กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       ดำเปิดประตูห้องพักออกอย่างรีบร้อน พลางมองหาสมพันธุ์ แต่ไม่เห็นเขาอยู่ในห้อง เธอผิดหวังมากนั่งลงบนโซฟาอย่างเซ็งๆ
      
       แต่แล้วมีเสียงปึงปัง ของหล่นดังโครมออกมาจากในห้องน้ำ ดำมองไป
       “พี่พัน...”
       ดำวิ่งไปที่ห้องน้ำทันที เธอมาถึงหน้าห้องน้ำ ทั้งโล่งใจและดีใจ
       “พี่พัน...”
       สมพันธุ์กำลังเก็บของที่หล่นในห้องน้ำ หันมามองดำ
       “อ้าว...ดำกลับมาแล้วเหรอ พี่เอาของมาวาง เลยทำของดำหล่นเกลื่อนเลย...”
       “ไม่เป็นไรพี่พัน ฉันเก็บเอง”
       ดำช่วยสมพันธุ์เก็บของจนเสร็จ เงยหน้าอีกที เขาก็ออกไปแล้ว
      
       ดำออกมามองหาสมพันธุ์ เห็นเขาเปิดทีวีนั่งดูอยู่ก็มองซึ้งๆ สมพันธ์หันมาเห็นดำก็แปลกใจ เมื่อน้ำตาแห่งความปิติตื้นตันของดำไหลออกมา
       “ดำร้องไห้ทำไม”
       ดำโผเข้ากอดสมพันธุ์ไว้แน่นอย่างแสนรัก
       “นึกว่าพี่พันจะไม่กลับมาแล้วน่ะซี่”
       สมพันธุ์อึดอัด
       “พี่รับปากแล้วไม่เคยผิดคำพูด”
       “พี่พันอย่าทิ้งฉันไปไหนนะ ฉันอยากกลับมาเห็นหน้าพี่พันทุกๆวัน”
       สมพันธุ์เบี่ยงตัวและดันตัวเธอออกเบาๆ
       “อย่าคิดมากสิดำ พี่ก็กลับมาหาดำแล้วไง”
       เขามองเธอหัวจรดเท้าด้วยสายตากระอักกระอ่วนเล็กน้อย
       “วันนี้ดำแต่งตัวแปลกไปนะ”
       ดำเขินๆ
       “เหรอ พี่พันชอบหรือเปล่า”
       “อืม...ก็แปลกดี”
       “ฉันแต่งแบบนี้ทุกวันดีไหม”
       “ตามใจดำสิ”
       “พี่พันน่ารักที่สุดเลย”
       ดำหอม สมพันธุ์ยิ้มรับ เธอลูบไล้ตามตัวเขาอย่างเสน่หา สมพันธุ์เริ่มมีอาการตอบสนอง แต่พอหันไปเห็นหน้าดำก็เบือนหนี
       “ไปอาบน้ำก่อนเถอะ กลับมาเหนื่อยๆ”
       “ก็ได้”
       ดำเดินออกไป สมพันธุ์มองตามอย่างรู้สึกตะขิดตะขวงอยู่ในใจ
      
       จ้อยเข้ามาในบ้าน พบโจ้นั่งเล่นเกมอยู่
       “อ้าว...พี่จ้อยกลับมาแล้วเหรอ”
       “แกนี่มันจริงๆ เลยนะโจ้ ไม่ยอมไปรับฉันที่สนามบิน”
       “โจ้ติดธุระนี่พี่”
       “ติดธุระหรือติดหญิงกันแน่”
       โจ้ยักคิ้วหลิ่วตา
       “เอาน่า โจ้เลือกที่แม่ถูกใจก็แล้วกัน ไม่เหมือนพี่จ้อยกับจิ๋มหรอก”
       จ้อยทำท่าจะถีบ โจ้หลบแล้วหัวเราะร่า
       “ยังปากหมาเหมือนเดิมนะแก”
       “พี่เป็นยังไงน้องก็เป็นอย่างงั้นนั่นแหละ แล้วพี่จ้อยไปไหนมา”
       “ไปคุยกับเพื่อนมา กะจะหุ้นกับเขาทำผับ”
       “โห...ลงทุนสูงนะพี่จ้อย จะไหวเร้อ”
       “เขาเปิดอยู่แล้ว เพียงแต่อยากขยายให้ใหญ่ขึ้น เพราะตอนนี้แขกเพิ่มขึ้นเยอะ”
       “มันเป็นยุคๆ นะพี่ เดี๋ยวคนเบื่อก็ไปฮิตที่อื่น”
       “แต่พี่ว่าที่นี่ไม่ธรรมดา เขามีนักร้องผิวดำเก่งๆ อยู่คนนึง แขกทั้งฝรั่งทั้งไทยติดกันตรึม เพราะมันร้องเพลงเก่งทุกแนว ทั้งที่หน้าตามันทั้งดำทั้งน่าเกลียด อย่างว่าแหละ...พวกนักร้องผิวดำส่วนใหญ่มีพรสวรรค์ติดตัวมาในสายเลือด”
       “หา...นักร้องผิวดำเหรอ”
       “ใช่ เห็นเจ๊ต่ายเขาว่าเป็นลูกครึ่งไทยนิโกร แต่ไม่ได้ผิวดำสวยอย่างบิยอนเซ่นะมันดำยังกะอีกาคาบถ่าน ปากหนาจมูกแบน เป็นลูกครึ่งแบบหนักไปทางนิโกรซะเยอะ”
       โจ้ชะงักอย่างสนใจ
       “ลูกครึ่งไทยนิโกรด้วย ชื่ออะไรอ่ะพี่จ้อย”
      
       ดำนุ่งผ้าขนหนูออกมาจากห้องน้ำ มองหาสมพันธุ์ เห็นเขาหลับอยู่บนโซฟาแล้ว ดำดับไฟเพราะไม่อยากให้ไฟแยงตาเขาแล้วเข้าไปหานั่งลงมองใบหน้าสวยของเขาอย่างหลงใหล จนอดไม่ได้ที่จะจับใบหน้าเขาเบาๆ สมพันธุ์รู้สึกตัวตื่น
       “อุ๊ย...ขอโทษนะพี่ ฉันไม่ได้ตั้งใจทำพี่ตื่น”
       “อาบน้ำเสร็จแล้วเหรอดำ”
       “เสร็จแล้ว”
       “สบู่กลิ่นนี้หอมดีนะ”
       “พี่พันชอบเหรอ”
       “ก็...หอมสดชื่นดี...”
       ดำมองสมพันธุ์อย่างหลงใหล ก้มลงจูบเขา สมพันธุ์ตอบสนองอย่างเร่าร้อน ดึงเธอมาบนโซฟาด้วยกัน
      
       วันใหม่...ใจหวานมาที่คลินิกของจอร์จ ก็ต้องแปลกใจที่ไม่เห็นเขา
       “หมอคะ หมอ...หมอจอร์จ หายไปไหนนะ ทำไมวันนี้ตื่นสายจัง”
       ใจหวานมองขึ้นไปข้างบนอย่างเป็นห่วง
      
       จอร์จเดินหิ้วของกลับมาถึงบ้าน แต่แล้วชะงักเมื่อเจอนักเลงสองคนเดินมาหา
       “หมอจอร์จใช่ไหม”
       “พวกคุณเป็นใคร”
       “จะมาสั่งสอนมึง ให้เลิกยุ่งกับเมียชาวบ้าน”
       “ผมไปยุ่งกับใคร”
       นักเลงอีกคนตะคอก
       “ไม่ต้องถามมาก มึงรู้แค่นี้ก็พอ”
       ขาดคำนักเลงก็ตรงเข้าไปปรี่ไปชก จอร์จหลบ แต่ถูกนักเลงอีกคนเข้าไปถีบ จอร์จเซไปติดผนัง นักเลงทั้งสองช่วยกันรุมกระทืบ ทั้งเตะทั้งต่อยจนเขาลงไปกองกับพื้น
       “นี่แค่สั่งสอน ถ้ามึงยังไม่เลิกเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน มึงตายแน่”
       นักเลงทั้งสองออกไป จอร์จนอนบาดเจ็บอยู่
      
       ดำนอนพลิกตัวเอามือก่ายไปข้างเตียง แต่พอไปโดนเตียงเปล่าก็สะดุ้งตื่น ยิ่งไม่เห็นสมพันธุ์นอนข้างๆ ก็มองไปรอบๆ อย่างร้อนใจ
       “พี่พัน...”
       ดำลุกขึ้น ชะเง้อไปทางห้องน้ำ เห็นสมพันธุ์แต่งตัวแล้วเดินออกมานั่งบนเตียงข้างๆ
       “ตื่นแล้วเหรอดำ”
       “พี่พันตื่นเช้าจัง แต่งตัวจะไปไหนเหรอ”
       “ไปหางานทำ”
       “หาที่ไหน พี่พันอยากทำงานอะไร”
       “อยากทำงานบริษัทน่ะ จะได้มีเงินเดือนประจำ ไม่อยากอาศัยอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เกรงใจดำน่ะ”
       “ไม่ต้องเกรงใจหรอกพี่พัน พี่อยู่เฉยๆ ฉันก็ดูแลพี่ได้ ฉันอยากทำอะไรก็ได้ให้พี่พันสบายใจที่สุด”
      
       “แต่พี่อยู่อย่างนี้ก็ไม่สบายใจ ทุกวันพี่ต้องกินต้องใช้ จะมาพึ่งดำอย่างเดียว พี่ก็อาย”


  


       ดำเอื้อมไปหยิบกระเป๋าถือบนหัวเตียง แล้วนับเงินสองพันยื่นให้
      
       “พี่พันเอาไว้ใช้ก่อนนะ”
       สมพันธุ์ไม่รับ
       “อย่าเลยดำ”
       “เอาไปเถอะน่า”
       ดำเอื้อมมือไปจับมือเขาไว้ แล้วยัดเงินใส่มือ
       “ขอบใจนะดำ ไว้พี่ทำงานได้เงินเมื่อไรจะรีบใช้คืนดำทันทีเลย”
       “ไม่เป็นไร ไม่ต้องคืนหรอก ถือว่าฉันให้ตอบแทนที่พี่เคยสอนฉันร้องเพลง ถ้าไม่พอบอกได้นะ”
       “พอจ้ะ แค่นี้ก็พอ”
       “พี่พันไม่ต้องเกรงใจนะ ขาดเหลืออะไรบอกเลย”
       สมพันธุ์กุมมือดำไว้อย่างซาบซึ้ง
       “ทำไมดำถึงดีกับพี่อย่างนี้”
       “เพราะพี่เป็นลูกลุงหวัด เป็นพี่พันที่ช่วยฉันมาตั้งแต่เด็ก พี่กับลุงหวัดไม่เคยคิดรังเกียจฉันเลย ฉันเต็มใจให้พี่ทุกอย่าง ตั้งแต่พี่มาอยู่ที่นี่ก็ทำให้ชีวิตของฉันมีความหมายมากขึ้น ฉันมีความสุขเหลือเกินที่ได้อยู่ใกล้ๆ พี่พัน”
       ดำเข้าไปกอดซบกับอกของเขาอย่างมีความสุข แต่สมพันธุ์กลับมีสีหน้าอึดอัดใจ
      
       ใจหวานมองหาจอร์จทั่วบ้านไม่เจอ จึงตัดสินใจออกจากคลินิก แต่พอเปิดประตู ก็ต้องตกใจ
       “หมอ...”
       จอร์จนอนหมดสภาพอยู่หน้าบ้าน ใจหวานรีบเข้าไปดู
       “หมอจอร์จคะ หมอ...หมอ...”
       ใจหวานเขย่าตัว
       “หมอคะ หมอจอร์จ ลุกไหวไหมคะ”
       จอร์จลืมตาพยายามเขม้นมอง
       “ใจหวานเองเหรอ”
       “ทำไมถึงเป็นแบบนี้คะ ใครทำอะไรหมอ”
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน”
       “รีบเข้าไปข้างในก่อน เดี๋ยวหวานทำแผลให้”
       ใจหวานประคองจอร์จเข้าไปในคลินิก
      
       ใจหวานทำแผลให้จอร์จ โดยทายาที่แผล แล้วเอาผ้าพันแผลให้
       “หมอนึกออกหรือยังคะว่าใครทำร้ายหมอ”
       “ไม่รู้ ผมไม่รู้จักพวกเขาเลย”
       “แล้วมันเอาทรัพย์สินอะไรไปหรือเปล่า”
       “ไม่ได้เอาอะไรไป มันบอกว่าแค่มาสั่งสอน ที่เป็นชู้กับเมียคนอื่น”
       “อะไรนะคะ หมอเป็นชู้กับใคร”
       “ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน พวกมันไม่ได้บอก”
       ใจหวานใจหาย นึกถึงเสี่ยพรพัฒน์
       “หรือว่า...”
       “หรือว่าใคร”
       ใจหวาน อึกอัก
       “เอ้อ...ปละ...เปล่าหรอก”
       “เดี๋ยวต้องไปดูว่าดำเป็นยังไงบ้าง” จอร์จดูนาฬิกา “หวังว่าดำยังไม่ออกไปไหนนะ”
       “อย่าเพิ่งห่วงคนอื่นเลยหมอ ห่วงตัวเองก่อนเถอะ”
       “จริงสิ ดำคงมีคนอื่นคอยห่วงแล้ว”
       จอร์จห่อเหี่ยวลงไป ใจหวานมองอย่างเห็นใจ
      
       ดนัยธรกำลังจะออกจากบ้าน มองหาเดือน
       “ยัยเดือนยังไม่ออกมาอีกเหรอ”
       “แกยังไม่ตื่นเลยค่ะ”
       “อะไรกัน เดี๋ยวนี้ทำไมนอนดึกตื่นสาย วันนี้ไม่มีเรียนหรอ”
       “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
       “คุณไม่รู้ตารางเรียนของลูก แล้วจะคุมลูกได้ยังไง”
       ดนัยธรส่ายหน้าแล้วขึ้นรถที่คนขับขับมารอ เขมวรรณมองตามรถของสามีไปอย่างไม่สบายใจ
      
       เขมวรรณเข้ามาในบ้านพลางถอนใจอย่างอึดอัด ขจิตมองอย่างเข้าใจสถานการณ์
       “ตานัยบ่นอะไรอีกล่ะ”
       “เรื่องยัยเดือนอีกนั่นแหละค่ะ”
       “หมู่นี้ดูหงุดหงิดพาลพาโลชอบกล”
       “เดี๋ยวนี้ยัยเดือนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างเราอยู่เรื่อย นัยหงุดหงิดอารมณ์เสียทุกครั้งที่เห็นยัยเดือนสนิทสนมกับเพื่อนผู้ชาย เขาหาว่าเข็มปล่อยลูกเพราะอยากให้แกไปเสียให้พ้นจากเราเร็วๆ เข็มก็ว่าเขาหวงลูกเกินไปจนกระทั่งเดือนแกไม่มีความสุข”
       “ตานัยหวงความรักของลูก เพราะกลัวว่าตัวเองจะหมดความสำคัญ ก็เลยอยากจะเก็บลูกไว้เพื่อความพอใจของตัวเองให้นานที่สุดน่ะสิ”
       “เข็มเคยคุยกับหมอค่ะ เขาบอกว่าคนเป็นพ่อ พอพ้นวัยหนุ่มก็ทำให้เกิดปมด้อยว่าตัวเองหมดความสำคัญแล้ว เลยเหลือลูกเมียเท่านั้นที่จะช่วยให้ตัวเองคิดว่ายังมีความสำคัญอยู่ พ่อบางคนถึงได้หวงจนกลายเป็นความเห็นแก่ตัว อยากเก็บลูกไว้กับตัวเองให้นานที่สุด ยิ่งไม่ใช่พ่อกับสายเลือดที่แท้จริงก็ยิ่งเกิดปัญหา”
       “ถ้ายัยเดือนเกิดรู้ว่าพ่อคิดกับตัวเองแปลกไป จะกระอักกระอ่วนใจหรือชอบใจกันแน่”
       “เดือนไม่คิดอย่างนั้นหรอกค่ะ”
       “แน่ใจเหรอเข็ม แล้วทำไมหมู่นี้ยัยเดือนเปลี่ยนไป เมื่อก่อนจะเข้าไปหยอกเอินกอดคอกับพ่อแบบใกล้ชิด แต่เดี๋ยวนี้...ถ้าตัวสังเกตก็คงเห็น ว่ายัยเดือนห่างเหินกับตานัย แทบจะไม่คุยเล่นกันเลย”
       “สาเหตุคงเพราะนัยให้ลูกเลิกกับคนที่คบกันมากกว่าค่ะ แกเลยเศร้าๆ ไปไม่เล่นหัวกับใคร แม้กระทั่งกับเข็มเอง”
       “แต่แม่ว่าเป็นเพราะยัยเดือนรู้สึกถึงความหวงที่กลายเป็นความหึงของตานัยต่างหากล่ะ”
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ เดือนเป็นเด็กบริสุทธิ์ อ่อนโยนเรียบร้อย แกไม่คิดลึกอย่างที่คุณแม่คิดแน่”
       “แล้วถ้าตานัยแสดงอาการให้ยัยเดือนคิดล่ะ”
       เขมวรรณมองหน้าแม่อย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วเริ่มรับไม่ได้ ความคิดในใจตีกันสับสนไปหมด
       “เป็นไปไม่ได้ค่ะ แค่คุณแม่พยายามยัดเยียดให้นัยคิด เข็มก็รับไม่ได้แล้ว นี่จะมาบอกว่ายัยเดือนก็คิดอีกคน เข็มไม่เชื่อหรอกค่ะ แล้วก็ไม่มีวันเชื่อด้วย”
       เขมวรรณเดินหนีอย่างรับไม่ได้
       “สักวันเถอะยัยเข็ม แกต้องยอมรับให้ได้ถ้าความจริงมันเกิดขึ้น”
       ขจิตแน่ใจในสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น
      
       ใจหวานกลับเข้าบ้าน เห็นพรพัฒน์นั่งรออยู่ เธอมองแบบไม่พอใจ
       “มาแล้วเหรอเสี่ย”
       พรพัฒน์หันมา มองหน้าใจหวานอย่างขุ่นเคือง
       “ไปกกกับไอ้ฝรั่งมาทั้งคืนเลยนะ”
       “หวานไม่ได้ทำอย่างเสี่ยว่าเลยนะ หวานแค่ไปช่วยงานที่คลินิกเขา เสี่ยต่างหากที่ไปกกอีเวรตะไลพวกนั้น หวานยังไม่ว่าอะไรสักคำ”
       “ก็ลองกล้าว่ากูสิ มึงเจอดีแน่”
       “เสี่ยใช่ไหมที่ส่งคนไปทำร้ายหมอ”
       “ใช่แล้วจะทำไม เดือดร้อนแทนชู้หรือไง”
       “ทำเกินไปแล้ว ไอ้เสี่ยใจโหด”
       พรพัฒน์ตบฉาดใหญ่ ใจหวานเซไป
       “โอ๊ย...”
       “คนอย่างมึงมีทางเลือกเหรอนังหวาน นอกจากเป็นเมียน้อยอาศัยเงินจากกูมึงไม่มีทางหาเงินเลี้ยงตัวเองได้หรอก”
       “ฉันก็เป็นคนมีศักดิ์ศรี ฉันหาเงินเองได้”
       “อย่าลืมนะบ้านหลังนี้กูซื้อให้มึง”
       “ไม่เอาก็ได้วะ”
       “งั้นออกไปเลย”
       ใจหวานเดินออกไป พรพัฒน์โมโหเข้าไปกระชากตัวมาตบอีก
       “เก่งนักเหรอมึง นึกจะไปก็ไปงั้นเหรออีหวาน”
       “ปล่อยกูนะ ปล่อย”
      
       พรพัฒน์ตบตี ใจหวานต่อสู้ปัดป้อง แต่สู้แรงพรพัฒน์ไม่ได้

        ดำออกมาส่งสมพันธุ์ที่หน้าอพาร์ตเมนท์ เธอยืนอิงแอบแนบชิดเขาอย่างคนตกอยู่ในความรัก
      
       “พี่พันรีบกลับมานะ”
       “ถ้าเสร็จเร็วก็กลับเร็วนั่นแหละ”
       แท็กซี่คันหนึ่งแล่นมา ดำรีบโบกมือเรียกให้ สมพันธุ์ขึ้นไปนั่งบนรถ
       “แล้วเจอกันคืนนี้จ้ะ”
       ดำมองตามแท็กซี่จนลับตาไปด้วยอารมณ์โหยหา ไม่อยากจากเขาไปแม้แต่วินาทีเดียว รปภ.แถวนั้นมองตามยิ้มๆ
       “แฟนเหรอ”
       “ใช่ก็ได้”
       “หล่อดีนี่”
       ดำยิ้มภูมิใจ
       “เขาเป็นคนดีด้วย รู้จักกันแต่เด็กน่ะ”
       “ดีใจด้วยนะ สมกับน้องเหมือนกิ่งทองใบยอ แต่ระวังให้ดี แล้วจะว่าไม่เตือน พวกรูปหล่อมือตีน...มันหนัก ฮะๆๆ”
       ดำมองเหล่ รปภ. อย่างไม่ชอบใจนัก
       “แต่ก็ไม่หนักหัวใครไม่ใช่เหรอ”
       รปภ.เจื่อนไป
       “ล้อเล่นน่ะ”
       ดำจะเดินกลับเข้าอพาร์ตเมนท์ แท็กซี่อีกคันแล่นเข้ามาจอด
       “ดำ”
       ดำหันไปเห็นใจหวานก็ตกใจ
       “พี่หวาน...”
       ใจหวานเปิดประตูลงมาด้วยท่าทางบอบช้ำหมดแรง ดำรีบเข้าไปประคองลงจากรถ
      
       ดำพาใจหวานเข้ามาในห้องพัก ใจหวานบอกอย่างเจ็บใจ ตาแดงก่ำเพราะผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แต่ตอนนี้ไม่ร้องแล้ว
       “ไอ้เสี่ยใจโหดมันทำร้ายพี่”
       “เสี่ยพรน่ะเหรอ”
       ใจหวานพยักหน้า
       “มันไล่พี่ออกจากบ้านด้วย”
       “มีเรื่องอะไร ทำไมต้องรุนแรงขนาดนี้”
       “มันหาว่าพี่คบชู้”
       “หา...จริงเหรอ”
       ใจหวานกลั้นน้ำตาอย่างเจ็บช้ำ
       “ไม่จริงหรอก มันหาเรื่องใส่ร้ายพี่ จะได้ไปอยู่กับอีพวกโคโยตี้สาวๆ มันเบื่อพี่แล้วดำ”
       “โธ่เอ๊ย...พี่หวาน ไอ้พวกนี้มันมีเงินก็ซื้อได้ทุกอย่างแหละ แล้วมันหาว่าพี่เป็นชู้กับใครล่ะ ไม่เห็นพี่จะมีคนอื่นเลย”
       “กับหมอจอร์จนั่นแหละ มันส่งคนไปทำร้ายหมอด้วย แต่หมอยังไม่รู้ว่าใครทำ พี่ไม่อยากให้เขารู้”
       ดำอึ้งไป นึกเป็นห่วงจอร์จขึ้นมา
       “ครูเป็นยังไงบ้าง”
       “พี่ทำแผลให้เขาแล้ว วันนี้เขางดตรวจแต่ยังดื้อจะไปสอน พี่เลยยิ่งไม่กล้าไปรบกวนเขา คืนนี้ฉันขอนอนที่นี่ก่อนนะ”
       ดำหนักใจ
       “ถ้าฉันยังโสดเหมือนเมื่อก่อนก็จะให้พี่พักอยู่ด้วยนะ แต่ตอนนี้...”
       ใจหวานมองดำอย่างนึกไม่ถึง พอมองไปรอบๆ เห็นเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของสมพันธ์ก็เข้าใจ
       “นายสมพันธุ์เหรอ”
       ดำพยักเพยิดอย่างยอมรับ
       “ชอบคนหล่อน่ะระวังนะ มันไม่จริงใจกับแกหรอก”
       ดำเชิดหน้าอย่างมั่นใจมาก
       “ไม่ใช่ทุกคนหรอกพี่หวาน พี่พันกับฉันรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนดีจริงๆ ไม่มีใครที่มองข้ามผิวดำน่าเกลียดของฉัน และทำดีกับฉันอย่างพี่พันเลย”
       “แล้วหมอจอร์จล่ะ”
       “นั่นเขาเป็นฝรั่ง ใจกว้างกว่าคนไทยอยู่แล้ว แต่ฉันเคยบอกพี่ไปแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเราะไม่เหมาะกันหรอก”
       “แกก็หาข้ออ้างไปเรื่อยนะ ตามใจแก อะไรที่มีความสุขก็ทำไปเถอะ แต่ต้องยอมรับผลของมันด้วยล่ะ”
       “ชีวิตฉันผ่านอะไรมาเยอะ เรื่องแค่นี้ฉันยอมรับได้อยู่แล้ว แล้วพี่หวานล่ะ จะทำยังไงต่อไปดี”
       ใจหวานส่ายหน้าอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตดี
      
       ค่ำนั้นดำพาใจหวานมาสมัครร้องเพลงที่ผับ เจ๊ต่ายส่ายหน้าอย่างไม่มั่นใจ
       “อายุมากอย่างนี้ มันไม่ใช่กลุ่มของลูกค้าเรา”
       ใจหวานแย้ง
       “แต่ฉันร้องเพลงได้ทุกแนวนะ เพลงวัยรุ่นก็ได้ เจ๊ให้ฉันร้องให้ฟังไหมล่ะ”
       “ยังไม่ต้อง เดี๋ยวไปร้องให้หุ้นส่วนฉันฟังดีกว่า ตอนนี้ทุกอย่างฉันจะให้เขาตัดสินใจ”
       ดำแปลกใจ
       “ใครคือหุ้นส่วนใหญ่ของเจ๊”
       “เดี๋ยวฉันจะพาแกไปเจอ เขาก็อยากเจอแกอยู่เหมือนกัน”
       ดำเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
      
       ในห้องทำงาน...จ้อยมองดูดำกับใจหวานหัวจรดเท้า
       “เธอน่ะเหรอชื่อดำ”
       “ใช่ค่ะ”
       “รู้ไหมว่าฉันเป็นใคร”
       “คุณจ้อย เป็นหุ้นส่วนใหม่ของผับนี้”
       “ฉันเป็นลูกคุณนายจรูญศรี”
       ดำตะลึงงัน
       “คุณจ้อย...ที่ไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็กน่ะเหรอ”
       “ใช่ เธอคงรู้จักฉัน ฉันก็ได้ยินกิตติศัพท์ของเธอมานานแล้ว”
       ดำกลืนน้ำลายลงคออย่างหวาดเสียว
       “ฉันจะรับใจหวานเข้ามาร้องเพลงด้วยก็ได้ แต่เธอต้องยอมเปลี่ยนลุคด้วย”
       ดำอึ้งๆ
       “เปลี่ยนลุคแล้วหนูจะดูดีขึ้นเหรอคะ”
       “อย่างน้อยก็ดูดีกว่าตอนนี้”
       ดำมองหน้าจ้อยอย่างไม่เชื่อนัก
      
       ออยกับแนทและแอ๋มออกมามุมหนึ่งของผับเมียงมองไปยังที่นั่งลูกค้า ออยถามเบาๆ
       “ไหนๆ แขกที่แกว่าหล่อลากน่ะ”
       แนทชี้ให้ดู ออยถึงกับปิ๊งทันที
       “เออ...หล่อจริงว่ะ ดูดีกว่าคุณธัชอีก หน้าตาไฮโซด้วย”
       ไวภพนั่งอยู่คนเดียวอย่างเศร้าๆ เหงาๆ ที่มุมหนึ่ง ตรงหน้ามีแก้วเหล้าเปล่าที่ดื่มหมดแล้วหลายแก้ว แนทมองยิ้มๆ
       “สงสัยจะอกหักมาว่ะ”
       ออยยิ้มมั่นใจ
       “เดี๋ยวฉันจะไปดามอกให้เอง”
       แอ๋มถามอย่างกังวล
       “แกไม่กลัวคุณธัชรู้เหรอวะ”
       “วันนี้เขาไม่มาโว้ย”
       แนทหวาดๆ
       “ระวังคุณจ้อยดุเอานะ ที่ไปวุ่นวายกับลูกค้า เขายิ่งเฮี้ยบๆ อยู่”
       “ไม่กลัวหรอก ถ้าฉันจับลูกค้ารวยๆ ได้ ใครจะกล้าว่าอะไรฉัน”
       ออยมองไปที่ไวภพอย่างหมายมาด
      
       ออยเข้ามาหาไวภพ
       “สวัสดีค่า นั่งคนเดียวเหงาไหมค้า”
       ไวภพเบือนหน้ามามองออย
       “สวัสดีครับ เหงาอยู่แล้วครับ ถึงได้มานั่งดื่มที่นี่”
       “เดี๋ยวออยช่วยให้หายเหงาเองค่ะ”
       “คุณเป็นใครครับ”
       “ออยเป็นนักร้องที่นี่ค่ะ เมื่อกี้ขึ้นไปร้องเพลง จำไม่ได้เหรอคะ”
       “อ๋อ...”
      
       ไวภพจะยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นดื่มอีก แต่ออยดึงไว้ ไวภพมองงงๆ เธอป้อน เขายอมดื่มแต่โดยดี ออยส่งสายตาหวานเยิ้มยั่วยวน


  


       ค่ำคืนนั้น ใจหวานขึ้นร้องเพลงบนเวที เสียงคนตบมือให้ เธอร้องเพลงแบบเซ็กซี่ยั่วยวน คนดูวี้ดวิ้วชอบใจ
       “สวยว่ะ”
       “ว้าว...เซ็กซี่ตัวแม่เลยเว้ย”
       ออยที่กำลังคุยอยู่กับไวภพหันไปมองใจหวานตาอย่างเขม่น ก่อนจะบอกกับไวภพ
       “ออยขอตัวก่อนนะคะ เดี๋ยวต้องขึ้นร้องเพลงต่อไปแล้ว”
       “ตามสบายครับ”
       “อยู่ฟังออยด้วยนะค้า”
       ไวภพพยักหน้า ออยเดินออกไป
      
       ออยฮึดฮัดเข้ามาถามแนทในห้องแต่งตัวนักร้อง
       “นังนั่นที่ร้องเพลงอยู่เป็นใคร”
       “ชื่อใจหวาน เป็นคนที่นังดำพามา”
       ออยไม่พอใจ
       “มันเอาพวกเดียวกันมาเต็มผับแบบนี้ จงใจแย่งงานเราชัดๆ”
       “นั่นดิออย นังใจขมนั่นมาแนวเดียวกับแกเลย แต่เซ็กกว่า”
       ออยหันไปมองแอ๋มตาขุ่น
       “นังแอ๋ม”
       “ฉันพูดความจริง แต่แกเด็กกว่าใสกว่านะ”
       ออยค่อยยิ้มออก เสียงดำหัวเราะเข้ามา
       “ฮ่าๆๆ...”
       ออยกับพวกหันไป เห็นดำกับซูซี่เข้ามาสีหน้าเยาะๆ
       “กลัวมาแย่งตำแหน่งละซี้”
       ออยสวน
       “อีมืดนรกแตก ฉันไม่กลัวพวกแกหรอก”
       ซูซี่ยิ้มหยัน
       “ไม่กลัวแล้วบ่นทำไม”
       “ไม่ได้บ่น แต่ฉันรู้ทันว่าแกประจบคุณจ้อยกับเจ๊ต่ายให้รับพวกแกเข้ามาเพื่อจะมาคุมผับนี้ใช่ไหม แต่ตราบใดที่ฉันยังอยู่ ไม่มีทาง”
       ซูซี่สวน
       “ฉันไม่ได้เป็นพวกดำตั้งแต่แรก ฉันเข้ามาคนเดียว แต่มาคบดำเพราะเห็นสันดานชั่วของพวกแกแล้วรับไม่ได้ต่างหาก”
       ออยโกรธ
       “อีบ้านนอกโหนกเด้งอย่างแกฉันก็ไม่รับเป็นเพื่อนหรอก”
       “ฉันก็ไม่เคยคิดอยู่ใต้อุ้งตีนของอีหน้าซาลาเปาสิบล้อทับอย่างแก”
       ออยทำท่าจะตบซูซี่ ดำเข้าไปรับแทน
       “ถ้ามีเรื่องแกโดนไล่ออกแน่ คุณจ้อยเขาชอบเสียงฉัน ชอบความมันส์ของซูซี่ ชอบความเซ็กซี่ของพี่หวาน อย่างพวกแกเตรียมตกกระป๋องแล้วโดนฝังกลบอยู่ใต้กองขยะได้เลย” ดำหันไปหาซูซี่ “ไป...เราไปเตรียมโชว์ของเราดีกว่า”
       ออยกับพรรคพวกมองดำอย่างเจ็บใจมาก
       “ฉันจะไม่ยอมให้พวกมันมาแทนที่ฉันหรอก”
       แนทกับแอ๋มพยักหน้าเห็นด้วย
      
       ในห้องทำงาน...จ้อยบอกกับใจหวานและดำ
       “ตกลงฉันรับใจหวานมาเป็นนักร้องประจำอีกคน ท่าทางจะได้แฟนคลับวัยผู้ใหญ่เพิ่มขึ้นมาอีก”
       ใจหวานสะอึกไปนิดหนึ่งกับคำว่าวัยผู้ใหญ่ แต่แล้วก็ยิ้มออกมา หันไปจับมือกับดำอย่างดีใจ
       “ขอบคุณค่ะคุณจ้อย”
       “แต่ดำ...พรุ่งนี้บ่ายโมงแกต้องมาหาฉันที่นี่”
       ดำชะงักนึกถึงว่าอยากอยู่กับสมพันธุ์
       “พรุ่งนี้บ่ายโมง...หนูไม่ว่าง”
       จ้อยมองหน้า
       “มีอะไรที่สำคัญกว่างานร้องเพลงที่นี่เหรอ”
       “หนูมีเรื่องส่วนตัวต้องไปทำนี่คะ”
       “เรื่องอะไร”
       “ขอโทษนะคะคุณจ้อย เรื่องส่วนตัวจริงๆ หนูบอกไม่ได้”
       “งั้นไปทำธุระให้เสร็จ”
       ดำเผลอยิ้มดีใจ
       “แล้วคืนพรุ่งนี้ก็ไม่ต้องมาอีก”
       ดำตะลึง
       “อะไรนะคุณจ้อย”
       จ้อยเสียงแข็ง
       “จะให้ฉันพูดซ้ำอีกเหรอ ถ้าพรุ่งนี้บ่ายโมงไม่มาที่นี่ ก็ไม่ต้องมาร้องเพลงอีก”
       ดำอึ้ง
       “สรุปว่าหนูต้องมาเจอคุณจ้อยพรุ่งนี้”
       “ถูกต้อง ในเมื่อเธออธิบายไม่ได้ว่าติดธุระสำคัญอะไร ก็แสดงว่ามันไม่สำคัญ”
       “แล้วคุณจ้อยจะให้หนูมาทำอะไรคะ”
       “มาลองเสื้อผ้าทำผมใหม่”
       ดำหน้านิ่วคิ้วขมวด ใจหวานสะกิดแล้วพยักเพยิดให้ไป ดำเซ็งๆ จ้อยถามเสียงเข้ม
       “ว่าไง”
       ดำตอบเสียงสะบัด
       “ค่ะ”
       จ้อยเหลือบมองดำอย่างนึกขวางในใจกับความดื้อ ในขณะที่ดำยังหน้ามุ่ยไม่สบอารมณ์
      
       ดำกระฟัดกระเฟียดออกมาจากห้องจ้อย ใจหวานตามมา
       “ตกลงแกติดธุระอะไรของแกวะดำ”
       “หนูก็อยากอยู่กับพี่พันบ้างสิ พรุ่งนี้เขาคงไม่ได้ออกไปไหน”
       ใจหวานถอนใจ
       “โอ๊ย...นังดำ สมควรแล้วที่โดนคุณจ้อยด่า เรื่องแค่นี้แกถึงกับปฏิเสธเขาเลยเหรอ”
       “พี่หวานไม่เข้าใจหรอก หนูกับพี่พันมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อยมาก เพราะหนูต้องทำงานกลางคืน กว่าจะกลับพี่พันก็หลับไปทุกที กลางวันพี่พันก็ออกไปธุระของเขาบ้าง ไปหางานทำบ้าง”
       “แกยังได้อยู่ด้วยกันอีกนาน ทำไมต้องอยู่ด้วยกันตลอดด้วยวะ เดี๋ยวก็เบื่อหรอก”
       “อีกหน่อยพี่พันทำงานก็อาจจะไม่มีเวลาอยู่ด้วยกันแบบนี้แล้ว”
       “สมพันธุ์ยังไม่มีงานทำเหรอ”
       “ใช่”
       “ทำไมไม่ให้มาทำงานเสิร์ฟที่นี่”
       “เขาไม่มาหรอก เขาไม่อยากเจอนังออย”
       “โอ๊ย...คนหล่อนี่มันเรื่องมากจริงๆ ตอนนี้แกต้องเป็นฝ่ายเลี้ยงมันล่ะสิ”
       “ถ้าพี่พันมีงานทำแล้ว เขาก็จะเป็นฝ่ายเลี้ยงหนูเองนั่นแหละ”
       ดำสะบัดหน้าเดินออกไป ใจหวานมองเซ็งๆ
      
       เดือนค่อยๆ ย่องเข้าบ้านมาอย่างหวาดหวั่นใจ สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเรียกของเขมวรรณ
       “เดือน...”
       เดือนตัวแข็งทื่อ หูอื้อแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงใคร คิดว่าเสียงของดนัยธร มือเขมวรรณเข้ามาจับไหล่
       “อย่าค่ะคุณพ่อ...”
       “อะไรกันน่ะเดือน นี่แม่เอง”
       เดือนหันไป เห็นเขมวรรณก็โล่งใจ
       “แล้วคุณพ่อละคะ”
       “เข้านอนแล้วจ้ะ คงหลับแล้ว ทำไมต้องกลัวคุณพ่อขนาดนี้ด้วย เมื่อก่อนลูกเข้าไปหยอกล้อเล่นกับคุณพ่อทุกวัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่เห็นทำอย่างนั้นเลยกลับบ้านมีแต่มึนตึงเหมือนคนโกรธกันมา”
       “เดือนไม่ได้โกรธอะไรคุณพ่อเลยค่ะ แต่...เดี๋ยวนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนี่คะ คุณพ่อเปลี่ยนไปมาก”
       เขมวรรณแอบเสียววาบในใจ คิดไปไกลกับคำพูดของเดือน
       “เปลี่ยนไปยังไง”
       “คุณพ่อชอบทำหน้าเข้มเวลาเจอเดือน แล้วก็ดุเดือนทุกเรื่อง เหมือนคอยจับผิดตลอดเวลา”
       เขมวรรณลูบผมเดือน
       “เป็นธรรมดาของคนเป็นพ่อทุกคนแหละจ้ะ เมื่อห่วงลูกเขาก็กลายเป็นคนที่แข็งขึ้นมาได้”
       “แต่...เดือนไม่ชินกับคุณพ่อที่เป็นแบบนี้ เดือนเคยเห็นแต่คุณพ่อที่ใจดี ยิ้มแย้มแจ่มใส คุณพ่อที่เดือนกล้าเข้าไปเล่นด้วยทุกครั้ง”
       “พักนี้คุณพ่ออาจจะมีเรื่องเครียดๆ ที่ทำงานด้วยจ้ะ หนูต้องคอยปลอบคุณพ่อมากกว่าจะห่างเหินแบบนี้ คุณพ่อจะได้สบายใจ นะจ๊ะ...”
       “ค่ะ เดือนจะพยายาม...”
       “ดีแล้วที่คิดได้ ไป...เดี๋ยวแม่พาหนูขึ้นห้อง ถ้าคุณพ่อดุ แม่จะช่วยหนูเอง”
       เดือนยิ้มออกมาได้
       เขมวรรณโอบเดือนขึ้นบันไดไป แม้จะพยายามปลอบลูก แต่ตัวเองกลับสีหน้าไม่สบายใจ
ตอนที่ 16
       เขมวรรณกลับเข้ามาในห้องอย่างเงียบเชียบที่สุด พยายามปิดประตูอย่างเบามือ ก่อนจะเดินไปที่เตียง พอจะล้มตัวลงนอน ดนัยธรก็หันมาเสียก่อน
      
       “ยัยเดือนกลับมาแล้วใช่ไหม”
       “คุณยังไม่หลับอีกเหรอคะ”
       “จะให้ผมหลับลงได้ยังไง ดึกป่านนี้ลูกเพิ่งจะกลับบ้าน ผมพยายามจะข่มตาหลับมาเป็นชั่วโมงแล้ว”
       ดนัยธรเลิกผ้าห่มแล้วทำท่าจะลุกออกไป เขมวรรณดึงไว้
       “อย่าค่ะนัย ลูกกลับมาเหนื่อยมาก ปล่อยแกอาบน้ำนอนเถอะค่ะ”
       “ไปทำอะไรมาถึงได้เหนื่อยล่ะ”
       “นัยคะ อย่ามองลูกในแง่ร้ายอย่างนั้นสิคะ”
       “เอะอะก็หาว่าผมมองลูกในแง่ร้าย แล้วคุณล่ะ มองเห็นแต่ความฝัน ไม่ได้มองความจริงเลย สักวันเถอะจะได้เป็นยายอุ้มหลานไม่มีพ่อ”
       พูดจบดนัยธรก็หันหลังให้ เขมวรรณอ้าปากจะพูดแต่ก็หยุดไว้ ได้แต่กัดริมฝีปากแน่นอย่างช้ำใจ
      
       ไวภพเมาออกมาหน้าผับ ออยเข้ามาประคอง
       “ขับรถมาเองหรือเปล่าคะ”
       “วันนี้ตั้งใจเมา ไม่ได้เอารถมา”
       “ออยไปส่งนะคะ”
       “ไม่เป็นไร ผมกลับเองได้”
       “โถ...เมาขนาดนี้ ออยไปส่งดีกว่าค่ะ”
       “ไม่ต้อง ๆ”
       “งั้นออยเรียกแท็กซี่ให้ค่ะ” ออยออดอ้อน “พรุ่งนี้มาหาออยอีกนะคะ”
       “ครับ ออยดีกับผมจังเลย”
       ออยโบกมือเรียกแท็กซี่ให้หอมแก้มเขาหนึ่งฟอด ไวภพอึ้งๆ ออยส่งตาหวานเยิ้มให้ เขาขึ้นรถแท็กซี่ไปเธอโบกมือให้ ซูซี่กับดำมองอยู่
       “นังออยจะหาผัวใหม่อีกแล้ว” ซูซี่กระซิบ
       “ฮึ...ถ้าไอ้ธัชชัยรู้ นังออยเสร็จแน่”
       “บอกเลยดีไหม”
       “ยังก่อน ให้มีหลักฐานแน่นๆ กว่านี้”
       ดำหยิบมือถือขึ้นมาซูมและถ่ายไว้
      
       ดำพาใจหวานมาดูห้องที่อพาร์ตเมนท์เดียวกับเธอ
       “พออยู่ได้ไหมพี่หวาน”
       “ได้ ดีกว่าที่คิดอีก”
       “โชคดีที่เขามีห้องว่างพอดี”
       “พี่คงอยู่ที่นี่แหละ ขอบใจนะดำที่ช่วย”
       “ไม่เป็นไร พี่หวานก็เคยให้โอกาสให้ที่ซุกหัวนอนกับหนู ถ้าไม่ได้พี่หวานก็ไม่มีหนูทุกวันนี้หรอก”
       ใจหวานเศร้าหมองลง
       “ฉันก็ไม่นึกว่าตัวเองจะมีวันนี้เหมือนกัน”
       “พวกคนรวยมันใช้เงินซื้อทุกอย่าง มันคิดว่าคนจนอย่างเราเห็นแก่เงินทุกคน พี่หวานตั้งต้นใหม่เถอะ วันนี้คุณจ้อยชอบพี่มากเลยนะ”
       “ฉันก็ตั้งใจร้องให้เต็มที่ ไม่ให้คุณจ้อยผิดหวัง ว่าแต่แกเถอะ อย่าเอาแต่เฝ้าแฟนจนเสียงานล่ะ”
       ดำหงุดหงิด
       “หนูก็รักงานแต่ถ้ามันแย่งเวลามากเกินไปหนูก็ไม่ยอมหรอก งั้นหนูไปก่อนนะ พี่พันรอแย่แล้ว”
       ดำรีบออกไป ใจหวานมองตามพลางส่ายหน้าอย่างรู้อนาคตของดำดี
      
       ดำเปิดประตูเข้ามาในห้องอย่างดีใจ
       “พี่พันจ๋า”
       แต่แล้วดำก็ต้องผิดหวัง เมื่อไม่พบสมพันธุ์ในห้อง
       “ยังไม่กลับอีกเหรอ”
       ดำมองหาสมพันธุ์อย่างร้อนใจ กดมือถือโทรออกก็ไม่รับสาย
       “ทำไมไม่รับสายนะ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
       ดำรีบออกจากห้องอย่างร้อนใจและเป็นห่วง
      
       ดำเดินมาที่หน้าอพาร์ตเมนท์เห็นรปภ.หลับอยู่ เธอเข้ามาเขย่าตัว
       “เห็นแฟนฉันไหม”
       “ผู้ชายหล่อๆ ที่เห็นเมื่อเช้าน่ะเหรอ”
       “ใช่”
       “ไม่เห็น”
       “มัวแต่หลับอู้อยู่จะเห็นได้ไง”
       “แล้วเจ๊จะมาถามทำไม”
       “ก็เผื่อจะเห็น”
       “ไม่เห็น ผัวเจ๊...เจ๊ก็เฝ้าเองสิ ผมมีหน้าที่เฝ้าตึก ไม่ได้เฝ้าผัวให้ใคร”
       “เฝ้าตึกแบบนี้ ถึงตึกหายก็คงไม่รู้เรื่อง”
       ดำเดินออกไป รปภ.มองตามเหยียดๆ
      
       ดำเดินออกมามองหาสมพันธุ์ จนเห็นด้านหลังใครคนหนึ่งที่เหมือนเขามาก จึงปรี่เข้าไปจับแขน
       “พี่พัน อยู่นี่เอง”
       ชายคนนั้นหันมา พอเห็นดำก็เกือบผงะ
       “เฮ้ย...ไรวะ”
       “อ๋อ...ขอโทษ ฉันคิดว่าเพื่อน”
       ชายคนนั้นรีบปัดแขนปัดตัวที่ดำจับเมื่อครู่เหมือนรังเกียจเต็มที
       “สกปรกว่ะ สีติดหรือเปล่าวะ”
       ดำถึงกับเลือดขึ้นหน้า
       “สีผิวมันติดกันได้ซะเมื่อไร ไม่รู้หรือไงวะ”
       “แต่สีมึงดำปิ๊ดปี๋ขนาดนี้ กูรังเกียจ”
       “กูก็รังเกียจผู้ชายปากหมาอย่างมึง”
       “อีบ้า อีดำ ทั้งดำทั้งบ้า”
       “ไอ้ผู้ชายหน้าตัวเมีย”
       “อีดำปากปลาร้า”
       ชายคนนั้นเอามือฟาด ดำถีบจนเขาเซ ทันใดนั้นจอร์จเข้ามากันไว้ ดำมองอย่างนึกไม่ถึง
       “ครู...”
       จอร์จกันดำออกไป แล้วหันไปทางชายคนนั้น
       “อย่ารังแกผู้หญิงสิ”
       “ผู้หญิงห่าไรวะ หน้าตาทุเรศปากก็จัด มึงมาเสือกอะไรด้วย”
       ดำด่าสวน
       “มึงไอ้ผู้ชายเฮงซวย”
       จอร์จมองหน้าชายคนนั้น
       “ผมว่าเรียกตำรวจมาเคลียร์ดีกว่าไหม”
       ชายคนนั้นกลายเป็นคนร้ายชักมีดออกมา
       “เคลียร์กับกูก่อนไหม”
       เขาทำท่าจะแทง จอร์จหลบ แล้วถีบล้มไป จอร์จรีบคว้ามือดำ แล้วพาวิ่งออกไป ชายคนนั้นมองตามเจ็บใจ
      
       จอร์จพาดำวิ่งออกมาจนพ้น หันไปดูชายคนนั้นไม่วิ่งตามมาแล้ว จึงชะลอลงจนหยุด
       “มันไม่ตามมาแล้ว”
       ดำมองมือเขาที่ยังไม่ปล่อย ทั้งสองมองหน้ากันอึ้งๆ จอร์จยอมปล่อยมือ ดำรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆ
       “ดำไปมีเรื่องอะไรกับเขา”
       “หนูตามหาพี่พันอยู่ เห็นด้านหลังมันนึกว่าพี่พันเลยเข้าไปทัก แต่มันกลับมาด่าหนูเสียๆ หาย ๆ”
       “สมัยนี้อย่าไปมีเรื่องกับใครเลย คนมันน่ากลัว”
       “หนูไม่กลัวมันหรอก จะปล่อยให้มันด่าฝ่ายเดียวได้ยังไง”
       “โชคดีที่รอดมาได้นะ แล้วสมพันธุ์หายไปไหน โทรตามหรือยัง”
       “หนูก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน โทรเข้ามือถือก็ไม่ติด ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
       “งั้นเดี๋ยวฉันช่วยตามหาด้วย”
       “ครูมาทำอะไรแถวนี้คะ มาหาพี่หวานหรือเปล่า”
       “เปล่า ฉันออกมาช่วยงานมูลนิธิช่วยเหลือคนเจ็บแถวนี้ เลยผ่านมาเห็นพอดีไป...”
      
       จอร์จแตะบ่าดำให้เดินไป ดำมองหาสมพันธุ์ จอร์จแอบมองเศร้าๆ


  


       จอร์จกับดำเดินตามหาสมพันธุ์ เห็นผู้ชายคนหนึ่งเดินอยู่อีกฟากของถนน ดำ​ดีใจ
      
       “เจอพี่พันแล้ว”
       จอร์จมองตาม ดำทำท่าจะข้ามไปโดยไม่ทันมองรถ จอร์จรีบดึงมือดำไว้
       “ไม่ใช่หรอกดำ ดูดีๆ สิ”
       ดำเขม้นมองอย่างไม่แน่ใจ พลางตะโกนเรียก
       “พี่พัน พี่พัน...”
       ชายคนนั้นหันมา ปรากฏว่าไม่ใช่ ดำผิดหวัง...ดำเดินหาต่อไป จอร์จพาไปอีกทาง
       “ทางนั้นดีกว่า”
       ดำเดินมาสะดุดกับพื้นฟุตบาทที่ไม่เท่ากันจนล้ม จอร์จรีบเข้าไปประคองไว้
       “เจ็บหรือเปล่า”
       ดำส่ายหน้า แต่ทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยอ่อน
       “หรือว่า...พี่พันจะทิ้งหนูไปจริงๆ”
       “อย่าคิดมากสิ เขาอาจจะไปรอที่อพาร์ตเมนท์แล้วก็ได้”
       “ไม่เคยมีใครรักหนูจริง หนูกลัว...ว่าพี่พันก็เป็นเหมือนคนอื่นที่ทิ้งหนูไปหมดทั้งป้าหมอน พี่นอม ลุงหวัด หรือแม้แต่แม่ของหนูเอง”
       จอร์จปลอบ
       “เข้มแข็งไว้ดำ ถ้าสมพันธ์ทิ้งดำไปจริงๆ เขาก็คิดผิดที่ทิ้งคนที่ดีกับเขามากที่สุดไป จะหาใครที่ยอมเสียสละเพื่อเขามากเท่าดำคงไม่มีแล้ว”
       ดำมองหน้าจอร์จอย่างซาบซึ้ง
       “ขอบคุณที่มองหนูในแง่ดีขนาดนี้”
       จอร์จกอดปลอบ ดำซุกลงกับอกของเขาอย่างรู้สึกอบอุ่น ทั้งสองรู้สึกตัว ผละออกพร้อมกัน แต่กลับชะงักเมื่อดำเงยหน้า ส่วนจอร์จก้มหน้าลงมอง ทำให้หน้าใกล้กัน ต่างสบตากันอย่างรู้สึกหวั่นไหว ทันใดนั้นเสียงสมพันธุ์ดังขึ้น
       “ดำ...”
       ทั้งสองผละออกจากกัน ดำหันไปดีใจมาก
       “พี่พัน...”
       สมพันธุ์เดินเข้ามาจากอีกมุมหนึ่ง ซึ่งมองไม่เห็นว่าทั้งสองใกล้ชิดกันมาก
       “ครูจอร์จก็อยู่ด้วยเหรอ มาทำอะไรกันแถวนี้ครับ”
       ดำกับจอร์จสบตากันขัดเขินเล็กน้อย จอร์จหันไปหาสมพันธุ์
       “มาตามหาเธอน่ะสิ”
       “ตามหาผม ทำไมต้องตามหาด้วย”
       ดำโผเข้าไปกอดสมพันธุ์แน่น
       “ฉันคิดว่าพี่พันทิ้งฉันไปแล้ว”
       “เหลวไหลน่า พี่ก็ออกไปข้างนอกตามปกติ อย่าคิดมาก”
       จอร์จมองอย่างเจ็บปวด แต่ฝืนยิ้มเข้าไปตบบ่าสมพันธุ์
       “ดำเขาเป็นห่วงพันมากเลยรู้ไหม”
       สมพันธุ์​อายจอร์จที่เป็นแฟนกับดำ
       “เหรอครับ”
       “ดูแลดำให้ดีๆ นะ กลับบ้านดีๆ...ฉันไปละนะ”
       “ขอบคุณครูมากค่ะที่ช่วยตามหา”
       จอร์จยิ้มกับดำ แล้วหันหลังเดินจากไป ซ่อนใบหน้าที่เจ็บปวดไว้ สักพักจอร์จหันกลับไป มองตามสมพันธุ์กับดำที่ตระกองกอดกันไกลออกไป
      
       ดำอิงแอบประคองสมพันธุ์เข้ามาในห้องอย่างทะนุถนอม
       “นึกว่าพี่พันจะไม่กลับมาซะแล้ว”
       “ก็กลับมาแล้วนี่ไง”
       “ทำไมกลับดึกจัง พี่ศักดิ์ให้ขายของถึงกี่โมงเนี่ย”
       สมพันธุ์ผละออกจากดำ ทำท่าโกรธๆ
       “ซักอย่างนี้เหมือนไม่เชื่อใจพี่”
       “เชื่อใจ ฉันเชื่อใจพี่พันนะ แต่มันรู้สึกโหวงเหวงเวลากลับมาไม่เห็นพี่ที่นี่”
       “พี่กลับมาอยู่คนเดียวก็เบื่อๆ เลยออกไปเดินเล่นเรื่อยเปื่อยบ้าง”
       “วันหลังไปฟังฉันร้องเพลงสิ”
       สมพันธุ์เริ่มหงุดหงิด
       “พี่เคยบอกแล้วไงว่าไม่อยากเจอเขา...จำไม่ได้เหรอ”
       ดำชะงัก
       “จ้ะๆ จำได้ แต่พี่จะลืมมันไปไม่ได้เลยเหรอ อย่าไปสนใจว่านังนั่นจะอยู่หรือไม่อยู่”
       “ไม่มีทางหรอกดำ พี่ทำใจไม่ได้”
       “แสดงว่าพี่ยังรักมันอยู่”
       สมพันธุ์ถอนใจ
       “อย่าพูดถึงเรื่องนี้อีกได้ไหมดำ พี่เบื่อ...”
       ดำตกใจเห็นสมพันธุ์เริ่มอารมณ์เสีย เลยรีบเข้าไปกอดไว้
       “จ้ะๆ ฉันไม่พูดก็ได้ ถ้าพี่พันไม่ชอบ”
       “ทีหลังก็อย่าพูดอีก”
       “ฉันจะไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว พี่พันลืมไปซะนะ ที่รักของฉัน”
       สมพันธุ์แอบทำหน้าอึดอัด ดำกอดและหอมสมพันธุ์ แต่สมพันธุ์เบี่ยงตัวออก
       “พี่เหนียวตัว ขอไปอาบน้ำก่อนนะ”
       ดำปล่อย เขาเดินเข้าห้องน้ำไป เธอมองตามเหมือนกลัวว่าเขาจะหายไปอีก
      
       สาย วันรุ่งขึ้น...เดือนกำลังจะออกจากบ้าน เสียงดนัยธรดังขึ้น
       “เดือน...”
       เดือนชะงัก จำเสียงได้ ขานรับโดยไม่หันไปมอง
       “คะคุณพ่อ”
       ดนัยธรเดินมาตรงหน้า
       “จะไปไหนแต่เช้า”
       “ไปมหาวิทยาลัยค่ะ”
       “วันนี้วันเสาร์ ยังต้องไปอีกเหรอ”
       “เดือนต้องไปซ้อมร้องเพลงค่ะ”
       “ซ้อมร้องเพลงอะไรอีก พ่อบอกแล้วใช่ไหมว่าให้งดกิจกรรม แล้วตั้งใจเรียนอย่างเดียว แค่นี้ทำไม่ได้เหรอ”
       “งานนี้อาจารย์ขอร้องให้ช่วยค่ะ เป็นงานหารายได้เข้าคณะ”
       “ทำไมคณะต้องทำตัวเหมือนขอทาน ให้ช่วยนั่นช่วยนี่อยู่เรื่อย ทั้งที่เป็นสถาบันเก่าแก่มีชื่อเสียง แต่กลับใช้งานนักศึกษาเหมือนทาส”
       “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกค่ะคุณพ่อ เดือนสมัครใจไปทำด้วย”
       ดนัยธรไม่พอใจ
       “สมัครใจ...แสดงว่ายอมไปเอง ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องไปช่วยก็ได้”
       เดือนอึ้งไป
       “เอ่อ...ค่ะ ไม่ต้องไปก็ได้ แต่ในเมื่ออาจารย์ขอร้อง เดือนก็ต้องมีสปิริตช่วยงานของคณะบ้าง”
       “นั่นไง อาจารย์ขอร้องเดือนสมัครใจไป แต่พ่อขอร้องเดือนกลับไม่เชื่อ มันหมายความว่ายังไง”
       เดือนถอนใจ
       “คุณพ่อคะ...ถ้าเราจะเถียงกันอย่างนี้คงไม่จบหรอกค่ะ”
       “ใช่ซี่ เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว พ่อคนนี้ไม่อยู่ในสายตาเลยใช่ไหม หรือไม่เห็นว่าพ่อเป็นพ่อ...”
       เดือนนิ่ง พยายามหาทางตอบไม่ให้พ่อโมโห แต่ยิ่งกลับทำให้เขาโมโหหนักตวาดลั่น
       “ตอบพ่อมาสิ ใช่ไหม
       เดือนกัดริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา แต่น้ำตาเริ่มปริ่มคลอเบ้า ดนัยธรก็จ้องเดือนอย่างคาดคั้น เขมวรรณเดินเข้ามา
       “มีอะไรกันคะ”
       ดนัยธรกับเดือนต่างเมินหน้าใส่กันแล้วนิ่ง บรรยากาศตึงเครียดสุดๆ เขมวรรณมองหน้าทั้งสองงงๆ
       “เดือนขอตัวก่อนนะคะ”
       เดือนเดินออกไป ดนัยธรจะตามไป
       “เดือน...”
       เขมวรรณดึงสามีไว้
       “นัยคะ ลูกกลัวจนตัวสั่นแล้วเห็นไหมคะ”
       “กลัวเหรอ คุณเห็นว่าลูกกลัว แต่ผมเห็นความดื้อด้านที่ไม่รู้มาจากโคตรเหง้าไหน เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ...”
       เขมวรรณปราม
       “นัยคะ...”
      
       ดนัยธรเดินฮึดฮัดออกไป เขมวรรณมองตามไม่สบายใจ เดือนแอบฟังอย่างเจ็บปวด


       เดือนเดินเหม่อเข้ามาในห้องเครียดจัด สุดจะกลั้นน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสาย เสียงพ่อยังดังก้องในหัว
      
       “แต่ผมเห็นความดื้อด้านที่ไม่รู้มาจากโคตรเหง้าทางไหน เชื้อไม่ทิ้งแถวจริงๆ...”
       เดือนเดินออกมาที่โรงรถ ต๋องเข้ามาถาม
       “คุณหนูจะออกไปไหนเหรอครับ”
       “ออกไปข้างนอกจ้ะ”
       “งั้นรอเดี๋ยวนะครับ”
       “ไม่ต้องจ้ะ เดือนจะขับเอง”
       “แต่คุณผู้ชายสั่งไว้...”
       เดือนยืนยัน
       “เดือนขอขับเองค่ะ”
       เดือนเดินไปที่รถ ต๋องรีบตามไป
       “เดี๋ยวผมจะโดนดุเอานะครับคุณเดือน”
       “ให้คุณพ่อมาดุเดือนเลยค่ะ”
       เดือนสตาร์ทรถ แล้วขับออกไป ต๋องมองตามพลางเกาหัวว่าจะทำอย่างไรดี
      
       สมพันธุ์แต่งตัวเสร็จ หวีผมอยู่หน้ากระจก ดำมองอย่างสงสัย
       “พี่พันจะออกไปอีกแล้วเหรอ”
       “พี่มีธุระ”
       “ธุระอะไร มีธุระทุกวันเลย” ดำเข้าไปเกาะแขนซบ “อยู่ด้วยกันอีกหน่อยเถอะ”
       สมพันธุ์แกะมือดำออก
       “พี่ต้องไปช่วยพี่ศักดิ์ขายของ”
       “อีกแล้วเหรอ ขายที่ไหน”
       “ก็ที่เดิมนั่นแหละ ตลาดแถวรังสิต”
       “ให้ฉันไปด้วยสิ”
       “อย่าเลย ร้อนจะตาย เดี๋ยวดำก็ต้องไปร้องเพลงต่ออีก”
       “ไม่เห็นเป็นไรเลย แค่ขอให้ได้อยู่ใกล้ๆ พี่พันก็พอใจแล้ว”
       “บอกว่าอย่าไปก็อย่าไปสิ ที่มันแคบๆ ไปก็เกะกะเปล่าๆ”
       สมพันธุ์เดินออกไป ดำเข้าไปกอดคลอเคลีย
       “เราไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันเลยนะ”
       สมพันธุ์เหนื่อยใจ
       “จะให้พี่ขลุกอยู่กับดำทั้งวันพี่ทำไม่ได้หรอก”
       “พี่พัน...”
       “เอ่อ...พี่หมายถึง...พี่ไม่ชอบอุดอู้อยู่แต่ในห้อง”
       “งั้นเราออกไปข้างนอกกันก็ได้ ดูหนัง ช็อปปิ้ง หรือจะไปต่างจังหวัดใกล้ๆ พี่พันชอบแบบไหน”
       “ยังไงวันนี้ก็ไปไม่ได้” เขาดูนาฬิกา “พี่ต้องรีบไปแล้ว พี่ศักดิ์รออยู่”
       สมพันธุ์ผละจากดำออกไป ดำบุ้ยปากมองตามอย่างเสียดาย
      
       จ้อยอยู่ในห้องทำงานดูนาฬิกาขณะรอดำ
       “ทำไมยังไม่มาอีกนะ”
       จรูญศรีหันมาบอก
       “นังดำมันขี้เกียจจะตาย แม่รู้สันดานมันดี”
       โจ้เซ็งๆ
       “แม่จะมารอเจอมันทำไม”
       “อยากเห็นน้ำหน้ามัน จะด่าให้สมใจอยากเลย”
       “หนูไปเข้าห้องน้ำก่อน”
       จ้อยเปิดประตูออกไป เหลือจรูญศรีกับโจ้ในห้อง โจ้เบื่อๆ
       “ถ้าอีกครึ่งชั่วโมงมันยังไม่มา โจ้ไม่รอแล้วนะแม่”
       “แกจะไปไหน”
       “มีธุระที่มหาลัยต้องรีบไป”
       “อะไรกัน มากับแม่ทีไรรีบทุกที”
       “โจ้มีนัดไปเจอน้องเดือนครับ”
       จรูญศรีเปลี่ยนท่าที
       “เหรอ...เออๆ งั้นรีบไป เดี๋ยวแม่ให้จ้อยไปส่งเอง”
       เสียงคนเคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาในห้อง ทั้งสองชะงักหันไปมองอึ้งๆ ดำก้าวเท้าเข้ามาก็ชะงักกึกเช่นกัน ดำยืนเหวอสักพักก็ยกมือไหว้จรูญศรี แต่จรูญศรีกลับลุกขึ้นชี้หน้าดำ
       “หนอย...อีดำ นังเนรคุณ นึกว่าจะไปโด่งดังที่ไหน สุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นขี้ข้าลูกสาวฉัน”
       “ตอนนี้หนูเป็นนักร้อง ไม่ใช่ขี้ข้า”
       โจ้สวน
       “มันก็เหมือนกันแหละน่า แกก็ต้องมากินเงินเดือนของพวกฉันอยู่ดี”
       “เมื่อก่อนฉันทำงานให้พวกคุณฟรีๆ แต่ตอนนี้หนูทำงานแลกเงินเดือน อย่ามาลำเลิกบุญคุณกันเลย”
       จรูญศรีเข้าไปจิกผมดำไว้อย่างแค้นใจ
       “อีดำตับเป็ด แกนี่มันเนรคุณจริงๆ ไม่รู้สำนึกข้าวแดงแกงร้อนที่เลี้ยงแกมาเลยเหรอ”
       “คุณนายกับลูกๆ ก็คอยเหยียบฉันไม่ให้โงหัวขึ้นมา ใช้งานยังกับทาส หนูไม่ฟ้องว่าใช้แรงงานเด็กก็บุญแล้ว”
       “ปากเก่งนักนะอีดำ”
       จรูญศรีจิกผมแรงขึ้น ดำดิ้น
       “ปล่อยนะคุณนาย หนูไม่ยอมให้คุณนายจิกหัวเหมือนแต่ก่อนแล้วนะ ปล่อยสิวะอีคุณนายใจร้าย”
       จรูญศรีจะตบ ดำเอาอีกมือกันไว้ อีกมือบิดข้อมือจรูญศรีข้างที่จิกผมอยู่
       “โอ๊ย...โจ้ช่วยแม่ด้วย”
       จรูญศรีจำต้องปล่อย ดำผลักจรูญศรีเบาๆ โจ้เข้ามาประคองไว้
       “แกทำอะไรแม่ฉัน”
       โจ้ทำท่าจะเข้าหา ดำถอยไปทางประตูอย่างรวดเร็ว
       “ฉันป้องกันตัวเอง อย่ามายุ่งกับฉันอีก”
       ดำเปิดประตูออกไป จรูญศรีหันไปบ่นกับโจ้อย่างเจ็บใจ
       “ดูนังดำสิ หน้าดำเป็นอีกาคาบถ่านแล้วยังทำหยิ่งจองหอง”
       “อีดำตอนเด็กปากจัดยังไง โตขึ้นยิ่งปากจัดกว่าเดิม ไม่รู้พี่จ้อยเอามันไว้ทำไม”
       “งั้นเราก็คอยยุจ้อยให้ไล่มันออกซะ”
       สองแม่ลูกสบตากันอย่างเห็น
       ดำออกมาเจอจ้อย
       “อ้อ...มาแล้วเหรอดำ”
       “ถ้าคุณจ้อยให้หนูมาเพื่อให้คุณนายด่าละก็ หนูกลับละ”
       ดำทำท่าจะออกไป จ้อยกางแขนกั้นไว้
       “เดี๋ยวก่อน ฉันไม่ได้ให้แกมาโดนด่า แต่แม่อยากมาเจอแกเอง”
       “ตั้งใจมาด่าหนูน่ะสิ”
       “แม่ฉันเลี้ยงแกมาจนโต จะด่านิดด่าหน่อยไม่ได้เชียวเหรอ”
       “ด่าได้ ถ้าหนูผิดจริง แต่นี่พอเจอหน้าก็ด่าซะสาดเสียเทเสีย แถมเข้ามาจิกหัว จะตบหนูอีก”
       “แกอยากหนีออกจากบ้านไปเองนี่ เป็นใครๆก็ต้องโกรธ”
       “ใครจะทนแม่คุณจ้อยไหวล่ะ”
       จ้อยตัดบท
       “เอาละๆ เจอกันแล้วก็แล้วกันไป เดี๋ยวแกออกไปกับฉันก็แล้วกัน”
       ดำแววตากร้าว จ้อยมองดำอย่างไม่ค่อยไว้ใจ
      
       ในห้องแต่งตัวนักร้อง...จ้อยนั่งรอ สักครู่ดำแต่งตัวออกมาพร้อมกับชุดนุ่งน้อยห่มน้อย จ้อยมองดำหัวจรดเท้าอย่างพอใจ
       “แบบนี้แหละที่ฉันคิดไว้”
       ดำหน้าเสีย
       “แต่หนูว่ามันไม่ใช่นะคุณจ้อย หนูไม่เหมาะกับแต่งเซ็กซี่หรอก ให้พี่หวานกับนังออยแต่งไปดีกว่า”
       “ถึงแกดำก็เซ็กซี่ได้ ดูอย่างนักร้องนิโกรที่อเมริกาสิ บียอนเซ่เอย รีฮานน่าเอย ดังไปทั่วโลกเพราะได้ทั้งเสียงร้องทั้งความเซ็กซี่ แต่งตัวเร็กเก้อย่างแกมันหมดยุคแล้ว”
       “แต่หนูไม่สวยเหมือนพวกเขา”
       “แกไม่สวยก็ยิ่งต้องใช้ตัวช่วย แต่งแบบนี้แหละเข้าท่าดี”
       ดำเซ็งจัด ดึงกระโปรงลงมาและดึงเสื้อขึ้นไปอย่างรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง
      
       จ้อยกลับเข้ามาในบ้าน จรูญศรีเข้ามาหา
       “กลับมาแล้วเหรอจ้อย”
       “กลับมาอาบน้ำน่ะแม่ เดี๋ยวต้องไปผับอีก”
       “นังดำนี่มันเหลือเกินนะ แม่ว่ามันไม่กี่คำมันเถียงฉอดๆ แถมยังบิดข้อมือแม่จนปวดไปหมด”
       จรูญศรีชูข้อมือที่มีผ้าพันแผลอยู่ จ้อยอึ้งไป
       “มันกล้าทำแม่ขนาดนี้เลยเหรอ”
       “ใช่สิ ถึงนังดำจะร้องเพลงเก่งแค่ไหน แต่ระวังเถอะ คนอย่างมันต้องเนรคุณแกเข้าสักวัน”
       “จ้อยก็ไม่ค่อยชอบมันหรอก มันหัวแข็ง ให้ทำอะไรไม่ค่อยทำ แต่เสียงมันดีลูกค้าติดเยอะ”
       “หน้าตาอย่างมันลูกค้าติดลงได้ยังไง อีกหน่อยก็เบื่อ”
       “เดี๋ยวดูมันไปก่อน ถ้ามันหัวแข็งนักจ้อยก็ไม่เอาไว้หรอก จ้อยชอบคนปกครองง่ายๆ”
      
       จรูญศรียิ้มออกมาได้


  


       ในห้องซ้อมดนตรีของมหาวิทยาลัย...โจ้กดปุ่ม ดนตรีเพลง Rolling in the Deep ของ Adelle ขึ้น ครูเจนให้สัญญาณเริ่มร้อง แต่เดือนมัวแต่เหม่อเลยไม่เห็น ครูเจนส่งเสียงเตือน
      
       “เดือน... เดือน”
       เดือนสะดุ้งรู้สึกตัว
       “คะ...”
       เดือนได้ยินเสียงดนตรี เลยรีบร้องตาม แต่ไม่ทันแล้ว และยิ่งร้องผิดๆ ถูกๆ ครูเจนส่ายหน้า
       “พอก่อนจ้ะ เอาใหม่เลย”
       ครูเจนให้สัญญาณดนตรีเริ่มใหม่ โจ้กดปุ่มให้ดนตรีหยุดแล้วเริ่มใหม่ เดือนเริ่มร้องเพลงด้วยท่าทางห่อเหี่ยว ครูเจนนิ่วหน้า
       “อย่าเครียดจ้ะ ให้อารมณ์แรงๆ มันส์ ๆ สะใจกว่านี้”
       เดือนพยายามทำตามที่ครูเจนบอก แต่สีหน้ายังเนือยๆ ครูเจนส่ายหน้ารู้สึกไม่ใช่ โจ้แอบสังเกตอาการของเดือน รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ
      
       ค่ำนั้น เดือนเดินซึมออกมา หน้าห้องซ้อมดนตรี โจ้ตามมา จู่ ๆ เดือนก็นั่งลงตรงม้านั่ง
       “น้องเดือนมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่าคะ วันนี้ดูไม่ค่อยมีสมาธิร้องเพลง”
       “ก็...ไม่มีอะไรค่ะ”
       “แต่ท่าทางน้องเดือนกังวล มีอะไรเล่าให้พี่ฟังได้นะ”
       “เดือนคงกังวลเรื่องเรียนด้วยค่ะ”
       “ช่วงนี้มีสอบเหรอ”
       “นิดหน่อยค่ะ”
       โจ้มองหน้าเหมือนไม่เชื่อ แอบมองเดือนอย่างมีแผน
       “งั้นอย่ามานั่งตรงนี้เลย ไปเดินเล่นกันดีกว่านะคะ จะได้หายเครียด”
       “เดินเล่นที่ไหนคะ”
       “น้องเดือนอยากไปไหนละคะ พี่พาไปได้หมด”
       “เดือนก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
       โจ้ทำท่าคิดๆ
       “พอดีพี่สาวพี่เพิ่งเปิดผับใหม่ พี่พาไปฟังเพลงที่นั่นดีไหมครับ”
       เดือนนิ่งคิด
       “อืม... ผับเหรอคะ”
       “เป็นผับมีเพลงเพราะๆ ให้ฟังน่ะค่ะ ว่างๆ พี่ก็จะขึ้นไปเล่นดนตรีเองด้วย ไม่ใช่ผับน่ากลัวเลย ลองไปดู ถ้าไม่ชอบพี่ก็จะพาน้องเดือนกลับทันที...”
       เดือนมองหน้าโจ้อย่างเริ่มสนใจ
      
       ใจหวานมองดำอย่างตกใจ เมื่อเห็นการแต่งตัวของดำ
       “อะไรของแกวะเนี่ยดำ”
       ดำแต่งตัวเซ็กซี่ ผมดำยาว กระโปรงสั้นและโชว์เนินอก
       “ก็คุณจ้อยสิ เปลี่ยนให้หนูเป็นแบบนี้ บอกว่าจะขายความเซ็กซี่”
       “แกมีอะไรให้เซ็กซี่วะ”
       “นั่นสิพี่ คุณจ้อยกับอีคุณจิ๋มนี่เหมือนกัน ทำอย่างกับหนูเป็นตุ๊กตา จับแต่งตัวตามใจตัวเอง”
       ใจหวานถอนใจ
       “เฮ้อ...ทนหน่อยแล้วกัน ถ้าลูกค้าไม่ชอบเดี๋ยวคุณจ้อยก็เปลี่ยนเอง”
       “แต่หนูอึดอัด ร้องเพลงไม่ออกน่ะสิ”
       ออย แนท และแอ๋มประสานเสียงหัวเราะกันลั่น ออยจิกด่า
       “ฮ่าๆๆ อีดำตับเป็ดเอ๊ย แต่งตัวไม่เจียมกะลาหัวเลยว่ะ”
       ดำสวน
       “มันหนักส่วนไหนของพวกมึงวะ”
       “หนักลูกตาว่ะ เหมือนแบกถ่านไว้”
       “งั้นกูช่วยเอาออกให้”
       ดำทำท่าจะจิ้มตา ออยเบือนหน้าหลบ
       “อย่านะอีดำ”
       ออยผลักดำออก แอ๋มเข้ามา
       “นังออย แฟนใหม่แกมาอีกแล้วว่ะ”
       “งั้นเหรอ แสดงว่าเขาติดฉันแน่ๆ”
       ออยดี๊ด๊าออกไป ดำมองตามหมั่นไส้
       “นังสิบเอ็ดรอดอ สักวันเถ๊อะ...”
      
       โจ้พาเดือนเข้ามาในผับ เดือนมองไปรอบๆ อย่างไม่มั่นใจ
       “ทำตัวตามสบายนะคะน้องเดือน สั่งอะไรดีคะ”
       “เดือนสั่งไม่เป็นค่ะ”
       “งั้นพี่สั่งเครื่องดื่มอ่อนๆ ให้นะคะ เป็นพวกค็อกเทลดีกว่า”
       “เดือนดื่มแอลกอฮอล์ไม่เป็นค่ะ”
       “ค็อกเทลแบบเบาๆ รับรองไม่เมาค่ะ”
       เดือนนิ่ง โจ้ดีดนิ้วเรียกบริกรมาสั่ง ไวภพนั่งอยุ่มุมมืดของผับ ไม่เห็นเดือนที่เดินเข้ามา ออยเดินเข้ามานั่งกับเขา
       “มาแล้วเหรอคะคุณไวขา”
       ไวภพยิ้มให้ตามมารยาท
       “ครับ”
       “อยากฟังเพลงอะไรคะ เดี๋ยวออยร้องให้ฟัง”
       “อะไรก็ได้ครับ ออยร้องผมฟังได้หมด”
       ออยหยิกจมูกไวภพ
       “น่ารักที่สุดเลย”
       ออยชงเหล้าให้ไวภพด้วยตัวเอง
      
       ออยขึ้นไปบนเวทีเตรียมร้องเพลง
       “เพลงนี้ขอมอบให้คนพิเศษของออยค่ะ”
       เสียงคนตบมือ ไวภพตบมือให้ หน้ากึ่มๆเมาได้ที่ ออยเริ่มร้องเพลงโชว์ความเซ็กซี่ โจ้กำลังคะยั้นคะยอให้เดือนดื่มค็อกเทลสีสวย
       “ลองดูนะคะน้องเดือน รับรองจะติดใจ”
       “แต่ว่า...เดือนดื่มไม่เป็น”
       โจ้ยกแก้วขึ้นเกือบจะจ่อริมฝีปากเดือน
       “ไม่ยากหรอกค่ะ ลองดื่มดู จะได้คึกคักขึ้น ไม่ชอบก็ไม่เป็นไร”
       เดือนไม่ยอมให้โจ้ป้อน รับมาดื่มเอง ดื่มแล้วก็นิ่วหน้าเล็กน้อยอย่างรู้สึกแปลกๆ แต่พอดื่มอีกทีก็ชอบ
       “เป็นไงคะ ไม่ขมเลยใช่ไหม”
       เดือนยิ้มๆ
       “อืม...อร่อยดีค่ะ”
       “งั้นดื่มให้หมด เดี๋ยวพี่สั่งให้อีก เอาของทานเล่นเพิ่มอีกไหม”
       เดือนพยักหน้า โจ้แอบมองกระหยิ่ม
      
       ดนัยธรเดินไปเดินมาในบ้าน พลางดูนาฬิกา บอกเวลาห้าทุ่ม
       “ออกไปแต่เช้า ป่านนี้แล้วยังไม่กลับอีก โทรตามอีกทีซิเข็ม”
       เขมวรรณกำลังกดมือถืออยู่
       “โทรตามอยู่นี่ไงคะ โทรจะร้อยรอบแล้ว แต่ยัยเดือนปิดมือถือ”
       “งั้นต้องไปแจ้งความ”
       ดนัยธรจะออกไป เขมวรรณห้ามไว้
       “อย่าเลยค่ะ เดี๋ยวมันจะเป็นเรื่องใหญ่”
       “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี จะได้รู้กันไปว่ายัยเดือนมันลูกไม่รักดี เชื้อไม่ทิ้งแถว”
       “หมู่นี้คุณพูดเรื่องนี้บ่อยจังนะคะ ฉันไม่สบายใจเลย”
       “คุณไม่สบายใจเรื่องที่ผมพูด แต่สบายใจเรื่องที่ยัยเดือนกลับบ้านดึกงั้นสิ”
       “แกกลับดึกเพราะน้อยใจคุณเมื่อตอนกลางวันต่างหากละคะ”
       “อ๋อ...เป็นความผิดของผมอีกล่ะสิ ปกป้องกันเข้าไป”
       “ฉันไม่ได้โทษคุณนะคะ แต่ยัยเดือนบอกกับฉันเองว่าเดี๋ยวนี้คุณเปลี่ยนไปมาก แกเลยไม่กล้าเข้าหาคุณเหมือนแต่ก่อน”
       ดนัยธรยิ่งโกรธ
       “ที่แท้อย่างนี้นี่เอง ลูกเอาผมมานินทากับคุณ คงรู้สึกดีใจสินะที่ลูกไว้ใจคุณมากกว่า”
       “จะให้ลูกพูดกับคุณตรงๆ แกก็ไม่กล้าพูดหรอกค่ะ”
       “โอเค งั้นผมจะไม่ยุ่งแล้ว จะทำอะไรกันยังไงก็ตามสบายเลย”
       ดนัยธรฮึดฮัดออกไป เขมวรรณรีบตามไป
      
       “นัยคะ นัย...”
ตอนที่ 17
      
       ใจหวานออกมาร้องเพลงโชว์ความเซ็กซี่ เดือนมองอย่างเพลิดเพลิน โจ้อาศัยจังหวะนั้นแอบหยิบซองยาบางอย่างออกมา เทผงยาลงไปในแก้วน้ำของเธอ เดือนหันมายิ้มให้ โจ้เหวอไปเล็กน้อย รีบทิ้งซองแทบไม่ทัน
      
       “เพลงเพราะไหมคะ”
       “ค่ะ เพราะดี ผับนี้เป็นของพี่สาวพี่โจ้เหรอคะ”
       “ใช่ค่ะ ชอบไหมคะ”
       “ก็ดีค่ะ บรรยากาศไม่หนวกหู นักร้องก็ร้องดีค่ะ”
       “งั้นมาบ่อยๆ นะคะ” โจ้ยกแก้วขึ้น “เชียร์ส”
       โจ้ยื่นแก้วให้ชน เดือนยกแก้วขึ้นชนแล้วดื่ม โจ้แอบมองยิ้มกริ่ม
      
       ดนัยธรเดินออกมาที่รถ เขมวรรณตามมา
       “คุณจะไปไหนคะ”
       “ไปที่ที่ผมสบายใจ”
       “มันดึกแล้วนะคะ”
       “ทียัยเดือนออกไปจนดึก คุณยังไม่สนใจ แล้วจะมายุ่งกับผมทำไม”
       “อย่าทำเป็นเด็ก ๆ เลยค่ะนัย เราน่าจะช่วยกันคิดหาทางตามหาลูกดีกว่า”
       “ผมน่ะเหรอเด็ก คุณดูตัวเองซะก่อนว่าเลี้ยงลูกยังไง ถึงได้กลายเป็นเด็กใจแตกแบบนั้น”
       “อย่ามาโทษฉันคนเดียวสิคะ เราเป็นพ่อแม่ก็ต้องช่วยกันดึงลูกให้กลับมาสวยงามเหมือนเดิม”
       “ผมกำลังพยายามอยู่ไง แต่คุณนั่นแหละที่ขัดขวางผม หาว่าผมทำเกินไปทุกอย่าง งั้นคุณจัดการเองคนเดียวก็แล้วกัน”
       ดนัยขับรถออกไป เขมวรรณมองตามรถที่แล่นออกไปอย่างเจ็บช้ำ
      
       เสียงดนตรีบนเวทีดังขึ้น ดำออกมาร้องเพลงคู่กับใจหวาน ลูกค้าชายหันมาคุยกับเพื่อน
       “ดำขอเซ็กซี่บ้างว่ะ”
       “อย่าเลย เห็นแล้วขนลุก มันดำไปหมด มองไม่เห็นความเอ็กซ์เลย”
       เสียงคนโห่การแต่งตัวสไตล์ใหม่ของดำ ไม่ชอบใจ เดือนมองไปตกใจเมื่อเห็นดำ ทำท่าจะลุก
       “น้องเดือนจะไปไหนคะ”
       “เดือน...จะไปเข้าห้องน้ำค่ะ”
       เดือนลุกแล้วเซไปเล็กน้อยด้วยความมึน โจ้เข้าไปประคอง
       “เดี๋ยวพี่พาไปเอง”
       โจ้ประคองเดือนออกไป ดำมองตามจนสมาธิหลุด ลืมร้อง ใจหวานต้องแอบสะกิด ดำร้องต่อไป แต่ตาก็ยังมองตามเดือน
       เดือนเข้ามาในห้องน้ำ เซจนต้องเกาะขอบอ่างล้างหน้าแล้วหลับตา เธอมองไปรอบ ๆ สายตาเห็นรอบห้องหมุนไปมา เธอรู้สึกพะอืดพะอมจากอาการเมา จึงวิ่งไปอาเจียนที่โถ
      
       เดือนออกจากห้องน้ำด้วยท่าทางอ่อนเพลีย แต่แล้วก็ต้องหยุดกึกเมื่อพบว่าดำรออยู่
       “เดือน...”
       เดือนตกใจ แต่ทำเป็นไม่ได้ยิน จะเดินเลี่ยงไป ดำขวางไว้
       “จะหนีไปไหน”
       “มีอะไรกับฉันเหรอ”
       “จำฉันไม่ได้หรือไง”
       เดือนส่ายหน้าอย่างไม่มั่นใจ เพราะดำแต่งตัวเปลี่ยนไป
       “อย่ามาโกหกเลย ฉันรู้ว่าพี่เดือนจำฉันได้ เพราะฉันยังจำพี่สาวตัวเองได้แม่น”
       เดือนชะงัก
       “ดำ...”
       “จำได้แล้วเหรอ”
       มีคนเดินมา ดำต้องหลีกทางให้ เดือนจึงอาศัยจังหวะนั้นจะเลี่ยงหนี ดำดึงไว้
       “ทำไมต้องหนีด้วย กลัวคนอื่นจะรู้กำพืดตัวเองหรือไง”
       “ฉันรู้สึกไม่ค่อยสบาย อยากกลับบ้านแล้ว”
       “นี่กินเหล้ามาล่ะสิ”
       “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ากินอะไรลงไปบ้าง”
       “บอกซะก่อนนะว่าให้ระวังไอ้โจ้ไว้ มันไม่ใช่คนดีหรอก”
       “ฉันรู้...”
       “เราไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่า”
       ดำทำท่าจะดึงเดือนไป โจ้เดินเข้ามา
       “ดำ แกมาทำอะไร”
       “มาคุยกับคนเคยรู้จักกัน”
       โจ้มองดำอย่างรู้ทัน
       “แกไปรู้จักน้องเดือนตั้งแต่เมื่อไร”
       “รู้จักกันนานมาก ตั้งแต่เกิด...”
       โจ้ทำท่าปกป้อง
       “อย่ามายุ่งกับน้องเดือนเลยดีกว่า กลับไปร้องเพลงของแกซะ”
       “คุณนั่นแหละไม่ต้องมายุ่งเรื่องของพี่น้อง”
       ซูซี่เข้ามาตามดำ
       “ดำ...อยู่นี่เอง ต้องขึ้นร้องเพลงต่อไปแล้วนะ ไปเร็ว”
       “เดี๋ยวก่อนซูซี่”
       “เดี๋ยวไม่ได้แล้ว ฉันตามหาแกตั้งนาน ไป...”
       ซูซี่ดึงดำไป โจ้หันไปถามเดือน
       “ดำมันทำอะไรหรือเปล่าคะ”
       “ไม่ค่ะ แต่เดือนอยากกลับบ้านแล้ว รู้สึกมึนหัวมาก เดือนเมาแล้วเหรอคะ”
       โจ้มองเจ้าเล่ห์
       “ค็อกเทลอ่อนขนาดนั้นไม่น่าจะเมาเลยนะ”
       “เดือนคงคออ่อนมั้งคะ ทั้งเวียนหัวทั้งง่วงเลยค่ะ”
       “โอเค งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่ง”
       โจ้จับแขนพาเดือนออกไป
      
       โจ้ประคองเดือนออกมา ผ่านไวภพที่นั่งดื่มอยู่กับออย
       “คืนนี้ให้ออยขับรถไปส่งคุณไวนะคะ”
       “อย่าเลยครับ บ้านผมอยู่ไกลมาก”
       ออยเกาะแขน
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ออยขับได้...”
       ออยส่งตาหวานให้ แต่ไวภพกลับเมินไปมองทางอื่น ออยเซ็งแต่แล้วไวภพก็ชะงักเมื่อเห็นเดือนถูกโจ้ประคองออกไป เขามองตามอย่างเป็นห่วง
      
       โจ้ประคองเดือนขึ้นมาบนรถ
       “เดี๋ยวพี่ไปส่งที่บ้านนะคะ”
       เดือนกลัวๆ
       “คุณพ่อต้องดุเดือนแน่ๆ ถ้าเห็นกลับไปสภาพนี้”
       “งั้นพี่พาไปพักให้สร่างเมาก่อนดีไหมคะ”
       “พักที่ไหนคะ”
       “คอนโดคุณแม่พี่ซื้อไว้ เพิ่งแต่งเสร็จรอคนมาเช่า อยู่แถวนี้เอง รับรองปลอดภัยค่ะ”
       เดือนฟังอย่างลังเล
       “เรานั่งอยู่ในรถนี่ก่อนก็ได้ค่ะ”
       “อย่าเลยค่ะ ยุงหามตายเลย ไปที่อื่นเถอะ”
       โจ้ขับรถออกไป เดือนมึนๆ เอนศีรษะพิงกับเบาะรถอย่างเหนื่อยอ่อน โจ้แอบมองยิ้มกริ่มอย่างหมายมาด
       ดำกับซูซี่ร้องเพลงจบ เสียงคนตบมือลั่น ดำรีบลงจากเวที ซูซี่มองเหวอๆ อยู่พักหนึ่ง ก็รีบแก้ไขสถานการณ์
       “กลับมาฟังเพลงสนุกๆ กับซูซี่กันต่อเลยนะคะ”
       ซูซี่ร้องเพลงคนเดียวต่อไปอย่างเมามัน ดำลงมาด้านล่างมองหาเดือน
       ดำมาที่โต๊ะ เห็นบ๋อยกำลังเก็บโต๊ะ
       “คุณโจ้กับผู้หญิงโต๊ะนี้ไปไหนแล้วล่ะ”
       “ออกไปแล้วครับ”
       “ออกไปนานหรือยัง”
       “15 นาทีได้มั้ง”
      
       ดำรีบออกไป


  


       ดำตามออกมา มองหาเดือน ใครบางคนเขามาแตะบ่า ดำหันไป ใจหวานมองอย่างหงุดหงิด
       “แกออกมาทำอะไรน่ะดำ ทำไมไม่ร้องเพลง”
       “หนูเจอนังเดือน พี่สาวหนู”
       “ที่แกรีบลงจากเวทีก็เพราะจะมาหาพี่สาวแกเหรอ”
       “หนูเข้าไปทักมันแล้ว ตอนแรกมันทำเป็นจำหนูไม่ได้ คอยดูนะ ถ้าเจออีกจะประจานเลยว่าเราเป็นพี่น้องกัน”
       “ใครเค้าจะเชื่อแก”
       “หนูจะแฉให้หมดทุกอย่าง ใครไม่เชื่อจะตรวจดีเอ็นเอก็ได้”
       “แต่เขาไปแล้วนี่ แกกลับเข้าไปร้องเพลงต่อเถอะ”
       “นังนั่นมันไปกับไอ้คุณโจ้ คงเป็นแฟนกัน สมน้ำหน้า เป็นแฟนใครไม่เป็น ดันโง่เป็นแฟนคาสโนว่าตัวพ่อ คอยดูน้ำตาต้องเช็ดหัวเข่าแน่”
       “แกจะไปแค้นอะไรเขานักหนาวะดำ”
       “ก็มันอยากไม่ยอมรับหนูเป็นน้องเอง มันมีชีวิตสุขสบายเป็นคุณหนู แต่หนูต้องปากกัดตีนถีบเป็นคนใช้เขา จะไม่ให้หนูแค้นได้ยังไง”
       “แต่ตอนนี้แกก็มีชีวิตที่ดีขึ้นแล้วนี่ มีเงินมีแฟนหล่อ แกน่าจะพอใจ ผู้หญิงสวย บางทีก็เป็นอันตรายมากกว่าผู้หญิงธรรมดานะ ดูอย่างฉันสิต้องเป็นเมียน้อยเขากี่ปี สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลย”
       ดำอ่อนลง
       “ที่จริงถ้าเขายอมรับหนูแต่แรก หนูก็จะไม่เจ็บใจเท่านี้หรอก”
       ดำชะเง้อมองอย่างเสียดาย
      
       โจ้พาเดือนมาที่คอนโด แล้วประคองเข้าไปในห้องนอน
       “เดินดีๆ นะคะ”
       เดือนมึนๆ มองไปรอบๆ อย่างไม่ไว้ใจ
       “พาเดือนกลับบ้านดีกว่าค่ะพี่โจ้”
       “อย่าเลย เดี๋ยวคุณพ่อดุเอา นอนพักสักเดี๋ยวพี่ค่อยพากลับ”
       “เดือนไม่อยากนอนที่นี่ค่ะ”
       “ไม่อยากนอนก็นั่งพักก่อนได้”
       “เดือนอยากกลับจริงๆ”
       โจ้ดึงไว้ เดือนดิ้น
       “ปล่อยค่ะ เดือนจะกลับบ้าน”
       “โอเคๆ เดี๋ยวพี่ไปส่งนะคะ อย่ากลับแท็กซี่เลยมันอันตราย”
       เดือนจะเดินออกไป แต่แล้วรู้สึกมึนหัวมากจนเซไป โจ้เข้าไปประคองไว้ เธอล้มลงในอ้อมกอดของเขา โจ้มองยิ้มกระหยิ่ม
      
       ออยเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวนักร้องพลางกรีดร้องอย่างขัดใจ
       “อร๊าย”
       แนทกับแอ๋มมองหน้ากันตกใจ
       “อะไรวะนังออย ร้องยังกับผีเข้า” แนทถามอย่างสงสัย
       “ก็คุณไวภพน่ะสิ หายตัวไปไหนไม่รู้ ฉันขึ้นไปร้องเพลงกลับลงมาก็ไม่เห็นแล้ว”
       แอ๋มโพล่งขึ้น
       “เขาหนีแกไปล่ะสิ”
       ออยเถียง
       “จะบ้าเหรอนังแอ๋ม เขาชอบฉันจะตาย เหยื่อกำลังจะติดเบ็ดอยู่แล้วเชียว”
       แอ๋มแนะ
       “แกก็โทรตามสิ”
       “โทรแล้วเขาไม่รับสาย หายไปไหนวะ”
       เพื่อนทั้งสองยักไหล่ ออยเซ็งจัด
      
       ไวภพมาถึงหน้าคอนโด ซึ่งรปภ.เดินตรวจอยู่
       “มาหาใครครับ”
       “ผมอยู่ชั้น 3 ครับ แต่ลืมคีย์การ์ด รอเพื่อนมาเปิดให้”
       รปภ. พยักหน้าแล้วออกไป ไวภพมองไปรอบๆ อย่างคิดว่าทำอย่างไรดีแต่แล้วก็มีใครเดินเข้ามา ไวภพหาทางหลบไป ผู้หญิงคนหนึ่งใช้คีย์การ์ดเปิดประตู ไวภพอาศัยจังหวะนั้นตามเข้าไปด้วย
      
       โจ้อุ้มเดือนที่หมดสติลงมานอนบนเตียง เอาหลังมือไล้หน้าเธอแล้วยิ้มกริ่ม แต่แล้วเขาก็ชะงักเมื่อเดือนขยับตัวเหมือนละเมอ
       “คุณแม่ขา...เดือน...ปวดหัวค่ะ”
       “พี่จะดูแลเดือนแทนคุณแม่เอง เดี๋ยวก็หายนะจ๊ะ”
       โจ้ลูบผมลูบแก้มมองใบหน้าและเรือนร่างเธออย่างหลงใหล
      
       ไวภพขึ้นลิฟท์มา แล้วมองหาว่าห้องไหน เห็นห้องเต็มไปหมด เขามองหาเดือน ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงตะโกนเรียก
       “เดือน...เดือนอยู่ไหน เดือน”
       เขาตัดสินใจวิ่งไปกดกริ่งทุกห้อง ชาย หญิง หลายห้องในชุดนอนเปิดประตูออกมา พอเห็นไวภพก็งง
       “มาหาใคร”
       “กดหาอะไรวะ”
       “ขอโทษครับ ผมกดผิด”
       ผู้หญิงตกใจ
       “โจรหรือเปล่า แจ้ง รปภ. ดีกว่า”
       ไวภพรีบวิ่งออกไปทางบันไดหนีไฟ
      
       โจ้ก้มลงจะจูบ เดือนเริ่มรู้สึกตัว พอเห็นหน้าโจ้ระยะใกล้ก็ผงะ ผลักเขาออกแล้วกระถดตัวหนี
       “พี่โจ้...”
       “ใช่จ้ะ พี่เอง”
       โจ้คว้าตัวมาจะจูบอีก เดือนเบือนหน้าหนีแล้วดันไว้
       “จะทำอะไร ปล่อยนะ”
       “พี่รักเดือนนะคะ”
       “แต่เดือนไม่ได้รักพี่ อย่าทำอย่างนี้ ปล่อย...”
       เดือนดิ้นพราด โจ้จับตัวไว้
       “มาถึงขั้นนี้แล้ว จะปล่อยให้โง่เหรอ”
       เดือนร้องลั่น
       “ช่วยด้วย”
       “อยู่ในนี้ไม่มีใครได้ยินหรอก”
       “อย่าทำอย่างนี้ ปล่อย...”
       เดือนพยายามดิ้นรนสุดฤทธิ์ โจ้ใช้กำลัง เดือนคว้าโคมไฟข้างตัวมาตีหัวโจ้เปรี้ยงแล้วอาศัยจังหวะนั้นวิ่งหนีออกจากห้อง
       ไวภพเดินออกมาอีกชั้นหนึ่ง มองหาเดือน แต่แล้วมีใครเข้ามาจับตัวเขาไว้ ไวภพหันไป รปภ. 2 คนเข้ามาจับแขนเขาไว้คนละข้าง
       “คุณไม่ได้อยู่ในตึกนี้ใช่ไหม”
       “ครับพี่ ผมมาตามหาแฟน แฟนผมถูกลักพาตัวมา ขอดูกล้องวงจรปิดหน่อยครับว่าเขาอยู่ห้องไหน”
       “อย่ามาโกหก”
       “จริงๆ ครับ ผมขอร้องละ พี่ช่วยผมหน่อยเถอะ”
       ไวภพจะล้วงกระเป๋า รปภ.ตกใจนึกว่าจะหยิบปืน จึงเอากระบองตีมือ แล้วล็อคแขนไวภพไว้
       “เฮ้ย...อย่านะเว้ย”
       “งั้นพี่ช่วยหยิบกระเป๋าสตางค์ของผมออกมาหน่อย”
       รปภ.มองหน้ากันลังเล
       “ผมขอร้องละครับพี่ ช่วยหน่อยเถอะ ผมขอร้อง”
       รปภ. ล้วงกระเป๋าออกมาให้ ไวภพหยิบแบงก์พันยื่นให้ รปภ. มองอย่างพอใจ
      
       เดือนหนีออกมาถึงประตู แต่แล้วโจ้เข้ามารวบตัวไว้
       “จะหนีไปไหนเดือน”
       เดือนดิ้นต่อสู้
       “ปล่อยนะพี่โจ้ ปล่อยเดือนเถอะ เดือนจะกลับบ้าน”
       “ไหนบอกไม่อยากกลับไง”
       “เดือนจะกลับแล้ว ปล่อยสิ”
       “ฤทธิ์มากนักนะ”
       เดือนโกรธ
       “ถ้าแกทำอะไรฉัน ฉันเอาเรื่องแน่”
       “ฉันจะถ่ายคลิปทุกอย่างไว้ อยากประจานตัวเองก็เอาซี่”
       เดือนดิ้นจนล้มลง ทำให้โจ้ล้มด้วย โจ้จับขาไว้ เดือนถีบโจ้ถลาไป แล้วคลานไปถึงประตู โจ้เข้ามารวบตัวเธอไว้ทัน เดือนร้องลั่น
       “ช่วยด้วย ๆ”
      
       โจ้ปิดปากเดือน แล้วลากไปที่ห้อง

       ไวภพ อยู่ในห้องดูกล้องวงจรปิดของคอนโด รปภ. กรอภาพกลับไป ไวภพคอยมองจนเจอ
      
       “นั่นไงครับ เจอแล้วๆ”
       ภาพบนหน้าจอ เห็นโจ้ประคองเดือนเข้าไปในห้อง
       “พี่ช่วยพอสตรงนี้ไว้หน่อยครับ”
       รปภ. กด pause ไว้ ไวภพเข้าไปจ้องใกล้ๆ สายตาไวภพมองไปที่หมายเลขห้องที่โจ้ประคองเดือนเข้าไป
       “ขอบคุณครับพี่”
       ไวภพรีบออกไปทันที
      
       โจ้อุ้มเดือนลงมาที่เตียง เดือนพยายามหนี แต่โจ้กดไว้
       “ปล่อยนะพี่โจ้ ปล่อยเดือนเถอะ ขอร้องละ”
       “ปล่อยกูก็ซวยน่ะสิ มามีความสุขกันก่อนดีกว่า”
       “ไม่นะ ไม่เอา...”
       โจ้ซุกไซ้ซอกคอ เดือนกรีดร้อง
       “อย่า...”
       เสียงกริ่งดังขึ้น โจ้ชะงัก เดือนอาศัยจังหวะนั้นถีบหว่างขาโจ้สุดแรง จนล้มลง เดือนวิ่งถลาออกไป
      
       ไวภพหลบอยู่ข้างประตู ได้ยินเสียงกุกกักและเสียงร้อง
       “ช่วยด้วย...”
       ไวภพตบประตู
       “เดือน...นั่นเดือนใช่ไหม ผมไวนะ”
       เดือนอยู่ในห้อง จำเสียงไวภพได้
       “ไวคะ เดือนเอง ช่วยด้วย...”
       โจ้ตามมาทัน รีบปิดปากเดือน รปภ. 2 นาย ตามมา
       “มีเสียงผู้หญิงร้องอยู่ข้างใน พี่ช่วยเปิดทีครับ”
       “เปิดไม่ได้ ไม่มีกุญแจ”
       ไวภพร้อนใจ
       “งั้นทำไงดี”
       “แจ้งตำรวจก่อน”
       “ไม่ทันหรอกครับพี่”
       ทั้งสามมองหน้ากันอย่างคิดไม่ตก
      
       เดือนดิ้นขลุกขลัก โจ้ลากไป แต่เดือนไม่ยอม เอื้อมมือจะไปเปิดประตู
       “ยังไงก็ไม่รอดหรอก”
       “แกนั่นแหละไม่รอด ไวกำลังเรียกตำรวจมา แกติดคุกแน่”
       “ปากเก่งนักเหรอ”
       โจ้จูบ เดือนกัดปาก โจ้ร้องจ๊ากผงะผลักเดือนออก
       “อ๊าก”
       โจ้กุมปากที่เลือดกบ เดือนเอื้อมมือไปเปิดประตูออกมาได้ ไวภพหันมาเห็น โจ้มองมาตกใจ ไวภพเข้ามาชกหน้าโจ้อย่างแรง จนหงายหลังลงไป ไวภพจะหันไปทางเดือน แต่โจ้เข้ามา รปภ. 2 คนเข้ามาช่วยกันจับตัวโจ้
       “เฮ้ย...กูเป็นเจ้าของที่นี่นะ ปล่อยสิวะ”
       รปภ.คนหนึ่งแย้ง
       “แต่คุณกำลังจะทำมิดีมิร้ายคุณผู้หญิง”
       ไวภพเข้าไปประคองเดือนไว้
       “เดือน...เป็นอะไรหรือเปล่า”
       เดือนกอดไวภพร้องไห้อย่างหวาดกลัว
       “ไวคะ”
       “ไม่เป็นไรแล้วนะ ผมมาช่วยแล้ว”
       โจ้ดิ้นรนจะให้หลุดจากรปภ.
       “บอกให้ปล่อย กูถูกบุกรุกนะโว้ย เดี๋ยวให้ฝ่ายนิติไล่ออกให้หมดหรอก”
       รปภ.ถามไวภพ
       “เอาไงดีครับ”
       “ไม่ต้องไปกลัวมันครับ มันเป็นคนทำผิด”
       โจ้มองหน้าเดือนและไวภพ
       “ถ้าเอาเรื่องกูจะแฉพวกมึงให้หมด...” โจ้จ้องหน้าเดือน “โดยเฉพาะเรื่องของแก กำพืดแกทั้งหมด...”
       เดือนตกใจ ไวภพมองหน้าเดือนงงๆ
       “เดือนไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว พาเดือนออกไปที”
       “เราจับมันส่งตำรวจก่อนดีกว่า”
       “ไม่เป็นไรค่ะ มันยังทำอะไรเดือนไม่ได้”
       ไวภพไม่เห็นด้วยนัก แต่ก็จำใจพาเดือนออกไป
      
       ไวภพพาเดือนออกมา แล้วโบกแท็กซี่ แท็กซี่คันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด
       “ไปสถานีตำรวจ...”
       เดือนรีบบอก
       “อย่าเลยค่ะ”
       “อ้าว...ทำไมล่ะ เดือนจะไม่เอาเรื่องมันเหรอ”
       “เดือนไม่อยากให้คุณพ่อรู้”
       “แต่ไอ้นั่นมันจะ...มันจะข่มขืนเดือนนะ”
       “ยิ่งเป็นเรื่องนี้ยิ่งแจ้งความไม่ได้ค่ะ คุณพ่อต้องโกรธเดือนมากแน่ๆ ที่เดือนหนีเที่ยวกลางคืน”
       เดือนทำท่าจะร้องไห้ ไวภพมองหน้าอย่างเห็นใจ
      
       ใจหวานกลับเข้ามาในห้อง เสียงมือถือดังขึ้น เธอมองหน้าจออย่างแปลกใจก่อนจะกดรับสาย
       “ฮัลโหล มีอะไรคะเสี่ย”
       “มีแน่ แกมาขนของของแกออกไปจากบ้านฉันซะที”
       “หวานไม่กลับไปที่นั่นแล้ว”
       “งั้นฉันจะขนของของแกโยนทิ้งให้หมด”
       “ตามใจ เสี่ยจะเอาใครมากกที่บ้านนั้นก็แล้วแต่เสี่ย อย่าโทรมายุ่งกับฉันอีก”
       “ฉันจะเตือนแกไว้นะ ที่แกนอกใจสวมเขาให้ฉัน แกกับชู้ไม่ตายดีแน่”
       “เสี่ยส่งคนไปทำร้ายหมอจอร์จใช่ไหม”
       “คิดเอาเองก็แล้วกัน บางทีอาจไม่พ้นคืนนี้ก็ได้”
       ใจหวานตกใจ วางสายลงอย่างใจหาย เธอกดมือถือออกโทรหาจอร์จ แต่เขาไม่รับสาย เธอยิ่งกังวลหนัก
       ใจหวานมากดกริ่งที่คลีนิกอย่างร้อนใจ รอสักพักประตูยังไม่เปิด เธอก็กดอีก สักครู่มือจอร์จเข้ามาแตะบ่า ใจหวานสะดุ้งเฮือก หันไปก็โล่งใจและดีใจ
       “หมอ...”
       “มีอะไรเหรอหวาน”
       “หวานเป็นห่วงหมอค่ะ โทรมาก็ไม่รับสาย”
       “ผมไปช่วยคนเจ็บกับมูลนิธิมา”
       “หมอปลอดภัยนะคะ”
       “ปลอดภัยจ้ะ”
       “แผลที่โดนทำร้ายเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ดีขึ้นเยอะแล้ว ไม่เป็นอะไรมากหรอก”
       ใจหวานเข้าไปกอดเขาไว้ทั้งรักและสงสาร จอร์จตกใจ
       “เป็นอะไรไปใจหวาน”
       “หมอคะ หวานอยากจะสารภาพ...ว่าที่หมอถูกทำร้ายเพราะหวานเอง...”
       จอร์จดันตัวใจหวานออก
       “ทำไม หวานไปเกี่ยวอะไรด้วย”
       “เสี่ยพรคิดว่า...คิดว่าหวานเป็นชู้กับหมอค่ะ”
       จอร์จส่ายหน้า
       “บ้าจริง เราบริสุทธิ์ใจ แต่คนมันก็คิดสกปรกไปได้”
       “หมอต้องระวังตัวนะคะ เมื่อกี้มันก็โทรมาขู่หวานอีก หวานเลยเป็นห่วงหมอ”
       “ขอบใจนะหวาน ผมไม่เป็นไร จะพยายามระวังตัว นี่ดึกแล้ว หวานกลับไปพักผ่อนเถอะ เดี๋ยวผมไปส่ง”
       “ไม่ต้องค่ะ ส่งขึ้นแท็กซี่ก็พอ”
       “มันดึกแล้วนะหวาน”
       “หวานชินแล้ว อย่าลืมสิว่าหวานเป็นนักร้องกลับบ้านตีสองตีสามประจำ หมอไปกับหวาน เดี๋ยวก็ยิ่งถูกสงสัยกันไปใหญ่”
       จอร์จพยักหน้าเข้าใจ
       “งั้นผมไปส่งขึ้นรถ”
      
       จอร์จพาใจหวานเดินออกไปใจหวานยังเครียดไม่หาย


  


       ดำข้ามาในอพาร์ตเมนท์ ดีใจเมื่อเห็นสมพันธุ์
      
       “พี่พัน...”
       สมพันธุ์หลับอยู่บนโซฟา ดำมองอย่างปลาบปลื้ม
       “โธ่...หลับซะแล้ว”
       ดำเข้าไปกอดเขาไว้เบาๆ แล้วซบกับเขาอย่างรู้สึกอบอุ่น สมพันธุ์แอบลืมตาขึ้นมองอย่างรู้สึกอึดอัด
      
       รถแท็กซี่แล่นมาจอดหน้าบ้าน
       “ขอบคุณนะคะที่มาส่ง”
       ไวภพลงมากับเดือน
       “ผมจะรอส่งจนเดือนเข้าบ้านอย่างปลอดภัย”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เดือนเปิดประตู กำลังจะเข้าไป ทันใดนั้นมีรถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอด ทั้งสองหันไปมองอย่างตกใจ
       “คุณพ่อ...”
       ดนัยธรลงจากรถด้วยท่าทางเมานิดๆ มองทั้งสองด้วยแววตาดุดัน
       “ไปไหนกันมา”
       เดือนอึกอัก
       “เอ่อ...ไป...ทานข้าวมาค่ะ”
       “โกหก ทานข้าวอะไรกลับกันมาป่านนี้...แถมสภาพยังทุเรศทุรังอีก กินยังอื่นกันมาจนอิ่มมากกว่า”
       ไวภพพยายามอธิบาย
       “คืออย่างนี้ครับ เดือนถูกทำร้าย...”
       ดนัยธรกระชากคอเสื้อไวภพ
       “ไม่ต้องมาปั้นน้ำแก้ตัวแทนกัน ฉันจำแกได้ บอกแล้วใช่ไหมว่าอย่ามายุ่งกับยัยเดือนอีก”
       เดือนรีบบอก
       “เราเลิกคบกันแล้วจริงๆ แต่บังเอิญเจอกันค่ะ”
       “ยังจะแถอีก นังเด็กใจแตก นังลูกไม่รักดี”
       ดนัยธรตบเดือนล้มลง
       “อย่าครับคุณพ่อ...”
       ไวภพเข้าไปประคองเดือน ดนัยธรชี้หน้าเดือนกับไวภพ
       “ฉันคิดผิดที่เอาแกมาเป็นลูก เลี้ยงยังไงก็ไม่พ้นสำส่อน เลือดชั่วแกมันแรงจริงๆ”
       เดือนมองหน้าดนัยธรอย่างตกใจ ร้องไห้โฮออกมา ไวภพมองดนัยธรอย่างตกใจกับคำพูดของเขา
      
       เขมวรรณซึ่งนั่งหลับอยู่บนโซฟาสะดุ้งตื่นขึ้น ได้ยินเสียงเอะอะดังลั่น เธอมองออกไป
       “อะไรกันนะ”
       เขมวรรณตกใจ แล้วรีบเปิดประตูออกไป ไวภพหันมาเห็นยกมือไหว้ เขมวรรณรับไหว้
       “เกิดอะไรขึ้นคะ”
       ดนัยธรมองเดือนเหยียดๆ
       “ดูลูกสาวคุณสิเข็ม ทำงามหน้านัก ไปนอนกกกับผู้ชายจนดึกดื่นเพิ่งกลับเอาป่านนี้”
       “ผมกับเดือนไม่ได้ทำอะไรนอกลู่นอกทางนะครับ ผมแค่มาส่งเดือนเท่านั้นเอง”
       “ส่งดึกๆ ดื่น ๆ อย่างนี้น่ะเหรอ ไม่นอกลู่นอกทาง”
       เขมวรรณปราม
       “นัยคะ ดึกแล้วเราไปคุยข้างในเถอะค่ะ”
       “ผมไม่คุยแล้ว ใครอยากคุยกับพวกเด็กใจแตกก็คุยไป”
       ดนัยธรขึ้นรถขับเข้าบ้านไป เสียงเบรกดังเอี๊ยดเกือบชนโรงรถ เขมวรรณมองอย่างตกใจก่อนจะหันไปทางไวภพ
       “ขอบใจนะจ๊ะที่มาส่งเดือน เธอกลับไปก่อนเถอะ”
       “ครับคุณน้า” ไวภพบอกกับเดือน “ผมกลับแล้วนะเดือน อย่าคิดมากนะครับ ผมเป็นกำลังใจให้”
       เดือนพยักหน้าเศร้าๆ
       “ขอบคุณนะคะ”
       ไวภพยกมือไหว้เขมวรรณ แล้วขึ้นรถออกไป เขมวรรณกอดเดือนไว้ เดือนซบลงร้องไห้กับแม่
      
       เดือนนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ในบ้าน เขมวรรณถาม
       “ลูกหายไปไหนมา ทำไมถึงติดต่อไม่ได้เลย”
       “เดือน...ไป...ไปที่ผับกับเพื่อนมาค่ะ ที่นั่นเพลงดังเลยไม่ได้ยินเสียงมือถือเลย”
       เขมวรรณตกใจ
       “ทำไมถึงไปเที่ยวสถานที่แบบนั้น”
       “ทีแรกก็ตั้งใจจะไปฟังเพลงเฉยๆ ค่ะ แต่...เดือนดื่มค็อกเทลมากไปหน่อยรู้สึกมึนๆ ไม่อยากกลับตอนนั้น ก็เลยอยู่ต่อไปเรื่อยๆ”
       “อยู่ต่อที่ผับน่ะเหรอ”
       “ค่ะ เดือนกับไวไม่มีอะไรกันจริงๆ นะคะคุณแม่”
       เขมวรรณไม่ค่อยเชื่อ
       “จริงเหรอ”
       “จริงๆ ค่ะ ให้หนูสาบานก็ได้ ว่าถ้าเดือนกับไวมีอะไรกันอย่างคุณพ่อคิดจริงก็ขอให้มีอัน...”
       เขมวรรณรีบห้าม
       “ไม่ต้อง แม่เชื่อหนูจ้ะ”
       เดือนเศร้าสลดลง
       “แต่คุณพ่อไม่เชื่อเลย”
       “คุณพ่อเมา แล้วก็กำลังโกรธด้วยน่ะจ้ะ เขารอลูกจนเกือบเที่ยงคืนยังไม่กลับมา ติดต่อก็ไม่ได้ จนเกือบจะไปแจ้งความแล้ว”
       เดือนรู้สึกผิด
       “หนูขอโทษค่ะคุณแม่ที่ทำให้กังวลเรื่องหนู”
       “ลูกต้องไปขอโทษคุณพ่อด้วยนะจ๊ะ หาโอกาสเหมาะๆ ตอนคุณพ่ออารมณ์ดี”
       “แต่...เดี๋ยวนี้ท่านไม่เคยอารมณ์ดีกับเดือนเลยค่ะ”
       “ไม่เอา...อย่าตั้งแง่กับคุณพ่อสิจ๊ะ ทำอย่างที่หนูเคยเข้าหาท่านนั่นแหละ เดี๋ยวท่านก็หายโกรธเอง”
       “หนูจะพยายามค่ะ”
       เขมวรรณลูบผมเดือน
       “ดีมากจ้ะ แม่เอาใจช่วยนะจ๊ะ”
       เดือนยังสะอึกสะอื้น เขมวรรณกอดปลอบลูกอย่างสงสาร
      
       ดำอาบน้ำเสร็จ นุ่งเสื้อคลุมอาบน้ำออกมาหาสมพันธุ์
       “พี่พันจ๋า พี่พัน”
       สมพันธุ์ขยับตัวเล็กน้อยแล้วนอนต่อ ดำมองอย่างเกรงใจ แต่ความเสน่หาในตัวเขามีมากกว่า เธอนั่งมองเขาอยู่สักครู่อย่างหลงใหล ก่อนจะเขย่าตัวเบาๆ
       “พี่พันหลับแล้วเหรอ ตื่นขึ้นมาคุยกันก่อนซี่”
       สมพันธุ์ทำท่างัวเงีย แล้วพลิกตัวหันไป
       “โธ่...พี่พัน ทำไมถึงขี้เซาอย่างนี้นะ”
       ดำก้มลงจูบตามหน้าผาก คิ้ว จมูก แก้ม ปาก คาง ของเขาอย่างแสนรัก แล้วกอดไว้อย่างมี ความสุข สมพันธุ์แอบลืมตาดู แล้วทำเป็นหลับต่อ
      
       จ้อยทำแผลให้โจ้อยู่ในบ้าน
       “เมื่อกี้ก็เห็นแกกลับไปดีๆ ทำไมถึงเจ็บขนาดนี้”
       “ตอนขากลับเจอพวกเด็กแว้น มันขับรถปาดไปปาดมา โจ้ด่ามันไป มันเลยเข้ามารุม”
       “ทีหลังระวังหน่อยก็แล้วกัน พวกนี้มันร้าย แล้วเป็นไง จีบสาวติดหรือยัง”
       โจ้หลบตา
       “ก็เกือบติดแล้วละ แต่คงไม่เอายัยนี่แล้ว”
       “อ้าว...ทำไม เห็นแม่ก็เชียร์อยู่นี่ เป็นถึงลูกสาวตระกูลดำรงธุรการไม่ใช่เหรอ”
       “เขาไม่ใช่ลูกแท้ๆ”
       จ้อยหน้าตื่น
       “เฮ้ย...จริงอ่ะ แกรู้ได้ไง”
       “รู้จากแม่นี่แหละ เรื่องนี้เขารู้กันในเครือญาติ แต่ไม่ค่อยพูดหรอก เพราะบ้านนั้น เขารักเด็กคนนี้มาก แต่โจ้เริ่มสงสัยอีกอย่าง ว่าเขาอาจจะเป็นพี่น้องกับนังดำด้วย”
       “หา”
       จ้อยตกใจ เอาสำลีกดแผลโจ้แรงกว่าเดิม
       “นังดำปิ๊ดปี๋ นักร้องในผับฉันเนี่ยนะ”
       “โอ๊ย...พี่จ้อยเบาหน่อยดิ”
       “เออ โทษที...มันตกใจนี่หว่า เป็นไปได้ไง หน้าตาคนละเรื่องเลย”
       “พี่น้องคนละพ่อกันไง”
       “ฉันอยู่อเมริกามาเป็นสิบปี เจอพวกนิโกรยังแหยงเลย แปลกนะแม่นังดำนี่มันไม่เกี่ยงสักนิด”
       “แม่มันเป็นผู้หญิงขายตัวนี่พี่จ้อย ชาติไหนให้เงินมันก็อ้ารับหมด”
       “งั้นยัยคุณหนูเดือน ก็เป็นแค่ลูกผู้หญิงขายตัวมาจากสลัมเหมือนกับนังดำน่ะสิ”
       “ใช่”
       “แล้วแกรู้ได้ยังไง ว่าสองคนเป็นพี่น้องกัน”
       “เมื่อคืนสองคนนี้เจอกัน พอดีโจ้แอบฟังอยู่ เลยได้ยินนังดำมันพยายามคาดคั้นเดือนให้ยอมรับมันเป็นน้อง”
       จ้อยมองโจ้อย่างไม่อยากเชื่อ
       “ถ้าเราสืบจากนังดำ ต้องได้เรื่องเด็ดๆแน่”
      
       โจ้พยักหน้าเห็นด้วย
ตอนที่ 18
      
       สาย วันรุ่งขึ้น...ไวภพเดินตรวจโรงสี เสียงดนัยธรยังก้องอยู่ในหู
      
       “ฉันคิดผิดที่เอาแกมาเป็นลูก เลี้ยงยังไงก็ไม่พ้นสำส่อน เลือดชั่วแกมันแรงจริงๆ”
       ไวภพนิ่วหน้าอย่างสงสัยอะไรบางอย่าง นึกถึงคำพูดของโจ้
       “แกไม่รู้อะไรเหรอวะ ว่าพ่อแม่ของเดือนไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ เขารับเด็กจากสลัมมาเลี้ยง”
       ไวภพมัวแต่คิดจนเดินชนกับสมภพ
       “ป๋า...”
       “ระวังหน่อยสิไว ยังเมาค้างอยู่หรือไง”
       “เปล่าครับ”
       สมภพมองไม่อยากเชื่อ
       “เอ้า...เปล่าก็เปล่า งั้นมาดูออร์เดอร์นี่ ลูกค้าสั่งข้าวหอมมะลิห้าร้อยตันส่งไปเซี่ยงไฮ้ แกช่วยไปจัดการเช็คสต็อกให้หน่อย...”
       สมภพยื่นเอกสารให้ ไวภพดูเครียดๆ ยังคิดไม่ตก
       เดือนลงจากชั้นบน ชะงักเมื่อเห็นดนัยธรนั่งอยู่ ดนัยธรเห็นเดือนก็ชะงัก สีหน้าโกรธ เดือนรีบเดินเลี่ยงไป เขมวรรณเจอก็เข้ามาถาม
       “เดือนไปไหนจ๊ะลูก”
       “พาลิลลี่ไปเดินเล่นค่ะ”
       ดนัยธรสวนทันที
       “พาลิลลี่ไปเดินเล่นหรือแอบไปเจอใครอีก”
       เดือนไม่ตอบ เขมวรรณอึดอัด รีบเปลี่ยนบรรยากาศ
       “รีบกลับมาทานข้าวด้วยกันนะจ๊ะ”
       “ค่ะ”
       เดือนรีบออกไป ดนัยธรยังมองตามเคืองๆ
       “ดูสิ ลูกคุณไม่ตอบคำถามของผมเลย”
       “ก็คุณเหน็บแกนี่คะ”
       “ทำไมคุณต้องปกป้องลูกทุกครั้งที่เขาทำผิด จะให้ท้ายลูกไปถึงไหน”
       “ฉันก็พูดไปตามที่เห็นน่ะค่ะ แล้วฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเดี๋ยวนี้เราต้องทะเลาะ​กันเรื่องยัยเดือนอยู่เรื่อย เราคุยกันด้วยเหตุผลไม่ดีกว่าเหรอคะ”
       “เหตุผลของผมกับคุณมันคนละมุมกัน เราคงคุยกันไม่รู้เรื่องหรอก”
       ดนัยธรเดินหนีไปอย่างหัวเสีย
      
       เดือนจูงลิลลี่ออกมาเดินเล่นในสวนสาธารณะหมู่บ้าน หน้าตาของเธอเหม่อลอย แต่แล้วก็มองไปอย่างแปลกใจกึ่งดีใจเมื่อเห็น ไวภพเดินเข้ามาหา
       “รู้ได้ยังไงคะว่าเดือนอยู่นี่”
       “ผมเป็นห่วงเดือน เลยมาที่นี่ คิดว่าเดือนคงพาลิลลี่ออกมาเดินเหมือนทุกวัน” ไวภพก้มลงลูบหัวลิลลี่ “เป็นไงบ้างลิลลี่ ช่วยปลอบใจคุณเดือนบ้างหรือเปล่า”
       “คุณพ่อยังโกรธอยู่ค่ะ เดือนไม่รู้จะทำยังไงดี”
       ไวภพเงยหน้าขึ้น เป็นห่วงมาก
       “ให้ผมกลับไปอธิบายให้คุณพ่อฟังไหมครับ”
       “อย่าเลยค่ะ เรื่องจะยิ่งไปกันใหญ่”
       “เมื่อก่อนผมไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องของเราจะกลายเป็นเรื่องยาก ถึงขนาดเรียกว่ามีอุปสรรค เราโตพอที่ควรจะมีอิสระเป็นตัวของตัวเองได้แล้ว”
       เดือนชะงัก
       “ไวคะ”
       “ครับ...”
       เดือนจับมือเขาไว้
       “ขอบคุณนะคะที่ช่วยเดือนไว้”
       “ที่ผ่านมาผมก็คิดถึงเดือนตลอดเวลา มันเจ็บปวดที่ลืมเดือนไม่ได้”
       “เดือนก็ลืมไวไม่ได้เลยค่ะ ต่อไปนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เดือนก็จะไม่ทิ้งไวไปไหนเราจะฝ่าอุปสรรคนี้ไปด้วยกันนะคะ”
       ไวภพกอดเดือนไว้แน่นอย่างให้ความมั่นใจ
      
       ดำลืมตาตื่นขึ้นมา ไม่เห็นสมพันธุ์แล้ว จึงมองหาไปรอบ ๆ
       “พี่พัน...พี่พัน...”
       ดำไปดูที่ห้องน้ำ เห็นแต่ร่องรอยการอาบน้ำของเขา เธอรีบหยิบมือถือขึ้นโทรออก
       “พี่พันอยู่ไหนเหรอจ๊ะ ออกไปกินข้าวหรือเปล่า...อะไรนะ ออกไปหางานอีกแล้วเหรอ ทำไมไม่ปลุกฉันล่ะ”
       สมพันธุ์นั่งอยู่ในร้านกาแฟ
       “พี่ต้องรีบออกมาแต่เช้าน่ะ เพราะเขานัดสัมภาษณ์เช้าเลย...วันนี้คงออกมาทั้งวัน ว่าจะไปเขียนใบสมัครทิ้งไว้หลายๆที่”
       “เมื่อไรเราจะได้อยู่ด้วยกันเต็มๆ วันนะพี่พัน ฉันกะว่าวันนี้จะชวนพี่ไปเดินเล่นในห้าง แล้วก็ดูหนังสักเรื่อง”
       “ไว้วันหลังก็แล้วกัน เรายังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกนาน” สมพันธุ์มองไปหน้าประตูร้าน “แค่นี้ก่อนนะ เขาเรียกพี่เข้าไปแล้ว”
       สมพันธุ์วางสายอย่างโล่งใจ ก่อนจะเงยหน้ามองคนตรงหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม นิว สาวสวยเซ็กซี่นั่งลงข้างๆเขา
       “รอนานไหมคะ”
       “ไม่นานครับ พี่เพิ่งมา จะดื่มอะไรเดี๋ยวพี่ไปสั่งให้”สมพันธุ์ยิ้มอย่างเอาใจ
      
       ดำวางสายลงอย่างเบื่อหน่าย ดึงทึ้งของข้างตัวอย่างรู้สึกหงุดหงิดไปหมด
       “โธ่เว้ย”
       เสียงกริ่งดังขึ้น ดำไปเปิดประตู
       “พี่หวาน มีอะไรเหรอ”
       ใจหวานหน้าซีดเซียวอ่อนเพลีย
       “พี่ไม่ค่อยสบาย ดำช่วยพาพี่ไปหาหมอจอร์จหน่อย”
       ดำรีบเข้าไปประคองใจหวานไว้
       “พี่หวานเป็นอะไร”
       “ไม่รู้เหมือนกัน เมื่อเช้านี้ตื่นมาคลื่นไส้แล้วก็เวียนหัวมาก”
       ใจหวานเซไป ดำเข้าไปประคองไว้
       “พี่หวาน...”
      
       จอร์จใช้เครื่องฟังแตะที่หัวใจและท้องของใจหวานแล้ว ได้แต่ถอนใจ
       “พี่หวานเป็นอะไรคะครู” ดำถามอย่างร้อนใจ
       “เดี๋ยวขอดูผลตรวจปัสสาวะก่อน”
       ดำกับใจหวานมองหน้ากันงงๆ
       “ทำไมต้องตรวจปัสสาวะด้วยคะ พี่หวานเป็นอะไรมากหรือเปล่า”
       จอร์จหนักใจ
       “ไม่ใช่อาการป่วยหรอก”
       ใจหวานอึ้งๆกังวลใจ
       “หมอคงไม่ได้หมายความว่า...”
       “ลองตรวจดูก่อน อาจจะไม่ใช่ก็ได้”
       ใจหวานยิ่งหน้าเสียอย่างรับไม่ได้
       “ไม่นะ...ไม่...ไม่มีทาง หวานไม่มีทางท้องหรอกหมอ”
       ใจหวานเดินออกมา ทุบท้องตัวเองอย่างเจ็บใจ
       “ฉันไม่อยากได้เด็กคนนี้ ทำไมมันต้องมาอยู่ในท้องฉันด้วย ทำไมๆๆ”
       จอร์จเข้ามาจับตัวใจหวานห้ามไม่ให้ทำ
       “อย่าทำร้ายเขาเลยหวาน ถึงยังไงเขาก็เป็นลูกของเธอนะ”
       “มันเป็นลูกที่หวานไม่ตั้งใจให้เกิด หวานพลาดเอง”
       “แต่เขาเกิดมาแล้ว เกิดมาเพื่อให้หวานเป็นแม่”
       “แต่หวานไม่อยากเป็น หวานไม่อยากเป็นแม่ของมัน”
       ใจหวานทุบท้องอีก จอร์จดึงมือไว้ ใจหวานทรุดตัวลงร้องไห้
       “เด็กในท้องบริสุทธิ์นะหวาน อย่าทำร้ายเด็กเลยผมขอร้อง”
       ดำเดินตามออกมา
       “พี่หวานไม่อยากให้เกิดก็ไม่ต้องไปห้ามหรอกค่ะครู ถ้าแม่มันไม่ตั้งใจ เกิดมาก็ต้องเป็นอย่างหนูนี่แหละ”
       “ดำ...”
       “ไม่จริงเหรอคะครู ไม่มีใครตั้งใจให้หนูเกิดมา หนูถึงได้ถูกทอดทิ้งมาตลอดชีวิต หนูไม่อยากให้ลูกของพี่หวานต้องมีชีวิตอย่างหนู”
       “ไม่มีใครเลือกเกิดได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ ดำก็เลือกที่จะต่อสู้จนมีวันนี้”
       “กว่าจะมีวันนี้หนูก็ลำบากเลือดตาแทบกระเด็น”
       “ถึงจะเคยลำบากแต่เราก็ไม่ควรไปตัดสินชีวิตคนอื่น ฉันเชื่อว่าหวานจะดูแลลูกได้ดี จะไม่ทอดทิ้งลูกเหมือนที่ดำเคยถูกทิ้ง”
       ใจหวานหน้าเครียด
       “ตอนนี้ชีวิตตัวเองหวานยังรับผิดชอบไม่ได้ แล้วจะรับผิดชอบอีกชีวิตได้ยังไง”
       “ผมเชื่อว่าหวานทำได้อยู่แล้ว”
       “หวานทำไม่ได้หรอก หวานรับผิดชอบคนเดียวไม่ไหว ไอ้เสี่ยชั่วมันต้องช่วยหวานรับผิดชอบ”
       ใจหวานวิ่งหนีออกไป จอร์จตกใจ
       “ใจหวาน จะไปไหน”
       “พี่หวาน...
      
       จอร์จกับดำรีบตามไป


  


       ใจหวานวิ่งออกมา เรียกแท็กซี่มาจอด จอร์จกับดำตามมา ร้องเรียกใจหวาน
      
       “ใจหวาน”
       “พี่หวาน พี่หวาน...”
       ใจหวานขึ้นรถไปแล้ว จอร์จหน้าเครียด
       “ใจหวานต้องไปหาไอ้เสี่ยนั่นแน่ๆ”
      
       ใจหวานเปิดประตูเข้ามา เห็นพรพัฒน์กำลังคลอเคลียอยู่กับอิ๊บ พอทั้งสองเห็นใจหวานก็แปลกใจ พรพัฒน์ยิ้มเยาะ
       “ยอมกลับมาเก็บของแล้วเหรอนังหวาน”
       “ไม่ได้มาเก็บของ แต่มีเรื่องจะเคลียร์กับเสี่ย”
       “ถ้าจะมาขอเงินก็ไม่มีให้หรอกนะ แก่ๆ อย่างมึงกูเบื่อแล้ว”
       “กูก็เบื่อไอ้แก่ซาดิสม์อย่างมึงเหมือนกัน” ใจหวานหันไปหาอิ๊บ “ไอ้แก่นี่มันซาดิสม์ แกระวัง
       ให้ดี”
       อิ๊บมองพรพัฒน์อย่างตกใจ
       “ปากหมานะอีหวาน” พรพัฒน์เข้าไปบีบปากใจหวาน
       “ปากหมาแต่ใจไม่หมาอย่างมึงหรอก กูแค่มาบอกว่ากูกำลังท้อง”
       พรพัฒน์ทำท่าไม่สนใจ
       “แล้วมาบอกทำไม”
       “กูไม่ได้มาเรียกร้องอะไร แต่จะบอกว่ากูกำลังท้องลูกของมึงได้สองเดือนแล้ว”
       “แน่ใจเหรอว่าเป็นลูกของกู”
       “จะให้กูไปบอกเมียมึงไหมล่ะ”
       “มึงกล้าเหรอ”
       พรพัฒน์ตบใจหวานล้มลง แล้วจะเข้าไปถีบซ้ำ จอร์จที่ตามมา เข้ามาช่วยกันไว้
       “หยุดนะ”
       “ไอ้ฝรั่ง มึงเสี้ยมอีนี่ให้มาไถเงินจากกูใช่ไหม”
       “หมอจอร์จไม่เกี่ยว กูมาเอง”
       จอร์จบอกกับพรพัฒน์
       “คุณทำใจหวานท้องก็หัดมีความรับผิดชอบหน่อยสิ”
       “ก็ไปเอาออกสิวะ”
       “ชิท พูดชั่วๆ แบบนี้จะไม่รับผิดชอบใช่ไหม”
       “มึงเป็นหมอก็เอาออกให้มันซี่ จะได้รับช่วงนังนี่ต่อแบบสบายใจ”
       “แกนี่มัน...ระยำจริงๆ”
       พรพัฒน์เข้าไปชก แต่จอร์จหลบแล้วผลัก พรพัฒน์เลยวืดล้มลง อิ๊บตกใจรีบเข้าไปประคอง
       “ว้าย...เสี่ย”
       พรพัฒน์ชี้หน้าด่าจอร์จ
       “มึง...ไอ้ฝรั่ง มึงไม่ตายดีแน่”
       ดำสวนทันที
       “มึงนั่นแหละอาจจะไม่ได้แก่ตาย แต่ได้ตายคาอก ไอ้แก่หื่นกาม”
       พรพัฒน์โกรธ
       “ปากเก่งนักนะอีดำ”
       จอร์จกับดำช่วยกันประคองใจหวานออกไป
      
       ใจหวานร้องไห้ จอร์จกับดำคอยปลอบ
       “หมอช่วยเอาเด็กคนนี้ออกที หวานไม่อยากเอามันไว้แล้ว”
       จอร์จยืนยันเสียงแข็ง
       “ไม่มีทาง ผมไม่มีวันทำเด็ดขาด”
       ดำแย้ง
       “จะให้เขาเกิดมายังไง เกิดมาแล้วไม่มีใครสนใจงั้นเหรอครู”
       จอร์จน้ำเสียงจริงจัง
       “หวานต้องเลี้ยงเขาให้ได้”
       “ไม่นะ หวานไม่ได้ตั้งใจให้มันมาเกิด หวานไม่อยากเลี้ยงเด็กคนนี้ เห็นหน้ามันก็เหมือนเห็นหน้าไอ้เสี่ยนั่น”
       จอร์จจับมือใจหวานไว้อย่างให้กำลังใจ
       “ถึงไม่ตั้งใจแต่เขาก็เกิดมาแล้ว เด็กในท้องเขาบริสุทธิ์ ไม่ใช่ความผิดของเขาเลยนะหวาน เขามีเลือดของหวานอยู่ในตัวครึ่งนึง เขามีสิทธิ์ที่จะเกิดมาเป็นคนเหมือนคนอื่นๆ”
       ดำขัดขึ้น
       “ถ้าเป็นหนู เกิดมาแล้วไม่มีใครต้องการแบบนี้หนูไม่เกิดมาเลยดีกว่า”
       จอร์จมองหน้าดำ
       “รู้ได้ยังไงว่าไม่มีใครต้องการ”
       ดำอึ้งไปกับความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขา
       “ทุกคนมีดีในตัวเอง เราต้องใช้ข้อดีอันนั้นสร้างคุณค่าให้ชีวิต แล้วชีวิตเราก็จะมีค่าขึ้นมาด้วย”
       ดำอ่อนลง
       “แต่ชีวิตที่ผ่านมาของหนูมันไม่มีค่านี่คะ”
       “มีสิ มันทำให้เธอแกร่งขึ้น ตอนนี้เธอก็พิสูจน์ให้ใครๆ เห็นแล้ว ว่าเสียงร้องเพลงของเธอมีค่า ทำให้เธอเอาชนะโชคชะตา ชนะอุปสรรคทั้งหลายได้”
       จอร์จหันไปหาใจหวาน
       “อย่างลูกในท้องใจหวานก็เหมือนกัน เขาเป็นสิ่งมีค่าที่พระเจ้าประทานให้อย่าคิดทำลายเขาด้วยน้ำมือตัวเอง”
       ใจหวานแย้ง
       “แต่ฉันยังเอาตัวเองไม่รอดเลย แล้วจะเลี้ยงเด็กคนนี้ให้ดีได้ยังไง”
       “ผมจะช่วยหวานดูแลเขาเอง”
       ใจหวานกับดำอึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง
       “ถ้าหวานไม่อยากได้เด็กคนนี้ ผมจะรับเลี้ยงเขาเอง อย่าทำลายชีวิตของเขาเลยหวาน ผมขอร้อง”
       ใจหวานเริ่มอ่อนลง ดำมองจอร์จอย่างรู้สึกซาบซึ้ง
      
       จอร์จกับดำประคองใจหวานออกมาในสวนของหมู่บ้าน ใจหวานทำท่าเหมือนจะเป็นลม
       “หวานเป็นอะไร”
       “รู้สึกหน้ามืดค่ะ”
       ดำรีบบอก
       “งั้นนั่งพักก่อน เข้าไปนั่งข้างในร่มๆ หน่อยดีกว่า”
       ทั้งสองประคองใจหวานไปนั่ง จอร์จหยิบยาดมให้ดม ดำเอามือพัดๆ ให้แต่แล้วสายตาของดำไปสะดุดกับอะไรบางอย่าง เธอเขม้นมองเห็นเดือนกับไวภพเดินจูงมือกันอยู่ไกลๆ ดำหันไปบอกกับจอร์จและใจหวาน
       “รออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวหนูมานะคะ”
       จอร์จสงสัย
       “อ้าว...ดำจะไปไหน”
       “จะไปซื้อน้ำมาให้ค่ะ”
       ดำรีบวิ่งตรงไปที่เดือนกับไวภพทันที ใจหวานกับจอร์จได้แต่มองหน้ากันงงๆ
      
       ไวภพเดินมาส่งเดือนเกือบถึงหน้าบ้าน
       “ส่งแค่นี้ก็พอค่ะ เดี๋ยวคุณพ่อเห็น”
       “มีอะไรโทรหาผมทันทีเลยนะ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       ดำหลบอยู่หลังต้นไม้ มองเดือนอย่างแค้นใจ
       “อีนังหลายใจ”
       ไวภพแยกออกจากเดือน ดำทำท่าจะเข้าไปหาแต่แล้วก็ชะงักเปลี่ยนใจ มองไปทางไวภพ
      
       ไวภพขับรถออกจากที่จอด ทันทีที่เลี้ยวออกมาเขาเห็นใครบางคนที่วิ่งตัดหน้า
       “เฮ้ย...”
       ไวภพเบรกดังเอี๊ยด ตกใจ ลังเลอยู่สักพักว่าจะทำอย่างไรดี ในที่สุดก็ลงไปดู ดำล้มลงกับพื้น ทำท่าจะลุกขึ้นมา ไวภพรีบเข้ามาประคอง
       “ขอโทษครับ คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “ไม่เป็นไรค่ะ โชคดีที่คุณเบรกทัน”
       ดำปัดฝุ่นตามตัว ไวภพมองหน้าดำ แล้วเขาก็จำได้ทันที
       “คุณร้องเพลงในผับนี่”
       “เหรอคะ อ๋อ...ฉันก็จำคุณได้แล้ว พักนี้คุณมาบ่อยๆ เห็นนังออย...เอ๊ย...ออย ชอบเข้าไปนั่งคุยกับคุณ”
       “ผมชอบไปฟังเพลงที่นั่น ทุกคนร้องเหมือนมืออาชีพมาก โดยเฉพาะคุณ”
       “ขอบคุณค่ะ ฉันชื่อดำค่ะ คุณอยู่หมู่บ้านนี้เหรอคะ”
       “เปล่าหรอกครับ ผมมาหาเพื่อน” ไวภพเห็นแผลที่ข้อศอกของดำ “คุณเลือดออกนี่ครับ ผมพาไปหาหมอดีกว่า”
       “ไม่เป็นไร นิดเดียวเอง”
       ไวภพล้วงกระเป๋า หยิบเงินให้ดำพร้อมกับนามบัตร
       “นี่ค่าทำแผลนะครับ ถ้าเป็นอะไรมากกว่านี้โทรหาผมได้เลย ผมจะช่วยค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด”
       “ขอบคุณค่ะ”
      
       ดำรับเงินมา ไวภพขึ้นรถ ดำมองตามพลางยิ้มกระหยิ่ม

      ดำกลับมาพร้อมน้ำใส่แก้วพลาสติกสองแก้ว หน้าตาร่าเริงมาก ใจหวานถามอย่างสงสัย
      
       “ไปซื้อน้ำถึงไหนน่ะดำ นึกว่าหลงซะแล้ว”
       “ไม่หลงหรอก พอดีน้ำแข็งที่ร้านหมด ต้องรอเขามาส่ง”
       จอร์จแปลกใจ
       “แล้วของดำล่ะ”
       “หนูทานแล้ว ไม่ต้องห่วงหรอก...แล้ววันนี้พี่หวานจะไปร้องเพลงไหวเหรอ”
       “ไปสิ วันนี้ยังไงก็จะไปร้องให้ได้”
       “ถ้าไม่สบายพักก่อนดีกว่าหวาน”
       “หวานไม่อยากพัก จะไปร้องเพลงจนกว่าจะร้องไม่ไหว ถึงท้องโตหวานก็จะอุ้มท้องไป ถ้ามันคิดจะมาเป็นลูกหวานมันต้องอดทน”
       จอร์จมองใจหวานด้วยความไม่สบายใจ ดำแอบมองเป็นห่วง
      
       ค่ำนั้น ดำอยู่ในห้องแต่งตัวนักร้อง ตุ้มมองดำหัวจรดเท้า
       “หล่อนน่ะเหรอชื่อดำ”
       “หนูชื่อชมพูต่างหาก”
       ซูซี่กับใจหวานหลุดหัวเราะขำออกมา ตุ้มดุ
       “ขำตรงไหนยะ...อย่ามาเล่นลิ้นกับฉันนะดำ คุณจ้อยให้ฉันมาดูแลพวกหล่อน โดยเฉพาะดำ ได้ข่าวว่าเรื่องมากนักนี่”
       “เรื่องมากอะไรคะ หนูหัวอ่อนจะตาย”
       “เดี๋ยวได้รู้กันแน่ คุณจ้อยให้ฉันเป็นคนพาแกไปร้องเพลงที่งานสมาคมคืนวันอาทิตย์นี้”
       ออยกับพวกมองหน้าดำอย่างงุนงง ดำดีใจ
       “ให้หนูไปร้องเพลง สมาคมไหนเหรอคะเจ๊ตุ้ม”
       “สมาคมศิษย์เก่ามหาลัยที่คุณโจ้เรียนอยู่”
       ดำกับซูซี่และใจหวานจับมือกันอย่างดีใจ ออยเข้ามาถาม
       “แล้วออยละคะ”
       “คุณจ้อยไม่ได้พูดถึง”
       ออยหน้าเจื่อนไป เหยียดปากมองดำอย่างหมั่นไส้มาก
      
       ออยร้องเพลงโชว์ความเซ็กซี่ พลางชะเง้อมองหาไวภพ เธอลงไปเล่นกับคนดู ลูกค้าชายหลายคนจับก้น ออยหลบอย่างมีจริต มองหาไวภพไม่เจอ ก็เริ่มหงุดหงิด
      
       หลังจกที่ผับเลิก พนักงานกำลังเก็บโต๊ะเก้าอี้ในร้าน ออยเดินออกมาบ่นกับแนทและแอ๋มเซ็งๆ
       “วันนี้คุณไวภพไม่มาเลย”
       แนทออกความเห็น
       “คงติดธุระมั้ง ใครจะมาได้ทุกวันวะ”
       “แต่เขาบอกฉันว่าจะมานี่”
       ทันใดนั้นเสียงดำ​ดังขึ้น
       “เขาไม่มาหาแกหรอกนังออย”
       ออยกับแนทและแอ๋มหันขวับไปมอง ดำเดินตามหลังมาพูดกวนๆ
       “แต่ฉันรู้ว่าเขาอยู่ไหน”
       ออยเชิดใส่
       “ไม่ได้คุยกับแก อย่าเสือก”
       “ฉันก็แค่มาบอกเอาบุญ ว่าฉันได้นามบัตรเขามาแล้ว”
       “ฉันไม่เชื่อแกหรอกอีดำ”
       ดำชูนามบัตรให้ดู ออยเขม้นมองแล้วถึงกับตาโต
       “นี่ไง ไวภพ พิภพสุรกานต์ รองผู้จัดการโรงสีใหญ่ ไฮโซมั่กๆ”
       ออยจะคว้านามบัตรมา แต่ดำชักมือกลับแล้วเหน็บไว้ในซอกอกเสียก่อน ออยเบ้หน้า
       “ใครจะสนใจอีดำลูกนิโกรอย่างแก แกแอบเก็บที่เขาทำหล่นมาแน่ๆ”
       “จะเก็บได้หรือเขาให้ แต่ก็รู้ที่อยู่กับเบอร์โทรเขา ไม่ได้แค่ฝันลมๆแล้งๆอย่างแก อีหมาหัวเน่า”
       ออยแค้นใจ จะแย่งนามบัตรมา แต่ดำไม่ยอม ผลักออยเซไป แอ๋มเข้ามาตบดำหลบ แล้วเอาขวดซอสขว้างไปโดนแนท ออยเข้ามาตบ ดำถีบออยกลับ ออยล้ม ดำเอาซอสละเลงหน้า ออยกรีดร้องดังลั่น
       “ว้าย...ช่วยด้วย”
       แนทกับแอ๋มเข้าไปช่วยกันจับตัวดำ ซูซี่เข้ามาจิกหัวแนทไปตบ ใจหวานวิ่งเข้ามาช่วยด้วย ถอดรองเท้าตีแอ๋มให้ปล่อยดำ แอ๋มผลักใจหวานเกือบล้ม ดำตกใจรีบเข้าไปประคองไว้ ออยกระชากดำไปตบ ดำตบออยกลับ
       “ว้าย...อะไรกัน นี่มันอะไรกันยะ” ตุ้มออกมาดู อย่างตกใจ
       ดำกับออยตบกันนัวเนีย ออยหนีเพราะสู้ดำไม่ได้
       “หยุดนะ...”
       ดำขว้างขวดพริกไปทางออย แต่โดนปากของตุ้มพอดี ทั้งขวดพริกทั้งพริกกระจายอยู่ในปาก ดำตกใจ ทุกคนมองตุ้มอย่างตะลึงงัน
      
       ทั้งหมดอยู่ในห้องผู้จัดการ...ตุ้มดื่มน้ำอักๆ พลางโอดครวญผ่านปากที่บวมเจ่อ
       “โอ๊ย...มันอะไรกันนักกันหนา นี่มันผับหรือสนามมวยกันแน่ยะ คอยดูนะฉันจะฟ้องคุณจ้อย...อูย...ซี้ด...”
       พูดไปตุ้มก็กุมปากที่บวมเจ่อด้วยความเจ็บและเผ็ด พูดไปซี้ดไป ซูซี่กับดำเกือบหัวเราะ ตุ้มมองมาจึงรีบหุบยิ้ม
       “หัวเราะอะไร แกนังดำนังซูซี่ตัวก่อเหตุ”
       ดำเถียง
       “หนูกับซูซี่ไม่ได้ก่อ พวกนังออยนั่นแหละหาเรื่อง”
       ตุ้มตวาด
       “ยังจะเถียงอีก”
       ซูซี่แย้ง
       “ดำพูดความจริงค่ะเจ๊ หนูมาถึงก็เห็นดำถูกตบอยู่แล้ว เลยเข้าไปช่วย”
       “ช่วยให้วุ่นวายขึ้นสิไม่ว่า”
       ออยได้ทีรีบยุ
       “เจ๊ไล่พวกมันออกเลย”
       ตุ้มโกรธมาก
       “ฉันอยากจะไล่ทุกคนออกให้หมด”
       ทุกคนหน้าเจื่อนไป
       “ต่อไปนี้ฉันจะทำทัณฑ์บน ถ้าพวกหล่อนมีเรื่องกันในผับอีก ไม่ว่าใครจะหาเรื่องก่อน ฉันจะไล่ออกทั้งคู่ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง” ตุ้มมองกราดทุกคน “เพราะฉะนั้น ใครโดนหาเรื่องก็ต้องอดทน แล้วมาฟ้องฉัน ฉันจะจัดการให้ แต่ถ้าจัดการกันเอง ฉันจะไม่ไว้หน้าอีกแล้ว”
       พูดจบตุ้มก็ซี้ดปากจับปากตัวเองอีก ทุกคนหน้าเจื่อนด้วยความหวาดเสียว
      
       ดำกับใจหวานเดินมาหน้าผับด้วยกัน สีหน้าเซ็งๆ
       “แกอดทนหน่อยสิดำ ถ้าถูกไล่ออกแล้วไปหางานใหม่ไม่ได้ง่ายๆหรอกนะ”
       “พี่หวานคิดเหรอว่ามันจะไม่เกิดเรื่องอีก นังออยมันคอยหาเรื่องหนูตลอด”
       “แกก็อย่าไปยั่วมันสิดำ”
       “หนูเกลียดมันนี่ มันชอบแกล้งหนู แล้วยังทิ้งพี่พัน”
       “ถ้ามันไม่ทิ้งพี่พันของแก แล้วแกจะได้เขามาเหรอ”
       ดำนิ่งไปครู่หนึ่งอย่างคิดได้
       “หนูก็จะพยายามทนนะ แต่ไม่รู้จะทนได้ถึงเมื่อไร”
       “เออ...ก็ยังดีวะ หัดทนอะไรบ้างดำ แกเจออะไรมาเยอะแล้ว เรื่องแค่นี้ทำไมจะทนไม่ได้”
      
       ดำยังไม่ยอมง่ายๆ ใจหวานมองดำอย่างกังวล


  


       ดำเปิดประตูมาอย่างดีใจเมื่อเห็นสมพันธุ์อยู่บ้าน
      
       “พี่พันจ๋า”
       สมพันธุ์นั่งเอกเขนกดูทีวี ดำโผเข้ามากอด
       “คิดถึงพี่พันจังเลย พี่พันล่ะคิดถึงฉันไหม”
       “จ้ะ” สมพันธุ์ดันตัวดำออกเบาๆ “ดำไปอาบน้ำก่อนเถอะ แล้วค่อยมาคุยกัน”
       “ไม่เอา เดี๋ยวออกมาพี่พันก็หลับอีก ฉันอยากนั่งคุยอย่างนี้ก่อน พี่พันกลับมานานหรือยัง”
       “ก็สักพักแล้ว พี่ได้งานแล้วนะดำ”
       “จริงเหรอ ได้ที่ไหน”
       “โรงงานแถวมหาชัยโน่น”
       ดำหน้าเสีย
       “ไกลจัง พี่พันหางานใหม่แถวๆ นี้เถอะ เราจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันนานๆ”
       “ไม่แล้ว งานไม่ได้หาง่ายๆ พี่จะลองทำไปก่อน แต่ช่วงแรกคงต้อง...เอ่อ...รบกวนค่ารถค่ากิน...”
       สมพันธุ์มองดำอย่างไม่ค่อยกล้าพูด ดำเข้าใจ หยิบกระเป๋าส่งเงิน 5000 ให้สมพันธุ์
       “งั้นพี่เอาเงินนี่ไปใช้ก่อนเลย”
       “เยอะไปแล้วดำ” เขาคืนให้ 2000 “พี่เอาเท่านี้พอ”
       “เอาไปเถอะ วันนี้ฉันได้ติ๊บมาเยอะ”
       สมพันธุ์​รับมา
       “ขอบใจจ้ะ”
       ดำซบกับอกของสมพันธุ์
       “ถ้าเรามีลูกด้วยกัน ลูกเราจะเป็นยังไงนะ”
       สมพันธุ์พูดออกมาโดยทันที
       “ไม่มีทาง”
       “หืม...”
       ดำมองหน้าสมพันธุ์
       “เอ่อ...พี่หมายถึง...พี่ยังไม่พร้อมจะรับผิดชอบใคร ให้พี่ทำงานสักพักมีเงินเก็บก่อนดีกว่า”
       “ฉันไม่ได้เร่งพี่พันหรอกจ้ะ แค่พูดขำๆ ไปงั้นเอง ที่จริงอยู่ด้วยกันสองคนแบบนี้ก็ดีอยู่แล้ว ไว้เราช่วยกันเก็บเงินซื้อบ้านซื้อรถแล้วค่อยมีลูกกันก็ได้”
       ดำซบกับอกของสมพันธุ์ นัยน์ตาฝันอย่างมีความสุข แต่สมพันธุ์กลับหน้าเครียด
      
       วันใหม่...ดำออกมาเดินเลือกซื้อเสื้อผ้ากับสมพันธุ์ ในห้างสรรพสินค้า สมพันธุ์ดูเสื้อผ้าที่ราวลดราคาแต่ดำเลือกอีกราวที่ไม่ได้ลด หยิบเสื้อเชิ้ตหรูขึ้นมาตัวหนึ่ง
       “ตัวนี้ดีกว่าพี่พัน ดูเนี้ยบกว่า”
       สมพันธุ์ดูราคา
       แต่มันแพงนะ
       “ฉันซื้อให้พี่ เป็นของขวัญที่ได้งานทำ”
       “จะดีเหรอ”
       “ดีสิ เดี๋ยวไปเลือกกางเกงอีกสัก 2-3 ตัวด้วย กางเกงพี่พันมีแต่เก่าๆ ดำกวักมือเรียกคนขาย”
       “น้องๆ เอาตัวนี้”
       พนักงานเข้ามารับเสื้อไป แล้วดูราคา
       “2,400 ค่ะ”
       ดำควักเงินให้พนักงานทันที สมพันธุ์มองอย่างไม่สบายใจนัก
      
       ดำควงสมพันธุ์เดินดูดิสเพลย์หน้าร้านต่างๆ สมพันธุ์หิ้วถุงช้อปปิ้งหลายใบซึ่งเป็นของที่ดำซื้อให้ แต่มีท่าทางอึดอัดเพราะสายตาคนมอง
       “มีความสุขจังเลย ฉันอยากเดินเที่ยวกับพี่พันอย่างนี้มานานแล้ว”
       “ออกมาบ่อยมันก็เปลืองเงินเปล่าๆ”
       “ไม่เป็นไร ตอนนี้ฉันมีเงิน ถือว่ามาฉลองงานใหม่ของพี่ก็แล้วกัน”
       ทั้งสองเดินผ่านร้านอาหารหรู
       “อุ๊ย...ฉันหิวแล้ว เราเข้าไปกินอะไรร้านนั้นกันเถอะ”
       สมพันธุ์ชะงัก
       “ท่าทางจะแพงนะ”
       “ฉันมีตังค์จ่ายน่า อยากกินอาหารฝรั่งมานานแล้ว”
       ดำดึงสมพันธุ์เข้าร้านอาหารไป
      
       ตุ้มรอดำอย่างกระสับกระส่ายอยู่หน้าห้องซ้อมดนตรีของมหาวิทยาลัย สักครู่ดำเดินร่าเริงเข้ามา ตุ้มเท้าสะเอว
       “ทำไมเพิ่งมายะนังดำ นี่มันเลทมาเกือบชั่วโมงแล้ว”
       ดำยกมือไหว้
       “ขอโทษจ้ะเจ๊ รถมันติดจริงๆ”
       “โอ๊ย...หล่อนนี่มีเหตุผลตลอดๆ วันหลังหัดเผื่อเวลาบ้างนะยะ”
       “จ้ะๆๆ แล้วจะให้หนูไปซ้อมที่ไหน”
       “ตามมาสิยะ”
       ตุ้มเดินนำเข้าไป ดำรีบตามไป...พอดำเข้ามาในห้องก็ต้องตะลึงอย่างนึกไม่ถึงเมื่อเห็นเดือนกำลังซ้อมร้องเพลง โดยมีไวภพนั่งรออยู่ ดำมองเดือนอย่างแค้นใจ ตุ้มหันมาบอก
       “เดี๋ยวเขาลงแล้วหล่อนขึ้นไปต่อเลยนะดำ”
       ดำเกือบจะไม่ได้ยินที่ตุ้มพูด...ครูเจนบอกกับเดือน
       “โอเคแล้วจ้ะเดือน ดีมาก”
       เดือนลงจากเวที ดำปรี่เข้าไปหาทันที
       “สวัสดีพี่เดือน เจอกันอีกแล้วนะ”
       เดือนตกใจ ทำตัวไม่ถูก
       “มาทำอะไรที่นี่”
       “ก็มาซ้อมเพลงเหมือนพี่เดือนไงล่ะ”
       ไวภพเข้ามาทักอย่างแปลกใจ
       “อ้าว...คุณดำ รู้จักเดือนด้วยเหรอ”
       ดำยิ้ม
       “รู้จักดีเลยล่ะค่ะ เราเป็นพี่น้องกัน”
       ไวภพตกใจ มองดำกับเดือนงงๆ
       “อะไรนะ สองคนนี้น่ะเหรอเป็นพี่น้องกัน”
       เดือนรีบแก้
       “เคยรักกันเหมือนพี่น้องน่ะค่ะ” เธอรีบบอกไวภพ “เดือนต้องรีบกลับแล้วค่ะ”
       ดำกระแนะกระแหน
       “เจอกันทีไรรีบกลับทุกทีเลยนะพี่เดือน”
       “คนขับรถมารอแล้ว”
       ดำดึงเดือนไว้
       “เดี๋ยวสิพี่เดือน”
       ตุ้มเข้ามาตามดำ
       “ตาเธอแล้ว รีบไปซ้อมเร็วดำ เดี๋ยวค่อยลงมาคุย”
       ดำจ้องหน้าเดือน
       “เราต้องได้เจอกันอีกบ่อยๆ แน่”
       เดือนรีบเดินออกไป ดำมองตามหยันๆ แล้วตามตุ้มไป
      
       ตุ้มพาดำมาหาครูเจน
       “นี่ไงคะครูเจน ดำหรือดลิน คนที่คุณโจ้แนะนำมา”
       ดำยกมือไหว้
       “อ๋อ...เคยเห็นหน้าในรายการประกวดร้องเพลง ที่ใช้ชื่อมิสดอลลี่ใช่ไหมจ๊ะ”
       “หนูเคยใช้ชื่อนั้นค่ะ แต่ตอนนี้เรียกว่าดลินก็ได้”
       “โอเค เดี๋ยวดลินขึ้นไปร้องเพลงนี้เลยนะ...” ครูเจนพยักหน้าให้
      
       เดือนเร่งฝีเท้าออกมา ไวภพตามมา
       “รอผมก่อนสิเดือน” เขาดึงมือเธอไว้ “ทำไมมือเย็นจังครับ”
       “อยู่ในห้องนั้นมันหนาวค่ะ”
       “เดือนเหมือนไม่อยากคุยกับนักร้องชื่อดำคนนั้น มีอะไรกันหรือเปล่า”
       “ปละ...เปล่านี่คะ เดือนเห็นเขาต้องรีบขึ้นไปซ้อมเพลง เลยไม่อยากคุยให้เสียเวลา”
       “เดือนกับเขาไม่น่าจะรู้จักกันได้ ไปเจอกันตอนไหนเหรอ”
       “คือ...เจอกัน...ตอน...อ๋อ...เคยไปประกวดรายการเดอะซองด้วยกันน่ะค่ะ”
       ไวภพพยักหน้าเข้าใจ
       “ตอนนั้นน่ะเอง”
       “เรารีบกลับกันเถอะค่ะ คนขับรถมารอรับเดือนแล้ว”
      
       เดือนรีบเดินออกไป ไวภพตามไป
ตอนที่ 19
      
       ดำกลับมาที่ห้องพักคุยกับใจหวาน หัวเราะร่าอย่างสะใจ
      
       “ฮ่าๆๆ สะใจจริงๆ เลยพี่หวาน นังนั่นมันยิ่งหนีก็ยิ่งเจอหนู”
       “แล้วเขายอมรับหรือยังว่าเป็นพี่สาว”
       “ยัง มันคอยเลี่ยงไม่คุยกับหนู พ่อแม่ใหม่ขอเอามันไปเลี้ยงซะเลิศลอย มันไม่เห็นหัวหนูหรอก วันงานหนูจะเข้าไปทักมัน ขืนมาทำหัวสูงใส่จะตบประจานกลางงานเลย”
       ใจหวานหนักใจ
       “เอางั้นเลยเหรอดำ เดี๋ยวคุณจ้อยกับเจ๊ตุ้มจะเสียชื่อเปล่าๆ”
       “ไม่เสียหรอก ดีซะอีกผับนี้จะได้ดัง คนต้องแห่กันมาดูหน้าหนู แล้วคอยดูนะ วันงานหนูจะโชว์พลังเสียงร้อง พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าหน้าตาสวยๆ อย่างมันร้องเพลงได้ไม่เท่าขี้เล็บของหนูด้วยซ้ำ”
       ดำหน้าตามุ่งมั่นไม่ยอมแพ้
      
       สมพันธุ์เดินมาตามทางในห้างสรรพสินค้า​อย่างรีบร้อน เขาถึงกับผงะเมื่อเจอกับออย เขาทำท่าจะเลี่ยงหนี แต่ไม่ทันที่ออยเห็นเข้าเสียก่อน เธอเดินเข้ามาหา
       “เป็นไงพี่พัน สบายดีเหรอ”
       “ก็เรื่อยๆ”
       “คงสบายดี มีคนเลี้ยงคนเอาใจประเคนทุกอย่างให้เลยนี่”
       สมพันธุ์อาย
       “ถ้าออยจะมาแขวะพี่ เราต่างคนต่างไปเถอะ”
       “ฉันหวังดีต่างหาก เห็นพี่ยังจมปลักอยู่กับอีมืดลูกนิโกรก็เลยเป็นห่วง ถามจริงๆเถอะไม่อายบ้างหรือไง”
       “เรื่องอะไรจะต้องอาย”
       “อ้าว...ใครๆ เขาก็จะว่าสิ้นคิดน่ะซี่ หรือว่ารักนังมืดนั่นจริงๆ”
       สมพันธุ์หงุดหงิด
       “จะรักหรือไม่รักก็ไม่เกี่ยวกับออย เราไม่ได้เป็นอะไรกันแล้วนี่ ดำเขาเป็นคนดี ที่สำคัญเขาช่วยให้พี่ไม่ต้องติดคุก”
       “ก็เลยอยู่กับมันเพราะสำนึกบุญคุณงั้นสิ”
       “จะอยู่เพราะอะไรมันก็เรื่องของพี่ ออยไม่มีสิทธิ์มายุ่ง”
       สมพันธุ์รีบเดินหนี ออยมองตามเยาะๆ
      
       สมพันธุ์เข้ามาหน้าโรงหนังตรงไปหานิวด้วยสีหน้าหงุดหงิด
       “พี่พันเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมหน้าแดงๆ”
       “เปล่าจ้ะ พี่คงรีบเดินน่ะ กลัวมาไม่ทันนัด เดี๋ยวเราดูเรื่องอะไรดี”
       “อยากดูเรื่องนี้อ่ะพี่พัน...”
       นิวเกาะแขนสมพันธุ์พาไปดูโปรแกรมหนัง สมพันธุ์กอดนิวไว้ ออยแอบดูอยู่ ยิ้มกระหยิ่ม แล้วหยิบมือถือออกมาถ่ายรูป นิวที่เกาะแขนสมพันธุ์อิงแอบแนบชิดกันไว้
      
       ค่ำนั้นเมื่อเข้ามาในห้องแต่งตัวนักร้อง ออยเปิดมือถือให้แนทกับแอ๋มดูภาพในมือถือ แนทหัวเราะลั่น
       “ฮ่าๆๆ สมน้ำหน้านังดำ ถูกไอ้แมงดามันหลอกซะ”
       “ทำไมไม่ส่งให้นังดำเลยวะออย”
       ออยยิ้มสะใจ
       “ส่งให้ตอนนี้ก็ไม่หนุกน่ะสิ”
       แนทสงสัย
       “แล้วจะส่งให้มันตอนไหน”
       ออยยิ้มกระหยิ่ม
       “มันจะไปร้องเพลงออกงานเมื่อไรล่ะ”
       ทั้งสามคนยิ้มกันอย่างเจ้าเล่ห์ แอ๋มชม
       “แกนี่มันเจ๋งจริงว่ะนังออย”
       ออยยิ้มภูมิใจ ดำเดินเข้ามา ออยเลยรีบปิดคลิป แต่ทั้งสามคนหันไปมองหน้าดำแบบยิ้มเยาะปนขำ ดำมองกราดทั้งสามอย่างรู้สึกผิดปกติ
       “มองอะไรวะ อย่าแส่หาเรื่องอีกนะโว้ย”
       ออย แนท แอ๋มยิ้มๆให้กัน ออยพูดขึ้นลอยๆ
       “ไม่มีใครแส่หาเรื่องหรอก มีแต่ความหวังดีที่อยากจะเตือนให้ระวัง ไอ้ผัวแมงดาของใครบางคนอาจจะไปหาที่เกาะใหม่แล้ว ฮ่าๆๆ”
       แนทกับแอ๋มประสานเสียงหัวเราะด้วย
       “อย่ามาเสี้ยมเลย ฉันไม่เชื่อน้ำหน้าอีพวกปากตำแยหรอก”
       “ไม่เชื่อก็อย่าเชื่อ สักวันน้ำตาจะเช็ดหัวเข่าแบบไม่ทันตั้งตัว ฮะๆๆ”
       ออยกับแนทและแอ๋มหัวเราะคิกคักกันอย่างมีเลศนัย ดำได้แต่มองทั้งสามอย่างรู้สึกร้อนรุ่มว่ามีนัยยะอะไรแฝงอยู่
      
       เช้าวันใหม่...สมพันธุ์แต่งตัวอยู่หน้ากระจก จัดทรงผมอย่างเนี้ยบ ดำเข้ามากอดไว้
       “วันนี้ฉันจะไปร้องเพลงในงานสมาคมศิษย์เก่าของมหาลัยดังเลยนะ พี่พันไปดูหน่อยสิ”
       “วันนี้พี่ไม่ว่าง”
       ดำแง่งอน
       “พี่พันจะไปไหนอีก”
       “พี่มีธุระ ต้องเข้าไปเซ็นสัญญางานใหม่”
       “แต่งานมันเริ่มตั้งทุ่มนึง กลับมาก็ยังทัน”
       สมพันธุ์อึกอัก
       “อย่าเลย พี่ไม่อยากให้ดำรอ เดี๋ยวจะเสียงานเปล่าๆ”
       “ไม่เสียหรอก ถ้าพี่พันไป ฉันยิ่งมีกำลังใจร้อง”
       “เอางี้นะ ถ้าพี่กลับมาทันพี่จะไปด้วย จะรีบไปรีบมา”
       ดำเข้าไปเกาะแขนเขาอย่างดีใจ
       “จริงเหรอพี่พัน”
       สมพันธุ์พยักหน้า
       “แต่ดำอย่าโทรจิกพี่นะ พี่ไม่ชอบ”
       “จ้ะพี่ ฉันจะรออยู่ที่ห้องนี่แหละ”
       “ถ้าพี่ไม่มาก็ไม่ต้องรอล่ะ พี่ไปละ”สมพันธุ์ออกไปจากห้องทันที
      
       ดำแต่งตัวอยู่ในห้องอย่างสบายใจ เสียง sms ดังขึ้น ดำไปหยิบมาดูตกใจมาก
       “พี่พัน”
       ภาพในมือถือดำ เป็นภาพที่ออยแอบถ่ายสมพันธุ์กับนิวป้อนไอศกรีมกัน ดำกัดริมฝีปากจนห้อเลือด แล้ววิ่งออกไปนอกห้องทันที
      
       ออยกับแนทและแอ๋ม อยู่ในคอนโดประสานเสียงหัวเราะกันอย่างสะใจ
       “ฮ่าๆๆ ป่านนี้นังดำคงเต้น”
       แนทสะใจ
       “สมน้ำหน้า”
       แอ๋มเสริม
       “หน้าตา...”
       แววตาของออยวาบขึ้นอย่างรอคอยเวลา
      
       สมพันธุ์กับนิวนั่งกินไอศกรีมอยู่ด้วยกันในร้าน
       “อั้ม...”
       นิวป้อนไอศกรีมให้ สมพันธุ์ป้อนกลับอย่างเอาใจ
       “อร่อยไหมจ๊ะ”
       “อร่อยค่ะ”
       ทันใดนั้นเสียงดำดังขึ้น
       “อร่อยมากใช่ไหม”
       ทั้งสองตกใจหันไป เห็นดำยืนหน้าถมึงทึงอยู่ข้างโต๊ะ
       “ดำ”
       นิวถามอย่างสงสัย
       “ใครน่ะพี่พัน”
       ดำสวนทันที
       “ก็เมียพี่พันน่ะสิ”
       นิวมองหน้าสมพันธุ์อย่างตกใจและขยะแขยง
       “พี่พัน...อี๋...”
       สมพันธุ์รีบแก้ตัว
       “ไม่ใช่นะนิว”
       “ไม่ใช่แล้วอะไรพี่พัน”
       ดำกระชากนิวขึ้นมา
       “คิดจะแย่งผัวฉันเหรอ”
       ดำตบหน้านิวเต็มแรงจนกระเด็นไป สมพันธุ์เข้ามากันไว้
       “อย่านะดำ”
       ดำยิ่งแค้นใจ เข้าไปนั่งคร่อมนิว แล้วเอาไอศกรีมโปะลงไปบนหน้า นิวร้องลั่น
       “อ๊าย”
       สมพันธุ์ดึงตัวดำขึ้นมา
       “หยุดได้แล้วดำ หยุดซะที”


  


       นิววิ่งหนีออกไป พนักงานในร้านช่วยกันจับตัวดำไว้ เธอสะบัดตัวออก
       “ปล่อยกู ปล่อยสิวะ ปล่อย...”
       ดำดิ้นจนหลุดออกมาได้ แล้วดึงตัวสมพันธุ์
       “ไปคุยกันให้รู้เรื่อง”
       สมพันธุ์หันมองนิวอย่างเป็นห่วง ดำดึงตัวเขาออกไปหน้าร้านไอศกรีมเธอต่อว่าเขาอย่างโมโห
       “พี่พันลืมบุญคุณของฉันหมดแล้วเหรอ ถ้าไม่ได้ฉันวิ่งเต้นช่วย ป่านนี้พี่พันก็อยู่ในคุก ไม่ได้ออกมาสบายอย่างนี้หรอก เพราะฉันเห็นแก่ลุงหวัดถึงได้ช่วยพี่พัน”
       สมพันธุ์รู้สึกอายที่ถูกขุดปมด้อย เลยพาลใส่
       “ไม่ต้องลำเลิกบุญคุณหรอก ดำเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้อะไรจากพี่ รู้ไว้ด้วยว่า ที่พี่ทนอยู่กับดำมาตั้งนานก็เพราะจะแทนบุญคุณ แค่นี้พี่ก็อายเขาจะแย่อยู่แล้ว จะให้พี่เกาะอยู่กับดำตลอดชีวิตไม่ได้หรอก”
       “แต่ก็เคยคิดจะเกาะนังออยตลอดชีวิต ใช่ไหมล่ะ ลองมันไม่ไล่ซี่ ป่านนี้ก็ยังแกะไม่ออก”
       สมพันธุ์ชะงัก
       “ดำ...”
       ดำมองสมพันธุ์อย่างผิดหวัง
       “คนอย่างพี่พันถึงไม่เกาะฉัน ก็ต้องไปเกาะคนอื่น อย่ามาพูดหน่อยเลย พี่พันคิดจะเกาะอีนี่ต่อใช่ไหม คอยดูไปก็แล้วกัน วันนึงมันก็ต้องถีบหัวส่งเหมือนนังออย”
       สมพันธุ์หน้าแดงก่ำ
       “สัญชาติผู้ชายมันก็เป็นอย่างนี้ทั้งนั้น ถ้าตั้งใจขุนละก็ไม่มีวันเชื่องหรอก ไปซี่ พี่พันจะไปไหนก็ไป แต่ถ้าถูกถีบหัวส่งละก็อย่ากลับมา”
       สมพันธุ์น้ำตาคลอ เดินจากไปอย่างอับอาย ดำเจ็บใจ
      
       ใจหวานเปิดประตูห้องให้ดำเข้ามาในห้อง
       “หนูไม่น่าไปไล่พี่พันเลยพี่หวาน เป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบแท้ๆ เลย หนูจะทำยังไงดี”
       “ลืมมันซะเถอะดำ ไม่มีใครจริงจังกับผู้หญิงอย่างเราหรอกวะดำ ถ้าแกมีเงินมันก็หลอกเอาเงิน ถ้าไม่มีเงินมันก็เห็นแกเป็นเครื่องเล่นเท่านั้นเอง”
       “แต่หนูว่าพี่พันไม่ใช่คนแบบนั้น เขาเป็นคนดี เขาต้องกลับมาหาหนู”
       “ก็แกเชื่อมั่นของแกแบบนี้ งั้นแกจะมาปรึกษาฉันทำไม”
       “หนูกลัวเขากลับมาแล้วไม่พูดกับหนูเพราะยังโกรธหนูอยู่ หนูควรจะขอโทษเขาดีไหม”
       ใจหวาน​เหนื่อยใจ
       “ตามใจสิ อยากจะง้อให้มันกลับมาก็ตามใจ มันจะกลับมาหรือเปล่าเหอะ ป่านนี้อาจจะไปอยู่กับกิ๊กใหม่แล้วมั้ง”
       ดำหน้าเสีย
       “พี่หวานไม่พูดให้กำลังใจหนูบ้างเลย”
       “ฉันพูดความจริง ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละดำ ฉันไม่อยากหลอกแกให้หวังลมๆ แล้ง ๆ กับผู้ชายพรรณนี้เลย”
       เสียงกดกริ่งประตูห้องใจหวานดังขึ้น ดำรีบไปเปิดประตู พอเห็นเป็น รปภ. ก็ดีใจ
       “แฟนรูปหล่อของพี่กลับมาแล้วนะ”
       ดำดีใจถึงกับลิงโลด
       “จริงเหรอ ขอบใจนะ”
       ดำควักแบงก์ห้าร้อยจ่ายให้ รปภ. แล้วหันไปบอกใจหวาน
       “เห็นไหมในที่สุดเขาก็ต้องกลับมา หนูไปหาพี่พันก่อนนะพี่หวาน”
       ใจหวานพยักเพยิด มองตามดำไปอย่างเป็นห่วง
      
       สมพันธุ์เข้ามาในห้อง เก็บข้าวของใส่กระเป๋า ดำตามเข้ามา ตกใจอย่างนึกไม่ถึง
       “พี่พัน จะทำอะไรน่ะ”
       “ไปจากที่นี่น่ะสิ”
       ดำหน้าเสีย
       “พี่พันอย่าไปเลยนะ”
       “เมื่อกี้ดำเป็นคนไล่พี่เอง”
       “ฉันพลั้งปากไปน่ะ พี่พันอย่าทิ้งฉันไป”
       สมพันธุ์ไม่สนใจ ดำโผเข้าไปกอดรัดไว้ เหนี่ยวตัวไม่ให้ไป
       “พี่พัน...พี่พันอย่าโกรธฉันเลย ขอโทษนะพี่ ฉันกำลังโมโห เลยพูดไปอย่างนั้นเอง”
       สมพันธุ์น้ำตาไหล เบี่ยงตัวจากการกอดรัดของดำ รู้สึกทั้งน้อยใจและเกือบจะขยะแขยง สงสารดำเหมือนกัน แต่เห็นแก่ตัวมากกว่า
       “ปล่อยนะดำ”
       ดำดึงกระเป๋าของเขาไว้
       “เอาของไว้นี่แหละ พี่พันจะไปเที่ยวไหนก็ไปเถอะ แล้วค่อยกลับมาตอนดึก”
       สมพันธุ์กระชากกระเป๋ากลับมา
       “ปล่อยพี่นะดำ พี่ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว”
       ดำกอดขาอ้อนวอน
       “พี่พันอย่าไปเลย อยากได้อะไรฉันซื้อให้”
       “ไม่ต้อง เดี๋ยวมันจะกลายเป็นบุญคุณ พี่ไม่อยากได้อะไรจากดำอีกแล้ว ปล่อย”
       สมพันธุ์กัดฟันสะบัดขาอย่างแรง จนดำลงไปกองอยู่กับพื้น
      
       สมพันธุ์รอเรียกแท็กซี่อยู่หน้าอพาร์ตเมนท์ แท็กซี่คันหนึ่งแล่นมา เขาโบกมือเรียกแท็กซี่แล่นเข้ามาจอด สมพันธุ์กำลังจะขึ้นรถ แต่ดำเข้ามาคว้าแขนเขาไว้
       “พี่พันอย่าไปเลย”
       “ปล่อย...ดำ”
       “พี่พันอย่าไป ฉันขอโทษพี่พัน พี่อย่าทิ้งฉันไป ฉันขอร้อง”
       “บอกให้ปล่อย ปล่อยสิ”
       “ไม่ปล่อย ฉันรักพี่พัน ฉันรักพี่ พี่อย่าทิ้งฉันไป”
       “ปล่อยนะดำ พี่ไม่ได้รักดำ พี่ไม่เคยรักดำเลย”
       สมพันธุ์ผลัก ดำเซไปจนล้ม สมพันธุ์ตกใจ จะเข้าไปช่วย แต่แล้วก็เปลี่ยนใจรีบขึ้นรถ
       “พี่พัน...กลับมา พี่พัน...ฮือๆ”
       ดำทุ่มตัวลงร้องไห้กับพื้น โดยไม่อายสายตาคนอื่น ผู้คนผ่านไปมามองเธอเป็นตัวประหลาด ผู้หญิงคนหนึ่งถามรปภ.
       “มีอะไรเหรอ”
       “ถูกผัวรูปหล่อทิ้งน่ะพี่”
       คนอื่นมองดำอย่างสมเพช ใจหวานลงมาจากห้องเห็นเข้าพอดี
       “ดำ...เกิดอะไรขึ้นน่ะดำ”
       “มันไปแล้วพี่หวาน ไอ้สมพันธุ์มันทิ้งหนูไปแล้ว”
       ใจหวานสงสาร
       “โธ่...ดำเอ๊ย”
       “ไม่มีใครรักหนูจริงพี่หวาน ในที่สุดมันก็ทิ้งหนูไปเหมือนคนอื่น มันทิ้งหนูไปแล้ว...”
      
       ใจหวานกอดไว้อย่างปลอบประโลม ดำร้องไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ

       ใจหวานพาดำเข้ามาในห้องพัก ดำเหม่อลอยร้องไห้
      
       “ทำใจซะเถอะดำ ผู้ชายเลวๆ อย่างนี้อย่าไปนึกถึงมันอีกเลย”
       “แต่หนูรักพี่พัน หนูรักเขาคนเดียว”
       “แกจะไปรักมันทำไม ในเมื่อมันไม่รักแกเลย เห็นไหมมันทิ้งแกไปแบบไม่มีเยื่อใย ยังจะเพ้อถึงมันหาสวรรค์วิมานอะไรวะ”
       “พี่หวานไม่เข้าใจ พี่พันกับลุงหวัดช่วยหนูมาตลอดทั้งที่คนอื่นมีแต่รังเกียจหนู”
       “แกก็มัวแต่ยึดติดกับเรื่องสมัยเด็กๆ ไอ้สมพันธุ์ไม่ได้คิดอย่างแกหรอก มันฉลาดกว่าแกเยอะ หลอกให้แกทำงานเลี้ยง แล้วมันก็ถีบหัวส่งทีหลัง ไปหลงรักผู้ชายรูปหล่อก็อย่างนี้แหละ ใครเขาจะมาจริงจังกับแก”
       ดำเจ็บปวดกับคำพูดของใจหวานที่เสียดแทงใจดำ ได้แต่กัดริมฝีปากอย่างเจ็บใจตัวเองที่ยอมให้หลอก และสมพันธุ์ที่หลอกตน
       “มันไม่ได้นึกถึงความดีหรือบุญคุณของแกเลย ทั้งที่แกเอาใจสารพัด ทูนหัวให้ทุกอย่างแล้วมันยังทิ้งแกไปมีคนอื่นได้ลงคอ”
       ใจหวานยิ่งพูดเหมือนยิ่งตอกย้ำทิ่มแทงใจดำ ดำปิดหูตัวเองอย่างทนฟังไม่ได้อีกต่อไป
       “พอแล้วพี่หวาน...หนูไม่อยากฟังแล้ว หนูอยากอยู่คนเดียว”
       “ฉันอยากเตือนสติแกเท่านั้นแหละ ให้ลืมผู้ชายตัวเมียพรรค์นั้นซะ แกจะได้ไม่ต้องเดือดร้อนดิ้นรนอะไรมากมาย มีเงินก็ใช้คนเดียวสบายตัวกว่าเยอะ”
       “พี่หวานพูดหนูก็ยิ่งเจ็บ พอแค่นี้เถอะพี่หวาน ให้หนูสงบสติอารมณ์สักพัก”
       ดำหันหลังให้ ใจหวานมองดำอย่างสงสาร แต่ไม่รู้จะปลอบอย่างไร
       “แน่ใจนะว่าอยู่ได้”
       ดำหันหลังให้
       “หนูอยากอยู่คนเดียวจริงๆ”
       “งั้นพี่ไปช่วยงานที่คลินิกก่อน ถ้ามีอะไรโทรหาได้ตลอดเวลาเลยนะ”
       ดำพยักหน้าซึมๆ ใจหวานเดินไปที่ประตูแล้วเปิดออกไป แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบมองดำอย่างเป็นห่วงก่อนปิดประตู
      
       ใจหว่านมาหาจอร์จที่คลินิก เขาตกใจเมื่อได้ฟังเรื่องดำจากใจหวาน
       “อาการของดำน่าเป็นห่วงมาก ไม่น่าไว้ใจเลย”
       “หมอหมายความว่า...”
       “ผมกลัวเขาจะเครียดจนคิดสั้น”
       ใจหวานหน้าเสีย
       “งั้นหวานลองโทรหาดำก่อน”
       ใจหวานกดมือถือโทรหาดำ แต่ไม่มีคนรับสาย
       “ดำไม่ยอมรับสายเลย”
       “ดำไม่ควรอยู่คนเดียว ผมอยากไปเยี่ยมเขา เดี๋ยวหวานช่วยเตรียมเครื่องมือปฐมพยาบาลให้ผมด้วยนะ ผมจะไปปิดคลินิกก่อน”
       จอร์จรีบออกไป ใจหวานเตรียมเครื่องมือใส่กล่องล่วมยา
      
       ดำอยู่ในห้องพัก ร้องไห้น้ำตานองหน้า นึกถึงความหลังที่บ้านลุงหวัด
       “วันนี้ฉันไปเจอเพลงใหม่มา พี่พันดีดกีตาร์ให้ร้องหน่อยสิ”
       ดำไปหยิบกีตาร์ของเขาที่วางอยู่มาให้ สมพันธุ์จำใจดีด ดำร้องไปเต้นไปอย่างมีความสุข...ดำนึกถึงอดีตในโรงพักเธอลูบหลังปลอบเขา
       “พี่พันไม่ติดคุกหรอก ฉันจะหาทางประกันตัวพี่ออกมา”
       สมพันธุ์จับมือดำไว้ มองด้วยน้ำตาคลอตา
       “จริงนะดำ ความหวังของพี่อยู่ที่ดำคนเดียว หลุดออกไปได้พี่จะยอมเป็นทาสของดำจริงๆนะ ดำดีกับพี่ยิ่งกว่าญาติพี่น้องแท้ๆ เสียอีก ไม่เสียแรงที่พ่อเคยรักดำเหมือนลูก”
       ดำจับมือสมพันธุ์ไว้อย่างให้ความมั่นใจ
       “จ้ะพี่พัน ฉันจะไม่มีวันทิ้งพี่พันไปไหน”
       สมพันธุ์บีบมือดำแน่น แล้วกอดไว้อย่างหาที่พึ่ง...ดำนึกถึงอดีตตอนที่อยู่ในห้องพักกับเขา ดำลูบผมของสมพันธ์เบาๆ อย่างอ่อนโยน
       “อยู่ที่นี่ไม่ต้องกลัวนะพี่พัน ฉันจะไม่ให้เกิดอะไรขึ้นกับพี่อีก”
       สมพันธุ์จับมือดำ แล้วสะอื้นออกมาเบาๆ
       “ดำดีกับพี่จังเลย นอกจากพ่อกับแม่แล้วก็มีดำนี่แหละที่ดีกับพี่มากที่สุด ดำอย่าทิ้งพี่ไปไหนนะ”
       “ฉันไม่มีวันทิ้งพี่หรอกพี่พัน ฉันจะดูแลพี่พันเอง”
       ทั้งสองสบตากัน ดำมองใบหน้าสวยของสมพันธุ์ในความมืดอย่างหลงใหล เธอค่อยๆ ก้มลงไปจนหน้าชิดกับเขา...ดำหลับตาอย่างคิดถึงสมพันธุ์จับใจ ก่อนจะถอนใจยาวออกมาอย่างตัดสินใจโทรไปง้อเขาอีก เธอหยิบมือถือโทรเข้ามือถือของเขา แต่เป็นเสียงฝากข้อความ ดำร้องไห้คร่ำครวญ
       “พี่พัน ฉันรักพี่ยิ่งกว่าตัวฉันเอง ฉันยอมให้พี่ได้ทุกอย่าง ทำไมพี่ถึงมองไม่เห็นความดีของฉัน ทีนังออยพี่ยังทนอยู่ด้วยได้ มันไล่พี่ก็ยังไม่ยอมไป ฉันไม่เคยทำอะไรให้พี่เสียใจเลย แต่พี่กลับทิ้งฉันได้ลงคอ กลับมาหาฉันเถอะพี่พัน ไม่มีใครรักพี่พันได้เท่าฉันอีกแล้ว ฉันยังรอพี่พันอยู่เสมอ...”
       ดำขว้างมือถือทิ้ง แล้วผุดลุกขึ้นไปที่หน้ากระจกในห้อง ส่องกระจกดูหน้าตัวเอง
       “เพราะฉันตัวดำ ฉันน่าเกลียดใช่ไหม พี่พันถึงทิ้งฉันไป”
       ดำทุ่มกระจกลงบนพื้นอย่างเจ็บใจ
      
       จอร์จกับใจหวานมาถึงหน้าห้องพักของดำ กำลังจะกดกริ่ง ได้ยินเสียงกระจกแตกก็ตกใจ
       “หวานได้ยินเหมือนผมไหม”
       “เสียงเหมือนอะไรแตก”
       “เกิดอะไรขึ้น”
       จอร์จกับใจหวานมองหน้ากันเครียดๆ
      
       ดำทุ่มตัวลงกับพื้นร้องไห้อย่างขมขื่น เห็นหน้าตัวเองในเศษกระจกก็ยิ่งเจ็บใจ เธอหยิบเศษกระจกขึ้นมาดู
       “เกิดมาน่าเกลียดอย่างนี้ แกจะเกิดมาทำไมวะนังดำ มีแต่คนรังเกียจ​มีแต่คนดูถูกแก ฉันเกลียดแก ฉันเกลียดแก”
       ดำเอาเศษกระจกกรีดข้อมือตัวเองอย่างบ้าคลั่ง แล้วทรุดล้มลงไปจมกองเลือด เสียงเคาะประตูด้านนอกดังลั่น
       “ดำ... ดำ เปิดประตูที”
       “ดำ...นี่พี่หวานเอง เปิดประตูให้หน่อย”
       ไม่มีเสียงตอบรับ จอร์จกับใจหวานมองหน้ากันเครียด
       “อาการดำน่าเป็นห่วงมาก หวานไม่น่าทิ้งให้ดำอยู่คนเดียวเลย”
       “ท่าทางจะไม่ดีแล้วละ เราต้องหาทางเข้าห้องดำให้ได้”
       “แล้วเราจะเข้าไปยังไง นอกจากต้องพังประตูอย่างเดียว”
       จอร์จมองไปห้องข้างๆ อย่างนึกอะไรได้
      
       จอร์จมาขอความช่วยเหลือจากห้องติดกันกับห้องดำ ผู้หญิงเจ้าของห้องพาจอร์จกับใจหวานมาที่ระเบียง
       “ขอบคุณนะครับที่ให้เข้ามา”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ ฉันก็เห็นนะ เมื่อตอนสายๆ เขาทะเลาะกับแฟนรูปหล่อคนนั้น น่าสงสารมาก ไอ้ผู้ชายมันถึงกับถีบหัวส่ง มีแฟนหล่อก็อย่างนี้แหละ มันไปหาผู้หญิงสวยๆ รวยๆ กว่านี้ได้เยอะแยะ...”
       ใจหวานรีบตัดบท
       “ผู้ชายดีๆ สมัยนี้มันหายากค่ะพี่”
       จอร์จดูระเบียงแล้วมองลงไปอย่างหวาดเสียว เพราะอยู่สูงหลายชั้น ใจหวานมองลงไปทำหน้าหวาดเสียวแทน
       “อย่าเสี่ยงเลยค่ะหมอ เราเรียกอาสาสมัครมาช่วยดีกว่า”
       “ผมกลัวจะไม่ทัน ผมปีนเอง”
      
       “ระวังนะคะ”


  


       จอร์จปีนระเบียงห้องเพื่อข้ามไปห้องดำ ใจหวานมองลุ้นๆ ผู้หญิงเจ้าของห้องปิดตาอย่างหวาดเสียว...จอร์จปีนระเบียงจะข้ามไปห้องของดำ
       แต่ไม่มีที่ให้เหยียบข้ามไป เขามองหาจนเจอท่อระบายน้ำฝน จึงเอื้อมไปเหยียบ ใจหวานมองรู้สึกใจหายใจคว่ำ
       “ระวังค่ะ ระวัง...”
       จอร์จเหยียบพลาดจะตก ใจหวานร้องลั่น
       “ว้าย”
       ใจหวานรีบเข้าไปดึงเขาไว้ แล้วหันไปเรียกเจ้าของห้อง
       “พี่ช่วยหน่อยจ้ะ”
       เจ้าของห้อง มาช่วยดึงจอร์จไว้แบบหวาดเสียว หลับตาปี๋ไม่กล้ามองลงไป
       “โอ๊ย...พี่กลัวความสูง”
       ใจหวานพยายามห้ามจอร์จ
       “อย่าปีนเองเลย มันอันตราย”
       “ไม่เป็นไร ผมโอเคแล้ว”
       จอร์จจับระเบียงไว้ได้
       “ค่อยๆ นะคะหมอ ระวังด้วย ถ้าไม่ได้ก็อย่าเสี่ยงเลย”
       “ผมยังไหว”
       เจ้าของห้องยกมือไหว้ปะหลกๆ
       “คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วย”
       จอร์จค่อยๆ ตะเกียกตะกายข้ามไปสำเร็จ ใจหวานเอามือทาบอกอย่างโล่งใจ...จอร์จกระโดดลงมาบนระเบียงห้องดำ มองเข้าไปแต่ไม่เห็น จึงเอามือป้องตามอง แล้วเขาก็ตกใจมาก
       “ดำ...ดำ...”
       ใจหวานตะโกนถามข้ามไป
       “ดำเป็นอะไรคะ”
       “ดำนอนอยู่บนพื้น เหมือนจะมีเลือดด้วย”
       ใจหวานหน้าตื่น
       “ตายแล้ว”
       เจ้าของห้องสวดมนต์อย่างตกใจ
       “พุทโธ...ธัมโม...สังโฆ...”
       จอร์จพยายามจะเปิดหน้าต่างระเบียง ในที่สุดก็กระชากออกมาได้ แล้วเอาไขควงไขกรอบ
       “ผมกำลังจะเข้าห้องแล้ว หวานไปรอหน้าประตูเลย ผมจะเปิดประตูให้”
       ใจหวานหันมาบอกเจ้าของห้อง
       “ขอบคุณพี่มากนะคะ”
       เจ้าของห้องยังหลับตาปี๋สวดมนต์อยู่ ใจหวานรีบออกไป
      
       จอร์จเข้ามาช้อนตัวดำไว้ แล้วเขย่าตัว
       “ดำ...ดำ...ได้ยินฉันไหม ดำ”
       ดำคอพับคออ่อน จอร์จตรวจชีพจรและลมหายใจแล้วโล่งใจ แต่ก็รีบตบหน้าดำเบาๆ ให้ฟื้น เสียงกริ่งดังขึ้น จอร์จรีบไปเปิดประตู ใจหวานรีบเข้าห้องมา
       “ดำเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ไม่ได้สติเลย”
       ใจหวานส่งล่วมยาให้ จอร์จหยิบเครื่องมือออกมาปฐมพยาบาล ใจหวานมองดำอย่างใจคอไม่ดี
       “ดำ...โธ่...ดำ ไม่น่าเลย แกต้องไม่เป็นไรนะดำ”
       จอร์จรีบใช้สเปรย์ฉีดออกซิเจนเข้าไปให้ดำ ใจหวานห้ามเลือดที่ข้อมือ
      
       ออย แนท แอ๋ม อยู่ในคอนโด ออยหัวเราะสะใจ
       “ฮ่าๆๆ ป่านนี้นังดำมันคงชักดิ้นชักงอ กระอักเลือดตายไปแล้วมั้ง”
       แนทเหยียดปาก
       “สมน้ำหน้า หน้าตาขี้เหร่แล้วยังอยากมีแฟนหล่อ ไม่เจียมกะลาหัว”
       ออยยิ้มพอใจมาก
       “ฉันรู้สันดานไอ้สมพันธุ์ดี มันเกาะนังดำได้ไม่นานหรอก ทั้งจนทั้งขี้เหร่น่าขยะแขยง”
       แอ๋มหันมาถาม
       “แกว่าวันนี้มันจะไปร้องเพลงได้ไหม”
       “ไม่มีทาง คุณจ้อยต้องให้ฉันไปร้องแทนนังดำแน่”
       ทั้งสามประสานเสียงหัวเราะกันอย่างสะใจ
      
       เดือนแต่งตัวสวย เดินลงมาจากชั้นบน ชะงักเมื่อเห็นพ่อมองอยู่ เดือนถึงกับเดินตัวลีบ ดนัยธรถามลอยๆ
       “จะไปไหน”
       “เดือนจะไปร้องเพลงงานศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยค่ะ”
       “ใครอนุญาต”
       เดือนหน้าเจื่อน มองเขมวรรณ
       “เดือนไม่ทราบว่าต้องขออนุญาต”
       “ตราบใดที่ยังอยู่ในบ้านนี้ก็ต้องขออนุญาตพ่อแม่ก่อน”
       “งั้นเดือนขอ...”
       ดนัยธรสวนทันที
       “ไม่อนุญาต”
       “เดือนต้องไปค่ะคุณพ่อ ไม่งั้นจะทำให้งานเสียหมดค่ะ”
       “พ่อจะไปด้วย”
       เดือนชะงัก
       “แต่ว่า...”
       “ทำไม หรือนัดใครไว้”
       เดือนอึกอัก พูดไม่ออก เขมวรรณเดินเข้ามา
       “มีอะไรกันคะ”
       ดนัยธรพูดกับเดือน
       “เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง เห็นพ่อเป็นหัวหลักหัวตอ นึกจะทำอะไรก็ทำ”
       เขมวรรณปราม
       “นัยคะ...”
       “ดูลูกคุณสิ จะไปทำอะไรที่ไหนไม่เคยขออนุญาตเลย ถ้าผมไม่เห็นก็คงไม่รู้ว่า​จะไปเต้นแร้งเต้นกาในงานบ้าบออะไรก็ไม่รู้”
       เดือนพยายามอธิบาย
       “เดือนไม่ต้องเต้นค่ะ เดือนร้องแต่เพลงช้า แล้วเดือนก็ขออนุญาตคุณแม่แล้ว”
       ดนัยธรหันไปหาเขมวรรณ
       “แล้วทำไมคุณไม่บอกผม”
       “ฉันไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรนี่คะ”
       ดนัยธรไม่พอใจ
       “ทำอย่างนี้อีกแล้วนะเข็ม ทุกคนเห็นผมเป็นหัวหลักหัวตอกันหมด คุณเชื่อเหรอว่าลูกจะไปร้องเพลงจริงหรือไปทำอย่างอื่น”
       “ฉันคุยกับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแล้วค่ะ”
       “ผมจะไปดูให้เห็นกับตา คุณไปกับผมด้วย”
       เดือนมองหน้ากับเขมวรรณอย่างอึดอัด
      
       เดือนแอบมามุมหนึ่งในบ้านโทรหาไวภพ
       “ไวคะ ไม่ต้องมารับเดือนแล้วนะคะ”
       ไวภพแต่งตัวเสร็จแล้วกำลังจะออกจากบ้าน
       “อ้าว...ทำไมล่ะครับเดือน”
       “คุณพ่อคุณแม่เดือนจะไปด้วยค่ะ”
       “แต่ถึงยังไงผมก็จะไปให้กำลังใจเดือนที่นั่น แล้วเจอกันครับ”
      
       ไวภพวางสายอย่างเป็นห่วงเดือน
ตอนที่ 20

       เสียงดนตรีดังขึ้น ผู้ชมตบมือ เดือนออกมาร้องเพลง ผู้ชมตบมือให้อีกอย่างชอบใจ ดนัยธรกับเขมวรรณนั่งดูอยู่มุมหนึ่ง ไวภพยืนดูจากหน้าประตูด้านหลังดนัยธร ถัดไปเป็นใจหวานกับจอร์จ ใจหวานสงสัย
      
       “อ้าว...นึกว่าคิวนี้ดำต้องออกมาร้องซะอีก”
       “หรือว่าดำจะออกมาร้องไม่ไหว”
       ทั้งสองมองไปทางหลังเวทีอย่างเป็นห่วงดำ
       ออยกลับเช้ามาด้านหลังเวที
       “อ้าว...ทำไมเปลี่ยนคิวล่ะเจ๊ตุ้ม...นังดำออกไปร้องไม่ไหวหรือไง”
       “ไม่ใช่หรอก น้องเดือนจะรีบกลับน่ะ”
       ขณะที่ทุกคนมองไปบนเวที ดำมองไปที่ไมค์ตัวหนึ่งซึ่งวางอยู่ เธอเดินไปหยิบไมค์ที่วางอยู่ แล้วเดินออกไป ตุ้มหันไปเห็น
       “เอ๊ะ...ดำออกไปทำไม ยังไม่ถึง...”
       จ้อยมองดำงงๆ
       “ดำจะเล่นอะไรของมัน”
       ออยมองอย่างหมั่นไส้
       “คงอยากประกบไฮโซละสิท่า ไม่เจียมกะลาหัวเล้ย”
      
       เดือนร้องเพลงอยู่บนเวที เสียงดำประสานออกมา เดือนชะงักแปลกใจ หันไปมองข้างเวที ดำเดินออกมายืนร้องคู่กับเดือนบนเวที ผู้ชมตบมือชอบใจ
       “นั่นมันมิสดอลลี่นี่”
       “ใช่ๆ เสียงดีกว่าคนที่ร้องอยู่ก่อนด้วยนะ”
       ดนัยธรกับเขมวรรณมองขึ้นไปบนเวทีอย่างงุนงง
       “มีร้องเพลงคู่กันด้วยเหรอ”
       “ฉันก็เพิ่งรู้นี่แหละค่ะ”
       เดือนมองดำงงๆ แต่ก็ต้องร้องเพลงต่อไปแม้จะรู้สึกใจคอไม่ดี เสียงเริ่มสั่น ดำเข้ามาจับมือเดือนไว้ไม่ให้กลับเข้าไปหลังเวที
      
       ดนัยธรกับเขมวรรณเดินไปหาตุ้มหลังเวที
       “ทำไมต้องให้เด็กสองคนนั้นขึ้นไปร้องเพลงคู่กันด้วย” ดนัยธรถามอย่างไม่พอใจมาก
       “เอ่อ...ใจเย็นๆ นะคะท่าน คือว่า...”
       ตุ้มอึกอักไม่รู้จะพูดยังไง จ้อยรีบแก้แทน
       “สองคนนั้นร้องเพลงเข้าคู่กันดี คนดูก็ชอบนี่คะ”
       ดนัยธรอึกอักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบอย่างหัวเสีย
       “เด็กนิโกรคนนั้นไม่คู่ควรที่จะร้องเพลงคู่กับเดือน มันคนละชั้นกัน”
       “ดำเป็นคนที่เสียงร้องมีพลังมากนะคะ ส่วนเดือนจะเป็นแนวเสียงหวานเสียงดีทั้งคู่แต่คนละแนว จ้อยไม่เห็นว่าจะคนละชั้นกันตรงไหน”
       เขมวรรณถามเสียงเข้ม
       “หวังว่าคงจะร้องเพลงด้วยกัน ไม่มีอย่างอื่นใช่ไหมจ๊ะ”
       ตุ้มรีบบอก
       “แค่ร้องเพลงด้วยกันเท่านั้นค่ะ”
       ดนัยธรฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ
      
       ดำกับเดือนร้องเพลงจนจบ เสียงคนปรบมือชอบใจ
       “ขอบคุณทุกท่านค่ะที่ให้กำลังใจเราสองคน”
       ดำยกมือไหว้ก้มหน้าขอบคุณ แต่รู้สึกมีอาการหน้ามืดเล็กน้อย ชายคนหนึ่งเข้ามาถาม
       “ใช่มิสดอลลี่หรือเปล่า”
       “ใช่ค่ะ ขอบคุณที่ยังจำกันได้ วันนี้หนูดีใจที่สุดที่ได้มาร้องเพลงกับพี่สาวแท้ๆของหนูเอง”
       เดือนมองดำอย่างตะลึง คนในงานฮือฮา เดือนพยายามส่ายหน้าปฏิเสธ
       “ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่...”
       คนในงานหัวเราะขำ ไวภพมองเดือนอย่างนึกไม่ถึง
       “เดี๋ยวขอเชิญพบกับนักร้องท่านต่อไปเลยค่ะ”
       เดือนทำท่าจะเข้าไปหลังเวที แต่ดำดึงไว้
      
       ดนัยธรจะออกไปหน้าเวที
       “นังเด็กนิโกรมันพูดจาบ้าบออะไร ไหนบอกว่าแค่ร้องเพลงไง”
       จ้อยกับตุ้มช่วยกันดึงไว้
       “อย่าค่ะคุณอา ถ้าออกไปเรื่องจะไปกันใหญ่”
       “แล้วจะปล่อยให้มันพูดจาเหลวไหลต่อหน้าคนเป็นร้อยน่ะเหรอ ฉันไม่ยอม”
       “อย่าเพิ่งค่ะท่าน เดี๋ยวตุ้มออกไปจัดการค่ะ”
       ออยรีบเอาหน้า
       “เดี๋ยวออยจะออกไปร้องต่อเอง”
       ตุ้มพยักหน้ารับ แล้วออกไป เขมวรรณจับมือกับดนัยธรอย่างลุ้นจัด
       จอร์จกับใจหวานมองดำอย่างนึกไม่ถึง ใจหวานอึ้งๆ
       “นังดำคิดจะทำอะไรของมัน”
       ไวภพมองเดือนอย่างเป็นห่วงและตกใจปนกัน คนในงานหัวเราะเยาะไม่เชื่อดำ ผู้หญิงคนหนึ่งโพล่งออกมา
       “พี่น้องอะไร สีผิวกับหน้าต่างคนละเรื่องเลย”
       ผู้ชายเสริม
       “มาเล่นตลกให้ดูเหรอเนี่ย”
       แขกในงานส่งเสียงโห่ ดำหน้าเสียที่ทุกคนไม่เชื่อ แต่ก็ยังประกาศก้อง
       “หนูพูดความจริงค่ะ เราสองคนเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกัน”
       เดือนจะกลับเข้าหลังเวที แต่ดำดึงไว้
       “พี่เดือนจะไม่ช่วยยืนยันหน่อยเหรอ ว่าเราเป็นพี่น้องกันจริงๆ”
       ตุ้มออกมา ดึงไมค์จากเดือนแล้วประกาศ
       “ขอบคุณค่ะ ขอเสียงปรบมือให้กับดำและเดือนด้วยค่า”
       ทุกคนตบมืองงๆ ตุ้มจะดึงดำเข้าไป เดือนรีบเข้าไปก่อน ดำเริ่มรู้สึกไม่ดี มองไปรอบๆ ด้วยใบหน้าซีดเซียว สายตาดำ เห็นรอบข้างเริ่มเบลอ ภาพคนในงานที่จับจ้องมาเหมือนปีศาจร้ายที่กำลังหัวเราะดังลั่น ในที่สุดดำก็ล้มพับไปบนเวที ทุกคนตกใจ จอร์จตะลึง
       “ดำ”
       จ้อยหันไปมองไปอย่างตะลึง
       “ตายแล้ว...”
       ออยยิ้มเยาะดำ
       “สงสัยจะอยากดังจนตัวสั่น”
       ดนัยธรมองดำอย่างสะใจ
       “ตื่นเต้นจนเป็นลมไปแล้ว”
       เขมวรรณยิ้มออกมาได้
       “โชคเข้าข้างเราแล้วค่ะนัย”
       เดือนกลับเข้ามา โผเข้ากอดเขมวรรณ
       “คุณแม่ขา...”
       เขมวรรณลูบหลังลูบไหล่ปลอบ
       “เกิดอะไรขึ้น ทำไมเด็กนั่นถึงได้พูดแบบนั้นบนเวที”
       เดือนส่ายหน้า
       “เดือนก็ไม่รู้ค่ะ” เดือนน้ำตาไหล “เดือนก็งง ตั้งตัวไม่ติดเหมือนกัน”
       ดนัยธรหันไปต่อว่าจ้อย
       “ไหนบอกว่าแค่ร้องเพลงคู่กันไง”
       จ้อยยกมือไหว้
       “จ้อยขอโทษค่ะคุณอา จ้อยก็ไม่รู้ว่าดำมันจะพูดแบบนั้น จ้อยไม่รู้เรื่องเลยนะคะ”
       “ไม่รู้เรื่องได้ยังไง คอยดูนะ ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไปข้างนอก ฉันจะฟ้องเธอกับนังนิโกร เรียกค่าเสียหายให้เข็ด”
       จ้อยถึงกับหน้าซีดอย่างหวาดกลัว ดนัยธรรีบเข้าไปดึงกึ่งกระชากแขนเดือน
       “กลับไปคุยต่อที่บ้าน”
       ดนัยธรกับเขมวรรณรีบพาเดือนออกไป
      
       ตุ้มร้องโวยวาย และเขย่าตัวดำ
       “ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ดำเป็นอะไรก็ไม่รู้”
       ผู้คนกรูกันมาที่หน้าเวที แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ดำ จอร์จแหวกผู้คนเข้ามา
       “ขอทางหน่อยครับ ผมเป็นหมอครับ”
       จอร์จเข้ามาถึงตัวดำ เปิดเปลือกตาและตบหน้าดำเบาๆ สองสามที
       “ดำ...ดำ เป็นยังไงบ้าง”
       ดำยังไม่ได้สติ จอร์จบอกกับตุ้ม
       “ผมจะพาดำไปโรงพยาบาล”
       จอร์จช้อนตัวดำขึ้นมา แล้วอุ้มออกไป ใจหวานตามไป ตุ้มรีบไปหยิบไมค์ประกาศ
       “ทุกท่านกลับสู่ความสงบนะคะ ขอเชิญฟังเพลงต่อไปจากนักร้องสุดเซ็กซี่ของเราเลยค่า”
       ตุ้มกลับเข้าไปอย่างร้อนรน เสียงดนตรีดังขึ้น ออยออกมาบนเวที
       “เชิญแขกผู้มีเกียรติและศิษย์เก่าทุกท่าน ฟังเพลงต่อไปเลยนะคะ”
      
       ออยเริ่มร้องเพลง แต่ตาก็มองตามดำไปอย่างอยากรู้อยากเห็น


  


       ไวภพลงมาจากชั้นบน กำลังจะออกไปข้างนอก ก็ต้องชะงักฟังเมื่อได้ยินเสียงวนิดาพูดอย่างตื่นเต้น
      
       “โธ่เอ๊ย...ที่แท้ก็เป็นเรื่องเข้าใจผิดหรอกเหรอ”
       “อะไรกันครับแม่”
       “ก็ข่าวที่ว่าลูกสาวอธิบดีดนัยธรไม่ใช่ลูกแท้ๆน่ะสิ กลายเป็นโอละพ่อ ยัยนิโกรที่เคยออกมาประกาศดันกลับคำ บอกว่าเป็นการเข้าใจผิดซะแล้ว”
       “ไหนครับ ผมขอดูหน่อย”ไวภพเดินเข้าไปดู
       วนิดาเปิดให้ไวภพดูภาพข่าวจากไอแพด
       “นี่ไง เขาลงข่าวเล็กๆในซุบซิบนี่”
       ไวภพยิ้มออกมาทันที
       “ยิ้มอะไรเหรอไว”
       “เปล่านี่ครับ ผมไปก่อนนะครับ”
       ไวภพออกไปอย่างอารมณ์ดี วนิดามองตามงงๆ
      
       ไวภพเดินมาพลางชะเง้อมองหาใครบางคน พอเห็นก็เข้าไปหาอย่างดีใจ
       “เดือน...”
       เดือนเงยหน้าขึ้นจากแก้วน้ำผลไม้ พอเห็นไวภพก็แปลกใจนึกไม่ถึง แล้วเก็บหนังสือทำท่าจะออกไป เขารีบดึงแขนเธอไว้
       “เดี๋ยวก่อนสิครับ คุยกันก่อน”
       “ปล่อยนะ เราไม่มีอะไรจะคุยกัน”
       “ผมขอโทษ...เรื่องเมื่อคืน ผมเมาไปหน่อย”
       เดือนอ่อนลง
       “คุณไปที่ผับนั้นทำไม ติดใจนักร้องคนไหนเหรอ”
       “เปล่าเลย ผมไปเพราะกลุ้มใจต่างหาก”
       “ทำไมคะ ไวรังเกียจเดือนใช่ไหม ถ้าเดือนไม่ใช่ลูก...ของคุณพ่อ คุณแม่”
       “เปล่า ผมแค่สับสน อยากรู้ความจริงเท่านั้นเอง”
       “ไวก็รู้แล้วนี่คะ”
       ไวภพจ้องมองเดือนอย่างหวานซึ้ง จับมือไว้
       “ครับ ผมรู้แล้วยิ่งห่างเดือนเท่าไร ก็ยิ่งทรมานใจเท่านั้น”
       เดือนกลั้นยิ้ม
       “เลี่ยน...”
       “ถึงเลี่ยนก็เลี่ยนกับเดือนคนเดียว”
       เดือนกลั้นไม่ไหวยิ้มออกมา ไวภพดีใจมากที่ง้อเธอได้สำเร็จ
      
       ดำนั่งลงตรงหน้าจ้อย ในห้องทำงาน
       “คุณจ้อยเห็นหรือยังคะ ว่าหนูยอมแก้ข่าวให้แล้ว”
       จ้อยมองดำอย่างมึนตึง
       “เห็นแล้ว”
       “หนูกับซูซี่ พี่หวานกลับมาร้องเพลงได้แล้วใช่ไหมคะ”
       “ใช่”
       “ขอบคุณค่ะคุณจ้อย งั้นหนูจะไปแต่งตัวเลย”
       ดำทำท่าจะออกไปด้วยความดีใจ
       ​“เดี๋ยวก่อน”
       ดำชะงัก หันกลับมา จ้อยลุกขึ้น
       “ถึงจะกลับมาร้องเพลงได้ แต่ฉันต้องคาดโทษเธอ ที่ก่อเรื่องมาตลอด”
       “หนูไม่ได้ก่อเรื่องนะคะ นังออยนั่นแหละ...”
       “ไม่ต้องมาเถียง ไม่ใช่แค่เรื่องนังออยเรื่องเดียว เรื่องทุกอย่างที่เธอทำมันเดือดร้อนฉันด้วย”
       “หนูขอโทษคุณจ้อยก็แล้วกันค่ะ”
       “แค่ขอโทษมันไม่พอหรอก เธอต้องไม่ก่อเรื่องวุ่นวายอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะไล่เธอออกทันที”
       จ้อยจ้องหน้าดำอย่างเอาจริง ดำเชิดหน้านิดๆ
       “รับทราบค่ะคุณจ้อย”
       ดำเดินออกไป จ้อยมองตามอย่างไม่แน่ใจว่าดำจะทำได้อย่างที่พูด
      
       ดำนั่งแต่งหน้าอยู่ในห้องแต่งตัว ออยเข้ามาเห็นก็งงๆ
       “แกโดนพักงานอยู่ไม่ใช่เหรอนังดำ”
       “คุณจ้อยให้ฉันกลับมาทำงานได้แล้ว”
       ใจหวานกับซูซี่พูดพร้อมกัน
       “รวมทั้งพวกฉันด้วย”
       ออยหันไป เห็นใจหวานกับซูซี่เดินเข้ามาในชุดเตรียมร้องเพลง ออยมองอย่างเจ็บใจ
       “ดูหน้าตาของเธอจะซูบซีดเชียว พวกฉันไม่อยู่คงทำงานหนักมากสินะ”
       ออยลุกขึ้นกระแทกไหล่ใจหวาน แล้วกระแทกเท้าออกไป ดำกับใจหวานและซูซี่หัวเราะไล่หลังอย่างสะใจ
      
       ออยกรีดร้องอย่างเจ็บใจ ขณะที่หลบอยู่มุมหนึ่งของผับกับแอ๋มและแนท
       “เจ็บใจว่ะ นึกว่าพวกอีดำโดนเด้งออกไปแล้ว มันยังหน้าด้านกลับมาอีก”
       “มากันครบแก๊งเลยด้วยว่ะ” แอ๋มหงุดหงิดไปด้วย
       “วันนี้คุณไวภพก็ไม่มาอีก โอ๊ย...จะบ้าตาย อะไรๆ ก็ไม่เป็นใจเลย” ออยโวยวาย
       “เขาเสร็จแกหรือยัง”
       “ยังน่ะซี่ ใจแข็งเป็นบ้า”
       “ใจเขาแข็งหรือแกอ่อนปวกเปียกกันแน่วะ” แนทออกความเห็น
       “อีบ้า...แต่เขารวยโคตรเลยนะโว้ย แค่เล่าเรื่องอีดำให้ฟังก็ให้ทิปซะบานเบอะ”
       “ทำไมเขาสนใจเรื่องอีดำนัก หรือชอบของดำอีกคน” แอ๋มสงสัย
       “ไม่ใช่ เขาสนเพราะอยากรู้ว่าอีดำเป็นพี่น้องกับเด็กเขาหรือเปล่า ฉันก็จัดเต็ม​ไปซะ ว่าเป็นพี่น้องกันจริงๆ อีดำดันมายอมพลิกลิ้นซะอีก เซ็งว่ะ เป็นเพราะอีดำคนเดียว อยากตบล้างน้ำมันซะให้หายแค้น” ยิ่งพูดออยยิ่งแค้น
       “ใจเย็นๆ ออย สักวันคนอย่างอีดำมันต้องพลาดอีกแน่”
       “ฉันไม่รอให้พลาดอีกหรอก ฉันรอไม่ไหว”
       ออยคิดวางแผนชั่วร้ายทันที
      
       วันใหม่ ดำกลับมาที่อพาร์ทเม้นต์ หลังจากออกไปกินข้าวมา เธออึ้งไปเมื่อเห็นจอร์จประคองใจหวานเข้ามาอย่างทะนุถนอม พร้อมกับถือถุงยามาด้วย
       “เดินระวังๆ หน่อยนะหวาน”
       “แหม...ทำอย่างกับหวานท้อง 5-6 เดือน”
       “ท้องกี่เดือนก็ระวังไว้ดีกว่า”
       ดำรู้สึกปวดแปลบขึ้นมาในใจ หน้าเศร้าไป จอร์จหันมาเห็น
       “อ้าวดำ มายืนทำอะไรตรงนี้”
       ดำทำเป็นร่าเริงเข้าไปหาทั้งสอง
       “เพิ่งไปกินข้าวมา สองคนไปไหนกันมาคะ”
       “หมอพาพี่ไปฝากท้อง แล้วก็อัลตร้าซาวนด์ด้วย”
       “รู้หรือยังว่าได้ลูกสาวลูกชาย” ดำถามอย่างตื่นเต้น
       “ยังหรอก เพิ่งจะ 10 สัปดาห์เอง แต่ก็บอกใจหวานให้ระวังหน่อย เวลาร้องเพลงอย่าเต้นหักโหมนัก” จอร์จบอกอย่างเป็นห่วง
       “พี่หวานน่ะชอบร้องเพลงเต้นท่าเซ็กซี่ ต่อไปนี้ต้องลดดีกรีความเซ็กซี่ลงบ้างแล้ว เดี๋ยวหนูจะคอยดูแลพี่หวานเอง”
       “แกน่ะเหรอจะมาดูแลฉัน เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” ใจหวานรู้สึกดีที่ดำเป็นห่วง แต่ก็แกล้งว่า
       “โธ่...พี่หวาน หนูน่ะหัดเอาตัวรอดมาตั้งแต่เด็กอยู่แล้ว”
       “ที่จริงเดือนหน้า หวานควรจะหยุดร้องเพลงแล้วด้วย”
       ใจหวานถอนใจ
       “แล้วหวานจะเอาอะไรกินละคะหมอ ไหนจะต้องเก็บเงินเป็นค่าผ้าอ้อมค่านมลูกอีก”
       “เราค่อยๆ หาทางคิดกันไปนะ มันน่าจะมีทางออก”
       จอร์จโอบใจหวานแบบไม่คิดอะไร ใจหวานมองอย่างประทับใจ แต่ดำรู้สึกเจ็บแปลบในใจแบบแปลกๆ ซึ่งดำก็ไม่เข้าใจตัวเอง
      
       จอร์จกับดำช่วยกันพาใจหวานเข้ามาในห้อง
       “เดี๋ยวผมไปสอนหนังสือก่อน อย่าลืมกินยาบำรุงตามที่หมอสั่งล่ะ”
       “ค่ะหมอ”
       จอร์จวางถุงยาไว้แล้วออกไป ใจหวานมองตามอย่างปลาบปลื้ม ดำมองตาม
       “ครูจอร์จเป็นคนดีมากเลยนะพี่หวาน”
       “เรียกว่าประเสริฐเลยแหละแกเอ๊ย ทำอย่างกับเป็นพ่อเด็กซะเอง แถมพอเด็กคลอดออกมาเขายังจะรับรองเป็นพ่อให้ด้วย แต่ฉันยังไม่ยอม”
       “ทำไมล่ะพี่หวาน”
       “ฉันไม่อยากเป็นภาระของเขา เผื่อเขาจะมีครอบครัวของตัวเอง ว่าแต่แกเถอะ เขาดีขนาดนี้แล้วยังไม่คิดจะชอบเขาอีกเหรอ”
       “หนูไม่คู่ควรกับคนดีๆ อย่างเขาหรอก”
       “เฮ้อ...ฉันรู้นะแกยังฝังใจกับเรื่องเก่าๆ ยังไม่ลืมไอ้สมพันธุ์ใช่ไหม”
       ดำก้มหน้าถอนใจเศร้า
       “มันหลายเรื่องน่ะพี่หวาน”
       ​“ตามใจนะ ถ้าแกยังไม่สนใจเขา อีกหน่อยเขาก็คงไปสนใจคนอื่นเหมือนกัน”
      
       ดำนิ่งอั้นไป ใจหวานส่ายหน้ามองดำอย่างไม่เข้าใจ

      ​กุหลาบซึ่งในเวลานี้ทั้งแก่และโทรมลงมาก มาด้อมๆ มองๆ หน้าบ้านเขมวรรณ เธอชะเง้อมองหาเดือน
      
       ​“มาหาใคร”ขจิตถาม
       ​กุหลาบหันกลับไปอย่างดีใจ แต่แล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นบึ้งตึงเมื่อเห็นว่าเป็นใคร ขจิตซึ่งไปเดินออกกำลังกายมา มองกุหลาบหัวจรดเท้าอย่างรู้สึกคุ้นหน้า พอนึกได้ก็ตกใจ
       “ฉันจำแกได้ แก...แกกลับมาอีกทำไม”
       “ฉันอยากมาเห็นหน้าลูกฉัน”
       “แกไม่มีสิทธิ์เจอหน้าลูกแก แกเซ็นสัญญายกลูกให้พ่อกับแม่ใหม่เขาแล้ว”
       “ฉันแค่อยากเห็นว่าโตขึ้นเขาเป็นยังไง อยู่สุขสบายดีหรือเปล่า
       ​“เขาอยู่สุขสบายดีมาก แกไม่ต้องมาดูหรอก”
       “เดือนอยู่บ้านหรือเปล่า”
       “ไม่อยู่ ถึงอยู่เขาก็ไม่อยากเจอแก เขาไม่คิดว่ามีแม่อย่างแกอยู่ในโลกนี้ แกกลับไปได้แล้ว”
       กุหลาบมองไม่พอใจ
       “อย่าใจร้ายไปหน่อยเลยคุณนาย ฉันขอเห็นหน้าลูกอีกสักครั้งเท่านั้นเองคุณนายก็เป็นแม่คนน่าจะเข้าใจหัวอกแม่ด้วยกัน”
       “ก็เพราะฉันเป็นแม่คนน่ะสิ เลยเข้าใจว่าแกเป็นแม่ที่เลวที่สุด ขายลูกตัวเองได้ลงคอ เงินหมดแล้วล่ะสิถึงได้ซมซานกลับมา”
       “ฉันอยากจะมาเจอลูกฉัน ไม่ได้มาเอาเงิน”
       “ฉันไม่เชื่อน้ำหน้าผู้หญิงชั้นต่ำอย่างแกหรอก”
       “ฉันจะโพนทะนาให้ทั่วว่าคุณนายกีดกันไม่ให้ฉันเจอลูก”
       ขจิตชี้หน้ากุหลาบ
       “ก็ลองดูสิ พวกฉันจะฟ้องแกติดคุกหัวโตเลย แกไปให้พ้น ไม่งั้นฉันจะเรียกรปภ.หมู่บ้านมาจับแกโยนออกไป ไป!”
       กุหลาบไม่ยอมไป ขจิตร้องเสียงดัง
       “ช่วยด้วยๆ ใครก็ได้ช่วยเรียก รปภ.ที มีคนบ้าจะทำร้ายฉัน”
       ชาวบ้านหันมามองแล้วทำท่าจะเข้ามาช่วยขจิต กุหลาบยอมออกไป แต่ในใจนั้นไม่ยอมแพ้
      
       ขจิตเข้าไปในบ้าน มองหาเขมวรรณพลางร้องเรียก
       “ยัยเข็ม...ยัยเข็ม...”
       แต่แล้วขจิตก็หยุดกึก เมื่อเห็นซองยาซึ่งวางอยู่ข้างแก้วน้ำที่ดื่มไปแล้ว ขจิตหยิบขึ้นมาดู หน้าเสียกว่าเดิม
       “ถึงกับต้องกินยาแก้เครียดเลยเหรอยัยเข็ม”
       ขจิตวางซองยาลง เป็นห่วงเขมวรรณจับใจ เปลี่ยนใจยังไม่บอกเขมวรรณเรื่องที่เกิดขึ้น
      
       เดือนเดินออกมาที่หน้ามหาวิทยาลัย มองหาไวภพ
       “เดือนลูกแม่...” เสียงกุหลาบดังขึ้น
       เดือนชะงัก หันไปมองอย่างตกใจ กุหลาบในสภาพผอมโซโผเข้ามาหา
       “ในที่สุดแม่ก็ได้เจอหนูซะที แม่คิดถึงหนูเหลือเกิน”
       เดือนจำได้ แต่รีบขยับตัวออกห่าง ไม่กล้าเข้าใกล้ เกรงสายตาคนที่มองมา
       “คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าคะ ฉันไม่ใช่ลูกคุณหรอกค่ะ”
       กุหลาบขยับใกล้เดือน
       “เดือนจำแม่ได้เหรอลูก นี่แม่กุหลาบ แม่แท้ๆ ของหนูไง”
       เดือนส่ายหัวดิก ถอยห่างออกมาอีก ทำท่าจะหนี
       ​“คุณไม่ใช่แม่ฉัน ขอตัวนะคะ”
       เดือนเดินหนี กุหลาบรีบตาม
       “เดี๋ยวสิ เดือน...เดือนลูกแม่ เดือน...”
      
       เดือนเดินไปเหลียวหลังไปจนชนกับไวภพ
       “เดือน...มีอะไรหรือเปล่า ท่าทางเหมือนหนีอะไรอยู่”
       “มีผู้หญิงท่าทางแปลกๆ คนนึงตามเดือนมา น่ากลัวจัง”
       ไวภพหันไปมอง เห็นกุหลาบมองเห็นเดือน กำลังจะเข้ามา
       “คนนั้นใช่ไหม”
       เดือนพยักหน้า แล้วรีบหันหนีกุหลาบไม่ให้เห็นหน้า ไวภพบังไว้
       “หลบไปก่อน”
       ไวภพกันเดือนหลบไปทางมุมตึก กุหลาบชะเง้อมอง ไม่เห็นเดือนแล้ว
       “คุณเห็นผู้หญิงคนนึงผมยาวผิวขาว หน้าตาลูกครึ่งผ่านมาแถวนี้หรือเปล่า”
       “เห็นครับ ไปทางโน้นครับ”
       ไวภพชี้ให้ไปอีกทาง กุหลาบเดินไปทางนั้น เดือนมองตามโล่งใจ
      
       ไวภพจูงเดือนหลบออกมาอีกด้าน
       “ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร”
       ​“เดือนไม่รู้จักเขาเลย”
       “หน้าตาเหมือนคนสติไม่ดี เดือนต้องระวังหน่อยนะ อย่าไปคุยกับคนแปลกหน้า สมัยนี้ไม่น่าไว้ใจ”
       เดือนพยักหน้า แล้วยังหันไปรอบๆ อย่างหวาดระแวงแต่ก็รู้สึกผิดลึกๆในใจ เพราะรู้ดีว่าเป็นใคร
       “ผู้หญิงคนนั้นคงไปแล้ว เรารีบไปเถอะ เดี๋ยวไม่ทันรอบหนัง”
       เดือนพยักหน้า ไวภพจูงมือเดือนออกไปอย่างหวานชื่น
      
       หลังจากดูหนังจบ ไวภพพาเดือนออกมานั่งกินไอศกรีมกันภายในร้านของห้างสรรพสินค้า
       “หนังเรื่องนี้สนุกดีนะ ชอบพระเอกน่ารักดี”
       “น่ารักกว่าผมหรือเปล่า”
       เดือนค้อนๆ
       “นิดนึง”
       “ผมหึงนะ”
       “หึงแม้กระทั่งดาราเหรอคะ”
       “หึงทุกคนที่เดือนชอบมากกว่าผมนั่นแหละ”
       “แล้วทียัยนักร้องในผับนั่นละคะ เดือนไม่เห็นหึงเลย”
       “บอกแล้วว่าไม่มีอะไร ไม่มีอะไร”
       “ไม่เชื่อ”
       “ไวภพ”
       เสียงวนิดาดังขึ้น ไวภพหันไปมองอย่างแปลกใจ
       “คุณแม่...”
       วนิดาเดินเข้ามา
       “แหม...พาสาวมาออกเดทอยู่นี่เอง”
       ไวภพกับเดือนมองหน้ากันเขินๆ
       “คุณแม่ผมครับเดือน..นี่เดือนครับคุณแม่” ไวภพแนะนำทั้งสอง
       เดือนยกมือไหว้วนิดา วนิดารับไหว้ พลางมองหน้าอย่างพิจารณา
       “เดือน...ใช่เดือนไขแสง ลูกอธิบดีดนัยธรที่เพิ่งเป็นข่าวหรือเปล่าจ๊ะ”
       “ใช่ครับ”
       “แย่หน่อยนะหนู จู่ ๆ ก็มีคนมาแอบอ้างว่าเราเป็นพี่น้องกับเขา ทั้งที่หน้าตาคนละเรื่องเลย เด็กนิโกรนั่นจะแอบอ้างใครก็น่าจะหาหน้าตาใกล้เคียงกันหน่อย” วนิดาบอกอย่างเห็นใจ
       “ค่ะคุณป้า”
       “เดี๋ยวแม่ต้องไปธุระต่อแล้ว นัดกับเพื่อนไว้ ว่างๆ ให้นายไวพาไปเที่ยวบ้านนะจ๊ะ จะได้คุยกันนานๆ...แม่ไปละ อย่าพาหนูเดือนเที่ยวดึกนักล่ะ เดี๋ยวคุณพ่อคุณแม่เขาจะเป็นห่วง”
       “คร้าบคุณแม่”
       เดือนยกมือไหว้ วนิดารับไหว้ แล้วเดินแยกไป เดือนมองตามอย่างแอบเครียด
      
       ใจหวานร้องเพลงอยู่บนเวที เป็นเพลงเร็วแต่ใจหวานเต้นแบบเบาๆ และแอบนิ่วหน้าอย่างรู้สึกเวียนหัว เสียงเริ่มสั่นเครือ ลูกค้ามองอย่างสงสัย
       “วันนี้ใจหวานเต้นไม่มันเลยว่ะ เสียงก็เหมือนหมดแรง”
       อีกคนตะโกน
       “ขอแด๊นซ์มันๆหน่อยใจหวาน”
       ใจหวานพยายามเต้นแต่ไม่กล้าออกสเต็ปมาก ซูซี่ซึ่งนั่งคุยกับแขกอยู่ข้างล่างสังเกตเห็น จึงบอกกับลูกค้า
       “ขอโทษนะคะ วันนี้พี่หวานไม่ค่อยสบาย เดี๋ยวซูซี่เต้นแทนนะคะ”
       ซูซี่ขึ้นไปเต้นท่าฮาเล็มเชค ลูกค้าเต้นไปด้วยอย่างเมามัน แต่ใจหวานรู้สึกเพลียจนร้องต่อไม่ค่อยไหว ดำซึ่งรอร้องเพลงต่อไปถือไมค์อีกตัวเข้ามาร้องไปกับใจหวาน แล้วขยิบตาให้ใจหวานเข้าไปด้านใน
       ขณะเดียวกันในห้องแต่งตัว ออย แนทและแอ๋มแอบเข้ามาในห้อง มองหารองเท้าของดำ
       “เจอแล้ว นี่ไงออย”
       ออยหยิบรองเท้าของดำมา
       “เดี๋ยวนังดำมันต้องใส่คู่นี้ใช่ไหม”
       “ใช่ เพลงต่อไปมันต้องเต้นเยอะ มันจะใส่คู่เตี้ยหน่อย”
       ออยยิ้มกระหยิ่ม มองซ้ายมองขวา แล้วบอกกับแอ๋ม
       “แกไปดูหน้าประตู”
       แอ๋มพยักหน้า รีบไปเฝ้าหน้าประตู ออยเอาส้นรองเท้าข้างหนึ่งฟาดกับอีกข้างจนส้นอีกข้างร่องแร่งแต่ยังไม่หลุด ออยกับแนทแปะมือกันสะใจ
       “เดี๋ยวมันได้หน้าแหกกลางเวทีแน่”
       แอ๋มรีบเข้ามาบอกหน้าตาตื่น
       “มาแล้วๆ นังใจหวานมา”
      
       ออยกับแนทรีบทำตัวปกติ ใจหวานเดินเข้ามา พอเห็นพวกสามคนก็มองอย่างไม่ไว้ใจ ออยเบะปากใส่ใจหวาน แล้วแกล้งทำเป็นแต่งตัวเหมือนไม่มีอะไร


  


       ​23.3 (ต่อ) ออยเข้ามาหาจ้อยในห้องทำงาน บอกมีเรื่องจะคุยด้วย
      
       “มีอะไรเหรอออย นังดำมันวุ่นวายอะไรอีกหรือเปล่า” จ้อยถามทันที
       ​“คืองี้ค่ะ ออยยังได้ยินนังดำมันบ่น ว่าที่นี่ให้เงินน้อย มีผับอื่นจะดึงตัวมันไป แล้วมันก็จะเอาใจหวานกับซูซี่ไปด้วย”
       ​“แล้วพวกมันกลับมาหาฉันทำไม”
       “ออยก็ไม่แน่ใจนะคะ แต่เดาว่ามันคงกะจะดึงลูกค้าจากที่นี่ไปด้วย แบบว่าไม่ยอมหายไปเฉยๆ ค่ะคุณจ้อย”
       จ้อยเลือดขึ้นหน้า กำมือแน่นอย่างรู้สึกโกรธ
       “อีพวกนี้เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ ถ้าเลี้ยงไว้เสียข้าวสุก ฉันก็จะปล่อยให้มันไปหากินเอาเอง”
       ออยลอบมองหน้าจ้อยที่มีท่าทีเชื่อในสิ่งที่เธอพูด ก็ยิ้มอย่างพอใจ
      
       ใจหวานนั่งหมดแรงอยู่ในห้อง ดำกับซูซี่กลับเข้ามา
       “พี่หวานเป็นไงมั่ง”
       “รู้สึกเหมือนจะหน้ามืด”
       “ยังแพ้อยู่อีกเหรอ”
       “นิดหน่อยน่ะ”
       “อย่างนี้ไม่นิดแล้วพี่หวาน ถ้าไม่ไหวบอกนะ ฉันจะไปร้องแทน”
       “ไม่เป็นไร ฉันไม่อยากให้คุณจ้อยรู้ เดี๋ยวจะสั่งให้หยุดร้องไปเลย”
       “แต่พี่หวานก็ต้องห่วงลูกในท้องบ้าง” ดำกังวล
       “ไม่ต้องห่วงหรอก มันแข็งแรงจะตาย มันต้องเข้มแข็งเหมือนแม่มัน”
       ดำกับซูซี่มองใจหวานอย่างเป็นห่วง ดำไปหยิบรองเท้าคู่ที่ออยทำหักออกมา
       “เอางี้นะพี่หวาน เดี๋ยวพี่ใส่รองเท้าคู่นี้ของหนูขึ้นไปร้องดีกว่า”
       “ก็ดีเหมือนกัน ใส่ส้นเตี้ยหน่อยจะได้ไม่ต้องกังวลมาก”
       ดำเอารองเท้าให้ใจหวานสวม
      
       มุมหนึ่งในผับ ออยแปะมือแนทกับแอ๋ม
       “แกนี่มันเจ๋งจริงว่ะนังออย ฟ้องทีเดียวเล่นงานได้ทั้งสามตัวเลย”
       ออยยิ้มเยาะ
       “ฮึ่ม...พวกมันนึกว่าตัวเองแน่ที่กลับมาได้ คราวนี้มันต้องโดนเฉดหัวออกไปยกแก๊ง”
       “สมน้ำหน้า เราเตรียมดูความหายนะของพวกมันเลยดีกว่า ฮ่าๆๆ”
       ทั้งสามหัวเราะอย่างสะใจ
       ใจหวานออกมาร้องเพลงช้าๆ อย่างซาบซึ้งกินใจบนเวที ส้นรองเท้าที่ใจหวานสวมอยู่เริ่มเพยิบออกมา เธอรู้สึกผิดปกติ จึงพยายามไม่ขยับมาก ซูซี่เห็นท่าไม่ดี ขึ้นไปคว้าไมค์ช่วยใจหวานร้องเพลง
       แขกในผับเริ่มไม่พอใจ
       “เอ๊ะ...ทำไมวันนี้ซูซี่กับดำ ผลัดกันขึ้นมาร้องแทนใจหวาน เป็นอะไรหรือเปล่า”
       “ร้องไม่จบเพลงแบบนี้ เอาเปรียบกันนี่หว่า”
       แขกเริ่มส่งเสียงโห่ ใจหวานรีบกลับเข้าไป แต่เกิดส้นรองเท้าหลุด สะดุดล้มตกบันไดเวทีดังโครม แล้วกลิ้งลงมาที่พื้น
       “ว้าย...พี่หวาน”
       แขกส่งเสียงอื้ออึงตกใจ
       ​
       ดำส่องกระจกตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองอยู่ในห้องแต่งตัว พอได้ยินเสียงเอะอะก็ตกใจ รีบออกไปทันที แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นแอ๋มกับแนทคุยกัน
       “ออยมันตั้งใจจะเล่นนังดำ ทำไมกลายเป็นนังหวานไปได้วะ”
       “สงสัยมันจะสลับรองเท้ากัน”
       แอ๋มพยักหน้าเห็นด้วย
       “งั้นต้องให้ออยหาวิธีเล่นอีดำทางอื่น”
       ดำสงสัยว่าสองคนนี้คุยอะไร จะออกไปถาม แต่ทั้งสองรีบออกไปดูเหตุการณ์ก่อน
       “พี่หวาน...พี่หวานเป็นยังไงมั่ง”ซูซี่ร้องอย่างตกใจ
       ดำรีบออกไปดู ทันทีที่เห็นหวานใจกองอยู่ที่พื้นก็รีบเข้าไปช่วย
       “พี่หวานเป็นยังไงบ้าง”
       ใจหวานแทบลุกไม่ขึ้น ดำกับซูซี่ช่วยกันประคองใจหวานเข้าไปข้างใน จ้อยออกมาดูเหตุการณ์
       “เกิดอะไรขึ้น”
       ออยรีบเข้ามารายงาน
       “หวานมันสะดุดรองเท้าตัวเองล้มน่ะค่ะ”
       “โอ๊ย...น่าขายหน้าจริงๆ มีแต่เรื่องปวดหัว” จ้อยส่ายหัวเซ็งๆ
       ออยมองตามใจหวานอย่างสะใจ
      
       ดำกับซูซี่ช่วยกันประคองใจหวานเข้ามานั่งพักในห้องแต่งตัว
       “แย่แล้ว พี่หวานเลือดออก”
       ซูซี่ร้องบอก ทุกคนมองไป เห็นใจหวานมีเลือดออกมาจากกระโปรง
       “รีบพาพี่หวานไปโรงพยาบาลเถอะ” ดำบอก
       ทั้งสองจะพาใจหวานออกไป แต่จ้อยเข้ามาเสียก่อน
       “จะไปไหนกัน”
       “พี่หวานเอ่อ...”
       ซูซี่ไม่กล้าพูด ดำตัดสินใจบอก
       “พี่หวานตกเลือดค่ะคุณจ้อย”
       “ตกเลือด? หมายความว่าไง ใจหวานท้องเหรอ”
       ดำกับซูซี่มองหน้ากัน ไม่กล้าพูดอะไร จ้อยโวยวายทันที
       “โอ๊ย...ท้องแล้วยังจะมาร้องเพลงอีก พวกแกนี่วุ่นวายจริงๆ”
       “พวกหนูจะพาพี่หวานไปโรงพยาบาลก่อนนะคะ”
       “แล้วใครจะร้องเพลงต่อล่ะ”
       “ให้พวกนังออยร้องไปก่อนสิคะ”
       ดำกับซูซี่ประคองใจหวานออกไป จ้อยมองตามอย่างหมายหัวไว้
       “งั้นก็ให้นังออยมันร้องแทนไปตลอดก็แล้วกัน”
      
       ใจหวานร้องไห้เสียใจเมื่อรู้ว่าแท้งลูก ขณะที่นอนพักอยู่ในห้อง ดำกับซูซี่และจอร์จช่วยกันปลอบ
       “พี่หวานอย่าเสียใจเลย เด็กคงไปสบาย ไม่ต้องมาลำบากอย่างพวกเราแล้ว”
       ​ใจหวานสะอื้น
       “ถึงตอนแรกฉันจะไม่อยากได้เขา แต่ยิ่งนานวันฉันก็ยิ่งผูกพัน ฉันตั้งใจจะเลี้ยงเขาให้เป็นคนดี คิดว่าอีกเจ็ดเดือนเราจะได้เจอหน้ากันแล้ว”
       “หวานอย่าคิดมาก เดี๋ยวหมอสูติขูดมดลูกแล้ว รักษาร่างกายให้แข็งแรง อีกหน่อยก็มีลูกได้อีก” จอร์จปลอบ
       “หวานคงไม่อยากมีอีกแล้ว ขอโทษนะลูก ที่แม่เคยเสือกไสไล่ส่งหนู แม่ขอโทษ...” หวานจับท้องตัวเอง
       ดำมองหวานอย่างสงสาร
       “หนูก็ต้องขอโทษพี่หวานเหมือนกัน ถ้าไม่ใช่เพราะหนูให้เปลี่ยนรองเท้าพี่หวานก็คงไม่...”
       ดำเม้มปากแน่น อย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์
       ​“ไม่เกี่ยวกับแกหรอกดำ แกไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ”
       ดำนึกถึงเหตุการณ์ ที่ได้ยินออยกับแนทคุยกัน
       ‘ออยมันตั้งใจจะเล่นนังดำ ทำไมกลายเป็นนังหวานไปได้วะ’
       ‘สงสัยมันจะสลับรองเท้ากัน’
       ‘งั้นต้องให้ออยหาวิธีเล่นอีดำทางอื่น’
       นึกแล้วดำเลือดขึ้นหน้าทันที
       “แต่อาจจะมีคนตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้น”
       “แกหมายถึงใคร”
       ดำไม่ตอบคำถาม แต่หันไปบอกจอร์จ
       “ครูจอร์จกับซูซี่ดูแลพี่หวานไปก่อนนะ เดี๋ยวหนูมา”
       “ดำจะไปไหน”
       จอร์จถาม ดำเดินออกไป ท่ามกลางความงุนงงของทุกคน
      
       ดำกำมือแน่นอย่างแค้นใจ จอร์จตามมาคว้ามือดำไว้
       “ดำจะไปไหน”
       “หนูจะกลับไปคุยกับคุณจ้อยที่ผับ”
       “จะคุยเรื่องใจหวานน่ะเหรอ อย่าเพิ่งเลยดำ ไว้พรุ่งนี้ก็ได้”
       “หนูรอไม่ได้”
       “งั้นฉันไปด้วย”
       “อย่าเลยค่ะครู เดี๋ยวซูซี่กับพี่หวานจะสงสัย แล้วซูซี่ตามไปอาจโดนลูกหลงคุณจ้อยไปด้วย บอกสองคนนั้นแค่ว่าหนูกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้านก็แล้วกัน”
       ดำเดินออกไปอย่างมุ่งมั่น จอร์จมองตามกลุ้มใจและเป็นห่วงดำ
       ​
       ดำเปิดประตูผลัวะเข้ามาในห้อง จ้อยมองดำอย่างแปลกใจที่เห็นดำกลับมา
       “อ้าวดำ...กลับมาอีกทำไม เกิดอะไรขึ้นกับใจหวานหรือเปล่า”
       “พี่หวานแท้ง...”
       “ใจหวานรู้ตัวว่าท้องก็ไม่น่าจะมาร้องเพลงเลย”
       “ที่จริงพี่หวานไม่น่าจะเป็นอะไร แต่มีคนจงใจแกล้งหนู แล้วพี่หวานรับเคราะห์แทน”
       “ใครแกล้งแก”
       “พวกนังออย มันหักรองเท้าหนู แต่พี่หวานขอยืมรองเท้าหนูไปใส่ ก็เลยล้มคาเวที”
       จ้อยตก แต่ก็ยังไม่เชื่อนัก
       “รู้ได้ยังไง”
       “หนูแอบได้ยินนังแอ๋มกับนังแนทคุยกัน”
       “งั้นก็ยังไม่มีหลักฐานชัดเจน”
       “จะให้มีหลักฐานยังไงคะ ตรวจลายนิ้วมือบนรองเท้าเลยไหม”
       “ไม่จำเป็น ที่จริงมันก็เป็นความผิดใจหวานด้วยเหมือนกัน ที่ท้องแล้วปิดบังฉัน ทำให้ผับของฉันเสียชื่อ”
       “คุณจ้อยพูดแบบนี้ แสดงว่าจะไม่จัดการให้หนูใช่ไหม”
       “อย่ามาสั่งฉันนะดำ ตั้งแต่แกมาทำงานที่นี่ก็มีแต่ป่วนหาเรื่องตลอด แกกลับไปดูแลใจหวานให้ดี เรื่องที่เหลือฉันจะจัดการตามที่เห็นสมควร”
       “ก็ได้ งั้นหนูจะจัดการตามที่หนูเห็นสมควรเหมือนกัน”
       ดำผลุนผลันออกไป จ้อยเรียกดำไว้
       ​“ดำ...นังดำ”
      
       จ้อยมองตามอย่างไม่สบายใจ กลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้น
ตอนที่ 21
      
       ออยร้องเพลงอยู่บนเวที ทำท่าเซ็กซี่เรียกแขก แขกเข้ามาทิปออยแบบจัดหนัก ดำขึ้นไปหา
      
       “อีออย มึงกับกูต้องเจอกัน”
       ออยมองดำงงๆ ดำตบหน้าออยฉาดใหญ่
       “อีดำ มึงตบกูทำไม”
       แขกในผับทั้งตกใจทั้งฮือฮา
       “เฮ้ย...มีโชว์ตบให้ดูด้วยว่ะ”
       ดำชี้หน้าออย
       “มึงแกล้งหักรองเท้ากู ทำให้พี่หวานแท้ง”
       ดำตบออยอีกฉาดใหญ่ ออยตบดำกลับ แต่เจอดำถีบจนล้มโครม
       “รู้แล้วใช่ไหม รสชาติของคนล้มมันเป็นยังไง”
       ดำจะเข้าไปกระทืบออยซ้ำ แต่แมนกับป๋องเข้ามาช่วยกันแยกทั้งสอง ดำดิ้นพราด จ้อยเข้ามาสั่ง
       “จับมันออกไป”
       “ปล่อยกู ปล่อยกูเดี๋ยวนี้”
       จ้อยตามดำออกไป
      
       ดำถูกแมนกับป๋องจับโยนออกมาจากผับ จ้อยตามมา
       “ฉันบอกแกแล้วใช่ไหมดำ ว่าอย่าก่อเรื่องวุ่นวายอีก”
       “ในเมื่อคุณจ้อยไม่สนใจ หนูก็ต้องเป็นคนสั่งสอนนังออยเอง”
       “แกไม่มีความเกรงใจฉันเลย”
       “ถ้าหนูไม่เกรงใจ หนูก็จะไม่ไปฟ้องคุณจ้อยก่อน แต่นี่คุณจ้อยไม่จัดการอะไรให้ แถมยังเข้าข้างนังออยอีก”
       ​จ้อยไม่พอใจ
       “ฉันมีสิทธิ์จะตัดสินใจตามความคิดของฉัน แกนี่มันเลี้ยงไม่เชื่องอย่างที่ใครๆ เขาว่าจริงๆ นังดำ”
       “หนูน่ะเหรอเลี้ยงไม่เชื่อง หนูร้องเพลงเรียกแขกให้ที่นี่ตั้งเท่าไร”
       “อย่ามาอวดเก่งเลยนังดำ ฉันหานักร้องสวยกว่าแกได้ถมไป ถึงเสียงอาจจะไม่ดีกว่า แต่ถึงยังไงคนก็ชอบดูของขาวๆ สวยๆ มากกว่าของดำน่าเกลียดอย่างแก”
       “ถึงตัวหนูจะน่าเกลียด แต่ใจไม่น่าเกลียดเท่าคุณจ้อยหรอก”
       “แกหลอกด่าฉันเหรอนังดำ”
       “หนูด่าตรงๆ นี่แหละ คุณจ้อยก็ใจแคบเหมือนคุณนายจรูญศรี คุณโจ้ คุณจิ๋มที่มองคนแต่ภายนอก คอยแต่จะเอาเปรียบคนอื่นที่ด้อยกว่า มิน่าถึงโดนผัวฝรั่งทิ้ง”
       จ้อยตวาดลั่น
       “อีดำ แล้วแกล่ะ โดนไอ้ผัวแมงดาทิ้งเหมือนกัน เสียอะไรต่อมิอะไรให้มันตั้งเท่าไรล่ะ”
       ดำขมขื่นและเจ็บปวด แต่ก็เถียงกลับไปอย่างไม่ยอมแพ้ตามนิสัย
       “หนูโดนทิ้งเพราะผิวหนูดำ แต่คุณจ้อยโดนทิ้งเพราะใจโคตรดำ”
       จ้อยทำท่าจะตบดำ แต่ดำจับมือจ้อยไว้ แล้วผลักจ้อยออกไป
       “จำไว้ว่าคุณจ้อยไม่ใช่เจ้านายหนูแล้ว ไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรกับหนูได้ตามใจชอบอีกต่อไป”
       ดำเดินออกไป จ้อยมองตามเจ็บใจ ออยมาแอบดู ยิ้มเยาะอย่างพอใจ แต่แล้วก็รู้สึกเจ็บแผลที่โดนดำตบ
      
       ​แนทช่วยเอาน้ำแข็งประคบแก้มให้ออย
       “โอ๊ย...อีดำนี่นอกจากปากร้ายแล้ว มันยังมือหนัก ตีนหนักอีก”ออยร้องไปบานไป
       “ถึงโดนก็คุ้มว่ะออย อีดำมันโดนเฉดหัวออกไปสมใจแกแล้ว”
       ออยเหล่แอ๋มอย่างหงุดหงิด
       “คุ้มกับผีอะไร แกไม่มาโดนมั่งวะ โอ๊ย...”
       แอ๋มหน้าเจื่อนไป
       “ต่อไปนี้แกก็หมดเสี้ยนหนามซะทีนะนังออย”
       “คอยดูนะ ฉันจะยุให้คุณจ้อยรับหนุ่มๆ เข้ามาเพิ่มมั่ง จะได้ไม่มีใครเด่นเกินหน้าเกินตาเราอีก”
       แนทกับแอ๋มมองหน้ากันอย่างเห็นด้วย ออยซี้ดปากเพราะเจ็บแผลแต่แววตามีความสุข
      
       ​ดำนั่งซึมอยู่คนเดียวหน้าห้องคนไข้ จอร์จเปิดประตูออกมา แปลกใจที่เห็นดำ
       “ดำ...กลับมาตั้งแต่เมื่อไร ทำไมไม่เข้าไปในห้อง”
       “หนูขอนั่งทำใจสักพักก่อน ไม่อยากให้พี่หวานสงสัย”
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “หนูโดนคุณจ้อยไล่ออก”
       ดำซบหน้ากับฝ่ามือตัวเอง จอร์จดึงดำเข้ามากอดปลอบใจ
       “ไม่เป็นไรนะดำ ถึงจะไม่ได้ร้องเพลงที่นี่ คนมีความสามารถอย่างดำก็ไปที่อื่นได้”
       “บางที..หนูอยากจะไปทำอย่างอื่น อยากจะเลิกร้องเพลงไปเลย”
       “เราเลือกเกิดไม่ได้แต่เราเลือกทางที่จะเดินได้ ดำก็เดินมาแล้วทำไมไม่ไปต่อ จะมาท้ออะไรกับเรื่องเล็กๆ แค่นี้”
       “หนูท้อกับความไม่ยุติธรรมของคน หนูเจอมาตลอดชีวิตแล้ว ไม่รู้ต้องเจออีกถึงเมื่อไร”
       “โอกาสมีอยู่เสมอนะดำ เดี๋ยวมันก็เข้ามาอีก”
       “โอกาสของคนอย่างหนูมันไม่เท่าโอกาสของคนอื่นๆ หรอก ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือเรื่องความรัก”
       “ยังมีคนเห็นคุณค่าของเธออีกมากนะดำ เธอร้องเพลงเก่งกว่าคนอื่น ฉันเชื่อว่าโอกาสของเธอไม่มีวันหมด เธอต้องสู้ต่อไป”
       ดำยังซึม จอร์จอมองดำอย่างเป็นห่วง
       “กลับบ้านไปพักก่อนนะดำ ใจหวานหลับไปแล้ว ซูซี่ดูแลอยู่ พรุ่งนี้ค่อยมาเยี่ยมใจหวานใหม่”
       ดำพยักหน้า จอร์จตบบ่าให้กำลังใจดำ
      
       ดำกลับมาเศร้าๆ ผ่าน รปภ. ที่นั่งเฝ้ายามอยู่ พอเห็นดำก็รีบทัก
       “วันนี้กลับมาเกือบเช้าเลยนะพี่ดำ มีคนมารอพี่ดำตั้งแต่หัวค่ำแน่ะ”
       “คนมารอฉัน ใครเหรอ”
       “เป็นผู้หญิงอายุน่าจะ 50 กว่าๆ เขาไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร บอกว่าอยากให้พี่จำได้เอง”
       ดำมองเข้าไปในล็อบบี้อย่างงุนงงสงสัย
       ​
       ดำเดินออกมา เขม้นมองอย่างไม่แน่ใจ แต่พอแน่ใจแล้วก็ทั้งตกใจและประหลาดใจมาก
       “แม่”
       กุหลาบซึ่งนั่งหลับอยู่งัวเงียลุกขึ้นมา พอเห็นดำก็ลุกขึ้นอย่างดีใจ
       “ดำลูกแม่”
       กุหลาบโผเข้ามากอดดำไว้
       “ดำ...แม่คิดถึงลูกมาก”
       “แม่มาได้ยังไง”
       ดำงุนงงและเกร็งตัวกับอ้อมกอดนั้น
       “แม่ตามหาลูกมานานแล้วดำ”
       กุหลาบลูบหน้าลูบตาดำเหมือนรัก และคิดถึงเต็มประดา
       “แม่ดีใจที่สุดที่ได้เจอลูก”
       “แล้วทำไม...เมื่อสิบห้าปีที่แล้ว แม่ไม่กลับมาหาหนู”
       กุหลาบลูบผมดำอย่างเอ็นดู
       “ตอนนั้น...แม่เดือดร้อนมาก ไม่มีเงินจะเลี้ยงลูก แม่ตระเวนไปหางานทำหลายจังหวัด ไม่อยากจะเอาลูกไปลำบากด้วย”
       ดำพยายามกลั้นน้ำตาที่เอ่อออกมา
       “แต่หนู...รอแม่อยู่นาน...หลายปี”
       “แม่ก็กลับมาแล้วไงดำ แม่ตามหาดำกับเดือนมาหลายปีแล้ว แม่คิดถึงลูกทั้งสองคนตลอดเวลา แม่เล่าให้ทุกคนฟังว่ามีลูกคนนึงชื่อดำคนนึงชื่อเดือน แต่ยกให้เศรษฐีไปเลี้ยง พอดีเมื่อหลายวันก่อนมีเพื่อนเห็นข่าวที่ดำประกาศว่าเป็นพี่น้องกับเดือน แม่ก็เลยออกตามหาว่าลูกสองคนอยู่ที่ไหน ในที่สุดก็ได้เจอกัน ดำลูกแม่...ยกโทษให้แม่นะลูก”
       ดำพยักหน้า เสียงเครือ
       “จ้ะแม่จ๋า”
       “แม่รักลูกนะดำ”
       กุหลาบกอดดำไว้ ดำค่อยๆ ยกมือขึ้นกอดกุหลาบตอบ ตอนแรกลังเลใจ แต่แล้วก็หลับตากอดแนบแน่นอย่างรู้สึกโหยหาอ้อมกอดนี้มาแสนนาน น้ำตาของดำไหลออกมาอย่างสุดกลั้น
       “หนูก็รักแม่...”
      
       ดำพากุหลาบไปที่ร้านอาหาร กับข้าวหลายจานวางเรียงรายเต็มโต๊ะ กุหลาบนั่งกินอย่างหิวโหย ดำยิ้มพอใจที่ได้ตอบแทนแม่
       “กินเยอะๆ เลยนะแม่ อยากกินอะไรสั่งมาอีก ที่นี่อร่อยทุกอย่าง”
       “เดี๋ยวนี้แกอยู่สุขสบายดีใช่ไหมดำ ได้ข่าวว่าเป็นนักร้องดังไปแล้ว”
       “ก็...ยังไม่สบายเท่าไรหรอกแม่ แต่แม่ไม่ต้องห่วงนะ หนูดูแลตัวเองได้”
       “ดำดูแลตัวเองได้แม่ก็ดีใจ”
       “แล้วแม่เจอพี่เดือนหรือยัง”
       กุหลาบชะงัก บีบน้ำตาคลอ
       “เจอแล้ว แต่เขาจำแม่ไม่ได้”
       ดำเจ็บใจ
       “เห็นแก่ตัวอีกตามเคย”
       “อย่าไปว่าพี่เขาเลยลูก เขาอาจจะกลัวโดนพ่อแม่ใหม่ต่อว่ามาก็ได้”
       “หนูรู้จักบ้านเขา”
       กุหลาบถึงกับวางฃ้อนส้อม จับมือดำบีบอย่างดีใจ
       “งั้นรีบพาแม่ไปหาพี่แกเลย”
       “ไม่ได้หรอกแม่ เขาอยู่บ้านเศรษฐี ไม่ให้ใครเข้าไปเจอง่ายๆ”
       “แล้วเราจะทำยังไงถึงจะได้เจอพี่สาวแก ทำยังไงเขาถึงจะยอมรับว่าแม่เป็นแม่ของเขา”
       “หนูเคยทำทุกอย่างแล้ว เขาก็ยังไม่ยอมรับว่าหนูเป็นน้อง หนูไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน”
       “แกต้องช่วยแม่นะดำ แม่อยากเจอเดือน อยากกอดเดือน อยากได้ยินเดือนเรียกแม่ว่าแม่สักครั้ง ช่วยแม่เถอะนะดำลูกแม่”
      
       ดำครุ่นคิดหนักว่าจะช่วยแม่อย่างไรดี


  


       เดือนนั่งเช็คเฟซบุ๊คในมือถือรอไวภพอยู่ แต่สักพักก็เริ่มเบื่อ จึงดูนาฬิกาว่าทำไมเขายังมาไม่ถึง เธอจึงกดมือถือจะโทรหา บริกรยื่นจานขนมมาให้
      
       “ไม่ได้สั่งนี่คะ” เดือนมองอย่างแปลกใจ
       “มีคนสั่งให้ครับ”
       “ใครคะ”
       “เขาบอกว่าลองทานดูจะรู้เองครับ”
       บริกรออกไป เดือนมองจานขนมอย่างไม่ค่อยไว้ใจ จึงลองเขี่ยๆดู แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นแหวนวงหนึ่งอยู่ใต้จาน เดือนหยิบขึ้นมาดู ไวภพเดินเข้ามานั่งตรงข้าม
       “ไวคะ ซื้อให้เดือนทำไม”
       “ผมอยากให้เดือนเห็นแล้วนึกถึงผม”
       “แต่มัน...แพงเกินไป”
       “ไม่มีอะไรที่แพงเกินไปสำหรับเดือนหรอก”
       “หืม...เลี่ยนอีกแล้วค่ะ เอาคืนไปก่อนเถอะค่ะ ไว้เรียนจบแล้วเราค่อยคิดถึงเรื่องนี้นะคะ”
       เดือนยื่นแหวนคืนให้ไวภพ แต่เขากลับดึงมือเธอมาแล้วสวมแหวนให้ เดือนอึกอักเล็กน้อย แต่ก็ยอมให้เขาสวมแหวนให้แต่โดยดี
       “ผมให้แล้วไม่รับคืนครับ นอกเสียจากว่า...เดือนจะไม่อยากเห็นหน้าผมอีก”
       เดือนมองอย่างปลาบปลื้มใจ ไวภพจับมือเธอไว้ มองสบตากันอย่างดื่มด่ำในความรัก
      
       เมื่อมาเดินเล่นกันที่ริมน้ำในสวนสาธารณะ เดือนเหม่อมองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าหวั่นใจอะไรบางอย่างลึกๆ มือขวาหมุนแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายเล่นอย่างครุ่นคิด
       “เดือนไม่ชอบแหวนเหรอครับ” ไวภพแปลกใจกับท่าทีนั้น
       “ชอบค่ะ แต่เราหมั้นกันเร็วเกินไปหรือเปล่าคะ”
       “นี่ไม่ใช่แหวนหมั้นนะครับ เป็นแค่แหวนแทนใจ ถึงแม้คุณพ่อคุณจะไม่ชอบหน้าผม แต่ผมอยากให้เดือนมั่นใจในตัวผม ว่าจะพิสูจน์ให้คุณพ่อคุณยอมรับความรักของเราให้ได้”
       “เดือนรู้จักคุณพ่อดี ท่านเข้มงวดและดุกับเดือนเพราะท่านเป็นห่วง”
       “ผมเข้าใจท่านนะ ผมก็จะพยายามทำตัวให้ท่านไว้ใจผม ว่าจะทะนุถนอมดูแลเดือนคนนี้อย่างดีที่สุด ท่านจะได้ยอมให้เราคบกันอย่างเปิดเผยซะที เราจะสู้ไปด้วยกันนะเดือน”
       “ค่ะ เราจะสู้ไปด้วยกัน”
       ไวภพเข้ามากอดเดือนไว้ เดือนซบลงกับอกของไวภพอย่างเชื่อมั่นในตัวเขา
      
       ดำพากุหลาบเข้ามาในห้อง
       “ทำไมมาอยู่ห้องแคบๆ แบบนี้ล่ะ” กุหลาบมองไปรอบๆ พลางเบ้หน้า
       “หนูมีเงินเช่าเขาได้เท่านี้นี่แม่”
       “ดีนะแกอยู่คนเดียว ไม่งั้นอึดอัดแย่ ทำไมไม่หัดจับแขกรวยๆ ที่มาฟังเพลงบ้าง”
       “ใครเขาจะเอานักร้องตัวดำอย่างหนู”
       “เออจริง วาสนาแกกับนังเดือนมันต่างกันลิบลับเลยนะ รายนั้นอยู่บ้านหลังใหญ่โตมโหฬาร ห้องน้ำบ้านนั้นคงกว้างมากกว่าทั้งห้องนี้อีก”
       ดำกัดริมฝีปากตัวเองอย่างแอบน้อยใจ
       “ใช่สิ หน้าตาหนูมันน่าเกลียด ผิดกับนังเดือน ไม่มีใครเขาอยากรับหนูเป็นลูกหรอก”
       “แหม...ทำเป็นน้อยใจ ถึงหน้าตาแกจะเป็นยังไง แกก็เป็นลูกของแม่ แม่ถึงกลับมาหาแกไงล่ะ”
       กุหลาบขยี้ผมหยิกๆ ของดำเบาๆ ดำรู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมา
       “แม่อยู่ที่นี่ไปนานๆ เลยนะ หนูจะหาเลี้ยงแม่เอง”
       นัยน์ตาของกุหลาบหลุกหลิกนิดหนึ่ง แล้วเสแสร้งยิ้มออกมา
       “เออๆ ถ้ามากรุงเทพแม่ก็จะมาหาแกนี่แหละ”
       “แม่นอนดูทีวีห้องหนูไปก่อนนะ เดี๋ยวหนูจะออกไปข้างนอก”
       “ไปร้องเพลงเหรอ”
       ดำนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
       “ใช่”
       “พาแม่ไปดูแกร้องเพลงหน่อยสิ อยากเห็นแสงสีในกรุงเทพบ้าง”
       “วันนี้ยังไม่ได้หรอกแม่ ไว้หนูขอเจ้านายก่อน แล้วจะพาแม่ไปเที่ยว”
       “งั้นวันนี้แกทิ้งเงินไว้ให้แม่ซักสองพันสิ”
       ดำตกใจ
       “แม่จะเอาไปทำอะไรตั้งสองพัน”
       “ก็เอาไว้กินข้าวไง แล้วก็หาชุดที่จะใส่ไปออกรายการด้วย”
       ดำถึงกับกลืนน้ำลาย จำใจหยิบกระเป๋ามานับเงิน
       “ตอนนี้หนูมีแค่พันสี่ แม่เอาไปก่อนนะ เดี๋ยวแวะกดตังค์มาให้”
       กุหลาบรีบรับเงินมาอย่างดีใจ ดำออกไป กุหลาบนอนเดินดูข้าวของในบ้าน แล้วทำหน้ายี้
       “ใช้แต่ของถูกๆ นักร้องประสาอะไรวะ”
      
       ดำกระหืดกระหอบมาถึงหน้าห้องคนไข้ พบจอร์จกับซูซี่
       “พี่หวานเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ตอนนี้รอฟื้นจากยาสลบอยู่”
       “ก่อนเข้าห้อง พี่หวานถามถึงแกด้วย ไหนว่าจะมาให้กำลังใจแต่เช้า” ซูซี่แปลกใจ
       “พอดี...แม่มาหาฉันที่บ้าน”
       “หา...แม่? แกมีแม่ด้วยเหรอวะดำ”
       จอร์จหันมาถาม
       “แม่ที่ทิ้งเธอไปตั้งแต่เด็กน่ะเหรอ”
       ดำพยักหน้า ทั้งดีใจทั้งเศร้า
       “แม่กลับมาหาหนูแล้ว”
       “เขากลับมาทำไม ในเมื่อเขาทิ้งเธอไปนานแล้ว”
       “แม่มีความจำเป็น แล้วก็หาหนูไม่เจอ แม่บอกว่าที่ผ่านมาคิดถึงหนูมาก อยากเจอพี่สาวหนูด้วย”
       จอร์จกับซูซี่มองหน้าดำอย่างไม่อยากเชื่อ
      
       เดือนกลับเข้ามาในบ้าน พอผ่านห้องนั่งเล่นก็หยุด มองเข้าไป เห็นแต่เขมวรรณก็โล่งใจ ทำท่าจะเข้าไป แต่แล้วเสียงดนัยธรดังเข้ามา
       “เดือน...”
       เดือนถึงกับตัวลีบ รีบซ่อนมือที่สวมแหวนไว้ข้างหลัง
       “ไปไหนมาทั้งวัน”
       “ไปมหาลัยมาค่ะ”
       “ยังไม่ปิดเทอมอีกเหรอ แล้วทำไมไม่สวมชุดนักศึกษา”
       เดือนหลบตา
       “วันนี้ที่คณะมีกิจกรรมเตรียมรับน้องใหม่ค่ะ เดือนก็เลยต้องเข้าไปช่วย”
       “พอได้แล้วนะ เลิกทำซะทีกิจกรรมบ้าบออะไรน่ะ ปิดเทอมแล้วหัดอยู่ติดบ้านซะบ้าง หรือว่าแอบออกไปเจอผู้ชาย”
       “เปล่านะคะ...เดือน...”
       เดือนหน้าเจื่อน ดนัยธรมองอย่างสงสัย
       “แขนข้างนั้นเป็นอะไร”
       “ไม่มีอะไรค่ะ”
       “แล้วทำไมต้องซ่อน ไหนพ่อดูซิ”
       ดนัยธรจะเข้าไปจับแขนเดือน เดือนตกใจ แต่เขมวรรณออกมาเสียก่อน
       “กลับมาแล้วเหรอลูก”
       เดือนรีบถลาไปหาเขมวรรณ
       “ค่ะคุณแม่”
       “อากาศร้อนๆ แม่เตรียมลอดช่องน้ำกะทิไว้ให้ ไปทานกันนะจ๊ะ...คุณจะเอาอีกไหมคะ”
       ดนัยธรมองเดือนหมั่นไส้ แต่ตอบเขมวรรณ
       “พอแล้ว กินมากๆ ก็เบื่อ”
       เขมวรรณสะอึกไปนิดหนึ่ง แต่ทำเป็นไม่มีอะไร พาเดือนออกไป ดนัยธรมองตามหงุดหงิด
      
       เขมวรรณพาเดือนเข้าไปในครัว พลางชวนคุย
       “คุณพ่อคงกำลังอารมณ์ไม่ดี อย่าคิดมากนะจ๊ะ”
       “ค่ะคุณแม่ เดือนขอเอาขนมขึ้นไปกินบนห้องนะคะ”
       เขมวรรณลูบผมเดือน
       “จ้ะ ขึ้นไปรอที่ห้องก่อน เดี๋ยวแม่ให้ไพยกขนมขึ้นไปให้”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เดือนมองซ้ายมองขวาว่าดนัยธรไม่อยู่แถวนั้นแล้วจึงรีบออกไป เขมวรรณรู้สึกเครียด เขมวรรณเปิดตู้ยา หยิบยาออกมากิน
       “ยาอะไรน่ะแม่เข็ม”
       เสียงขจิตที่ดังขึ้น เขมวรรณมือไม้สั่น ทำยาหล่นพื้น
       “ถึงกับต้องกินยาระงับประสาทเลยเหรอ”
       “ไม่ใช่นะคะแม่”
       ขจิตแย่งซองยามาดู
       “ทำไมจะไม่ใช่ แม่เห็นตั้งแต่วันก่อน ที่ลูกลืมไว้แถวนี้”
       “หนูปวดหัวนิดหน่อยค่ะ หมอเลยให้ยาคลายเครียดมา”
       “แม่ว่าถ้าตัวเครียดขนาดนี้ ต้องหาทางออกอย่างอื่นแล้ว”
       “ทางออกอะไรคะ”
       “ให้ยัยเดือนออกไปอยู่ข้างนอกซะ”
       เขมวรรณตกใจ
       “ไม่นะคะแม่ เข็มไม่ยอม”
       “แล้วตัวจะปล่อยให้ตัวเองเครียด จนอกแตกตายหรือยังไง”
       “มันต้องมีวิธีแก้ที่ดีกว่านั้นค่ะ”
       “แล้วไอ้วิธีนั้นมันยังไงล่ะ ทำไมไม่รีบทำ”
       “เข็มยังคิดไม่ออกค่ะ ขอเวลาอีกหน่อย เข็มจะหาทางแก้เอง”
       “เขมวรรณทำท่าปวดหัว ขจิตลูบหลังลูกพลางปลอบประโลม”
       “คิดดูให้ดีนะเข็ม ถ้าอะไรๆ มันยังแก้ไขได้ ก็ต้องแก้ก่อนจะสายเกินไป อย่ามัวแต่รอให้เวลามันผ่านไปจนสายเกินแก้”
      
       เขมวรรณหลับตาลง พยายามใช้ความคิด

       ซูซี่มองดำอย่างแปลกใจในสิ่งที่เธอเล่า...
       “อะไรนะดำ อย่างนี้ก็เท่ากับกลืนน้ำลายตัวเองสิ”
       “แต่ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ นังเดือนก็ไม่มีทางยอมรับหรอก”
       ซูซี่ถอนใจ
       “แกจะหาเรื่องใส่ตัวอีกทำไม เข้าไปหาพี่สาวแกตรงๆ ดีกว่า”
       “ในเมื่อฉันถูกคุณจ้อยไล่ออกแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจใครอีกต่อไป ฉันจะทำเพื่อแม่ของฉัน”
       “มันเท่ากับทำลายชีวิตพี่สาวแกไม่ใช่เหรอ”
       “แต่มันไม่มีสิทธิ์จะมีชีวิตสุขสบายอยู่คนเดียว แล้วปล่อยให้ฉันกับแม่ลำบาก ที่จริงแม่แค่อยากเจอนังเดือน ฉันรู้ว่าแม่อยากเจอนังเดือนมากกว่าฉัน ฉันก็จะตอบแทนแม่ให้สมหวัง”
       “แกทำประชดชีวิตใช่ไหม แกกลับมามองโลกในแง่ร้ายอีกแล้วดำ”
       “ถ้าแกเจอชีวิตอย่างฉัน แกจะไม่มีวันมองโลกในแง่ดีหรอกซูซี่ ยิ่งเกิดมาต่ำต้อยก็ยิ่งถูกเหยียบย่ำจนโงหัวไม่ขึ้น มีแต่นังเดือนที่ชีวิตมันโชคดี มันกลับเสแสร้งลืมชาติกำเนิดตัวเอง ฉันจะทำให้มันเหลียวหลังกลับมามองฉันกับแม่บ้าง”
       ซูซี่มองดำอย่างเห็นใจ แต่ก็ยังไม่เห็นด้วยกับวิธีของดำนัก
      
       ดำเดินมาถึงหน้าบ้านของสมร เสียงอู๊ดดังขึ้นอย่างกวนๆ
       “อีดำ”
       ดำหันขวับไปด่าทันที
       “ถึงดำแล้วไปหนักกบาลใครวะ”
       “ปากจัดเหมือนเดิมนะมึง แถมดำกว่าเดิมอีก”
       ดำเขม้นมองอู๊ดอย่างรู้สึกคุ้นๆ
       “มึงเป็นใครวะ”
       “จำกูไม่ได้เหรอ อีดำ ดำปิ๊ดปี๋ยิ่งตียิ่งกัด ดำกว่าหมัดยิ่งกัดยิ่งตี”
       ดำเขม้นมองอีกที เริ่มคลับคล้ายคลับคลา แล้วจำได้ อู๊ดเป็นคนพูดเรื่องของเดือนให้ฟัง....
       ‘...เออ...อีดำ อีเดือนมันไปอยู่กะคนอื่นแล้วเรอะ แม่บอกว่าป้าหมอนขายอีเดือนไปแล้ว’
       ‘ไม่รู้!’
       ‘อะไรไม่รู้ อีเดือนมันเป็นพี่มึงแท้ๆ แล้วทำไมมึงไม่ไปอยู่กับอีเดือนด้วยวะ’
       ‘กูบอกว่าไม่รู้ก็ไม่รู้สิวะ ถามอยู่ได้’
       ‘กูรู้แล้ว มึงอิจฉามันล่ะสิที่มีคนเอาไปอยู่ด้วย ส่วนมึงไม่มีใครเอา’
       ดำโกรธ แหวขึ้นมาทันที
       ‘มึงมาเสือกอะไรด้วยวะไอ้อู๊ด’
       หน่อยวิ่งเข้ามาล้อดำ
       ‘เพราะมึงดำไงล่ะ ดำปิ๊ดปี๋ยิ่งตียิ่งกัด ดำกว่าหมัดยิ่งกัดยิ่งตี’
       ‘ดำแบบนี้ให้ฟรีก็ไม่มีใครเอา’
       เมื่อนึกเรื่องราวในอดีตด้ ดำตบหัวอู๊ดป๊าบ
       “ไอ้อู๊ด”
       “เออ...กูเอง กว่าจะระลึกชาติได้”
       “มึงยังอยู่แถวนี้เหรอวะ”
       “บ้านกูอยู่นี่นี่หว่า”
       “แล้วป้าหมอนกับลุงชาญล่ะ”
       “ลุงชาญเสียไปนานแล้ว ป้าหมอนเลยกลับบ้านนอกไปอยู่กับญาติ เห็นมึงได้ดิบได้ดีเป็นนักร้องดังไปแล้วนี่หว่า”
       ดำรีบเออออ
       “เดี๋ยวนี้สบายแล้ว แม่เลยกลับมาอยู่ด้วย”
       “อ๋อ...ก่อนหน้านี้แม่มึงก็มาตามหามึงที่นี่ แต่กูไม่รู้หรอกว่ามึงอยู่ไหนแล้วมึงกลับมาแถวนี้ทำไมวะ”
       “กูอยากได้รูปกูกับพี่สาวตอนเด็กๆ”
       “จะเอาไปทำไม”
       ดำครุ่นคิดว่าจะบอกอู๊ดอย่างไรดี
      
       อู๊ดยกลังเก่าๆ ใบหนึ่งมาวางตรงหน้าดำ ที่นั่งรออยู่หน้าบ้าน
       “ของที่ป้าหมอนทิ้งไว้ กูกะจะทิ้งตั้งหลายทีแล้ว แต่ตอนนั้นเห็นมึงออกทีวีเลยคิดว่าสักวันอาจจะมีพวกรายการโทรทัศน์มาตามหารูปมึงตอนเด็กๆ ไปออกบ้าง แล้วมึงก็มาจริงๆ”
       “ขอบใจว่ะอู๊ด โชคดีที่มึงยังไม่ทิ้ง”
       ดำลงมือรื้อค้นข้าวของไปด้วย
       “แล้วมึงจะเอาไปออกรายการอะไรวะ”
       “รายการอ้อมกอดแห่งรัก”
       “รายการนี้ดังนี่หว่า เฮ้ยมึงเจ๋งว่ะ”
       ดำค้นเจอรูปเก่าๆ ใบหนึ่ง จึงยังไม่ทันตอบคำถามอู๊ด ได้แต่อุทานอย่างดีใจ
       “เจอแล้ว”
       ภาพในมือดำ เป็นรูปคู่ของดำกับเดือนตอนเด็ก ดำหน้าตาบูดบึ้ง แต่เดือนหน้าตายิ้มแย้ม
       “รูปมึงกับนังเดือนนี่หว่า แล้วตอนนี้นังเดือนเป็นยังไงบ้างวะ ได้เจอบ้างหรือเปล่า”
       แววตาของดำลุกวาบขึ้น
       “ไม่ได้เจอหรอก...มันก็คงสุขสบายกับพ่อแม่เศรษฐีของมันน่ะแหละ”
       “มันไม่ได้มาช่วยเหลืออะไรมึงเลยเหรอ”
       “มันคงจำกูไม่ได้หรอก”
       “กูยังจำมึงได้เลย แต่ก็อย่างว่า มันได้ดิบได้ดีแล้ว จะมาจำเรื่องแย่ๆ ไว้ทำไมมันโคตรโชคดีเลยว่ะ เกิดมาทั้งขาวทั้งสวย ท่าทางมันก็เหมือนลูกคุณหนูตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ยิ่งตอนได้ไปอยู่บ้านเศรษฐีใครๆ ก็อิจฉา กูยังอยากโชคดีอย่างมันบ้าง”
       ดำดูรูปในมือด้วยแววตาริษยา ความเกลียดชังที่ทับถมอยู่ในใจถูกกวนให้ขุ่นขึ้นมาอีกครั้ง
       มือของดำกำรูปใบนั้นไว้แน่นอย่างรอคอยเวลา
      
       อู๊ดลุกขึ้นจะเดินออกมาส่งดำ
       “ขอบใจนะอู๊ด”
       “ไม่เป็นไร มีอะไรให้ช่วยก็บอกได้”
       อู๊ดมองซ้ายมองขวาว่าไม่มีใครเห็น หยิบซองบางอย่างออกมาจากกระเป๋า
       “กูให้มึงไปลอง เผื่อจะร้องเพลงคล่องๆขึ้น”
       ดำมองสงสัย
       “อะไรของมึงวะ”
       “ลองดู กินแล้วสบายใจ ถ้าอยากได้อีกก็โทรมา กูไปส่งถึงที่”
       ดำแบมือออก เห็นเป็นยาเม็ดในซองใส ดำเริ่มเข้าใจว่าเป็นยาเสพติด มองอู๊ดอย่างนึกไม่ถึง
       ​
      
       ดำเปิดประตูเข้ามาก็งุนงง เมื่อเห็นกุหลาบในชุดหรู กำลังส่องกระจกอย่างภาคภูมิใจ
       “เป็นไง สวยไหมดำ”
       “แม่ซื้อชุดใหม่มาเหรอ”
       “ก็เออสิวะ จะไปออกรายการ ต้องให้ดูดีหน่อย ไหนแกได้รูปนังเดือนมาหรือเปล่า”
       ดำเปิดกระเป๋าหยิบรูปขึ้นมา กุหลาบรับมาดูดีใจมาก
       “เก่งมากดำ แกไปหามาได้ยังไง”
       “หนูก็ไปขอจากป้าหมอนมา”
       “มันยอมให้แกเหรอ”
       “ป้าหมอนกลับไปอยู่บ้านนอกแล้ว ส่วนลุงชาญก็เสียไปหลายปี ดีที่ป้าหนอมทิ้งของฝากเพื่อนบ้านแถวนั้นไว้”
       กุหลาบมองเดือนในรูปอย่างชื่นชม
       “ตอนเด็กๆ นังเดือนมันน่ารักจริงๆ แก้มงี้ใสยังกับตุ๊กตา”
       ดำเม้มปากแน่นอย่างเจ็บปวด กุหลาบดึงดำมานั่งบนโซฟา
       “มานี่ดำ เราต้องเตี๊ยมคำพูดที่จะไปออกรายการกันหน่อย”
       “ทำไมต้องเตรียมด้วยล่ะแม่”
       “ต้องมาเตี๊ยมสิวะ จะได้ตรงกัน แม่จะเล่าว่าตอนนั้นแม่ต้องเลือกระหว่างแกกับพี่สาว แต่โชคดีพี่สาวแกมีเศรษฐีรับไปเลี้ยง แม่เลยเลือกแกเพราะแกน่าสงสารมากกว่า”
       ดำอึดอัดมาก โพล่งออกมาอย่างเหลืออด
       “แม่จะให้หนูโกหกด้วยเหรอ”
       “โกหกอะไรวะอีดำ แค่เล่าเรื่องบิดไปนิดเดียว”
       “แต่แม่ไม่ได้เอาหนูไปเลี้ยง”
       “ฟังให้จบก่อนสิวะ แม่เลี้ยงแกไม่ไหว เลยต้องฝากแกไว้กับป้าหมอนต่อแล้วแม่ก็ตระเวนทำงานรับจ้างตามต่างจังหวัดเพื่อส่งเงินมาให้แก แต่ป้าหมอนแอบยกแกให้คนอื่นอีก แม่กลับมาอีกทีไม่เจอแกแล้ว...”
       ดำอดทนฟังอย่างรู้สึกเจ็บปวด
      
       ค่ำคืนนั้น...เดือนนอนหมุนแหวนที่นิ้วด้วยความคิดถึงไวภพ
       “เราจะสู้ไปด้วยกันนะคะไว เดือนอยากให้เราคบกันอย่างเปิดเผยซะที”
       เดือนหลับตาลงฝันหวาน
      
       เช้าวันใหม่...ในห้องอัดรายการ แสงไฟสว่างวาบขึ้นบนเวที พร้อมกับเสียงตบมือดัง พิธีกรหญิงยกมือไหว้ผู้ชม
       “สวัสดีค่ะท่านผู้ชม พบกับรายการอ้อมกอดแห่งรัก อีกครั้งนะคะ แขกรับเชิญของเราในวันนี้เป็นนักร้องที่ไม่เคยออกอัลบั้ม แต่เธอร้องเพลงตามผับและสถานบันเทิง จนดังเป็นพลุแตกเมื่อครั้งเข้าประกวดในรายการ The Song ที่เธอได้พูดถึงชีวิตของตัวเองที่พลัดพรากจากแม่มาตั้งแต่อายุเพียง 4 ขวบ วันนี้เธอได้พบกับแม่ที่แท้จริงของเธอแล้ว และต้องการตามหาพี่สาวที่พลัดพรากจากกันมานานถึง 15 ปี…ขอเชิญพบกับเจ้าของฉายามิสดอลลี่ ดลินหรือน้องดำ และคุณกุหลาบ คุณแม่ของเธอได้เลยค่ะ”
       ผู้ชมปรบมือให้ ดำเดินออกมาพร้อมกับกุหลาบ ทั้งสองยกมือไหว้ผู้ชมและพิธีกร


  


       22.3 (ต่อ)วนิดากับสมภพนั่งดูรายการที่อ้อมกอดแห่งรักอยู่ด้วยกันในห้องรับแขก
       “ตามหาญาติกันอีกแล้ว ไร้สาระจริงๆ”
       สมภพหยิบรีโมททำท่าจะเปลี่ยนช่อง วนิดาร้องโวยวายแล้วตีมือสมภพ
       “อย่านะคุณ ฉันกำลังดูอยู่”
       “อ้าว...”
       สมภพหน้าเซ็ง รีบวางรีโมทลงทันที แล้วลุกออกไปอย่างหงุดหงิด วนิดาจ้องดูจออย่างใจจดจ่อ
       ไวภพเดินมาเจอกับสมภพที่เดินออกมาพอดี
       ​“แม่แกนี่ชอบดูแต่อะไรน้ำเน่าๆ” สมภพบ่นอุบ
       “เรื่องจริงนี่แหละน้ำเน่ายิ่งกว่าละครเสียอีก สนุกจะตาย”
       “แม่ดูอะไรอยู่เหรอครับ”
       “รายการอ้อมกอดแห่งรักไง แกเคยดูหรือเปล่า”
       ไวภพขำพ่อกับแม่ เดินเข้ามานั่งดูด้วยขำๆ แต่แล้วพอเห็นบนจอก็สีหน้าตะลึงงันเพราะจำดำได้
       “ดำ...”
       “แกรู้จักเด็กนิโกรนี่ด้วยเหรอ”
       “อ๋อ..เปล่าหรอกครับ แค่อุทานว่าผิวเขาดำ”
       “มันดำปิ๊ดปี๋จริงๆ เห็นเขาว่าเป็นลูกครึ่งนิโกรน่ะ”
       ไวภพนั่งดูต่ออย่างสนใจ คิดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับเดือนก็ได้
       ​
       ในห้องอัดรายการ พิธีกรหญิงหันมาทางดำ
       ​“ยินดีกับน้องดำด้วยนะคะ ที่ได้พบกับคุณแม่ที่แท้จริงแล้ว”
       ​“ขอบคุณค่ะ”
       “อยากทราบความรู้สึกตอนที่ได้กลับมาเจอกัน เจอกันที่ไหน แล้วรู้สึกยังไงคะ”
       ดำกับกุหลาบมองหน้ากัน กุหลาบเข้าไปกอดดำอย่างแสนรัก
       “ดีใจที่สุดในชีวิตเลยค่ะ ฉันตามหาลูกทั้งสองคนมาสิบกว่าปี จนเห็นดำออกทีวีก็เลยหาจนเจอว่าอยู่ที่ไหน ฉันบุกไปหาดำถึงบ้านเลยค่ะ”
       “แล้วน้องดำล่ะคะ” พิธีกรหันมาถาม
       “หนูก็ดีใจ แปลกใจมากด้วยค่ะ หนูรอแม่มาสิบกว่าปี ไม่นึกว่าแม่จะกลับมา”
       “เป็นเรื่องราวที่ซาบซึ้งมากเลยนะคะ คงเป็นความประทับใจที่ทั้งสองคนไม่มีวันลืม แต่ทราบว่ายังมีพี่สาวอีกคนที่ดำกับแม่ตามหามาตลอดเวลา”
       “ใช่ค่ะ ฉันมีลูกอีกคนชื่อเดือน เป็นพี่สาวของดำค่ะ”
       “แล้วทราบไหมคะว่าน้องเดือนอยู่ที่ไหน”
       กุหลาบตีหน้าเศร้า
       “เขามีเศรษฐีรับไปเลี้ยงค่ะ เราเลยไม่ได้เจอกันอีก”
       “หมายความว่าคุณกุหลาบยกลูกให้คนอื่นไปเหรอคะ”
       “ตอนนั้นฉันต้องตระเวนไปทำงานหลายจังหวัด เลยเอาลูกฝากเพื่อนบ้านเลี้ยง แล้วส่งเงินไปให้ตลอด แต่ตอนหลังคนที่รับเลี้ยงแอบเอาเดือนไปขายให้เป็นลูกเศรษฐี ส่วนดำก็ถูกยกให้คนอื่นไปอีกเหมือนกัน ฉันกลับไปก็ไม่เจอลูกแล้ว เหมือนใจจะขาดเสียให้ได้”
       กุหลาบบีบเสียงเครือ พิธีกรฟังไปแอบน้ำตาซึม ทีมงานต้องส่งกระดาษทิชชูให้
       “เป็นเรื่องที่สะเทือนใจมากเลยนะคะ การพลัดพรากจากลูกในไส้ที่ตัวเองรักถึง 2 คน นานสิบกว่าปี แล้วน้องเดือนรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงคะ”
       “ฉันมีแต่รูปของลูกสองคนตอนเด็กๆ ที่พกไว้ตลอดค่ะ”
       กุหลาบหยิบรูปขึ้นมา
      
       ภาพในทีวี กุหลาบหยิบรูปขึ้นมา
       “นี่รูปดำกับเดือนตอนเด็กๆค่ะ”
       ไพที่กำลังใช้ไม้ปัดขนไก่ทำความสะอาดอยู่ ถึงกับชะงักดูอย่างใจจดจ่อ ขณะที่ ขจิต เขมวรรณและดนัยธรนั่งดูอยู่ด้วย
       กุหลาบหยิบรูปขึ้นมาโชว์ กล้องซูมเข้าไปใกล้ เห็นเป็นรูปเดือนตอนเด็กๆ ไพถึงกับทำไม้กวาดหล่น แต่เกือบจะจังหวะเดียวกันนั้น มีเสียงแก้วน้ำหล่นแตก เพล้ง! ทุกคนหันไปมอง
       “เดือน”เขมวรรณร้องอย่างตกใจ
       เดือนรับไม่ได้วิ่งออกไป เขมวรรณรีบตามไป ดนัยธรโกรธจัด ลุกขึ้นโวยวาย
       “มันจะมาตามหาลูกทำไมอีกวะ เงินก็ให้มันไปแล้ว คอยดูนะ ฉันจะฟ้องมันให้ติดคุกหัวโต ทั้งนังนิโกรกับแม่มันด้วย”
       ดนัยธรเดินออกไปอย่างโมโหสุดขีด ขจิตได้แต่เอามือทาบอกอย่างนึกไม่ถึง
      
       เดือนวิ่งออกมาร้องไห้ที่สวนหลังบ้าน เขมวรรณตามมา
       “เดือน...เดือนจ๋าลูก...”
       “หนูไม่ใช่ลูกของคุณแม่แล้วค่ะ”
       เขมวรรณเข้าไปตรงหน้าเดือน ร้องไห้เสียใจเช่นกัน
       “ทำไมถึงพูดอย่างนั้น ถึงยังไงหนูก็เป็นลูกของแม่ ไม่มีวันที่จะเปลี่ยนแปลงไปจากนี้ได้”
       “คุณแม่จะคืนเดือนให้กับ..กับแม่แท้ๆ ของเดือนหรือเปล่าคะ”
       “ไม่มีทาง แม่ไม่มีวันยอมคืนเดือนให้กับเขาไป แต่เดือนน่ะสิ...จะกลับไปหาเขาหรือเปล่า”
       เดือนอึ้งไปนิดหนึ่ง นิ่งคิด ใจหนึ่งก็ยังผูกพัน แต่อีกใจก็กลัวความจริง เขมวรรณยิ่งใจเสีย ดึงเดือนมากอดไว้
       “อย่ากลับไปหาเขาเลยนะลูก แม่อยากให้ลูกเป็นลูกของแม่ต่อไป ไม่อยากให้ใครรู้เรื่องนี้อีก ถ้าเราเฉยไว้ เรื่องทั้งหมดก็จะเงียบไปเอง”
       “ค่ะคุณแม่ เดือนจะมีคุณแม่เป็นแม่ของเดือนคนเดียว”
       “ขอบใจจ้ะลูก ขอบใจลูกเดือนของแม่”
       เขมวรรณลูบหลังลูบผมปลอบเดือน
       “หนูสบายใจได้ พ่อกับแม่จะหาทางจัดการเรื่องนี้เอง”
       เขมวรรณกอดเดือนไว้แน่นอย่างไม่อยากเสียลูกไปให้ใคร ขณะที่ขจิตที่ตามมา มองอยู่อย่างเป็นห่วงเขมวรรณ
       ​
       เขมวรรณกลับเข้ามาในครัว หยิบยาเข้าปาก แล้วดื่มน้ำตาม ขจิตเข้ามายืนด้านหลัง มองลูกสาวตัวเองอย่างสงสาร
       “แม่ผิดเองยัยเข็ม”
       เขมวรรณหันไป
       “หมายความว่ายังไงคะ”
       “วันก่อนนังผู้หญิงนั่น...แม่แท้ๆ ยัยเดือนมาที่บ้าน”
       “แล้วทำไมคุณแม่ไม่บอกเข็ม”
       “แม่กลัวแกจะเครียดมากกว่าเดิมน่ะสิ”
       “เขามาทวงยัยเดือนเหรอคะ”
       “เขาบอกว่าอยากจะเจอลูกสาว แม่ว่า...มันคงเดือดร้อนเงินมากกว่าละมั้ง”
       “เขาอยากได้อะไรหนูยอมให้ทุกอย่าง แต่ไม่มีวันที่จะคืนยัยเดือนให้เขาไปเด็ดขาด”
       “พวกนั้นมีแต่รูปยัยเดือนตอนเด็กๆ ที่ยังอยู่ในสลัม ทั้งโทรมทั้งมอซอ ไม่มีใครดูออกหรอกว่าเป็นยัยเดือนของเรา แล้วชื่อมันก็ซ้ำกันได้”
       “แล้วถ้าเขากลับมาหายัยเดือนที่นี่ล่ะคะ”
       “นังคนนั้นเซ็นยกลูกให้เราแล้ว ยัยเดือนอยู่กับเรามาสิบกว่าปี ถ้าจะฟ้องร้องกันทางกฎหมายก็ไม่มีทางเอาลูกคืนได้หรอก ลูกไม่ต้องกลัวนะเข็ม”
       ขจิตเข้ามากอดปลอบ เขมวรรณร้องไห้กับขจิตอย่างหาที่พึ่ง
      
       พิธีกรดำเนินรายการมาถึงช่วงสุดท้าย
       “ถ้าพี่เดือนของน้องดำดูอยู่ น้องดำมีอะไรจะพูดถึงพี่สาวคะ”
       ดำหันมาพูดกับกล้อง
       “หนูอยากจะบอกกับพี่เดือนว่า แม่คิดถึงพี่มาก อยากจะเจอหน้าพี่อีกสักครั้งไม่ว่าพี่จะอยู่ที่ไหน แม่ไม่ได้ต้องการอะไร แค่อยากจะเจอพี่เท่านั้นเอง พี่เดือนอยู่ที่ไหน ขอให้กลับมาหาแม่ มากราบแม่ผู้ให้กำเนิดสักครั้ง”
       พิธีกรหันมาทางกุหลาบ
       “แล้วคุณกุหลาบละคะ มีอะไรอยากจะพูดกับลูกสาวคนโตบ้าง”
       กุหลาบบีบน้ำตาคลอ
       “ลูกเดือนของแม่ แม่รักลูกคิดถึงลูกใจจะขาด สิบหกปีที่เราไม่ได้เจอกันเลย ลูกไปอยู่ที่ไหน กลับมาหาแม่เถอะนะลูก แม่อยากรู้ว่าลูกสบายดีหรือเปล่า ยังคิดถึงแม่คนนี้บ้างไหม แม่อยากเจอลูกอีกสักครั้งก่อนตาย กลับมาหาแม่นะลูก...เดือนลูกแม่”
       กุหลาบน้ำตาไหลออกมา ท่าทางน่าสงสารมาก พิธีกรทำท่าจะร้องไห้ตามไปด้วย รีบสูดหายใจเข้าลึกๆ
       “ค่ะ นั่นคือหัวอกของแม่ที่ตามหาลูกสาวมานานถึงสิบหกปี ถ้าน้องเดือนหรือใครที่รู้จักกับน้องเดือนได้ชมรายการนี้ และจำได้ว่านี่คือแม่และน้องสาวที่พลัดพรากจากกัน ให้ติดต่อมายังรายการอ้อมกอดแห่งรักของเราด้วยนะคะ...ขอให้คุณกุหลาบและน้องดำได้พบกับน้องเดือนในเร็ววันค่ะ...สำหรับวันนี้ ดิฉันและรายการอ้อมกอดแห่งรัก ต้องลาไปก่อน พบกันใหม่วันจันทร์หน้า สวัสดีค่ะ...”
      
       จ้อยร้องโวยวายหลังจากนั่งดู รายการอ้อมกอดแห่งรักจนจบ
       “ตายแล้ว...นังดำมันหน้าด้านจริงๆ กล้าพาแม่มันไปออกรายการตามหาพี่สาวทางนั้นไม่มีทางคืนเด็กให้หรอก นังดำกับแม่คงเข้าตาจน อยากได้เงินค่าปิดปากแน่ๆ”
       โจ้พยักหน้าเห็นด้วย
       “พี่จ้อยไล่นังดำออกไปแล้ว มันเลยร้อนเงินน่ะสิ”
       “ป่านนี้อานัยคงเต้นเป็นเจ้าเข้า ควันออกหูไปแล้วมั้ง อุตส่าห์ปิดมาตั้งนานโดนนังดำแฉแล้วแฉอีก”
       “สมน้ำหน้าไอ้ไวภพด้วย ป่านนี้คงเหวอไป บอกแล้วไม่เชื่อว่าเดือนไม่ใช่ลูกแท้ๆ พ่อถึงได้หวงนัก”
       “นั่นก็บัดสีบัดเถลิง ไม่รู้คุณอาเข็มจะรู้ตัวบ้างหรือยัง ว่าผัวตัวเองเลี้ยงต้อยมากะจะเก็บไว้กินเอง อี๊ย...พูดแล้วขนลุก”
       “อาจจะรู้เห็นเป็นใจด้วยมั้ง เหมือนพวกที่อยากเอาใจผัวตัวเอง เลยหาเมียเด็กมาประเคนให้ ไม่เห็นจะน่าขนลุกตรงไหนเลย น่าอิจฉามากกว่า”
       “ทุเรศน่ะโจ้ เรื่องทุเรศแบบนี้ไปอิจฉาเขาทำไม”
       “ก็น้องเดือนสวยน่ารักจะตาย ถ้าดันไปเสร็จไอ้แก่คราวพ่อก่อนละก็น่าเสียดาย”
       จ้อยค้อนโจ้ปะหลับปะเหลือก รับไม่ได้กับความคิดของน้องชาย
ตอนที่ 22
      
       ไวภพนั่งดูจบถึงกับนิ่งอึ้ง วนิดาหันมาทางไวภพ
       “เด็กในรูปนั่น ใช่คนเดียวกับหนูเดือนที่แม่เจอวันนั้นหรือเปล่า”
       “คงไม่ใช่หรอกครับ เด็กหน้าตาคล้ายกันมีเยอะแยะ”
       “แต่แม่ว่าเป็นคนเดียวกันนะ หน้าเหมือนกันยังกับแกะ แล้วก่อนหน้านี้ก็มีเรื่อง ที่เด็กลูกนิโกรคนนี้มาแฉว่าเป็นพี่สาวที่หายไปด้วย”
       ไวภพพยายามแย้ง
       “เขาออกมาประกาศแล้วนี่ครับว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด”
       “แกอย่ามาแก้ตัวแทนแฟนตัวเองเลยไว ลูกคุณหนูที่แท้ก็ลูกผู้หญิงสำส่อนที่ไหนไม่รู้ ดูสิ งามหน้าไหมล่ะ คนเค้าได้รู้กันทั่วประเทศแล้วทีนี้ ตอนนี้เพื่อนแม่เขายังเมาธ์กันทั่วเลยว่า เด็กคนนี้ไม่ใช่ลูกแท้ๆของอธิบดีดนัยธร แต่เป็นเด็กลูกครึ่งอเมริกัน ที่เขาไปเก็บมาจากสลัมตั้งแต่เล็กๆ”
       “แต่ถึงจะจริง พ่อแม่เดือนเขาก็รักเหมือนลูกแท้ๆนะครับ”
       “โอ๊ย...มันเหมือนกันซะเมื่อไร แค่คิดถึงสายเลือดก็ยี้...สกปรก แม่รับไม่ได้หรอกที่จะเอามาเป็นสะใภ้ ถ้าเลิกคบได้ก็เลิกเถอะ”
       ไวภพทำท่าจะเดินหนี แต่วนิดาตามมาพูดต่อ
       “แถมเขายังว่ากันอีกนะ ว่าพ่อหวงลูกสาวมาก เรื่องของเรื่องก็คงจะเข้าทำนองพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยงสาวๆ หน้าตาลูกสาวก็สวยขนาดนี้ เห็นทีคุณดนัยธรแกจะเกิดเสียดายเลยเก็บเอาไว้เสียเองก็ไม่รู้”
       ไวภพรู้สึกใจกระตุกวูบ ทนฟังไม่ได้ เดินหนีไป
       “ไว...ไว...”
       เมื่อลูกไม่หันกลับมา วนิดามองตามพลางส่ายหน้า
      
       ไวภพนั่งซึมอยู่ในห้องตัวเอง เศร้าเสียใจกับความจริงที่เกิดขึ้นแต่ไม่อยากยอมรับ และผิดหวังที่เดือนโกหก เขานึกถึงสางที่ออยบอก
       ‘ไอ้ที่เขาว่ากันว่าเลี้ยงต้อยน่ะ คุณเคยได้ยินไหม มันผิดวิสัยคนเป็นพ่อธรรมดาๆ ถึงจะหวงลูกสาวยังไงก็เถอะ เอ๊ะ...ไม่ใช่สิ ดูเหมือนจะหึงมากกว่านะ...’
       โจ้พูดถึงเรื่องนี้ว่า...
       ‘นึกอยู่แล้วว่าคงไม่ใช่ลูกจริง หน้าตาบอกเชื้อชาติออกโต้งๆ ท่าทางพ่อหวงมากด้วย เคยไปส่งที่บ้านพี่ยังโดนไล่ออกมา’
       แล้วเสียงวนิดาก็ดังก้องขึ้นมาในหัว
       ‘…แถมเขายังว่ากันอีกนะ ว่าพ่อหวงลูกสาวมาก เรื่องของเรื่องก็คงจะเข้าทำนองพ่อเลี้ยงกับลูกเลี้ยงสาวๆ หน้าตาลูกสาวก็สวยขนาดนี้ เห็นทีคุณดนัยธรแกจะเกิดเสียดายเลยเก็บเอาไว้เสียเองก็ไม่รู้’
       เสียงต่างๆ อื้ออึงกันอยู่ในหัว ไวภพยกมือปิดหูตัวเอง
       ​“ทำไมคุณต้องหลอกผมด้วย เดือน...ทำไม”
       ไวภพตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมา กดโทรออกหาเดือน ครู่หนึ่งเธอรับสาย
       “ฮัลโหล เดือนครับ ตอนนี้เดือนอยู่ที่ไหน...”
       เดือนดีใจที่ไวภพโทรมา เพราะรู้สึกว้าวุ่นใจอยู่
       “อยู่บ้านค่ะ”
       “ผมมีเรื่องกลุ้มใจ อยากจะคุยกับเดือน”
       เดือนชักหวั่น
       “เรื่องอะไรเหรอคะ”
       “เจอกันค่อยคุยดีกว่า อีกชั่วโมงผมจะไปรับที่สวนหมู่บ้านนะครับ เจอกันครับ”
       ไวภพวางสาย อย่างครุ่นคิดจะทำอะไรบางอย่าง
      
       ดำหิ้วถุงของฝากมาเต็มมืออย่างอารมณ์ดี ขณะที่จอร์จออกมาจากห้องใจหวานพอดี
       “นี่หนูซื้อของโปรดครูกับพี่หวานมาทั้งนั้นเลย พี่หวานเป็นยังไงบ้างคะครู”
       จอร์จไม่ตอบ สีหน้าบึ้งตึงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ดำตกใจคิดว่าเพราะเรื่องใจหวาน
       “พี่หวานเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
       “ใจหวานไม่ได้เป็นอะไรหรอก เขาดีขึ้นแล้ว แต่ฉันสิรู้สึกแย่มาก”
       “ครูเป็นอะไรคะ”
       “ฉันผิดหวังในตัวเธอมากดำ”
       ดำนิ่งอั้นไปอย่างนึกไม่ถึง
       “ผิดหวังเรื่องอะไร”
       “ทำไมเธอต้องไปออกรายการตามหาพี่สาว ทั้งที่เธอก็รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน”
       “หนูอยากให้เขายอมรับแม่กับหนู ไม่อยากให้เขาลืมกำพืดตัวเอง”
       “แต่เขาไปมีชีวิตใหม่กับพ่อแม่ใหม่แล้ว ถ้าเขาไม่สมัครใจที่จะยอมรับ เธอกับแม่ก็ไม่มีสิทธิ์ไปเรียกร้องอะไรจากเขาอีก ในเมื่อแม่ของเธอเซ็นยกลูกให้เขาไปแล้ว ถ้าเป็นที่อเมริกา เธอกับแม่อาจจะโดนฟ้องก็ได้”
       “แต่นี่มันเมืองไทยนี่คะ หนูมีสิทธิ์เรียกร้องสิทธิ์ของแม่ที่เป็นแม่แท้ๆ ของนังเดือนด้วย”
       “ถึงเป็นเมืองไทยก็เถอะ มันไม่ถูกต้องนะดำ ฉันรู้ว่าเธอจงใจทำลายชีวิตเขา เพราะเธอเกลียดเขาใช่ไหม”
       “ใช่ หนูเกลียดนังเดือนเพราะมันโชคดีกว่าหนูทุกอย่าง ทั้งที่เรามีชาติกำเนิดเดียวกัน แต่มันเกิดมาใครๆ ก็รักมัน เพราะมันสวยกว่าขาวกว่า หนูอยากทำอะไรให้แม่หันมารักหนูบ้าง”
       “เมื่อก่อนฉันคิดว่าเธอเป็นคนใฝ่ดี พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แต่นี่เธอกลับตั้งใจปล่อยให้ความเกลียดชังความริษยาเข้าครอบงำจิตใจตัวเอง จนทำลายคนอื่น ฉันผิดหวังในตัวเธอจริงๆ”
       จอร์จเดินออกไปอย่างผิดหวัง ดำมองตามจอร์จอย่างเสียใจเช่นกัน น้ำตาซึมเอ่อออกมา เพราะเป็นครั้งแรกที่ทำให้จอร์จเสียใจ ปล่อยให้ถุงต่างๆ หลุดจากมือร่วงลงพื้น
      
       เดือนแต่งตัวสวยออกมา เจอดนัยธรก็ถึงกับชะงัก ดนัยธรมองหัวจรดเท้าอย่างรู้แกว
       “มืดค่ำแล้วจะไปไหน”
       “เดือนจะออกไปซื้อขนมหน้าปากซอยค่ะ”
       “ทำไมไม่ให้ไพออกไปซื้อให้”
       “เดือนอยากเดินเล่นไปเรื่อยๆ น่ะค่ะ”
       “นัดเจอไอ้หนุ่มนั่นใช่ไหม”
       “คุณพ่อ...”
       เดือนส่ายหน้าพยายามปฏิเสธ แต่พูดไม่ออก ดนัยธรโพล่งออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
       “ไปแล้วไม่ต้องกลับมาอีก ไปอยู่กับมัน หรือจะกลับไปอยู่สลัมกับแม่แท้ๆก็ได้”
       เดือนเสียใจ สะบัดหน้าออกไป ดนัยธรมองตามอย่างหัวเสีย
      
       เดือนเดินมาที่สวนของหมู่บ้าน รีบเช็ดน้ำตาเมื่อเห็นไวภพนั่งรออยู่
       “เดือน...”
       “ไวคะ มีอะไรถึงอยากเจอเดือนกะทันหันอย่างนี้”
       “เดือนครับ... ได้ดูรายการอ้อมกอดแห่งรักหรือเปล่า”
       เดือนนึกไม่ถึงว่าไวภพจะถามตรงๆ ส่ายหน้าปฏิเสธอึกอัก
       “เปล่าค่ะ มีอะไรเหรอคะ”
       “ดำกับแม่เขาไปออกรายการ ประกาศตามหาพี่สาว เขาเอารูปพี่สาวตอนเด็กๆมาออกด้วย เด็กในรูปนั่นคล้ายเดือนมาก”
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ เด็กคนนั้นไม่ใช่เดือนแน่ๆ คงเป็นคนหน้าคล้ายกัน”
       “จนป่านนี้แล้วทำไมต้องปิดบังผมอีก”
       “ปิดบังอะไรกันคะ ไวยังสงสัยว่าเดือนไม่ใช่ลูกของคุณพ่อคุณแม่อีกเหรอคะ”
       ไวภพมองเดือนอย่างเจ็บปวด
       ​“คุยกันตรงนี้ไม่สะดวก เราไปคุยกันที่อื่นดีกว่า”
       “ไวจะพาเดือนไปไหนคะ เดือนไปได้ไม่นานนะคะ”
       ไวภพไม่ตอบ จูงมือเดือนขึ้นรถ
      
       ไวภพขับรถออกมา ทั้งสองต่างนิ่ง ไวภพถอนใจหนักๆ ออกมาก่อนจะพูดขึ้น
       “เราอยู่กันสองคนแล้ว ผมอยากให้เดือนพูดความจริงกับผม จะได้ไหม”
       “เดือนพูดความจริงแล้ว ทำไมไวถึงไม่เชื่อใจเดือนเลย”
       “คุณพ่อของเดือนยังหนุ่มอยู่มากนะ”
       เดือนสะอึกกับคำพูดของไวภพ
       “ถ้าเทียบกับคุณแม่ของคุณ ดูจะยังหนุ่มกว่ามาก.. ท่าทางเดือนจะรักคุณพ่อมาก”
       เดือนเริ่มอึดอัดใจในถ้อยคำและแววตาของไวภพ แต่แข็งใจตอบกลับไปเหมือนขบขัน
       ​“ใครบ้างไม่รักพ่อของตัวเอง”
       “ถ้าให้เลือกระหว่างคุณพ่อเดือนกับผม เดือนจะเลือกใคร”
       เดือนหันขวับมามองไวภพอย่างงุนงง
       “ทำไมถามอย่างนี้ละคะ”
       “ผมเข้าใจแล้วทำไมท่านถึงหวงคุณนัก”
       ทั้งสองเงียบไปภายใต้บรรยากาศที่อึดอัด
      
       ไวภพกับเดือนนั่งเงียบมาอย่างไม่มีใครพูดอะไร แต่แล้วเดือนตกใจเมื่อเห็นว่าไวภพกำลังจะเลี้ยวรถเข้าโรงแรมม่านรูด
       “ไวจะทำอะไร”
       เดือนจับพวงมาลัยของไวภพเอาไว้ ไม่ให้เลี้ยวเข้าไป รถส่ายไปมาจนเลยประตูทางเข้าไป ไวภพพยายามคุมพวงมาลัยรถไว้ แล้วเบรกกะทันหัน ล้อรถกระแทกฟุตบาทเล็กน้อย
       “อย่าทำอย่างนี้ มันอันตราย”
       “แล้วไวกำลังจะทำอะไรล่ะ”
       น้ำตาเดือนไหลพร่างพรู ไวภพจอดรถเข้าข้างทาง
       “มันเป็นทางเดียวที่จะผูกพันเราสองคนไว้ด้วยกัน เดือนไม่เข้าใจความรู้สึกของผมหรอก”
       “เดือนเข้าใจ เดือนรู้ แต่วิธีนี้ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาของเรา”
       “แต่ผมรักเดือนนะ รักมากจนไม่อยากจะเสียคุณไปให้กับใคร”
       ไวภพโอบเดือนไว้และพยายามจะกอดจูบ เดือนผลักไสเขาออกด้วยความหวงตัว
       “อย่า...เรายังมีเวลาแก้ปัญหากันอีกนาน ปล่อยเดือนเถอะค่ะ”
       “ใช่ เรายังมีเวลาแก้ปัญหากันอีกนาน แต่อาจจะหมดเวลาไปได้เหมือนกันผมหวงเดือน หวงจนไม่อยากจะปล่อยเดือนไว้ตามลำพัง...กับใคร รู้ไหม”


  


       เดือนได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ปวดร้าวกับความหมายในคำพูดของเขา
       “...กับผู้ชายที่คุณเรียกว่าพ่อยังไงล่ะ พอรู้ว่าเขาไม่ใช่พ่อของเดือนจริงๆ ผมก็ระแวงความรู้สึกของเขาทันที ผมหวงคุณอย่างที่เขาหวงนั่นแหละเดือน เรื่องอย่างนี้มันเป็นไปได้...เดือน...เป็นไปได้ แล้วก็เคยมีตัวอย่างมาแล้วบ่อยๆ”
       เดือนยิ่งร้องไห้หนัก จนไวภพตกใจ
       “หยุดร้องไห้เถอะเดือน ผมขอโทษ ผมจะไม่ทำอย่างนี้อีกแล้ว ผมจะพาคุณกลับเดี๋ยวนี้”
       ไวภพออกรถ เดือนร้องไห้เบาลง แต่ยังสะอึกสะอื้น ไวภพหน้าเครียด
      
       ไวภพขับรถมาใกล้กับหน้าหมู่บ้าน
       “ผมส่งเดือนตรงนี้นะ แล้วเดือนข้ามถนนไปเอง จะได้ไม่มีใครเห็น”
       เดือนยังสะอึกสะอื้นน้อยๆ นัยน์ตาบวมมีคราบน้ำตา
       “แล้ว...แล้ว...”
       ไวภพน้ำเสียงขมขื่น ไม่มองหน้าเดือน
       “ผมคงไม่สำคัญกับคุณเท่าไรหรอกเดือน แล้วเจอกันที่มหาลัย”
       เดือนลงจากรถ ไวภพขับออกไป เดือนมองตามน้ำตาร่วงอย่างเสียใจ
       ​
       โจ้เล่นดนตรีอยู่บนเวทีของผับจ้อย แอ๋มเดินเข้ามาเห็นถึงกับกรี๊ดกร๊าดกับแนท
       “นักร้องใหม่เหรอวะแนท เท่ว่ะ”
       “คุณโจ้ น้องชายคุณจ้อยไง”
       แอ๋มเขม้นมอง
       “อ๋อ...จำได้แล้ว เขาจะมาเล่นดนตรีที่นี่เหรอ”
       “ตอนนี้นักร้องขาดนังดำกับนังหวานไป คุณจ้อยเลยให้น้องชายมาเล่นดนตรีแทนนังสองคนนั้น”
       “ก็ดีเหมือนกันนะ”
       แอ๋มมองโจ้อย่างปลาบปลื้ม แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง ถึงกับอุทานอย่างตื่นเต้น
       “นั่นดูนั่น”
       ไวภพเดินเข้ามานั่งอยู่มุมหนึ่ง
       “นังออยต้องดี๊ด๊าแน่”
       แนทกับแอ๋มชักชวนกันเข้าไปบอกข่าวดีกับออย โจ้เล่นดนตรีเสร็จ เดินลงมา เห็นไวภพก็ตรงเข้ามาหาทันที
       “ไงวะ แม่แท้ๆ ของเด็กแกไปออกรายการตามหาลูกอยู่นี่หว่า”
       “เกี่ยวไรกับพี่ด้วย”
       “ยอมรับความจริงซะที ไอ้หน้าโง่ ป่านนี้ลูกคุณหนูโดนพ่อเลี้ยงเคลมไปแล้วมั้ง”
       ไวภพเหมือนถูกจี้ใจดำ กระชากคอเสื้อโจ้ขึ้นมา
       “พูดจาหมาไม่แดก”
       “แต่มึงอ่ะต้องแดกของเหลือเดนจากคนอื่น”
       ไวภพชกโจ้เซไป โจ้เงื้อหมัดจะชกไวภพกลับ จ้อยรีบเข้ามาห้าม
       “อย่าโจ้ อย่ามีเรื่องกับแขก”
       “มันมาชกก่อน
       โจ้ยังฮึดฮัด จ้อยพยักเพยิดให้บ๋อยมาเอาตัวโจ้ไป แล้วหันไปบอกไวภพ
       “ต้องขอโทษแทนโจ้ด้วยนะคะ เดี๋ยวพี่จะแถมมิกเซอร์ฟรีให้”
       “ขอบคุณครับ อย่าให้เขามายุ่งกับผมอีกก็พอ”
       จ้อยให้บ๋อยพาไวภพไปนั่ง จ้อยมองตามพลางถอนใจ
      
       ใจหวานอุทานออกมาด้วยความงุนงง
       “อะไรนะดำ แกหลอกแม่ว่าออกมาร้องเพลงเนี่ยนะ”
       ดำซึ่งแต่งหน้าแต่งตัวเหมือนออกมาร้องเพลง นั่งเซ็งอยู่ในห้อง
       “หนูขอมาอยู่ห้องพี่หวานก่อนนะ ไม่อยากให้แม่รู้ว่าตกงานอยู่”
       “ทำไมต้องสร้างภาพด้วยวะดำ”
       “ปกติแม่ก็รักนังเดือนมากกว่าหนูอยู่แล้ว ถ้าแม่รู้ว่าหนูตกงานด้วย แม่ต้องดูถูกหนูแน่ๆ แล้วแม่ก็จะหนีหนูไปอีก”
       “ถ้าแม่รักแกจริงก็ต้องยอมรับแกได้สิ”
       “หนูไม่อยากเสี่ยงหรอก ไหนๆ แม่ก็กลับมาหาหนูแล้ว หนูอยากทำให้แม่รักหนูมากที่สุด”
       ใจหวานส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย
       “ฉันว่าวิธีนี้ได้ผลไม่นานหรอกวะดำ สักวันแม่แกก็ต้องรู้”
       “เดี๋ยวหนูก็หางานใหม่ได้เองละน่า”
       เสียงเคาะประตูดังขึ้น
       “ใครคะ”
       “ฉันเอง ใจหวาน”
       ดำชะงัก หาทางหลบเลี่ยง
       “ครูจอร์จมาทำไมน่ะพี่หวาน”
       “เขาก็มาเยี่ยม ดูอาการฉันน่ะแหละ”
       ใจหวานไปเปิดประตูให้จอร์จเข้ามา พอเจอดำก็ต่างคนต่างชะงัก จอร์จจะทัก แต่ดำหันไปบอกกับใจหวาน
       “หนูไปก่อนนะพี่หวาน”
       “อ้าว...ไหนแกว่าจะอยู่จนผับเลิกไง”
       “หนูหิว ไปหาข้าวกินก่อนดีกว่า”
       ดำเดินออกไปโดยไม่ทักจอร์จ ใจหวานมองตามงงๆ
      
       ดำออกมายืนหน้าห้องด้วยความรู้สึกเจ็บปวด นึกถึงสิ่งที่จอร์จพูดกับเธอ
       ‘เมื่อก่อนฉันคิดว่าเธอเป็นคนใฝ่ดี พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น แต่นี่เธอกลับตั้งใจปล่อยให้ความเกลียดชังความริษยาเข้าครอบงำจิตใจตัวเอง จนทำลายคนอื่น ฉันผิดหวังในตัวเธอจริงๆ’
       ดำน้ำตาไหลออกมา
       “หนูมันไม่ดีเอง ถึงได้ทำให้ครูผิดหวัง หนูไม่อยู่ให้เหม็นขี้หน้าหรอก”
       ดำเช็ดน้ำตา แล้วเดินออกไป
      
       ใจหวานมองตามดำงงๆ แล้วหันมาพูดกับจอร์จ
       “ดำมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ คิดจะไปก็ไป เอ๊ะ...หรือว่ามันโกรธอะไรหมอ”
       “ผมดุเขาเรื่องที่เขาไปออกรายการวันนั้น”
       “มิน่า...นังดำถึงได้หน้าบูดใส่หมอ ถ้าหวานรู้ว่ามันจะไปออกรายการ หวานก็จะห้ามมันเหมือนกัน ไม่รู้มันจงเกลียดจงชังอะไรพี่สาวมันนักหนา”
       “ผมเข้าใจดำนะว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เหมือนผมที่เคยโดนเหยียดผิวมาก่อน แต่ดำไม่ควรจะใช้ความโกรธแค้นของตัวเองทำลายชีวิตพี่สาว เพียงเพราะเขามีชีวิตที่ดีกว่า”
       “คิดอีกทีก็น่าสงสารดำมันเหมือนกันนะหมอ มันโตมาอย่างลำบาก ไม่มีใครคอยสอน แต่ยังดีที่มันใฝ่ดี หวังว่าดำมันจะคิดได้บ้าง”
       “ผมก็หวังว่าอย่างนั้น”
       แต่แล้วจอร์จกับใจหวานก็มองหน้ากันอย่างไม่แน่ใจ
      
       ดนัยธรร้อนใจ กดมือถือหาจ้อย
       “ฮัลโหล จ้อยใช่ไหม...”
       จ้อยอึ้งไปนิดหนึ่งที่ดนัยธรโทรมา แม้จะรู้ว่าเป็นเรื่องของเดือน
       “สวัสดีค่ะ คุณอานัย จ้อยเองค่ะ มีอะไรให้จ้อยรับใช้คะ”
       “ทำไมเธอถึงปล่อยให้เด็กนิโกรคนนั้นไปพูดพาดพิงถึงยัยเดือนอีก”
       “จ้อยไม่รู้เรื่องเลยค่ะ”
       “ไม่รู้ได้ยังไง ก็มันเป็นเด็กในสังกัดของเธอไม่ใช่เหรอ”
       “จ้อยหมายถึง ไม่ได้รู้เรื่องกับนังดำเลยนะคะคุณอา เพราะจ้อยไล่นังดำออกไปแล้ว”
       “ออกไปแล้วเหรอ แน่ใจนะ”
       “แน่ใจสิคะคุณอา แต่ที่จริงคุณอาไม่เห็นต้องเดือดร้อนเลยนี่คะ ในเมื่อดำประกาศตามหาพี่สาวที่ชื่อเดือน แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นน้องเดือนลูกสาวคุณอาเลยสักคำ”
       “มันก็ทำให้ใครๆ เข้าใจผิดได้นั่นแหละ”
       “คุณอาไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ อีกไม่นานพี่สาวตัวจริงเขาอาจจะปรากฏตัวออกมาตอนนั้นน้องเดือนจะได้พ้นข้อครหาซะที”
       ​ดนัยธรชักฉุน
       “โอเค งั้นแค่นี้นะ”
       จ้อยวางสายพลางยิ้มหยัน
       “กินปูนร้อนท้องละซี้”
      
       ดนัยธรวางสายด้วยความหงุดหงิด
       “ฮึ...นังเด็กเมื่อวานซืน”
       เขมวรรณเดินออกมาเห็นก็ถามด้วยความเป็นห่วง
       “มีอะไรคะนัย”
       “เปล่า ไม่มีอะไร”
       เขมวรรณชะเง้อมองไปหน้าบ้านอย่างร้อนใจ
       “ยัยเดือนออกไปข้างนอกตั้งนาน ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย”
       ดนัยธรพาล
       “ปล่อยมันไปเถอะ มืดค่ำป่านนี้ยังแล่นออกไปหาผู้ชายอีก”
       “ยัยเดือนน่ะเหรอคะ”
       “จะใครซะอีกล่ะ บอกว่าออกไปปากซอย แต่แต่งตัวยังกับจะไปเที่ยวกลางคืน”
       “ลูกบอกเข็มว่าจะออกไปซื้อของหน้าปากซอยนี่เอง”
       “คุณเชื่อเหรอ ว่านังเด็กนั่นไปซื้อของหน้าปากซอยจริงๆ”
       “ทำไมคุณเรียกลูกเราอย่างนั้นคะนัย”
       “แล้วมันทำตัวสมกับเป็นลูกของเราหรือเปล่าล่ะ ร่านเหมือนแม่แท้ๆ ของมัน”
       “นัยคะ ฉันรู้สึกว่าหมู่นี้คุณอคติกับยัยเดือนเกินไป คำพูดแต่ละคำถ้าแกได้ยิน มันจะทำให้แกเสียใจมากนะคะ”
       “ผมน่ะเหรออคติ ผมมองความจริงต่างหาก ไม่ใช่พวกโลกสวยอย่างคุณนี่ คอยดูก็แล้วกัน ถ้าไม่คุมให้ดีอาจจะท้องไม่มีพ่อเหมือนกับ...ฮึ่ย...”
       ดนัยเดินออกไป เขมวรรณยิ่งกลุ้ม ร้อนรุ่มคิดว่าไม่ได้การแล้ว

       เดือนนั่งร้องไห้อยู่ในสวนหมู่บ้านคนเดียว นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น...ไวภพโอบเดือนไว้และพยายามจะกอดจูบ เดือนผลักไสเขาออกด้วยความหวงตัว
       ‘อย่า...เรายังมีเวลาแก้ปัญหากันอีกนาน ปล่อยเดือนเถอะค่ะ’
       ‘ใช่ เรายังมีเวลาแก้ปัญหากันอีกนาน แต่อาจจะหมดเวลาไปได้เหมือนกัน ผมหวงเดือน หวงจนไม่อยากจะปล่อยเดือนไว้ตามลำพัง...กับใคร รู้ไหม’
       เดือนร้องไห้ออกมาอย่างหนัก พยายามจะถอดแหวนที่นิ้ว แต่ถอดไม่ออก
       “เดือน...”
       เดือนตกใจ มองไปเห็นเขมวรรณเดินเข้ามา
       “หนูมาอยู่นี่เองเหรอลูก แม่ตามหาแทบแย่ โทรเข้ามือถือก็ไม่รับสาย”
       “เดือนออกมาซื้อของแล้วก็เลย...เดินเล่นค่ะ”
       “แล้วทำไมไม่รีบกลับ มานั่งทำอะไรตรงนี้มืดๆ คนเดียว ยุงจะหามอยู่แล้วนะ”
       เขมวรรณสังเกตเห็นหน้าเดือน แต่เดือนรีบเบือนหน้าหลบ
       “เดือนเป็นอะไรไปลูก ร้องไห้ทำไม”
       “เดือนกลุ้มใจค่ะคุณแม่”
       เขมวรรณกอดปลอบเดือน นึกว่ากลุ้มเรื่องรายการ
       “ไม่ต้องห่วงนะลูก แม่บอกแล้วไงว่าอย่าคิดมาก พ่อกับแม่จะหาทางช่วยหนูเอง”
       “คุณแม่อย่าทิ้งเดือนนะคะ”
       “แม่จะทิ้งลูกได้ยังไง แม่รักลูกมาก ลูกยังไม่รู้อีกเหรอ รักอย่างที่จะไม่ยอมให้ ใครมาพรากหนูไปจากแม่ได้”
       เดือนกอดเขมวรรณไว้แน่นอย่างหาที่พึ่ง
      
       เขมวรรณประคองเดือนกลับมาบ้าน เจอดนัยธรมองตาขวาง
       “ไปเดินเล่นถึงไหนล่ะ”
       เขมวรรณหันมาบอกเดือน
       “ขึ้นไปบนห้องก่อน อาบน้ำอาบท่าแล้วลงมาทานนมอุ่นๆ สักแก้วก่อนนอนนะจ๊ะ”
       เดือนรีบขึ้นห้องไป เขมวรรณหันไปติงดนัยธร
       “แกกำลังกลุ้มใจอยู่ ฉันเห็นแกไปนั่งร้องไห้อยู่ในสวนหมู่บ้าน อย่าไปซ้ำเติมแกเลยค่ะ”
       “นัดเจอใครที่นั่นแล้วเขาไม่มาล่ะสิ”
       “นัยคะ เข็มไม่เข้าใจเลย ทำไมคุณไม่รักลูกเหมือนเมื่อก่อน”
       “แล้วยัยเดือนเป็นเด็กน่ารักเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่าล่ะ”
       “กับเข็มแกก็เหมือนเดิมนะคะ แต่คุณทำให้ลูกกลัวจนแกไม่กล้าเข้าใกล้”
       “ก็เพราะผมรู้น่ะสิ ว่ายัยเดือนเป็นยังไง มันจ้องจะออกไปเจอผู้ชายตลอดเวลา”
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ ฉันไม่เห็นแกอยู่กับผู้ชายที่ไหนเลย เข็มว่าเราน่าจะช่วยกันหาทางช่วยลูกจากเรื่องที่เกิดขึ้นมากกว่านะคะ ลูกเครียดมาก ฉันสงสารแก”
       “ช่วยแล้วยังไง ลูกคุณมองเห็นความหวังดีของเราบ้างหรือเปล่า ผมไม่อยากยุ่ง​ด้วยหรอก”
       “ถ้าคุณไม่ช่วยจัดการ ฉันจะจัดการของฉันเอง”
       “ก็ตามใจ”
       ดนัยเดินหนีออกไป เขมวรรณมองตามกลัดกลุ้ม
      
       ดำตระเวนหางานมาจนถึงหน้าผับแห่งหนึ่ง ดำหยุดมองอย่างสนใจ เพราะข้างหน้ามีรูปนักร้องหลายเชื้อชาติ ดำตัดสินใจเดินเข้าไป เธอได้พบผู้จัดการในผับ
       “หนูมาสมัครเป็นนักร้องค่ะ”
       ผู้จัดการมองดำหัวจรดเท้า
       “ตอนนี้ยังไม่รับคนใหม่หรอก”
       “หนูลองร้องเพลงให้ฟังก่อนก็ได้นะคะ แล้วถ้านักร้องขาดค่อยติดต่อหนูกลับไป”
       “น้องใช่มิสดอลลี่หรือเปล่า”
       “ใช่ค่ะ”
       “ฉันรู้จักคุณจ้อยนะ เห็นเขาบอกว่าเราเยอะนี่”
       ดำชักเคือง
       “เยอะอะไรคะ”
       “ก็แบบว่า...เรื่องเยอะไง เห็นเป็นข่าวบ้างไปออกรายการโน่นนี่บ้างตลอด”
       “ทำไมคุณจ้อยต้องเอาหนูมาพูดแบบนี้ด้วย”
       “เขาก็เตือนคนร่วมอาชีพด้วยกัน กลัวเธอจะมาป่วนที่นี่ ไปตามหาพี่สาวให้เจอก่อนละกัน”
       “ถ้าใครดีกับหนูหนูก็ดีตอบ ไม่เคยป่วนใครที่ไหน”
       “ยังไงที่นี่ก็ยังไม่รับคนใหม่นะ ลองไปหาที่อื่นดูก่อนเถอะ”
       ดำเดินออกมาอย่างเซ็งสุดขีด
      
       ซูซี่เข้ามาในห้องแต่งตัว กะจะหยิบชุดตัวเองออกมาใส่ แต่ปรากฏว่าหาไม่เจอ ชุดบนราวหายไปจนหมด
       ​“เฮ้ย...ชุดฉันหายไปไหนหมดวะ”
       ​“ฮ่าๆ”
       ซูซี่หันไป เห็นออยคุยมือถือพลางหัวเราะลั่น
       “โอ๊ย...สะใจว่ะแก ดูสิมันหน้าเหวอไปเลย ฮ่าๆ”
       ซูซี่มองออยอย่างสงสัย ตรงเข้าไปยืนตรงหน้าออย ถามทั้งที่ออยยังคุยมือถืออยู่
       ​“ฝีมือแกใช่ไหม”
       ออยหยุดหัวเราะ มองซูซี่หัวจรดเท้าอย่างดูถูก ทำไม่สนใจ แล้วคุยมือถือต่อ
       “ไม่มีอะไร เสียงทีวีน่ะ”
       ซูซี่โมโห ดึงตัวออยหันมาคุยด้วย
       “ใครทำอะไรวะ”
       “แกขโมยชุดฉันไป”
       ออยพูดในมือถือ
       “แค่นี้ก่อนนะแก มีคนบ้ามาหาเรื่อง เดี๋ยวค่อยคุยกัน”
       ออยวางสาย แล้วเท้าสะเอวใส่ซูซี่
       “อย่ามามั่ว ฉันเพิ่งเข้ามา จะขโมยชุดแกไปได้ยังไง”
       “ไม่ใช่แกแล้วหมาตัวไหนทำวะ”
       “ก็ไปถามหมาดูสิ พวกเดียวกับแกไม่ใช่เหรอ”
       ออยหัวเราะ เสียงแนทกับแอ๋มหัวเราะประสานเข้ามา ซูซี่มองไป เห็นทั้งสองเข้ามา
       ซูซี่มองกราดอย่างเจ็บใจ
       “คอยดูนะ ฉันจะฟ้องคุณจ้อย ว่าพวกแกหาเรื่องแกล้งฉัน”
       “สาระแนไปฟ้องเลย อย่าลืมนะว่าตอนนี้แกหัวเดียวกระเทียมลีบแล้ว”
       “อย่านึกว่าฉันไม่กล้า”
       “ก็เอาซี่ อีเตี้ยม่อต้อคอสั้นอย่างแก อยู่ที่นี่ได้อีกไม่นานหรอก”
       ออย แนท แอ๋มประสานเสียงหัวเราะกันอีกครั้ง ซูซี่เจ็บใจมาก
       ​“อย่าไปสนใจมันเลยออย ฉันมีข่าวดีมาบอก”
       “ข่าวดีอะไร”
       “คุณชายของแกกลับมาแล้ว”
       “อร๊าย....คุณไวภพน่ะเหรอ จริงอ่ะ”
       “จริงสิ แกรีบออกไปเทคแคร์เขาเลย”
       ออยมานั่งแต่งหน้าส่องกระจกอย่างมีความสุข
       “คืนนี้ฉันได้เคี้ยวหญ้าอ่อนกรุบกริบๆ แน่”
       ออยรีบออกไป จึงลืมมือถือทิ้งไว้บนโต๊ะในห้อง ซูซี่มองตามแค้นใจ
      
       ไวภพนั่งดื่มเหล้าอยู่คนเดียว แนทพาออยเข้ามา
       “มาจริงๆ ด้วย ในที่สุดก็กลับมาแล้ว” ออยดีใจสุดขีด
       “เอาเลยออย คืนนี้จัดการขั้นเด็ดขาด” ​แนทยุ
       ออยพยักหน้ากับแนทแล้วยิ้มกริ่ม เดินเข้าไปหาไวภพทันที ออยเข้ามาเอาคางเกยไหล่ไวภพจากด้านหลัง
       “คุณไวภพขา”
       “ออย...”
       “ไม่ได้มาตั้งนาน ออยคิดถึ๊งคิดถึง นึกว่าจะไม่เจอกันซะแล้ว”
       “พอดีมีเรื่องยุ่งๆ นิดหน่อยน่ะครับ”
       “มาหาออยดีกว่า รับรองมีแต่เรื่องสบายใจ”
       ไวภพเหล้าหมด ออยคว้าแก้วมา
       “ออยเองค่ะ”
       ออยชงเหล้าให้ไวภพ พอเห็นเขาเผลอก็แอบใส่ยาบางอย่างลงไป สีหน้ากระหยิ่ม ซูซี่แอบดูอยู่ นึกแผนอะไรบางอย่างออก
      
       ซูซี่เข้ามาในห้อง พลางมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นแล้ว จึงหยิบมือถือออยขึ้นมา มองซ้ายมองขวาอีกว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น ค่อยกดค้นหาเบอร์ของธัชชัยจนเจอ กำลังจะเมมใส่เครื่องตัวเอง
       “ทำอะไรวะนังซูซี่”
       แอ๋มถาม ซูซี่ตกใจเกือบทำมือถือหล่น แต่ใช้อีกมือคว้าไว้ทัน
       “ไม่ได้ทำอะไรซักหน่อย”
       แอ๋มเดินเข้ามา มองมือถือและมองซูซี่อย่างสงสัย
       “แกจะขโมยมือถือนังออยเหรอ”
       “ฉันไม่ขโมยของของใครหรอก”
       “อย่าให้ฉันรู้นะว่าแกขโมย แกโดนแน่”
       แอ๋มเอามือถือของออยไปเก็บ แล้วหยิบชุดใหม่มาจะเปลี่ยน ซูซี่รีบทบทวนความจำว่าเบอร์อะไร แล้วหยิบลิปสติกแถวนั้นมาเขียนบนมือตัวเอง
      
       ดำกลับมาที่คอนโดอย่างเหนื่อยอ่อน พอจะเข้าตึกก็หยุดกึกเมื่อจอร์จกับใจหวานเดินออกมาด้วยกัน
       “ใจหวานฟื้นตัวเร็วมาก อีกสองสามวันก็หายเป็นปกติแล้ว”
       “ขอบคุณนะคะหมอ เดี๋ยวหวานหายดีแล้วจะกลับไปช่วยงานที่คลินิกหมออีกนี่หมอจะกลับเลยหรือเปล่าคะ”
       “ผมว่าจะไปช่วยมูลนิธิก่อน”
       “หมอนี่ขยันได้โล่เลยแฮะ”
       “ผมมีโอกาสดีกว่าคนอื่นแล้ว ก็อยากจะช่วยคนที่ด้อยโอกาสกว่าผมบ้างไปละ”
       จอร์จล่ำลาใจหวานแล้วเดินผ่านหน้าดำไป ดำทำตัวลีบหมุนหลบเข้าอีกมุมของเสาไม่ให้จอร์จเห็น ก่อนจะมองตามเขาอย่างเศร้าสร้อย


  


       ดำเปิดตู้ เห็นเสื้อผ้าข้าวของและกระเป๋าของกุหลาบยังอยู่ก็โล่งใจ เสียงเปิดประตูดังกุกกักๆ ดำรีบออกไปเปิดมากุหลาบก็เซมาปะทะดำอย่างแรง
       “แม่...”
       “เฮือก...”
       กุหลาบส่งเสียงครางไม่ได้ศัพท์เพราะความเมา ดำพยายามประคองแม่ไว้แต่เกือบไม่ไหว
       ​“แม่กินเหล้ามาเหรอเนี่ย”
       “ฮ่าๆๆ มีความสุขจริงโว้ย”
       “แม่ไปนั่งก่อนไป”
       ดำประคองกุหลาบไปนั่ง แต่ไม่ไหว ล้มลงก่อนถึงโซฟา กุหลาบนอนแผ่หลากลางพื้นห้อง
       “โอ๊ย...อีดำ มึงจะฆ่ากูเรอะ อีลูกชั่ว”
       “หนูไม่ได้ตั้งใจนะแม่ แม่น่ะเมามากแล้ว เดี๋ยวหนูพาไปนอน”
       ดำเข้าไปจะประคองกุหลาบขึ้นมา แต่กุหลาบปัดออก
       ​“อีเวร อย่ามายุ่งกับกู”
       “แม่นอนตรงนี้ไม่ได้นะ”
       “กูจะนอน มึงอย่ามาโดนตัวกูได้ไหมอีดำ สกปรก”
       กุหลาบปัดป้อง ดำมองแม่อย่างรู้สึกน้อยใจขึ้นมา กัดริมฝีปากแน่น
       “แม่ก็เหมือนคนอื่นๆ นั่นแหละ ที่รังเกียจหนู แต่หนูให้อภัยนะ แม่พูดไปเพราะเมาใช่ไหม”
       ด้วยความรักแม่ ดำจึงไปหยิบผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตาให้กุหลาบสร่างเมา กุหลาบเพ้อ
       “เดือนกลับมาหาแม่นะลูกเดือน กลับมาหาแม่...”
       ดำชะงัก มองหน้าแม่ด้วยความน้อยใจที่ผุดขึ้นมาเป็นริ้วๆ แต่พยายามข่มมันลงไป”
       กุหลาบทำท่าพะอืดพะอืม ดำตกใจ
       “แม่อย่านะ... อย่าเพิ่ง...เดี๋ยวฉันไปเอา...”
       ดำจะวิ่งออกไปเอาภาชนะมารอง แต่ไม่ทันกุหลาบที่อ้วกลงบนพื้นเสียก่อน ดำมองอย่างเซ็งมาก
      
       ออยประคองไวภพออกมา ไวภพเดินเซเพราะเมามาก
       “เดินดีๆ นะคะคุณไวภพ ระวังค่ะระวัง”
       ซูซี่แอบหลบอยู่มุมหนึ่ง ถ่ายออยกับไวภพเป็นคลิปภาพเคลื่อนไหว ออยประคองไวภพขึ้นรถไป
       “เสร็จกูละอีออย”
       ซูซี่จัดการกดส่งภาพนั้นไปให้ธัชชัย แล้วหัวเราะสะใจ
       “ฮ่าๆ”
       ซูซี่ยิ้มกริ่มสะใจสุดๆ
      
       ออยประคองไวภพที่กำลังเมาเข้ามาในห้องพักของตนเอง
       “ระวังนะคะ คุณไวภพ”
       ออยประคองลงมาบนที่นอน มองไวภพอย่างหลงใหล
       “ทั้งหล่อทั้งรวยแบบนี้ ปล่อยไปก็เสียดายแย่”
       ออยเอามือลูบไล้ไปตามใบหน้า ไวภพลืมตาขึ้นมามองงงๆ เห็นออยเป็นเดือน
       ​“นี่ออยค่ะ ไม่ใช่เดือน”
       “เดือน...”
       “เดือนก็เดือนค่ะ”
       ออยลงมือถอดเสื้อของเขาจนท่อนบนเปลือยเปล่า เธอลูบไล้ไปตามตัวเขาอย่างเสน่หา ออยถอดเสื้อตัวเองแล้วจูบไวภพ ก่อนจะซบลงกับอกของเขา แต่แล้วมีใครบางคนเข้ามากระชากตัวออยออกไป
       “อีร่าน”
       ​ออยตกใจสุดขีด
       “ว้าย...คุณธัช”
       “มึงนี่มันดอกจริงๆ อีออย”
       “เปล่านะคะ ฟังออยก่อน...”
       ธัชชัยไม่ฟัง ตบออยจนล้มไปกับพื้น แล้วหันไปทางไวภพที่มึนๆ อยู่ ดึงตัวไวภพขึ้นมา
       “มึงกล้าเป็นชู้กับกิ๊กกูเหรอไอ้หน้าจืด”
       ไวภพมองงงๆ ธัชชัยชกไวภพจนล้มลง แล้วลากตัวไวภพออกไป
       ​
       ธัชชัยลากตัวไวภพออกมา ลูกน้องสองคนรออยู่
       “จัดการสั่งสอนมัน”
       ทั้งสองคนลากตัวไวภพออกไปนอกห้อง ไวภพมึนๆ แต่เริ่มรู้ว่าอะไรเป็นอะไร จึงดิ้นพราด
       “เฮ้ย...จะทำอะไรกูวะ ปล่อยกู”
       ไวภพสู้แรงชายทั้งสองไม่ได้ ถูกทั้งสองชกจนสลบ แล้วหามออกไป ออยซึ่งสวมเสื้อผ้าแล้ววิ่งออกมา ธัชชัยจับตัวออยไว้
       “จะหนีไปไหนอีออย”
       ออยยกมือไหว้อย่างหวาดกลัว
       “อย่าค่ะคุณธัช เขาเข้ามาเอง ออยยังไม่มีอะไรกับเขา”
       “จับได้คาหนังคาเขามึงยังกล้าแถอีกเหรอ”
       ธัชชัยจิกผมออยไปด้านหลัง
       “เขาเมาแล้วมาลวนลามออย ออยไม่ได้สมัครใจ”
       “กูเห็นตั้งแต่หน้าผับแล้ว มึงอย่ามาแหล ที่กูให้มึงไปยังไม่พอใช่ไหม”
       “ออยขอโทษ ออยรักคุณนะคะคุณธัช”
       “กูไม่เชื่อมึงอีกแล้ว”
       ธัชชัยตบออย ออยวิ่งหนี ธัชชัยตามไปกระชากตัวมาตบอีก
       “กูเจ็บนะ” ออยชักโมโห
       “กูอยากให้มึงเจ็บ จะได้เลิกร่านซะที”
       ธัชชัยจะตบ แต่ออยสู้ พยายามจะข่วน แต่เขาจับมือเธอไว้ แล้วตบจนล้ม ก่อนจะตามไปถีบ ออยได้แต่ร้องโอดโอยเพราะสู้แรงไม่ได้
      
       ไวภพที่ถูกรุมกระทืบจนสลบเหมือด ถูกทิ้งในพงหญ้า ไม่นานนัก เสียงไซเรนของรถมูลนิธิดังเข้ามาใกล้ จอร์จลงมาดู เขย่าตัวไวภพ
       “คุณ...คุณ...เป็นอะไรหรือเปล่า”
       จอร์จตรวจชีพจร เห็นว่ายังหายใจ รีบลากไวภพขึ้นจากพงหญ้า
      
       สายวันใหม่ ไวภพลืมตาขึ้นมา แปลกใจที่เห็นจอร์จ
       “คุณฟื้นแล้วเหรอ คุณไวภพ”
       ไวภพมองไปรอบๆ
       “ผมอยู่ที่ไหน”
       “คลินิกผมเอง ผมเป็นหมอชื่อจอร์จ ผมกับมูลนิธิไปเจอคุณสลบอยู่ข้างทาง ใครทำร้ายคุณ”
       ไวภพนิ่วหน้า พยายามนึก
       “ผมก็ไม่รู้จักเขาเหมือนกัน”
       “แต่ท่าทางไม่ใช่การชิงทรัพย์” จอร์จยื่นถุงให้ไวภพ “ของที่ติดตัวคุณมา มีมือถือแล้วก็กระเป๋าเงิน คุณลองเช็คดูว่ามีอะไรหายหรือเปล่า”
       ไวภพรับถุงมาเปิดดู
       “ทุกอย่างอยู่ครบ ขอบคุณมากครับที่ช่วยผม”
       “ไม่เป็นไร แต่ผมว่าคุณน่าจะแจ้งความ”
       “คงไม่หรอกครับ คิดว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันมากกว่า”
       “งั้นก็...แล้วแต่คุณครับ”
       จอร์จมองหน้าไวภพอย่างไม่เชื่อนัก คิดว่าต้องมีอะไรปิดบังอยู่
       ​
       ​เขมวรรณตัดสินใจโทรไปที่รายการอ้อมกอดแห่งรัก เพื่อขอเบอร์กุหลาบ ไม่นานนักก็ได้เบอร์มา เธอจึงโทรหาทันที เสียงมือถือดังขึ้น กุหลาบงัวเงียขึ้นมา
       “ฮัลโหล...”
       ดำซึ่งนอนอยู่บนพื้นชะงักมอง
       “ใครนะคะ...ใช่ค่ะ ฉันเอง...”
       กุหลาบฟัง พลางเหลือบมองดำอย่างระแวง เพราะเขมวรรณโทรมานัด
       “วันนี้ฉันว่าง เดี๋ยวฉันออกไปเจอคุณ ที่ไหนดีล่ะ...”
       ดำมองอย่างไม่สนใจ แล้วหลับต่อ
       ​“ได้สิ อีกสองชั่วโมงเจอกันที่นั่น”
       กุหลาบกดวางสาย แววตาวาบขึ้นด้วยความสมใจ แต่เห็นดำยังขยับตัวอยู่ จึงแกล้งพูดไปเรื่องอื่น
       “...คุณจะให้ฉันไปทำงานอะไร ฉันทำได้หมดทุกอย่าง ไม่เกี่ยงงานหรอก...”
      
       ไวภพกลับมาบ้าน หน้าตาและตามตัวมีรอยฟกช้ำและผ้าก็อซปิดแผล เขาพยายามหลบๆ ไม่ให้ใครเห็น แต่เจอวนิดาเข้ามาเสียก่อน วนิดาถามอย่างแปลกใจ
       “เมื่อคืนไปนอนที่ไหนมา ถึงกลับเอาป่านนี้ แล้วนี่...หน้าตาไปโดนอะไรมาน่ะไว”
       “ผมโดนจี้น่ะครับ”
       วนิดาตกใจ
       “อะไรนะ โดนจี้ โดนที่ไหน”
       “แถวมหาลัยครับ”
       “แล้วแจ้งความหรือยัง”
       “ไม่ได้แจ้งครับ มันเอาอะไรไปไม่ได้ มีคนมาช่วยผมก่อน”
       วนิดาเข้ามาจับหน้าไวภพดูอย่างเป็นห่วง
       “โดนหนักขนาดนี้ทำไมไม่แจ้งความฮึลูก”
       “ผมไม่อยากให้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ขอตัวขึ้นไปนอนพักก่อนนะครับแม่”
       ไวภพรีบขึ้นห้อง วนิดามองตามเป็นห่วงและสงสัย
ตอนที่ 23
      
       กุหลาบเดินเข้าไปในร้านกาแฟหรู เมื่อเห็นเขมวรรณซึ่งสวมแว่นกันแดด นั่งรออยู่ก็ตรงเข้าไปหา
      
       “คุณใช่ไหมแม่เลี้ยงของเดือน”
       เขมวรรณสะอึกไม่พอใจกับคำว่าแม่เลี้ยง
       “ถึงแม้เดือนจะไม่ใช่เลือดจากอกของฉัน แต่ฉันก็รักแกยิ่งกว่าแม่แท้ๆ อย่าใช้คำว่าแม่เลี้ยงกับฉัน”
       “โอ๊ย...ไม่ต้องมาลำเลิกบุญคุณความรักอะไรร้อก ความจริงมันก็คือความจริง อยู่วันยังค่ำ ในเมื่อมันเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน”
       “ที่จริงเธอเซ็นสัญญายกลูกให้ครอบครัวเราแล้ว ไม่มีสิทธิ์จะมาเรียกร้องอะไรอีก”
       “นึกถึงหัวอกแม่อย่างฉันบ้างสิคุณ ฉันอยากจะเจอลูกของฉันบ้าง อย่าใจร้ายไปหน่อยเลย”
       “ฉันไม่อยากให้เด็กมีปมด้อย เลิกมาวุ่นวายกับชีวิตยัยเดือนซะที ถึงยังไงแกก็ไม่กลับมาหาเธอหรอก ยัยเดือนมีฉันเป็นแม่เพียงคนเดียว”
       “ฉันก็อยากจะลองดูเหมือนกัน ว่านังเดือนจะคิดอย่างคุณหรือเปล่า”
       “ฉันคุยกับเดือนแล้ว เดือนไม่อยากมาเจอเธอ เขาอยากจะลืมเรื่องในอดีตให้หมด”
       “คนเราถ้ามันยังจำความได้ ก็ไม่มีวันลืมหรอก นอกจากจะแกล้งลืมเท่านั้นเอง”
       “เธอก็แกล้งลืมลูกตัวเองไปสิบกว่าปีไม่ใช่เหรอ”
       กุหลาบเหยียดปากใส่ เขมวรรณหยิบซองสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋า ยื่นให้
       “ฉันไม่อยากจะต่อความยาวอะไรมาก เธออยากได้ไอ้นี่ใช่ไหม”
       กุหลาบรับมาเปิดดู ตาลุกวาว จะเอื้อมมือเข้าไปล้วงเงินออกมา เขมวรรณตะปบไว้ไม่ให้หยิบ
       ​“ทั้งหมดสามแสน พอใจหรือยัง”
       “ไม่น้อยไปหน่อยเหรอ”
       เขมวรรณเสียงเข้มที่สุดในชีวิต ด้วยความต้องการปกป้องลูก
       “เงินก้อนนี้เป็นก้อนสุดท้ายที่เธอจะได้แล้ว ฉันจะให้เธอเซ็นสัญญาอีกฉบับต่อไปอย่ามายุ่งเกี่ยวกับยัยเดือนอีก ไม่อย่างนั้นถ้าเรื่องถึงศาล เธอจะไม่ได้อะไรเลย”
       เขมวรรณหยิบกระดาษสัญญาให้กุหลาบ กุหลาบยักไหล่อย่างไม่ยี่หระ
       “ฉันจะไปเมืองนอกแล้ว เงินก้อนนี้จะเอาไปตั้งตัวก็แล้วกัน”
       กุหลาบเซ็นชื่อในสัญญา เขมวรรณยื่นซองเงินให้ กุหลาบหยิบเงินออกมานับอย่างพอใจ เขมวรรณมองกุหลาบด้วยความรังเกียจ
      
       เขมวรรณนั่งลงบนโซฟาอย่างรู้สึกโล่งใจ ไพเอาน้ำเข้ามาเสิร์ฟให้
       “ขอบใจจ้ะ คุณหนูอยู่หรือเปล่าจ๊ะ”
       “อยู่ข้างบนค่ะ”
       “แล้วคุณผู้ชายล่ะ”
       “คุณผู้ชายยังไม่กลับค่ะ”
       “พรุ่งนี้ไพช่วยฉันจัดกระเป๋าหน่อยนะ ฉันจะไปนั่งสมาธิที่วัดสักสองวัน”
       “ได้ค่ะคุณผู้หญิง”
       ไพออกไป เขมวรรณมองขึ้นไปบนห้องเดือนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อยากจะบอกข่าวดีนี้แก่ลูก
       ​
       เขมวรรณเปิดประตูเข้ามาในห้อง
       “เดือนลูกแม่”
       เขมวรรณเข้าไปกอดเดือนอย่างแสนรัก เหมือนได้ของรักกลับคืนมา
       “คุณแม่ขา”
       เดือนกอดเขมวรรณกลับด้วยความเคยชิน
       “ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วนะจ๊ะลูก”
       “อะไรเรียบร้อยคะ”
       “ก็เรื่องทุกอย่างไงละจ๊ะ ต่อไปนี้จะไม่มีใครมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของลูกอีกแล้ว สบายใจได้จ้ะ”เดือนฟังอย่างเข้าใจ
       “คุณแม่ทำยังไงคะ”
       “ทำยังไงก็ไม่ต้องสนใจหรอกจ้ะ สนใจแค่ว่าแม่จะไม่ยอมให้ใครมาเอาตัวหนูไปจากแม่อีกแล้ว”
       เขมวรรณกอดเดือนไว้พลางลูบหลังลูบไหล่ เดือนยิ้มออกมาแต่ยังไม่สบายใจนัก
      
       ​จ้อยมองออยที่อยู่ตรงหน้าพลางเบ้ปาก
       “หน้าเยินอย่างนี้จะมาร้องเพลงได้ยังไงนังออย”
       ออยร้องโอดโอย หน้าตาบวมช้ำยับเยิน อ้าปากพูดได้เล็กน้อย
       “ออยร้องได้ค่ะ มืดๆ แขกไม่สังเกตเห็นหรอก”
       “ทำไมจะไม่เห็น แกนึกว่าแขกตาบอกตาถั่วหรือไง แกกลับไปรักษาตัวก่อนเถอะ”
       “ออยไม่ได้เป็นอะไรมากนะคะ แค่มีแผลนิดๆ หน่อยๆ เอง”
       “จะอ้าปากพูดยังไม่เป็นภาษาเลยเนี่ยนะไม่เป็นอะไรมาก แกไปแก้ปัญหาเรื่องแฟนๆ ของแกให้เรียบร้อยดีกว่า ไม่งั้นโดนซ้อมมาอีกฉันก็แย่”
       “รับรองไม่มีแล้วค่ะคุณจ้อย”
       “ไม่มีก็ดี แต่ช่วงนี้ยังไม่ต้องมาร้องเพลง พักไปเลยสองอาทิตย์”
       “คุณจ้อย...”
       “ไปได้แล้ว ฉันจะทำงาน”
       ออยจำใจออกไป จ้อยมองตามพลางส่ายหน้าอย่างกลัดกลุ้ม
      
       ออยนั่งร้องไห้โอดครวญในห้องแต่งตัว
       “ฮือๆ ซวยชมัดเลย จู่ๆ คืนนั้นคุณธัชก็ไปที่ห้องได้ไงไม่รู้ ปกติเขาต้องโทรถามฉันก่อน”
       แอ๋มมองเพื่อนอย่างเห็นใจ
       “คงคิดถึงแกมากมั้ง”
       “สงสัยว่าจะมีใครคาบข่าวไปบอก”
       “แกว่าใครวะ”
       ออยเหลือบมอง เห็นซูซี่เข้ามาพอดี แสร้งทำท่าตกใจ
       “ว้าย...ผีหรือคนวะเนี่ย อ๋อ...อีหน้าเน่า หน้าเละนี่เอง ฮ่าๆ”
       “แกอีหน้า...”
       ออยลุกขึ้น จะด่าซูซี่ แต่แล้วก็เจ็บแผล
       “โอ๊ย...”
       “ระวังๆ ออย อย่าไปยุ่งกับมัน” แนทเตือน
       ออยชี้หน้าซูซี่
       “มึงระวังตัวให้ดีเถอะ ให้กูหายดีก่อน กูเอาคืนแน่”
       “รีบๆ มาเอาคืนนะ ไม่อยากเก็บไว้นาน กลัวเน่าเหมือนหน้าแกซะก่อน ฮ่าๆๆ”
       ซูซี่หัวเราะออกไปอย่างสะใจ ออยอ้าปากจะด่าอีก แต่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บใจและเจ็บแผล
       ​
       ดำกลับมาบ้าน เห็นกุหลาบกำลังเก็บของใส่กระเป๋าเดินทางก็มองอย่างแปลกใจ
       ​“แม่ทำอะไร”
       “ก็ไปจากที่นี่น่ะสิ”
       “แม่จะไปไหน ไม่อยู่กับหนูแล้วเหรอ”
       “จะอยู่ทำไม ห้องแคบยังกับรังปลวก”
       “ไว้หนูมีเงินหนูจะหาห้องกว้างๆ ใหญ่ๆ กว่านี้ อีกไม่นานนะแม่”
       “ฉันรอไม่ไหวหรอก”
       “แล้วแม่จะไปอยู่ที่ไหน”
       “ฉันจะไปเยอรมัน”
       “อะไรนะ แม่จะไปเยอรมัน ทำไมไม่เห็นบอกหนูเลย”
       “ฉันตัดสินใจกะทันหัน มีฝรั่งที่เคยมาจีบส่งตั๋วเครื่องบินมา เขาขอให้แม่ไปแต่งงานกับเขาที่นั่น”
       “แล้วแม่จะกลับมาหาหนูอีกหรือเปล่า”
       ดำเข้าไปกอด กุหลาบผลักออกอย่างรำคาญ
       “อย่ามากอดฉันน่ะ รำคาญ”
       “แม่... ทำไมแม่พูดอย่างนี้ แม่ไม่รักหนูเหรอ”
       “มาถามอะไรตอนนี้เล่า ขนลุกว่ะ”
       ดำดึงกุหลาบไว้
       “แม่อย่าไปเลย อยู่กับหนูเถอะ หนูจะหาเงินมาเลี้ยงแม่เอง”
       “โอ๊ย...อย่าเลย ลำพังเงินเดือนนักร้องกลางคืนอย่างแกจะสักเท่าไรกัน ฉันไปอยู่กับผัวฝรั่งสบายกว่านี้เยอะ ปล่อยฉัน ฉันต้องรีบไป”
       กุหลาบสะบัดแขนออกจากดำ แล้วปิดประตูใส่หน้า ดำได้แต่ยืนมองประตูอย่างใจหาย
       “แม่...แม่จ๋า”
       ดำตัดสินใจวิ่งตามออกไป
      
       กุหลาบหิ้วกระเป๋าเดินไปที่หน้าลิฟท์ ดำวิ่งตามมา
       “แม่จ๋า แม่ส่งข่าวมาหาหนูบ้างนะ”
       “เออๆ ไว้จะติดต่อแกกลับมา”
       “แม่มีที่อยู่หนูแล้วหรือยัง”
       “ฉันจำได้น่า”
       ดำโผเข้ากอดกุหลาบอีกครั้ง กุหลาบค่อยๆ เอามือขึ้นกอดตอบ แล้วตบบ่าดำเบาๆ
       “แกดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน”
      
       ลิฟท์เปิดออก กุหลาบเข้าลิฟท์ไปอย่างไม่มีเยื่อใยนัก ลิฟท์ปิดลง ดำยืนมองลิฟท์ น้ำตาไหลอย่างหัวใจจะสลาย รู้ว่าแม่จากไปคราวนี้อาจจะไม่ได้พบกันอีก


  


       ดำเข้ามาในห้องอย่างเลื่อนลอย ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ รู้สึกเคว้งคว้าง ไม่เหลือใครอีกแล้ว
      
       “หนูรู้ว่าแม่หลอกหนู แม่หลอกหนูอีกแล้ว”
       ดำนึกอะไรได้ ลุกขึ้นเปิดกระเป๋าหยิบยาที่อู๊ดให้มากิน แล้วดื่มน้ำตาม ดำหลับตา ครู่ใหญ่ๆ ความรู้สึกดำเริ่มล่องลอย ดำยิ้มอารมณ์ดี หน้าของกุหลาบยิ้มๆ ลอยมา แทรกด้วยหน้าของสมพันธุ์
       “แม่ไม่กลับมาหาหนูก็ไม่เป็นไร พี่พันไม่กลับมาหาฉันก็ไม่เป็นไร ฉันมีความสุขแล้ว”
       หน้าของจอร์จลอยมา พร้อมคำต่อว่า
       ‘ฉันผิดหวังในตัวเธอมากดำ’
       “ผิดหวังก็ผิดหวังไปสิ หนูอยู่คนเดียวก็มีความสุขได้”
       ดำหัวเราะร่ากับตัวเอง
      
       ไพหิ้วกระเป๋าออกมา เขมวรรณกับเดือนประคองกอดกันมา
       “แม่จะตามคุณยายไปนั่งสมาธิซะหน่อย พรุ่งนี้เย็นถึงจะกลับ คุณพ่อก็ไปสัมมนา ต่างจังหวัด หนูอยู่คนเดียวได้นะ”
       “ได้ค่ะคุณแม่”
       “งั้นแม่ไปก่อนนะจ๊ะ”
       เขมวรรณหอมเดือนแล้วกอดเดือนไว้หลวมๆ ก่อนจะออกไป เดือนมองตาม พอเขมวรรณออกไปแล้ว เดือนก็ทรุดตัวลงนั่งเศร้าๆ เสียงมือถือดังขึ้น เดือนดูหน้าจอก็ชะงัก เมื่อเห็นชื่อของไวภพโชว์ขึ้นมา เดือนชั่งใจว่าจะรับดีหรือไม่ ในที่สุดก็ตัดสินใจปล่อยไว้ไม่รับ
       ไวภพวางสายลงอย่างท้อใจเล็กน้อย แต่แล้วก็เปลี่ยนใจเป็นไลน์ไปหา
       “ผมขอโทษครับเดือน”
       ไวภพกดไลน์ไปอย่างตั้งใจมาก เสียงไลน์ในมือถือของเดือนดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาดู
       “ผมขอโทษครับเดือน ผมผิดไปแล้ว ผมทำไปเพราะอารมณ์ชั่ววูบ”
       เดือนตัดสินใจกดไลน์กลับไป
       “เดือนยังไม่สบายใจค่ะ ภาพวันนั้นยังติดตาอยู่ เราห่างกันสักพักเถอะนะคะ”
       ไวภพอ่านไลน์แล้วเศร้ามาก ถึงกับห่อเหี่ยวไป
       “โธ่...เดือน คุณจะไม่ให้อภัยผมเชียวเหรอ”
       “ทำอะไรน่ะไว”
       ไวภพหันไป เห็นวนิดาเดินเข้ามา
       “ลูกยังติดต่อเด็กที่ชื่อเดือนคนนั้นอยู่อีกเหรอ”
       ไวพนิ่งไม่ตอบ วนิดาชักโมโห
       “ผู้หญิงดีๆ มีเยอะแยะ ทำไมจำเพาะต้องมาวนเวียนอยู่กับเด็กสลัมคนนี้ด้วย”
       “เดือนเป็นคนดีครับ เราอย่าเอาชาติกำเนิดมาเป็นตัวตัดสินใครดีกว่า”
       “ทำไมจะตัดสินไม่ได้ สายเลือดกรรมพันธุ์มันมีผลกับจิตใจและพฤติกรรมแน่ๆ ไม่อย่างนั้น เขาคงไม่คัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ดีๆ มาผสมกันหรอก”
       “แต่คนกับสัตว์ต่างกันนะครับแม่ เดือนถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี เรียนหนังสือก็เก่ง ความประพฤติไม่เคยด่างพร้อย”
       “แม่ไม่เชื่อหรอก มันอาจจะสร้างภาพก็ได้ แม่รู้สึกว่าบ้านนั้นมีอะไรแปลกๆ ทั้งพ่อแม่ลูก แม่ขอให้แกเลิกคบเด็กคนนี้ดีกว่านะไว เดี๋ยวแม่จะแนะนำผู้หญิงดีๆ เหมาะสมกับแกให้”
       “ผมไม่อยากได้คนอื่น ผมรักเดือนครับแม่”
       “โอ๊ย...อย่าเอาความรักมาอ้าง ความรักของหนุ่มสาวมันแค่ชั่ววูบ ถึงยังไงแม่ก็ไม่ยอมรับเด็กคนนี้เป็นสะใภ้แน่”
       วนิดาทิ้งท้ายอย่างเฉียบขาดแล้วเดินออกไป ไวภพมองตามกลัดกลุ้ม
      
       ​ใจหวานกดกริ่งเรียกดำ แต่ไม่มีเสียงตอบ
       “หายไปไหนของมันนะ”
       ใจหวานกดมือถือโทรหาดำอีก แต่ดำไม่รับสาย ใจหวานเป็นห่วง
       “โทรไปก็ไม่รับสายอีก”ดำเดินยิ้มอย่างอารมณ์ดีมาหาอู๊ดที่บ้าน เธอเคาะประตูเรียก
       “อู๊ดๆ อยู่หรือเปล่าวะ”
       ใครคนหนึ่งเปิดประตูออกมา ดำมองอึ้งๆ ไป ฤทัยยิ้มเท่ให้หน้ามีแววขบขันนิดๆ เมื่อมองดำทั่วทั้งตัว
       “อู๊ดอยู่หรือเปล่า”
       “ไม่อยู่หรอก คุณมาหามันทำไม”
       “ไม่เป็นไร วันหลังมาใหม่”
       ดำจะหันหลังกลับ แต่ฤทัยทักเสียก่อน
       “คุณชื่อดำใช่ไหม”
       ดำอึ้งๆ หันมองฤทัยอย่างรู้สึกถูกชะตา เพราะรู้สึกว่าเขาคล้ายกับสมพันธุ์
      
       ฤทัยพาดำเข้ามาในบ้าน
       “ไอ้อู๊ดมันเคยเล่าให้ผมฟัง ว่ามีเพื่อนเป็นนักร้องดัง ชื่อมิสดอลลี่ แล้วผมก็เคยเห็นคุณในทีวีด้วย”
       ดำเขินๆ
       “จำฉันได้ด้วยเหรอ”
       “จำได้สิ คุณน่ะไม่เหมือนคนอื่น ร้องเพลงก็ดีกว่าใคร ผมยังเชียร์คุณเลยเสียดายที่ตกรอบซะก่อน”
       ดำขมขื่น
       “ร้องดียังไงก็สู้พวกสวยๆ รวยๆ ไม่ได้หรอก”
       “คุณเป็นลูกนิโกรใช่ไหมดำ”
       “ใช่ แต่ฉันไม่ชอบให้ใครพูด ไม่ชอบให้ใครถาม ถ้าเลือกเกิดได้ฉันคงไม่ดันมาเข้าท้องมาเกิดเป็นลูกมัน”
       “อะไรๆที่มันเกิดขึ้นกับชีวิตเรา ต้นเหตุเพราะเรามันเกิดมาโดยไม่มีคนเขาต้องการทั้งนั้นแหละ จริงไหมดำ”
       “ฉันไม่รู้ว่าแม่ของเธอเป็นยังไง แต่แม่ฉัน ฉันรู้ว่าเขาชอบเงิน เขาทำอะไรก็ได้ที่ได้เงินมากๆ”
       “ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อกับแม่เลย”
       “แล้วใครเลี้ยงเธอมา”
       ฤทัยกัดฟันกรอด เจ็บปวดเคียดแค้น
       “มีคนไปรับผมมาจากสถานเด็กกำพร้า”
       ดำเห็นใจ
       “เธอก็เป็นลูกครึ่งเหมือนกันใช่ไหม”
       “คงใช่ แม่ผมคงพลาดไปมีลูกกับไอ้หัวทองสักคน แต่ไม่มีปัญญาเลี้ยงเลยทิ้งผมไว้...” ฤทัยถอนใจ “พูดถึงเรื่องนี้แล้วเครียด เมื่อกี้คุณบอกว่าอู๊ดเคยแนะนำของดีให้ คุณอยากได้อีกเหรอ”
       ดำพยักหน้า
       “ฉันอยากได้อีก กินแล้วสบายใจดี”
       ฤทัยหันไปหยิบอะไรบางอย่าง แล้วยื่นให้ดำดู
       “ไอ้นี่ใช่ไหม”
       “ใช่ๆ”
       ดำจะคว้ามา แต่ฤทัยชักมือกลับ
       “ถ้าลองแล้วติดใจ ชวนเพื่อนมาซื้อด้วย ผมมีเปอร์เซ็นต์ให้อีกนะรับรองคุณจะรวยยิ่งกว่าเป็นนักร้องซะอีก”
       ดำมองซองยาด้วยความอยากได้มาก แต่อีกใจก็ไม่อยากทำผิด
      
       จอร์จอยู่ในคลินิกกำลังตรวจดูแผลของไวภพ
       “แผลคุณโอเคแล้วนะ หมั่นล้างแผลบ่อยๆ แล้วกินยาฆ่าเชื้อที่ผมให้ไปจนครบแผลจะหายไวขึ้น”
       “ขอบคุณครับ”
       ไวภพหน้าตาห่อเหี่ยว จอร์จมองสังเกต
       “ท่าทางอาการทางใจคุณจะหนักกว่าทางกายนะเนี่ย”
       ไวภพแปลกใจที่จอร์จดูออก
       “มีอะไรเล่าได้นะ เผื่อหมอจะช่วยได้บ้าง”
       “ผมทำผิดกับแฟนผมครับ”
       “ทำผิดยังไง”
       “ผมเข้าใจเขาผิด ก็เลย...ทำร้ายจิตใจเขา หาว่าเขามีคนอื่น”
       “ถึงขั้นทะเลาะกันเหรอ”
       “ครับ เป็นเพราะอารมณ์ชั่ววูบของผมแท้ๆ”
       “งั้นคุณก็ควรจะไปขอโทษเขา”
       “ผมขอโทษเขาแล้ว แต่เขาขอห่างจากผมสักพัก”
       “คุณต้องมีความพยายามหน่อยซี่ ง้อเขามากๆ เดี๋ยวก็ใจอ่อนเอง”
       “ผมไม่กล้ากลับไปสู้หน้าเขาอีก พ่อเขายิ่งไม่ชอบผมอยู่ด้วย”
       จอร์จตบบ่าไวภพอย่างให้กำลังใจ
       “อย่าเพิ่งท้อนะ ถ้าพ่อเขาไม่ชอบคุณ คุณก็ยิ่งต้องแสดงตัวว่าจริงใจกับลูกสาวเขา”
      
       ไวภพครุ่นคิดตัดสินใจ ยิ้มออกมาอย่างตัดสินใจ

       เย็นนั้น อู๊ดตบบ่าฤทัยอย่างชอบใจ
       “ฮ่าๆๆ ไอ้ทัยกับไอ้ดำเจอกันแป๊บเดียว สนิทกันซะแล้ว”
       ฤทัยกับดำสบตากันพลางหัวเราะ
       “เราหัวอกเดียวกันนี่หว่า”
       “ทัยยังโชคดีที่มีพ่อแม่เลี้ยงมาจนโต แต่ฉันสิไม่มีเลย”
       “ถึงมีก็เหมือนไม่มีนั่นแหละ พอเขามีลูกของตัวเองก็ถีบหัวลูกเลี้ยงลงนรกตัดขาดง่ายๆ ยิ่งกว่าหมาบ้านเขาซะอีก ผมเลยหนีออกมาอยู่กับไอ้อู๊ดที่นี่”
       “คนอะไรวะใจดำฉิบหาย”
       “เราถึงต้องรวยไงดำ ถ้ารวยแล้วใครๆ ก็สนใจ ทำอะไรผิดก็ไม่มีใครว่าเอาเงินฟาดหัวทุกอย่างก็จบ”
       ดำแววตามุ่งมั่น
       “ฉันรวยเมื่อไรจะไปฉีดผิวให้ขาวทั้งตัว ดูซิจะมีใครหน้าไหนมาดูถูกฉันรังเกียจฉันอีกไหม”
       อู๊ดมองหน้า
       “มึงก็มาช่วยพวกเราขายของสิดำ มึงต้องรวยกว่าตอนเป็นนักร้องแน่”
       ดำแย้ง
       “แต่กูไม่อยากทำเรื่องผิดกฎหมาย”
       อู๊ดเซ็งๆ
       “แล้วเมื่อไรมึงจะรวย กูจะบอกให้นะ เราไม่ได้ไปฆ่าหรือทำร้ายใคร แต่เราทำให้เขามีความสุขต่างหาก มึงกินแล้วมึงก็มีความสุขนี่ใช่ไหม”
       ดำนิ่งไป ฤทัยเห็นดำเริ่มคล้อยตามก็ช่วยเสริม
       “พวกเราก็ไม่ได้จะยึดอาชีพนี้ไปตลอดหรอกนะดำ พอมีเงินสักก้อนแล้วเราก็เลิก เอาเงินไปตั้งตัว มันเป็นแค่ทางลัดทางนึงเท่านั้นเอง”
       ดำลุกขึ้น
       “ขอคิดดูก่อนก็แล้วกัน ฉันกลับก่อนละ”
       ฤทัยกำชับ
       “อย่าลืมที่ผมกับอู๊ดแนะนำนะดำ”
       ดำพยักหน้า แล้วเดินออกไป ฤทัยกับอู๊ดหันมามองหน้ากันพลางยิ้มกริ่ม
      
       ไวภพมาชะเง้อที่หน้าบ้านเขมวรรณแล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทร...เดือนอยู่ในห้องนอนเสียงมือถือดังขึ้นเธอเข้ามาหยิบมือถือขึ้นดูเห็นหน้าจอขึ้นชื่อ “ไวภพ” เดือนกดปฏิเสธสายเรียกเข้า
       ไวภพถึงกับเครียด ตัดสินใจส่งไลน์ไป...เสียงไลน์ดังขึ้นที่มือถือเดือน เธอกดเปิดดู
       “ผมรออยู่หน้าบ้านแล้ว ออกไปคุยกันที่สวนนะครับ”
       เดือนส่งกลับไป
       “ตอนนี้เดือนไม่อยากเจอคุณ กลับไปเถอะค่ะ”
       “ผมขอโทษ เดือนยกโทษให้ผมนะครับ ออกมาคุยกันหน่อย”
       เดือนครุ่นคิดตัดสินใจ...ไวภพรอเดือนตอบกลับมา แต่แล้วเสียงแตรรถดังขึ้น เขาหันไปเจอดนัยธรลงมาจากรถ ท่าทางเมาๆ ไวภพยกมือไหว้ แต่ดนัยธรไม่รับไหว้ กลับจ้องหน้าถมึงทึง
       “มาทำไมอีก”
       “ผมมาหาเดือนครับ”
       “มาหากลางค่ำกลางคืนแบบนี้ มันหมายความว่ายังไง”
       “ผมไม่มีเจตนาอย่างที่คุณพ่อคิดนะครับ ผมแค่อยากคุยกับเดือน”
       “ฉันไม่เชื่อ แกกลับไปซะ แล้วไม่ต้องมายุ่งกับลูกสาวฉันอีก”
       “คุณพ่อครับ ผมขออนุญาตคุยกับเดือนแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้นครับ”
       “ไม่ต้อง บอกว่าไปให้พ้นไงล่ะ ก่อนที่ฉันจะเรียกตำรวจ”
       ไวภพกำมือแน่น ขึ้นรถไป ดนัยธรมองตามพลางยิ้มหยัน
      
       เดือนเดินออกมา ชะเง้อมองหาไวภพที่หน้าบ้าน แต่กลับเจอดนัยธรเดินเข้ามาด้วยท่าทางค่อนข้างเมา เดือนผงะ แต่รีบเก็บอาการ
       “นึกว่าใคร คุณพ่อนี่เอง...ทำไมกลับเร็วจังคะ เห็นคุณแม่บอกว่ากลับพรุ่งนี้”
       ดนัยธรมองเดือนตาขวางๆ เพราะคิดว่าเดือนรอไวภพ
       “ตกใจที่ฉันกลับเร็วเหรอ นัดใครไว้ใช่ไหม”
       “เปล่าค่ะ เดือนเพียงแต่แปลกใจ เดี๋ยวเดือนบอกพี่ไพเอาน้ำเย็นๆ มาให้นะคะ”
       เดือนจะหันกลับไป ดนัยธรมองเห็นแหวนที่มือก็เข้าไปคว้ามือไว้
       “เดี๋ยวก่อน นั่นแหวนอะไร”
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เพื่อนให้เดือนมาใส่เล่นๆ เดือนถอดไม่ออก ก็เลยต้องใส่ไปก่อน”
       “เดี๋ยวนี้โกหกเก่งนะเรา”
       “เปล่าค่ะ เดือนไม่ได้โกหก”
       พูดจบเดือนก็เดินหนี ดนัยธรตามไป
       “ทำไมทำท่ารังเกียจฉันนัก”
       เดือนไม่ตอบ แต่หลบสายตา ยิ่งทำให้ดนัยธรรู้สึกว่าเธอรังเกียจ เขาโกรธมาก
       “ทีกับไอ้ไวภพทำไมไม่เดินหนีแบบนี้บ้าง”
       เดือนตกใจ นึกไม่ถึงว่าดนัยธรจะพูดแบบนี้ เธออึ้งไป ยิ่งทำให้ดนัยธรโกรธ เขาเข้าไปจับตัวเธอเขย่าด้วยความโมโห
       “อย่าคิดว่าฉันไม่รู้นะว่าแกกับไอ้หมอนั่นแอบคบกันอยู่” เขาดึงมือเธอขึ้นมาดู “มันเป็นคนให้แหวนวงนี้ใช่ไหม”
       เดือนดึงมือออก แต่ดนัยธรไม่ยอมปล่อย
       “ใช่ค่ะ เดือนจะถอดคืนเขาแต่ยังถอดไม่ออก เดือนเลิกคบกับเขาแล้วนะคะ”
       “ฉันไม่เชื่อ”
       “ไม่เชื่อหนูก็ไม่รู้จะพูดยังไงแล้วล่ะค่ะ หนูจะเป็นยังไงก็เรื่องของหนู ชีวิตหนู หนูไม่ใช่ลูกของพ่อกับแม่นี่คะ”
       ดนัยธรตบหน้าเดือนฉาดด้วยความโกรธ
       “ไม่ใช่ลูกงั้นเหรอ”
       เดือนร้องไห้วิ่งหนีขึ้นห้องไป ดนัยธรมองมือตัวเองอย่างเสียใจ ไพแอบดูอยู่ เอามือปิดปากตัวเองไม่ให้ร้องออกมา


  


       เดือนวิ่งมาถึงหน้าห้อง ดนัยธรตามมา
      
       “เดือน...”
       เดือนจะปิดประตู ดนัยธรผลักเข้าไป แล้วเข้าไปกอดอย่างรู้สึกผิด
       “ขอโทษ พ่อขอโทษ พ่อรักเดือนมากนะรู้ไหม”
       เดือนรู้สึกขนลุกกับคำพูดของเขา ยิ่งถอยห่าง
       “ค่ะๆ แต่เดือนอยากอยู่คนเดียว”
       “เดือนยังโกรธพ่ออยู่อีกเหรอ อย่าโกรธเลยนะเดือน”
       ดนัยธรโผเข้ากอดไว้แน่น เดือนหน้าตื่น
       “คุณพ่อ”
       ด้วยสัญชาตญาณดิบบวกความเมา ทำให้ดนัยธรอดใจไม่ไหวที่จะแสดงความใคร่ออกมา เขากอดและลูบไล้ตัวเธอ เดือนตกใจ
       “ปล่อยเดือนค่ะ ปล่อย...”
       เดือนพยายามขัดขืน แต่ดนัยธรกอดล้มลงไปบนเตียง เดือนดิ้นรน
       “ปล่อยนะ”
       ดนัยธรพยายามกอดจูบ เดือนปัดป้อง อ้าปากจะกรีดร้อง แต่เขาปิดปากเธอไว้ เดือนดิ้นพราด ตั้งสติผลักเขาออกจากตัวเต็มแรง แล้ววิ่งออกไป ดนัยธรอึ้งไป มองตามด้วยตัวสั่นเทา เริ่มรู้สึกตัว
      
       เดือนวิ่งออกมาอย่างไม่คิดชีวิต ร้องไห้ไปด้วยอย่างเสียใจและหวาดกลัวจับขั้วหัวใจ เปิดประตูออกจากบ้าน ไพคิดว่าขโมยจึงรีบออกมาดู
       “ใครน่ะ...อ้าวคุณเดือน จะไปไหนคะ คุณเดือน”
       ไพมองตามอย่างตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น ดนัยธรวิ่งตามลงมา
       “เดือนไปไหนแล้ว”
       “ปะ...ไปข้างนอกแล้วค่ะ”
       ดนัยธรรีบวิ่งตามไป
       “เดือน...”
       ไพมองอย่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
      
       ดนัยธรตามเดือนออกมาถนนหน้าบ้าน
       “เดือน...เดือน...”
       เขามองหาไปรอบๆ แต่ไม่เจอ จึงวิ่งออกไปอีกทาง...เดือนออกมาจากหลังเสามองตามอย่างหวาดกลัว
       น้ำตาไหลอาบแก้ม
      
       23.4 ดนัยธรกลับเข้ามาในบ้านหน้าเครียดจัด หงุดหงิดงุ่นง่าน ไพเข้ามาถาม
       “เจอคุณหนูไหมคะ”
       “ไม่เจอ มันคงจะหนีไปอยู่กับผู้ชาย เห็นมารอหน้าบ้าน”
       “โทรบอกคุณผู้หญิงดีไหมคะ”
       “ไม่ต้อง เขาไปวิปัสสนา ไม่รับสายใครทั้งนั้น”
       “งั้นจะทำยังไงดี ไพว่าแจ้งความเลยดีกว่านะคะ”
       ดนัยธรตกใจ กลัวเดือดร้อนถึงตัวเอง
       “ไม่ต้องๆ จะไปทำอะไรก็ไปทำซะ เดี๋ยวฉัน คิดก่อนว่าจะทำยังไง”
       ไพจำใจออกไปอย่างงงๆ ดนัยธรกุมขมับเครียด
      
       ค่ำนั้น เดือนเดินเข้ามาในผับพลางมองหาดำ หนุ่มๆ หลายคนเห็นเธอก็มองอย่างสนใจ เดือนเดินตัวเกร็งเพราะไม่คุ้นกับบรรยากาศผับ บ๋อยเข้ามาถาม
       “กี่ที่ครับ”
       “เอ่อ...คือฉันไม่ได้มาเที่ยว ฉันมาหาดำ”
       ซูซี่ที่เดินผ่านมาชะงัก มองเดือนอย่างสงสัย บ๋อยบอกกับเดือน
       “ดำเขาไม่ได้ร้องเพลงที่นี่แล้ว”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เดือนผิดหวัง จะเดินออกไป ซูซี่เรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อน”
       เดือนหันกลับไป ซูซี่มองหน้าอย่างสงสัย
       “คุณเป็นอะไรกับดำเหรอ”
      
       เดือนกับซูซี่มาคุยกันในมุมลับตา ซูซี่มองเดือนหัวจรดเท้าอย่างไม่พอใจ ท่าทางเริดๆ เชิดๆ
       “ที่แท้คุณนี่เอง พี่สาวที่ดำมันพูดถึง ทำไมไม่ยอมรับซะทีว่ามันเป็นน้อง”
       “ตอนนั้นฉันยังไม่พร้อม”
       “แล้วตอนนี้คุณพร้อมหรือยัง”
       เดือนน้ำตาคลอ
       “ฉันก็ยังไม่พร้อมหรอก แต่ฉันอยากเจอแม่แท้ๆ คุณช่วยบอกฉันหน่อยเถอะว่าดำอยู่ที่ไหน”
       “ดำมันอาจจะไม่อยากเจอคุณแล้วก็ได้ กลับไปซะเถอะ”
       ซูซี่จะเดินออกไป เดือนจับแขนไว้อย่างวิงวอน
       “ฉันขอร้องนะคะ ช่วยบอกหน่อยว่าตอนนี้ดำอยู่ที่ไหน นะคะ”
       ซูซี่มองหน้าเดือนอย่างเริ่มใจอ่อน
       ดำเปิดประตูเข้ามาที่ล็อบบี้พาร์ตเมนท์ เธอตะลึงเมื่อเห็นใครบางคน
       “พี่เดือน”
       เดือนลุกขึ้นอย่างดีใจ
       “ดำ...”
       ดำฃักสีหน้าใส่ แล้วเดินไปจะขึ้นลิฟท์ เดือนรีบตามไป
       “เดี๋ยวก่อนสิดำ”
       ดำไม่ฟังเสียง เดือนตามไปขวางไว้”
       “ดำ...อย่าเพิ่งไป พี่ตั้งใจมาหาเธอนะ”
       ดำมองหน้าเดือนอย่างเจ็บปวด
       “ทุกทีเธอเป็นฝ่ายหนีฉัน ไม่ยอมรับว่าฉันเป็นน้อง แล้วจะมาหาฉันทำไม”
      
       “พี่อยากเจอแม่”
ตอนที่ 24
      
       ดำกลืนก้อนบางอย่างลงไปในลำคออย่างเจ็บปวดกว่าเดิม
      
       “มาหาแม่อะไรตอนนี้ แม่ไม่อยู่แล้ว”
       “แม่ไปไหนเหรอดำ”
       “ไม่รู้”
       ดำทำท่าจะเดินหนีอีก เดือนดึงดำไว้
       “ช่วยบอกพี่ทีเถอะ ว่าแม่ไปไหน พี่จะไปหาแม่”
       “แม่ไปเมืองนอกแล้ว ไปมีผัวฝรั่ง ต่อไปอาจจะมีน้องหน้าตาเหมือนเราออกมาอีกหลายคนก็ได้”
       เดือนตะลึงอึ้งไป
       “งั้นคืนนี้พี่ขออยู่กับเธอที่นี่ได้ไหม”
       ดำมองหน้าเดือนอย่างนึกไม่ถึง
       “ลูกคุณหนูอย่างพี่เดือนอยู่ที่นี่ไม่ได้หรอก”
       “พี่อยู่ได้นะดำ พี่ไม่มีที่ไปแล้ว”
       “ไม่มีที่ไปนี่เองเหรอ โดนบ้านนั้นถีบหัวส่งออกมาล่ะสิ แต่ขอโทษนะ ถึงฉันจะ​ดำแต่ห้องฉันไม่ต้อนรับคนใจดำ”
       ดำเข้าลิฟท์ไป เดือนได้แต่มองตามน้ำตาร่วง
       “ดำ...ฟังพี่ก่อน ดำ...”
      
       ดำเข้ามาในห้องปิดประตู รู้สึกเสียใจแต่ก็ต้องทำ
       “ฮึ...ตลอดเวลาที่ผ่านมา แกไม่เคยยอมรับฉัน แล้ววันนี้จะให้ฉันยอมรับแกเหรอ ไม่มีทางหรอกนังเดือน”
       ดำเปิดกระเป๋า หยิบยามาใส่ปาก แล้วดื่มน้ำตามอย่างกระหาย ก่อนจะทิ้งตัวลงบนโซฟา
      
       สาย วันรุ่งขึ้น ไวภพอุทานออกมาอย่างแปลกใจกับสิ่งที่วนิดาบอก
       “ใครนะครับ ใครมาหาผม”
       “อธิบดีดนัยธร เขามาตามหาลูกสาวที่นี่”
       ไวภพมองหน้าแม่อย่างไม่อยากเชื่อ...ไวภพเดินเข้ามาในห้องรับแขก ดนัยธรหันมา ไวภพไม่อยากไหว้ แต่วนิดาสะกิดให้ยกมือไหว้ เขาจำใจยกมือไหว้ ดนัยธรเปิดฉากถามทันที
       “เธอเอาลูกสาวฉันไปไว้ไหน”
       “ผมไม่รู้ครับ เดือนไม่ได้อยู่ที่นี่”
       “โกหก เมื่อวานแกยังไปดักรอยัยเดือนหน้าบ้าน แล้วสักพักมันก็หนีออกจากบ้านไป”
       “เดือนหนีออกจากบ้านเพราะคุณหรือเปล่า”
       ดนัยกระชากคอเสื้อไวภพขึ้นมา
       “แกอย่ามาย้อน คืนลูกสาวฉันมาซะ”
       “นี่คุณ...อย่าทำอะไรลูกฉันนะ”
       ไวภพกระชากคอเสื้อดนัยธรกลับ
       “คุณนั่นแหละทำอะไรเดือน”
       วนิดาตกใจ
       “ว้าย...ตาไว อย่าลูก”
       “เดือนไม่หนีออกจากบ้านหรอก ถ้าไม่ใช่เพราะมัน”
       ดนัยธรสะบัด
       “ปล่อยฉันนะไอ้เด็กเมื่อวานซืน ไม่งั้นฉันให้ทนายฟ้องแกแน่”
       ไวภพกัดฟันกรอด
       “ฉันไม่กลัวหรอกโว้ย”
       ไวภพเงื้อหมัดจะชกแต่วนิดาดึงไว้
       “อย่ามีเรื่องกันเลยไว ถึงยังไงเขาก็เป็นผู้ใหญ่นะ”
       “แต่เป็นผู้ใหญ่ที่ทำตัวไม่น่าเคารพ”
       ดนัยธรโมโห
       “แกไอ้เด็กเมื่อวานซืน ไอ้ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน”
       วนิดาโกรธ
       “เกินไปแล้วนะคุณ อย่ามาลามปามถึงฉัน”
       “ก็หัดสั่งสอนลูกให้รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่บ้าง”
       “ไวปล่อยเถอะลูก แม่ขอร้อง ยังไงเขาก็มีศักดิ์เป็นพ่อของเพื่อนแกนะ”
       ไวภพยอมปล่อย ดนัยธรจับคอเสื้อตัวเองให้เข้าที่ แล้วชี้หน้าไวภพ
       “อย่าให้ฉันรู้นะว่าแกเอาเดือนไปซ่อนไว้ที่ไหน ฉันจะแจ้งความจับแกเข้าคุก เอาให้หมดอนาคตไปเลย”
       ไวภพสวน
       “คุณนั่นแหละที่จะหมดอนาคต ถ้าทุกคนรู้ความจริง ว่าเดือนหนีออกจากบ้านเพราะอะไร”
       ดนัยธรมองไวภพอย่างเจ็บใจ ก่อนจะเดินออกไป ไวภพมองตามอย่างหงุดหงิด
      
       ดำหลับคาโซฟาทั้งที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้า เสียงกริ่งหน้าห้องดังขึ้น
       “ใครวะ มาแต่เช้า”
       ดำงัวเงียจะนอนต่อ แต่เสียงกริ่งยังดังต่อเนื่อง
       “อะไรวะ”
       เธอหงุดหงิด ลุกขึ้นไปกระชากประตูเปิดออก สีหน้างุนงงนิดๆ
       “พี่หวานนี่เอง มีอะไร”
       “เมื่อวานแกหายไปไหนมาทั้งวันน่ะดำ นึกว่าเป็นอะไรไปซะแล้ว”
       “หนูไปหางานทำมา ไม่ต้องห่วงหนูหรอก หนูยังไม่ตาย”
       “แล้วแม่แกล่ะ”
       ดำเศร้า
       “แม่...ทิ้งหนูไปอยู่กับผัวฝรั่งที่เมืองนอกแล้ว”
       ดำพยายามกลั้นน้ำตาที่จะเอ่อขึ้นมาอีก ใจหวานมองอย่างสงสารเห็นใจ
       “แกไปอาบน้ำอาบท่าก่อน เดี๋ยวไปหาอะไรกินกัน”
       “หนูไม่ไป หนูจะนอน”
       “นี่จะบ่ายโมงแล้วนะ กินก่อนแล้วค่อยกลับมานอนก็ได้”
       “ไม่อ่ะ หนูง่วงมาก พี่หวานไปเถอะ”
       พูดจบดำก็ปิดประตูใส่หน้า ใจหวานมองเซ็งๆ
      
       “อะไรของมันว่ะ"


  


       ดำกลับมาทิ้งตัวบนโซฟา เสียงมือถือดำดังขึ้น เธอเอาหมอนปิดหู แต่เสียงมือถือดังไม่เลิก
      
       “โธ่เว้ย...”
       เธอจะปิดมือถือ แต่พลันสายตาเหลือบไปเห็นว่าใครโทรมาก็รีบรับสาย
       “ฮัลโหล ฤทัยเหรอ”
       “ผมเอง ดำทำอะไรอยู่ วันนี้ว่างมาเจอกันหรือเปล่า...”
       ดำยิ้มออกทันที
      
       ดำแต่งตัวเสร็จแล้ว ลงมาข้างล่าง จะเดินออกไป แต่แล้วก็ต้องตกใจ
       “พี่เดือน”
       เดือนนั่งพิงโซฟา แต่ยังไม่หลับ สภาพโทรมมาก ยิ้มดีใจที่เห็นดำ
       “ดำ...”
       ดำเดินเข้ามาหา
       “ทำไมไม่กลับบ้าน มานั่งอยู่ที่นี่ทำไม”
       “พี่บอกแล้วว่าไม่มีที่ไป” เดือนดึงแขนดำไว้ “ให้พี่อยู่ด้วยเถอะนะดำ”
       “พี่มาอยู่อย่างฉันไม่ได้หรอก ชีวิตของฉันกับพี่เดือนมันคนละอย่างกัน พี่เดือนลอยอยู่บนฟ้า แต่ฉันมันอยู่ในนรก”
       “พี่เดือดร้อนมาก พี่ไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ”
       “ทำไม โดนเขาไล่ออกมาหรือไง”
       เดือนน้ำตาคลอ ส่ายหน้า พูดไม่ออก
       “ไม่ใช่ พี่หนีออกมาเอง”
       “หนีออกมาทำไม”
       “พี่ยังเล่าไม่ได้”
       ดำมองด้วยความรำคาญในความเป็นลูกคุณหนูของเดือน
       “งั้นกลับไปอยู่บ้านตัวเองซะเถอะ เดี๋ยวพ่อแม่จะมาเอาเรื่องกับฉัน ฉันช่วยอะไรพี่ไม่ได้หรอก”
       “ดำ...”
       “บอกว่าให้กลับไปไงล่ะ พูดไม่รู้เรื่องหรือไง”
       ดำสะบัดออกอย่างแรง เดือนเซไปแล้วล้มลง หัวฟาดกับขอบโต๊ะ
       “โอ๊ย...”
       ดำตกใจ รีบเข้าไปประคอง
       “พี่เดือน... ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ พี่เป็นยังไงบ้าง”
       หน้าผากเดือนมีเลือดไหล แผลไม่ใหญ่มาก เดือนมองหน้าดำอย่างวิงวอน
      
       ดำพาเดือนเข้ามาในห้องพัก ทายาที่หน้าผากให้ เดือนสะดุ้ง
       “อุ๊ย...”
       “อย่าสำออยนักเลย แค่นี้ไม่เจ็บหรอก”
       ดำปิดพลาสเตอร์ให้กระแทกแรงๆ อย่างหมั่นไส้ เดือนซี้ดปาก ดำมองอย่างสงสารแว่บหนึ่ง
       “เสร็จแล้ว ถ้าปวดแผลก็กินยาแก้ปวดที่ฉันให้ไว้นะ เดี๋ยวฉันจะออกไปข้างนอก”
       “ดำจะไปไหน”
       “จะไปไหนก็เรื่องของฉัน พี่อยู่ที่นี่ก่อน เดี๋ยวค่อยกลับมาคุย”
       “ให้พี่ไปด้วยนะ พี่ไม่อยากอยู่ที่ห้องคนเดียว”
       “ทำไมล่ะ อ๋อ...เคยอยู่แต่บ้านใหญ่โตยังกะวัง คงอยู่ห้องแคบๆ ไม่ได้ล่ะสิ”
       “ไม่ใช่อย่างนั้น”
       “ไม่ใช่แล้วอะไรล่ะ แล้วทำไมที่ผ่านมาไม่เคยยอมรับว่าฉันเป็นน้องเลย แต่พอเดือดร้อนถึงได้กลับมาหา ฉันไมใช่สถานสงเคราะห์นะโว้ย”
       ดำต่อว่าเดือนอย่างเจ็บแสบ แต่ตัวเองก็เจ็บปวดเหมือนกัน เดือนกัดริมฝีปากแน่น พยายามกลั้นไม่ให้น้ำตาไหลออกมา
       “พี่ขอโทษ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าพี่หยิ่งยโสหรือลืมน้องลืมอดีต แต่พี่ก็...ไม่อยากหวนกลับไปนึกถึงมันอีก ชีวิตคนเราไม่จำเป็นต้องผูกพันกับอดีตนัก ถ้าอดีตนั่นเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะจดจำเอาไว้ พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าพี่รังเกียจ”
       ดำแค่นหัวเราะ นัยน์ตามีแววขื่นขม
       “วาสนาของคนเรามันต่างกัน ทั้งๆที่มีแม่เดียวกันแท้ๆ รู้ไหม ฉันลำบากยากเย็นยังไง ฉันเหมือนอยู่ในนรก ระหว่างที่พี่เดือนมีชีวิตสูงส่งเหมือนลอยอยู่บนสวรรค์”
       “ดำไม่รู้หรอกว่า...พี่เองก็กำลังมีปัญหาเรื่อง...เรื่องที่พี่ไม่ใช่ ลูกแท้ๆ ของพ่อแม่ มันทำให้ชีวิตของพี่เปลี่ยนไปจากเดิมหมด”
       “มีเรื่องอะไรอ่ะพี่เดือน พ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงเริ่มรังเกียจเอาแล้วละสิ ใช่ไหม”
       เดือนพูดไม่ออก พยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไป นัยน์ตาดำมีแววสะใจนิดเดียวแฝงอยู่ แต่เห็นอกเห็นใจและพลอยเจ็บแค้นแทนไปด้วย เดือนได้แต่กัดริมฝีปากแน่น น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
       “ใช่ไหมล่ะ โดนเขาด่าเอาใช่ไหม”
       “เปล่า...” เดือนกะพริบตาถี่ๆ ให้น้ำตาแห้ง “เรื่องของพี่ ดำไม่เข้าใจหรอก รู้ไว้​อย่างเดียวก็พอ ที่ดำคิดว่าพี่สุขสบายทุกอย่างน่ะ ไม่จริง”
       “ถ้าไม่ใช่พ่อแม่ก็คงเรื่องแฟน พอเขารู้กำพืดแท้ๆ ของเราเขาก็ทิ้งเลยใช่ไหมล่ะ”
       “เปล่า...เรื่องของพี่มันซับซ้อน พี่เพิ่งจะได้คิดว่า ให้พี่เป็นอย่างดำซะแต่แรกยังจะดีกว่าต้องมาพบกับปัญหาต่างๆ ตอนนี้”
       “เชอะ...ถ้าเป็นอย่างเราจะทนไหวหรือเปล่าว่างั้นเถอะ พี่เดือนสบายมาตั้งสิบกว่าปี อีดำกระเสือกกระสนแทบตาย ทำงานจนมือด้านแล้วด้านอีก เห็นไหม”
       ดำแบมือให้ดู เดือนจับมือดำไว้อย่างสงสารน้อง ดำซึ้ง แต่ก็ดึงออกมา
       “พี่ขอโทษนะที่ช่วยอะไรเธอไม่ได้เลย”
       “มาพูดตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์” ดำดูนาฬิกา “ฉันต้องรีบไปละ นัดเพื่อนไว้”
       ดำลุกขึ้น เดือนเข้าไปเกาะแขนดำ
       “ดำไปไหนพี่ไปด้วยนะ ถ้าไปทำงาน พี่นั่งรอก็ได้”
       “แน่ใจนะ ว่าพี่จะไปกับฉัน”
      
       เดือนพยักหน้า ดำมองหน้าเดือนอย่างสะใจนิดๆ อยากรู้ว่าเหมือนกันว่าเดือนไปด้วยแล้วจะรู้สึกอย่างไร

       ใจหวานมาหาจอร์จในคลินิกเล่าเรื่องดำให้เขาฟัง จอร์จอุทานออกมาด้วยความตกใจ
      
       “ดำน่ะเหรอแปลกไป”
       “ใช่ค่ะหมอ อาการน่าเป็นห่วง หมกตัวอยู่แต่ในห้อง เรียกไปกินข้าวก็ไม่ไป แถมยังไล่หวานออกมาซะอีก”
       “เขาไม่ได้อยู่กับแม่แล้วเหรอ”
       ใจหวานส่ายหน้า
       “แม่ทิ้งมันไปอีกแล้ว มันคงจะคิดมาก หมอช่วยไปดูมันหน่อยเถอะค่ะ”
       จอร์จเป็นห่วงดำขึ้นมา
       “โอเค เดี๋ยวตรวจคนไข้เสร็จแล้ว เราไปหาดำกัน”
       ใจหวานพยักหน้า จอร์จหนักใจ
      
       ไวภพแต่งตัวจะออกจากบ้าน วนิดาเข้ามาถาม
       “แกจะออกไปไหนน่ะไว”
       “ไปตามหาเดือนครับ”
       “นี่ยังไม่เข็ดอีกเหรอ โดนทางนั้นมาทวงลูกสาวถึงที่ ถ้าเป็นสมัยโบราณแกก็โดนข้อหาฉุดลูกสาวเขามา”
       “ผมนิ่งดูดายไม่ได้หรอกครับแม่ ผมเป็นห่วงเดือน เขาต้องมีปัญหากับพ่อแน่ๆถึงได้หนีออกจากบ้าน”
       “เขาอาจจะไปอยู่บ้านเพื่อนก็ได้”
       ไวภพส่ายหน้า
       “ผมโทรแล้ว ไม่มีใครรู้เรื่องเดือนสักคน ผมจะลองขับรถวนหาดู”
       ไวภพรีบออกไป วนิดามองตามขัดใจนัก
      
       ดำกับเดือนเดินมาตามทางที่สองข้างทางเป็นน้ำครำ ดำก้าวฉับๆ อย่างมั่นใจ เดือนเดินตามหลังก้าวแบบลังเล มองไปรอบๆ อย่างรู้สึกคุ้น แต่มีความหวาดกลัวแบบใหม่ ดำซึ่งเดินนำหน้ารู้สึกว่าเดือนเดินช้าผิดปกติ จึงหันมามอง
       “เป็นไงพี่เดือน จำได้หรือเปล่าว่าที่นี่ที่ไหน”
       เดือนมองไปรอบๆ ความทรงจำเริ่มกลับมา
       “นี่มัน...แถวบ้านป้าหมอน ดำมาทำอะไรที่นี่”
       “ก็มาหาเพื่อนเก่าน่ะสิ ถ้าพี่เดือนอยากกลับก็กลับไปก่อนได้นะ”
       เดือนเข้าไปเกาะแขนดำ
       “พี่จะไปกับดำ ดำไปไหนพี่ไปด้วย”
       “อย่ามาเกาะฉันอย่างนี้ซี่ เดี๋ยวเขาคิดว่าฉันเป็นทอม”
       ดำสะบัดตัวออกจากเดือน แล้วเดินนำหน้า เดือนรีบตามไป
      
       ไวภพขับรถออกมาพลางมองหาเดือน
       “คุณอยู่ไหนนะเดือน ผมเป็นห่วงเดือนมากรู้ไหม”
       ไวภพมองหา เห็นด้านหลังใครบางคนก็ดีใจ ชะลอรถ
       “เอ๋ครับ เอ๋”
       เอ๋หันมา
       “อ้าว...ไวภพ มาชมรมเหรอ”
       “เปล่าครับ ผมมาตามหาเดือน เอ๋เจอเดือนบ้างหรือเปล่า”
       “ไม่เจอเลย ติดต่อเดือนไม่ได้มาหลายวันแล้วด้วย ไม่รู้หายไปไหน”
       “ขอบคุณครับ”
       ไวภพขับรถต่อไป แต่เพราะมัวแต่มองข้างทาง พอหันไปอีกที เห็นรถคันหนึ่งวิ่งมาตัดหน้า
       “เฮ้ย”
       ไวภพหักหลบและเบรกรถกะทันหัน ทำให้แผลเดิมเจ็บขึ้นมา
       “โอ๊ย...”
       ไวภพหยุดรถ เปิดแผลออก เห็นเลือดไหลออกมาจากผ้าพันแผลอย่างเจ็บปวดมาก
      
       ดำเคาะประตูบ้านอู๊ด เสียฤทัยดัออกมา
       “ใครน่ะ”
       “ฉันเอง ดำ...”
       ฤทัยเปิดประตูออก มองดำอย่างดีใจ
       “มาแล้วเหรอ” ฤทัยมองเห็นเดือน ตะลึงในความสวย “แล้วนี่...”
       “พี่สาวฉันเอง ชื่อเดือน”
       เดือนยิ้มให้ ฤทัยยิ้มตอบ ตาเป็นประกาย แต่แล้วก็มองสลับกับดำ พลางหัวเราะ
       “พี่สาวแท้ๆ เหรอ”
       ดำเคืองนิดๆ
       “ใช่ แต่คนละพ่อ”
       “อ๋อ...จำได้แล้ว คนที่เธอออกรายการตามหาน่ะเอง” เขาเปิดประตูให้กว้างขึ้น “เข้ามาสิ”
      
       ดำกับเดือนเข้าไปในบ้าน เดือนมองไปรอบๆ อย่างหวาดๆ


  


       ฤทัยพาดำกับเดือนเข้ามาในบ้าน เจออู๊ดที่นั่งมั่วสุมอยู่กับวัยรุ่นชายและหญิงอีก 5-6 คนคน เดือนชะงักเมื่อเห็นอู๊ดและสภาพในบ้าน
      
       “ดำมาแล้วเหรอ” อู๊ดเห็นเดือนที่ตามมา “เดือน...นั่นเดือนใช่ไหม”
       เดือนมองอู๊ด พยายามทบทวนความจำแต่จำไม่ได้ ดำจึงบอก
       “ไอ้อู๊ดไงพี่เดือน”
       เดือนยังจำไม่ค่อยได้
       “อู๊ดเหรอ...”
       “เดือนคงจำผมไม่ได้ แต่ผมจำเดือนได้แม่นเลย โตขึ้นสวยกว่าเดิมอีก”
       เดือนฝืนยิ้ม อู๊ดมองเดือนอย่างหลงใหล ดำมองรู้ทัน
       “พอแล้วอู๊ด มองจนตาจะทะลุเบ้าแล้ว”
       “ที่อู๊ดชวนดำมานี่ ก็เพราะอยากให้รู้จักกับแก๊งของเรา” ฤทัย​แนะนำ “นั่นอ๊อฟ แดง เพลิน อ๋อม ตุ้ย”
       ทุกคนโบกมือให้ ดำโบกมือตอบ เดือนรู้สึกหวาดกลัว ดำดึงเดือนไปนั่ง
       “กูมีของใหม่มาให้ลองด้วย มันชิลๆ ฝันหวานกว่าเก่า รับรองจะติดใจ”
       อู๊ดหยิบยาเม็ดอะไรบางอย่างยื่นให้ดำกับเดือน ดำรับมา แต่กันเดือนไว้
       “พี่เดือนไม่จำเป็นต้องใช้ของพวกนี้หรอก”
       “ลองดูครั้งเดียวไม่ติดหรอก รับรอง”
       “อย่าเลย เขาเป็นลูกคุณหนู อย่าดึงเขาลงมาด้วยเลย” ดำหันไปบอกเดือน “พี่เดือนกลับไปที่ห้องก่อนดีกว่า”
       เดือนเป็นห่วงดำ
       “ไม่ ถ้าดำไม่กลับพี่ก็ไม่กลับ”
       ดำทำท่ารำคาญ
       “จะมาเกาะฉันเป็นปลิงทำไมเนี่ย ชักรำคาญแล้วนะ”
       “พี่เป็นห่วงดำ เราอย่าอยู่ที่นี่นานเลย”
       “อย่ายุ่งน่า” ดำหันไปหาอู๊ด “ไหนขอลองของใหม่ซิ”
       ดำหยิบยาที่อู๊ดให้ใส่ปาก อู๊ดยิ้ม
       “เฮ้ย...มึงแน่ว่ะดำ”
       ดำหัวเราะกับอู๊ดและฤทัยอย่างสนุกสนาน เดือนนั่งตัวเกร็งมองดำและทุกคน ฤทัยแอบมองเดือนอย่างคิดจะทำอะไรบางอย่าง
      
       ใจหวานช่วยจอร์จเตรียมเก็บเครื่องมือ
       “เดี๋ยวเรารอซูซี่แป๊บนะคะ มันบอกว่าจะมาที่นี่ ไปหาดำด้วยกัน”
       “ก็ดีสิ”
       ใจหวานช่วยจอร์จเก็บของ แต่แล้วไวภพเปิดประตูเข้ามา
       “ปิดแล้วค่ะ” ใจหวานมองหน้าไวภพ จำได้ “อ้าว...คุณไวภพ”
       “รู้จักกันด้วยเหรอ”
       “เคยเห็นคุณไวภพที่ผับบ่อยๆ ค่ะ”
       “ครับ ผมก็จำคุณใจหวานได้ ขอโทษนะครับ แผลผมอักเสบ เลยมาขอให้ช่วยทำแผลใหม่”
       จอร์จพยักหน้า
       “ได้ครับ”
       ใจหวานบอกไวภพ
       “นั่งก่อนค่ะ”
       จอร์จเตรียมอุปกรณ์มาทำแผลให้ ถามไปด้วย
       “ไปโดนอะไรมาครับ”
      
       ฤทัยยื่นแก้วน้ำเย็นให้เดือน
       “ถ้าไม่ทานอะไรก็ดื่มน้ำเย็นๆ ก่อนนะครับ”
       เดือนมองน้ำอย่างหวาดระแวง
       “ไม่ต้องกลัวหรอกครับ ผมกับอู๊ดเป็นเพื่อนดำ”
       เดือนรับน้ำมา
       “ขอบคุณค่ะ”
       ดำมองฤทัยกับเดือนอย่างหมั่นไส้ แต่นัยน์ตาก็เริ่มล่องลอยเพราะฤทธิ์ยา
       “พี่เดือนจำตอนเด็กๆ ได้ไหม ฉันยังจำได้ว่าพี่เดือนไม่ค่อยจะถูกป้าหมอนตีแต่ฉันโดนบ๊อยบ่อย”
       “พอจะจำได้”
       อู๊ดหันมาหาดำ
       “ก็มึงอ่ะดุยังกับหมาบ้า ชอบหาเรื่องเดือน ขี้อิจฉาก็เท่านั้น...ตอนป้าหมอนยกเดือนให้คนอื่น ใครๆ แถวนี้ก็ถามถึง พ่อแม่ใหม่เป็นยังไงบ้างล่ะ เขาดีกับเดือนมากเลยใช่ไหม”
       “ส่วนใหญ่ก็ดีจ้ะ แต่พักหลังมีไม่เข้าใจกันบ้าง”
       ดำเบ้หน้า
       “มันก็อย่างนี้ทั้งนั้นแหละ เอาไปเลี้ยง ถ้าดีก็ดีไป ถ้าไม่ดีเขาก็ด่าถึงพ่อถึงแม่หาว่าเชื้อสายมันระยำ หน้าตาขี้เหร่อย่างเรา เขาก็เอาไปเลี้ยงเป็นคนใช้ หน้าตาดีๆ เขาก็เอาไปเลี้ยงอย่างตุ๊กตา สนองความพอใจของเขา” อู๊ดถอนใจ
      
       “เรื่องของไอ้เพลินมันก็ทรหดเหมือนกัน แม่ของมันแต่งงานใหม่สามครั้งไอ้เพลินโดนพ่อเลี้ยงขย้ำทั้งสามครั้ง พอบอกแม่แม่มันกลับด่าใส่อีก มันเลยต้องหนีออกมา”
ตอนที่ 25
      
       เดือนหันไปมองอย่างตกใจ เพลินแค่นยิ้มอย่างขมขื่น ฤทัยเห็นสีหน้าขอเดือนก็ถาม
      
       “เดือนเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       “เปล่าค่ะ แค่ตกใจกับเรื่องของเพลิน ทำไมโลกมันถึงโหดร้ายอย่างนี้”
       “เพิ่งรู้เหรอพี่เดือน โลกความจริงมันโหดร้ายอย่างนี้แหละ ถึงเขาจะเอาพี่เดือนไปเลี้ยงให้สูงส่งแค่ไหน มันก็หนีความจริงไปไม่พ้นหรอก ยังไงๆ เราก็เหมือนกันนั่นแหละ เป็นลูกผู้หญิงขายตัว พ่อก็ชุ่ย แม่ก็ชุ่ย เราเองก็เกิดมาแบบชุ่ยๆ” ดำแค่นหัวเราะ “ฮ่าๆ”
       เดือนรู้สึกสะท้านไปทั้งตัวด้วยความเจ็บปวด กับความจริงที่ค่อยๆ ผุดขึ้นมา หลังจากชีวิตเจอแต่ความสวยงาม เดือนมองยาในที่วางอยู่ใกล้ตัว หยิบมันใส่ปากตัวเอง ฤทัยกับอู๊ดมองยิ้มดีใจ
      
       จอร์จทำแผลให้ไวภพเสร็จ
       “แผลฉีกนิดหน่อยนะครับ ผมเย็บให้แล้ว สำหรับยาก็กินตัวเดิมจนหมดก่อน”
       “ขอบคุณครับหมอ”
       ซูซี่ก้าวเข้ามาพร้อมกับโบกมือราวกับนางงาม
       “กูดอ๊าฟเตอร์นูน เอเวอรี่บอดี้...”
       ซูซี่พอเห็นไวภพก็ชะงักตกใจ
       “ชะอุ๊ย...”
       “อ้าว...ซูซี่ สวัสดีครับ”
       ซูซี่ยังรู้สึกผิด
       “สะ...สวัสดีค่ะ ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้คะ”
       “ผมมาทำแผลกับหมอจอร์จครับ เขาช่วยผมไว้วันที่ผมโดนทำร้าย”
       25.1 ซูซี่หน้าจ๋อยไป หลบตาอย่างรู้สึกผิด ไวภพบอกทุกคน
       “ผมขอตัวก่อนนะครับ มีธุระต้องรีบไปทำต่อ...ขอบคุณนะครับหมอ”
       “โชคดีครับ”
       ใจหวานบอกกับจอร์จ
       “เรารีบไปหาดำกันเถอะ มันจะอยู่บ้านหรือเปล่าไม่รู้”
       ซูซี่พูดขึ้น
       “ไม่รู้ว่าดำไปกับพี่สาวหรือเปล่านะ เมื่อคืนพี่สาวดำไปหาซูซี่ที่ผับด้วย”
       จอร์จแปลกใจ
       “พี่สาวที่ชื่อเดือนน่ะเหรอ”
       ไวภพชะงัก หันกลับมา
       “เมื่อกี้ซูซี่พูดถึงเดือนใช่ไหมครับ ตอนนี้เดือนอยู่ที่ไหน”
       ซูซี่กับจอร์จและใจหวานมองหน้ากันงงๆ
      
       เย็นนั้น เขมวรรณลงจากรถเข้าไปในบ้าน เธอสวมชุดสีขาวไปปฏิบัติธรรมกลับมา ไพเข้ามาพร้อมกับน้ำเย็น
       “รถติดจังเลย อากาศร้อนมากด้วย กว่าจะถึงเล่นเอาเพลีย”
       “คุณยายยังไม่กลับเหรอคะ”
       “คุณแม่อยู่ต่ออีกสองวันจ้ะ” เขมวรรณดื่มน้ำ “ชื่นใจ...คุณผู้ชายกลับมาแล้วเหรอจ๊ะ”
       “กลับมาตั้งแต่เมื่อวานแล้วค่ะ”
       เขมวรรณตกใจนิดๆ
       “อะไรนะ ทำไมกลับเร็ว แล้วคุณหนูล่ะ”
       ไพอึกอักไม่กล้าตอบ ทันใดนั้นเสียงดนัยธรดังขึ้น
       “มันหนีไปกับผู้ชายแล้ว”
       เขมวรรณหันไปมองอย่างตกใจ ดนัยธรเดินออกมา
       “เดือนน่ะเหรอคะ แกหนีไปกับใคร”
       “ก็ไปกับไอ้ผู้ชายที่ชื่อไวภพนั่นไง”
       “เป็นไปไม่ได้ ยัยเดือนไม่ใช่คนแบบนั้น หรือถ้าแกจะหนีไปก็ต้องมีสาเหตุ”
       “สาเหตุอะไร”
       เขมวรรณมองดนัยธรอย่างระแวง
       “ไม่รู้สิคะ แล้วคุณแจ้งความหรือยัง”
       “จะแจ้งความทำไมให้เรื่องมันฉาวโฉ่ เดี๋ยวมันก็กลับมาเองนั่นแหละ”
       “ดูคุณไม่เป็นห่วงลูกเลย ทำไมคะนัย”
       ดนัยธรพูดเสียงกระชาก
       “ทำไมจะไม่ห่วง ผมหาจนทั่วแล้ว โทรตามที่บ้านเพื่อนก็ไม่มีแม้แต่บ้านนายไวภพนั่นผมก็ไปตามมาแล้ว แต่มันปฏิเสธ”
       เขมวรรณถึงกับตัวชา ร้องไห้โฮออกมา
       “บางทีแกอาจจะตกอยู่ในอันตรายก็ได้นะคะ”
       ดนัยธรรู้สึกใจหายขึ้นมาเหมือนกัน
      
       จอร์จเดินนำ ไวภพ ใจหวาน และซูซี่ เดินลงมาจากอพาร์ตเมนท์อย่างผิดหวังที่ไม่พบดำ
       “ดำไม่อยู่ที่ห้อง โทรไปก็ไม่รับสาย เกิดอะไรขึ้นกันแน่” อร์จเป็นห่วงดำ
       ใจหวาน มองไปที่ รปภ.
       “เดี๋ยวหวานลองถาม รปภ. ดูนะคะ”
       ทุกคนเดินเข้าไปหา รปภ. ใจหวานเข้าไปถาม
       “น้องเห็นดำออกไปหรือเปล่า”
       “เห็นออกไปตั้งแต่บ่ายแล้วครับ”
       ทุกคนสบตากันอย่างมีความหวังมากขึ้น
       “ออกไปคนเดียวหรือไปกับใครครับ” ไวภพถามอย่างร้อนใจ.
       “รู้สึกจะออกไปกับผู้หญิงคนนึง ผิวขาว หน้าตาสวย เมื่อคืนก็มานั่งรอดำอยู่ข้างในทั้งคืน”
       “ผู้หญิงคนนั้นผมยาว สีผมออกแดงๆ หน้าตาลูกครึ่งใช่ไหม”
       “ครับๆ ใช่ แต่งตัวดีด้วย”
       ไวภพสันนิษฐาน
       “ใช่เดือนแน่ๆ”
       ซูซี่คิดๆ
      
       “แล้วดำมันพาเดือนไปไหน ป่านนี้ยังไม่กลับ”


  


       จอร์จตัดสินใจ
      
       “นั่นสิ ผมคงต้องอาศัยมูลนิธิช่วยตามหาสองคนนี้ด้วย เผื่อจะเจอตัว”
       “งั้นหวานจะรออยู่ที่นี่เอง” ใจหวานหันไปบอกรปภ. “ถ้าดำกลับมา ช่วยโทรบอกฉันด้วยนะ”
       “ได้ครับ”
       ทุกคนสบตากันหน้าเคร่งเครียด
      
       เดือนเริ่มมึนเพราะฤทธิ์ยา และมองเห็นโลกสวยงามขึ้น จึงยิ้มตาลอย
       “พี่เดือน ถ้าเบื่อก็กลับไปก่อนได้นะ” ดำหันมาบอก
       เดือนหัวเราะออกมา นัยน์ตาเคลิ้มล่องลอย
       “สนุกดีจะตาย เพิ่งรู้ว่านั่งเฉยๆ ก็สนุกได้”
       “พ่อแม่ใหม่พี่เดือนไม่ตามหาพี่เหรอ”
       “ไม่หรอก เขาไม่สนใจพี่อีกแล้ว”
       ฤทัยเข้ามานั่งใกล้เดือน
       “ปัญหาของเดือนเพิ่งจะเกิด แต่ของพวกผมมันเกิดพร้อมผมเกิด ชีวิตตอนเด็กของคุณก็ยังดีกว่าของพวกผม”
       “ตอนเด็กๆ แม่ขายพี่เดือนให้พ่อเลี้ยง รู้ไหมค่าตัวพี่เดือนน่ะเป็นแสนๆ เชียวนะ ส่วนฉัน...”ดำยักไหล่นิดๆ “ไม่มีใครซื้อ ทีแรกดีใจแทบตาย คิดว่าจะได้ไปอยู่กับแม่ มารู้ทีหลังว่าไอ้เรามันไม่มีใครเขาอยากได้ แม้แต่แม่ของตัวเอง”
       “เหมือนลูกสัตว์ไงล่ะ เกิดมารอดแล้วก็ต้องเลี้ยงตัวเองให้มีชีวิตอยู่ต่อไป”
       “มันน่าแค้น เกิดมาเป็นคนกับเขาทั้งที ตอนเด็กๆ เขาซื้อขายเอาไปใช้เหมือนวัวเหมือนควาย โตขึ้นหน่อยอย่าว่าแต่ราคาก็ไม่มีจะให้เขาประมูลเอาไปเลี้ยงพี่เดือนเกิดมาโชคดีกับพวกเรามาก พ่อเลี้ยงยอมทุ่มแบบไม่เสียดายเลย”
       คำพูดของดำสะกิดให้เดือนสะเทือนใจขึ้นมา ความเจ็บปวดทะลักออกมาเหมือนหนองที่กลัดจนสุกงอม เดือนถึงกับตัวสั่น ดำมองงงๆ
       “พี่เดือนเป็นอะไรไปน่ะ ไม่สบายเหรอ”
       ดำเอามือแตะหน้าผาก เดือนสะอื้นฮักๆ ออกมา ดำจับมือพี่สาวไว้อย่างเป็นห่วง
       “พี่เดือน...”
      
       เขมวรรณเปิดประตูเข้ามาในห้องนอนเดือน ดนัยธรตามเข้ามาอย่างหวาดระแวง กลัวจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้ ขจิตเข้ามาด้วย
       “จะเข้ามาดูให้มันได้อะไรขึ้นมา เดือนไม่ได้อยู่ในนี้หรอก”
       เขมวรรณสำรวจไปทั่วห้อง
       “ฉันแค่อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูก ทำไมแกถึงหนีไปกันแน่ ถ้าหนีตามผู้ชายก็ต้องมีเตรียมเสื้อผ้าไว้บ้าง”
       เขมวรรณเปิดตู้เสื้อผ้า และดูกระเป๋าเดินทาง
       “เสื้อผ้ากับกระเป๋าก็ยังอยู่ครบ เดือนไม่ได้หนีตามใครไปหรอก มันต้องมีสาเหตุอื่น...”
       ดนัยรู้สึกสันหลังหวะขึ้นมา เขมวรรณมองไปบนที่นอน แต่ไม่กล้าพูดออกมา ขจิตชิงทักก่อน
       “ทำไมผ้าปูที่นอนยับยู่ยี่อย่างนี้ล่ะ ปกติยัยเดือนไม่ใช่คนนอนกลางวันนี่”
       เขมวรรณมองสามีอย่างแคลงใจ ดนัยธรทำโวยวายกลบเกลื่อน
       “มันก็ลงไปนอนกลิ้งเล่นได้นี่ครับ ไม่เห็นจะแปลก”
       ขจิตไม่เชื่อ
       “นอนกลิ้งจนหมอนกระจัดกระจายแบบนี้น่ะเหรอ”
       “ผมจะไปรู้เรอะ ใครนอนยังไง”
       ดนัยธรหงุดหงิดออกไป เขมวรรณรู้สึกสะท้านขึ้นมา ทนไม่ไหวกับความแคลงใจที่เกิดขึ้น
       “เข็มไปแจ้งความดีกว่า”
       ขจิตมองตาม พลางส่ายหน้าอย่างสงสารลูก
       “เข็มเอ๊ย แม่เหนื่อยแทนลูกจริงจริ๊ง”
      
       เขมวรรณเดินมาหมดแรง ร้องไห้ออกมาอีก
       “โธ่...เดือนลูกแม่ หายไปไหน เกิดอะไรขึ้นกับลูกกันแน่นะ”
       ดนัยธรซึ่งลงมาก่อนแล้วพาลหงุดหงิด โทสะพลุ่งขึ้น เขาแผดเสียงออกมาใส่ภรรยา
       “โศกเศร้าทำไม ก็เมื่อก่อนสนับสนุนดีนักไม่ใช่เรอะ ว่าให้ลูกคบกับไอ้ไวภพนั่น”
       “ใครว่าฉันสนับสนุน แล้วคุณก็บอกเองว่ายัยเดือนไม่ได้ไปกับไวภพ”
       “มันอาจจะโกหกก็ได้”
       “ฉันไม่เชื่อว่ายัยเดือนจะกล้าทำอย่างนั้น ถ้าคุณยังจะคิดว่าแกไปกับไวภพก็ตามใจคุณ มันอาจเป็นอย่างที่คุณสงสัยหรือไม่ใช่ก็ได้”
       “คุณรู้จักยัยเดือนน้อยไป มันกล้ามากกว่าที่คุณคิด”
       เขมวรรณกลืนก้อนแข็งๆ ในลำคอให้หลุดลงไปอย่างยากเย็น
       “ถึงยังไง ฉันก็เลี้ยงยัยเดือนมาด้วยความรักแกเหมือนเลือดในอกจริงๆ หากแกมีความสุขฉันก็พลอยมีความสุขไปด้วย เวลานี้ลูกเดือนทุกข์ ฉันทุกข์หนักไม่น้อยไปกว่าลูก คนที่ควรรู้อยู่แก่ใจคือคุณ”
       “จะมามัวรำพันอะไรอยู่อีกล่ะ ไอ้เรายิ่งอยากรู้ว่ายัยเดือนมันไปไหนของมัน”
       เขมวรรณยืดอกขึ้น จ้องมองสามีเขม็ง
       “ลูกจะไปอยู่ที่ไหนกับใครก็ตาม ฉันถามคุณหน่อยเถอะค่ะนัย ถ้าเดือนเกิดทำอะไรอย่างเด็กขวัญเสีย ถ้าแกเกิดคิดอะไรวูบวาบเตลิดเปิดเปิงไป อาจถึงเสียผู้เสียคน คุณจะรับผิดชอบหรืออภัยให้แกแค่ไหน”
       ดนัยธรหลบตาภรรยา
       “ทำไมผมต้องรับผิดชอบด้วย”
       ดนัยธรเดินหนีไป เขมวรรณมองตามอย่างเสียใจ ขจิตเข้ามาก็มองตาม
       “ตานัยดูแปลกๆ นะเข็ม แม่ว่าที่ยัยเดือนหายไปอาจจะเกี่ยวกับนัยด้วย”
       เขมวรรณเหมือนถูกจี้ใจดำ ถึงกับเซไป ขจิตเข้าประคอง
       “ทำใจดีๆ ไว้ลูกเข็ม อะไรที่เกิดไปแล้วเราแก้ไขไม่ได้ หาทางป้องกันเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อไปดีกว่า”
       “เข็มไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดกับยัยเดือน แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป แต่ขอให้แกปลอดภัยก็พอ”
      
       ขจิตมองลูกสาวอย่างสงสารจับใจ

      ไพล้างแก้วในครัว เขมวรรณเดินเข้ามาถาม นัยน์ตายังแดงก่ำ
      
       “ไพ...”
       ไพรีบวางมือ
       “คะคุณผู้หญิง”
       “เกิดอะไรขึ้นตอนที่ฉันไม่อยู่ ทำไมคุณหนูถึงหนีไป”
       ไพอึกอัก ไม่รู้จะเล่าอย่างไรดี เขมวรรณยิ่งใจเสีย กลัวว่าที่ระแวงจะเป็นจริง
       “ว่าไงไพ”
       “ไพก็ไม่แน่ใจค่ะ ตอนแรกที่คุณผู้ชายกลับมาถึง ท่าทางเหมือนเมามาด้วย เข้ามาก็ต่อว่าคุณหนูว่านัดใครไว้ คุณหนูหนีขึ้นห้อง คุณผู้ชายเลยตามไปค่ะ...”
       เขมวรรณนิ่วหน้าอย่างรู้สึกเครียดขึ้นสมอง ไพเห็นก็เป็นห่วง
       “คุณผู้หญิงเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”
       “ไม่เป็นไร เล่าต่อไปสิ เกิดอะไรขึ้นบนห้อง”
       “ไพก็ไม่รู้เหมือนกัน เห็นอีกที คุณหนูก็วิ่งลงมาแล้วค่ะ หลังจากนั้นก็ออกจากบ้านไปเลย”
       “นานแค่ไหนกว่าคุณหนูจะวิ่งลงมา”
       “ไม่เกินสิบนาทีค่ะ”
       เขมวรรณค่อยโล่งใจ คิดว่าคงไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น
       “เดี๋ยวให้นายต๋องเตรียมรถนะ ฉันจะไปแจ้งความ”
       “ค่ะคุณผู้หญิง”
       เขมวรรณเดินออกไป ไพมองตามเป็นห่วง
      
       เดือนยังร้องไห้ ฤทัยเข้ามาปลอบ เสียงเขาอ้อแอ้เพราะฤทธิ์ยา
       “อย่าเสียใจไปเลยเดือน คุณยังมีพวกเรานะ”
       เดือนร้องไห้ไม่หยุด ฤทัยกอดไว้ แต่เดือนขืนตัว ดำเข้าไปดึงฤทัยออกมา
       “พอแล้วทัย พี่เดือนเขารับไม่ได้”
       ฤทัยปัดมือดำออก ตาขวาง
       “อย่ายุ่งน่า”
       “แกเมาแล้วทัย”
       “กูไม่ได้เมา กูอยากคุยกับเดือน”
       ฤทัยจะเข้าไปกอด แต่เดือนปัดป้อง
       “ฉันไม่อยากคุย ฉันอยากกลับบ้าน”
       ฤทัยเสียงดัง
       “ยังกลับไม่ได้”
       เดือนกับดำตกใจ ดำดึงตัวฤทัยหันมา
       “เฮ้ย...ฤทัย ถ้าเป็นอย่างนี้ฉันก็จะกลับเหมือนกัน”
       ดำฉุดมือเดือนขึ้นมาจะกลับบ้าน แต่ฤทัยดึงเดือนไว้
       “บอกว่ายังกลับไม่ได้ไงล่ะ”
       ดำตะคอก
       “กูจะกลับ”
       อู๊ดดึงดำออกไป
       “จะรีบกลับไปไหนวะดำ มาสนุกกันต่อเหอะ”
       “กูไม่สนุกแล้ว”
       ดำดึงเดือนไป แต่ฤทัยไปดึงออกมา เดือนดิ้นพราด
       “อยู่คุยกันต่อดีกว่าคนสวย”
       “ไม่นะ ปล่อยฉัน”
       ดำเข้าไปขวาง
       “ปล่อยพี่เดือนนะไอ้ทัย ปล่อยสิวะ”
       ฤทัยผลักดำออกอย่างแรง แล้วฉุดเดือนเข้าไปในห้อง
       “อย่านะ อย่าทำอะไรพี่เดือน”
       ดำจะตามไป อู๊ดเข้ามาจับตัวไว้
       “อย่าไปยุ่งกับมัน มันกำลังจะมีความสุข”
       ดำดิ้น
       “ปล่อยกูนะไอ้ห่าอู๊ด”
       เดือนกรีดร้อง
       “ดำ...ช่วยพี่ด้วย”
       “พี่เดือน...ปล่อยพี่เดือนนะไอ้ทัย ไม่งั้นมึงเจอกูแน่”
       ดำสู้กับอู๊ดสุดชีวิต ถีบอู๊ดเซไป พวกเพื่อนของอู๊ดช่วยกันจับตัวดำไว้ อู๊ดชกท้องดำจนล้มลง เดือนเห็นก็ตกใจ
       “ดำ...”
       เดือนดิ้นพราด แต่สู้แรงของฤทัยไม่ได้
       “ปล่อยฉันนะ ปล่อย...”
       “พี่เดือน”
       ฤทัยฉุดเดือนเข้ามาในห้อง
       “เล่นตัวนักเหรอมึง”
       ฤทัยผลักเดือนลงบนเตียง เดือนพยายามต่อสู้ขัดขืน
       “ปล่อยฉันนะ ฉันจะกลับบ้าน”
       “กูยังไม่ให้มึงกลับหรอก”
       ฤทัยก้มลงจะจูบ เดือนขัดขืนพลางกรีดร้องดังลั่น
       “อย่า...”
      
       เสียงเดือนดังออกมา ดำได้ยินเสียงพี่สาวก็ดิ้นพราด
       “พี่เดือน”
       ดำทั้งดิ้นทั้งถีบจะให้หลุด
       “ปล่อยกู ปล่อยสิวะ...ทำไมมึงทำแบบนี้”
       “มึงจะช่วยอีเดือนทำไมวะ มึงเกลียดมันมากไม่ใช่เหรอ”
       “ถึงยังไงเขาก็เป็นพี่สาวกู มึงปล่อยกูเดี๋ยวนี้”
       ดำดิ้นจนหลุดจากการจับกุม ถลาจะเข้าไปหาเดือน แต่อู๊ดถีบดำล้ม แล้วเอาเท้ายันไว้
       “มึงอย่ายุ่งดีกว่าอีดำ ไอ้ทัยมันกำลังจะมีความสุข เดี๋ยวกูก็จะมีต่อจากมัน”
       ดำหน้าตื่น
       “อย่านะโว้ย อย่าทำพี่สาวกู”
       “บอกให้อยู่เฉยๆ ไงล่ะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
       เสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น
      
       “ใครวะ” อู๊ดสั่งพรรคพวก “จับตัวอีดำมัดไว้ก่อน เดี๋ยวกูจะออกไปดูว่าใครมา”


  


       สมุนอู๊ดช่วยกันจับตัวดำไว้ ผู้หญิงคนหนึ่งไปหาเชือก อู๊ดมาที่หน้าประตู
      
       “ใครวะ”
       “เบียร์ไงพี่อู๊ด”
       อู๊ดแง้มประตูดู มองไปว่าไม่มีคนอื่นอยู่แถวนั้น
       “กูนัดมึงพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอวะ”
       “ฉันขอมาเอาของก่อนได้ไหม มีลูกค้าอยากได้คืนนี้ เขายอมจ่ายไม่อั้น”
       “น่าจะโทรบอกก่อนนะมึง”
       “โทรแล้วพี่ไม่รับสาย”
       “สงสัยกูไม่ได้ยิน เออเข้ามาก่อน”
       อู๊ดเปิดประตูกว้างออก ตำรวจที่ซ่อนอยู่บุกเข้ามาทันที
       “หยุดนะ นี่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกคนยกมือขึ้น”
       อู๊ดตกใจ ทุกคนยกมือขึ้น มองตำรวจอย่างหวาดกลัว อู๊ดอาศัยจังหวะที่ทุกคนเผลอก็วิ่งหนีไป ตำรวจตามไปจับ อู๊ดต่อสู้ดิ้นรนไม่ยอมให้จับ
      
       ฤทัยก้มลงจูบ เดือนดิ้นรนสุดชีวิต แต่สู้แรงฤทัยไม่ได้ ได้แต่กรีดร้องและร้องไห้ พอฤทัยเผลอเธอก็ข่วนที่หน้าเขา
       “เฮ้ย...อีนี่...”
       ฤทัยยิ่งแค้นตบฉาดใหญ่ เดือนถึงกับมึนหมดแรง ฤทัยยิ้มกริ่มจะถอดเสื้อเดือนออกแต่แล้วฤทัยได้ยินเสียงเอะอะข้างนอก จึงชะงัก เดือนได้จังหวะรวบรวมกำลังผลักฤทัยออก แล้ววิ่งหนีออกไป แต่ฤทัยกระชากผมเดือนกลับมา
       “จะหนีไปไหน”
       ฤทัยจับตัวไว้ เดือนร้องลั่น
       “ช่วยด้วย...”
       ฤทัยปิดปากเดือน
       ตำรวจชะงัก ได้ยินเสียงร้องของเดือน
       “ช่วยด้วย...”
       ดำรีบบอก
       “ช่วยพี่หนูด้วยค่ะ เขาอยู่ข้างใน”
       ตำรวจหันมาถาม
       “ข้างในมีกี่คน”
       “มีพี่สาวหนูกับผู้ชายอีกคนค่ะ มันจะปล้ำพี่หนู”
      
       ตำรวจ 2 คนไปยืนรอหน้าประตู แล้วส่งสัญญาณให้กัน อีกคนถีบประตูเข้าไป ตำรวจต้องผงะ เมื่อเห็นฤทัยล็อคคอเดือนไว้ พร้อมกับปืนจ่อ
       “หยุดนะ ยอมมอบตัวซะดีๆ”
       “ปล่อยกูไป ไม่งั้นอีนี่ตาย”
       ดำตกใจ
       “พี่เดือน...แกอย่าทำอะไรพี่เดือนนะ”
       ฤทัยตาขวาง
       “ก็ปล่อยกูไปซี่”
       ดำบอกกับตำรวจ
       “อย่าให้เขายิงพี่หนูนะคะคุณตำรวจ”
       ตำรวจต้องปล่อยให้ฤทัยพาเดือนออกไป
      
       ฤทัยลากตัวเดือนออกมาหน้าบ้าน เจอรถตำรวจที่ล้อมอยู่ ดำกับตำรวจด้านในตามออกมา
       “ตำรวจล้อมไว้หมดแล้ว ยังไงก็หนีไม่พ้นหรอก”
       “ก็ลองดูซี่ ถ้ากูหนีไม่พ้น อีนี่ก็ตาย”
       ดำเป็นห่วงเดือน
       “ปล่อยมันไปก่อนค่ะคุณตำรวจ หนูขอร้อง อย่าให้มันทำอะไรพี่หนู”
       ตำรวจคนหนึ่งพยายามเข้ามาเจรจากับฤทัย
       “ค่อยๆ คุยกันก็ได้”
       ดำขอร้องฤทัย
       “ปล่อยพี่เดือนเถอะฤทัย”
       ฤทัยตาขวาง
       “ไม่ กูไม่ปล่อย จนกว่าพวกมึงจะปล่อยกู ไม่งั้นอีนี่ตาย”
       ฤทัยรัดตัวเดือนแน่นขึ้นจนเธออึดอัด และเอาปืนจ่อชิดขึ้น ดำกับตำรวจได้แต่มองอย่างวิตก
      
       จอร์จ ไวภพ ใจหวาน และซูซี่เดินออกมาจากล็อบบี้อพาร์ตเมนท์ดำ จอร์จบอกทุกคน
       “เดี๋ยวผมกลับไปที่คลินิกก่อน ถ้ามีอะไรคืบหน้าค่อยโทรติดต่อกัน...”
       ทุกคนพยักหน้า แต่แล้วเสียงมือถือดังขึ้น จอร์จดูหน้าจอแล้วดีใจ
       “มูลนิธิโทรมาแล้ว อาจจะมีข่าวดำก็ได้”
       จอร์จรับสาย คุยมือถือกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิ
       “ฮัลโหล ผมจอร์จครับ...”จอร์จฟัแล้วตกใจ “งั้นเหรอครับ อยู่ที่ไหนครับ...ขอบคุณ
       ครับ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”
       ใจหวานกับซูซี่ตั้งใจฟังมาก ใจหวานถามอย่างร้อนใจ
       “เจอดำแล้วเหรอคะ”
       “มูลนิธิโทรมาบอกว่าตำรวจบุกทลายบ้านแก๊งค้ายา เจอผู้หญิงผิวดำคนนึงอาจจะเป็นดำก็ได้”
       ไวภพรีบถาม
       “เดือนอยู่ที่นั่นด้วยหรือเปล่าครับ”
       “มีผู้หญิงลูกครึ่งคนนึงถูกคนร้ายจับเป็นตัวประกัน ตำรวจกำลังเจรจาอยู่”
      
       ไวภพตกใจมาก
ตอนที่ 26
      
       ตำรวจพยายามเจรจากับฤทัยอยู่หน้าบ้านอู๊ด
      
       “นายฤทัยใจเย็นๆ นะ อยากได้อะไรบอกมาเดี๋ยวทางเราจัดให้”
       “กูไม่อยากได้อะไรทั้งนั้น อยากจะเป็นอิสระโว้ย”
       ดำช่วยตำรวจหว่านล้อม
       “ฤทัยอย่าทำอย่างนี้เลย ยอมมอบตัวซะเถอะ ไม่งั้นแกโดนสองกระทงเลยนะ”
       “กูไม่ยอม มึงอย่ามากล่อมซะให้ยาก”
       จอร์จกับใจหวาน ซูซี่ และไวภพเข้ามา พอเห็นก็ตกใจ ไวภพหน้าตื่น
       “เดือนถูกจับเป็นตัวประกันจริงๆ ด้วย”
       จอร์จหันมาบอก
       “ไม่ต้องห่วงนะ ตำรวจกำลังเจรจาอยู่”
       ทุกคนมองลุ้นมาก ใจหวานเป็นห่วงดำ
       “นังดำจะไปยุ่งทำไมนะ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ตำรวจซะสิ้นเรื่อง”
       ตำรวจพยายามเกลี้ยกล่อมฤทัยต่อ
       “อยากเจอใครหรือเปล่าฤทัย แฟนหรือพ่อแม่”
       “กูไม่อยากเจอใคร กูไม่มีใครทั้งนั้น”
       ดำถามบ้าง
       “แกอยากได้อะไรล่ะฤทัย”
       ฤทัยรู้สึกกดดัน ตะโกนลั่น
       “กูไม่อยากได้อะไร หลีกทางให้กูเดี๋ยวนี้”
       “ตกลงๆ” ดำบอกกับตำรวจ “ปล่อยฤทัยไปเถอะค่ะคุณตำรวจ ไม่งั้นพี่หนูแย่แน่”
       ฤทัยตวาด
       “หลีกไป”
       ตำรวจเห็นท่าไม่ดี ส่งสัญญาณให้ลูกน้องหลีกทางให้ ฤทัยตายใจ พาเดือนค่อยๆ เดินฝ่าวงล้อมออกไป ไวภพมองลุ้นๆ อย่างเป็นห่วงเดือน ดำอาศัยจังหวะที่ฤทัยหันหลังให้ ตัดสินใจกระโดดเข้าแย่งปืนกับฤทัยทางด้านหลัง ฤทัยตกใจจึงปล่อยมือจากเดือน แต่หันมาจะยิงดำ จอร์จตกใจตะโกนลั่น
       “ดำ...ระวัง”
       ดำกัดแขน ฤทัยสะบัดปืนลั่นดังเปรี้ยง ดำถูกยิงเข้าที่เหนือหน้าอกด้านซ้าย กระเด็นหงายหลังลงไป เดือนตกใจกรีดร้อง
       “ดำ...”
       จอร์จ ซูซี่ และใจหวานตกใจร้องลั่น
       “ดำ...”
       ตำรวจอาศัยจังหวะนั้นเข้าชาร์จตัวฤทัยไว้ เดือนวิ่งเข้าไปหาดำที่นอนแน่นิ่งบนพื้น ร้องเรียก
       “ดำ...อย่าเป็นอะไรนะดำ ดำน้องพี่...”
       จอร์จฝ่าวงล้อมเข้าไป
       “ผมเป็นหมอครับ ผมเป็นหมอ”
       เดือนอ้อนวอนจอร์จ
       “ช่วยดำด้วยค่ะ”
       จอร์จเข้าไปช่วยปั๊มหัวใจให้
       “ดำ...ฟื้นสิ ดำ...”
       ดำนอนแน่นิ่งจมกองเลือด เสียงรถหวอดังแทรกเข้ามา
      
       บุรุษพยาบาลเข็นดำที่หมดสติเลือดท่วมตัวมาหน้าห้องฉุกเฉิน จอร์จ ใจหวาน และซูซี่วิ่งตามมา จอร์จพยายามเรียก
       “ดำ...ทำใจดีๆ ไว้นะ เธอต้องไม่เป็นอะไร”
       ดำถูกเข็นเข้าไปในห้อง ทุกคนรออยู่หน้าห้อง ใจหวานกับซูซี่มองตามอย่างใจเสีย ใจหวานเป็นห่วงมาก
       “โธ่...ดำ ไม่น่าเลย”
       ซูซี่ภาวนา
       “แกอย่าตายนะดำ”
       ใจหวานกับซูซี่กอดกันร้องไห้ จอร์จเศร้าตามไปด้วย
      
       หมอและพยาบาลช่วยกันเตรียมอุปกรณ์ปั๊มหัวใจให้ดำ หมอใช้เครื่องปั๊มหัวใจแล้วมองไปที่หน้าจอ เส้นกราฟหัวใจกระตุกขึ้นนิดหนึ่ง หมอปั๊มอีกที เส้นกราฟหัวใจกระตุกขึ้นอีกเล็กน้อย แล้วกลับแน่นิ่งเหมือนเดิม ดำนอนนิ่งยังไม่ฟื้น
      
       จ้อยอยู่ในบ้านรับสายซูซี่
       “อะไรนะซูซี่ คืนนี้แกจะลาไม่ได้นะ”
       “หนูมีธุระจำเป็นจริงๆ ค่ะคุณจ้อย”
       “แกไม่แจ้งล่วงหน้า แล้วฉันจะหาคนที่ไหนทันวะ”
       “ซูซี่ขอโทษจริงๆ ค่ะ”
       “ถ้าแกลาวันนี้ก็ลาออกไปเลย”
       “งั้นหนูลาออกก็ได้ค่ะ”
       ซูซี่กระแทกหูใส่จ้อยดังโครม จ้อยถึงกับผงะ กรีดร้องออกมาอย่างแค้นใจ
       “นังซูซี่”
      
       จ้อยเดินบ่นเข้ามาในห้องนั่งเล่นอย่างหงุดหงิด
       “โอ๊ย...เซ็งๆๆ จะหานักร้องที่ไหนมาแทนทันวะเนี่ย”
       จรูญศรีซึ่งนั่งดูทีวีอยู่หันมาถาม
       “อะไรอีกล่ะลูกจ้อย”
       “ก็นักร้องที่ผับน่ะสิแม่ จู่ๆ ก็มาลา แถมหมู่นี้แขกขาประจำหายหน้าไปเยอะเพราะนักร้องหายไปหลายคน”
       “แล้วทำไมไม่รับคนใหม่ล่ะ”
       “จ้อยไล่นังดำกับใจหวานไปแล้ว ส่วนนังออยก็เจ็บอยู่ นังซูซี่ก็มาลาอีก”
       “ที่ให้โจ้มันไปเล่นดนตรีแทนล่ะชดเชยไม่ได้หรือไง”
       “คนฟังคนละกลุ่มกันน่ะแม่ ผับนี้แขกผู้ชายเยอะ”
       โจ้แทรกขึ้น
       “เดี๋ยวเอาโคโยตี้สวยๆ ไปแทนก็ได้”
       จ้อยชี้หน้าโจ้
      
       “แกก็ลากลงน้ำไปอีกน่ะสิ”


  


       จรูญศรีกับโจ้ตกใจ
      
       “เฮ้ยพี่จ้อย ด่าแรงไปป่ะเนี่ย”
       “น้อยไปด้วยซ้ำ ฉันรู้นะว่าแกแอบคั่วนังแนทอยู่ จะเอาใครก็เอา แต่อย่ายุ่งกับนักร้องในสังกัดได้ไหม”
       “เด็กมันยั่วเอง” โจ้ยักไหล่ “ช่วยไม่ได้”
       “หืม...ไอ้คาสโนว่า”
       จ้อยมองโจ้อย่างหมั่นไส้ แต่แล้วทุกคนก็ชะงัก เมื่อเสียงทีวีรายการข่าวด่วนดังขึ้น
       “เมื่อค่ำวานนี้ ตำรวจได้นำกำลังบุกเข้าทลายเครือข่ายยาเสพติดที่บ้านหลังหนึ่งในย่านรังสิต พบยาอี 50 เม็ด ยาไอซ์ 148 เม็ด และยาบ้าอีกจำนวนหนึ่ง จึงยึดไว้เป็นหลักฐาน...”
       ภาพในทีวีเป็นภาพ วัยรุ่นทั้งหลายนั่งปิดหน้าไม่ยอมให้ถ่าย
       “...ในบ้านยังพบผู้เสพเยาวชนจำนวน 9 ราย รายหนึ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชื่อดัง และเป็นถึงลูกสาวของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ถูกจับเป็นตัวประกัน...”
      
       ภาพเดือนถูกถ่ายตอนขึ้นรถตำรวจ เธอพยายามปิดบังใบหน้า จรูญศรีจำได้
       “ว้าย....นั่นมันหนูเดือนของแกนี่โจ้”
       จ้อยกับโจ้หันมามองพร้อมกัน อุทานออกมาอย่างแปลกใจ
       “เฮ้ย...นังดำ”
       ภาพในทีวี ดำที่ได้รับบาดเจ็บเลือดท่วมถูกหิ้วขึ้นเตียงเปล
       “นักศึกษารายนี้ยังถูกผู้ต้องหาค้ายาจับเป็นตัวประกัน และเกิดการยิงต่อสู้กันขึ้น จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสหนึ่งคน คือ นางสาวดลิน เหลากระโทก...”
       จ้อยเข้าใจทันที
       “ที่แท้นังซูซี่มันลาไปดูใจนังดำนี่เอง”
       จรูญศรีสะใจ
       “โดนอย่างนี้ท่าทางจะไม่รอด สมน้ำหน้า อยากห้าวนัก”
       โจ้สงสัย
       “อีดำกับอีเดือนไปเจอกันที่นั่นได้ยังไง ต้องสืบให้รู้เรื่อง”
       จรูญศรีกับจ้อยมองโจ้อย่างอยากรู้ด้วย
      
       ดนัยธรโวยวายอย่างหัวเสีย พลางชี้ทีวีที่เปิดดูข่าวอยู่เช่นกัน
       “เป็นไง งามหน้าไหมล่ะ นักศึกษาไฮโซติดยา ทุเรศที่สุด ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว”
       “คุณห่วงหน้าตาตัวเองมากกว่าความรู้สึกของลูกเราเหรอคะ”
       “ผมไม่นับเด็กแบบนี้เป็นลูก แล้วจะไม่ไปประกันตัวมันออกมาเด็ดขาด”
       “แต่ฉันจะไปค่ะ”
       ดนัยธรไม่พอใจ
       “ก็เชิญซี่ เชิญเลย”
       เขมวรรณรีบออกไป ดนัยธรมองตามหงุดหงิด
      
       หมอออกมาจากห้องฉุกเฉิน
       “ใครเป็นญาติคนไข้ครับ”
       จอร์จ ใจหวาน ซูซี่พูดออกมาพร้อมกัน
       “ผมครับ/ฉันค่ะ”
       หมอมองงงๆ แต่ก็อธิบายให้ทั้งสามฟัง
       “อาการของคนเจ็บน่าเป็นห่วง เพราะเสียเลือดมาก ต้องให้เลือดด่วน แต่ในคลังเรามีเลือดกรุ๊ปนี้ไม่พอ”
       จอร์จรีบถาม
       “เลือดกรุ๊ปอะไรครับ”
       “กรุ๊ปเอบีเนกาทีฟครับ”
       จอร์จตกใจ
       “เอบีเนกาทีฟ”
       ซูซี่สงสัย
       “ทำไมเหรอคะ มันป็นยังไง”
       จอร์จหน้าเครียด
       “เป็นกรุ๊ปเลือดที่หายากมาก โดยเฉพาะคนไทยมีอยู่ไม่กี่คน”
       หมอหนักใจ
       “ถ้าคนเจ็บไม่ได้รับเลือดภายในสองชั่วโมง อาจจะช็อคได้นะครับ”
       ใจหวานรีบออกความเห็น
       “งั้นเราต้องรีบประกาศหา เผื่อจะมีคนต่างชาติที่มีเลือดกรุ๊ปนี้อยู่พอดี”
       จอร์จกับซูซี่พยักหน้ากันเห็นด้วย
      
       ในสถานีตำรวจ...นักข่าว 4-5 คนเข้ามาถ่ายรูป เดือนพยายามปิดหน้าไม่ให้ถ่าย
       “น้องเดือนเป็นลูกสาวอธิบดีดนัยธรใช่ไหมครับ”
       เดือนไม่ตอบส่ายหน้าปฏิเสธ นักข่าวอีกคนถาม
       “ทำไมถึงถูกจับเป็นตัวประกันคะ”
       เดือนยังไม่ตอบ แต่นักข่าวก็ซักต่อ
       “น้องเป็นหนึ่งในผู้เสพยาด้วยใช่ไหมครับ”
       เขมวรรณเข้ามาอย่างร้อนใจ มองหาเดือน พอเจอก็ดีใจ
       “เดือน เดือนลูกแม่”
       เดือนหันมา เห็นเขมวรรณ ตอนแรกดีใจ แต่แล้วก็ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด เขมวรรณเข้ามาปกป้องเดือน
       “พอแล้วนะคะ ขอร้องค่ะอย่าถ่ายเลย”
       เขมวรรณช่วยกันตัวเดือนไปอีกทาง
      
       เขมวรรณกันตัวเดือนออกมาให้พ้นจากนักข่าว
       “เดือน...เป็นยังไงบ้างลูก”
       เดือนยกมือไหว้
      
       “หนูขอโทษค่ะคุณแม่”

      เขมวรรณกอดเดือนไว้แน่น พลางลูบหลังปลอบ
      
       “ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูกนะ”
       เขมวรรณจับหน้าจับตาเดือนอย่างเป็นห่วง
       “ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ เดี๋ยวแม่ให้ทนายมาประกันตัวลูกออกไป”
       เขมวรรณกอดไว้ เดือนหน้าเศร้าอย่างรู้สึกผิด มองไปแปลกใจเมื่อเห็นไวภพเดินเข้ามา เขาดีใจที่ได้เจอเดือน
       “เดือน...”
       เขมวรรณหันมา ไวภพยกมือไหว้ เขมวรรณรับไหว้ เดือนเมินใส่เขา
       “มาที่นี่ทำไม มาดูความล้มเหลวของฉันงั้นเหรอ”
       “อย่าพูดอย่างนั้นสิ ผมเป็นห่วงเดือนจริงๆ นะ” ไวภพหันไปหาเขมวรรณ “มีอะไรให้ผมช่วยก็บอกได้นะครับ”
       “ไม่เป็นไรจ้ะ แม่หาทางช่วยเดือนแล้ว” เขมวรรณหันมาบอกลูกสาว “ไวภพเป็นห่วงลูกมาก โทรไปถามแม่ทันทีหลังจากรู้ข่าว”
       “เมื่อวานผมตามหาเดือนทั้งวัน จนเจอซูซี่ เขาบอกว่าเดือนออกไปกับดำ”
       เดือนนึกเป็นห่วงดำขึ้นมาจับใจ
       “ดำ...รู้ไหมคะว่าดำเป็นยังไงบ้าง”
       ไวภพหนักใจ
      
       จอร์จเดินเข้ามาหน้าห้องฉุกเฉินตรงไปที่ใจหวานกับซูซี่ที่รออยู่ ใจหวานถามอย่างร้อนใจ
       “เป็นยังไงบ้างคะหมอ”
       จอร์จส่ายหน้า
       “ผมให้ทางมูลนิธิช่วยประกาศแล้ว แต่ยังหาเลือดกรุ๊ปนี้ไม่ได้”
       ซูซี่หน้าเสีย
       “ตอนนี้ดึกแล้วด้วย ใครจะตื่นมาบริจาคเลือด”
       ใจหวานกังวล
       “แต่จะรอถึงพรุ่งนี้เช้าก็ไม่ทันแน่”
       จอร์จถึงกับนั่งหมดแรง กุมขมับ
       “มันต้องมีทางช่วยดำได้สิ”
       ใจหวานร้องไห้ออกมา ใจคอไม่ดี
       “ดำมันอึดจะตาย มันต้องไม่เป็นอะไร”
       ซูซี่ยกมือไหว้ท่วมหัว
       “เจ้าประคู้ณ คนดีพระย่อมคุ้มครอง ดำมันลำบากมามากแล้ว ขอให้คุณพระคุณเจ้าช่วยดำด้วยเถอะ”
       จอร์จมองขึ้นไปบนฟ้าอย่างอ้อนวอนเบื้องบนเช่นกัน
      
       จอร์จอยู่มุมหนึ่งในโรงพยาบาล เขากดมือถือโทรออก
       “รายการข่าวอัพเดทเหรอครับ...ผมอยากจะขอให้ทางรายการช่วยประกาศหาคนที่มีกรุ๊ปเลือดเอบีเนกาทีฟให้หน่อยครับ...”
       ใจหวานกับซูซี่ต่างคนต่างกดมือถือตัวเอง
       “ฉันประกาศไปทางเฟซบุ๊คของฉันแล้ว แต่ยังไม่เจอใครมีเลือดกรุ๊ปนี้”
       “ซูซี่ส่งข้อความไปหาเพื่อนๆ ก็ยังไม่มีใครตอบกลับมาเลย”
       จอร์จคุยมือถือเสร็จ เข้ามาปลอบทุกคน
       “ใจเย็นๆ นะ นี่เพิ่งผ่านไปชั่วโมงเดียว”
       ใจหวานหน้าเครียด
       “แต่ก็เหลืออีกแค่ชั่วโมงเดียวเอง”
       ซูซี่กังวลใจ
       “ดำเอ๊ย...รอหน่อยนะ ต้องมีคนมาช่วยแกแน่”
      
       ดำนอนแน่นิ่งอยู่ในห้องไอซียู จอร์จเข้ามาเกาะกระจกดู
       “ดำ...เธอต้องไม่ตายนะ ฉันจะหาทางช่วยเธอให้ได้”
       ดำยังแน่นิ่งไม่ไหวติง จอร์จเอามือสัมผัสกับดำผ่านทางกระจก
       “ฉันรักเธอนะดำ”
       จอร์จน้ำตาไหลออกมาอย่างสุดกลั้น
      
       ไวภพพาเดือนเข้ามา พบใจหวานกับซูซี่ ที่ข้อพับแขนเดือนมีผ้าก๊อซปิดอยู่ เพราะเพิ่งบริจาคเลือดให้ดำ แต่ไม่มีใครสังเกตเห็น ไวภพเข้ามาถาม
       “ดำเป็นยังไงบ้างครับ”
       ใจหวานกับซูซี่เงยหน้าขึ้น พอเห็นเดือนก็มองเคืองๆ
       “ดำยังไม่ฟื้นเลย”​ซูซี่ตอบไวภพ
       ใจหวานชี้หน้าเดือนอย่างโกรธแค้นแทนดำ
       “เพราะเธอถึงทำให้ดำเป็นแบบนี้”
       เดือนหน้าสลดลง
       “เดือนไม่ได้ตั้งใจ”
       “ไม่ได้ตั้งใจเหรอ เธอไม่เคยยอมรับว่าดำเป็นน้อง แล้วจะมาเยี่ยมดำทำไม”
       “เดือนขอโทษค่ะ เดือนผิดเอง”
       ไวภพบอกกับใจหวาน
       “เดือนก็เป็นห่วงดำมากนะครับพี่หวาน”
       “ดำมันใจดีเกินไป มันช่วยพี่มันทั้งๆ ที่เขาไม่เคยยอมรับมันเป็นน้อง”
       เดือนร้องไห้ออกมา
       “เดือนขอโทษค่ะ ถ้าแลกได้ ให้เดือนตายแทนดำจะดีกว่า”
       “ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดี ตอนนี้พูดยังไงก็พูดได้ เพราะคนที่นอนรอความตายอยู่คือดำ”
       จอร์จวิ่งหน้าตื่นเข้ามา
       “ใจหวาน ซูซี่ มีคนบริจาคเลือดให้ดำแล้ว”
      
       ทุกคนมองหน้ากันอย่างดีใจมาก


  


       จอร์จพาทุกคนมาที่หน้าห้องไอซียู
      
       “ตอนนี้หมอกำลังให้เลือดอยู่ อีกสักพักก็คงรู้ผล”
       ใจหวานโล่ใจไปได้บ้าง
       “โชคดีของดำมันจริงๆ”
       ซูซี่ดีใจ
       “ดำรอดตายแล้ว”
       ไวภพกับเดือนจับมือกันอย่างดีใจ จอร์จสังเกตเห็นผ้ากอซที่ขัอพับแขนเดือน
       “เดือนโดนอะไรมาครับ”
       ไวภพอ้าปากจะตอบ แต่เดือนแอบกันไว้
       “เป็นแผลจากตอนที่โดนจับเป็นตัวประกันน่ะค่ะ”
       เดือนรีบซ่อนแขนไว้ ใจหวานมองหมั่นไส้
       “คนโดนจับเป็นแผลแค่นี้เอง ดูนังดำสิมันเกือบเอาชีวิตไม่รอด”
       เดือนนิ่งอึ้งไปอย่างรู้สึกผิด ไวภพบอกกับใจหวาน
       “เดือนก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ เดือนไม่ได้ตั้งใจ”
       ใจหวานเบ้หน้า
       “เพิ่งมาเสียใจตอนนี้ไม่มีประโยชน์หรอก ที่ผ่านมาถ้ายอมรับดำมันตั้งแต่แรกก็คงไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น”
       ซูซี่ตัดบท
       “เอาน่าพี่หวาน เรื่องมันก็เกิดไปแล้ว”
       “พี่สงสารดำมันน่ะสิ ถึงมันจะปากร้าย พูดหวานกับใครไม่เป็น แต่ที่จริงมันเป็นคนจริงใจ เวลามันช่วยใครก็ช่วยเต็มที่ แม้แต่ชีวิตตัวเองมันก็ไม่ห่วง”
       จอร์จตบบ่าใจหวานเบาๆ พยายามปลอบเพราะรู้ว่าใจหวานพูดด้วยความเสียใจและห่วงดำ
       “ผมเชื่อว่าเดือนก็รักดำไม่แพ้พวกเราเหมือนกัน ความดีของดำต้องช่วยให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น”
       “หวานก็หวังว่าอย่างนั้น”
       จอร์จมองแขนเดือนอย่างไม่หายสงสัย
      
       เขมวรรณกลับเข้าบ้านมาอย่างเหนื่อยอ่อน ดนัยธรซึ่งกำลังจะเข้านอนทำทีไม่สนใจ แต่ที่จริงอยากรู้มาก พอเห็นเขมวรรณไม่พูดไม่จาอะไร ก็อดรนทนไม่ได้ที่จะถามขึ้น
       “เรียบร้อยแล้วเหรอ”
       “เรียบร้อยค่ะ ฉันให้ทนายประกันตัวลูกออกมาแล้ว”
       “แล้ว..ยัยเดือนล่ะ”
       “ฉันให้ไวภพพาเดือนไปเยี่ยมน้องสาวที่อยู่โรงพยาบาล”
       ดนัยธรโพล่งออกมาอย่างมีโทสะ
       “อยากให้มันเสียผู้เสียคนหรือไง ถึงได้ปล่อยให้มันไปกับไอ้นั่นอีก ดูช่างพยายามยัดเยียดให้มันมีผัวก่อนถึงเวลาเสียเหลือเกิน”
       แววตาที่คิดมากของเขมวรรณมองจับอยู่ที่สามี
       “ก็คุณจะเก็บมันเอาไว้ทำไมล่ะ”
       หน้าของดนัยธรเผือดแล้วกลับแดงจัดขึ้น รู้สึกถูกแทงใจดำ เลยใช้โทสะข่มความอายและความรู้สึกผิด
       เสียงของเขาดังออกจากลำคอ เหมือนคำราม
       “คิดสกปรก บัดซบที่สุด”
       “ฉันก็แค่ถาม...”
       ดนัยธรปึงปังออกไป แล้วชนเก้าอี้ล้มโครมใหญ่ เขมวรรณสะดุ้งผวาทั้งตัว เอามือทาบอก
      
       ทุกคนรออยู่อย่างใจจดจ่อ จอร์จลุกเดินไปมาอย่างนั่งไม่ติด ซูซี่หาวแล้วหาวอีก ไวภพจับมือปลอบเดือนที่นั่งน้ำตาซึม หมอเปิดประตูออกมา จอร์จผวาเข้าไปถาม
       “เป็นยังไงบ้างครับหมอ”
       “เราให้เลือดไปแล้ว แต่คนไข้ยังไม่รู้สึกตัว ต้องรอดูอาการพรุ่งนี้เช้าอีกทีครับ”
       เดือนถามอย่างร้อนใจ
       “ตอนนี้พ้นขีดอันตรายหรือยังคะ”
       หมอส่ายหน้า
       “หมอยังบอกไม่ได้ครับ เพราะคนไข้ขาดเลือดไปค่อนข้างนาน”
       ทุกคนมองหน้ากันอย่างวิตกมากยิ่งขึ้น
      
       ไวภพพาเดือนออกมาที่ทางเดินในโรงพยาบาล
       “เดี๋ยวผมไปส่งเดือนที่บ้านนะ”
       “ไม่ค่ะ เดือนไม่อยากกลับ”
       “เกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับเดือน”
       เดือนหลบตา
       “ไม่...ไม่มีอะไรหรอกค่ะ เดือนเป็นห่วงดำ อยากรอดูอาการของดำที่นี่”
       “ดำมีหมอจอร์จคอยดูแลอยู่แล้ว เดือนกลับบ้านไปพักก่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาเยี่ยมใหม่”
       “งั้นเดือนขอกลับไปนอนห้องดำนะคะ”
       ไวภพพยักหน้า
      
       ไวภพมาส่งเดือนที่หน้าอพาร์ตเมนท์ดำ
       “พรุ่งนี้เช้าโทรหาผมนะครับ ผมจะมารับไปเยี่ยมดำ”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เดือนหันหลังเดินจากไป ไวภพรีบบอกเดือน
       “ฝันดีนะครับ”
       เดือนเดินไปเหมือนไม่ได้ยิน ไวภพหน้าเจื่อน เลยหันกลับ
       “ฝันดีค่ะ เจอกันพรุ่งนี้”
       ไวภพหันกลับมาอย่างดีใจ
       “ครับ”
       เดือนเข้าตึกไป ไวภพมองตามยิ้มๆ
      
       เดือนเข้ามาในห้องดำ มองข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ของดำแล้วรู้สึกเสียใจกับที่ผ่านมา ภาพอดีตแว่บเข้ามา
       “ฉันไม่เคยมีพี่มีน้อง ฉันเป็นลูกคนเดียว”
       เดือนร้องไห้ออกมาแล้วกอดหมอนของดำไว้
       “ดำ...พี่ขอโทษนะ พี่มันเห็นแก่ตัว พี่ไม่น่าเลย พี่ขอโทษ...”
       เดือนร้องไห้ด้วยความเสียใจ
      
       ใจหวานกับซูซี่นั่งหลับพิงกันบนเก้าอี้ จอร์จเดินวนมาดูอาการของดำอย่างเป็นห่วง...เลือดหยดลงมาทีละหยด มาเข้าที่แขนของดำที่ยังนอนแน่นิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาอะไร
ตอนที่ 27
      
       วันรุ่งขึ้น....กราฟหัวใจเคลื่อนไหวขึ้นลงสม่ำเสมอ ดำขยับตัว แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา จอร์จจับมือดำไว้
      
       “ดำ...ฟื้นแล้วเหรอ”
       ดำลืมตามอง จอร์จดีใจมาก
       “หนูยังไม่ตายเหรอ”
       จอร์จกุมมือดำอย่างดีใจ
       “จะรีบตายไปทำไมล่ะ เธอยังต้องอยู่ใช้หนี้ฉันอีกนาน”
       ดำค้อนปะหลับปะเหลือก
       “ถึงตายไปแล้ว หนูก็จะกลับมาใช้หนี้ให้หมด ไม่ต้องห่วงหรอกน่า”
       จอร์จหัวเราะขำ ดำนิ่วหน้า
       “ยังจะขำอีก เจ็บจะแย่อยู่แล้ว”
       “เจ็บแผลเหรอ”
       ดำพยักหน้า พลางซี้ดปาก
       “เจ็บสิ”
       “เห็นห้าวหาญขนาดนั้นนึกว่าเจ็บไม่เป็น”
       “ครูจอร์จอ่ะ หนูเจ็บจริงๆ นะ”
       “โอเคๆ เดี๋ยวฉันเรียกพยาบาลมาฉีดยาแก้ปวดให้”
       จอร์จออกไป ดำมองตามยิ้มๆ
       ใจหวานกับซูซี่นั่งสัปหงกบนเก้าอี้ จนหัวมาโขกกัน ซูซี่ตกใจตื่นขึ้น มองกราด
       “ใครกล้ามาตีหัวฉันวะ มาเจอกันหน่อย”
       ใจหวานจับหัวตัวเอง
       “แกนั่นแหละนังซี่ มาโขกหัวฉัน”
       ซูซี่รู้สึกตัว หันไปทางใจหวาน แต่ยังงงๆ งัวเงียอยู่
       “เอ๊ะ...พี่หวานมาทำอะไรแถวนี้”
       “มานอนเล่นมั้ง... แกจำไม่ได้เหรอว่าเรามาทำอะไร”
       ซูซี่นึกๆ แล้วร้อนใจขึ้นมาทันที
       “จริงด้วย นังดำ เช้าแล้ว นังดำมันจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้”
       “เราไปดูกันเถอะ...นั่นหมอจอร์จเดินมาพอดี”
       ทั้งสองรีบลุกขึ้นไปหา จอร์จเดินออกมาหน้าเศร้า
       “ดำเป็นไงบ้างคะหมอ”
       จอร์จมองหน้าใจหวานเศร้า พลางทอดถอนใจ
       “เข้าไปดูเองเถอะ”
       ใจหวานกับซูซี่สบตากันหน้าเสีย
      
       ใจหวานกับซูซี่เก็นสีหน้าของจอร์จก็ไม่สบายใจ วิ่งเข้าไปหาดำที่หลับอยู่
       “ดำ...ดำ แกอย่าเป็นอะไรนะดำ”
       ซูซี่เขย่าตัวดำ
       “กลับมาก่อนดำ ฉันรักแกนะ แกอย่าเพิ่งรีบตาย ฮือๆ”
       ดำหันมาตาเบิ่งโพลง ทั้งสองผวาตกใจ
       “อร๊าย”
       ใจหวานรีบวิ่งหนี ซูซี่จะวิ่งตาม แต่ดำดึงแขนไว้ ซูซี่เลยดึงแขนใจหวานไว้บ้าง
       “พี่หวานช่วยด้วย”
       “ปล่อยฉันนะนังซี่”
       “พี่หวานอย่าทิ้งซี่”
       “ปล่อยฉันก่อนสิ แล้วฉันจะไปตามคนมาช่วยแก”
       “ไม่เอา หนูกลัว”
       “จะไปไหน” ดำงงๆ
       “ไปที่ชอบๆ เถอะนะดำ แล้วฉันจะกรวดน้ำไปให้”
       “อ้าว...ไหนเมื่อกี้แกบอกว่ารักฉันไง”
       “รักก็ส่วนรักสิ”
       “ฉันยังไม่ตาย”
       ทั้งสองชะงัก ใจหวานค่อยๆ เข้าไปจับตัวดำ
       “เออจริง ตัวยังอุ่นๆ อยู่เลย หมอจอร์จ...”
       ใจหวานเจ็บใจหันไปหน้าประตู เห็นจอร์จหัวเราะขำ
       “หมอนะหมอ หลอกกันได้”
       ดำก็หัวเราะด้วย จอร์จเดินเข้ามา
       “ไม่ใช่ผมคนเดียวนะ ดำนั่นแหละต้นคิด”
       ใจหวานแกล้งกดแผลดำเบาๆ
       “นี่แน่ะ ขนาดเพิ่งฟื้นแกยังแสบได้ขนาดนี้”
       “โอ๊ย...พี่หวาน หนูยังป่วยอยู่นะ”
       ใจหวานกับซูซี่ค้อนดำปะหลับปะเหลือก
       “ดำอยากให้ทุกคนหายเครียดน่ะสิ”
       ซูซี่เข้าไปจับมือดำ
       “เอาวะ ยอมแกก่อนก็แล้วกัน เห็นว่าเป็นคนป่วยนะเนี่ย”
       ใจหวานหันมาบอกดำ
       “หายไวๆ นะไอ้ดำ”
       ใจหวานกับซูซี่จับมือดำอย่างดีใจ จอร์จตามเข้ามาจับมือทุกคนไว้
      
       ใจหวานเดินออกมาส่งซูซี่ด้านนอก
       “แกกลับไปพักก่อนเถอะ ฉันกับหมอจอร์จจะดูแลดำต่อเอง”
       “งั้นเย็นๆ ซี่ค่อยมาใหม่ ฝากดูแลดำมันด้วยนะ”
       “ไม่ต้องห่วง”
      
       ซูซี่จะเดินออกไป แต่แล้วต้องชะงัก เมื่อเห็นใครบางคน


  


       โจ้กับจรูญศรีออกมาดูหน้าบ้าน
      
       “ลูกจิ๋มนี่เอง”
       จิ๋มร้องไห้เข้ามาหา พลางกรีดร้อง
       “ฮือๆ ๆ แม่ จิ๋มไม่ยอม จิ๋มไม่ยอมจริงๆด้วย”
       “จิ๋มเป็นอะไรไปลูก ทำไมมาเอามืดค่ำป่านนี้”
       “ก็ไอ้แก่น่ะสิ จิ๋มจับได้ว่ามันแอบไปมีกิ๊กเป็นช่างทำผม”
       จรูญศรีหน้าตื่น
       “ว้าย...ตาเถรยายชี ลูกแม่สวยน่ารักขนาดนี้มันยังจะไปมีกิ๊กได้อีกเหรอตาต่ำจริงๆ”
       “พอจิ๋มด่ามัน มันก็เลยตบจิ๋ม แล้วไล่จิ๋มออกจากบ้าน”
       จรูญศรีโกรธมาก
       “ไอ้เสี่ยชั่ว แม่จะไปด่ามัน”
       “ไว้พรุ่งนี้ก็ได้แม่ วันนี้จิ๋มไม่อยากเจอหน้ามันอีก”
       โจ้เหลือบมองจิ๋มอย่างสมเพช
       “ทียัยจิ๋มยังแอบไปแรดกับหนุ่มๆ ได้เลย ลูกเต้าไม่สนใจเลี้ยง”
       “อีพี่โจ้ ไอ้ชั่วไอ้เลว ฉันเป็นน้องแกนะ”
       จิ๋มเข้ามาทุบตีอย่างโมโห โจ้ปัดป้อง
       “เฮ้ย..นังจิ๋ม เดี๋ยวมึงโดนหรอก”
       โจ้ผลักออก จนจิ๋มเซไป
       “แม่ดูไอ้โจ้สิ”
       จรูญศรีดุโจ้
       “แกนี่มันชอบว่าน้องนักนะโจ้ แทนที่จะช่วยกันปลอบใจ”
       “ก็พูดความจริงนี่”
       โจ้ทำลอยหน้าลอยตา จิ๋มมองแค้นๆ จรูญศรีได้แต่กอดปลอบลูกสาว
      
       เขมวรรณพาเดือนเข้ามาในห้องพักแห่งหนึ่ง
       “คอนโดของเพื่อนแม่ ซื้อไว้ให้คนเช่า แต่ตอนนี้คนเช่าเพิ่งย้ายออกไป หนูอยู่ที่นี่ไปก่อนนะจ๊ะ”
       “ได้ค่ะคุณแม่ ขอบคุณที่ช่วยเดือนมาตลอด”
       เขมวรรณลูบผม ลูบหลังเดือนอย่างห่วงใย
       “อยู่ข้างนอกลำบากหรือเปล่า”
       “ไม่หรอกค่ะ เดือนสบายใจมากกว่า”
       “แม่อยากให้หนูกลับไปอยู่ที่บ้านเราเหมือนเดิม”
       “หนู...หนูไม่อยากกลับไปอยู่ที่นั่นอีกแล้วค่ะ”
       “เดือน...ลูกจะเล่าให้แม่ฟังได้หรือยัง ว่าทำไมถึงหนีออกจากบ้าน”
       เดือนอึ้งไป ไม่อยากเล่าแต่คิดไม่ออกว่าจะปิดบังอย่างไร ถึงกับหน้าถอดสี
       “คือ...”
       เดือนกลั้นน้ำตา เขมวรรณลูบผม
       “ไม่พอใจอะไรใครเหรอลูก”
       เดือนเสียงสั่นเครือ
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ เดือน...เดือนแค่...อยากจะออกมาอยู่ข้างนอก”
       “แค่นั้นเองเหรอ แล้วทำไมถึงไม่กลับบ้าน”
       “เดือน...เดือนขอโทษค่ะ เดือนไม่กล้ากลับไปอีกแล้ว”
       เดือนร้องไห้โฮออกมา เขมวรรณเริ่มกลัวความจริง ถ้าเดือนเล่าแล้วทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิม
       “ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่านะจ๊ะ แม่เข้าใจ”
       “ค่ะคุณแม่ เดือนขอไปเรียนต่อเมืองนอกได้ไหมคะ”
       เขมวรรณมองหน้าเดือนแปลกใจ
       “ทำไมล่ะเดือน ลูกเรียนปีสองแล้วนะจ๊ะ”
       “เดือนอยากขอเวลาทำใจเรื่องบางเรื่องค่ะ”
       เขมวรรณพยักหน้าเข้าใจ
       “ถ้าลูกอยากไปแม่จะส่งไปเอง”
       “ขอบคุณค่ะคุณแม่”
       เขมวรรณกอดไว้ เดือนสะอื้นฮัก เขมวรรณสะเทือนใจอยู่ลึกๆ ด้วยความแน่ใจว่าสิ่งที่เธอสงสัยเรื่องเดือนกับดนัยธรอาจจะเป็นจริง
      
       เขมวรรณกลับมาบ้าน ดนัยธรเข้ามาถามอย่างร้อนใจ
       “ไปเจอยัยเดือนมาเป็นยังไงบ้าง”
       “แกไม่อยากกลับมาอยู่ที่บ้านค่ะ”
       ดนัยธรหงุดหงิดทันที
       “เป็นอะไรนักหนา บ้านช่องตัวเองมีทำไมไม่อยากกลับ มันไปอยู่กับผู้ชายล่ะสิ เห็นไหมล่ะ เด็กสมัยนี้มันใจแตกใจง่าย ไม่ทันไรก็มีผัวแล้ว...”
       เขมวรรณแทรกขึ้นอย่างทนไม่ไหว
       “คุณก็น่าจะรู้นี่คะว่า ทำไมเดือนถึงไม่อยากกลับมาอยู่บ้าน”
       ดนัยธรชะงัก เขมวรรณมองหน้าสามีด้วยสายตาที่ทั้งเสียใจและโกรธ ดนัยธรอึ้งไป เขมวรรณน้ำตาคลอ
       “ฉันจะส่งยัยเดือนไปเรียนเมืองนอก แกจะได้ไปให้ไกลๆ จากสิ่งแวดล้อมแย่ๆ ที่คอยทำร้ายหัวใจแกมาตลอด”
       ดนัยธรสะอึก
       “เข็ม...”
      
       ดนัยธรไม่อยากให้เดือนไป อยากจะขอโทษภรรยาแต่พูดอะไรไม่ออก เขมวรรณเดินออกไป เขามองตามอย่างเสียใจ
        
       จอร์จ เดือน ไวภพ มาที่ห้องพักไข้ของดำแต่ปรากฏว่าพบกองทัพนักข่าวอออยู่เต็มไปหมด นักข่าวเข้ามาถามใจหวาน
      
       “ดำฟื้นแล้วใช่ไหมคะ”
       นักข่าวอีกคนแทรกเข้ามา
       “ขอเข้าไปสัมภาษณ์หน่อยนะคะ”
       ใจหวานรีบห้าม
       “เดี๋ยวก่อนนะคะ หมอยังห้ามเยี่ยมค่ะ”
       “ตอนนี้อาการของดำเป็นยังไงบ้างคะ ทุกคนอยากรู้ค่ะ”
       จอร์จกับไวภพและเดือนมองอย่างแปลกใจ เดือนรีบหลบไม่อยากเจอนักข่าว
       “เราอย่าเพิ่งเข้าไปตอนนี้เลยนะคะ”
       ไวภพหันไปบอกจอร์จฟัง
       “เดือนไม่อยากเจอนักข่าวน่ะครับ”
       จอร์จพยักหน้าเข้าใจ
       “ไว้วันหลังค่อยมาเยี่ยมดำก็แล้วกันค่ะ”
       “โอเคครับ เดี๋ยวผมจะบอกดำให้”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ไว้เดือนจะมาเล่าทุกอย่างให้ดำฟังด้วยตัวเอง”
       เดือนกับไวภพยกมือไหว้จอร์จแล้วเดินออกไป จอร์จมองเข้าไปอย่างงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น
      
       บ่ายวันนั้น...ทั้งหมดอยู่ในห้องพักฟื้น ใจหวานบอกกับจอร์จและดำอย่างตื่นเต้น
       “ตอนนี้ดำมันดังใหญ่แล้ว ทั้งในข่าวทีวีทั้งในอินเตอร์เน็ต ใครๆก็ชมมันว่ากล้าหาญมาก เอาตัวเสี่ยงชีวิตช่วยคนอื่นโดยไม่ห่วงตัวเองเลย”
       จอร์จยิ้มปลื้มแทน หันไปมองดำที่รับฟังอย่างปลื้มใจเช่นกัน
       “เธอกลายเป็นไอดอลของคนในสังคมไปแล้วนะดำ เห็นไหมว่าความดีที่เธอทำมันมีคนมองเห็นจริงๆ”
       ใจหวานถามอย่างสงสัย
       “ตอนเข้าไปช่วยพี่สาว แกคิดยังไงวะดำถึงกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น”
       “เพราะหนูนึกถึงคำพูดของลุงหวัดที่เคยสอนหนู...”
       ดำยิ้มนึกถึงอดีต เธอนึกถึงคำพูดของลุงหวัด
       ‘สักวันนะดำ ถ้าหนูเป็นคนดี ก็ต้องมีใครเห็นคุณค่าของหนูจริงๆ เชื่อลุง แล้วหนูจะรู้ว่าความดีทำให้คนอื่นมองเห็นตัวหนูมากกว่าความสวยงามภายนอก’
       “ตอนนั้นหนูไม่เชื่อลุงหวัดหรอก หนูคิดว่าอยากขาวอยากสวยเหมือนคนอื่นเป็นคนดีไปทำไม ไม่มีใครมองเห็น...” ดำหันมามองจอร์จ “แล้วหนูก็นึกถึงคำสอนของครูด้วยค่ะ”
      
       ดำนึกถึงในอดีตที่เธอกับจอร์จคุยกันหน้าห้องเรียนมูลนิธิ
       “ทุกคนเป็นคนสวยได้ ถ้าสวยมาจากข้างใน บางคนสวยแต่ทำตัวน่าเกลียดก็กลายเป็นไม่สวยแล้ว แต่ถ้าเธอเป็นคนดี ความสวยมันก็เปล่งประกายจากข้างในออกมา”
       ดำทำปากยื่นปากยาว ไม่ค่อยเห็นด้วย
       “คนดีสมัยนี้อยู่ได้เหรอครู โดนคนอื่นเอาเปรียบตาย”
       “ก็เป็นคนดีที่ฉลาดสิดำ ต้องรู้ทันคนด้วย ใครที่คิดจะเอาเปรียบเราก็อยู่ห่างๆเขาซะ”
       “บางทีหนูก็ห่างไม่ได้นะครู ต้องอยู่กันแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน หนูไม่มีวันเป็นคนสวยอย่างที่ครูว่าได้หรอก”
      
       จอร์จถอนใจนิดๆกับความดื้อของดำ แต่ก็พูดต่ออย่างใจเย็น
       “แค่เริ่มต้นทำดีกับคนที่เธอรักก่อน รับรองเธอจะต้องสวยขึ้นแน่ๆ ไม่เชื่อลองดูสิ”
      
       เมื่อได้ยินสิ่งที่ดำพูด จอร์จยิ้มอย่างดีใจ
       “ยังจำคำของฉันได้ด้วยเหรอดำ นึกว่าเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาซะแล้ว”
       “จำได้สิคะ แต่ส่วนใหญ่หนูทำตามไม่ได้เท่านั้นเอง”
       ใจหวานกับจอร์จหัวเราะขำ
       “แต่ตอนนี้แกทำได้แล้ว แถมทำได้สุดยอดมากๆ”
       ดำเขินๆ
       “สถานการณ์มันบังคับด้วย ถ้าให้ไปเสี่ยงเหมือนเดิมอีกหนูอาจจะไม่กล้าแล้วก็ได้”
       “เธอทำได้ดำ ครูมั่นใจว่าเธอต้องทำได้อีกแน่ เพราะมันมาจากข้างในตัวเธอ เธอทำมันจากใจจริงๆ”
       ดำมองจอร์จอย่างรู้สึกขอบคุณ จอร์จจับมือเธอไว้อย่างให้ความมั่นใจ
      
       จรูญศรีนั่งดูข่าวอยู่ในบ้าน ภาพข่าวในทีวี เป็นภาพดำตอนเข้าไปชาร์จตัวฤทัยเพื่อช่วยเดือน ตามด้วยภาพหนังสือพิมพ์ลงข่าวชื่นชมดำ เฟซบุ๊คที่โพสต์ภาพของดำและมีคนกดไลค์เป็นพัน เด็กทำผมทรงเดียวกับดำ แล้วถ่ายรูปลงติ๊กเกอร์ ข้อความ “ถึงตัวจะดำ แต่ขอทำดี” “ไม่สวยแล้วไง แต่ใจงาม” ผู้สื่อข่าวดำเนินรายการข่าว
       “จากการที่ดำ หรือที่เราเคยรู้จักกันในนามมิสดอลลี่ เสี่ยงชีวิตกระโดดล็อคคอคนร้าย เพื่อช่วยชีวิตพี่สาวคนละพ่อของเธอ ในขณะที่พี่สาวถูกคนร้ายเมายาบ้าจับเป็นตัวประกันนั้น ทำให้ดำกลายเป็นกระแสในทุกสื่อเพียงชั่วข้ามคืน ดำได้รับความชื่นชมในความกล้าหาญและเสียสละ โดยไม่นึกถึงชีวิตตัวเอง แม้พี่สาวคนนี้จะเคยปฏิเสธความเป็นพี่น้องกับเธอมาก่อนก็ตาม...”
       จรูญศรีกับโจ้ที่กำลังดูข่าว จรูญศรีโวยลั่น
       “ต๊าย...อีนังดำนี่มันสร้างภาพชัดๆ ใครจะรู้ว่ามันเนรคุณคนที่เลี้ยงมันมาอย่างฉัน ดีนะที่ฉันอโหสิให้มัน นึกว่าทำบุญ ไม่งั้นจะแฉให้หมด ว่าเมื่อก่อนมันร้ายกาจยังไง”
       “เดี๋ยวโจ้ช่วยแฉมันเองแม่ หมั่นไส้มัน”
       “เอาเลยโจ้ จัดเต็มเลยลูกจ๋า”
       “อีเดือนก็เหมือนกัน ทำแอ๊บเป็นคุณหนูสวยใสแสนดีมานาน ในที่สุดกำพืดก็โผล่ อยากรู้นักถ้าเปิดเทอมเจอกันจะทำหน้ายังไง”
       “ถ้าเจอนังคุณนายเขมวรรณที่วัด จะไล่บี้ให้อับอายขายขี้หน้าซะ พอเราถามก็ไม่เคยยอมรับ เขาว่ากันว่า อีตาอธิบดีดนัยธรน่ะจะเอาเป็นเมีย เด็กถึงได้หาทางออกบ้าๆ ไปติดยา นังแม่มันก็ยังไม่ยอมรับความจริง”
       สองแม่ลูกยิ้มหยัน เสียงแตรรถหน้าบ้านดังขึ้น จรูญศรีสงสัย
       “ดึกป่านนี้แล้ว ใครมาอีกเนี่ย”
      
       ทั้งสองมองไปหน้าบ้านอย่างแปลกใจ


  


       โจ้กับจรูญศรีออกมาดูหน้าบ้าน
      
       “ลูกจิ๋มนี่เอง”
       จิ๋มร้องไห้เข้ามาหา พลางกรีดร้อง
       “ฮือๆ ๆ แม่ จิ๋มไม่ยอม จิ๋มไม่ยอมจริงๆด้วย”
       “จิ๋มเป็นอะไรไปลูก ทำไมมาเอามืดค่ำป่านนี้”
       “ก็ไอ้แก่น่ะสิ จิ๋มจับได้ว่ามันแอบไปมีกิ๊กเป็นช่างทำผม”
       จรูญศรีหน้าตื่น
       “ว้าย...ตาเถรยายชี ลูกแม่สวยน่ารักขนาดนี้มันยังจะไปมีกิ๊กได้อีกเหรอตาต่ำจริงๆ”
       “พอจิ๋มด่ามัน มันก็เลยตบจิ๋ม แล้วไล่จิ๋มออกจากบ้าน”
       จรูญศรีโกรธมาก
       “ไอ้เสี่ยชั่ว แม่จะไปด่ามัน”
       “ไว้พรุ่งนี้ก็ได้แม่ วันนี้จิ๋มไม่อยากเจอหน้ามันอีก”
       โจ้เหลือบมองจิ๋มอย่างสมเพช
       “ทียัยจิ๋มยังแอบไปแรดกับหนุ่มๆ ได้เลย ลูกเต้าไม่สนใจเลี้ยง”
       “อีพี่โจ้ ไอ้ชั่วไอ้เลว ฉันเป็นน้องแกนะ”
       จิ๋มเข้ามาทุบตีอย่างโมโห โจ้ปัดป้อง
       “เฮ้ย..นังจิ๋ม เดี๋ยวมึงโดนหรอก”
       โจ้ผลักออก จนจิ๋มเซไป
       “แม่ดูไอ้โจ้สิ”
       จรูญศรีดุโจ้
       “แกนี่มันชอบว่าน้องนักนะโจ้ แทนที่จะช่วยกันปลอบใจ”
       “ก็พูดความจริงนี่”
       โจ้ทำลอยหน้าลอยตา จิ๋มมองแค้นๆ จรูญศรีได้แต่กอดปลอบลูกสาว
      
       เขมวรรณพาเดือนเข้ามาในห้องพักแห่งหนึ่ง
       “คอนโดของเพื่อนแม่ ซื้อไว้ให้คนเช่า แต่ตอนนี้คนเช่าเพิ่งย้ายออกไป หนูอยู่ที่นี่ไปก่อนนะจ๊ะ”
       “ได้ค่ะคุณแม่ ขอบคุณที่ช่วยเดือนมาตลอด”
       เขมวรรณลูบผม ลูบหลังเดือนอย่างห่วงใย
       “อยู่ข้างนอกลำบากหรือเปล่า”
       “ไม่หรอกค่ะ เดือนสบายใจมากกว่า”
       “แม่อยากให้หนูกลับไปอยู่ที่บ้านเราเหมือนเดิม”
       “หนู...หนูไม่อยากกลับไปอยู่ที่นั่นอีกแล้วค่ะ”
       “เดือน...ลูกจะเล่าให้แม่ฟังได้หรือยัง ว่าทำไมถึงหนีออกจากบ้าน”
       เดือนอึ้งไป ไม่อยากเล่าแต่คิดไม่ออกว่าจะปิดบังอย่างไร ถึงกับหน้าถอดสี
       “คือ...”
       เดือนกลั้นน้ำตา เขมวรรณลูบผม
       “ไม่พอใจอะไรใครเหรอลูก”
       เดือนเสียงสั่นเครือ
       “ไม่ใช่หรอกค่ะ เดือน...เดือนแค่...อยากจะออกมาอยู่ข้างนอก”
       “แค่นั้นเองเหรอ แล้วทำไมถึงไม่กลับบ้าน”
       “เดือน...เดือนขอโทษค่ะ เดือนไม่กล้ากลับไปอีกแล้ว”
       เดือนร้องไห้โฮออกมา เขมวรรณเริ่มกลัวความจริง ถ้าเดือนเล่าแล้วทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิม
       “ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่านะจ๊ะ แม่เข้าใจ”
       “ค่ะคุณแม่ เดือนขอไปเรียนต่อเมืองนอกได้ไหมคะ”
       เขมวรรณมองหน้าเดือนแปลกใจ
       “ทำไมล่ะเดือน ลูกเรียนปีสองแล้วนะจ๊ะ”
       “เดือนอยากขอเวลาทำใจเรื่องบางเรื่องค่ะ”
       เขมวรรณพยักหน้าเข้าใจ
       “ถ้าลูกอยากไปแม่จะส่งไปเอง”
       “ขอบคุณค่ะคุณแม่”
       เขมวรรณกอดไว้ เดือนสะอื้นฮัก เขมวรรณสะเทือนใจอยู่ลึกๆ ด้วยความแน่ใจว่าสิ่งที่เธอสงสัยเรื่องเดือนกับดนัยธรอาจจะเป็นจริง
      
       เขมวรรณกลับมาบ้าน ดนัยธรเข้ามาถามอย่างร้อนใจ
       “ไปเจอยัยเดือนมาเป็นยังไงบ้าง”
       “แกไม่อยากกลับมาอยู่ที่บ้านค่ะ”
       ดนัยธรหงุดหงิดทันที
       “เป็นอะไรนักหนา บ้านช่องตัวเองมีทำไมไม่อยากกลับ มันไปอยู่กับผู้ชายล่ะสิ เห็นไหมล่ะ เด็กสมัยนี้มันใจแตกใจง่าย ไม่ทันไรก็มีผัวแล้ว...”
       เขมวรรณแทรกขึ้นอย่างทนไม่ไหว
       “คุณก็น่าจะรู้นี่คะว่า ทำไมเดือนถึงไม่อยากกลับมาอยู่บ้าน”
       ดนัยธรชะงัก เขมวรรณมองหน้าสามีด้วยสายตาที่ทั้งเสียใจและโกรธ ดนัยธรอึ้งไป เขมวรรณน้ำตาคลอ
       “ฉันจะส่งยัยเดือนไปเรียนเมืองนอก แกจะได้ไปให้ไกลๆ จากสิ่งแวดล้อมแย่ๆ ที่คอยทำร้ายหัวใจแกมาตลอด”
       ดนัยธรสะอึก
       “เข็ม...”
       ดนัยธรไม่อยากให้เดือนไป อยากจะขอโทษภรรยาแต่พูดอะไรไม่ออก เขมวรรณเดินออกไป เขามองตามอย่างเสียใจ
ตอนที่ 28
      
       วันใหม่...จ้อยอยู่ในห้องทำงานที่บ้านกดเครื่องคิดเลขไม่ลงตัว
      
       “อะไรวะเนี่ย”
       จ้อยปาเครื่องคิดเลขไปเกือบโดนหัวจรูญศรีที่เข้ามา
       “ว้าย...อะไรกันยัยจ้อย เครื่องพังหมดแล้ว”
       “พังก็พังสิแม่ ดันคิดออกมาไม่ลงตัวสักที”
       “อ้าว...เครื่องเสียก็ซื้อใหม่สิ จะใช้ของพังๆอยู่ทำไม”
       “เครื่องมันยังไม่พังหรอกแม่ แต่หัวหนูจะพังซะก่อน”
       จรูญศรีสงสัย
       “เกิดอะไรขึ้น”
       “ก็ที่ผับน่ะสิแม่ นักร้องลาออกไปเกือบหมด เหลืออยู่ไม่กี่คน”
       “แกก็จ้างคนใหม่สิ เดี๋ยวนี้นักร้องมีเยอะแยะ ใครๆ ก็อยากเป็นนักร้องกันทั้งนั้น”
       “แต่ที่ร้องดีจริงๆ ไม่ค่อยมีหรอก แล้วตอนนี้ก็ไม่มีเงินจ้างแล้วด้วย พอนักร้องเก่าๆ ลาออกไป ลูกค้าเลยหายไปหมด ทำโปรโมชั่นแล้วยอดก็ยังไม่เพิ่ม”
       จรูญศรีเข้าไปเอามือทาบไหล่ลูกสาวไว้
       “ใจเย็นๆ ยัยจ้อย ค่อยๆ หาทางแก้ไป เดี๋ยวแม่จะพาแกไปให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์สะเดาะเคราห์ซะหน่อย เผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น”
       “หนูขอยืมตังค์แม่มาหมุนหน่อยสิ”
       จรูญศรีชะงัก เอามือออกทันที
       “โอ๊ย...แม่ไม่มีเงินให้แกยืมหรอก อู่แม่ก็เลิกทำมาหลายปีแล้ว ตอนนี้กินบุญเก่าอย่างเดียว”
       “โอ๊ย...อะไรก็ช่วยไม่ได้ งั้นหนูหาทางออกเองก็แล้วกัน”
       จ้อยทำท่ากุมขมับ จรูญศรีมองกลุ้มๆ
      
       ใจหวานกับซูซี่ช่วยดำเก็บของอยู่ในห้องพักไข้ จอร์จช่วยดูคิวให้ดำในสมุด
       “พรุ่งนี้เที่ยง คุณสรวิทย์ขอสัมภาษณ์สดในรายการข่าวร้อยแปด หกโมงเย็น ไปอัดรายการตีสิบสอง มะรืนสิบเอ็ดโมงมีนัดไปออกข่าวเข้มข้น สี่โมงไปคุยสดรายการคนทำดี ส่วนของวันมะเลื่องนี่...ไว้ค่อยบอกอีกทีก็แล้วกัน เธอคงจำได้ไม่หมด”
       ใจหวานอึ้งๆ
       “โอ้โห...ดำคิวยาวไปถึงปีหน้าเลยนะเนี่ย”
       ดำเขินๆ
       “เว่อร์แล้วพี่หวาน”
       ซูซี่ชื่นชม
       “ตอนนี้ดำดังยิ่งกว่าซุปเปอร์สตาร์ซะอีก”
       จอร์จหันมาบอก
       “ฉันพยายามไม่รับคิวเช้านักนะ เพราะดำต้องพักผ่อนมากๆ อ้อ...แล้วดำหายดีเมื่อไร มีร้านอาหารกับโรงแรมจองตัวไปร้องเพลงตามลิสท์ที่ฉันให้ดูไปแล้ว”
       ดำลังเล
       “หนูเลือกไม่ถูกเลย ว่าจะไปร้องที่ไหนดี แต่ละที่หรูๆ ทั้งนั้นเลย หนูทำตัวไม่ถูก”
       “ก็เป็นตัวของเธอเองนั่นแหละดำ ดีที่สุดแล้ว”
       “อย่างนี้เรียกว่า ไม่สวยก็เลือกได้”
       ดำเหล่ใจหวานกับคำว่าไม่สวย ใจหวานรีบแก้
       “เอ้าๆ สวยเลือกได้ก็ได้ โอกาสแกมาถึงแล้วนะดำ รีบคว้าไว้เถอะ”
       ดำกำหมัดแน่นอย่างพร้อมสู้เต็มที่
       “หนูพร้อมแล้วค่ะ”
       ใจหวานกับซูซี่เก็บของเสร็จ ซูซี่ยิ้มให้กำลังใจ
       “ไป...พร้อมไปเผชิญโอกาสแล้วนะดำ”
       จอร์จช่วยประคองดำลงจากเตียง ทั้งหมดพากันออกไป
      
       จอร์จเปิดประตูพาดำออกมา แต่แล้วก็ต้องผงะเมื่อมีแสงแฟลชวูบวาบเข้าหน้า แฟนคลับหลายคนเอาดอกไม้มาให้กำลังใจดำ
       “พี่ดำคะ พี่เก่งจริงๆ ค่ะ หนูดูข่าวแล้วอยากเป็นอย่างพี่”
       “จิ๊บบี้ก็จะทำตามแบบพี่ดำ พี่ดำเป็นไอดอลของหนูเลยนะคะ”
       ดำยิ้มให้กับทุกคนแม้จะยังงงงๆ อยู่ จอร์จ ใจหวาน ซูซี่ ยิ้มมองหน้ากันขำๆ นักข่าว 4-5 คนกรูกันเข้ามาสัมภาษณ์
       “น้องดำอาการเป็นยังไงบ้างคะ”
       “ก็...ยังเจ็บแผลนิดหน่อยค่ะ แต่อย่างอื่นหายดีแล้ว”
       “ออกจากโรงพยาบาลแล้ว จะทำอะไรต่อคะ”
       “คิดว่าจะกลับไปร้องเพลงต่อค่ะ”
       “ได้ข่าวว่ามีค่ายเพลงติดต่อให้ไปออกอัลบั้มด้วย น้องดำตัดสินใจยังไงคะ”
       “หนูยังไม่ทราบรายละเอียดค่ะ คงต้องคุยกันอีกที”
       “ได้เจอกับพี่สาวบ้างหรือเปล่าคะ”
       “ยังเลยค่ะ”
       เดือนกับไวภพหลบอยู่มุมหนึ่ง
       “มาทีไรเจอนักข่าวทุกทีเลย”
       “เราไปเยี่ยมดำที่อพาร์ตเมนท์ก็ได้นี่ครับ”
       “เดือนต้องเตรียมตัวไปเรียนต่อแล้ว ไม่รู้จะได้เจอดำอีกเมื่อไร ถ้าเราหนีก็ต้อง​หนีตลอดไป”
       เดือนตัดสินใจเข้าหาดำ ไวภพยิ้มแล้วตามไป
      
       ดำยังตอบคำถามนักข่าวที่รุมสัมภาษณ์
       “...ตอนนี้ยังไม่คิดอะไรค่ะ ขอกลับไปพักผ่อนก่อน แล้วค่อยดูอีกทีค่ะ...”
       ดำมองไป เห็นเดือนเข้ามาหาก็ดีใจ
       “พี่เดือน...”
      
       “ดำ...”


  


       เดือนเข้ามาหาดำ นักข่าวแหวกทางให้ แล้วถ่ายรูปไว้ เดือนเดินเข้าหาดำอย่างสง่าผ่าเผยเข้ามาจับมือดำไว้
      
       “ดำเป็นยังไงบ้าง”
       “ครูจอร์จเล่าให้ฉันฟังหมดแล้วนะ ขอบใจนะที่ช่วยให้เลือดฉัน”
       “พี่ต้องขอบใจดำมากกว่า ถ้าไม่ได้ดำช่วย พี่อาจจะไม่รอด”
       “ก็เราสองคนเป็นพี่น้องกันนี่”
       เดือนกอดดำไว้
       “ดำน้องพี่ พี่จะไม่ทิ้งดำอีกแล้วนะ”
       นักข่าวเข้ามาสัมภาษณ์เดือน
       “น้องเดือนยอมรับแล้วเหรอคะ ว่าเป็นพี่สาวของดำ”
       “ใช่ค่ะ เดือนขอประกาศต่อหน้าทุกคนว่าเดือนเป็นพี่สาวแท้ๆ ของดำค่ะ”
       “แล้วทำไมที่ผ่านมาถึงปฏิเสธมาตลอดคะ”
       เดือนอึกอักคิดหาคำตอบที่เหมาะสม กำลังจะพูด แต่ดำบีบมือเดือนให้สัญญาณ แล้วช่วยตอบแทน
       “หนูเองล่ะค่ะ ทำให้พี่เดือนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นคนมาสวมรอยเป็นน้องสาว เพราะหนูจำเรื่องบางอย่างเกี่ยวกับตัวพี่เดือนผิดไป”
       เดือนแย้ง
       “เดือนเองนั่นแหละที่...”
       ดำแทรกขึ้น
       “ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงเราสองคนนะคะ หลังจากนี้เราจะติดต่อกันเสมอ หนูดีใจที่ได้มีครอบครัวอย่างคนอื่นเขาแล้ว และครอบครัวนี้ก็เป็นพี่สาวที่หนูรักมากด้วย”
       ดำพยักหน้ายิ้มให้เดือน
       “พี่ขอโทษสำหรับเรื่องที่ผ่านมา และขอบใจดำสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำเพื่อพี่พี่ก็รักดำนะ”
       สองพี่น้องกอดกันแน่น นักข่าวถ่ายรูปนั้นไว้ ทุกคนมองทั้งสองอย่างปลาบปลื้มใจ
      
       ภาพของดำกับเดือนกลายเป็นภาพข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ พาดหัว
       “พี่สาวมิสดอลลี่ยอมรับ เป็นน้องสาวจริง...แฮปปี้เอ็นดิ้ง พี่สาวไฮโซยอมรับดำเป็นน้อง”
      
       ดำได้ออกรายการทีวี พิธีกรดำเนินรายการ
       “ในที่สุดเรื่องราวของดำหรือดลินก็จบลงอย่างแฮปปี้เอ็นดิ้งนะคะ ดำกับแม่เคยออกรายการตามหาพี่สาวที่ชื่อเดือน วันนี้ดำกับเดือนก็ได้พบกันแล้วเดือนยอมรับว่า ที่ผ่านมาเธอไม่กล้ายอมรับดำว่าเป็นน้องเพราะห่วงภาพลักษณ์ของตัวเอง แต่ความดีของดำทำให้เธอยอมรับและรักน้องคนนี้อย่างสุดหัวใจ และดำกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงที่สวยมาจากข้างใน เป็นไอดอลของวัยรุ่นหลายๆ คนในยุคนี้ ขอเชิญพบกับดำหรือดลินได้เลยค่ะ”
       ดำในชุดสวยออกมาสวัสดีและโบกมือผู้ชม เสียงผู้ชมตบมือกึกก้อง จอร์จอยู่ในกลุ่มผู้ชมนั้นด้วย ดำสบตากับเขา จอร์จยกนิ้วให้กำลังใจ
      
       ดำออกมาจากห้ออัดหลังจากอัดรายการเสร็จแล้ว เธอมาหาจอร์จที่รออยู่
       “เป็นไงบ้างคะครู”
       “ดำตอบได้ดีมาก”
       “ก็ตอบตามที่ครูสอนมา ครูไม่ผิดหวังในตัวหนูแล้วใช่ไหมคะ”
       จอร์จจับไหล่ทั้งสองข้างของดำไว้
       “ไม่เลย ครูภูมิใจในตัวเธอด้วยซ้ำ”
       ดำมองจอร์จอย่างซึ้งใจ
       “ตลอดเวลาที่ผ่านมา ครูช่วยหนูทำไม ทำไมต้องทำดีกับหนูขนาดนี้”
       “ฉันช่วยเธอเพราะอยากให้เธอได้ช่วยคนอื่นๆ”
       “หนูจะช่วยคนอื่นได้ยังไง ลำพังตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย”
       “ถ้าเธอทำให้ชีวิตตัวเองประสบความสำเร็จได้ ถึงเวลานั้นก็จะรู้ว่าจะช่วยใครต่อใครได้ยังไง”
       ดำมองจอร์จอย่างประทับใจ แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่
      
       เขมวรรณพาเดือนเข้ามาในบ้าน
       “เดี๋ยวแม่ให้ไพไปช่วยเก็บของนะจ๊ะ”
       เดือนรับคำ ขจิตเดินเข้ามา เดือนเข้าไปไหว้
       “คุณยายขา หนูคิดถึงคุณยายจังค่ะ”
       ขจิตประคองแขนสองข้างของเดือนขึ้นมา แล้วโอบไว้
       “ขวัญเอ๋ยขวัญมานะหลานยาย”
       “หนูขอโทษนะคะที่ทำให้คุณยายเป็นห่วง”
       “เอาเถอะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว ทุกคนในโลกต้องรู้จักผิดพลาดด้วยกันทั้งนั้น”
       “คุณยายคะ...เดือนรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก อะไรควรไม่ควร แต่...คนเรา...บางทีก็...อยากจะทำผิดๆ เหมือนกัน เพราะ...เพราะ...”
       “ยายรู้เดือน ยายรู้ว่าหนูรู้สึกยังไง เสียใจยังไง ไม่เฉพาะแต่หนูกับแม่หรอก ยายเองก็เหมือนกัน แต่...นั่นแหละ ยายว่าหนูยังมีโอกาสประคับประคองตัวเองต่อไปอีกได้”
       เขมวรรณเข้ามาปลอบ
       “ถึงอะไรๆ มันจะเปลี่ยนไปบ้าง แม่กับยายก็ไม่ทิ้งหนูหรอกเดือน”
       “ขอบคุณค่ะคุณแม่ คุณยาย”
       เดือนเข้าไปกอดแม่กับยายไว้ ดนัยธรเดินเข้ามาเห็นก็ชะงัก เดือนเงยหน้าเห็น
       “คุณพ่อ...”
       ดนัยธรเดินออกไปอย่างรู้สึกผิด
      
       เดือนเข้ามาหาดนัยธร
       “คุณพ่อขา”
       ดนัยธรหยุดมอง เดือนยกมือไหว้
       “เดือน...พ่อขอโทษ ขอโทษสำหรับเรื่องบ้าๆ ที่ทำลงไป”
       “ไม่เป็นไรค่ะคุณพ่อ เดือนไม่เคยถือโทษโกรธคุณพ่อเลย เดือนต้องขอบคุณคุณพ่อที่เลี้ยงดูเดือนมาตลอด”
       “กลับมาอยู่บ้านนะเดือน พ่ออยากให้บ้านเรากลับมาเป็นเหมือนเดิม เหมือน...ตอนที่เดือนยังเด็กๆ”
       เดือนมองดนัยธรน้ำตาคลอ
       “เดือนขอไปเรียนต่อก่อนนะคะคุณพ่อ แล้วเดือนจะกลับมาเป็นลูกของคุณพ่ออีกครั้ง”
       ดนัยธรพยักหน้าอย่างยอมรับ
       “ทุกอย่างก็แล้วแต่ลูกเถอะ ขอให้ลูกโชคดีนะเดือน พ่อจะรอวันที่ลูกสำเร็จกลับมา”
       “ขอบคุณค่ะคุณพ่อ”
      
       เดือนก้มลงกราบ ดนัยธรน้ำตาคลอประคองให้ลุกขึ้น เขมวรรณกับขจิตยืนมองอยู่ ขจิตลูบหลังปลอบเขมวรรณว่าทุกอย่างกำลังจะดีขึ้นแล้ว
      
   
      จรูญศรีกลับเข้ามาในบ้านกับโจ้และจิ๋ม ปากบ่นอุบหลังจากไปด่าเสี่ยกลับมา
      
       “โอ๊ย...ไอ้เสี่ยเวรนั่นมันเลวที่สุด หาว่าลูกจิ๋มมีชู้ มันเลยไปมีกิ๊กบ้าง ไม่มีความรับผิดชอบ ผู้ชายนี่มันเลวจริงๆ”
       “อ้าว...แม่ นี่เท่ากับด่าโจ้ด้วยนะ”
       “จ้าๆ ยกเว้นลูกโจ้คนนึง” จรูญศรี​ประคองหน้าลูกชาย “โจ้ของแม่น่ารักที่สุด”
       “จิ๋มไม่กลับไปอยู่กับมันแล้วนะแม่ จิ๋มจะขอหย่า”
       จรูญศรีรีบห้าม
       “ใจเย็นๆ ลูกจิ๋ม หย่าแล้วจิ๋มจะเลี้ยงจัมโบ้ยังไง”
       “ก็ให้ไอ้เสี่ยมันเลี้ยงไปสิ”
       โจ้กระซิบ
       “แต่อย่าลืมนะว่าจัมโบ้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเสี่ย”
       จิ๋มกระทืบเท้าโวยวาย
       “ไม่ใช่ก็ช่างมันสิ จิ๋มไม่อยากได้มาตั้งแต่แรกแล้ว จะไปเอาออกแม่ก็ห้าม”
       จรูญศรีหน้าตื่น
       “จุ๊ๆๆ อย่าเสียงดังไป เดี๋ยวคนอื่นได้ยินก็รู้กันหมดหรอก”
       “แม่รับเลี้ยงไอ้จัมโบ้มันเองก็แล้วกัน ทั้งดื้อทั้งซนยังกะลิง เอาแต่ใจตัวเอง จิ๋มไม่อยากเลี้ยงแล้ว”
       จรูญศรีหนักใจ
       “งั้นแกก็ต้องหัดทำงานบ้าง เอาเงินมาส่งเสียไอ้จัมโบ้มัน ไปช่วยจ้อยมันที่ผับก็ได้”
       “ไม่เอาๆ จิ๋มไม่อยากทำงานกลางคืนทุเรศๆ แบบนั้น”
       จิ๋มรีบเดินเข้าบ้าน จรูญศรีตามไป โจ้มองตามเซ็งๆ
       “เดี๋ยวสิลูกจิ๋ม ลูก...”
       แต่แล้วทั้งสามก็หยุดกึก มองไปที่รถซึ่งจอดอยู่ จรูญศรีแปลกใจ
       “เอ๊ะ...ใครมาบ้านเราเนี่ย แล้วยัยจ้อยยังไม่ไปผับอีกเหรอ”
       จรูญศรีมองเข้าไปในบ้านอย่างแปลกใจ
      
       โจ้ จรูญศรีกับจิ๋มเข้ามาในบ้าน เห็นชาย 3 คนกำลังหยิบของในบ้านมาดู และจดใส่กระดาษ จรูญศรีหน้าตื่นตกใจ
       “ว้าย...ไอ้หัวขโมย โจ้จัดการ”
       ชายทั้งสามหันมาตกใจ แต่ยังไม่ทันอธิบายอะไร จรูญศรีก็หยิบไม้กวาดใกล้มือไปไล่ตี
       “ไปให้พ้นนะ ไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจ”
       โจ้เข้าไปล็อคคอชายอีกคนไว้ แล้วเตะต่อย ชายอีกคนเข้ามาช่วยห้าม
       “เดี๋ยวครับคุณนาย พวกเราไม่ใช่ขโมยครับ”
       “ยังจะโกหกอีก” จรูญศรีสั่งจิ๋ม “หนีไปแล้วโทรเรียกตำรวจเลยจิ๋ม”
       จิ๋มทำท่าจะออกไป จรูญศรียังไล่ตีชายทั้งสาม โจ้ไล่เตะเจ้าหน้าที่ จ้อยรีบออกมาห้าม
       “โจ้อย่า...พอแล้วแม่ เขาเป็นเจ้าหน้าที่แบงก์ ไม่ใช่ขโมยหรอก”
       โจ้ จรูญศรี จิ๋มชะงัก มองหน้าจ้อยงงๆ
       “เจ้าหน้าที่แบงก์มาทำอะไรที่นี่”
       จ้อยอึกอัก เจ้าหน้าที่ออกมาอธิบาย
       “เราจำเป็นต้องเข้ามาตรวจสอบบ้านกับทรัพย์สินภายในบ้าน เพื่อประเมินราคาครับ เพราะคุณจำแลงศรี ได้นำบ้านและที่ดินไปจำนองกับธนาคารไว้”​​​
       “ทำไมฉันไม่เห็นรู้เรื่อง” จรูญศรีมอหน้าจ้อย “แกเอาบ้านไปจำนองไว้ตั้งแต่เมื่อไร”
       จ้อยหน้าเจื่อน
       “ก็ตอนที่ผับขาดทุนสิแม่ จ้อยเลยต้องเอาบ้านไปจำนอง เอาเงินมาหมุนก่อน”
       จรูญศรีถึงกับเซ
       “หา...นังจ้อย ทำไมถึงทำแบบนี้”
       “ก็แม่ไม่ยอมช่วยจ้อย จะให้จ้อยทำยังไง”
       โจ้ตะลึง
       “หมายความว่า...แบงก์จะมายึดบ้านเราเหรอ”
       จิ๋มตกใจ
       “เราจะไม่มีที่อยู่กันแล้วเหรอแม่”
       จรูญศรีโวยวาย
       “ไม่ได้นะจ้อย แม่ไม่ยอม แกเอาบ้านคืนมา”
       จ้อยหน้าสลด
       “มันสายไปแล้วแม่”
       จรูญศรีเซอีกที โจ้เข้าไปประคองไว้ เสียงกริ่งดังขึ้น
       “ใครมาอีกล่ะเนี่ย โจ้ไปดูทีซิใครมา”
       โจ้ออกไปอย่างหงุดหงิด
      
       โจ้ออกมาหน้ารั้วบ้านชะงักตกใจเมื่อพบว่าคนที่มากดกริ่งเป็นตำรวจ
       “มาหาใครครับ”
       “เรามาขอพบคุณเจริญศักดิ์ครับ”
       “ผมเอง มีอะไรครับคุณตำรวจ”
      
       ในบ้าน...จรูญศรียังโวยวายใส่เจ้าหน้าที่ธนาคารและจ้อย
       “ไม่ได้นะ จะยึดบ้านนี้ไปไม่ได้ ฉันไม่ยอม”
       เสียงโจ้ดังเข้ามา
       “แม่... ช่วยโจ้ด้วยแม่”
       จรูญศรีตกใจเมื่อได้ยินเสียงโจ้
       “อะไรกันอีกเนี่ย ใครทำอะไรลูกโจ้”
       จรูญศรีรีบออกไป พอเห็นตำรวจก็ดีใจ นึกว่ามาเพราะจิ๋มโทรเรียก
       “คุณตำรวจนี่เอง มาเร็วทันใจจริง เข้าไปจับพวกมันเลยค่ะ พวกมันบุกรุกบ้านฉัน”
       จรูญศรีเปิดประตูให้ โจ้หน้าซีด
       “แม่...อย่าแม่”
       “ให้มันเข้าไปจับไอ้พวกนั้น”
       ตำรวจเข้ามาจับกุมตัวโจ้ไว้ จรูญศรีรีบบอก
       “ไม่ใช่คนนี้ค่ะคุณตำรวจ คนร้ายอยู่ข้างใน เข้าไปจับมันเลย”
       ตำรวจชี้โจ้
       “คนนี้คือคุณเจริญศักดิ์ใช่ไหมครับ”
       จรูญศรีพยักหน้า
       “ชะ...ใช่ค่ะ”
       “งั้นเราจับถูกคนแล้วครับ เรามีหลักฐานคลิปที่คุณเจริญศักดิ์พยายามข่มขืนผู้หญิงคนนึงในคอนโดของเขา”
       จรูญศรีชะงักอึ้ง
       “คลิปอะไรกันโจ้ แกไปทำอะไรใคร”
       “โจ้...เอามือถือไปซ่อม รูปที่โจ้ถ่ายคลิปกับเดือนมันก็เลยหลุดไป”
       จรูญศรีถึงกับเป็นลมล้มพับลงไป โจ้รีบเข้าไปประคอง
      
       “โธ่...แม่ แล้วใครจะช่วยโจ้


  


       วันใหม่...ไวภพจูงมือเดือนมาตามทางในสวนของหมู่บ้าน
      
       “ไวไม่อยากให้เดือนไปเลย เดือนเรียนที่นี่อีกสองปีก็จบแล้ว ทำไมต้องไปด้วย”
       “เดือนตัดสินใจแล้วค่ะ บางทีเวลาอาจจะเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักของเราสองคนได้นะคะ”
       ไวภพกุมมือเดือนไว้
       “ไม่ว่าเดือนจะเป็นยังไง เป็นใครมาจากไหนก็ไม่สำคัญ ไวรักเดือนเพราะตัวเดือน ไม่ใช่อย่างอื่น”
       “แล้วพ่อแม่ไวละคะ”
       “ไวจะทำให้ท่านยอมรับเดือนให้ได้”
       “งั้นไวก็รอเดือนได้นะคะ”
       “ถ้าต้องรอผมก็จะรอครับ แล้วเดือนล่ะ”
       “เดือนจะกลับมาพร้อมกับ...ใบปริญญา รับรองจะไม่มีคนอื่น”
       “สัญญาแล้วนะ”
       “สัญญาสิคะ แล้วไวล่ะ”
       “ผมสัญญาว่าเรียนจบแล้วจะตามเดือนไปเรียนต่อโทที่นั่น ดีไหม”
       “ดีค่ะ”
       ไวภพกับเดือนเกี่ยวก้อยสัญญากัน ชายหนุ่มกอดหญิงสาวไว้แน่น เธอซบลงกับอกของเขาอย่างรู้สึกอบอุ่นและมั่นคงกว่าเคย
      
       ดำเข้ามาในคลินิก
       “พี่หวาน หนูกลับมาแล้ว ครูจอร์จอยู่หรือเปล่า”
       ใจหวานกำลังเก็บของ
       “อ้าว...ข้าวของหายไปไหนหมด หนูไปทัวร์คอนเสิร์ตแป๊บเดียวจะย้ายคลินิกเลยเหรอ”
       “ครูจอร์จไปฟิลิปปินส์แล้ว”
       “ไปเที่ยวเหรอพี่หวาน ไม่เห็นบอกหนูเลย”
       “เปล่า เขาได้งานใหม่เป็นอาสาสมัครที่นั่น”
       ดำตกใจ
       “อะไรนะ”
       “ครูจอร์จกำลังจะย้ายไปอยู่ฟิลิปปินส์เดือนหน้า ไปนานตั้งสองปีแน่ะ”
       ดำ รู้สึกเหมือนโลกจะถล่ม ถามใจหวานย้ำด้วยเสียงที่เปล่งออกมายากเย็น
       “สองปีเลยเหรอ”
       “ใช่ เขาต้องไปประจำที่นั่นสองปี”
       ดำกล้ำกลืนก้อนแข็งๆที่จุกคอหอยขึ้นมา
       “ทำไมไปนานจัง ไม่เห็นเขาบอกหนูเลย”
       ดำน้ำตาไหลออกมาอย่างเสียใจ ใจหวานเข้ามาลูบหลังปลอบและกอดดำไว้
       “แกโตแล้วนะดำ ต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ชีวิตมันก็อย่างนี้แหละดำเอ๊ย ที่ผ่านมาแกก็ไม่ได้คิดอะไรกับหมอจอร์จไม่ใช่เหรอ”
       “อย่างน้อยเขาน่าจะบอกหนูบ้าง ครูจอร์จใจร้าย ใจร้ายที่สุด”
       ดำยังอึ้ง ใจหวานมองอย่างสงสาร
      
       อัลบั้ม “ไม่สวยแล้วไง” ของดำออกวางแผง...ดำให้สัมภาษณ์ออกรายการต่างๆ พร้อมโปรโมทอัลบั้มเพลง “ไม่สวยแล้วไง” ของดำ ดลิน ฮิตติดชาร์จขึ้นอันดับหนึ่งของรายการวิทยุสี่สัปดาห์ติดต่อกัน...ดำร้องเพลงออกคอนเสิร์ต มีแฟนคลับถือป้ายไฟตามเชียร์ ดำลงมาด้านล่างเวที แจกลายเซ็นกับแฟนคลับ
      
       ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า...เด็กนั่งฟังดำร้องเพลงอย่างตั้งใจและมีความสุข ด้านหลังจอร์จเดินมาหยุดอยู่ในมุมมืด ฟังดำร้องเพลงอย่างตั้งใจ ดำร้องจนจบ ได้รับเสียงตบมือกึกก้องชอบใจ เธอโค้งให้คนดู
       “ขอให้น้องๆ ทุกคนตั้งใจเรียนหนังสือ และทำตัวเป็นเด็กดีนะคะ ถ้าอยากเป็นอะไรก็พยายามไปให้สุดฝัน ทำให้เต็มที่ ไม่มีอะไรยากเกินไปหรอกค่ะถ้าเราตั้งใจ ถึงแม้เราจะไม่มีครอบครัวเหมือนอย่างคนอื่น แต่เราก็ทำตัวของเราให้ดีกว่าคนอื่นได้ ซักวันต้องเป็นวันของเรา พี่ดำจะเป็นกำลังใจให้นะคะ สู้ ๆ ค่ะ”
       ทุกคนตบมือให้ จอร์จยิ้มชื่นชมแอบปลื้มที่ดำเอาคำสอนของตนมาสอนน้องๆ ดำมองไปรอบๆ ก็เห็นจอร์จซึ่งยืนอยู่ในมุมสว่างเล็กน้อย เธอชะงักกึก เขม้นมองจนแน่ใจ
       “ครูจอร์จ...”
       ดำรีบลงจากเวทีทันที วิ่งฝ่าผู้คนออกไปหาจนถึงที่เห็นเขายืนอยู่
       “ครูจอร์จคะ”
       ดำเข้าไปแตะบ่าชายคนหนึ่งที่ยืนหันหลังอยู่และคล้ายจอร์จ แต่พอเขาหันมาเธอก็ผิดหวัง เพราะกลายเป็นชายอื่นที่ไม่ใช่จอร์จ
       “ขอโทษค่ะ”
       ดำมองหาอย่างเศร้า
      
       ดำเดินออกมา จะขึ้นรถตัวเองกลับบ้าน รถคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบ ดำพยายามโบกมือไล่ให้ไป แล้วเดินเลี่ยงไปอีกทางแต่เสียงแตรรถคันนั้นดัง ดำชะงักหันไปมองอย่างไม่แน่ใจ จอร์จลงมาจากรถ ผายมือให้ดำเข้าไปนั่งข้างเขา ดำตะโกนลั่นออกมาอย่างดีใจ
       “ครูจอร์จ...”
       จอร์จยิ้มให้ ดำโผเข้าไปกอดอย่างดีใจ ละล่ำละลักถาม
       “ครู...กลับมา...แล้วเหรอคะ ครูจอร์จตัวจริงใช่ไหม”
       “ฉันกลับมาหาเธอไงล่ะ”
       ดำมองหน้าจอร์จงงๆ น้ำตาไหลออกมา
       “อย่ามาหลอกหนูเลย ไหนพี่หวานบอกว่าจะไปสองปี”
       “หวานคงล้อเธอเล่นละมั้ง”
       “อย่าไปอีกนะคะครู อย่าทิ้งหนูไปอีกนะ”
       ดำโผเข้ากอดเขาอีกครั้ง จอร์จกอดตอบอย่างอ่อนโยน
      
       เย็นนั้น จอร์จจูงมือดำมาถึงริมน้ำ มองดูพระอาทิตย์ที่กำลังจะลับขอบฟ้า
       “ที่จริงฉันไม่ได้ไปไหนไกลหรอกนะ แค่ไปสอนหนังสือเด็กกับเป็นหมออาสาสมัครที่ชายแดน แต่อยากทดสอบเธอว่าจะคิดถึงฉันบ้างไหม”
       ดำหยิกเขาเบาๆ
       “ทดสอบอะไรนักหนา หนูหัวใจจะวาย”
       “คนอย่างเธอมีหัวใจด้วยเหรอ”
       ดำเข้าใจคำตัดพ้อของเขา
       “มีสิคะ หนูเพิ่งรู้ใจตัวเองตอนครูไป ก่อนหน้านั้น หนูไม่กล้ารักใครอีกเพราะกลัวจะผิดหวังเหมือนที่ผ่านมา”
       “ถ้ามัวแต่กลัวผิดหวัง เธอก็จะไม่สมหวังหรอกนะ เพราะสองอย่างนี้มันมักจะมาคู่กันเสมอ”
       “ก็หนูมักจะผิดหวังมากกว่าสมหวังนี่”
       “แต่ตอนนี้เธอสมหวังเกือบทุกอย่างแล้ว เพราะเธอมีความพยายาม”
       “หนูทำตามที่ครูสอนแล้วด้วยนะคะ ในที่สุดหนูก็มีโอกาสทำอะไรที่ดีให้คนอื่นๆที่เกิดมาด้วยความไม่ตั้งใจอย่างหนู”
       “ครูภูมิใจในตัวเธอจริงๆ ดำ”
       “ครูอย่าทิ้งหนูไปอีก คอยเป็นกำลังใจให้หนูต่อไปนะคะ”
      
       จอร์จกอดดำไว้แทนคำตอบ เธอซบลงกับไหล่ของเขาอย่างรู้สึกอบอุ่นใจ ที่รู้ว่าต่อจากนี้เธอจะไม่ได้อยู่เพียงคนเดียว แต่จะมีเขาอยู่เคียงข้างตลอดไป
      
+++++จบบริบูรณ์+++++
กลับไปยังรายบอร์ด