กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       ทางด้านวศินกำลังยื่นรูปคืนให้กับซาหม่อง
      
       “ผมดีใจที่ท่านชอบ”
       “แน่นอนอยู่แล้ว ผมชอบทุกอย่างที่มันทำเงินให้”
       “พูดถึงเรื่องเงิน ท่านคงจะพร้อมให้ผมอีกครึ่งนึงที่เหลือใช่มั้ยครับ”
       “ไม่มีปัญหา แต่เราค่อยคุยเรื่องนี้หลังจากผ่อนคลายกันแล้วดีมั้ย”
       วศินยิ้มแล้วลุกขึ้นผายมือให้กับซาหม่อง ซาหม่องเดินออกไป วศินหันมาบอกกับชาติกล้าที่ยืนอยู่
       “เดี๋ยวลื้อโทรไปที่บ้านอั้ว แล้วบอกว่าถ้ามีคนมาอย่าเพิ่งทำอะไร ให้รออั้วกลับไปก่อน”
       “ครับ”
       วศินเดินจากไป ชาติกล้านิ่งอย่างระแวดระวัง
      
       ที่บ้านวศิน ภูวนัยกับขิงในชุดไอ้โม่งปิดหน้าปิดตากำลังปีนเข้ามาจากหน้าต่างภายในห้องนึง ภูวนัยส่งสัญญาณให้ขิงรู้ว่าต้องขึ้นไปชั้นสอง ขิงพยักหน้า ภูวนัยจึงเดินนำขิงออกจากห้องนั่นไป ภูวนัยกับขิงเดินมาตามทาง ระหว่างนั้นภูวนัยกับขิงได้ยินเสียงคนงานเดินมา ภูวนัยรีบเดินนำขิงมาก่อนที่ทั้งคู่จะมาโผล่ที่ห้องรับแขกแล้วภูวนัยกับขิงก็ต้องชะงักเพราะเห็นแม่บ้านคนเดิมกำลังเดินไป
       ภูวนัยชี้ไปที่บันไดให้ขิงดู ระหว่างที่ภูวนัยกับขิงกำลังวิ่งกันไปที่บันได จู่ๆ เสียงโทรศัพท์บ้านก็ดังขึ้น ภูวนัยกับขิงถึงกับชะงัก แม่บ้านคนนั้นเดินกลับมาเพื่อรับโทรศัพท์ แต่แล้วแม่บ้านคนนั้นก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นภูวนัยกับขิงในชุดไอ้โม่ง
       “กรี้...อุ้บ”
       แม่บ้านยังไม่ได้ร้องดี ภูวนัยก็พุ่งเข้ามาก่อนจะรีบเอามือปิดปากแม่บ้านเอาไว้
       “เงียบ”
       แม่บ้านคนนั้นพยักหน้ากลัวสุดขีด
      
       ชาติกล้ากำลังโทรไปที่บ้านของวศิน แต่ชาติกล้าก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่มีคนรับสาย ที่บ้านวศินคนงานภายในบ้านกำลังนั่งกินข้าวกันอยู่ภายในห้องครัวกันอย่างอร่อย แม่บ้านเดินเกร็งหน้าซีดเข้ามาในครัว
       “มาเลยพี่ มากินด้วยกัน”
       แต่แล้วคนงานภายในบ้านวศินที่รวมตัวกินข้าวอยู่ภายในห้องครัวก็ต้องตกใจเมื่อเห็นภูวนัยกับขิงในชุดไอ้โม่งเดินจี้แม่บ้านเข้ามา เสียงร้องกรี้ดร้องโวยวายดังขึ้นทันที
       “เงียบ! ใครแหกปาก พ่อยิงทิ้งจริงๆ ด้วย” ทุกคนรีบอยู่ในความสงบทันที ขิงเอาปืนจี้กวัดแกว่งไปมา “มารวมกันตรงนี้...เร็ว” คนงานค่อยๆ มารวมตัวกัน ขิงโยนเชือกเข้าไป “มัดตัวเองแล้วหันไปมัดติดกับคนอื่นด้วย” เห็นคนงานต่างลังเล เลยตวาดเข้าให้อีก “เร็วซิวะ”
       ภูวนัยเข้ามาหาแม่บ้าน
       “ขอกุญแจห้องทำงานด้วย”
       “แกจะเอาไปทำอะไร”
       “อย่าให้พูดเป็นครั้งที่สอง”
       แม่บ้านรีบล้วงพวงกุญแจออกมา หาเจอแล้วส่งให้กับภูวนัย ภูวนัยผลักแม่บ้านให้เข้าไปรวมกลุ่มกับพวกคนงาน
       “นี่พวกแกไม่รู้ใช่มั้ยว่าแกกำลังปล้นบ้านใครอยู่”
       รู้ซิ...ไม่อย่างนั้นพวกเราไม่มาปล้นหรอก” ภูวนัยหันไปบอกขิง “นายอยู่ที่นี่ ดูพวกนี่เอาไว้”
       ขิงพยักหน้ารับ ภูวนัยจึงรีบออกไปทันที
      
       ภูวนัยเดินขึ้นมาบนชั้นสองของบ้านแล้วตรงมาที่ห้องทำงานของวศินก่อนจะใช้กุญแจไขลูกบิดแล้วเปิดเข้าไป
       ภูวนัยเข้ามาในห้องทำงานของวศิน สายตาจับจ้องไปที่ห้องที่หมายตาเอาไว้ ระหว่างที่ภูวนัยกำลังจะเดินไป เสียงโทรศัพท์ภายในห้องทำงานก็ดังขึ้นอีก ภูวนัยชะงักไป
       ชาติกล้ากำลังโทรศัพท์อยู่ที่มุมหนึ่งก็เริ่มเอะใจ ภูวนัยกำลังอยู่ที่หน้าประตูห้องมุมสุด ขณะที่เสียงโทรศัพท์ก็ยังดังต่อไปเรื่อยๆ ก่อนที่มันจะเงียบลง ภูวนัยหันไปกางอุปกรณ์สำหรับสะเดาะห์กุญแจขึ้นมาแล้วจัดการกับประตูบานนั่นทันที ไม่นานประตูบานนั้นก็เปิดออก ภูวนัยเดินเข้าไปในห้องนั่นแล้วเปิดไฟ
      
       อภิวัฒน์เดินไปมาอย่างร้อนใจภายในศูนย์บัญชาการที่เซฟเฮาส์ ระหว่างนั้นเสียงวิทยุสื่อสารดังขึ้น
       “ว่าไงหน่วยเอ”
       ภูวนัยรายงานอย่างตกตะลึง
       “พบเงินแล้วครับ”
       ภูวนัยยืนอยู่ภายในห้องที่มีเงินกองอยู่เต็มห้อง
      
       อีกด้านหนึ่งที่สปา ขณะนั้นวศินในชุดคลุมอยู่ในห้องนวด ไผ่พญาเปิดประตูเข้ามา ไผ่พญายกมือไหว้วศิน
       อย่างสวยงามและอ่อนช้อย
      
       “สวัสดีคะท่าน”
       “อ้าว...ลำดวนล่ะ”
       ไผ่พญาพยายามเดินไปเตรียมข้าวของเพื่อไม่ให้วศินเห็นหน้าชัดๆ
       “พี่ลำดวนมีธุระด่วนนะคะ ท่านไม่ต้องห่วงนะคะ พี่ลำดวนบอกดิฉันไว้แล้วว่าท่านชอบนวดยังไง”
       วศินเหล่มองไผ่พญาอย่างกรุ่มกริ่ม
       “จริงเหรอ”
       “เชิญที่เตียงเลยคะท่าน”
       วศินเดินไปนอนบนเตียง แล้วหลับตา ไผ่พญาค่อยๆ หยิบขวดยาโคโลฟอร์ม(ยาสลบ) กำลังจะเทใส่ผ้า แต่แล้วเสียงมือถือของวศินที่วางอยู่ที่มุมวางของก็ดังขึ้น ไผ่พญาชะงักมือแล้วรีบเก็บขวดยาทันที
       “หนูหยิบมือถือให้ทีซิ” วศินบอกทั้งที่ยังหลับตาอยู่
       ไผ่พญาเดินไปที่มือถือของวศิน แล้วหยิบขึ้นมาดูก่อนจะเห็นว่าชาติกล้าโทรเข้ามา ไผ่พญาครุ่นคิดว่าชาติกล้าอาจจะรู้อะไรบางอย่างจึงตัดสายทิ้ง
       ชาติกล้าแปลกใจที่วศินตัดสายทิ้ง วศินแปลกใจเพราะเสียงมือถือเงียบไปเลยลืมตาขึ้นมาถาม
       “ใครโทรมา” ไผ่พญาทำเป็นไม่รู้เรื่อง
       “ไม่ทราบคะ พอหยิบขึ้นมาก็วางสายไปแล้ว”
       “ช่างมัน...มานวดต่อเถอะ”
       วศินหลับตาต่อ ไผ่พญาแอบเป่าปากโล่งอก
      
       อีกห้องกระดังงาเทน้ำมันลงบนตัวของซาหม่อง ก่อนจะใช้มือลูบไปทั่วร่างของซาหม่อง
       “อ้า”
       ซาหม่องร้องซะดังจนกระดังงาตกใจรีบชักมือออก
       “เฮ้ย! มีอะไรคะ”
       “ไม่มีอะไรจ้ะ ฉันชอบมือสาวไทย”
       “แหม...ท่านเนี่ย ปากหวานจังนะคะ”
       กระดังงาค่อยๆ บีบนวดซาหม่องต่อ ระหว่างนั้นมือของซาหม่องค่อยๆ เลื่อนไปที่สะโพกของกระดังงา
       กระดังงาถึงกับสะดุ้งเพราะโดนซาหม่องจับก้น
       “เฮ้ย” ซาหม่องส่งตาเยิ้มให้
       “ฉันชอบสะโพกสาวไทย”
       กระดังงาเห็นอย่างนั้นก็ตบผัวะไปที่หน้าของซาหม่อง เผียะ! จนซาหม่องหน้าหัน
       “เอ่อ อันนี้ที่ไทยเขาเรียกว่าฝ่ามือยกกระชับหน้าน่ะคะ”
       “เหรอๆ...ดีๆ ฉันชอบ”
       ซาหม่องนอนหลับตาพริ้ม กระดังงาหยิบผ้าขึ้นมาแล้วใส่ยาโคโลฟอร์มใส่ผ้า ระหว่างนั้นเสียงของซาหม่องดังขึ้น
       “อะไรน่ะ”
       กระดังงาหันไปแล้วก็ตกใจเมื่อเห็นซาหม่องมองเธอที่กำลังใส่คลอโลฟอร์มอยู่ กระดังงาเห็นอย่างนั้นก็รีบโปะผ้าเข้าไปที่หน้าของซาหม่อง ซาหม่องดิ้นได้ครู่ก็สงบลง กระดังงาปาดเหงื่อ
       “ไอ้ไผ่จะเป็นไงมั้งเนี่ย”
      
       กระดังงานึกเป็นห่วงไผ่พญา


  


       ชาติกล้าเดินตามทาง ระหว่างนั้นกระดังงาเปิดประตูออกมาจากห้องกำลังจะไปหาไผ่พญา จังหวะที่ชาติกล้ากำลังจะเจอกับกระดังงา อยู่ๆ เสียงของผู้จัดการก็ดังขึ้นด้านหลังชาติกล้า
      
       “สวัสดีค่ะ”
       ชาติกล้าหันไปก็เห็นผู้จัดการกำลังเดินเข้ามา เช่นเดียวกับกระดังงาที่ได้ยินเสียงของผู้จัดการก็หันไป แล้วกระดังงาก็ตกใจเมื่อเห็นชาติกล้ายืนอยู่
       “เฮ้ย”
       กระดังงาเห็นอย่างนั้นก็รีบวิ่งไปที่ห้องของไผ่พญากับวศินทันที ชาติกล้าเห็นผู้จัดการเลยถามขึ้น
       “ท่านวศินอยู่ห้องไหน”
       “มีอะไรหรือเปล่าคะ”
       “บอกมาเร็วๆ ผมมีเรื่องด่วนต้องแจ้งให้ท่านทราบ”
       “เอ่อ...ตรงไปห้องที่สี่ทางซ้ายมือค่ะ”
       ชาติกล้ารีบเดินไปทันที
      
       ที่ห้องนวดวศิน ไผ่พญาเทน้ำมันลงบนตัวของวศิน ก่อนจะลงมือนวดแต่วศินกลับทักขึ้น
       “ทำอะไรน่ะ”
       “ก็นวดไงคะ”
       “ลำดวนไม่ได้บอกเหรอว่าให้เธอถอดเสื้อผ้าด้วย”
       “ห๊า”
       ระหว่างนั้นกระดังงาเปิดประตูพรวดพราดเข้ามาในห้อง
       “ใครให้เธอเข้ามา”
       กระดังงากับไผ่พญามองหน้ากัน กระดังงาเลิ่กลั่ก ไผ่พญาจึงรีบพูดขึ้น
       “อ๋อ...วันนี้เราจะนวดแบบดับเบิ้ลสเปเชียลให้ท่านนะคะ”
       วศินมองกระดังงา
       “ก็ดี”
       กระดังงายิ้มหวานให้วศินก่อนจะเดินมาหาไผ่พญา
       “มีอะไร” ไผ่พญากระซิบถาม
       “หมวดชาติกล้ากำลังมานี่” กระดังงากระซิบตอบ ไผ่พญาตาโตตกใจ
       “งั้นต้องรีบแล้ว”
       ไผ่พญารีบหยิบยาสลบมาเทใส่ผ้า วศินเริ่มหงุดหงิด
       “มีอะไร รีบถอดเสื้อผ้าแล้วก็นวดซะ”
       “ใจเย็นซิคะท่าน เรากำลังเตรียมน้ำมันแบบพิเศษให้อยู่ รับรองว่าท่านจะสบายเหมือนไม่เคยรู้สึกมาก่อน” กระดังงาหันไปทำปากกับไผ่พญา “เสร็จยัง”
       ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้นพร้อมกับเสียงชาติกล้า
       “ท่านครับ”
       ไผ่พญากับกระดังงามองหน้ากันอย่างตกใจ ขณะที่วศินลืมตาขึ้นกำลังจะลุก ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็รีบเอาผ้าโปะยาสลบใส่วศินทันที วศินดิ้นเพียงไม่นานก็สงบลง แต่เสียงเคาะประตูของชาติกล้ายังดังอยู่ ไผ่พญากับกระดังงามองหน้ากันว่าจะทำยังไง
      
       ชาติกล้ายังเคาะประตูเรียกวศินอยู่หน้าห้อง
       “ท่านครับ”
       ชาติกล้าเริ่มสงสัยเมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบรับจากวศิน จึงกำลังจะเปิดประตูเข้าไปแต่แล้วทันใดนั้นกระดังงาก็เปิดประตูออกมา
       “มีอะไรคะ”
       “ฉันอยากคุยกับท่านหน่อย”
       “สงสัยไม่ได้คะ”
       “ทำไมไม่ได้ มีอะไร”
       ชาติกล้าตัดสินใจเปิดประตูออกแล้วเดินเข้าไป แล้วชาติกล้าก็เห็นวศินนอนอยู่ ขณะนั้นไผ่พญาหลบอยู่ที่ใต้เตียง ใจเต้นรัวอย่างตื่นเต้น กระดังงารีบเข้ามาบอกกับชาติกล้า
       “ที่ดิฉันบอกว่าไม่ได้เพราะท่านวศินหลับแล้วคะ แต่ถ้าคุณไม่กลัวโดนท่านว่า เดี๋ยวดิฉันเรียกให้คะ”
       กระดังงากำลังจะปลุกวศิน แต่แล้วชาติกล้าก็พูดขึ้น
       “ไม่เป็นไร”
       ชาติกล้าเห็นวศินหลับลึกก็ไม่อยากปลุกก่อนจะเดินออกไป กระดังงาเดินตามไปปิดประตู ไผ่พญาลุกขึ้นมาอย่างโล่งอก
       “เกือบแล้ว ขอบใจมากนะงา”
       “แล้วเอาไงต่อ”
       ไผ่พญามองวศินที่สลบอยู่ก็ครุ่นคิด
      
       ที่บ้านวศิน ภูวนัยอยู่ในห้องเก็บเงินของวศินกำลังขนเงินใส่รถเข็น ขณะที่ขิงยืนมองยังตะลึงไม่หาย
       “จะยืนตะลึงอย่างนั้นอีกนานมั้ย”
       ขิงได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกตัว
       “โห...ผมยังไม่อยากจะเชื่อว่าชาตินี้จะได้เห็นเงินเยอะขนาดนี้”
       “อยากได้หรือเปล่าละ” ขิงตาโต
       “คุณภูจะให้เหรอครับ”
       “นายรู้มั้ยว่าเงินพวกนี้ ได้มาจากอะไร...ยาเสพติด...บ่อน...ค้ามนุษย์...” ภูวนัยดึงแบงค์พันออกมาใบนึง “มีพ่อไม่ยอมเอาเงินไปซื้อข้าวให้ลูกกิน...แต่กลับเอามันมาซื้อยาบ้า” ภูวนัยดึงออกมาอีก “ผู้หญิงคนนึง...อาจต้องเสียอนาคตเพราะถูกจับมาขาย” ภูวนัยมองไปที่กองเงิน “ถ้าหนึ่งใบนี้คือความทุกข์ของคนหนึ่งคน นายคิดดูว่าจะมีคนที่ต้องทุกข์ทรมานกับธุรกิจนอกกฎหมายของพวกมันเท่าไหร่”
       ขิงได้ยินอย่างนั้นก็ได้คิด
       “ผมเข้าใจแล้วครับ”
       ระหว่างนั้นเสียงอภิวัฒน์ติดต่อผ่านวิทยุเข้ามา ภูวนัยกดฟัง
       “ครับท่าน” ภูวนัยฟังแล้วสีหน้าเครียดขึ้นมา “ได้ครับ” ภูวนัยวางสายไป
       “มีอะไรครับคุณภู”
       “ตอนนี้เราเหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมง เร่งมือดีกว่า”
      
       ภูวนัยกับขิงต่างก็ช่วยกันขนเงินกันอย่างเร่งรีบทันที


  


       ชาติกล้านั่งรอวศินอย่างกระสับกระส่าย ชาติกล้ามองนาฬิกาแล้วแปลกใจ ก่อนจะลุกขึ้นไปถามผู้จัดการที่อยู่ที่เคาน์เตอร์
      
       “โทษนะครับ นี่มันจะสามชั่วโมงแล้วนะครับ ท่านวศินทำไมยังไม่ออกมา”
       ผู้จัดการมองนาฬิกา
       “ตายจริง...ปกติท่านไม่นวดนานขนาดนี้นะคะ”
       ชาติกล้าเริ่มเอะใจขึ้นมา
      
       วศินนอนหลับอยู่ภายในห้องนวด ก่อนจะเห็นวศินค่อยๆ รู้สึกตัว ขณะนั้นชาติกล้ากับผู้จัดการเดินมาที่หน้าห้องแล้วเคาะประตูเรียก
       “ขออนุญาตคะ”
       ไม่มีเสียงตอบใดๆ กลับมา ชาติกล้าเดินเบียดผู้จัดการเข้ามาก่อนจะเปิดประตูเข้าไปทันที ไผ่พญากับกระดังงาโผล่หน้าออกมาจากมุมหนึ่งแล้วทั้งสองรีบวิ่งออกไปทันที ชาติกล้าเดินเข้ามาในห้องก็เห็นวศินกำลังพยายามลุกขึ้นนั่งบนเตียงด้วยท่าทางมึนๆ
       “ทำไมมึนหัวจังวะ”
       ชาติกล้าหันไปถามผู้จัดการ
       “พนักงานที่นวดให้ท่านชื่ออะไร”
       “เอ่อ...ดิฉันก็ไม่ทราบคะ เห็นบอกว่ามาแทนลำดวน”
       “นี่คุณให้ใครก็ไม่รู้มานวดซุ่มสี่ซุ่มห้าอย่างนี้ได้ยังไง หาตัวมาผมอยากคุยกับพนักงานคุณ”
       ผู้จัดการรับคำสั่งแล้วรีบออกไป วศินเริ่มคืนสติ
       “มีเรื่องอะไร ทำไมต้องเข้ามาในนี้”
       “ท่านครับผมโทรไปที่บ้านท่านแล้ว แต่ไม่มีใครรับสายเลยครับ”
       “ไม่มีได้ยังไง คนอยู่ออกเต็มบ้าน”
       “ถ้าอย่างนั้นผมว่าเรารีบกลับดีกว่าครับ บางทีอาจจะเกิดเรื่องที่บ้านท่าน”
       วศินได้ยินอย่างนั้นก็สีหน้าเครียดลง ชาติกล้าหรี่ตาครุ่นคิด
      
       วศินเดินเข้ามาในบ้านโดยมีชาติกล้าเดินตาม
       “อ้าว...ไปไหนกันหมด สมศรี...เฮ้ย! ไปไหนกัน”
       ทุกอย่างเงียบสนิทเหมือนว่าทั้งบ้านไม่มีคนอยู่ ชาติกล้าหยิบปืนขึ้นมาแล้วเดินมาข้างหน้าวศิน
       “ท่านรออยู่ตรงนี้ดีกว่าครับ”
       วศินพยักหน้า ชาติกล้าเลยเดินไปภายในบ้าน
       ชาติกล้าเดินมาตามทางก่อนจะมองไปเห็นเงาบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวในห้องครัว ชาติกล้ากระชับปืนแล้วค่อยๆ สืบเท้าเข้าไป ชาติกล้าเข้าไปในห้องครัวพร้อมเล็งปืนไปที่เงา แต่แล้วชาติกล้าก็ต้องตกใจเมื่อเห็นแม่บ้านและคนงานต่างถูกจับมัดรวมกันอยู่
       ชาติกล้ารีบแก้มัดผ้าที่ปากของแม่บ้าน ทันทีที่ปากของแม่บ้านเป็นอิสระก็ร้องออกมาอย่างตื่นตระหนก
       “ช่วยด้วย...ช่วยด้วยคะ”
       ระหว่างนั้นวศินเดินเข้ามา พอเห็นภาพที่ทุกคนถูกมัดก็ตกใจ
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “โจรคะท่าน มีโจรเข้ามา”
       “อะไรนะ”
       “แต่ที่เราเดินเข้ามาก็ไม่เห็นมีอะไรหายไปนี่ครับ” ชาติกล้าหันไปพูดกับวศิน
       “ฉันก็ไม่รู้พวกมันต้องการอะไร แต่พวกมันเอากุญแจห้องทำงานท่านไปคะ”
       วศินได้ยินอย่างนั้นก็หน้าซีดเผือดสังหรณ์ใจขึ้นมาทันที
      
       วศินรีบเข้ามาในห้องทำงาน ชาติกล้าเดินตามเข้ามา
       “ระวังนะครับท่าน” ชาติกล้ากวาดปืนไปรอบๆ ห้องอย่างระวังตัว วศินเองก็มองไปรอบๆ อย่างพินิจพิจารณา
       “มีอะไรหายไปหรือเปล่าครับ”
       “ไม่”
       ชาติกล้าเก็บปืน ระหว่างนั้นวศินนึกขึ้นมาได้หันมองไปทางห้องเก็บเงิน วศินเดินไปที่ประตูก่อนจะเปิดประตู วศินใจหายเมื่อเห็นประตูห้องเก็บเงินไม่ได้ล๊อคแล้วเปิดออกอย่างง่ายดาย วศินเดินเข้าไปในห้องแล้ววศินก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นเงินที่เคยอยู่เต็มห้อง บัดนี้ได้อันตธานหายไปหมด
       “เงิน...เงินอั้วอยู่ไหน”
       ชาติกล้าเดินตามเข้ามาก็เห็นวศินเดินอยู่ข้างห้องที่เคยเป็นที่ตั้งเงิน ชาติกล้าเหลือบไปเห็นกระดาษใบนึง ติดอยู่ที่ประตูด้านหลัง
       “ท่านครับ”
       วศินหันมาก็เห็นชาติกล้ายืนดูกระดาษที่ (ภูวนัยวาดรูป) SMILY ติดอยู่ที่ประตู วศินกระชากออกมาดู แล้วขยำทิ้งด้วยความโกรธสุดๆ
       “โธ่เว้ย” วศินหันไปกระชากคอเสื้อชาติกล้า “ไปหามา ใครมันเอาเงินอั้วไป...ไป”
       ชาติกล้าเองก็อยากรู้เหมือนกัน วศินกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจนเส้นเลือดที่ขมับแทบระเบิด
      
       ที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์ ประตูหลังของรถตู้เปิดออก ภูวนัย ไผ่พญา กระดังงา ขิงและอภิวัฒน์ยืนอยู่จึงเห็นเงินอยู่ภายในรถตู้เต็มคันรถ ทุกคนยกเว้นภูวนัยกับขิง ต่างอึ้งเมื่อเห็นเงินจำนวนมหาศาล
       “โห...นี่มันเท่าไหร่กันเนี่ย”
       “ถ้าให้กะด้วยสายตา ผมว่า...ไม่ต่ำกว่าพันล้าน”
       “พันล้าน”
       กระดังงาเอื้อมมืออันสั่นเทาจะไปหยิบเงิน แต่แล้วขิงก็ตีมือกระดังงา เผียะ!
       “โอย อะไรของแกไอ้ขิง”
       “แกนั่นแหละจะทำอะไร เงินพวกนี้มันเงินบาปทั้งนั้น รู้มั้ยว่าเงินพวกนี้...ได้มาจากอะไร...ยาเสพติด...บ่อน...ค้ามนุษย์...” ขิงดึงแบงค์พันออกมาใบนึง “มีพ่อไม่ยอมเอาเงินไปซื้อข้าวให้ลูกกิน...แต่กลับเอามันมาซื้อยาบ้า” ขิงดึงออกมาอีกใบ “ผู้หญิงคนนึง อาจต้องเสียอนาคตเพราะถูกจับมาขาย” ขิงมองไปที่กองเงิน แล้วพูดอย่างเท่ห์มากๆ “ถ้าหนึ่งใบนี้คือความทุกข์ของคนหนึ่งคน แกคิดดูซิว่าจะมีคนที่ต้องทุกข์ทรมานกับธุรกิจนอกกฎหมายของพวกมันเท่าไหร่”
       กระดังงาถึงกับอึ้งไป
       “ไอ้ขิง...พ่อพระของเมีย”
       ขิงหันไปยักคิ้วให้กับภูวนัย ภูวนัยอมยิ้ม ไผ่พญาหันไปถามอภิวัฒน์
       “แล้วท่านจะเอาเงินพวกนี้ไปทำอะไรคะ”
      
       อภิวัฒน์มองดูเงินก่อนจะอมยิ้มกับความคิดภายในใจ


  


       ไผ่พญาเดินมากับขิงและกระดังงา ทั้งหมดตรงมาที่รถของขิงกำลังจะกลับ
      
       “ไอ้ขิง แกว่าท่านอภิวัฒน์จะทำยังไงกับเงินพวกนั้น”
       “อืม...ฉันว่าต้องเอาไปฮาวาย เล่นน้ำทะเล มีสาวๆ ฝรั่งหัวทองล้อมหน้าล้อมหลัง”
       ขิงพูดพร้อมกับจินตนาการในหัว กระดังงาเข้ามาบิดหู
       “เหรอ...ฉันว่านั่นมันความคิดแกมากกว่ามั้งไอ้ขิง”
       “โอ๊ยๆ เมียจ๋าๆ ผัวเจ็บ”
       “หนอย ทีอยู่ต่อหน้าคนอื่นละทำพูดซะเท่ห์เลย”
       “นั่นมันความคิดคุณภูเขา ฉันเองก็อยากได้เงินเหมือนแกละนา”
       กระดังงาได้ยินอย่างนั้นก็นึกขึ้นมาได้
       “เออไผ่...นี่แกทะเลาะกับคุณภูเหรอ”
       ไผ่พญาหน้าตึงขึ้นมาทันที
       “ทำไม”
       “ก็ฉันเห็นแกกับคุณภูไม่คุยกันนี่”
       “แล้วทำไมฉันต้องอยากคุย”
       ระหว่างนั้นเสียงภูวนัยดังขึ้น
       “แต่ฉันอยากคุย” ไผ่พญา ขิงและกระดังงาหันไปก็เห็นภูวนัยเดินเข้ามา “ไผ่...ฉันอยากคุยกับเธอ”
       “คุยเรื่องอะไรครับ ส่วนแบ่งที่พวกเราจะหรือเปล่า” ขิงรีบถามกระดังงาเข้าไปดึงหูอีก “โอ๊ย”
       “มานี่เลย ไม่ได้ยินหรือไงว่าคุณภูเขาอยากคุยกับไอ้ไผ่ ตามสบายนะคะ”
       กระดังงาดึงหูขิงให้ออกไป ไผ่พญาหันมาถามภูวนัย
       “มีอะไร”
       “ผมดีใจที่คุณไม่เป็นอะไร”
       “เหรอ ฉันนึกว่าเสียใจซะอีก”
       “ไผ่...ผมรู้ว่าคุณโกรธที่ผมหาว่าคุณทำให้ฟ้าตาย แต่ที่จริงแล้ว...ผมไม่ได้คิดอย่างนั้น”
       ภูวนัยกำลังจะพูดต่อ แต่ไผ่พญาขัดขึ้น
       “พอเถอะ” ภูวนัยชะงักไป “นายทำอย่างนี้ทำไม วันก่อนนายด่าฉันโกรธฉันเกลียดฉัน แล้วพออีกวันก็มาทำเป็นดี แล้วพรุ่งนี้ละนายจะอารมณ์ไหน”
       “ไผ่”
       “อย่าทำให้ฉันสับสนมากไปกว่านี้ได้มั้ย”
       ไผ่พญาพูดจบก็เดินออกไป ภูวนัยมองตามอย่างหนักใจ
      
       วันต่อมา วศินนั่งอยู่ในห้องทำงานเห็นแก้วเหล้าและขวดเหล้าวางอยู่ไกลๆ วศินกำลังครุ่นคิดอย่างเจ็บใจ
       ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น ชาติกล้าเปิดประตูเข้ามา
       “ขออนุญาตครับ”
       “ได้เรื่องว่าไง”
       “คนงานในบ้านบอกตรงกันทุกคนว่าโจรสองคนนั่นมุ่งมาที่ห้องนี้โดยตรง”
       “ลื้อกำลังจะบอกอะไรอั้ว”
       “นั่นแสดงว่า โจรสองคนนั่นต้องรู้ว่าท่านเก็บเงินไว้ในห้องนี้”
       วศินได้ยินอย่างนั้นก็ครุ่นคิด
       “ไปตามพวกคนงานขึ้นมาให้หมด มันต้องมีคนเป็นสายให้พวกมัน”
       “แต่ผมว่าไม่ใช่ครับท่าน” วศินแปลกใจกับความคิดของชาติกล้า “ถ้าคนในบ้านเป็นสายให้โจรพวกนั้นจริง คนนั้นต้องไม่อยู่ที่นี่แล้ว แต่นี่กลับอยู่ครบทุกคน แล้วที่ผมสอบปากคำทั้งหมดก็ไม่พบว่าใครน่าสงสัยเลยครับ”
       วศินได้ยินอย่างนั้นก็เขวี้ยงแก้วเหล้าด้วยความโมโห
       “โธ่เว้ย! อั้วไม่อยากฟังอะไรแล้ว ตอนนี้อั้วอยากรู้อย่างเดียวว่าเงินอั้วอยู่ไหน” เสียงเคาะประตูดังขึ้น “มีอะไร”
       วศินถามอย่างหงุดหงิด แม่บ้านค่อยๆ เปิดประตูเข้ามาพร้อมกับซองเอกสาร
       “มีเอกสารมาส่งคะ” วศินรับเอกสารมา
       “ไปได้แล้ว”
       แม่บ้านก้มหน้างุดออกไป วศินรับมาก่อนจะเห็นว่าซองเอกสารเหล่านั้นเป็นซองที่มาจากวัดต่างๆ วศินไม่สนใจ โยนทิ้ง
       “ไอ้วัดบ้าพวกนี้ส่งอะไรมาเยอะแยะวะ”
       ชาติกล้าหยิบซองนึงขึ้นมาดูแล้วเปิดดู ชาติกล้าถึงกับชะงักไป
       “ท่านครับ ผมรู้แล้วครับว่าเงินท่านอยู่ที่ไหน”
       ชาติกล้าส่งซองเอกสารพวกนั้นให้วศิน วศินดูก็เห็นว่าเป็นอนุโมทนาบัตร ยอดเงินทำบุญ 137 ล้านบาท
       วศินเห็นอย่างนั้นก็แกะซองอื่นๆ ออกดู แล้วก็พบว่าเป็นอนุโมทนาบัตรทั้งหมด ยอดเงินแต่ละใบไม่ต่ำกว่า 100 ล้าน
       วศินถึงมือสั่นเทา โยนทุกอย่างทิ้งระเบิดอารมณ์
       “โว้ยยย”
       ระหว่างนั้นเสียงมือถือของวศินดังขึ้น วศินหยิบมือถือขึ้นมาดูก่อนจะเห็นสีหน้าของวศินเปลี่ยนไปทันที
      
       วศินกับชาติกล้ามาพบกับซาหม่องที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซาหม่องทำหน้าแปลกใจ
       “จะเลื่อนการจ่ายเงินออกไปก่อนเหรอ”
       วศินนั่งคุยกับซาหม่องในห้องอาหารส่วนตัว มีชาติกล้ายืนอยู่ห่างๆ
       “ตอนนี้ผมมีปัญหาเรื่องการเงินนิดหน่อย เลื่อนออกไปเดือนสองเดือนไม่น่าจะเป็นไรนี่ หรือว่ามีปัญหาอะไรหรือเปล่า”
       “แหม...ผมเป็นนักธุรกิจ ไม่อยากมีปัญหาอะไรกับใครหรอก” วศินโล่งอก
       “ก็ดีที่ท่านเข้าใจ”
       “ผมเข้าใจอยู่แล้ว แต่ว่า...”วศินเริ่มชะงัก “ก็อย่างที่บอกท่านนั่นแหละ ผมมันเป็นนักธุรกิจมันก็ย่อมคุยกันด้วยเงิน ตอนนี้ถ้าท่านไม่มีเงินผมก็คงต้องตัดท่านออกไปก่อน”
       “อะไร เงินแค่นี้รอหน่อยไม่ได้หรือไง”
       “เวลาเป็นเงินเป็นทองนะ ที่สำคัญผมขี้เกียจตอบคำถามหุ้นส่วนคนอื่นๆ” ซาหม่องลุกขึ้น “ไม่เป็นไรใจเย็นๆ ไว้มีเงินแล้วค่อยโทรมา”
       ซาหม่องเดินออกไปแบบไม่ใยดีวศิน วศินหน้าเครียด
       “อะไรนักหนาวะ” วศินคิด ก่อนจะหันไปมองชาติกล้า “โทรนัดพวกนั้นให้อั้วหน่อย”
      
       ชาติกล้าได้ยินคำสั่งของวศินก็นิ่งไปอย่างครุ่นคิด
        

      วศินเดินมาตามทางจะไปที่รถ ชาติกล้าเดินตามหลังมาด้วยสีหน้าครุ่นคิด
      
       “ท่านครับ ผมว่าเรายังไม่ควรที่จะเรียกเก็บเงินกับสี่เสือเพิ่มเวลานี้นะครับ”
       “ถ้าไม่เอาจากพวกมันแล้วลื้อจะให้อั้วเอาจากไหน”
       “แต่ท่านเพิ่งเรียกเก็บเพิ่มมายี่สิบเปอร์เซ็นต์ ถ้าท่านจะเก็บเพิ่มอีก ผมเกรงว่า...”
       “ทำไม กลัวพวกมันจะแข็งข้อเหรอ” ชาติกล้านิ่งไปเหมือนยอมรับคำตอบนั่น “ลื้อก็รู้อยู่ว่าพวกนั่นมันฉลาด ถ้ามันยังอยากหากินได้ต่อ พวกมันจ่ายแน่”
       “แต่ท่านครับ”
       “บอกอะไรก็ทำซิวะ” วศินตวาด
       ชาติกล้าก้มหน้างุดรับคำสั่ง วศินเดินออกไปอย่างหงุดหงิด ชาติกล้ามองตามอย่างหวั่นใจ
      
       ไผ่พญากำลังนั่งซักผ้าอยู่ที่ลานด้านนอกเซฟเฮ้าส์ภูวนัย
       “เมื่อวานพูดอย่าง วันนี้พูดอย่าง ถ้าฉันเป็นเด็กเลี้ยงแกะแล้วอย่างนายเรียกว่าอะไร...ห๊ะ”
       ไผ่พญาทุ่มผ้าลงกาละมังด้วยความโมโห ระหว่างนั้นขิงกับกระดังงาวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “ไผ่...ไอ้ไผ่”
       “อะไร” ไผ่พญาหันมา
       “เมื่อกี้ตอนที่ฉันกับไอ้งากำลังกุ๊กกิ๊กกันที่โซฟา”
       “ข้ามตอนนั้นไปก็ได้ไอ้ขิง”
       “อ๋อ...เมื่อกี้พวกเราได้ยินข่าวว่ามีบุคคลลึกลับผู้ไม่ประสงค์ออกนาม นำเงินกว่าพันล้านไปวางไว้หน้าวัดหลายสิบที่เลยนะ”
       “แล้วไง มาบอกฉันทำไม”
       “เอ้า...ก็อยากให้แกโทรหาคุณภูไง เผื่อจะมีเศษเหลือๆ แล้วอยากทำบุญกับคนยากคนจนอย่างเราบ้าง”
       “แกอยากโทรก็โทรเอง ฉันไม่อยากยุ่ง”
       ระหว่างนั้นเสียงมือถือของไผ่พญาดังขึ้น
       “นั่นไงไอ้งา เห็นมั้ยนึกถึงคุณภู...คุณภูก็โทรมา”
       “ดวงคนจะได้เงินเว้ยไอ้ขิง” กระดังงาบอกอย่างดีใจ
       ไผ่พญาเช็ดไม้เช็ดมือแล้วหยิบมือถือขึ้นมา ขิงกับกระดังงาสอดรู้สอดเห็นคะยั้นคะยอให้ไผ่พญารับสาย ไผ่พญาหันมอง เห็นขิงกับกระดังงาชะโงกดูเลยยื่นมือถือให้
       “จะคุยเลยมั้ย” กระดังงา ยิ้มแหย
       “จะบ้าเหรอ คุณภูเขาโทรหาแกก็ต้องอยากคุยกับแกซิ”
       ไผ่พญาทำท่าให้กระดังงากับขิงออกไป ขิงกับกระดังงาเลยต้องยอมออกไป ไผ่พญามองตามพอเห็นขิงกับกระดังงาไม่อยู่เลยรีบกดรับสาย
       “โทรมาทำไม” ไผ่พญาชะงักไป
      
       ภูวนัยในชุดวอร์มเดินเข้ามาในเซฟเฮาส์อภิวัฒน์ ภูวนัยเห็นอภิวัฒน์นั่งอยู่
       “เห็นข่าวหรือยัง” อภิวัฒน์ถามภูวนัย
       “เห็นแล้วครับ ผมว่าป่านนี้มันคงจะเต้นหาพวกเราน่าดู”
       “นั่นแหละที่ผมเรียกคุณมา”
       “มีอะไรครับ”
       “อยากให้คุณกลับไปที่เซฟเฮาส์ แล้วจับตาดูทีมของคุณหน่อย” ภูวนัยทำหน้าแปลกใจ “ภารกิจที่เราทำเมื่อคืน ผมว่าวศินมันต้องไม่อยู่เฉยแน่ ผมไม่อยากให้เกิดความผิดพลาด รูรั่วเพียงนิดเดียวก็ทำให้เรือจมได้ เข้าใจที่ผมพูดใช่มั้ย”
       “ครับ”
       ภูวนัยรับคำแต่ก็หนักใจที่ต้องไปเจอไผ่พญา
      
       ภูวนัยเดินมาที่หน้าประตูบ้าน ก่อนจะหยุดแล้วคิด
       “จะทำหน้ายังไงดีวะเรา เครียดใส่ดีมั้ย” ภูวนัยทำหน้าเครียด ก่อนจะลังเล “ไม่ได้ๆ เดี๋ยวจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ หรือจะลองยิ้มดู”
       ภูวนัยลองทำหน้ายิ้ม มียิ้มแบบปากกว้าง ยิ้มแบบอมยิ้ม ระหว่างนั้นขิงกับกระดังงาก็เดินออกมาจากประตูพอดี
       “แกว่าถ้าได้เงินมาจะซื้ออะไรดี” ขิงชะงักเมื่อเห็นภูวนัยยืนอยู่ “อุ้ย! คุณภู”
       ภูวนัยกำลังทำหน้ายิ้มอยู่ พอเห็นขิงกับกระดังงาเลยหุบยิ้มไม่ทัน ภูวนัยทำหน้าไม่ถูก
       “อ้าว...แล้วไอ้ไผ่ละคะ” ภูวนัยงง
       “ไผ่”
       กระดังงาเห็นภูวนัยทำหน้างงเลยรู้ทันที
       “อ้าว ไอ้ไผ่ไม่ได้ออกไปหาคุณภูเหรอคะ”
       “เปล่านี่ครับ”
       ขิงหันไปถามกระดังงา
       “แล้วไอ้ไผ่มันออกไปหาใครวะ”
       ขิงกับกระดังงาสงสัย ขณะที่ภูวนัยเป็นห่วงไผ่พญา
      
       มือนึงกำลังปักธูปลงตรงหน้าโกฐิของปลายฟ้า เจ้าของมือนั้นก็คือตะวันฉายนั่นเอง โดยมีไผ่พญายืนอยู่ด้านหลัง ตะวันฉายลุกขึ้นก่อนจะมองรูปปลายฟ้าด้วยความสงสาร
       “ไม่อยากจะเชื่อเลยนะครับว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้”
       ไผ่พญารู้สึกผิด พูดไม่ออก
       “แล้วทางคุณลุงกับเด็กๆ ว่าไงบ้างคะ”
       “ที่รู้เรื่องเห็นจะมีแค่น้าพรรษากับม่านหมอกน่ะครับ เพราะม่านเมฆก็ยังเด็กเกินไป ส่วนคุณเผ่า...ทุกคนก็ไม่อยากให้แกทราบเรื่องนี้ เดี๋ยวอาการจะยิ่งแย่กว่าเดิม” ตะวันฉายระบายลมหายใจออกมา “คุณภูไม่น่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้นเลย”
       ไผ่พญาแปลกใจที่ตะวันฉายพูดแบบนี้
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ก็เรื่องผิดกฎหมายไงครับ”
       “มันไม่ใช่อย่างที่คุณตะวันเข้าใจหรอกคะ”
       ตะวันฉายได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจ
       “คุณไผ่พูดเหมือนรู้อะไรบางอย่าง”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็รีบเปลี่ยนเรื่องเพราะไม่อยากให้ตะวันฉายรู้เรื่องอะไรมาก
       “เอ่อ แล้วนี่คุณตะวันมาประชุมอีกเหรอคะ”
       สีหน้าและแววตาของตะวันฉายเปลี่ยนไปก่อนที่ตะวันฉายจะยิ้มกลบความรู้สึกให้กับไผ่พญา
       “ครับ” ไผ่พญาพยักหน้ารับรู้
       “แล้วคุณตะวันจะอยู่กรุงเทพถึงเมื่อไหร่คะ”
       “ตอนแรกผมว่าจะกลับเลยแหละครับ แต่พอทราบเรื่องหมอปลายฟ้ามันทำให้ผมคิดอะไรได้หลายอย่าง”
       “อะไรเหรอคะ”
       “คือ...ผมคิดว่าชีวิตคนเรามันสั้นนิดเดียว แล้วเราก็ไม่รู้ว่าเราจะตายเมื่อไหร่”
       “แหม...คุณตะวันพูดซะจริงจังเลย”
       ตะวันฉายมองหน้าไผ่พญา ตัดสินใจจะบอกความรู้สึก
       “คุณไผ่ครับ”
       “คะ”
       “คือ...ผม”
       ระหว่างที่ตะวันฉายกำลังจะบอกความในใจ เสียงมือถือของไผ่พญาก็ดังขึ้น
       “อุ้ย...แป๊ปนึงนะคะ” ไผ่พญาหยิบมือถือขึ้นมาดู จึงเห็นว่าเป็นภูวนัยโทรมา ไผ่พญาตัดสินใจไม่รับ “สงสัยโทรผิดนะคะเบอร์ไม่คุ้นเลย เมื่อกี้คุณตะวันกำลังจะบอกอะไรฉันนะคะ” ตะวันฉายกำลังจะบอกกับไผ่พญา แต่แล้วไผ่พญาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นเลือดกำเดาไหลออกมาจากจมูกของตะวันฉาย “ว้าย...คุณตะวันเลือดกำเดาไหลคะ”
       ตะวันฉายเช็ดเลือด แล้วรู้ว่าตัวเองเป็นยังไงแต่กลับบอกกับไผ่พญาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
       “อากาศคงจะร้อนมั้งคะ” ระหว่างนั้นตะวันฉายเกิดเจ็บจิ๊ดที่ศรีษะขึ้นมากะทันหัน “โอ๊ย”
       ทันทีที่ตะวันฉายพูดจบตัวของตะวันฉายก็ทรุดฮวบหมดสติไป ไผ่พญาตกใจรีบเข้ามาประคอง
      
       “ตะวัน...คุณตะวัน”


  


       ภูวนัยกำลังเก็บมือถือ ขิงกับกระดังงาเข้ามาถามด้วยความอยากรู้
      
       “ไผ่ไม่รับสายเหรอครับคุณภู”
       ภูวนัยพยักหน้า และยิ่งเป็นห่วงไผ่พญา
       “หรือว่าไผ่มันจะโดนพวกนั้นจับตัวไป”
       ภูวนัยตัดสินใจก่อนจะหันมาบอกกับขิงและกระดังงา
       “เธอสองคนรออยู่ที่นี่ ห้ามออกไปไหนเด็ดขาด ตอนนี้พวกมันคงพลิกแผ่นดินตามหาพวกเราอยู่”
       “แล้วคุณภูละคะ”
       “ผมจะออกไปตามหาไผ่เอง”
       ภูวนัยพูดจบก็เดินออกไป ขิงกับกระดังงามองตามอย่างเป็นห่วง
      
       ส่วนที่โรงแรมแห่งหนึ่ง พายัพ แม่เลี้ยงรัญญา เสี่ยแคน นายหัวคึกนั่งอยู่ภายในห้องส่วนตัว
       “ไอ้วศินมันคิดว่ามันเป็นพ่อพวกเราหรือไง นึกอยากจะคุยก็เรียกมาปุ้ปปั้ปอย่างนี้”
       เสี่ยแคนเดินเข้ามาก่อนจะนั่งลง
       “พายัพ แกรู้หรือเปล่าว่ามันเรียกพวกเรามาทำอะไร”
       พายัพกำลังดูดน้ำแตงโมปั่นอย่างชื่นใจ แล้วยิ้มออกมา
       “ขำอะไรวะ”
       “ผมไม่เข้าใจว่าทุกคนอยากจะรู้ในสิ่งที่กำลังจะรู้ทำไม ดูอย่างแม่เลี้ยงซิ ไม่เห็นแม่เลี้ยงจะเป็นเดือดเป็นร้อนอะไรเลย”
       “การที่ฉันไม่โวยวาย ไม่ได้หมายความว่าฉันไม่ได้รู้สึกอะไรนะพายัพ”
       ระหว่างนั้นลูกน้องเปิดประตูเข้ามา ทั้งสี่เสือหันมองไปก็เห็นชาติกล้าเดินนำเข้ามา ก่อนจะเห็นวศินเดินตามเข้ามา ทั้งสี่เสือลุกขึ้นจะยืนต้อนรับ
       “นั่งเถอะๆ คนกันเองทั้งนั้น” ทั้งสี่เสือนั่งลง “โทษทีที่มาช้าไปหน่อย คงไม่ทำให้สี่เสือหงุดหงิดนะ”
       “ไม่หรอกครับ พวกเรากำลังคุยกันสนุกเลย”
       “เหรอ เรื่องอะไรละ”
       “พวกเรากำลังอยากรู้ว่าที่ท่านอยากเจอพวกเราด่วนอย่างนี้ มีเรื่องอะไร”
       สีหน้าวศินเปลี่ยนจากใบหน้าที่ยิ้มกลายเป็นเครียดขึ้นมา
       “แน่นอนมันต้องมีเรื่องแน่”
       วศินมองไปที่สี่เสือ แล้วหันมองชาติกล้าให้ชาติกล้าเป็นคนเล่า ทั้งสี่เสือได้ยินอย่างนั้นสีหน้าแต่ละคนเริ่มเครียดขึ้นมาทันที ชาติกล้าเดินเข้ามายืนต่อหน้าทุกคน
       “เมื่อคืนมีขโมยขึ้นบ้านท่าน”
       ทั้งสี่เสือได้ยินอย่างนั้นก็หันมองหน้ากัน ก่อนที่จะหัวเราะออกมาทั้งหมด
       “เฮ้ย! ผมก็นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ท่านก็อยากมาเล่าเรื่องตลกให้พวกเราฟัง แค่นี้เหรอ”
       “ตำรวจถูกโจรขึ้นบ้าน”
       ชาติกล้าไม่รู้สึกอะไรกับการหัวเราะเชิงเสียดสีของสี่เสือ
       “แล้วมันได้อะไรไป”
       “เงินที่ทุกคนให้ท่านเอาไว้ไปลงทุนไง”
       สี่เสือได้ยินอย่างนั้นก็หัวเราะไม่ออกทันที วศินเดินเข้ามา
       “คนที่รู้ว่าอั้วมีเงินมากขนาดนั้นมีแค่ไม่กี่คน คนนึงก็ถูกรถระเบิดตายไปแล้ว ส่วนพวกที่เหลือ...ก็อยู่ในห้องนี้”
       “ท่านกำลังสงสัยว่าพวกเราขโมยเงินท่านเหรอ”
       “อั้วก็แค่ตั้งข้อสงสัย แต่ก็หวังว่าจะไม่ใช่พวกแก เพราะถ้าอั้วรู้ว่าเป็นฝีมือพวกลื้อละก็...”
       วศินไม่พูดอะไร ได้แต่ตบบ่าพายัพเชิงขู่
       “พวกเราคงไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนอย่างนั้นหรอกท่านวศิน”
       “ถูกต้อง พวกเราจะเอาเงินท่านทำไม แต่จะว่าไป...ที่จริงแล้วน่าจะบอกว่าเป็นเงินของพวกเรามากกว่า”
       “แหม...เพิ่งเคยได้ยินนายหัวพูดจาเข้าหูก็วันนี้เอง ถ้าอย่างนั้นเรามาคุยเรื่องที่อั้วนัดพวกลื้อมาวันนี้ดีกว่า ก็อย่างที่นายหัวพูดเมื่อกี้นั่นแหละ เงินที่หายไปเมื่อคืนถ้าพวกลื้อบอกว่ามันเป็นของพวกลื้อ พวกลื้อก็ต้องรับผิดชอบ”
       สี่เสือได้ยินอย่างนั้นก็พอจะเดาได้ว่าวศินกำลังรีดเงิน
       “นี่ท่านกำลังจะให้พวกเราจ่ายเหรอ”
       “แน่นอน ก็มันเป็นเงินของพวกลื้อนี่ ทำตกใจไปได้พายัพ อั้วแค่ขอคนละร้อยล้านในวันพรุ่งนี้เอง”
       ทั้งหมดได้ยินก็อึ้งไป นายหัวคึกอารมณ์พุ่งปรี้ด
       “ไม่มากไปหน่อยเหรอ”
       นายหัวคึกปรี่เข้ามาหาวศิน แต่แล้วทันใดนั้นชาติกล้าก็เบี่ยงออกมายืนประจันหน้ากับพวกสี่เสือ ทั้งสี่เสือเห็นชาติกล้าต่างก็สงบลง
       “เอาน่า จำนวนเงินมันอาจจะเยอะไปซะหน่อย แต่ถือว่าครั้งนี้อั้วขอ”
       วศินกับชาติกล้าใช้สายตากร้าวมองมาที่สี่เสือ สี่เสือต่างพยายามเก็บอารมณ์โกรธเอาไว้ในใจ
      
       ส่วนที่โรงพยาบาล ไผ่พญากำลังตกใจเมื่อได้ยินที่หมอบอกอาการของตะวันฉาย
       “คุณตะวันเป็นอะไรนะคะ”
       “มะเร็งที่ปลายประสาทครับ”
       ไผ่พญาถึงกับอึ้ง
       “ไม่จริงหรอกคะ น่าจะมีอะไรผิดพลาดมั้งคะ”
       “หมอก็อยากให้เป็นอย่างนั้นครับ แต่จากที่หมอเห็นเนื้อร้ายของคุณตะวันมันขยายกว่าเดือนที่แล้วมาก”
       “เดือนที่แล้ว”
       ไผ่พญารู้ทันทีว่าที่เธอเจอกับตะวันฉายคราวที่แล้วเพราะตะวันฉายมาหาหมอที่กรุงเทพฯนั่นเอง ไผ่พญาถึงกับไหล่ตกพิงเก้าอี้อย่างหมดแรง
       “เอ่อ...เขาจะไม่เป็นไรใช่มั้ยคะ”
       หมอถอนหายใจอย่างหนักใจ ไผ่พญาเศร้าลุ้นรอฟังคำตอบ
      
       ไผ่พญาเดินมาตามทางเดินก่อนจะคิดถึงคำพูดของหมอ
       “ถ้ายังไม่ได้รับการผ่าตัด คุณตะวันฉายอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงหกเดือน”
       ไผ่พญาถึงกับหมดแรงทรุดลงนั่งกับเก้าอี้ที่อยู่ข้างทางเดิน
       “ทำไมคนดีๆ อย่างคุณตะวัน ถึงต้องเจอเรื่องอย่างนี้ด้วย”
       ระหว่างนั้นเสียงมือถือของไผ่พญาดังขึ้น ไผ่พญาหยิบขึ้นมาดูแล้วเห็นว่าเป็นภูวนัยโทรมา ไผ่พญาไม่รับสายเพราะตอนนี้เธอยังอยู่ในอารมณ์ที่ช็อคเรื่องตะวันฉายอยู่
       ภูวนัยยืนอยู่ริมน้ำ กำลังรอการรับสายจากไผ่พญาอยู่ เมื่อเห็นว่าไผ่พญาไม่รับสายภูวนัยก็ยิ่งเป็นห่วง
       “ไปไหนของเขานะ”
      
       ภูวนัยครุ่นคิดด้วยความเป็นห่วงไผ่พญา


  


       ไผ่พญาเดินมากับตะวันฉายตามทางเดินในโรงพยาบาล เสื้อของตะวันฉายยังมีรอยเลือดเปรอะเปื้อน
      
       “นี่คุณจะไม่นอนโรงพยาบาลจริงๆ เหรอ”
       “นอนทำไมครับ ก็ผมไม่ได้เป็นอะไรนี่”
       ไผ่พญาชะงักไป ไม่อยากบอกเรื่องที่เธอรู้อาการป่วยของเขาจากหมอแล้ว
       “แล้วคุณตะวันจะไปไหนต่อ อย่าบอกนะว่าจะกลับเลย”
       “ครับ”
       “เฮ้ย! ได้ไง เกิดขับรถอยู่แล้วเป็นลมล้มพับไปจะเป็นยังไง”
       “คุณไผ่เป็นห่วงผมเหรอครับ”
       “ก็ใช่ซิ ไป...ถ้าคุณตะวันไม่ยอมนอนโรงพยาบาล งั้นเดี๋ยวไปพักกับฉันก่อน” ตะวันฉายกำลังจะอ้าปากพูด แต่ไผ่พญากลับหักคอ “ถ้าจะพูด คุณตะวันพูดได้คำเดียวว่า...ครับ”
       ตะวันฉายมองไผ่พญายิ่งหลงรัก
       “ครับ” ตะวันฉายยิ้มรับ
       “ดีมาก”
       ไผ่พญาพูดจบก็เดินออกไป ตะวันฉายมองตามอย่างครุ่นคิด
      
       ไผ่พญาเดินมาตามทาง ตะวันฉายเดินตามมาด้านหลัง ตะวันฉายมองไผ่พญาจากทางด้านหลังก่อนจะพูดขึ้น
       “คุณไผ่รู้แล้วใช่มั้ยครับว่าผมเป็นอะไร”
       ไผ่พญาชะงักก่อนจะพยายามทำให้ตะวันฉายสบายใจ
       “คะ...คุณก็เป็นปศุสัตว์หนุ่มอนาคตไกลไง”
       “แถมยังเป็นมะเร็งที่ปลายประสาทอีก” ไผ่พญาชะงักไป
       “ทำไมคุณไม่บอกเรื่องนี้ตั้งแต่ที่เราเจอกันคราวที่แล้ว”
       “ก็...ผมเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนี่ครับ”
       “เป็นมะเร็งเนี่ยนะไม่ใช่เรื่องใหญ่”
       ตะวันฉายพยายามเข้มแข็งยิ้มให้ไผ่พญา
       “ครับ ผมว่าความตายเป็นสิ่งที่ต้องมาถึงพวกเราทุกคน ผมว่าผมโชคดีที่รู้วันนั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ แต่หลายคนๆ ไม่รู้เลยใช้ชีวิตด้วยความประมาท”
       “โห...นี่คุณตะวันจะมองโลกในแง่ดีไปถึงไหนเนี่ย”
       “ผมว่าเรื่องใหญ่ของผมก็คือการได้ทำในสิ่งที่อยากทำก่อนที่เราจะตายต่างหาก ที่จริงแล้วที่ผมมากรุงเทพฯคราวนี้ ผมตั้งใจมาหาคุณ”
       ไผ่พญาได้ยินที่ตะวันฉายพูดก็แปลกใจ
       “มาหาฉันเหรอคะ”
       “ผมชอบคุณนะ”
       ไผ่พญาได้ยินที่ตะวันฉายบอกอย่างนั้นก็ถึงกับทำหน้าไม่ถูก
       “เอ่อ...คุณตะวันรู้สึกปวดหัวอะไรหรือเปล่า”
       “คุณไผ่คงคิดว่าผมพูดเล่น แต่ผมชอบคุณไผ่จริงๆ นะครับ”
       “เอ่อ”
       ไผ่พญาถึงกับอึ้งไปไม่รู้จะตอบยังไง
      
       ที่โรงแรม สี่เสือกำลังเครียดเรื่องเงินที่ต้องจ่ายให้กับวศิน
       “เป็นไปได้มั้ยที่มันจะปล้นเงินตัวเอง เพื่อที่จะมีข้ออ้างเก็บเงินจากพวกเราเพิ่ม”
       “ถูกของแม่เลี้ยง ฉันว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ”
       เสี่ยแคนที่กำลังใช้ความคิดอย่างหนักกลับเห็นต่าง
       “แต่ฉันว่าไม่น่าจะใช่ เพราะวศินมันต้องรู้ว่าการมาขอเงินเราเพิ่มอย่างนี้ มันน่าจะทำให้พวกเราไม่พอใจ” พายัพเห็นด้วยกับเสี่ยแคน
       “ผมเห็นด้วยกับเสี่ย ถ้าเงินมันไม่โดนปล้นไปจริงๆ คนฉลาดอย่างมัน คงไม่เสี่ยงที่จะทำให้พวกเราไม่พอใจ”
       นายหัวคึกได้ยินอย่างนั้นก็ลุกขึ้นโวย
       “แล้วยังไง พวกเราต้องจ่ายให้มันหรือไง”
       “หรือนายหัวมีวิธีอื่นละ”
       นายหัวคึกปรี่เข้าไปกระชากคอพายัพ
       “มึงไม่ต้องย้อนกู”
       พายัพสบตานายหัวคึกอย่างไม่สะทกสะท้าน เสี่ยแคนต้องแทรกเข้ามากลางวง
       “เฮ้ย! จะทะเลาะกันเองทำไม เอาเวลามานั่งแก้ปัญหาไม่ดีกว่าเหรอ”
       นายหัวคึกสงบสติอารมณ์ก่อนจะผลักพายัพออกไป
       “ปัญหา หึ...ฉันเพิ่งนึกออกว่าตั้งแต่ที่...” นายหัวคึกมองพายัพ “แกขึ้นมาแทนสมสุข มันก็เริ่มมีปัญหาตั้งแต่ตอนนั้น คิดผิดจริงๆ วะที่ให้แกขึ้นมาแทนสมสุข”
       ทันทีที่นายหัวคึกพูดจบ พายัพก็ปรี้ดขึ้นทันที พายัพชักปืนออกมาก่อนจะล็อคคอนายหัวคึกแล้วจ่อปืนที่หัวนายหัวคึก
       “พูดอีกซิ”
       “หยุดเดี๋ยวนี้พายัพ”
       “วางปืนลง”
       เสี่ยแคนกับแม่เลี้ยงรัญญาต่างร้องห้ามพายัพ พายัพได้สติก็รีบปล่อยนายหัวคึก
       “โทษทีนายหัว ผมไม่ค่อยชอบการเปรียบเทียบเท่าไหร่” นายหัวคึกมองพายัพด้วยความแค้นแต่อีกใจก็กลัวความบ้าเลือดของพายัพ “ผมว่ายิ่งเราคุยกันมันก็ยิ่งเพิ่มความเครียดให้เราทุกคน ทำไมเราไม่ไปตกลงกับไอ้วศินว่าถ้าเราจ่ายเงินก้อนนี้ให้มัน แล้วมันจะให้อะไรเราคืนมา”
       ทั้งสามเสือได้ยินที่พายัพพูดต่างก็คิดตาม
       “น่าสนใจ ฉันว่าทางออกนี่น่าจะดีที่สุด” เสี่ยแคนหันไปถามแม่เลี้ยงรัญญากับนายหัวคึก “แล้วแม่เลี้ยงกับนายหัวว่าไง”
       “สรุปคือต้องจ่ายใช่มั้ย”
       พายัพพยักหน้าแทนคำตอบ สร้างความเครียดกับสามเสืออย่างเห็นได้ชัด
      
       คืนนั้นที่เซฟเฮาส์ภูวนัย ขิงกำลังนั่งนวดเท้าให้กับกระดังงา
       “เออ...ตรงนั้นแหละ กดอีกๆ”
       ขิงมองกระดังงาอย่างหมั่นไส้ก่อนจะกดไปที่ฝ่าเท้าเต็มแรง กระดังงาร้องขึ้นด้วยความเจ็บ โอ๊ย!
       “แกแกล้งฉันเหรอไอ้ขิง”
       ขิงยังไม่ทันตอบก็โดนกระดังงายันโครมตกเก้าอี้ ขิงค่อยๆ ลุกขึ้นมาแล้วใส่กลับ
       “นี่ฉันผิดเหรอ ใครให้แกเดินตามหาไอ้ไผ่ละ โทรศัพท์มีทำไมไม่ใช้”
       “ก็โทรหาแล้วมันไม่รับจะให้ทำไง พูดมากมานวดต่อ” ขิงหน้ามุ่ยเข้ามานั่งประจำที่ “ดีๆ ละ”
       ระหว่างนั้นไผ่พญาเดินเข้ามาในบ้าน ขิงหันไปเห็นพอดี
       “ไอ้ไผ่”
       ขิงกับกระดังงารีบลุกเข้ามาหาไผ่พญา
       “ไผ่ แกไปไหนมาเนี่ย”
       ไผ่พญายังไม่ทันตอบ ตะวันฉายก็เดินตามเข้ามา ขิงกับกระดังงาหันไปเห็นก็แปลกใจ
       “สวัสดีครับคุณขิงคุณงา”
       “คุณตะวัน”
       “ไผ่...นี่มันยังไงเนี่ย” กระดังงามองไปที่เสื้อผ้าของไผ่พญากับตะวันฉายแล้วเห็นเลือดเปื้อนอยู่ “แล้วนั่นเลือดใคร”
       ไผ่พญากับตะวันฉายหันมองหน้ากันไม่รู้จะตอบยังไง ไผ่พญาเลยต้องโกหกอีกครั้ง
       “อ๋อ ฉันบังเอิญไปเจอคุณตะวัน แล้วตอนนั้นมันก็มีพวกแก๊งค์เด็กแว้นขี่มอเตอร์ไซค์มา” ไผ่พญาทำท่า ทำเสียง “แป๊นนน! แล้วพวกมันก็เข้ามากระชากกระเป๋าฉัน ฉันไม่ยอมก็เลยยื้อๆๆ” ขิงกับกระดังงาทำท่ายื้อลุ้นไปกับการเล่าของไผ่พญา “คุณตะวันเห็นอย่างนั้นก็เลยเข้ามาซัดพวกมัน” ไผ่พญาทำท่าต่อย “ตูม! พวกมันเห็นว่าสู้คุณตะวันไม่ได้ก็เลยหนีไป”
       “โห เพิ่งรู้นะครับว่าคุณตะวันเก่งขนาดนี้”
       “ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าผมเก่งขนาดนั้น”
      
       ตะวันฉายลอบมองไผ่พญาแล้วอมยิ้มขำกับเรื่องที่ไผ่พญาเล่า


  


       ระหว่างนั้นกระดังงานึกขึ้นมาได้เลยรีบบอกไผ่พญา
      
       “นี่คุณภูเขามาหาแกด้วยนะ”
       ตะวันฉายได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจ
       “คุณภู” ไผ่พญารีบตัดบท
       “นี่อย่าเพิ่งพูดเรื่องอื่น แกสองคนออกไปซื้อข้าวให้ฉันหน่อยซิ ฉันกับคุณตะวันยังไม่ได้กินอะไรเลย” ไผ่พญา หยิบเงินให้ แล้วทำตาเขียวสั่ง “ไปซิ”
       ขิงกับกระดังงารับเงินมางงๆ ว่าไผ่พญาเป็นอะไร ก่อนจะพากันเดินออกไป ไผ่พญารู้ว่าตะวันฉายจะถามเรื่องภูวนัยก็เลยชิงออกคำสั่งก่อน
       “เดี๋ยวคุณตะวันอาบน้ำแล้วเปลี่ยนเสื้อก่อนดีกว่าคะ เกิดมีคนมาเห็นเดี๋ยวฉันต้องโกหกว่าคุณตะวันเป็นซุปเปอร์แมนอีก เดี๋ยวฉันเอาเสื้อผ้าให้นะคะ”
       ไผ่พญาเดินออกไป ตะวันฉายมองตามอย่างสงสัยเรื่องภูวนัย
      
       ขิงกับกระดังงาเดินออกมาจากเซฟเฮาส์
       “แกเชื่อเรื่องที่ไอ้ไผ่มันเล่าหรือเปล่า”
       “ทำไม”
       “เอ้า...อย่างแรกเลยนะ คนที่โทรหาไอ้ไผ่เมื่อตอนกลางวันคือคุณตะวัน เพราะฉะนั้นไอ้ไผ่กับคุณตะวันไม่ได้เจอกันโดยบังเอิญ”
       “ก็จริงของแก แต่ที่ฉันแปลกใจที่ไอ้ไผ่มันดูเป็นห่วงคุณตะวันยังไงชอบกล แกว่ามั้ย”
       “นั่นซิ หายไปทั้งวันพอกลับมาก็อิอะอิอะกัน”
       “ถ้าอย่างนั้นฉันรู้แล้วว่าไอ้ไผ่กับคุณตะวันจะกินอะไรกัน” ขิงมองกระดังงาด้วยความสงสัย “สงสัยเราต้องซื้อข้าวใหม่...กับปลามันให้ไง”
       “แหม มีมุขด้วยนะจ้ะ แม่น้ำพริกถ้วยเก่า”
       กระดังงาหันขวับมาก่อนจะดึงหูขิง
       “แกว่าใครเก่า...ห๊ะ”
       กระดังงาดึงหูขิงเดินออกไป ไม่นานหลังจากที่ทั้งคู่เดินไปก็เห็นรถของภูวนัยขับเข้ามาจอด ภูวนัยเปิดประตูลงจากรถก่อนจะรีบเดินเข้าประตูรั้วไป
      
       ไผ่พญาเดินออกมาจากห้องขิงกับกระดังงา ก่อนจะดูเสื้อที่หยิบมาด้วย
       “ขอยืมหน่อยนะขิง ใหญ่ไปหรือเปล่าเนี่ย”
       แล้วไผ่พญาก็เปิดประตูเข้าไปในห้องของตัวเอง จังหวะนั้นภูวนัยเดินเข้ามาในบ้านพอดี ภูวนัยมองไปรอบๆบ้านก่อนจะแปลกใจเมื่อไม่เห็นใคร
       “ขิง...งา”
       เงียบไม่มีเสียงตอบใดๆ ภูวนัยแปลกใจกำลังจะเดินออกไป แต่แล้วก็ได้ยินเสียงร้องของไผ่พญาดังขึ้น
       “ว้าย”
       ภูวนัยมองขึ้นไปข้างบนทันที
      
       ไผ่พญาตกใจเพราะเห็นตะวันฉายถอดเสื้ออยู่ในห้อง ตะวันฉายเองก็พยายามเอาเสื้อปิด
       “ขอโทษครับคุณไผ่”
       “ไม่เป็นไรคะ” ไผ่พญายื่นเสื้อผ้าให้ “เดี๋ยวคุณตะวันใส่เสื้อผ้าของขิงก่อนแล้วกัน เอ่อ...ฉันวางไว้นี่นะคะ”
       ไผ่พญาวางเสื้อผ้าของขิงเอาไว้ที่โต๊ะ และกำลังจะออกจากห้องจังหวะนั้นภูวนัยก็เปิดประตูเข้ามาในห้องพอดี
       “ไผ่”
       ภูวนัยอึ้งไปเมื่อเห็นไผ่พญาอยู่กับตะวันฉายภายในห้อง โดยที่ตะวันฉายถอดเสื้ออยู่
       “คุณภู”
       ภูวนัยมองตะวันฉายก่อนจะหันมองมาที่ไผ่พญาด้วยสายตาผิดหวัง
       “โทษทีที่มาขัดจังหวะ”
       ภูวนัยพูดจบก็รีบเดินออกไป ไผ่พญาถึงกับอึ้งเพราะรู้ว่าภูวนัยต้องคิดเป็นเรื่องบนเตียงแน่นอน ตะวันฉายเดินเข้ามาจะถามไผ่พญา
       “ทำไมคุณภูถึงได้...”
       ไผ่พญาที่นิ่งเหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่างก็หันกลับมาบอกก่อนที่ตะวันฉายจะพูดจบ
       “ขอโทษนะคะคุณตะวัน”
       แล้วไผ่พญาก็รีบวิ่งตามภูวนัยออกไป ตะวันฉายมองตามรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนเกิน
      
       ภูวนัยเดินออกมาจากประตูรั้วกำลังตรงไปที่รถ ไผ่พญาเดินตามมาพยายามเรียกเอาไว้
       “เดี๋ยว” ภูวนัยไม่หยุด ไม่หัน ไม่มอง จนไผ่พญาต้องคว้ามือเอาไว้ “นี่”
       ภูวนัยมองมือที่ไผ่พญาจับ
       “ผมว่าคุณปล่อยมือผมดีกว่า เดี๋ยวคุณตะวันจะเข้าใจผิด”
       “มันไม่ใช่อย่างที่นายคิดนะ”
       “เหรอ...คิดอะไร ผมไม่ได้คิดอะไรเลย”
       “ฉันรู้ว่านายคิด ไม่อย่างนั้นนายจะเดินหนีมาอย่างนี้เหรอ”
       “ทำไม อย่าบอกนะว่าคุณคิดว่าผมหึงคุณ”
       ไผ่พญาอึ้งไปกับท่าทางของภูวนัย
       “นายไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง”
       “จะให้ผมรู้สึกอะไร...อ๋อ” ภูวนัยยื่นมือออกไปจะเช็คแฮนด์ “ดีใจด้วยนะ อย่างนี้ใช่มั้ยที่เธอต้องการ”
       ไผ่พญามองมือของภูวนัย หัวใจเธอเจ็บปวดก่อนที่ไผ่พญาจะเดินผ่านภูวนัยกลับเข้าไปในบ้าน ภูวนัยสีหน้าเปลี่ยนเป็นเศร้าหลังจากที่ไผ่พญาจากไป
      
       รถของภูวนัยจอดที่ริมถนน ภูวนัยฟุบหน้ากับพวงมาลัยรถก่อนจะยันตัวขึ้นพิงกับเบาะรถระบายลมหายใจออกมาอย่างเหนื่อยใจ
       “พูดอะไรออกไปวะเรา”
       ระหว่างนั้นภูวนัยเหลือบไปเห็นหนุ่มสาวคู่รักคู่นึงเดินจับมือกันมาคุยกันอย่างมีความสุข ภูวนัยมองภาพนั้นก่อนจะพยายามแข็งใจ
       “ดีแล้ว ต่อไปเธอจะได้มีชีวิตเหมือนคนปกติซะที”
      
       ไผ่พญายืนครุ่นคิดถึงภูวนัยอยู่ที่สนามหญ้า ระหว่างนั้นตะวันฉายเดินเข้ามาด้านหลังก่อนจะมองไผ่พญาด้วยความเป็นห่วง
       “คุณไผ่”
       ไผ่พญาหันมาก็เห็นตะวันฉาย
       “ยังไม่นอนอีกเหรอคะ”
       “ครับ ผมเห็นคุณกับ...เอ่อ...คุณภู”
       “ขอโทษนะคะคุณตะวัน ตอนนี้ฉันยังไม่พร้อมที่จะคุย”
       ตะวันฉายได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจ
       “ครับ ถ้างั้นอย่ายืนตากน้ำค้างนานนะครับ เดี๋ยวจะไม่สบาย”
      
       ตะวันฉายยิ้มให้ก่อนจะเดินออกไป ไผ่พญามองตะวันฉายด้วยความรู้สึกผิดเช่นกัน
      

      ที่บ้านพายัพคืนเดียวกันนั้น พายัพกำลังรินไวน์ใส่แก้ว ระหว่างนั้นเสียงของชาติกล้าดังขึ้น
      
       “ตกลงแกมีเรื่องอะไรกันแน่พายัพ”
       ชาติกล้ายืนอยู่ พายัพยิ้มมุมปาก
       “อะไร เดี๋ยวนี้ทำตัวห่างเหินนะ เพื่อนจะเจอเพื่อนหน่อยไม่ได้หรือไง”
       “ถ้าแกคิดว่าฉันสามารถคุยกับท่านวศินให้ยกเลิกเรื่องเมื่อเช้าได้ละก็...”
       “ฉันอยากให้พวกมันจ่ายใจจะขาด” ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจกับท่าทีของพายัพ “แกคิดว่าไอ้วศินมันจะได้เงินจากพวกฉันมั้ย”
       พายัพพูดจบแล้วหยิบปืนลูกโม่ขึ้นมาวางตรงหน้าพร้อมกระสุนปืนหนึ่งนัด ชาติกล้าเหล่มองพายัพอย่างระวังตัว
       “แกก็รู้ว่าไม่ควรขัดใจท่าน”
       “ฉันก็คิดอย่างนั้นแหละ” พายัพยกแก้วไวน์ขึ้น “ที่ฉันเรียกแกมา เพราะอยากฉลองล่วงหน้าต่างหาก ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ฉันคิดมันจะมาถึงเร็วขนาดนี้”
       “แกจะทำอะไร”
       พายัพไม่ตอบแต่หันไปหยิบปืนขึ้นมาก่อนจะใส่ลูกปืน แล้วปั่นลูกโม่จนหมุนติ้ว
       “สิ่งที่ฉันจะทำวันพรุ่งนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการเล่นรัสเซียนรูเล็ต” แล้วพายัพก็เอาปืนจ่อขมับตัวเองก่อนจะเหนี่ยวไก เสียงดัง คลิ๊ก! ชาติกล้ามองพายัพนิ่ง พายัพวางปืนลง “รู้มั้ยก่อนที่แกจะมา ฉันทำอย่างนี้เป็นสิบครั้ง แต่ฉันก็ยังอยู่ มันเลยทำให้ฉันมั่นใจว่าตอนนี้ฟ้าต้องการให้ฉันครอบครองทุกอย่าง...ดื่ม”
       พายัพยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มอย่างมีความสุข ชาติกล้าเหล่มองพายัพด้วยความสงสัยว่าพายัพจะทำอะไร
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นที่สนามหญ้าหน้าเซฟเฮาส์ สมสุขเดินเล่นอยู่ที่ริมรั้วมีตำรวจนอกเครื่องแบบเดินตามไม่ห่าง สมสุขมองไปที่ริมรั้วต่างๆ เหมือนกำลังหาช่องทางบางอย่างก่อนที่สมสุขจะก้มมองกำไลอิเลคโทนิคที่ติดอยู่ที่ข้อเท้า
       “นี่คุณตำรวจ ถ้าผมยื่นเท้าออกไปข้างนอกจะเป็นยังไง”
       ระหว่างนั้นเสียงอภิวัฒน์ดังขึ้น
       “หน่วยอรินทราชก็จะยกกำลังมาปิดล้อมที่นี่ก่อนจะระดมยิงใส่นายด้วยกระสุนนับร้อย”
       สมสุขหันไปก็เห็นอภิวัฒน์เดินเข้ามา
       “แหม...ขนาดนั้นเลยเหรอ”
       “อยากลองดูก็เชิญ”
       “ผมมันไม่ชอบลอง ทำอะไรก็ทำจริงๆ ไปเลย ท่านก็เคยเห็นแล้วนี่”
       “ฉันรู้ว่านายฉลาด แต่ฉันลืมบอกไปว่าถึงนายจะหนีออกไปจากที่นี่ได้ รอดตายจากหน่วยอรินทราช แต่ยังไงนายก็อยู่ข้างนอกนั่นไม่ได้นานหรอก”
       “ดูเหมือนท่านจะมีแผนสำรองเยอะนะครับ”
       “ไม่หรอก ที่ฉันมั่นใจว่านายไม่รอดเพราะทั้งวศินกับสี่เสือที่เหลือ ถ้ารู้ว่านายยังอยู่คงไม่เก็บนายไว้แน่”
       สมสุขไม่พูดอะไร เพียงแต่ยิ้มเหมือนมีแผนบางอย่างในหัว ระหว่างนั้นสมสุขเหลือบไปเห็นภูวนัยกำลังวิ่งออกกำลังกายอยู่ สมสุขโบกมือเรียกอย่างสนิทสนม
       “วู้...หมวด...ทางนี้” ภูวนัยวิ่งมาหยุดที่หน้าบ้านพอดี ก่อนจะหันไปเห็นอภิวัฒน์อยู่กับสมสุข สมสุขเดินเข้ามา อภิวัฒน์เดินตาม “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะหมวด”
       “ฉันไม่ได้อยากเจอ”
       “อ้าวเหรอ แหม...ผมก็พูดไปตามมารยาทนั่นแหละ เพราะคนที่ผมอยากเจอจริงๆ คือน้องไผ่มากกว่า ตกลงหมวดถามให้ผมหรือยังว่าใครเป็นคนยิงผมคืนนั้น”
       “ถ้านายยังไม่เลิกถามเซ้าซี้ ฉันจะเป็นคนยิงนายอีกที”
       สมสุขสังเกตท่าทางของภูวนัย
       “แหม...นี่งอนอะไรกันกับน้องไผ่หรือเปล่าหมวด” สมสุขหันไปพูดกับอภิวัฒน์ “ท่านครับ หมวดภูเขาไม่สนใจคดีผมอย่างนี้ ผมขออนุญาตไปถามน้องไผ่เองได้มั้ยครับ” สมสุขหันมายั่วภูวนัย “รับรองว่าผมจะถามทุกซอกทุกมุมทั้งวันทั้งคืน ไม่ให้น้องไผ่เขาได้พักเลย”
       ภูวนัยเข้าไปกระชากคอเสื้อสมสุข อภิวัฒน์เข้ามาห้าม
       “หมดเวลาของนายแล้วสมสุข” อภิวัฒน์หันไปบอกตำรวจติดตาม “พาตัวขึ้นไป” สมสุขยิ้มกวนให้ภูวนัยก่อนจะเดินผิวปากขึ้นไปอย่างสบายอารมณ์ อภิวัฒน์หันมาบอกกับภูวนัย “หมวด...ผมอยากให้หมวดเป็นคนดูแลคุณไผ่พญา”
       “แต่ตอนนี้เธอมีคนดูแลอยู่แล้ว คงไม่เป็นไรหรอกครับ”
       “คุณไผ่พญาเป็นพยานและเป็นคนที่สำคัญกับทีมเรามาก ผมไม่รู้ว่าหมวดมีปัญหาอะไรกับเธอหรือเปล่า แต่ผมอยากให้หมวดแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัว”
      
       ภูวนัยได้ยินอภิวัฒน์พูดอย่างนั้นก็หนักใจ


  


       ไผ่พญา ขิง กระดังงา ตะวันฉายกำลังนั่งกินข้าวกัน ขิงกับกระดังงาเหล่มองไผ่พญากับตะวันฉาย
      
       “แล้วคุณตะวันลางานมาอย่างนี้ ไม่โดนว่าเหรอครับ”
       “ไม่หรอกครับ ผมว่าผมกำลังจะทำเรื่องลาออกอยู่พอดี”
       ทุกคนได้ยินก็ตกใจ
       “ทำไมละคะ”
       “พอดีคุณพ่อคุณแม่ผม ท่านอยากให้ผมรับช่วงต่อธุรกิจที่บ้าน แล้วอีกอย่างผมก็มีเรื่องที่ผมอยากจะทำด้วยครับ”
       ไผ่พญาเหลือบมองตะวันฉาย ตะวันฉายมองมาก็เห็นไผ่พญาหลบตาไป ตะวันฉายตักปลาทูให้กับไผ่พญา
       “อุ้ย คุณตะวันทานเถอะคะ”
       “ไม่ชอบทานปลาเหรอครับ”
       “เอ่อ...คะ ก้างมันเยอะฉันกลัวติดคอ”
       ขิงกับกระดังงาถึงกับสะดุ้ง
       “ก้างปลาหรือก้างขวางคอจ้ะไผ่” ไผ่พญามองกระดังงาตาขวาง ระหว่างนั้นตะวันฉายตักเนื้อปลาทูใส่จานไผ่พญาอีกครั้ง
       “ผมแกะก้างออกให้แล้วครับ”
       ขิงกับกระดังงาถึงกับตาร้อนผ่าวๆ
       “แหม...คุณตะวันนี่เป็นสุภาพบุรุษจริงๆ นะคะ นี่ถ้าเป็นไอ้ขิงคงจะให้ฉันกินก้างส่วนมันกินเนื้อ”
       “อ้าว เคยมีดีอะไรกับเขามั้งมั้ยเนี่ย”
       ระหว่างนั้นตะวันฉายมีเลือดกำเดาไหลออกมาทางจมูก ไผ่พญาเห็นก็ตกใจ
       “คุณตะวัน”
       ทุกคนมองไปที่ตะวันฉายแล้วก็เห็นตะวันฉายเลือดกำเดาไหล ตะวันฉายคลำแล้วก็เห็นเลือด
       “เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกครับ ผมเป็นคนร้อนในง่าย เอ่อ...ขอตัวก่อนนะครับ”
       ตะวันฉายรีบลุกออกไป ไผ่พญาจะลุกตามด้วยความเป็นห่วง
       “ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันไปดูเอง”
       ขิงบอกแล้วตามตะวันฉายออกไป ไผ่พญามองตามอย่างเป็นห่วง
      
       ภูวนัยเปิดประตูบ้านแล้วเดินเข้ามาตามทางเดิน ภูวนัยเดินเข้ามาในบ้านกำลังจะถึงประตู ระหว่างนั้นได้ยินเสียงกระดังงาดังออกมาจากประตูซึ่งไผ่พญานั่งคุยกับกระดังงา กระดังงาถามไผ่พญาด้วยความอยากรู้
       “ไผ่...แกบอกฉันมาเดี๋ยวนี้ว่าแกกับคุณกิ๊กกันใช่มั้ย”
       ภูวนัยชะงักหยุดเดินแล้วหยุดยืนฟังอยู่ที่หน้าประตู
       “อะไรของแก”
       “อย่ามาปากแข็ง ฉันเห็นที่แกทำให้คุณตะวันแล้วคุณตะวันก็ทำให้แกฉันว่าแกสองคนต้องกิ๊กกันแน่ๆ แกชอบคุณตะวันใช่มั้ย”
       ภูวนัยรอฟังคำตอบ
       “ไม่รู้ซิ คุณตะวันเขาก็เป็นคนดี” ภูวนัยเศร้าลง “แล้วฉันก็คิดว่าถ้าฉันเป็นแฟนกับเขาจริงๆ เขาก็คงดูแลฉันได้”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็รู้สึกใจหายวาบตัวชาไปทั้งตัว ภูวนัยก้มหน้ารับรู้ความรู้สึกของไผ่พญาก่อนจะก้มหน้าเดินออกไป ขณะที่กระดังงาซักไซ้ไผ่พญาต่อ
       “ก็ดีแล้วนี่ แล้วทำไมไม่เห็นแกดีใจเลย”
       “เพราะฉันไม่ได้ชอบเขา”
       ไผ่พญาพูดแล้วนึกไปถึงภูวนัย
      
       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่บ้านแม่เลี้ยงรัญญา ลูกน้องของแม่เลี้ยงรัญญาพาพายัพเดินเข้ามาภายในบ้าน
       “รอซักครู่นะครับ เดี๋ยวผมไปตามแม่เลี้ยงให้”
       พายัพพยักหน้า ลูกน้องเดินจากไป พายัพเดินดูบรรยากาศรอบๆ บ้าน ระหว่างนั้นแม่เลี้ยงรัญญาเดินเข้ามาพร้อมกับลูกน้อง
       “แหม...นี่มาเก็บเงินฉันเป็นคนแรกเลยเหรอพายัพ”
       “ก็ตามคิวเหมือนทุกครั้งนั่นแหละแม่เลี้ยง”
       แม่เลี้ยงรัญญายิ้มมุมปากก่อนจะเดินมานั่ง
       “ส่วนของแม่เลี้ยงเรียบร้อยมั้ยครับ”
       “ไม่” พายัพชะงัก “ฉันว่าฉันจะไม่จ่าย”
       พายัพได้ยินอย่างนั้นก็เห็นสีหน้าของพายัพเปลี่ยนไป
       “ไม่จ่าย...ก็เราตกลงกันแล้วนี่”
       ระหว่างนั้นเสียงนายหัวคึกดังขึ้น
       “พวกฉันก็ไม่จ่าย”
       พายัพมองไปตามเสียงแล้วก็เห็นนายหัวคึกกับเสี่ยแคนเดินออกมาจากมุมหนึ่งของบ้าน เหมือนว่าทั้งหมดได้คุยกันก่อนหน้านั้นก่อนที่พายัพจะมา
       “พายัพ พวกเราคิดกันแล้วบางทีการจ่ายให้คนใหม่ที่ขึ้นมาแทนวศิน เราน่าจะจ่ายน้อยกว่า”
       “เสี่ยหมายความว่าไง”
       “ฉันว่าเราเก็บเงินสี่ร้อยล้านเอาไว้ไม่ดีกว่าเหรอ แล้วก็เอาเงินแค่หมื่นสองหมื่นไปจ้างพวกมือปืนมูเซอชาวเขาดีกว่า”
       พายัพได้ยินอย่างนั้นก็รู้ทันทีว่าทั้งสามเสือคิดอะไร
       “พวกเราจะฆ่ามัน แกว่าไงพายัพ”
       พายัพมองทั้งสามเสือ
       “ผมจะว่าอะไรได้ ผมมันเป็นน้องเล็ก พวกพี่ๆ ว่าไงก็ว่าตามกัน”
       แม่เลี้ยงรัญญา เสี่ยแคนและนายหัวคึกสีหน้าเหี้ยมเอาจริงกันทุกคน
        
       พายัพครุ่นคิดแผนในหัวก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา


  


       ไผ่พญากำลังตากผ้าอยู่ที่สนามหญ้า ตะวันฉายเอื้อมมือมาหยิบผ้าขึ้นมาจะช่วย ไผ่พญาหันมาพอเห็นตะวันฉายก็ตกใจ
      
       “คุณตะวัน”
       “ทำไมต้องตกใจขนาดนั้นด้วยครับ”
       “เอ้า...ก็คุณตะวันไม่สบาย ออกมาตากแดดอย่างนี้เดี๋ยวก็เป็นอะไรอีกหรอก”
       “ผมแค่เป็นมะเร็ง ไม่ได้พิการนะครับ...ผมช่วยนะ” ตะวันฉายหันไปตากผ้าช่วยไผ่พญา ไผ่พญามองด้วยความเป็นห่วง ตะวันฉายหันมาถามไผ่พญา “เพราะอย่างนี้ใช่มั้ยครับ คุณไผ่ถึงได้บอกว่าคุณภูไม่ใช่คนร้าย”
       “หื๊อ”
       “ครูขิงกับครูงา เล่าให้ผมฟังหมดแล้วครับ”
       “ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่หมดหรอกคะ” ตะวันฉายทำหน้าแปลกใจ “ฉันเป็นโคโยตี้” ตะวันฉายได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป “รู้อย่างนี้แล้ว คุณตะวันยังจะชอบฉันอยู่หรือเปล่า”
       ตะวันฉายตอบแบบไม่ต้องคิด
       “ถึงคุณจะเป็นอะไร แต่ถ้าคุณยังเป็นคุณไผ่พญาคนที่ผมเห็นอยู่ตอนนี้ผมก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ”
       ไผ่พญาชะงักอึ้งไป
       “คุณตะวันนี่เป็นคนดีจริงๆ นะคะ”
       ตะวันฉายรวบรวมความกล้าถามออกไป
       “แล้วคุณไผ่จะให้คำตอบผมได้หรือยังครับ”
       “ขอเวลาฉันหน่อยนะคะ แล้วฉันจะบอกคุณ”
       ตะวันฉายยิ้มให้ไผ่พญาเพื่อไม่ให้ไผ่พญากดดันเกินไป
      
       ตะวันฉายเดินเข้ามาในบ้าน ขิงเดินปรี่เข้ามาลากตะวันฉายทันที
       “ว่างมั้ยครับคุณตะวัน ต้องว่างอยู่แล้ว”
       “มีอะไรเหรอครับ”
       “มาเล่นหมากฮอสกับผมหน่อย เล่นกับผู้หญิงมันไม่ได้อรรถรสเลย”
       “โห...เล่นแพ้แล้วก็บอกว่าไม่ได้อรรถรส สู้ไม่ได้ก็ยอมรับดีกว่า” กระดังงาบอกอย่างรู้ทัน
       “ใครสู้ไม่ได้ ฉันแค่ไม่อยากชนะต่างหาก นี่เดี๋ยวดูฝีมือที่แท้จริง มาเลยคุณตะวันขอแบบเต็มมือไม่ต้องยั้ง”
       ไผ่พญายืนอยู่นอกบ้าน มองดูตะวันฉายกำลังเล่นอยู่กับขิงและกระดังงาแล้วคิดถึงภูวนัย
      
       อีกด้านหนึ่งที่บ้านวศิน วศินกำลังคุยโทรศัพท์ด้วยท่าทางอารมณ์ดีอยู่ภายในสวน ชาติกล้ายืนห่างออกไปทางด้านหลัง
       “แหม...ใครจะยอมปล่อยให้โปรเจ็คต์อย่างนี้หลุดมือละท่าน เย็นนี้แน่นอนท่านซาหม่องส่งคนมารับเงินได้เลย”
       วศินวางสายไปแล้วหันมาถามชาติกล้าด้วยสีหน้าเครียดทันที “ไอ้พายัพติดต่อมาหรือยัง”
       “ยังเลยครับ”
       “อะไรของมันวะ ท่าทางจะอั้วต้องเตือนความจำมันหน่อย”
       วศินกำลังจะกดโทรศัพท์ แม่บ้านก็เดินเข้ามา
       “ท่านคะ”
       “มีอะไร”
      
       วศินเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงาน ชาติกล้าเดินตามเข้ามา
       “ไว้ใจแกได้จริงๆ นะพายัพ”
       วศินยิ้มกว้างทักพายัพที่นั่งอยู่ภายในห้องทำงาน พายัพลุกขึ้นยิ้มให้วศิน
       “ขอโทษที่มาช้าไปหน่อย”
       “ไม่เป็นไร จะช้าจะเร็วไม่สำคัญ...สำคัญที่ว่า...” วศินมองไปรอบๆ “ตอนนี้อั้วอยากเห็นเงินสี่ร้อยล้านแล้ว”
       พายัพยิ้ม “ยิ้มอะไร เงินอยู่ไหนพายัพ”
       พายัพนั่งลงไขว้ห้างแล้วพูดขึ้นเหมือนไม่มีอะไร
       “พวกมันไม่ให้”
       “อะไรนะ นี่พวกมันกล้าแข็งข้อกับอั้วเหรอ”
       “ไม่ใช่แค่นั้นซิครับ” วศินกับชาติกล้าสงสัยว่ามีอะไรอีก “พวกมันอยากให้ท่านตายด้วย”
       วศินได้ยินอย่างนั้นถึงกับทุบโต๊ะด้วยความโกรธ
       “โธ่เว้ย”
       ชาติกล้าเดินเข้ามาหาพายัพ แล้วถามด้วยความอยากรู้
       “แล้วแกเอาเรื่องนี้มาบอกท่านทำไม ไม่เอาด้วยกับพวกมันหรือไง”
       “ผมรู้สึกว่าประเทศนี้ มีเสือเพียงตัวเดียวก็พอครับ” วศินหันมองพายัพรู้ความหมายที่พายัพบอก “ถ้าท่านตกลง ผมจะรับผิดชอบเงินสี่ร้อยล้านให้ท่านเอง”
       วศินมองพายัพที่ยิ้มอย่างเหนือชั้น ชาติกล้าหรี่ตามองพายัพรู้แล้วว่าพายัพต้องการทำอะไร
      
       พายัพเดินมาตามทางเดิน แต่แล้วพายัพก็ต้องชะงักเมื่อเห็นชาติกล้าเดินออกมาจากมุม
       “มีอะไร”
       “นี่ใช่มั้ยที่แกบอกกับฉันเมื่อคืน”
       “ถึงมันจะผิดคาดไปหน่อย แต่ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม”
       “แกคิดว่าพวกสามเสือจะยอมจ่ายเงิน แล้วแกก็จะเก็บเงินพวกนั้นไว้เอง พอหลังจากที่แกได้เงินแล้วแกก็จะมาปั่นหัวให้ท่านวศินลงมือจัดการกับสามเสือนั่น”
       “แหม...สมกับที่คบหาดูใจกันมานาน บอกแล้วไงว่าประเทศนี้มีเสือแค่เพียงตัวเดียวก็พอ”
       “แต่เสือก็ยังเป็นเสือ ถ้าแกคิดว่าจะจัดการกับสามเสือพวกนั้นได้ง่ายๆ ละก็ฉันว่าแกคิดผิดไปหน่อย”
       พายัพยิ้มก่อนจะเดินมาตบไหล่ชาติกล้า
       “นั่นน่ะซิ ฉันถึงต้องให้นายพรานมือฉมังอย่างแกล่าพวกมันไง ฉันทำในส่วนของฉันแล้ว ตอนนี้เป้าหมายเราจะสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่ที่แกแล้วนะพ่อนายพราน”
       พายัพเดินออกไป ชาติกล้ามองตามแววตาของชาติกล้าฉายความอำมหิตขึ้นมา
      
       อภิวัฒน์กำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้อง ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้นภูวนัยเปิดประตูเข้ามา
       “เข้ามาซิหมวด” ภูวนัยเดินเข้ามาด้วยสีหน้าจริงจัง อภิวัฒน์เห็นอย่างนั้นก็ทักขึ้น “มีอะไรหรือเปล่า”
       “ผมจะมาขอลาออกครับ”
       “ลาออก...มีเหตุผลมั้ย”
       “ผมอยากจะทำงานคนเดียวครับ”
       “ทำอย่างนั้นนี่ ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตายเลยนะ” ภูวนัยรู้ว่าเป็นอย่างที่อภิวัฒน์พูด “หรือหมวดต้องการทำอย่างนั้นจริงๆ”
       “เอ่อ...ไม่ใช่ครับ ผมรู้สึกว่าถ้าผมทำคนเดียวน่าจะจัดการพวกนั้นได้เร็วกว่า”
       “หมวด การตัดต้นไม้น่ะง่าย แต่การโค่นต้นไม้ยากกว่ากันหลายเท่านะ สิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่คือการโค่นต้นไม้ที่ต้องขุดรากถอนโคน ไม่อย่างนั้นมันก็จะมีคนแบบวศินขึ้นมาอีกเรื่อยๆ” ภูวนัยกำลังจะพูด แต่เสียงมือถือของอภิวัฒน์ดังขึ้น อภิวัฒน์มองเบอร์ก่อนจะรับสาย “ว่าไง” อภิวัฒน์ฟังแล้วสีหน้าเครียดลง “อย่างนั้นเหรอ...อืม...เข้าใจละ...ขอบใจมากที่โทรมาบอก”
       อภิวัฒน์วางสายด้วยสีหน้าหนักใจ
       “มีอะไรเหรอครับ”
       “พรรคพวกผมที่เป็นกก.ตร.โทรมาบอกว่า วศินอาจจะได้ขึ้นเป็นรอง” ภูวนัยถึงกับอึ้ง
       “ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องรีบทำทุกอย่างก่อนที่วศินมันจะได้ตำแหน่ง” อภิวัฒน์พยักหน้า “ท่านอนุมัติคำขอของผมเถอะครับ ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง”
       “ไม่ได้ ยิ่งสถานการณ์เป็นอย่างนี้ เราก็ยิ่งต้องการหมวด ตอนนี้ทุกตาที่เราเดินต้องระวังยิ่งกว่าเดิม”
       “แต่ท่านครับ...”
       ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “เข้ามา”
       ตำรวจนอกเครื่องแบบเปิดประตูเข้ามา
       “ขออนุญาตครับ มีคนมาขอพบหมวดภูครับ”
      
       ภูวนัยสงสัยว่าเป็นใคร


  


       ไผ่พญายืนอยู่ที่สวนของเซฟเฮาส์อภิวัฒน์ ภูวนัยเดินเข้ามาทางด้านหลัง
      
       “มีอะไร”
       ไผ่พญาได้ยินเสียงภูวนัยก็หันไป
       “เอ่อ...ฉันมากวนนายหรือเปล่า”
       “ไม่หรอก มีอะไร”
       “ฉันจะมาบอกเรื่องฉันกับคุณตะวันที่นายเห็นวันนั้น”
       “เลิกยุ่งกับผมซะที” ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับอึ้งไป ภูวนัยเดินเข้ามาจ้องหน้าไผ่พญา “คุณจะอะไรกับใครยังไง ทำไมต้องมาบอกผม ผมจะบอกคุณอีกแค่ครั้งเดียว อย่ามาที่นี่อีก”
       ภูวนัยผลักไผ่พญาออก แล้วหันหลังเดินเข้าบ้าน ระหว่างนั้นเสียงไผ่พญาดังขึ้น
       “นายชอบฉันหรือเปล่า”
       ภูวนัยได้ยินคำถามของไผ่พญาถึงกับชะงักไปก่อนจะหันกลับมา
       “ถามฉันทำไม”
       “เพราะฉันกำลังจะให้คำตอบคุณตะวัน...คุณตะวันเขาบอกว่าชอบฉัน” ไผ่พญาตัดสินใจบอก
       ภูวนัยอึ้งไปรู้สึกถึงหัวใจที่กระเพื่อนแรง แต่ภูวนัยกลับบอกว่า
       “ก็ดีแล้วนี่ หมดเรื่องแล้วใช่มั้ย”
       ภูวนัยจะเดินต่อ ไผ่พญาเสียใจกับคำพูดของภูวนัย
       “นายไม่รู้สึกอะไรเลยหรือไง” ภูวนัยชะงัก “เราผ่านความยากลำบาก ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ทำให้นายรู้สึกอะไรเลยเหรอไง”
       “คุณคิดว่ามันจะเหมือนกับในละครที่พระเอกนางเอกหนีผู้ร้ายแล้วพอรอดมาได้ก็เลยทำให้รักกัน”
       “ถ้าอย่างนั้น มันไม่มีค่าอะไรกับนายเลยใช่มั้ย”
       ภูวนัยกลั้นใจตอบ
       “ใช่...แล้วฉันเองก็รู้ว่าเธอไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น” ไผ่พญาไม่เข้าใจว่าภูวนัยจะพูดอะไร “เพราะโคโยตี้อย่างเธอน่าจะเจอผู้ชายมาหลายคน ฉันไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้คงไม่ทำให้เธออ่อนไหวชอบฉันหรอกนะ”
       ทันทีที่ภูวนัยพูดจบไผ่พญาก็ตบหน้าภูวนัย เผียะ!
       ภูวนัยหันกลับมาแล้วอึ้งไปเมื่อเห็นน้ำตาของไผ่พญาคลอเบ้า ไผ่พญาเดินจากมาด้วยความเสียใจภูวนัยเองก็แทบใจสลายเมื่อได้ทำให้ผู้หญิงที่ตนรักต้องเสียใจ
       ไผ่พญาเดินออกมาจากเซฟเฮาส์อภิวัฒน์ ทันทีที่พ้นประตูมาจนไม่เห็นภูวนัยแล้วไผ่พญาก็ปล่อยความเสียใจออกมากับน้ำตาทันที
      
       วศินกำลังวิ่งออกกำลังอยู่ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่มีคนมาวิ่งออกกำลังกันพอสมควร ชาติกล้าวิ่งตามมาอารักขาทางด้านหลังไม่ห่าง ระหว่างนั้นมีชายคนนึงนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ม้านั่งข้างทาง ชายคนนั้นเหลือบมองไปก็เห็นวศินกำลังวิ่งมาอีกไม่ไกล ชายคนนั้นค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบถุงกระดาษที่วางอยู่ข้างๆ ก่อนจะเอามาวางไว้กับตัว แล้วหยิบปืนออกมาเตรียมพร้อม
       ชาติกล้าที่วิ่งตามด้านหลังวศินมามองไปที่ชายคนนั้นที่นั่งอยู่ แล้วเห็นสายตาของชายคนนั้นจับจ้องมาที่วศินไม่วางตาทำให้ชาติกล้ารู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไรผิดปกติ วศินวิ่งเข้ามาใกล้ม้านั่งที่ชายคนนั้นนั่งอยู่ ทันใดนั้นชายคนนั้นก็ลุกขึ้นพร้อมกับวาดปืนเล็งมาที่วศิน
       “เฮ้ย”
       แต่กระสุนย่อมเร็วกว่าคน วศินโดนยิงจนล้มลงทันที ผู้คนที่วิ่งออกกำลังต่างร้องด้วยความตกใจวิ่งหนีกันวุ่นวาย ชาติกล้าหยิบปืนออกมาจะยิงสวนแต่เพราะคนวิ่งบังทางปืนจนวุ่นวายจึงยิงไม่ได้ ชาติกล้าหันมาประคองวศิน
       “ท่าน...ท่านวศิน”
      
       ภูวนัยกำลังนั่งคิดถึงภาพที่ไผ่พญาต้องร้องไห้ ภูวนัยเอามือจับแก้มที่โดนไผ่พญาตบด้วยความรู้สึกผิด ระหว่างนั้นอภิวัฒน์เดินเข้ามาด้านหลัง
       “หมวดภู”
       ภูวนัยหลุดจากภวังค์ก่อนจะหันมาเห็นอภิวัฒน์เดินสีหน้าเครียดเข้ามา
       “ครับท่าน”
       “ผมเพิ่งได้รับรายงานว่าวศินถูกยิง”
       “ว่าไงนะครับ”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป
      
       มุมหนึ่งของโรงพยาบาลถูกจัดไว้เป็นที่สำหรับแถลงข่าว นักข่าวหลายสำนักนั่งรอกันอยู่เต็มไปหมด ชาติกล้าเดินเข้ามาพร้อมกับตำรวจติดตาม 2- 3นาย ชาติกล้านั่งลงแล้วเริ่มแถลงถึงอาการของวศิน
       “ตอนนี้อาการของท่านวศิน ได้พ้นขีดอันตรายแล้ว ขอให้ทุกท่านสบายใจได้”
       “พอจะระบุคนที่ยิงท่านวศินได้หรือยังครับ”
       “เบื้องต้น เราพอจะรู้แล้วว่าคนที่ลงมือเป็นมือปืนรับจ้างที่อยู่ในซุ่มของผู้มีอิทธิพลคนนึง ซึ่งจะเป็นเจ้าพ่อคนไหน ตอนนี้เรายังเปิดเผยไม่ได้”
       “แล้วมูลเหตุละครับ”
       “คงเป็นเพราะการทำหน้าที่ของท่านวศินที่กำลังผลักดันนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลครับ จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้เราตัดสินใจที่จะดำเนินนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง” นักข่าวทั้งหลายต่างเงียบไปเพราะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่ตึงเครียด “ก่อนที่จะปิดการแถลงข่าว ท่านวศินได้ฝากคำพูดมาบอกกับทุกคนว่า ท่านจะไม่ยอมให้ประเทศไทยตกอยู่ภายใต้อิทธิพลมืดอีกต่อไป”
      
       ชาติกล้าพูดด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
      

       อภิวัฒน์นั่งดูการแถลงข่าวอยู่ที่เซฟเฮ้าส์ อภิวัฒน์กดปิดโทรทัศน์ซึ่งภายในห้องมีภูวนัยและสมสุขนั่งอยู่ด้วย
      
       “การที่วศินถูกลอบยิงในครั้งนี้ ผมว่าน่าจะมาจากการปฏิบัติการของเรา”
       “ไม่คิดว่าพวกสี่เสือจะกล้าทำถึงขนาดนี้”
       ระหว่างนั้นสมสุขที่นั่งอยู่ด้วยก็หัวเราะขึ้น
       “แกจะขำอะไรนักหนา...ห๊ะ สมสุข”
       “เอ้า นี่ยังอ่านไม่ออกกันอีกเหรอครับคุณตำรวจ” ภูวนัยกับอภิวัฒน์สงสัยและอยากฟังความเห็น “ถ้าไอ้สี่เสือคิดจะเก็บวศินจริงๆ ละก็ ไม่เห็นจำเป็นต้องมายิงกลางสวนสาธารณะอย่างนี้เลย คิดดูซิมันต้องการยิงในที่คนเยอะๆอย่างนั้นทำไมน้า...ติ๊กต๊อก...ติ๊กต๊อก”
       อภิวัฒน์กับภูวนัยคิดตาม
       “มันต้องการให้เป็นข่าว”
       “ถูกต้อง เพราะอะไร...เพราะมันจะได้หาเหตุเพื่อที่จะกำจัดไอ้พวกสี่เสือไง”
       “แกกำลังจะบอกว่าทั้งหมดที่เกิดขึ้นมันเป็นการจัดฉากงั้นเหรอ”
       สมสุขพยักหน้ายิ้มๆ แทนคำตอบ
      
       ที่โรงพยาบาล วศินนั่งอยู่ที่โซฟากำลังดูตารางหุ้นผ่านไอแพด
       “ลื้อว่าที่หุ้นมันขึ้นนี่ จะเกี่ยวกับนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลหรือเปล่า”
       ชาติกล้ากำลังทำความสะอาดปืน
       “เรื่องนั้นผมไม่ทราบครับ แต่ผมว่าประชาชนต้องชอบใจผลงานนี้แน่ๆ ครับ”
       “แล้วไอ้คนที่จัดฉากมายิงอั้วละ ปิดปากมันหรือยัง”
       “เรียบร้อยแล้วครับ”
       “ดี...อั้วไม่อยากตายน้ำตื้น”
       “แล้วท่านจะเอายังไงต่อครับ”
       “นโยบายก็มอบไปแล้วนี่ ทำตามซิ”
       ชาติกล้าพยักหน้าอย่างเลือดเย็น ขณะนั้นประกอบปืนเสร็จพอดีชาติกล้าหันมาถามวศิน
       “จะเริ่มที่ใครก่อนครับ”
      
       คืนนั้นนายหัวคึกคุยโทรศัพท์กับเสี่ยแคนด้วยสีหน้าเครียดๆ กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับวศิน
       “เสี่ย...เสี่ยเป็นคนส่งมือปืนไปยิงมันหรือเปล่า”
       “จะบ้าหรือไงนายหัว เราเพิ่งคุยกันเมื่อเช้าจะเอาเวลาที่ไหนไปจ้างมือปืน นี่ฉันเพิ่งวางสายจากแม่เลี้ยง แม่เลี้ยงก็แปลกใจเหมือนกันว่าเป็นฝีมือใคร”
       “แล้วตอนนี้เสี่ยว่าไง พวกเราจะเอายังไงกันดี”
       “คงต้องหลบไปอยู่ที่อื่นซักพัก ลองถ้าไอ้วศินมันประกาศออกมาอย่างนี้ฉันว่ามันตั้งใจจะเก็บพวกเราแน่นอน”
       นายหัวคึกคิดตามเสี่ยแคน
       “ก็ดีเหมือนกัน มีข่าวอะไรบอกกันด้วยนะเสี่ย”
       นายหัวคึกวางสายไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด
      
       นายหัวคึกเดินมาตามทางภายในบ้าน
       “เฮ้ย! ไปไหนกันหมดวะ ไม่ได้ยินที่เรียกหรือไง” ระหว่างนั้นคึกเดินมาถึงห้องรับแขกเห็นลูกน้องคนนึงนั่งอยู่
       “อ้าวเฮ้ย! เรียกไม่ได้ยินหรือไง ไปบอกไอ้โก้ให้เอารถออก” นายหัวคึกสั่งเสร็จจะเดินไป แต่ก็ต้องชะงักด้วยความสงสัยว่าทำไมลูกน้องไม่ตอบรับจึงเดินเข้ามาตบหัว “เฮ้ย! ไม่ได้ยินหรื...”
       ทันทีที่นายหัวคึกตบหัวลูกน้องที่นั่งอยู่ ลูกน้องไหลตกเก้าอี้ไปตามแรงตบ นายหัวคึกตกใจเมื่อเห็นว่าลูกน้องคนนั้นถูกยิงแสกหน้าเลือดไหลนอง
       “เฮ้ย”
      
       นายหัวคึกรีบวิ่งออกมาจากบ้านอย่างตกใจแต่สะดุดบางอย่างหกล้ม นายหัวคึกมองไปแล้วก็เห็นศพของลูกน้องอีกคนนอนอยู่ที่พื้น
       “เฮ้ย”
       นายหัวคึกมองไปบริเวณหน้าบ้านจนถึงประตูรั้วก็เห็นศพลูกน้องของตนนอนตายกันเกลื่อน นายหัวคึกตกใจรีบคว้าปืนของลูกน้องที่หล่นอยู่ขึ้นมา แต่ทันทีที่นายหัวคึกลุกขึ้นก็เห็นปากกระบอกปืนที่ติดที่เก็บเสียง ค่อยๆ จ่อเข้ามาที่หัวด้านหลังของนายหัวคึก นายหัวคึกสะดุ้งรีบหันกลับมา
       “แกเองเหรอ”
       ชาติกล้าใส่ถุงมือดำยืนถือปืนอยู่ นายหัวคึกเห็นอย่างนั้นก็ใช้ปืนยิงใส่ชาติกล้า แต่แล้วนายหัวคึกก็ต้องแปลกใจเมื่อได้ยินเสียงแต่คลิ๊กๆๆ
       ชาติกล้าหยิบแม๊กกาซีนที่ถอดออกโชว์ให้นายหัวคึกดู นายหัวคึกหน้าซีดรู้ชะตาตัวเอง ชาติกล้าเหนี่ยวไก ปุ!
       นายหัวคึกถูกยิงแสกหน้าหงายหลังล้มลง
      
       ชาติกล้าเดินเข้ามาก่อนจะกระหน่ำยิงใส่ร่างของนายหัวคึกอีกหลายนัดเพื่อความชัวร์


  


       ที่เซฟเฮาส์ภูวนัย ตะวันฉายกำลังร้อนใจเมื่อไม่เห็นไผ่พญากลับมา
      
       “เราจะไม่ออกไปตามหาคุณไผ่จริงๆ เหรอครับ”
       “โอ๊ย ไม่ต้องหรอกครับ อย่างมากไอ้ไผ่มันก็ไปหาคุณภู”
       ขิงพูดจบก็เพิ่งนึกได้ ตะวันฉายสะดุดกับคำพูดของขิง
       “ไปหาคุณภู”
       “เอ่อ...ก็แต่ก่อนเราต้องทำงานกับคุณภูก็เลยต้องไปหาคุณภูไงคะ แต่ตอนนี้ไม่มีงานไอ้ไผ่ก็คงไม่ได้ไปหรอกคะ...ใช่มั้ยขิง” กระดังงารีบพูดแก้
       “ใช่ครับใช่”
       ระหว่างนั้นไผ่พญาเดินกลับเข้ามาในบ้าน ทุกคนหันมาเห็นไผ่พญาก็ดีใจรีบกรูกันเข้ามาหา
       “ไผ่ ไปไหนมาทั้งวันเนี่ย”
       ไผ่พญายิ้มแกนๆ ให้ ไม่อยากจะตอบ ตะวันฉายเข้ามาหาไผ่พญาก่อนจะสังเกตเห็นว่าไผ่พญาเหมือนผ่านการร้องไห้มา
       “คุณไผ่เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       “ไม่เป็นไรคะ ขอฉันอยู่เดียวนะ”
       ไผ่พญาพูดแล้วก็เดินขึ้นห้องไป ขิงกับกระดังงาแปลกใจว่าไผ่พญาเป็นอะไร ตะวันฉายมองตามอย่างเป็นห่วง
      
       ไผ่พญาเข้ามาในห้องนอน สิ่งที่ภูวนัยพูดยังก้องอยู่ในหัว
       “เพราะโคโยตี้อย่างเธอ น่าจะเจอผู้ชายมาหลายคน ฉันไม่คิดว่าเรื่องแค่นี้ คงไม่ทำให้เธออ่อนไหวชอบฉันหรอกนะ”
       ไผ่พญาน้ำตาไหลออกมาอีก ไผ่พญาพยายามยิ้ม
       “จะร้องไห้ทำไม เราน่าจะดีใจซิที่รู้ว่าเขาคิดยังไงกับเธอ”
       ไผ่พญาพยายามปาดน้ำตา แต่น้ำตาก็ยังไหลออกมาไม่ขาดสาย
      
       วันต่อมานักข่าวรอการทำข่าวอยู่ที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด ระหว่างนั้นวีระและราชัยเดินออกมาที่หน้าประตู ชาติกล้าเดินตามมา นักข่าวหันไปเห็นก็รีบเข้าไปรุมล้อมชาติกล้าทันที
       “การตายของนายหัวคึกเกี่ยวข้องกับการลอบทำร้ายท่านวศินหรือเปล่าคะ”
       “จะว่าเกี่ยวก็เกี่ยว แต่จะว่าไม่เกี่ยวก็ได้” นักข่าวพากันสงสัย “การตายของนายหัวคึกคือการแสดงให้เห็นว่านโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลที่เรากำลังดำเนินการ...มันได้ผล”
       “แสดงว่าการตายยกครัวของนายหัวคึก เป็นฝีมือของตำรวจเหรอครับ” ชาติกล้าหันมองนักข่าวคนนั้น ขณะที่นักข่าวคนอื่นๆ ก็รอฟังคำตอบ “เข้าใจกันใหม่นะครับ ที่ผมบอกว่านโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลกำลังได้ผลเนี่ยหมายความว่าการที่เริ่มเอาจริงก็ทำให้พวกผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นกดดัน ซึ่งผลการสืบสวนเบื้องต้นเราพบว่านายหัวคึกฆ่าตัวตาย”
       ชาติกล้าพูดอย่างมั่นใจ ท่ามกลางแสงแฟลชและเสียงชัตเตอร์ที่ทำให้ชาติกล้าได้ความดีความชอบไป
      
       ขณะนั้นอภิวัฒน์อยู่ในห้องทำงานของชาติกล้ากำลังหาข้อมูลการตายของนายหัวคึก ด้านนอกบริเวณทางเดิน ชาติกล้าเดินมาตามทาง ภายในห้องอภิวัฒน์กำลังเปิดลิ้นชักที่โต๊ะทำงานของชาติกล้า อภิวัฒน์อึ้งไปเมื่อเห็นถุงมือดำอยู่ภายในลิ้นชัก
       ชาติกล้าเดินมาถึงหน้าห้องตัวเองก่อนจะเปิดประตูเข้าไปแล้วชาติกล้าก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นอภิวัฒน์กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่โซฟา
       “สวัสดีครับท่าน”
       “สวัสดีหมวด ผมเห็นหมวดกำลังแถลงข่าวเลยไม่อยากกวน”
       “มีอะไรให้ผมรับใช้เหรอครับ”
       “ไม่มีอะไรหรอก ผมแค่จะถามว่าวศินเขาพักอยู่ที่โรงพยาบาลไหน ผมอยากไปเยี่ยมซักหน่อย”
       “ต้องขอโทษด้วยครับท่าน ท่านวศินอยากให้เรื่องนี้เป็นความลับ ท่านคงเข้าใจนะครับว่าตอนนี้เรากำลังทำสงครามกับพวกผู้มีอิทธิพล”
       อภิวัฒน์ได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะลุกขึ้น
       “ไม่เป็นไร งั้นฝากบอกหมวดไปบอกแล้วกันว่าหายเร็วๆ ละ”
       “ได้ครับ”
       อภิวัฒน์จะเดินออกไปก่อนจะนึกได้ว่าถือหนังสือพิมพ์ติดมือมาด้วย
       “อ้าว...ลืมไปเลย” อภิวัฒน์หันไปยื่นหนังสือพิมพ์คืน “ผมเห็นข่าวการฆ่าตัวตายของนายหัวคึกแล้ว หมวดทำได้ดีมาก” ชาติกล้าไม่พูดอะไร “แต่ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าแค่ทางเราบอกว่าจะปราบพวกผู้มีอิทธิพลถึงกับทำให้นายหัวคึกเครียดจนฆ่าตัวตาย แหม...ถ้าเป็นอย่างนี้ทุกรายก็ดีนะหมวด เราจะได้ไม่ต้องเอาภาษีประชาชนไปซื้อลูกกระสุนปราบพวกมัน” ชาติกล้ายิ้มให้น้อยๆ อภิวัฒน์ตบไหล่เชิงชื่นชม “ทำได้ดีมากหมวด”
       “ขอบคุณครับ”
       อภิวัฒน์ยิ้มให้ก่อนจะเดินออกไป ชาติกล้ามองตามอย่างสงสัยก่อนจะเดินไปที่โต๊ะทำงานของตัวเองแล้วตรวจดูข้าวของทุกอย่างให้แน่ใจว่าอยู่ที่เดิม ชาติกล้าดึงลิ้นชักออกมาก่อนจะเห็นว่าถุงมือดำยังอยู่ที่เดิม ชาติกล้าครุ่นคิดสงสัยว่าอภิวัฒน์จะเห็นหรือไม่
      
       ที่บ้านแม่เลี้ยงรัญญา พายัพกำลังรินเหล้าใส่แก้วตรงหน้าแม่เลี้ยงรัญญา ก่อนจะไปรินให้เสี่ยแคนโดยมีแก้วใบนึงวางอยู่ตรงกลางโต๊ะ
       “ดื่มให้นายหัว”
       แม่เลี้ยงรัญญา เสี่ยแคนยกแก้วขึ้นดื่ม ส่วนพายัพยกกระดกทั้งขวด
       “ฉันไม่เชื่อว่านายหัวจะฆ่าตัวตาย” เสี่ยแคนบอก
       “ไม่ต้องพูดหรอกเสี่ย พวกเราต่างก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร”
       พายัพที่นั่งฟังนิ่งมาตลอดก็พูดขึ้น
       “อย่าอาลัยอาวรณ์กับคนที่จากไปแล้วเลย ตอนนี้ผมว่าเราน่าจะห่วงตัวเองจะดีกว่า” เสี่ยแคนกับแม่เลี้ยงรัญญาตั้งใจฟัง “ตอนนี้ไอ้วศินมันตีไพ่มาหน้านี้ แสดงว่ามันตั้งใจกำจัดพวกเราทุกคนแล้วกินรวบทั้งวง”
       “ถ้าเราชิงลงมือก่อนมันละ”
       “ยากมากเสี่ย ตอนนี้วศินมันตั้งใจทำตัวให้เป็นข่าวเพราะมันรู้ว่าไม่มีมือปืนคนไหนที่จะรับงานแบบนี้”
       “แล้วจะรอให้มันมาฆ่าพวกเราหรือไง” เสี่ยแคนหันไปทางพายัพ “พายัพ...แกว่าเราควรทำยังไง”
       พายัพนิ่งไปอย่างครุ่นคิด
       “ผมมีเพื่อนอยู่ที่เกาะสอง พวกเราอาจจะไปอยู่ที่นั่นก่อนซักพัก”
       “แกจะให้พวกเราหนีเหรอ”
       “หรือแม่เลี้ยงอยากจะตายละ”
      
       แม่เลี้ยงรัญญากับเสี่ยแคนจำนนกับหนทางที่ไม่มีให้เลือกแล้วเช่นเดียวกับพายัพที่แกล้งทำสีหน้าเครียดเช่นกัน


  


       วีระ ราชัยและตำรวจคนอื่นๆ กำลังนั่งอยู่ภายในห้องประชุม ระหว่างนั้นชาติกล้าเดินเข้ามา ทุกคนยืนทำความเคารพ ชาติกล้ายกมือห้ามประมาณว่าไม่ต้องมากพิธีก่อนจะยิงคำถามทันที
      
       “ได้เรื่องอะไรบ้าง”
       “ตอนนี้เรากำลังรวบรวมรายชื่อผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศรวมทั้งมือปืนต่างๆ เพื่อขอหมายจับกับศาลครับ”
       “ดี...ดำเนินการต่อได้เลย”
       ชาติกล้าจะเดินออกไป แต่วีระกลับถามขึ้น
       “หัวหน้าครับ” ชาติกล้าหยุดแล้วหันมา “คือขอไปชัณสูตรศพของนายหัวคึกที่ตำรวจพื้นที่แล้วครับ แต่ว่า...”
       “มีอะไร”
       “เหมือนตำรวจพื้นที่บ่ายเบี่ยงไม่ให้เราชัณสูตร แค่ผมขอปลอกกระสุนในที่เกิดเหตุยังไม่ให้เลยครับ”
       “น่าแปลกนะครับหัวหน้า ในเมื่อเป็นการฆ่าตัวตายธรรมดา ทำไมต้องทำลับๆ ล่อๆ อย่างนั้น”
       ชาติกล้าไม่พอใจ แต่เก็บอารมณ์อยู่
       “ผมให้พวกคุณทำคดีอะไร” ตำรวจในห้องต่างก้มหน้าก้มตา “ตอนนี้เราต้องเร่งปราบพวกผู้มีอิทธิพล ส่วนเรื่องการชัณสูตรศพไม่ใช่หน้าที่ของเรา” ระหว่างนั้นเสียงมือถือของชาติกล้าดังขึ้น ชาติกล้ามองเบอร์ก่อนจะหันมาบอกกับทุกคน “เย็นนี้เอารายชื่อทั้งหมดไปวางไว้บนโต๊ะผม”
       ชาติกล้าพูดเสร็จก็รีบเดินออกไปทันที
      
       ชาติกล้าเดินเข้ามาในห้องทำงานตัวเองก่อนจะรีบกดรับสาย
       “ว่าไง”
       พายัพเป็นคนโทรหาชาติกล้า
       “ฉันจะโทรมาบอกว่า เดี๋ยวฉันจะเอารถมูลค่าสี่ร้อยล้านไปจอดไว้ที่บ้านท่านวศิน ในเมื่อท่านทำตามสัญญาฉันก็ยินดีจ่าย”
       “แค่นี้ใช่มั้ย”
       “คืนนี้พวกมันจะหนีไปที่เกาะสอง”
       ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นแววตาก็ฉายแววอำมหิตขึ้นมาทันที
      
       ที่เซฟเฮาส์ภูวนัย ตะวันฉายกำลังตากผ้าอยู่ที่หน้าบ้าน ไผ่พญาเดินมาข้างหลัง ไผ่พญาลอบมองตะวันฉายทางด้านหลัง ก่อนจะพยายามฝืนยิ้มออกมาแล้วเดินเข้าไปหาตะวันฉาย
       “คุณตะวัน”
       ตะวันฉายหันมาก็เห็นไผ่พญาเดินเข้ามา
       “คุณไผ่”
       ไผ่พญามองไปที่ตะกร้าผ้า
       “ไอ้ขิงไอ้งาใช้คุณตะวันซักผ้าเหรอ”
       “เปล่าหรอกครับ ผมเห็นว่าผมมานั่งๆ นอนๆ ที่นี่ไม่ได้ทำอะไรก็อยากจะช่วยน่ะครับ”
       ไผ่พญามองไปในตะกร้าผ้าแล้วก็ตกใจ
       “นี่คุณซักให้ฉันด้วยเหรอ”
       “อ้าว...ของคุณไผ่เหรอครับ ผมนึกว่าของคุณขิงซะอีก”
       “นี่”
       “ผมล้อเล่นน่ะครับ ไม่เป็นไรหรอกครับผมไม่ถือ”
       ไผ่พญาหน้ามุ่ยรีบเก็บกกน.ของตัวเองแล้วทำเปลี่ยนเรื่อง
       “แล้วตัวแสบสองคนนั่นไปไหนแล้วคะ”
       “เห็นบอกว่าจะไปซื้อกับข้าวน่ะครับ” ไผ่พญาพยักหน้ารับรู้ ตะวันฉายตัดสินใจถาม “เมื่อวานคุณไปหาคุณภูมาเหรอครับ” ไผ่พญาชะงักไป
       “เอ่อ...เอ่อ...คะ” ตะวันฉายยิ้มเศร้าๆ
       “คุณไผ่กับคุณภูชอบกันเหรอครับ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ
       “เปล่านะคะ ไม่ใช่คะ” ไผ่พญารีบปฏิเสธ
       “ถ้าอย่างนั้นคุณไผ่ก็ชอบผมได้ใช่มั้ยครับ”
       ไผ่พญาชะงักไป แต่ยังไม่ทันที่ไผ่พญาจะตอบขิงกับกระดังงาก็วิ่งโวยวายเข้ามา
       “ไอ้ไผ่...ไอ้ไผ่เว้ย”
       ไผ่พญาหันไปก็เห็นขิงกับกระดังงาวิ่งถือหนังสือพิมพ์เข้ามา
       “มีอะไร” กระดังงารีบกางหนังสือพิมพ์
       “แกเห็นข่าวนายหัวคึกตายหรือยัง”
       ไผ่พญาตกใจรีบดึงหนังสือพิมพ์ไปดู
       “เขาคือใครเหรอครับ” ตะวันฉายถามอย่างแปลกใจ ขิงตอบอย่างพาซื่อ
       “อ๋อ...เจ้าของอาบอบนวดที่พวกเราเคยไปทำงานน่ะครับ”
       “อาบอบนวด” กระดังงาหันไปดุขิง
       “แกนี่...คือ...ไม่ได้ไปทำงานอย่างนั้นนะคะ” แล้วกระดังงาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นตะวันฉายมีเลือดกำเดาไหล “คุณตะวันฉายเลือดคะ”
       ตะวันฉายเอามือจับที่จมูกตัวเองก็เห็นเลือดกำเดาที่ไหลออกมาเยอะกว่าทุกครั้ง ไผ่พญาเลิกสนใจหนังสือพิมพ์แล้วเข้ามาดูตะวันฉายด้วยความเป็นห่วง
       “เข้าไปพักในบ้านก่อนดีกว่าคะ”
       “ผมไม่เป็นไรหรอกครับ”
       ทันทีที่ตะวันฉายพูดจบ ตะวันฉายก็หมดสติกลางอากาศ ไผ่พญา ขิงและกระดังงารับร่างของตะวันฉายไว้ได้ทัน
       “คุณตะวัน”
      
       ไผ่พญา ขิง กระดังงารีบพาตะวันฉายส่งโรงพยาบาล ที่โรงพยาบาลขิงกับกระดังงานั่งอยู่ที่ม้านั่งทางเดิน ท่าทางเป็นห่วงตะวันฉายน่าดู
       “ฉันว่าคุณตะวันต้องเป็นโรคอะไรแน่ๆ เลยวะ”
       “โรคอะไร คุณตะวันเขาอาจจะไม่ชอบอากาศร้อนๆ ก็ได้”
       “เหรอ...หรือว่าคุณตะวันเขาจะเหมือนพระเอกเกาหลีที่เป็นเนื้อร้ายในสมอง” กระดังงาตบปากขิงดัง เผียะ! ขิงถึงกับกุมปาก “เฮ้ย! ตบฉันทำไมเนี่ย”
       “ก็ปากแกไม่สร้างสรรค์ไง”
       ขิงหน้ามุ่ย แล้วนึกออก
       “อ๋อ ฉันรู้แล้ว คุณตะวันเขาได้ยินที่เราบอกว่าไอ้ไผ่มันทำงานในอาบอบนวดไง ฉันว่าคุณตะวันต้องจินตนาการถึงไอ้ไผ่ตอนทำงานแน่ๆ เลือดกำเดามันก็เลยไหล” กระดังงาตบปากขิงอีก เผียะ! “เฮ้ย อะไรอีกเนี่ย”
       “ถ้าขืนแกยังอ้าปากเดามั่วอย่างนี้ ทีต่อไปจะเป็นไม้หน้าสามไม่ใช่มือละนะ” ขิงกุมปากหน้างุ่ม ระหว่างนั้นไผ่พญาเดินเข้ามา กระดังงาเห็นก็รีบเข้าไปถาม “ไอ้ไผ่...คุณตะวันเป็นยังไงบ้าง”
       ไผ่พญารู้อยู่แล้ว แต่ไม่อยากบอก
       “ยังไม่รู้ซิ หมอยังไม่ได้บอกอะไรเลย แกสองคนกลับบ้านไปเถอะ เดี๋ยวฉันอยู่เฝ้าคุณตะวันเอง”
       “ฉันว่าคุณตะวันต้องเป็นอะไรมากแน่ๆ เลย ถึงต้องนอนโรงพยาบาลอย่างนี้”
       ขิงสันนิฐาน กระดังงาเข้าไปบิดหู
       “บอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่าพูด งั้นฉันพานายปากพล่อยนี่กลับก่อนแล้วกันนะ...มานี่เลย”
       กระดังงาดึงขิงออกไป ไผ่พญามองตามก่อนจะนึกไปถึงตอนที่คุยกับหมอ
       ไผ่พญานั่งคุยกับหมอในห้องแล้วเธอก็ต้องตกใจ
       “ต้องผ่าตัดเหรอคะ”
       “ครับ ถ้าคุณตะวันไม่ได้รับการผ่าตัดในเร็วๆ นี้ บางทีคุณตะวันอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงหกเดือน”
      
       ไผ่พญาหน้าเครียดด้วยความเป็นห่วงตะวันฉาย


  


       เหตุการณ์อีกด้านหนึ่งที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์เวลานั้น สมสุขยิ้มร่าเดินเข้ามา
      
       “ใครเชื่อว่านายหัวฆ่าตัวตายก็โง่แล้ว” ภูวนัยกับอภิวัฒน์นั่งสีหน้าเครียดอยู่ภายในห้องทำงานอภิวัฒน์ สมสุขหันไปแซวภูวนัย “อย่าบอกนะว่าหมวดภูเชื่อ”
       “ฉันรู้ว่าเป็นฝีมือของไอ้วศิน แต่คนเป็นตำรวจต้องเชื่อเพราะพยานหลักฐานไม่ใช่เพราะการคาดเดา”
       “แต่การคาดเดามันก็ทำให้เรานำหน้าคนอื่นก้าวนึงนะหมวด ไม่สังเกตเหรอว่าแต่ก่อนทำไมหมวดจับผมไม่เคยได้ เพราะผมรู้ว่าหมวดคิดอะไรไง”
       “งั้นแกก็คงคาดเดาแต่ฉัน จนลืมคาดเดาลูกน้องที่รักอย่างไอ้พายัพจนถูกยิงลิ้นชาอย่างนี้ละซิ”
       อภิวัฒน์เห็นภูวนัยกับสมสุขต่อปากต่อคำไม่เลิกก็รีบขัดขึ้นเดี๋ยวจะบานปลายอีก
       “พอได้แล้ว”
       ภูวนัยคุมสติ ไม่สนใจสมสุขหันมาถามอภิวัฒน์
       “ท่านครับ ตอนนี้สถานการณ์มันชักเกินความควบคุมของเราแล้วผมเกรงว่าถ้าขืนเราปล่อยให้ไปอย่างนี้ต่อไปพวกมันอาจจะฆ่ากันโดยไม่สนใจกฎหมายบ้านเมือง”
       “อะไรของหมวดเนี่ย ตอนแรกก็จะยุให้พวกมันกัดกัน พอพวกมันกัดกันแล้วก็จะไปห้ามมันอีก”
       “ไม่ว่าจะเป็นกำนันเต่าหรือนายหัวคึก ถึงแม้ว่าสองคนนั่นจะเป็นคนเลวแต่เราก็ควรจะจัดการพวกนั้นด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ความรุนแรงแบบนี้”
       อภิวัฒน์ฟังเหตุผลของภูวนัยก็เห็นด้วย
       “ผมเห็นด้วยกับหมวด สมสุข...นายคิดว่าคนต่อไปที่วศินมันจะจัดการน่าจะเป็นใคร”
       สมสุขยิ้มมุมปาก
       “แม่เลี้ยงรัญญา”
       “ทำไมนายคิดว่าเป็นแม่เลี้ยง”
       สมสุขชะงักไปเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่สมสุขจะตัดสินใจบอก
       “เพราะว่าแม่เลี้ยงมีสิ่งที่ไอ้วศินมันกลัวไง”
       ภูวนัยกับอภิวัฒน์ได้ยินอย่างนั้นก็สงสัยว่ามันคืออะไร
      
       ที่บ้านแม่เลี้ยงรัญญา แม่เลี้ยงรัญญาเปิดตู้เซฟก่อนจะหยิบกล่องเครื่องประดับออกมา แม่เลี้ยงรัญญาเปิดกล่องเครื่องประดับออกแล้วเห็นสร้อยและแหวนต่างๆ มากมาย แม่เลี้ยงรัญญาหยิบแหวนหัวทับทิมวงหนึ่งขึ้นมา แล้วเปิดหัวทับทิมออกจึงเห็นเมมโมรี่การ์ดขนาดเล็กอยู่ในหัวแหวน
      
       ภูวนัยกับอภิวัฒน์มีสีหน้าจริงจังกับสิ่งที่สมสุขบอก
       “คลิปวิดีโอที่วศินฆ่าคนตายงั้นเหรอ”
       “เท่าที่ได้ยินมาเห็นว่าเป็นอย่างนั้น”
       “แล้วทำไมนายเพิ่งมาบอกเรื่องนี้กับพวกเรา”
       “ตอนแรกผมก็คิดว่าจะใช้ไอ้คลิปนั่นล่อไอ้พายัพมา แล้วฆ่ามันกับมือแต่พอคิดไปคิดมา จัดการไอ้วศินได้ ไอ้ลูกหมานั่นจะเหลืออะไร”
       ภูวนัยนึกอะไรออก
       “ท่านครับ ถ้าเราได้คลิปนั่นมา เราอาจจัดการวศินง่ายกว่าที่คิดนะครับ”
       อภิวัฒน์คิดไตร่ตรอง
       “จะทำอะไรก็รีบทำนะครับ ผมว่าไอ้วศินน่าจะจัดการกับเสือที่เหลือในคืนนี้”
       ภูวนัยหนักใจขึ้นมาทันที
      
       คืนนั้นแม่เลี้ยงรัญญากำลังนั่งครุ่นคิดอยู่ภายในห้องทำงาน แม่เลี้ยงรัญญานึกบางอย่างขึ้นมาได้คว้ามือถือขึ้นมา แต่แล้วเสียงมือถือก็ดังขึ้นพอดี
       “ฉันกำลังจะโทรหาเสี่ยอยู่พอดี”
       เสี่ยแคนโทรหาแม่เลี้ยงรัญญา ซึ่งขณะนั้นเสียแคนอยู่ที่ท่าเรือ
       “มีอะไรเหรอ”
       “ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว ทำไมวศินมันถึงได้จัดฉากยิงตัวเอง นั่นแสดงว่ามันต้องมีคนไปบอกเรื่องที่เราคิดจะเก็บมันก่อน”
       “เธอกำลังสงสัยใคร”
       “พายัพ”
       เสี่ยแคนได้ยินอย่างนั้นก็คิดตาม แต่เห็นแย้งกับแม่เลี้ยงรัญญา
       “ถ้ามันเป็นนกสองหัวอย่างที่เธอว่าจริงๆ มันคงไม่เตรียมเรือให้เราหนีหรอก”
       “ฉันอาจจะคิดมากไปเองก็ได้”
       “รีบมาแล้วกัน ตอนนี้ฉันอยู่ที่ท่าเรือแล้ว”
       แม่เลี้ยงรัญญาวางสายก่อนจะหยิบแหวนทับทิบใส่แล้วลุกขึ้นเดินออกไปทันที
      
       เสี่ยแคนวางสายลงแล้วพูดขึ้น
       “ฉันทำตามที่แกต้องการแล้ว เรามาคุยกันดีๆ ก็ได้นี่พายัพ”
       พายัพยืนอยู่พร้อมกับลูกน้องที่กำลังเอาปืนจี้เสี่ยแคนอยู่
       “แต่ผมว่า เราเลยจุดนั้นมาไกลแล้วนะเสี่ย”
       “แกอยากได้อะไร โรงงานยามั้ย...บอกมาซิว่าแกจะเอาอะไร ฉันให้แกหมดเลย”
       “จริงเหรอ แล้วถ้าผมบอกว่าอยากได้ชีวิตเสี่ยละ”
       “ไอ้พายัพ”
       พายัพคว้าปืนจากลูกน้องมาก่อนจะลั่นกระสุนใส่เสี่ยแคนทันที ปังๆๆๆ !
      
       ภูวนัยกำลังกดกริ่งอยู่ที่หน้าประตูรั้วของบ้านแม่เลี้ยงรัญญา ไม่นานก็เห็นแม่บ้านเดินเข้ามา
       “มาหาใครคะ”
       “แม่เลี้ยงอยู่มั้ยครับ”
       “ออกไปเมื่อกี้เองคะ”
       “เมื่อกี้เหรอครับ ขอบคุณมากครับ”ภูวนัยรีบกลับมาที่รถ ก่อนจะกดโทรศัพท์โทรหาอภิวัฒน์ “ผมคลาดกับแม่เลี้ยงครับท่าน ท่านพอจะตามรอยรถแม่เลี้ยงได้มั้ยครับ...ครับ”
       ภูวนัยวางสายก่อนจะรีบวิ่งขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที
      
       แม่เลี้ยงรัญญาเดินมาตามทางในท่าเรือ ด้านหน้าเห็นรถภูวนัยขับเข้ามาจอดภูวนัยมองเข้าไปด้านใน ภูวนัย
       ดับไฟหน้ารถก่อนจะขับรถเข้าไปในบริเวณท่าเรือ ภูวนัยขับรถเข้ามาจอดดับเครื่องแล้วลงมามองไปรอบๆ ภูวนัยออกตามหาแม่เลี้ยงทันที
       แม่เลี้ยงรัญญาเดินมาตามทาง แต่แล้วเธอก็ต้องชะงักเพราะพายัพก้าวออกมาขวางทางเอาไว้
       “สวัสดีแม่เลี้ยง”
       “เสี่ยละ”
       “เสี่ยแคนน่ะเหรอ ไปแล้วละ”
       “ไปไหน” พายัพยิ้ม แม่เลี้ยงรัญญาเริ่มเอะใจ “หมายความว่าไงพายัพ”
       ภูวนัยตามเข้ามาจึงเห็นแม่เลี้ยงรัญญาคุยกับพายัพ ภูวนัยชะงักรีบหลบก่อนจะแอบชำเลืองมอง...พายัพยิ้มขำ
       “แหม...แม่เลี้ยงก็ถามได้ว่าเสี่ยเขาไปไหน คนชั่วๆ อย่างเสี่ย ตายไปก็ต้องไปนรกซิแม่เลี้ยง”
       “พายัพ ฉันนึกแล้วว่าแกต้องเป็นคนหักหลังพวกเรา”
       “นึกได้ตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วมั้งแม่เลี้ยง เอาน่า...เดี๋ยวเพื่อนผมจะช่วยแม่เลี้ยงให้ตามเสี่ยไปเร็วๆ”
       แม่เลี้ยงรัญญาได้ยินอย่างนั้นก็หันหลังไป แล้วก็เห็นชาติกล้าเดินออกมา ภูวนัยเห็นชาติกล้าก็ใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะทำยังไง
       แต่แล้วพายัพกับชาติกล้าก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นแม่เลี้ยงรัญญาหัวเราะออกมา
       “พวกแกฆ่าฉัน ก็เท่ากับฆ่าตัวตายเหมือนกันนั่นแหละ วศินไม่ได้บอกพวกแกเหรอ”
       “เรื่องอะไร”
       “ก็เรื่องที่ฉันมีคลิปที่สามารถทำให้มัน...แก(ชาติกล้า) แล้วก็แก (พายัพ)...เข้าไปอยู่ในตารางได้ไง”
       ภูวนัยหยิบปืนออกมาก่อนจะเล็งไปที่ชาติกล้า
       “คลิปอะไร ทำไมฉันไม่รู้เรื่อง”
       “พายัพ อย่าคิดว่าตัวเองฉลาดคนเดียวซิ”
       “ไอ้ชาติ ไม่ต้องไปฟังมัน ฆ่ามันเลย”
       “ไม่เชื่อเหรอพายัพ...ลองโทรหาวศินดูซิ”
       ภูวนัยกำลังจะเหนี่ยวไก ชาติกล้าจ้องตาแม่เลี้ยงรัญญาแล้วชาติกล้าก็ลดปืนลง แม่เลี้ยงรัญญาอาศัยจังหวะนั้นถีบไปที่ชาติกล้า เป็นจังหวะเดียวกับที่ภูวนัยตัดสินใจลั่นไกพอดี ชาติกล้าถูกแม่เลี้ยงถีบเลยทำให้งอตัวรอดคมกระสุนจากภูวนัยไปได้ กระสุนภูวนัยพุ่งไปถูกลูกน้องของพายัพล้มลงทันที
       พอได้ยินเสียงปืน ทุกคนก็แตกกระจาย แม่เลี้ยงรัญญาอาศัยจังหวะนั้นหนี
       “เฮ้ย! จับตัวเอาไว้”
       พายัพตะโกนบอก เหล่าลูกน้องจะจับตัวแม่เลี้ยง ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็ยิงลูกน้องของพายัพเพื่อให้แม่เลี้ยงหนีไป
       ชาติกล้าลุกขึ้นก่อนจะยิงมาที่ภูวนัย แต่ชาติกล้าไม่เห็นว่าเป็นภูวนัยเพราะมืดและภูวนัยก็หลบอยู่
       ภูวนัยหลบ พายัพเห็นแม่เลี้ยงรัญญาจะวิ่งไปที่รถก็จะวิ่งตาม ภูวนัยออกมายิงสกัดพายัพไม่ให้ตามแม่เลี้ยงไป
       ชาติกล้าเห็นประกายไฟจากปากกระบอกปืนของภูวนัยจึงยิงสวนกลับมา แม่เลี้ยงรัญญารีบวิ่งไปขึ้นรถแล้วรีบขับออกไปทันที
       ชาติกล้า พายัพและลูกน้องของพายัพที่เหลือแค่คนเดียวหลบอยู่หลังตู้คอนเทรนเนอร์ ชาติกล้ามองไปที่ลูกน้องของพายัพก่อนจะเอาปืนจี้
       “วิ่งออกไป” ลูกน้องพายัพกลัวเพราะออกไปก็ตาย “ไม่งั้นตาย”
       ลูกน้องพายัพคนนั้นกลัวว่าจะถูกชาติกล้ายิง จึงวิ่งออกจากที่ซ่อน ภูวนัยเห็นเงาตะคุ่มวิ่งออกมาจึงยิงใส่ ชาติกล้าเห็นประกายไฟจากกระบอกปืนจึงยิงสวนมาทันที ลูกกระสุนของชาติกล้าพุ่งเฉียดที่ต้นแขนของภูวนัย
       “อ้ากกก”
       ภูวนัยเห็นว่าตัวเองบาดเจ็บเลยตัดสินใจถอย ชาติกล้ากับพายัพหลบอยู่หลังตู้คอนเทรนเนอร์ได้ซักพักก็ได้ยินเสียงสตาร์ทรถ ชาติกล้าจึงเดินออกไปก่อนจะกระหน่ำยิงไปที่รถของภูวนัย แต่รถของภูวนัยกลับขับออกไปอย่างรวดเร็ว
       “มันเป็นใครวะ”
      
       พายัพเจ็บใจที่เสียแผนจนได้ ชาติกล้ามองตามรถคันนั้นไปอย่างสงสัยเช่นกันว่าใครมาช่วยแม่เลี้ยงรัญญาเอาไว้

       จบตอนที่  15
ตอนที่ 16
      
       ตะวันฉายนอนอยู่บนเตียงในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล ไผ่พญานั่งอยู่ข้างๆ กำลังป้อนน้ำให้ตะวันฉายดื่ม
      
       “นี่ถ้าพวกฉันไม่อยู่ตรงนั้นจะเป็นยังไง เกิดหัวกระแทกพื้นไม่ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เหรอ”
       “ดีซิครับ เป็นหนักๆ คุณไผ่จะได้อยู่ดูแลผมนานๆ”
       ไผ่พญาชะงักคิดถึงคำพูดของหมอก่อนจะหันมาบอกกับตะวันฉาย
       “ผ่าตัดเถอะนะคะ”
       “อาการผมแย่แล้วใช่มั้ยครับ”
       “เปล่าหรอกคะ คุณจะได้อยู่ให้ฉันเห็นหน้านานๆ ไง”
       “ผมว่าอย่างนั้นมันยิ่งทรมานมากกว่าครับ...ทำไมคุณถึงไม่ชอบผมละครับ” ตะวันฉายตัดสินใจถาม ไผ่พญา
       ชะงักมองสงสัย “คุณไผ่พยายามเลี่ยงที่จะตอบคำถามผมอยู่ตลอด แต่การที่คุณทำอย่างนั้น มันก็เป็นคำตอบในตัวมันเองอยู่แล้ว”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะคะ เฮ้อ...ฉันจะบอกยังไงดีเนี่ย”
       ตะวันฉายมองนิ่งงันก่อนจะรวบรวมความกล้าถามขึ้น
       “คุณชอบคุณภูใช่มั้ย”
       “ฉัน...”
       “ความรักน่ะง่ายจะตาย ถ้าชอบคุณก็บอกว่าชอบ ถ้าไม่ชอบก็แค่ไม่ชอบ คุณไผ่...ยิ่งคุณทำเป็นไม่รักมันก็ยิ่งเห็นความรักที่ซ่อนอยู่นะครับ”
       ไผ่พญาไม่รู้จะพูดยังไง ตอนนี้เหมือนทั้งโลกอื้ออึงสำหรับเธอไปหมด
       “เดี๋ยวฉันไปบอกพยาบาลว่าคุณฟื้นแล้ว”
       ไผ่พญาลุกเดินออกจากห้องไป ตะวันฉายมองตามเศร้าๆ ด้วยความผิดหวัง
      
       ที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาล พยาบาลพันผ้าพันแผลที่แขนของภูวนัยเสร็จ
       “ขอบคุณครับ”
       หมอกำลังเขียนใบสั่งยาให้กับภูวนัย
       “แน่ใจนะว่าโดนสังกะสีมา”
       “ครับ”
       “แต่ผมว่าไม่ใช่นะ เพราะแผลของคุณมันมีรอยไหม้บริเวณรอบๆ”
       “ผมถูกสังกะสีบาดจริงๆ ครับ”
       หมอมองภูวนัยอย่างสงสัย แต่พอเห็นแววตาของภูวนัยก็พยายามทำหน้าปกติ ภูวนัยเริ่มเอะใจ
       “ได้...งั้นเดี๋ยวคุณรอแป๊ปนึงนะ หมอขอไปสั่งยาก่อน”
       หมอลุกออกไปคุยกับพยาบาลที่อยู่อีกด้านของฉากกั้น ภูวนัยมองตาม
       “นี่คุณลองโทรเช็คตำรวจให้หน่อยว่ามีผู้ร้ายถูกยิงบาดเจ็บบริเวณนี้หรือเปล่า”
       หมอคุยกับพยาบาล พยาบาลรับคำสั่งก่อนจะรีบเดินออกไป หมอเดินกลับมาบริเวณที่ทำแผลก็ต้องแปลกใจเมื่อภูวนัยไม่อยู่ตรงนั้นซะแล้ว
      
       ภูวนัยเดินก้มหน้าก้มตามาตามทางเดิน เร่งฝีเท้าเพื่อจะออกไปจากโรงพยาบาลเร็วที่สุด ระหว่างนั้นภูวนัยก็ชนเข้ากับไผ่พญาบริเวณหัวมุมพอดี ไผ่พญาร้องขึ้นอย่างตกใจ ขณะที่ภูวนัยร้องขึ้นด้วยความเจ็บ แล้วพอทั้งสองตั้งสติได้ต่างก็อึ้งไปเมื่อเห็นกันและกัน
       “คุณมาทำอะไรที่นี่”
       ไผ่พญาไม่รู้จะบอกยังไง มองไปที่แขนของภูวนัย
       “เอ่อ...นายบาดเจ็บเหรอ”
       ภูวนัยไม่อยากจะบอกไผ่พญาว่าเรื่องอะไร ระหว่างนั้นภูวนัยเหลือบไปเห็นว่า รปภ.ของโรงพยาบาลกำลังวิ่งเข้ามา
       “ผมต้องไปแล้ว”
       ภูวนัยหันหลังจะเดินไปอีกทาง แต่แล้วภูวนัยก็ต้องชะงักเพราะเห็นหมอกับพยาบาลกำลังวิ่งเข้ามาเหมือนกัน
       ไผ่พญาเห็นอาการของภูวนัยก็รู้ทันทีว่าภูวนัยกำลังตกที่นั่งลำบาก ไผ่พญาตัดสินใจคว้ามือของภูวนัยแล้วดึงไปทันที
       “มาทางนี้”
      
       ตะวันฉายเดินออกมาจากห้องน้ำ แต่แล้วตะวันฉายก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นไผ่พญากับภูวนัยวิ่งเข้ามาในห้อง
       “คุณภู” ตะวันฉายมองสังเกตทุกอย่างทั้งท่าทางและบาดแผลก็สงสัย “มีเรื่องอะไรเหรอครับ”
       ภูวนัยเห็นตะวันฉายเองก็แปลกใจเหมือนกัน
       “เอ่อ...คุณตะวันเขาอาหารเป็นพิษ ก็เลยมานอนให้น้ำเกลือ ใช่มั้ยคะคุณตะวัน” ไผ่พญาบอก ตะวันฉายจึงต้องรับมุข
       “ครับ”
       ภูวนัยเห็นไผ่พญามาอยู่กับตะวันฉายอย่างนี้ก็ยิ่งปวดใจ ภูวนัยจะเดินออกไปแต่ไผ่พญาดึงเอาไว้
       “จะไปไหน”
       “ผมเอาตัวรอดได้ แต่ถ้ามีคนมาเห็นผมอยู่กับพวกคุณ พวกคุณนั่นแหละที่จะเดือดร้อน”
       “เลิกทำเป็นอวดเก่งซะทีได้มั้ย” ภูวนัยชะงักไป
       ตะวันฉายเห็นภูวนัยกับไผ่พญาเถียงกันก็ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของทั้งสองคน และรับรู้เรื่องราวของภารกิจต่างๆ
       “อยู่ในห้องนี้แหละ เดี๋ยวฉันมา”
       ไผ่พญาจะเดินออกไป ภูวนัยคว้ามือไผ่พญาเอาไว้
       “จะไปไหน”
       “เปิดทางให้นายไง”
       ไผ่พญาพูดแล้วก็เดินออกไป ภูวนัยหนักใจเป็นห่วงไผ่พญา เสียงตะวันฉายดังขึ้น
       “เจอคุณภูก็ดีแล้ว ผมกำลังอยากคุยกับคุณภูอยู่พอดี”
       “คุณกับผม เรื่องอะไร”
       “เรื่องคุณไผ่ครับ”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป
      
       ไผ่พญาเดินมาตามทางแล้วเธอก็ต้องชะงักเมื่อเห็นหมอกำลังคุยกับรปภ.ของโรงพยาบาลอยู่ ไผ่พญาครุ่นคิดหาวิธี
       “ผมว่าต้องเป็นคนร้ายแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะหนีทำไม”
       ระหว่างนั้นเสียงของไผ่พญาดังขึ้น
       “โทษนะคะ” หมอกับรปภ.หันมา “ไม่ทราบว่าพอจะเห็นผู้ชายคนนี้มั้ยคะ”
       ไผ่พญาหยิบมือถือที่มีรูปของภูวนัยให้หมอกับรปภ.ดู พอหมอกับรปภ.เห็นก็มองไผ่พญาแปลกๆ
       “คุณเป็นอะไรกับชายคนนี้”
       “เป็นเมียเขาคะ”
       “แล้วคุณรู้มั้ยว่าสามีคุณไปทำอะไรมา ถึงได้ถูกยิง”
       ไผ่พญาอึ้งไปเหมือนกันเมื่อรู้ว่าภูวนัยถูกยิง อุทานเบาๆ
       “ถูกยิง” ไผ่พญาตั้งสติสร้างเรื่องโกหกหมอ “อ๋อ...คือฉันเป็นคนยิงเขาเองน่ะคะ” ทั้งหมอกับรปภ.พอได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับหน้าเหวอ ไผ่พญาเริ่มเล่นละครอย่างมีอารมณ์ “ผู้ชายก็เป็นเหมือนกันหมดแหละ มักมากในกามเห็นผู้หญิงหน่อยไม่ได้ ยิ่งพูดยิ่งโมโห...ตกลงเห็นสามีฉันมั้ย” ไผ่พญาหันไปตวาดหมอ หมอถึงกับสะดุ้ง
       “เอ่อ...เขามาทำแผล แล้วคงกลับไปแล้ว คุณลองกลับไปดูที่บ้านนะ ยังไงหมอขอตัวก่อนเดี๋ยวคนไข้รอ”
       ทั้งหมอและรปภ.ต่างรีบชิ่งไผ่พญาออกไปเพราะกลัวในความโหดของเธอ
      
       ไผ่พญาทำหน้าตึงอยู่อย่างนั้น จนหมอกับรปภ.ไปจึงคลายความโล่งอก


  


       ตะวันฉายนั่งอยู่ภายในห้อง ระหว่างนั้นไผ่พญาเปิดประตูเข้ามาอย่างระแวดระวังตัว
      
       “คุณไผ่ไม่เป็นอะไรนะครับ”
       “สบายมากคะ” ไผ่พญามองไปในห้องแล้วไม่เห็นภูวนัย “อ้าว...แล้วคุณภูละคะ”
       “ไปแล้วครับ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็เหมือนใจหายเล็กน้อย ตะวันฉายเอื้อมมือมาจับมือของไผ่พญาขึ้นมา
       “ทำอะไรคะคุณตะวัน”
       “ก่อนที่คุณภูจะไป เขาฝากผมดูแลคุณ” ตะวันฉายสบตาซึ้ง “ให้ผมดูแลคุณนะครับ”
       ไผ่พญาอึ้งไป
      
       ภูวนัยเดินมาที่ลานจอดรถของโรงพยาบาล แต่แล้วภูวนัยหยุดก่อนจะนึกไปถึงตอนที่เขาคุยกับตะวันฉายภายในห้องพัก
       “มีอะไร”
       ตะวันฉายเดินเข้ามา
       “ผมรู้มาว่าตอนนี้คุณภูกับคุณไผ่กำลังทำภารกิจลับบางอย่างอยู่”
       “เธอบอกคุณอย่างนั้นเหรอ”
       “อาจจะไม่ทั้งหมด แต่เท่าที่เห็นผมก็พอจะรู้ คุณภู...ผมรู้ว่าคุณเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วคุณภูก็ต้องการทวงความยุติธรรมกลับคืนมา”
       “คุณตะวันอยากจะพูดอะไรก็พูดมาเถอะ”
       “ผมชอบคุณไผ่”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป
       “แล้วคุณมาบอกผมทำไม”
       “เพราะผมคิดว่าคุณภูเองก็ชอบคุณไผ่เหมือนกัน”
       ภูวนัยชะงักทันทีเมื่อตะวันฉายเล่นยิงหมัดตรง ภูวนัยรีบกลบความรู้สึกทันที
       “ผมน่ะเหรอชอบเธอ...หึ”
       “คุณภู ทำไมเราไม่เปิดใจคุยกันครับ ผมอยากรู้ว่าคุณภูชอบคุณไผ่หรือเปล่า”
       ภูวนัยนิ่งไปเหมือนไตร่ตรองทุกอย่าง ในที่สุดภูวนัยก็ตัดสินใจได้
       “ผมไม่ได้ชอบเธอ แล้วก็จะไม่มีวันชอบด้วย”
       “ก็ดีครับถ้าคุณภูคิดอย่างนั้น” ภูวนัยหันมองมาที่ตะวันฉาย “เพราะผมไม่อยากให้คุณภูเจอกับคุณไผ่อีก” ภูวนัยถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินตะวันฉายประกาศโต้งๆ ออกมา “คุณภูอาจจะคิดว่าผมเห็นแก่ตัวหรืออะไรก็แล้วแต่...แต่ที่ผมบอกคุณภูอย่างนี้เพราะผมไม่อยากให้คุณไผ่ต้องอยู่ในอันตราย”
       ตะวันฉายพูดด้วยน้ำเสียงและแววตาจริงจัง ภูวนัยอึ้งไป
       ภูวนัยยืนนิ่งหลับตายากจะทำใจ
      
       วันต่อมาที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด ชาติกล้าเดินออกมาจากห้องทำงาน วีระกับราชัยรีบเข้ามาหาชาติกล้า
       “หัวหน้าครับ”
       “มีอะไร”
       “หัวหน้าอ่านข่าวหรือยังครับ” ชาติกล้าทำหน้าสงสัย “ก็เสี่ยแคนน่ะซิครับ เห็นว่าขับรถประสานงากับสิบล้อตายแล้วเมื่อคืนครับ”
       ชาติกล้าแกล้งทำสีหน้าอึ้ง
       “น่าแปลกนะครับหัวหน้า”
       “ทำไม”
       “เอ้า...ก็หลังจากที่เราประกาศนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล ไอ้พวกห้าเสือก็ตายไปทีละคนสองคน เหมือนมีใครจงใจเก็บพวกมันยังไงไม่รู้ หัวหน้าว่ามั้ยครับ”
       “คนพวกนั้นทำชั่วมาเยอะ ผมว่าไม่แปลกที่จะมีใครคิดฆ่าพวกนั้น” ชาติกล้าจะเดินไปแล้วนึกได้ “เออ...ผมอยากให้ตามเรื่องแม่เลี้ยงรัญญาหน่อย”
       “เรื่องอะไรครับ”
       “ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเธอ”
       วีระกับราชัยรับคำสั่งก่อนจะรีบเดินออกไป ชาติกล้าหรี่ตาลงอย่างเลือดเย็น
      
       ชาติกล้ามาหาวศินที่บ้าน วศินหันมาแล้วพูดอย่างชอบใจ
       “ถูกสิบล้อชนเหรอ...ใช้ได้” ชาติกล้าอยู่ภายในห้องทำงานกับวศิน วศินเดินลงมานั่งที่โต๊ะทำงานก่อนจะเห็นสายตาของวศินกร้าวขึ้น “แล้วปล่อยให้แม่เลี้ยงรอดไปได้ยังไง”
       “เธอบอกว่าเธอมีสิ่งที่ทำให้ท่านต้องปล่อยเธอไปครับ”
       วศินได้ยินอย่างนั้นถึงกับชะงัก
       “แล้วลื้อก็เชื่อ ก็เลยปล่อยมันไปหรือไง”
       “ไม่ใช่ครับ มีคนช่วยเธอ”
       “ช่วย”
       “ท่านครับ ผมว่าอาจจะมีคนบางกลุ่มที่กำลังคิดต่อกรกับเรา”
       วศินได้ยินอย่างนั้นก็มีสีหน้าเครียดลงทันที ชาติกล้าเองก็เช่นกัน
      
       เซฟเฮาส์อภิวัฒน์ อภิวัฒน์หันมาหาภูวนัย
       “หมวดทำถูกต้องแล้วที่ปล่อยแม่เลี้ยงไป ยังดีกว่าที่ให้แม่เลี้ยงตกไปอยู่ในมือของพวกมัน แผลเป็นไงมั้ง”
       “แค่ถากไป ไม่เป็นไรมากครับ” อภิวัฒน์พยักหน้ารับทราบ “แล้วท่านได้ข่าวเรื่องแม่เลี้ยงหรือยังครับ” อภิวัฒน์ส่ายหน้า
       “แต่ผมมั่นใจว่าแม่เลี้ยงยังอยู่ในเมืองไทย เพราะผมให้คนของเราดูทุกเส้นทางที่จะหนีออกนอกประเทศได้ แต่ก็ไม่มีเบาะแสอะไร”
       “ถ้าอย่างนั้น แม่เลี้ยงอาจจะหลบไปอยู่กับใครบางคน”
       ภูวนัยสีหน้าเครียดลงอย่างหนักใจ
      
       ที่โรงพยาบาล ไผ่พญานั่งเฝ้าตะวันฉายอยู่ที่โซฟา นึกไปถึงเรื่องที่ตะวันฉายบอกเธอเมื่อคืน คำพูดของตะวันฉายดังแว่วเข้ามา
       “ก่อนที่คุณภูจะไป เขาฝากผมดูแลคุณ”
       ไผ่พญาน้ำตาคลอเสียใจที่เหมือนถูกภูวนัยผลักไสไล่ส่ง ระหว่างนั้นตะวันฉายตื่นขึ้น ก่อนจะหันไปเห็นไผ่พญานั่งอยู่ที่โซฟา
       “คุณไผ่อยู่เฝ้าผมทั้งคืนเลยเหรอครับ” ไผ่พญาได้ยินเสียงตะวันฉายดังขึ้นก็รีบปาดน้ำตา ตะวันฉายแอบสังเกตเห็น “คุณไผ่คิดเรื่องคุณภูทั้งคืนเหรอครับ”
       “ไม่ใช่หรอกคะ ฉันอยู่เฝ้าคุณตะวันนั่นแหละ คุณตะวันไม่สบายแล้วฉันจะนอนหลับได้ยังไงละ”
       “แต่ผมต้องเป็นดูแลคุณนะ”
       ไผ่พญาพยายามร่าเริง
       “นั่นซิ...แต่เอาไว้ให้คุณตะวันหายก่อนนะ”
       “ได้ครับ ผมสัญญา”
       ไผ่พญายิ้มให้ก่อนจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจ
       “ฮ้ายย...นั่งมาทั้งคืน ฉันขอไปเดินเล่นบิดขี้เกียจหน่อยนะคะ”
       “ครับ”
       ไผ่พญายิ้มให้ตะวันฉายก่อนจะเดินออกไป
       ไผ่พญาเดินออกมาจากห้องพักของตะวันฉาย พอพ้นประตูห้องไผ่พญาก็ยืนพิงกำแพงอย่างหมดแรงกายแรงใจ ที่ประตูห้องพัก
      
       ตะวันฉายยืนมองไผ่พญาอยู่ที่ประตูด้วยความเป็นห่วง


  


       ไผ่พญานั่งอยู่ที่สวนหย่อมกำลังปล่อยใจไปกับความผิดหวัง ระหว่างนั้นเสียงของตะวันฉายดังขึ้น
      
       “ไปกันหรือยังครับ”
       ไผ่พญาหันมาก็เห็นตะวันฉายเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของตัวเองแล้ว ไผ่พญาทำหน้าแปลกใจ
       “ไปไหนคะ”
       “ก็ไปเที่ยวไงครับ”
       “เที่ยว? แต่คุณตะวัน”
       “ผมขออนุญาตหมอแล้ว ไปกันเถอะครับ”
       ตะวันฉายรีบดึงไผ่พญาออกไป ไผ่พญางงไม่ทันตั้งตัว
      
       ส่วนที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์ สมสุขกำลังหัวเราะร่า
       “นี่ผมช่วยท่านมาเยอะแล้ว ท่านไม่คิดจะช่วยอะไรผมบ้างเหรอครับ”
       “อย่ามัวเล่นลิ้น ยิ่งนายบอกเราช้าเท่าไหร่ ไอ้พวกวศินอาจจะถึงตัวแม่เลี้ยงก่อนพวกเราเท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นนายก็ไม่ต้องมาเจ็บใจที่ทำอะไรมันไม่ได้ก็แล้วกัน”
       “แหม...หมวดเล่นกระตุ้นต่อมอย่างนี้ใครจะไปทนไหว”
       “บอกมา นายคิดว่าแม่เลี้ยงจะไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน”
       “ลองไปหาๆ ดูแถวพัทยาซิครับ ถามหาคนชื่อโจอี้” ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ลุกขึ้นจะเดินออกไป ระหว่างนั้นเสียงสมสุขพูดขึ้นอีก “แนะนำว่างานนี้หมวดควรจะใช้ผู้หญิงกรุยทางไปก่อนน่าจะดีกว่า”
       “ทำไม ไอ้โจอี้มันเป็นใคร” สมสุขเดินอ้อมภูวนัยเข้ามาด้านหลังก่อนจะเขี่ยติ่งหูภูวนัยเล่น ภูวนัยปัดมือทิ้งลุกขึ้นจะเอาเรื่อง “จะทำอะไร”
       “เอ้า จะไปหาผู้กำกับหนังโป๊ มันก็ต้องเรียนรู้ท่าทางลีลาหน่อยซิหมวด ไอ้โจอี้มันเป็นผู้กำกับหนังโป๊ที่ใช้หญิงไทยเล่นหนังจนทำให้มันเป็นเจ้าพ่อหนังโป๊ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการหนังใต้ดิน ถ้าเอ่ยชื่อมันก็รู้จักกันทุกคน”
       “หมวด งานนี้เราต้องใช้คุณไผ่” อภิวัฒน์บอก
       “ไม่ครับ” ภูวนัยสวนขึ้นทันที แล้วตั้งสติได้ “เอ่อ...คือผมว่าเธอไม่เหมาะกับงานนี้”
       “อ้ะๆๆ หึงเหรอหมวด”
       “หุบปากไปเลยสมสุข” แล้วภูวนัยก็นึกขึ้นมาได้ “ท่านครับ ผมรู้แล้วครับว่าใครที่จะทำงานนี้ได้”
       อภิวัฒน์กับสมสุขสงสัยว่าเป็นใคร
      
       วันเดียวกันนั้นที่ห้างสรรพสินค้า เท้าของผู้หญิงคนนึงใส่ส้นสูงสูงปรี้ดเดินมาตามทาง ผู้คนที่ผู้หญิงคนนั้นเดินผ่านต่างมองตามกันเป็นแถว ผู้หญิงคนนั้นหยุดก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมากด
       “ภูคะ พั้นซ์มาถึงแล้ว ภูอยู่ไหนคะ”
       ผู้หญิงคนนั้นคือพรรณรายนั่นเอง
      
       อีกมุมหนึ่งของห้างสรรพสินค้า ไผ่พญาเดินมากับตะวันฉาย ไผ่พญาถามตะวันฉายด้วยความสงสัย
       “นี่คุณตะวันพาฉันมาห้างทำไม”
       “ก็งานแรกของผมไงครับ” ไผ่พญายิ่งสงสัย “ตอนนี้ผมเป็นบอร์ดี้การ์ดคุณแล้วนะ”
       ตะวันฉายยิ้มให้ก่อนจะคว้ามือไผ่พญาวิ่ง
       “เฮ้ย! คุณตะวันจะทำอะไร”
       “ทำให้คุณสบายใจไงครับ”
       ตะวันฉายรีบจูงมือไผ่พญาวิ่งออกไป
      
       ตะวันฉายกับไผ่พญากำลังนั่งทานไอศครีมอยู่ในร้าน
       “นี่เหรอที่ทำให้ฉันสบายใจ”
       “ครับ ไม่เคยได้ยินเหรอครับว่าการกินของหวานๆ ทำให้คนอารมณ์ดี”
       “โห...ถ้าคุณหมอที่ดูแลคุณตะวันรู้ว่าคุณหนีออกมาทานไอติมกับฉันละก็ ฉันต้องโดนว่ายกใหญ่แน่ๆ เลย”
       ตะวันฉายมองหน้าไผ่พญาแล้วก็ขำเมื่อเห็นไอศกรีมเลอะปากของไผ่พญา ตะวันฉายหยิบกระดาษขึ้นมาเช็ดให้
       “ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมไม่ได้ดูแลเฉพาะร่างกายคุณไผ่นะ ผมอยากดูแลหัวใจของคุณด้วย”
       ไผ่พญายิ้มให้ตะวันฉาย ตะวันฉายยิ้มให้อย่างจริงใจ
      
       ขณะนั้นภูวนัยซึ่งยืนใส่หมวกอยู่บริเวณทางเดินของห้าง จนกระทั่งเสียงของพรรณรายดังขึ้น
       “ภู” ภูวนัยหันมาก็เห็นพรรณรายยืนอยู่ พรรณรายวิ่งโผเข้ามาหาภูวนัยแล้วกอดด้วยความคิดถึง “ภูอ่ะ พั้นซ์คิดถึงภูจังเลย”
       “อย่าพั้นซ์”
       “ทำไมละคะ ก็พั้นซ์คิดถึงภูนี่ แล้วนี่ภูหายไปไหนมา...เกิดอะไรขึ้น...ทำไมไม่ติดต่อพั้นซ์มาบ้างเลย...แล้วทำไม”
       ภูวนัยเริ่มเห็นว่าผู้คนเริ่มมอง ภูวนัยกลัวเป็นจุดสนใจจึงพูดสวนขึ้น
       “พั้นซ์...ผมจะเล่าให้คุณฟังทุกอย่าง แต่ตอนนี้ผมว่าเรารีบไปจากตรงนี้เถอะ”
       พรรณรายสงสัยว่าทำไมภูวนัยถึงได้ดูลับๆ ล่อๆ
      
       ภูวนัยเดินมาตามทางเดิน พรรณรายพยายามจ้ำฝีเท้าเดินตาม
       “ภูอ่ะ ถ้าภูไม่บอกว่าเรียกพั้นซ์มาทำไม พั้นซ์กลับจริงๆ ด้วย”
       ภูวนัยหยุดเดินแล้วหันมา
       “เดี๋ยวผมเล่าให้ฟังได้มั้ย”
       พรรณรายหน้ามุ่ย แล้วเหมือนนึกขึ้นมาได้
       “อ๋อ...พั้นซ์รู้แล้ว” ภูวนัยแปลกใจ “ภูคิดถึงพั้นซ์ใช่ม้า แล้วภูก็อยากไปบอกพั้นซ์ที่อื่น เพราะภูอายละซิ” พรรณรายเดินเข้ามาคล้องคอภูวนัยอย่างยั่วยวน “อายทำไมคะ”
       “พั้นซ์ อย่าทำอย่างนี้”
       ระหว่างที่ภูวนัยกำลังจะแกะมือของพรรณรายที่คล้องอยู่ออกเสียงของตะวันฉายก็ดังขึ้น
       “คุณภู”
       ภูวนัยกับพรรณรายหันมาก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นตะวันฉายกับไผ่พญายืนอยู่ ไผ่พญาเองก็อึ้งไปเพราะภาพทีเห็นเหมือนกับภูวนัยกำลังนัวเนียกับพรรณรายอยู่นั่นเอง ภูวนัยกับไผ่พญาต่างคนต่างสบตากัน
       “ว้าย...ตายแล้ว นี่เธอสองคนกิ๊กกันเหรอเนี่ย” พรรณรายถามออกมา
       “อย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ เดี๋ยวคุณไผ่จะเสียหาย”
       พรรณรายแอบยิ้มเยาะไผ่พญา
       “สวัสดี”
       “สวัสดีคะคุณพั้นซ์”
       “คุณพั้นซ์มาทำธุระที่กรุงเทพฯเหรอครับ”
       “เปล่า ภูเขาคิดถึงฉันเขาก็เลยโทรเรียกให้ฉันมาหา...ใช่มั้ยคะภู”
       ภูวนัยหันมองไปที่ไผ่พญากับตะวันฉายก็เลยพูดขึ้นอย่างประชดรักซะเลย
       “ก็เราไม่ได้เจอกันนานแล้วนี่”
       อยู่ๆ พรรณรายก็ร้องขึ้น
       “ว้าย...” ทุกคนงงว่าพรรณรายร้องทำไม “ภูอ่ะ บอกรักอย่างนี้พั้นซ์ก็เขินแย่ซิ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็หมั่นไส้ ไม่ยอมแพ้
       “เราไปดูหนังกันต่อมั้ยคะคุณตะวัน”
       ตะวันฉายงง ตั้งตัวไม่ถูก
       “เอ่อ”
       ไผ่พญาออดอ้อนเหมือนพรรณราย
       “ไหนคุณตะวันบอกว่าจะตามใจไผ่ไงคะ” ไผ่พญาจับมือตะวันฉายโชว์ภูวนัยซะเลย “ไปกันเถอะคะ”
       ตะวันฉายเองก็อึ้งไปที่ไผ่พญาจับมือเขา ไผ่พญาดึงตะวันฉายจับมือกันออกไปภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็ไม่พอใจ
       “ไม่น่าเชื่อว่าสองคนนั้นจะชอบกันนะคะภู” ภูวนัยมองตามก็ยิ่งไม่พอใจจึงเดินออกไปเลย “แต่ดูๆ ไปแล้ว ก็เหมาะกันดีนะคะ พวกวรรณะต่ำทั้งคู่”
       พรรณรายหันมาแล้วก็ตกใจเพราะภูวนัยเดินออกไปแล้ว
      
       “อ้าว...ภู รอพั้นซ์ด้วย”


  


       ไผ่พญาเดินจับมือตะวันฉายมาตามทาง ก่อนที่ตะวันฉายจะสะอึกไปเมื่อไผ่พญาอยู่ๆ ก็ปล่อยมือ
      
       “เอ่อ...คุณตะวันอยากดูเรื่องอะไรคะ”
       ตะวันฉายสำรวจความรู้สึกแล้วตัดสินใจบอก
       “ไม่ต้องดูหรอกครับ ผมรู้ว่าคุณไผ่ไม่ได้อยากดู”
       ไผ่พญาชะงักไปที่ตะวันฉายรู้ทัน จึงรู้สึกผิด
       “ขอโทษนะคะ”
       ตะวันฉายยังยิ้มให้อย่างเต็มใจเช่นเดิม
       “ไม่เป็นไรครับ แค่ได้ทานไอติมกับคุณ แค่นี้ผมก็มีความสุขมากแล้ว”
       ไผ่พญาอมยิ้มให้ตะวันฉาย แต่ก็แอบหึงภูวนัยกับพรรณราย
      
       ภูวนัยพาพรรณรายเดินเข้ามาในเซฟเฮาส์อภิวัฒน์ พรรณรายมองไปรอบๆ อย่างตื่นตาตื่นใจ
       “โห...ภูทำงานลับที่นี่เหรอคะ” ภูวนัยพยักหน้า “แล้วไอ้งานลับที่ว่ามันเหมือนในหนังหรือเปล่าคะภู แบบพวก 007 อะไรอย่างนั้นน่ะคะ”
       “นั่นมันหนังนะพั้นซ์ ที่นี่ไม่มีเรื่องอย่างนั้นหรอก”
       พรรณรายหันมาหาภูวนัยก่อนจะเริ่มยั่วอีก
       “แล้วภูชอบทำงานลับอย่างเดียว หรือชอบทำอะไรลับๆ ด้วยคะ พาพั้นซ์ขึ้นไปดูห้องภูหน่อยซิคะ”
       ระหว่างนั้นเสียงอภิวัฒน์ดังขึ้น
       “ผู้หญิงคนนี้น่ะเหรอ”
       พรรณรายหันไปก็เห็นอภิวัฒน์เดินเข้ามา
       “ภู ไอ้แก่นี่ใครน่ะคะ” อภิวัฒน์สะดุ้งเล็กน้อย
       “ท่านอภิวัฒน์ หัวหน้าผมเอง”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็หันมาก่อนจะถอนสายบัวไหว้แทบจะติดพื้น
       “สวัสดีคะท่าน”
       อภิวัฒน์มองพรรณรายอย่างพิจารณา
       “ผู้หญิงคนนี้เหมาะกับงานนี้จริงๆ”
       พรรณรายทำหน้าสงสัยก่อนจะหันไปถามภูวนัย
       “งานอะไรคะภู”
       ภูวนัยกระอักกระอ่วนไม่รู้จะพูดยังไง
      
       ส่วนแม่เลี้ยงรัญญาหลังจากหนีมาได้ ตอนนี้เธออยู่ภายในห้องแห่งหนึ่งที่ปิดทึบแสงน้อย แม่เลี้ยงรัญญาเอานิ้วคลึงไปที่หัวแหวนอย่างครุ่นคิดซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวว่าเวลาที่แม่เลี้ยงรัญญาใช้ความคิดจะใช้นิ้วคลึงที่หัวแหวน
       ระหว่างนั้นแม่เลี้ยงรัญญาได้ยินเสียงคนเดินขึ้นมา เธอตื่นตัวรีบลุกขึ้นมาหยิบปืนเตรียมพร้อม
       แม่เลี้ยงรัญญาพิงที่ข้างประตู กระชับปืนพร้อมยิง มือของผู้ชายคนนึงจับลูกบิดแล้วเปิดประตูเข้าไป แม่เลี้ยงรัญญาเดินไปด้านหลังชายคนนั้นก่อนจะเล็งปืนไว้
       “หันมา”
       ชายคนนั้นหันมาจึงเห็นว่าเป็นโจอี้ โจอี้กับแม่เลี้ยงรัญญาต่างจ้องตากันไม่หลบอย่างไม่มีใครกลัวใคร แต่แล้วทั้งแม่เลี้ยงรัญญากับโจอี้ก็ยิ้มกันออกมา
       “ยังดุเหมือนเดิมนะแม่เลี้ยง”
       “นายก็ยังระวังเหมือนเดิมนะโจอี้”
       โจอี้กับแม่เลี้ยงรัญญาจับมือกันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดี
       “เด็กๆ ผมต้อนรับดีมั้ยแม่เลี้ยง”
       “ให้ฉันมาอยู่ในฉากถ่ายหนังโป๊แกอย่างนี้เนี่ย เขาเรียกว่าต้อนรับดีหรือเปล่าละ”
       โจอี้หัวเราะชอบใจ
       “แหม...ไม่คิดว่าเจ้าแม่ค้ามนุษย์จะแคร์เรื่องอย่างนี้ด้วย”
       แม่เลี้ยงรัญญายกมือบอกประมาณว่าไม่เป็นไร
       “ฉันไม่สนใจเรื่องนั้น แต่ฉันอยากรู้ว่านายได้ข่าวอะไรมาบ้าง”
       “ก็ไม่เห็นมีอะไรนี่” แม่เลี้ยงรัญญานิ่งไปด้วยความสงสัย “แม่เลี้ยงคิดมากไปเองหรือเปล่า ผมไม่เห็นจะมีอะไรเลย”
       “แกอยู่วงการนี้มานานก็น่าจะรู้นี่ว่ายิ่งเงียบเท่าไหร่มันก็ยิ่งน่ากลัว”
       “แล้วแม่เลี้ยงกลัวอะไร”
       แม่เลี้ยงรัญญานิ่งเงียบ โจอี้มองแม่เลี้ยงรัญญาอย่างสงสัย
      
       ห้องทำงานชาติกล้า ชาติกล้ากำลังอ่านแฟ้มอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
       “ทั้งหมดนี่คือเครือข่ายที่มีความสนิทสนมกับแม่เลี้ยงใช่มั้ย”
       “ครับ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกค้าประเวณี”
       “จัดกำลังให้พร้อม เราจะบุกทุกที่ที่อยู่ในแฟ้มนี้”
       “ครับ”
       วีระจะเดินออกไป ระหว่างนั้นชาติกล้าเรียกเอาไว้
       “เดี๋ยวก่อนหมู่”
       “ครับหัวหน้า”
       “ถ้าหมู่เป็นแม่เลี้ยง หมู่จะหลบไปอยู่กับใคร”
       “ขอโทษนะครับหัวหน้า” วีระเข้าไปดึงแฟ้มแล้วเปิดๆๆ แล้วยื่นให้กับชาติกล้า ชาติกล้ามองแฟ้มแล้วเห็นว่าเป็นรูปของโจอี้นั่นเอง “ผมคงไปอยู่กับไอ้หมอนี่มั้งครับหัวหน้า เพราะไอ้นี่ถือว่ามาเฟียที่แม้แต่ตำรวจพื้นที่ยังไม่กล้าทำอะไรมัน ผมว่ามันน่าจะคุ้มหัวแม่เลี้ยงได้ครับ”
       ชาติกล้ามองรูปของโจอี้ ครุ่นคิดบางอย่าง
      
       คืนนั้นที่หน้าผับแห่งหนึ่ง รถของภูวนัยจอดอยู่ที่ไม่ไกลจากผับ ภูวนัยจ้องมองไปที่หน้าผับนั้น
       “นั่นคือผับของไอ้โจอี้ที่มันเอาไว้เป็นฉากหน้า มันมักจะจับผู้หญิงที่มาเที่ยวที่นี่แหละ พั้นซ์...คุณพร้อมมั้ย”
       พรรณรายแต่งตัวเซ็กซี่ แต่มีอาการสั่นกลัว
       “ภูจะให้พั้นซ์ทำงานนี้จริงๆ เหรอคะ”
       “ไม่ต้องกลัวพั้นซ์ คุณแค่โยนเหยื่อให้มันติดกับแล้วล่อมันออกมาไปที่อื่นแล้วผมจะขับรถตามแล้วค่อยจัดการ”
       “แล้วภูไม่มี แบบว่าวิทยุดักฟังติดให้พั้นซ์หน่อยเหรอคะ”
       “ไม่ได้ ที่ไอ้โจอี้มันรอดมือตำรวจมาได้ทุกวันนี้เพราะความระวังตัวของมัน มันพกเครื่องดักสัญญาณอิเลคโทนิคทุกชนิด ถ้าคุณติดไปรับรองว่ามันต้องจับได้แน่นอน”
       “แต่พั้นซ์กลัว”
       “ไม่ต้องห่วงนะพั้นซ์ คุณจะปลอดภัย...ผมให้สัญญา”
       ภูวนัยเอื้อมมือไปจับมือพรรณราย พรรณรายรู้สึกช๊อตขึ้นมาทันที
       “ได้คะ เพื่อภู พั้นซ์ทำได้ทุกอย่าง พั้นซ์ขอกำลังใจหน่อยนะคะภู”
       “กำลังใจ”
       ภูวนัยทำหน้างงทันใดนั้นพรรณรายก็ขโมยหอมแก้มภูวนัยทันที แล้วพรรณรายก็เปิดประตูลงไป
      
       ภูวนัยมองตามพรรณรายด้วยอาการลุ้นๆ
      

       พรรณรายเดินเข้ามาในผับแล้วมองไปรอบๆ และแล้วพรรณรายก็หันไปเห็นโจอี้นั่งอยู่ที่มุมส่วนตัวโดยมีบรรดาสาวๆ และลูกน้องโจอี้อยู่มุมหนึ่งแล้วพรรณรายก็นึกถึงคำพูดภูวนัย
      
       “เมื่อคุณเจอโจอี้แล้ว คุณจะรู้ว่าคุณเข้าถึงตัวเขาไม่ได้ง่ายๆ”
       “คอยดูเถอะ ไม่มีใครรอดมารยาของพั้นซ์ไปได้หรอก”
       พรรณรายเดินเข้าไปในมุมที่โจอี้เห็น โจอี้หันมาเห็นพรรณราย พรรณรายยิ้มโปรยเสน่ห์ให้ โจอี้ยิ้มตอบแต่กลับไม่สนใจแล้วหันไปยกแก้วดื่มกับบรรดาสาวๆ กันอย่างสนุกสนาน พรรณรายถึงกับเสียความมั่นใจ
       “แล้วเสน่ห์ที่คุณคิดว่าคุณมี ก็ใช้ไม่ได้กับโจอี้เพราะโจอี้คือผู้กำกับหนังแบบนั้น เพราะฉะนั้นมันย่อมเห็นผู้หญิงเป็นเรื่องธรรมดา”
       พรรณรายครุ่นคิดก่อนจะหันไปบอกกับพนักงานที่เดินผ่านมา
        “นี่...ฉันเอากามิกาเซ่แล้วก็เบียร์สดแก้วนึง”
       พนักงานเดินออกไป พรรณรายหันไปมองโจอี้ก่อนจะมีเสียงของภูวนัยดังขึ้นมาอีก
       “สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ใส่ยานี่ลงไปในเครื่องดื่มของโจอี้”
       พนักงานยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้กับพรรณราย พรรณรายยกแก้วกามิกาเซ่ของตัวเองขึ้นก่อนจะบอกกับพนักงาน
       “เอาเบียร์ไปในชายคนนั้น บอกว่าฉันสั่งให้”
       พนักงานหันไปมองที่โจอี้ พรรณรายก็แอบใส่ยาลงในแก้วโดยที่พนักงานไม่รู้ พนักงานรับทราบแล้วเดินเข้าไปหาโจอี้
       “พี่โจอี้ ผู้หญิงคนนั้นสั่งเบียร์เลี้ยงพี่น่ะ สงสัยเธอจะอยากเป็นนางเอก”
       โจอี้รับแก้วเบียร์มาก่อนจะหันไปมองพรรณรายที่ยกแก้วขึ้นชน โจอี้ยิ้มให้ก่อนจะยกแก้วเบียร์ขึ้นดื่มพรรณรายดื่มตามก่อนจะหันไปมองทางอื่นทำเป็นไม่สนใจ
       “ยานี่จะทำให้โจอี้อยากอาเจียน”
       โจอี้นั่งไปได้ซักพัก อยู่ๆ ก็เกิดพะอืดพะอมขึ้นมา
       “เป็นไรพี่”
       “เดี๋ยวพี่มา”
       โจอี้รีบลุกออกไปทันที พรรณรายแอบมองตามอย่างไม่เชื่อสายตา
       “โห ยาของภูดีจริงๆ”
       พรรณรายมองตามโจอี้อย่างกล้าๆ กลัวๆ ในที่สุดพรรณรายก็ลุกเดินตามไป
      
       ภูวนัยนั่งอยู่ภายในรถจับจ้องไปที่หน้าผับรอให้พรรณรายพาโจอี้ออกมาตามแผน ระหว่างนั้นมีคนมาเคาะกระจกรถ ภูวนัยชะงักจับปืนทันทีด้วยความระวังตัวแต่พอหันไปแล้วเห็นว่าเป็นเด็กขายดอกไม้จึงได้คลายความกังวลลง
       อีกมุมเห็นชาติกล้าเดินเข้ามาที่หน้าผับ ภูวนัยคุยกับเด็กขายดอกไม้เลยทำให้ไม่ทันเห็นชาติกล้าเดินเข้าไปในผับ
       “ซื้อดอกไม้ให้สาวมั้ยเพ่”
       “ไม่ละ ไม่มีสาว ไปขายข้างหน้านะน้อง”
       “อะไร หน้าก็หล่อแต่ไม่มีแฟนเป็นเกย์ปะเนี่ย”
       “อ้าวเฮ้ย” ภูวนัยทำท่าจะเปิดประตูรถลง เด็กขายดอกไม้รีบวิ่งจู้ดออกไป “ทำไม ไม่มีแฟนมันแปลกตรงไหน”
       ภูวนัยพูดไปก็แอบคิดถึงไผ่พญา
      
        ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่โรงพยาบาล ไผ่พญายืนอยู่ที่สวนหย่อมเหม่อมองไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า ตะวันฉายเดินเข้ามาด้านหลัง
       “มาอยู่นี่เอง”
       ไผ่พญาหลุดจากภวังค์หันมาเห็นตะวันฉายเดินเข้ามา
       “เอ่อ...คุณหมอว่าไงมั้งคะ”
       “หมอบอกว่า ถ้าผมยังหนีเที่ยวอีกคราวนี้เขาจะใส่กุญแจมือล่ามไว้กับเตียงเลย”
       “เห็นมั้ย นี่ยังดีที่คุณไม่เป็นไร”
       ตะวันฉายยิ้มก่อนจะหันไปยืนมองวิวเบื้องหน้าเช่นเดียวกับไผ่พญา
       “ผมว่า การที่คุณภูเอาคุณพั้นซ์มาช่วยงานแทนคุณก็ดีเหมือนกันนะครับ”
       “หือ”
       “คุณไผ่กำลังคิดเรื่องนี้อยู่ไม่ใช่เหรอครับ”
       ไผ่พญาสะอึกที่ตะวันฉายรู้
       “เปล่าซะหน่อย แล้วที่คุณตะวันพูดเมื่อกี้หมายความว่าไงเหรอคะ”
       ตะวันฉายเงียบเหมือนมีบางอย่างอยากจะบอก แต่ก็ตัดสินใจยังไม่บอก
       “ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่เห็นคุณไผ่ไม่ต้องไปทำงานที่อันตรายอย่างนั้นผมก็ดีใจแล้วครับ”
       ไผ่พญามองตะวันฉายที่ดีแสนดีกับเธอเหลือเกิน ไผ่พญาลองพยายามจะเปิดใจให้กับตะวันฉาย
       “ทำไมคุณตะวันถึงชอบฉันคะ”
       ตะวันฉายชะงักไปที่ไผ่พญาเล่นถามตรงๆ อย่างนี้
       “เอ่อ...ไม่รู้ซิครับ...ผมก็เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าทำไมผมถึงชอบคุณไผ่ แล้วผมก็ตอบตัวเองได้ว่าเพราะผมชอบคุณไผ่ งงมั้ยครับ”
       “คุณตะวันนี่พูดอะไรไม่เข้าใจจริงๆ”
       “นั่นซิครับ บางทีอาจจะเป็นเพราะว่าความรักหรือความรู้สึกมันไม่ต้องการเหตุผลมั้งครับ”
       “ทั้งๆ ที่ฉันก็ไม่ได้เป็นผู้หญิงที่ดีเท่าแหละ โกหกเป็นไฟแล่บก็เท่านั้น แถมยังชอบทำให้คนอื่นเดือดร้อน คุณตะวันยังชอบฉันอยู่อีกเหรอคะ”
       “นี่คงเป็นข้อดีของการเป็นปศุสัตว์มั้งครับ” ไผ่พญาทำหน้างง “คือพอผมทำงานกับสัตว์เยอะๆ แล้วนี่ จะเห็นว่าสัตว์พวกนั้นมันรักได้โดยไม่มีเงื่อนไข ผมเองก็เหมือนกันไม่ว่าคุณไผ่จะเป็นอะไรจะเป็นยังไง ความรู้สึกผมก็ยังเหมือนเดิม”
       ตะวันฉายพูดพร้อมหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมาให้ไผ่พญา ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็รู้ทันที
       “อย่าคะคุณตะวัน”
        ตะวันฉายงงและอึ้ง
       “ทำไมครับ”
       “ฉันไม่สามารถรับมันได้ ถ้าฉันยังไม่ได้รู้สึกว่าชอบคุณ ขอโทษนะคะ”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ”
       ไผ่พญาเดินจากไป ตะวันฉายมองตามเศร้าๆ
      
       ส่วนที่ผับ โจอี้เดินเช็ดหน้าเช็ดตาเช็ดปากออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาเจียนเสร็จแล้ว ระหว่างนั้นเสียงของพรรณรายก็ดังขึ้น
       “ฉันอยากเล่นหนัง”
       โจอี้หันมาก็เห็นพรรณรายยืนโพสต์ท่าเซ็กซี่อยู่
       “อะไรนะ พี่ฟังไม่ถนัด”
       “พี่โจอี้เป็นผู้กำกับไม่ใช่เหรอ”
       “แล้วรู้เหรอว่าพี่กำกับหนังอะไร”
       พรรณรายเดินเข้ามาที่โจอี้ก่อนจะใช้นิ้วไล้ตามซอกใบหู ซอกคอ ลงมาที่แผ่นอก
       “อย่างนี้น่ะ เขาเรียกว่ารู้มั้ย”
       พรรณรายสบตาโจอี้เหมือนเชื้อเชิญ แต่แอบเห็นความหวาดหวั่นอยู่ด้วย โจอี้สบตาพรรณราย ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือพรรณรายขึ้นมา
       “ครั้งแรกเหรอ”
       “อะไร” พรรณรายงง
       “รู้มั้ยว่าในชีวิตฉันผ่านผู้หญิงมาหลายพันคน แค่ฉันมองดูก็รู้แล้วว่าใครเป็นยังไง ฉันสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นผ่านปลายนิ้ว...ผ่านดวงตา...ภายนอกเธออาจจะทำให้คนอื่นเชื่อว่าเธอเป็นผู้หญิงที่ร้อนแรง แต่สำหรับโจอี้คนนี้ ดูก็รู้ว่าเธอกำลังกลัวอยู่” พรรณรายคิดว่าแผนแตกแน่ๆ แต่โจอี้ คว้าพรรณรายเข้ามากอด “ แต่อย่างนี้แหละ ฉันชอบ”
      
       พรรณรายถึงกับเหวอไปเพราะตอนแรกคิดว่าจะเหลวแล้วแต่ทุกอย่างกลับตาลปัตร


  


       ชาติกล้าเดินเข้ามาในผับแล้วมองไปรอบๆ อย่างสังเกตการณ์ ก่อนจะเรียกพนักงานคนหนึ่งมาถาม
      
       “โจอี้อยู่ไหน”
       พนักงานชะงัก
       “โจอี้ไหนพี่”
       “แกก็น่าจะรู้นะว่าโจอี้ไหน”
       “แล้วพี่เป็นใคร”
       ชาติกล้าไม่พูดแต่โชว์ตราตำรวจให้ดู พนักงานคนนั้นเห็นก็ตกใจก่อนจะพยายามเก็บอาการแล้วบอกชาติกล้า
        “อุ้ย ขอโทษครับ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าพี่เป็นตำรวจ”
       “โจอี้อยู่ไหน”
       “ไม่เข้าครับ พักนี้พี่โจอี้ไม่ได้มานี่เลย”
       “เหรอ ขอบใจมาก”
       พนักงานคนนั้นรีบเดินหลบชาติกล้าออกมา
      
       โจอี้กับพรรณรายเดินมาตามทางเดิน
        “เราจะไปที่ไหนกันคะ”
       “ที่ถามเนี่ยไม่รู้จริงๆ เหรอ” พรรณรายงง “ก็ไปสวรรค์ไง” พรรณรายชะงักนิดนึง แต่รีบเปลี่ยนท่าทีเป็นยิ้มยั่วให้โจอี้ “เดี๋ยวน้องพั้นซ์รอพี่ข้างหน้านะ พี่ขอจัดการกับธุรกิจที่นี่ก่อน”
       “ได้คะ อย่านานนะคะ”
       พรรณรายโปรยเสน่ห์ให้โจอี้ก่อนจะเดินออกไป โจอี้มองตามกำลังจะเดินไประหว่างนั้นพนักงานคนที่ชาติกล้าถามเดินเข้ามาอย่างร้อนรน
       “พี่...พี่”
       “อะไร”
       “มีตำรวจมาถามหาพี่”
       “แล้วแกบอกว่าไง”
       ระหว่างนั้นเสียงชาติกล้าดังขึ้น
       “อยู่นี่เอง...โจอี้”
       โจอี้หันไปก็เห็นชาติกล้าที่มีสีหน้าจริงจังก็แปลกใจว่าชาติกล้าเป็นใคร
      
       ที่หน้าผับ ภูวนัยดูนาฬิกาข้อมือเริ่มหวั่นใจกลัวว่าพรรณรายจะเป็นอะไรหรือเปล่า ภูวนัยตัดสินใจหยิบปืนพกติดตัวกำลังจะเปิดประตูรถ แต่แล้วพรรณรายก็เดินออกมาหน้าผับ ภูวนัยชะงักแล้วโล่งอก ภูวนัยแปลกใจเมื่อไม่เห็นโจอี้เดินตามมาด้วย
       พรรณรายส่งสัญญาณทำมือว่า”โอเค” ให้ภูวนัย ภูวนัยจึงนั่งรออยู่ในรถเหมือนเดิม
       โจอี้ยืนคุยกับชาติกล้าอยู่มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีผู้คน
       “ทำไมถึงคิดว่าแม่เลี้ยงจะหนีมาอยู่กับผมละครับ”
       “เพราะถ้าขาดแม่เลี้ยง ไอ้ธุรกิจคาวๆ ของแกก็คงอยู่ไม่ได้”
       “แน่ใจเหรอครับคุณตำรวจ ไอ้ธุรกิจพวกนี้มันกว้างขวางนะครับ ถึงไม่มีแม่เลี้ยงผมก็หาผู้สนับสนุนรายอื่นได้”
       “แต่ช่องทางการขายในต่างประเทศ แกก็ต้องพึ่งแม่เลี้ยงอยู่ดี” โจอี้ชะงักไป “บอกฉันมาว่าแกซ่อนแม่เลี้ยงเอาไว้ที่ไหน”
       “ผมไม่รู้ ทำไมคุณตำรวจถึงได้ปักใจเชื่อว่าแม่เลี้ยงอยู่กับผม ผมไม่รู้จริงๆ”
       “ฉันไม่มีเวลามาก รีบบอกมาไม่อย่างนั้นพรุ่งนี้ธุรกิจหนังโป๊ของแกจะกลายเป็นแค่เรื่องเล่าที่ไม่ใครจดจำ ผับอีกสามที่ที่แกใช้ไว้ล่าผู้หญิงก็จะถูกปิด แล้วคดีที่ผู้หญิงหลายคนหายสาบสูญไปก็จะถูกสืบสวนอย่างจริงจัง ยังไม่รวมถึงเงินที่แกเก็บเอาไว้ที่บ้านหลังนึงที่อ่างศิลา ฉันจะอายัดมันทั้งหมด” ชาติกล้าเดินเข้าไปจ้องหน้าโจอี้ “ส่วนแก...ก็จะตายเหมือนหมาในคุก”
       โจอี้สบตาชาติกล้าแล้วเห็นชาติกล้าเอาจริง โจอี้ยกมือยอมแพ้
       “ก็ได้ๆ เอามือถือมา” ชาติกล้าหยิบมือถือให้ โจอี้กดเบอร์โทรศัพท์ให้แล้วยื่นมือถือคืน
       “เบอร์ใคร”
       “ลูกพี่ลูกน้องผมเอง ผมให้มันพาแม่เลี้ยงไปซ่อน”
       “แล้วแกไม่รู้หรือไง”
       “เพื่อความปลอดภัยไงครับ ผมบอกมันว่าจะไปซ่อนแม่เลี้ยงไว้ไหนก็ไม่ต้องบอกผม เพราะไอ้ผมมันเป็นคนปากโป้ง ใครขู่นิดขู่หน่อยก็บอกหมดโทรหามันแล้วบอกชื่อผมไป”
       ชาติกล้ากดโทรศัพท์โทรออกทันที ก่อนจะรอสายแต่แล้วชาติกล้าก็ต้องเจ็บใจเมื่อได้ยินในมือถือบอกว่าเบอร์ที่ท่านเรียกยังไม่เปิดให้บริการ ชาติกล้าหันกลับไปแล้วก็ต้องเจ็บใจเมื่อไม่เห็นโจอี้อยู่ตรงนั้นแล้ว
       ชาติกล้าวิ่งออกมาบริเวณในผับที่นักเที่ยวกำลังดื่มกินเต้นรำกันอย่างสนุก ชาติกล้ามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของโจอี้
      
       ภูวนัยนั่งรออยู่ที่รถอย่างสงสัยว่าทำไมพรรณรายถึงได้ยืนรอโจอี้อยู่นาน พรรณรายชักจะหงุดหงิดที่โจอี้ปล่อยให้รออยู่นานสองนาน
       “ทำอะไรชักช้าเนี่ย”
       ระหว่างนั้นมีรถคันนึงแล่นเข้ามาจอดตรงหน้าพรรณราย รถคันนั้นลดกระจกลง
       “พี่มาแล้วจ้ะ”
       “นึกว่าจะหนีกลับบ้านซะแล้ว”
       “พอดีเจอเพื่อนเก่าน่ะ จะไปมั้ย”
       พรรณรายยิ้มให้ ก่อนจะแอบชำเลืองมองไปทางภูวนัยส่งสัญญาณว่ากำลังทำตามแผน พรรณรายขึ้นรถ รถของโจอี้ขับออกไป ภูวนัยรอเวลาซักนิดเพื่อให้ได้ระยะก่อนจะค่อยๆ ออกรถตามโจอี้ไป
       ระหว่างที่รถของภูวนัยกำลังวิ่งผ่านหน้าผับ ชาติกล้าก็วิ่งออกมาพอดีเพื่อตามหาโจอี้ แต่แล้วชาติกล้าก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นภูวนัยนั่งอยู่ในรถขับผ่านหน้าเขาไป
       “ไอ้ภู”
       ชาติกล้าครุ่นคิดว่าภูวนัยมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง แล้วชาติกล้าก็ตัดสินใจวิ่งมาที่รถก่อนจะรีบขับตามภูวนัยออกไปอีกคัน
      
       รถของโจอี้แล่นมาตามถนน โดยมีรถของภูวนัยขับตามมา ห่างไปไม่ไกลเห็นรถของชาติกล้าขับตามมาอีกคัน
       ภูวนัยมองไปที่รถของโจอี้แล้วภูวนัยก็ตัดสินใจเหยียบคันเร่งแซงขึ้นไป ชาติกล้าที่ขับรถตามห่างออกไปก็มองด้วยความสงสัยว่าภูวนัยกำลังจะทำอะไร
       ภูวนัยขับรถแซงรถของโจอี้ขึ้นมาก่อนจะปาดหน้าทันที โจอี้ตกใจ
       “เฮ้ย! อะไรวะ”
       ภูวนัยลงจากรถก่อนจะตรงเข้ามาหาโจอี้ โจอี้เห็นอย่างนั้นก็คว้าปืนขึ้นมาพรรณรายเห็นอย่างนั้นก็จับมือโจอี้เอาไว้
       “อีนี่ ทำอะไรปล่อยซิวะ”
       โจอี้กำลังยื้อแย่งปืนกับพรรณราย ทันใดนั้นภูวนัยเดินมาที่หน้ารถก่อนจะเล็งปืนใส่โจอี้ โจอี้ยกมือยอมจำนน ภูวนัยเดินไปเปิดประตูรถก่อนจะลากโจอี้ลงมา
       “แกเป็นใครวะ”
       โจอี้ถามอย่างแปลกใจ พรรณรายรีบวิ่งลงจากรถไปหาภูวนัยทันที
       “ปลอดภัยมั้ย” ภูวนัยถามพรรณราย พรรณรายพยักหน้าทำให้โจอี้เจ็บใจที่เสียรู้พรรณราย ภูวนัยหันไปถามโจอี้ “แม่เลี้ยงอยู่ไหน”
       “เฮ้ย! อะไรของแก ชีวิตฉันมีแม่คนเดียว ไม่เคยมีแม่เลี้ยง”
       ทันใดนั้นภูวนัยก็ยิงไปที่ขาโจอี้ โจอี้ร้องลั่นทรุดลงไปกับพื้นถนน ภูวนัยเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อโจอี้
       “ฉันไม่มีเวลาเล่นกับแก พาฉันไปหาแม่เลี้ยงเดี๋ยวนี้” ภูวนัยหันหาพรรณราย “เดี๋ยวคุณขับรถมันกลับไปก่อน”
       “ไม่เอา พั้นซ์จะไปกับภู”
       “ไม่ได้พั้นซ์ งานนี้อันตรายมาก...เชื่อผมนะ”
       “ก็ได้คะ”
       ชาติกล้ามองไปก็เห็นพรรณรายขึ้นรถของโจอี้ก่อนจะขับออกไป
      
       ส่วนภูวนัยลากโจอี้ขึ้นรถ ชาติกล้าสงสัย


  


       ภูวนัยพาโจอี้เดินเข้ามาในบ้านพักของโจอี้
      
       “อยู่นี่แหละ ให้ฉันไปโรงพยาบาลได้หรือยังละ” โจอี้ถาม
       “ยังก่อน จนกว่าฉันจะเจอแม่เลี้ยง” ภูวนัยหันไปเห็นลูกน้องของโจอี้ที่เฝ้าบ้านอยู่ก็กำชับโจอี้ “อย่าตุกติกละ”
       ภูวนัยพาโจอี้เดินเข้ามาที่บ้าน ลูกน้องของโจอี้ 2 – 3 คนที่เฝ้าบ้านอยู่พอเห็นโจอี้เดินกะเผลกเข้ามาพร้อมกับมีภูวนัยเดินเข้ามาด้วยก็ลุกขึ้นทันที โจอี้รีบห้าม
       “ไม่มีอะไร ฉันจัดการเองได้ พวกแกเฝ้าอยู่ตรงนี้แหละ”
       ลูกน้องมองโจอี้ที่ขาเจ็บพร้อมกับมองภูวนัยที่พาโจอี้เดินเข้าไปในบ้านอย่างสงสัยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น มุมนึงหน้าบ้านชาติกล้าเดินเข้ามามองแล้วยิ้มร้าย
       “อยู่นี่เองเหรอ”
      
       แม่เลี้ยงรัญญากำลังนั่งเอานิ้วคลึงที่หัวแหวนอย่างใช้ความคิด ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น แม่เลี้ยงรัญญารีบคว้าปืนที่วางอยู่ขึ้นมาเตรียมพร้อมทันที
       “ใคร”
       “ฉันเอง เปิดประตูหน่อยแม่เลี้ยง”
       แม่เลี้ยงรัญญาวางปืนก่อนจะเดินไปเปิดประตู โจอี้เดินเข้ามาในห้องก่อนจะเห็นภูวนัยเดินตามเข้ามา แม่เลี้ยงรัญญาตกใจรีบวิ่งไปจะหยิบปืนที่วางอยู่ ภูวนัยยกปืนขึ้นเล็ง
       “หยุดอยู่ตรงนั้นแหละแม่เลี้ยง”
       แม่เลี้ยงรัญญาชะงัก หันมา
       “ไม่ได้เจอกันนาน เปลี่ยนอาชีพจากตำรวจเป็นผู้ร้ายแล้วเหรอไงหมวด”
       “ผมไม่ได้มาฆ่าแม่เลี้ยง” แม่เลี้ยงรัญญาสงสัย
       “ไอ้วศินไม่ได้ใช้แกมาเหรอ”
       “แม่เลี้ยงไปกับผม แล้วผมจะอธิบายทุกอย่างให้แม่เลี้ยงฟัง”
       “ทำไมฉันต้องเชื่อแก ห้าเสือที่เคยยิ่งใหญ่ต้องเป็นอย่างนี้เพราะความเชื่อใจ”
       ภูวนัยลดปืนลงเพื่อแสดงความจริงใจ
       “ผมมาช่วยแม่เลี้ยง เชื่อใจผม”
       “ช่วย” เมื่อแม่เลี้ยงรัญญาเห็นภูวนัยลดปืนลง แม่เลี้ยงรัญญาก็ฉวยจังหวะนั้นหยิบปืนขึ้นมาแล้วเล็งไปที่ภูวนัย
       “ฉันไม่เชื่อใครทั้งนั้น”
       แม่เลี้ยงรัญญาจ่อปืนไปที่ภูวนัย ภูวนัยสบตารัญญานิ่ง
      
       ลูกน้องของโจอี้นอนตายอยู่กับพื้นกันเกลื่อน ชาติกล้าเดินเข้ามาภายในบ้านกระชับปืนที่ติดที่เก็บเสียงเอาไว้ ชาติกล้าค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างเงียบกริบ
       ขณะนั้นแม่เลี้ยงรัญญายังจ่อปืนมาที่ภูวนัย
       “ถ้าแม่เลี้ยงยิงผม ก็เท่ากับเราปล่อยให้ไอ้วศินมันครอบครองทุกอย่าง”
       “หมายความว่าไง”
       “เรามีศัตรูคนเดียวกันนะแม่เลี้ยง” แม่เลี้ยงรัญญาชักสนใจ “ผมรู้ว่าแม่เลี้ยงมีสิ่งที่จะทำลายไอ้วศินได้”
       ระหว่างที่ภูวนัยกับแม่เลี้ยงรัญญากำลังหยั่งเชิงกันอยู่ โจอี้ก็ค่อยๆ ถอยไปที่ประตูก่อนจะฉวยจังหวะนั้นรีบวิ่งหนีทันที
       “โจอี้”
       ทันทีที่โจอี้ออกมาพ้นประตู โจอี้ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นชาติกล้ายืนอยู่ โจอี้มองไปแล้วก็เห็นชาติกล้าถือปืนก็รู้ทันทีว่าลูกน้องของตนข้างล่างได้เสร็จชาติกล้าหมดแล้ว
       “เดี๋ยวๆ เราคุยกันได้”
       ยังไม่ทันที่โจอี้จะพูดต่อ ชาติกล้าก็ยิงใส่โจอี้ทันที ภูวนัยกับแม่เลี้ยงรัญญากำลังจะตามโจอี้ออกไป แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นร่างของโจอี้หงายหลังกระเด็นมานอนตายกับพื้น พร้อมกับเสียงชาติกล้าดังขึ้น
       “แกแน่ใจแล้วเหรอที่ทำอย่างนี้ ไอ้ภู”
       ภูวนัยกับแม่เลี้ยงรัญญาชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงชาติกล้า
       “ไอ้ชาติ”
       ภูวนัยรีบหลบมายืนชิดกำแพง แม่เลี้ยงรัญญาเข้ามายืนชิดกำแพงติดกับภูวนัย ชาติกล้ากับภูวนัยยืนอยู่ที่เดียวกันแต่คนละด้านของกำแพง
       “หยุดที่แกทำเถอะ ยังไงแกก็ไม่มีวันชนะฉันหรอก”
       “แต่เท่าที่ฉันเห็น ตอนนี้แกกับไอ้พายัพกำลังจนตรอกไม่ใช่เหรอ” ภูวนัยพูดจบก็หันไปเห็นแม่เลี้ยงกำลังปลดเซฟที่ปืน “แม่เลี้ยงทำอะไร”
       “ฉันจะฆ่ามัน”
       “อย่าแม่เลี้ยง” ภูวนัยมองไปรอบๆ แล้วก็เห็นหน้าต่าง “แม่เลี้ยงหนีไป ผมจะจัดการมันเอง”
       แม่เลี้ยงรัญญาได้ยินที่ภูวนัยบอกอย่างนั้นก็ไปที่หน้าต่าง ก่อนจะเปิดหน้าต่างแล้วปีนออกไป
       “จะส่งแม่เลี้ยงมาให้ฉัน หรือจะให้ฉันฆ่าแกก่อน”
       “ฉันต่างหากจะฆ่าแก แกต้องชดใช้ในสิ่งที่แกทำกับฟ้า”
       แล้วภูวนัยกับชาติกล้าก็ต่างคนต่างเงียบเหมือนว่าถ้าใครขยับก่อนจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตำแหน่งของอีกฝ่าย แต่แล้วทั้งภูวนัยกับชาติกล้าต่างก็ตัดสินใจออกมาที่ประตูทั้งคู่
       ทั้งคู่เล็งปืนใส่กัน แต่ภูวนัยกับชาติกล้าก็ต่างคนต่างก็จับปืนของแต่ละคนเอาไว้ ภูวนัยกับชาติกล้าต่างประชันกำลังกัน ชาติกล้าเข่าใส่ภูวนัย ภูวนัยจุก ชาติกล้าจะยิงภูวนัย แต่ภูวนัยก็ฝืนเตะจนปืนชาติกล้ากระเด็นร่วงไป ภูวนัยจะยิงชาติกล้า ชาติกล้าจึงหันไปปัดออกก่อนจะเตะจนปืนของภูวนัยหลุดมือไปนอกห้อง
       ภูวนัยมองไปที่ปืนที่กลิ้งไปที่พื้นห่างจากขาของชาติกล้าไม่ไกล ภูวนัยรู้ว่าชาติกล้าหยิบปืนได้เร็วกว่าเขา ไวเท่าความคิดภูวนัยรีบกระโดดพุ่งออกจากหน้าต่าง เป็นจังหวะเดียวกับที่ชาติกล้าหยิบปืนของภูวนัยแล้ววิ่งตามไปที่หน้าต่าง
       ภูวนัยหล่นมากระแทกปืน ชาติกล้ายิงใส่ภูวนัยทันที ภูวนัยรีบกลิ้งหลบเข้าใต้หลังคา ชาติกล้ารีบวิ่งออกจากห้องเพื่อตามภูวนัยกับแม่เลี้ยงรัญญาทันที
       ชาติกล้าวิ่งลงมาที่หน้าบ้านแล้วก็เห็นแม่เลี้ยงรัญญากำลังวิ่งหนีไปตามถนน ชาติกล้าออกวิ่งตามทันที ภูวนัยที่เจ็บแผลจากที่โดนยิงยังไม่หายดีก็พยายามวิ่งเข้ามาแต่ก็ไม่ทันกับชาติกล้าที่วิ่งตามแม่เลี้ยงรัญญาออกไป ภูวนัยคิดหาทางจะเอายังไงดี
      
       ชาติกล้ากำลังวิ่งไล่ตามแม่เลี้ยงรัญญามาตามถนน แม่เลี้ยงรัญญาวิ่งไปก็หันมองระวังหลังตลอด พอแม่เลี้ยงรัญญาเห็นชาติกล้าวิ่งตาม เธอก็หันมายิงปืนใส่ ปังๆๆ! ชาติกล้ารีบหลบเข้าที่กำบัง
       “แม่เลี้ยง ถ้าแม่เลี้ยงให้สิ่งที่ท่านอยากได้ ท่านสัญญาว่าจะปล่อยแม่เลี้ยงไป”
       แม่เลี้ยงรัญญายิงสวนชาติกล้าทันที
       “นี่ไงคำตอบของฉัน ไปบอกมันด้วย”
       แต่แล้วแม่เลี้ยงรัญญาก็ต้องอึ้งไปเพราะยิงจนกระสุนหมด ชาติกล้ายิ้มร้ายก่อนจะเดินออกจากที่กำบังแล้วเดินตรงเข้ามาหาแม่เลี้ยงรัญญา
       “คราวนี้แม่เลี้ยงคงจะไปกับผมได้แล้วนะ”
       ระหว่างที่ชาติกล้ากำลังเดินเข้าหาแม่เลี้ยงรัญญา ทันใดนั้นชาติกล้าก็สังเกตเห็นมีไฟหน้ารถส่องมาทางด้านหลัง ชาติกล้าหันไปก็เห็นรถของภูวนัยกำลังพุ่งเข้ามาด้วยความเร็ว ชาติกล้ารีบกระโดดจนเกือบไม่พ้น รถของภูวนัยแล่นเข้ามาจอดที่แม่เลี้ยงรัญญา ภูวนัยเปิดประตูออก
       “ขึ้นรถเร็วแม่เลี้ยง”
       แม่เลี้ยงรัญญามองไปที่ชาติกล้าที่กำลังลุกขึ้นก่อนที่แม่เลี้ยงรัญญาจะตัดสินใจขึ้นไปรถกับภูวนัยทันที ชาติกล้าตั้งหลักได้ก็วิ่งไล่ตามพร้อมกับสาดกระสุนใส่ไม่ยั้ง
      
       “โธ่เว้ย”


  


       วันต่อมา แม่เลี้ยงรัญญายืนอยู่ภายในห้องทำงานของอภิวัฒน์ ระหว่างนั้นภูวนัยเปิดประตูเข้ามากับอภิวัฒน์
       แม่เลี้ยงรัญญาหันมาเห็นอภิวัฒน์ก็ทำหน้าแปลกใจ
      
        “เมื่อคืนหลับสบายดีมั้ยแม่เลี้ยง”
       “นึกว่าใคร ที่แท้ก็ท่านเอง”
       “แม่เลี้ยงรู้จักท่านเหรอ” ภูวนัยถามอย่างสงสัย
       “ฉันว่าพวกเจ้าพ่อเจ้าแม่ในประเทศไทย ต้องรู้จักพลตำรวจเอกอภิวัฒน์กันทุกคน เพราะ...” แม่เลี้ยงรัญญามองไปที่อภิวัฒน์ “ท่านเป็นคนที่ใช้นโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง”
       “เรื่องมันนานมาแล้ว แล้วอีกอย่างตอนนี้วศินก็คงจะจริงจังกว่าผม ไม่อย่างนั้นทั้งห้าเสือคงไม่เป็นอย่างนี้”
       “ท่านต้องการตัวฉันทำไม”
       “เรารู้ว่าแม่เลี้ยงมีคลิปที่วศินพลาดยิงคนตาย เราอยากได้มัน”
       แม่เลี้ยงรัญญาได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งไป
       “พอได้แล้วจะยังไง พวกนายก็ไปให้ไอ้วศินแล้วก็ฆ่าปิดปากฉันงั้นเหรอ”
       “เราไม่ใช่พวกเดียวกับมัน”
       “แล้วฉันจะรู้ได้ยังไง ตอนนี้ฉันคงจะเชื่ออะไรไม่ได้อีกแล้ว”
       “ที่แม่เลี้ยงรอดมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ผมว่ามันเป็นข้อพิสูจน์อยู่แล้วว่าเราไม่ใช่พวกเดียวกับมัน”
       แม่เลี้ยงรัญญาได้ยินอย่างนั้นก็ครุ่นคิดตามแล้วเดินมานั่ง เอานิ้วคลึงหัวแหวนใช้ความคิด
       “แล้วท่านจะบอกได้มั้ย ว่าท่านรู้เรื่องที่ฉันมีคลิปนั่นมาจากใคร เพราะมีเพียงสามคนที่รู้เรื่องนี้...ฉัน...ไอ้วศิน...แล้วอีกคนก็คือเสี่ยสมสุขซึ่งตายไปแล้ว ถ้าท่านไม่ได้รู้มาจากไอ้วศินแล้วจะรู้มาจากใคร”
       “ถ้าอย่างนั้น ผมคงต้องให้แม่เลี้ยงได้พบกับใครบางคน”
       แม่เลี้ยงรัญญาทำหน้าแปลกใจ
      
       อภิวัฒน์เปิดประตูเข้ามาในห้อง ภูวนัยคุมตัวแม่เลี้ยงรัญญาเดินตามเข้ามา แต่แล้วแม่เลี้ยงรัญญาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นใครบางคนกำลังนั่งเล่นหมากรุกคนเดียวอยู่ที่โต๊ะ แค่เห็นข้างหลังแม่เลี้ยงรัญญาก็ไม่อยากจะเชื่อ
       “ฉันพาเพื่อนเก่ามาทักทาย จะไม่ต้อนรับหน่อยหรือไงสมสุข”
       สมสุขค่อยๆ หันหน้ามา พอแม่เลี้ยงรัญญาเห็นสมสุขก็ถึงกับอ้าปากค้าง
       “เสี่ยสมสุข! แก...แกตายไปแล้วนี่”
       “ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้งนะแม่เลี้ยง”
       แม่เลี้ยงรัญญายังคงอึ้งอยู่ อภิวัฒน์ต้องอธิบายให้ฟัง
       “ตอนที่เราไปถึงที่เกิดเหตุ พบว่าสมสุขยังมีลมหายใจ เราพยายามอย่างเต็มที่จนสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้”
       “เสียใจด้วยนะแม่เลี้ยงที่ฉันไม่ได้ตายอย่างที่แม่เลี้ยงต้องการ”
       “แล้วเสี่ยมาทำอะไรที่นี่”
       “หลังจากที่สมสุขฟื้นขึ้น เราได้เก็บเขาไว้ที่นี่เพื่อเป็นพยาน”
       แม่เลี้ยงรัญญาเริ่มเข้าใจขึ้นมาแล้ว
       “คราวนี้แม่เลี้ยงจะเชื่อพวกเราหรือยัง”
       แม่เลี้ยงรัญญายังไม่ทันตอบก็เห็นสมสุขกำลังจะเดินออกจากห้องไป
       “จะไปไหนสมสุข”
       “คงเป็นเพราะเห็นคนที่ลงขันเพื่อฆ่าผมมายืนอยู่ตรงหน้ามั้งครับก็เลยรู้สึกเจ็บแผลขึ้นมา ผมว่า...ผมขอไปเดินเล่นปรับอารมณ์หน่อยแล้วกัน”
       สมสุขปรายตามองแม่เลี้ยงรัญญาก่อนจะเดินออกจากห้องไป
       “แม่เลี้ยงจะให้คลิปนั่นกับเราได้หรือยัง”
       “ขอโทษนะที่ฉันต้องบอกว่า ฉันตกใจมากที่เห็นเสี่ยสมสุข แต่ท่านคงจะเข้าใจนะว่าคลิปนั่นเป็นตัวประกันให้ฉันเพียงสิ่งเดียวที่ฉันจะยันกับมันได้”
       “ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ ถ้าอย่างนั้น ผมขอถามคำถามนึง” แม่เลี้ยงรัญญาพยักหน้า “คลิปนั่นมีอยู่จริงใช่มั้ย”
       แม่เลี้ยงรัญญานิ่งไม่ตอบ ทำให้อภิวัฒน์กับภูวนัยสงสัยในท่าทีของแม่เลี้ยงรัญญา
      
       พรรณรายเดินออกมาจากมุมหนึ่งของเซฟเฮาส์อภิวัฒน์ พรรณรายมองไปรอบๆ
       “แล้วภูอยู่ห้องไหนเนี่ย” ระหว่างนั้นมีตำรวจนอกเครื่องแบบที่ทำงานอยู่ในนั้นเดินผ่านมา “นี่เดี๋ยวก่อน” ตำรวจคนนั้นหยุด “รู้มั้ยว่าหมวดภูอยู่ห้องไหน”
       “ชั้นสามครับ ขึ้นบันไดไปแล้วอยู่ห้องที่สอง”
       “ขอบใจ”
       พรรณรายเดินขึ้นบันไดไป พอพรรณรายขึ้นบันไดถึงชั้นสองก็เห็นสมสุขกำลังมองลงมา ทันทีที่สมสุขเห็นพรรณรายยืนอยู่ก็ถึงกับตะลึง
       “ว้าว”
       พรรณรายหันซ้ายหันขวา ไม่รู้ว่าสมสุขร้องตกใจอะไร
       “มีอะไร”
       “เธอเป็นคนที่ท่านนัดมาใช่มั้ย”
        พรรณรายคิดว่าสมสุขพูดถึงเรื่องภารกิจ
       “ก็คงอย่างนั้นมั้ง”
       “แหม...สวยถูกใจฉันจริงๆ อย่างนี้ค่อยมีกำลังใจทำงานหน่อย”
       พรรณรายทำหน้าสงสัยว่าสมสุขพูดเรื่องอะไร
      
       ภูวนัยเดินมากับอภิวัฒน์
       “ถึงแม่เลี้ยงจะไม่บอกว่าคลิปนั่นมีจริงหรือเปล่า แต่ถ้าให้ผมสันนิษฐานตอนนี้ ผมเชื่อว่าแม่เลี้ยงต้องมีจริงๆ”อภิวัฒน์บอก
       “ทำไมท่านคิดอย่างนั้นครับ บางทีแม่เลี้ยงเขาอาจจะใช้เป็นข้ออ้างแล้วใช้ที่นี่เป็นที่ซ่อนตัวจากไอ้วศินก็ได้”
       “ถึงอย่างนั้นก็ไม่เห็นเป็นไร ถ้าเรามีหลักฐานที่เล่นงานวศินได้ เราก็สามารถกันแม่เลี้ยงไว้เป็นพยานได้อีกคน”
       ภูวนัยพยักหน้าเข้าใจ ระหว่างนั้นเสียงพรรณรายร้องดังลั่นไปทั้งเซฟเฮาส์
       “ว้ายยยย”
       “เสียงพั้นซ์นี่ครับ”
      
       สมสุขกำลังจะลากพรรณรายเพื่อเข้าห้อง สมสุขทั้งกอดทั้งปล้ำพรรณราย
       “ไอ้บ้า ปล่อยฉันนะ บอกให้ปล่อยไง”
       “นี่...จะร้องทำไมเนี่ย”
       ภูวนัยกับอภิวัฒน์วิ่งเข้ามาก็เห็นสมสุขกำลังจะปล้ำพรรณราย ภูวนัยวิ่งเข้ามาผลักสมสุขออก
       “ทำบ้าอะไรของแกวะสมสุข”
       “ทำอะไร แกนั่นแหละถอยไป นั่นมันผู้หญิงของฉัน ใช่มั้ยท่าน...ท่านเรียกผู้หญิงคนนี้มาให้ผมคลายเครียดใช่มั้ยท่าน”
       “สมสุข ฉันเคยบอกนายอย่างนั้นหรือไง”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็ถึงฉุนกึกขึ้นมา เดินออกจากด้านหลังภูวนัยเข้ามาหาสมสุข
       “นี่แกคิดว่าฉันเป็นผู้หญิงอย่างนั้นหรือไง”
       “อ้าว...ไม่ใช่หรอกเหรอ”
       ทันใดนั้นพรรณรายก็ตบหน้าสมสุข เผียะ!
       “ภูคะ ไอ้แก่โรคจิตนี่ใครคะ ไล่มันออกเลยคะ”
       “สมสุขเขาเป็นนักโทษอุกฉกรรจ์ไม่ใช่ตำรวจ ไล่ออกไม่ได้หรอกพั้นซ์”
       “นักโทษ”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็รีบวิ่งจู๊ดกลับมาหลบหลังภูวนัยเหมือนเดิม
        “นี่คือคุณพั้นซ์ เป็นเพื่อนกับหมวดภูที่มาช่วยภารกิจเรา” อภิวัฒน์บอก
       “ไม่ใช่เพื่อนคะท่าน พั้นซ์เป็นเกิร์ลเฟรนด์ของภู” พรรณรายรีบบอก
       “เฮ้ย! เนื้อหอมน่าดูนะหมวด แล้วน้องไผ่ละ” พรรณรายได้ยินก็แปลกใจ “ตกลงว่าใครเป็นเกิร์ลเฟรนด์ของหมวดกันแน่”
       “ไผ่” พรรณรายหันมาดึงภูวนัยไปถามทันที “นังนั่นน่ะเหรอภู นี่มันเรื่องอะไรกันภูกับมันเป็นแฟนกันเหรอ”
       “พั้นซ์ ผมยังไม่อยากคุยเรื่องนี้นะ”
       ภูวนัยพูดจบก็เดินออกไป สมสุขอมยิ้มชอบใจเดินผิวปากออกไป
       “คุณไผ่เขาก็แค่มาช่วยภารกิจเหมือนคุณพั้นซ์นั่นแหละ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ”
       อภิวัฒน์พูดจบก็เดินออกไปอีกคน
      
       แม้ว่าอภิวัฒน์จะบอกอย่างนั้นแต่พรรณรายก็ยังไม่อยากจะเชื่อ
      

       ขณะนั้น พรรณรายกำลังเคาะประตูหน้าห้องภูวนัย
      
       “ภู...ภูคะ โกรธพั้นซ์เหรอคะ ภูเปิดประตูให้พั้นซ์หน่อยซิคะ” พรรณรายลองบิดประตูห้องของภูวนัย ก่อนจะเห็นว่ามันเปิดเข้าไปได้ “ภู” พรรณรายเข้ามาในห้อง แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่เห็นภูวนัยอยู่ในห้อง
       “ไปไหนนะภู”
       พรรณรายกำลังจะเดินออกไป แต่แล้วก็ชะงักก่อนจะหันไปมองที่เตียง พรรณรายเดินไปที่เตียงแล้วก้มมองสำรวจอย่างละเอียด
       “อย่าให้จับได้นะว่าภูกับนังนั่นมาฟีเจอริ่งกันที่นี่” เมื่อเห็นว่าบนเตียงไม่มีอะไรก็หันไปที่โต๊ะ พรรณรายเดินไปสำรวจเปิดลิ้นชักดูโน่นนี่ จนเห็นมือถือของภูวนัยอยู่ในลิ้นชัก พรรณรายหยิบขึ้นมาแล้วเห็นว่ามันปิดเครื่อง พรรณรายเปิดเครื่องดูแล้วลองกดดูข้อมูล “ทำไมภูโทร.หาแต่นังไผ่เนี่ย หรือว่า...ภูกับนังนั่นจะเป็นแฟนกันจริงๆ”
       พรรณรายครุ่นคิดแผนการบางอย่างในใจ
      
       ไผ่พญากับตะวันฉายเดินมาตามทางในโรงพยาบาล ตะวันฉายถือกระเป๋ากำลังจะกลับบ้าน
       “หมอให้กลับบ้านได้จริงเหรอคะ”
       “ครับ...ฉายแสงแล้วก็น่าจะดีขึ้น”
       “แล้วมันไม่หายขาดเหรอคะ”
       “ไม่หรอกครับ ถ้าจะหายขาดต้องผ่าตัดอย่างเดียว แต่มันก็เสี่ยงที่จะกลายเป็นเหมือนคุณเผ่าพ่อคุณภูน่ะครับ”
       ไผ่พญาสงสัย “ก็การผ่าตัดอาจทำให้เสียความทรงจำบางส่วนไป”
       “แต่มันก็ยังดีกว่าตายนะคุณตะวัน”
       “การอยู่โดยจำคนที่เรารักไม่ได้ ผมว่ามันแย่กว่านะครับ”
       ไผ่พญาเศร้าไปด้วย ระหว่างนั้นเสียงข้อความจากมือถือไผ่พญาดังขึ้น ไผ่พญาหยิบมือถือขึ้นมาดูก่อนจะชะงักไปเมื่อข้อความส่งมาจากภูวนัย “ฉันอยากเจอเธอ...เจอกันที่...”
       ไผ่พญาทำหน้าแปลกใจ
       “มีอะไรหรือเปล่าครับ”
       “เปล่าคะ ที่ศูนย์เขาส่งมาทวงค่ามือถือน่ะคะ”
       ไผ่พญาเดินต่อ ตะวันฉายลอบมองด้วยความสงสัยเพราะเห็นท่าทีของไผ่พญาเปลี่ยนไป
      
       ภูวนัยเดินมาตามทางกำลังจะถึงห้องแล้วก็เห็นพรรณรายเดินออกมาจากห้องตนเอง
       “พั้นซ์”
       “เอ่อ...พั้นซ์กำลังหาตัวภูอยู่เลยคะ”
       “พั้นซ์ผมขอโทษนะที่หงุดหงิดใส่คุณ”
       “ไม่เป็นไรคะ คือพั้นซ์เองก็ต้องขอโทษภูด้วยเหมือนกัน” พรรณรายเหมือนทำท่าคิดบางอย่างแล้วนึกได้ “เย็นนี้เราไปทานข้าวกันมั้ยคะ”
       “ผมว่าข้างนอกมันไม่ค่อยปลอดภัยนะ”
       “โห...นี่พั้นซ์อุตส่าห์เอาตัวเข้าแลกช่วยภู ทั้งเสี่ยงทั้งเปลืองตัว เลี้ยงข้าวพั้นซ์แค่นี้ไม่ได้เหรอคะ” พรรณรายเข้ามาอ้อน “นะคะ...นะภูนะ”
       ภูวนัยทำหน้าหนักใจ
      
       ที่บ้านวศิน วศินมีท่าทางฉุนเฉียวเป็นที่สุด
       “ทำไมๆๆ...ห๊ะทำไม” ชาติกล้ายืนสีหน้านิ่ง ไม่ตอบคำถามใดๆ “ไอ้หมวดภูวนัยนั่นมันมีสี่มือสี่ขาหรือไง ลื้อถึงได้สู้มันไม่ได้”
       ชาติกล้าหน้าร้อนขึ้นมาด้วยความโกรธทันที
       “ถ้ามันไม่เล่นทีเผลอ ผมไม่มีทางพลาดแน่นอนครับท่าน”
       “ลื้อยังจะพูดอีกเหรอ ไอ้ความคิดที่ว่าตัวเองดีตัวเองเก่งน่ะ ทำลื้อพลาดมาตั้งเท่าไหร่แล้ว” ชาติกล้ากัดกรามแน่น เสียหน้า “แล้วตอนนี้ยังไง มันพาแม่เลี้ยงหายเข้ากลีบเมฆไปแล้ว จะหาตัวมันยังไง”
       “ผมจะใช้หน่วยงานทั้งบนดินใต้ดินหามันให้เจอครับท่าน”
       “แล้วรออะไร...ไปซิ” ชาติกล้าทำความเคารพก่อนจะเดินออกไป วศินพูดขึ้น “ถ้าลื้อบอกว่ามันทำไปเพราะต้องการแก้แค้นลื้อ ก็จัดการซะอั้วรำคาญไอ้แมงวี่แมงวันตัวนี่เต็มทีแล้ว ใช้วิธีอะไรก็ได้กำจัดมันซะ”
       ชาติกล้าหรี่ตาร้ายเห็นความอำมหิตขึ้นมาทันที
      
       ไผ่พญากับตะวันฉายเดินเข้ามาในบ้าน
       “ขิง...งา”
       ไผ่พญาเรียกหาขิงกับกระดังงา ตะวันฉายเหลือบไปเห็นกระดาษโน้ตติดอยู่ที่ข้างประตู ตะวันฉายเดินเข้าไปหยิบมาอ่าน
       “คุณขิงกับคุณงาไม่อยู่หรอกครับ” ไผ่พญาหันมา ตะวันฉายเลยยื่นกระดาษโน้ตให้
       “ฉันกับงาไปขอหวยที่โคราช อะไรเนี่ย...จะไปก็ไม่บอกซักคำ”
       “คุณไผ่อยากเสี่ยงโชคเหมือนกันเหรอครับ”
       “ไม่ใช่หรอกคะ ฉันห่วงสองคนนั่นชอบทำอะไรแผลงๆ อยู่เรื่อยนะคะ ไม่รู้ว่าไอ้ที่ไปขอหวยเนี่ยจะได้เลขหรือได้เลือดกลับมา”
       ตะวันฉายอมยิ้มขำ ก่อนที่ตะวันฉายจะนึกขึ้นได้
       “คุณไผ่หิวหรือยังครับ เดี๋ยวผมจะเข้าครัวโชว์ฝีมือให้คุณไผ่ทานเอง” ตะวันฉายเดินไปที่ตู้เย็น “เดี๋ยวขอผมดูก่อนนะครับว่ามีอะไรมั้ง”
       “คุณตะวัน” ตะวันฉายหันมา “คือ...เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอกซะหน่อย คุณตะวันทานไปก่อนนะคะ”
       “เอ่อ ได้ครับ”
       ไผ่พญายิ้มให้ก่อนจะเดินออกไป ตะวันฉายมองตามอย่างสงสัย
      
       ไผ่พญามาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งและนั่งรอภูวนัยอยู่ที่โต๊ะ ไผ่พญาพยายามจัดท่าทางยุกยิกไปมา เดี๋ยวหยิบกระจกขึ้นมาส่อง เดี๋ยวจับผมเผ้า ระหว่างที่ไผ่พญากำลังส่องดูขี้ฟัน พอไผ่พญาลดกระจกลงก็ต้องตกใจเมื่อเห็นบริกรเดินนำภูวนัยเข้ามา
       “ไผ่”
       ไผ่พญารู้สึกดีแค่ได้เห็นหน้าภูวนัย แต่แล้วก็เห็นพรรณรายเดินแทรกออกมา
       “มีอะไรเหรอคะภู” ไผ่พญาเห็นพรรณรายก็ถึงกับอึ้งไป พรรณรายเหลือบมาเห็นไผ่พญาก็แกล้งทำเป็นตกใจ “ว้าย ตายแล้ว โลกกลมจังเลย”
       ไผ่พญาเจ็บที่หัวใจ ลุกขึ้น
       “นายนัดฉันมาเพื่อทำอย่างนี้ใช่มั้ย”
       ภูวนัยไม่เข้าใจที่ไผ่พญาพูด ไผ่พญาเดินออกไป ระหว่างนั้นพรรณรายพูดขึ้น
       “จะรีบไปไหนละ อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อนซิ”
       “ไม่เอาน่าพั้นซ์”
       “ทำไมคะ คนเยอะๆ สนุกดีออก เอ...หรือว่าภูกลัวว่าคุณไผ่จะเป็นก้างขวางคอเราเหรอคะ”
       ภูวนัยรู้ว่าพรรณรายตั้งใจพูดยั่วไผ่พญา
       “พั้นซ์”
       “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่อยู่ขวางทางใครหรอก”
       ไผ่พญากำลังจะเดินออกมา แต่แล้วเสียงของตะวันฉายก็ดังขึ้น
       “รอนานมั้ยครับคุณไผ่”
       ทุกคนหันไปก็แปลกใจเมื่อเห็นตะวันฉายเดินถือช่อดอกไม้เข้ามา
       “คุณตะวัน”
       ตะวันฉายรีบมอบดอกไม้ก่อนที่ไผ่พญาจะพูดออกมาเดี๋ยวจะรู้ว่าไม่ได้นัดกัน
       “สำหรับคุณไผ่ครับ”
       ภูวนัยเหลือบมองด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจ ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นเลยคิดว่าได้เวลาตอบโต้บ้างแล้ว ไผ่พญารีบฉวยดอกไม้ไปกอดไว้เลย
       “ขอบคุณค่ะ คุณตะวันน่ารักจังเลยคะ”
       ตะวันฉายยิ้มปลื้มใจ ก่อนจะหันไปทักภูวนัยกับพรรณราย
       “บังเอิญจังนะครับ”
       “ใช่...บังเอิญมากกกก! ภูขาไปทานร้านอื่นกันเถอะคะ”
       “อ้าว ไหนบอกว่าคนเยอะสนุกดีไงคะ” ไผ่พญาย้อนถาม พรรณรายถึงกับไปไม่ถูก
       “เอ่อ...”
       ภูวนัยมีสีหน้าออกแนวหวงๆ ไม่อยากไปเพราะหึงไผ่พญากับตะวันฉาย
       “ใช่ ผมว่าเราทานกันที่นี่แหละ คนเยอะๆ ก็ดี เวลาจะทำอะไรจะได้รู้จักอายกันบ้าง”
       “งั้นก็ดีค่ะ”
      
       ภูวนัยและไผ่พญาใช้หางตาเหล่ ๆ มองกันอย่างหมั่นไส้


  


       เวลาต่อมา ทั้งสี่คนนั่งร่วมโต๊ะเดียวกัน ตะวันฉายตักอาหารให้กับไผ่พญา ไผ่พญาทำเสียงสูงให้น่าหมั่นไส้
      
       “คุณตะวันเนี่ย รู้ใจฉันจริงๆ ว่าฉันชอบทานลาบ”
       ภูวนัยแอบชำเลืองมองอย่างหมั่นไส้ พรรณรายเองก็แอบสังเกตอาการของภูวนัยกับไผ่พญา เลยได้เวลาลองของซะเลย”
       “แหม...ภูดูซิคะ คุณไผ่กับคุณตะวันดูกระหนุงกระหนิงกันน่าดู ภูรู้มั้ยคะว่าสองคนนี่เขาไปรักกันตอนไหน”
       ภูวนัยกับไผ่พญามองกัน
       “นั่นซิ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน คุณตะวันพอจะบอกได้มั้ยครับ”
       ไผ่พญาหมั่นไส้เลยแกล้งทำเสียงสูงขึ้นทันที
       “อุ้ย...คุณตะวันเนี่ย ถึงไผ่จะชอบลาบ แต่ไผ่ก็เกลียดใบสาระแน เอ๊ย...ใบสาระแหน่นะคะ” ภูวนัยสะอึก รู้ว่าไผ่พญาพูดกระแทกเขา “เอ่อ เมื่อกี้คุณภูถามว่ายังไงนะคะ”
       พรรณรายปรี๊ดแทนภูวนัย
       “ภูเขาอยากรู้ว่าเธอกับคุณตะวันน่ะ ไปรักกันตอนไหน”
       “แหม คุณภูเนี่ยมีมารยาทจริงๆ นะคะ อยากรู้เรื่องส่วนตัวของคนอื่นเขาด้วย แต่ฉันจะบอกให้ก็ได้คะ เผื่อไอ้ต่อมความอยากรู้ที่กำลังจะระเบิดของคุณมันจะสงบลงบ้าง”
       ภูวนัยสะอึกหันขวับทันที
       “ผมก็พูดไปอย่างนั้นแหละ ไม่มีใครเขาอยากรู้เรื่องของคุณหรอก”
       ภูวนัยกับไผ่พญามองหน้าอย่างไม่ยอมกัน ก่อนจะสะบัดหน้าเชิดหนีกันทั้งคู่ ตะวันฉายกำลังตักอาหารให้ไผ่พญา ภูวนัยเห็นก็ไม่ชอบใจแต่ต้องเก็บอาการเพราะพรรณรายอยู่ด้วย พรรณรายเห็นก็คันปากแอบแขวะไม่ได้
       “แต่จะว่าไป เราก็น่าชื่นชมคุณตะวันนะคะภู”
       “ทำไมเหรอครับ”
       “ก็...รู้ๆ อยู่ว่าคุณไผ่เป็นโคโยตี้ คงจะผ่านผู้ชายมานับไม่ถ้วน แต่คุณตะวันก็ยังชอบเธอไงคะ”
       พรรณรายพูดพร้อมกับปรายตามองไปทางไผ่พญา ไผ่พญาสะอึก
       “พั้นซ์! ทำไมคุณพูดอย่างนี้” ภูวนัยนึกโกรธพรรณราย ขณะที่ตะวันฉายรีบปกป้องไผ่พญา
       “แต่การเป็นโคโยตี้ก็ดีเหมือนกันนะครับ มันทำให้คุณไผ่ไม่ถูกคนอื่นว่าต่ำต้อยกว่าเธอ ผมว่าหัวใจของคุณไผ่ดีกว่าผู้หญิงบางคนที่ชอบเหยียดหยามคนอื่น ผมว่าผู้หญิงอย่างนั้นน่ารังเกียจกว่าอาชีพโคโยตี้อีกนะครับ”
       “คุณว่าฉันเหรอ” พรรณรายจะเอาเรื่องตะวันฉาย ภูวนัยดึงเอาไว้
       “ไม่เอาน่าพั้นซ์”
       “ภูไม่เห็นเหรอคะว่าเขาว่าพั้นซ์นะ”
       พรรณรายฟึดฟัดแต่ก็ยอมนั่งลงโดยดี ไผ่พญายิ้มสะใจก่อนจะหันไปมองตะวันฉาย ตะวันฉายยิ้มขำขำให้ ภูวนัยหน้าเครียด ไม่พอใจกับท่าทางของไผ่พญากับตะวันฉาย
      
       ไผ่พญากับตะวันฉายกลับเข้ามาในบ้าน
       “ขอโทษนะครับ”
       “เรื่องอะไรคะ”
       “ก็ที่ผมแอบตามคุณไผ่ไปน่ะครับ พอดีผมไม่อยากให้คุณไปไหนมาไหนคนเดียว”
       ไผ่พญามองตะวันฉายอย่างซาบซึ้งใจในความดีของตะวันฉาย
       “ฉันต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณตะวัน ไม่อย่างนั้นฉันอาจจะโดนคุณพั้นซ์...ขย้ำแผลเวอะกว่านี้แล้วก็ได้”
       “แต่ก็ยังไม่พอที่จะทำให้คุณไผ่ชอบผมใช่มั้ยครับ”
       “ฉันให้หนึ่งคะแนนแล้วกัน อย่าโกรธฉันนะคะคุณตะวัน”
       “ผมจะโกรธหัวใจคุณได้ยังไงครับ ฝันดีนะครับ”
       ไผ่พญายิ้มให้ก่อนจะเดินขึ้นห้องไป ตะวันฉายมองตามสีหน้าเศร้า
      
       คืนเดียวกันนั้นที่บ้านพายัพ ชาติกล้ากระแทกแก้วลงกับโต๊ะก่อนจะหยิบเหล้าเทใส่แก้วอีก พายัพนั่งมองแล้วยิ้มชอบใจ
       “ฉันว่าข้อดีของหมวดภูวนัยก็มีเหมือนกันนะ” ชาติกล้าเหล่มอง “เอ้า...อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันเห็นแกตอนโมโหไง นี่ฉันไม่เห็นแกโมโหอย่างนี้มานานแล้วนะ”
       ชาติกล้าคว้าคอเสื้อพายัพอย่างมีอารมณ์
       “มันไม่มีค่าขนาดนั้น”
       “ใจเย็นน่าเพื่อน แทนที่จะโกรธฉัน ฉันว่าเรามาหาคำตอบดีกว่าว่าหมวดภูมันต้องการตัวแม่เลี้ยงไปทำไม”
       “มันต้องการล่อให้ฉันไปหามัน”
       “แกแน่ใจนะว่ามันไม่ได้ทำงานให้องค์กรอื่น”
       “ทำไม”
       “ฉันกลัวว่าถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เรื่องมันจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ แต่เอาเถอะไม่ว่าจะยังไงเราก็ต้องกำจัดมันอยู่ดี”
       “บอกพวกลูกน้องแกแล้วกัน ถ้าเจอมันเมื่อไหร่ให้รีบบอกฉัน ฉันจะเป็นคนฆ่ามันเอง”
       “คิดอะไรให้มันยาก ในเมื่อมันคิดจะล่อให้แกไปหามัน ทำไมแกไม่ใช้เหยื่อล่อให้มันออกมาหาแกเองละ”
       ชาติกล้าคิดตามพายัพแล้วเห็นความอำมหิตขึ้นในแววตา


  


       วันต่อมาที่รีสอร์ตเสกสรร ม่านหมอกและม่านเมฆกำลังเลื่อนจานเค้กที่เหลือคำสุดท้ายให้อีกฝ่าย
      
       “เรานั่นแหละกินไป”
       “ไม่เอา ผมอิ่มแล้ว”
       “ไม่ต้องมาโกหก กินไปเลย”
       “พี่หมอกอ่ะ ก็เมฆบอกว่าไม่กิน”
       ระหว่างนั้นเผ่าพงศ์เดินเข้ามาเห็นก็เดินเข้าถาม
       “ทะเลาะอะไรกันอีก”
       “เปล่าครับตา เมฆรู้ว่าพี่หมอกอยากกินเค้ก เมฆก็เลยอยากให้พี่หมอกกิน”
       “ไม่ต้องมาพูดเลย เรานั่นแหละอยากกินทำไมพี่จะไม่รู้ว่าเราน่ะชอบเค้กช็อคโกแลตที่สุด”
       “เอ้า...แต่ผมเป็นผู้ชาย ผมก็ต้องเสียสละให้ผู้หญิงซิ”
       “แต่พี่เป็นพี่ พี่ก็ต้องให้น้อง”
       เผ่าพงศ์เห็นอย่างนั้นก็หัวเราะออกมา
       “เหมือนจริงๆ” ม่านหมอกกับม่านเมฆงง “ก็เราสองคนน่ะเหมือนเจ้าภูกับแม่เราตอนเด็กๆ ไง”
       “ยังไงเหรอตา”
       “ตอนนั้นตาเพิ่งมาทำเล้าหมูที่นี่ ตาจำได้ว่าตาเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหมูแม่พันธุ์มา แล้วตาก็เพิ่งรู้ว่ามันเป็นเงินก้อนสุดท้ายจริงๆ ตอนนั้นทั้งบ้านเหลือไข่ต้มแค่ฟองเดียว เจ้าภูกับแม่เราต่างก็ทำเหมือนกับเรานี่แหละเสียสละให้อีกฝ่าย สุดท้ายตาทำยังไงรู้มั้ย” ม่านหมอกกับม่านเมฆส่ายหน้า เผ่าพงศ์เลยเอาจานเค้กมาแล้วตัดแบ่งให้ “อย่างนี้ไง...ทำอย่างนี้ก็ไม่มีใครต้องอด”
       ม่านหมอกกับม่านเมฆยิ้มให้กัน ม่านเมฆกินเค้กไปแล้วก็สงสัยขึ้นมา
       “แล้วหลังจากนั้นละตา ตากับยายทานอะไรเหรอ”
       เผ่าพงศ์ทำหน้าคิด
       “ตาลืมไปแล้ว”
       ม่านหมอกกับม่านเมฆทำเสียงแบบเสียอารมณ์ ระหว่างนั้นเสียงของเสกสรรดังแว่วขึ้น
       “โอ้โฮ สงสัยไอ้เด็กพวกนี้จะไม่ได้ไปโรงเรียนซะนานนะสมหมาย”
       “ทำไมเหรอครับเจ้านาย”
       “เอ้า...ก็นานจนลืมสำนวนสุภาษิตที่เขาสอนกันว่าอยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดายปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเลย”
       เผ่าพงศ์ได้ยินอย่างนั้นก็ทำเป็นพูดกับม่านหมอกม่านเมฆ
       “เออ...ถ้างั้นเรามาเรียนสุภาษิตกันดีกว่า อันตัวต่ำแล้วอย่าทำให้กายสูง ดูเยี่ยงยูงแววยังมีที่วงหาง ค่อยเสงี่ยมเจียมใจจะไว้วาง ให้ต้องอย่างกิริยาเป็นนารี อันนี้เขาเรียกว่าสุภาษิตสอนหญิง...จำไว้นะหมอก เป็นผู้หญิงน่ะอย่าเที่ยวตามผู้ชายไปกรุงเทพ”
       “นี่แกว่าลูกฉันเหรอ” เสกสรรถามอย่างไม่พอใจ
       “เปล่า ฉันสอนหลานฉัน แต่ถ้าแกอยากรับให้ลูกแก ฉันก็ไม่ว่าอะไร”
       “หนอย...แกรู้ได้ยังไงว่าลูกฉันตามผู้ชาย”
       “โอ๊ย! ถ้าไม่ได้ตามผู้ชายงั้นก็ตามสุนัขหรือไง”
       “นั่นซิครับ หรือว่าคุณพั้นซ์ไปตามสุนัขครับ” สมหมายถาม เสกสรรหันไปใส่สมหมายทันที
       “ไอ้นี่ ปาก...” เสกสรรหันไปจะเอาเรื่องเผ่าพงศ์ต่อ “แก ไอ้...”
       “เงียบไปเลยไอ้หนวด ฉันอยู่ที่นี่ในฐานะแขกไม่ได้อยู่ฟรีกินฟรี”
       “เหรอ...แล้วไหนละเงิน เดือนนี้ฉันยังไม่เห็นเงินเลยซักบาท”
       เผ่าพงศ์ ม่านหมอกและม่านเมฆได้ยินอย่างนั้นก็สะอึกไป
      
       พรรษากำลังดูสมุดบัญชีที่ตัวเลขในบัญชีเหลือเงินอยู่แค่หลักพัน ระหว่างนั้นเผ่าพงศ์เดินเข้ามา
       “แม่ษา แม่ษา” พรรษาตกใจรีบซ่อนสมุดบัญชีไว้ “อะไร...เอามาให้ฉันดูซิ”
       “ไม่มีอะไรหรอกคะคุณเผ่า”
       “บอกให้เอามาซิ”
       เผ่าพงศ์เข้าไปเอาสมุดบัญชีจากมือของพรรษา เผ่าพงศ์เปิดดูพอเห็นตัวเลขแล้วก็อึ้งไป เสกสรรกับสมหมายเดินเข้ามา
       “แหม ไอ้เราก็คิดว่าจะมีปัญญาหาเงินมาจ่าย ที่แท้ก็วิ่งโร่มาขอเงินผู้หญิง”
       เผ่าพงศ์เหลืออด เข้าไปกระชากคอเสื้อเสกสรร
       “ฮึ่ยย์”
       “เอาซิ...ต่อยเลย ต่อยเสร็จแล้วก็ย้ายก้นออกไปจากรีสอร์ตฉัน ไปนอนห้องขังเพราะฉันจะแจ้งความว่าแกทำร้ายร่างกาย...ติดหนี้...” เสกสรรหันไปทางสมหมาย “มีข้อหาอะไรอีก”
       “หมิ่นประมาทเรื่องคุณพั้นซ์ครับนาย”
       “เออๆ ใช่ เอาซิ” พรรษาเข้ามาห้าม
       “อย่าคะคุณเผ่า ใจเย็นซิคะ คุณเสกคะเงินค่าเช่าที่เราติดอยู่เดี๋ยวฉันจะทำงานแทนได้มั้ยคะ”
       “โอ๊ย ใครจะไปกล้าใช้แม่พรรษาละจ้ะ ฉันก็ทวงไปอย่างนั้นแหละ ฉันไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำซะหน่อย ถ้ามัน...” เสกสรรหมายถึงเผ่าพงศ์ “ยอมก้มจูบรองเท้าฉัน”
       พรรษาโมโหแทนเผ่าพงศ์
       “คุณเสกพูดอย่างนี้ได้ยังไงคะ”
       “พรรษา”
       ทุกคนหันไปก็เห็นเผ่าพงศ์ยืนนิ่ง พรรษาใจหายเพราะรู้ว่าเผ่าพงศ์คิดอะไร
       “ไม่นะคะคุณเผ่า อย่านะคะ”
       “ไม่เป็นไร ถ้ามันจะทำให้ทุกคนมีที่กินที่นอน”
       เผ่าพงศ์เดินเข้ามาหาเสกสรร เสกสรรยื่นเท้าออกไป เผ่าพงศ์มองกำลังตัดสินใจจะก้มแต่แล้วระหว่างนั้นสมส่วนก็วิ่งเข้ามา
       “คุณเผ่าครับคุณเผ่า”
       “มีอะไร”
       “เพื่อนคุณภูมาครับ”
       ทุกคนมองหน้ากันด้วยความสงสัยว่าใคร
      
       เผ่าพงศ์เดินเข้ามาที่มุมหนึ่งก่อนที่เผ่าพงศ์จะชะงักไป
       “เราเองเหรอ”
       เพื่อนที่ว่านั่นก็คือชาติกล้านั่นเอง ชาติกล้าสวัสดีเผ่าพงศ์
       “สวัสดีครับคุณลุง”
       “เจอไอ้ภูแล้วใช่มั้ย”
       “ผมมาหาคุณอาเพราะเรื่องนี้เหมือนกันครับ แต่ถ้าคุณอาถามผมอย่างนี้แสดงว่าภูไม่ได้ติดต่อมาเลยใช่มั้ยครับ” เผ่าพงศ์พยักหน้า “คุณลุงไม่รู้หรือไม่บอกผมกันแน่ครับ”
       “ชาติ...เราก็รู้ว่าลุงรักมันมากแค่ไหน ถ้าลุงรู้เราคิดว่าลุงจะยืนอยู่ตรงนี้หรือไง” เผ่าพงศ์เข้าไปจับตัวชาติกล้าเขย่า “ชาติ...เอาตัวลุงไปแทนได้มั้ย บอกทางผู้ใหญ่ว่าที่จริงแล้วคนที่เป็นคนร้ายคือลุงไม่ใช่ไอ้ภู...ได้มั้ยชาติ...ลุงยอมทำทุกอย่าง ขอให้ไอ้ภูมันไม่เป็นไร”
       “ทุกอย่างจริงๆ เหรอครับ”
       “ทำไม มีวิธีเหรอ”
       “เปล่าหรอกครับ ผมแค่ชื่นชมคุณลุงในฐานะพ่อน่ะครับผมคงจะช่วยให้ภูพ้นผิดไม่ได้ แต่ถ้าคุณลุงอยากเจอไอ้ภู ผมว่าผมอาจมีทาง”
       ชาติกล้ามองเผ่าพงศ์ที่อยากรู้ขึ้นมาทันทีว่าชาติกล้าจะทำยังไง
      
       มุมหนึ่งเห็นเสกสรรแอบมองการสนทนาระหว่างเผ่าพงศ์กับชาติกล้าอยู่


  


       ด้านพรรณรายกำลังคุยโทรศัพท์กับเสกสรร
      
       “พ่อ...หนูบอกว่าหนูมาทำงาน เชื่อกันบ้างซิพ่อ”
       เสกสรรไม่วายคาดคั้นต่อ
       “งั้นก็แล้วไป แต่อย่าให้รู้นะว่าแกไปอยู่กับไอ้ผู้ร้ายนั่น”
       “พ่ออ่ะ เลิกเรียกภูว่าผู้ร้ายได้มั้ย ภูเขาไม่ได้เป็นผู้ร้ายอย่างที่พ่อคิดนะ”
       “ไม่ใช่แล้วทำไมตำรวจยังมาที่รีสอร์ตฉันอยู่ละ”
       “ตำรวจมาเหรอพ่อ”
       “เออซิ เพื่อนมันไง หึ...สมน้ำหน้า จากเพื่อนรักกลายเป็นเพื่อนแค้น”
       พรรณรายได้ยินอย่างนั้นก็ทำสีหน้าครุ่นคิด ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น ภูวนัยเปิดประตูเข้ามา
       “พั้นซ์” ภูวนัยชะงักไปเมื่อเห็นพรรณรายติดสายอยู่ “เดี๋ยวผมมาใหม่แล้วกัน”
       “ไม่เป็นไรคะภู พั้นซ์จะวางแล้ว”
       เสกสรรได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ
       “ยัยพั้นซ์ เมื่อกี้แกเรียกใครว่าภู อย่าบอกนะว่าแกอยู่กับ...” แล้วก็ได้ยินเสียงตัดสายดังออกมาจากโทรศัพท์ “หนอย...” เสกสรรโทรกลับไปใหม่ แต่ปรากฏว่าติดต่อไม่ได้แล้ว “นัง...นัง” เสกสรรพูดไม่ออก
       พรรณรายกำลังปิดโทรศัพท์รีบวางบนโต๊ะ
       “ภูมีอะไรเหรอคะ”
       “ผมมีเรื่องอยากให้คุณช่วยหน่อย”
       พรรณรายตาโต ก่อนจะทำตายั่วยวนเข้าไปทำปูไต่
       “แหม...มาหาพั้นซ์ถึงห้องอย่างนี้ จะให้พั้นซ์ช่วยอะไรเหรอคะ”
       ภูวนัยจับมือพรรณราย พรรณรายยิ่งตื่นเต้น
       “ช่วยอย่าใช้มือถือผมส่งข้อความหาคนอื่นอีก”
       “ได้คะ” พรรณรายเคลิ้มแล้วชะงัก “ภู...พั้นซ์เปล่า”
       “ตอนแรกผมก็คิดว่าเรื่องที่ไผ่มาเจอเราเมื่อคืนเป็นเรื่องบังเอิญ แต่เมื่อกี้ผมเปิดมือถือดู อยากให้บอกมั้ยว่าผมเห็นอะไร”
       “ภูอ่ะ”
       ภูวนัยหน้าตึงเดินออกจากห้องไป
      
       ภูวนัยนั่งอยู่ที่มุมหนึ่งของเซฟเฮาส์อภิวัฒน์กำลังกดลบ sms ที่พรรณรายแอบส่งให้ไผ่พญา พอโทรศัพท์กลับมาหน้าจอเหมือนเดิมก็เห็นหน้าจอเป็นรูปของครอบครัว มีเผ่าพงศ์ ม่านหมอก ม่านเมฆเป็นพื้นหลังในโทรศัพท์
       ภูวนัยมองรูปในมือถือด้วยความคิดถึงทุกคน
       ที่รีสอร์ตเสกสรร เผ่าพงศ์กับพรรษากำลังถูพื้นอยู่ที่บริเวณเคาน์เตอร์ มีสมหมายยืนออกคำสั่งอยู่
       “แรงน่ะมีมั้ย ออกหน่อย...เบาอย่างนั้นแล้วเมื่อไหร่มันจะสะอาด”
       “มาคะ เดี๋ยวพรรษาทำเอง”
       “อ่ะๆ ห้ามเลยครับ เจ้านายบอกไว้แล้วว่าคุณพรรษาห้ามยุ่งเด็ดขาด ที่จริงแล้วแม้แต่การยืนให้กำลังใจอย่างนี้ก็ไม่ได้นะครับ”
       “ไปเถอะแม่ษา ฉันทำได้ไม่ต้องห่วงหรอก”
       เผ่าพงศ์บอกพรรษา ระหว่างนั้นเสียงเสกสรรเรียกสมหมายดังเข้ามา สมหมายรีบหันไปบอกกับพรรษา
       “เจ้านายเรียกแล้วครับ ไปเถอะครับคุณพรรษา”
       พรรษามองเผ่าพงศ์อย่างเห็นใจ ก่อนจะเดินออกไปกับสมหมาย เผ่าพงศ์ถูอยู่อย่างขยันขันแข็งระหว่างนั้นมีเสียงโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์ดังขึ้น เผ่าพงศ์มองซ้ายมองขวาไม่มีใคร เลยต้องรับซะเอง
       “สวัสดีครับ”
       ภูวนัยกำลังอึ้งไปเมื่อได้ยินเสียงเผ่าพงศ์ ภูวนัยอยากพูดกับเผ่าพงศ์เหลือเกิน แต่ก็ทำไม่ได้ เผ่าพงศ์สงสัยเมื่อไม่ได้ยินเสียงพูด
       “ฮาโหล...สวัสดี...ใคร...ทำไมไม่พูดละครับ” แล้วนึกได้ “ภู...หรือว่าเป็นแก” ภูวนัยพยายามกลั้นน้ำตา พยักหน้า “แกใช่มั้ยภู พูดกับฉันซิ... แกคงพูดไม่ได้ซินะ แต่แค่แกโทรมาอย่างนี้ ฉันก็สบายใจแล้วดูแลตัวเองดีๆ เคยจำที่ฉันบอกได้มั้ย ความจริงยังไงก็คือความจริง”
       เผ่าพงศ์พูดแล้วนิ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงวางสายดังขึ้น เผ่าพงศ์นิ่งไปก่อนจะวางไป ภูวนัยวางสายน้ำตาคลอ
       “ขอบคุณครับพ่อ”
      
       คืนนั้นเผ่าพงศ์นั่งอยู่ที่ริมสระน้ำ กำลังดูกระดาษแผ่นนึงในมือ เผ่าพงศ์ถอดถอนใจวางกระดาษแผ่นนั้นลงที่หน้าตักของตนเองจังหวะนั้นมีลมพัดมา กระดาษที่วางอยู่ที่หน้าตักปลิวตกไปในสระน้ำ เผ่าพงศ์ร้องอย่างตกใจเมื่อเห็นกระดาษแผ่นนั้นปลิวลงไปที่สระน้ำแล้ว เผ่าพงศ์พยายามเอื้อมมือไปหยิบแต่มันก็ไกลเกินเอื้อม เผ่าพงศ์มองหาอะไรจะมาช่วยเขี่ยแต่ก็ไม่มี จึงเอื้อมมือไปหยิบให้ถึง แต่แล้วทันใดนั้นเผ่าพงศ์ก็เสียหลักตกลงไปในสระน้ำทันที ตูม!
       เผ่าพงศ์ตะเกียกตะกายขึ้นมาเกาะข้างขอบสระ แล้วเผ่าพงศ์ก็เห็นเท้าของใครคนนึงยืนอยู่ที่ขอบสระ เผ่าพงศ์เงยหน้าขึ้นมองแล้วก็เห็นว่าเป็นชาติกล้านั่นเอง
       “มีอะไรเจ้าชาติ”
       “ผมจำเป็นต้องทำอย่างนี้จริงๆ”
       “พูดอะไรของแก ช่วยลุงขึ้นไปหน่อย”
       “ลุงอย่าโกรธผมเลยนะครับ ถ้าจะโกรธ...โกรธไอ้ภูมันแล้วกัน”
       เผ่าพงศ์ยังไม่ทันพูดอะไร ทันใดนั้นชาติกล้าก็จับหัวของเผ่าพงศ์กดลงไปในน้ำ เผ่าพงศ์ดิ้นทุรนทุราย ชาติกล้ามองการดิ้นของเผ่าพงศ์อย่างไร้ความรู้สึกใดๆ
      
       วันต่อมาตะวันฉายยกอาหารมาวางไว้ที่โต๊ะซึ่งมีกับข้าว 3-4 อย่าง
       “โห...ไม่น่าเชื่อว่าคุณตะวันฉายจะทำกับข้าวได้นะเนี่ย”
       “ก็คนโสดน่ะครับ ก็ต้องทำเป็นไว้บ้าง”
       “ตานั่นก็โสดไม่เห็นทำอะไรเป็นซักอย่าง ขนาดต้มบะหมี่ยังไหม้เลย” ตะวันฉายชะงักไปเพราะรู้ว่าไผ่พญาพูดถึงภูวนัย ไผ่พญาเห็นตะวันฉายนิ่งไปก็นึกขึ้นได้ ไผ่พญารีบพูดชมตะวันฉายทันที “ต้องอย่างคุณตะวัน รับรองว่าใครได้เป็นแฟนไม่อดตายแน่ๆ” ตะวันฉายมองหน้าไผ่พญา “ไม่ต้องพูดอะไรเลี่ยนๆ เลยนะ คนยังไม่กินข้าวเดี๋ยวจะทานอะไรไม่ลง” ตะวันฉายกลั้วหัวเราะ ก่อนจ้องมองไผ่พญาที่กินข้าวอย่างอร่อย ไผ่พญาเห็นตะวันฉายเงียบ เลยมองแล้วก็เห็นตะวันฉายจ้องอยู่ “เอ่อ...ฉันมูมมามไปเหรอ”
       “เปล่าหรอกครับ”
       “อ้าว แล้วคุณตะวันเอาแต่จ้องหน้าฉันทำไม”
       “ผมอยากจำทุกวินาทีที่อยู่กับคุณ เพราะผมไม่รู้ว่าถ้าผมผ่าตัดแล้วเกิดมีอะไรผิดพลาด ผมยังจะจำคุณได้หรือเปล่า”
       ไผ่พญาอึ้งไป แล้วพยายามพูดปลอบใจ
       “ไม่เห็นเป็นไรเลย คุณจำไม่ได้แต่ฉันจำคุณได้นี่”
       “ผมอยากรู้จริงๆ นะครับว่าเวลาที่คุณเผ่าแกมีอาการอัลไซเมอร์ขึ้นมา แกเป็นยังไง จำหน้าคนที่ตัวเองรักได้หรือเปล่า”
       ไผ่พญาเห็นตะวันฉายดูเครียดๆ เศร้าๆ เลยอยากหาทางทำให้หายเครียด
       “ฉันรู้วิธีที่จะทำให้คุณจำฉันได้แล้ว” ตะวันฉายทำหน้างง “คุณให้ฉันยืมเงินซักล้านซิ”
       “หือ แล้วถ้าผมจำไม่ได้ละ”
       “ก็ยกประโยชน์ให้จำเลย”
       ตะวันฉายกับไผ่พญาหัวเราะกันอย่างมีความสุข ระหว่างนั้นเสียงมือถือของไผ่พญาดังขึ้น ไผ่พญาหยิบมือถือขึ้นมาดูแล้วบอกกับตะวันฉาย
       “น้าพรรษา” ไผ่พญากดรับสาย “สวัสดีคะน้าพรรษา เอ่อ...คุณภูไม่ได้อยู่กับฉันคะ” ไผ่พญาเงียบฟังแล้วตกใจ
       “อะไรนะคะ”
      
       ไผ่พญาร้องออกมาอย่างตกใจ จนทำให้ตะวันฉายสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกัน
      

       ที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์ ภูวนัยนั่งอยู่ที่ม้านั่งที่สวน พรรณรายเดินเข้ามาทางด้านหลัง
      
       “ภู”
       “พั้นซ์ มีอะไรหรือเปล่า”
       “ถามอย่างนี้แสดงว่ายังโกรธพั้นซ์อยู่เหรอคะ”
       “ไม่แล้วละ ผมกำลังอยากเจอพั้นซ์อยู่พอดี”
       “ทำไมเหรอคะ”
       “ตอนนี้ภารกิจที่ผมอยากให้คุณมาช่วยก็เสร็จแล้ว ผมอยากให้คุณกลับบ้าน”
       พรรณรายอึ้ง น้ำตาแทบไหล
       “ภูอ่ะ ไหนบอกว่าหายโกรธพั้นซ์แล้วไง ไล่กันอย่างนี้ภูเกลียดพั้นซ์แล้วใช่มั้ย”
       “พั้นซ์ฟังภูก่อน ที่ผมไม่อยากให้คุณอยู่ที่นี่ต่อเพราะสิ่งที่ผมทำมันอันตราย แล้วอีกอย่างอยากจะให้คุณช่วยดูครอบครัวผม...”
       “ไม่ พั้นซ์จะอยู่กับที่นี่”
       “พั้นซ์ ผมขอร้อง ผมอยากให้คุณทำหน้าที่ที่สำคัญที่สุด ถ้าผมไปได้ผมก็อยากดูแลครอบครัวผมด้วยมือของผมเอง แต่พั้นซ์ก็รู้ว่าผมทำไม่ได้...นะพั้นซ์”
       พรรณรายหน้าเศร้าไม่อยากจากภูวนัย ทันใดนั้นพรรณรายก็โผเข้ากอดภูวนัย
       “พั้นซ์ไม่อยากจากภูไปเลย”
       ภูวนัยเองก็เศร้าเช่นกัน ระหว่างนั้นเสียงของตะวันฉายก็ดังขึ้น
       “คุณภู”
       ภูวนัยหันไปตามเสียงก็เห็นตะวันฉายยืนอยู่กับไผ่พญา ไผ่พญาอึ้งไปเช่นกันเมื่อเห็นพรรณรายกำลังกอดภูวนัยอยู่
       “มาทำไม” พรรณรายถามเสียงห้วน
       “ฉันมีเรื่องอยากจะบอกนาย”
       ไผ่พญากำลังจะเดินเข้าไปหาภูวนัย แต่แล้วพรรณรายก็เข้ามาขวางเอาไว้
       “ภูเขาไม่อยากคุยกับเธอ”
       “ถอยไป”
       “ไม่ถอยจะมีอะไรมั้ย” ไผ่พญาไม่อยากมีเรื่องเลยเดินเบี่ยงจะไปหาภูวนัย แต่พรรณรายกลับดึงมือของไผ่พญาเอาไว้”
       “นี่! ฉันบอกว่าภูเขาไม่อยากคุยกับเธอ” พรรณรายพูดยังไม่ทันจบไผ่พญาก็สวนขึ้น
       “อย่ายุ่ง”
       พรรณรายเจอไผ่พญาตวาดก็ถึงกับชะงักจ๋อยเพราะไผ่พญาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ภูวนัยเห็นท่าทางไผ่พญาเปลี่ยนไปก็สงสัย
       “อยากคุยอะไรกับฉัน”
       “ฉันอยากให้นายทำใจก่อนที่ฉันจะบอก”
       “ทำใจ ทำใจเรื่องอะไร”
       “คุณเผ่าตายแล้ว”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป ก่อนจะยิ้มเยาะออกมา
       “ไม่มีอะไรจะเล่นแล้วหรือไง หรือว่าโกหกจนเคยตัว...ห๊า”
       ภูวนัยเข้าไปเขย่าตัวไผ่พญา ตะวันฉายรีบเข้ามาห้าม
       “คุณภู ใจเย็นก่อนซิครับ คุณไผ่พูดเรื่องจริงนะครับ น้าพรรษาเพิ่งโทรมาบอกคุณไผ่ตอนหัวค่ำนี่เอง”
       “พวกคุณจะบ้าหรือไง ผมเพิ่งคุยกับพ่อผมเมื่อตอนกลางวัน”
       ภูวนัยพูดอย่างนั้น แต่พอเห็นไผ่พญากับตะวันฉายต่างเงียบ ภูวนัยเริ่มรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น
       “ฉันเสียใจด้วย”
       ภูวนัยถึงกับอึ้งไปทำอะไรไม่ถูก
      
       ภูวนัยหุนหันเดินมาที่รถ ไผ่พญา ตะวันฉายและพรรณรายวิ่งตามมา
       “ให้ฉันไปด้วยนะ”
       “ไม่ต้อง”
       “แต่นี่มันกลางคืนแล้ว นายจะ...”
       “ก็บอกว่าไม่ต้องไง”
       ทุกคนถึงกับชะงักเมื่อเห็นอารมณ์เกรี้ยวกราดของภูวนัย ภูวนัยขึ้นรถก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็ว ตะวันฉายเข้ามาปลอบไผ่พญา
       “เข้าใจคุณภูนะครับ แกเพิ่งเสียคุณพ่อ” ไผ่พญาพยักหน้า
       “ตายจริง” พรรณรายนึกบางอย่างออก
       “มีอะไรครับคุณพั้นซ์”
       “ภูกลับไปอย่างนี้ก็เจอตำรวจซิ” ตะวันฉายกับไผ่พญางง “ก็พ่อฉันบอกว่าเพื่อนเขาคนที่เป็นตำรวจมาถามหาภูที่รีสอร์ต”
       “หมวดชาติกล้าน่ะเหรอ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ครุ่นคิดก่อนที่ไผ่พญาจะมีสีหน้าตกใจเหมือนคิดอะไรบางอย่างได้
      
       งานศพของเผ่าพงศ์ ภายในศาลาพรรษากำลังจุดธูปไหว้เผ่าพงศ์ น้ำตาไหลพราก
       “คุณเผ่า ทำไมถึงได้แย่อย่างนี้ รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองว่ายน้ำไม่เก่งแล้วไปนั่งข้างสระน้ำทำไม...ทำไม” พรรษาสะอื้น พยายามกลั้นน้ำตา “ไม่ต้องห่วงนะคะ ฉันสัญญาว่าจะดูแลหนูเมฆกับหนูหมอกให้ดีที่สุด” พรรษาเอื้อมมืออันสั่นเทาไปปักธูป ก่อนจะลุกเดินเข้ามาหาม่านเมฆกับม่านหมอกที่นั่งร้องไห้กันอยู่ “จะไม่ไหว้คุณตาจริงๆ เหรอคะคุณเมฆ”
       “ไม่...เมฆไม่เชื่อ คุณตาไม่ได้ตายจริงๆ ใช่มั้ยครับ คุณตาชอบล้อพวกเราเล่นอยู่เรื่อย เดี๋ยวคุณตาจะโผล่มาจากโลงแกล้งเมฆใช่มั้ยครับ”
       “เมฆ พี่ก็อยากให้มันเป็นอย่างนั้น แต่...แต่ว่า”
       ม่านหมอกน้ำตาไหลพราก ม่านเมฆเห็นอย่างนั้นก็ปล่อยโฮออกมา
       “ไม่จริง...เมฆไม่เชื่อ...เมฆไม่เชื่อ”
       พรรษาดึงม่านเมฆกับม่านหมอกเข้ามากอดร้องไห้กัน ด้านหลังไม่ไกลเห็นเสกสรรนั่งอยู่กับสมหมาย
       “ทำไมเจ้านายทำหน้าอย่างนั้นละครับ ไม่ดีใจเหรอครับ”
       “นั่นซิ ฉันก็ยังสงสัยตัวเองเหมือนกันว่าทำไมไม่ดีใจ...ฉันรู้แล้ว”
       “เจ้านายอโหสิกรรมให้คุณเผ่าพงศ์ใช่มั้ยครับ”
       “ฉันไม่ดีใจเพราะแกลองมีสระว่ายน้ำที่คนจมน้ำตายในรีสอร์ตแกซิ แกจะดีใจมั้ย”
       สมหมายทำหน้าเซ็ง ที่เสกสรรยังไงก็ชั่วอยู่วันยังค่ำ
       ระหว่างนั้นชาติกล้ายืนมองงานศพเผ่าพงศ์อย่างเงียบๆ อยู่มุมหนึ่ง
       “พ่อแกตายทั้งคน แกยังไม่โผล่มาอีกเหรอไอ้ภู”
      
       ชาติกล้าสายตาเหี้ยมรอการมาถึงของภูวนัย


  


       ที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์เวลานั้น อภิวัฒน์ทำหน้าสงสัยหลังจากได้ยินเรื่องราวจากไผ่พญา
      
       “เธอสงสัยว่าการตายของพ่อหมวดภู เป็นฝีมือของชาติกล้างั้นเหรอ”
       ไผ่พญาสีหน้าเครียดและร้อนใจ
       “คะ...พั้นซ์บอกว่าหมวดชาติกล้าไปหาคุณภูที่รีสอร์ต แล้วคืนวันนั้นคุณลุงก็เสียชีวิต”
       “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็แสดงว่า ชาติกล้าลงมือฆ่าพ่อของหมวดภูเพื่อล่อให้หมวดภูปรากฏตัว”
       “ท่านคะ รีบออกคำสั่งให้คนไปช่วยเขาเถอะคะ” ไผ่พญาบอกอย่างร้อนใจ อภิวัฒน์ ไตร่ตรองก่อนจะบอกออกมา
       “ไม่ได้”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นถึงกับอึ้งไป
       “ทำไมไม่ได้คะ”
       “นี่อาจจะเป็นแผนของวศินที่ต้องการรู้ว่าหมวดภูทำงานให้ใคร ถ้าเราผลีผลามทุกอย่างก็จะพังลงทันที”
       “แล้วท่านจะไม่ช่วยคุณภูเหรอคะ”
       อภิวัฒน์นิ่งไปอย่างหนักใจ
      
       ที่วัด ทุกคนยังนั่งโศกเศร้าอยู่ที่หน้างานศพของเผ่าพงศ์ ม่านเมฆหันไปถามม่านหมอก ขณะที่พรรษากำลังโทรศัพท์อยู่ พรรษาวางสายลงด้วยสีหน้าผิดหวัง
       “โทรติดมั้ยคะ” ม่านหมอกถาม พรรษาส่ายหน้า “อาภูจะมามั้ยพี่หมอก”
       “พี่ไม่รู้จริงๆ เมฆ”
       เสกสรรคุยกับสมหมายเพราะได้ยินว่าพรรษาและพวกเด็กๆ กำลังติดต่อภูวนัย
       “เจ้านายว่าไอ้ภูวนัยมันจะมามั้ยครับ”
       “คงจะกล้ามาหรอก”
       “ทำไมละครับ มันเป็นลูกชายนะครับ”
       “ก็มันนั่นแหละที่ทำให้พ่อมันตาย” สมหมายทำหน้าสงสัย “เอ้า...ก็ถ้ามันไม่ได้เป็นผู้ร้าย บ้านไม่โดนยึดแล้วตาเผ่าจะมาตายที่สระน้ำฉันมั้ย”
       เสกสรรพูดยังไม่ทันจบก็ต้องอ้าปากค้างเมื่อหันไปเห็นอะไรบางอย่าง ระหว่างนั้นเท้าของใครคนนึงเดินเข้ามาในศาลา พรรษา ม่านหมอกและม่านเมฆหันมาเห็นก็ตะลึงเช่นกัน
       “อาภู”
       ภูวนัยยืนอยู่ในศาลา ม่านเมฆและม่านหมอกวิ่งโผเข้ามาหาภูวนัย ร้องไห้กันระงม
       “คุณภู...น้า...น้าขอโทษที่ดูแลคุณเผ่าไม่ดี” พรรษาบอกทั้งน้ำตา
       “ไม่ใช่ความผิดของน้าเลยครับ ทั้งหมดเป็นเพราะผมต่างหาก เอ่อ...คุณพ่อเสียยังไงครับ”
       “แกลงไปเก็บนี่ที่ตกลงไปในสระว่ายน้ำนะคะ”
       พรรษาส่งกระดาษแผ่นนั้นที่เผ่าพงศ์ลงไปเก็บ ภูวนัยหยิบมาดูแล้วก็ต้องอึ้งไปเพราะมันเป็นรูปของภูวนัยใส่ชุดตำรวจถ่ายรูปคู่กับเผ่าพงศ์ที่เอาหมวกตำรวจภูวนัยไปใส่ เป็นภาพที่เห็นถึงความรักของพ่อลูกที่มีให้กัน
       “พ่อ” ภูวนัยพยายามกลั้นน้ำตาก่อนจะเดินไปหยิบธูป แล้วนั่งลงจุดธูปไหว้ “ผมขอโทษ ผมขอโทษ”
       น้ำตาของภูวนัยไหลออกมาแม้ว่าพยายามจะกลั้นแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้
       ชาติกล้าที่แอบซุ่มอยู่เห็นภูวนัยเดินเข้ามาก็ยิ้มเหี้ยมขึ้นมาทันที
      
       ภูวนัยออกมายืนสงบสติอารมณ์อยู่ที่มุมหนึ่งของศาลา พรรษา ม่านเมฆและม่านหมอกเข้ามาหาภูวนัย
       “คุณภูรีบไปดีกว่าคะ ตอนนี้คุณท่านคงจะรับรู้แล้ว” พรรษาบอก
       “ไม่ เมฆไม่อยากให้อาภูไป”
       “เมฆ อาภูอยู่กับเราไม่ได้นะ”
       ทุกคนนิ่งเงียบไม่อยากจะบอกเรื่องที่ภูวนัยเป็นคนร้ายให้กับม่านเมฆรู้เรื่อง
       “ตอนนี้อาอยู่กับเราไม่ได้ แต่อาสัญญาว่าอาจะรีบกลับอยู่กับพวกเรา กลับมาเป็นครอบครัวเหมือนเดิมให้เร็วที่สุด”
       ภูวนัยกอดม่านหมอกกับม่านเมฆด้วยความรัก
       “หนูจะดูแลเมฆให้เหมือนกับที่แม่กับอาภูเคยดูแลกัน” ม่านหมอกให้สัญญา
       “ทำไมเหรอ”
       “คุณตาเล่าเรื่องไข่ต้มที่อาภูกับแม่ไม่ยอมกินให้พวกเราฟัง เลยทำให้หนูรู้ว่าอารักแม่ของหนูมากแค่ไหน”
       “อาภู คุณตาบอกว่าไข่ต้มวันนั้นมันเป็นใบสุดท้ายที่ให้กับแม่กิน แล้วหลังจากนั้นละอา อากับแม่มีข้าวกินเหรอ”
       “อยากรู้มั้ยว่าคุณตาทำยังไง ตาเอาหมูแม่พันธุ์ที่ตารักมากไปขาย เพื่อเอาเงินมาซื้อให้อากับแม่ของเรากิน ตาบอกว่าชีวิตของตาไม่มีเงินไม่มีฟาร์มไม่เป็นไร แต่ไม่มีครอบครัวไม่ได้...เมฆ...หมอก...รักกัน...ดูแลกันให้มากๆ นะ”
       ม่านหมอก ม่านเมฆพยักหน้าทั้งน้ำตา ภูวนัยกำลังจะไปแต่แล้วเสียงของชาติกล้าก็ดังขึ้น
       “ภู”
       ภูวนัยและทุกคนหันไปก็ต้องตกใจเมื่อเห็นชาติกล้ายืนอยู่
       “ไอ้ชาติ”
       ม่านหมอกรีบออกมายืนปกป้องภูวนัย พรรษารีบเข้ามาหาชาติกล้า
       “คุณชาติ น้าขอได้มั้ยคะวันนี้คุณภูเพิ่งเสียคุณพ่อไป อย่าเพิ่งทำอะไรเลยคะ”
       “น้าชาติมาทำไมเหรอครับ”
       ภูวนัยส่งสัญญาณให้รู้ว่าไม่อยากให้ม่านเมฆรู้
       “ชาติ” ชาติกล้ายิ้มให้
       “น้าจะชวนอาภูของเราไปเดินเล่นซะหน่อย ไม่มีอะไรหรอก...ใช่มั้ยภู”
       “เมฆ...หมอก...อาไปนะ แล้วอย่าลืมที่คุณตาสอน รักกันให้มากๆ ฝากดูทั้งสองคนด้วยนะครับน้าษา”
       “คุณภู” พรรษาหันไปขอร้องชาติกล้าอีก “คุณชาติ ถือว่าน้าขอร้องนะคะ”
       “ไม่เป็นไรครับน้าษา”
       ภูวนัยเดินเข้ามาหาชาติกล้า ระหว่างนั้นได้ยินเสียงม่านเมฆดังขึ้น
       “อาภู”
       ภูวนัยหันไปก็เห็นม่านเมฆกับม่านหมอกวิ่งเข้ามากอดภูวนัย ภูวนัยซึมซาบความอบอุ่นครั้งสุดท้ายก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้ามาหาชาติกล้า
       “แกตัดสินใจถูกแล้ว”
       “ไม่ต้องพูดมาก...ไปหรือยัง”
       ภูวนัยเดินนำออกไป ชาติกล้ายิ้มมุมปากก่อนจะเดินออกไป พรรษาและม่านหมอกมองตาอย่างเป็นห่วง ขณะที่ม่านเมฆไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไร
      
       ชาติกล้าเดินเอาปืนจี้ภูวนัยให้เดินมาตามทางเดิน
       “คงจะไกลพอไม่ให้หลานๆ แกเห็นแล้วนะ”
       “แกต้องการอะไรไอ้ชาติ”
       “แม่เลี้ยงอยู่ไหน”
       “แล้วแกต้องการตัวแม่เลี้ยงไปทำไม”
       “ตอบคำถามฉันมา ไม่อย่างนั้นจะต้องมีคนต้องตายเพราะแกอีก”
       ภูวนัยได้ยินคำพูดของชาติกล้าก็ฉุกคิด
       “แกหมายความว่าไง...” ภูวนัยเริ่มเอะใจ “แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าฉันมาที่นี่”
       “ก็...ฉันนึกอะไรไม่ออกว่าจะให้แกโผล่หัวออกมายังไง พอดีพ่อแกเขาบอกว่าอยากเจอแก ฉันก็เลยคิดออกว่าถ้าพ่อแกตายยังไงลูกกตัญญูอย่างแกก็ต้องมางานศพพ่อ”
       ภูวนัยถึงกับช็อคเมื่อรู้ความจริงจากชาติกล้า
       “แกฆ่าพ่อฉัน”
       ภูวนัยปรี่เข้าไปหาชาติกล้าด้วยความอดกลั้น แต่แล้วชาติกล้ากลับยิงใส่ที่พื้นจนฝุ่นกระจาย
       “ใช่...แล้วก็จะฆ่าหลานแกด้วย ถ้าแกไม่บอกฉันว่าแม่เลี้ยงอยู่ไหน” ภูวนัยนิ่งไปก่อนที่ชาติกล้าจะแปลกใจเมื่อเห็นภูวนัยทรุดตัวลง “แกจะทำอะไรของแก”
       “ฆ่าฉันซิ ทุกอย่างมันจะได้จบ”
       “มันจบแน่ ถ้าแกบอกว่าแม่เลี้ยงอยู่ที่ไหน”
       “ฉันบอกให้ฆ่าฉัน”
       “แกก็บอกมาซิว่าแม่เลี้ยงอยู่ไหน”
       ชาติกล้าเดินถือปืนเข้ามาจ่อภูวนัย ทันใดนั้นภูวนัยหยิบทรายที่พื้นปาใส่หน้าชาติกล้าทันที
      
       ชาติกล้าระวังตัวอยู่แล้วหลบได้ทัน แต่พอหันกลับมาอีกทีก็เห็นภูวนัยวิ่งหนีหลังไวๆ ไปแล้ว ชาติกล้ารีบวิ่งตามออกไปอย่างเร็วรี่


  


       ชาติกล้าวิ่งตามมา ก่อนจะมองหาไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นภูวนัย
      
       “ตกลงจะเอาอย่างนี้ใช่มั้ยไอ้ภู ได้...ฉันจะไม่ตามล่าแก แต่ฉันจะกลับไปฆ่าหลานแก เริ่มจากใครดีม่านเมฆดีมั้ย”
       ระหว่างนั้นชาติกล้าเห็นเศษไม้ปลิวลงมาจากเบื้องบน พอเงยหน้ามองขึ้นไปก็เห็นภูวนัยกำลังโดดลงมาจากต้นไม้โถมตัวเข้าใส่ชาติกล้าจนล้มกลิ้งไปด้วยกันทั้งคู่ ภูวนัยกับชาติกล้าสู้กัน ภูวนัยเตะตัดขาจนชาติกล้าล้มลง ภูวนัยจะเข้าไปเล่นงานต่อแต่ก็โดนชาติกล้าเตะสวนออกมา
       ชาติกล้าจะตามเข้าไปเล่นงานภูวนัย แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นภูวนัยก้มลงไปหยิบปืนของเขาเองที่ทำหล่นเอาไว้ ภูวนัยเอาปืนขึ้นจ่อชาติกล้า
       “แกจะฆ่าฉันเหรอ”
       “ที่จริงฉันไม่อยากฆ่าแก เพราะมันง่ายเกินไปกับความเลวที่แกทำ”
       “ถ้าแกฆ่าฉัน ก็เท่ากับแกฆ่าหลานแกด้วย” ภูวนัยชะงักไป “ถ้าฉันเป็นอะไรไป พวกฉันที่เหลือจะตามล่าแก...หลานแกจนกว่าพวกแกจะตาย”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นทำให้คิดหนัก ภูวนัยเล็งปืนไปที่ชาติกล้าอยากจะเหนี่ยวไกแต่ก็เป็นห่วงม่านหมอกและม่านเมฆ ชาติกล้าอาศัยจังหวะนั้นยกมือขึ้นปัดปืนของภูวนัยออกแล้วต่อยเข้าที่หน้าของภูวนัย ภูวนัยล้มลงไปนอนกับพื้น ชาติกล้าคว้าไม้ตรงเข้ามาก่อนจะฟาดภูวนัยอีกครั้ง
       ภูวนัยสายตาพร่ามัวใกล้หมดสติเต็มที ชาติกล้าเดินไปหยิบปืนที่ตกอยู่ไม่ไกลขึ้นมาเล็งที่ภูวนัย แต่แล้วทันใดนั้นก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด ชาติกล้ารีบหาที่กำบังก่อนจะมองไปรอบๆ ในความมืดแล้วจึงเห็นชายหลายคนกำลังโจมตีเขาอยู่ ชาติกล้าจะตรงเข้าไปหาภูวนัยจะลากภูวนัยไปด้วยแต่ก็โดนกองกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงสกัด ชาติกล้าจำต้องหนีไปโดยทิ้งภูวนัยเอาไว้
       ภูวนัยใกล้จะหมดสติทุกอย่างพร่ามัว แต่ก่อนที่ภูวนัยจะหมดสติไปก็เห็นเหล่าชายชุดดำเดินมาล้อมเขาเอาไว้ แล้วภาพทุกอย่างก็ดับวูบลง
      
       วันรุ่งขึ้นภูวนัยค่อยๆ ลืมตาขึ้น จากสายตาที่พร่ามัวแล้วจึงค่อยๆ เห็นทุกอย่างชัดขึ้น ภูวนัยนอนอยู่ที่เตียง แล้วภูวนัยก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าตัวเองกลับมานอนอยู่ภายในห้องตัวเอง ไผ่พญา ตะวันฉาย พรรณรายและอภิวัฒน์อยู่ภายในห้อง
       “ภูฟื้นแล้วคะ”
       พรรณรายบอกอย่างดีใจ ทุกคนรีบกรูกันเข้ามาหาภูวนัยด้วยความเป็นห่วง
       “เป็นไงบ้างครับคุณภู”
       “ปวดหัวนิดหน่อย เอ่อ...ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       “คุณไผ่แกสงสัยเรื่องที่พ่อคุณ” อภิวัฒน์ลำบากใจที่จะพูด “การตายของพ่อคุณอาจจะเป็นฝีมือของหมวดชาติกล้า ผมเลยส่งกำลังไปช่วยคุณเพราะคิดว่าหมวดชาติกล้าต้องดักคุณอยู่ที่นั่นแน่ๆ”
       ภูวนัยมองขึ้นไปบนเพดานด้วยสายตาเหม่อลอย
       “พั้นซ์”
       “คะภู”
       “ผมอยากให้คุณกลับไปดูแลหลานๆ ผมได้มั้ย”
       “เอ่อ...ก็ได้คะ”
       “ฉันว่าตอนนี้นายอย่าเพิ่งคิดอะไรเลย” ภูวนัยพูดขึ้นสวนกับไผ่พญา
       “ท่านครับ ผมขอพักผ่อนได้มั้ยครับ”
       ทุกคนมองหน้ากัน ไผ่พญารู้สึกปวดใจแต่ก็สงสารภูวนัย ทุกคนรับทราบก่อนจะพากันออกจากห้องไป ภูวนัยนอนมองเพดานด้วยความเศร้าเสียใจ
      
       ไผ่พญา ตะวันฉาย พรรณรายและอภิวัฒน์เดินมาตามทาง
       “ที่หมวดภูรอดมาได้ครั้งนี้ก็เพราะเธอนะไผ่พญา ขอบใจมากนะ”
       “แหม...ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกคะ”
       “ใช่คะ เพราะคนที่ต้องได้ความดีความชอบก็คือพั้นซ์ ถ้าฉันไม่บอกเรื่องเพื่อนเลวนั่นละก็คุณไผ่พญาก็ตรัสรู้ไม่ได้หรอกคะท่าน”
       ไผ่พญาทำหน้าเซ็งไม่อยากจะต่อปากต่อคำด้วย
       “แล้ว ท่านแน่ใจว่าคุณเผ่าถูกฆาตกรรมจริงๆ ใช่มั้ยครับ”
       “แน่นอน เพราะคนของผมที่ให้ไปช่วยหมวดภูเมื่อคืน ผมให้พวกเขาไปตรวจสถานที่เกิดเหตุก่อน สระน้ำที่พ่อของหมวดภูเสียชีวิต มีความสูงแค่ระดับเอวเท่านั้นเอง”
       “ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าเป็นฝีมือของหมวดชาติกล้า เราจับเขาไม่ได้เหรอคะ”
       “ถึงเราจะรู้ แต่เราก็ไม่มีหลักฐาน แล้วถึงมีหลักฐานคนที่อยู่ข้างหลังหมวดชาติกล้าก็ใหญ่เกินกว่าที่เราจะทำอะไรได้”
       ทุกคนเหมือนจะอึ้งไปที่เป็นฝ่ายถูกกระทำเพียงข้างเดียว
      
       ที่บ้านวศิน ชาติกล้ายืนก้มหน้าอยู่ต่อหน้าวศิน วศินสีหน้าเครียดเดินเข้ามา
       “อะไรนะ มันมีคนมาช่วยงั้นเหรอ”
       “ครับ ผมไม่รู้ว่าพวกมันเป็นใคร แต่เท่าที่เห็นคนพวกนั้นต้องได้รับการฝึกมาอย่างดี ทั้งเรื่องการใช้อาวุธและยุทธวิธี”
       “ลื้อกำลังจะบอกว่า ไอ้หมวดภูวนัยมีตำรวจช่วย”
       “ยืนยันไม่ได้ครับ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ได้ทำงานคนเดียว แล้วถ้าเรารู้ว่าใครช่วยมันเราก็รู้ว่าแม่เลี้ยงรัญญาอยู่ที่ไหน”
       วศินหน้าเครียดขึ้นมาทันที เช่นเดียวกับชาติกล้าที่กำลังครุ่นคิดว่าใครที่ช่วยภูวนัย
      

        จบตอนที่ 16
ตอนที่ 17
      
       ชาติกล้าเดินออกมาจากบ้านวศิน ระหว่างนั้นเสียงมือถือของเขาดังขึ้น ชาติกล้าหยิบมือถือขึ้นมาดูเบอร์แล้วกดรับสาย
      
       “ตายยากจริงนะ”
       ภูวนัยนั่นเองโทร.มา และกำลังคุยมือถือด้วยแววตาเคียดแค้น
       “ฉันจะตายไม่ได้ จนกว่าจะได้ฆ่าแก”
       “ถ้าอย่างนั้นแกจะมาฆ่าฉันเมื่อไหร่ดีละ แต่บอกไว้ก่อนนะถ้าคราวนี้ฉันไม่ตาย แกอาจต้องไปงานศพหลานแก”
       “อย่ายุ่งกับครอบครัวฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะเปิดโปงคลิปที่แม่เลี้ยงมีทันที”
       ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป
       “แล้วแกจะเอายังไง”
       แววตาชาติกล้าเป็นประกายวาววับ เห็นความร้ายกาจผุดขึ้นมาทันที
      
       ไผ่พญากับตะวันฉายกำลังจะเดินออกมาจากเซฟเฮาส์
       “คุณลุงแกเป็นคนดี ไม่น่าเกิดเรื่องอย่างนี้กับแกเลยนะครับ”
       “คิดดูซิคะ ขนาดพวกเรายังเป็นขนาดนี้แล้วคุณภูจะเป็นยังไง” ตะวันฉายนิ่งไปเช่นเดียวกับไผ่พญาที่เหมือนทั้งคู่กำลังคิดอะไรบางอย่าง แล้วไผ่พญาก็ตัดสินใจพูดขึ้น “คุณตะวันกลับไปก่อนนะคะ” ตะวันฉายแปลกใจ “ฉันอยู่เป็นเพื่อนคุณภูเขานะคะ”
       ตะวันฉายยิ้มออกมา
       “ผมกำลังจะบอกคุณไผ่เรื่องนี้อยู่พอดีเลยครับ ไม่เป็นไรครับผมว่าตอนนี้คุณภูต้องการใครซักคน”
       “ขอบคุณนะคะคุณตะวัน”
       ไผ่พญายิ้มให้ตะวันฉายก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในเซฟเฮาส์ ตะวันฉายมองตามเศร้าๆ
      
       ภูวนัยแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย หยิบปืนออกมาเช็คความพร้อมก่อนจะเดินไปที่ประตู ระหว่างนั้นไผ่พญาเปิดประตูสวนเข้ามาพอดี สองคนต่างชะงัก
       “นายจะไปไหน”
       “เรื่องของผม”
       ภูวนัยเบียดไผ่พญาจะเดินออกไป แต่ไผ่พญากลับไม่ให้ไป
       “นายจะไปแก้แค้นหมวดชาติใช่มั้ย”
       “ท่าทางคุณจะรู้ดีไปซะทุกเรื่องจริงๆ นะ”
       “ใช่ ฉันรู้จักนายมากกว่าที่นายรู้จักตัวเองก็แล้วกัน”
       “ถ้างั้นก็ไม่ต้องถาม”
       ภูวนัยจะเดินออกไป แต่ไผ่พญาก็ห้ามเอาไว้อีก
       “ฉันไม่ให้นายไป”
       “มันฆ่าพ่อผม แล้วจะให้ผมอยู่เฉยๆหรือไง”
       ภูวนัยผลักไผ่พญาจนเซออกไป ภูวนัยเดินออกไปด้วยความโกรธ
       “คุณภู...นี่”
       ไผ่พญาร้อนรนจะทำยังไงดี
      
       อภิวัฒน์กำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้อง ไผ่พญาเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา
       “ท่านคะ”
       “มีอะไร”
       “คุณภูจะไปแก้แค้นหมวดชาติค่ะ ท่านต้องไปห้ามเขานะคะ”
       อภิวัฒน์ได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจจึงรีบลุกขึ้นแล้วออกจากห้องไป ไผ่พญาวิ่งตามไปติดๆ
      
       อภิวัฒน์กับไผ่พญาลงมาที่หน้าเซฟเฮาส์ แล้วรีบถามตำรวจนอกเครื่องแบบที่ยืนเฝ้าอยู่
       “หมวดภูออกไปหรือยัง”
       “ไม่เห็นเลยครับท่าน”
       “ท่านคะ ถ้าไม่มาทางนี้แล้วเขาจะไปไหนคะ”
       อภิวัฒน์ครุ่นคิด
      
       ขณะที่แม่เลี้ยงรัญญากำลังยืนครุ่นคิดอยู่ที่หน้าต่าง จู่ๆ ภูวนัยก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง แม่เลี้ยงรัญญาหันไปเห็นภูวนัยเดินเข้ามา
       “ถึงฉันจะเป็นนักโทษ แต่หมวดก็น่าจะให้เกียรติเคาะประตูซักหน่อยนะ”
       “ผมต้องการคลิป”
       แม่เลี้ยงรัญญาแปลกใจนิดหนึ่ง
       “อะไร อยู่ๆ หมวดเข้ามาในห้องฉัน แล้วก็บอกว่าอยากได้โน่นได้นี่...นี่มันเรื่องอะไรกันหมวด”
       “พวกมันฆ่าพ่อผม คราวนี้เป็นตาของพวกมันที่จะโดนฆ่าบ้าง ผมจะทำให้พวกมันตายทั้งเป็น ผมขอคลิปนั่นด้วย”
       แม่เลี้ยงรัญญานิ่งไปอย่างไตร่ตรอง
       “ฉันเข้าใจหมวดนะ แต่ฉันคงให้ไม่ได้” ภูวนัยชะงัก “คลิปนั่นก็เหมือนชีวิตของฉัน ฉันอยากให้หมวดเข้าใจฉันด้วยเหมือนกัน”
       ภูวนัยเข้าไปเขย่าตัวแม่เลี้ยงรัญญา
       “ผมบอกให้เอาคลิปนั่นมาให้ผม”
       “ไม่”
       แม่เลี้ยงรัญญาสะบัดหลุดจากการรุกของภูวนัย พร้อมกับตั้งท่าสู้กับภูวนัยอย่างไม่เกรงกลัว ระหว่างนั้นอภิวัฒน์กับไผ่พญาเปิดประตูเข้ามาในห้อง พอเห็นสองคนก็เข้าใจว่าภูวนัยต้องการอะไร
       “ท่านมาก็ดีแล้ว ดูแลลูกน้องท่านหน่อย”
       “หมวดภู...ผมรู้ว่าตอนนี้หมวดเป็นยังไง แต่หมวดต้องตั้งสติ คลิปที่แม่เลี้ยงมีเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราจะเปิดโปงไอ้วศินมันได้ ถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า”
       “แต่พ่อผมตายเปล่าได้ งั้นเหรอครับ”
       ทุกคนหน้าเครียดเพราะภูวนัยไม่ยอมฟังเหตุผลอะไร และทำท่าจะเดินออกจากห้อง
       “เดี๋ยว นายจะไปไหน” ไผ่พญารีบถาม
       “ในเมื่อสิ่งที่ทำมาทั้งหมดมันไม่ได้ผล ผมก็จะใช้วิธีของผม”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นนะ ตอนนี้ท่านอภิวัฒน์กำลังจะเปิดโปงพวกมันอยู่แล้ว” ภูวนัยสนใจฟัง
       “ตอนนี้ผมกำลังติดต่อนำเรื่องที่เราทำมาทั้งหมดให้ดีเอสไอดูแล”
       “ท่านแน่ใจแค่ไหนว่าดีเอสไอจะไม่มีพวกของมัน” แม่เลี้ยงรัญญาถามขึ้นมา
       “ถูกต้อง ตอนนี้เราไม่รู้ใครขาวใครดำ ผมถึงต้องรอความแน่ใจ เพราะอย่างที่บอกว่าครั้งนี้เราจะพลาดไม่ได้ พวกมันจะต้องชดใช้สิ่งที่พวกมันทำเร็วๆ นี้”
       ภูวนัยได้ยินที่อภิวัฒน์พูดก็สงบลง ไผ่พญามองภูวนัยด้วยความเป็นห่วง
      
       ตะวันฉายกำลังเดินคิดอะไรเรื่อยเปื่อยมาตามทาง แต่แล้วก็ชะงักไปเมื่อได้ยินเสียงบีบแตรดังที่ด้านหลัง ตะวันฉายหันไปก็เห็นพรรณรายกำลังลงมาจากรถ
       “คุณพั้นซ์”
       “ฉันอยากคุยกับนาย ก่อนที่ฉันจะกลับไปที่รีสอร์ต”
       “เรื่องอะไรครับ”
       “นายคิดว่าสิ่งที่ภูกำลังทำมันอันตรายมั้ย”
       “ครับ”
       “แล้วนายก็เห็นอยู่ใช่มั้ยว่าคุณไผ่ของนายชอบมาเกาะแกะวุ่นวายกับภู ถึงนายจะบอกว่านายไม่คิดอะไร ทำตัวเป็นผู้ชายที่แสนดี แต่ฉันไม่ใช่ ฉันยอมทำทุกทางเพื่อไม่ให้เสียสิ่งที่ตัวเองรักไปแม้ใครจะมองว่าฉันเป็นนางร้ายก็ตาม”
       “คุณอยากจะพูดอะไรเหรอครับ”
       “ฉันอยากให้นายพาไผ่ออกไปจากชีวิตของภู” ตะวันฉายนิ่งไปที่พรรณรายบอกอย่างนั้น “ไปไหนก็ได้ แล้วอย่ากลับมาอีก”
       “แล้วทำไมผมต้องทำตามที่คุณบอกด้วย”
       “ก็ถ้านายยังไม่อยากให้นังไผ่ของนายโดนลูกหลงจากไอ้ภารกิจเสี่ยงตายที่พวกเขากำลังทำกันอยู่ นายก็ควรเชื่อฉัน ถ้านายรักนังไผ่จริงก็ต้องพาเธอไปซะ”
      
       ตะวันฉายหน้าเครียด ครุ่นคิดตามคำพูดของพรรณราย


  


       คืนนั้นชาติกล้ายืนอยู่ในที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง เขามองไปรอบๆ ก่อนจะมองนาฬิกา ชาติกล้าตัดสินใจบอกทางวิทยุสื่อสารที่ติดอยู่ที่หู
      
       “ยกเลิกภารกิจ”
       สิ้นคำสั่งของชาติกล้า ก็เห็นเหล่าบรรดาตำรวจออกจากที่ซ่อน วีระกับราชัยเดินเข้ามาหาชาติกล้า
       “เอ่อ ไหนๆ ภารกิจก็ยกเลิกแล้ว หัวหน้าบอกพวกเราได้หรือยังครับว่าพวกเรากำลังจะมาจับใคร”
       “ยังไม่ใช่ตอนนี้ พวกคุณนำกำลังกลับไปได้แล้ว” วีระกับราชัยมองหน้ากันสงสัยว่าทำไมชาติกล้าไม่บอก วีระกับราชัยเดินออกไปทำตามคำสั่ง “ไอ้ภู...แกคิดจะเล่นอะไรของแก”
       ชาติกล้าหรี่ตาครุ่นคิด
      
       ขณะนั้นภูวนัยใช้กล้องส่องทางไกลจับตาดูความเคลื่อนไหวของชาติกล้าอยู่บนตึกร้าง กล้องส่องทางไกล กำลังจับภาพชาติกล้ากับกองกำลังที่ออกมารวมตัว ภูวนัยมองมองชาติกล้าอย่างเคียดแค้น
       “ไอ้ชาติ...แกต้องชดใช้ในสิ่งที่แกทำ”
      
       ส่วนที่เซฟเฮ้าส์ ตะวันฉายรับทราบเรื่องราวหลังจากที่ไผ่พญาเล่าให้ฟัง
       “อืม...ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็แสดงว่าเรื่องทุกอย่างใกล้จะจบแล้วใช่มั้ยครับ”
       “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดนะคะ แต่อย่างว่าแหละค่ะ องค์กรที่เราสู้อยู่มันมีอำนาจจนเราคาดหวังอะไรไม่ได้”
       “ผมอยากให้การทำงานครั้งนี้ เป็นงานชิ้นสุดท้ายของคุณได้มั้ยครับ”
       “งานชิ้นสุดท้าย? หมายความว่าไงคะ”
       “ผมจะบินไปผ่าตัดที่อเมริกา”
       “อเมริกา”
       ตะวันฉายเอื้อมมือไปจับมือไผ่พญาขึ้นมากำไว้
       “ผมอยากให้คุณไปกับผมด้วย”
       ไผ่พญาที่ยังไม่ทันตั้งหลักอะไรก็อึ้งไปเมื่อได้ยินตะวันฉายชวนปุบปับ
      
       วันต่อมาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ อภิวัฒน์นั่งอยู่ในห้องทำงานห้องหนึ่ง ระหว่างนั้นพิเชษฐ์ ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษเดินเข้ามาในห้อง
       “สวัสดีครับ ขอโทษที่ปล่อยให้รอนะ”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจว่าดีเอสไองานเยอะ”
       “ตอนแรกท่านอธิบดีว่าจะลงมาคุยด้วย แต่พอดีท่านติดธุระด่วน ท่านอภิวัฒน์มีเรื่องอะไรครับ”
       “ท่านพิเชษฐ์คงรู้จักแม่เลี้ยงรัญญาใช่มั้ยครับ” พิเชษฐ์ชะงักไป
       “แน่นอน หนึ่งในห้าเสือที่ไม่มีใครไม่รู้จัก แม่เลี้ยงรัญญาทำไมเหรอครับ”
       “เธอจะเป็นพยานพร้อมกับหลักฐานที่จะเปิดโปงการคอร์รัปชั่นของข้าราชการผู้ใหญ่บางคน ผมอยากให้ท่านรับคดีนี้ไว้ในความดูแล”
       “ถ้าอย่างนั้น พวกคุณก็เป็นคนฆ่าไอ้โจอี้ใช่มั้ย”
       “ท่านทราบเรื่องโจอี้ด้วยเหรอครับ”
       “ผมว่าท่านกำลังเดือดร้อนแล้วละ” อภิวัฒน์ทำหน้าสงสัย “เพราะไอ้โจอี้คือสายของเรา”
       อภิวัฒน์ได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป
      
       ที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์ สมสุขกับแม่เลี้ยงรัญญาถูกใส่กุญแจมือพร้อมกับสวมเสื้อเกราะเดินมาตามทาง มีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบคุ้มกันอย่างแน่นหนา ภูวนัยเดินเข้ามาพร้อมกับยกมือให้ทุกคนหยุด ภูวนัยเดินเข้ามาเช็คทั้งกุญแจมือและเสื้อเกราะที่สมสุขใส่ก่อนจะก้มลงดูกำไลอิเลคทรอนิคส์ที่ใส่ไว้ที่ข้อเท้าของสมสุข
       “ไม่ต้องดูหรอกหมวด ผมไม่หนีไปไหนหรอกน่า ใช่มั้ยแม่เลี้ยง”
       “พวกเราต้องการกำจัดไอ้วศิน จะหนีทำไม”
       “แล้วแม่เลี้ยงเอาสิ่งที่จัดการมันมาด้วยหรือเปล่า”
       “ฉันจะบอกเมื่อถึงเวลา”
       ภูวนัยลุกขึ้นสายตามุ่งมั่น เป้าหมายสุดท้ายใกล้สำเร็จเต็มที แต่แล้วจู่ๆ เสียงของอภิวัฒน์ก็ดังขึ้น
       “ทุกคนหยุดก่อน”
       ภูวนัย แม่เลี้ยงรัญญาและสมสุขหันไปก็เห็นอภิวัฒน์เดินเข้ามา
       “มีอะไรครับ พวกเราพร้อมจะออกเดินทางแล้วนะครับ”
       “ยกเลิกแผนการทุกอย่าง” คำสั่งนี้ทำให้ภูวนัยถึงกับอึ้ง
       “ทำไมครับท่าน”
       ภูวนัย แม่เลี้ยงรัญญาและสมสุขต่างงงว่าเกิดอะไรขึ้น
      
       ภูวนัยตกใจกับสิ่งที่อภิวัฒน์บอก
       “อะไรนะครับ โจอี้เป็นสายของดีเอสไอเหรอครับ” อภิวัฒน์พยักหน้า
       “ไม่น่าเชื่อ ฉันคลุกคลีกับมันก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นสายให้ดีเอสไอได้” แม่เลี้ยงรัญญาบอก
       “มันก็เหมือนกับไอ้ชาติกล้านั่นแหละ แล้วท่านจะเอายังไง” สมสุขหันไปถามอภิวัฒน์
       “ตอนนี้ทางดีเอสไอกำลังสั่งตรวจสอบองค์กรของเราอยู่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเรากำลังทำต้องหยุดไว้ก่อน”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป ผิดกับสมสุขที่โวยขึ้น
       “หยุด! แล้วเราต้องรอถึงเมื่อไหร่”
       “ฉันไม่สามารถตอบคำถามนายได้สมสุข ตอนนี้ถ้าเราขยับอะไรอีกมันจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่”
       “ที่ผมยอมอยู่กับท่านเพราะคิดว่าท่านน่าจะโค่นไอ้วศินได้ แล้วยังไง...พอเรื่องไปถึงดีเอสไออย่างนี้ ผมว่าไม่นานไอ้วศินก็ต้องรู้เรื่องทุกอย่าง”
       “ฉันเห็นด้วยกับเสี่ย ฉันว่าเราน่าจะรีบลงมือก่อนที่ดีเอสไอจะเข้ามายุ่มย่ามมากกว่านี้ดีกว่า”
       อภิวัฒน์กับภูวนัยคิดหนักกับสิ่งที่คาดไม่ถึง
      
       สมสุขกับแม่เลี้ยงรัญญาเดินมาตามทาง โดยมีตำรวจนอกเครื่องแบบเดินคุมตัวมาด้วย ตำรวจเดินมาไขกุญแจที่หน้าห้องของสมสุข ระหว่างนั้นแม่เลี้ยงรัญญาเหมือนมีอาการหน้ามืดจนตำรวจนอกเครื่องแบบต้องเข้ามาประคอง จังหวะนั้นแม่เลี้ยงรัญญาแอบหยิบมือถือของตำรวจนอกเครื่องแบบโดยตำรวจคนนั้นไม่รู้ตัว
       “เป็นไร”
       “สงสัยจะคิดมากที่ต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน เลยหน้ามืดไปหน่อย”
       “แล้วไงแม่เลี้ยง จะไปหาหมอมั้ย”
       “ขนาดถูกไอ้พายัพไล่ยิงฉันยังไม่ตาย คงไม่ตายเพราะเรื่องแค่นี้มั้ง ไม่เป็นไรหรอกคุณตำรวจ ฉันถึงห้องแล้วนอนพักซักหน่อยก็คงหาย”
       “แน่ใจนะแม่เลี้ยง”
       “ราตรีสวัสดิ์เสี่ย”
       ตำรวจนอกเครื่องคุมตัวสมสุขเดินออกไป แม่เลี้ยงรัญญามองตามก่อนจะหยิบมือถือที่แอบขโมยของตำรวจคนนั้นขึ้นมามองแล้วยิ้มเหมือนมีแผนบางอย่าง
      
       คืนนั้นวศินกำลังคุยมือถือกับซาหม่อง
       “ตกลงว่าได้เงินครบแล้วนะ...หวังว่าดีลเรายังเหมือนเดิมใช่มั้ยท่านซาหม่อง แล้ววันไหนผมคงได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมกิจการเราบ้าง”
       วศินวางสายไปก่อนจะหันมาคุยกับพายัพ
       “ไม่มีอะไรผิดพลาดใช่มั้ยครับ”
       “ก็อย่างที่ลื้อได้ยินนั่นแหละ”
       “ตอนนี้ผมให้ในสิ่งที่ท่านต้องการแล้ว ถึงคราวที่ท่านต้องให้ผมบ้างแล้วละ”
       “ลื้อต้องการอะไร”
       “ตอนนี้ผมกำลังสานต่อความฝันของสี่เสือที่จากไป คือการเป็นฮับยาเสพติดที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน”
       “แล้วแกจะให้ฉันทำอะไร”
       “แต่ก่อนสิ่งที่ท่านต้องทำก็คือการไม่ทำอะไร แต่ผมว่าตอนนี้ผมต้องการเครือข่ายและเพื่อนฝูงของท่านในแถบอาเซียนด้วย”
       “อั้วก็อยากช่วยหรอกนะ แต่มันก็มีเรื่องที่อั้วยังห่วงอยู่” พายัพทำหน้าสงสัย “เรื่องแม่เลี้ยงไง อั้วคงนอนไม่หลับถ้ามันยังอยู่”
       ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น ลูกน้องของพายัพเปิดประตูเข้ามา
       “ใครให้แกเข้ามาวะ”
       “แม่เลี้ยงรัญญาโทรมาครับพี่”
      
       พายัพกับวศินได้ยินอย่างนั้นถึงกับมองหน้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ


  


       แม่เลี้ยงรัญญาคุยโทรศัพท์อยู่ภายในห้อง
      
       “ฉันสบายดี แต่ฉันเป็นห่วงแกมากกว่า ดูแลธุรกิจของเราทั้งประเทศ มันเหนื่อยนะ”
       พายัพอมยิ้ม วศินคอยยืนฟังอยู่ข้างๆ
       “ก็ไม่เท่าไหร่หรอกแม่เลี้ยง แล้วแม่เลี้ยงจะบอกผมเองว่าแม่เลี้ยงโทรมาทำไม หรือว่าจะให้ผมถามดีละ”
       “ฉันโทรมาเรื่องคลิปที่พวกแกต้องการไง”
       พายัพได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักมองหน้าวศิน
       “แม่เลี้ยงต้องการอะไร”
       แม่เลี้ยงรัญญากำลังครุ่นคิดแผนบางอย่าง
      
       ภูวนัยอยู่ภายในห้องกำลังยืนเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง ระหว่างนั้นเสียงมือถือดังขึ้นภูวนัยหลุดจากภวังค์แล้วเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานก่อนจะเปิดลิ้นชักแล้วหยิบมือถือออกมา ภูวนัยมองชื่อที่โทรมาแล้วเห็นว่าเป็นไผ่พญา ภูวนัยลังเลที่จะรับ
      
       เช้าวันรุ่งขึ้น ไผ่พญายืนอยู่ที่ริมน้ำ ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “มีเรื่องอะไร”
       ไผ่พญาชะงักพอหันไปก็เห็นภูวนัยกำลังเดินเข้ามา ต่างคนต่างรู้สึกเหมือนมีความรู้สึกบางอย่างกั้นขวางอยู่
       “แล้วคุณตะวันไม่มาด้วยหรือไง”
       “ฉันนัดนายออกมาก็แสดงว่าอยากคุยกับนาย ทำไมต้องถามถึงคนอื่นด้วย”
       “อยากคุยอะไรก็คุยมา”
       ไผ่พญาอึ้งไปกับท่าทางเย็นชาของภูวนัย
       “เอ่อ...ฉันมาลานาย” ภูวนัยชะงักเพราะไม่รู้ว่าไผ่พญาหมายถึงอะไร “คุณตะวันเขาชวนฉันไปอเมริกา”
       “เหรอ”
       “แล้วเรื่องที่นายจะจัดการพวกนั้น...เป็นยังไง” ภูวนัยชะงักไป เพราะไผ่พญายังไม่รู้ว่าโครงการถูกระงับ ไผ่พญาเห็นภูวนัยไม่ตอบก็เลยคิดว่าคงจะโกรธ “ว้า...ไม่น่าถามเลยเนอะ นายคงคิดว่ามันไม่เกี่ยวกับฉันแล้วซิ”
       “ไม่ต้องห่วง ฉันจัดการของฉันเองได้”
       ไผ่พญาที่ตั้งใจจะมาบอกความในใจ แล้วอยากดูท่าทีของภูวนัย แต่เมื่อเห็นท่าทางของภูวนัยอย่างนั้นทำให้เธอต้องตัดใจ
       “อืม...งั้นขอให้นายมีความสุขมากๆ นะ...ไปละ” ไผ่พญาฝืนยิ้มจนกระทั่งเดินผ่านภูวนัยไป “อดทนไว้อย่าเพิ่งร้องออกมานะ...กลั้นไว้ๆ”
       ไผ่พญาพูดกับตัวเองแล้วพยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ ภูวนัยที่ยืนนิ่งว้าวุ่นใจจนในที่สุดก็โพล่งขึ้น
       “แค่นี้เหรอ” ไผ่พญาชะงักหยุด “เธอมาหาฉันแค่นี้ใช่มั้ย” ไผ่พญานิ่ง ชะงัก กลั้นน้ำตา ไม่หันไป “ก่อนที่เธอจะไปขอถามแค่คำถามนึง”
       ไผ่พญาค่อยๆ หันมา
       “นายอยากรู้อะไร”
       ภูวนัยเดินเข้ามาพร้อมกับสบตาไผ่พญา ภูวนัยกำลังจะถามแต่แล้วเสียงมือถือของภูวนัยก็ดังขึ้น ภูวนัยกับไผ่พญาต่างชะงักกันไป ภูวนัยหยิบมือถือขึ้นมารับสาย
       “ครับท่าน” ภูวนัยฟังแล้วตกใจ “ว่าไงนะครับ”
       ไผ่พญาสงสัยว่าภูวนัยตกใจเรื่องอะไร
      
       อภิวัฒน์กำลังยืนอยู่ในห้องของแม่เลี้ยงรัญญา มีตำรวจหลายคนกำลังหาหลักฐาน ภูวนัยกับไผ่พญาเข้ามาในห้อง
       “แม่เลี้ยงหนีไปได้ยังไงครับท่าน”
       “เธอขโมยปืนจากเจ้าหน้าที่ของเรา แล้วบังคับให้เปิดประตู ตอนนี้ฉันออกคำสั่งให้กระจายกำลังกันค้นหาแล้ว”
       “แต่แม่เลี้ยงจะหนีไปทำไม รู้ทั้งรู้ว่าข้างนอกมันอันตรายแค่ไหน”
       ภูวนัยครุ่นคิดแล้วก็นึกขึ้นมาได้
       “สมสุขไงครับ ผมว่าสมสุขน่าจะรู้ว่าแม่เลี้ยงทำอย่างนี้ทำไม”
       “อืม...ตอนนี้ฉันให้คนไปคุมตัวมาสอบแล้ว”
       ระหว่างนั้นตำรวจวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง
       “ท่านครับ”
       “มีอะไร แล้วไหนสมสุข”
       “หนีไปแล้วครับท่าน”
       ภูวนัย ไผ่พญาและอภิวัฒน์ได้ยินอย่างนั้นต่างก็อึ้งไป
      
       แม่เลี้ยงรัญญายืนอยู่ริมถนน คอยโบกรถที่ผ่านไปมา ระหว่างนั้นมีรถคันนึงวิ่งเข้ามาจอด รถคันนั้นลดกระจกลง
       “มีอะไรครับคุณ”
       “รถฉันเสีย ช่วยฉันหน่อยได้มั้ยคะ”
       “อ้าวเหรอครับ แต่ผมกำลังรีบ”
       ประตูข้างคนขับรถเปิดออก สมสุขยืนถือปืนจี้อยู่
       “ลงมา”
       “เฮ้ย! อะไรวะ”
       ทันใดนั้นสมสุขก็ลั่นไกใส่คนขับรถทันที ปัง ! เลือดกระจายเต็มหน้าสมสุข สมสุขหลับตาอย่างมีความสุข แม่เลี้ยงรัญญาทำหน้าเซ็ง
       “จะบ้าเหรอเสี่ย เดี๋ยวตำรวจก็แห่กันมาหรอก”
       “ฉันขอนะแม่เลี้ยง ฉันอัดอั้นมานานแล้ว”
       “รีบไปเถอะ ก่อนที่พวกนั้นจะตามสัญญาณจากไอ้กำไลบ้าๆ ของเสี่ยมา”
       สมสุขกระโดดขึ้นรถกับแม่เลี้ยงรัญญาทันที
      
       ภูวนัย อภิวัฒน์และไผ่พญา กำลังยืนรอการตามสัญญาณจากเจ้าหน้าที่ที่กำลังทำงานอยู่
       “เป็นไง ตามได้มั้ย”
       “ซักครู่ครับท่าน” เจ้าหน้าที่รีบทำงานแข่งกับเวลา “ได้แล้วครับท่าน”
       ภูวนัยเข้ามาดูหน้าจอ
       “สองคนนั่นอยู่ไหน”
       “รู้สึกว่ากำลังมุ่งหน้าไปทางมีนบุรีครับท่าน”
       อภิวัฒน์บอกกับตำรวจคนอื่น
       “สั่งออกไปให้สกัดเส้นทางที่จะไปฉะเชิงเทรา...ปราจีน...สระแก้ว”
       “เดี๋ยวก่อนครับท่าน” อภิวัฒน์รีบเข้ามา “เท่าที่ผมดู สองนั่นอยู่บนรถ แล้วลักษณะการเคลื่อนตัวก็ไม่เหมือนคนกำลังหนี มันเหมือนคนที่ขับรถมีจุดหมายครับ”
       “หรือว่าสองคนนั่นจะนัดคนมาช่วย”
       “ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่ที่สำคัญสองคนนั่นกำลังจะไปเจอใคร”
      
       ภูวนัยหน้าเครียดขึ้นมาทันที


  


       ภายในโกดังร้างแห่งนั้น พายัพนั่งรออยู่ที่เก้าอี้กำลังหลับตาฮัมเพลงอย่างมีความสุข ระหว่างนั้นได้ยินเสียงใครบางคนเดินเข้ามาในโกดัง เสียงดังก้องไปทั่ว พายัพลืมตาขึ้นมามองก่อนจะยิ้มให้
      
       “สวัสดีแม่เลี้ยง” แม่เลี้ยงรัญญาเดินเข้ามาแล้วมองไปรอบๆ “ไม่ต้องห่วงน่าแม่เลี้ยง แม่เลี้ยงบอกว่าอยากมีแค่เราสองคน ผมก็ทำตามที่แม่เลี้ยงต้องการ”
       “ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เหยียบศพพี่น้องขึ้นมาอย่างแกจะยอมทำตามคำพูด”
       “ผมยอมทำทุกอย่าง เพื่อให้ได้สิ่งที่ผมต้องการ แม่เลี้ยงคงเห็นความบริสุทธิ์ใจของผมแล้ว ตอนนี้ผมอยากเห็นของที่แม่เลี้ยงเอามาด้วย”
       “แล้วฉันจะมั่นใจได้ยังไงว่าถ้าฉันให้แกแล้ว ฉันจะเดินออกไปจากที่นี่ได้” พายัพหัวเราะร่า
       “แม่เลี้ยง ที่จริงผมเองมันก็ไม่ใช่คนที่ชอบความรุนแรงอะไรหรอกนะ ผมจะบอกให้ว่าที่แม่เลี้ยงต้องตกอยู่ในสภาพอย่างนี้ก็เพราะว่าไอ้คลิปบ้าๆ นั่น แม่เลี้ยงลองคิดดูถ้าแม่เลี้ยงเป็นคนธรรมดา แล้วจะมีใครตามล่าแม่เลี้ยง”
       แม่เลี้ยงรัญญานิ่งสบตาพายัพ
       “แกคงไม่คิดว่าฉันจะโง่เชื่อคำพูดของแกนะพายัพ”
       พายัพนิ่งไปก่อนจะเปิดเสื้อแล้วหยิบปืนขึ้นมา แม่เลี้ยงรัญญาเห็นก็ชะงักที่พายัพเล่นอย่างนี้
      
       รถของภูวนัยแล่นมาตามถนนด้วยความเร็ว ภูวนัยกำลังขับรถอย่างร้อนใจขณะที่อภิวัฒน์กำลังดูตำแหน่งของสมสุขในไอแพด
       “หยุดแล้ว สมสุขหยุดเคลื่อนที่แล้ว”
       “ที่ไหนครับ”
       “ห่างจากเราไปประมาณสามสิบกิโล”
       ภูวนัยเหยียบคันเร่งจนมิด รถของภูวนัยทะยานออกไปทันที
      
       ที่โกดังร้าง แม่เลี้ยงรัญญาชะงักไปเมื่อพายัพเอาปืนมาจ่อ แต่แล้วเธอก็ต้องแปลกใจอีกเมื่อพายัพหันด้ามปืนแล้วส่งให้กับแม่เลี้ยงรัญญา
       “หลังจากที่แม่เลี้ยงให้คลิปนั่นผมแล้ว ถ้าผมตุกติกขึ้นมาแม่เลี้ยงก็ยิงผมได้เลย”
       แม่เลี้ยงรัญญาสบตากับพายัพก่อนจะเปิดหัวแหวนออก แล้วหยิบ SD CARD อันจิ๋วส่งให้กับพายัพ พายัพเห็นว่าแม่เลี้ยงรัญญาเก็บไว้ในแหวนก็หัวเราะออกมา
       “เส้นผมบังภูเขาจริงๆ” พายัพรับมาแล้วมอง “ไอ้ตัวยุ่ง...รู้มั้ยว่าคนอื่นเขาต้องตายกันก็เพราะแกคนเดียว นี่คงเป็นต้นฉบับใช่มั้ยแม่เลี้ยง”
       “ใช่ เอาไปให้ไอ้วศิน แล้วบอกมันด้วยว่าฉันคืนชีวิตให้มันแล้ว มันก็ต้องคืนให้ฉันบ้าง”
       พายัพยิ้มพอใจ ทันใดนั้นพายัพก็หยิบปืนอีกกระบอกที่ซ่อนอยู่ที่ข้อเท้าขึ้นมา
       “โทษทีแม่เลี้ยง พอดีผมได้รับคำสั่งมาว่า ถ้าแม่เลี้ยงมีสำเนาไอ้นี่อยู่ก็ให้กำจัดทิ้งซะ แล้วเผอิญตัวแม่เลี้ยงเองนั่นแหละที่เป็นสำเนา”
       “คิดแล้วไม่ผิด”
       แล้วแม่เลี้ยงรัญญาก็โยนปืนที่พายัพให้มาทิ้งกับพื้น
       “แม่เลี้ยงไม่คิดจะสู้หน่อยเหรอ”
       “แกคงไม่ส่งปืนที่มีลูกให้ฉันมั้ง” พายัพหัวเราะ
       “ฉลาดจริงๆ แม่เลี้ยง”
       “ฉันคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ที่ฉันให้ของกับแกเพราะอยากลองดูว่าแกจะทำยังไง แล้วเพื่อนฉันก็คิดไม่ผิด”
       “เพื่อน”
       “อ้อ...ฉันลืมบอกไปว่าที่ฉันไม่ฆ่าแกก็เพราะว่าเพื่อนฉันขอเอาไว้ เขาอยากฆ่าแกด้วยมือของเขาเอง”
       พายัพทำหน้าสงสัย ระหว่างนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามาในโกดังก่อนที่จะเห็นเท้าคู่นั่นเดินเข้ามาหยุดหลังแม่เลี้ยงรัญญา พายัพมองด้วยสีหน้าเพิกเฉย
       “ผมว่าแม่เลี้ยงคงจะเข้าใจผิดแล้วละ คนนั้นเพื่อนผมต่างหากไม่ใช่เพื่อนแม่เลี้ยง”
       แม่เลี้ยงรัญญาแปลกใจก่อนจะหันกลับไปมองคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เพราะคิดว่าเป็นสมสุข แต่ที่ไหนได้ แม่เลี้ยงรัญญาถึงกับอึ้งไปเพราะมันคือชาติกล้านั่นเอง
       “แก”
       “แกมาทำไมวะ”
       “ท่านกลัวแกทำงานพลาด เลยให้ฉันมาจัดการเอง”
       ชาติกล้าจ่อปืนมาที่แม่เลี้ยงรัญญาด้วยแววตาอำมหิต แม่เลี้ยงรัญญามองชาติกล้าด้วยความแค้น
      
       เสียงปืนดังออกมาจากโกดัง ปัง! สมสุขเดินออกมาจากมุมหนึ่งที่ซ่อนตัวอยู่
       “กรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องชดใช้ อย่าโกรธกันเลยนะแม่เลี้ยง”
       สีหน้าสมสุขมีแผนบางอย่าง
      
       เวลาต่อมา ภูวนัยกับอภิวัฒน์เดินเข้ามาที่หน้าโกดังร้าง
       “ที่นี่ใช่มั้ยครับ”
       อภิวัฒน์มองตัวบอกสัญญาณในไอแพดก่อนจะพยักหน้าให้ภูวนัย
       “มันยังอยู่แถวนี้ ระวังตัวด้วย”
       ภูวนัยหยิบปืนขึ้นมาตามที่อภิวัฒน์บอก แล้วภูวนัยกับอภิวัฒน์ก็เดินเข้าไปในโกดัง
      
       ภูวนัยกับอภิวัฒน์เดินเข้ามาในโกดัง ระหว่างนั้นภูวนัยเหลือบไปเห็นแม่เลี้ยงรัญญานั่งอยู่ที่เก้าอี้ที่ตั้งอยู่ที่มุมหนึ่ง ภูวนัยกับอภิวัฒน์รีบเดินเข้าไป ภูวนัยถือปืนคอยคุ้มกันอภิวัฒน์ที่เดินเข้าไปหาแม่เลี้ยงรัญญาที่นั่งก้มหน้า
       “แม่เลี้ยง”
       อภิวัฒน์หันมองภูวนัยด้วยความสงสัยเมื่อไม่มีปฏิกิริยาจากรัญญา อภิวัฒน์เดินเข้าไปจับตัวแม่เลี้ยงรัญญาก่อนที่ร่างของแม่เลี้ยงรัญญาจะร่วงลงกับพื้น อภิวัฒน์กับภูวนัยตกใจเมื่อเห็นแม่เลี้ยงรัญญาถูกยิงแสกหน้าตายคาที่
       “สมสุขมันฆ่าแม่เลี้ยงเหรอครับ”
       “ยังไม่รู้ เราต้องหาตัวมันให้ได้ก่อน” อภิวัฒน์ดูในไอแพดแล้วก็เห็นตัวสัญญาณในไอแพดส่งสัญญาณไม่ไกลจากที่พวกเขายืน “หมวด...มันยังอยู่ตรงนี้”
       ภูวนัยดูตำแหน่งจากในไอแพดของอภิวัฒน์ แล้วรีบวิ่งไปยังตำแหน่งนั้นทันที
       ภูวนัยเดินถือปืนมาตามซอกหลืบที่รกร้างอย่างระวังตัว ภูวนัยพิงกำแพงกระชับปืนในมือพร้อมใช้ ทันใดนั้นภูวนัยก็ตัดสินใจออกจากที่ซ่อนก่อนจะวาดปืนไปหาสมสุขทันที แต่แล้วภูวนัยก็ต้องชะงักไปเมื่อไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ก่อนที่ภูวนัยจะเห็นกำไลอิเล็คทรอนิคตกอยู่กับพื้น ภูวนัยหยิบขึ้นมามองอย่างเจ็บใจ
      
       ขณะนั้นวศินยืนรอพร้อมกับลูกน้องบนตึกร้างแห่งหนึ่ง จนกระทั่งพายัพเดินเข้ามากับชาติกล้า วศินได้ยินเสียงคนเดินจึงหันไป
       “ว่าไง ได้ของมามั้ย”
       พายัพยิ้มก่อนจะส่ง SD CARD ให้กับวศิน วศินรับมาก่อนจะยื่นให้กับลูกน้อง ลูกน้องรับไปแล้วหันไปเสียบกับมือถือเพื่อตรวจดู
       “แล้วแม่เลี้ยงละ”
       “จัดการตามที่ท่านบอกแล้วครับ”
       ระหว่างนั้นลูกน้องจัดการเสร็จพอดีจึงยื่นให้กับวศิน วศินรับมาแล้วกดดูก่อนจะยิ้มออกมา
       “ไม่มีปัญหาอะไรใช่มั้ยครับ” วศินไม่พูด แต่โยนมือถือให้พายัพ พายัพรับมากดดู แล้วพายัพก็แปลกใจ “ทำไมไม่มีอะไรเลย”
       “ลื้อโดนแม่เลี้ยงมันหลอกน่ะซิ” วศินบอกพร้อมกับยิ้ม
       “แล้วท่านยิ้มอะไรครับ ท่านน่าจะโมโหไม่ใช่เหรอครับ”
       “ถ้าของที่ลือให้อั้วมามันเป็นของปลอม ก็แสดงว่ามันก็ต้องมีของจริง”
       “มัน...ท่านพูดถึงใคร”
       ระหว่างนั้นเสียงของสมสุขก็ดังขึ้น
       “ก็ฉันไง”
       พายัพกับชาติกล้าหันไปตามเสียง แล้วทันใดนั้นทั้งสองก็แทบช็อคเมื่อเห็นสมสุขเดินเข้ามา
       “เสี่ย”
       “เฮ้ย! ตกใจอะไร ทำหน้ายังกับเห็นผี”
       “เสี่ยตายไปแล้วนี่” สมสุขหัวเราะร่า
       “นี่” สมสุขตบหน้าพายัพเบาๆ “ไง...เชื่อหรือยังว่าฉันยังไม่ตาย แต่ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าใครเป็นคนยิงฉัน...แก...หรือว่าแก” สมสุขหันไปทางชาติกล้า ทันใดนั้นชาติกล้าก็ชักปืนขึ้นมาก่อนจะเล็งไปที่สมสุขทันที
       “ทำอะไร”
       “ก็จะฆ่ามันไงครับ คราวนี้ผมไม่พลาดแน่ๆ ครับ”
       “อ๋อ...รู้แล้วว่าใครยิง” สมสุขยิ้ม วศินห้ามชาติกล้า
       “เก็บปืน” ชาติกล้าแปลกใจที่วศินห้าม “เราปล่อยให้คู่รักเขาปรับความเข้าใจกันดีกว่า”
       วศินเดินไป ชาติกล้ายังยืนละล้าละลัง
       “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวน้องน่ะ...คิวต่อไป...จุ๊บ”
       ชาติกล้าจำใจต้องหันหลังตามวศินไป
      
       สมสุขหันไปมองพายัพ เห็นสีหน้าของพายัพเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
      

      วศินเดินลงมาถึงชั้นล่าง ชาติกล้าวิ่งตามเข้ามา
      
       “ท่านครับ” วศินหันมา “นี่มันเรื่องอะไรกันครับ”
       ทันใดนั้นวศินก็ตบหน้าชาติกล้าทันทีดังเผียะ! ชาติกล้าถึงกับหน้าหัน
       “ลื้อยังจะถามอีกเหรอ ถ้าวันนั้นรอบคอบหน่อย มันก็ไม่มาทำปากกล้ากับอั้วอย่างนี้หรอก”
       ชาติกล้าพูดไม่ออกเพราะมันจริงอย่างที่วศินว่า
       “แล้วมันต้องการอะไรครับ”
       วศินไม่ตอบ ชาติกล้ามองไปด้านบนด้วยความหวั่นใจ
      
       สมสุขยืนอยู่ขอบตึกอย่างครุ่นคิด ขณะที่พายัพยืนอยู่ด้านหลังมองไปรอบๆ เพื่อหาอาวุธ
       “แกคิดเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่” จู่ๆ สมสุขก็ถามขึ้นมา พายัพแปลกใจว่าเรื่องอะไร “ก็คิดขึ้นมาแทนฉันไง คิดตั้งแต่เมื่อไหร่” พายัพนิ่งไปเหมือนกำลังคิด “ให้ฉันตอบแทนแกมั้ย ฉันว่าต้องเป็นวันแรกที่ฉันรับเอาแกมาเลี้ยงนั่นแหละ...ทำไมฉันถึงคิดอย่างนั้นรู้มั้ย เพราะฉันเห็นแววตาแกไง แค่เห็นครั้งแรกฉันก็รู้แล้วว่าแกต้องเป็นคนที่ขึ้นมาแทนที่ฉัน”
       พายัพหัวเราะออกมา
       “ก็แสดงว่าเสี่ยคิดถูก เอ...แต่ผมว่าผิดนะ เพราะจุดที่ผมยืนอยู่ตอนนี้ มันใหญ่กว่าเสี่ยหลายเท่านัก”
       สมสุขหันมองหน้าพายัพ ทั้งสองต่างจ้องหน้ากันเหมือนกำลังวัดพลังคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่
       “แกเรียนรู้จากฉันทุกอย่าง แต่มีอยู่อย่างที่ฉันยังไม่ได้สอนแก” พายัพสงสัย “คนที่จะเป็นเจ้าพ่อได้ นอกจากจะต้องมีสมอง...มีเงิน...มีหัวใจที่แข็งกว่าชาวบ้าน จะต้องมีอีกอย่าง...สัจจะ...รู้มั้ย...ที่จริงแล้วตอนที่ฉันอยู่ ฉันจะกินรวบแบบแกก็ได้ แต่ทำไมฉันไม่ทำ เพราะมันจะตายเร็ว”
       พายัพอึ้งไปเมื่อเห็นสมสุขหยิบปืนออกมา
       “เสี่ย ผมว่าเราคุยกันได้”
       “ทำไม คิดว่าฉันจะยิงแกเหรอ หึ...ไม่หรอก อย่างนั้นมันเร็วไป”
       พายัพเริ่มหวั่นใจกับท่าทางของสมสุข ก่อนจะหันไปหาลูกน้องของตัวเอง
       “เฮ้ย พวกมึงยืนทำอะไรอยู่ ฆ่ามันซิวะ”
       พายัพอึ้งไปเมื่อลูกน้องของตนกลับไม่ทำตามคำสั่ง
       “แกรู้มั้ยว่าการตายแบบไหนที่มันเจ็บปวดที่สุด” พายัพมองสมสุข หยั่งเชิง “เงียบอย่างนี้คงจะไม่รู้ละซิ งั้นฉันจะเฉลยให้ฟัง ตายใจไง...การที่คนเราตายใจไว้ใจให้กับคนที่คิดว่าไว้ใจได้ แต่กลับโดนมันหักหลัง นั่นแหละที่เจ็บปวดที่สุด” สมสุขหันไปบอกลูกน้องพายัพ “จับมัน”
       เหล่าลูกน้องของพายัพต่างกรูกันเข้ามาจับตัวพายัพเอาไว้
       “พวกมึงจะทำอะไรวะ...ห๊า”
       “ทำอะไร ก็จะทำให้รู้ไงว่าการโดนหักหลังน่ะมันเป็นยังไง...เป็นไง...เจ็บมั้ย”
       “เฮ้ย! จะฆ่าก็ฆ่าเลยซิวะ”
       “จุ๊ๆ ไม่เอาน่า ก็บอกแล้วไงว่าให้แกตายน่ะมันง่ายนิดเดียว”
       สมสุขหันไปกระดิกนิ้วให้กับลูกน้องพายัพ ลูกน้องพายัพเดินถือขวดน้ำเข้ามา
       “จะทำอะไร”
       สมสุขดึงเสื้อออกให้เห็นรอยแผล
       “แกเห็นรอยแผลนี่มั้ย แกรู้มั้ยว่าไอ้ที่แกยิงน่ะ มันไปตัดเส้นประสาทส่วนการรับรสของฉัน ทุกวันนี้ฉันไม่เคยกินอะไรอร่อยเลย” ว่าแล้วสมสุขก็ลองเทน้ำลงบนพื้นให้พายัพเห็นว่ามันคือน้ำกรดนั่นเอง พายัพมองขวดน้ำกรดในมือสมสุขอย่างหวั่นใจ “ตอนนี้ฉันก็เลยอยากให้แกลองเป็นเหมือนฉันบ้าง จับมันอ้าปาก”
       “เสี่ย อย่า!” ลูกน้องเข้ามาจับพายัพอ้าปาก สมสุขเดินเข้ามาก่อนจะเทน้ำกรดลงไปในปากของพายัพ พายัพร้องอย่างทรมานที่โดนน้ำกรดกัด “อ้ากกก!”
       สมสุขยิ้มอย่างสะใจ เมื่อเห็นพายัพลงไปนอนดิ้นกับพื้น
       “อะไร ไม่พอเหรอ จับมันขึ้นมา”
       ลูกน้องเข้าไปจับพายัพขึ้น สมสุขหันไปหยิบอีกขวดเดินเข้ามา แล้วสมสุขก็หวดขวดใส่หัวพายัพจนขวดน้ำกรดแตกโบ๊ะ!
       “อ้ากกก”
       พายัพทรุดลงไปกองกับพื้น น้ำกรดกัดตามใบหน้าจนหนังหลุดเป็นชิ้นๆ สมสุขเดินลงไปนั่งมองพายัพที่หายใจรวยริน
       “เอาละ โหมโรงกันพอแล้ว ต่อไปคงจะถึงจุดไคลแมกซ์แล้วนะ”
       พายัพมองสมสุขด้วยแววตาอาฆาต
      
       ชาติกล้ากับวศินรออยู่ที่ชั้นล่าง ชาติกล้าดูกระวนกระวายทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพายัพร้องอย่างทรมาน
       ชาติกล้าหันขวับไปทางด้านบนแล้วจะวิ่งขึ้นไป
       “จะไปไหน”
       “จะไปดูหน่อยครับว่าเกิดอะไรขึ้น”
       ระหว่างที่ชาติกล้ากำลังจะหันเดินขึ้นตึก ทันใดนั้นทั้งวศินและชาติกล้าต่างก็ต้องตกใจเมื่อมีบางอย่างร่วงลงมาจากตึกร้างกระแทกพื้นจนเสียงดังสนั่น ชาติกล้าหันมองก่อนจะอึ้งไปเพราะมันคือร่างของพายัพที่ใบหน้าแหลกเหลวจนจำแทบไม่ได้นั่นเอง
       “ผมทำให้ตกใจกันหรือเปล่าครับ”
       เสียงสมสุขดังขึ้น ชาติกล้าหันไปก็เห็นสมสุขเดินเช็ดมือเข้ามา
       “แก”
       ชาติกล้าชักปืนออกมาแล้วเล็งไปที่สมสุข
       “อ้ะๆ ก่อนจะกัดน่ะ ขออนุญาตเจ้าของหรือยังเดี๋ยวโดนเจ้าของดุเอานะ”
       “เอาปืนลง” วสินสั่ง
       “ท่านครับ”
       “บอกให้เอาปืนลงไง” ชาติกล้าจำใจต้องเอาปืนลง วศินเดินเข้ามาหาสมสุข “ตอนนี้อั้วทำตามที่ลื้อต้องการแล้ว” วศินแบมือ “ของอั้วอยู่ไหน”
       “แหม...ยังใจร้อนเหมือนเดิมนะท่าน คิดว่าผมจะลักไก่ท่านหรือไง” วศินจ้องหน้าสมสุข อารมณ์ไม่อยากคุยเล่นแล้ว สมสุขเห็นอย่างนั้นก็ทำหน้าเบื่อ “อ้ะๆ”
       ว่าแล้วสมสุขก็หยิบ SD CARD ออกมาจากใต้ลิ้น ก่อนจะเอามาเช็ดๆ แล้วส่งให้กับวศิน วศินรับไปก่อนจะส่งให้กับลูกน้องเอาไปเปิดดู แล้ววศินก็คว้าปืนจากลูกน้องมาเล็งใส่สมสุข
       “ถ้ามันไม่มีอะไรละก็...”
       ลูกน้องเอาโทรศัพท์มาให้วศินดู วศินรับไปกดดูแล้วก็เห็นสีหน้าของวศินเปลี่ยนไป
       “ไงครับ ผมบอกแล้วว่าผมมันคนพูดจริงทำจริง”
       “แล้วลื้อได้มันมายังไง”
       “เรื่องนี้ก็คงเป็นเพราะหน้าตาของผมบวกกับความโง่ของแม่เลี้ยง”
       สมสุขยิ้ม ก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่แม่เลี้ยงรัญญาคุยโทรศัพท์กับพายัพ
       แม่เลี้ยงรัญญาคุยโทรศัพท์อยู่ภายในห้อง
       “ฉันโทรมาเรื่องคลิปที่พวกแกต้องการไง”
       พายัพได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักมองหน้าวศิน
       “แม่เลี้ยงต้องการอะไร”
       แม่เลี้ยงรัญญาครุ่นคิดแผนบางอย่าง
       “พรุ่งนี้ไปพบฉันที่โกดังร้างนอกเมือง แต่แกต้องมาคนเดียว ถ้าแกไม่ตกลงก็อย่าหวังว่าจะได้เจอตัวฉันอีก”
       แม่เลี้ยงรัญญาวางสายไปก่อนจะหันมาหาสมสุข
       “แค่นี้ใช่มั้ย”
       สมสุขนั่งอยู่ที่โซฟายิ้มอย่างพอใจ แล้วทำหน้าเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
       “อ๋อ...ลืมไป” แม่เลี้ยงรัญญาทำหน้าแปลกใจ “แม่เลี้ยงคิดยังไง ถ้าผมจะเป็นคนเก็บคลิปของไอ้วศินนั่นเอาไว้”
       “เสี่ยจะมาไม้ไหน”
       “อย่าเพิ่งเข้าใจผิดแม่เลี้ยง ที่ผมอยากเก็บเอาไว้เองก็เพื่อความปลอดภัยของแม่เลี้ยงต่างหาก”
       “ความปลอดภัยของฉันหรือของเสี่ยกันแน่”
       “ก็ตามใจนะแม่เลี้ยง แม่เลี้ยงก็รู้อยู่ว่าคนอย่างไอ้พายัพ ถ้ามันได้สิ่งที่ต้องการแล้ว มันจะทำยังไงกับคนที่หมดประโยชน์”
       แม่เลี้ยงรัญญามองสมสุขอย่างชั่งใจ ก่อนจะเปิดหัวแหวนออกแล้วหยิบ SD CARD ส่งให้กับสมสุข
       “ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในนี้ เสี่ยอย่าทำให้ฉันผิดหวังก็แล้วกัน”
       “ไม่ต้องห่วง ฉันจะคืนให้แม่เลี้ยงหลังจากที่ฉันฆ่าไอ้พายัพแล้ว”
      
       แม่เลี้ยงรัญญาพยักหน้ารับคำ โดยไม่เห็นความเจ้าเล่ห์ในแววตาของสมสุข


  


       ด้านวศินยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
      
       “ไม่น่าเชื่อว่าแม่เลี้ยงจะยอมให้ไอ้นี่กับลื้อง่ายๆ อย่างนี้”
       “แหม ก็ไม่เห็นต้องทำอะไรยากนี่ครับ ผมก็แค่จับจุดถูกว่าแม่เลี้ยงกลัวอะไร” วศินกับชาติกล้าทำหน้าแปลกใจ “ก็กลัวตายไงครับ ทศกัณฑ์คงไม่สู้กับพระรามถ้ายังมีหัวใจอยู่กับตัวเอง”
       วศินอมยิ้ม แต่แล้วทันใดนั้นวศินก็หยิบปืนขึ้นมาเล็งไปที่สมสุข
       “งั้นลื้อก็พลาดที่ให้กล่องดวงใจกับอั้วแล้วละ”
       สมสุขทำสีหน้านิ่งไม่รู้สึกอะไร ชาติกล้าเข้ามาบอกกับวศิน
       “ท่านครับ ให้ผมเป็นคนยิงมันเอง” ระหว่างนั้นสมสุขหัวเราะออกมา ชาติกล้าหงุดหงิด “ขำอะไรวะ”
       ชาติกล้าคว้าปืนไปจะยิง วศินห้ามไว้
       “เดี๋ยว”
       วศินมองสมสุขที่อมยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้านก็พอจะรู้ว่าสมสุขมีแผนอะไร
       “ลื้อก๊อปปี้ไอ้นี่ไว้แล้วใช่มั้ย”
       “อุ้ย...รู้ได้ไงเนี่ย แหม อุตส่าห์ไม่บอกว่ามีอีกอันนึงที่ผมก๊อปปี้แล้วส่งไปให้เพื่อนผมแล้ว แล้วไอ้เพื่อนผมคนนี้มันก็เป็นคนรักเพื่อนมากซะด้วย ผมก็เดาไม่ถูกเหมือนกันว่าถ้าผมเป็นอะไรไป เพื่อนผมมันจะทำอะไรยังไงกับคลิปนั่นเพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับผม”
       “แก”
       ชาติกล้าจะปรี่เข้าไป วศินห้ามเอาไว้
       “เดี๋ยว” ชาติกล้าเจ็บใจ
       “แหม ดีใจจริงๆ ที่ท่านห้ามเอาไว้ เพราะถ้าเกิดผมมีแม้แต่รอยข่วน บางทีเพื่อนผมมันอาจจะปล่อยอะไรเล็กๆ น้อยๆ ออกมาเป็นหนังตัวอย่างก็ได้”
       วศินกับชาติกล้ามองสมสุขอย่างเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้
      
       ไผ่พญายืนรอภูวนัยกับอภิวัฒน์อยู่ที่โถงเซฟเฮาส์อย่างร้อนใจ ระหว่างนั้นเสียงมือถือของไผ่พญาดังขึ้น ไผ่พญามองเบอร์แล้วรับสาย
       “คะคุณตะวัน...อ๋อ พอดีฉันออกมา...มา...” ไผ่พญานึกหาเรื่องโกหก ระหว่างนั้นภูวนัยกับอภิวัฒน์เดินเข้ามาพอดี แต่ไผ่พญาไม่เห็น ภูวนัยมายืนอยู่ทางด้านหลังไผ่พญา “อ๋อ...มาโอนเงินให้แม่นะคะ” ภูวนัยส่ายหน้า “ไม่ต้องห่วงคะคุณตะวัน” ภูวนัยได้ยินก็ชะงักไป “คะ...แล้วฉันจะรีบกลับคะ”
       ไผ่พญาวางสายไป ภูวนัยกระแอมให้สัญญาณ
       “แฮ่ม”
       ไผ่พญาตกใจ รีบหันไป
       “อุ้ย”
       “ขวัญอ่อนจริงนะคุณ แต่อย่างว่าแหละคนที่ชอบโกหกก็มักจะขี้ตกใจอย่างนี้แหละ เพราะกลัวว่าคนเขาจะจับได้”
       “โกหกอะไร” แล้วไผ่พญาก็นึกได้ว่าภูวนัยได้ยินที่เธอคุยกับตะวันฉาย “อ๋อ...หรือว่านายจะให้ฉันพูดความจริงละ เอามั้ย เดี๋ยวฉันจะโทรไปบอกคุณตะวันว่าตอนนี้ฉันอยู่ที่เซฟเฮาส์...แล้วที่ฉันยังกลับไม่ได้ก็เพราะว่าผู้ร้ายตัวเอ้เพิ่งหนีไป ให้ฉันบอกความลับทางราชการเลยมั้ยละ” ภูวนัยชะงักไปที่ไผ่พญาสวนจนพูดไม่ออก ไผ่พญายี้ปากให้ภูวนัยก่อนจะหันไปถามกับอภิวัฒน์ “เป็นไงมั้งคะท่าน เจอตัวสมสุขมั้ยคะ”
       อภิวัฒน์กำลังจะพูดแต่แล้วภูวนัยก็พูดสวนขึ้นมา
       “เจอ แล้วพวกเราก็จัดการจับมันเรียบร้อยแล้ว” ไผ่พญาดีใจมาก
       “จริงเหรอคะ ค่อยโล่งอกหน่อย”
       “หมวดไปโกหกคุณไผ่เขาทำไม”
       “โกหก” ไผ่พญาหันขวับไปทางภูวนัย
       “ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณไผ่เขาโกหกแล้วอ้างความลับราชการ ผมก็กลัวว่าความลับทางราชการจะรั่วไหลก็เลยต้องโกหกแบบคุณไผ่บ้าง”
       ไผ่พญาทำหน้าหมั่นไส้ภูวนัยเต็มแก่ แล้วหันมาถามอภิวัฒน์
       “แสดงว่าเสี่ยสมสุขหนีไปได้เหรอคะ” อภิวัฒน์พยักหน้า
       “ตอนนี้สถานการณ์ของเราไม่ค่อยดี ถ้ายังไงผมอยากให้คุณไผ่กับเพื่อนของคุณอยู่แต่ในเซฟเฮาส์”
       “ทำไมคะ”
       “คุณก็รู้ว่าสมสุขเขาฉลาดแล้วก็เป็นตัวอันตรายแค่ไหน”
       “แต่มันก็ไม่น่าจะรอดอยู่ได้นานนะครับ ทั้งตำรวจแล้วก็พวกไอ้พายัพต้องตามล่าสมสุขแน่ๆ”
       “ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี อย่าเป็นอย่างที่ฉันคิดเลย”
       “ท่านคิดว่าอะไรคะ”
       “สมสุขจะหันไปร่วมมือกับวศิน”
       ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นต่างก็อึ้งไป
      
       เวลาต่อมา ภูวนัยกำลังค้นข้าวของดูหลักฐานต่างๆ อยู่ภายในห้องสมสุข อภิวัฒน์เดินเข้ามา
       “ทำอะไรน่ะหมวด”
       “กำลังดูว่าสมสุขทิ้งเบาะแสอะไรไว้หรือเปล่าครับ ถ้าเจอเราอาจจะรู้ว่าสมสุขหนีไปไหน”
       “ผมว่าหมวดไม่เจออะไรหรอก” ภูวนัยแปลกใจ “อย่างที่บอกนั่นแหละ สมสุขมันฉลาดเป็นกรดอย่างนั้น ผมว่ามันคงจะวางแผนหนีมานานแล้ว” ภูวนัยเจ็บใจที่ทำอะไรไม่ได้ซักอย่าง อภิวัฒน์นึกขึ้นได้ “คุณไผ่ละ”
       “ไม่ทราบครับ อาจจะกลับไปแล้วก็ได้”
       “เหรอ...ถ้าอย่างนั้นผมว่าหมวดควรจะไปส่งคุณไผ่หน่อยนะ”
       อภิวัฒน์พูดจบก็เดินออกไป ปล่อยให้ภูวนัยนิ่งไปเหมือนกำลังตัดสินใจ
      
       ไผ่พญาเดินมาตามทาง ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยก็ดังขึ้น
       “เดี๋ยวก่อนคุณ”
       ไผ่พญาหันไปก็เห็นภูวนัยเดินเข้ามา
       “มีอะไร”
       “พอดีท่านอภิวัฒน์อยากให้ผมไปส่งคุณ”
       ไผ่พญาผิดหวังเหมือนกันเพราะคิดว่าภูวนัยเป็นห่วง
       “ไม่เป็นไร ฉันกลับเองได้”
       “ทำไม...กลัวคุณตะวันเห็นหรือไง”
       ไผ่พญาเสียใจที่ภูวนัยพูดอย่างนั้นจึงหันหลังเดินออกไปเลย ภูวนัยงงกับท่าทีของไผ่พญาที่แสดงออกมาอย่างนั้น
       “เดี๋ยว” ภูวนัยเข้าไปจับมือ “ก็ผมบอกว่าเดี๋ยวผมไปส่งไง”
       ไผ่พญาสะบัดมือออก
       “ถ้านายคิดอย่างนั้น อย่าไปดีกว่า” ไผ่พญาหันหลังเดินต่อ
       “ทำไม ผมก็แค่อยากทำอะไรให้คุณบ้างก่อนที่คุณจะไปเมืองนอก ก็เท่านั้น”
       ไผ่พญานิ่ง สงบสติอารมณ์แล้วหันมาบอกกับภูวนัย
       “ถ้าอย่างนั้นนายพาฉันไปสวนสนุกหน่อยได้มั้ย” ภูวนัยทำหน้าสงสัย “ฉันอยากไปสวนสนุกก่อนที่จะไปเมืองนอก”
       ภูวนัยนิ่งไปอย่างลังเล
      
       ชาติกล้ามองดูศพของพายัพที่ตายอย่างน่าอนาถ ชาติกล้าระบายลมหายใจออกมาก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาแล้วกดโทรออก
       “หมู่...ขอกำลังเสริมให้ผมหน่อย ตอนนี้ผมกำลังจะเข้าจับกุมไอ้พายัพที่กำลังซื้อขายยาล๊อตใหญ่อยู่”
       ชาติกล้าวางสายไปก่อนจะหยิบปืนขึ้นมา แล้วชาติกล้าก็จะตัดสินใจยิงไปที่ต้นแขนตัวเอง ปัง!
       ชาติกล้าร้องอย่างเจ็บปวด เลือดไหลมาตามแขน ชาติกล้ามองไปที่ศพของพายัพ
      
       “ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ปล่อยให้แกตายเปล่าแน่”
      

       รถของภูวนัยแล่นเข้ามาจอดที่หน้าประตูทางเข้าเซฟเฮาส์ ไผ่พญามองไปที่บ้านแล้วหันมาถามภูวนัยด้วยอาการงงๆ
      
       “อ้าว...ฉันบอกว่าฉันจะไปสวนสนุก ทำไมพาฉันมาส่งบ้านละ”
       “คุณไม่ได้ยินที่ท่านอภิวัฒน์บอกหรือไงว่าตอนนี้มันไม่ปลอดภัย เราไม่ควรไปไหนมาไหนให้กลายเป็นเป้าพวกนั้น”
       “แต่มันเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันอยากทำนะ”
       ภูวนัยนิ่งไปก่อนจะพูดขึ้นแบบเย็นชา
       “รีบเข้าไปเถอะ เดี๋ยวคุณตะวันออกมาเห็นมันจะไม่ดี” ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ฉุนเลยเอื้อมมือไปบีบแตรดังลั่น ภูวนัยรีบห้ามเป็นพัลวัน “ทำอะไรของคุณน่ะ”
       “เรื่องของฉัน”
       ไผ่พญาไม่สน พยายามบีบแตรอีก ภูวนัยต้องจับมือทั้งสองของไผ่พญาขึงเอาไว้
       “ผมบอกให้หยุดไง”
       “ทำไมต้องหยุด นายกลัวคุณตะวันจะเข้าใจผิด ฉันก็จะให้คุณตะวันออกมาเห็น แต่บอกไว้เลยนะว่าคุณตะวันเขาไม่ได้คิดอย่างที่นายคิด เพราะคุณตะวันเขาเชื่อใจฉัน”
       ภูวนัยชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ เสียงดังใส่
       “ใช่ซิ ตอนนี้อะไรๆ ก็คุณตะวันดีไปหมด”
       ไผ่พญาไม่ยอม ชะโงกหน้าเข้ามาเสียงดังกลับ
       “แน่นอน คุณตะวันเขาเป็นคนที่คิดอะไรก็พูดอย่างนั้น ชอบก็บอกว่าชอบ”
       ภูวนัยชะโงกหน้าใกล้เข้าไปอีก เสียงดังแข่ง
       “แล้วไง คุณน่าจะขอบคุณผมที่ผมไม่พาคุณไปสวนสนุก เพราะเกิดคุณเป็นไรขึ้นมาเดี๋ยวจะไม่ได้ไปเมืองนอกเปล่าๆ”
       ไผ่พญาไม่ยอม ยื่นหน้าใกล้เข้าไปอีก
       “ฉันเป็นไร นายก็ไม่สนอยู่แล้วนี่”
       “รู้ได้ยังไงว่าผมไม่สน”
       คำพูดของภูวนัยทำเอาทั้งไผ่พญาและภูวนัยเองก็ถึงกับชะงักไป ไผ่พญากับภูวนัยใบหน้าใกล้กันจนเกือบจะจูบกันอยู่แล้ว ไผ่พญากับภูวนัยต่างสบตา ทั้งสองกำลังจะจูบกัน แต่แล้วตะวันฉายก็เคาะกระจกรถ ไผ่พญากับภูวนัยสะดุ้งผละออกจากกัน ทั้งสองต่างทำหน้าไม่ถูก ไผ่พญารีบเปิดประตูลงจากรถ
       “คุณตะวัน”
       ตะวันฉายกำลังจะทักไผ่พญา แต่แล้วตะวันฉายก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นภูวนัยลงมาจากรถ ภูวนัยมองไผ่พญาอยู่กับตะวันฉายเลยตัดสินใจยอมเจ็บเอง
       “พอดีผมไปธนาคารแล้วเจอคุณไผ่พอดีน่ะครับ”
       “อ๋อ...ครับ ขอบคุณมากครับคุณภู คุณไผ่ไม่เป็นไรนะครับ” ตะวันฉายถามไผ่พญา
       “คะ ทำไมเหรอคะ”
       “ผมเห็นคุณไผ่หายไปนาย นี่ผมคิดจะออกไปหาคุณไผ่อยู่พอดี”
       “ไม่ต้องห่วงครับ เธอปลอดภัยทุกกระเบียดนิ้ว”
       “คุณภูทานอะไรมาหรือยังครับ อยู่ทานข้าวเย็นกันก่อนมั้ยครับ” ตะวันฉายเอ่ยชวน
       “ไม่เป็นไรครับ พอดีผมมีธุระต้องไปทำอีก”
       “ได้ครับ...เข้าบ้านเถอะครับ เดี๋ยวผมทำอะไรให้กิน”
       ตะวันฉายเดินนำหน้าไผ่พญาเข้าไป ภูวนัยทำท่าจะขึ้นรถเป็นจังหวะที่ไผ่พญาหันมองพอดีจึงเห็นว่าภูวนัยไม่สนใจ แต่พอไผ่พญาเดินเข้าไปในบ้าน ภูวนัยก็หยุดก่อนจะมองตามไผ่พญาอย่างคนที่อกหัก
      
       ตะวันฉายกับไผ่พญาเดินเข้ามาในบ้าน
       “คุณไผ่จะทานอะไรดีครับ ในตู้เย็นมีไข่ มีผักบุ้ง มีอะไรอีกนะ เดี๋ยวขอไปดูก่อน”
       “คุณตะวันจะไม่ถามหน่อยเหรอคะว่าฉันเจอคุณภูที่ไหน”
       “ก็ที่ธนาคารไม่ใช่เหรอครับ”
       ตะวันฉายยิ้มให้ก่อนจะเดินหายไปในครัว ไผ่พญามองตามตะวันฉายอย่างรู้สึกผิดที่โกหก แล้วไผ่พญาก็นึกไปถึงตอนที่เถียงกับภูวนัยบนรถ
       “ฉันเป็นไร นายก็ไม่สนอยู่แล้วนี่”
       “รู้ได้ยังไงว่าผมไม่สน”
       ไผ่พญากลุ้มใจ
       “ตกลงว่านายสนหรือไม่สนกันแน่ เฮ้อ...แต่นายกำลังทำให้ฉันสับสน คนบ้า”
       ขณะนั้นตะวันฉายแอบมองอยู่มุมหนึ่งด้วยสายตาเศร้าๆ
      
       วันต่อมาในงานแถลงข่าวหน้ากก.ปส. วศินกับชาติกล้าที่มีผ้าพันแผลนั่งอยู่ นักข่าวหลายสำนักต่างเต็มไปหมด
       “อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าตอนนี้เรากำลังดำเนินนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล แต่นโยบายของเราจะสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีผู้ปฏิบัติ แล้วผู้ที่ปฏิบัติการอย่างเฉียบขาดในครั้งนี้ก็คือ ร้อยตำรวจเอกชาติกล้า”
       นักข่าวถ่ายรูปชาติกล้าที่นั่งแขนเจ็บกันแสงแฟลชระรัว
       “ผมอยากให้ประชาชนทุกคนสบายใจ เพราะเรากำลังดำเนินนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างจริงจัง”
       “จริงจังในความหมายของหมวดคือการวิสามัญหรือเปล่าครับ”
       “ผมว่าอาการบาดเจ็บจากปฏิบัติการทำลายล้างเมื่อคืนของผม คงเป็นคำตอบให้ทุกท่านเป็นอย่างดี”
       “ช่วยเล่ารายละเอียดตอนเข้ากวาดล้างได้มั้ยคะ”
       “พอดีผมได้รับรายงานว่านายพายัพกับแม่เลี้ยงรัญญาจะมีการส่งมอบยาล๊อตใหญ่กัน แต่เหมือนทั้งสองคนจะรู้ตัวจึงได้เปลี่ยนแผนกะทันหัน ผมซึ่งคอยติดตามความเคลื่อนไหวของพายัพอยู่แล้วคิดว่าถ้ารอกำลังเสริมบางทีเราอาจจะไม่มีโอกาสอีก ผมเลยแสดงตัวเข้าจับกุม”
       “แล้วตอนนั้นที่หมวดเข้าจับกุม หมวดไม่กลัวเหรอคะ”
       “ถ้าผมกลัว แล้วใครจะปกป้องประชาชนละครับ การตายของนายพายัพกับแม่เลี้ยงรัญญาก็เป็นเพื่อความสงบสุขของประชาชนทุกคน”
       นักข่าวทั้งหลายที่นั่งฟังอยู่ต่างพยักหน้าอย่างชื่นชม
      
       อภิวัฒน์กำลังดูข่าวที่ชาติกล้ากับวศินแถลง ระหว่างนั้นภูวนัยผลุนผลันเข้ามาในห้อง
       “ท่านครับ ท่านทราบข่าวเรื่องพายัพหรือยังครับ”
       อภิวัฒน์กดรีโมทปิดโทรทัศน์
       “รู้แล้ว” อภิวัฒน์บอกหน้าเครียด
       “ท่านคิดยังไงครับ คิดว่ามันฆ่ากันเองเหรอครับ”
       “ไม่หรอก พายัพถือเป็นแหล่งปั้มเงินของวศิน การฆ่าพายัพก็เท่ากับมันฆ่าตัวตาย”
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ถ้าท่านบอกว่าพายัพคือแหล่งปั้มเงินของวศิน แล้วถ้าวศินมันได้แหล่งปั้มเงินใหม่ที่เป็นตัวตายตัวแทนละครับ”
       “หมวดกำลังหมายถึง...”
       “เสี่ยสมสุข”
       อภิวัฒน์ถึงกับนิ่งไปเพราะถ้ามันเป็นอย่างที่เขาคิดจะทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย ภูวนัยเองก็มีสีหน้าเครียดลงอย่างเห็นได้ชัด
      
       ที่บ้านสมสุข เหล่าบรรดาลูกน้องยืนเรียงรายอยู่ภายในบ้านจนกระทั่งสมสุขก้าวเข้ามา
       “ในที่สุด ฉันก็ได้กลับบ้านซะที”
       “ยินดีต้อนรับกลับบ้านครับ”
       สมสุขสูดอากาศภายในบ้านเข้าไปเต็มปอดแล้วระบายออกมาอย่างสดชื่น
       “ฮ้า...กลิ่นอิสรภาพมันสดชื่นอย่างนี้นี่เอง” แล้วสมสุขก็ทำหน้าตุๆ “พวกแกได้กลิ่นอะไรมั้ย” พวกลูกน้องมองหน้ากันงงๆ สมสุขหันไปหาลูกน้องสนิทของตัวเองก่อนจะหยิบปืนที่เอวเดินมาหาลูกน้องของพายัพที่ยืนเรียงราย แล้วถามลูกน้องพายัพคนแรก “ตอนที่ฉันไม่อยู่ ไอ้พายัพมันเลี้ยงแกดีมั้ย”
       “เอ่อ...ไม่ดีครับ ผมรอนายกลับมา”
       ยังไม่ทันที่ลูกน้องพายัพจะพูดจบ สมสุขก็ยิงใส่ทันที ปัง!
       “ฉันไม่ชอบคนโกหก ถ้าไอ้พายัพมันเลี้ยงไม่ดีแล้วเสือกอยู่กับมันทำไม” สมสุขเดินเข้ามาหาคนที่สอง “แล้วแกละ ไอ้พายัพมันเลี้ยงแกดีมั้ย”
       ลูกน้องเห็นคนแรกตอบว่าไม่ดีไปแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็ต้องตอบอีกแบบ
       “ดีมากครับ”
       ทันใดนั้นสมสุขก็ยิงใส่ลูกน้องคนที่สองอีก ปัง!
       “ถ้ามันเลี้ยงดี งั้นตามไปอยู่กับมันแล้วกัน”
       ลูกน้องคนอื่นๆ พอเห็นสมสุขจะฆ่าทิ้งหมดต่างก็พากันวิ่งหนี สมสุขวาดปืนยิงใส่ทีละคน ปังๆๆ! ลูกน้องพายัพล้มตายเป็นใบไม้ร่วง
       “ฉันรู้ละว่ากลิ่นอะไร กลิ่นของพวกคนทรยศนี่เองที่มันทำให้ฉันอึดอัด”
       สมสุขเดินมาโยนปืนให้กับลูกน้องตัวเอง สมสุขเช็ดมือก่อนจะทำท่าจะเดินไป ระหว่างนั้นลูกน้องอีกคนวิ่งเข้ามา
       “เสี่ยครับ”
      
       “มีอะไร”


  


       วศินนั่งรออยู่ที่มุมหนึ่งของบ้าน ชาติกล้ายืนอารักขาอยู่ข้างๆ ระหว่างนั้นสมสุขเดินยิ้มเผล่เข้ามา
      
       “แหม...ถือว่าท่านเป็นแขกคนแรกของบ้านผมเลยนะเนี่ย”
       “เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงปืน มีอะไรหรือเปล่า”
       “เปล่า ก็แค่ทำความสะอาดล้างไอ้พวกลูกน้องพายัพออกไปเท่านั้น ที่จริงแกก็ต้องตามไอ้พายัพมันไปด้วย...แต่ฉันเห็นว่าเรายังมีผลประโยชน์กันอยู่”
       ชาติกล้าจ้องหน้าสมสุขด้วยความโกรธ วศินตัดบทขึ้น
       “ลื้อเรียกอั้วมาทำไม”
       “แหม...ผมนึกได้ว่ามีเรื่องที่ท่านควรต้องทราบเอาไว้หน่อย”
       “อย่าบอกว่าลื้อจะเอาไอ้เพื่อนที่อยู่ต่างประเทศมาต่อรองผลประโยชน์กับอั้วนะ”
       “ไม่ละ ผมมันใจกว้าง เรื่องนั้นมันจิ๊บจ๊อย เพราะผมว่าเรื่องที่ผมจะบอกท่าน ผมว่ามันสำคัญกว่านั้นมาก”
       “มีอะไรก็พูดมา ไม่ต้องมาเล่นลิ้น” ชาติกล้าบอก
       “อุ้ย...อารมณ์ร้อนจริงๆ นะหมวด” สมสุขหันไปพูดกับวศิน “ท่านไม่สงสัยบ้างเหรอครับว่าที่ผมรอดมาได้เพราะใคร แล้วทำไมผมถึงมาปรากฏตัวตอนนี้ แล้วไอ้ที่แก็งค์ห้าเสือที่ล้มหายตายจาก เป็นฝีมือใคร”
       วศินกับชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นก็อยากรู้ขึ้นมาทันที สมสุขอมยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
      
       ไผ่พญาเดินลงมาจากบนบ้านก่อนจะแปลกใจเมื่อเห็นตะวันฉายเดินเข้ามา
       “คุณตะวันไปไหนมาคะ”
       “ไปเดินออกกำลังมานิดหน่อยน่ะครับ”
       “แล้วทำไมคุณตะวันไม่ปลุกฉัน จะได้ไปเดินเป็นเพื่อน”
       ตะวันฉายรู้ว่าไผ่พญาเป็นห่วง
       “ผมไม่เป็นอะไรหรอกครับ”
       ไผ่พญากลัวว่าตะวันฉายจะคิดมาก
       “เอ่อ...ไม่ใช่อย่างนั้นคะ แบบว่าเผื่อคุณตะวันเจอหมาไงคะ ฉันจะได้ช่วยไล่ แฮ่....” ไผ่พญาทำท่าขู่ ตะวันฉายขำ ไผ่พญาเห็นตะวันฉายหัวเราะได้ก็ค่อยยังชั่ว “แต่จะว่าไป พักนี้คุณตะวันอาการดีขึ้นนะคะ หรือว่าคุณตะวันจะหายแล้ว”
       “มันไม่หายง่ายๆ อย่างนั้นหรอกครับ คุณไผ่ไม่อยากไปอเมริกากับผมใช่มั้ยครับ”
       ไผ่พญาถึงกับชะงักที่ตะวันฉายพูดออกมาอย่างนั้น ไผ่พญาไม่รู้จะตอบยังไง
       “เปล่าหรอกคะ คือฉันยังไม่ได้บอกแม่เรื่องนี้เลยคะ แม่ฉันอยู่ที่นี่คนเดียว ถ้าฉันไป”
       ตะวันฉายรู้ถึงความอึดอัดของไผ่พญา
       “ไม่เป็นไรครับ ผมรอให้คุณไผ่บอกคุณแม่ก่อนก็ได้ครับ”
       ระหว่างนั้นมีเสียง SMS จากมือถือของไผ่พญาดังขึ้น ไผ่พญาหยิบขึ้นมาอ่านแล้วไผ่พญาก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นว่าเป็นข้อความจากภูวนัย
       “ผมอยากเจอคุณ ไปเจอผมที่ริมน้ำนะ”
       ไผ่พญาเห็นข้อความอย่างนั้นแวบแรกคือแปลกใจ แวบต่อมาคือความรู้สึกแอบมีความหวังจนยิ้มออกมา แต่แล้วไผ่พญาก็รีบหุบยิ้มเมื่อเห็นตะวันฉายมองมาที่เธออย่างแปลกใจ
       “เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอกคะ พอดีธนาคารเขาส่งข้อความมาบอกว่าข้อมูลที่เมื่อวานมีผิดพลาดนิดหน่อย ต้องให้ฉันไปแก้”
       “เหรอครับ ให้ผมไปเป็นเพื่อนมั้ยครับ”
       “ไม่ต้องคะ” ตะวันฉายทำหน้าสงสัย “คือ แบบว่าไปเร็ว...เสร็จเร็ว...จะได้กลับมาเร็วๆ ไงคะ แดดข้างนอกร้อนจะตาย แล้วถ้าเกิด...”
       ตะวันฉายรู้ว่าไผ่พญาไม่อยากให้ไป
       “งั้นผมรออยู่บ้านแล้วกันครับ”
       “คะ...เดี๋ยวฉันจะรีบไปรีบกลับนะคะ”
       ไผ่พญายิ้มให้ตะวันฉายเป็นรอยยิ้มที่เกิดจากความสุขที่จะได้เจอภูวนัย ก่อนจะรีบเดินออกไป ตะวันฉายมองตามไผ่พญาอย่างเป็นห่วง
      
       ไผ่พญารีบออกมาจากบ้าน สีหน้าแช่มชื่นอย่างมีความหวังที่จะได้พบกับภูวนัย พอไผ่พญาเดินออกไปไม่นาน ก็เห็นภูวนัยเดินออกมาจากมุมหนึ่งมองตามไผ่พญาด้วยความรู้สึกเศร้าๆ
       ตะวันฉายแกะซองยา กำลังเทน้ำจะดื่ม ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “คุณตะวัน”
       ตะวันฉายหันไป เห็นภูวนัยยืนอยู่ก็ตกใจเล็กน้อย
       “คุณภู เอ่อ...มาได้ไงครับเนี่ย”
       ภูวนัยมองไปบนโต๊ะแล้วเห็นยาวางอยู่
       “ไม่สบายเหรอครับ”
       ตะวันฉายรีบเก็บยา ไม่อยากให้ภูวนัยรู้เรื่องป่วย
       “ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ปวดหัวนิดหน่อย เอ่อ...พอดีคุณไผ่ไม่อยู่ เธอเพิ่งออก”
       “ผมอยากคุยกับคุณ”
       ตะวันฉายมองภูวนัยด้วยความสงสัยว่าอยากคุยเรื่องอะไร
      
       ไผ่พญาเดินมาถึงที่ริมน้ำ มองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นภูวนัย
       “นี่...ฉันมาแล้ว” ไม่มีเสียงใดๆ ตอบกลับมา ไผ่พญาแปลกใจ “นัดเราแท้ๆ แต่ตัวเองกลับมาสาย”
       ไผ่พญามีเคืองเล็กน้อยแต่ก็เดินไปนั่งรอที่มุมหนึ่ง ก่อนจะพยายามจัดเผ้าจัดผมให้ดูสวย รอการมาเยือนของภูวนัย
       ขณะนั้นภูวนัยอยู่กับตะวันฉายที่เซฟเฮาส์ ภูวนัยพูดขึ้นอย่างจริงจัง
       “ผมรู้เรื่องที่คุณตะวันชวนเธอไปอเมริกา”
       ตะวันฉายมีสีหน้าเครียดเช่นกัน
       “คุณภูไม่อยากให้เธอไปใช่มั้ยครับ”
       ภูวนัยนิ่งไปเหมือนกำลังใช้พลังใจในการจะพูดประโยคต่อไป ภูวนัยหันกลับมาแล้วบอกกับตะวันฉาย
       “ผมอยากให้คุณ...พาเธอไปให้เร็วที่สุด”
       “เอ่อ มีอะไรเหรอครับ”
       “คุณตะวันรู้อยู่แล้วว่าสิ่งที่เธอเข้ามาเกี่ยวข้องมันอันตรายแค่ไหน”
       “ทำไมครับ หรือว่าไอ้พวกที่คุณภูกำลังจัดการ มันคิดจะทำอะไรเหรอครับ”
       ภูวนัยนิ่งคิด ไม่อยากให้ตะวันฉายไม่สบายใจและรู้เรื่องมาก
       “เปล่าครับ....คือสิ่งที่ผมทำอยู่มันใกล้จะสำเร็จแล้ว แล้วผมก็อยากให้เธอเริ่มต้นชีวิตใหม่...กับคนที่ดูแลเธอได้”
       “ผมก็อยากทำอย่างนั้น แต่ดูเหมือนคุณไผ่ไม่อยากจะไป” ภูวนัยนิ่งไปเหมือนจะรู้ว่าไผ่พญาไม่อยากไปเพราะเขา “เรื่องนี้...คงต้องให้หัวใจของเธอเป็นคนบอกเอง”
       “ไม่ได้...คุณตะวัน...คุณต้องรีบพาเธอไปให้เร็วที่สุด”
       “เกิดเรื่องอะไรไม่ดีใช่มั้ยครับ”
       “ตอนนี้ผมบอกไม่ได้ คุณตะวันผมอยากให้คุณสัญญาว่าคุณจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเธอ”
      
       ภูวนัยสบตาตะวันฉายอย่างจริงจัง ขณะที่ตะวันฉายกลับมีสีหน้าหนักใจ
      

      ด้านไผ่พญานั่งรอภูวนัยอยู่ที่ริมน้ำจนถึงกลางคืนโดยไม่ไปไหน ไผ่พญาน้ำตาคลอที่ภูวนัยไม่มาตามนัด
      
       “เห็นฉันเป็นอะไร”
       ไผ่พญาปาดน้ำตาก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกมา ไผ่พญาหยุดแล้วหันกลับไปมองอย่างมีความหวังอีกว่าภูวนัยจะมา แต่เมื่อไม่มี ไผ่พญาจึงหันหลังแล้วเดินออกมาด้วยความเสียใจ
      
       คืนเดียวกันนั้นที่บ้านสุทิน วศินนั่งรออยู่ที่โซฟาโดยมีชาติกล้ายืนคอยอารักขาอยู่ข้างๆ ระหว่างนั้นเสียงของใครคนนึงดังขึ้น
       “นี่มันนอกเวลาราชการแล้วนะวศิน”
       วศินหันไป พอเห็นสุทินซึ่งมียศเป็นพล.ต.อ.ตำแหน่งผบ.ตร. เดินเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นยืน ชาติกล้าโค้งทำความเคารพ
       “นี่เราเป็นคนที่วิสามัญนายพายัพใช่มั้ย” สุทินถามชาติกล้า
       “ครับท่าน”
       สุทินมองแขนของชาติกล้าที่ยังเจ็บอยู่
       “คุณทำได้ดีมาก ท่านผบ.ชื่มชมคุณมาก”
       “ขอบคุณครับท่าน”
       “ว่าไงวศิน มีอะไร”
       “ขอโทษที่ต้องรบกวนพี่ตอนดึกอย่างนี้ แต่ผมมีเรื่องจำเป็นที่ต้องเรียนให้พี่ทราบจริงๆ ครับ”
       “เรื่องอะไร”
       “เรื่องของพี่น้องเราที่ทำตัวนอกแถวครับ”
       สุทินทำหน้าสงสัยขึ้นมาทันที
      
       วศิน ชาติกล้า นั่งอยู่ในห้องทำงานของสุทิน สุทินกำลังดูแฟ้มอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ภายในแฟ้มเห็นรูปของห้าเสือ
       “จากการที่เราดำเนินนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพล ทำให้เราสืบได้ว่าจะต้องมีตำรวจที่คอยช่วยเหลือและร่วมมือกับพวกห้าเสือครับ”
       “ที่เราพูดอย่างนี้ แสดงว่ารู้ตัวตำรวจนอกแถวคนนั้นแล้วใช่มั้ย” วศินหันไปพยักหน้าให้กับชาติกล้า ชาติกล้าจึงนำอีกแฟ้มนึงให้กับสุทิน สุทินเปิดแฟ้มออกพอเห็นรูปของอภิวัฒน์ก็ตกใจเล็กน้อย “อภิวัฒน์เหรอ”
       “ครับท่าน”
       “วศิน นายรู้มั้ยว่านายกำลังสงสัยใคร อภิวัฒน์เขาได้ชื่อว่าเป็นตำรวจที่มีประวัติสะอาดมากนะ”
       “นั่นเป็นด้านที่เราเห็นมั้งครับ แต่ใครจะรู้ว่าอีกด้านนึงมันอาจจะสกปรกมากก็ได้”
       “พวกคุณมีหลักฐานมั้ยละ”
       “ถ้าเรื่องเส้นทางการเงิน เราไม่มีครับเพราะท่านอภิวัฒน์กับพวกห้าเสือคงไม่ทิ้งร่องรอยให้ใครตามสืบได้ แต่ที่เรารู้ก็คือ ท่านอภิวัฒน์ได้ก่อตั้งกองกำลังลับเพื่อช่วยเหลือพวกผู้มีอิทธิพลครับ”
       “พี่สุทินลองยกหูหาท่านพิเชษฐ์ที่ดีเอสไอก็ได้ครับ ผมเพิ่งคุยกับท่านจึงได้รู้ว่าอภิวัฒน์ได้ฆ่าสายของดีเอสไอที่กำลังตามสืบเรื่องแม่เลี้ยงรัญญา”
       “เรื่องนี้ผมเองก็ได้ข่าวมาเหมือนกัน แล้วพวกคุณรู้ได้ยังไงว่าคนที่ฆ่าสายของดีเอสไอเป็นคนของอภิวัฒน์”
       “ขออนุญาตครับท่าน” ชาติกล้าเข้าไปเปิดแฟ้มอีกหน้าเห็นรูปของภูวนัยติดอยู่ “หมวดภูวนัยคือคนที่ลงมือครับ”
       “หมวดภูวนัย”
       “หมวดภูวนัยเคยเป็นหัวหน้าชุดปราบปรามที่ปปส.ครับ แต่เราจับได้ว่าหมวดภูวนัยมีความสัมพันธ์กับพวกผู้มีอิทธิพลจึงได้ถูกให้ออกจากราชการ ตอนนี้เป็นผู้ร้ายที่หนีหมายจับกุม”
       “แล้วที่สำคัญ หมวดภูวนัยคนนี้เป็นเพื่อนกับหมวดชาติกล้าเขา”
       สุทินหันมองชาติกล้าด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจ
       “แม้จะเป็นเพื่อน แต่ถ้าเขาทำผิดกฎหมายผมก็คงต้องจับกุม”
       สุทินมองชาติกล้าอย่างชื่นชม ระหว่างนั้นสุทินเกิดเจ็บหน้าอกขึ้นมา สุทินรีบเปิดลิ้นชักก่อนจะรีบหยิบยาขึ้นมากินทันที
       “เป็นไรครับท่าน”
       “โรคหัวใจน่ะ ไม่เป็นไรมากหรอก” สุทินปิดแฟ้ม แล้วมองวศินกับชาติกล้า “พวกนายต้องการให้ฉันทำอะไร”
       แววตาของวศินกับชาติกล้าเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
      
       ไผ่พญาเดินเข้ามาที่เซฟเฮาส์จึงเห็นตะวันฉายนั่งอยู่
       “เอ่อ...ยังไม่นอนเหรอคะ”
       “ผมรอคุณไผ่น่ะครับ”
       “ไม่ต้องรอฉันหรอกคะ แหม...สงสัยวันนี้เงินเดือนออก คนที่แบงค์นะต่อคิวยาวออกไปที่ถนนเลยละ”
       “คุณไผ่ไปอเมริกากับผมนะครับ”
       ไผ่พญาชะงักที่โดนตะวันฉายจู่โจมไม่ทันตั้งตัว
       “เอ่อ...ทำไมจู่ๆ คุณตะวันถึงได้ถามอย่างนี้ละคะ”
       “ผมรู้ว่าที่คุณไผ่ไม่อยากไปก็เพราะคุณภูใช่มั้ยครับ”
       ไผ่พญาอึ้งไป ก่อนจะยอมรับ
       “คุณตะวันอย่าโกรธฉันเลยนะคะ คือฉันแค่อยากเห็นเขาทำสิ่งที่ตั้งใจไว้สำเร็จน่ะคะ”
       “แต่คุณภูเขาอยากให้คุณไปกับผม”
       ไผ่พญาไม่อยากจะเชื่อที่ได้ยิน
       “อะไรนะคะ”
       “วันนี้คุณภูมาหาผม หลังจากที่คุณไผ่ออกไปแล้ว”
       “แล้ว...แล้วเขามาทำไม”
       “คุณภูอยากให้คุณไปอเมริกากับผม” ไผ่พญาถึงกับอึ้ง
       “เขา...เขาคงจะเกลียดฉันมาก”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับคุณไผ่” ตะวันฉายกำลังจะบอกว่าเพราะภูวนัยเป็นห่วงไผ่พญาต่างหากถึงได้บอกให้ไปกับเขา แต่ไผ่พญากลับพูดขึ้นด้วยความน้อยใจเสียก่อน
       “คะ...ฉันจะไปอเมริกากับคุณตะวัน”
       ตะวันฉายรู้ว่าไผ่พญาพูดอย่างนั้นเพื่อต้องการประชดภูวนัย
       “คุณไผ่ครับ ถ้าคุณไผ่ไปเพื่อต้องการประชดคุณภู ผมว่า...”
       “เปล่าคะ ฉันต้องการไปกับคุณตะวันจริงๆ เอ่อ...ฉันขอตัวขึ้นห้องก่อนนะคะ”
       ไผ่พญาพูดจบก็รีบเดินขึ้นห้องไป ตะวันฉายมองตามรู้สึกแปลกๆ ที่ทำไมเขาไม่ดีใจก็ไม่รู้
      
       อีกด้านหนึ่งที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์ ภูวนัยเดินเข้ามาในเซฟเฮาส์จึงเห็นตำรวจลูกน้องของอภิวัฒน์กำลังขนย้ายข้าวของเอกสารต่างๆ โดยมีอภิวัฒน์กำลังดูเอกสารต่างๆ ก่อนจะโยนลงในกล่อง
       “มีอะไรเหรอครับ”
       “หมวด ผมต้องย้ายพวกเอกสารที่พวกเราทำอยู่ไปไว้ที่อื่น เพราะถ้าสมสุขมันไปร่วมมือกับวศินจริงๆ ผมว่าอีกไม่นาน ที่นี่คงไม่ใช่ความลับอีกต่อไป” ภูวนัยเครียดเช่นกัน อภิวัฒน์นึกขึ้นได้ “แล้วคุณไผ่ว่าไง”
       “ไม่ต้องห่วงครับ ผมบอกให้เธอรีบไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดแล้ว”
       “ดีแล้ว เพราะเราไม่รู้มันจะเป็นยังไงต่อไป ถ้าสมสุขมันหายสาบสูญไปก็ดี แต่ถ้าไม่ผมว่าพวกเรากำลังจะเดือดร้อนแล้วคนที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือคุณไผ่”
      
       ภูวนัยหน้าเครียดหลังจากที่ได้ยินอภิวัฒน์บอกอย่างนั้น


  


       ส่วนภูวนัยนั่งอยู่ในห้องด้วยความคิดถึงไผ่พญา
      
       “ขอโทษนะไผ่ ผมจำเป็นต้องทำอย่างนี้จริงๆ”
       ภูวนัยเศร้าเหมือนคนอกหัก
      
       เช้าวันรุ่งขึ้นไผ่พญานั่งเศร้าซึมอยู่ภายในห้องนอน ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “คุณไผ่ครับ”
       ไผ่พญาหลุดจากภวังค์ก่อนจะลุกมาเปิดประตู แล้วไผ่พญาก็แปลกใจเมื่อเห็นตะวันฉายใส่ชุดเหมือนกำลังจะไปข้างนอก
       “คุณตะวันจะไปไหนคะ”
       “กลับเคลียร์งานแล้วก็เตรียมตัวก่อนจะไปอเมริกาไงครับ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็นิ่งๆ ไป
       “แล้วฉันต้องทำยังไงบ้างคะ”
       “ยังไม่ต้องทำอะไรครับ เดี๋ยวผมกลับมาแล้วค่อยไปจัดการเดินเรื่องด้วยกัน เอ่อ...คุณไผ่อยู่คนเดียวได้นะครับ”
       ไผ่พญาพยักหน้า แล้วเอามือทุบหน้าอกตัวเอง
       “สบายคะ”
       “ผมคงจะไปซักอาทิตย์นึง แล้วผมจะรีบกลับมานะครับ”
       “คะ”
       ไผ่พญายิ้มให้เศร้าๆ
      
       อภิวัฒน์กำลังดูแฟ้มสีหน้าเครียดอยู่ที่ห้องทำงาน ภูวนัยเดินเข้ามาอย่างร้อนใจ
       “ได้ความคืบหน้าของสมสุขแล้วเหรอครับ” อภิวัฒน์ไม่พูดอะไร แต่ยื่นแฟ้มให้ภูวนัยดู ภูวนัยเปิดดูแล้วทำหน้าแปลกใจ “นี่มันลูกน้องของไอ้พายัพทั้งนั้นเลยนี่ครับ”
       “ถูกต้อง ผมเพิ่งได้รับรายงานว่าพบศพของพวกนั้นอยู่ใต้ทางด่วน”
       “ว่าไงนะครับ ท่านคิดว่าใครเป็นคนทำอย่างนี้ครับ”
       “ผมว่าหมวดคงจะคิดเหมือนผมละมั้ง”
       “สมสุขเหรอครับ แวบแรกผมก็คิดว่าเป็นฝีมือของมัน แต่พอคิดอีกทีสมสุขมันน่าจะทำให้เรื่องเงียบกว่านี้ได้”
       “ถ้าเงียบ แล้วใครจะได้ยินละ”
       “หมายความว่าไงครับท่าน”
       “ผมคิดว่าที่สมสุขมันทำอย่างนี้ ก็เพื่อประกาศให้คนในวงการรู้ว่ามันกำลังกลับมาแล้วไง”
       “แล้วทางตำรวจว่าไงครับ”
       “นี่แหละที่ผมหนักใจ พรรคพวกผมบอกว่าชาติกล้าเป็นคนขอทำคดีนี่เอง” ภูวนัยอึ้งไปนิดนึง
       “ท่านคิดว่าไอ้ชาติกำลังจะทำให้เรื่องนี้หายเข้ากลีบเมฆเหรอครับ” อภิวัฒน์พยักหน้าแทนคำตอบ ภูวนัยสีหน้าเครียด “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่า ไอ้สมสุขมันย้ายฝั่งไปอยู่กับพวกมันแล้ว”
       ระหว่างนั้นตำรวจนายนึงเดินเข้ามา
       “ขออนุญาตครับ”
       “มีอะไร”
       “มีตำรวจจากก.ปส.มาครับ”
       ภูวนัยกับอภิวัฒน์ถึงกับมองหน้ากันทันที
      
       ที่เซฟเฮ้าส์ภูวนัยไผ่พญากำลังนั่งซึมกะทืออยู่กับจานข้าว เขี่ยข้าวในจานไปมาอย่างกินไม่ลง ระหว่างนั้นเสียงออดดังขึ้น ไผ่พญาสะดุ้งก่อนจะเดินออกไปมอง ไผ่พญาเดินมาที่ประตูรั้วแล้วต้องแปลกใจเมื่อเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบยืนอยู่หน้าบ้าน 4 คน
       “มีอะไรเหรอคะ”
       “พวกเราเป็นตำรวจน่ะครับ”
       “ตำรวจ...ท่านอภิวัฒน์ให้มาทำอะไรเหรอคะ”
       ไผ่พญาคิดว่าตำรวจนอกเครื่องแบบพวกนั้นเป็นคนของอภิวัฒน์เลยเผลอพูดออกไป ตำรวจนอกเครื่องแบบพวกนั้นพอได้ยินไผ่พญาพูดก็หันไปพยักหน้าให้กัน ไผ่พญาจับสังเกตเลยรู้ว่าคนพวกนั้นต้องไม่ใช่คนของอภิวัฒน์แน่ๆ
       “เอ่อ...ฉันเพิ่งนึกได้ว่าต้มน้ำเอาไว้ เดี๋ยวฉันมานะคะ” ไผ่พญาหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไปเลย
       “เปิดประตูให้พวกเราหน่อย”
       ไผ่พญาเดินจ้ำอ้าว แต่ไม่วายหันมาพูด
       “เดี๋ยวขอฉันปิดแก๊สก่อนนะ เดี๋ยวมาเปิดให้”
       ตำรวจพวกนั้นเห็นไผ่พญาจ้ำอ้าวก็รู้ได้ทันทีว่าไผ่พญารู้ตัวแล้ว
       “ปีนเข้าไป”
       ไผ่พญาหันมาก็เห็นตำรวจนอกเครื่องแบบพวกนั้นเริ่มปีนประตู ไผ่พญาตกใจรีบวิ่งเข้าไปในบ้านทันที
       ไผ่พญารีบวิ่งเข้ามาในบ้าน แล้วรีบปิดประตูทันที ก่อนจะรีบดึงโซฟา โต๊ะเก้าอี้ ทุกอย่างที่ขวางหน้ามาขวางประตูเอาไว้ ไผ่พญาหันรีหันขวางจะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ยังไง
      
       ส่วนที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เดินมากับภูวนัยที่ทางเดิน ก่อนที่ทั้งคู่จะชะงักไปเมื่อเห็นชาติกล้ายืนอยู่
       “ไอ้ชาติ”
       ภูวนัยปรี่จะออกไป แต่อภิวัฒน์รั้งเอาไว้
       “หมวดจะทำอะไร”
       “มันรุกเราจะสุดกระดานแล้วนะครับ ถ้าไม่สู้...เราก็ตาย”
       “ใจเย็นหมวด ที่หมวดชาติมาอย่างนี้ มีอยู่สองอย่าง...หนึ่งมาหาหลักฐานเพื่อทำลายหน่วยงานของเรา...สอง” อภิวัฒน์จ้องภูวนัย “เขาต้องการตัวหมวด” ภูวนัยสีหน้าเครียด “จำที่ผมให้คนของเราเอาเอกสารไปไว้ที่อื่นได้ใช่มั้ย”
       “ครับ”
       “ตอนนี้ต่อให้เขาจับผมไป เขาก็ไม่มีหลักฐานอะไร แต่ถ้าเขาเจอหมวด...ทุกอย่างจะจบลงทันที” ภูวนัยเจ็บใจ “หมวดหนีไปซะ ผมจะถ่วงเวลาพวกนั้นเอาไว้”
       “แต่ท่านครับ”
       “เชื่อผม หมวดต้องหนี แล้วเราจะได้พบกันอีก”
       ภูวนัยพยักหน้าให้อภิวัฒน์ก่อนที่จะรีบวิ่งออกไป อภิวัฒน์มองตามอย่างเป็นห่วงก่อนจะเดินออกมายังโถงที่ชาติกล้ากับพวกวีระ ราชัยยืนอยู่
       “สวัสดีหมวด...มีอะไรให้ช่วยครับ”
       อภิวัฒน์ทักชาติกล้า ชาติกล้าหันมาเห็นอภิวัฒน์ที่นิ่งดูไม่สะทกสะท้านจึงหยิบเอกสารส่งให้อภิวัฒน์
       “นี่หมายค้นกับหมายเรียก เชิญท่านอ่านดูก่อนได้”
       “ไม่เป็นไร แต่ผมอยากรู้ว่าผมทำอะไรผิด”
       “ท่านเป็นผู้ต้องสงสัยที่ให้การสนับสนุนผู้มีอิทธิพล ผมอยากเชิญท่านไปให้ปากคำ”
       “หมวดชาติ...แน่ใจนะที่ทำอย่างนี้”
       “หมวดภูอยู่ไหนครับ”
       “หมวดภูวนัยน่ะเหรอ ผมเคยได้ข่าวว่าเขาเป็นตำรวจฝีมือดีที่โดนคนกลั่นแกล้ง แล้วเขาก็ไม่ได้เป็นตำรวจแล้วนี่ ทำไมหมวดคิดว่าหมวดภูอยู่ที่นี่ละ”
       ชาติกล้าไม่สนกับคำพูดของอภิวัฒน์ หันไปบอกวีระ ราชัย
       “แบ่งกำลังกัน หน่วยเอเอาเอกสารทุกแผ่นกลับไปให้หมด หน่วยบีนำทุกคนที่อยู่ที่นี่ไปที่หน่วย ผมจะสอบปากคำทุกคน” ชาติกล้าหันกลับมาพูดกับอภิวัฒน์ “ตอนนี้กำลังของผมปิดล้อมที่นี่หมดแล้ว ต่อให้ไอ้ภูมันมีปีก มันก็หนีไม่พ้น”
       อภิวัฒน์ทำหน้าไม่ยี่หระ ชาติกล้าเดินออกไป อภิวัฒน์มองตามอย่างเป็นห่วงภูวนัย
       ภูวนัยวิ่งมาที่ประตูหลังแต่แล้วภูวนัยก็ต้องเบรกจนตัวโก่งเมื่อเห็นตำรวจกำลังกรูกันเข้ามา ภูวนัยหันหลังกลับวิ่งกลับเข้ามาในบ้าน ระหว่างนั้นภูวนัยก็เจอเข้ากับวีระที่นำกำลังตำรวจเดินมาตามทาง
      
       ภูวนัยหันมองไปรอบก่อนจะรีบวิ่งผลุบหายเข้าไปในประตูที่อยู่ข้างๆ


  


       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นที่เซฟเฮาส์ ไผ่พญากำลังดันโซฟาโต๊ะเก้าอี้สุดฤทธิ์ เสียงตำรวจนอกเครื่องแบบตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าบ้าน
      
       “เปิดประตูเดี๋ยวนี้ บอกให้เปิดประตูไง”
       ไผ่พญาไม่พูดไม่ตอบโต้ ตำรวจนอกเครื่องแบบเห็นอย่างนั้นเลยหันไปบอกอีกคน
       “ไปดูรอบๆ ซิ ว่ามีประตูอื่นอีกหรือเปล่า”
       ไผ่พญาตกใจที่ตำรวจจะหาทางเข้ามาให้ได้
       “แย่แล้ว ทำไงดี”
       แล้วไผ่พญาก็นึกขึ้นมาได้ รีบหยิบมือถือขึ้นมากดทันที
      
       ที่เซฟเฮาส์อภิวัฒน์ ภูวนัยซ่อนตัวอยู่ภายในห้องเก็บยุทโธปกรณ์ซึ่งมีปืนและเครื่องกระสุนต่างๆ ด้านนอก วีระนำกำลังตำรวจเดินมาตามทาง วีระชี้ให้ตำรวจไปห้องนึงที่อยู่ตรงข้ามกับห้องพยาบาล
       ภูวนัยหยิบปืนขึ้นมาเตรียมพร้อมกับการปะทะ แต่แล้วระหว่างนั้นเสียงมือถือของภูวนัยก็ดังขึ้น ภูวนัยทำหน้าเซ็งที่มือถือดันดังได้จังหวะจริงๆ วีระกับตำรวจได้เสียงมือถือทำให้เปลี่ยนเป้าหมายจากที่จะไปห้องตรงข้ามก็หันมาที่ห้องพยาบาลทันที ภูวนัยยังไม่รับสายไผ่พญาเพราะต้องรีบผลักชั้นเหล็กมาปิดประตูเอาไว้ วีระที่อยู่ด้านนอกบิดลูกบิดได้แต่ดันประตูออกไม่ได้
       “เฮ้ย! ใครอยู่ข้างใน ออกมามอบตัวซะดีๆ”
       ภูวนัยหันรีหันขวางแข่งกับเวลา แล้วก็หันไปเห็นแก๊สน้ำตาที่อยู่บนชั้น วีระกับเหล่าตำรวจต่างพยายามจะเปิดประตู ทันใดนั้นประตูก็เปิดออก วีระกับพวกตำรวจก็กรูกันเข้ามาแต่แล้วทั้งหมดก็เข้ามาอยู่ในห้องที่มีแต่ควันหนาทึบ ภูวนัยอาศัยจังหวะวิ่งแทรกตัวออกมา
       วีระและตำรวจต่างวิ่งออกมาจากห้องแทบไม่ทัน ต่างน้ำหูน้ำตาไหลพราก ตำรวจส่วนที่อยู่หลังบ้านวิ่งเข้ามา ภูวนัยแกล้งปิดหูปิดตาทำเป็นพวกเดียวกับตำรวจพวกนั้น
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “มีคนขัดขืนการจับกุมอยู่ด้านใน รีบไปช่วยเร็ว”
       เหล่าตำรวจพวกนั้นรีบวิ่งผ่านภูวนัยไปที่กลุ่มของวีระและเหล่าตำรวจที่โดนแก๊สน้ำตา ภูวนัยหันไปมองก่อนจะรีบอาศัยจังหวะนั้นรีบวิ่งไปที่ประตูหลังทันที ไม่นานก็เห็นชาติกล้าวิ่งเข้ามาแล้วถามวีระทันที
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “ผมเห็นว่ามีคนแอบอยู่ในห้องนี้น่ะครับหัวหน้ แต่พอพังเข้าไปก็เจอแก๊สน้ำตาเข้าไปเต็มๆ”
       ชาติกล้านิ่งคิดก่อนจะมองไปรอบๆ แล้วสะดุดตาที่ประตูหลังที่มีเหล่าตำรวจต่างกระจัดกระจายกันเต็มไปหมด ชาติกล้ารู้ว่ามันเป็นช่องทางเดียวที่จะหนีได้จึงรีบวิ่งไปที่ประตูหลังทันที
       ภูวนัยกำลังปีนรั้วออกมาอย่างทุลักทุเลเพราะพิษจากแก๊สน้ำตา ภูวนัยทิ้งตัวลงมายังเบื้องล่างได้ ชาติกล้าวิ่งตามมาแล้วรีบวิ่งมาที่รั้ว ชาติกล้ามองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของภูวนัยขณะนั้นภูวนัยหลบอยู่ด้านล่างของรั้วที่มีต้นไม้ ภูวนัยนอนซุกตัวอยู่ตรงนั้นใต้จมูกของชาติกล้าแค่นั้นเองแต่ชาติกล้าไม่เห็น ชาติกล้าหันหลังกลับไปอย่างเจ็บใจ ภูวนัยเป่าปากอย่างโล่งอก
      
       ที่เซฟเฮาส์ภูวนัย ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินอยู่ภายในบ้านส่วนหนึ่ง อีกส่วนนึงเดินขึ้นมาบนชั้นสอง ก่อนจะเห็นตำรวจนอกเครื่องแบบค่อยๆ เปิดประตูเข้ามาภายในห้องนอนของไผ่พญา ตำรวจนอกเครื่องแบบเดินเข้ามาภายในห้อง ไผ่พญาซ่อนตัวอยู่ใต้เตียงใจเต้นระทึก
       ตำรวจนอกเครื่องแบบคนนั้นเดินเข้ามาที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะเปิดมันออก แต่แล้วก็พบกับความว่างเปล่า ระหว่างนั้นตำรวจอีกคนเดินเข้ามา
       “เจอมั้ย”
       “ไม่อยู่บนนี้”
       “แล้วมันหายไปไหนวะ หรือว่ามันจะหนีออกจากบ้านไปแล้ว”
       ไผ่พญาพยายามกลั้นหายใจสุดฤทธิ์ ก่อนจะได้ยินเสียงตำรวจพวกนั้นพากันเดินออกจากห้องไป ไผ่พญาถึงกับฟุบหน้าลงกับพื้นด้วยความโล่งอกที่รอดพ้นจากพวกนั้นได้
       “รอดตายแล้ว” แต่แล้วทันใดนั้นร่างของไผ่พญาก็ถูกดึงออกไปจากใต้เตียงทันที
       ไผพญาร้องลั่น
       “ว้าย...”
      
       ไผ่พญาถูกตำรวจนอกเครื่องแบบทั้ง 4 นายคุมตัวมาที่หน้าบ้าน ไผ่พญาพยายามใช้วาทศิลป์ที่ไม่ค่อยจะได้ผลกล่อมตามประสา
      
       “พี่ เราเป็นพวกเดียวกันนะ ฉันว่าพวกพี่เข้าใจผิดแล้วละ”
       “เงียบๆ เลยไม่ต้องพูดมาก”
       “จริงๆ นะพี่ นี่ฉันทำงานให้ท่านอภิวัฒน์ ไม่เชื่อพี่ลองโทร.ไปถามท่านก็ได้”
       “บอกให้เงียบไง ก็เพราะว่าแกทำงานให้มันไง ถึงได้โดนจับ”
       “หมายความว่าไงพี่ พี่จะไม่ลองคุยกับท่านหน่อยเหรอ”
       “คุยเหรอ ตอนนี้ลูกพี่เธอเอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ”
       “คืออะไร”
       “ก็ตอนนี้หมวดชาติแกเอาคนไปจับลูกพี่เธอที่เซฟเฮาส์แล้วไง”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป ระหว่างนั้นตำรวจอีกคนเข้ามาถามคนที่ทำท่าว่าจะเป็นหัวหน้า
       “พี่ ข่าวที่เราได้มามันมีหลายคนไม่ใช่เหรอ”
       ตำรวจได้ยินอย่างนั้นก็เลยหันไปถามไผ่พญา
       “คนอื่นอยู่ไหน”
       “ไม่มี ฉันอยู่คนเดียว”
       “โกหก บอกมาเร็วๆ”
       “ฉันพูดจริงๆ” ระหว่างนั้นเหมือนไผ่พญานึกบางอย่างขึ้นมาได้ เลยทำท่าตะโกนเข้าไปในบ้าน “ไอ้ขิง...ไอ้งา...หนีไป”
       “พวกมันยังอยู่ข้างใน...ไป”
       ตำรวจนอกเครื่องแบบอีก 3 คนรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน ไผ่พญายังตะโกนไม่หยุด
       “หนีไปเร็วๆ พวกมันเข้าไปแล้ว”
       “หุบปาก”
      
       ไผ่พญารีบเงียบด้วยความกลัว แววตาของไผ่พญาทำหน้าเหมือนมีแผน


  


       ด้านภูวนัยวิ่งหนีมาตามทางจนคิดว่าปลอดภัยแล้วจึงหยุดเพื่อพักเหนื่อย ก่อนที่ภูวนัยจะนึกขึ้นมาได้จึงรีบหยิบมือถือขึ้นมากดหาไผ่พญา
      
       ตำรวจกำลังเอากุญแจมือออกมาจะใส่กุญแจมือให้กับไผ่พญา
       “อะไรพี่ ถึงขนาดต้องใส่กุญแจมือเลยเหรอ ฉันยังไม่ได้มีความผิดนะ”
       “หัวหมอหรือไง เอามือมา”
       ระหว่างนั้นเสียงมือถือของไผ่พญาดังขึ้น ไผ่พญาหยิบขึ้นมาดูเห็นว่าเป็นชื่อภูวนัยแล้วไผ่พญาก็นึกแผนบางอย่างขึ้นมาได้
       “นี่ไงพี่ ท่านอภิวัฒน์โทรมาพอดี พี่คุยกับท่านเลย”
       “เป็นไปได้ยังไง”
       ไผ่พญาส่งมือถือให้กับตำรวจคนนั้น
       “สวัสดีครับท่าน”
       ภูวนัยได้ยินเสียงของผู้ชายรับสายก็ทำให้ชะงักไป ภูวนัยไม่ยอมตอบ ตำรวจคนนั้นแปลกใจเมื่อไม่ได้ยินเสียงพูดอะไร ไผ่พญาแอบชำเลืองมองไปที่ปืนที่ตำรวจคนนั้นเหน็บเอาไว้ที่เอว ไผ่พญาอาศัยจังหวะที่ตำรวจคนนั้นให้ความสนใจกับโทรศัพท์พุ่งเข้าไปแย่งปืนจากเอวของตำรวจคนนั้นทันที
       “เฮ้ย! จะทำอะไร”
       ภูวนัยได้ยินเสียงของไผ่พญากับตำรวจที่ดังออกมาจากโทรศัพท์ก็ทำให้รู้ว่าไผ่พญากำลังมีอันตรายเหมือนกัน
       ตำรวจคนนั้นทิ้งโทรศัพท์มือถือของไผ่พญาลงกับพื้นทำให้สายจากภูวนัยตัดไป ภูวนัยสีหน้าเครียดด้วยความเป็นห่วงไผ่พญา
       ไผ่พญาถือปืนออกคำสั่งกับตำรวจ
       “เข้าไปในรถ”
       “ใจเย็นน้อง ใช้ปืนเป็นเหรอไง”
       “ถ้าใช้ไม่เป็นแล้วคิดว่าฉันจะกล้าแย่งหรือไง เร็วๆ เข้าไปในรถ” ตำรวจคนนั้นเข้าไปในรถ “ใส่กุญแจมือกับเบลล์...เร็วซิ”
       ตำรวจคนนั้นล็อคกุญแจมือเข้ามากับสายคาดเบลล์ ระหว่างนั้นกลุ่มตำรวจที่เข้าไปค้นด้านในเดินออกมา
       “ไม่เห็นมีเลยพี่” ตำรวจที่เพิ่งออกมามองไป เห็นว่าไผ่พญากำลังจับลูกพี่ตัวเองอยู่ “เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ”
       ไผ่พญาหันขวับมาเห็น ไวเท่าความคิดไผ่พญารีบวิ่งหนีไปทันที
       “ตามไป จับมันมาให้ได้”
       ตำรวจสองนายรีบวิ่งตามไผ่พญาออกไปทันที ส่วนอีกนายเข้าไปมาช่วยตำรวจคนที่โดนใส่กุญแจมือ
      
       ไผ่พญาวิ่งหนีการไล่ล่ามาตามทาง ตำรวจทั้งสองวิ่งตามมาติดๆ ระหว่างนั้นไผ่พญาสะดุดขาตัวเองล้มเพราะมัวแต่พะวงหลัง ไผ่พญาลุกขึ้นแล้วรู้สึกเจ็บแปล๊บที่ข้อเท้า ไผ่พญารู้ว่าสภาพนี่เธอวิ่งต่อไปไม่ไหวแน่ ไผ่พญามองไปก็เห็นตึกร้าง เห็นมีการเผาขยะอยู่ข้างๆ ตึกร้าง ขณะที่อีกด้านเป็นซอยแยกไปอีกทาง ไผ่พญาตัดสินใจวิ่งกะเผลกหลบเข้าไปที่มุมตึก ไผ่พญาหายใจหอบก่อนจะค่อยๆ แอบชะโงกหน้ามาดูตำรวจนอกเครื่องแบบพวกนั้นที่วิ่งมาถึงทางแยกพอดี
       ตำรวจนอกเครื่องแบบมองไปที่ซอยแล้วไม่เห็นเงาของไผ่พญา จึงหันกลับมาที่ตึกร้าง ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็รีบหลบไปอีกมุมก่อนที่ตำรวจพวกนั้นจะตามมา
       ไผ่พญาวิ่งเข้ามาที่ตึกร้างก่อนจะแอบอยู่หลังกำแพง ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองคนเดินตามเข้ามาในตึกร้าง
       ไผ่พญามองปืนในมือ
       “เอา...ยิงก็ยิง”
       ระหว่างที่ไผ่พญากำลังจะคิดสู้ อยู่ๆ ก็มีมือนึงเข้ามาปิดปากไผ่พญาแล้วดึงออกไป ไผ่พญาตกใจแต่พอหันไปแล้วก็ต้องตกใจอีกเมื่อเห็นว่าเป็นภูวนัย
       “คุณภู”
       ภูวนัยทำสัญญาณให้ไผ่พญาเงียบเอาไว้
       “คุณเอาปืนมาจากไหนเนี่ย”
       “จากตำรวจพวกนั้นแหละ นี่...เราจะหนีพวกนั้นได้ยังไง”
       ภูวนัยแอบมองไปที่ตำรวจสองคนนั้น แล้วก็หันไปมองควันไฟที่มีการเผาขยะข้างๆ ตึกร้าง ก่อนจะคิดแผนขึ้นมาได้
       “เอาปืนมาให้ผม”
       “หือ” ภูวนัยไม่ตอบคำถามไผ่พญาก่อนจะคว้าปืนจากมือไปเลย “ทำอะไรน่ะ ให้ฉันไว้ป้องกันตัวมั้งซิ”
       “อยู่เฉยเถอะน่า” ภูวนัยกดเอากระสุนปืนออก “คุณรออยู่นี่นะ”
       ภูวนัยพูดเสร็จก็รีบวิ่งออกไป
       “เฮ้ย! ปืนไม่มีลูกแล้วจะให้ฉันทำไม”
      
       ภูวนัยวิ่งเข้ามาที่กองเผาขยะก่อนจะเอาลูกปืนที่ปลดมาจากปืนของไผ่พญาโยนลงไปในกองขยะ ตำรวจนอกเครื่องแบบสองนายเดินมาใกล้จะถึงกำแพงที่ไผ่พญาหลบอยู่ ไผ่พญาเห็นว่าปืนไม่มีลูกเลยหันมาจับกระบอกปืนทำท่าจะใช้ด้ามปืนแทน ระหว่างที่ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองกำลังจะเดินพ้นมุมกำแพงมา ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ปังๆๆ
       “ทางนั้น”
       ตำรวจทั้งสองรีบวิ่งไปทางเสียงปืนทันที ไผ่พญาโล่งอกที่รอดได้แบบเฉียดฉิว ระหว่างนั้นภูวนัยวิ่งเข้ามา
       “ไปเร็ว”
       “เฮ้ย! นายนี่ชอบทำให้ฉันตกใจอยู่เรื่อย พวกนั้นบอกว่าท่านอภิวัฒน์โดนจับเหรอ”
       “เดี๋ยวผมเล่าให้ฟัง รีบไปจากที่นี่ก่อนดีกว่า”
       ไผ่พญาลุกขึ้นแล้วเจ็บแปล๊บที่ข้อเท้า
       “โอ๊ย” ภูวนัยหันมาเห็น
       “มาผมช่วย”
       แล้วภูวนัยก็รีบพยุงไผ่พญาออกไปอีกทางทันที
      
       ที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด ขณะนั้นอภิวัฒน์นั่งอยู่ภายในห้องกำลังนั่งอ่านเอกสาร วศินเดินมานั่งฝั่งตรงข้าม
       “ตอนนี้พี่สุทินให้อำนาจผมเต็มที่ ในการจัดการกับตำรวจบางคนที่แอบตั้งองค์กรผิดกฎหมายขึ้นมา”
       “ผมว่าเราอย่าพูดเรื่องนี้เลย เพราะเราต่างก็รู้กันดีว่า ใคร...ที่ทำผิดกฎหมาย” วศินขำ
       “อ้าวเหรอ ผมรู้อย่างเดียวว่า...คนมีอำนาจ...ไม่ผิด”
       วศินจ้องหน้าอภิวัฒน์อย่างเอาเรื่อง ระหว่างนั้นชาติกล้าเปิดประตูเข้ามา
       “ขออนุญาตครับ”
       “ว่าไง ได้หลักฐานอะไรบ้าง”
       “ไม่มีเลยครับท่าน”
       “อะไรนะ” วศินตกใจ อภิวัฒน์ยิ้ม
       “แล้วเอาไงดี จะปล่อยให้ผมไปทำงานต่อ หรือว่า...ท่านวศินจะใช้อำนาจที่ท่านชอบใช้ดี”
       “ทำไม อยากให้ผมใช้มากหรือไง”
       “ผมเองก็ทำงานหนักมานานแล้ว ถ้าได้พักซักหน่อยก็น่าจะดี”
       “หึ...ผมรู้นะ ท่านอยากให้ผมพักราชการ จะได้เอาเวลาไปทำงานลับๆ อีกใช่มั้ย” อภิวัฒน์พยายามทำหน้านิ่ง “ไม่ละ...ผมว่าให้ท่านมานั่งทำงานอยู่ใกล้ๆ น่าจะดีกว่า เคยได้ยินมั้ย เก็บเพื่อนไว้ใกล้ตัว แต่ให้เก็บศัตรูให้ใกล้ยิ่งกว่า...ไม่ต้องห่วง ยังไงผมก็ต้องหาทางเล่นงานท่านให้ได้อยู่แล้ว”
       แล้ววศินก็เดินออกไป ชาติกล้ามองอภิวัฒน์ด้วยความแค้นก่อนจะเดินตามวศินออกไปอีกคน
      
       อภิวัฒน์นั่งอยู่ภายในห้องสีหน้าเครียดเคร่ง
      

      ไผ่พญากับภูวนัยอยู่ในห้องพักของโรงแรมสามดาวแห่งหนึ่ง ภูวนัยเดินไปที่หน้าต่างก่อนจะปิดผ้าม่านให้มิดชิด
      
       “คืนนี้เราพักที่นี่ก่อนแล้วกัน”
       “แล้วพรุ่งนี้ละ”
       ภูวนัยนิ่งไป เพราะยังไม่รู้อนาคตเหมือนกัน ไผ่พญาเข้าใจและโกรธ
       “ไอ้พวกนั้นมันจะไล่ล่าเราไปถึงไหน ป่านนี้ท่านอภิวัฒน์จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
       ภูวนัยนิ่งไป ตอนนี้เขากำลังใช้ความคิดอย่างหนัก ระหว่างนั้นไผ่พญาลุกขึ้นแต่แล้วไผ่พญาก็ต้องร้องโอยออกมาเพราะเจ็บข้อเท้า ภูวนัยหลุดจากความคิดรีบหันมาดูแลไผ่พญา
       “ขอผมดูหน่อย”
       ภูวนัยจับขาของไผ่พญาขึ้นมา
       “โอ๊ย! เอ่อ ฉันไม่เป็นไรหรอก” ภูวนัยวางเท้าไผ่พญาอย่างแผ่วเบาก่อนจะลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ ไม่นานก็ได้ยินเสียงเปิดน้ำลงในอ่าง ไผ่พญาถึงกับเหวอที่ภูวนัยไม่สนใจ “คนบ้า...เวลาที่ผู้หญิงพูดว่าไม่เป็นไร แสดงว่าเธออยากให้สนใจเธอมากกว่านี้ ชิ...เคยเข้าใจผู้หญิงบ้างมั้ยเนี่ย” ภูวนัยเดินออกมาจากห้องน้ำ ไผ่พญาทำหน้างอนๆ แต่แล้วจู่ๆ ภูวนัย ก็เดินเข้ามาช้อนร่างของไผ่พญาขึ้น “เฮ้ย! นายจะทำอะไรน่ะ” ไผ่พญาถามอย่างตกใจ
       “อยู่เฉยๆ เถอะน่า”
       ภูวนัยอุ้มไผ่พญาเดินเข้าไปในห้องน้ำ
      
       ภูวนัยอุ้มไผ่พญาเข้ามาในห้องน้ำก่อนจะวางไผ่พญาลงที่ขอบอ่าง
       “เอ้า...แช่เท้าซะ น้ำอุ่นจะได้ช่วยให้หายเร็วขึ้น”
       “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวก็หายแล้ว”
       “ยังจะเถียงอีก เอาเท้ามานี่” ไผ่พญาไม่ยอมยก ภูวนัยเลยก้มลงไปจับเท้าของไผ่พญาขึ้นมาเลยไผ่พญาร้องโอดโอย “เอ้า...แช่ซะ” ภูวนัยค่อยๆ หย่อนเท้าไผ่พญาลงในอ่างน้ำอุ่น “เป็นไงดีขึ้นมั้ย”
       “ก็...ก็ดี”
       “อยู่นิ่งๆ นะ”
       ว่าแล้วภูวนัยก็เอามือลงไปในอ่างน้ำก่อนจะนวดที่ข้อเท้าของไผ่พญา
       “ทำอะไรน่ะ”
       “ผมนวดให้ จะได้หายเร็วขึ้น”
       ไผ่พญาอึ้งไปมองภูวนัยที่กำลังนวดเท้าให้เธออย่างนุ่มนวล ไผ่พญาอมยิ้มมีความสุข แม้ว่าตอนนี้กำลังจะมีอันตรายแต่เธอกลับรู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่กับภูวนัย
      
       ภูวนัยกำลังเอาผ้าขนหนูหุ้มเท้าของไผ่พญาเอาไว้ ไผ่พญาพยายามซ่อนความเขินเอาไว้
       “เอาผ้าอุ่นประคบไว้อย่างนี้แหละ พรุ่งนี้น่าจะดีขึ้น” ภูวนัยทำเสร็จก็ลุกขึ้น แล้วก็เห็นไผ่พญาหน้าแดง “หน้าคุณแดงๆ นะ มีไข้หรือเปล่า”
       “ปะเปล่า...ไม่”
       ไผ่พญาพูดยังไม่ทันจบ ภูวนัยก็เอามือมาอังที่หน้าผาก ไผ่พญายิ่งเขินเข้าไปใหญ่
       “ก็ไม่ร้อนนี่”
       “ก็บอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้เป็นอะไร เดี๋ยว...เมื่อกี้นายเอามือข้างไหนมาจับหน้าฉัน”
       “ก็ข้างที่นวดเท้าให้คุณไง”
       “อ๊าย! ตาบ้า”
       ไผ่พญาตีภูวนัยเป็นระวิง ภูวนัยหัวเราะชอบใจก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบลงเพราะภูวนัยกับไผ่พญาเผลอสบตากัน แต่แล้วก็มีเสียงตึ่งๆๆ ทำลายความเงียบ ภูวนัยกับไผ่พญาแปลกใจว่าเสียงอะไรที่ดังมาจากข้างห้อง ก่อนที่จะมีเสียง อู้ว...อ้า ดังขึ้น แล้วภูวนัยกับไผ่พญาก็รู้ทันทีว่าเป็นเสียงอะไร ไผ่พญาทำหน้าเขินๆ
       “เอ่อ...สงสัยผู้หญิงข้างห้องคงจะเจ็บขาเหมือนกัน”
       ภูวนัยเขินเหมือนกัน
       “เอ่อ...นั่นซิ”
       แล้วไผ่พญากับภูวนัยก็ต้องอยู่ในช่วงความเงียบ ไผ่พญาเลยแก้เขินหันไปหยิบรีโมททีวี
       “ดูโทรทัศน์ดีกว่า” ทันทีที่ไผ่พญาเปิดทีวีก็เห็นหนังโป๊ปรากฏขึ้น “ว้าย” ไผ่พญาตกใจรีบปิดแทบไม่ทัน
       “เอ่อ...เดี๋ยวผมขอไปเดินเล่นหน่อย”
       ภูวนัยทำท่าจะเดินออกไปเพราะรู้ว่าบรรยากาศกำลังเป็นใจ แต่ไผ่พญากลับเรียกเอาไว้
       “อย่าไปนะ” ภูวนัยหันมา อึ้งไป ไผ่พญาเห็นสายของภูวนัยก็เข้าใจว่าภูวนัยคิดอะไร “เอ่อ...ไม่ใช่อย่างนั้น คือตอนนี้พวกนั้นกำลังไล่ล่าเราอยู่ แล้วถ้าเกิดนายออกไปเจอพวกมันจะทำยังไง”
       “อ๋อ จริงด้วย”
       “เอ่อ...ห้องน้ำยังว่าง นายเดินเล่นในห้องน้ำก็ได้นะ”
       “ได้”
       ภูวนัยเดินเข้าห้องน้ำตามคำแนะนำของไผ่พญาเฉยเลย ภูวนัยยืนพิงประตูห้องน้ำพยายามตั้งสติ ไผ่พญาเองก็เขินสุดแสนจะเขิน
      
       เวลาต่อมา ไผ่พญานอนไม่หลับอยู่บนเตียงขณะที่ภูวนัยก็นอนอยู่ที่โซฟา
       “นายเคยคิดที่จะหนีมั้ย” จู่ๆ ไผ่พญาก็ถามขึ้นมา ภูวนัยเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาไม่เข้าใจในความหมาย
       “คือฉันรู้สึกว่าพวกเราเหมือนแมลงตัวเล็กๆ ที่กำลังสู้กับยักษ์ ฉันไม่รู้ว่าวันไหนที่พวกมันจะจับเราได้”
       “ผมมาไกลเกินกว่าที่จะถอยหลังกลับแล้ว”
       “ฉันไม่ได้ให้นายยอมแพ้นะ แต่...”
       ภูวนัยหน้าเครียดขึ้นมาอีก
       “พอได้แล้ว รีบนอนเถอะ ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก”
       ภูวนัยพลิกตัวนอนตัดบท ไผ่พญามองภูวนัยสีหน้าเศร้า
       “ฉันแค่ไม่อยากเสียนายไป”
      
       สีหน้าไผ่พญาเศร้าลงด้วยความเป็นห่วงภูวนัย


  


       กลางดึกคืนนั้น ภายในห้องพัก แลเห็นภูวนัยนอนอยู่ที่โซฟา ส่วนไผ่พญานอนอยู่ที่เตียง ด้านนอกขณะนั้นหน่วยรบพิเศษเดินเข้ามาตามทางเดิน โดยมีชาติกล้าเดินตามมาพร้อมกับนำตัวผู้จัดการโรงแรมมาด้วย
      
       “พวกมันอยู่ห้องไหน”
       “ห้องนั่นครับ”
       ผู้จัดการชี้นิ้วไปที่ห้องพักของภูวนัย ชาติกล้าปล่อยตัวผู้จัดการไปก่อนจะให้สัญญาณหน่วยรบพิเศษเดินไปที่หน้าห้อง
       หน่วยรบพิเศษมีอาวุธครบมือเตรียมพร้อมอยู่หน้าห้อง ชาติกล้าเดินเข้ามาก่อนจะให้สัญญาณพังประตู ปัง!
       หน่วยรบพิเศษพังประตูเข้ามาในห้อง ภูวนัยกับไผ่พญาที่นอนหลับสนิทสะดุ้งตื่น ภูวนัยรีบกระโดดเข้ามาหยิบปืนที่วางอยู่ แต่ไม่ทันเมื่อหน่วยรบพิเศษต่างเล็งอาวุธมาพร้อมยิง
       “อย่าขยับ”
       ไผ่พญารีบกระโดดเข้ามาหาภูวนัย แล้วภูวนัยกับไผ่พญาก็ต้องอึ้งไปเมื่อเห็นชาติกล้าเดินเข้ามา
       “ไอ้ชาติ”
       “คิดว่าจะหนีฉันพ้นหรือไง”
       ภูวนัยยังไม่ทันพูดอะไร ชาติกล้าก็ยิงใส่ภูวนัยทันที ปัง! ภูวนัยถูกยิงเข้าที่หน้าอก เลือดไหลทะลัก ไผ่พญาร้องด้วยความตกใจ
       “ไม่...อย่ายิง”
       ไผ่พญาพลิกตัวเองออกมากันภูวนัย ชาติกล้าไม่สน ยิงใส่ไผ่พญาอีกคน ปัง! ไผ่พญาถึงกับช็อคเมื่อเห็นตัวเองถูกยิง ไผ่พญาล้มลงไปนอน
       ไผ่พญากับภูวนัยต่างนอนตะเกียกตะกายอยู่ที่พื้น ทั้งสองพยายามจะจับมือกัน น้ำตาไผ่พญาไหลพราก แต่แล้วชาติกล้าก็เดินเข้ามาที่ภูวนัยก่อนจะกระหน่ำยิงไม่ยั้ง ปังๆๆๆ
       “ไม่”
      
       ไผ่พญาสะดุ้งตื่น
       “ไม่”
       ไผ่พญาสะดุ้งลุกขึ้นเหงื่อแตกเต็มใบหน้า ภูวนัยที่กำลังจะเดินออกจากห้องรีบโผเข้ามาดูไผ่พญา
       “เป็นไรคุณ”
       ไผ่พญาเห็นภูวนัยยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นก็โผกอดร้องไห้สะอื้น
       “ฉันฝันร้าย ฝันว่าหมวดชาติบุกเข้ามายิงพวกเรา”
       ภูวนัยกับไผ่พญากอดกันอย่างเนิ่นนาน ภูวนัยซึมซับความเป็นห่วงของไผ่พญา ภูวนัยปาดน้ำตาให้กับไผ่พญา
       “ตราบใดที่ผมยังอยู่ ผมจะไม่ยอมให้พวกมันทำอะไรคุณเด็ดขาด”
       ไผ่พญาพยายามกลั้นน้ำตาเรียกขวัญกลับมาก่อนจะเห็นว่าภูวนัยแต่งตัวแล้ว
       “นายจะไปไหน” ภูวนัยไม่อยากบอก “จะไปหาพวกมันใช่มั้ย”
       “ไผ่ คุณฟังนะ ตอนนี้ถ้าเราจะชนะพวกมันได้เราต้องมีคลิปของแม่เลี้ยง”
       “แล้วนายรู้เหรอว่ามันอยู่ไหน”
       “ผมเชื่อว่าอยู่กับสมสุข”
       “แล้วสมสุขละ นายก็ไม่รู้อีกว่าสมสุขอยู่ที่ไหน”
       “ผมถึงต้องทำอย่างนี้ไง พวกมันต้องซ่อนตัวสมสุขไว้ที่ไหนซักที”
       “นายอย่าไปเลยนะ ถ้าเกิดพวกมันจับนายได้”
       “ผมไม่มีทางเลือก”
       ภูวนัยพูดจบก็ลุกขึ้นกำลังจะเดินไป ไผ่พญานิ่งไปก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้
       “ใครว่านายไม่มี”
       ภูวนัยหันมองไผ่พญาด้วยความสงสัยในคำพูดของไผ่พญา
       “ไม่มีทาง ผมไม่ยอมให้คุณทำแน่ๆ”
       “ฉันรู้ว่ามันเสี่ยง แต่ก็น่าจะดีกว่านาย ตอนนี้นายโดนกี่คดีเข้าไปแล้ว”
       “ไม่...มันอันตรายเกินไป”
       “ฉันเอาตัวรอดได้น่า เชื่อใจเด็กเลี้ยงแกะอย่างฉันซิ”
       แม้ว่าไผ่พญาจะให้ความมั่นใจอย่างนั้น แต่ภูวนัยกลับมีสีหน้าเครียดยิ่งกว่าเดิม
      
       หน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติด ภูวนัยเดินเข้ามาหยุดอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้าม สีหน้าภูวนัยเต็มไปด้วยความหนักใจ
       “คุณพร้อมมั้ย”
       ภูวนัยหันไปถามไผ่พญาซึ่งอยู่ในชุดพนักงานทำความสะอาด กำลังจัดเครื่องแต่งกาย ภูวนัยเดินเข้ามาก่อนจะจับผ้าโพกศรีษะของไผ่พญาที่กำลังจะหลุด ภูวนัยเอื้อมมือไปมัดปมที่ด้านหลังให้ไผ่พญา ไผ่พญามองภูวนัยด้วยแววตาของคนที่แอบรัก ภูวนัยผูกเสร็จก็หันมาสบตากับไผ่พญา
       “ผมไม่อยากให้คุณเข้าไปเลย”
       “ไม่ต้องห่วงน่า เดี๋ยวฉันรีบเข้าไป แล้วรีบออกมานะ”
       ไผ่พญาพยายามยิ้มให้ภูวนัยเพื่อไม่ให้เขาเป็นกังวล ไผ่พญาหยิบอุปกรณ์กำลังจะเดินเข้าไป ระหว่างนั้นภูวนัยเรียกเอาไว้
       “เดี๋ยว” ไผ่พญาหันมา “เอ่อ...ระวังตัวด้วย”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็พยักหน้าแทนคำตอบ แต่พอหันหลังกลับมาก็แอบยิ้มดีใจที่ภูวนัยเป็นห่วง ไผ่พญาใส่หน้ากากอนามัยก่อนจะเดินเข้าไปในหน่วยปราบปรามยาเสพติด
      
       ภูวนัยมองตามอย่างเป็นห่วง


  


       ไผ่พญาเดินเข้ามาในหน่วยปราบปรามยาเสพติดแล้ว แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อเห็นชาติกล้า วีระและราชัยเดินมา
      
       “เฮ้ย”
       ภูวนัยที่กำลังฟังสถานการณ์ผ่านทางสมอลล์ทอล์ก พอได้ยินเสียงไผ่พญาตกใจ ก็ตกใจด้วย
       “มีอะไร”
       “หมวดชาติ”
       “นิ่งๆ เอาไว้ ทำอย่างที่คุณบอกผม ตอนนี้คุณเป็นพนักงานทำความสะอาด ไม่ใช่ไผ่พญา”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ทำให้เธอมั่นใจขึ้น ไผ่พญาทำเป็นกวาดขยะที่อยู่แถวนั้น ชาติกล้าเดินมากับวีระและราชัย
       “ไม่น่าเชื่อนะครับว่ามือปราบในตำนานอย่างท่านอภิวัฒน์ จะเป็นสายให้ไอ้พวกห้าเสือ”
       “พวกนายก็ดูตัวอย่างเอาไว้แล้วกัน คนทำเลวสักวันความเลวนั่นก็ต้องปรากฏ”
       ไผ่พญาทำหน้าหมั่นไส้ที่ชาติกล้าพูดซะตัวเองเป็นคนดี
       “แล้วหมวดภูทำงานให้กับท่านอภิวัฒน์จริงเหรอครับหัวหน้า”
       “เลิกถามได้แล้ว เดี๋ยวผมจะออกไปธุระ กลับมาแล้วผมต้องการคำให้การของลูกน้องท่านอภิวัฒน์ทุกคน”
       ไผ่พญาแกล้งเดินกวาดพื้นไปตามทาง ภูวนัยกำลังบอกทางทางสมอลล์ทอล์ก
       “เดินไปสุดทาง ห้องไอ้ชาติอยู่ห้องสุดท้ายทางขวามือ”
       ไผ่พญากำลังกวาดพื้นผ่านหน้าชาติกล้า วีระ ราชัย แต่แล้วเสียงของราชัยก็เรียกเอาไว้
       “เดี๋ยว”
       ไผ่พญาสะดุ้งเฮือก ราชัยเดินเข้ามาไผ่พญาใจเต้นระทึก ภูวนัยก็ได้ยินลุ้นระทึกเช่นเดียวกับไผ่พญา
       แต่แล้วไผ่พญาก็โล่งอกเมื่อราชัยเดินเข้ามาแล้วบอก
       “ขอคายหมากฝรั่งหน่อย”
       “ค่ะ”
       ไผ่พญายกที่โกยผงให้กับราชัยบ้วนหมากฝรั่งลงไป ไผ่พญารีบหันหลังจะเดินไปอีก ชาติกล้ามองตามด้วยความสงสัย
       “เดี๋ยวก่อน”
       ไผ่พญาชะงักอีก ชาติกล้าเดินเข้ามา ไผ่พญาใจระทึก ชาติกล้าเอื้อมมือขึ้นไปเหมือนจะดึงหน้ากากอนามัยของไผ่พญาออก ไผ่พญาใจเต้นตูมตาม แต่แล้วที่ชาติกล้าดึงออกมาก็คือสมอลล์ทอล์กของไผ่พญานั่นเอง
       “ที่นี่ห้ามใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ไม่รู้ระเบียบของที่นี่หรือไง”
       “ค่ะ ฉันเพิ่งมาทำงานวันแรกคะ”
       ชาติกล้าแบมือเหมือนขอมือถือไผ่พญา ไผ่พญาแอบกดตัดสาย ภูวนัยอยู่ด้านนอกก็แปลกใจเมื่อสายตัดไป
       “ฮัลโหล...ไผ่...ไผ่...ได้ยินผมมั้ย”
       ไผ่พญาจำต้องยื่นมือถือให้กับชาติกล้า
       “เดี๋ยวเลิกงานแล้วไปเอาที่เคาน์เตอร์ข้างล่างแล้วกัน”
       “ค่ะ”
       ชาติกล้า วีระและราชัยเดินจากไป ไผ่พญาแอบเป่าปากโล่งอกก่อนจะหันมองไปตามทางที่ห้องเป้าหมาย ไผ่พญาเดินกวาดพื้นมาตามทางสายตาก็สอดส่องไปอย่างระวังตัว พอมีตำรวจเดินมาทีก็แกล้งทำเป็นกวาดพื้นต่อ ไผ่พญาเดินมาจนถึงหน้าห้องของชาติกล้า
      
       ไผ่พญามองป้ายชื่อด้านหน้าแล้วก็เห็นว่ามาถูกห้องแล้ว


  


       ภูวนัยนึกเป็นห่วงไผ่พญาเขามองไปที่หน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติด แต่แล้วก็ต้องรีบยกหนังสือพิมพ์ขึ้นบังหน้า เมื่อเห็นชาติกล้าเดินออกมา ภูวนัยเห็นชาติกล้าเดินไปที่รถกำลังจะไปข้างนอก ก็โล่งอก
      
       ชาติกล้าเดินมาถึงรถแต่แล้วเพิ่งนึกได้ว่าลืมกุญแจรถ จึงเดินกลับไป ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็รีบโทร.หาไผ่พญา โทรศัพท์ของไผ่พญาที่อยู่ในตะกร้าดังเจ้าหน้าที่หันมามองแต่ไม่สนใจ ภูวนัยมองไปที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดด้วยความเป็นห่วงไผ่พญา
      
       ส่วนไผ่พญากำลังค้นหาข้อมูลในห้องทำงานของชาติกล้า ค้นแฟ้มไปทั่ว ระหว่างนั้นชาติกล้าเดินมาตามทางเดิน ขณะที่ไผ่พญาเปิดลิ้นชักออกจึงเห็นออร์แกนไนเซอร์ของชาติกล้าวางอยู่ ไผ่พญารีบหยิบขึ้นมาเปิดดู ชาติกล้าเดินมาถึงห้องกำลังจะเปิดประตูเข้าไป แต่แล้วเสียงของราชัยก็ดังขึ้น
       “อ้าว...หัวหน้าลืมอะไรเหรอครับ”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ
       “เฮ้ย กลับมาทำไมเนี่ย”
       “ลืมกุญแจรถน่ะ ผมฝากงานที่สั่งไว้ด้วยละ” ชาติกล้าตอบราชัย
       “ไม่ต้องห่วงครับ”
       ชาติกล้าพยักหน้า แล้วเปิดประตูเข้ามาในห้อง มองไปรอบๆ ด้วยความรู้สึกแปลกๆ ไผ่พญาแอบอยู่ใต้โต๊ะทำงาน ชาติกล้าเดินเข้ามาไผ่พญาลุ้นตัวโก่งระหว่างนั้นเสียงมือถือของชาติกล้าก็ดังขึ้น
       “ครับท่าน ผมกำลังรีบไปอยู่ครับ”
       ชาติกล้าวางสายก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกุญแจรถที่วางอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะเดินไป ไผ่พญาโล่งอกเมื่อได้ยินเสียงปิดประตู
       “คนเป็นโรคหัวใจทำงานแบบนี้ไม่ได้นะเนี่ย...ฟู่”
      
       ไผ่พญาเป่าปากโล่งอก แล้วมุดออกมาจากใต้โต๊ะ แต่ทันทีที่หันหน้ามาก็ต้องตกใจเมื่อเห็นชาติกล้ายืนจังก้าอยู่ที่หน้าประตู
      

       จบตอนที่  17
ตอนที่ 18
      
       ภูวนัยนั่งรออยู่อย่างกระวนกระวายจนในที่สุดก็ตัดสินใจบุกเข้าไป ระหว่างนั้นชาติกล้าพาไผ่พญาออกมาจากหน่วยปราบปรามยาเสพติด ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็พยายามจะวิ่งข้ามถนนไปช่วยไผ่พญา แต่ก็มีรถวิ่งขวักไขว่ขวางทางไปหมด
      
       ชาติกล้าพาไผ่พญาขึ้นรถแล้วขับออกไป ภูวนัยวิ่งข้ามถนนมาแต่ก็ไม่ทันซะแล้ว ภูวนัยเจ็บใจและเป็นห่วงความปลอดภัยของไผ่พญา ครุ่นคิดว่าจะช่วยเธอยังไง
      
       ตำรวจซึ่งเป็นลูกน้องวศินยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำ อภิวัฒน์เดินเช็ดมือออกมาจากห้องน้ำ
       “นี่...นายยืนเฝ้าหน้าห้องก็ได้มั้ง ฉันรู้สึกไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเท่าไหร่”
       “ไม่ได้ครับ ท่านวศินบอกให้ผมจับตาดูท่านตลอดเวลา”
       “หึ” อภิวัฒน์ส่ายหน้าเซ็งๆ ระหว่างนั้นมีเสียงโวยวายดังขึ้นก่อนจะเห็นตำรวจหลายนายกำลังวิ่งไปตามทางเดิน “มีอะไรกัน”
       ตำรวจคนนั้นเรียกตำรวจอีกคนที่กำลังวิ่งไปเพื่อถาม
       “มีอะไร”
       “รถท่านวศินไฟไหม้”
       อภิวัฒน์ได้ยินอย่างนั้นก็สงสัย
       “ไม่ไปช่วยเขาดับเหรอไง ผมว่าวศินมันยิ่งโมโหง่ายอยู่ด้วยนะ”
       ตำรวจคนนั้นลังเลก่อนจะตัดสินใจวิ่งออกไป อภิวัฒน์มองตามอย่างครุ่นคิด
      
       อภิวัฒน์รีบเปิดประตูเข้ามาในห้องทำงานก่อนจะรีบเดินมาที่โต๊ะทำงานเพื่อหยิบมือถือขึ้นมา ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยดังขึ้น
       “ท่านครับ”
       อภิวัฒน์หันไปก็ต้องตกใจเมื่อเห็นภูวนัยยืนอยู่
       “หมวดภู ผมกำลังจะโทรหาคุณอยู่พอดี คุณเข้ามาในนี้ได้ยังไง” อภิวัฒน์ถามอย่างแปลกใจแล้วนึกได้ “หรือว่ารถไอ้วศินที่ไฟไหม้เป็นฝีมือคุณ”
       “ผมจำเป็นต้องทำอย่างนั้นครับ ท่านครับพวกมันจับตัวไผ่ไป”
       “อะไรนะ”
       “ผมผิดเอง ผมใช้เธอปลอมตัวเข้ามาเพื่อสืบดูว่าไอ้ชาติมันซ่อนสมสุขไว้ที่ไหน...ท่านครับ...ผมอยากให้ท่านช่วย ท่านมีกำลังให้ผม...”
       “ผมช่วยอะไรไม่ได้”
       อภิวัฒน์ขัดขึ้นก่อนที่ภูวนัยจะพูดจบ ภูวนัยถึงกับอึ้งไป
       “อะไรนะครับ”
       “ตอนนี้มันตัดมือตัดไม้ผมหมด แถมมันยังให้คนมาเฝ้ายี่สิบสี่ชั่วโมง”
       “ท่านไม่มีวิธีอื่นเลยเหรอครับ”
       “ผมอยากช่วยคุณไผ่นะหมวด แต่ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้ ขอโทษจริงๆ หมวด” ภูวนัยกัดฟันด้วยความโกรธก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป แต่แล้วจู่ๆ อภิวัฒน์ก็พูดขึ้นก่อนที่ภูวนัยจะออกจากห้อง “ผมไม่มีกำลังที่จะช่วยหมวด...แต่ผมมีวิธี”
       ภูวนัยชะงัก หันมา
       “วิธีอะไรครับ”
       “พวกมันรู้ว่าคุณไผ่สำคัญกับหมวด ถ้าหมวดอยากได้ตัวเธอคืนหมวดก็ต้องเอาของสำคัญจากมันมาเหมือนกัน”
       ภูวนัยนิ่งคิดตามคำพูดของอภิวัฒน์
      
       วศินเดินเข้ามาหาสมสุขที่นอนอาบแดดอยู่ที่สระว่ายน้ำ แล้วยื่นหนังสือที่ถือมาให้
       “อั้วอยากให้ลื้ออ่านเป็นคนแรก” สมสุขหันมอง เห็นวศินยืนยื่นหนังสือให้อยู่ “อาทิตย์หน้าจะมีงานเปิดตัวหนังสือ อั้วรู้ว่าลื้อคงไปไหนไม่ได้เลยเอามาให้ลื้ออ่านเป็นคนแรก”
       “อะไร...หนังสือสวดมนต์เหรอครับ” สมสุขรับมาดู “เขาคือวีรบุรุษ” สมสุขอ่านชื่อหนังสือแล้วอ่านคำโปรยต่อ “มือปราบที่ได้ชื่อว่าเป็นตำรวจผู้ซื่อสัตย์แห่งทศวรรษ ผู้ที่จะนำพาเรารอดพ้นจากยุคมืดของผู้มีอิทธิพล...” สมสุขขำ
       “เฮ้ย! นี่ท่านเอาจริงเหรอ”
       “ทำไม ไหนๆ ไอ้พวกห้าเสือก็ตายไปแล้ว พวกมันคงดีใจที่อย่างน้อยความตายของพวกมันก็ยังทำประโยชน์ให้กับอั้ว”
       “นับถือจริงๆ”
       “แล้วลื้อละ เมื่อไหร่จะทำประโยชน์ให้กับอั้ว”
       สมสุขหันมองวศิน
       “ทำไมครับ กลัวเงินเดือนจะไม่ออกเหรอครับ”
       “พูดดีๆ อั้วไม่ใช่ลูกจ้างลื้อ แล้วเรื่องเงินอั้วก็ไม่สน เพราะไม่ว่ายังไงลื้อก็ต้องจ่าย”
       “ครับ...ครับ...รู้แล้วครับ...แต่ผมเพิ่งกลับมาอยู่บ้าน ขอผมเตรียมตัวเตรียมใจอีกซักสองสามวันนะ”
       ระหว่างนั้นลูกน้องของวศินเดินเข้ามา
       “ท่านครับ ผมได้รับแจ้งว่ารถของท่านที่จอดอยู่ที่ปปส.เอ่อ...”
       “เอ่ออ่าอะไร รถอั้วทำไม”
       “รถท่านไฟไหม้ครับ”
       “อะไรนะ แล้วมีใครรู้บ้างว่าเพราะอะไร” วศินถามอย่างโกรธจัด
       “คนของเราที่นั่นกำลังตรวจสอบอยู่ครับ”
       “ดี...หาตัวคนทำมาให้ได้ อยู่ๆ ไฟมันคงไม่ติดเองหรอก” ลูกน้องวศินรีบเดินออกไป วศินขัดใจ ระหว่างนั้นเสียงมือถือของวศินดังขึ้น วศินรับสายอย่างหงุดหงิด “เฮ้ย! อยู่กันยังไงให้รถอั้วไฟไหม้วะ...อะไรนะ” สมสุขเห็นท่าทางวศินอย่างนั้นก็สนใจขึ้นมาทันที “จับตัวมันไว้ก่อน เดี๋ยวอั้วจะเป็นคนรีดนังนั่นเอง”
       วศินวางสายไป สมสุขพูดขึ้นเหมือนคนอ่านเกมออก
       “นังนั่นที่ท่านว่า คงจะเป็นผู้หญิงที่อยู่ในทีมของท่านอภิวัฒน์ใช่มั้ยครับ”
       “ลื้อไม่ต้องรู้หรอก ไปทำในสิ่งที่ลื้อต้องทำเถอะ” วศินบอกแล้วจะเดินออกไป
       “ไม่มีอะไร ผมก็แค่อยากเตือนท่านเอาไว้ เวลาที่หมามันจนตรอกน่ะ น่ากลัวที่สุด”
       “ก็ดูแล้วกันว่ามันจะสู้ลูกปืนได้มั้ย”
       วศินเดินออกไป สมสุขมองตามกำลังครุ่นคิดแผนบางอย่าง
      
       วศินกำลังเดินออกมาจากบ้านสมสุข มีลูกน้อง 3 คนเดินตามมา ระหว่างนั้นเสียงมือถือดังขึ้น วศินมองเบอร์ที่ไม่คุ้นก่อนจะกดรับ
      
       “ฮัลโหล อะไร...จากไหนนะ...หน่วยดับเพลิง มีอะไร”


  


       ภูวนัยยืนอยู่ที่มุมหนึ่งบนถนนที่อยู่ในซอยบ้านวศินกำลังคุยมือถืออยู่
      
       “ตอนนี้บ้านท่านกำลังถูกไฟไหม้ครับ แม่บ้านเหรอครับ ตอนนี้คนในบ้านปลอดภัย แต่เราพาส่งโรงพยาบาลหมดแล้วครับ ตอนนี้เราเลยขอให้ท่านกลับมาดูความเสียหายครับ”
       ภูวนัยวางสายไปด้วยสีหน้าเครียด
      
       ไผ่พญาถูกจับมัดอยู่กับเก้าอี้ที่ตึกร้างแห่งหนึ่ง ถูกชาติกล้าขู่หนัก
       “เธอจะโทร.หามันหรือจะให้ฉันส่งนิ้วเล็กๆ ของเธอไปให้มันแทน”
       “ฉันไม่โทร แกมันไอ้เพื่อนชั่ว...เพื่อนเลว...เพื่อนทรยศ”
       “ด่าไปเถอะ ถ้าคิดว่าฉันจะรู้สึกกับคำพูดพวกนั้นละก็ฉันคงยืนอยู่ในจุดที่ฉันอยู่ไม่ได้” ชาติกล้าจิกหัวไผ่พญาขึ้นมา “ปกป้องมันไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะช้าจะเร็วมันก็ต้องตายอยู่ดี โทรหามัน”
       “ถุย”
       ไผ่พญาถ่มน้ำลายใส่หน้าชาติกล้า ชาติกล้าเหลืออดคว้าปืนขึ้นมาเล็งใส่ ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็หลับตาเหมือนเตรียมใจแต่แล้วชาติกล้ากลับลดปืนลง
       “แหม...อย่าดีกว่า” ไผ่พญาลืมตา ใจหายที่รอดตาย “ฉันจะเก็บเธอไว้ แล้วฆ่าเธอต่อหน้ามัน อย่างนี้ซิทรมานกว่า เธอว่าจริงมั้ย”
       ชาติกล้าเก็บปืนก่อนจะเดินออกไป ไผ่พญาเต็มไปด้วยความกลัว
      
       รถของวศินแล่นมาตามทางที่เป็นถนนแถวบ้าน อยู่ๆ ภูวนัยก็เดินออกมาจากข้างทางแล้วยืนขวางทางรถเอาไว้
       ลูกน้องของวศินที่ขับมาพอเห็นภูวนัยก็ตกใจหักหลบ เบรกเอี๊ยด! วศินถึงกับหน้าคะมำ ภูวนัยเดินเข้ามาที่รถของวศิน ระหว่างนั้นลูกน้องของวศินเดินลงมาจากรถ
       “เฮ้ย เป็นบ้าอะไรวะ”
       ภูวนัยไม่พูดพร่ำทำเพลงซัดลูกน้องวศินคว่ำลงภายในพริบตา วศินเห็นอย่างนั้นก็ตกใจ
       “เฮ้ย ลงไปจัดการมันซิวะ”
       ลูกน้องอีกสองคนลงมาจากรถ ก่อนจะชักปืนเข้ามาเพื่อจะจัดการ ภูวนัยวิ่งปรี่เข้ามาก่อนจัดการกับลูกน้องวศินโดยไม่เกรงกลัวปืน ภูวนัยจับมือคนแรกหักบิดก่อนจะเอาตัวลูกน้องนั่นมาบังกระสุนที่อีกคนยิงใส่เข้ามา
       ลูกน้องคนหนึ่งล้มลง ภูวนัยรีบเข้าไปจัดการกับลูกน้องอีกคนที่กำลังจะยิงใส่เขา วิ่งเข้าไปจับปืนก่อนจะกดปลดแมกกาซีนในชั่วพริบตา ลูกน้องคนนั้นยังไม่ทันหายตกใจก็โดนภูวนัยสอยปลายคางจนร่วงกลางอากาศ วศินเห็นอย่างนั้นก็ตกใจจะเปิดประตูลงจากรถ แต่แล้วภูวนัยก็เข้าไปยืนขวาง
       “แกเป็นใครวะ”
       “ท่านจำผมไม่ได้หรือไง”
       วศินมองที่ภูวนัยก่อนจะเห็นสีหน้าวศินตกใจขึ้นมา ภูวนัยแววตาแข็งกร้าวพร้อมชน
      
       ส่วนที่ตึกร้างชาติกล้ากำลังรอคอยการมาของวศิน ไผ่พญานั่งระโหยโรยแรงอยู่ที่เก้าอี้ ระหว่างนั้นเสียงมือถือดังขึ้น ชาติกล้ามองเบอร์แล้วเห็นว่าเป็นวศินจึงรีบกดรับสาย
       “ครับท่าน” ชาติกล้าฟัง แล้วตกใจ “ไอ้ภู”
       ไผ่พญาได้ยินที่ชาติกล้าอุทานชื่อภูวนัยก็ถึงกับหันขวับ
       ขณะนั้นภูวนัยยืนอยู่ข้างรถวศิน
       “ฉันต้องการตัวผู้หญิงของฉัน”
       “แกทำอะไรท่าน”
       ภูวนัยเดินมาที่ท้ายรถจึงเห็นวศินถูกจับมัดอยู่ในกระโปรงหลังรถ
       “ตอนนี้ยัง แต่ถ้าแกไม่พาคนของฉันมาให้ในอีกหนึ่งชั่วโมงละก็ ทั้งมันแล้วก็แกได้เจอในสิ่งที่แกไม่อยากเจอแน่”
       ชาติกล้ากำหมัดแค้น
       “ได้...บอกสถานที่มา”
      
       ชาติกล้าพาไผ่พญาเดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไผ่พญาพยายามหาทางหนี ชาติกล้ารู้ทันบีบแขนไผ่พญา
       “อย่าตุกติก ไม่งั้นเธอไม่ได้เจอไอ้ภูแน่” เสียงมือถือของชาติกล้าดังขึ้น ชาติกล้ารับสาย “ฉันมาถึงแล้ว”
       ภูวนัยยืนอยู่ที่มุมหนึ่งมองดูชาติกล้ากับไผ่พญาจากชั้นสาม
       “แกมาคนเดียวหรือเปล่า”
       “คิดว่าไงละ รีบบอกมาว่าให้พาคนของแกไปที่ไหน”
       “เดินลงบันไดเลื่อนไปชั้นใต้ดิน แล้วเดินออกไปทางด้านหลังของห้าง”
       ชาติกล้ากวาดตามองหาไปรอบๆ เพราะรู้ว่าภูวนัยมองเขาอยู่ แต่จำเป็นต้องเดินไปตามคำสั่งของภูวนัยก่อน ภูวนัยมองดูชาติกล้าที่พาไผ่พญาเดินไปทางบันไดเลื่อน ก่อนจะมองไปรอบๆ ตัวชาติกล้าเพื่อดูว่ามีใครติดตามชาติกล้ามาหรือเปล่า แล้วภูวนัยก็เดินหลบไปอีกทาง
      
       ชาติกล้าพาไผ่พญาเดินมาตามทางที่ชั้นใต้ดิน เดินออกมาทางประตูด้านหลังของห้าง ก่อนจะยกโทรศัพท์ขึ้นคุย
       “ฉันออกมาแล้ว ทำยังไงต่อ”
       ภูวนัยยืนมองอยู่บนลานจอดรถ
       “เลี้ยวขวาแล้วเดินตรงไป”
       “ท่านเป็นยังไง”
       ภูวนัยอยู่ที่ลานจอดรถเดินมาที่รถจึงเห็นวศินถูกใส่กุญแจมือนั่งอยู่ภายในรถ ภูวนัยยื่นมือถือให้วศิน
       “ทักทายลูกน้องหน่อย”
       “มัวทำอะไรอยู่วะ เร็วๆ ซิเว้ย”
       ภูวนัยเอาโทรศัพท์มาคุยต่อ
       “จะไปต่อได้หรือยัง” ชาติกล้าต้องจำใจพาไผ่พญาไปตามคำสั่ง ภูวนัยมองตามชาติกล้า ชาติกล้าพาไผ่พญามาถึงที่หน้าลิฟต์ “หยุด” ภูวนัยสั่ง ทันใดนั้นเสียงลิฟต์ก็ดังขึ้น “ปล่อยเธอเข้าไปในลิฟต์คนเดียว” ชาติกล้าหันมาเห็นลิฟต์ขนของเปิดออก ไม่มีคนอยู่ ชาติกล้าไม่อยากปล่อยไผ่พญาเข้าไป “เร็ว ให้เธอเข้าไป”
      
       ชาติกล้ารีบผลักไผ่พญาเข้าไปในลิฟต์ทันที


  


       ภูวนัยรีบวิ่งมาที่ลิฟต์แล้วกดเรียกลิฟต์ ชาติกล้ามองตัวเลขลิฟต์ที่กำลังขึ้นไป แล้วเดินออกมามองที่ลานจอดรถก่อนจะรีบส่งสัญญาณทางวิทยุให้กับคนที่แอบซุ่มเอาไว้
      
       “มันอยู่ที่ลานจอดรถ ปิดลานจอดรถเอาไว้” ชาติกล้าหันไปมองตัวเลขแล้วเห็นว่าลิฟต์ไปหยุดที่ชั้นสาม “ชั้นสาม...มันอยู่ชั้นสาม”
       ลิฟต์หยุดที่ชั้น 3 ไผ่พญาที่อยู่ในลิฟต์เต็มไปด้วยความหวั่นใจ ระหว่างนั้นประตูลิฟต์เปิดออก แล้วไผ่พญาก็แทบจะร้องไห้ออกมาเมื่อเห็นภูวนัยยืนอยู่ สองคนต่างโผเข้ากอดกัน ภูวนัยดูใบหน้าของไผ่พญา
       “มันซ้อมคุณเหรอ”
       “มันต้องการให้ฉันโทร.หานาย แต่ฉันไม่โทร. รีบไปจากที่นี่เถอะ ฉันได้ยินหมวดชาติพากำลังมาด้วย”
       ภูวนัยกับไผ่พญารีบวิ่งกันออกไป
      
       ภูวนัยจับมือไผ่พญาวิ่งมาตามทาง
       “แล้วนายเอาตัววศินไว้ไหน”
       “อยู่ในรถ”
       “แล้วนายจะไม่คืนตัวตัววศินให้พวกมันใช่มั้ย” ภูวนัยพยักหน้า
       “รีบไปเถอะ”
       ภูวนัยกับไผ่พญากำลังจะวิ่งมาถึงรถ แต่แล้วทั้งสองก็ต้องชะงักเมื่อเห็นกำลังของชาติกล้าวิ่งเข้ามา
       ทันใดนั้นคนของชาติกล้าก็ยิงใส่ภูวนัยกับไผ่พญาทันที ปังๆๆ ภูวนัยรีบดึงไผ่พญาหลบ ชาติกล้าวิ่งมาที่ลานจอดรถแล้วเห็นรถของวศินที่จอดอยู่ ชาติกล้ารีบเข้ามาช่วยวศิน
       “ไปล่ามัน...ฆ่ามันให้ได้”
       วศินสั่ง เมื่อชาติกล้าปลดผ้าที่มัดปากออก ชาติกล้ารีบออกไป ภูวนัยหันมองไปรอบๆ ดูทางหนีทีไล่แล้วภูวนัยก็เห็นบันไดอยู่ไม่ไกล
       “ลงบันได”
       ภูวนัยรีบดึงไผ่พญาวิ่งลงบันไดไป ชาติกล้าสั่งวิทยุสกัด
       “ชั้นสอง...พวกมันลงไปที่ชั้นสองแล้ว”
       ชาติกล้าสั่งเสร็จแล้วรีบวิ่งตามภูวนัยกับไผ่พญาไป
      
       ภูวนัยกับไผ่พญาวิ่งกันมาที่บันไดที่ลานจอดรถชั้น2 มีพวกชาติกล้าวิ่งไล่ยิงมาด้านหลัง ภูวนัยจะพาไผ่พญาวิ่งไป แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นกำลังอีกกลุ่มของชาติกล้าวิ่งเข้ามา ภูวนัยจะพาไผ่พญาวิ่งไปอีกทางแต่กลุ่มของชาติกล้าก็วิ่งมาพอดี ภูวนัยกับไผ่พญาหันรีหันขวางจนมุม
       “ยอมให้จับเถอะไอ้ภู”
       ภูวนัยกับไผ่พญาจับมือกันแน่น ภูวนัยหมดสิ้นหนทางหนีแล้ว แต่แล้วทันใดนั้นก็มีรถตู้สีดำคันหนึ่งแล่นเข้ามาทำท่าจะชนกลุ่มของชาติกล้า ทำให้พวกชาติกล้าต้องหลบกันพัลวัน
       รถตู้เปิดออก ภูวนัยกับไผ่พญาเห็นชายชุดดำออกมาพร้อมกับปืนแล้วชายชุดดำก็ระดมยิงไม่ยั้ง
       ภูวนัยกับไผ่พญางงเพราะเป้าหมายไม่ใช่พวกเขาสองคนแต่เป็นกลุ่มของตำรวจที่อยู่อีกด้านก่อนที่ชายชุดดำจะบอกกับภูวนัย
       “ขึ้นรถ”
       สองคนรีบขึ้นรถทันที รถตู้ขับฝ่าเหล่าตำรวจนอกเครื่องแบบออกไปอย่างรวดเร็ว
      
       ภูวนัยกับไผ่พญาโล่งอกที่รอดมาได้ แล้วภูวนัยก็หันไปถามกับเหล่าชายชุดดำที่อยู่บนรถ
       “ท่านอภิวัฒน์ส่งพวกนายมาช่วยเราใช่มั้ย”
       “พวกเราไม่ได้มาช่วยแกสองคน”
       ทันใดนั้นชายชุดดำบนรถก็ยกปืนจี้ภูวนัยกับไผ่พญาเอาไว้
       “เฮ้ย! แล้วพวกแกเป็นใคร”
       ชายชุดดำคนอื่นเข้ามาใส่กุญแจมือภูวนัยกับไผ่พญาเอาไว้
       “ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง”
       แล้วชายชุดดำที่อยู่ด้านหลังก็เอาถุงผ้าคลุมหัวสองคนทันที
      
       เมื่อถึงจุดหมายภูวนัยกับไผ่พญาถูกดึงถุงผ้าคลุมหน้าออก ทั้งสองคนมองไปรอบๆ เพื่อตั้งสติแต่ที่ทั้งสองคนเห็นก็คือเหล่าชายชุดดำที่ยืนห้อมล้อม ระหว่างนั้นเสียงสมสุขดังขึ้น
       “หวังว่าคนของฉันคงไม่ทำให้ตกใจนะ”
       ภูวนัยกับไผ่พญามองไปที่ต้นเสียงจึงเห็นสมสุขเดินเข้ามา ก็ตกใจ
       “สมสุข แกช่วยพวกเราไว้ทำไม”
       “ช่วยเหรอ ใครช่วยแก ฉันช่วยน้องไผ่ของฉันต่างหาก”
       สมสุขยื่นหน้าเข้ามาหาไผ่พญา ไผ่พญาร้องวี้ดว้าย
       “ไอ้สมสุข ไอ้ทรยศ”
       “ทรยศเหรอ ไม่ใช่มั้งเพราะฉันไม่เคยคิดว่าฉันเป็นพวกเดียวกับแกเลย” สมสุขลากเก้าอี้มานั่ง “ถ้าให้ฉันเดา...ตอนนี้พวกเธอคงกำลังหาตัวฉันอยู่ใช่มั้ย”
       “เสี่ยรู้ได้ยังไง” ภูวนัยสะกิดเพราะไม่อยากให้สมสุขรู้ความต้องการ
       “ทำไมจะไม่รู้ ตอนนี้พวกเธอกำลังถูกวศินมันรุกหนัก ทางเดียวที่จะพลิกกลับมาชนะได้ก็คือคลิปฉาวโฉ่ของมันที่อยู่กับฉัน ถูกต้องมั้ยหมวดภู”
       “สมสุข ฉันจะฆ่าแก”
       “เหรอ ก่อนพูดอะไรน่ะดูสารรูปตัวเองหน่อยซิหมวด ฉันนึกอะไรดีๆ ออกแล้ว เอาอย่างนี้มั้ยถ้าให้น้องไผ่ขึ้นไปอยู่ฉันสักชั่วโมงนึง ฉันจะปล่อยแกไปพร้อมกับคลิปนั่น”
       ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป
       “เสี่ยพูดจริงเหรอ”
       “จะบ้าหรือไง” ภูวนัยขัดแล้วพูดกับสมสุข “ไม่มีทาง ยังไงพวกเราก็ไม่ทำตามข้อเรียกร้องของแก แกมันไอ้โรคจิต”
       “ก็แล้วแต่ ฉันจะบอกอะไรให้อย่างแล้วกัน ตอนนี้ไอ้วศินมันกำลังจะเปิดตัวหนังสืออัตชีวประวัติวีรกรรมห่าเหวอะไรของมัน ถ้ามันขายหนังสือได้ ไอ้คลิปที่พวกเธออยากได้ก็อาจจะไม่ค่อยมีผลเท่าไหร่” ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ “เอาละ...ฉันจะให้เวลาพวกเธอตัดสินใจ แต่รีบหน่อยนะ เพราะยิ่งช้าไอ้คลิปนั่นก็มันก็ยิ่งหมดประโยชน์”
      
       สมสุขเดินหัวเราะออกไป ภูวนัยกับไผ่พญาเต็มไปด้วยความกังวล


  


       ภูวนัยกับไผ่พญาพยายามแก้มัดเชือกแต่ก็แก้ไม่ได้
      
       “ทำไมมันมัดแน่นอย่างนี้นะ นายว่าเสี่ยสมสุขเขาจะฆ่าพวกเรามั้ย”
       “ไม่หรอก ถ้ามันจะทำก็คงทำไปนานแล้ว”
       ไผ่พญานิ่งคิด แล้วเหมือนตัดสินใจ
       “ฉันจะยอมทำตามที่มันต้องการ”
       “จะบ้าเหรอไง ใครให้คุณทำอย่างนั้น”
       “แต่มันเป็นทางรอดเดียวของเรา”
       “คุณเคยบอกไม่ใช่เหรอ ว่าที่เรารอดมาได้ทุกครั้งเพราะเราอยู่ด้วยกัน”
       ไผ่พญานิ่งไป รู้ว่าภูวนัยเป็นห่วง ทั้งสองต่างนิ่งไม่รู้จะพูดอะไรก่อนที่ภูวนัยจะพูดให้ไผ่พญาฟัง
       “หลังจากที่ผมเสียคนที่รักที่อยู่รอบข้างผมไป ผมเหมือนคนที่ตายทั้งเป็น” ไผ่พญาแปลกใจที่ภูวนัยพูดเปิดใจ “มันเลยทำให้ผมรู้ว่า การเสียคนที่เรารักไปมันคือความเจ็บปวดที่สุดในชีวิต เพราะฉะนั้นผมเลยไม่อยากเสียคุณไปอีก” ไผ่พญาได้ยินก็ถึงกับอึ้งหัวใจเต้นเร่า “คุณสัญญากับผมเรื่องนึงได้มั้ย”
       “เรื่องไร”
       “ไม่ว่ายังไงคุณจะต้องมีชีวิตออกไปให้ได้”
       ไผ่พญาสะอึกเมื่อเห็นท่าทีภูวนัยจริงจัง
       “ฉันไม่สัญญาหรอก” ภูวนัยนิ่งฟัง “ก็นายบอกให้ฉันมีชีวิตกลับไป แล้วนายละ ฉันไม่ยอมกลับไปคนเดียวหรอก”
       “ทำไม...คุณห่วงผมเหรอ” ไผ่พญาเขิน
       “บ้าละ”
       “คุณรักคุณตะวันหรือเปล่า”
       ไผ่พญานิ่งก่อนจะตอบ
       “เขารักฉัน”
       “คุณตอบไม่ตรงคำถาม”
       “คุณตะวันเขาเป็นคนดีแล้วก็รักฉันมาก แต่ฉันไม่ได้รักเขาเพราะฉันมีคนที่ฉันรักอยู่ในใจอยู่แล้ว”
       ภูวนัยนิ่งคิดตัดสินใจถาม
       “แล้วคนที่คุณรัก...”
       ไผ่พญานิ่งคิดถามหัวใจตัวเองก่อนจะตัดสินใจบอกภูวนัย
       “ฉัน...ฉัน...”
       ระหว่างนั้นลูกน้องของสมสุขเปิดประตูเข้ามา
       “เฮ้ย! คุยอะไรกัน”
       “คนที่ฉันรักคือ...เสี่ยสมสุข”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป
       “คุณพูดอะไรของคุณ” ไผ่พญาไม่สนใจภูวนัยแต่บอกกับลูกน้องสมสุข
       “ช่วยพาฉันไปหาเสี่ยที”
       “ไม่...คุณจะทำอะไร” ภูวนัยถามอย่างตกใจ
       “แน่ใจนะ” ลูกน้องสมสุขถาม ไผ่พญาพยักหน้า ลูกน้องสมสุขเลยเข้ามาแกะเชือกให้ไผ่พญา
       “ไอ้บ้า...อย่าแตะต้องตัวเธอ” ภูวนัยพยายามดิ้นรน ขณะที่ลูกน้องสมสุขพาไผ่พญาออกไปจากห้อง ไผ่พญามองภูวนัยอีกครั้ง “ไผ่...อย่า...อย่าทำอย่างนั้น ไผ่”
      
       ลูกน้องสมสุขพาไผ่พญาเข้ามาในห้อง สมสุขกำลังรินไวน์ขาวใส่แก้ว สมสุขพยักหน้าให้ลูกน้องออกไป
       “เสี่ยไม่ชอบการบังคับขืนใจ ช่วยบอกเสี่ยทีว่าน้องไผ่เต็มใจ”
       “เสี่ยมีคลิปนั่นจริงหรือเปล่า”
       สมสุขยิ้มก่อนจะหยิบ SD CARD ขึ้นมาให้ไผ่พญาดู
       “ไม่มีหรอก เสี่ยโกหกน่ะ” สมสุขพูดแบบกวนๆ ไผ่พญาเห็น SD CARD ก็ตาลุกวาว ปรี่จะเข้ามาแต่สมสุขก็รีบเก็บ “ไม่เอาซิจ้ะน้องไผ่ ทำแบบนี้มันง่ายไปหน่อยเหรอ ทีเสี่ยอยากได้น้องไผ่ยังต้องใช้ความพยายามเลย เสี่ยอยากเห็นความพยายามของเราบ้าง”
       ทันใดนั้นสมสุขก็หย่อนการ์ดลงในปาก ไผ่พญาเห็นก็ตกใจ
       “เสี่ย”
       สมสนุขแลบลิ้นออกมาจึงเห็นว่าสมสุขไม่ได้กลืนลงไป
       “อยู่นี่...เข้ามาหยิบซิ แต่ห้ามใช้มือนะ” ไผ่พญารู้ว่าสมสุขหมายถึงอะไร ไผ่พญาไม่มีทางเลือกจึงเดินเข้าไปยืนอยู่ต่อหน้าสมสุข “ดีมาก”
       “เสี่ยสัญญากับฉันอีกอย่างได้มั้ย” สมสุขทำหน้าอยากรู้ “เสี่ยต้องปล่อยคุณภูด้วย”
       “ไม่มีปัญหา”
       ไผ่พญารวบรวมความกล้าเสียสละตัวเอง แต่แล้วไผ่พญาก็เหลือบไปเห็นขวดไวน์ที่อยู่ด้านหลังสมสุข ทันใดนั้นไผ่พญาก็ตัดสินใจพุ่งไปล็อกคอเสี่ยสมสุขก่อนจะคว้าขวดไวน์ขึ้นมาแทนอาวุธ
       “เธอจะทำอะไร”
       “คายออกมาเดี๋ยวนี้ เร็ว ไม่อย่างนั้นเสี่ยหัวแตกแน่”
       “เธอไม่กล้าฟาดหรอก”
       “เสี่ยก็รู้ ว่าฉันผ่านภารกิจพวกนี้มาแค่ไหน เรื่องแค่นี้คิดว่าฉันทำไม่ได้หรือไง” ไผ่พญาแอบเหล่เพราะใจจริงก็ไม่กล้าหรอก “เร็ว” ไผ่พญาหันไปหยิบกระดาษทิชชูส่งให้สมสุข “คายออกมา”
       “ได้ๆ” สมสุขคาย SD CARD ลงในกระดาษทิชชูก่อนจะส่งให้ไผ่พญา “ไผ่ ถึงเธอได้ไปเธอคิดว่าจะออกไปจากที่นี่ได้เหรอ ฉันแค่ตะโกนเรียกลูกน้อง เธอกับหมวดภูก็กลายเป็นอาหารจระเข้แล้ว”
       “งั้น...ฉันขอโทษด้วยนะเสี่ย”
       ไผ่พญาเงื้อขวดไวน์ขึ้นจะตีสมสุข แต่สมสุขร้องห้ามเอาไว้
       “เดี๋ยวๆ ขวดนั่นบางทีมันอาจจะทำให้หัวแตกอย่างเดียวแต่ไม่สลบนะ เคยเห็นในหนังที่เขาใช้มือสับไปที่ต้นคอมั้ย”
       “มือเหรอ อย่างนี้ใช่มั้ย” แล้วไผ่พญาก็ใช้สันมือสับไปที่ต้นคอของสมสุข สมสุขร้องออกมาก่อนจะสลบเหมือดลงไปกับพื้น ไผ่พญามองมือตัวเองอย่างทึ่งๆ “เราทำได้เหมือนกันเหรอเนี่ย”
       ไผ่พญาทึ่งกับตัวเองเสร็จก็นึกได้ว่าต้องรีบแล้ว ไผ่พญารีบวิ่งไปที่ประตู
      
       ไผ่พญาออกไปจากห้องได้สักพัก สมสุขที่นอนสลบอยู่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ก่อนจะยิ้มเจ้าเล่ห์เหมือนมีแผนบางอย่าง
      

      ภูวนัยที่อยู่ในห้อง กำลังพยายามหาทางแก้มัด แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ไม่สามารถดิ้นหลุดได้ แล้วภูวนัยก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นไผ่พญาเปิดประตูพรวดพราดเข้ามา ล็อกประตูแล้วรีบเข้ามาหาภูวนัย
      
       ที่หน้าห้องขณะนั้นลูกน้องของสมสุขเดินถือแก้วกาแฟเข้ามานั่งเฝ้าหน้าห้องเหมือนเดิม
       “ไผ่! ไอ้สมสุขมันปล่อยคุณมาได้ยังไง”
       “เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟัง”
       ลูกน้องที่กำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่หน้าห้องได้ยินเสียงก็ชะงัก ลุกขึ้นไปเปิดประตูแล้วพบว่าประตูล็อก ไผ่พญารีบแก้มัดให้ภูวนัย ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังปึงปังอยู่หน้าห้อง
       “ใครให้แกล็อกประตู...เปิดประตู”
       ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ
       “เร็วหน่อยคุณ”
       “อย่าเร่งซิ มือฉันสั่นไปหมดแล้ว” แล้วไผ่พญาก็แก้มัดให้ภูวนัยได้สำเร็จ “แล้วจะหนียังไง”
       ภูวนัยหันไปรอบๆ ก่อนจะหันไปเห็นหน้าต่าง
       “ทางนี้”
       ภูวนัยรีบดึงไผ่พญามาที่หน้าต่างก่อนจะรีบดันไผ่พญาขึ้น ไผ่พญาหันมาแว้ด
       “นี่...ใครให้นายจับก้นฉัน”
       “อย่าเพิ่งคิดอะไรตอนนี้ได้มั้ยคุณ...ไปเร็ว”
       ไผ่พญาทำหน้าค้อนก่อนจะรีบกระโดดออกจากหน้าต่างไป ภูวนัยรีบปีนหน้าต่างออกไปอีกคน หลังจากที่ทั้งคู่ออกไปได้แล้ว ลูกน้องของสมสุขก็พังประตูเข้ามาแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นห้องว่างเปล่า ลูกน้องรีบวิ่งมาที่หน้าต่างจึงภูวนัยกับไผ่พญากำลังวิ่งไปที่ประตูบ้าน
      
       ภูวนัยกับไผ่พญาวิ่งมาที่ประตูรั้ว ภูวนัยให้ไผ่พญาปีนข้ามไปก่อน พอไผ่พญาข้ามไปเสร็จภูวนัยกำลังจะปีนตามจังหวะนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้น ปัง...ปัง
       ภูวนัยหันไปก็เห็นลูกน้องสมสุขกำลังจะวิ่งออกมาจากตัวบ้าน ภูวนัยรีบปีนข้ามประตูรั้วไป ลูกน้องสมสุขกำลังจะวิ่งตามแต่เสียงสมสุขดังขึ้นซะก่อน
       “ไม่ต้องตาม”
       ลูกน้องทั้งหมดหันไปมองเห็นสมสุขเดินเข้ามา ลูกน้องแปลกใจ
       “อ้าว...ทำไมครับเสี่ย จะปล่อยพวกมันไปเหรอครับ” สมสุขพยักหน้า
       “ก็แผนต่อไปของฉันต้องใช้พวกมันนี่”
       สมสุขยิ้มเจ้าเล่ห์
      
       ภูวนัยกับไผ่พญาวิ่งหนีมาตามทาง
       “ฉันวิ่งไม่ไหวแล้ว”
       ภูวนัยวิ่งตามเข้ามา หันไปมอง
       “พวกมันไม่ตามมาแล้วละ” ภูวนัยเข้ามาดูไผ่พญาด้วยความเป็นห่วง “คุณไม่เป็นไรนะ” ไผ่พญาพยักหน้า “แล้วคุณหนีรอดจากไอ้สมสุขมาได้ยังไง”
       “นี่ไง” ไผ่พญาโชว์มือที่ทำท่าคาราเต้ให้ดู “ฉันสับไปที่ต้นคอเสี่ยสมสุข ป๊อกเดียว สลบเลย”
       “คุณเนี่ยนะ” ภูวนัยทำหน้างง
       “อ้ะ...หน้าตานายบอกว่าไม่เชื่อ ฉันรู้แต่ว่าฉันยังมีเรื่องที่นายไม่อยากจะเชื่ออีก” ภูวนัยยิ่งอยากรู้ ไผ่พญาเลยหยิบห่อกระดาษทิชชูออกมาก่อนจะส่งให้ภูวนัย “ลองดูซิว่าอะไร”
       ภูวนัยเปิดออก จึงเห็นว่าเป็น SD CARD
       “คุณทำได้”
       ภูวนัยดีใจจนลืมตัวเข้าไปยกตัวไผ่พญาขึ้น
       “จะทำอะไรนะ “
       “คุณทำได้”
       ภูวนัยดีใจจับตัวไผ่พญาลอย ไผ่พญาเขินยกใหญ่
       “ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้ ปล่อย”
      
       คืนนั้นขณะที่วศินนั่งอยู่ในห้องทำงานที่บ้าน ชาติกล้าเปิดประตูเข้ามา
       “ขออนุญาตครับ”
       “รู้ตัวหรือยังว่าใครมาช่วยพวกมันเอาไว้”
       “ยังไม่ทราบครับ แล้วผมก็คิดว่าไม่น่าจะใช่คนจากท่านอภิวัฒน์ เพราะเราแอบติดเครื่องดักฟังที่มือถือก็ไม่พบอะไรที่น่าสงสัย”
       “แล้วพวกมันเป็นใคร” เสียงมือถือของวศินดังขึ้น วศินมองเบอร์เห็นว่าเป็นสมสุขโทรมานั่นเอง “ว่าไง”
       สมสุขกำลังเปิดๆ หนังสือของวศินเล่นอยู่
       “คงไม่รบกวนเวลานอนท่านใช่มั้ยครับ”
       “มีอะไรก็รีบพูดมา”
       “หมวดภูมาหาผม”
       วศินตกใจ
       “อะไรนะ หมวดภูไปหาลื้อเหรอ” ชาติกล้าได้ยินก็สนใจขึ้นมาทันที “แล้วลื้อจัดการพวกมันได้แล้วใช่มั้ย...ถึงได้โทร.มาหาอั้ว...ว่าไงนะ” วศินปามือถือทิ้งด้วยความโมโหสุดๆ
       “เกิดอะไรขึ้นครับท่าน”
       “ไอ้หมวดภูนั่นมันพาพวกที่ช่วยมันบุกไปหาไอ้เสี่ยสมสุข แล้วมันก็ได้คลิปของอั้วไปแล้ว”
       ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นอึ้งไป
      
       ด้านสมสุขปิดหนังสือของวศินก่อนจะโยนลงถังขยะ
       “หวังว่าหมวดภูคงไม่ทำให้ฉันผิดหวังนะ”
       สมสุขมองหนังสือของวศินที่อยู่ในถังขยะแล้วยิ้มร้ายออกมา
      
       ฟากภูวนัยกับไผ่พญาเดินเข้ามาในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง ภูวนัยล็อกประตูแล้วต้องตกใจเมื่อหันมาเห็นไผ่พญายืนอยู่
       “ดูยัง”
       “ดูอะไร”
       “เอ้า...ก็คลิปของมันไง ฉันอยากรู้จริงๆ ว่าไอ้คลิปเจ้าปัญหานั่นนะมันมีอะไร คนถึงได้อยากได้มันนัก”
       ภูวนัยพยักหน้าก่อนจะเดินลงมานั่งที่เตียงแล้วหยิบมือถือออกมาพร้อมกับ SD CARD ภูวนัยใส่เสร็จเรียบร้อยแล้วกดเปิดเครื่องจะเปิดดูคลิป เห็นมีแต่รูปของไผ่พญาอยู่ในนั้น
       “เฮ้ย” ภูวนัยรีบเก็บ
       “ทำไมมีแต่รูปฉัน ไหนขอดูหน่อยซิ”
       ภูวนัยโกรธกลบเกลื่อนความเขิน
       “อะไร ใช่ที่ไหน”
       “ก็ฉันเห็นนี่” ภูวนัยเอาโทรศัพท์ไปซ่อนไว้ข้างหลัง ไผ่พญาจะแย่งแล้วทั้งคู่ก็ต้องชะงักไปเมื่อสบตากัน ไผ่พญารีบดึงตัวกลับ “ไม่ดูก็ได้ สระผมดีกว่า”
       ไผ่พญาค้อนก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป ภูวนัยมองตามจนเห็นไผ่พญาเข้าห้องน้ำไปก็โล่งอก รีบหยิบมือถือมาแล้วเห็นรูปของไผ่พญาอยู่ในนั้นเยอะจริงๆ ระหว่างเสียงไผ่พญาร้องขึ้นด้วยความเจ็บตามด้วยเสียงของหล่น
       “โอ๊ย”
       ภูวนัยตกใจรีบลุกไป
      
       ภูวนัยรีบเข้ามาในห้องน้ำจึงเห็นไผ่พญากุมมืออยู่ ยาสระผมตกอยู่ที่พื้นห้องน้ำ
       “เป็นอะไรคุณ”
       “สงสัยฉันจะสับคอตาเสี่ยสมสุขนั่นแรงไปหน่อย”
       “ขอผมดูหน่อย” ภูวนัยเข้ามาจับข้อมือของไผ่พญาดู “คงจะช้ำน่ะ คุณอย่าใช้มือข้างนี่ซักพักแล้วกัน”
       “อ้าว ก็ฉันอยากสระผมนี่”
       “นี่คุณ ไม่สระแค่วันสองวันมันไม่เน่าหรอกน่า”
       “ก็ฉันอยากสระนี่” ภูวนัยทำหน้าเซ็ง แล้วไผ่พญาก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ “นายสระผมให้ฉันหน่อยซิ”
       “จะบ้าเหรอไง”
       “อะไร ก็มือฉันเจ็บนี่...นะนะ...ถือว่าเป็นรางวัลที่ฉันเอาคลิปนั่นมาให้นายได้”
       ภูวนัยส่ายหน้าเขินๆ
       “หือ”
       ไผ่พญาย่างเท้าเข้าไปหาภูวนัย
       “นะ” ภูวนัยถอยตามจังหวะก้าวของไผ่พญา “นะ...นะ” ภูวนัยถอยจนติดกำแพง ไผ่พญาเดินเข้ามาอ้อนตรงหน้า “นะ”
       “ก็ได้ๆ”
      
       ไผ่พญายิ้มกริ่มดีใจ ภูวนัยทำหน้าแปลกๆ ไม่รู้จะปั้นหน้ายังไง
      
      สองคนอยู่ในห้องน้ำของห้องพักโรงแรม ภูวนัยกำลังสระผมให้กับไผ่พญาในอ่างน้ำ
      
       “นั่นแหละๆ...ฮ้า...สบายจริงๆ”
       ภูวนัยมองไผ่พญาที่กำลังหลับตาอย่างสบายแล้วอมยิ้มออกมา
       “คุณนี่ จริงๆ เลย”
       ไผ่พญาลืมตามองภูวนัย ไม่เข้าใจ “อะไร”
       “เอ้า ก็เราเพิ่งผ่านความเป็นความตายมา...แต่ตอนนี้คุณกลับทำเหมือนไม่ได้ผ่านเหตุการณ์พวกนั้นมา”
       ไผ่พญานิ่งไปอย่างสำรวจตัวเอง ก่อนจะพูดขึ้น
       “ฉันคงผ่านเรื่องร้ายๆ พวกนี้มาตั้งแต่เด็กมั้ง”
       “แล้วคุณไม่โกรธที่พ่อคุณทิ้งไปเหรอ”
       “พ่อฉันคงจะมีความจำเป็นแหละ...ไม่มีพ่อคนไหนไม่รักลูกหรอก...จริงมั้ย”
       ภูวนัยนิ่งไป
       “เอ่อ...ขอโทษ...ฉันไม่ได้ตั้งใจพูดให้นายคิดถึงคุณลุง”
       “ไม่เป็นไร”
       ไผ่พญาเปลี่ยนเรื่อง “นี่นายรู้มั้ยว่า นายเป็นผู้ชายคนที่สองที่สระผมให้ฉันนะเนี่ย”
       ภูวนัยชะงัก “คนที่ 2 หึ” มีหึง “คุณตะวันเขาคงสระดีกว่าผมใช่มั้ย”
       “คุณตะวันอะไร...พ่อฉันต่างหาก” ภูวนัยชะงักเพราะหลุดหึงไปซะแล้ว “นายนี่สระผมเหมือนพ่อฉันเลยรู้มั้ย”
       ภูวนัยเขินเมื่อโดนชม “เหรอ”
       “ถ้าอย่างนั้นฉันเรียกนายว่าปะป๊าได้มั้ย”
       “จะบ้าเหรอไง”
       ไผ่พญายิ่งยั่ว “นะปะป๊า...ปะป๊า”
       ภูวนัยหมั่นไส้ไผ่พญาเลยเอามือที่เปื้อนยาสระผมป้ายหน้าเลย
       “นี่ เป็นไง ยังจะเรียกอยู่มั้ย”
       “โอ๊ย แสบตา น้ำๆๆ”
       ไผ่พญารีบเปิดก๊อกน้ำที่อ่างล้างหน้า จนหายแสบตาแล้วมองภูวนัยอย่างหมั่นไส้
       “เล่นใช่มั้ย”
       แล้วไผ่พญาก็วักน้ำสาดใส่ ภูวนัยไม่ยอมก็เอาน้ำในอ่างสาดคืน สองคนเล่นกันอย่างมีความสุข
      
       วันต่อมา วศินเดินไปมาในห้องอย่างร้อนใจ ระหว่างนั้นชาติกล้าเปิดประตูเข้ามา
       “ขออนุญาตครับท่าน”
       “ว่าไง พวกมันโผล่หัวออกมาหรือยัง”
       “ยังครับ ไม่มีความเคลื่อนไหว ไม่มีข้อเรียกร้องอะไรเลยครับ”
       วศินนั่งลงอย่างครุ่นคิดสีหน้าเครียด
       “พวกมันจะเล่นเกมอะไรอีก”
       “ผมว่าที่หมวดภูยังเงียบอยู่ เพราะหมวดภูรู้ว่าเรากุมอำนาจสื่อส่วนใหญ่ไว้ในมือ ถึงมันจะเอาเผยแพร่ยังไงก็ทำอะไรเราไม่ได้”
       “อย่าประมาทมัน ที่มันทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้เพราะอะไร เพราะเราประมาทเห็นว่ามันเป็นมดตัวเล็กๆ” ชาติกล้านิ่งไม่โต้แย้ง “ไม่ว่ายังไง ก็ต้องเอาคลิปนั่นมาให้ได้”
       ชาติกล้ารับคำสั่งสีหน้าเครียด
      
       ช่วงเวลาเดียวกันนั้นภูวนัยกำลังเปิดมือถือก่อนจะทำขั้นตอนการเปิดคลิป ไผ่พญานั่งลุ้นอยู่ข้างๆ
       “นายว่ามันจะเป็นคลิปอะไรอ่ะ คงไม่ใช่ไอ้วศินนั่นจะเป็นคู่เกย์กับเพื่อนนายนะ”
       “คิดได้ยังไงเนี่ยคุณ”
       “เอ้า...ไม่รู้ซิ ฉันก็แค่คิดว่ามันต้องสำคัญมากแน่ๆ พวกมันถึงได้ต้องการขนาดนี้”
       ระหว่างนั้นมือถือของภูวนัยพร้อมเปิด
       “เสร็จแล้ว...” ภูวนัยหันไปถามไผ่พญา “พร้อมมั้ย”
       ไผ่พญาพยักหน้า ภูวนัยจึงกดเปิดคลิปออกดู ไม่นานก็เห็นเป็นภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดอยู่ในคาราโอเกะแห่งหนึ่ง วศินกำลังเมากร่างมีเรื่องกับโต๊ะข้างๆ วศินหันไปดึงปืนจากลูกน้องที่ติดตามก่อนจะกวาดปืนไปมาผู้คนที่อยู่ในนั้นต่างพากันวิ่งหนีบ้าง เข้ามาห้ามบ้าง
       วศินเดินถือปืนเข้าไปหาคู่กรณีที่อยู่โต๊ะข้างๆ คู่กรณีเอาผู้หญิงที่เป็นเด็กนั่งดริ้งค์เข้ามาขวาง วศินยิงเด็กนั่งดริ้งค์ที่เป็นผู้หญิงทันที คู่กรณีเห็นอย่างนั้นก็จะวิ่งหนี วศินเหนี่ยวไกยิงจนล้มตายอีกคน วศินโยนปืนให้กับลูกน้องที่ติดตามก่อนจะเห็นวศินชี้นิ้วสั่งโน่นสั่งนี่
       ไผ่พญากับภูวนัยต่างอึ้งไปเมื่อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
       “ทำไมมันถึงได้ชั่วอย่างนี้ เราเอามันไปให้พวกหนังสือพิมพ์ดีมั้ย”
       “ไม่ได้ผลหรอก พวกมันคุมสื่อเอาไว้หมด ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงจะดังไปนานแล้ว”
       “โห...แล้วทำยังไงถึงเปิดโปงความเลวของมันได้”
       ภูวนัยนิ่งไปอย่างครุ่นคิด
      
       ที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง สุทินกับวศินนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร มีตำรวจติดตามของวศินยืนอารักขาอยู่ไม่ไกล
       “ผมแปลกใจมากที่พี่อยากทานข้าวกับผมวันนี้”
       “ก็ไม่มีอะไร ฉันก็แค่อยากเลี้ยงฉลองให้นายล่วงหน้า” สุทินหยิบหนังสือของวศินขึ้นมาอ่าน “ฉันอ่านหนังสือนายแล้ว ดีใจที่ประเทศไทยมีตำรวจอย่างนาย”
       “ขอบคุณครับ เพราะผมมีพี่สุทินเป็นแบบอย่าง จึงทำให้ผมมีวันนี้”
       “ไม่หรอก ฉันเป็นตำรวจมาเกือบสี่สิบปี รู้เห็นอะไรมาก็เยอะตัดสินใจถูกตัดสินใจผิดก็ไม่ใช่น้อย แต่เรื่องที่ทำให้ฉันเสียใจที่สุดคืออะไรรู้มั้ย” วศินทำหน้าอยากรู้ “ฉันมองอภิวัฒน์เขาผิดไป ไม่คิดเลยว่าอภิวัฒน์เขาจะเป็นสายให้กับห้าเสือพวกนั้น”
       “พี่ไม่ต้องห่วงครับ ปล่อยให้ผมจัดการเรื่องนี้เอง”
       “ดี...ถ้านายรับปากอย่างนี้ ฉันจะได้เกษียณอย่างสบายใจ” วศินทำท่าจะถาม สุทินรู้ทัน “ไม่ต้องห่วง ถึงฉันจะเกษียณ แต่ฉันก็ได้เบิกทางให้นายขึ้นเป็นท่านรองฯไว้แล้ว”
       วศินดีใจ รีบเก็บอารมณ์
       “พี่พูดอะไร พี่ยังมีอายุราชการอีกตั้งหลายปี”
       “นายจะไม่ให้ฉันไปรักษาโรคหัวใจหน่อยเหรอวศิน เอาน่า...ยิ่งฉันเกษียณเร็ว นายก็ยิ่งขึ้นเร็วนะ อ้ะ”
       สุทินกินข้าวต่อ วศินแอบมองสายตาเต็มไปด้วยความดีใจ
      
       สุทินเดินเข้ามาในห้องทำงาน ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูตามหลังมา สุทินเดินเข้ามาที่โต๊ะทำงานพร้อมกับพูดขึ้น
       “เชิญ”
       ตำรวจหน้าห้องเดินถือกล่องบางอย่างมาให้สุทิน
       “มีคนฝากกล่องนี่มาให้ท่านครับ”
       “ขอบใจมาก วางไว้นั่นแหละ”
       ตำรวจคนนั้นวางกล่องเอาไว้ที่โต๊ะ สุทินนั่งลงหยิบแฟ้มมาดูโดยยังไม่สนใจกล่อง แต่แล้วจู่มีเสียงมือถือดังขึ้น สุทินมองไปรอบๆ แล้วแปลกใจเพราะเสียงมันใกล้นิดเดียว จนสุทินพบว่ามันอยู่ในกล่องใบนั่นเอง
       “มือถือใคร” สุทินมองมือถือด้วยความแปลกใจ ก่อนจะกดรับมัน “สวัสดีครับ”
       ภูวนัยยืนอยู่ในตู้โทรศัพท์สาธารณะ ไผ่พญายืนอยู่ด้วย
       “ไม่ต้องถามอะไรทั้งนั้น ผมมีบางอย่างอยากให้ท่านดู มันอยู่ในโทรศัพท์เครื่องที่ท่านกำลังถืออยู่”
       “เดี๋ยวๆ นี่มันเรื่องอะไร จะให้ผมดูอะไร”
       “ข้อพิสูจน์ว่าลูกน้องท่านไม่ได้เป็นคนดีอย่างที่ท่านคิด”
       ภูวนัยพูดจบก็วางหูไป
      
       สุทินนึกออกทันทีว่าเป็นภูวนัยจึงเปิดดูในมือถือตามที่ภูวนัยบอก แล้วสุทินก็เห็นคลิปที่วศินฆ่าคน สุทินมีสีหน้าตกใจ


  


       ภูวนัยกับไผ่พญากำลังนั่งกินก๋วยเตี๋ยวกันอยู่
      
       “จะแน่ใจได้ยังไงว่าตำรวจคนนั้นไม่ใช่พวกเดียวกับไอ้วศิน”
       “ท่านอภิวัฒน์เป็นคนบอกผมเองว่าท่านสุทินเป็นตำรวจที่ท่านไว้ใจที่สุด”
       “อ้าว...แต่เขาเป็นคนสั่งให้วศินจับท่านอภิวัฒน์ไม่ใช่เหรอ”
       “เรื่องนั้นผมไม่รู้ บางทีอาจจะเป็นเพราะท่านฟังความจากวศินมันข้างเดียว”
       ไผ่พญานั่งทานก๋วยเตี๋ยวอย่างอร่อย ภูวนัยแปลกใจ
       “ไม่น่าเชื่อว่าการรำไทเก๊กมันจะทำให้เหนื่อยขนาดนี้”
       “อย่างที่คุณทำเขาไม่ได้เรียกว่าไทเก๊กหรอก เขาเรียกว่าเล่นตลก”
       ไผ่พญาถึงกับชะงักทั้งที่เส้นก๋วยเตี๋ยวยังคาปากอยู่
       “นายว่าใคร”
       “เอ้า...ไทเก๊กที่ไหนมีกระจงหลงทาง”
       “งั้นทีหลังไม่ต้องมาขอให้ฉันช่วยนะ”
       ไผ่พญางอน ภูวนัยอมยิ้มขำแล้วจู่ๆ ภูวนัยก็ถามขึ้น
       “ตอนที่เราถูกจับอยู่ที่บ้านสมสุข คุณยังไม่ได้บอกผมเลยว่าคุณรักใคร”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นถึงกับติดคอ
       “แค่กๆ ถามอะไรดูมั้งซิ เกิดลูกชิ้นติดคอตายไปว่าไง”
       “ตกลงคุณรักใคร”
       ไผ่พญาไม่รู้จะเลี่ยงตอบยังไงเลยหันไปคีบเส้นก๋วยเตี๋ยวใส่ปาก จ้วงเอาๆ จนแก้มตุ่ย แล้วพูดแบบไม่รู้เพราะก๋วยเตี๋ยวเต็มปาก
       “ฉันพูดไม่ได้แล้ว”
       ไผ่พญาลุกขึ้นแล้วทำมือให้ภูวนัยจัดการจ่ายเงินด้วย ก่อนที่ไผ่พญาจะเดินหนีภูวนัยออกไป
       “อ้าว...เดี๋ยวซิคุณ ผมยังไม่ได้ทานเลย”
       ภูวนัยมองตามไผ่พญาแล้วอดขำไม่ได้
      
       วันต่อมาที่ห้องทำงานวศิน วศินกำลังลองเสื้อสูทตัวใหม่อยู่
       “ลื้อว่าเป็นไง” วศินถามชาติกล้า
       “ผมว่า...ท่านน่าจะลองเปลี่ยนเป็นชุดที่ดูสบายกว่านี้ดีกว่ามั้ยครับ ไม่อย่างนั้นอาจจะดูไม่ใกล้ชิดกับผู้อ่าน”
       “ใครว่าอั้วตัดสูทมาเปิดตัวหนังสือ” ชาติกล้าแปลกใจ “ลื้อก็เหมือนกัน ถ้ามีเวลาก็ไปตัดสูทใหม่ซะ หึ...อั้วอาจจะได้ขึ้นเร็วกว่าที่คิด”
       “จริงเหรอครับท่าน”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “เข้ามา”
       สุทินเปิดประตูเข้ามา วศินกับชาติกล้าเห็นก็รีบทำความเคารพ
       “สวัสดีทุกคน เราออกไปก่อน...ฉันอยากคุยกับวศินเป็นการส่วนตัว” สุทินบอกชาติกล้า วศินได้ยินอย่างนั้นก็สงสัย ชาติกล้ารับคำก่อนจะเดินออกไป
       “มีอะไรหรือเปล่าพี่ ดูพี่เครียดๆ นะวันนี้”
       สุทินไม่ตอบ แต่ยื่นมือถือให้กับวศิน
       “ฉันอยากให้นายดูอะไรซะหน่อย”
       วศินหยิบมือถือไปกด สีหน้าวศินซีดเผือดเมื่อเห็นคลิปของตน
       “พี่...ผมอธิบายเรื่องนี้ได้ครับ”
       “อธิบาย...อธิบายว่าแกจัดการปิดข่าวยังไงน่ะเหรอ” วศินกำลังจะพูด “แกไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ตอนนี้ฉันกำลังทำหนังสือพักราชการแกอยู่ พรุ่งนี้แกเข้ามาเซ็นรับทราบแล้วกัน”
       สุทินพูดจบก็เดินออกไปจากห้องทันที วศินถึงกับเข่าอ่อนที่ทุกอย่างพังครืนลงในพริบตา
      
       ภูวนัยเดินออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อย แต่แล้วภูวนัยก็ต้องแปลกใจเมื่อไม่เห็นไผ่พญาอยู่ในห้อง
       “ไปไหนของเขา”
       ภูวนัยนึกเป็นห่วงไผ่พญาขึ้นมารีบพุ่งไปที่ประตูกำลังจะเปิดประตูแต่แล้วไผ่พญาก็เปิดประตูสวนเข้ามา
       “เอ้า...นายจะไปไหน”
       “ยังจะถามอีก ก็ไปตามคุณน่ะซิ ไปไหนมา”
       “ไปซื้อข้าวเช้ามาให้นายไง”
       “ใครให้คุณไป ทีหลังถ้าคุณจะไปไหน ต้องมีผมไปด้วย เข้าใจมั้ย”
       ภูวนัยสีหน้าเครียด แต่ไผ่พญากลับยิ้มออกมา
       “เป็นห่วงฉันเหรอ”
       “อะไร”
       “เอ้า...ก็ที่นายพูดเมื่อกี้ แสดงว่านายเป็นห่วงฉันใช่มั้ย” ภูวนัยทำหน้าไม่ถูก
       “ผมห่วงตัวผมเองต่างหาก เกิดคุณโดนพวกนั้นจับตัวไปแล้วบังคับให้บอกที่ซ่อนผมก็แย่น่ะซิ” ไผ่พญายี้ปากหมั่นไส้ ระหว่างนั้นเสียงมือถือของภูวนัยดังขึ้น ภูวนัยมองเบอร์ก็ตกใจ “ท่านอภิวัฒน์”
       ไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจเหมือนกัน
      
       อภิวัฒน์ยืนรออยู่ที่ดาดฟ้าบนตึกร้างแห่งหนึ่ง ระหว่างนั้นเสียงภูวนัยดังขึ้น
       “ท่านครับ”
       อภิวัฒน์หันไปก็เห็นภูวนัยกับไผ่พญาเดินเข้ามา
       “สวัสดี...สบายดีกันนะ”
       “พวกนั้นปล่อยตัวท่านมาได้ยังไงคะ”
       อภิวัฒน์มองไปที่ภูวนัยกับไผ่พญาแล้วยิ้ม
       “เรื่องนี้ฉันคงต้องขอบใจพวกนาย” ภูวนัยกับไผ่พญางง “พวกนายเป็นคนที่เอาคลิปของวศินไปให้พี่สุทินไม่ใช่เหรอ”
       “แล้วมันเป็นยังไงบ้างครับ ท่านสุทินว่ายังไง”
       “ฉันได้ข่าวมาว่า พี่สุทินสั่งพักราชการวศินทันที คำสั่งจะมีผลในวันพรุ่งนี้”
       ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ดีใจ
       “จริงเหรอคะท่าน...เยส...เยส” ไผ่พญาเผลอกระโดดกอดภูวนัย แต่พอนึกได้ก็รีบสำรวม “อย่างนี้ก็แสดงว่าเรื่องจบแล้วใช่มั้ยคะ”
       “ก็ทำนองนั้น...หมวดภู...คุณไผ่...พวกคุณทำงานได้ดีมาก”
       ภูวนัยกับไผ่พญายิ้มอย่างมีความสุข
      
       ที่บ้านวศิน วศินกำลังอารมณ์เสียปาข้าวของใส่ชาติกล้า
       “โธ่เว้ย ทำไมมันเป็นอย่างนี้วะ”
       “ท่านสุทินไม่ยอมฟังท่านพูดเลยเหรอครับ”
       “ฟัง...ลื้อจะให้ฟังอะไร ภาพมันทนโท่อย่างนั้น ทั้งหมดมันเป็นเพราะลื้อ ลื้อปล่อยให้ไอ้บ้าพวกนั้นมันลอยนวลแล้วเป็นไง พังกันหมด”
       ชาติกล้านิ่งไปเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
       “ผมขอแก้ตัวครับท่าน”
       “ลื้อยังจะแก้ตัวอะไรอีก พรุ่งนี้มันก็เซ็นคำสั่งพักราชการอั้วแล้ว”
       “แล้วถ้าท่านสุทินเซ็นคำสั่งไม่ได้ละครับ”
       วศินชะงัก มองหน้าชาติกล้า
       “ลื้อจะทำอะไร”
       “ทำสิ่งที่ต้องทำครับ”
      
       แววตาของชาติกล้าอำมหิตขึ้นมาทันที


  


       คืนนั้นภูวนัยกับไผ่พญาเดินมาตามทางเดิน
      
       “คิดไม่ถึงเลยนะว่าวันที่ทุกอย่างจะจบ มันจะมาถึงเร็วขนาดนี้”
       “ไม่ดีใจหรือไง”
       “แล้วนายละ ไม่ดีใจเหรอ”
       “ทำไม”
       “เอ้า...ก็ฉันเห็นนายทำหน้าเดียวตลอดเลย” แล้วไผ่พญาก็ทำหน้าเครียดเลียนแบบภูวนัย ภูวนัยยิ้มน้อยๆ ขำ
       “น่าน...ดูซิ...ขนาดยิ้ม...หน้ายังเหมือนเดิมเลย”
       “เอ้า...แล้วให้หน้าเปลี่ยนเป็นอะไร ผมไม่ใช่เอเลี่ยนนะคุณ”
       ไผ่พญาหมั่นไส้ แล้วนึกขึ้นได้
       “เออ...ฉันว่าเราไปฉลองกันดีมั้ย”
       “ไม่”
       “น่านะ ทำงานสำเร็จแล้วไม่ฉลองหน่อยหรือไง นะๆๆ”
       ภูวนัยไม่สน เดินออกไปเลย ไผ่พญาหน้าง้ำแล้วภูวนัยก็หันมา
       “เอ้า...ยืนอยู่อย่างนั้นไม่ไปใช่มั้ย”
       ไผ่พญายิ้มออกมาได้
       “เย้”
      
       ภูวนัยกับไผ่พญากำลังนั่งทานอยู่ที่ร้านหมูกระทะ ท่าทางไผ่พญามีความสุขกับการทานมาก
       “เนี่ยนะที่คุณอยากกิน” ภูวนัยถามอย่างแปลกใจ
       “ฮือ...ทำไมเหรอ ฉันน่ะฝันอยากกินหมูกระทะมานานแล้ว”
       “หืม อย่าบอกนะว่าคุณไม่เคยกินหมูกระทะ”
       “เคย...แต่ฉันไม่เคยกินกับคนที่ฉันอยากกิน” ไผ่พญาพูดเสร็จก็นึกได้ “คือ...ฉันหมายความว่าตอนนั้นไง ที่นายซื้อหมูกระทะมาแล้วไม่ได้กินน่ะ ฉันรู้ว่านายอยากกินกับฉัน ฉันเลยมากินเป็นเพื่อนนายนะเนี่ย”
       “ใครอยากกินกับคุณ”
       “เหรอ...แล้วตอนนั้นนายซื้อมาทำไม” ภูวนัยกำลังอ้าปากเถียง ไผ่พญาชี้นิ้วสั่งทันที “หยุด...ไม่ต้องเถียงเลย”
       ไผ่พญาพูดแล้วรีบก้มหน้างุดๆ กิน ภูวนัยถามขึ้น
       “แล้วคุณยังจะไปเมืองนอกกับคุณตะวันหรือเปล่า”
       ไผ่พญาชะงัก ถึงกับกินไม่ลงเลย
       “เอ่อ...ฉันสัญญากับเขาไว้แล้ว”
       ภูวนัยยิ้มเศร้าๆ บรรยากาศเครียดลงภูวนัยเลยพูดขึ้น
       “ที่ผมถามก็เพราะคิดว่าคุณจะโกหกเขาไง เห็นว่าคุณชอบโกหก”
       “อ้าว...ใครชอบ ที่ฉันโกหกเพราะความจำเป็นทั้งนั้น”
       “ทุกคนก็มีข้ออ้างว่าจำเป็นทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณไม่อยากไปคุณก็จะมีข้ออ้างว่าไม่อยากไปเพราะอะไร แต่นี่คุณอยากไปไง”
       “นี่ ฉันอยากไปหรือไม่อยากไปแล้วมันเกี่ยวอะไรกับการโกหกด้วย”
       “เพราะผมไม่อยากให้คุณไปไง” ไผ่พญากับภูวนัยต่างชะงักกันไปก่อนที่ภูวนัยจะพูดขึ้นเพราะคิดว่าไผ่พญาชอบตะวันฉาย “นี่ต่างหากเขาเรียกว่าการโกหก เมื่อกี้คุณเชื่อผมใช่มั้ยว่าผมไม่อยากให้คุณไปจริงๆ” ไผ่พญาอึ้งไปที่ภูวนัยบอกว่าโกหก “อย่าลืมซิ ผมน่ะผ่านหลักสูตรเอาชนะเครื่องจับเท็จมาแล้วนะ”
       ไผ่พญาเศร้า แต่ต้องทำเหมือนไม่เศร้า
       “นายนี่ชอบทำให้ฉันตกใจอยู่เรื่อย ถ้านายห้ามฉันไม่ให้ไปจริงๆ คุณตะวันต้องเสียใจมากแน่ๆ” ภูวนัยแอบเศร้า
       “นั่นซิ เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นมื้อนี้ผมเลี้ยงส่งลาคุณก็แล้วกัน”
       ไผ่พญาทำหน้าดีใจ
       “เหรอ...ขอบคุณนะ”
       ภูวนัยกับไผ่พญาต่างยิ้มให้กัน แต่ทั้งสองกลับเศร้าอยู่ภายใน
      
       ภูวนัยกับไผ่พญาเดินเข้ามาในห้อง ทั้งสองเหมือนมีกระจกใสมากั้นกลางความรู้สึกแล้วทั้งคู่ก็เอ่ยขึ้นมาพร้อมกัน
       “เอ่อ...”
       “คือว่า...”
       ภูวนัยกับไผ่พญาต่างชะงักไป
       “คุณพูดก่อนแล้วกัน”
       “อ๋อ...ฉันจะถามนายว่านายจะเข้าห้องน้ำก่อนมั้ย แล้วนายจะถามอะไรฉัน”
       “เอ่อ...ผมกำลังจะบอกให้คุณเข้าห้องน้ำก่อนพอดี ผมจะขอเก็บของหน่อย พรุ่งนี้เราคงต้องไปแล้ว”
       ไผ่พญารับคำก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไปแบบเศร้าๆ ภูวนัยมองตามแล้วใจหายเหมือนกัน
      
       ไผ่พญาเข้ามาในห้องน้ำอย่างเศร้าๆ ไผ่พญาเดินมาที่หน้าอ่างล้างหน้าแล้วมองตัวเองในกระจก
       “พรุ่งนี้เขาจะไปแล้วนะ เธอจะไม่บอกให้เขารู้หรือไง”
       “บอก” ไผ่พญาพูดกับตัวเอง ไผ่พญาในกระจกกับพูดว่า “ไม่บอก”
       สุดท้ายแล้วไผ่พญาตัวจริงก็ยืนยันกับตัวเอง
       “ฉันจะบอก”
       แล้วไผ่พญาก็เดินออกจากห้องน้ำไป ไผ่พญาออกมาจากห้องน้ำตั้งใจจะบอกความในใจแต่แล้วกลับไม่เห็นภูวนัยอยู่ในห้อง
       “อ้าว...ไปไหนแล้ว” ไผ่พญาเดินมาที่ประตูห้องกำลังจะเปิดออกไปตามภูวนัย ระหว่างที่มือของไผ่พญากำลังจะเอื้อมไปจับลูกบิดไผ่พญาก็ชะงัก “ถ้าเราบอกไป แล้วใครจะพาคุณตะวันไปผ่าตัดที่อเมริกาล่ะ”
       ไผ่พญาล้มเลิกความตั้งใจก่อนจะเอาหลังพิงประตูอย่างหมดแรง ด้านนอกขณะนั้นภูวนัยก็เอาหลังพิงประตูอีกฝั่งเช่นกัน
      
       อีกด้านหนึ่งที่บ้านสุทิน สุทินนั่งทำงานอยู่ภายในห้องทำงาน ส่วนที่ทางเดินชาติกล้าในชุดของไอ้มือดำเดินเข้ามาตามทาง
       สุทินหยิบแฟ้มออกมาเพื่อเซ็นเอกสาร หัวจดหมายเป็นเรื่องสั่งพักราชการวศิน สุทินถอดถอนใจก่อนจะเซ็นคำสั่งอนุมัติ ระหว่างนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น สุทินมองไปแล้วแปลกใจ
       “ใคร...คุณเหรอ”
       ทุกอย่างเงียบไม่มีเสียงตอบ สุทินจึงลุกขึ้นมาเปิดประตูออกดู สุทินมองไปแล้วไม่เห็นใครแต่แล้วทันใดนั้นชาติกล้าในชุดถุงมือดำก็เดินออกมา สุทินถอยกรูด
       “แกเป็นใคร”
       ด้วยความตกใจทำให้สุทินถึงกับช็อค สุทินเอามือกุมหัวใจร้องอย่างเจ็บปวด ชาติกล้าที่กำลังเอาปืนเล็งสุทิน พอเห็นอาการของสุทินก็ลดปืนลง สุทินพาร่างที่กำลังต้องการยามาที่โต๊ะ เปิดลิ้นชักแล้วหยิบยาออกมาด้วยมืออันสั่นเทา สุทินอาการหนักจนมือสั่นไปหมด
       ร่างสุทินทรุดฮวบลงกับพื้น เม็ดยากระจายเกลื่อนพื้น สุทินหายใจรวยรินพยายามจะหยิบเม็ดยาที่ตกอยู่ไม่ไกลตรงหน้า สุทินเอื้อมมือจะไปหยิบยาแต่แล้วชาติกล้าก็เดินมาเหยียบมือของสุทิน สุทินค่อยๆ ชัก ก่อนจะแน่นิ่งไป
       ชาติกล้าเห็นอย่างนั้นก็เดินเข้ามาดูที่แฟ้มที่สุทินเซ็นเอาไว้บนโต๊ะก่อนจะหยิบเอกสารที่พักราชการวศิน
      
       แล้วเดินผ่านร่างของสุทินที่นอนหายใจรวยรินอย่างไม่ใยดีออกไป
      

       วันต่อมาอภิวัฒน์เดินมาที่หน้าหน่วยปราบปรามยาเสพติด ระหว่างนั้นเห็นวศินกับชาติกล้าเดินเข้ามาอีกทาง
      
       “เจอท่านวศินก็ดีแล้ว ผมกำลังอยากจะขอบคุณท่านอยู่พอดี”
       “เรื่องอะไร”
       “ก็ช่วงที่ผ่านมา ท่านอุตส่าห์ให้ตำรวจน้องๆ ท่านมาช่วยดูแลความเป็นอยู่ให้ผมเป็นอย่างดี”
       “ไม่เป็นไร ก็ถ้าน้องๆ เขาดูแลดีก็ให้เขาดูแลต่อซิ”
       วศินพยักหน้าให้กับชาติกล้า ชาติกล้าตรงเข้ามาหาอภิวัฒน์พร้อมกับตำรวจติดตาม
       “ท่านถูกจับข้อหาใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ โปรดมากับผมด้วย”
       “อะไรกัน พวกนายจะฝืนคำสั่งพี่สุทินหรือไง”
       “คำสั่งเหรอ หึ...สายข่าวของท่านคงไม่ได้รายงานท่านใช่มั้ย”
       “รายงานอะไร”
       “เมื่อคืนท่านสุทินช็อกเพราะโรคหัวใจไงครับ”
       อภิวัฒน์ได้ยินอย่างนั้นถึงกับอึ้งไป
      
       ภูวนัยกับไผ่พญายืนอยู่ที่ล็อบบี้ของโรงแรมทั้งสองยืนล่ำลากัน
       “คุณจะอยู่ที่นี่ต่อจริงๆ เหรอ”
       “อืม...ไม่ต้องห่วงหรอก ตอนนี้พวกตัวร้ายก็ถูกจัดการไปหมดแล้วฉันดูแลตัวเองได้ แล้วนายล่ะจะไปไหน”
       “คงไปหาท่านอภิวัฒน์ ผมจะทำเรื่องกลับเข้ารับราชการอีกครั้ง”
       “ดีใจด้วยนะ ต่อไปฉันคงต้องเรียกนายว่าหมวดภูจริงๆ แล้วซิ โชคดีนะคะหมวดภู” ไผ่พญาทำท่าตะเบ๊ ภูวนัยยิ้มให้ไผ่พญา ระหว่างนั้นโทรทัศน์ที่เปิดอยู่ที่ล็อบบี้กำลังรายงานข่าว
       “ตอนนี้ดิฉันอยู่ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดหรือว่าป.ป.ส.นะคะ”
       ภูวนัยกับไผ่พญาหันมาดูด้วยความสนใจทันที
       “นี่ไงๆ เขาคงแถลงเรื่องที่นายวศินนั่นโดนพักราชการแน่ๆ”
       ภูวนัยหันไปดูโทรทัศน์อย่างสนใจ
       “ซึ่งตอนนี้กำลังจะมีการแถลงข่าวเรื่องการเข้าโรงพยาบาลอย่างกะทันหันของท่านสุทินเมื่อคืนนี้ เราไปฟังการแถลงข่าวกันเลยคะ”
       ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับอึ้งไป
      
       ชาติกล้ากำลังยืนแถลงข่าวอยู่ที่ด้านหน้าป.ป.ส.มีวศินกับตำรวจอื่นๆ อยู่ด้วย
       “ตอนนี้อาการของสุทินยังอยู่ในขั้นโคม่า เพราะหัวใจของท่านหยุดเต้นไปนานก่อนที่จะถึงโรงพยาบาล”
       “สรุปคือ ค่อนข้างจะร้ายแรงใช่มั้ยครับ”
       “จากการสอบถามแพทย์ประจำตัวของท่าน เราได้รับข่าวดีก็คือสามารถช่วยชีวิตท่านให้กลับมาหายใจอีกครั้งได้”
       ภูวนัยกับไผ่พญายืนฟังอยู่ ไผ่พญาเข้ามาจับมือภูวนัย
       “ท่านคงไม่เป็นไรมาก”
       ภูวนัยบอกไผ่พญา
       ชาติกล้าแถลงข่าวต่อ
       “แต่เราก็มีข่าวร้ายเช่นกัน คือ...ท่านสุทินอาจจะไม่รู้สึกตัวอีกเลย เพราะเลือดไม่ขึ้นไปเลี้ยงสมองเป็นเวลานาน” ภูวนัยได้ยินก็รู้สึกใจหายขึ้นมา “แต่สำหรับเรื่องงานแล้ว ทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วงเพราะท่านสุทินทราบดีถึงโรคหัวใจที่ท่านเป็น ท่านจึงได้มอบหมายอำนาจและความรับผิดชอบภารกิจต่างๆ ให้กับท่านวศินเป็นผู้ดำเนินการต่อได้ทันที”
       วศินเดินเข้ามาที่ไมโครโฟน
       “ตอนนี้ผมได้อำนาจให้รักษาการแทนท่านสุทิน โดยไม่รู้ว่าท่านสุทินของพวกเราจะกลับมาเหมือนเดิมได้เมื่อไหร่ แต่ผมขอสัญญากับทุกท่านไว้ตรงนี้ว่าผมจะเป็นตำรวจที่ดีอย่างที่พี่สุทินของพวกเราเป็น สิ่งแรกที่ผมอยากทำตอนนี้ก็คือ อยากให้พวกเราทุกคนช่วยกันภาวนาขอให้พี่สุทินกลับมาเป็นเหมือนเดิม”
       ภูวนัยกับไผ่พญาได้ยินอย่างนั้นก็ใจหายขึ้นมาทันที
       “นี่มันอะไรกัน นอกจากมันจะไม่ได้ถูกพักราชการ มันยังได้อำนาจมากกว่าเดิมเหรอ”
      
       ภูวนัยถึงกับหลับตาลงไม่อยากจะเชื่อว่าทุกอย่างมันกลับตาลปัตรอย่างนี้


  


       ภูวนัยกำลังโทรศัพท์หาอภิวัฒน์ ไผ่พญายืนรอลุ้นอยู่ข้างๆ ภูวนัดกดวางสายอย่างหงุดหงิด
      
       “ติดต่อท่านอภิวัฒน์ไม่ได้เหรอ”
       “พวกมันคงคุมตัวท่านเอาไว้”
       ไผ่พญาเป็นกังวล
       “แล้วเราจะทำยังไง”
       “คุณไปเถอะ”
       “อะไรนะ”
       “ผมอยากให้คุณไปอเมริกากับคุณตะวัน...ส่วนเรื่องนี้ผมขอจัดการเอง”
       “ไม่...ฉันไม่ทิ้งนายไปหรอก ถ้าคุณตะวันติดต่อมา ฉันจะขอให้เขาเลื่อนการเดินทางออกไปก่อน”
       “ผมอยากอยู่คนเดียว” ภูวนัยพูดขึ้นอย่างตัดเยื่อใย
       ไผ่พญาถึงกับชะงักที่ภูวนัยพูดอย่างนั้น ไผ่พญาเดินออกไปแต่ไม่วายหันกลับมามองภูวนัยด้วยความเป็นห่วง
       ภูวนัยมองไปยังเบื้องหน้าตอนนี้เขาเหมือนคนโดนหมัดสวนจนคิดอะไรไม่ออก
      
       ที่บ้านวศิน วศินเลื่อนกระเป๋าใบนึงให้กับชาติกล้า
       “อะไรครับท่าน”
       “เปิดดูซิ” ชาติกล้าเปิดกระเป๋าออกดูจึงพบว่ามีเงินอยู่ในกระเป๋าจำนวนมาก “สิ่งที่ลื้อทำ..มันเหมือนทำให้อั้วได้เกิดใหม่ นั่นเป็นรางวัลสำหรับลื้อ”
       “ขอบคุณครับท่าน”
       “ตอนนี้มันถึงเวลาที่อั้วจะผงาดขึ้นครองทุกอย่างแล้ว”
       “แล้วเรื่องท่านอภิวัฒน์กับพวกมันที่ลอยนวลอยู่ละครับ”
       “ไม่ต้องสนใจ ตอนนี้มันไม่มีอะไรที่จะเล่นงานอั้วได้แล้ว แต่อั้วไม่ได้บอกให้ปล่อยมันถ้าเกิดเจอมันที่ไหนก็จัดการตามวิธีของลื้อได้เลย”
       ระหว่างนั้นเสียงมือถือของชาติกล้าดังขึ้น ชาติกล้ามองเบอร์ก่อนจะรายงาน
       “สมสุขโทรมาครับท่าน” วศินรับโทรศัพท์ไปคุย
       “ว่าไง...อั้วกำลังอยากเจออยู่พอดี”
       วศินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
      
       วศินมาหาสมสุขที่บ้าน สมสุขยกแก้วไวน์ขึ้น
       “ขอดื่มให้กับความเป็นอมตะของท่านครับ” วศินยกแก้วไวน์ดื่มตามอย่างอารมณ์ดี ชาติกล้ายืนอยู่ด้วยภายในห้อง “ว่าแต่ท่านทำยังไง ท่านสุทินถึงได้หัวใจวายในวันที่ท่านกำลังจะถูกพักราชการครับ ผมอยากรู้จริงๆ”
       “ลื้อไม่คิดบ้างเหรอว่า ฟ้ากำลังจะให้อั้วยิ่งใหญ่”
       “ผมก็อยากจะเชื่ออยู่หรอกครับ แต่ผมเป็นคนไม่เชื่อเรื่องโชคชะตา...” สมสุขมองไปที่ชาติกล้า “ผมเชื่อการกระทำ แล้วผมก็คิดว่าการที่ท่านสุทินหัวใจวายเมื่อคืน ต้องมาจากการกระทำ”
       วศินกับชาติกล้าเหล่มองกันอย่างระวังตัว
       “ไม่ว่าจะเป็นการกระทำ หรือโชคชะตา แต่คนเราก็ควรทำในสิ่งที่ต้องทำ” ชาติกล้าบอก
       “แหม...ตอบได้เหมือนนักการเมืองจริงๆ”
       “เอาละ งั้นเรามาคุยในสิ่งที่ลื้อสมควรทำกันดีกว่า ตอนนี้อั้วอยากได้เพิ่มขึ้นอีกเท่านึง”
       “แหม...นี่ท่านใช้อำนาจของผู้รักษาการกับผมเป็นคนแรกเลยเหรอครับ”
       “นี่ไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นคำสั่ง” วศินดื่มไวน์ก่อนจะลุกขึ้นยืน “นี่แหละคำว่าอำนาจ ตอนแรกอั้วก็สงสัยว่าคนเราแย่งชิงอำนาจกันทำไม จนตอนนี้อั้วถึงได้รู้ว่าคนที่มีอำนาจในประเทศนี้ จะทำอะไรก็ได้โลกนี้มันมีคนอยู่แค่สองประเภท...คนที่ใช้อำนาจ...กับคนที่เป็นเหยื่อของอำนาจนั่น” วศินเดินเข้ามาตบไหล่สมสุข “เข้าใจแล้วใช่มั้ย ว่าคนอย่างลื้อหรือไอ้พวกชาวบ้านที่อยู่ข้างนอก มันก็เป็นแค่เหยื่อให้อั้ว”
      
       วศินพูดโดยไม่รู้ว่าแจกันที่อยู่ตรงข้าม มีกล้องเข็มหมุดซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน


  


       ภูวนัยรู้สึกสิ้นหวังกับสิ่งที่เกิดขึ้น
      
       “พ่อ...ฟ้า...ขอโทษ...ผมแพ้แล้ว...ผมแพ้พวกมันแล้ว” ภูวนัยรู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง ระหว่างนั้นภูวนัยได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา “ผมบอกแล้วไงว่าผมอยากอยู่คนเดียว” ภูวนัยหันไปจะว่าไผ่พญา แต่แล้วภูวนัยก็ต้องชะงักเพราะคนที่เดินมากลายเป็นสมสุข “สมสุข”
       “อยากซบอกอุ่นๆ ของผมร้องไห้มั้ยครับ”
       “แกเจอฉันได้ยังไง”
       “แล้วหมวดไม่สงสัยเหรอว่าทำไมหมวดถึงได้หนีจากผมง๊ายง่าย”
       “แกกำลังจะบอกว่า แกต้องการให้ฉันหนีหรือไง”
       “ถูกต้อง ผมต้องการให้หมวดเอาคลิปที่ได้จากผมไปโค่นไอ้วศิน แต่หมวดก็ทำซะเหลวเป๋ว”
       “นี่แกหลอกใช้ฉันเหรอ”
       ทันใดนั้นภูวนัยก็ปรี่เข้าไปหาสมสุขก่อนจะต่อยไปที่หน้าสมสุข สมสุขหน้าหันเมื่อหันกลับมาจึงเห็นเลือดออกที่มุมปาก
       “ผมจะให้หมวดต่อยแค่หมัดนี้หมัดเดียว ไม่อย่างนั้นหมวดจะไม่ได้ไอ้นี่” สมสุขโชว์แฟลชไดฟ์ให้ภูวนัยดู ภูวนัยสงสัย
       “แกจะมาลูกเล่นอะไรกับฉันอีก”
       “ก็แล้วแต่หมวดนะ ถ้าไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ผมจะบอกว่าผมอาจจะช่วยหมวดได้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะถ้าหมวดทำไม่ได้ ไอ้วศินก็จะมีอำนาจเกินกว่าที่เราจะล้มมันได้อีก”
       สมสุขโยนแฟลชไดฟ์ให้กับภูวนัย ภูวนัยมองมันอย่างสงสัย
      
       ภูวนัยนั่งอยู่ที่ร้านอินเตอร์เนต ภูวนัยเสียบแฟลชไดฟ์เข้ากับเครื่องแล้วกดเพื่อเปิดดู ไม่นานภาพแอบถ่ายก็ปรากฏขึ้น เป็นภาพที่สมสุขนั่งคุยกับวศินและชาติกล้าตอนที่วศินมาหาสมสุขที่บ้านแล้วสมสุขถามวศินเรื่องการตายของสุทิน ภูวนัยนั่งมองจอไม่กระพริบ
       ขณะนั้นไผ่พญานั่งรอภูวนัยอยู่ในห้องพักอย่างกระวนกระวาย
       “ไปไหนของเขา”
       ไผ่พญามองนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้ว ไผ่พญาทอดถอนใจด้วยความเป็นห่วงภูวนัย
       ภูวนัยยืนอยู่ที่ริมน้ำ กำลังครุ่นคิดที่จะกระทำการบางอย่าง ภูวนัยดูแฟลชไดฟ์ในมือก่อนจะเห็นแววตาของภูวนัยมุ่งมั่นขึ้นมา
      
       วันต่อมาไผ่พญายังนั่งอยู่ที่เตียงเหมือนเดิม แล้วไผ่พญาก็ลุกขึ้นจากเตียงไปยืนอยู่ริมหน้าต่าง
       “หรือว่านายจะไปแล้ว” ระหว่างนั้นภูวนัยก็เปิดประตูเข้ามาในห้อง ไผ่พญาหันไปมองก็ดีใจเมื่อเห็นว่าเป็นภูวนัย “นายหายไปไหนมาทั้งคืน”
       ภูวนัยไม่ตอบ แต่เปลี่ยนเป็นถามกลับ
       “วันนี้ช่วยอยู่กับผมได้มั้ย”
       ไผ่พญาแปลกใจกับท่าทางของภูวนัย
      
       อีกด้านหนึ่งที่ห้องทำงานวศิน วศินกำลังอ่านเอกสารคำบรรยายอยู่ที่โต๊ะ ก่อนที่จะปิดแฟ้มลงอย่างพอใจ
       “ใช้ได้”
       ชาติกล้ายืนอยู่ในห้อง
       “อยากให้แก้อะไรตรงไหนหรือเปล่าครับ”
       “ไม่ต้อง แค่นี้อั้วก็แทบจะเป็นเทวดาแล้ว ไอ้พวกนักศึกษาที่ฟังอยากเป็นตำรวจก็เพราะคำปาฐกถาของลื้อนี่แหละ”
       “ขอบคุณครับท่าน เอ่อ...แล้วท่านอยากให้ผมไปตรวจสอบสถานที่ก่อนหรือเปล่าครับ”
       “ไปดูแค่ความพร้อมก็พอ งานนี้ท่านผบ.แล้วก็พวกผู้หลักผู้ใหญ่ทางการเมืองจะมาด้วย อั้วไม่อยากให้มีอะไรผิดพลาด”
      
       ชาติกล้ารับคำสั่งอย่างตั้งใจ


  


       ภูวนัยเดินมากับไผ่พญาตามทาง ไผ่พญาแอบมองภูวนัยที่ท่าทางแปลกๆ
      
       “นายเป็นอะไรหรือเปล่า”
       ภูวนัยหันมาแล้วยิ้มให้ ก่อนจะเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ที่อยู่ข้างทาง ไผ่พญาเดินตามเข้าไปนั่งข้างๆ
       “รู้มั้ยวันนี้ฉันพาเธอมานี่ทำไม” ไผ่พญาส่ายหน้า ภูวนัยเอื้อมมือไปจับมือของไผ่พญา ไผ่พญาหัวใจพองโต แต่แล้วภูวนัยกลับเอ็ดขึ้น “นี่...ทำไมเธอไม่ดึงมือกลับ” ไผ่พญางง “เวลาที่มีคนมาจับมือ เธอต้องทำแบบนี้”
       ว่าแล้วภูวนัยก็บิดข้อมือของไผ่พญา
       “โอ๊ย นี่นายเป็นบ้าอะไรของนายเนี่ย”
       “ลองใหม่”
       ภูวนัยเอื้อมมือไปจับมือไปจับมือของไผ่พญา ไผ่พญาดึงมือออก
       “ไม่...ฉันไม่ทำ”
       ไผ่พญาลุกเดินออกไปอย่างโมโห ภูวนัยเดินตามมาก่อนจะดึงมือไผ่พญาเอาไว้
       “ต่อยผม” ไผ่พญางง “ผมบอกให้ต่อยผมไง”
       “นายเป็นอะไร อยู่ดีก็อยากให้ฉันต่อย หรือว่า...นายไปทำอะไรมาแล้วรู้สึกผิด”
       ภูวนัยทำหน้าเซ็ง ก่อนจะบอกกับไผ่พญา
       “ผมจะสอนวิชาป้องกันตัวให้คุณ”
       “วิชาป้องกันตัว นี่นายคิดจะสู้กับพวกนั้นอีกยกใช่มั้ย”ภูวนัยชะงักไป “ก็นายมาสอนวิชาป้องกันตัวให้ฉัน เพราะนายจะพาฉันไปช่วยนายใช่มั้ยล่ะ”
       ภูวนัยนิ่งไปไม่อยากโกหก
       “เริ่มเลยดีกว่า”
       ภูวนัยปรี่เข้ามาหาไผ่พญา ไผ่พญาร้องเสียงหลง
       “อ๊ายยยย! เดี๋ยวก่อน ฉันยังไม่ตั้งตัว”
      
       เวลาต่อมา ไผ่พญาล้มลงไปกองกับพื้นในสภาพสะบักสะบอม
       “พอแล้ว...ฉันไม่ไหวแล้ว”
       “บอกให้ลุกขึ้นมา แค่นี้ก็ยอมแล้วหรือไง”
       “ก็ฉันไม่ไหวจริงๆ นี่ กระดูกฉันจะหักหมดแล้ว”
       “หักก็ต้องลุกขึ้น ถ้าคุณไปเจอไอ้พวกที่มันจะฆ่าคุณจริงๆ มันไม่สนคำอ้อนวอนของคุณหรอก” ไผ่พญาลุกไม่ไหว ภูวนัยเดินเข้าไปดึงมือขึ้น “ผมบอกให้ลุกไง ถ้าผมไม่อยู่แล้วคุณต้องดูแลตัวเอง”
       ไผ่พญาถึงกับชะงัก
       “หมายความว่าไง”
       “เอ่อ...”
       ไผ่พญาลุกขึ้นมาถาม
       “นายไม่อยู่ นายจะไปไหน”
       “ไม่ใช่อย่างนั้น เอ่อ...ผมหมายความว่าถ้าเกิดเราแยกกันทำงานแล้ว คุณก็ต้องดูแลตัวเองไง”
       “นายก็พูดซะให้ฉันตกใจหมด ไม่ต้องห่วงถึงเวลานั่นจริงๆ ฉันจะเป็นคนไปช่วยนายเอง”
       ไผ่พญายิ้มให้ ภูวนัยหน้าเครียดไม่อยากจะบอกความจริง
      
       คืนนั้นขณะที่ไผ่พญานอนหลับสนิทอยู่บนเตียง ไผ่พญาพลิกตัวทำให้ผ้าห่มร่นลงมาอยู่ที่ขาแต่แล้วจู่ๆ ก็มีมือเข้ามาจับที่ผ้าห่ม เจ้าของมือนั้นก็คือภูวนัยที่ดึงผ้าห่มเข้ามาห่มให้กับไผ่พญา ภูวนัยมองไผ่พญาด้วยสายตาแห่งความรัก
       “ดูแลตัวเองดีๆ นะ”
      
       ภูวนัยเอื้อมมือจะไปลูบศรีษะไผ่พญาแต่แล้วก็ชะงักมือ ก่อนที่จะรีบเดินออกจากห้องไป
        

      เช้าวันรุ่งขึ้น ไผ่พญางัวเงียตื่นขึ้นมา
      
       “โอ๊ย...ทำไมมันปวดไปทั้งตัวอย่างนี้เนี่ย”
       ไผ่พญาพยายามยันตัวขึ้นนั่งแล้วก็แปลกใจเมื่อมองไปที่โซฟาแล้วไม่เห็นภูวนัยนอนอยู่ ไผ่พญามองไปทางห้องน้ำ
       “นายอยู่ในห้องน้ำหรือเปล่า”
       เงียบ...ไม่มีเสียงตอบใดๆ ไผ่พญาลุกขึ้นไปแล้วเปิดประตูห้องน้ำออกดูก็ไม่พบภูวนัย ไผ่พญาหันกลับมาแล้วก็เห็นกระดาษโน้ตวางอยู่ที่โต๊ะ จึงเดินเข้ามาหยิบอ่าน
       “ผมกำลังไปทำเรื่องที่สำคัญ ถ้ามันสำเร็จคุณจะได้กลับไปมีชีวิตปกติ แต่ถ้าผมไม่ได้กลับมา ผมอยากให้คุณรีบไปอเมริกากับคุณตะวันทันที”
       ไผ่พญาอ่านโน้ตแล้วก็เริ่มเอะใจ
       “เรื่องสำคัญอะไร เขียนอย่างกับจดหมายลาตาย” แล้วไผ่พญาก็นึกได้ “เฮ้ย! หรือว่าคุณภูจะไปจัดการพวกนั้น”
       ไผ่พญามีสีหน้าตกใจขึ้นมาทันที
      
       เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นที่หน่วยปราบปรามยาเสพติด เจ้าหน้าที่รับโทรศัพท์
       “สวัสดีค่ะ...ป.ป.ส.ค่ะ”
       ไผ่พญากำลังโทรศัพท์อยู่บนห้อง
       “ค่ะ...คือจะสอบถามกำหนดการวันนี้ของท่านวศินน่ะค่ะ...อ๋อ...คือดิฉันเป็นนักข่าวจะไปทำข่าวท่านนะค่ะ แต่พอดีสมุดนัดหมายของดิฉันหาย แล้วดิฉันจำไม่ได้ว่าวันนี้ท่านจะไปไหนบ้างน่ะค่ะ...ค่ะค่ะ...รอได้ค่ะ...ค่ะ...ที่ไหนนะค่ะ”
       ไผ่พญาฟังความจากปลายสาย ถึงสถานที่ที่วศินจะไป
      
       ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ภูวนัยเดินเข้ามาบริเวณหน้างานมองสำรวจไปที่ประตูทางเข้าเห็นตำรวจเดินไปมาอยู่จำนวนนึง ระหว่างนั้นภูวนัยเห็นวศินกับชาติกล้าเดินเข้ามา ภูวนัยรีบหันหลังทำเป็นยืนอ่านป้ายประกาศ
       “เรียบร้อยมั้ย”
       “ครับ ผมวางคนเอาไว้ในจุดสำคัญๆ หมดแล้วครับ” วศินพยักหน้า
       “แต่อย่าให้มันเยอะเกินไป เดี๋ยวคนเขาจะตกใจว่ามีเรื่องอะไร”
       ระหว่างนั้นรัฐมนตรีกับนักการเมืองเดินเข้ามา
       “สวัสดีครับ”
       วศินหันไปเห็นรัฐมนตรีกับนักการเมืองเดินเข้ามาจึงหันไปพยักหน้าให้ชาติกล้าออกไป
       “สวัสดีครับท่าน เป็นเกียรติจริงๆ ที่ท่านมาในวันนี้”
       “ตอนแรกก็กะไม่มาหรอก แต่เจ้าลูกชายผมมันบอกว่าท่านเป็นองค์ปาฐก ผมก็เลยอยากมาฟังแนวคิดของตำรวจตงฉินแห่งยุคว่ามีแนวคิดยังไง จะได้กลับไปสอนลูกชายผมบ้าง”
       ภูวนัยชำเลืองมอง เมื่อเห็นชาติกล้าเดินออกไป ภูวนัยรีบแฝงตัวเข้าไปในห้องประชุมทันที
       ภูวนัยเข้ามาในห้องประชุมเห็นนักศึกษายังนั่งกันอยู่ประปรายเหมือนงานยังไม่เริ่ม บนเวทีเห็นป้ายบอกว่าเป็นงานบรรยาย “คุณธรรมนำชีวิต สำหรับนักศึกษาปริญาตรีที่ต้องการสอบโรงเรียนนายร้อย”
      
       ภูวนัยมองไปด้านบนแล้วก็เห็นห้องควบคุมอยู่ชั้นบน


  


       ภูวนัยเดินตรงขึ้นไปบนห้องควบคุม พยายามทำตัวเนียนเป็นเจ้าหน้าที่ห้องโสตที่ควบคุมแสงสีเสียง ระหว่างนั้นตำรวจที่อยู่แถวนั้นก็เรียกเอาไว้
      
       “จะไปไหนคุณ”
       ภูวนัยหันมา ชี้ไปที่ห้องควบคุม
       “ทำงานครับพี่”
       ตำรวจมองสำรวจ
       “บัตรอยู่ไหน”
       ภูวนัยทำท่าเพิ่งนึกได้
       “อ้าว...สงสัยผมจะลืมไว้ที่รถ แต่ไม่เป็นไรมั้งพี่พวกกันทั้งนั้น”
       “ไม่ได้ ต้องมีบัตร แค่ลืมไว้ในรถก็เดินไปเอาหน่อย”
       ภูวนัยรับคำก่อนจะเดินจากไป แต่ไม่วายชำเลืองมองอย่างครุ่นคิดว่าจะเข้าไปในห้องควบคุมยังไง
      
       เจ้าหน้าที่คนนึงเดินเข้ามาในห้องน้ำแล้วเปิดก๊อกล้างมือที่อ่าง ระหว่างนั้นอยู่ๆ ก็มีท่อนแขนเข้ามาล็อกคอเจ้าหน้าที่คนนั้น เจ้าหน้าที่คนนั้นพยายามดิ้น แต่ดิ้นได้ไม่นานก็หมดสติไป ภูวนัยลากเจ้าหน้าที่คนนั้นเข้าไปในห้องส้วมก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับป้ายห้อยคอ ภูวนัยหยิบถังน้ำและไม้ถูพื้นมาวางไว้หน้าห้องส้วมให้รู้ว่าห้องน้ำชำรุด
       ภูวนัยเดินมาตามทาง ระหว่างนั้นชาติกล้าก็เดินออกมาอีกทาง ชาติกล้ามองไปแล้วก็เห็นภูวนัยจากทางด้านหลัง ชาติกล้ารู้สึกคลับคล้ายคลับคราจึงเดินตาม
       ภูวนัยเดินมาด้านหน้าที่มีตำรวจคอยยืนเฝ้าอยู่ ภูวนัยยกบัตรเจ้าหน้าที่ให้ดู ตำรวจคนนั้นให้เข้าห้องประชุมไป
       ชาติกล้าเห็นภูวนัยผ่านตำรวจไปได้ก็คิดว่าตัวเองคิดไปเองจึงเดินไปอีกทางเพื่อสำรวจความเรียบร้อย พอชาติกล้าเดินออกไปก็เห็นไผ่พญาเดินเข้ามา ไผ่พญาตรงเข้ามากำลังจะเข้างาน แต่พอเห็นตำรวจก็มีชะงักนิดนึงก่อนจะทำใจดีสู้เสือเดินเข้าไป
       “ขอดูบัตรด้วยครับ”
       “บัตรอะไรคะ”
       “บัตรนักศึกษาไง”
       “เอ่อ...พอดีน้องชายฉันชวนมาฟังท่านวศินบรรยายน่ะค่ะ”
       “งั้นก็ให้น้องคุณพาเข้าไป”
       ไผ่พญาหน้ามุ่ยที่เข้างานไม่ได้ ไผ่พญาพยายามมองเข้าไปในงานเพื่อหาภูวนัย
      
       ราชัยเดินกุมท้องเข้ามาในห้องน้ำ ก่อนจะมองหาห้องส้วมที่ว่าง ราชัยรีบผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำข้างๆ ห้องที่ภูวนัยวางถังน้ำเอาไว้ ราชัยเข้ามากำลังหย่อนตัวลงนั่งแต่แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นมือของคนโผล่มาจากห้องน้ำห้องข้างๆ
       “เว้ย”
      
       ชาติกล้ายืนสังเกตการณ์อยู่ที่มุมหนึ่งหน้างาน ระหว่างนั้นเสียงวิทยุดังขึ้น
       “หัวหน้าครับหัวหน้า”
       “ว่าไง”
       “เกิดเรื่องแล้วครับ”
      
       ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นก็แปลกใจกึ่งตกใจ


  


       ภูวนัยเดินขึ้นมาบนห้องควบคุม ก่อนจะยกป้ายห้อยคอให้ตำรวจดูว่ามีแล้วนะ ตำรวจคนนั้นเห็นก็โบกมือผ่านๆ ให้ภูวนัย ภูวนัยเดินตรงเข้าไปในห้องควบคุม เจ้าหน้าที่ที่อยู่ในห้องหันมามองแล้วสงสัย
      
       “คุณเป็นใคร”
       “ผมเป็นเจ้าหน้าที่เทคนิคของท่านวศินครับ ท่านต้องการให้ผมมาดูแลระบบให้ แหม...พี่ก็รู้ว่าท่านเป็นห่วงเรื่องภาพลักษณ์จะตาย”
       “ก็ดี เพราะผมเองก็ไม่รู้ว่าท่านต้องการแสงเสียงแบบไหน”
       ภูวนัยพยักหน้าก่อนจะลงนั่งที่แผงควบคุม
      
       ที่ห้องน้ำ ราชัยกำลังปฐมพยาบาลเจ้าหน้าที่คนที่ภูวนัยทำให้สลบอยู่
       “ไม่เป็นไรมากครับหัวหน้า แค่สลบเท่านั้น” ราชัยบอกชาติกล้า
       “ดูจากการแต่งตัวแล้วน่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ในนี้ จ่าพบเขาที่ไหน”
       “ห้องน้ำข้างๆ ครับ ตอนแรกผมก็คิดว่าห้องน้ำนั่นเสียเพราะเห็นมีถังน้ำวางไว้อยู่ข้างหน้า แต่พอเปิดเข้าไปก็เห็นเจ้าหน้าที่คนนี้นอนสลบอยู่ครับ”
       ชาติกล้าประมวลทุกอย่างเข้าด้วยกัน ก่อนจะรีบหยิบวิทยุสื่อสารออกมา
      
       ภูวนัยนั่งอยู่ในห้องควบคุมพยายามพูดให้เหมือนเจ้าหน้าที่เทคนิคจริงๆ
       “ผมว่าน่าจะลดแสงบนเวทีอีกหน่อยนะ แล้วพอท่านขึ้นมาก็ค่อยเปิดไฟฟอลโล่ว์ ท่านชอบเด่นๆ น่ะ”
       เจ้าหน้าที่ควบคุมคนนั้นพยายามปรับตามที่ภูวนัยบอก ภูวนัยหันไปมองคอมพิวเตอร์ที่อยู่อีกมุมก่อนที่ภูวนัยจะหยิบแฟลชไดฟ์ออกมา ระหว่างนั้นภูวนัยเหลือบไปเห็นตำรวจคนที่ยืนอยู่หน้าห้องควบคุมหยิบวิทยุขึ้นมาเหมือนฟังคำสั่ง ภูวนัยเห็นความผิดปกติ ตำรวจคนนั้นเหมือนได้รับคำสั่งเสร็จก็เดินเข้ามาที่ห้องควบคุม ภูวนัยค่อยๆ เก็บแฟลชไดฟ์ลง
       “มีเจ้าหน้าที่หายไปหรือเปล่า”
       “ไม่มีครับ อ๋อ...มีๆ เพื่อนผมไปหาอะไรกินยังไม่กลับมาเลย มีอะไรหรือเปล่าครับ”
       “ถ้าอย่างนั้นผมขอตรวจบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่อีกครั้งแล้วกัน”
       ภูวนัยเห็นท่าไม่ดีก็ลุกขึ้น
       “เดี๋ยวผมมานะ พูดถึงห้องน้ำเลยปวดขึ้นมาเลย บัตรผมวางไว้อยู่ตรงนี้นะ”
       ภูวนัยพูดเสร็จแล้วก็รีบเดินออกไปเลย ตำรวจมองตามก่อนจะหันมาตรวจบัตรของเจ้าหน้าที่คนนั้นแล้วจึงเดินเข้ามาหยิบบัตรของภูวนัยที่วางไว้ขึ้นมาตรวจ แต่แล้วตำรวจคนนั้นก็แปลกใจ
       “ไม่ใช่บัตรเขานี่”
       “นี่มันบัตรเพื่อนผมนี่”
       ตำรวจได้ยินอย่างนั้นก็รีบวิ่งออกมาทันที
       ภูวนัยกึ่งเดินกึ่งวิ่งลงบันไดมาเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต ก่อนจะหันไปเห็นตำรวจคนนั้นวิ่งตามออกมาจากห้อง
       “พบตัวผู้ต้องสงสัยอยู่ในห้องประชุม”
      
       ภูวนัยรีบออกไปจากห้องประชุม ตำรวจคนนั้นวิ่งตามไปติดๆ


  


       ด้านชาติกล้าได้รับรายงานจากลูกน้อง
      
       “คนร้ายกำลังออกมาจากห้องประชุม...รีบไป”
       ชาติกล้ากับตำรวจคนอื่นๆ รีบวิ่งไปทางห้องประชุมทันที
       ภูวนัยวิ่งมาตามทางเดิน ก่อนจะปะเข้าให้กับตำรวจที่กำลังหันมอง ภูวนัยรีบกลับหลังหันแล้ววิ่งไปอีกทาง
       ภูวนัยเลี้ยวมาตามทางก่อนจะตกใจเมื่อเห็นว่าเป็นทางตัน ภูวนัยหันไปเห็นว่ามีห้องนึงอยู่ข้างๆ ภูวนัยจะเปิดแต่ประตูก็ดันล็อก แต่แล้วห้องนั่นก็เปิดประตูเปิดออกมาก่อนที่ภูวนัยจะตกใจเมื่อเห็นไผ่พญา
       “คุณมาทำอะไรที่นี่”
       ยังไม่ทันที่ภูวนัยจะได้คำตอบก็มีเสียงวิ่งไล่ตามมาของตำรวจ ภูวนัยจึงรีบผลุบเข้าไปในห้องนั้นทันที ตำรวจวิ่งมาถึงทางแยกแล้วก่อนจะมองมาทางห้องที่ภูวนัยเข้าไป พอเห็นว่าไม่มีจึงพากันวิ่งไปอีกทาง
      
       ภูวนัยแน่ใจแล้วว่าตำรวจไม่ตามมาทางนี้จึงหันไปถามไผ่พญา
       “คุณมาทำอะไร”
       “ก็มาช่วยนายไง”
       “ทำไมคุณไม่เชื่อผม กลับไปซะเรื่องนี้ผมจัดการคนเดียวได้”
       “วิ่งมาอย่างนี้ยังจะบอกว่าจัดการได้อีกเหรอ” ภูวนัยเถียงไม่ออก “ให้ฉันช่วยเถอะนะ” สีหน้าของภูวนัยฉายแววเป็นห่วงออกมา “ ไม่ต้องห่วงนะ ฉันสำเร็จวิชาจากนายแล้วไง ฉันรู้ว่านายเป็นห่วงฉัน แต่ถ้าเราอยากจะกระชากหน้ากากมัน นายต้องให้ฉันช่วย”
       ภูวนัยมองไผ่พญาอย่างครุ่นคิดตัดสินใจ
      
       ชาติกล้าวิ่งเข้ามาหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งพร้อมกับตำรวจสองสามนาย ขณะเดียวกันก็มีตำรวจอีกกลุ่มวิ่งตามเข้ามาสมทบ
       “ไม่เจอเลยครับหัวหน้า”
       “ปิดทางเข้าออกทุกประตูแล้วใช่มั้ย”
       “ครับ”
       “ถ้าอย่างนั้นมันก็ยังอยู่ในนี้แน่นอน”
       ระหว่างนั้นตำรวจคนนึงเรียกชาติกล้า
       “หัวหน้าครับ”
       ชาติกล้าหันไปมองตามที่ตำรวจคนนั้นมองแล้วชาติกล้าก็อึ้งไปเมื่อเห็นภูวนัยเดินเข้ามา
       “ไอ้ภู...แกนี่เอง”
       “อยากจับฉันใช่มั้ย เข้ามาจับเลยซิ”
       “รออะไร จับมันซิ” ชาติกล้าหันไปตวาดลูกน้อง
       ตำรวจห้าหกคนกรูกันเข้ามาหาภูวนัย ภูวนัยเองก็ปรี่เข้ามาก่อนจะจัดการคนแรกด้วยการเตะ ตำรวจคนแรกจุกลงไปกองกับพื้น คนอื่นกรูกันเข้ามาจัดการ ภูวนัยจับคนที่สองแล้วดันใส่อีกคนก่อนจะต่อยเข้าปลายคางจนสลบไป ตำรวจทั้งสามสลบเหมือดภายในพริบตา
      
       ภูวนัยตั้งท่าพร้อมรับกับตำรวจที่เหลือ
      

       จบตอนที่  18
ตอนที่ 19 อวสาน
      
       ภายในห้องประชุม พิธีกรกำลังพูดอยู่บนเวที ระหว่างนั้นไผ่พญาที่แต่งตัวเป็นเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาในห้อง วศินหันมองไผ่พญาเพียงแว้บเดียว ไผ่พญารีบก้มหน้างุดๆ เดินไป
      
       “สำหรับนักศึกษาที่กำลังตั้งใจว่าจบปริญญาตรีแล้วอยากจะเป็นตำรวจ ต้องฟังให้ดีๆ นะคะ เพราะท่านที่จะมาบรรยายพิเศษให้ในวันนี้ ถือเป็นตำรวจตัวอย่างที่ใครๆ ก็พูดถึง”
       ไผ่พญารีบวิ่งขึ้นมาที่ห้องควบคุม
       “ใครอีกเนี่ย” เจ้าหน้าที่เห็นไผ่พญาก็ถึงกับตะลึงในความงาม “เอ่อ...มีอะไรให้ช่วยครับ”
       “อ๋อ...ฉันเป็นทีมงานของท่านวศินน่ะค่ะ”
       เจ้าหน้าที่กระตือรือร้นขึ้นมาทันที
       “อ๋อเหรอครับ มีอะไรให้ช่วยครับ”
       “คือ...ท่านวศินอยากให้เปิดวีดิทัศน์ประกอบการบรรยายให้หน่อยน่ะค่ะ”
       ไผ่พญายื่นแฟลชไดรฟ์ให้กับเจ้าหน้าที่คนนั้น
       “ได้เลยครับ”
       ไผ่พญานั่งลงแล้วมองไปบนเวทีที่พิธีกรกำลังเชิญวศินขึ้นมาพอดี
       “คนที่ดิฉันพูดถึง จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากท่านพันตำรวจโทวศิน สหสกุลค่ะ”
       วศินลุกขึ้นแล้วเดินขึ้นมาบนเวที จังหวะนั้นเจ้าหน้าที่เสียบแฟลชไดรฟ์เข้ากับซีพียูพลางถามไผ่พญา
       “จะให้เปิดตอนไหนบอกได้เลยครับ”
       “ค่ะ”
      
       ไผ่พญามองไปที่วศินอย่างลุ้นระทึก
      
       อีกมุมหนึ่ง ภูวนัยกำลังต่อสู้อยู่กับตำรวจอีกสองคนสุดท้าย แม้ว่าภูวนัยจะมีศิลปะการต่อสู้ดีกว่าแต่เมื่อสองรุมหนึ่ง รวมทั้งผ่านการต่อสู้มาแล้วสี่คน ทำให้ภูวนัยโรยแรงเต็มที ถูกตำรวจพวกนั้นตอบโต้เหมือนกัน
      
       ภูวนัยใช้พลังฮึดอีกครั้งก่อนจะเข้ามาต่อสู้กับตำรวจทั้งสอง โดยมีชาติกล้ายืนคุมเชิงอยู่และแล้วภูวนัยก็สามารถจัดการกับตำรวจทั้งสองจนทั้งสองสลบเหมือด
       ภูวนัยหันมาทางชาติกล้าแล้วทันใดนั้นชาติกล้าก็หยิบปืนออกมาเล็งไปที่ภูวนัย
       “อยากเป็นพระเอกมากหรือไง...ห๊า”
       ภูวนัยสบตากับชาติกล้าไม่กระพริบ
       “ไอ้ชาติ...ถ้าวันนี้ฉันฆ่าแกไม่ได้ ฉันก็จะตายอยู่ที่นี่”
       “งั้น...ฉันจะทำให้แกได้ตายสมใจ”
       แล้วชาติกล้าก็โยนปืนทิ้ง ภูวนัยหันมอง ชาติกล้าวิ่งเข้ามาเช่นเดียวกับภูวนัยเองก็วิ่งเข้าใส่เหมือนกัน
      
       “ย้ากกกก”


  


       วศินกำลังปราศัยอยู่บนเวที ภายในห้องประชุม
      
       “การเป็นตำรวจที่ดี ไม่ใช่แค่การจับผู้ร้ายที่ภายนอกที่อยู่ตามท้องถนนหรือบ้านเรือนทั่วไป แต่ตำรวจที่ดีต้องจับผู้ร้ายที่อยู่ในจิตใจของเราให้ได้ด้วย”
       ไผ่พญานั่งอยู่ในห้องควบคุมพอได้ยินวศินพูดอย่างนั้นก็หน้ายี้
       “พูดออกมาได้...ไอ้เลว”
       “ว่าไงนะครับ” เจ้าหน้าที่ได้ยินแว่วๆ
       “อ๋อ...เปล่าค่ะ ตอนนี้พร้อมเปิดวีดิทัศน์หรือยังคะ”
       “พร้อมครับ จะเปิดหรือยังครับ”
       ไผ่พญามองไปที่วศินที่กำลังพูดก็ตัดสินใจ
       “ค่ะ”
       วศินกำลังพูดอย่างกินใจอยู่บนเวที
       “เคยมีคนถามผมว่า ทำยังไงถึงได้เป็นตำรวจที่ดี ผมอยากจะบอกทุกคนว่าทุกอย่างมันเริ่มมาจากความอยาก”
       แล้วทุกคนในห้องก็เริ่มฮือฮาเมื่อเห็นจอมอนิเตอร์ด้านหลังของวศินมีภาพขึ้น “ถ้าเราขจัดความอยากได้อยากมีอยากเป็นในใจเราได้แล้วละก็ การคอร์รัปชั่นก็จะไม่เกิดขึ้น”
       รัฐมนตรี นักการเมืองและนักศึกษาภายในห้องประชุมต่างอ้าปากค้างเมื่อเห็นภาพวศินกำลังนั่งคุยกับสมสุข โดยมีชาติกล้าอยู่ด้วย วศินแปลกใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงหันไปมองด้านหลังตัวเองแล้ววศินก็อึ้งไป
       “ว่าแต่ท่านทำยังไง ท่านสุทินถึงได้หัวใจวายในวันที่ท่านกำลังจะถูกพักราชการครับ ผมอยากรู้จริงๆ
       ภาพสมสุขถามวศิน
       “ลื้อไม่คิดบ้างเหรอว่า ฟ้ากำลังจะให้อั้วยิ่งใหญ่”
       วศินหน้าซีดเผือด
      
       ไผ่พญานั่งลุ้นอยู่ในห้องเต็มไปด้วยความดีใจที่งานกำลังจะสำเร็จ


  


       ขณะนั้นภูวนัยกำลังถูกชาติกล้าไล่ถลุง ภูวนัยบาดเจ็บถูกชาติกล้าต่อยจนน่วมไปทั้งตัว ภูวนัยพยายามจะลุกขึ้นสู้ แต่ก็โดนชาติกล้าต่อยอีกหมัดจนล้มลงไปนอน ชาติกล้าหันมองปืนที่พื้นแล้วเดินไปหยิบมาจ่อที่ภูวนัย
      
       “พอได้แล้วไอ้ภู มันจบแล้ว” ภูวนัยพลิกตัวกลับ ก่อนจะยิ้มออกมา “ยิ้มอะไรของแก บ้าไปแล้วหรือไง”
       “แกต่างหากที่จบ”
       “พูดอะไรแกวะ”
       “ตอนนี้ ในห้องประชุมคงได้เห็นธาตุแท้ของพวกแกหมดแล้ว”
       “อะไรนะ”
       ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป ชาติกล้ารีบวิ่งกลับไปที่ห้องประชุมทันที ภูวนัยพยายามลุกขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่นอีกครั้ง
      
       ภายในห้องประชุม วศินตกใจเมื่อเห็นคลิปของตัวเอง
       “ปิด ปิดซิเว้ย”
       ที่ห้องควบคุม เจ้าหน้าที่ควบคุมตกใจกำลังจะกดปิด แต่ไผ่พญาเอื้อมมือมาจับมือเอาไว้
       “นี่มันเรื่องอะไรกันครับ”
       “ท่านกำลังยกตัวอย่างของการคอร์รัปชั่นให้เราดูค่ะ”
       วศินเริ่มคุมสติไม่อยู่แล้วภาพก็เล่นไปถึงตอนที่คุยกันเรื่องผลประโยชน์
       “เอาละ งั้นเรามาคุยในสิ่งที่ลื้อสมควรทำกันดีกว่า ตอนนี้อั้วอยากได้เพิ่มขึ้นอีกเท่านึง”
       “แหม...นี่ท่านใช้อำนาจของผู้รักษาการกับผมเป็นคนแรกเลยเหรอครับ”
       “นี่ไม่ใช่การขอร้อง แต่เป็นคำสั่ง”
       รัฐมนตรีลุกขึ้นยืนทันที
       “นี่มันเรื่องอะไรวศิน ผมต้องการคำอธิบาย”
       “ท่านครับ ผมโดนแกล้ง ต้องมีคนแกล้งผมแน่ๆ”
       ทุกคนเริ่มฮือฮาจนเสียงอื้ออึงไปทั้งห้องประชุม ระหว่างนั้นชาติกล้าวิ่งเข้ามาในห้องประชุมพอเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีก็ถึงกับช็อก
       “นี่แหละคำว่าอำนาจ ตอนแรกอั้วก็สงสัยว่าคนเราแย่งชิงอำนาจกันทำไม จนตอนนี้อั้วถึงได้รู้ ว่าคนที่มีอำนาจในประเทศนี้ จะทำอะไรก็ได้ โลกนี้มันมีคนอยู่แค่สองประเภท...คนที่ใช้อำนาจ...กับคนที่เป็นเหยื่อของอำนาจนั่น” วศินเดินเข้ามาตบไหล่สมสุข “เข้าใจแล้วใช่มั้ย ว่าคนอย่างลื้อหรือไอ้พวกชาวบ้านที่อยู่ข้างนอก มันก็เป็นแค่เหยื่อให้อั้ว”
       ภาพยังฉายต่อ วศินหันไปบอกชาติกล้า
       “ยืนบื้ออะไรอยู่ ไปหาทางปิดซิวะ”
      
       ชาติกล้ามองไปที่ห้องควบคุม

      ไผ่พญาเห็นชาติกล้ามองมาก็ตกใจ
      
       “แย่แล้ว” ไผ่พญาหันไปบอกกับเจ้าหน้าที่ “ขอบคุณมากน่ะค่ะ”
       ไผ่พญาพูดเสร็จก็รีบเดินออกมาจากห้องเลย เจ้าหน้าที่คนนั้นมองตามงงๆ ไผ่พญารีบหยิบหมวกใส่ปิดหน้าปิดตาแล้วรีบเดินออกจากห้องขณะที่ชาติกล้ากำลังเดินขึ้นมา
       ระหว่างนั้นภูวนัยเดินเข้ามาในห้องจึงเห็นเหตุการณ์ที่คลิปวิดีโอเล่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
       “ท่านแพ้แล้ว มอบตัวเถอะ” ภูวนัยบอกกับวศิน
       “แกพูดอะไรของแก”
       “ยังจะให้ผมบอกอีกเหรอครับ ผมว่าทุกคนในห้องนี้ที่ได้ดูคงจะให้คำตอบท่านได้”
       วศินหันไปบอกกับรัฐมนตรี
       “นี่ไงครับท่าน มันนี่แหละที่แกล้งผม”
       ภูวนัยเดินขึ้นมาบนเวที เดินรุกเข้ามาหาวศินด้วยความอัดอั้น
       “พวกแกทำให้ฉันสูญเสียทุกอย่าง แกล้งฉันให้โดนออกจากราชการ...” วศินถอยเมื่อเห็นภูวนัยก้าวเข้ามา ไผ่พญามองว่าภูวนัยจะทำอะไรเช่นเดียวกับชาติกล้าก็ดูสถานการณ์ “พวกแกฆ่าพ่อฉัน...ฆ่าเพื่อนฉัน...แกทำให้ฉันต้องสูญเสียทุกอย่าง”
       วศินเดินถอยหลังมาเรื่อยก่อนจะสะดุดขาตัวเองล้มลง วศินตะเกียกตะกายหนี
       “ช่วยด้วย...จับมันซิ...จับมัน”
       วีระกับราชัยที่ยืนอยู่ข้างล่างไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน
       “จับเขาไว้ซิ” รัฐมนตรีสั่ง
       วีระ ราชัยได้รับคำสั่งก็รีบวิ่งขึ้นไปบนเวทีก่อนจะจับกุมภูวนัยเอาไว้ ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็ตกใจ
       “เฮ้ย จับเขาได้ยังไง”
       เพราะความลืมตัวของไผ่พญา ทำให้ชาติกล้าหันมามองแล้วไผ่พญาก็ตกใจ ภูวนัยเองก็อึ้งเหมือนกันพยายามจะดิ้นให้หลุดจากการจับกุม
       “จับฉันทำไม ปล่อย”
       รัฐมนตรีพูดกับวีระ ราชัย
       “พวกคุณทำอะไร ผมให้จับวศิน”
       ภูวนัยอึ้งไปด้วยความดีใจ วีระ ราชัยรีบเข้ามาจับวศินทันที
       “ไอ้บ้า นี่แกมาจับฉันได้ยังไง...ปล่อย...ฉันเป็นนายพวกแกนะ”
       “ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว” รัฐมนตรีบอก
       วศินได้ยินอย่างนั้นก็หน้าซีดเผือดทันที ชาติกล้าเห็นท่าทีของสถานการณ์แล้วเห็นว่าท่าไม่ดีแน่จึงหันไปมองไผ่พญา ไผ่พญาเองก็ตกใจ
       ภูวนัยหลับตาลงไม่คิดไม่ฝันว่าเรื่องจะจบแล้ว แต่แล้วเสียงร้องของไผ่พญาก็ดังขึ้น
       “ช่วยด้วย”
       ภูวนัยและทุกคนที่อยู่ในนั้นต่างตกใจ และเมื่อหันไปก็เห็นชาติกล้ากำลังจับตัวไผ่พญาเป็นตัวประกัน
       “หลีกไป หลีก”
       “ไอ้ชาติ แกจะทำอะไร ปล่อยตัวไผ่เดี๋ยวนี้”
       “แกอย่าคิดว่าชนะแล้วนะไอ้ภู ถอยไป”
       ชาติกล้าลากไผ่พญาลงมาทางบันไดก่อนจะตรงไปที่ประตู
       “ไอ้ชาติ” ภูวนัยปรี่เข้าไป ชาติกล้าเอาปืนจี้หัวไผ่พญา
       “เอาซิ เข้ามา อยากเห็นนังนี่ตายก็เข้ามา” ชาติกล้าหันไปบอกตำรวจที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ “ถอยไป” ตำรวจถอย ชาติกล้ากวาดปืนแล้วออกคำสั่ง “ถ้ากูเห็นว่าใครเดินพ้นประตูนี่ไปแม้แต่คนเดียว...อีนี่ตาย”
      
       แล้วชาติกล้าก็ลากไผ่พญาออกไป ภูวนัยครุ่นคิดว่าจะทำยังไงดี


  


       ชาติกล้าลากไผ่พญามาตามทางเดิน
      
       “ว้าย...ปล่อยฉันนะ” ไผ่พญาร้องโวยวาย
       “หุบปาก อยากตายหรือไง”
       “แกจะพาฉันไปไหน”
       “ก็เป็นตัวประกันให้ฉันหนีไง แล้วพอฉันหนีได้ ฉันก็จะฆ่าแกให้สมกับที่แกทำลายทุกอย่างของฉัน”
       “แกคิดว่าแกจะหนีพ้นเหรอ ยังไงคุณภูต้องมาช่วยฉัน”
       “ดีเลย ฉันจะได้ฆ่ามันด้วย”
       ชาติกล้าลากไผ่พญามาถึงหน้าประตูใหญ่ แต่แล้วชาติกล้าก็ต้องชะงักเมื่อเห็นตำรวจคอมมานโดกำลังลงจากรถ
       “อะไรนักหนาวะ”
       “ทางนี้...ช่วยฉันด้วย” ไผ่พญาตะโกน
       “ปากดีนักใช่มั้ย”
       ชาติกล้าตบหน้าไผ่พญาเต็มแรง เผียะ! จนไผ่พญาเลือดกบปากแล้วชาติกล้าก็มองหาทางหนีทีไล่ ชาติกล้าดึงไผ่พญาขึ้นบันไดข้างๆ ไปทันที
      
       ภูวนัยจะตามชาติกล้าออกไป วีระเข้ามาห้ามเอาไว้
       “หมวดจะไปไหนครับ”
       “ผมต้องไปช่วยเธอ”
       ภูวนัยจะวิ่งออกไป วีระเรียกภูวนัยเอาไว้
       “เดี๋ยวก่อนครับหมวด” ภูวนัยหันมาก็เห็นวีระยื่นปืนให้ “ระวังตัวด้วยนะครับ”
       ภูวนัยพยักหน้าก่อนจะรีบวิ่งออกไปทันที
      
       ภูวนัยวิ่งมาตามทางเดิน แล้วมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่เห็นชาติกล้ากับไผ่พญา ระหว่างนั้นภูวนัยได้ยินเสียงร้องของไผ่พญาดังมาจากทางบันไดซึ่งชาติกล้ากำลังลากไผ่พญาขึ้นบันได
       “ขึ้นไปเร็วๆ ซิวะ”
       “โอ๊ย...ฉันเจ็บนะ”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็รีบวิ่งตามเสียงของไผ่พญาขึ้นบันไดไปทันที
      
       วีระกับราชัยกำลังคุมตัววศินเอาไว้ วศินยังพยศไม่เลิกไม่ยอมให้ใส่กุญแจมือ
       “นี่พวกแกถือดียังไงจะใส่กุญแจมืออั้ว”
       “นี่มันเกิดอะไรขึ้น” อภิวัฒน์เดินเข้ามาพร้อมกับตำรวจคอมมานโด ตำรวจทุกคนเห็นอย่างนั้นก็ทำความเคารพ อภิวัฒน์เข้ามาทำความเคารพกับรัฐมนตรี “มีเรื่องอะไรกันครับ”
       “คุณมาก็ดีแล้ว ช่วยจับตำรวจนอกแถวคนนี้ไปดำเนินคดีด้วย”
       อภิวัฒน์ทำหน้าแปลกใจ วีระกับราชัยจึงเข้ามาอธิบาย
       “หมวดภูแกเปิดคลิปที่ท่านวศินกับหัวหน้าชาติกล้าคุยกับเสี่ยสมสุข เลยทำให้พวกเรารู้ความจริงว่าท่านวศินกับหัวหน้าชาติกล้าร่วมมือกับไอ้สมสุข”
       “ท่านครับ...เสี่ยสมสุขยังไม่ตายเหรอครับ”
       “เรื่องนั้นเดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังอีกที” อภิวัฒน์เดินเข้าไปหาวศิน
       “แกมาทำไม”
       “พอดีผมได้รับคลิปที่สมสุขส่งมาให้ คิดว่าน่าจะเป็นคลิปเดียวกับที่ท่านได้เห็นไปแล้ว แล้วผมก็นำเรื่องนี้แจ้งให้ท่านผบ.ทราบ ท่านผบ.จึงมีคำสั่งให้ผมมาจับกุมท่าน”
       “ว่าไงนะ”
       อภิวัฒน์ยื่นจดหมายให้วศินดู
       “ผมขอแจ้งข้อหาท่านว่าใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมอีกหลายคดี”
       “แกพูดอะไร ฉันต้องการทนาย”
       “ใส่กุญแจมือ” อภิวัฒน์หันไปบอกวีระกับราชัย
       วีระกับราชัยเข้ามาใส่กุญแจมือวศิน เสียงตบมือดังก้องไปทั่วห้องประชุม ราชัยคุมตัววศินออกไป
       “แล้วหมวดภูล่ะ”
      
       อภิวัฒน์หันไปถามวีระ


  


       ชาติกล้าพาไผ่พญาเดินขึ้นมาตามบันไดจนถึงชั้นหนึ่ง ไผ่พญารั้งตัวไว้ชาติกล้าดึงให้เดินตาม
      
       “แกจะพาฉันไปไหน”
       “ก็หาทางหนีซิวะ”
       ชาติกล้าดึงไผ่พญาออกจากบันไดก่อนจะตรงมาตามทางเดิน แต่แล้วระหว่างนั้นชาติกล้าก็ได้ยินเสียงบางอย่าง ชาติกล้ารีบดึงไผ่พญาหลบก่อนที่ตัวเขาจะแอบมองไปทางเสียงนั่นแล้วชาติกล้าก็เห็นหน่วยคอมมานโดกำลังยกกำลังขึ้นมา
       “ปัดโธ่เว้ย”
       “ตอนนี้นายไม่มีทางหนีแล้ว มอบตัวเถอะ”
       เผียะ! ชาติกล้าหันไปตบไผ่พญาอีก
       “คนอย่างกูไม่มีทางจนตรอกเว้ย มันต้องมีทางหนีซิวะ”
       ชาติกล้าหันมองไปรอบๆ แล้วดึงไผ่พญาขึ้นบันไดไปอีก ภูวนัยเดินตามขึ้นมาก่อนจะชะโงกหน้าขึ้นมองมาทางข้างบนแล้วก็เห็นชาติกล้ากำลังพาไผ่พญาเดินขึ้นไป ภูวนัยรีบตามขึ้นไปทันที
      
       ชาติกล้าจี้ตัวไผ่พญาขึ้นมาบนดาดฟ้าของตึก
       “นี่มันดาดฟ้าแล้วนะ นายจะหนีไปไหนอีก”
       ชาติกล้ามองไปรอบๆ อย่างหงุดหงิด
       “อยู่เฉยๆ ล่ะ ถ้าคิดจะวิ่งหนีล่ะก็แกได้ตายบนนี่แน่” ชาติกล้าเดินไปชะโงกลงมามองด้านนอกอาคาร จึงเห็นตำรวจคอมมานโดเริ่มล้อมที่นี่ไว้แล้ว “ปัดโธ่เว้ย”
       ชาติกล้าเดินไปมาบนดาดฟ้าอย่างครุ่นคิด ใกล้สติแตกเต็มที
       ภูวนัยเดินขึ้นมาหยุดที่หน้าประตูที่จะเปิดออกไปเป็นดาดฟ้า ขณะนั้นไผ่พญาพยายามพูดเกลี่ยกล่อมขาติกล้า
       “นี่...นายมอบตัวเถอะ ข้อหานายก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากนะ แค่ร่วมมือกับโจร...ฆ่าคน...แล้วก็...”
       “หุบปากเลย” ชาติกล้าเดินปรี่เข้ามาหาไผ่พญาจ่อปืนด้วยความหงุดหงิด ระหว่างนั้นชาติกล้าก็เหลือบไปเห็นภูวนัยเดินเข้ามา “ไอ้ภู”
       ชาติกล้ายิงปืนใส่ภูวนัยทันที ปัง! ภูวนัยกระโดดหลบเข้าที่กำบัง ชาติกล้ารีบตรงเข้าไปคว้าคอไผ่พญาเอาไว้
       “ไอ้ชาติ วางอาวุธแล้วมอบตัวซะ แกอย่าทำให้เรื่องยุ่งยากไปกว่านี้เลย”
       “ยุ่งยากเหรอ ที่มันเป็นอย่างนี้ก็เพราะแกต่างหาก แกทำให้ทุกอย่างมันยุ่งยากเอง ทำไมแกไม่อยู่ส่วนของแกวะ...ห๊า” ภูวนัยนั่งหลบอยู่ในกำบัง ครุ่นคิดจะช่วยไผ่พญายังไง “เดินออกมาไอ้ภู”
       “อย่านะ ถ้านายออกมา...” ไผ่พญาตะโกนบอก
       “ใครให้แกพูด” ชาติกล้าตวาดไผ่พญาแล้วพูดกับภูวนัย “บอกให้ออกมา ไม่งั้นกูจะยิงขานังนี่”
       “อย่าเชื่อมัน ฉันไม่เป็นไร”
       ทันใดนั้นชาติกล้าก็ยิงปืนมาตรงที่กำบังของที่ภูวนัยหลบอยู่
       “เร็ว”
       ภูวนัยจำยอมต้องตัดสินใจเดินออกมาจากที่กำบังเพื่อความปลอดภัยของไผ่พญา
      
       ภูวนัยกับชาติกล้าเผชิญหน้ากัน
      

       อภิวัฒน์เดินมาตามทาง เห็นตำรวจคอมมานโดกระจายกำลังอยู่เต็มพื้นที่ อภิวัฒน์ได้ยินเสียงปืนก็ชะงักไปแล้วใช้ความคิด วีระกับราชัยวิ่งเข้ามาหา
      
       “ท่านครับ...เมื่อกี้เสียงปืนนี่ครับ”
       “ดูเหมือนจะดังมาจากชั้นบน...” อภิวัฒน์หันไปสั่งตำรวจคอมมานโด “ทิ้งกำลังบางส่วนปิดล้อมชั้นนี่เอาไว้อย่าให้ใครเข้าออก ที่เหลือตามผมมา”
       อภิวัฒน์สั่งการเสร็จก็รีบเดินออกไปกับวีระและ ราชัย พร้อมด้วยตำรวจคอมมานโดบางส่วน
      
       บนดาดฟ้า ชาติกล้าเล็งปืนมาที่ภูวนัย
       “ไอ้ชาติ มอบตัวซะโทษหนักจะได้เป็นเบา”
       “หุบปากเลยไอ้ภู ถ้าแกพูดอีกคำเดียว กูจะยิงหัวนังนี่ทิ้งซะ”
       “อย่าเชื่อมัน ยิงมันเลย”
       “ฮึ่ยย์”
       ชาติกล้าตบไผ่พญาเพื่อให้เงียบ
       “ไอ้ชาติ”
       “รักกันจังนะ อยากรู้จริงๆ ถ้าแกเห็นนังนี่ตายต่อหน้าต่อตาแกจะเป็นยังไง” ภูวนัยยังเล็งปืนมาที่ชาติกล้าไม่ละสายตา “โยนปืนมา”
       “อย่านะ...อย่าให้มัน”
       “เร็วซิวะ”
       ภูวนัยเห็นชาติกล้าเอาจริง จึงตัดสินใจโยนปืนลงไปที่พื้นก่อนจะเตะไปให้ชาติกล้า ชาติกล้ายิ้มร้าย แล้วทันใดนั้นชาติกล้าก็วาดปืนมาเล็งที่หน้าภูวนัย
       “ไม่อยากจะเชื่อว่าแกจะเสียสละได้ขนาดนี้”
       “ปล่อยตัวเธอซะ แล้วจับฉันเป็นตัวประกันแทน”
       “ปล่อยเหรอ ฉันจะฆ่าแกทั้งสองคนต่างหาก”
       ไผ่พญาเห็นอย่างนั้นก็อึ้งไป ชาติกล้ากำลังจะเหนี่ยวไกไผ่พญามองปืนในมือชาติกล้าก่อนจะนึกไปถึงตอนที่ภูวนัยสอนบิดข้อมือที่สวนสาธารณะ ไผ่พญาตัดสินใจปัดปืนในมือของชาติกล้าก่อนที่ชาติกล้าจะเหนี่ยวไก แล้วไผ่พญาก็จับข้อมือของชาติกล้าแล้วบิดทันที ปืนของชาติกล้าหลุดมือเพราะความเจ็บ ไผ่พญาอาศัยจังหวะนั้นวิ่งเข้ามาหาภูวนัย ภูวนัยมองผ่านไผ่พญาไปที่ชาติกล้าที่พุ่งเข้าไปหยิบปืนที่หยิบอยู่
       “ระวัง”
       ชาติกล้าพุ่งเข้าไปหยิบปืนได้แล้ววาดปืนมาที่ไผ่พญาที่กำลังวิ่งอยู่ ภูวนัยมองไผ่พญาที่กำลังวิ่งเข้ามาแล้วตัดสินใจพุ่งตัวออกไป ทันใดนั้นชาติกล้าก็เหนี่ยวไก เสียงปืนดังขึ้น...ปัง!
       ภูวนัยถึงตัวไผ่พญาก่อนจะจับตัวไผ่พญาพลิกแล้วเอาตัวเองบังกระสุนให้กับไผ่พญา สิ้นเสียงปืน...ภูวนัยจับตัวไผ่พญาดูด้วยความเป็นห่วง
       “คุณไม่เป็นไรนะ”
       “อืม” ทันใดนั้นภูวนัยก็ทรุดฮวบลงไปกับพื้น “ไม่”
       ชาติกล้าเดินเข้ามาที่ไผ่พญาที่ล้มอยู่ ก่อนจะวาดปืนเล็งมาที่เธอกับภูวนัย
       “อย่าไอ้ชาติ”
       “แกคิดว่าตัวเองเป็นอะไรถึงได้ทำอย่างนี้ นังนี่มันมีค่ากับแกมากหรือไง”
       “ไม่ใช่... ฉันพร้อมจะปกป้องทุกคน เพราะฉันเป็นตำรวจ”
       ชาติกล้าได้ยินอย่างนั้นก็ถึงกับอึ้งไป ทันใดนั้นเสียงอภิวัฒน์ก็ดังขึ้น
       “วางอาวุธแล้วมอบตัวเดี๋ยวนี้”
       ไผ่พญาดีใจเมื่อเห็นอภิวัฒน์เข้ามาพร้อมกับตำรวจคอมมานโด
       “วาง...วางทำไม...” ชาติกล้าชี้ไปที่ภูวนัย “มันต่างหาก ท่านต้องจับมัน....มันเป็นคนร้าย...มันเป็นสายให้กับโจร”
       ทุกคนงงที่ชาติกล้าพูดออกมาอย่างนั้น
       “ฉันเป็นตำรวจ”
       “ตำรวจ...ตำรวจเหรอ...กูต่างหากที่เป็นตำรวจ” ชาติกล้าเหมือนหมดแรงทุกอย่างอื้ออึงไปหมด “กูเป็นตำรวจได้ยินมั้ย ...ใช่มั้ย...กูเป็นตำรวจ...มันพูดบ้าอะไรของมัน”
       “ชาติ แกมอบตัวเถอะ”
       ชาติกล้ามองไปเห็นวีระ ราชัยพร้อมตำรวจคอมมานโดทุกคนเล็งปืนมาที่ชาติกล้า ชาติกล้ามองที่ปืนตัวเองก่อนจะยกปืนขึ้น
       “หมวดจะทำอะไร”
       “ผมเป็นตำรวจ”
       ทันใดนั้นชาติกล้าก็ยกปืนขึ้นก่อนจะยิงเข้าที่ขมับตัวเอง ปัง! ร่างของชาติกล้าทรุดฮวบลงกับพื้น ทุกคนถึงกับอึ้งที่ชาติกล้าตัดสินใจทำแบบนั้น ไผ่พญากอดภูวนัยเอาไว้แน่น
       “จบแล้ว...มันจบแล้ว”
       “ใช่ เราทำสำเร็จแล้ว”
      
       ภูวนัยมองไผ่พญาด้วยสายตาพร่ามัวก่อนที่ภาพทุกอย่างจะดับวูบไป


  


       บุรุษพยาบาลช่วยกันเข็นร่างของภูวนัยที่นอนไม่ได้สติมาตามทางโดยมีไผ่พญากับอภิวัฒน์วิ่งตามคอยเรียกภูวนัยอยู่ตลอดเวลา
      
       “นายต้องเข็มแข็งไว้นะ”
       พยาบาลเข็นร่างของภูวนัยมาจนถึงหน้าห้องผ่าตัดก่อนจะเข็นเข้าไปอย่างเร่งด่วน แล้วหันมาบอกกับไผ่พญา
       “กรุณารอข้างนอกนะคะ”
       ไผ่พญามองตามภูวนัยเข้าไปในห้องผ่าตัดด้วยความเป็นห่วง
       “หมวดภูต้องไม่เป็นไร”
       แม้ว่าอภิวัฒน์จะพูดอย่างนั้นแต่ไผ่พญาก็ยังไม่หายวิตก
      
       หลายวันต่อมา ภูวนัยนอนไม่ได้สติอยู่ที่เตียง ไผ่พญานั่งอยู่ที่โซฟากำลังมองนาฬิกาเหมือนรออะไรบางอย่าง
       นิ้วมือของภูวนัยเริ่มกระดิกก่อนที่เปลือกตาของภูวนัยจะค่อยๆ ลืมขึ้น ภูวนัยมองไปที่เพดานรอให้สติฟื้นตัวเต็มที่ก่อนจึงค่อยๆ หันมองไปรอบๆ แล้วจึงเห็นไผ่พญา
       “คุณ”
       ไผ่พญาหันไปเห็นภูวนัยฟื้นก็รีบเข้ามาหาด้วยความดีใจ
       “เป็นยังไงบ้าง”
       “ผมมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
       “นายถูกยิงเพราะช่วยฉันไง”
       ภูวนัยนิ่งไปเหมือนพยายามทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ
       “ชาติตายแล้วใช่มั้ย”
       “อืม...ส่วนวศินเองก็โดนจับ รู้สึกว่าจะโดนหลายคดีเหมือนกัน”
       ระหว่างนั้นม่านเมฆ ม่านหมอกและพรรษาเปิดประตูเข้ามาในห้อง พอเห็นภูวนัยฟื้นแล้วก็ดีใจ
       “อาภู อาภูฟื้นแล้ว”
       ภูวนัยมองทุกคนอย่างงงๆ
       “ทุกคนมาได้ยังไง”
       “ก็มาตั้งแต่วันแรกที่คุณภูเข้าโรงพยาบาลเลยล่ะค่ะ”
       “นี่ผมสลบไปหลายวันเหรอครับ”
       “ไม่หลายวันหรอก...แค่สามวันเอง”
       “อาภู...ครูไผ่บอกพวกเราว่า อาภูจะกลับมาอยู่กับพวกเราได้แล้วเหรอครับ” ภูวนัยพยักหน้า ม่านเมฆโผเข้าไปกอดภูวนัยทันที ภูวนัยร้องโอดโอย
       “เบาๆ ซิ อาภูยังไม่หายนะ” ม่านหมอกเตือนน้องชาย
       “รู้แล้วน่า เมฆแค่ดีใจ โตขึ้นเมฆจะเป็นอย่างอาภูให้ได้ครับ”
       “เป็นยังไงคะคุณเมฆ”
       “เอ้า...ก็เชื่อมั่นในการทำดีไงครับ”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็เอามือลูบหัวม่านเมฆอย่างเอ็นดู ทุกคนยิ้มให้กันอย่างมีความสุข ไผ่พญามองภาพนั่นก่อนจะพูดขึ้น
       “เดี๋ยวฉันมานะ”
       “จะไปไหนเหรอคุณ”
       “แหม...ก็ครูไผ่เอาแต่เฝ้าอาภูไม่ได้ออกไปไหนเลย อาภูปล่อยครูไผ่ไปเดินเล่นบ้างเถอะ”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็แอบอมยิ้มมีความสุขที่ไผ่พญาเป็นห่วง ไผ่พญายิ้มเจื่อนเหมือนมีความนัยบางอย่างที่เก็บไว้ในใจ ไผ่พญาหันหลังจะเดินออกไประหว่างนั้นไผ่พญาแอบสบตากับพรรษาเหมือนสื่อความหมายบางอย่างให้
       ภูวนัยมองตามไผ่พญา เขารู้แล้วว่าตอนนี้เขารู้สึกยังไง
      
       ไผ่พญาเดินหน้าเศร้าๆ มาตามทาง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ชายคนนึงที่ยืนหันหลังอยู่
       “ไปกันหรือยังคะ”
       ชายคนนั้นหันมา จึงเห็นว่าเป็นตะวันฉายนั่นเอง
       “คุณไผ่แน่ใจนะครับ”
       ไผ่พญาพยักหน้าเศร้าๆ
      
       ที่ห้องพักภูวนัย ม่านหมอกกับม่านเมฆกำลังแย่งกันป้อนข้าวภูวนัย
       “มานี่...เดี๋ยวเมฆป้อนเอง”
       “ให้พี่ป้อนดีกว่า เราไปนั่งดูทีวีไป”
       “อย่าทะเลาะกันซิคะ เดี๋ยวคุณภูก็เจ็บอีกหรอก”
       ภูวนัยที่เป็นห่วงไผ่พญาก็ถามขึ้น
       “น้าษาครับ”
       “คะคุณภู”
       “ผมรบกวนน้าษาไปดูไผ่ให้หน่อยได้มั้ยครับ ผมรู้สึกว่าเขาจะไปนานแล้วนะครับ” พรรษาทำหน้าอึกอัก ภูวนัย จับสังเกตออก “มีอะไรครับ”
       “คือ...คุณไผ่ไปแล้วคะ”
       “ไปแล้ว น้าษาพูดอะไรผมไม่เข้าใจ”
       “คือ...วันนี้เป็นวันที่คุณไผ่ต้องเดินทางไปอเมริกากับคุณตะวันน่ะคะ”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไป
      
       ภูวนัยเปลี่ยนเสื้อผ้ารีบออกมาจากห้อง ทั้งที่ยังไม่หายดีโดยมีพรรษาวิ่งตามออกมา
       “คุณภู...อย่าตามไปเลยคะ”
       “ทำไมครับ”
       คือ...คุณไผ่ฝากบอกคุณภูนะคะ อย่าตามเธอไป” ภูวนัยอึ้งไปไม่เข้าใจ “เอ่อ...คือคุณไผ่บอกว่า ถ้าคุณไผ่เห็นคุณ เธอจะไม่สามารถไปจากที่นี่ได้”
       ภูวนัยได้ยินก็ชะงักก่อนจะตัดสินใจวิ่งลงบันไดไป พรรษาจะวิ่งตาม ระหว่างนั้นม่านหมอกวิ่งตามออกมา
       “คุณภู...คุณภู”
       “น้าษา นี่มันเรื่องอะไรคะ”
       “น้าคิดว่า คุณภูกับคุณไผ่ สองคนนั่นเขารักกัน”
       “ว่าแล้วเชียว”
       “อาภูกับครูไผ่เนี่ยนะคะ มันจะเป็นไปได้ยังไง”
       “ในความรักไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ”
      
       พรรษาเป็นห่วงภูวนัยเช่นเดียวกับม่านเมฆและม่านหมอก


  


       ไผ่พญากับตะวันฉายเข็นกระเป๋าเดินทางเข้ามายังสนามบินสุวรรณภูมิ ไผ่พญาหยุดมองทุกอย่างด้วยความรู้สึกอ้างว้าง
      
       ระหว่างนั้นรถของภูวนัยแล่นมาตามถนนด้วยความเร็วสูง เดี๋ยวปาดซ้ายปาดขวาแซงรถคันหน้าไปคันแล้วคันเล่าท่ามกลางเสียงบีบแตรลั่นถนน
       ภายในรถแผลของภูวนัยมีเลือดค่อยๆ ซึมออกมา แต่ภูวนัยกลับไม่สนใจเพราะตอนนี้ใจของเขาอยู่ที่ไผ่พญาเท่านั้น
       “ไผ่...รอผมก่อนนะ”
      
       เจ้าหน้าที่กำลังตรวจหนังสือเดินทางของไผ่พญาอยู่ที่ช่องตม. ไผ่พญายืนนิ่งอยู่กับตะวันฉาย เจ้าหน้าที่ยื่นหนังสือเดินทางให้กับไผ่พญาหลังจากตรวจเสร็จ
       “เรียบร้อยคะ”
       ไผ่พญายืนนิ่งจนตะวันฉายต้องสะกิด
       “คุณไผ่ครับ”
       “คะ”
       “เจ้าหน้าที่เขาตรวจเสร็จแล้วครับ”
       ไผ่พญาเพิ่งรู้สึกตัวหันไปรับหนังสือเดินทาง
       “เอ่อ...ขอบคุณค่ะ”
       ไผ่พญาหันมองไปที่ GATE ก่อนจะเดินออกไป ตะวันฉายมองตามด้วยความเป็นห่วง
      
       ภูวนัยวิ่งเข้ามาภายในสนามบิน ก่อนจะมองไปที่บอร์ดตารางบิน ภูวนัยยกนาฬิกาขึ้นดูพอเห็นว่ายังทันเวลา ภูวนัยพยายามฝืนความเจ็บปวดแล้วรีบวิ่งออกไป ภูวนัยวิ่งตามหาไผ่พญาไปทั่ว แต่ก็ไม่เห็น ภูวนัยทรุดหมดแรง ระหว่างนั้นภูวนัยได้ยินเสียงประกาศสายการบินและเวลาทำให้ภูวนัยนึกบางอย่างขึ้นมาได้
       เจ้าหน้าที่กำลังตรวจหนังสือเดินทางของตะวันฉายกับของไผ่พญาอยู่ที่ช่องตม. ไผ่พญายืนนิ่งครุ่นคิดเจ้าหน้าที่ยื่นหนังสือเดินทางให้กับตะวันฉายหลังจากตรวจเสร็จ
       “เรียบร้อยแล้วครับ”
       ตะวันฉายพยักหน้าให้ ไผ่พญาหันมองไปที่ GATE อย่างใจหาย ระหว่างนั้นเสียงของภูวนัยก็ดังผ่านลำโพงกระจายเสียงดังไปทั่วสุวรรณภูมิ
       “ไผ่...ได้ยินฉันมั้ย”
       ไผ่พญาถึงกับอึ้งไปเพราะจำได้ว่านั่นเป็นเสียงของภูวนัย
       “นั่นมันเสียงคุณภูนี่ครับ”
       ตะวันฉายบอก ไผ่พญาตะลึงงันมองไปรอบๆ ก่อนจะตั้งใจฟังสิ่งที่ภูวนัยพูดต่อ
       “ผมรู้ว่าคุณต้องไป” ภูวนัยกำลังพูดออกไมค์ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ “แต่ก่อนที่คุณจะไป ขอผมเจอคุณอีกครั้งได้มั้ย”
       ไผ่พญายืนนิ่งลังเลว่าจะเอายังไง ตะวันฉายเห็นไผ่พญาก็รู้ว่ากำลังคิดอะไร
       “ยังพอมีเวลา คุณไปหาคุณภูเถอะครับ”
       ไผ่พญามองตะวันฉายที่ส่งสายตาความเป็นห่วงมาให้เธอ
      
       ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ภูวนัยกำลังพูดออกไมค์อย่างต่อเนื่อง
       “ไผ่...คุณจะไปอย่างนี้โดยไม่ฟังผมบอกความรู้สึกของผมเลยหรือไง”
       ทุกคนที่เดินผ่านไปมาต่างมองภูวนัยด้วยความแปลกใจ ระหว่างนั้นพนักงานประชาสัมพันธ์เห็นบางอย่างที่ด้านหลังภูวนัย จึงบอกกับเขา
       “คุณคะ...คนนั้นใช่คนที่คุณตามหาอยู่หรือเปล่าค่ะ”
       ภูวนัยค่อยๆ หันไป แล้วหัวใจของเขาก็พองโตขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเห็นไผ่พญายืนอยู่
       “ไผ่” ทั้งสองได้แต่ยืนมองหน้ากัน ภูวนัยแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเห็นไผ่พญา “คุณจะไปอเมริกาจริงๆ เหรอ”
       “คุณภู มาถึงขนาดนี้...ฉันต้องไป”
       ทั้งสองได้แต่ยืนมองหน้ากัน ภูวนัยนิ่งไปเหมือนคนอกหัก
       “คุณชอบคุณตะวันใช่มั้ย”
       “ไม่...ไม่ใช่อย่างนั้น”
       “แล้วทำไมคุณต้องไปอีก ถ้าคุณไม่ชอบเขาแล้วคุณไปทำไม”
       “เพราะคุณตะวันต้องไปผ่าตัดเนื้อร้ายในสมองไง” ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็ชะงัก “ฉันสัญญากับเขาไว้แล้ว แล้วถ้าฉันไม่ไปกับเขา...”
       “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ไปเถอะ” ไผ่พญาชะงักมองภูวนัยอย่างสงสัย “ผมจะรอ ไม่ว่าคุณจะไปกี่วัน...กี่เดือน..เป็นปีหรือสิบปีผมก็จะรอ”
       ไผ่พญายิ้มออกมา เมื่อเห็นภูวนัยเข้าใจเธอ
       “แน่ใจนะ”
       “อืม”
       “แล้วถ้าฉันไปยี่สิบปี”
       “ผมก็จะรอ”
       “สามสิบ”
       “ผมก็จะรอ”
       “แล้วถ้าฉันไป...”
       ภูวนัยยกนิ้วขึ้นแตะที่ริมฝีปากของไผ่พญา
       “ผมบอกคุณแล้วไง ไม่ว่าคุณจะไปกี่ปีผมก็จะรอ”
       ไผ่พญาสบตาภูวนัยอย่างซึ้งๆ
       “บางทีฉันไปอย่างนี้มันอาจจะทำให้เรารู้จักตัวเราเองมากขึ้น เราจะได้รู้ว่าฉันอยู่โดยไม่มีนายได้มั้ย และนายก็อยู่โดยไม่มีฉันได้หรือเปล่า” ภูวนัยพยักหน้าให้ไผ่พญาอย่างเข้าใจ “ฉันไปนะ”
       ไผ่พญาพูดแล้วเดินจากไป ภูวนัยมองตามไผ่พญาจนลับสายตา
       เครื่องบินลำหนึ่งบินผ่านตึกไป ภูวนัยยืนมองเครื่องบินลำนั้นผ่านไป
      
       แม้ว่ายังเสียใจมากเพียงใด แต่เขาก็ตั้งใจที่จะพิสูจน์ความรักของตัวเองที่มีต่อไผ่พญา
      

       1 ปี ผ่านไป ค่ำคืนนี้ วีระ ราชัยและตำรวจอื่นๆ พากันมาเลี้ยงฉลองให้กับภูวนัย ที่ดิออร์แกน
      
       “เอ้า...ดื่มหน่อยครับหมวด ดื่มเพื่อวันเก่าๆ ของเรา”
       แล้ววีระกับราชัยก็แปลกใจเมื่อเห็นภูวนัยเอาแต่จ้องโคโยตี้ที่เต้นอยู่บนเวที
       “หมวด” ภูวนัยยังไม่รู้สึกตัว “หมวดครับ”
       ภูวนัยชะงัก หันมา
       “ว่าไง”
       “แหม...ท่าทางหมวดจะชอบอะไรพวกนี้ใช่มั้ยครับ”
       “เปล่า ผมแค่คิดถึงใครบางคนเท่านั้นแหละ”
       วีระกับราชัยมองหน้ากัน
       “แหม ไม่ต้องเขินน่าหมวด เดี๋ยวผมจัดให้”
       “ไม่ต้อง ผมไม่ได้ต้องการอย่างนั้น” ภูวนัยรีบปฎิเสธ
       “น่าหมวด รับรองว่าคนนี้หมวดต้องการแน่ๆ”
       ราชัยหันไปกวักมือเรียกใครบางคน ภูวนัยหันไปแล้วภูวนัยก็ต้องตะลึงเมื่อเห็นไผ่พญาในชุดเซ็กซี่สุดๆ เดินเข้ามา
       “ไผ่”
       ไผ่พญาเดินเข้ามา ภูวนัยกำลังอึ้งตะลึงเหมือนตกอยู่ในอารมณ์รักแต่แล้วอารมณ์รักก็ต้องดับวูบเมื่อจู่ๆ ไผ่พญาก็เต้นตรงหน้าเขาซะเต็มเหนี่ยว ภูวนัยรีบเข้าไปดึงแขนไผ่พญา
       “ทำอะไรของคุณ”
       “เอ้า...ก็พวกจ่าเขาจ้างฉันมาเต้นส่วนตัวให้นายดู ฉันก็ทำตามหน้าที่ไง”
       “ผมไม่ได้ต้องการอย่างนั้น แล้วนี่คุณกลับมาเมื่อไหร่”
       “ฉันไม่ได้ไป”
       “อะไรนะ”
       “ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว ฉันไม่สามารถไปจากเมืองไทยได้”
       “เพราะผมใช่มั้ย เพราะคุณรักผมใช่มั้ย” ภูวนัยถามอย่างดีใจ
       “เปล่า...ฉันรักการเป็นโคโยตี้” ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งๆ ไป “นายยังรักฉันอยู่หรือเปล่า” ภูวนัยพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นก็พิสูจน์ซิ”
       “พิสูจน์อะไร”
       “เต้นโคโยตี้ ถ้านายยอมเต้น ฉันจะรับรักนาย”
       ภูวนัยได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งไปแล้วภูวนัยก็ได้ยินเสียงเชียร์จากคนรอบข้าง เต้นเลย...เต้นเลย...เต้นเลย ภูวนัยถึงกับร้องออกมาอย่างตกใจ
      
       วันต่อมาภูวนัยสะดุ้งตื่นขึ้นจากเตียง
       “ไม่”
       เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
       “อาภู...ตื่นยัง”
       ภูวนัยมองไปทางประตูแล้วอมยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะตะโกนตอบ
       “ยัง”
       ม่านหมอกกับม่านเมฆเปิดประตูเข้ามา
       “อาภูอ่ะ ยังไม่ตื่นแล้วตอบได้ยังไง ลุกเดี๋ยวนี้เลยนะ”
       ภูวนัยแกล้งนอนคลุมโปง
       “ขออีกหน่อยนะ”
       ม่านเมฆกระโดดขึ้นไปขย่มเตียงแล้วเอาผ้าห่มออก
       “ไม่ได้ ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยอาภู วันนี้พี่หมอกเข้าครัวเองเลยนะ” ภูวนัยลุกขึ้นนั่ง
       “ว้า...อย่างนี้ต้องรีบลงไปชิมฝีมือคนเก่งแล้วละซิ”
       “อยู่แล้ว”
       ภูวนัยยีหัวม่านหมอกและม่านเมฆอย่างเอ็นดู
       “งั้นเดี๋ยวอาอาบน้ำแล้วตามลงไปนะ”
       “ทำไม จะแอบร้องไห้คิดถึงครูไผ่อีกแล้วละซิ”
       ม่านหมอกพูดเสร็จก็วิ่งจู๊ดออกไปจากห้อง
       “เดี๋ยวจะโดน”
       ภูวนัยมองตามขำๆ ก่อนจะนิ่งไปเพราะเขาคิดถึงไผ่พญาจริงๆ
      
       ภูวนัยเดินเข้าที่โต๊ะอาหาร ขณะนั้นม่านหมอกกำลังตักข้าวต้มให้ภูวนัย
       “ไหนดูซิ อื้อฮือ...นี่แอบให้น้าษาช่วยหรือเปล่าเนี่ย”
       “โห...ไม่เชื่อใจกันบ้างเลย”
       “จ้า หลานอาเก่งอยู่แล้ว”
       “อาภูชวนพี่หมอกคุยเพราะไม่กล้าชิมฝีมือพี่หมอกใช่มั้ยอา”
       “เห็นมั้ย รู้ทันอีกแหละ”
       “อาภูอ่ะ”
       “ล้อเล่น” ภูวนัยตักข้าวต้มเข้าปาก “อืม”
       “เป็นไงคะ”
       “สงสังต้องให้รางวัลซะแล้วมั้ง”
       “งั้นวันนี้อาต้องไปกับหมอกนะ” ภูวนัยทำหน้าสงสัย
       “ไปไหน”
       “เอ้า...ก็วันนี้หมอกต้องไปลงทะเบียนที่มหาวิทยาลัยไง”
       “รู้แล้ว อาล้อเล่น”
       ระหว่างนั้นพรรษาเดินเข้ามา
       “ว่าไงคะคุณหมอก พร้อมจะไปมหาวิทยาลัยหรือยังคะ”
       “ยังไม่พร้อมหรอกครับน้าษา เมฆเห็นใส่ชุดนักศึกษานอนตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว”
       “เดี๋ยวจะโดนตาเมฆ” ภูวนัยมองม่านหมอกยิ้มดีใจที่ม่านหมอกกลับมาร่าเริงเหมือนเดิม “งั้นหมอกขึ้นไปแต่งตัวก่อนนะคะ”
       ม่านหมอกวิ่งออกไปด้วยความดีใจ
       “เสาร์นี้คุณภูว่างมั้ยคะ” พรรษาถามภูวนัย
       “มีอะไรเหรอครับ”
       พรรษามองภูวนัยอย่างเข้าใจ
       “คุณภูรู้มั้ยคะ เดี๋ยวนี้คุณภูทำงานยิ่งกว่าคุณเผ่าตอนหนุ่มๆ ซะอีก จะเจอคุณภูแต่ละทีก็โน่น ตอนที่คุณภูนอนแล้ว”
       “แล้วไม่ดีหรือไงครับ”
       “มันก็ดีคะ ถ้างานมันทำให้คุณภูมีความสุขจริงๆ ไม่ใช่ว่าทำงานเพราะต้องการลืมใครบางคน” ภูวนัยนิ่งไม่พูดอะไร “น้ารู้นะคะว่าที่คุณภูทำอย่างนี้เพราะไม่อยากคิดถึงคุณไผ่ใช่มั้ย” ภูวนัยชะงัก “ปีนึงแล้วนะคะที่คุณไผ่ไม่ติดต่อมาเลย คุณภูยังจะรออีกเหรอคะ”
       “ไม่ว่าจะกี่ปีผมก็จะรอ”
       ระหว่างนั้นเด็กรับใช้เข้ามา
       “คุณภูคะ มีคนมาพบคะ”
      
       ภูวนัยกับพรรษาแปลกใจว่าใครกัน


  


       ภูวนัยกับพรรษาเดินออกมาที่ห้องรับแขก แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นชายหญิงคู่หนึ่งยืนหันหลังรออยู่สองคน
      
       “สวัสดีครับ”
       ชายหญิงคู่นั้นหันมา แล้วภูวนัยกับพรรษาก็ตกใจเมื่อเห็นว่าขิงกับกระดังงานั่นเอง
       “สวัสดีครับคุณภู...น้าษา”
       “คุณขิงคุณงา มาได้ไงคะเนี่ย”
       ขิงกับกระดังงามองหน้ากัน ก่อนจะสะกิดกันให้แต่ละฝ่ายพูด
       “คือ...เราสองคนถูกรางวัลใกล้เคียงรางวัลที่หนึ่งน่ะค่ะ พวกเราก็เลย” กระดังงาสะกิดขิง
       “เลย เอาเงินที่เมียผมขโมยไปจากคุณเผ่าเอามาคืนน่ะครับ”
       “ไอ้ขิง...แกต่างหากที่ขโมย”
       “เอ้า...แต่มันเป็นความคิดแกนี่”
       ทั้งคู่เริ่มจะเถียงกัน ภูวนัยจึงพูดขึ้น
       “ไม่เป็นไรหรอกครับ คุณพ่อผมคงดีใจที่เงินของท่านได้มีโอกาสช่วยคุณสองคน”
       “ไม่ได้หรอกคะ” ภูวนัยกับพรรษางง “คือ...ฉันฝันทุกคืนเลยนะคะว่าคุณเผ่าแกมาทวงเงินของแก แกบอกว่าถ้าไม่เอามาคืน จะมาหักคอ”
       “แต่ผมว่างมงายมากกว่าครับ จริงมั้ยครับคุณภู” ขิงคุยกับภูวนัย
       “หนอยไอ้ขิง แกอยากให้ฉันโดนหักคอจะได้หาเมียใหม่ใช่มั้ย”
       “ใช่...เอ๊ย...โถเมียจ๋า...ใครจะไปคิดอย่างนั้น”
       “ถ้าคุณสองคนอยากสบายใจ ผมว่าเงินนั่นไม่ต้องเอามาคืนผมหรอกครับ ผมว่าคุณพ่อคงอยากให้คุณสองคนเอาเงินนั่นไปทำบุญแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ท่านมากกว่า”
       ขิงกับกระดังงามองหน้ากันก่อนที่กระดังงาจะยื่นถุงบางอย่างให้กับภูวนัย
       “พวกเราคิดไว้อยู่แล้วว่าคุณภูต้องไม่รับ ถ้าอย่างนั้นช่วยเราของนี่ไว้ได้มั้ยคะ ถือว่าเป็นคำขอโทษจากพวกเรา”
       ภูวนัยยื่นมือไปรับ ขิงกับกระดังงายิ้มร่า พรรษาจึงถามขึ้น
       “แล้วคุณทั้งสองแต่งตัวอย่างนี้จะไปไหนเหรอคะ”
       “อ๋อ...โทษทีครับผมลืมบอกไป พอดีผมกับงาเปิดสำนักงานนักสืบอยู่น่ะครับ”
       “นักสืบเหรอคะ”
       “ค่ะ...หลังจากที่ได้ปฏิบัติภารกิจกับคุณภู พวกเราก็คิดว่าเราสองคนเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ใช่มั้ยจอร์จ”
       “ถูกแล้วซาร่า”
       ภูวนัยนิ่งไปก่อนจะถามขึ้นอย่างจริงจัง
       “ไผ่ติดต่อมาบ้างหรือเปล่าครับ”
       ขิงกับกระดังงาได้ยินอย่างนั้นก็ชะงักไป
       “เอ่อ...ไผ่มันบอกว่าตอนนี้ที่มอสโคว์หนาวมากค่ะ”
       “จะบ้าเหรอไง มอสโคว์อยู่รัสเซีย”
       “อ๋อ จริงๆ ฉันจะบอกว่าอยู่กรุงโซลน่ะค่ะ”
       “นั่นอยู่เกาหลีใต้”
       “อ๋อ...จริงๆ”
       “พอเถอะ” ขิงขัดขึ้นกระดังงาหน้ามุ่ย “พวกเราไปก่อนนะครับคุณภู พอดีเราต้องรีบไปปฏิบัติภารกิจต่อน่ะครับ ลาแล้วนะครับ”
       ขิงกับกระดังงารีบยกมือสวัสดีภูวนัยกับพรรษาก่อนที่ทั้งคู่จะรีบเดินออกไป ภูวนัยกลับมาคิดถึงถึงไผ่พญาอีกครั้ง
      
       ภูวนัยกับม่านหมอกเดินเข้ามาที่ห้องลงทะเบียนของมหาวิทยาลัย ม่านหมอกกำลังจะไป ภูวนัยเรียกเอาไว้
       “ต้องให้อาเข้าไปเป็นเพื่อนมั้ย”
       “หมอกโตแล้วน่ะค่ะ เพื่อนหมอกเยอะแยะไม่ต้องหรอกค่ะ” ภูวนัยยิ้มให้ ม่านหมอกโบกมือแล้ววิ่งออกไปอย่างร่าเริง ภูวนัยอมยิ้มก่อนจะได้ยินเสียงมือถือ ภูวนัยมองเบอร์แล้วรับสาย
       “ครับท่าน”
      
       อภิวัฒน์นัดเจอกับภูวนัยที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่ง อภิวัฒน์วางแก้วกาแฟลง
       “ผมเพิ่งได้รับรายงานว่า สมสุขตายแล้ว”
       “อะไรนะครับ”
       “ตกใจขนาดนั้นเลยเหรอหมวด”
       “ผมไม่คิดว่า เจ้าพ่อใหญ่อย่างมันจะมีวันนี้”
       “สมสุขมันเป็นคนฉลาด ที่มันให้เราเปิดโปงวศินก็เพราะตัวมันเป็นคนที่ได้อานิสงส์ไปเต็มๆ”
       “ครับ...เพราะหลังจากที่วศินโดนจับ ผมได้ข่าวว่าอิทธิพลของมันแทบจะแผ่ไปทุกพื้นที่แล้ว...เอ่อ...สมสุขตายยังไงครับ”
       อภิวัฒน์นิ่งไป
      
       เหตุการณ์ก่อนที่สมสุขจะเสียชีวิต สมสุขเดินโอบสาวสวยออกมาจากผับ มีลูกน้องเดินตามเป็นโขยง
       “เอากุญแจมา วันนี้ฉันจะขับเอง”
       “จะดีเหรอครับนาย”
       สมสุขไม่พูดแต่จ้องหน้าเอาเรื่อง ลูกน้องรีบยื่นกุญแจรถให้ สมสุขหันไปโอบสาวเดินออกไป
       “มามะ เดี๋ยวเสี่ยพาไปนั่งรถไฟเหาะนะ”
      
       สมสุขเดินมาที่ลานจอดรถพร้อมกับสาวๆ ระหว่างที่สมสุขเดินมาถึงรถตัวเองก็ต้องชะงักไปเมื่อเห็นชายคนนึงกำลังงัดรถเขาอยู่
       “เฮ้ย! ทำอะไรวะ” ชายท่าทางขี้ยาคนนั้นตกใจ สมสุขปรี่เข้าไปเอาเรื่อง “จะขโมยรถฉันเหรอ แกรู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร”
       ทันทีที่สมสุขพูดจบก็ต้องชะงักไป สมสุขค่อยๆ ก้มมองลงไปที่ท้องของตัวเองจึงเห็นไขควงที่ขี้ยาคนนั้นแทงเพราะความตกใจ
       “แก”
       ชายขี้ยาคนนั้นดึงไขควงออก ก่อนจะกระซวกสมสุขซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผู้หญิงที่มากับสมสุขต่างหวีดร้องด้วยความตกใจ สมสุขล้มลงสิ้นใจตายอยู่ข้างรถ ชายขี้ยาคนนั้นรีบวิ่งหนีไปทิ้งให้สมสุขนอนตายอย่างอนาถ
      
       ภูวนัยรู้สึกละเหี่ยใจหลังจากที่อภิวัฒน์เล่าให้ฟัง
       “ก็อย่างนี่แหละ คนเป็นเจ้าพ่อก็เหมือนขาข้างนึงก้าวลงในโลงศพแล้ว ถึงสมสุขจะไม่ตายวันนี้ ยังไงก็ต้องมีคนที่คิดจะล้มเพื่อมายืนอยู่ตำแหน่งนั่นอยู่แล้ว” อภิวัฒน์นิ่งไปก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “หมวดจะไม่เปลี่ยนใจจริงๆ เหรอ”
       “เรื่องอะไรครับ”
       “ก็เรื่องที่ผมชวนหมวดกลับเข้ามาเป็นตำรวจอีกครั้งไง”
       “ครับท่าน ผมตัดสินใจแล้ว”
       “แต่ตำรวจเราต้องการคนดีอย่างหมวดนะ”
       ภูวนัยนิ่งไปอย่างครุ่นคิด
       “ไม่หรอกครับ ผมว่าสังคมต้องการคนดีต่างหากครับ”
       “เอาละ” อภิวัฒน์ยืนขึ้นอย่างเข้าใจ “ขอบคุณสำหรับทุกเรื่องที่ผ่านมา ผมภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับตำรวจที่ดีอย่างคุณ”
       อภิวัฒน์วันทยาหัตให้ภูวนัย ภูวนัยยืนตรงก่อนจะวันทยาหัตตอบ อภิวัฒน์ยิ้มให้ก่อนจะเดินจากไป
      
       ภูวนัยยิ้มบางๆ รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่


  


       เวลาต่อมา รถของภูวนัยแล่นเข้ามาจอดที่ลานจอดรถ ภูวนัยลงจากรถแล้วเดินอ้อมมาเปิดประตูเพื่อหยิบขนมนมเนยที่ซื้อมาฝากม่านหมอก ขณะที่กำลังจะหยิบของภูวนัยก็เห็นถุงที่ขิงกับกระดังงาเอามาให้ ภูวนัยหยิบมันมาดูพอดึงขึ้นมาจึงพบว่าเป็นนวนิยาย
      
       “คิดว่าเราชอบอ่านนิยายตั้งแต่เมื่อไหร่”
       ภูวนัยมองไปที่หนังสือนวนิยายชื่อเรื่อง “คู่วุ่นลุ้นแผนรัก” ภูวนัยไล่สายตาลงไปที่คนเขียนแล้วภูวนัยก็ต้องชะงักไป
       “เด็กเลี้ยงแกะ”
       ภูวนัยชะงักไปกับนามปากกาทันที ภูวนัยเปิดอ่านดู
      
       ภูวนัยกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่มุมหนึ่งของมหาวิทยาลัย ภูวนัยพลิกอ่านไปอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองก่อนจะปิดหนังสือลงรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา ระหว่างนั้นสายตาของภูวนัยก็เหลือบไปเห็นโปสเตอร์ที่ติดอยู่ที่ผนังตึก “พบกับเด็กเลี้ยงแกะ ผู้เขียน”คู่วุ่นลุ้นแผนรัก” ที่จะมาบอกทุกขั้นตอน ทุกเรื่องราวได้ที่ห้องประชุม....ภูวนัยเห็นอย่างนั้นก็รีบเดินออกไป
      
       ภายในห้องประชุมเล็กที่จัดเป็นงานสัมมนาพบคนเขียนนวนิยาย ผู้คนกำลังห้อมล้อมยืนต่อแถวขอลายเซ็นนักเขียนอยู่ที่หน้าเวที โดยมีพิธีกรกำลังพูดอยู่ด้วย
       “เอาละค่ะ ต่อแถวกันอย่างมีระเบียบนะคะ...รับรองค่ะว่าได้ลายเซ็นของคุณเด็กเลี้ยงแกะกลับไปทุกคนอย่างแน่นอน”
       นักเขียนคนนั้นก้มหน้าก้มตาเซ็นให้กับแฟนคลับที่มายืนต่อแถวก่อนที่นักเขียนคนนั้นจะเงยหน้าขึ้นจึงเห็นว่าเป็นไผ่พญานั่นเอง
       “สนุกมากเลยคะพี่ หนูอยากรู้ว่าเรื่องที่พี่เขียนนี่เป็นเรื่องจริงหรือเปล่าคะ”
       “ถ้าบอกเดี๋ยวมันจะไม่สนุกนะ...ขอบคุณค่ะ”
       ไผ่พญายื่นหนังสือคืนให้กับแฟนคลับคนนั้นไป แฟนคลับคนที่สองเข้ามาแล้วยื่นหนังสือให้
       “พี่...ทำไมนิยายพี่ไม่มีตอนจบละคะ หนูอยากรู้ว่าไผ่พญาจะได้กับคุณภูหรือเปล่า”
       ไผ่พญาชะงักไป ระหว่างนั้นเสียงภูวนัยก็ดังขึ้น
       “คุณภูออกตามหาไผ่พญาจนพบ...แล้วหลังจากนั้น...คุณภูก็พาไผ่พญาไปเที่ยวสวนสนุก...ตามที่เคยสัญญาเอาไว้กับเธอ”
       ทุกคนหันไปตามเสียง รวมทั้งไผ่พญา แล้วไผ่พญาก็อึ้งไปเมื่อเห็นภูวนัยยืนอยู่
       “คุณภู”
       “ใครให้คุณเอาเรื่องของเราไปเขียน”
       ไผ่พญากำลังตกตะลึงอยู่ แฟนคลับที่เห็นก็พูดขึ้น
       “ถ้าอย่างนั้นคุณก็เป็นคุณภูในนิยายใช่มั้ยคะ”
       “ใช่ครับ”
       “ไม่ใช่คะ” ไผ่พญารีบบอก ภูวนัยหันมองไผ่พญา
       “อ้าวคุณ ไปโกหกน้องเขาทำไม”
       “ว้ายยย!”
       เหล่าบรรดาแฟนคลับของไผ่พญาร้องด้วยความดีใจ
       “ขอลายเซ็นหน่อยคะ ตัวจริงหล่อมากเลย...ว้ายยยย”
       แฟนคลับที่อยู่ในห้องประชุมกรูเข้ามาที่ภูวนัย ภูวนัยตาโตด้วยความตกใจ
       “เฮ้ย”
       “วิ่ง”
       ไผ่พญารีบคว้ามือภูวนัยวิ่งออกจากห้องประชุมไปทันที
      
       ไผ่พญากับภูวนัยวิ่งหนีแฟนคลับมาตามทาง ก่อนที่ทั้งสองคนจะหลบมุมจนกระทั่งแฟนคลับทั้งกลุ่มวิ่งเลยผ่านไป
       “คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่” ภูวนัยถามไผ่พญา
       “เอ่อ...ก็พอสมควรแล้ว”
       “แล้วทำไมคุณไม่ไปหาผม”
       “ก็ฉันไม่รู้ว่านายยังรู้สึกเหมือนเดิมหรือเปล่า”
       “ไม่แล้ว ตอนนี้ผมโกรธมากที่คุณเอาเรื่องของเราไปเขียน”
       “โห...ฉันขอโทษ”
       “คุณต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์มาก่อน ผมถึงจะหายโกรธ”
       “โห...นายเป็นงกขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย นายจะเอาเท่าไหร่ล่ะ” ทันใดนั้นภูวนัยก็ขโมยหอมแก้มไผ่พญาทันที
       “เฮ้ย! ทำอะไรน่ะ” ไผ่พญาถามอย่างตกใจ
       “ค่าลิขสิทธิ์ผมไง” ไผ่พญาก้มหน้างุดด้วยความเขิน “ทีนี้รู้หรือยังว่าผมรู้สึกยังไง”
       ไผ่พญาพยักหน้าเขินพูดไม่ออก แล้วภูวนัยก็เข้ามากอดไผ่พญาทันที
       “จะทำอะไรน่ะ”
       “เอ้า...ก็คุณไม่ตอบ ผมก็คิดว่าคุณไม่รู้นี่”
       “โห...ไม่รู้ก็บ้าแล้ว ปล่อยฉันได้แล้ว”
       ภูวนัยโอบเอวไผ่พญาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ภูวนัยกระซิบข้างหู
       “ขอบคุณนะครับ” ไผ่พญาชะงัก
       “เอ่อ...เรื่องอะไร”
       “ก็ที่คุณทำให้ผม มีชีวิตกลับมาอีกครั้ง คุณรู้มั้ย ตั้งแต่คุณไป ผมเหมือนคนที่ตายทั้งเป็น” ไผ่พญารู้สึกอบอุ่นในอ้อมกอดของภูวนัย ภูวนัยเชยคางไผ่พญาขึ้น “ไผ่...ผมรักคุณนะ”
       ภูวนัยค่อยๆ โน้มตัวลงจะจูบ
       “อะไร คิดว่าฉันเป็นผู้หญิงประเภทไหน คิดจะจูบก็จูบง่ายๆ หรือไง”
       ไผ่พญาจะเดินไป แต่ภูวนัยคว้ามือเอาไว้ ไผ่พญาชะงักแล้วหันมาสบตากับภูวนัย
       “คุณให้ชีวิตใหม่กับผม แล้วคุณจะทำลายมันด้วยการเดินจากผมไปอีกเหรอ” ภูวนัยเดินเข้ามาหาไผ่พญา “ชีวิตและหัวใจของผมเป็นของคุณแล้ว ผมอยากใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กับคุณ...ไผ่...ผมรักคุณ”
      
       ภูวนัยโน้มหน้าก้มลงจุมพิตไผ่พญาอย่างแผ่วเบาด้วยความรักเต็มหัวใจ
      
++++++ จบบริบูรณ์ ++++++
กลับไปยังรายบอร์ด