก้วจับมือพุฒิภัทรแล้วมองอย่างแคลงใจ
      
       ยศวินกำลังเดินออกมาส่งคนไข้ที่เพิ่งตรวจเสร็จหน้าห้องตรวจ ญาติคนไข้ 3 คนรีบเข้ามาฟังเขาสรุปอาการ
       “วันนี้ความดันต่ำลงกว่าครั้งที่แล้วแล้วนะครับ..แต่..ผมยังอยากให้ต่ำกว่านี้อีกนะครับ..พักผ่อนเยอะๆ อย่าเครียด อย่าคิดมาก มีเรื่องอะไรก็ยิ้มสู้เข้าไว้ นะครับป้า..แล้วสัปดาห์หน้าเจอกันนะครับ”
       ญาติคนไข้ยกมือไหว้ขอบคุณ ยศวินรับไหว้ พอญาติคนไข้เดินแยกไป ยศวินก็ต้องอึ้งเพราะเห็นมารตีโผล่มายืนจ้องเขาอยู่ ยศวินเดินกลับเข้าห้องตรวจ แต่มารตีรีบตามเข้าไปแล้วปิดประตู
       “วันนี้พี่ชายภัทรลา โดยไม่แจ้งล่วงหน้า ไม่บอกไม่กล่าวใคร..ดิฉันโทรกลับไปที่วังก็ไม่อยู่..คุณหมอบอกดิฉันมาว่าพี่ชายภัทรหายไปไหน ไปทำอะไร กับใคร”
       “ขอโทษนะครับคุณพยาบาล..ตอนเดินเข้ามาไม่เห็นเหรอครับว่ามีคนไข้รอตรวจอีกเพียบเลย” ยศวินถาม
       “งั้นหมอก็ตอบดิฉันมาสิคะ อย่าเสียเวลา”
       “ผมไม่รู้”
       “ไม่จริง”
       “เอ๊ะ นี่คุณเห็นผมเป็นอะไร..ผมไม่ใช่เชื้อไวรัสที่อาศัยในเยื่อบุโพรงจมูกคุณชายหมอนะครับ จะได้ทราบตลอดว่าเขาไปไหนมาไหน”
       “แต่หมอเป็นเพื่อนสนิทกับพี่ชายภัทร แล้วจะไม่ทราบได้ยังไงคะ”
       “แล้วคุณล่ะ..เป็นว่าที่คู่หมั้นไม่ใช่เหรอครับ ทำไมคุณถึงไม่ทราบ..เอ๊ะ หรือว่าไม่ใช่”
       “หมอยศวิน!”
       เพียงพรเปิดประตูเดินประคองคนไข้เข้ามาพอดี
       “ค่อยเดินนะคะ อ้าว คุณมารตี..”
       มารตีขัดใจเพราะกลัวเพียงพรตำหนิจึงเดินปึงปังออกไป ยศวินเซ็ง
      
       พุฒิภัทรขับรถมาจอดที่หน้าบ้าน กรองแก้วยังนั่งนิ่ง เธอเปิดกระจกมองสถานที่ด้วยความฉงน
       “ลงมาสิแก้ว”
       พุฒิภัทรเปิดประตูเชิญกรองแก้วลงมาจากรถ
      
       ครู่ต่อมาพุฒิภัทรเดินนำกรองแก้วเข้ามาภายในส่วนที่เป็นโรงครัวทำขนม มีคนงานบางส่วนทำขนมอยู่ ที่มุมหนึ่งมีขนมที่บรรจุเสร็จแล้วรอส่งไปวางขายหน้าร้าน กรองแก้วมองขนมไทยต่างๆ อย่างทึ่งๆ
       “น่ารับประทานทุกอย่างเลย..จริงไหม” พุฒิภัทรถาม
       “ค่ะ”
       “เขาทำได้แปลกๆ สวยๆ สวยงามยังกับฝีมือชาววัง น่าลองหัดทำบ้าง จริงมั้ยแก้ว” พุฒิภัทรเห็นกรองแก้วนิ่งและทำหน้าเศร้า “แก้ว...อย่าเอาแต่เศร้าสิ…นะแก้วนะ”
       “ค่ะ แก้วจะพยายามนะคะ”
       เกษราเดินยกถาดขนมออกมา ชินกรช่วยยกตามมาอีกถาด
       “คุณชายภัทร..มาได้ยังไง..” เกษราทัก
       พุฒิภัทรยิ้มและยกมือไหว้ “สวัสดีครับคุณเกษ คุณชินกร”
       กรองแก้วรีบไหว้ตาม “สวัสดีค่ะ”
       เกษรารับไหว้ “สวัสดีค่ะ..” เกษรามองหน้า “เอ๊ะ..คุณ..ดูคล้ายๆ กับ...”
       ชินกรรีบพูดแทน “นางสาวศรีสยาม..”
       “ใช่จริงๆด้วย เพิ่งเห็นในข่าวเมื่อไม่กี่วัน..คุณตกเวทีด้วย..”
       “แล้วคุณชายเป็นคนรักษา...หนังสือพิมพ์ก็ลง”
      
       เกษรากับชินกรเหลือบมองกรองแก้วแล้วมองพุฒิภัทรก่อนจะย่นคิ้วด้วยความสงสัย


  


       เกษรากับชินกรเดินเข้ามาในห้องรับแขกแล้วนั่งลงบนเก้าอี้รับแขก พุฒิภัทรนั่งบนเก้าอี้ ส่วนกรองแก้วกลับนั่งลงบนพื้น
      
       “นั่งบนเก้าอี้สิแก้ว” เกษราบอก
       “ไม่เป็นไรค่ะ แก้วนั่งตรงนี้ดีแล้ว” กรองแก้วบอก
       ชินกรงง พุฒิภัทรหนักใจ
       “คุณเป็นนางสาวศรีสยามนะ จะนั่งพื้นได้ยังไง ..ลุกมานั่งนี่” เกษราเข้ามาดึงกรองแก้วให้ยืนขึ้น “มัน..ยังไง อะไรกันคะ..คุณชาย..”
       ป้าแย้มเข้ามาเมียงมองด้วยความอยากรู้
       “คุณเกษ กับคุณชินกรคงพอจะทราบใช่มั้ยครับว่า..นางสาวศรีสยามทุกคน พอเสร็จสิ้นการประกวดแล้ว จะต้องไปให้ท่านพินิจเป่ากระหม่อม” พุฒิภัทรถาม
       “แล้วอยู่เป็นอนุของท่าน ในเรือนสีชมพู มีเงิน มีรถใช้สุขสบาย” ชินกรชะงักมองหน้าพุฒิภัทรแล้วมองกรองแก้ว แล้วเขาก็ผงะตาค้าง “หา..นี่หมายความว่า..คุณชายพาคุณแก้วหนีมาจาก..”
       “ท่านพินิจครับ..” พุฒิภัทรบอก
       “ท่านพินิจ..” ชินกรทวนคำ
       “กล้าหาญชาญชัยเกินไปแล้ว คุณชาย..ดิฉันไม่เคยได้ยินว่าถ้าท่านอยากได้ใครแล้วจะหนีรอด” เกษราว่า
       “แก้วไม่ได้มาประกวดเพราะอยากจะเป็นอนุของใครนี่ค่ะ” กรองแก้วบอก
       แย้มลืมตัวจึงโผล่ออกมา “คุณมาประกวดเพราะต้องการเงินเป็นค่าใช้จ่ายส่งตัวพ่อมารักษาในพระนคร..พ่อคุณแก้วป่วยหนัก..อิชั้นอ่านข่าวทั้งหมดค่ะ ..ซึ้งที่สุด ประทับใจมากๆ”
       พุฒิภัทร ใจชื้นที่ทุกคนมีท่าทีชอบกรองแก้ว “นอกจากพ่อ..ที่อยู่ในโรงพยาบาลแล้ว..แก้วก็มีตัวคนเดียว ไม่มีญาติมิตรที่ไหนเลยครับ ผมเกรงว่าอาจจะเป็นอันตราย เลยพามาที่นี่..ช่วยเมตตาผู้ตกทุกข์ได้ยากสักคนได้มั้ยครับ คิดซะว่าสงสารลูกนกลูกกานะครับ”
       แย้มกระตือรือร้นสุดๆ “งั้นเดี๋ยวป้าไปเตรียมห้องให้เลยนะคะ”
       ทุกคนมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะแย้ม
      
       เกษรา ชินกรและพุฒิภัทรพากรองแก้วเดินตัดสนามไปที่ตัวบ้าน
       “คนที่ทำกับผู้หญิงเหมือนเป็นวัตถุสิ่งของ เหมือนผู้หญิงไม่มีหัวจิตหัวใจของความเป็นมนุษย์ คนพวกนั้นก็ไม่สมควรเรียกตัวเองว่าเป็นมนุษย์เช่นกัน..ไม่ต้องห่วงนะคะคุณชาย ดิฉันจะไม่ยอมให้พวกแม่เล้านายหน้าพวกนั้นมาเอาตัวแก้วไปสังเวยใครเด็ดขาด” เกษราว่า
       “แก้วไม่ต้องกลัวนะ..ฉันจะติดตามกรณีของพ่อเธอ แล้วจะมาบอกให้เธอรู้ทุกระยะ” พุฒิภัทรบอก
       กรองแก้วน้ำตารื้น “ทำไม..ทุกคนถึงดีกับแก้วอย่างนี้” กรองแก้วพนมไหว้เกษรา ชินกร และพุฒิภัทรและทำท่าจะกราบเท้าพุฒิภัทร
       พุฒิภัทร รีบจับตัวไว้ “แก้ว..ไม่เอาน่า..”
       กรองแก้วหันมาหาเกษราอย่างมุ่งมั่นแน่วแน่ “แก้วจะไม่อยู่เปล่าๆเสียข้าวสุก ขอให้แก้วได้รับใช้คุณนะคะ ให้แก้วเป็นลูกมือทำขนมก็ได้”
       “เฮ้อ..” เกษราหันมามองพุฒิภัทร “ดิฉันเข้าใจแล้ว..ว่าทำไมคุณชายถึงต้องช่วยแก้ว แก้วจ๊ะ..อย่าร้องไห้อีกเลย ความเข็มแข็งและวิธีต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดของเธอน่าประทับใจมาก ชั้นชื่นชมเธอจริงๆ จากนี้ไป ถ้าเธออยากหลุดพ้นจากคนพวกนั้น ..เธอต้องมีมากกว่าความกล้าบ้าบิ่น แต่ตอนนี้..แก้วมากับชั้นก่อนดีกว่า ไปล้างหน้าล้างตากัน”
       เกษรารีบพากรองแก้วเดินเข้าบ้านไป
       ชินกรมองตามทั้งสองคนแล้วหันมามองพุฒิภัทร “คุณชาย..แล้ว..มารตี..ว่ายังไงเรื่องนี้”
       “เอ่อ ก็นี่ล่ะครับ คุณชินกร..คือว่า..เรื่องแก้วอยู่ที่นี่ อย่าบอกให้ใครรู้..โดยเฉพาะ มารตี..ผมไม่อยากให้มีปัญหา”
       ชินกรหัวเราะ “คุณชาย..ผมไม่เคยนึกเลย..ว่าคุณชาย..จะมีวันนี้”
       พุฒิภัทร หน้าแดง “เอ่อ..ไม่ใช่อย่างนั้นนะครับ”
       ชินกรยิ้มๆ แต่พุฒิภัทรอายมาก
      
       พุฒิภัทรเดินขึ้นมาที่ตึกผู้ป่วยใน อิงอร สุนันท์ และไกรฤกษ์ยืนรออยู่
       “แก้วอยู่ไหนคะ..คุณชายหมอ” อิงอรถาม
       พุฒิภัทร ตีหน้าซื่อ “อ้าว..ก็เห็นกลับบ้านไปแล้วนี่ครับ”
       “คุณหมอให้เค้ากลับบ้านไปได้ยังไง” อิงอรถามต่อ
       “คนไข้หายแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว ผมจะให้อยู่โรงพยาบาลไปเพื่ออะไรล่ะครับ”
       “คุณชายไม่ได้แอบช่วยเหลืออะไรยัยกรองแก้วอยู่..ใช่มั้ยคะ” สุนันท์ถาม
       “ผมเป็นแพทย์ ใครเดือดร้อนมา ผมก็ยินดีช่วยเหลือทุกคนอย่างเปิดเผย ไม่ต้องแอบอยู่แล้วครับ”
       “งั้นดิฉันก็หวังว่า...สิ่งที่คุณชายทำอยู่ จะเป็นสิ่งดีจริงๆ คงจะไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้เสื่อมเสียเกียรติของราชวงศ์จุฑาเทพ..อย่างเรื่อง..ลักลอบคบหากับนางงามโชว์ขาอ่อน..และคงไม่ใช่เรื่องผิดจรรยาแพทย์ ทำนองหมอกับคนไข้หรอกนะคะ”
       “เอาเป็นว่า ผมกล้าพูดเต็มปากว่า ทุกสิ่งที่ผมทำ คือสิ่งที่ดีและถูกต้อง..แล้วพวกคุณล่ะครับ..กล้าพูดมั้ย”
       “เฮ้ย พูดแบบนี้ อยากจะหาเรื่องกันใช่มั้ย” ไกรฤกษ์ฉุน
       พุฒิภัทรสวน “ใครหาเรื่องใครกันแน่”
       “นี่หมอจะยียวนเหรอ หมอคงนึกว่าตัวเองวิเศษวิโสเหนือมนุษย์สินะ”
       พูดจบไกรฤกษ์จะเข้าไปต่อย แต่สุนันท์รีบห้าม
       “พี่ไกร อย่านะ..”
      
       สุนันท์จับตัวไกรฤกษ์ไว้ไม่ให้ทำร้ายพุฒิภัทร


  


       ไกรฤกษ์พยายามดิ้นฮึดฮัดเพราะมีน้ำโห อยู่ๆ มารตีก็แถเข้ามาถาม
      
       “มีเรื่องอะไรกัน..พวกคุณจะทำอะไรคุณชายหมอ..”
       พวกอิงอรชะงักแล้วก็อึกอัก
       “ยัยนันท์ ไอ้ไกร..กลับ” อิงอรสั่ง
       อิงอรเดินนำไป สุนันท์กับไกรฤกษ์จำใจเดินตามหลัง
       “ยัยนางงามสมองกลวงออกไปแล้ว แล้วคนพวกนั้นมาทำไมกันคะ” มารตีถาม
       “พี่ไม่ทราบ” พุฒิภัทรหันหลังจะเดินไป
       “เดี๋ยวคะ..พี่ชายภัทร..”มารตีเรียกไว้ พุฒิภัทรหันมา มารตีจ้องหน้าคาดคั้น “พี่ชายภัทรมีเรื่องอะไรอยากจะบอกให้มารตีทราบบ้างมั้ยคะ”
       มารตีจ้องจับพิรุธ พุฒิภัทรมองตอบด้วยใบหน้าเย็นชา
      
       พุฒิภัทรเดินหนีมา มารตีเดินตาม
       “พี่ชายภัทร..เดี๋ยวค่ะ มารตีขอคุยด้วยก่อน..”
       “มารตี พี่มีงานต้องทำ”
       “มารตีแค่จะถามพี่ชายภัทรเรื่องเดียว ว่าพี่ชายภัทรหายไปไหนมาคะ ไม่ลาไม่แจ้งล่วงหน้า พี่ชายภัทรไม่เคยเป็นอย่างนี้ ไม่ทราบมีธุระด่วนอะไรหรือคะ”
       พุฒิภัทรเซ็งและไม่อยากตอบคำถาม
       “ธุระส่วนตัว บอกใครไม่ได้ แค่นี้นะ ไปทำหน้าที่ของเธอดีกว่า น้อง..”
       พุฒิภัทรเดินแยกไปทันที มารตีเซ็งและรู้สึกขัดใจ
       “ทำไมถึงบอกไม่ได้ มันเป็นความลับทางราชการหรือไง”
      
       เกษรากำลังตกแต่งขนมอยู่แต่กลับเหม่อและมีสีหน้ากลุ้มใจ ชินกรเดินยกของเข้ามาวาง
       “เทียนอบมาแล้วครับ แล้วนี่น้ำนมแมวอยู่ในกล่องนี้นะ” ชินกรบอก
       “ชินกรคะ..เดี๋ยวคุณเอาขนมไปที่ร้านแล้ว ฝากเงินนี่ให้ท่านพ่อด้วยนะคะ บอกท่านว่าเป็นค่าจ้างครูมาสอนพิเศษให้วิไลรัมภา”
       “จ้ะ..เอ่อ เกษ..แล้วเรื่อง..คุณแก้ว..เกษคิดจะปกปิดไม่บอกใครเลยหรือเปล่า”
       “ไม่ค่ะ ถ้าใครถาม เกษก็จะตอบตามตรง”
       “เกษไม่กลัวมีปัญหากับน้องสาวของเกษเหรอ..คุณมารตีคิดยังไงกับคุณชายภัทร..เกษก็รู้”
       “เกษไม่ได้ทำอะไรผิด เกษช่วยแก้วเพราะมนุษยธรรม ลูกกระต่ายบาดเจ็บมา จะให้เกษใจร้ายใจดำปล่อยให้ไปตายต่อหน้าต่อตาเหรอคะ..ถ้ายัยมารตีจะหึงหน้ามืดตามัวอย่างนั้น เกษก็คงต้องยอมให้น้องโกรธไปค่ะ และสำหรับคุณชายภัทร ลูกผู้ชาย..กล้าทำ ก็ต้องกล้ารับ..หากบริสุทธิ์ใจแล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวค่ะ”
       “เกษ..แต่คนที่ล่าตัวคุณแก้วอยู่น่ะ..ท่านพินิจนะ” ชินกรย้ำ
       “ค่ะ เกษทราบ”
       “แล้วเกษไม่กลัวเหรอ”
       “อำนาจของเขาเกิดจากความกลัวของคน..แต่ถ้าเรายืนหยัดเพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม..ไม่โอนอ่อนให้อำนาจอันไม่ชอบธรรม..เขาก็ไม่มีอะไรที่น่ากลัวอีกเลย แล้วคุณล่ะคะ กลัวไหม”
       “คุณก็รู้คำตอบอยู่แล้ว..ผมภูมิใจจริงๆที่แต่งงานกับคุณ”
       แย้มวิ่งถือหนังสือพิมพ์เข้ามา
       “คุณเกษขาๆ เห็นข่าวนี้หรือยัง”
      
       หนังสือพิมพ์ พาดหัวว่า “นส.ศรีสยามหายตัว กองประกวดพิจารณาตัดสิทธิ์” กรองแก้วอ่านแล้วถึงกับหน้าซีด
       “ตั้งแต่ประกวดเสร็จ แก้วไม่ได้ติดต่อกับกองประกวดเลยเหรอ” เกษราถาม
       “ค่ะ คือ แก้วไม่อยากถูกขายให้กับท่านพินิจ ก็เลยแกล้งป่วยมาตลอด ไม่คิดว่า.. ทางกองประกวดอาจจะมีปัญหา แล้วถ้าเขาตัดสิทธิ์แก้วจริงๆ จะเป็นยังไงคะ”
       “เขาก็จะยึดมงกุฎ ขันทองกับเงินรางวัลคืนไปน่ะสิคะ” แย้มบอก
       “แปลว่า..เงินรางวัล ที่แก้วจะเอามาใช้..ดูแลรักษาพ่อ..”
       “แต่ถ้าคุณชายภัทรยอมรับพ่อแก้วเป็นคนไข้ในความดูแลแล้ว..แก้วก็ไม่จำเป็นต้องสนใจรางวัลพวกนั้น” ชินกรบอก
       “ใช่..แต่ยังไงฉันว่าแก้วก็ควรติดต่อกลับไป อย่างน้อยก็ต้องขอโทษ เพราะคงจะมีคนวุ่นวายเรื่องที่แก้วหายตัวไปไม่น้อยแน่” เกษราแนะนำ
      
       กรองแก้วฟังแล้วก็เห็นด้วย

      กรองแก้วกดโทรศัพท์แล้วรอสาย
      
       “สวัสดีค่ะ กองประกวดนางสาวศรีสยามใช่มั้ยคะ..เอ่อ..คือ..ดิฉัน กรองแก้วค่ะ”
       ทีมงานคนนึงรับสาย
       “กรองแก้ว!!! นี่หนูเป็นยังไงบ้าง รู้หรือเปล่าว่าหนูขาดงานไปกี่งานแล้ว..นี่จะกลับมาทำงานได้หรือยัง..วันนี้เขาจะไปทำบุญเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้ากัน หนูจะมาได้มั้ย”
       “แก้วขอโทษค่ะ แก้วคิดว่า”
       อยู่ๆอิงอรก็เดินเข้ามาดึงโทรศัพท์ไปจากมือทีมงาน โดยที่ไกรฤกษ์และสุนันท์ก็ยืนอยู่ใกล้ๆ
       “ยัยแก้ว..”
       กรองแก้วผงะ “คุณอิงอร”
       อิงอรเดินแยกไปเพื่อไม่ให้ทีมงานได้ยิน “หล่อนยังจำฉันได้ด้วยเหรอยะ แม่คนอกตัญญู แม่วัวลืมตีน”
       “คุณหลอกแก้ว คุณจะขายแก้วให้กับท่าน”
       “นี่แก..เพราะอย่างนี้ใช่มั้ย หล่อนถึงไม่ยอมออกจากโรงพยาบาล นังเจ้าเล่ห์..หล่อนอย่าคิดนะว่าจะหนีชั้นพ้น”
       “คุณอิงอร..เงินที่คุณเคยลงทุนมากับแก้ว แก้วจะใช้ให้..ทุกบาททุกสตางค์ค่ะ”
       “ทุกบาททุกสตางค์เหรอ เธอจะมีปัญญาเหรอ ถ้าวันนี้เธอจะไม่โผล่หัวมางานเลี้ยงอาหารเด็กกำพร้า รู้มั้ยว่าจะเกิดอะไรขึ้น..กองประกวดจะถูกปรับ..คนดีๆจะต้องมาเป็นหนี้สินเพราะเธอ..และเด็กๆกำพร้าที่นี่ ก็จะไม่ได้รับเงินบริจาคเลยสักบาทเดียว”
       “อะไรนะคะ”
       “เด็กๆที่ควรจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ต้องพังพินาศเพราะเธอ..เธอมันคนเห็นแก่ตัว เอาตัวเองรอดสุขสบาย ใครจะเป็นจะตายก็ช่างมัน..ใช่มั้ย”
       “ไม่ใช่นะคะ แก้วไม่ใช่คนอย่างนั้น”
       “งั้นบอกมา ว่าเธอจะมางานนี้หรือไม่มา!!”
       กรองแก้วอึ้งและเครียด
      
       กรองแก้ววางสายด้วยสีหน้าเครียด
       “เป็นยังไงบ้างแก้ว” เกษราถาม
       “แก้ว..แก้วจะต้องไปออกงานการกุศลเพื่อเด็กกำพร้า..วันนี้” กรองแก้วทำท่าจะไป
       ชินกรห้ามไว้ “แก้วจะไปได้ยังไง..งานสาธารณะอย่างนั้น..ท่านพินิจต้องสั่งคนมารอจับตัวแก้วแน่ๆ ถ้าแก้วโผล่ไป ก็เตรียมโดนดักจับไปขังในกรงทองคำได้เลย”
       “แต่..แต่แก้วต้องไปค่ะ ไม่อย่างนั้นจะมีคนต้องเดือดร้อนเพราะแก้วมากมาย คุณเกษ คุณชินช่วยแก้วด้วยนะคะ”
       เกษรากับชินกรมองหน้ากันอย่างกลัดกลุ้ม
      
       อิงอรอยู่กับทีมงานกองประกวด
       อิงอรพูดกับทีมงาน “ขอบคุณนะคะที่ให้ความร่วมมือ”
       “ดิฉันรับปากกับสมาคมสตรีไทยเอาไว้แล้ว เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำให้นางสาวศรีสยามมาออกงานได้ ดิฉันยินดีค่ะ..อ้อ คุณอิงอรแน่ใจนะคะว่าหนูกรองแก้วจะมาแน่”
       “แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกค่ะ” อิงอรมั่นใจ
       “งั้นดิฉันขอตัวไปส่งข่าวให้พวกสื่อมวลชนทราบก่อนนะคะ”
       ทีมงานดีใจแล้วรีบออกไป สุนันท์กับไกรฤกษ์ที่อยู่ใกล้ๆ เดินเข้ามา
       “ถ้านังแก้วมันโผล่มา..ผมจะลากมันเข้าป่า ข่มขืนมันให้หายแค้น” ไกรฤกษ์บอก
       “ถ้าพี่จะลากมันเข้าป่าจริงๆ ขอชั้นตบมันก่อนได้มั้ย..อีนังตัวป่วน..นังอัปรีย์..ทำชีวิตของชั้นวุ่นวายไปหมด” สุนันท์แค้น
       “หยุดเพ้อเจ้อซะที” อิงอรตะคอก “ไป..ไปเตรียมตัวเตรียมคนให้พร้อม ทันทีที่นังแก้วมันโผล่มา พวกแกต้องจับตัวมันให้ได้!! อย่าให้มันหนี และอย่าให้อีนังคุณนายใบบัวตัดหน้าไป เข้าใจมั้ย”
       “ได้ แต่ก่อนส่งตัวมันให้ท่าน ขอชั้นทำโทษมันก่อนได้ไหมแม่” ไกรฤกษ์ถาม
       “ไอ้หื่น ไม่ได้ ชั้นจะให้ค่าจ้างแก..หลังจากที่ท่านจ่ายงวดสุดท้ายมาก่อน”
       “ชั้นขอด้วย ชั้นก็ช่วยแม่มาตลอดนะ” สุนันท์ว่า
       “เออๆๆ ทุกคนจะได้ส่วนแบ่ง หึ นังแก้ว..เล่นกะใครไม่เล่น..คราวนี้ล่ะ แก..”
      
       สามแม่ลูกทำท่ากระเหี้ยนกระหือรือ


  


       เกษรากำลังจะโทรศัพท์ แต่กรองแก้วรีบตามมาห้าม
      
       “คุณเกษกรุณาอย่าแจ้งให้คุณชายทราบเลยนะคะ”
       “ทำไม” เกษราถาม
       “แก้วไม่อยากเป็นตัวปัญหาให้กับคุณชายมากไปกว่านี้อีก วันก่อนคุณชายก็เพิ่งจะทิ้งงานพาแก้วกลับอยุธยา นะคะๆ”
       “แล้วถ้าคุณชายทราบทีหลัง แล้วมาตำหนิพวกเราล่ะ” ชินกรถามกลับ
       “แก้ว..คิดเหรอว่าการรับผิดชอบทุกอย่างเอาไว้เองคนเดียวมันจะถูกต้อง.. แน่ใจเหรอว่าจะไม่ทำให้คุณชายยิ่งวุ่นวายเดือดร้อน ถ้าหากแก้วถูกท่านเอาตัวไป” เกษราบอก
       “ถ้าแก้วห่วงคุณชายจริงๆ แก้วก็ต้องคิดถึงความรู้สึกคุณชายด้วย” ชินกรเสริม
       กรองแก้วทำหน้าดื้อเพราะไม่เห็นด้วย “แก้วขอยืนยันว่า..แก้วจะพยายามเอาตัวรอดให้ได้ โดยไม่รบกวนคุณชายค่ะ”
       เกษรากับชินกรสบตากันอย่างหนักใจ
      
       พุฒิภัทรเดินคุยกับญาติคนไข้
       “ระหว่างนี้ถ้าคนไข้จะลุกนั่งเข้าห้องน้ำ รบกวนญาติช่วยประคองด้วยนะครับ ถ้าญาติไม่สะดวก แจ้งพยาบาลนะครับ”
       เพียงพรเดินมาตาม
       “คุณหมอคะ ทางห้องผ่าตัดใหญ่โทรมาตามแล้วค่ะ”
       “ขอตัวนะครับ แล้วพบกันตอนตรวจเยี่ยมคนไข้ที่ห้องพรุ่งนี้เช้าครับ”
       ญาติคนไข้พนมมือไหว้ “ขอบพระคุณๆหมอมากค่ะ”
       พุฒิภัทรรีบเดินไป เพียงพรเดินตาม
       “วันนี้เหนื่อยหน่อยนะคะคุณชาย..เพราะหมอกับพยาบาลหลายท่านต้องไปช่วยงานการกุศลทั้งวันเลย” เพียงพรบอก
       “งั้นผมต้องฝากคุณเพียงพรช่วยเหนื่อยเป็นเพื่อนผมด้วยแล้วกันนะครับ”
       “ไม่ต้องฝากก็ยินดีค่ะ”
       พยาบาลที่เคาท์เตอร์รับโทรศัพท์แล้วเรียกพุฒิภัทร
       “คุณชายหมอคะ โทรศัพท์ค่ะ เขาบอกว่าเรื่องด่วน”
       พุฒิภัทรเดินไปรับหูโทรศัพท์แต่ยังไม่ทันจะเอาแนบหู อยู่ๆ ก็มีพยาบาลวิ่งออกจากอีกด้านมาตามตัวพุฒิภัทร
       “คุณชายคะ คนไข้ห้องฉุกเฉินชักค่ะ เชิญทางนี้หน่อยค่ะ”
       พุฒิภัทร พูดกับพยาบาลที่เคาท์เตอร์ “ฝากรับเรื่องไว้ทีนะครับ”
       พุฒิภัทรรีบตามพยาบาลคนนั้นไป
       พยาบาลที่เคาท์เตอร์พูดโทรศัพท์ “คุณชายหมอดูแลคนไข้อยู่ค่ะ เธอฝากให้ดิฉันรับเรื่องเอาไว้ จะให้เรียนว่าใครโทรศัพท์มาหาท่านคะ”
       เกษรากำลังพูดสายอยู่ที่บ้าน
       “บอกว่า..ดิฉันเกษรา..ช่วยติดต่อกลับทันทีที่สะดวกด้วยนะคะ”
       เกษราวางสายแล้วหันมามองหน้าชินกร ทั้งสองแอบโทรศัพท์โดยที่ไม่บอกกรองแก้ว
       “แล้วเราจะเอายังไงดี” ชินกรถาม
      
       ป้ายผ้าแขวนสูงระหว่างตึกเขียนว่า “งานการกุศลเพื่อเด็กกำพร้าไทย-ร่วมใจเมตตาน้อง” และ “ทำบุญร่วมกับกรองแก้ว บุญมี นางสาวศรีสยาม๒๕๐๒”
       บริเวณงานมีการออกร้านขายสินค้าที่ผลิตโดยฝีมือเด็กๆ เช่น รูปวาด ผ้าบาติก ตะกร้าสาน ดอกไม้ประดิษฐ์ ที่รองแก้ว ฯลฯ มีร้านอาหารให้เด็กกำพร้ากิน มากมายทั้งลูกชิ้นทอด ก๋วยเตี๋ยวผัด ไอศกรีมแท่ง เด็กๆเข้าแถว มีทีมงานตักอาหารแจก มีป้ายติดหราว่า “ของว่างอร่อยๆอภินันทนาการโดยท่านพินิจ และคุณหญิง”
       “อ้าว เด็กๆ เข้าแถวนะจ๊ะ อย่าแซงกันนะ” ทีมงานที่ตักบอก
       พวกคุณหญิงคุณนายในชุดผ้าพิมพ์ลายสดใส ใส่หมวกปีกกว้าง แต่งหน้าจัด เดินซื้อข้าวของกัน อย่างชื่นชม หลายคนทำท่าซื้อของให้ตากล้องถ่าย
       อีกด้านหนึ่งเด็กๆ กำลังซ้อมเต้นระบำ เด็กๆ แต่งชุดสัตว์น่ารักโดยมีทีมงานซ้อมให้
       “ตั้งใจนะคะ พร้อมๆกันนะคะ เด็กๆ จะได้แสดงให้พี่กรองแก้ว นางสาวศรีสยามดูไงคะ”
       ไกรฤกษ์เดินนำอิงอรกับสุนันท์แยกออกมาพบแก็งเพื่อนๆที่แต่ละคนมีท่าทางน่ากลัว อิงอรชะงัก เพราะเริ่มไม่ไว้ใจ
       “หา..เจ้าไกร นี่..เพื่อนๆแกเหรอ”
       “ใช่แล้วแม่ ชั้นให้พวกมันมาช่วยจับตัวยัยกรองแก้ว รับรองว่าพวกมันไม่ปล่อยให้สาวๆสวยหลุดรอดไปได้แน่ๆ เอ้า ทุกคน ไหว้แม่เรา”
       เพื่อนไกรฤกษ์ยกมือไหว้
       เพื่อนคนหนึ่งพยักหน้าไปที่สุนันท์ “เฮ้ย เมียนายเหรอ สวยนี่หว่า”
       ทุกคนฮา
       สุนันท์ด่า “ไอ้พวกบ้า!!”
       อิงอรดึงไกรฤกษ์แยกออกมา “แล้วแกได้บอกเพื่อนๆขี้คุกของแกหรือเปล่าว่าห้ามทำอะไรให้ยัยแก้วเสียราคาเด็ดขาด”
       “พวกมันรู้แล้วน่า แม่ไม่ต้องห่วง”
       “แต่ถ้ายัยแก้วเจอไอ้คนพวกนี้รุมโทรม ชั้นว่าก็สะใจดีนะแม่” สุนันท์บอก
       “พวกแกอยากได้เงินหรือเปล่า ถ้าอยากได้ ก็ทำตามที่ชั้นสั่ง จับตัวนังแก้วให้ได้ ห้ามช้ำ ห้ามบุบสลายแม้แต่นิดเดียว เข้าใจมั้ย”
      
       อิงอรสั่งเด็ดขาด แต่พวกเพื่อนๆ ไกรฤกษ์จะไม่ได้ใส่ใจอะไร หลายคนหัวเราะหึๆ


  


       ขณะที่เกษรากำลังเลือกดูเครื่องประดับของตัวเองก่อนจะเอาออกมาพิจารณา ชินกรตามเข้ามาด้วยความกังวล
      
       “คุณเกษ..คุณมีแผนอะไร”
       “แผนของชั้นก็คือ เราจะไปส่งแก้วที่งาน แล้วรอรับแก้วกลับมา ก่อนที่ใครจะมาชิงตัวแก้วไป”
       “แค่นั้น? แต่พวกของไอ้ท่านคนนั้น..เขาคือพวกมืออาชีพทั้งนั้นนะครับ”
       “ที่เกษฝากให้คุณลองสอบถามเพื่อนๆอาจารย์ของคุณ ว่ามีใครได้รับเชิญไปร่วมงานนี้บ้าง..สรุปว่ามีมั้ยคะ”
       “มีสามคน..แต่เป็นพวกคงแก่เรียน แว่นหนา เกษ ถ้าแผนของคุณมีแค่นั้น ผมว่ามันเสี่ยงเกินไปที่จะให้แก้วออกไปนะ”
       กรองแก้วเดินออกมาจากห้องน้ำโดยเปลี่ยนชุดเป็นชุดสำหรับออกงานเรียบร้อยแล้ว
       “แก้วพร้อมแล้วค่ะ”
       เกษราจับตัวกรองแก้วหมุนดูรอบตัว “ไม่น่าเชื่อ พอดีเป๊ะเลย ชุดนี้ชั้นตัดมา แกะแบบตามในแคตตาล็อกของฝรั่งเศส แต่ยังไม่เคยใส่ เพราะหางานที่โก้พอที่จะใส่ไปไม่ได้ แก้วใส่ได้สวยมากจ้ะแก้ว..มานั่งลง เดี๋ยวชั้นจะแต่งหน้าให้เธอเอง” เกษราพูดกับชินกร “คุณชินคะ” เกษราสบตาแกมบังคับ “นะคะ”
       ชินกรไม่เข้าใจอะไรนักแต่ก็ไม่ซักถามอะไร เขาเดินออกไป เกษราแต่งหน้าให้กรองแก้ว
      
       รถส่วนตัวของคุณหญิงดารามาจอดหน้างาน คุณหญิงดาราลงจากรถมาคนเดียวด้วยท่วงท่าสง่า สวยงาม ช่างภาพมารอถ่ายเก็บภาพ ทีมงานรีบคอยห้อมล้อมดูแล
       “คุณหญิงมาคนเดียวเหรอคะ”
       “จ้ะ ท่านพินิจติดธุระด่วนในกระทรวง มาไม่ได้ค่ะ”
       ทีมงานเชิญคุณหญิงดาราเข้าไปด้านใน
      
       พุฒิภัทรล้างมือหลังทำการผ่าตัดเสร็จ เขาถอดเสื้อคลุมที่มีเลือดเปื้อนเป็นดวงๆออกมาแขวน
       เพียงพรที่อยู่ในชุดนางพยาบาลช่วยผ่าตัดพูดกับเขา “เรายังเหลืออีกสองกรณีนะคะ แต่เป็นผ่าตัดเล็กค่ะ คุณชายอยากพักก่อนไหมคะ”
       “ผ่าต่อกันไปให้เสร็จๆเลยก็ได้ ผมดูเอ็กซเรย์แล้ว ไม่ยาก”
       “งั้นดิฉันไปรับคนไข้นะคะ”
       เพียงพรเดินแยกออกไป พุฒิภัทรเดินออกมาชงเครื่องดื่มโกโก้ร้อนกินรองท้องที่มุมกาแฟ
       “คุณชายหมอคะ..เชิญทางนี้ได้ไหมคะ..มีโทรศัพท์ด่วนค่ะ โทรมาหาคุณชายหมอหลายหนแล้ว” พยาบาลคนหนึ่งบอก
       “ใครเหรอครับ”
       “เห็นบอกว่าชื่อ คุณชินกรค่ะ”
       พุฒิภัทรตาโตเพราะกังวลขึ้นมาว่ามีเรื่องอะไร เขาจึงรีบเดินตามพยาบาลไปที่วอร์ดหน้าห้องผ่าตัด เพื่อรับโทรศัพท์ อยู่ๆ พินิจกับสมุน2-3คนก็เดินสวนเข้ามาเสียก่อน
       “ผมขอคุยด้วยหน่อยสิ คุณชายพุฒิภัทร”
       พุฒิภัทรอึ้ง
      
       พินิจยืนรออยู่อีกด้าน พุฒิภัทรเดินตามเข้ามา
       พินิจหันกลับมา “คุณชายหมอพุฒิภัทร..คุณชายอนุญาตให้หนูกรองแก้วออกจากโรงพยาบาล โดยไม่แจ้งผมได้ยังไง”
       “ผมเห็นว่าอาการคุณกรองแก้วดีขึ้นแล้ว กลับบ้านได้ และคุณแก้วก็เป็นคนยืนยันว่าอยากจะไป”
       “แต่คุณชายก็ทราบว่าผมเป็น..เป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้หนูแก้ว ผมเป็นเหมือนญาติคนนึง คุณชายก็ควรจะต้องแจ้งผมก่อน”
       “เรื่องจะแจ้งให้ญาติคนไหนทราบ ผมคิดว่าคุณกรองแก้วควรจะเป็นคนแจ้งเองนะครับ”
       พินิจฉุน “คุณชาย..อย่าแกล้งทำเป็นไม่รู้อะไรหน่อยเลย”
       “อะไรหรือครับที่ผมไม่ทราบ”
       “คุณชายเป็นหมอมาก็นาน พี่น้องแต่ละคนก็มีหน้าที่การงานดี..เรื่องราวในสังคมคุณชายก็คงจะรู้ไม่น้อย แต่คุณชายเลือกจะทำตัวไม่มีมารยาท ไม่เคารพธรรมเนียมปฏิบัติของคนในประเทศนี้”
       “ผมเป็นหมอ ผมมีจริยธรรมและจรรณยาบรรณที่หมอทุกคนยึดถือ ก็คือ การกระทำทุกอย่าง” พุฒิภัทรพูดเน้น “เราทำเพื่อประโยชน์สุขของคนไข้เป็นสำคัญ..อาจจะไม่ถูกใจใครบ้าง แต่ผมยืนยันว่าทุกสิ่งที่ผมได้ทำไป อยู่บนพื้นฐานที่ว่านี้ครับ”
       “ถ้าคุณชายทำเพื่อคนไข้จริง ก็ควรจะรู้ว่าทุกวันนี้ คนไข้มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นๆ ในขณะที่แพทย์ พยาบาล และเครื่องไม้เครื่องมือ ยังขาดแคลนอีกมาก..นอกจากทุนวิจัยด้านสมองที่ผมได้ให้ไปแล้ว..ผมก็กำลังพิจารณาทุนพิเศษเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้ในทุกๆด้าน..แต่ผมชักไม่แน่ใจว่าหมอที่นี่ ทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่จริงๆ..คุณชายช่วยให้เหตุผลที..ว่าทำไมผมถึงควรจะสนับสนุนโรงพยาบาลนี้ต่อไป”
       พุฒิภัทรอึ้ง
       สักพักสมุนอีกคนก็เดินเข้ามากระซิบบอกข่าวกับพินิจ
       “จริงเหรอ..หนูแก้วมาออกงานช่วยเหลือเด็กกำพร้าจริงๆเหรอ..ไปๆ งั้นรีบไป” พินิจจะไปแต่แล้วก็ชะงักหันกลับมาหาพุฒิภัทร “ผมไม่ชอบเรื่องที่เกิดขึ้น และหวังว่าต่อจากนี้ไปคุณชายคงจะแยกแยะได้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร”
       พินิจรีบออกไป
       พุฒิภัทรอึ้ง “แก้วไปงานการกุศล..ที่ไหน?”
       เพียงพรเดินเข้ามาตาม
       “คุณชายคะ คนไข้รอในห้องผ่าตัดเล็กแล้วนะคะ”
      
       พุฒิภัทรเป็นกังวล


  


       รถของชินกรแล่นมาจอดหลบข้างทางด้านหน้าทางเข้างานอย่างสงบ กรองแก้ว เกษรา และชินกรนั่งด้วยกันอยู่ในรถ กรองแก้วทำท่าจะเปิดประตูรถลงไป
      
       “อย่าเพิ่ง..ยังไม่ถึงเวลา” เกษราท้วง
       กรองแก้วชะงักแล้วดูเวลา “แต่..มันใกล้แล้วนะคะ”
       “ตามกำหนดการ เวลาของเธอคือสิบสามนาฬิกา..และเธอจะปรากฏตัวตามกำหนด และกลับตามกำหนด..ไม่ให้มีเวลาเหลือเผื่อใครที่คิดจะเอาตัวเธอไปสักวินาทีเดียว..คุณชินคะ ติดต่อเพื่อนของคุณแล้วใช่มั้ยคะ”
       “ครับ นั่นไง เพื่อนผม”
       ชินกรบุ้ยใบ้ไปที่ประตูงานซึ่งมีชายท่าทางเหมือนนักวิชาการสวมแว่นหนา หน้าตาเรียบร้อยตัวเล็กๆ บางคนอ้วน บางคนเตี้ยยืนรอและมองซ้ายมองขวากันอยู่
       “อืม..ดูน่าเกรงขามมากเลยค่ะ” เกษราถอนใจ “แก้ว..พยายามอยู่กับเพื่อนๆของคุณชินเข้าไว้ หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ให้มีคนห้อมล้อมตลอด อย่าอยู่คนเดียว อย่าเปิดโอกาสให้ใครเข้าถึงตัวเธอได้..ชั้นกับคุณชินจะจอดรถรอเธออยู่ตรงนี้ ทันทีที่เสร็จงาน รีบกลับออกมาที่นี่ทันที เข้าใจนะ”
       “ค่ะ”
      
       อิงอรกับสุนันท์นั่งกินลูกชิ้นในกระทงใบตองอยู่ด้วยกัน ทั้งสองกระวนกระวายและคอยดูเวลา เสียงของคุณหญิงคนนึงที่เป็นพิธีกรในงานดังขึ้นมา
       “อีกสักครู่นะคะ..แขกผู้มีเกียรติทุกท่านจะได้พบกับบุคคลที่เรารอคอย..วันนี้เธอยืนยันกลับมาแล้วว่าจะมาร่วมงานนี้เพื่อน้องๆทุกคนแน่นอนค่ะ..ใครอยากเจอผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศสยามบ้างคะ”
       เด็กๆที่มุงอยู่หน้าเวทีปรบมือร้องเฮ คุณหญิงดาราและคุณหญิงคุณนายที่นั่งอยู่ที่โซฟาประธานปรบมือ
       “คนนี้..ที่ได้ข่าวว่า..ยังไม่ได้เข้าเล้าท่าน..จริงไหมคะ” คุณหญิงคนหนึ่งพูด
       คุณหญิงดาราถามกลับ “คุณหญิงหมายความว่ายังไงคะ”
       ทีมงานวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาอิงอร
       “คุณอิงอร จวนจะได้เวลาแล้วนะคะ..ทำไมคุณกรองแก้วยังไม่มาอีก ดิฉันบอกผู้ใหญ่เอาไว้ด้วย ถ้าคุณแก้วไม่มาก็แย่”
       “มันก็แย่ด้วยกันหมดนี่แหละ คนยิ่งหงุดหงิดอยู่ อย่ามาโวยวายได้มั้ย” สุนันท์สวน
       ทันใดนั้น แขกที่บันไดทางเข้างานก็ฮือฮา ช่างภาพวิ่งกรูกันไป อิงอรกับสุนันท์รีบตามกลุ่มคนเข้าไปจนกระทั่งเห็นว่ากรองแก้วกำลังเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส
       อิงอรกับสุนันท์เห็นว่ากรองแก้วมาจริงๆ ก็กระหยิ่มด้วยความดีใจ ไกรฤกษ์กับเพื่อนๆตื่นตัวกับความสวยและความขาวของกรองแก้ว
       เสียงพิธีกรพูดออกไมโครโฟน “รู้สึกนางสาวศรีสยามจะมาถึงแล้วนะคะ”
       กรองแก้วยิ้มให้ช่างภาพถ่ายรูปแต่สายตาของเธอมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจว่ามีใครบ้าง เธอเห็นอิงอรกับสุนันท์ด้านหนึ่ง และเห็นไกรฤกษ์กับกลุ่มเพื่อนอีกด้านหนึ่ง
       ทันทีที่กรองแก้วสบตาไกรฤกษ์ ไกรฤกษ์ก็โบกมือและส่งจูบให้ กรองแก้วข่มความกลัวฉีกยิ้มให้ตากล้องที่มาถ่ายรูปก่อนจะเดินเข้าไปในงาน กรองแก้วเดินผ่านอิงอรกับสุนันท์ไป อิงอรมองกรองแก้วจนตาถลน
       “มันไปเอาชุดสวยๆ รองเท้าสวยๆ..กระเป๋าสวยๆแพงๆแบบนี้มาจากไหน” อิงอรว่า
       “อ๊าย..หรือว่า..มีใคร เสี่ยที่ไหนเอามันไปเลี้ยงคะแม่” สุนันท์เดา
       “หรือว่า..มีแม่เล้า..เอ๊ย..พี่เลี้ยงเจ้าอื่นเอามันไปดูแลแทนเรา”
       สุนันท์ชะเง้อ “แต่มันมาคนเดียวนะคะ แม่”
       กรองแก้วหันมาเห็นอิงอรและสุนันท์ กรองแก้วตะลึงจนขาสั่นเดินไม่ออก เธอพนมมือไหว้
       “เอาของแกกองไว้ตรงนั้นเถอะ นังแก้ว” อิงอรว่า
       ทีมงานพาเด็กๆมารุมกรองแก้ว เด็กคนหนึ่งหน้าตาสวยถือช่อดอกไม้มามอบให้กรองแก้วเป็นการต้อนรับ
       เด็กๆ พูดพร้อมกันเสียงดัง “พวกเรายินดีต้อนรับ พี่กรองแก้วค่ะ”
       ช่างภาพเข้ามาถ่ายภาพ
       กรองแก้วรับดอกไม้ “ขอบคุณมากค่ะ พี่ดีใจมาก ที่ได้เจอกับน้องๆทุกคนนะคะ”
       เด็กๆ ปรบมือและเข้ามารุมล้อมเพื่อพากรองแก้วเดินเข้าไปข้างใน
       อิงอรมองตามด้วยความแค้นใจ
      
       “วันนี้แกจะต้องชดใช้สิ่งที่แกทำไว้กับครอบครัวชั้น”

       ทีมงานนำเด็กกำพร้าที่แต่งชุดสัตว์น่ารักๆ เตรียมที่จะแสดงเต้นระบำเข้าแถวพาไปที่เวที
      
       “เด็กๆ เร็วๆๆ พี่กรองแก้ว นางสาวศรีสยามมาแล้ว เราไปเต้นให้นางสาวศรีสยามดูกัน ไปๆๆ”
       แถวเด็กเต้นระบำเดินผ่านไป ภายในตึกที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งเป็นตึกเด็กป่วยมีเตียงวางเรียง 10 เตียง ยศวินกำลังตรวจเด็กที่ป่วยอยู่
       “หายใจเข้าลึกๆ นะ เอ้า ฮึ่บ เยี่ยม ทีนี้ก็หายใจออกยาวๆ ฟู่วววว เก่งมากๆ ทำอีกทีนึง” ยศวินบอก เด็กหายใจเข้าและออกตาม “เก่งมากๆ ทีนี้ก็ไปทานขนมได้เลย” ยศวินบอกพยาบาลข้างๆ ให้จดบันทึก “สุขภาพปอดและหัวใจปกติ”
       มารตีกำลังตรวจดูฝ่ามือกับต้นแขนของเด็กว่ามีตุ่มหรือผื่นที่บ่งชี้ว่าเป็นไข้เลือดออกหรือหัดหรือไม่ แล้วเธอก็ตรวจเล็บของเด็กว่ามีลักญณะอ่อนแบนซึ่งเป็นลักษณะของโรคโลหิตจางหรือไม่
       มารตีพยายามจะไม่ดุ “อี๋ ทำไมเล็บด๊ำดำ มือก็สกปรก ไม่รู้จักล้างมือบ้างรึไง..ไม่น่ารักเลยนะคะ”
       เสียงพิธีกรประกาศดังมา
       “ขณะนี้คุณกรองแก้ว นางสาวศรีสยามได้เดินทางมาถึงสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้วนะคะ ท่านใดอยากร่วมทำบุญกับนางสาวศรีสยาม เชิญที่เวทีกลางได้เลยค่า”
       ยศวินที่กำลังจะหันไปตรวจเด็กคนต่อไปถึงกับชะงัก
       “นางสาวศรีสยาม..คุณกรองแก้วน่ะเหรอ” ยศวินลุกออกไปดูที่ระเบียง
       “หา..ยัยนี่..มางานนี้จริงๆ ด้วย”
       มารตีวิ่งตามไปดู ยศวินเดินมาที่ระเบียงตึก อิงอรกับสุนันท์เดินผ่านไปสมทบกับไกรฤกษ์ที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ทั้งสามคนคุยอะไรกันสักพักแล้วก็ชวนกันเดินไปที่ทางด้านหน้างาน ยศวินรู้สึกแปลกใจ
       “เอ๊ะ..คนพวกนี้..ผมเคยเห็นที่โรงพยาบาล”
       มารตีพูดแทรกเข้ามา “ใช่สิ ก็ญาติยัยกรองแก้ว..แต่ที่จริง..คือพวกแม่เล้า”
       “หมายความว่ายังไง”
       “เอ้า นี่หมอยศวินไม่ทราบเหรอ นางงามทุกคน..จะต้องโดนแม่เล้าใส่พานไปถวายท่านพินิจทั้งนั้น”
       “ฮะ คนพวกนี้หลอกคุณแก้วมาประกวด แล้วพอได้ตำแหน่ง ก็ขายคุณแก้วให้ท่านเหรอ”
       “ยัยกรองแก้วเองก็ต้องอยากขายตัวเองอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะมาประกวดนางงามทำไม” มารตีว่า
       “คุณแก้วอาจจะไม่อยากก็ได้”
       “พวกหนักไม่เอางานเบาไม่สู้ ..วันๆก็เอาแต่แต่งตัวสวยๆ หาวิธีทำให้ผู้ชายรักผู้ชายหลง จะไปทำอะไรได้ ให้ชีวิตดีขึ้นล่ะคะ คุณหมอ”
       มารตีค้อนแล้วเดินกลับไปตรวจเด็กต่อ
       “คุณหมอ คุณหมอไม่ได้มานี่เพื่อดูนางงามนะ ยังเหลือเด็กป่วยอีกตั้งหลายเตียง ที่เราต้องตรวจดูนั่นตรวจดูนี่น่ะ”
       ยศวินจะเดินตามมารตีไปแต่ก็ยังแคลงใจ เขาหันไปมองที่งานอีกทีแล้วขมวดคิ้วเมื่อเห็นไกรฤกษ์กับพวกเดินหลบไปทางเวทีด้วยท่าทางเหมือนโจรมากๆ
      
       เด็กๆ ที่เต้นระบำสัตว์เริ่มแสดงบนเวที ทีมงานและเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่รุมจูงมือกรองแก้วพากรองแก้วที่กำลังเหลียวหน้าเหลียวกลังด้วยความหวาดระแวงมาที่หน้าเวที
       กรองแก้วเดินผ่านหน้าโซฟาประธานที่คุณหญิงดารานั่งอยู่ กรองแก้วไม่เห็นพินิจก็โล่งอก เธอก้มตัวยกมือไหว้ทักทาย คุณหญิงรับไหว้ตามมารยาท ทีมงานพากรองแก้วไปนั่งข้างๆคุณหญิง
       “สบายดีหรือจ๊ะ หนู” คุณหญิงดาราทัก
       “สบายดีค่ะ ขอบคุณ”
       “ที่ตกเวที ขาเจ็บ..หายแล้วหรือ”
       อิงอรกับสุนันท์มายืนดูที่อีกด้านหนึ่ง
       “ต๊าย ดูมัน มันกล้านัก อีนี่”
       “แล้ว..มันจะฟ้องคุณหญิงหรือเปล่าอ่าแม่” สุนันท์หวั่นใจ
       สองแม่ลูกสบตากันแล้วก็ผงะ
       “ขาดิฉัน..หายแล้วค่ะ..คุณหญิงมาคนเดียวหรือคะ”
       คุณหญิงดารามองอย่างอยากรู้ว่ากรองแก้วคิดยังไงแน่ “มาคนเดียว..ทำไม เธออยากให้ฉันมากี่คน”
       กรองแก้วก้มหน้าด้วยความเกรงใจ “ดิฉันดีใจ..ที่ได้พบคุณหญิงคนเดียว..ค่ะ”
       คุณหญิงดาราผงะแล้วมองหน้าเพราะไม่รู้ว่ากรองแก้วหมายถึงอะไร
       การแสดงระบำสัตว์จบลงพอดี ทุกคนปรบมือกันเกรียว กรองแก้วมองมาทางอิงอรที่ถลึงตามาใส่ พอมองไปรอบๆ ก็เห็นไกรฤกษ์กับพวก
       กรองแก้วตัดสินใจพูด “คุณหญิงคะ..ดิฉันอยากจะขอความกรุณาคุณหญิง..ดิฉันขอให้คุณหญิงช่วย..”
       พิธีกรประกาศขึ้นพอดี
       “ลำดับต่อไป ขอเชิญคุณกรองแก้ว นางสาวศรีสยามคนล่าสุด ขึ้นมามอบรางวัลให้เด็กๆด้วยค่ะ”
      
       กรองแก้วอึ้ง เธอจำใจลุกแล้วเดินขึ้นเวทีไป


  


       ทีมงานเอาของขวัญห่อเล็กๆ มาส่งให้กรองแก้วมอบให้เด็กๆ ที่เต้นระบำสัตว์ ช่างภาพเข้ามาถ่ายรูป ขณะที่กรองแก้วมอบรางวัลให้แก่เด็กๆ คุณหญิงดาราปรบมือพลางมองกรองแก้วอย่างครุ่นคิด
      
       กรองแก้วมองลงมา สบตาคุณหญิงด้วยแววตาอ้อนวอนร้องขอ
       พิธีกรพูดต่อ “งานนี้เป็นงานแรกที่คุณกรองแก้วมา หลังจากได้รับตำแหน่ง คุณแก้วรู้สึกยังไงบ้างคะ”
       พวกไกรฤกษ์ตีวงเพื่อแยกย้ายกันยืน
       “ดิฉันมีความยินดีมากค่ะ ที่ได้มาพบน้องๆ แล้วหวังว่า..ดิฉันจะช่วยทำประโยชน์ให้กับสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนี้ได้บ้าง ไม่มากก็น้อยค่ะ” กรองแก้วพูด
       คนดูปรบมือ
       “ถ้าอย่างนั้น..ดิฉันขออนุญาตเริ่มการประมูลสินค้าฝีมือเด็กกำพร้าเลยนะคะ ใครอยากมีภาพที่ระลึกกับนางสาวศรีสยาม มาร่วมทำบุญด้วยกันนะคะ” พิธีกรพูด
       กรองแก้วไปหยิบสินค้าที่จัดวางอยู่บนเวทีซึ่งเป็นกรอบรูปสวยงามมาชิ้นหนึ่ง แต่เธอก็ต้องผงะ เมื่อเห็นว่าพินิจกำลังแหวกผู้คนเข้ามา
       “เดี๋ยวก่อนๆๆ”
       พินิจรีบเดินแหวกทุกคนเข้ามายืนเด่นที่หน้าเวที
       “หนูแก้ว..หนูแก้วของชั้น กลับมาแล้ว หายเจ็บขาแล้วใช่ไหมจ๊ะ”
       พินิจยิ้มแฉ่งต่อหน้ากรองแก้วแบบไม่อายใคร กรองแก้วแค่นยิ้มตอบ
      
       อิงอรกับสุนันท์ตกใจที่เห็นพินิจมาร่วมงานด้วย
       “ท่านพินิจ..”
       “คนของท่านหูตายิ่งกว่าสัปปะรด แค่นี้มีเหรอจะไม่รู้..เพราะฉะนั้น..วันนี้แม่จะพลาด ให้นังแก้วหนีไปอีกไม่ได้แล้ว” สุนันท์บอก
      
       คุณหญิงดาราลุกขึ้นมาปรามพินิจในขณะที่ปากก็ฉีกยิ้มต่อหน้าธารกำนัล
       “คุณพินิจคะ..ดิฉันรู้ว่าคุณอยากจะประมูลสินค้าเพื่อการกุศลใจจะขาดแล้ว งั้นก็มานั่งเถอะค่ะ เขาจะได้เริ่ม”
       “จะประมูลแล้วเหรอ อ้าวเหรอ เอาเลยๆๆๆๆ” พินิจบอก
       พิธีกรดำเนินรายการต่อ “สินค้าชิ้นแรก ที่อยู่ในมือนางสาวศรีสยามของเรา คือ กรอบรูปจากผ้ามัดย้อมสีสันสวยสดที่น้องๆจากบ้านเด็กกำพร้าช่วยกันประดิษฐ์ขึ้นมา..ราคาประมูลเริ่มต้นที่..สิบบาท”
       พินิจยกมือ “ผมให้ห้าร้อยบาท!!”
       แขกเหรื่อคนอื่นๆที่ตั้งท่าจะประมูลเงียบกริบแล้วพากันหดมือกลับทันทีเพราะว่าสู้ราคาไม่ไหว พิธีกรทำหน้าที่นับไปตามธรรมเนียม พินิจยิ้มให้กรองแก้วแล้วโบกมือแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ กรองแก้วหน้าซีดแต่แค่นยิ้ม
      
       พุฒิภัทรเดินออกจากห้องผ่าตัดมาล้างมืออย่างเยือกเย็น เขาพยายามข่มใจและตั้งสติดูนาฬิกา แต่ก็มีอาการร้อนรน เพียงพรเดินตามออกมา
       “เสร็จเรียบร้อยไปอีกราย พวกญาติๆคงดีใจกันใหญ่” เพียงพรบอก
       “ถ้าคนไข้รายสุดท้ายพร้อมแล้ว รีบพามาผ่าต่อเลยนะครับคุณเพียงพร”
       “คุณชายคะ..ถ้าคุณชายมีธุระด่วน เดี๋ยวดิฉันจะไปตามหมอประสิทธิ์ท่านมาผ่าตัดเคสที่เหลือแทนดีมั้ยคะ”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมทำได้”
       “เวลาที่แพทย์ท่านอื่นๆมีธุระ คุณชายก็ช่วยแก้ไขปัญหาแทน..ให้ผ่านไปได้ทุกครั้ง..เวลานี้คุณชายก็ต้องให้คนอื่นช่วยคุณชายบ้างนะคะ”
       ทันใดนั้น แพทย์วิสัญญีก็เดินเข้ามา
       “อ้าว คุณหมอดมยามา” เพียงพรบอก
       แพทย์วิสัญญีขำ “ผมไม่ได้ดมยานะ ผมวางยาคนไข้” แพทย์วิสัญญีหันมาหาพุฒิภัทรแล้วพูดจริงจัง “คุณชายครับ การผ่าตัดรายต่อไป ต้องงดแล้วล่ะครับ เพราะคนไข้มีความดันโลหิตสูงมาก ผ่าวันนี้ไม่ได้ครับ”
       พุฒิภัทรดีใจ “ดี!”
       “ดี..ดียังไงครับ”
       “ก็ดี..ดี..ที่ ไม่ใช่กรณีฉุกเฉินไงล่ะ..งั้น..ขอบคุณมากนะครับคุณเพียงพร งั้นผม..ไปธุระก่อน”
       พุฒิภัทรรีบเดินแยกออกไปโดยเขาเดินเร็วจนแทบวิ่ง
       “อยากรู้จริงๆว่าคุณชายหมอมีธุระด่วนเรื่องอะไรนะ” เพียงพรสงสัย
      
       อิงอรกับสุนันท์ลากไกรฤกษ์มาที่มุมนึงของงาน
       “ห้ามจับตัวยัยแก้ว? อ้าว ก็ที่แม่เรียกผมมา ไม่ได้ให้มาจับตัวนังแก้วหรอกเหรอ” ไกรฤกษ์งง
       “ก็ใช่..แต่แกห้ามทำให้มันเอิกเกริก..ไม่เห็นเหรอว่าท่านพินิจอยู่ในงานด้วย ถ้าเกิดแกกับเพื่อนฉุดนังแก้ว แล้วมันโวยวายขึ้นมา ท่านก็จะรู้น่ะสิว่านังแก้วมันไม่เต็มใจจะไปกับท่าน..ก็เท่ากับว่าที่ผ่านมาแม่ตอแหลท่านน่ะสิ” อิงอรบอก
       “แล้วแม่ไปตอ..” ไกรฤกษ์พูดยังไม่ทันจบ อิงอรก็ตวาดออกมา
       “ไอ้ไกร!!”
       “ชั้นไม่เข้าใจ ท่านพินิจออกจะบ้ากาม มักมากโจ่งแจ้งขนาดนี้ แต่ดันจะทำตัวเป็นสุภาพบุรุษ ต้องการให้ผู้หญิงมาเป็นอนุอย่างเต็มใจงั้นเหรอแม่”
       ทันใดนั้นพินิจก็เดินเข้ามา
       “คุณอิงอร”
       พวกอิงอรสะดุ้งแล้วหันไปยิ้มแย้มอย่างเอาใจเต็มที่
       “คะท่าน โถๆๆ อิงอรกำลังคิดจะเข้าไปกราบสวัสดีท่านอยู่เลยค่ะ”
       “ทำไมถึงไม่บอกชั้นว่าหนูแก้วจะมางานนี้”
       อิงอรหาทางแถ “เอ่อ คือ”
       “ไม่ได้คิดจะปกปิดชั้นหรอกนะ”
       “ไม่เลยค่ะๆๆ อิงอรก็เพิ่งจะทราบก่อนหน้าท่านแป๊บเดียวเอง แล้วที่ไม่ได้แจ้งท่านก็เพราะ..เพราะอิงอรตั้งใจเอาไว้ว่าจะพาหนูแก้วไปเซอร์ไพร้ส์ท่านที่วิมานสีชมพูคืนนี้น่ะสิคะ” อิงอรบอก
       “ไม่ต้องการเซอพงเซอไพร้ส์อะไรชั้นทั้งนั้น..ชั้นดีใจเก้อกับคำพูดเธอมาหลายรอบแล้ว..คืนนี้ชั้นจะไม่ผิดหวังอีกใช่มั้ย คุณอิงอร”
       “ค่ะ คืนนี้ท่านจะได้เป่ากระหม่อมแม่แก้วแน่นอนค่ะ”
       “ก็ควรต้องเป็นอย่างนั้น”
       อิงอรหน้าซีด
       สุนันท์มองพินิจอย่างท้าทายและไม่กลัวเกรง พินิจหันมามองสุนันท์แว่บหนึ่งก่อนจะเดินจากไป
       สุนันท์มองตามไปแล้วด่าลับหลัง
      
       “หื่น! บ้าอำนาจ! เล้วเลว...เกลี๊ยด เกลียด ชริ!”


  


       พุฒิภัทรนั่งอยู่ในรถที่ถนอมเป็นคนขับแล่นมาตามถนน ใจร้อนดั่งไฟ
      
       “ถนอมขับให้เร็วกว่านี้อีกได้มั้ยครับ..แก้วนะแก้ว ทำไมถึงต้องหาเรื่องให้ตัวเองด้วย ถ้าเธอเป็นอะไรไป แล้วชั้นจะ..จะ จะบอกพ่อของเธอยังไง”
       “พ่อใครครับ” ถนอมถาม
       “เปล่า..ไม่มีอะไร”
       ถนอมขับรถไปแล้วลอบมองอย่างแปลกใจ
      
       พินิจเดินขึ้นเวทีมาด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊า
       พิธีกรพูดใส่ไมโครโฟน “สุดท้าย ขอเชิญคุณกรองแก้ว มอบของชิ้นสุดท้ายของวันนี้ให้แก่ผู้ที่ประมูลสูงสุดด้วยค่ะ คนอะไรไม่รู้ ประมูลได้ไปทุกอย่างเลย..ใจบุญจริงๆ..ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ท่านพินิจอีกแล้วค่ะ!!”
       พินิจยื่นหน้าไปพูดใส่ไมโครโฟน “ก็ประมูลให้คุณหญิงของผมทั้งนั้น..จริงไหมจ๊ะ คุณหญิง”
       ทุกคนปรบมือ คุณหญิงดาราปรบด้วยแต่ทำสีหน้าเครียด
       กรองแก้วถือของชิ้นสุดท้ายที่เพิ่งประมูลเสร็จ ซึ่งเป็นกระเป๋าสานจากวัสดุธรรมชาติเอามามอบให้พินิจ
       “สวยจริงๆ สวยที่สุดเลย” พินิจทำตาเยิ้มใส่
       กรองแก้วรีบมอบแล้วรีบผละออก
       “เดี๋ยวๆๆ ให้ช่างภาพถ่ายภาพก่อนสิ”
       พินิจจับกรองแก้วไว้ไม่ให้แยกไป คุณหญิงดาราที่นั่งมองอยู่ข่มอารมณ์ไว้
       อิงอร สุนันท์ และไกรฤกษ์ขยับเข้ามาใกล้เวทีมากขึ้น ทั้งสามพร้อมจัดการกรองแก้ว
       “และทางมูลนิธิเพื่อเด็กกำพร้าต้องขอขอบคุณคุณกรองแก้ว บุญมี นางสาวศรีสยามคนล่าสุดด้วยนะคะที่มาร่วมงานเพื่อน้องๆในครั้งนี้ เอาล่ะคะเด็กๆ ขอบคุณพร้อมๆกันนะคะ” พิธีกรกล่าว
       “ขอบคุณค่ะ/ครับ” เด็กๆ พูด
       “แม้ว่าคุณกรองแก้วจะต้องกลับก่อน แต่งานของเรายังคงดำเนินต่อนะคะ”
       กรองแก้วละล้าละลังเพราะไม่กล้าลงจากเวที เธอมองสำรวจไปรอบๆ
       พินิจประคองกรองแก้วลงจากเวที “มาๆๆ เดินระวังนะ”
       กรองแก้วมองหาทางหนี เธอเห็นช่างภาพและนักข่าวที่เข้ามาถ่ายรูปกัน กรองแก้วรีบผละจากพินิจ แล้วเดินลงเวทีก่อนจะตรงเข้าไปหากลุ่มช่างภาพและนักข่าวโดยแทรกตัวเองเข้าไปในวงล้อมนั้น
       “พี่ๆอยากสัมภาษณ์แก้วมั้ยคะ เรื่องที่..แก้วไม่สบายน่ะค่ะ ใครอยากดูแผลไหมคะ..แก้วจะให้ถ่ายภาพไปทำข่าวค่ะ” กรองแก้วพูด
       พวกนักข่าวและช่างภาพมารุมถ่ายรูป รุมสัมภาษณ์กรองแก้ว
       พินิจยืนมองอย่างขัดใจเพราะถูกกันออกมานอกวง คุณหญิงดารามองสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็เริ่มเข้าใจมากขึ้น อิงอรรีบแหวกเข้าไปหาพินิจทันที
       “ท่านคะ..เดี๋ยวหนูแก้วให้สัมภาษณ์เสร็จก็กลับแล้ว..อิงอรว่าท่านกลับไปรอที่บ้าน อาบน้ำให้สดชื่นก่อนดีกว่ามั้ยคะ แล้วอิงอรจะนำตัวหนูแก้วไป” อิงอรบอก
       “ไม่..ไหนๆชั้นก็อยู่ตรงนี้แล้ว ชั้นจะไม่พรากจากหนูแก้วอีก หนูแก้วต้องกลับไปพร้อมชั้น”
       “แต่..แล้วคุณหญิงล่ะคะ” อิงอรถาม
       “คุณหญิงเขาเข้าใจ”
       “คุณหญิงเข้าใจ แต่คนอื่นๆที่อยู่แถวนี้ล่ะคะ มีทั้งนักข่าว ทั้งคุณหญิงคุณนาย..ท่านคงไม่อยากให้คนเอาเรื่องของท่านกับคุณหญิงไปพูดเสียๆหายๆหรอก..ใช่มั้ยคะ” สุนันท์บอก
       “จริงค่ะ เชื่ออิงอรนะคะ ท่านกลับไปรอก่อน รับรองหนูแก้วไปหาแน่ๆค่ะ”
       “ชั้นจะไปรอที่หน้าหอประชุม พวกเธอไปพาตัวแก้วมา ยังไงวันนี้ชั้นจะกลับบ้านพร้อมกับหนูแก้ว เข้าใจมั้ย” พินิจสั่ง
       พินิจเดินไปหาคุณหญิงดาราแล้วยืนเคียงกัน แต่สายตาของเขาจับจ้องอยู่ที่กรองแก้วตลอด
       คุณหญิงดาราเอาแขนมาคล้องแขนพินิจ “รีบกลับบ้านเถอะค่ะ ชั้นกลัวว่าความสุขของคุณจะทะลักล้นเกลื่อนกลาดไปทั่วงานการกุศลของเขาหมด”
       คุณหญิงดาราเดินควงกึ่งลากพินิจออกไป ทีมงานขนของที่พินิจประมูลได้มาวิ่งตามมา
       “นี่ค่ะ ของที่ท่านประมูลได้ทั้งหมด ให้ตามไปใส่ที่รถเลยไหมคะ คุณหญิง”
       คุณหญิงดารารีบบอก “มาเลยค่ะ มาเลยๆ”
       พินิจอึ้ง
      
       กรองแก้วกำลังให้สัมภาษณ์กับนักข่าวอยู่
       “แผลก็ยังปวดๆอยู่บ้างค่ะ แต่ก็ดีขึ้นมากแล้ว”
       เพื่อนอาจารย์ของชินกรเดินเข้ามาทักกรองแก้ว
       “คุณกรองแก้วครับ พวกเราเป็นเพื่อนกับอาจารย์ชินกร อาจารย์ชินกรบอกให้พวกเรามาแนะนำตัวกับคุณ..แต่ไม่ได้บอกว่าทำไม”
       “อ๋อ ค่ะ คือ..แก้วมีเรื่องอยากจะปรึกษาค่ะ พวกคุณช่วย..เอ่อ..ช่วยเดินไปคุยไปกับแก้วได้มั้ยคะ..นะคะๆ”
       “ได้ครับ”
       อิงอรมายืนขวางไว้
       “จะไปไหนแม่แก้ว”
       ยศวินโผล่มาแอบดูอยู่หลังบอร์ดร้านออกงานขายของ
       อิงอรจะคว้าตัวกรองแก้วออกจากกลุ่มนักข่าว “ขอโทษนะคะ ชั้นเป็นผู้ปกครองของหนูกรองแก้ว..หนูแก้วต้องกลับแล้ว”
       กรองแก้วดึงมือออกแล้วเรียกพวกนักข่าว “พี่ๆคะ..คุณอิงอร จากร้านเสริมสวยอิงอรคนนี้ยังไงคะที่เห็นแววแก้ว และก็ชักชวนให้มาประกวดนางสาวศรีสยาม..ส่วนคนนี้ คุณสุนันท์ เป็นคนสอนแก้วเดินเลยนะคะ พี่ๆสัมภาษณ์เธอสิคะ”
       กรองแก้วให้พวกนักข่าวรุมอิงอรส่วนตัวเองเดินเลี่ยงหลบไปอีกทาง
      
       อิงอรกับสุนันท์จะเดินตามแต่ติดช่างภาพที่มารุมถ่ายรูป


  


       กรองแก้วเดินออกมาอีกด้านโดยมีพวกเพื่อนของชินกรเดินตามมาด้วย ทั้งหมดเดินปะปนมาในกลุ่มคนเพื่อจะเดินตรงไปยังประตูทางออก
      
       แต่อยู่ๆ เพื่อนของไกรฤกษ์ก็เข้าประกบเพื่อนของชินกรแบบตัวต่อตัว เพื่อนไกรฤกษ์ยืนขวางหน้า ผลักอก และกันให้เพื่อนชินกรแยกออกจากกรองแก้ว โดยไม่ให้เป็นที่สังเกตของคนในงาน
       “พวกคุณ..”
       กรองแก้วเห็นท่าไม่ดีจึงจะรีบออกไปแต่พอหันมาก็แทบชนกับแผงอกของไกรฤกษ์
       “คิดว่ามีคนรุมล้อม แล้วเธอจะปลอดภัยเหรอจ๊ะคนสวย” ไกรฤกษ์ถาม
       “คุณไกร..”
       “จำชื่อไกรได้ด้วย ต้องยังงี้สิถึงเรียกว่ารักกันจริง” ไกรฤกษ์คว้ามือกรองแก้วแล้วกระชากตัวมากอดแขนเอาไว้ “อย่าร้อง!! เพราะถ้าเธอร้อง ชั้นใช้กำลังแน่”
       “ปล่อยชั้นไปเถอะนะ”
       “ชั้นไม่ทำอะไรเธอหรอก ขอแค่เธอทำตามที่ชั้นสั่ง”
       ทีมงานของเด็กกำพร้าที่แต่งชุดสัตว์แสดงระบำกำลังเดินนำขบวนเด็กๆ เดินผ่านมาเพราะจะกลับตึก กรองแก้วตัดสินใจผลักไกรฤกษ์อย่างแรงแล้วรีบวิ่งเข้าไปหากลุ่มเด็กๆ เหล่านั้น
       “น้องๆคะ น่ารักจังเลย น้องๆจะกลับขึ้นตึกหรือคะ มา..พี่แก้วไปส่งค่ะ”
       เด็กๆดีใจ กรองแก้วใช้กลุ่มเด็กๆเป็นกำบัง ไกรฤกษ์และพรรคพวกอยากจะเข้าไปลากกรองแก้วออกมา แต่อิงอรกับสุนันท์วิ่งตามเข้ามาห้ามไว้ก่อน
       “อย่า!! อย่าให้เอิกเกริก ไม่ดีแน่.. ไกร แกดักรอมันที่ทางออกนี่แหละ เดี๋ยวชั้นกับยัยนันท์จะดูมันเอง”
       อิงอรกับสุนันท์จับตามองกรองแก้วตลอด กรองแก้วเห็นท่าไม่ดีจึงตัดสินใจทิ้งกลุ่มเด็กแล้ววิ่งตัดสนามไปอีกทาง อิงอรกับสุนันท์รีบวิ่งตาม
      
       เกษรากับชินกรเดินกระวนกระวายอยู่ข้างๆรถที่จอดอยู่
       “ทำไมแก้วยังไม่มาอีก มันเกินเวลามาเยอะแล้วนะคะคุณชิน เราเข้าไปตามแก้วในงานกันเถอะ”
       “ไม่ดีหรอกเกษ อันตราย”
       เพื่อนของชินกรเดินออกมาเรียกชินกร “อาจารย์ชินกร”
       “อ้าว พวกนาย ทำไมออกมากันตัวเปล่าๆ แล้วแก้วล่ะ แก้วอยู่ไหน”
       เกษรากังวล “แก้ว..แก้วเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้นกับแก้ว”
      
       กรองแก้ววิ่งแยกมาอีกด้านแต่ก็ต้องชะงักเพราะไกรฤกษ์และเพื่อนๆ วิ่งมายืนดักอยู่บริเวณนั้น กรองแก้วถอยเพื่อจะไปอีกทางแต่ก็พบว่าพินิจกับคนรถยืนชะเง้อมองหาอยู่อีกทาง กรองแก้วถอยเพื่อหามุมหลบ แล้วก็ตัดสินใจวิ่งเข้าไปที่ซอกตึกเด็กกำพร้าป่วย
       แต่แล้วกรองแก้วก็วิ่งไปชนเข้ากับอกของชายคนนึง “ว้าย..”
       ปรากฏว่าชายคนนั้นคือยศวิน
       “ชู่ว์ๆๆๆๆ ผมเองครับคุณแก้ว มาทางนี้ๆ” ยศวินลากกรองแก้วเข้าไปหลบอีกทาง “ผม หมอยศวิน คนที่คุณไม่ยอมให้เย็บแผลที่ขาไงครับ..ไม่ต้องกลัวนะครับ”
       “ค่ะ”
       “ใส่ชุดนี้ไว้นะครับ”
       ยศวินเอาเสื้อกาวนด์ของหมอมาให้กรองแก้วสวมคลุมเอาไว้
       “ผมจะพาคุณออกไปเอง” ยศวินบอก
      
       อิงอรกับสุนันท์วิ่งตามหากรองแก้ว
       “หายไปไหนแล้ว”
       ไกรฤกษ์วิ่งมาสมทบ
       “นังแก้วอยู่ไหนแล้วแม่”
       “ถ้ามันยังไม่ออกไป มันก็ต้องหลบซ่อนที่ไหนสักแห่งแน่ๆ ไป ไปหาให้เจอ” อิงอรสั่ง
       สุนันท์กับไกรฤกษ์แยกย้ายไป พินิจที่รออยู่ด้านหน้า พอเห็นอิงอรเขาก็รีบปรี่เข้ามาหา
       “คุณอิงอร..จะให้ผมรออีกนานมั้ย”
       “เอ่อ ไม่นานหรอกค่ะท่าน คือหนูแก้ว..กำลังเข้าห้องน้ำค่ะ เดี๋ยวก็คงจะออกมาแล้ว ท่านใจเย็นๆนะคะ หรือไม่ก็กลับไปรอที่บ้าน”
       “ชั้นจะรอที่นี่” พินิจยืนกราน
       “ค่ะ”
       ยศวินและพยาบาลสองสามคนเดินสวนออกมา กรองแก้วสวมชุดกาวน์ถือแฟ้มบังหน้าเดินปะปนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ทั้งหมดเดินสวนกับกลุ่มอิงอรไปอย่างโจ่งแจ้ง กรองแก้วก้มหน้าอยู่หลังแฟ้ม
       อิงอรเรียกไว้ “คุณ..”
       ยศวินหันมาสั่งกลุ่มพยาบาล “พวกคุณเอาของไปเก็บก่อนเลยนะ..มีอะไรครับ”
       “พวกคุณเห็นนางสาวศรีสยามบ้างมั้ย” อิงอรถาม
       “นางสาวศรีสยาม เอิ่ม คุณกรองแก้วใช่มั้ยครับ..เอ้ รู้สึกเมื่อกี้จะเดินขึ้นตึกไปนะครับ สงสัยจะไปห้องน้ำ”
       “น่าน..ว่าแล้วเชียว” อิงอรพูดกับพินิจ “อิงอรจะรีบไปพาออกมานะคะท่าน”
       อิงอรรีบเดินไป
       “ผมขอตัวนะครับ” ยศวินบอก
       พินิจมองตามกลุ่มพยาบาลไปจนเห็นหมอในชุดเสื้อคลุมคนหนึ่งสวมรองเท้าส้นสูงสีสดไม่เหมือนหมอและพยาบาลคนอื่นๆ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร
       “พวกเรา ตามไปบนตึกเลย” พินิจเดินนำสมุนขึ้นตึกไป
      
       พินิจรีบเดินผ่ามาบนตึก พวกเจ้าหน้าที่และทีมงานงงๆ พินิจเดินพล่าน
       สมุนพินิจวิ่งมา “ท่านครับ ที่ห้องน้ำไม่มีใครนะครับ”
       “แล้วอยู่ไหนล่ะ”
       ทีมงานคนหนึ่งเดินมาหา “โอ..ท่านพินิจ มาเยี่ยมเด็กป่วยหรือคะ ดูสิ ท่านดีจังเลย..เชิญค่ะๆๆ นี่ น้องเก่ง เป็นไข้เลือดออกค่ะ”
       พี่เลี้ยงทุกคนและเด็กๆ หันมา
       “ทุกคน แสดงความต้อนรับท่านพินิจหน่อยค่ะ”
       เด็กๆ และพี่เลี้ยงพูดพร้อมกัน “สวัสดีค่ะ” / “ครับท่าน”
       “อ้อ..สวัสดีจ้ะ ดีๆๆๆ แล้ว..หนูล่ะ ป่วยเป็นอะไรจ๊ะ”
      
       พินิจมองอย่างอึดอัด

       รถพุฒิภัทรแล่นมาถึงประตูสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พุฒิภัทรรีบลงจากรถแล้วเดินเร็วจนแทบจะวิ่งเข้ามาด้านในงาน เขาพยายามมองหากรองแก้วไปทั่วงาน
      
       ระหว่างนี้มารตีที่กำลังเดินลงมามองหาเพื่อนๆ เห็นพุฒิภัทรเข้าพอดี มารตีชะงักแล้วขมวดคิ้วท่าทีสงสัย
       “พี่ชายภัทร มาหานังแก้วหรือไง”
       พุฒิภัทรไปที่ข้างเวทีแล้วพบทีมงานคนหนึ่ง
       “ขอโทษนะครับ..ไม่ทราบคุณกรองแก้วอยู่ที่ไหนครับ”
       “อ๋อ เธอกลับไปแล้วค่ะ สักพักนี่เอง”
       “กลับไปแล้ว..ไปกับใคร ทราบมั้ยครับ..ไปคนเดียวหรือมีคนพาไป..ใช่คุณอิงอร ผู้หญิงอายุประมาณ40 สูงประมาณนี้หรือเปล่าครับ”
       “คุณอิงอร..อ๋อค่ะ คุณอิงอรมาค่ะ”
       “พี่ชายภัทร” มารตีรีบเข้าไปหา “พี่ชายภัทรมารับมารตีเหรอคะ”
       “มารตี”
       “มารตีก็คิดว่าพี่ชายภัทรติดผ่าตัดมาไม่ได้ซะอีก หรือว่าเป็นห่วงมารตีเลยรีบตามมาคะ..พอดีเลย มารตีเสร็จงานตรงนี้แล้ว เรากลับพร้อมกันนะคะ” มารตีพูดเครียดๆ
       “เอ่อ คือ..พี่..พี่มีธุระ เธอกลับไปก่อนเถอะ”
       พุฒิภัทรไม่สนใจมารตี เขารีบเดินแยกออกไปอีกทาง
       “อะไรกัน พี่ชายภัทรเป็นขนาดนี้เลยเหรอ”
       มารตีขัดใจ เธอเห็นทีมงานคนเดิมจึงรีบเดินเข้าไปหา
       “นี่ คุณ ..เมื่อกี้นี้คุณผู้ชายคนนั้นเขามาถามอะไรกับคุณ” มารตีถาม
       “ถามหาคุณกรองแก้วค่ะ ถามว่ากลับไปกับใคร ใครจะไปรู้จักล่ะคะ” ทีมงานเดินบ่น “งานก็ต้องทำ ยังต้องมาตอบคำถามคนอีก ปวดหัวๆ”
       มารตีอึ้ง
       “นี่เหรอ ธุระของพี่”
      
       ยศวินประคองกรองแก้วเดินหนีออกมาด้านนอกงาน
       “ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านพินิจจะทำอย่างนี้กับผู้หญิงได้”
       “ไม่ใช่แค่ท่านพินิจหรอกค่ะ แต่คนรอบๆตัวท่านด้วย เขาทำเหมือนแก้วเป็นสินค้า เอาไปเร่ขายหาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง” กรองแก้วยกมือไหว้ “ขอบคุณคุณหมอยศวินมากนะคะที่ช่วยแก้ว แก้วจะไม่ลืมพระคุณครั้งนี้เลย”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมชอบช่วยเหลือคนสวยๆอยู่แล้ว”
       กรองแก้วอึ้งๆ และทำหน้าไม่ถูก เธอรีบเดินเร็วขึ้น
       ยศวินนึกว่ากรองแก้วโกรธ “คุณแก้ว ผมขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจละลาบละล้วงคุณในเวลาอย่างนี้ พอดีผมเป็นคนปากไว อย่าถือสาเลยนะครับ”
       “ค่ะ แก้วไม่ถือสาคนที่ช่วยแก้วให้หนีจากขุมนรกหรอกค่ะ”
       เพื่อนทั้ง3ของชินกรวิ่งออกมาสมทบ
       “คุณแก้ว”
       ยศวินรีบปกป้องกรองแก้ว “อย่าเข้ามา”
       “ไม่ใช่ค่ะ หมอยศวิน คุณสามคนนี้เป็นเพื่อนสนิทของคุณชินกรค่ะ เขามาช่วยแก้ว”
       “คุณชินกร..ใครเหรอครับ” ยศวินถาม
       “ผู้มีบุญคุณของแก้วค่ะ”
       “อย่าเพิ่งคุยมากเลยครับ รีบไปก่อนเถอะ คุณแก้วจะให้พวกผมไปส่งที่ไหนครับ” เพื่อนชินกรถาม
       “ที่รถคุณชินกรค่ะ ทางนั้น”
       กรองแก้วชี้ไปยังทิศที่รถชินกรจอดอยู่ ชินกรลงจากรถมาโบกเรียก กรองแก้วรีบเดินนำไป
       “แฟนคุณแก้วเหรอครับ” ยศวินถาม
       กรองแก้วตกใจ “คุณหมอ.. คุณชินกรเขามีภรรยาแล้วค่ะ”
       เกษราลงจากรถมาโบกเรียกอีกคน ยศวินโล่งอก แล้วทั้งหมดก็รีบไปที่รถ
      
       พุฒิภัทรวิ่งกลับออกมาริมถนนด้านหน้าโดยมองหากรองแก้วไปตลอดทาง
       “แก้ว..เธออยู่ไหนแก้ว”
       ถนอมเเดินข้ามา
       “คุณชายครับ มีอะไรให้ผมช่วยหรือเปล่าครับ”
       “เธออยู่ไหน แก้ว”
       พุฒิภัทรไม่ได้สนใจถนอมเลยเพราะมัวแต่มองหาแต่กรองแก้ว
       “แก้ว แก้วอะไรครับ คุณชายหิวน้ำหรือครับ” ถนอมงง
      
       อิงอรเครียดจัด
       “หานังแก้วไม่เจอ..พวกแกอยู่กันตั้งเยอะตั้งแยะ ผู้หญิงแค่คนเดียว ไม่มีใครเจอเลยเหรอ”
       “แม่ไม่ต้องมาว่าชั้นเลย แม่กับยัยนันท์ก็ปล่อยมันหนีไปได้เหมือนกันนั่นแหละ” สุนันท์ย้อน
       “แล้วทีนี้ชั้นจะทำยังไง ท่านพินิจเอาชั้นตายแน่”
       “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกแม่”
       อิงอรไล่ตีไกรฤกษ์
       “แม่..ชั้นเจ็บนะ พอๆๆ”
       “ไอ้ลูกเนรคุณ” อิงอรว่า
       “ใจเย็นๆก่อนเถอะแม่ ค่อยๆคิด มันจะไม่มีทางต่อรองกับท่านพินิจได้เลยเหรอ” สุนันท์ถาม
       “แกเคยเห็นท่านปรานีใครบ้างมั้ยล่ะ” อิงอรวิตก “ท่านยังรออยู่ด้านหน้าใช่มั้ย..ชั้น..ชั้นต้องหนี ให้ท่านรู้ไม่ได้ ไปๆๆ”
       อิงอรรีบหนีไป
       “แล้วยังงี้พวกชั้นจะซวยด้วยมั้ย อ้าว เฮ้ย แยกย้ายๆๆ ตัวใครตัวมัน” ไกรฤกษ์บอก
      
       เพื่อนๆ ไกรฤกษ์แยกย้ายสลายกลุ่ม ส่วนสุนันท์เซ็ง


  


       อิงอรกับสุนันท์ถูกสมุนของพินิจหิ้วปีกเข้ามา ทิ้งไว้ตรงหน้าพินิจที่นั่งในเรือนสีชมพู
      
       “ทำงานไม่สำเร็จ แล้วคิดจะหลบหน้าชั้นเหรอ..แกคิดว่าจะหนีคนอย่างท่านพินิจพ้นเหรอนังอิงอร”
       อิงอรยกมือไหว้ “ท่านคะ..ท่านฟังเหตุผลของอิงอรก่อนนะคะ”
       “เหตุผลเหรอ..ได้..ว่ามาสิ”
       “อิงอ..ร..”
       อิงอรแค่เริ่มเอ่ยพินิจก็เข้ามาจับตัวเธอเขย่า
       สุนันท์ตกใจ “แม่!”
       สมุนของพินิจจับสุนันท์เอาไว้ พอพินิจปล่อยอิงอรก็ทรุดลงไปกองกับพื้น
       “เอ้า นอนไปทำไมล่ะ ล