กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       เวลาต่อมา แช่มยืนเกาะลูกกรงห้องขังบนโรงพักร้องไห้โฮๆ โดยมีช้อยนั่งร้องไห้ระงมอยู่ด้านนอก
      
       “แม่จ๋า ชั้นไม่อยากติดคุก แม่ช่วยชั้นด้วย ช่วยชั้นนะแม่”
       “แม่ก็อยากจะช่วยแก แต่แม่จนปัญญาแล้วลูก”
       “ไปหาคุณนายสนสิ ขอคุณนายสนช่วยชั้นนะแม่ ขอให้เขาบอกหมวดเทิดศักดิ์ปล่อยชั้น”
       คำพูดลูกชายกระแทกเข้าที่หน้าช้อยเหมือนเรียกสติได้คิดขึ้นมา
       “จริงสิ คุณสน คุณสน สัญญาว่าจะช่วยนี่นา”
       ช้อยรีบลุกพรวดทันที แช่มงง
       “แม่จะไปไหน”
       “ไปหาทางช่วยแก”
       ช้อยเดินออกจากหน้าห้องขังไป สวนกับหมวดเทิดศักดิ์ที่เดินตรงเข้ามาหา
       “จะกลับแล้วหรือยัยช้อย”
       “เจ้าค่ะ”
       “ยังกลับไม่ได้ ชั้นมีอะไรจะถามหลายเรื่อง”
       “เอ้อ...”
       “ไปที่ห้องสอบสวนยัยช้อย”
       “เจ้าค่ะ ไปเจ้าค่ะ”
       ช้อยเดินตามเทิดไป แช่มมองตามตาละห้อย พยายามยื่นมือออกมานอกลูกกรง
       “แม่...”
      
       สองคนอยู่ในห้องสอบสวนบนโรงพัก เทิดศักดิ์สอบถามช้อยทุกเรื่องทั้งหมดทั้งปวงที่สงสัย
       “ขอบใจที่ตอบข้อสงสัยชั้น หวังว่าที่พูดมานั่นคือความจริงทั้งหมด”
       “ความจริงแน่นอนเจ้าค่ะ”
       “ถ้าเช่นนั้น ตอบมาว่าปืนที่นายแช่ม ยิงสู้กับชั้นหายไปไหน
       ช้อยสะดุ้งนิดหนึ่ง แล้วรีบส่ายหน้า
       “ช้อยไม่เห็นจริงๆ เจ้าค่ะ เห็นมันวิ่งมาตัวเปล่าเล่าเปลือยนะเจ้าคะ”
       “แต่เขายิงปืนใส่ชั้น รู้ไหมนี่คือข้อหาพยายามทำร้ายพนักงาน ขณะปฏิบัติหน้าที่”
       “เอ้อ แต่ถ้ามันไม่มีปืนจริงๆ มันจะรอดพ้นคดีใช่ไหมเจ้าคะ”
       “อย่าทำหัวหมอใส่ชั้น กลับไปได้แล้ว”
       “เอ่อ เจ้าค่ะ”
       ช้อยรีบไหว้แล้วออกไปทันที เทิดมองตาม
       “ทุกเรื่องที่ยัยช้อยตอบ มีแม่สนมาเกี่ยวข้องไปซะทุกเรื่อง แม่ช่างน่าเป็นห่วงเหลือเกิน”
       เทิดศักดิ์หนักใจเรื่องสนมากมาย
      
       วันต่อมา สนพยายามฉอเลาะประจบขุนภักดีที่แวะมาหา แต่นั่งมองหน้าสนนิ่งและนาน
       “วันนี้พี่ขุนมาหาสนเป็นพิเศษ ทั้งที่ไม่ใช่วันของสน สนดีใจเหลือเกินค่ะ เอนหลังสักนิดนะคะ สนจะไปหาน้ำท่าขนมมาให้รับประทาน”
       “ขอบใจมากสน พี่ไม่เอนหลังดอก พี่ไม่อยากกินอะไรทั้งนั้น”
       “อุ๊ยตาย นี่พี่ขุนอย่าบอกนะ ว่าจะมาคุยกระจู๋กระจี๋กับสนตามลำพังยามบ่าย”
       “ไม่ใช่ดอก วันก่อนพี่ จับคนต้มเหล้าเถื่อนแถวบ้านเรานี่เอง” ขุนภุกดีว่า
       “คนต้มเหล้าเถื่อน” สนชักเอะใจ
       “มันว่ามันรู้จักสน”
       “ต๊าย”
       “สนรู้จักมันรึ”
       “สนไม่เคยไปรู้จักมักจี่อะไรกับไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนที่ไหนคะพี่ขุน”
       “นั่นน่ะสิ พี่ก็นึกแล้วว่ามันตีขลุมว่าสนิทกับสน หวังจะให้พี่ปล่อยมัน”
       “ตอนนี้มันอยู่ที่ไหนคะ”
       “ตะรางน่ะสิ”
       “มันจะถูกขังนานไหมคะ”
       “ก็ตามที่กฎหมายกำหนดไว้นั่นแหละ”
       “มันใส่ร้ายอะไรสนบ้างหรือเปล่าคะ” สนลองหยั่งเชิง
       ขุนภักดีนิ่งงันไป เสียงคนต้มเหล้าเถื่อนต่อว่าท่านขุนเรื่องดีแต่จับเหล้าเถื่อนไม่ไปจับคนในบ้านดังก้องในหู
       “เปล่า” ขุนภักดีบอก
       สนแอบถอนหายใจโล่งอก ท่านขุนลุก สนบ่นตัดพ้ออย่างน้อยใจ
       “เพิ่งมานั่ง จะไปแล้วหรือคะ พี่ขุน
       “ไปแวะเรือนคุณแม่น่ะ”
       ขุนภักดีเดินลงเรือนไป สนมองตามเริ่มไม่สบายใจ
       “นี่มันอะไรกันหว่า ศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ความวัวเรื่องไอ้หนัก ไอ้แช่ม ยังไม่ทันหาย ความควายไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนเข้ามาแทรก ปล่อยไว้นานไป มันอาจบอกพี่ขุนเรื่องเราไปเช่าเรือมัน”
       สนหงุดหงิดงุ่นง่านไปหมด ก่อนจะตะโกนเรียกสาวใช้
       “อีเล็กๆ หายไปไหน ใครก็ได้ไปตามไอ้สายมาสิ”
      
       เวลาต่อมาไอ้สายยิ้มแป้น แบเงินในมือห้าตำลึงออกมามองท่าทางดีใจมาก
       “ตั้งห้าตำลึง ค่าไปสอดแนมไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนว่ามันพูดถึงคุณนายสนว่าอย่างไร”
       สายมองซ้ายแลขวา จะย่องออกไปทางหลังบ้าน เอกปราดมาขวาง
       “จะไปไหนไอ้สาย”
       สายตกใจ ชะงัก “ไปเอ้อ ไปข้างนอกจ้ะ พี่เอก”
       “รู้แล้วเพราะเท้าเอ็งก้าวไปนอกบ้าน ข้าหมายความว่า เอ็งจะไปทำ อะไรที่ไหน”
       “ไปเยี่ยมแม่จ้ะ แม่ป่วย”
       “พวกเอ็งเหมือนกันทั้งนั้น เวลาจะหนีเที่ยวเอ็งแช่งพ่อแช่งแม่ว่าป่วยทุกคนเกิดแกตายไปจริงๆ ละมึงเอ๊ย นรกกินกบาล” เอกพูดเหน็บ อย่างรู้ทัน
       “ไม่ได้โกหก แกป่วยจริงๆ จ้ะ”
       เอกส่ายหัวคร้านจะสอบถาม แม้นมั่นใจว่าสายโกหก
      
       ฟากเนียนนั่งครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยเงียบๆ ตามลำพัง สีหน้าเนียนดูเศร้าสร้อยนัก
       “แม้นว่าความจริงไม่ได้ถูกเปิดเผย แต่ทั้งแดงน้อย หนูติ๋วหนูอี๊ดก็ได้ดีมีสุขมีอนาคตกันหมดทุกคน แค่นี้แม่ก็ไม่ต้องการสิ่งใดอีกแล้วลูกเอ๊ย”
       เนียนคิดแล้วยิ้มออกมาได้
      
       ฝ่ายขุนภักดีอยู่ระหว่างเดินจากเรือนสนจะมาเรือนตนเอง มองไปเห็นเนียนพอดี
       “เนียน”
       ขุนภักดีหยุดชะงัก คิดไปคิดมา
       “ทำไมสนต้องไปเช่าเรือให้เด็กสองคนนั่นพายเล่น มีเจตนาร้าย อย่างที่ไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนมันพูดหรือเปล่า สนเช่าเองแล้วทำไม กล่าวหาว่าเด็กติ๋วชวนหนูอี๊ดไป”
       ภาพตอนที่ตนฉุดกระชากลากเนื้อทองมาเฆี่ยนตีผุดขึ้นมาหลอกหลอนอีกครา
       “เราบุ่มบ่ามไม่ดูเหตุดูผล ทุบตีคนโดยไม่ฟังความสองฝ่าย”
       ขุนภักดีมองไปที่เนียนอีก ขยับเดินเข้าไปใกล้อีก
       “ถ้ายัยติ๋วเป็นลูกเรา” ท่านขุนมองดูสองมือของตัวเองแล้วสะท้อนใจ “แล้วเราโบยตีลูกขนาดนั้น เราก็พ่ออำมหิตแท้ๆ หัวอกแม่อย่างเนียนคงปวดร้าวเป็นที่สุด โธ่เอ๊ย..เนียน”
      
       ขุนภักดีเขยิบเข้าไปฟังใกล้อีก


  


       เนียนนั่งเศร้าสร้อยอยู่ที่เดิม ขณะที่ขุนภักดีอยู่อีกทางกำลังจะขยับปากเอ่ยเรียก
      
       “นะ...”
       เป็นจังหวะที่แดงน้อยเข้ามาอีกทางมาถึงตัวเนียนก่อน
       “สวัสดีครับ น้าเนียน”
       ท่านขุนชะงักถอยฉากหลบมอง เห็นเนียนดีใจมือไม้สั่น ยิ้มกว้างมีความสุขชนิดที่ขุนภักดีไม่เคยเห็นมาก่อน
       “นายอำเภอแดงน้อย”
       เนียนรับไหว้แล้วทำท่าราวกับจะโอบกอดแดงน้อย
       “นี่มันอะไรกัน ทำไมเนียนดีใจและดูมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนขนาดนี้ แดงน้อยสำคัญกับเนียนมากนักรึ แปลกแท้ๆ อีกแล้ว”
       ท่านขุนฉงน ไม่ยอมไปไหนต่อ กลัวสองคนเห็น จึงฉวยโอกาสแอบฟังไปด้วย
      
       เนียนยิ้มแย้มสีหน้าระรื่นเปี่ยมสุข แดงน้อยพูดคุยกับเนียนต่ออย่างสุภาพ แววตาเปล่งประกาย สุขใจอย่างประหลาด
       “ผมคิดถึงน้าเนียนมากครับ อยากมากราบเยี่ยม แต่งานรัดตัวเหลือเกิน”
       “ขอบคุณมากค่ะ ที่เมตตาคนแก่ รู้ว่าคนแก่มีความสุขที่ได้พบนายอำเภอ”
       “พุทโธ่ น้าเนียนครับ เรียกผมแดงน้อยสั้นๆก็พอ ไม่ต้องเรียกนายอำเภอ”
       “คำว่านายอำเภอ มันช่างน่าภาคภูมิใจ ขอให้น้าเรียกคำนี้ต่อไปเถิด นะคะ”
       “ถ้าเป็นเช่นนั้นผมก็ไม่ขัดข้องดอกครับ”
       “มาจากที่ทำงานมาเหนื่อยๆ รอสักครู่ น้าจะไปหาอะไรมาให้รับประทาน”
       “รบกวนมากเกินไปแล้วครับ”
       “ไม่รบกวนดอกค่ะ น้าเต็มใจอยากทำอะไรให้นายอำเภอมากเท่าที่จะทำได้ค่ะ”
       เนียนจับมือจูงแขนแดงน้อยให้มาลงนั่ง เอามือลูบหัวแดงน้อย อย่างชื่นชมสุขใจ ก่อนเดินจากไป แดงน้อยมองตามเนียนพึมพำ
       “เราจำแม่ไม่ได้ นึกวาดภาพออกมาทีไร ใกล้เคียงกับน้าเนียนทุกที”
      
       ส่วนขุนภักดี มึนไปหมดกับภาพที่เห็น
       “สองคนนี่ถ้าดูดีๆ ก็ราวกับแม่ลูกรักกัน แต่ถ้าดูร้ายๆ ก็คล้ายจะเล่นชู้กันนี่กระมังที่มักเป็นเหตุให้ใครเข้าใจเพราะคำยุยงของคนเลวทรามเช่นนางช้อย”
       ขุนภักดีเกิดนึกถึงภาพเสือหนักกับเนียนพูดจาพลางโอบกอดกันเมื่อ 20 ปีก่อนขึ้นมา
       “ผู้ชายคนนั้นเมื่อยี่สิบปีที่แล้วนั่นเป็นใครกัน ทำไมเนียนถึงมีผู้ชายให้แสดงความรักใคร่หลายคนนัก”
       ขุนภักดีมึนตึ๊บ สับสนไปหมด
      
       เวลาเดียวกันในห้องขังบนโรงพัก มีชายคนต้มเหล้าเถื่อนกับแช่มยืนปะปนอยู่ด้วยกัน
       ไอ้สายมาถึงหน้าห้องขังบนโรงพัก แล้วมายืนแอบฟังพอดี ไม่ได้ทำท่าว่าจะมาเยี่ยมใครทำเหมือนมาเยี่ยมคนอื่น เพราะสนส่งมาดูลาดเลา ว่าชายคนต้มเหล้าเถื่อนว่าพูดอะไรไปบ้าง
       โดยคนต้มเหล้า มายืนเกาะลูกกรง โม้ไม่เลิกอวดอ้างกับแช่ม แต่ถูกแช่มเกทับ
       “ชั้นนี่แหละสนิทกับคุณนายสน”
       “แม่ชั้นตะหากเป็นคนสนิทของคุณนายสน”
       “แต่ผัวคุณนายจับข้ามาใส่ตะราง”
       “ลูกคุณนายจับชั้นมาใส่ตะราง”
       สายได้ยินหูผึ่งถามคนต้มเหล้า
       “น้าชายติดคดีอะไรรึ”
       “เล็กน้อย ต้มเหล้าเถื่อน เอ็งมาเยี่ยมใครรึ”
       “มาเยี่ยมหลานน่ะ แต่หาไม่เห็นแล้ว โดนพาไปศาลแล้วกระมังแล้วไอ้น้องเล่า คดีอะไร”
       “เขาหาว่าชั้นปล้น” แช่มบอก
       “อ้อ...น่าเห็นใจนะ อยากจะฝากอะไรไปบอกญาติไหม จะเอาไปบอกให้”
       คนต้มเหล้าสนใจ “จริงหรือ”
       “จริงสิ ชั้นน่ะเห็นใจคนตกทุกข์ได้ยาก อยากให้พ้นตะราง” สายว่า
       “ชั้นคงพ้นได้ไม่ยากถ้าหากคุณนายสนช่วย”
       “ฮ้า..คุณนายสนจะช่วยน้าได้อย่างไร”
       “เอาอย่างนี้ เอ็งช่วยนำข่าวไปบอกคุณนายด้วยว่า ยังจำไอ้คนที่คุณนายมาเช่าเรือ เมื่อหลายปีก่อนได้ไหม ถ้ายังจำได้ ก็ช่วยให้ข้าออกไปจากตะรางด้วย ไม่อย่างนั้น ข้าอาจจะบอกอะไรบางอย่างที่คุณนายไม่อยากให้ใครรู้” คนต้มเหล้าบอก
       “ได้สิ จะรีบไปบอกคุณนายให้ ได้ความอย่างไรจะกลับมาบอกไปละ”
       สายหันตัวกลับ แต่แช่มเรียกไว้
       “เดี๋ยวสิพี่ชาย ชั้นก็มีเรื่องที่คุณนายสนไม่อยากให้ใครรู้เหมือนกัน”
       “อ้อ...มีทีเด็ดกันทั้งนั้น” สายบ่นงึมงำ
       “ปากชั้นมันก็เบา บางทีอาจเผลอพูดอะไรไปโดยไม่ได้ตั้งใจชั้นอึดอัดมาก ก็อาจอยากพูดอะไรที่คุณนายให้เหยียบไว้”
       “อืม...น่าเห็นใจทั้งสองคน ชั้นจะหาทางบอกให้” สายบอก
       “เอ็งชื่อไรน่ะ” คนต้มเหล้าถาม
       “สอนจ้ะ” สายปด
       “บ้านอยู่ไหนล่ะ” แช่มถาม
       “บ้านท่านขุนภักดีจ้ะ” สายบอก
       สองคนตกใจมาก แต่สายก็ออกไปแล้ว
      
       ด้านเนียนนั่งมองแดงน้อยกินขนม แล้วดื่มน้ำฝนลอยดอกมะลิอย่างอิ่มเอมใจมาก โดยไม่รู้ว่าขุนภักดีแอบมองอยู่
       “อร่อยเหลือเกินครับ ฝีมือน้าเนียนทำเองหรือครับ”
       “ค่ะ น้าทำไว้ทุกวัน รอเผื่อว่าวันไหนนายอำเภอมาชิม ในที่สุดนายอำเภอก็มา”
       “โถ ไม่ต้องทำขนาดนั้นดอกครับ ผมมาวันไหนน้าเนียนมีอะไรผมก็กินได้ทุกอย่าง” แดงน้อยยกน้ำดื่ม “ แหม..น้ำนี่ช่างหอมชวนดื่มมากครับ”
       “น้ำฝนลอยดอกมะลิค่ะ ทั้งขนมหม้อแกง ทั้งน้ำเอากลับไปทานที่บ้านได้นะคะ” เนียนยิ้มบอก
       “ขอบคุณครับ แต่ผมว่ามาทานที่นี่ ทั้งมีความสุข ทั้งอร่อยกว่าทานไปคุยกับน้าเนียนไป ทั้งสบายใจ ทั้งมีความสุข”
       สีหน้าแววตาทั้งเนียนและแดงน้อยมีความสุขกันจริงๆ
       ขุนภักดี งุนงงประหลาดใจมากขึ้นไปเรื่อยๆ
       “มันยังไงกันเหวย ช่างรักใคร่ดีงามต่อกันเกินคนรู้จักธรรมดา นี่ถ้าไม่ได้เรียมเตือนสติเอาไว้ก่อนหน้านี้ คงออกไปยิงมันตาย คาบ้านกันทั้งคู่”
      
       ขุนภักดีอดทนฟังต่อไป


  


       ขณะเดียวกัน เทิดศักดิ์กำลังบีบนวดทองจันทร์ไปมาด้วยใบหน้ายิ้มย่อง ทองตบเข่าฉาดใหญ่
      
       “ผู้หมวดเจ้าเล่ห์ แกมาประจบย่า จะให้หาเมียให้รึ”
       “แหม...คุณย่ารู้ทันผมอีกแล้ว”
       “ย่ะ...เห็นมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย แกอ้าปากย่าก็เห็นลิ้นไก่ ไรฟันแกหมดเรื่องแบบนี้ ต้องอย่าผลีผลามใจร้อน”
       “ผมไม่ใจร้อนดอกครับ เพียงแค่ร้อนใจ อยากขอหมั้นเขาเอาไว้เท่านั้นเองครับคุณย่าครับ ผมกลัวคนอื่นมาตัดหน้าน่ะครับ”
       “คนที่สามารถมาตัดหน้าแกได้ ก็มีแต่พ่อแดงน้อยคนเดียวเท่านั้น ทั้งหล่อทั้งโก้ ทั้งสมาร์ท ทั้งเก่ง”
       “คนอย่างแดงน้อย คงไม่เผาเรือนเพื่อนดอกครับ เราตกลงกันแล้ว”
       “ไฮ้...นี่ไปแอบตกลงกันไว้ตั้งกะเมื่อไหร่”
       “สมัยที่เรายังเรียนกันอยู่ครับ คุณย่าครับ ผมอยากทราบว่าคุณย่าขอเขาให้ผม วันนี้วันพรุ่งเลยได้ไหมครับ”
       “ไอ้หมอนี่คาดคั้นจัง เอาเป็นว่าย่า จะเอ่ยปากบอกเนียนเขาไว้ก่อน”
       “ผมจะไปขอให้คุณนายแม่เรียม ช่วยสนับสนุนอีกแรงนะครับ”
       “ย่ะ สองแรงแข็งขัน” ทองจันทร์ค้อนวงใหญ่
       เทิดศักดิ์ก้มลงกราบบนตักของทองจันทร์ ที่ยามนี้ทั้งเอ็นดูปนหมั่นไส้เทิดศักดิ์
       “เอ๊ะ..ย่า เห็นพ่อแกกลับมาแต่หัววัน แล้วหายแว่บไปทางไหนหรือว่า ไปแอบมองเนียนมันอีกแล้ว”
       “แอบมองน้าเนียนหรือครับ” เทิดศักดิ์ฉงน
       “ย่ะ...พ่อเรามันประหลาดคน รักแรงเกลียดแรง แต่ตัดไม่ขาดนี่แหละเรื่องของสายสวาทมันเวียนหัวย่ะ”
       ทองจันทร์ส่ายหน้า
      
       ด้านแดงน้อยได้โอกาสสอบถามเนียน
       “น้าเนียนคงทราบแล้วว่า ลุงโพล้งกับแม่แพร ย้ายกลับมาบ้านแพน”
       “ทราบจากหนูติ๋วแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ที่พาสองคนนั้นย้ายกลับบ้านเก่า”
       “ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ผมมีหน้าที่ต้องตอบแทนพระคุณแม่แพรกับลุงโพล้ง แกสองคนดูแลผมมานานมากแล้ว สมควรพักผ่อนสักที”
       “ใช่ค่ะ..พวกเขาสองคนสมควรพักผ่อนได้แล้วค่ะ”
       “ยังมีอีกคนที่สมควรพักผ่อนและสมควรให้ผมได้ดูแล ตอบแทนพระคุณที่ท่านส่งเสียผมเรียนจนจบมหาวิทยาลัย แต่ท่านปฏิเสธ คุณลุงน่ะครับ”
       “คุณลุงนายอำเภอหรือคะ” เนียนเริ่มตื่นเต้น
       “ครับ..คุณลุงสิน ท่านเป็นพี่ชายแท้ๆ ของแม่ผม”
       “พี่ชายแท้ๆ ของแม่นายอำเภอ โธ่” เนียนสะเทือนใจทำท่าจะร้องไห้ “โถ..แล้วตอนนี้แกไปอยู่ที่ไหนคะ”
       “นี่แหละครับที่ผมเสียใจ ผมเลยไม่ทราบเลยว่าตลอดเวลาลุงอยู่ที่ไหน ผมกับลุงพบกันเฉพาะเวลาที่ลุงต้องการพบผมเท่านั้น”
       “โธ่...แกคงมีเหตุผลของแกน่ะค่ะ นายอำเภออย่าน้อยใจแกเลยนะคะ” เนียนเข้าใจพี่ชายดี
       “ครับ...เหตุผลของลุงคือท่านอยากไปสงบจิตใจครับ”
       “เป็นเหตุผลที่ดีออกค่ะ”
       “ลุงสินยังเกี่ยวดองเป็นญาติกับคุณแม่สน คุณแม่ของเทิดศักดิ์ด้วย” แดงน้อยบอก
       เนียนตกใจมาก “อะไรกันนี่ จริงหรือคะ”
       “จริงสิครับ เทิดศักดิ์ยังเคยพบลุงสินที่บ้านคุณแม่สนด้วย”
       “ตายจริง”
       เนียนตื่นตระหนกจนขันน้ำหล่นจากมือ
      
       ขุนภักดีแปลกใจมาก
       “สนมีญาติชื่อสินมาหารึ ทำไมสนไม่เคยเอ่ยปากบอก ทั้งที่สนเป็นคนช่างบอกช่างเล่า”
       ท่านขุนยิ่งงุนงงเพิ่มไปเรื่อยๆ
       “เทิดศักดิ์เคยพบนายสินคนนี้ด้วย นายสินเป็นลุงแดงน้อย ทำไมมันอีรุงตุงนังอย่างนี้”
       ขุนภักดีคาใจมาก ตั้งใจจะไปถามเอาความจริงจากเทิดศักดิ์
      
       สองคนพูดคุยกันต่อ
       “แม่แพรกับลุงโพล้งกับน้าเนียนคงอยากพบกันมาก ผมอาสาพาไปพบกันได้นะครับ”
       เนียนน้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม ส่ายหน้าไปมา
       “น้าอยากพบพวกเขามาก แต่น้า..คงไปไม่ได้ดอกค่ะ”
       “มีปัญหาอะไรหรือครับน้าเนียน”
       “ไม่มีดอกค่ะ แต่น้ารับปากใครบางคนเอาไว้ ว่าจะไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าเขาไม่ได้อนุญาต”
       แดงน้อยแปลกใจ เนียนสีหน้ามุ่งมั่นในคำสั่งของขุนภักดี
       พอได้ฟังท่านขุนเผลอยิ้มออกมานิดหนึ่ง
       “ใครบางคนคือเรา นี่เนียนเชื่อฟังคำสั่งเราเคร่งครัดปานนี้เชียวหรือ”
       ขุนภักดีมีสีหน้าสดชื่นขึ้นมาทันที
      
       เนียนกับแดงน้อยพูดคุยกันต่อ
       “น้าเนียนรู้จักลุงสินไหมครับ”
       เนียนสะดุ้ง “ไม่รู้จักดอกค่ะ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเพิ่งเคยได้ยินจากนายอำเภอนี่แหละค่ะ”
       “นั่นสิครับ ลุงสินเป็นคนสวนแตง น้าเนียนเป็นเพื่อนกับแม่แพร น้าเนียนรู้จักแม่ผมไหมครับ”
       จากนั้นเนียนสะอื้นฮักๆๆ จนแดงน้อยตกใจ
       ขุนภักดีเห็นเนียนร้องไห้พลอยตกใจไปด้วย
       “ทำไมเนียนถึงร้องไห้มากมายขนาดนั้น เพียงแค่แดงน้อยถามว่ารู้จักแม่ไหมเท่านั้น”
      
       แดงน้อยตกใจมากเช่นเดียวกับท่านขุน
       “น้าเนียนครับ ผม...ผมขอโทษ ผมพูดอะไรให้น้าเนียนไม่สบายใจใช่ไหมครับ”
       “นายอำเภอไม่ได้พูดอะไรให้น้าเสียใจ แต่น้าเสียใจ น้าสงสารนายอำเภอเหลือเกินค่ะ คือ น้า น้าคิดถึงหัวอกตัวเองที่พลัดพรากจากลูกน่ะคะ”
       “ครับ เราหัวอกอันเดียวกัน เพราะผมกำพร้าแม่ น้าเนียนพลัดพรากจากลูก”
       แดงน้อยพลอยซึมไปด้วย
       ส่วนท่านขุนได้ยินเนียนพูดถึงลูกก็เอะใจ
       “เนียนเอ่ยถึงลูกที่พลัดพราก ลูกคนไหนรึ ใช่แล้ว ลูกกับผู้ชายที่เนียน ให้สร้อยให้แหวนของเราไปนั่นเอง ถ้ามันเป็นเสือหนักมันจะมาเอาของจากเนียนไปทำไม ในเมื่อมันปล้นเขากินได้อยู่แล้ว นังช้อยใส่ร้ายเนียนเรื่องเสือหนักจริงๆด้วย ความยากจนทำให้เนียนต้องทิ้งลูกผัว มาขัดดอกให้พ่อ นี่เราเองที่แย่งเมียชาวบ้าน พรากลูกพรากแม่คนอื่นรึ”
      
       ขุนภักดีใคร่ครวญครุ่นคิดด้วยสติ เริ่มเข้าใจเนียน


  


       ฟากแดงน้อยกับเนียนยังพูดคุยกันต่อ
      
       “ผมแค่อยากให้มีใครสักคนที่จำแม่ผมได้ แล้วบรรยายภาพของแม่ให้ผมฟัง ผมจะได้วาดภาพของแม่ออก เพื่อจดจำภาพแม่เอาไว้ในจิตใจของผม”
       เนียนดึงแดงน้อยมากอดไว้ แดงน้อยยอมให้เนียนกอด รู้สึกอบอุ่นใจมาก เนียนลูบหลังแดงน้อยอย่างรักใคร่
       “นายอำเภอคนดีของน้า โถ..เอ้อ แม่แพรของนายอำเภอไม่เคย บรรยายภาพแม่ให้ฟังบ้างหรือคะ”
       “ตอนเล็กๆ ผมถามแม่แพรไม่ยอมบอก แต่ตอนโตมานี่ แม่แพรบอกผมว่าให้ดูน้าเนียนเป็นแบบอย่างแม่ผมก็ได้ครับ ผมจึงมาถามเผื่อว่าน้าจะเคยเจอแม่ผม”
       จังหวะนี้ ทานตะวันปราดมาจากไหนไม่รู้ เข้ามากระชากเนียนออกโดยแรง
       “ตำหูตำตา ดูดู๋ นางไก่แก่แม่ปลาช่อน คิดจะรวบหัวรวบหางพี่แดงน้อย
       “คุณหนูอี๊ด” / “น้องอี๊ด” สองคนตกใจ
       “พี่แดงน้อยกำลังถูกมันหลอก ให้หลงกล”
       “น้องอี๊ดอย่าลบหลู่น้าเนียนสิครับ” แดงน้อยไม่พอใจ
       “มันสมควรยิ่งกว่าต้องลบหลู่อีกค่ะ แก่คราวแม่พี่แดงน้อย แต่พยายามจะกินหญ้าอ่อนจะไปฟ้องคุณพ่อให้เฉดหัวไปจากบ้าน เดี๋ยวนี้”
       ขุนภักดีแสดงตัว เดินออกมาจากที่กำบัง
       “หยุดเถิดหนูอี๊ด”
       “คุณพ่อ” แดงน้อยตกใจ
       “ท่านขุน” เนียนเองก็ตกใจ
       ทานตะวันผวาไปหา ชี้หน้าเนียน
       “คุณพ่อขา มันกำลังโอ้โลมพี่แดงน้อย”
       “ผมมีวุฒิภาวะพอที่จะไม่โดนใครโอ้โลมดอกครับ การแสดงความรักมีหลายแบบ ใช่มีเพียงความรักแบบชู้สาวเท่านั้น ผมรักเคารพน้าเนียนแบบแม่ น้าเนียนรักเมตตาผมเหมือนลูก” แดงน้อยอธิบาย
       “พี่แดงน้อยแก้ตัวให้มัน ไล่มันไปสิคะ” ทานตะวันโวยลั่น
       “ไม่มีการไล่ใครไปไหนอีกหนูอี๊ด พ่อเชื่อคำพูดของแดงน้อย” ขุนภักดีบอก
       “คุณพ่อจะไปรู้เห็นอะไรคะ ในเมื่อคุณพ่อเพิ่งมา” ทานตะวันโมโห
       “พ่อมานานแล้ว นานก่อนที่แดงน้อยจะมา” ขุนภักดีสารภาพ
       “นี่...นี่คุณพ่อมาแอบดูยัยเนียน คุณพ่อยังรักมัน ลืมมันไม่ลง” ทานตะวันโวยวายไม่หยุด
       “อย่าดูแคลนพ่อนะ” ขุนภักดีขึ้นเสียง
       “คุณพ่อ...”
       “ที่ผ่านมา พ่อฟังความข้างเดียวมาตลอด วันนี้พี่เห็นและรับรู้ความสองข้างด้วยหูตาของตัวเอง เรื่องนี้ พ่อตัดสินใจเองโดยไม่ต้องฟังคนอื่น จำไว้ว่าอย่าล่วงเกินเขาอีก”
       พูดจบขุนภักดีปรายตามองมายังเนียน แล้วเดินจากไป
       “คุณพ่อ” ทานตะวันฮึดฮัด
       “น้าเนียนครับ ผมขอตัวก่อน ขอโทษด้วยที่ทำให้เกิดเรื่องวุ่นวาย น้องอี๊ดครับ แม่แพรผมน้าเนียนเป็นเพื่อนกัน ถ้าน้าเนียนจะรักใคร่เอ็นดูผมเหมือนลูกสักคน และถ้าผมอยากมีแม่อย่างน้าเนียนสักคนผิดมากนักหรือครับ มีคนรักดีกว่ามีแต่คนชังนะครับ”
       “แก...ทำให้คุณพ่อกับพี่แดงน้อยด่าชั้น” ทานตะวันหันมาเอาเรื่องเนียน
       “ชั้นขอโทษค่ะ คุณหนู ชั้น...ชั้น...”
       “ชั้นเกลียดแก”
       ทานตะวันจ้องหน้าเนียนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วกระแทกเท้าเดินหนีไป
      
       มืดค่ำลงแล้ว ข้างเรือนเล็กของสน สองคนหลบมุมคุยกันอยู่ สนตกใจมากพอได้ฟังที่สายมารายงาน
       “มันว่าอย่างนี้จริงนะขอรับ กระผมฟังแล้วสะดุ้งกลัวใครได้ยิน” สายบอก
       “ไอ้คนเลวมันบังอาจใส่ร้ายชั้น ว่ามันกำความลับชั้น” สนแค้นมาก
       “ไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนคนเดียวยังไม่พอครับ ยังมีไอ้คนชื่อแช่มลูกยัยช้อยอวดอ้างทำนองเดียวกับไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนด้วย พวกมันว่า…”
       “พวกมันว่ากระไร”
       “พวกมันต้องการให้คุณนายสนช่วยให้มันหลุดพ้น จากตะราง หาไม่มันจะปากเปราะ ปากเบา เล่าเรื่องมิบังควรของคุณนายสนขอรับ”
       สนตาขุ่นเขียวโกรธจนตัวสั่น หวาดกลัวผสมปนด้วย สนคำราม
       “มึงท้าทายกู ไอ้สายพรุ่งนี้เช้า ตีห้าแกไปรอชั้นที่ริมน้ำ ด้านจะไปทางวัด”
       “ไปรอทำไมขอรับ”
       “รอเอาอาหารเอาของกินจากชั้น เอาข้อความจากชั้นไปบอกไอ้สองคนนั่น”
       “คุณนายสน จะช่วยพวกมันหรือครับ” สายแปลกใจ
       “ช่วยพวกมัน และช่วยแกด้วยจะให้เงินแกไปตั้งตัวสักห้าชั่ง”
       “ห้าชั่ง” สายตาเหลือก
       “แกรีบไปซะ ทำตัวปกติ อย่าให้ใครรู้ว่าแกกำลังจะร่ำรวย”
       “ครับ”
       สายดีใจรีบหลบหายตัวไป มีเสียงเรียกสนดังเข้ามา
       “สน...สน...สน” เป็นขุนภักดีนั่นเอง
       “พี่ขุนมาทำไมอีก ปัดโธ่โว๊ยกู”
       สนหงุดหงิด แต่รีบออกไปรับหน้าท่านขุน
      
       ขุนภักดี ยืนรอมองสนที่กระหืดกระหอบออกมาสีหน้าไม่ดี
       “พี่ขุน”
       “กระหืดกระหอบลอบไปพบใครมารึสน”
       สนสะดุ้ง “เปล่าค่ะ สน สน ไปเดินดูต้นไม้ นังช้อยมันไปแล้ว ไม่มีใครดูแลสนต้องไปดูแลเอง เอ้อ...พี่ขุน เอ้อ...”
       “ไม่ได้จะมากินข้าวดอกนะ แต่จะมาถามว่า สนมีญาติชื่อสินใช่ไหม”
       สนใจหายวับ
       “สน เอ้อ... สน”
       “นายสินคนนี้เป็นลุงของแดงน้อยด้วย”
       “เออ..สนสับสน สนญาติแยะ สนขอนึกก่อนค่ะ พี่ขุน”
       “เอาเถิดสน ช่วยนึกให้ออกด้วย พี่มาถามแค่นี้”
       สนใจคอไม่ดี ขุนภักดีหันตัวกลับเดินหน้าตายออกไป สนเอามือทาบอก
       “ลางร้าย หรือว่าอย่างไร นี่มันอะไรกัน เรื่องของไอ้หนักใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้ว”
       จังหวะเดียวกันนั้น ก็มีเสียงกระซิบเรียกสนเบาๆ
       “คุณสนขา คุณสนขา”
       สนตกใจร้องลั่น “ว๊าย”
       สนตกใจมาก ก่อนจะเพ่งมองไปด้านหลัง เห็นหน้าช้อยโผล่ออกมาจากที่ซ่อน
      
       “ช้อยเองค่ะ”
      

       ฟากเทิดศักดิ์เดินยิ้มย่องขึ้นเรือนใหญ่ มาพบขุนภักดี
      
       “คุณพ่อเรียกผมมาหา จะให้ผมทำอะไรหรือครับ”
       “พ่ออยากถามอะไรบางอย่าง”
       “ครับ เชิญครับ”
       “แม่แกมีญาติชื่อสินด้วยเหรอ”
       “ครับ คุณแม่บอกอย่างนั้น”
       “แกเคยเจอญาติคนนั้นที่บ้านไหม”
       “ครั้งเดียวเท่านั้นครับ แต่นอกนั้นเจอที่อื่นกับที่บ้านของแดงน้อยก็น้อยครั้งเหมือนกันครับ ลุงสินเก็บตัวมากครับ”
       “เขาเป็นคนที่ไหน”
       “สวนแตงครับแต่ผมไปตรวจสอบแล้วไม่มีครับ คุณพ่อสงสัยอะไรลุงสินหรือครับ”
       ขุนภักดีส่ายหน้า
       “ไปเถิดลูก”
       เทิดศักดิ์ไม่ยอมไป แต่กลับมานั่งนวดแขนท่านขุนอย่างเอาใจ
       “คุณพ่อครับ ผมอยากแต่งงานแล้ว”
       “ไฮ้...แกจะแต่งกับใคร”
       “ผมรักน้องติ๋ว” เทิดศักดิ์บอกเสียงหนักแน่น
       “นี่ นี่” ขุนภักดีตกใจ
       “คุณพ่อรังเกียจน้องติ๋วไหมครับ”
       “เมื่อก่อนอาจใช่ แต่ตอนนี้ไม่มีแล้ว”
       “คุณพ่อไม่ขัดข้อง”
       ท่านขุนพยักหน้า เทิดศักดิ์ดีใจมากยกมือไหว้พ่อ
      
       เวลาเดียวกันสนด่าช้อย โทษฐานมาเงียบๆ
       “อีบ้า มาเงียบๆ ทำชั้นตกใจหมด เพิ่งจะไปกลับมาทำไม”
       “กลับมาตามที่คุณสนเคยให้สัญญาไว้เจ้าค่ะ”
       “รีบบอกมาแล้วรีบกลับไป อย่าให้ใครเห็นแกนะ”
       ช้อยเริ่มคุกคามนิดๆ “ช้อยไม่อยากให้ใครเห็นดอกเจ้าค่ะ ช้อยแค่มาทวงสัญญา”
       “เอ๊ะ อีช้อยอย่ามาข่มชั้นนะ”
       สนโมโห มองไปที่หน้าบ้านมองไปมองมา กลัวใครเห็น รีบลากช้อยผลุบหายไปทางหลังบ้าน
      
       วงอาหารเย็นบนเรือนทองจันทร์วันนี้วงใหญ่ ทองจันทร์มองหน้าเทิดศักดิ์ เทิดศักดิ์มองตอบ สองคนพากันมองหน้าเนื้อทอง สลับกับมองหน้าเนียน จนในที่สุดเทิดศักดิ์กระแอมขึ้น
       “อะไรติดคอรึ ตาเทิด” ทองจันทร์สัพยอก
       “สัญญาครับ สัญญา ว่าจะทำให้ ติดคอผม”
       กบกะแมวหัวเราะกันคิกคัก ทองจันทร์หันไปมอง ทำตาเขียวใส่
       “แกสองคนไปห่างๆ นางช่างสอดรู้”
       “ห่างสักแค่ไหนเจ้าคะ” กบถาม
       “สามวาพอไหมเจ้าคะ” แมวว่า
       “โน่น สามโยชน์โคนต้นมะขามใหญ่โน่น”
       “แหม...” สองคนครวญ
       “ไปนะ”
       สองคนถอยไปกระซิบกระซาบ เทิดศักดิ์ยิ้มหน้าบานมองหน้าทองจันทร์อย่างรู้กัน
       “เอ้อ รอให้กินข้าวเสร็จก่อนก็ได้ครับคุณย่า ผมกลัวว่าคุณย่าจะสำลักไปพูดไป”
       “ทะเล้นนัก ประเดี๋ยวเถิด จะหยิกตำรวจให้เนื้อเขียว”
       เทิดศักดิ์หัวเราะร่าเริง เนียนกับเนื้อทองพลอยอมยิ้มตามไปด้วย
      
       ขณะเดียวกันขุนภักดี เรียม และทานตะวันนั่งกินอาหารอยู่ ทานตะวันหน้าหงิกงอ สาวใช้นั่งห่างคอยดูแล
       “หนูอี๊ดจ๊ะ ร้านของหนูกิจการดีมากใช่ไหม ใครๆ ก็อยากไปทำผมร้านหนู”
       “ค่ะ ใครๆ ก็อยากไป ยกเว้นแต่คุณแม่นี่แหละค่ะ ที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง”
       “แม่แก่แล้ว พอใจที่เป็นอยู่ คุ้นกับทรงผมของแม่แล้ว เปลี่ยนไปกลัวเดี๋ยวจำหน้าตัวเองไม่ได้” เรียมบอก
       “ทีแม่สนเขายังยอมเปลี่ยนทรงผมใหม่จนสวยเช้งกระเด๊ะ”
       “แม่สนเขาสาวกว่าแม่นี่จ๊ะ”
       “หรืออาจมีใครมันคงอยากไป แต่หนูไม่มีวันยอมให้มันเข้าไปเหยียบร้านหนูหรอกค่ะ”
       “พูดถึงใครกันจ๊ะ” เรียมย้อนถาม
       “นังติ๋วค่ะ”
       “ไม่เอาน่า เราได้ดีของเราแล้วก็พอ”
       “พอได้ยังไงในเมื่อมันได้ดีกว่าหนู”
       “ฟังลูกสาวเราสิคะพี่เทพ ขี้อิจฉาตั้งแต่เล็กจนโต”
       ทานตะวันทำหมางเมินใส่ท่านขุนจนเรียมสังเกตเห็น ขุนภักดีก็ตีหน้าขรึมผิดปกติ
       “สองคนพ่อลูกวันนี้มาแปลก ไม่คุยกันสักคำ หนูอี๊ดงอนอะไรคุณพ่อรึ”
       “หนูไม่กล้าไปเผยอหน้างอนอะไรกับคุณพ่อท่านดอกค่ะ คุณพ่อท่านไม่เห็นหนูเป็นลูกเท่ายัยติ๋วของคุณแม่ ของคุณย่าดอกค่ะ” ทานตะวันประชด
       “เอาอะไรมาพูด เหลวไหลจริง เป็นลูกอะไรมาประชดคุณพ่อ”
       ขุนภักดีกระแทกช้อนปัง อิ่มอาหาร
       “นั่นไงคะ คุณพ่ออิ่มข้าวประชดหนู เคืองหนู ที่หนูหวังดีกับคุณพ่อเรื่องยัยเนียนพยายามเล่นชู้กับพี่แดงน้อย หนูผิดมากนักหรือคะ”
       “หนูอี๊ด” เรียมตกใจ
       “เด็กคนนี้ต้องโดนสั่งสอนบ้างแล้ว”
       ขุนภักดีเงื้อมือจะตบหน้าทานตะวัน เรียมดึงไว้ ห้ามเสียงหลง
       “อย่านะคะพี่เทพ”
       “ตบเลยค่ะ” ทานตะวันท้า
       “เรียม ลูกเราขาดการอบรม ได้รับการตามใจจนนิสัยเสีย เห็นทีต่อไปนี้ต้องตีกรอบระเบียบให้เดินกันเสียที”
       ทานตะวันลุกพรวด
       “ไอ้ที่วันก่อนที่หนูบอกว่าจะไปเป็นลูกแม่สนนั่นหนูประชด แต่วันนี้ หนูพูดจริงทำจริง ไปจริงค่ะ”
       ทานตะวันจองหอง กระแทกส้นจะออกไป
       “อย่าไปนะลูก กลับมาขอโทษคุณพ่อเดี๋ยวนี้”
       “ไปแล้วก็ไปเลย อย่ากลับมาบ้านนี้อีก เคยได้ยินมานักต่อนักเรื่องเด็กเหลือขอ ก็เพิ่งจะประจักษ์วันนี้ว่าที่แท้ชั้นเองก็มีลูกเหลือขอ” ขุนภักดีไล่ส่ง
       “หนูอี๊ด แม่บอกให้กลับมากราบขอโทษคุณพ่อ”
       เรียมลุกไปดึงแขนลูกฉุดรั้งไว้ ทานตะวันสะบัดผลักไส
       “อย่ามายุ่งกับหนู”
       เรียมโดนสะบัดผลักไส จนล้มลง
       “ว๊าย”
       ทานตะวันไม่หันกลับมามอง ขุนภักดีปราดไปกระชากทานตะวันแล้วตบหน้าสุดแรงเกิด
       “แกมันลูกอกตัญญู ไม่รู้คุณพ่อแม่”
       ทานตะวันเสียใจร้องไห้โฮๆๆๆ ท่านขุนปราดไปหาเรียมประคองไว้ เรียมก็ร้องไห้เช่นกัน
       “เรียมผิดเอง เรียมผิดทั้งนั้น”
       “เรียมไม่ผิดดอก พี่นี่แหละที่ผิดมหันต์ สอนให้ลูกเสียคน”
      
       สองคนผัวเมียกลุ้มใจกันทั้งคู่


  


       ด้านทองจันทร์โพล่งขึ้นมากลางวง เนียนกับเนื้อทองกำลังทำท่าจะเก็บสำรับ
      
       “เอาละมาเริ่มกันได้ ยัยติ๋ว เนียน ไม่ต้องเก็บอาหาร แล้วเขยิบไปตั้งวงกันตรงนั้น”
       “คุณท่านจะตั้งวงไพ่รึเจ้าคะ” เนียนแปลกใจ
       “วุ๊ย...แกจะซื่อมากไปถึงไหนยัยเนียน ชั้นจะตั้งวงสู่ขอลูกสาวเราแหละ”
       เนียนตกตะลึง ขณะที่เนื้อทองอึ้งไป
       “คุณท่าน” / “คุณย่า”
       เนื้อทองหันมามองเทิดศักดิ์ อีกฝ่ายพยักหน้า
       “เนียน แกอย่ามาปฎิเสธทีเดียวนะ ตาเทิดของชั้นกับยัยติ๋วของแก เป็นคู่ที่เหมาะสมกันที่สุดของเมืองนี้ แกอย่ามามัวตกอกตกใจอยู่ ยิ้มยินดีสิ”
       “เอ้อ…”
       “รึแกว่าตาเทิดของชั้นไม่ดี”
       “เอ้อ ดีเจ้าค่ะ ดีที่สุดเจ้าคะ”
       “แล้วทำไมแก ทำหน้าเหมือนโดนผีหลอกตกใจมากมาย” ทองจันทร์แปลกใจ
       “มิได้เจ้าค่ะ แต่เนียนเกรงว่า หนูติ๋วจะไม่เหมาะกับคุณเทิดศักดิ์เนียนเป็นแค่...”
       “น้าเนียนอย่าพูดต่อนะครับ น้าเนียนคือคนที่ผมเคารพรักเหมือนน้าของผม หรือว่าน้าเนียนรังเกียจผม”
       “ไม่ดอกค่ะ ไม่มีวันเป็นเช่นนั้นค่ะ”
       “ถามแม่แกแล้ว ทีนี้มาถามแกบ้าง ยัยติ๋ว แกว่ายังไง” ทองจันทร์หันมาทางเนื้อทอง
       เนื้อทองมองหน้าแม่ “เอ้อหนู หนู..แล้วแต่แม่ค่ะ”
       “นั่นปะไร ไม่มีปัญหา เป็นว่า เรียบร้อย ย่าจะบอกพ่อเทพเขา แม่เรียมไม่มีปัญหา ว่าแต่แม่เราเถิดพ่อเทพ ดูท่าว่าน่าจะมีปัญหานะ”
       “ผมบอกคุณแม่แล้วครับ ว่าชีวิตผม ผมจัดการเอง”
       “เก่งมาก เด็ดขาดดีมาก ย่าดีใจ ชั้นดีใจนะเนียน ที่เด็กๆ ของเราที่นี่ลงเอยกันด้วยดี”
       สองคนทองจันทร์กับเทิดศักดิ์มัวดีใจ จนไม่ทันสังเกตหน้าอันขาวซีดของเนียน และท่าทางเกรงๆ แม่ของเนื้อทอง
      
       ส่วนสนกับช้อยโต้กันอย่างดุเดือด
       “ลูกแกมันเลว มันชั่วเอง ใช่ว่าชั้นไม่เคยช่วยมัน ช่วยมันจนมันมาก่อเหตุร้ายในบ้าน ลูกแกเป็นโจร ลูกชั้นเป็นตำรวจ ขืนให้ปล่อยลูกแกไปลูกชั้นก็ทำผิดกฎหมายสิยะ”
       ช้อยร้องไห้ไปด้วย “ช้อยขอแค่อนุญาตให้ประกันตัว ปล่อยตัวชั่วคราวไปสู้คดี”
       “ลูกแกก็หนีสิ แกมีปัญญาก็ไปจัดการเองสิ” สนไม่แยแส
       “คุณสนสัญญากับช้อยไว้แล้วนะเจ้าคะ จะคืนคำง่ายๆ หรือเจ้าคะ” ช้อยเสียงชักเข้มใส่
       “แกอย่าทำเสียงแข็งใส่ชั้นอีช้อย เวรกรรมของลูกแกเอง ชั้นไม่เกี่ยว”
       “แต่เวรกรรมของช้อยที่มากมายจนต้องระเห็จไปจากที่นี่ ล้วนมีคุณสนเกี่ยวเป็นตัวตั้งตัวตีทั้งสิ้น” ช้อยบอก
       “อีช้อย มึงลำเลิกกูเรอะ”
       “ช้อยพูดความจริงเจ้าค่ะ ไอ้แช่มเองก็เคยรับใช้คุณสน ถ้ามันกลัวมากๆ มันอาจ...”
       “อาจอะไร...”
       “ช้อยไม่ได้อยากให้มันอาจหรอกนะเจ้าคะ ช้อยกลับก่อน แล้วช้อยจะมาเอาคำตอบเจ้าค่ะ”
       ช้อยหันกลับไม่ไหว้ลา สนมองตามไม่พอใจ คำรามในคอ
       “อีช้อยมึงวอนเองนะ”
       จังหวะนี้เสียงร้องไห้ของอี๊ดดังระงม มาที่หน้าเรือน
       “แม่สนจ๋า แม่สนขา ช่วยหนูด้วย ฮือๆๆๆ”
       สนจะบ้าตาย
       “อีเด็กบ้าเวรตะไลนี่มีเรื่องมาอีกแล้ว วันนั้นทำไมมันไม่โดนไอ้แช่มเอาเป็นเมียซะ จะได้หยุดวางอำนาจ”
       “แม่สน แม่สนๆๆๆ อยู่ที่ไหน ทำไมไม่ออกมาหาหนู ฮือๆๆๆ”
      
       สนเดินลงเรือนไปหา ทานตะวันผวามากอดสนร้องไห้โฮๆ
       “หนูโดนคุณพ่อตบหน้ามาค่ะ”
       สนแอบทำหน้าหัวเราะเยาะลับหลัง พูดไม่มีเสียง “สาแก่ใจ” แต่พูดออกไปอีกคำ “ไหนคะขอดูหน้าหน่อยค่ะ โดนสั่งสอนไปกี่ทีคะนี่ ต๊ายบวมเป็นกะโล่แล้ว นี่ไม่ใช่ตบสั่งสอนหรอกค่ะ แต่ตบตัดขาดพ่อลูกเลยนะคะ พี่ขุนนี่มือหนักไม่น้อย นี่ลูกแท้ๆ ช่างทำได้”
       สนแอบยิ้ม ทานตะวันยังร้องครวญคร่ำเสียงโหยหวนต่อ
      
       ฝ่ายขุนภักดียังคงขุ่นเคืองแต่ก็ไม่สบายใจที่ตบหน้าอี๊ดไป เรียมเองก็เครียดมาก
       “พี่ขุนไม่ควรไปตบหน้าลูกนะคะ”
       “ใครจะไปทนได้ เด็กอะไรหยาบคายกล้าว่าพ่อว่าแม่ ไม่เคารพยำเกรงมันผลักเรียมจนล้ม มันทำได้อย่างไร ขืนปล่อยนานไปจะเอาไม่อยู่ ไม้แก่เกินดัดซะแล้ว”
       “ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก แต่เราต้องค่อยตะล่อมเอาแกให้อยู่ให้ได้ ชั่วดีถี่ห่างก็ลูกของเรานะคะ”
       “ลูกของเรา ตระกูลสูงส่ง มีทุกอย่างพร้อม เสียอย่างเดียวนิสัยเสียแต่ดูลูกน..เอ้อ ลูกคนอื่นเขาสิ อ่อนน้อมถ่อมตนขยันขันแข็งทำงานทำการ ทำไมมันแตกต่างกันอย่างนี้ หน้าตาเหมือนกันแต่นิสัยต่างกันราวฟ้ากับดิน ลูกคนใช้นิสัยเหมือนนางฟ้าลูกเทวดา นิสัยเหมือนกุ๊ย”
      
       เรียมดึงมือขุนภักดีมาจับไว้ เป็นเชิงปลอบใจ แต่เรียมเองก็น้ำตาไหลไปด้วย รู้อยู่แก่ใจ


  


       ขณะที่เทิดศักดิ์เดินผิวปากใบหน้ายิ้มระรื่นขึ้นเรือนมา เจอสนกับอี๊ดตรงนอกชานนั่งวางสีหน้าไม่สบายใจกันทั้งคู่ เทิดศักดิ์เลยชะงัก
      
       “น้องอี๊ด มานั่งอยู่ที่นี่ทำไมมืดค่ำแล้ว ฝนฟ้าทำท่าจะตก บ้านช่องตัวเองมีไม่ไปอยู่”
       “หนูโดนคุณพ่อไล่ออกจากบ้าน ห้ามกลับไปเหยียบฮือๆๆ”
       “ไม่ใช่แค่นั้นนะเทิดศักดิ์ หนูอี๊ดโดนคุณพ่อตบหน้ามาด้วย” สนว่า
       “อะไรกัน”
       “เพราะหนูบังอาจไปบอกคุณพ่อ เรื่องชู้สาวของยัยเนียนกับพี่แดงน้อยค่ะ”
       “นั่นปะไร รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่จริง แล้วไปพูดให้ร้ายป้ายสีเขา ดีนะที่ตอนนี้คุณพ่อท่าน ไม่หุนหันพลันแล่นเชื่อ เรื่องเหลวไหลพวกนี้ น้องอี๊ดพี่ขอเตือนกลับบ้านไปขอโทษคุณพ่อเดี๋ยวนี้”
       “ไม่ หนูไม่ผิด ยัยเนียนต่างหากที่ผิด”
       “อย่างนี้ไง ถึงได้โดนคุณพ่อท่านหมดความอดทน ตามใจนะ น้องอี๊ดไม่ฟังใครบ้างอีกหน่อยจะเสียใจ เพราะมันสายเกินแก้ อย่ามานอนที่นี่เลย กลับไปนอนที่บ้านนะ” เทิดศักดิ์ต่อว่า
       “ใช่ค่ะ กลับไปนอนที่บ้านนะคะ”
       “นี่ทุกคนไล่หนู ดี หนูไม่ง้อใครทั้งนั้น”
       ทานตะวันวึดวือ กระแทกเท้าน้ำตาไหลลงเรือนสนไป สนมองตามส่ายหน้า ไม่มีอารมณ์ปลอบโยน
       “แม่เหนื่อยกับหนูอี๊ดจริงๆ นะลูก แม่อดทนมากเวลาที่แกมาโวยวายด่าทอคนอื่น”
       “อดทนด้วยการช่วยด่าคนอื่นกระหน่ำไปเลยน่ะสิครับ วันนี้เป็นวันแรกที่ผมเห็นคุณแม่ไม่ได้ให้ท้ายน้องอี๊ด ดีแล้วครับ ขอบคุณ คุณแม่มาก”
       สนส่ายหน้าวันนี้เจอมาหลายเรื่อง
       “อ้อ มีอีกเรื่องครับ ถ้ายัยช้อยมาขอให้คุณแม่ช่วยเรื่องนายแช่ม ปฎิเสธไปนะครับ”
       “จ้ะ”
       “เอ๊ะ หรือว่ามันมาแล้ว”
       เทิดศักดิ์ดักคอ สนรีบส่ายหน้า
      
       ฝ่ายทองจันทร์กับเนื้อทองกำลังจะเตรียมตัวเข้านอน
       “ยัยติ๋ว ย่าอยากนอนแล้ว ย่าจะไปนอนฝันถึงงานหมั้นของหนู”
       กบแมวหัวเราะคิกคัก
       “หัวร่ออะไรนังคนไม่มีปัญญาหาผัว นังสาวเทื้อ นังคนขึ้นคาน นังสาวทึนทึก กลับไปเรือนแกซะ”
       กบกับแมวก็ยังขำกันต่อ
       ทานตะวันเดินขึ้นเรือนทองจันทร์มา และได้ยินประโยคนี้พอดี
       “เมื่อกี้คุณย่าพูดเรื่องงานหมั้นนังติ๋ว นี่นี่”
       ทานตะวันมองไปด้วยแววตาอิจฉา ระคนเจ็บใจและน้อยใจมาก
       “คุณย่า จะจัดงานหมั้นให้มัน คุณย่ารักมันมากกว่าเรา เกลียดมันจริงๆ”
       ทานตะวันใจคอห่อเหี่ยว เพิ่มความเกลียดในตัวเนื้อทองเข้าไปอีก
       ทานตะวันเห็นเนื้อทองเดินประคองทองจันทร์กำลังจะเข้าห้อง แล้วหายไปในห้องด้วยกัน ก็รู้สึกเสียใจว้าเหว่มาก
       “คุณย่าสนิทสนมกับมัน มากกว่าเรา บ้านนี้ไม่มีใครยินดียินร้ายกับเรา ทุกคนแลกความรักกันและกัน แล้วเราเล่า”
       กบกะแมวหัวเราะคิกคักลงมา เจอเอากับทานตะวัน ก็ตกใจ
       “ว๊าย”
       “สอพลอพอกัน นกสองหัว นกมีหูหนูมีปีก ชั้นเกลียดแกสองคนนัก”
       สองคนค่อยๆ เดินตัวลีบ ก้มหน้าผ่านด้านข้างของทานตะวันลงเรือนไป
       “เดี๋ยว”
       “คะ” สองหันหงุดกึก
       “คุณย่าพูดเรื่องหมั้นของนังติ๋ว มันจะหมั้นกับใคร”
       กบกะแมวสบตากันเอง “คุณเทิดศักดิ์ค่ะ”
       “นังลูกชู้” ทานตะวันรู้ทันที
       สองคนรีบเผ่นหนี
       ทานตะวันยืนนิ่งน้ำตาคลอ
       “บ้านกว้างใหญ่ไพศาล แต่ไม่มีตรงไหนต้อนรับเรา ไม่มีที่ให้เรานอนทุกคนช่างใจร้ายกับเราเหลือเกิน”
       ทานตะวันห่อไหล่หลังงอเดินคอตกกลับลงมาจากบันไดเรือนทองจันทร์ ทานตะวันน้อยใจน้ำตาไหลนองสองแก้ม ท่าทีสลดหดหู่จริงๆ
      
       ขุนภักดียังคงโกรธขึ้งทานตะวันไม่เลิก เรียมเริ่มใจอ่อนห่วงลูกประสาแม่ ท่านขุนแม้จะโกรธแต่ก็ยังแอบห่วงบ้าง แต่มีทิฐิ
       “พี่เทพขา เรียมว่าจะไปตามหนูอี๊ดกลับมานอนที่บ้านนะคะ”
       “ไม่ต้องไป บ้านมีตั้งหลายหลัง นึกไม่พอใจคนหลังนี้ ก็หนีไปนอนหลังโน้น ขืนไปตาม เดี๋ยวจะเหลิงกันไปใหญ่”
       “แต่เรียมก็ห่วงแกนะคะ”
       “ใครว่าพี่ไม่ห่วงลูก หนูอี๊ดเป็นลูกสาวคนเดียว เป็นดวงตาดวงใจของพี่ พี่เสียใจมากนะที่ตบหน้าแกไป แต่ไม่มีใครหยุดหนูอี๊ดได้ ดังนั้นมันต้องมีใครสักคนที่แกเกรงกลัว นอนเถิดเรียม ลูกไม่นอนบ้านสนก็ไปนอนบ้านคุณแม่”
       เรียมจำนน พยักหน้ารับ
      
       ทานตะวันนั่งหงอยอยู่ตรงโคนต้นมะขามน้ำตาไหลพราก แค้นใจ น้อยใจที่กลายเป็นหมาหัวเน่า นึกถึงเหตุการณ์ในวันนี้ ตั้งแต่ตอนเห็นแดงน้อยกอดกับเนียน มาถูกขุนภักดีผู้เป็นพ่อตบหน้า แถมเทิดศักดิ์กับสนไล่ให้กลับมานอนบ้าน กระทั่งมาเห็นทองจันทร์เดินเข้าห้องนอนมีเนื้อทองประคอง
       ทานตะวันน้ำตาไหลพราก
       “สุดแค้นจริง อยากรู้นักว่าเราตายไปจะมีใครเสียใจสักคนบ้างไหม”
       เสียงฟ้าฝนทำท่าจะตกลงมา อี๊ดเงยหน้ามอง
       “ไอ้ฝนบ้าเจตนาจะลงโทษชั้นเหมือนคนในบ้านนี้ใช่ไหม”
       แล้วฝนก็สาดเทลงมา ทานตะวันขยับจะกลับบ้านแล้วฮึด
       “จะมีใครสักคนคิดออกมาตามหาเราบ้างไหม หรือจะปล่อยให้เราตากฝนตะพ้านกินตายตรงนี้”
       ทานตะวันร้องไห้สะอึกสะอื้น พร้อมกับทรุดตัวลงนั่งใหม่ หนาวสั่นสะท้านไปหมดทั้งกาย
       “ถ้าเราตาย จะมีใครสักคน ร้องไห้ให้เราไหม”
      
       แล้วทานตะวันก็นั่งร้องไห้ฟูมฟาย อยู่ท่ามกลางสายฝนที่เทกระหน่ำลงมานั้นเอง


  


       ฟากเนียนนอนไม่หลับ วิตกกังวลว่าจะทำยังไงกับเรื่องการหมั้นของเนื้อทองกับเทิดศักดิ์
      
       “ไม่ได้ หนูติ๋วกับคุณเทิดศักดิ์จะหมั้นกันไม่ได้ แล้วเราจะทำเช่นไร ความจริงก็เอ่ยไม่ได้ จะคัดค้านทัดทานก็ไม่มีเหตุอันใดมาหักล้างบุญคุณท่าน”
       เนียนเครียดจัด เดินเหมือนเป็นหนูติดจั่น ท่ามกลางเสียงฟ้าฝนที่ตกลงมา เนียนนึกขึ้นมาได้
       “คุณเรียม”
       เนียนดีใจนัก เสียงฝนเทกระหน่ำ ลมพัดแรงอื้ออึงมาหน้าต่างห้องเปิดปิดดังปังๆ จนสายฝนสาดเข้ามา ในห้อง เนียนรีบรุดไปที่หน้าต่าง เพื่อจะปิดลง แต่หันไปมองเห็นบางอย่าง
       “เอ๊ะ”
      
       ทานตะวันหนาวสั่นพับๆ อยู่ที่โคนต้นมะขาม ตะโกนท้าฟ้าฝน
       “เอาสิ เทลงมา สาดลงมา สาดมาใส่ให้ชั้นหนาวตาย แล้วดูสิว่าใครจะทำยังไงพรุ่งนี้เช้า จะหัวเราะเยาะ สมน้ำหน้า หรือว่าจะร้องไห้ใจจะขาด ที่เราตาย”
       ทานตะวันร้องไห้ตัวสั่นพับๆๆ
      
       เนียนถือร่ม ถือผ้าเช็ดตัวเดินลงบันไดมาปากก็บ่นไปด้วย
       “ใครน่ะมานั่งตัวสั่นให้ตะพ้านกินอยู่ที่โคนต้มมะขาม แปลกแท้ๆ”
       เนียนรีบร้อนลงเรือนไป
      
       ขณะเดียวกันทานตะวันยังคงนั่งเอาชนะต่อไป แต่แย่มากแล้ว ทานตะวันนั่งเอาหน้าซุกเข่ากอดอกตัวเองไว้หนาวมาก
       “เราต้องชนะ เราต้องอดทน เราต้องไม่แพ้”
       ทานตะวันกำลังหนาวสั่นตะพ้านเริ่มกินจริงๆ เนียนถือร่ม ถือผ้าขนหนูมาที่โคนมะขาม
       “ผู้หญิง ใครกันนะ”
       เนียนรีบเข้าไปหาทันที แตะแขนถาม
       “นี่...นี่ ทำไมมานั่งตากฝนอยู่ตรงนี้ นี่ นี่”
       ทานตะวันขยับตัวเริ่มสติเลอะเลือน แต่ก็ผงกหัวดูว่าใครมา ดีใจนึกว่าเรียม
       “คุณแม่” ทานตะวันคราง
       เนียนตกใจเพราะกลายเป็นทานตะวัน
       “คุณหนูอี๊ด”
       ทานตะวันโกรธที่ไม่ใช่เรียม “ยัยเนียน ยัยบ้า อย่ามาถูกตัวชั้นนะ”
       “คุณหนูมาตากฝน ทำไมคะ ตะพ้านจะกินเอานะคะ”
       “เรื่องของชั้น ไปให้พ้นนะ”
       เนียนบอกด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด “ไม่ไปค่ะ จนกว่าจะพาคุณหนูไปให้พ้นไอ้ฝนบ้านี่”
       “อย่ามายุ่งกับชั้น”
       “เป็นตายยังไงชั้นก็ต้องยุ่งให้ได้ค่ะ ไปเถิดค่ะ”
       เนียนเริ่มฉุดทานตะวันที่ฝืนรั้งแถมทุบตีเนียน แต่เนียนไม่ย่อท้อ
      
       ฝ่ายเรียมทนไม่ได้ ลุกเดินจะไปนอกห้อง
       “เรียมจะไปไหน” ขุนภักดีเองก็ลุก
       “พี่ขุนเล่าคะจะไปไหน”
       ทั้งสองมองหน้ากันแล้วประสานเสียงออกมา
       “จะไปดูลูก”
       สองคนพากันออกไปจากห้องนอน
      
       ทางด้านเนียนพยายามออกแรงลากฉุดทานตะวันออกมาจากโคนมะขามมาได้พอสมควร ทานตะวันยังคงอาละวาดทุบตีดึงทึ้งเนียนไม่หยุด
       “เอามือสกปรกของแกออกไปจากตัวชั้น”
       “มือสกปรกสองมือนี้แหละค่ะ ที่ต้องปกป้องคุณหนูให้รอดพ้นจากฝนนี่ให้ได้”
       “แกไม่ใช่แม่ชั้น อย่ามาปกป้องชั้น ไป ไปไสหัวไป แกก็แค่คนใช้ คนมีชู้ แก...”
       “ด่าเถิดค่ะ ด่าว่าทุบตีชั้นแต่ได้โปรดกลับเรือนนะคะ”
       “ไม่ๆๆๆๆไม่ไป ชั้นจะตายมันกลางสายฝนนี่แหละ อยากให้ฟ้าผ่าด้วยซ้ำ”
       “อย่าค่ะ อย่าพูด”
      
        เนียนออกแรงลาก ทานตะวันรั้งไว้ไม่ยอมไป สองคนถูลู่ถูกังกันไปมาท่ามกลางสายฝน ต่างร้องไห้ระงมทั้งคู่

      สนกับเทิดศักดิ์ออกมารับหน้าเรียมกับขุนภักดีที่มาตามหาทานตะวันถึงเรือน
      
       “ตายจริง” สนแสร้งตกใจ “หนูอี๊ดแกไม่ได้มานอนกับสนค่ะ ตายจริงโธ่”
       เทิดศักดิ์บอกอีกคน
       “หรือน้องอี๊ดจะงอนผมกับคุณแม่ หนีไปนอนเรือนคุณย่าครับ”
       “ลูกคนนี้ช่างก่อเรื่องได้สารพัด พ่อเคืองมากแล้วนะ”
       “เรื่องเคืองเอาไว้ก่อนค่ะ รีบไปตามหาลูก ฝนตกหนักอย่างนี้ น่าเป็นห่วง”
       “ไปดูน้องที่เรือนคุณย่ากันเถิดครับ คุณพ่อ คุณแม่”
       ทุกคนพากันออกไปตามหาต่อ ยกเว้นสน ที่มองตามตาวาววับ
       “เจ้าประคู้น ขอให้มันไม่ได้ไปเรือนไหน ขอให้ฟ้าผ่ามันตายสมบัติจะได้เป็นของเทิดศักดิ์คนเดียว”
      
       ฟากเนียนยังฉุดดึงลูกสาวต่อไป แต่ทานตะวันขัดขืนไม่เลิกรา ท่ามกลางฝนฟ้าคะนอง
       “คุณหนู หยุดอาละวาดนะคะ ดูสิคะฟ้าฝนคะนองร้องดังมากขึ้นทุกที”
       “ชั้นไม่สนใจ ชั้นขยะแขยงแก ไม่ต้องการให้แกมาถูกตัวชั้น แกไม่ใช่แม่ชั้น แกเป็นคนใช้ ชั้นต้องการคุณแม่เท่านั้น ปล่อยนะ ไม่ปล่อยใช่ไหม”
       เนียนส่ายหน้า ทานตะวันก้มลงกัดแขนเนียนจนเลือดซึมออกมา แต่เนียนก็ไม่ปล่อยยังคงลากทานตะวันไปต่อ ที่สุดเนียนทนไม่ไหว ตบหน้าลูกสาวคนโตฉาดใหญ่ ตบสุดแรงเกิด
       “ไม่มีทางเลือกแล้วค่ะ”
       ทานตะวันตกใจปล่อยมือจากเนียน แล้วเปลี่ยนเป็นโกรธแค้นขึ้นมาอีก
       “แกตบชั้น”
       จังหวะนั้นเสียงฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ประกายแสงวาบ เนียนกระชากร่างทานตะวันเข้าที่พุ่มไม้ แล้วเอาตัวเองทับคร่อมร่างลูกสาวไว้
       ทานตะวันตกใจกลัวฟ้าผ่ากรี๊ดลั่นหมดสติไป “อ๊าย...ชั้นกลัว ชั้นกลัว”
       “ลูกแม่”
       เนียนกอดทานตะวันไว้แน่นโดยไม่คิดถึงชีวิตตัวเอง เสียงต้นไม้หัก เนียนแหงนหน้าไปมองเห็นต้นไม้โดนฟ้าผ่าหักโค่นลงมาตรงที่เนียนกับลูกฉุดรั้งกัน
      
       ฝ่ายทองจันทร์กับเนื้อทองก็ตกใจมาก เมื่อถูกท่านขุนกับเรียมมาถามถึงเรือน สองคนผัวเมียตกใจในคำตอบของทองจันทร์
       “ยัยอี๊ดไม่ได้มาเรือนแม่ดอกนะ”
       “โธ่ หนูอี๊ดลูกแม่” เรียมใจจะขาดรอนๆ
       “เกิดเหตุอะไรขึ้นรึ” ทองจันทร์ฉงน
       “หนูอี๊ดอาละวาดใส่ผมแล้วผลักเรียมล้ม โดนผมตบหน้า แกเลยหนีออกไปว่าจะไปนอนเรือนสน”
       “น้องอี๊ดไปจริงครับคุณย่า แต่ผมกับคุณแม่บอกให้กลับไปขอโทษคุณพ่อ” เทิดศักด์บอก
       “ปลุกคนในบ้านลุกขึ้นมาให้หมด ออกตามหาลูกสาวข้า ค้นให้ทั่วบ้าน เดี๋ยวนี้” ขุนภักดีประกาศลั่น
       “ค่ะ”
       เนื้อทองรับคำ แล้ววิ่งออกไปเจอฝนสาดแต่ก็ไม่เกรงกลัว
       “หนูติ๋ว เอาร่มก่อน” เรียมตะโกนบอก
       “เทิดรีบตามไปสิ” ขุนภักดีบอก
       เทิดศักดิ์ได้สติรีบตามเนื้อทองไปทันที
       “น้องติ๋วพี่ไปด้วย”
       “เรียมจะออกไปตามหาลูก”
       “เรียมอยู่กับคุณแม่ พี่จะออกไปดูลูกเอง”
       ภักดีขุนพูดจบก็วิ่งออกไปอีกคน เหลือเพียงทองจันทร์กับเรียมอยู่ด้วยกันสองคน
       “เฮ้อ เพิ่งมีเรื่องอิ่มอกอิ่มใจไปตอนหัวค่ำ ไม่ทันข้ามคืน มีเรื่องร้อนใจเสียแล้ว”
       “คุณแม่อิ่มใจเรื่องอะไรคะ” เรียมฉงน
       “เอาไว้ก่อน ห่วงหนูอี๊ด กลัวจะเป็นอะไรไป” ทองจันทร์ไม่วายชะเง้อออกไปนอกเรือน
       “เข้าไปด้านในเถิดค่ะ คุณแม่ เดี๋ยวละอองฝนสาดจะเป็นไข้หวัดค่ะ”
       เรียมประคองหญิงชราเข้าไปด้านใน
      
       ส่วนเนียนหายตกใจแล้ว กำลังพยายามจะอุ้มทานตะวันไป ใจจะขาดรอนๆ จนร้องไห้ออกมา
       “อย่าเป็นอะไรนะ อย่าเป็นอะไรนะทูนหัว”
       ทานตะวันปรือตามอง ในอาการเบลอๆ แต่ยังมีฤทธิ์เดช
       “เรียกใครทูนหัว ชั้นไม่ใช่ทูนหัวของแก”
       “เอ้อ ขอประทานโทษค่ะ ชั้นเผลอไปน่ะค่ะ”
       “อย่าเผลออีก ชั้นไม่ต้องการความรักจากแกจำไว้”
       “ค่ะ”
       “โชคดีแท้ๆ ที่ชั้นไม่ได้ถูกฟ้าผ่าตาย”
       “ค่ะ คุณหนูมีบุญมากค่ะ รอดเฉียดฉิวไปนิดเดียว ต้นไม้นั่นโค่นลงมาตรงที่คุณหนูยืนอยู่เมื่อสักครู่”
       “เฉียดฉิวไปนิดเดียว แกกระชากชั้นหนีมาตรงนี้ ใช่ไหม นี่แกช่วยชีวิตชั้น”
       “ช่างเถิดค่ะ รีบไปค่ะ ไปให้พ้นจากตรงนี้ เกิดมันผ่าลงมาอีกจะหลบไม่ทันค่ะ”
       “น่ากลัวจริงๆ ชั้นกลัว ชั้นกลัว รีบพาชั้นไปจากตรงนี้เร็วที่สุด” ทานตะวันผวา
       “ค่ะ”
       “ชั้นเดินไม่ไหว ชั้นหนาว ชั้นเหนื่อย ชั้น...ชั้น...”
       ทานตะวันทำท่าจะหมดสติอีกครั้ง เนียนเอามือลูกพาดบ่า พยุงตัวขึ้นมาแล้วใช้แรงสุดกำลัง พยายามพาทานตะวันเดินฝ่าฝนไปยังเรือนทองจันทร์
       “ไปเรือนคุณท่านนะคะ ใกล้ที่สุด ทนเอาหน่อยนะคะ ทูนหัว”
       “เรียกชั้นทูนหัวอีกแล้ว” ทานตะวันไม่โกรธเท่าครั้งแรกแล้ว
       “ชั้นขอโทษค่ะ คือชั้นเทิดทูนคุณหนูมากน่ะค่ะ”
       “ทั้งที่ชั้นบอกเกลียดแกเสมอมารึ แกนี่ประหลาด ทำไมไม่โกรธไม่เกลียดตอบชั้น”
       “ชั้นไม่มีวันเกลียดคุณหนูค่ะ”
       “แกไม่กลัวฟ้าผ่าตายหรือ”
       “ชั้นไม่กลัวดอกค่ะ ตายก็ช่าง ขอเพียงให้คุณหนูปลอดภัย”
       “ชั้นปลอดภัยแล้วใช่ไหม”
       “ปลอดภัยจากฟ้าผ่า แต่ยังไม่ปลอดภัยจากปวดบวม คุณหนูหนาวสั่นฟันกระทบกันไปหมดแล้วค่ะ”
       ทานตะวันหนาวสะท้านไปทั้งร่าง ฟันกระทบกันดังกึกๆๆ
       “ชั้น ชั้นจะตายไหม ชั้นไม่อยากตาย”
       เนียนส่ายหน้า ทานตะวันสั่นจนเบียดแทรกตัวเข้ามาที่ตัวเนียนโดยไม่รู้ตัว เนียนโอบกอดลูกสาวคนโตเอาไว้แน่น กลัวทานตะวันหนาว
       “ไม่ ไม่ค่ะ อย่าพูดเรื่องตายค่ะ ให้ชั้นกอดคุณหนูนะคะ คุณหนูจะได้หนาวน้อยลงนะคะ”
       “กอดชั้น กอดชั้นแน่นๆ แน่นให้มากที่สุดนะเนียน อย่าทิ้งชั้นนะ”
       “ไม่ทิ้งดอกค่ะ”
       เนียนน้ำตานองหน้า ฝนซาเม็ดลงแล้ว เนียนกอดทานตะวันไว้ ทานตะวันก็กอดเนียนแน่น น้ำตาเนียนไหลเป็นทางที่ได้กอดลูกสาวเต็มๆ เป็นครั้งแรก
       “ทูนหัวคนดี ไม่ต้องกลัวนะคะ ไม่ต้องกลัว เนียนจะปกป้องทูนหัวนะคะ”
      
       ทานตะวันไม่ติดใจต่อว่าเนียนเรื่องเรียกทูนหัวอีกแล้ว


  


       ฝนค่อยๆ ซา และหยุดเม็ดแล้ว ในขณะที่เทิดศักดิ์กับเนื้อทองติ๋วตามหาทานตะวันมาถึงอีกมุมในบริเวณบ้านภักดีภูบาล
      
       “น้องอี๊ด น้องอี๊ด”
       “คุณหนู คุณหนู อุ๊ย”
       เนื้อทองรีบร้อนจนหกล้ม เทิดศักดิ์ประคองไว้ทัน เนื้อทองเซมาปะทะอกเทิดศักดิ์จังๆ เทิดศักดิ์มองหน้าเนื้อทองอย่างหลงใหล ขณะที่เนื้อทองรีบก้มหน้า
       เทิดศักดิ์จับคางเนื้อทองให้เงยหน้าขึ้นมามองสบตา
       “น้องติ๋ว”
       เนื้อทองเบี่ยงตัวออกมา “รีบตามหาคุณหนูกันต่อเถอะนะคะ”
       “เอ้อ ครับ เอ้อ พี่ขอโทษ ที่พี่เผลอตัว พี่จะไม่เป็นเช่นนี้อีก”
       เนื้อทองไม่ตอบรีบสาวเท้าเรียกหาเนื้อทองต่อไป เทิดศักดิ์รีบตามไปจับมือเนื้อทองไว้
      
       ฟากกบกะแมว สองคนออกตามหาอีกมุมหนึ่ง
       “คุณหนู อี๊ดขา”
       “คุณหนูอี๊ดแขน”
       กบหันมาหยิกแมว
       “นังบ้า นี่กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานนะยะ เอ็งอย่ามาทำทะลึ่ง”
       “ก็แหม คนมันอยากแก้เครียดนี่นา เอ็งว่าไหม คุณหนูอี๊ดคงโกรธ จนไม่กลัวตายเห็นสายฟ้าผ่าเป็นสายฟ้าแลบ ออกไปซ่อนตัวท่ามกลางพายุฝน เพื่อทรมานคุณพ่อคุณแม่ให้ใจขาด” แมวบอก
       “ทรมานข้า เอ็ง คุณเทิดศักดิ์ คุณเรียม คุณท่าน ยกเว้นคุณสน”
       “อ้าว นังกบปากพาโดนฆ่าแกงเสียแล้วไหมล่ะ”
       “เอ็งคิดว่าที่คุณสนทำตามใจคุณหนูอี๊ดจนเสียคนนี่เพราะรักหรือว่าเพราะชัง”
       “อืม ก็น่าคิดเนาะ เฮ้อ คุณหนูอี๊ดนี่เกิดเป็นลูกข้าหน่อยไม่ได้ จะตีเช้าทุบเย็นให้น่วมจนนิ่ม”
       กบกะแมวร้องเรียก “คุณหนูๆๆๆๆ”
      
       ขุนภักดีกับเอกออกตามหาอีกมุม พลางตะโกนเรียก
       “หนูอี๊ด ออกมาหาพ่อนะ”
       “คุณหนูขอรับ อยู่ไหนขอรับ แถวนี้ผีดุนะขอรับ”
       “อุบ๊ะ ไอ้เอกอย่านอกเรื่อง หรือว่าลูกสาวข้า หนีออกไปนอกบ้าน”
       “นั่นสิขอรับ คุณหนูเธอใจเด็ดออกขอรับ ถ้าลองโกรธขึ้นมา ไม่ดูหน้าอินทร์หน้าพรหมยมบาล”
       สองคนเริ่มกังวล
       “ไปเอากุญแจรถมา ข้าจะออกไปตามหาหนูอี๊ดนอกบ้าน”
       “ได้ขอรับ”
       เอกวิ่งไปทานเรือน ขุนภักดีสอดตามองไปรอบๆ
      
       สองคนนั่งหลบอยู่ด้านในเรือนชาน ชะเง้อคอมองอย่างกังวล
       “นังหลานคนนี้ มันน่าตีให้ก้นลาย วันๆ มีแต่ก่อเหตุ”
       “ค่ะ เรียมผิดเอง เรียมสอนลูกไม่ดี เลี้ยงไม่เป็นเหมือนเนียนเขา”
       “เอ๊ะ นี่มีใครไปปลุกเนียนมัน เรื่องยัยอี๊ดหายไปหรือเปล่า” ทองจันทร์นึกได้
       “จริงสิ มัวแต่ตกใจ จนลืมบอกเนียนคะ เรียมไปเองค่ะ”
       เรียมรีบลุก ทองจันทร์โบกมือห้าม
       “ไม่ต้องดอก ยัยอี๊ดไม่ใช่ลูกมัน แถมเกลียดมัน ขืนให้ไปตาม เดี๋ยวยัยอี๊ดเลยเตลิดหนีแทนที่จะเจอ”
       “ไม่ได้ค่ะ หนูอี๊ดเกลียดเนียน แต่เนียนรักหนูอี๊ดมากค่ะ ยังไงๆ เรียมก็ต้องบอกให้เนียนรู้ค่ะ”
       เรียมรีบเดินไปที่ห้องเนียนทันควัน
       “เนียนนี่มันช่างมีอะไรแปลกประหลาดจริง รู้ทั้งรู้ว่าเขาเกลียด ก็พยายามจะไปรักเขา”
       ทองจันทร์ชะเง้อมองต่อไป
      
       ฟากขุนภักดียืนรอกุญแจรถ พลางส่ายตาหา
       “หนูอี๊ด พ่อขอโทษ พ่อทำรุนแรงมากไป ต่อไปนี้ แม้ว่าลูกจะเกรี้ยวกราด พ่อจะไม่ใช้ความรุนแรงโต้ตอบ พ่อจะพยายามใช้เหตุใช้ผลพูดกับลูก”
       ขุนภักดีสะท้อนใจ ยืนรอท่าทีกระสับกระส่าย
      
       เรียมไม่พบเนียนในห้องก็แปลกใจมาก
       “เนียนไม่อยู่ในห้อง แปลกแท้ๆ ฝนตกหนักอย่างนี้ เนียนออกไปไหน”
       หน้าต่างโดนลมพัดเปิดอ้าออกไป เรียมมองตามหน้าต่างที่ลมพัด แล้วเดินไปเพื่อจะปิด แต่เห็นบางอย่าง
       “เอ๊ะ”
      
       ท่านขุนพึมพำ
       “บอกทุกคนให้ช่วยตามหาหนูอี๊ด แต่ไม่มีใครบอกเนียน”
       ขุนภักดีเขม้นมองไป เห็นบางอย่าง
       “เอ๊ะ”
      
       สองคนพากันรีบร้อนมา
       “เราลืมบอกแม่เนียนเรื่องคุณหนูอี๊ด แม่ทราบต้องตกใจมาก แม่เนียนรักคุณหนูมากน่ะคะ”
       “รักจนไม่ถือสาหาความเวลาโดนด่าว่าเจ็บๆ แสบๆ พี่ไม่ชอบใจเลย”
       สองคนมองไปเห็น
       “นั่น นั่น”
      
       ฟากกบกับแมวเดินกลับมาทางเรือนทองจันทร์
       “เนียนจะรู้หรือเปล่า”
       “น่าจะรู้ คงกำลังตามหาเหมือนเรานี่แหละ” แมวว่า
       “ขานั้นเขารักของเขา รักไม่ดูดำดูดี รักไม่ห่วงตัวเองเจ็บช้ำน้ำใจ” กบบอก
       สองคนชะงัก ชี้ไม้ชี้มือออกไปเบื้องหน้า
      
       “นั่น นั่น”


  


       ที่ทุกคนเห็นคือเนียนกำลังโอบประคองกอดทานตะวันไว้แน่นเดินมา ทานตะวันก็กอดเนียนแน่นเช่นกัน
      
       “ชั้นปลอดภัยแล้วแน่นะเนียน”
       “ค่ะ ปลอดภัยแล้ว คุณหนูรีบเข้าบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้ารีบไปหาหมอนะคะ”
       “แล้วเนียนเล่า เนียนก็หนาว แถมเนียนโดนชั้นกัดจมมิดเขี้ยว เนียนไม่ไปหาหมอรึ”
       “เอ้อ เนียน จะไปเฝ้าพยาบาลคุณหนูจนกว่าคุณหนูจะไม่ต้องการค่ะ แข็งใจอีกนิดนะคะ”
       ทานตะวันสะท้อนใจ ถามขึ้น “เนียนเคยเกลียด เคยโกรธใครบ้างไหม”
       “เอ้อ...เนียนก็เหมือนทุกคน แค่เนียนชอบเก็บเอาไว้ในใจ มากกว่าแสดงออกมาค่ะ”
      
       ขณะที่ทองจันทร์ยืนชะเง้อคอ เรียมวิ่งออกมาจากห้องเนียน ท่าทางตื่นเต้นมาก
       “แม่เรียม ตื่นเต้นอะไร”
       “เจอแล้วค่ะ เจอหนูอี๊ดแล้วค่ะ”
       “เจอที่ไหนก็เพิ่งออกมาจากห้องเนียนมันแท้ๆ”
       เรียมชี้บอก “นั่นค่ะ คุณแม่ หนูอี๊ดอยู่กับเนียนค่ะ”
       ทองจันทร์เพ่งมองตามไป ตื่นเต้นตบอกผาง
       “มิน่าฟ้าผ่ากลางบ้าน ยัยอี๊ดกอดเนียนแน่นเป็นไปได้อย่างไร”
       “เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และดีงามค่ะ เรียมดีใจ เรียมมีความสุขมากค่ะ”
       “นี่กระมังเป็นเหตุที่ฟ้าผ่าลงมากลางบ้านเรา”
       เรียมตื้นตันนัก จูงมือทองจันทร์รีบพากันลงเรือนไปรับสองคน
      
       ทุกคนเห็นเนียนกับทานตะวันแล้ว ท่านขุนวิ่งเข้าไปหาสองคนมีเอกวิ่งตาม
       “หนูอี๊ดของพ่อ”
       “เนียน”
       เทิดศักดิ์กับเนื้อทองวิ่งมาหา เห็นแล้วเช่นกัน
       “น้องอี๊ด น้าเนียน”
       “คุณหนู แม่เนียน”
       กบกะแมว วิ่งเข้ามา
       “เนียน คุณหนู”
       เรียมกับทองจันทร์มาถึงเป็นคู่สุดท้าย
       “หนูอี๊ดของแม่” / “ยัยหนูของย่า”
       ทุกคนมารุมล้อมที่ทั้งสองคน เนียนหยุดหอบ ทานตะวันกำลังจะหมดแรง
       “ไปให้พ้นไม่มีใครต้องการหนู มีแต่เนียนที่ช่วยหนู”
       ขาดคำเนื้อทองก็หมดสติ ขุนภักดีรีบวิ่งไปรับร่างลูกสาวไว้ได้ทัน
       “หนูอี๊ด” / “คุณหนูอี๊ด” ทุกคนร้องพร้อมกันๆ
       พอท่านขุนรับทานตะวันไป เนียนก็หมดแรงทรุดลงไปเช่นกัน
       “เนียน” ทุกคนตกใจร้องกันระงม
       “แม่เนียน” / “น้าเนียน”
       เทิดศักดิ์กับเนื้อทองปราดไปที่เนียนทันควัน
      
       รุ่งสางก่อนตี 5 เห็นจะได้ แลเห็นสนซึ่งสวมใส่ชุดดำ เอาผ้าโพกหัวพันหน้า ย่องลงเรือนมา ในมือหิ้วห่อข้าวมาสามห่อ ดวงตาอันเหี้ยมโหดของสนเปล่งประกายวาววับโผล่พ้นออกมาจากผ้าโพกหัวนั้น
      
       ขณะเดียวกันที่โรงพยาบาล ประจำจังหวัด เนียนยังนอนหมดสติอยู่ที่เตียงยังไม่ฟื้น ทานตะวันก็นอนหมดสติอยู่อีกเตียงหนึ่ง ขุนภักดีกับเรียมลูบไล้ใบหน้าลูกสาว
       “พ่อเป็นพ่อที่ไม่มีความอดทน พ่อเสียใจ”
       “แม่เสียใจแม่ดูแลลูกไม่ดี”
       เนื้อทองจับมือเนียนน้ำตาไหลพราก
       “แม่เนียนขา แม่เนียนอย่าเป็นอะไรมากนะคะ”
       เทิดศักดิ์มองทั้งสองเตียงสลับกัน พลอยซึมไปด้วย
       “น้าเนียนน่าจะเป็นมากกว่าน้องอี๊ด แผลนั่นฟันน้องอี๊ดทั้งนั้น พี่จะไม่ยอมให้น้องอี๊ดทำตัวเหลวไหลอีกต่อไป”
       หมอเจ้าของไข้เดินเข้ามา รายงานผลตรวจต่อท่านขุน
       “เป็นปอดบวมทั้งสองคนขอรับ ท่านข้าหลวง”
       “หนักมากไหมคะ” เรียมถาม
       “หนักเอาการขอรับคุณนาย หมอเข้าใจว่าน่าจะเพราะไปตากฝนมาเป็นเวลานานมาก ไปไหนกันมาหรือขอรับ”
       “เอ้อ..ไปติดฝนในบ้านนั่นแหละหมอ แต่พื้นที่ในบ้านมันกว้างสักหน่อย ก็เลยติดฝนเสียนานกว่าจะมีใครพบเข้า” ขุนภักดีว่า
       “ต้องพักที่โรงพยาบาลนานแค่ไหนครับ คุณหมอ”
       “น่าจะเกินเจ็ดวัน ทุเลาลงเมื่อไหร่ หมอจะให้กลับบ้านขอรับท่านไม่ต้องห่วงขอรับ ยาสมัยนี้ดีมากขอรับ”
       “แต่ยังไงก็ยังห่วง” ขุนภักดีถอนใจ “ห่วงจนไม่อยากไปไหน” ว่าพลางปรายตาดูเนียนด้วย
       “แต่พี่เทพต้องกลับไปทำงานนะคะ ทางนี้เรียมเฝ้าเองค่ะ”
       ท่านขุนเอาแต่มองเนียน “แล้วนั่น เอ้อ ฝากเรียมดูแลด้วยนะ”
       “ค่ะ” เรียมรับปาก
       “น้องติ๋ว ครับ เอ้อ...จะให้พี่ไปลาที่โรงเรียนให้ไหมครับ”
       “ขอบคุณมากค่ะ พี่เทิดศักดิ์”
       “กลางวันจะแวะมาดู” ขุนภักดีบอกเรียม
       “ผมจะมากับคุณพ่อครับ
       ท่านขุนเดินมาหยุดที่ข้างเตียงเนียนมองหน้าเงียบๆ ขอบคุณเนียนอยู่ในใจ
       “ขอบใจมากเนียน ที่ช่วยหนูอี๊ด” แล้วบอกกำชับเนื้อทอง “ดูแลกันให้ดีๆ นะ”
       “ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ”
       เนื้อทองลุกเดินไปส่งท่านขุนกับเทิดศักดิ์แล้วไหว้สองคน
       ขุนภักดีกับเทิดศักดิ์พากันออกไปแล้ว เรียมผวามาที่ข้างตัวเนียนน้ำตาไหล จับมือเนียนอีกข้าง
       “เนียนจ๋า... เนียนทำหน้าที่ของเนียนดีจนไม่มีที่ติ ชั้นเสียอีกที่ทำไม่ได้ดีเท่าเนียน ชั้นขอโทษนะเนียน ไม่มีเนียน ป่านนี้หนูอี๊ดจะเป็นเช่นใด พวกเราคงใจขาดรอนๆ กันทั่วหน้า”
      
       เรียมน้ำตาไหลพราก เนื้อทองมองแล้วแปลกใจต่ออาการของเรียมที่ดีกับเนียนมากเกินปกติ


  


       เช้ามืดสายมารอสนตามนัด ออกอาการชะเง้อคอมอง
      
       “ทำไมคุณนายสนยังไม่มาสักที”
       ที่สุดสนมาถึงในสภาพคลุมหน้าพรางตัวดัดเสียงทัก
       “ชื่อสายหรือเปล่า”
       “ใช่ เอ้อ...”
       “คุณนายสนใช้ให้ชั้นมา หาคนชื่อสาย”
       “อ้าว ไหนคุณนายว่าจะมาเอง เอาเงินห้าตำลึงมาให้ด้วย”
       สนยกถุงโชว์ให้ดู
       “นี่เงิน แล้วนี่ห่อข้าวของเอ็ง”
       “ไหนห่อข้าวของไอ้สองคนที่ตะราง”
       “คุณนายสนเปลี่ยนใจ ไม่อยากให้เอ็งลำบากลำบนยุ่งยากคุณนายฝากบอกชั้นมาว่าให้เอ็งกินข้าวที่ให้มา แล้วรีบหอบเงินไปให้ไวๆ”
       “ขอบคุณคุณนายสนท่านจริงๆ ช่างเมตตา” สายสูดกลิ่นอาหาร “หอมน่ากินจัง”
       “ข้าวเหนียวกับหมูทอด อย่างดีจากครัวท่านข้าหลวงเชียวนะ” สนยั่วน้ำลาย
       ไม่พูดเปล่า สนแกะห่อข้าวออกมาให้ดูล่อน้ำลาย สายเลียลิ้นแผล็บๆ
       “รับไปสิ โชคดีนะ ชั้นไปก่อน”
       สายรีบรับทั้งเงินและอาหาร สนยิ้มเดินจากไป แล้วหยุดเหลียวมามองสาย
       “กินสิ ไม่กินจะเอากลับคืนไปให้หมากินนะ”
       “กินจ้ะ กินสิจ้ะ เอ้อ อยากดูหน้าจังว่านั่นพี่สาวหรือน้องสาวกันแน่”
       สนเดินยิ้มไป ดึงผ้าโพกหน้าออกยิ้มดุดัน
       ด้านหลังสน เห็นสายหยิบข้าวเหนียวมากัด หยิบหมูทอดมายัดใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย
       “อร่อย”
       สนหันไปให้สายเห็นหน้า สายผงะ
       “คุณนายสน”
       สนเดินยิ้มอำมหิตเข้าไปหาสาย ที่เอามือกุมคอตาเหลือก
       “เอ็งอยากเห็นหน้าข้าไม่ใช่รึ”
       “ทำไม ทำมะ...”
       “กินเข้าไปอีกสิให้คนโลภมาก แถมทำท่าจะปากเสีย”
       สายลิ้นแข็งพูดไม่ได้แล้ว ได้แต่ยกมือชี้
       “อยากถามว่าทำไมละสิ เพราะเอ็งมันรู้มากไปแล้ว ไอ้สองคนนั่นก็เช่นกัน มันจะได้กินอาหารอร่อยจากข้าเหมือนกับเอ็งนั่นแหละ”
       สนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ขณะที่สายทรุดลงไปกองชักตาตั้ง พยายามตะกายมาทางบ้านท่านขุน
      
       ฝ่ายท่านขุนกับเทิดศักดิ์กลับมาถึงบ้าน เห็นแมว และ กบ กำลังซุบซิบกัน สีหน้าตระหนกตกใจอยู่
       “พวกเอ็งมาสุมหัวกันทำไมตรงนี้”
       “มีอะไรรึ”
       “ไอ้สายมันหายไปตั้งแต่วันก่อนขอรับ แล้วไม่มีใครเห็นหน้ามันอีกเลย” บ่าวชายบอก
       “กระผมเห็นมันก่อนไปขอรับ มันบอกว่าไปเยี่ยมแม่ป่วยขอรับเดี๋ยวมันคงกลับ” เอกบอก
       กบกะแมว “บอกมันไม่กลับมาดอก”
       “มัน มัน มัน...” กบละล่ำละลัก
       “ตายแล้วเจ้าค่ะ”
       ท่านขุน เทิดศักดิ์ และเอก สามคนตกตะลึง
       “ตายแล้ว”
      
       ส่วนสนส่งเงินให้เด็กหน้าโรงพัก
       “นี่ข้าวสองห่อ เอาไปให้ไอ้คนที่บอกชื่อไว้ จำได้นะ”
       “จำได้”
       “นี่เงินหนึ่งตำลึง ให้เอ็งไอ้หนู บอกพวกมันว่าคนชื่อสอนฝากมาให้ เดี๋ยวตัวเขาจะตามเอาข่าวดีมาบอก”
       เด็กดีใจรีบรับเงินถือข้าวห่อเดินขึ้นโรงพักไป สนมองตามเด็กด้วยสายตาโหดเหี้ยมดุร้าย
       “กูช่วยอะไรพวกมึงไม่ได้แล้ว พวกมึงกำแหงกับกูเอง”
       สนเดินออกไปจากที่นั่น เทิดศักดิ์ขับรถมาจอดหน้าโรงพัก สนสะดุ้งสุดตัวพึมพำ
       “เทิดศักดิ์”
       สนรีบก้มหน้าเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว
        
       เทิดศักดิ์ลงมาจากรถเห็นผู้หญิงชุดดำปิดหน้าปิดตาเดินไป แต่ไม่ติดใจ รีบเดินขึ้นไปบนโรงพัก เพราะมีคดีเรื่องสายตายรออยู่

      ตำรวจเวรส่งข้าวห่อให้แช่มกับคนต้มเหล้าเถื่อน เด็กที่สนจ้างเดินออกมาจากที่นั่นแล้ว
      
       “ญาติแก ที่ชื่อสอนเขาฝากมาให้แก” ตำรวจบอก
       “ฝากมาให้ชั้นด้วยรึเปล่า” แช่มถามงงๆ
       “ของแกนั่น เด็กมันบอกว่าแม่แกฝากมาให้”
       “แล้วแม่ชั้นจะไม่มานี่รึ” แช่มสงสัย
       “ไม่รู้ แต่เด็กมันฝากมาบอกว่า เดี๋ยวนายสอนจะมาหาแกสองคนพร้อมด้วยข่าวดี”
       สองคนสีหน้าแช่มชื่น พึมพำอย่างดีใจพร้อมกัน
       “ข่าวดี”
       ตำรวจพยักหน้า ถอยมานั่ง คนต้มเหล้าหยิบข้าวมาแกะออก แช่มหยิบข้าวมาแกะออก
       “น่ากินแท้ๆ” คนต้มเหล้าว่า
       แช่มพึมพำ “ขอบคุณ คุณนายสนที่ส่งคนมาช่วยตามสัญญา”
       “แสดงว่าที่ชั้นขู่ไปนั่นได้ผล” คนต้มเหล้าคุย
       “ทีนี้แหละชั้นจะได้ประกันตัว รีบกินให้อิ่มก่อนออกจากตะราง”
       “คุณนายแกมีน้ำใจอุตส่าห์ให้ข้าวกินก่อนช่วยเหลือ ไม่เสียแรงเอ่ยปาก”
       คนต้มเหล้ากินข้าวทันที แช่มทำท่าจะหยิบกิน ช้อยเดินเข้ามาพร้อมด้วยข้าวห่อ
       “ไอ้แช่ม”
       “แม่” แช่มแปลกใจ
       “นั่นเอ็งเอาข้าวที่ไหนมากิน”
       “อ้าว ก็หมู่เขาบอกว่าแม่ฝากเด็กมาให้ชั้น”
       ช้อยตระหนกตกใจมาก รีบบอก
       “มึงโยนข้าวนั่นทิ้งลงไปเดี๋ยวนี้ไอ้แช่ม”
       “ทำไม”
       “กูบอกให้โยนทิ้ง กูไม่ได้ฝากข้าวมาให้มึงกิน”
       คนต้มเหล้าตาเหลือกยกมือกุมคอ
       “กูโดนวางยาพิษ มัน มันหลอกฆ่ากู”
       แช่มตกใจโยนข้าวห่อทิ้ง ตำรวจเวรตกใจ คนต้มเหล้าดิ้นชักกระแด่ว
       “แม่ แม่ มันจะฆ่าชั้น”
       ช้อยคำรามออกมาตาวาววับ “อีสน”
       เสียงเอะอะโวยวายดังไปหมด แช่มเขย่ากรงร้องลั่น
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย มันจะฆ่าชั้น”
       เทิดศักดิ์พรวดเข้ามา
       “มีคนวางยาพิษไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนครับหมวด”
       เทิดศักดิ์เครียดมาก มองมาเห็นช้อย
       ช้อยส่ายหน้า “ช้อยไม่เกี่ยวนะคะ ไอ้แช่มก็โดน ดีแต่ว่าช้อยมาทัน ห้ามมันไว้ได้”
       เทิดศักดิ์เครียดมากขึ้นไปอีก
      
       สามคนเข้ามาคุยกันในห้องทำงานขุนภักดี ท่านขุนกับแดงน้อยตกใจมาก พอรู้เรื่องจากเทิดศักดิ์
       “ไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนนั่น โดนวางยาพิษตายเหมือนกันหรือ” ขุนภักดีถาม
       “โชคดีที่ยัยช้อยมาทันห้ามนายแช่มเอาไว้ มันเลยไม่ทันกินข้าวห่อนั่น”
       “ใครเอาข้าวมาให้พวกนั้น” แดงน้อยนึกสงสัย
       “ตำรวจที่เฝ้าหน้าห้องขังบอกว่า มีเด็กเอามาบอกว่ามีคนฝากให้อีกที”
       “ส่งคนตามหาเด็กนั่นให้พบ แล้วคาดคั้นถามมันว่าใครให้มันมาส่ง” ขุนภักดีบอก
       “ยัยช้อยโวยวายอะไรบ้างไหม เรื่องลูกชายเกือบตายไปด้วย” แดงน้อยถาม
       “มันมาแปลก มันเงียบมาก ถามอะไรมันก็ไม่รู้ทั้งนั้น ผิดวิสัยยัยช้อย”
       สามคนเห็นด้วยว่าผิดวิสัยของช้อย
      
       ด้านช้อยนั่งซึมมองหน้าลูกชายที่โวยวายร้องไห้ไม่หยุด
       ช้อยพึมพำอย่างโกรธแค้น “อีสน มึงจะฆ่าลูกกู อีสนมึงเห็นแก่ตัว มึงอำมหิตนัก”
       “แม่พูดอะไรออกมาสักคำได้ไหม อย่าเอาแต่นั่งซึมพึมพำ ชั้นกลัว ชั้นกลัวตาย”
       “เงียบนะไอ้แช่ม มึงมันไอ้หน้าไม่อาย มึงทำเรื่องเดือดร้อนเอง มึงอย่าโวยวาย”
       “นี่แม่ด่าชั้นกี่รอบแล้ว ดีละ ชั้นพินาศคนอื่นก็ต้องพินาศ ชั้นจะบอกตำรวจให้หมดเรื่อง…”
       ช้อยตวาดแว้ด “กูบอกให้เงียบ ปล่อยให้กูจัดการ ขืนมึงปากโป้ง มึงจะโดนโป้งไม่รู้ตัว ไม่กลัวเร๊อะ แบบเมื่อเช้าถ้ากูมาไม่ทันป่านนี้มึงคงไปอยู่กับไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนเมื่อเช้าในนรกแล้ว”
       แช่มสงบลง ช้อยลุก
       “แล้วแม่จะกลับมาหามึง มึงไม่ต้องไปกินของที่ใครเอามาให้ นอกจากข้าวแดง ของตำรวจ
       “จ้ะแม่”
       แช่มมองตามแม่จนสุดสายตา
      
       ส่วนที่โรงพยาบาลเนียนฟื้นก่อนทานตะวัน พึมพำเรียกอย่างลืมตัว
       “ทูนหัวของแม่”
       ติ๋วนั่งมองเนียนอยู่ เข้าใจว่าเนียนเรียกตัวเอง
       “หนูอยู่นี่ค่ะแม่”
       เนียนได้สติเต็มที่จนมองเห็นเป็นหนูเนื้อทอง
       “หนูติ๋ว นี่เอง”
       “เมื่อกี้แม่เพิ่งเรียกหนูว่าทูนหัว”
       “แม่ แม่ ตาลายสับสนพูดจาเลอะเทอะจ้ะ นี่แม่อยู่ที่ไหน”
       เนียนพยายามจะลุกแต่ไม่ไหว เรียมเดินมาหาเนียนมานั่งข้างๆ
       “แม่เนียนอยู่โรงพยาบาลค่ะ”
       “แล้วคุณหนู คุณหนูเป็นอย่างไร คุณหนูปลอดภัยไหม คุณหนูอยู่ที่ไหน”
       เนียนนึกได้ ตกใจมากกลัวลูกสาวคนโตตาย
       “หนูอี๊ดปลอดภัย เพราะเนียนช่วยชีวิตหนูอี๊ดเอาไว้จ้ะ แต่แกเป็นปวดบวม
       “คุณหนู คุณหนู โธ่....” เนียนยิ้มทั้งน้ำตา
       “ยังหลับอยู่นั่นไงจ้ะเนียน”
       “เนียนขอโทษค่ะ คุณเรียม เนียนพยายามจะพาคุณหนูกลับเรือนคุณท่านแต่...”
       เรียมจับที่แขนเนียน
       “หนูอี๊ดอาละวาดกัดเนียน หมอฉีดยากันบาดทะยักให้แล้ว ชั้นต่างหากที่ต้องขอโทษเนียน ชั้นเลี้ยงลูกไม่เป็น เลี้ยงลูกไม่เก่งเหมือนเนียน”
       “อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ เนียนไม่ถือสา เธอดอกค่ะ” เนียนว่า
       “แต่มาถึงตอนนี้ ชั้นกับพี่เทพเห็นจะต้องถือสักทีแล้ว ปล่อยต่อไปไม่ได้ดอก หนูติ๋ว ขอโทษด้วยนะ ที่หนูอี๊ด ทำแม่เนียนของหนูป่วยแถมโดนกัด”
       “หนูไม่ถือสา คุณหนูเธอดอกค่ะ”
      
       เนื้อทองบอก


  


       เสียงทานตะวันครางขึ้นมา อย่างคนเสียขวัญ
      
       “ชั้นกลัวชั้นกลัวฟ้าผ่า อย่าทิ้งชั้นนะ อย่าทิ้งชั้น เนียนอย่าทิ้งชั้น”
       “คุณหนู”
       “ลูกอี๊ด”
       เรียมผวาตัวไปหาทานตะวัน เนียนพยายามจะลุก เนื้อทองประคองไว้ให้เนียนมองเห็น เรียมไปหาอี๊ด
       “หนูอี๊ด”
       “ไม่มีใครรักชั้น ไม่มีใครรักชั้น มีแต่คนรักนังติ๋ว” ทานตะวันร้องละเมอ
       เรียมพูดไม่ออก ที่ทานตะวันเพ้อ ได้แต่หันมามองทางสองคน
       “คุณหนูเธอเพ้อค่ะ เธอตกใจฟ้าผ่า ฟ้าผ่าต้นไม้ล้มลงมาตรงที่เราสองคนอยู่พอดี โชคดีที่พ้นมาได้”
       “ทำไมทุกคนต้องรักมัน นังลูกชู้” ทานตะวันเพ้อต่อ
       เนียนกับเนื้อทองนิ่งเงียบ เรียมน้ำตาคลอ สบตาเนียนกับเนื้อทองเป็นเชิงขอโทษ เสียงเคาะห้องดังขึ้น
       “เชิญ” เรียมหันไป
       เป็นแดงน้อยเดินเข้ามาในห้อง พร้อมด้วยขนมและผลไม้
       “สวัสดีครับ คุณนายแม่ น้าเนียน เทิดศักดิ์บอกผมครับ”
       “นายอำเภอมา นายอำเภออุตส่าห์มา” เนียนดีใจมาก
       “น้าเนียนเป็นอย่างไรบ้างครับ”
       “น้าแข็งแรงค่ะ แต่คุณหนูยังแย่มากค่ะ ยังเพ้ออยู่”
       แดงน้อยหันไปมอง ทานตะวันเพ้ออีก
       “พี่แดงน้อยก็หลงรักนังติ๋ว”
       ทุกคนหน้าเสีย
       เรียมตัดบท “เทิดศักดิ์กับคุณพ่อบอกว่าจะมา”
       “เอ้อ..มาไม่ได้แล้วครับ มีคดีเกิดขึ้นติดกันสามคดี และน่าจะโยงมาเป็นคดีเดียวกันได้ครับ นายสาย นายคนต้มเหล้าเถื่อน นายแช่ม ถูกวางยาพิษจากคนๆ เดียวกัน”
       ทุกคนตกใจมาก ขณะที่ทานตะวันยังคงละเมออยู่นั่น
       “พี่แดงน้อยกับพี่เทิดศักดิ์แย่งกันรักนังติ๋ว”
      
       ฟากสนอยู่ที่เรือนของตน กำลังยัดชุดสีดำและผ้าโพกหัวปิดหน้าซ่อนไว้ในหีบ เทิดศักดิ์เปิดประตูเข้ามา
       สนสะดุ้ง “เทิดศักดิ์ ทำไมลูกกลับบ้านมาตอนกลางวัน”
       “เพราะ บ้านเรามีเรื่องมาตั้งแต่กลางคืนนี่ครับ หาน้องอี๊ดพบพาไปโรงพยาบาล กลับมาบ้านมีเรื่องนายสายคนรับใช้แม่สนถูกวางยาพิษตาย”
       สนทำเป็นตกใจมาก
       “ตายจริง เวรกรรม โธ่เอ๊ย แม่จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้มัน”
       “คนร้ายอำมหิตมาก มันไม่ใช่แค่วางยาพิษนายสาย มันยังใช้เด็กส่งข้าวใส่ยาพิษไปให้ไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนที่คุณพ่อไปบุกจับวันก่อนตายไปด้วย”
       สนเบือนหน้าหันไปยิ้ม แล้วหันมา
       “ช่างน่าสมเพชพวกมัน มันคงไปมีเรื่องกับใครเขาเอาไว้”
       “ไอ้คนต้มเหล้าเถื่อนนั่นพอเข้าใจได้ครับ เพราะบ้านมันอยู่ละแวกนี้ แต่ไอ้แช่มลูกยัยช้อยนี่สิครับ แถวนี้มีคู่กรณีก็แต่ที่บ้านเรา แต่มันดันโดนวางยาไปด้วย แสดงว่าคนวางยาคือคนเดียวกัน”
       ในใจสนดีใจมาก เผลอไผลพูดออกมา
       “นี่มันตายกันทั้งสามคนเลยรึ”
       “สองเท่านั้นครับ” เทิดศักดิ์บอก
       สนทำของในมือหล่น
       “ว่ากระไรนะ”
       “ไอ้แช่มมันไม่ตายดอกครับ ยัยช้อยมันมาห้ามไว้ทัน ดูท่าว่ายัยช้อยจะรู้ว่าใครทำ”
       “ตายจริง แล้วนังช้อยมันให้การว่าอย่างไรบ้าง”
       “มันไม่ให้การครับ มันนิ่ง แต่สีหน้ามันเหมือนจงใจจะไม่บอก ทั้งที่รู้มันปิดบังอะไรไว้แน่นอนครับ เอ้อ มันอาจแวะมาหาคุณแม่ ถ้ามันมาหาคุณแม่ คุณแม่พยายามหลอกล่อถามมันนะครับ ให้มันพูดออกมาว่าใครเป็นตัวการ”
       “จ้ะ จ้ะ แม่จะถาม”
       “เอ้อ คุณแม่จะไปเยี่ยมน้องอี๊ดกับน้าเนียนไหมครับ”
       สนส่ายหน้า
       “แม่ เอ้อ ปวดหัวมาก แม่ฝากเยี่ยมด้วยนะลูก”
       “ครับ ผมแค่แวะมาเล่าเรื่องราวน่าสยดสยองให้คุณแม่ทราบ จะได้ระวังตัวเพราะ คุณแม่เองก็มีคนคอยจ้องทำร้ายอยู่ นะครับ”
       “ขอบใจที่ห่วงแม่ แม่ดีใจนะที่รักแม่ ดื่มน้ำตาลสด สักแก้วไหมลูก”
       “ขอบคุณมากครับ แต่ผมร้อนใจ อยากทราบว่าคนที่คุณพ่อกับแดงน้อยส่งไปตามจับตัวเด็กส่งข้าว ว่ามันรับข้าวมาจากใคร ไม่รู้ทราบข่าวหรือยัง”
       สนสะดุ้งอีกรอบ เทิดศักดิ์เดินออกไป สนเข่าอ่อนนั่งโดยไม่ต้องออกแรงแปะลงไปกับพื้น
       “นี่มันอะไรกัน นรกเริ่มมากินกูแล้วหรือนี่ อีช้อยมึงอย่ามาหากูนะอีช้อย อย่ามาทีเดียว กูเหนื่อยฆ่าคนเต็มทีแล้ว กูไม่อยากจนตรอกมากกว่านี้”
      
       ขณะเดียวกันช้อยนั่งอยู่ริมคลองทำตัวเป็นคนตกปลา มีผ้าขาวม้าคลุมหน้ากันแดด นั่งตกปลาเงียบๆ ใจลอย
       คิดเรื่องช่วยลูก
       “อีสน กูไม่มีทางเลือก เป็นไงเป็นกัน ถ้ามึงไม่ช่วยลูกกู กูก็ไม่เว้นมึง พินาศวอดวายไปด้วยกัน กูไม่สนใจ ให้ลูกกูรอดเท่านั้นกูถึงพอ กูจะพูดกับมึงเป็นครั้งสุดท้าย”
      
       ท่านขุนกับแดงน้อยอยู่ด้วยกัน เทิดศักดิ์เดินเข้ามาในห้อง
       “ได้ตัวเด็กนั่นแล้วรึ ลูกเทิดศักดิ์”
       “เด็กบอกว่ามีผู้หญิงชุดดำ มีผ้าข้าวม้าตารางสีดำปิดหน้ามาจ้างให้เอาไปให้แล้วสั่งให้พูดตามที่บอก”
       เทิดศักดิ์นึกถึงภาพหญิงชุดดำที่ตนเห็นหน้าโรงพัก
       “ผมเห็นผู้หญิงชุดดำหน้าโรงพัก แต่ไม่ได้ติดใจ”
       เทิดศักดิ์ ไม่สบายใจอย่างหนัก
      
       สนใจคอไม่ดี เดินมาปิดหน้าต่าง ปิดประตูบ้านกลัวไม่น้อย เสียงนกแสกบินผ่านแล้วร้องดังขึ้นมา
       ในความมืด แส๊กกๆ
       “ว๊าย ไอ้นกบ้า ดันมาแหกปากร้องทำไมตอนนี้ ข้ายิ่งใจคอไม่ดี รึนี่คือลางร้าย”
       จู่ๆ มีก้อนหินเล็กๆ ถูกผูกกับข้าวห่อโยนเข้ามาในหน้าต่าง ผ่านสนตกลงไปที่พื้นห้อง
       “ว้าย”
       สนร้องลั่น หันไปมอง ยิ่งตกใจมาก เพราะนั่นคือข้าวห่อที่สนได้ส่งให้แช่มกับทุกคนกินนั่นเอง
       “ข้าวห่อนั่น โอ๊ย นี่มันบ้าอะไรกันขึ้นมา”
       ยินเสียงช้อยดังมาจากใต้หน้าต่าง
       “ข้าวห่อที่คุณสนฝากไปให้ไอ้แช่มมันกินไงเจ้าคะ”
       สนมองลงไปเจอช้อย ยืนเงยหน้ามองขึ้นมามองจากใต้หน้าต่าง
       “อีช้อย มึงกลับมาอีกแล้ว”
       “เจ้าค่ะ กลับมาตามสัญญาที่คุณสนให้ไว้กับช้อย และฝากให้ไว้กับไอ้สาย จะรออยู่บนเรือน ให้ช้อยขึ้นไปหา หรือว่า จะลงมาคุยกับช้อยดีๆ เจ้าคะ”
       “อีช้อย มึงกำแหงใหญ่แล้วใช่ไหม”
      
       สนตาลุกแค้นมาก ช้อยจ้องตาวาววับสู้ ไม่กลัวเช่นกัน


  


       ช้อยเริ่มแผนการข่มขู่สนกลับบ้าง
      
       “ช้อยไม่ได้ข่มขู่คุณสนดอกเจ้าค่ะ ช้อยกับคุณสนก็ตกที่นั่งเดียวกันคือรักลูก จึงสามารถทำการอันใดก็ได้ เพื่อให้ลูกปลอดภัย คุณสนทำเพื่อคุณเทิดศักดิ์มามากมาย ช้อยขอทำเพื่อลูกช้อยสักครั้ง เถิดเจ้าค่ะ ขอเพียงมันได้ประกันตัวเท่านั้น คุณสนเป็นภรรยาท่านขุน เป็นแม่ของคุณเทิดศักดิ์ มีอำนาจที่จะช่วยกันได้”
       สนมองหน้าช้อยนิ่ง เริ่มระวังตัว ไม่วี้ดว้ายใส่ช้อย
       “ถ้าได้ประกันตัวแล้วเกิดไอ้แช่มมันหนี พี่ขุน ลูกเทิดศักดิ์ข้ามิป่นปี้หมดสิ”
       “ช้อยสาบานเจ้าคะ ว่าจะไม่ให้มันหนี คุณสนคิดดูนะเจ้าคะ ไอ้แช่มมันอมพะนำไว้ไม่เอ่ยปาก เพราะช้อยห้ามไว้ ว่าใครกันที่ฝากข้าวห่อนี่มาให้มันกิน เพราะมันมีความหวังนะเจ้าคะ หวังว่าคุณสนจะเมตตามัน แล้วเรื่องทั้งหลายทั้งปวง ที่ผ่านมาตั้งแต่คุณสนกับไอ้เหิม คุณสนกับไอ้เสือหนัก ไอ้หมอเสน่ห์ ความตายของไอ้เหิม ไอ้หวาน ไอ้เมื่อวานอีกสองราย ถ้ามีใครเป็นพยานสักคนสองคน อะไรจะเกิดขึ้นเจ้าคะ”
       สนนิ่งคิดสักครู่ แล้วพยักหน้า
       “ตกลง ข้าจะเจรจาให้เอ็ง แต่ตอนนี้ที่นี่มันมีเรื่องวุ่นวายขายปลาช่อนหลายเรื่อง รอให้อีเนียนกับอีเด็กอี๊ดออกมาจากโรงพยาบาลก่อนเถิด”
       “แน่นะเจ้าคะ”
       “แน่สิ ตอนนี้ขืนข้าพูดไปก็หามีใครสนใจฟังข้าไม่”
       “ตกลงเจ้าคะ ช้อยจะหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แถวนี้ วนเวียนอยู่ที่นี่ตลอดเวลา ถ้าสองคนนั่นมันมาเมื่อไหร่ ช้อยจะมาพบคุณสนอีกครั้ง”
       “ย่ะ แม่คนเก่ง แม่คนฉลาด ช่างคิดหาวิธีให้ข้ายอมจำนนจนได้”
       “ช้อยไม่ฉลาดดอกเจ้าคะ นี่คือความเมตตาการุณย์ของคุณสนต่างหาก ช้อยกราบลาเจ้าคะ”
       ช้อยไหว้ นึกกระหยิ่มว่าตัวเองสมหวังที่เล่นงานสนได้
       สนมองตามช้อยยิ้มดุดัน “มึงฝันหวานไปเถิดอีช้อย กูไม่เคยปล่อยให้คนที่กำความลับของกูลอยนวล ไม่ว่ามันจะซื่อสัตย์หรือคิดทรยศกับกู”
      
       วันเวลาผ่านไปอีก 7 วัน
       ทองจันทร์ดีอกดีใจที่หลานสาวกลับมาอย่างบ้านปลอดภัย ทานตะวันมากราบย่า หญิงชรากอดหลานอย่างรักใคร่ ท่าทางทานตะวันดูนิ่ง และสงบลงไปมาก
       “ขวัญเอ๊ยขวัญมา หลานย่า อยู่เย็นเป็นสุขนะหลานนะ”
       “ค่ะ คุณย่า ขอบคุณมากค่ะ”
       “ยังอ่อนเพลียอยู่ค่ะ คุณแม่ คงต้องพักที่บ้านอีกสองสามวัน ถึงจะออกไปดูร้านได้”
       “แต่หนูอยากออกไปดูร้านพรุ่งนี้เลยค่ะ หนูอยากทำงาน ไม่อยากปล่อยเวลาให้ผ่านไปวันๆ
       คำพูดนี้ ทำให้ท่านขุน ทองจันทร์ และเรียมมองหน้ากัน
       “ดีมากลูกสาวพ่อ มันต้องอย่างนี้สิลูก”
       “แต่แม่กลัวว่า หนูจะไปเป็นลมเป็นแล้ง”
       “ลูกสาวเราโตแล้ว รู้ตัวแล้วว่า กำลังทำอะไรอยู่ ใช่ไหมลูก” เรียมว่า
       “ใช่ค่ะ คุณแม่ขา คุณพ่อขา วันนั้นหนูทำตัวไม่ดีเลย หนูขอโทษค่ะ”
       ทุกคนตกใจอีกครั้ง พากันประสานเสียง
       “หนูอี๊ด”
       “คุณแม่ขา หนูขอโทษ ที่ทำร้ายคุณแม่ แม้ไม่ได้ตั้งใจก็ตาม ที่ผ่านมา หนูไม่ดีเลยใช่ไหมคะ”
       เรียมดึงทานตะวันเข้ามากอด
       “หนูรู้ดี รู้ไม่ดีเสมอ เพียงแต่หนูไม่แสดงออกมาเท่านั้น แต่วันนี้หนูประจักษ์ให้พ่อแม่และคุณย่าเห็นแล้วจ้ะ เอาละกลับไปเรือนเรานะลูกไปพักผ่อน นะลูก”
       “ค่ะ เอ้อ แล้ว แล้ว...” ทานตะวันส่ายตามองหาเนียนแต่ยังไว้ตัว “เอ้อ...”
       “เอ้อ อะไร หาใครหรือยัยหลาน” ทองจันทร์ฉงน
       อี๊ดใจแข็ง “เปล่าค่ะ”
       ทองจันทร์จึงแกล้งถามแทน “เนียนมันได้กลับมาวันนี้หรือเปล่า แม่เรียม”
       “มาค่ะ คุณแม่ แต่คงตามมาหลังเรียมกับหนูอี๊ด”
       “เขาคงมากับว่าที่ลูกเขยเขา เทิดศักดิ์นั่นแหละ” ทองจันทร์ยิ้มกริ่ม
       เรียมสะดุ้ง ใจหล่นวูบ
       “เรียมว่าเรื่องนี้เราไม่ควรรีบร้อนนะคะ คุณแม่ พี่เทพ”
       “ใครว่าแม่รีบร้อน แม่แค่จะหมั้นกันผู้ชายอื่นเอาไว้ก่อน เท่านั้นเอง” ทองจันทร์บอก
       ทานตะวันเริ่มไม่ชอบใจ แต่ไม่โวยวายเหมือนก่อน
       “หนูอยากกลับเรือน แล้วค่ะ”
       ขุนภักดีและเรียมพยักหน้าให้กัน
      
       สนแอบมองการกลับมาของทุกคน หลังจากหายป่วย สนใจหายใจคอไม่ดีเพราะนั่นเท่ากับถึงเวลาที่
       รับปากกับช้อยเอาไว้แล้ว
      
       “มันกลับมากันแล้ว เดี๋ยวอีช้อยก็กลับมาทวงสัญญาเราอีก เวรแท้ๆ อยากจะมือสะอาดบ้างสักครั้ง นี่มันลำบากเหลือเกิน อีสนเอ๊ย”
       สนไม่สบายใจแต่ยังแอบมองต่อไป
      
       สนเดินมาตามทางเดินไปยังครัว
      
       เนียนท่าทางยังอ่อนเพลีย ได้เนื้อทองคอยประคองมา แดงน้อยพยุงขนาบอีกข้าง และเทิดศักดิ์เดินตามมาติดๆ หิ้วถุงเสื้อผ้าของเนียน พวกกบ แมว และบ่าว มารอรับด้วยความดีใจและยินดี
       “แม่เดินเองได้จ้ะ หนูติ๋ว นายอำเภอขา น้าเกรงใจมากนะคะ”
       “ผมอยากดูแลน้าเนียนครับ น้าเนียนยังดูอ่อนเพลียมากนะครับ”
       “เอ้อ ตายจริง นั่นคุณเทิดศักดิ์เอาของ ของน้าไปหิ้วทำไมกันค่ะหนูติ๋วเอาคืนมาจ้ะ”
       “ของเบาแค่นี้ จะเป็นไรไปครับ ถือของให้ญาติผู้ใหญ่ดีออกจะตายไปครับ”
       “แผลที่โดนกัดนั่น หายดีแล้วรึ เนียน” เอกถาม
       “จ้ะ พี่เอก”
       กบ แมวและคนอื่นพากันเข้ามารุมล้อมเนียน
       “ดีใจจริง ทีนี้แหละพวกข้าไม่โดนคุณท่านเอ็ดตะโร เรื่องสลักผักจิ้มน้ำพริกแล้ว” กบบอก
       “ข้าไม่โดนเอ็ดเรื่องร้อยพวงมาลัย จัดดอกไม้ถวายพระแล้ว” แมวว่า
       “เอ็งสองคนนี่ประหลาด คนเพิ่งหายป่วยกลับมา ตั้งหน้าตั้งตา จะให้ทำงานเสียแล้ว” เอกด่าสองสาว
       “เนียนทำได้จ้ะ เนียนตั้งใจว่า เย็นนี้จะทำอาหารให้คุณท่านรับประทานเลยจ้ะ”
       “ไปเรือนคุณย่าก่อนเถิดครับ น้าเนียน คุณย่าอยากเจอน้าเนียนแย่แล้วครับ”
       “เอ้อ รอสักครู่ก็ได้ค่ะ ให้คุณท่านพบกันกับคุณหนูก่อนเถิดค่ะ”
       “โรคเกรงใจกำเริบอีกแล้วน้าเนียน ไปเถิดครับ ไม่เป็นไรดอกครับ ถามจริงๆ น้องติ๋ว น้าเนียนป่วยอยู่ห้องเดียวกันกับน้องอี๊ด น้องอี๊ดมีคำขอบคุณสักคำ สำหรับการช่วยชีวิตครั้งนี้ไหม”
       เนื้อทองไม่ตอบเนียนแก้แทน
       “แหม จะไปถือว่าเป็นการช่วยชีวิตไม่ได้ดอกค่ะ เป็นการทดแทนพระคุณที่นี่เถิดค่ะ ทดแทนเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด”
       “ผมว่าน้าเนียนทดแทนพระคุณที่นี่หมดไปนานแล้ว เรื่องทดแทนพระเดชนี่สิครับรับแล้วรับอีก ไม่เลิกราสักที”
      
       เนียนก้มหน้าไม่โต้ตอบเทิดศักดิ์


  


       สนแอบมองอยู่ไม่พอใจอย่างมาก ในใจให้นึกอิจฉาเนียน
      
       “แหมทำยังกับคุณนายกลับบ้านอย่างนั้น เห่อเฮละโลสาระแนพากันมาต้อนรับกันยกใหญ่ สาระแนทั้งนั้นไอ้ลูกเรานี่ก็อีกคนแหม คุณแม่ยายในอนาคตรึ ไม่รอให้มีวันนั้นดอกเทิดศักดิ์เอ๊ย”
       สนโกรธแค้นเนียนมาก
      
       ขุนภักดีกับเรียมพาทานตะวันลงเรือนทองจันทร์มาแล้ว จะไปเรือนใหญ่ เจอกันกับพวกเนียนตรงหน้าเรือนพอดี เนียนรีบหยุดเปิดทางให้ ย่อตัวลงนั่งสองคนกับเนื้อทอง
       “ไม่ต้องนั่งดอกเนียน หนูติ๋ว ลุกเถิด”
       เนียนแอบมองทานตะวันอีกแล้ว
       “ได้ยินที่พูดแล้วไม่ใช่รึ ว่าไม่ต้องนั่งลงไปที่พื้น รึจะให้คนเขานินทาว่า ข้ากดขี่คนในบ้านเยี่ยงทาส” ขุนภักดีหมั่นไส้
       “ลุกเถิดครับ น้าเนียน น้องติ๋ว”
       “หนูอี๊ดขา” เรียมกระซิบ “เคยเอ่ยปากขอบใจน้าเนียนเขาสักคำหรือยังลูก”
       ทานตะวันปรายตามองเนียน เนียนแอบมองอยู่
       “ว่ากระไรคะลูก”
       “เอาไว้วันหลังเถิดค่ะ วันนี้ หนูไม่สะดวก”
       แล้วทานตะวันก็รีบเดินลิ่วออกไปจากที่นั่น เรียมส่ายหน้าระอา ท่านขุนมองมาที่เนียน ทำท่าเหมือนจะเอ่ยปากถาม แต่ยั้งไว้ด้วยรู้สึกขัดเขินจึงพูดกลางๆ
       “อย่ามัวมายืนกันอยู่สิน่า ขึ้นเรือนไปสิ คุณแม่ท่านเหงาปากมาหลายวันแล้ว”
       พูดจบสบตามาที่เนียน เหมือนอยากจะพูด แต่เนียนก้มหน้างุด
       เทิดศักดิ์กับแดงน้อยพอเข้าใจอาการท่านขุน สองหนุ่มยิ้มให้กัน ส่วนเนื้อทองดีใจที่ท่านขุนดูไม่เข้มใส่แม่อีก
      
       สามคนพ่อแม่ลูกนั่งพูดคุยเปิดอกกันบนเรือนใหญ่ ทานตะวันยามนี้ดูสงบลงมาก
       “คุณพ่อคุณแม่ขา ต่อไปนี้หนูจะไม่วู่วามโวยวาย อีกแล้วค่ะ”
       “ดีแล้วจ้ะ การที่หนูทำอะไรดีๆ มันก็ดีกับตัวหนู ไม่ใช่ดีกับคนอื่นหรอกนะลูก”
       “พ่อเองก็เหมือนกัน พ่อต้องเลิกใจร้อนสักที ความใจร้อนของพ่อทำให้หนูเกือบตาย ถ้าหนูเป็นอะไรไป พ่อแม่คงใจสลายตายไปทั้งที่มีลมหายใจ”
       “หนูเสียใจมากที่ทำให้คุณพ่อคุณแม่ ตกใจ เสียใจ หนูขอบคุณที่ให้อภัยหนูค่ะ”
       “ใช่แต่ขอบคุณพ่อกับแม่เท่านั้น คนที่ช่วยชีวิตหนูจริงๆ อีกคนที่หนูต้องไปขอบคุณเขา แม้หนูจะเกลียดจะไม่ชอบจะรำคาญเขาเพียงใดก็ตาม” เรียมหมายถึงเนียน
       ทานตะวันอึกอักรู้สึกประดักประเดิด “หนู เอ้อ...”
       “ละอายแก่ใจ ไม่อยากให้ใครรู้ว่า ต้องไปขอโทษคนต่ำต้อยกว่ารึ”
       “เอ้อ ก็คล้ายๆ อย่างนั้นค่ะ คุณพ่อ คุณแม่ขา ขอหนูใช้เวลาข่มใจอีกสักพักนะคะ แล้วหนูจะเอ้อ จะไป...”
       “สัญญาว่าจะทำ ยังดีกว่าปฏิเสธ แม่ยินดีด้วย”
       “ลดทิฐิลง ในสิ่งที่ไม่ดีงาม เพื่อมาทำสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ไม่ใช่เรื่องน่าอับอาย”
       เรียมหันมายิ้มให้ท่านขุน “ดูคุณพ่อเป็นตัวอย่างสิคะหนูอี๊ด”
       สามคนพ่อแม่ลูกเข้าใจกันเป็นอันดี
      
       เนียนพยายามไม่อยู่นิ่ง เสียบมะลิร้อยมาลัยถวายพระ แดงน้อยเขยิบมาใกล้เนียน ส่วนทองจันทร์นั่งกินหมากไป ยิ้มเบิกบานมองคนโน้นที คนนี้ที กบกะแมวหัวเราะคิกคักนวดให้
       “น้าเนียนครับ ผมจะไปเยี่ยมแม่แพรกับลุงโพล้ง น้าเนียนมีอะไรจะฝากไปถึงไหมครับ” แดงน้อยเอ่ยขึ้น
       “น้าจะฝากจดหมายไปถึงพี่แพรกับพี่โพล้ง ฉบับหนึ่งค่ะ”
       “ครับ ผมดีใจที่น้าเนียนหายดีแล้ว ดูแลตัวเองให้ดีๆ นะครับ”
       “ค่ะ ขอบคุณนายอำเภอมากค่ะ ฝากความรักความคิดถึงไปให้พี่สองคนนั่นด้วยนะคะ”
       “ครับ เอ้อ...ผมจะไปช่วยติดต่อเรื่องที่ยายอ่อนคนนั้นแกจะมาซื้อที่นาของน้าเนียนให้ด้วยนะครับ”
       เนียนหน้าจ๋อย อึกอัก
       “เอ้อ...เอ้อ...ไม่เป็นไรค่ะ น้าเขียนฝากให้พี่แพรกับพี่โพล้งแกจัดการให้แล้วค่ะ”
       เนียนเสียบมะลิร้อยลงเข็มไปตาไพล่ไปมองเนื้อทองกับเทิดศักดิ์ไม่สบายใจทุกครั้งไป
      
       เทิดศักดิ์หน้าบานมีความสุขล้น ขณะที่เนื้อทองอึดอัดต้องเก็บความรู้สึก แอบมองไปที่แดงน้อยบ่อยครั้งเพราะชอบแดงน้อย
       “น้องติ๋ว จะเริ่มรับสมัครนักเรียนใหม่ปีการศึกษาหน้าเมื่อไหร่ครับ”
       “เอ้อ ใกล้แล้วค่ะ คุณย่ากับคุณนายแม่ แนะนำว่าให้เริ่มรับสมัครวันเปิดโรงเรียนอย่างเป็นทางการค่ะ เพราะถือเป็นฤกษ์ดี”
       “พี่จะไปช่วยงานวันนั้น เต็มที่เลยครับ”
       “ขอบคุณมากค่ะ เอ้อ พี่เทิดศักดิ์ไม่รีบกลับไปดูแลคุณนายสนหรือคะ เหตุร้ายเกิดทางด้านเรือนคุณนายสนกับพี่เทิดศักดิ์นะคะ เธออาจจะกลัวนะคะ” เนื้อทองบอก
       “แหม ไล่พี่ทางอ้อม จริงสินะ ขอบใจที่เตือนพี่ พี่จะกลับไปดูแลคุณแม่แล้ว”
       เทิดศักดิ์เดินตรงไปหาทองจันทร์
      
       แดงน้อยกับเทิดศักดิ์มาลาทองจันทร์ที่บ่นอุบอิบ
       “ขาไพ่หนีกลับหมดแล้ว ยังไม่ทันได้เริ่มต้นเล่น โฮ้ย แย่ แย่ กะจะกินเงินตำรวจกับนายอำเภอสักหน่อย ส่วนพวกเบี้ยน้อยหอยน้อยนั่น นั่งเล่นด้วยไม่สนุก มีแต่แกล้งทิ้งไพ่ให้กิน”
       ทองจันทร์มองเนียน เนื้อทอง กบ และแมว แล้วค้อนวงใหญ่ ทุกคนจึงยิ้มๆ ไม่เถียง เทิดศักดิ์ แดงกำลังถอยจะออก ทองจันทร์เรียกไว้
       “เดี๋ยว แดงน้อย รู้ข่าวดีประจำปีของที่นี่หรือยัง”
       “ยังครับ คุณย่า ข่าวดีอะไรหรือครับ คุณย่า”
       “ให้ตาเทิดเขาบอกสิ หรือแกล้งปิดเพื่อนสนิทเอาไว้ให้อิจฉาเล่น”
       เนียนหน้าซีด กบกะแมวแอบหัวเราะ เนื้อทองก้มหน้างุด
       “คุณย่ากับคุณนายแม่ สู่ขอน้องติ๋วให้กันแล้ว”
       แดงน้อยหน้าซีดพอๆ กับเนียน แล้วรีบฝืนยิ้ม
       “ยินดีด้วย เทิดศักดิ์ ยินดีด้วยครับ น้องติ๋ว”
       ทองจันทร์ยิ้มอิ่มเอมอย่างพอใจ ไม่ทันรู้ว่าอีกสามคนหม่นหมองในอุรา
      
       สนนั่งเครียดไม่สบายใจ กำลังจะขึ้นเรือน ช้อยโผล่มาด้านหลังพุ่มไม้
       “จะรีบขึ้นเรือนแล้วหรือเจ้าคะ คุณสน”
       สนดุเสียงขุ่น “นังช้อย เอ็งมาอีกแล้ว เดี๋ยวเถิดใครมาเห็นเข้า”
       “เกิดใครมาเห็น ก็ให้มันเห็นดำเห็นแดงกันเสียทีเถิดเจ้าค่ะ ช้อยบอกแล้วไงเจ้าคะ ว่าจะวนเวียนอยู่แถวนี้ เลยได้ข่าวล่าสุดมาว่านังเนียน กับหนูอี๊ดกลับมาบ้านแล้ว ช้อยมาทวงสัญญาเจ้าค่ะ”
       “พวกมันเพิ่งมาถึง พื้นเรือนยังไม่ทันแห้ง เอ็งจะร้อนรนอะไรปานนี้ รอก่อนสิ”
       “เกรงว่าจะไม่ไหว ยังไงคืนนี้คุณสนรีบเอ่ยปากให้ไวไวนะเจ้าคะ”
       เสียงเทิดศักดิ์เรียกดังขึ้น “คุณแม่ครับ”
       ช้อยสะดุ้ง สนตกใจแถมโกรธ รีบถีบช้อยหงายหลังตกไปในพงพุ่มไม้
       “ว้าย”
       เทิดศักดิ์โผล่มา
       “คุณแม่ร้องว้าย เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”
       สนรีบไปดึงแขนลูกชายขึ้นเรือน
       “แม่ลื่นจะล้มแต่พยุงตัวเอาไว้ทัน ขึ้นเรือน เถิดลูก”
       ยินเสียงสวบสาบที่พุ่มไม้ เทิดศักดิ์หันไปจะกระโดดใส่
       “ใครน่ะ”
       สนดึงรั้งไว้
       “อย่าไปลูก”
       “ผมต้องการรู้ว่าใคร”
       “อย่ารู้เลย นั่นมันตัวเงินตัวทอง มันแอบโผล่หน้ามา แม่เอาไม้ไล่มันไปถึงได้ลื่นร้องว้ายไงล่ะลูก ไปไป ตัวซวยมาเหยียบบ้านแท้ๆ”
       สนดึงเทิดศักดิ์ที่พยายามชะเง้อมองพุ่มไม้ให้ออกไปจนได้
      
       เนียนมายืนเศร้าที่หน้าต่าง กลุ้มใจมาก
       “จะทำอย่างไรดีเรื่อง คุณเทิดศักดิ์กับหนูติ๋ว เรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ต้องรีบไปขอความช่วยเหลือจากคุณเรียมให้เร็วที่สุด”
      
       ขณะเดียวกัน สองคนยังไม่นอน เรียมรอจังหวะ จนเห็นสบโอกาสแล้ว
       “พี่เทพคะ เรียมมีอะไรจะปรึกษา”
       “เรื่องอะไรรึ”
       “คุณนายแม่ บอกสู่ขอเทิดศักดิ์ให้หนูติ๋วกับเนียนแล้วค่ะ”
       “มันคงดีใจยกใหญ่สินะ”
       “พี่เทพกำลังวู่วามอีกแล้วนะคะ”
       “เอ้อ ขอโทษจ้ะ เรียมจะปรึกษาเรื่องจัดงานหมั้นหรือจ๊ะ”
       “เรียมจะบอกว่าเรื่องนี้ไม่ควรรีบเร่งคะ รอเอาไว้ก่อนก็ได้”
       “อ๋อ เรียมกลัวพี่ไม่พอใจ กลัวสนรังเกียจ กลัวหนูอี๊ดโกรธเอารึ”
       “เอ้อ เรียมไม่ทราบว่าใครคิดอย่างไร แต่เรียมคิดว่ารอเวลาอันสมควรก่อน อย่าด่วนหมั้นเลยนะคะ”
       “แหม...นึกว่าเรียมจะเนื้อเต้นรีบเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับคุณแม่ แปลกแฮะ เรียมพยายามชะลอ”
       “คือ...คือ...เรียมไม่แน่ใจว่าหนูติ๋ว แกรักชอบพอเทิดศักดิ์มากแค่ไหน จะกลายเป็นการบังคับ ข่มเขาโคขืนให้กินหญ้านะคะ นะคะ พี่เทพ”
       ขุนภักดีพยักหน้าเดินไปที่หน้าต่างทอดสายตามองออกไป
       “เนียน ขอบใจมาก ที่ช่วยลูกสาวชั้น”
      
       ท่านขุนยิ้มนิดๆ ขอบคุณเนียนอยู่ในใจ
ตอนที่ 16
      
       เช้าวันใหม่เห็นเนียนมาทำลับๆ ล่อๆ อยู่ห่างจากตัวเรือนของทองจันทร์ค่อนมาทางเรือนใหญ่ และหลบอยู่หลังพุ่มไม้ พอเห็นเรียมเดินออกมา ก็รีบเดินเข้ามาหาทันทีด้วยทีท่าร้อนใจ
      
       “คุณเรียมขา”
       “เนียน อยากเจอพอดี” เรียมปราดมาหาเนียน “เนียนมาหาชั้นหรือเปล่า”
       “ค่ะ เนียนจะมาเรียนปรึกษาเรื่อง เอ้อ…”
       พอดีทานตะวันเดินตามออกมาอีกคน เห็นเนียนชะงัก เนียนแอบมองแล้วยิ้มให้ ทานตะวันเมินแต่ไม่ว่า
       “หนูอี๊ด น้าเนียนมาแน่ะ” เรียมบอก
       “เอ้อ เห็นแล้วค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ หนูจะรีบไปดูร้าน”
       ทานตะวันทำไม่รู้ไม่ชี้ เนียนสลดลงนิดหนึ่ง
       “ดีขึ้นมากแล้วนะเนียน ถ้าเมื่อก่อนละก็กรี๊ดใส่เนียนแล้ว คงกระดากน่ะ นิสัยเหมือนคุณพ่อเขา”
       ขาดคำท่านขุนออกมาอีกคนเห็นเรียมอยู่กับเนียน นิ่งไปชั่วครู่ เนียนรีบก้มหน้างุด
       ขุนภักดีถามขึ้นมาลอยๆ “จะไปไหนกันรึ”
       เอกเข้ามา
       “เนียน ลูกของอาเนิบ น้องชายอาน้อมพ่อเนียนที่อยู่สามชุก เขาให้คนส่งข่าวมาบอกว่า อาเนิบตายแล้ว”
       “เอ้อ จ้ะ เอ้อ”
       “เนียนจะต้องไปงานศพเขาสินะ” เรียมถาม
       เนียนปรายตามองท่านขุนนิดหนึ่ง ประมาณว่าถ้าไม่อนุญาตเนียนไปไม่ได้
       “เอ้อ เนียนไปได้หรือคะ”
       “เนียนไปได้หรือคะ” เรียมแกล้งถามต่ออยากดูอาการสามี
       ขุนภักดีหงุดหงิด “เอ๊ะ เป็นอะไรกัน เรื่องคนเจ็บคนตาย ใครจะห้ามจะหวงถ่วงเอาไว้มันก็ใจไม้ไส้ระกำเต็มทีสิ”
       “ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ”
       เนียนถอยออกมา เรียมแอบยิ้ม ท่านขุนตาเขียวใส่เนียน แล้วก็เอ่ยขึ้นมา
       “เคยไปหรือนั่น จะไปได้อย่างไรฮึ ไอ้เอก” พาลไปลงที่เอก
       “จริงสิ เนียนแทบไม่เคยไปไหน ไปตลาดบ้างก็น้อยครั้ง แค่ทางในตัวเมืองยังรู้จักไม่หมดด้วยซ้ำ พี่เทพขา ให้หาใครไปส่งได้ไหมคะ”
       “ตามใจ ไอ้เอกไปกันได้แล้ว จะรีบไปทำงาน ป่านนี้หนูอี๊ดรอที่รถแล้ว”
       ขุนภักดีพยายามทำเคร่ง แต่ตวัดตามองมาที่เนียนนิดหนึ่ง
       “ดูดู๋ดูพี่เทพสิเนียน สงสัยวัยเลือดจะไปลมจะมา ประดักประเดิดใส่เนียนทำตาเหมือนจะบอก แต่ทำท่าเหมือนไม่สนใจใยดี”
       “ขอบพระคุณมากค่ะ เอ้อ...แล้วเรื่อง หนูติ๋วกับคุณเทิดศักดิ์นั่น เนียน เนียนขอร้องเถิดนะคะ”
       “เนียนไม่ขอร้องชั้น ชั้นก็ต้องหาทางไม่ให้เกิดขึ้น รีบไปเถิดเนียน”
      
       เวลาต่อมาเนื้อทองบอกเนียนเรื่องรองเท้า
       “ได้ยินแม่ว่าแม่ไม่มีรองเท้าสีดำใส่ไปงานศพหรือจ๊ะ”
       “มีจ้ะ แต่ว่ามันเก่าเจียนขาดแล้ว คงไม่มีเวลาไปหาซื้อดอกลูก”
       “หนูมีให้แม่ใหม่แล้วจ้ะ หนูเพิ่งซื้อมา นี่ไงแม่เอาไปใส่เถิดนะ”
       เนื้อทองส่งมาให้แม่ เนียนลองใส่ดูยิ้ม
       “พอดีเลยลูก ขอบใจมาก แม่ใส่คู่นี้แหละไปงานศพวันนี้ แม่ไม่อยู่ ดูแลคุณท่านดีๆ นะลูก”
       “ไม่ต้องห่วงเลยค่ะแม่”
       เนียนจับมือลูกสาวเป็นเชิงบอกลา
      
       ขุนภักดีอยู่ในห้องทำงานแล้ว เอกเอาน้ำเสิร์ฟให้ แล้วทำท่าจะออกไป
       “ไอ้เอก เรื่อง เอ้อ...”
       เอกรู้ใจ “งานศพหรือขอรับ”
       “เอ็งจัดการหรือยัง”
       “เรียบร้อยขอรับ”
       เอกทำท่าจะออกไปอีก
       “ไอ้เอก”
       “ขอรับ”
       “ถ้าเอ็งทำอะไรผิดหรือผิดใจกับใครสักคน แล้วเอ็งจะเอ่ยปากขอโทษเขาอย่างไร จึงจะไม่เสียหน้า”
       “ง่ายมากขอรับ ก็ขอโทษมันไปโต้งๆ นั่นแหละขอรับ แล้วขอร้องให้ใครคนนั้นอย่าบอกใคร ก็ไม่ต้องเสียหน้าให้ใครรู้ขอรับ”
       เอกจะออกอีก
       “เอ็งแน่ใจรึ”
       “ไม่ค่อยแน่ใจเอ๊ย..แน่ใจขอรับ ถ้าใครคนนั้นเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัวเชื่อฟังคำสั่งท่านขุนเสมอต้นเสมอปลาย”
       เอกแกล้งทำจะออกไป เพราะรู้ว่าท่านขุนหมายถึงเนียน
       “แล้วข้าควรขอบใจใครไหม ถ้าเขาทำอะไรดีๆ ให้ลูก...เอ๊ย ให้ครอบครัวข้า”
       “เอ๊ย ควรอย่างยิ่งเลยขอรับ ไปได้หรือยังขอรับ”
       ขุนภักดีพยักหน้า เอกออกไป ท่านขุนนั่งครุ่นคิด
       “เสียดายที่ไอ้คนต้มเหล้าเถื่อน มันดันตายไปก่อน ที่จะถามความจริงเรื่องสนไปเช่าเรือ เผื่อมันจะรู้อะไรมากกว่านั้น”
      
       เวลาเดียวกันเนียนใส่ชุดดำ มากราบลาทองจันทร์
       “เนียนขออนุญาตกราบลาไปงานศพญาติที่สามชุกนะเจ้าคะ”
       “แม่เรียม กับพ่อเทพเขารู้แล้วรึ”
       “ทราบแล้วเจ้าค่ะ”
       “ไปเถิด อ้อ...ข้ายังไม่ขอบใจเอ็งเรื่องยัยอี๊ด ขอบใจมากนะเนียน เอ็งช่างน้ำใจประเสริฐเหลือเกิน เอ็งประเสริฐจนข้าจะไม่มีวันเชื่อใครที่มันใส่ร้ายเอ็งเรื่องเลวๆ ทั้งหลายอีกต่อไปแล้ว”
       เนียนยิ้มตื้นตันใจ “ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ เนียนจะรีบไปแล้วรีบกลับเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์พยักหน้า เนียนถอย ทองจันทร์เรียกอีก
       “เนียน เอ็งมาอยู่กับข้ายี่สิบกว่าปี เอ็งทุกข์มากเหลือเกินใช่ไหม”
       “หามิได้เจ้าค่ะ เนียนเข้าใจดีว่า ชีวิตย่อมเป็นเช่นนี้ มีทั้งทุกข์และสุขเจ้าค่ะ”
       “แต่ข้าว่าเอ็งทุกข์ซะมากกว่าสุขนะ ถ้าเอ็งสุขบ้างทำไมเอ็งยิ้มออกมาได้ไม่ถึงสิบครั้ง ในยี่สิบกว่าปี ลูกชายข้า เมียเขา หลานสาวข้าทำร้ายเอ็งมากมายสินะ แต่เอ็งก็ไม่เคยมีทีท่าว่าโกรธแค้น หรือคิดสู้พวกเขา เกิดมาข้าไม่เคยเห็นใครทนอย่างเอ็ง ขอบใจมาก นี่ถ้าเอ็งฮึดสู้ขึ้นมาอีกคน บ้านข้าคงปั่นป่วนมากกว่านี้ ที่ข้าเอ่ยปากเรื่องนี้วันนี้ เพราะข้าปลงชีวิตข้ามันนับถอยหลัง มีอะไรที่ควรพูดก็ต้องรีบพูดเสียก่อนที่จะไม่ได้พูด เฮ้อ...คนเรากำหนดอะไรก็ได้แต่มิอาจกำหนดวันตายได้”
       ทองจันทร์พูดปลงๆ มองเนียนด้วยสีหน้าเปี่ยมเมตตา เอื้อมมือมาลูบหัวเนียนอย่างปราณีรักใคร่
       “ข้าเมตตาเอ็นดูเอ็งมากนะเนียน มาถึงยัยติ๋ว ข้ายิ่งรู้สึกว่ายังกะหลานแท้ๆ ของข้าคนหนึ่งทีเดียว”
       เนียนน้ำตาร่วงหยดเผาะ ทองจันทร์หยิกเนียนด้วยความหมั่นไส้
       “คุณท่าน”
       “ร้องไห้อีกแล้วเอ็ง ยิ้มสิ น้ำตานั่นเก็บไว้ร้องงานศพข้าเถิด”
       “คุณท่าน”
      
       เนียนตื้นตันนัก พูดออกมาได้เพียงเท่านั้น
สองคนอยู่ใกล้เรือนสนตรงบริเวณที่ลับตาคน ช้อยมาทวงสัญญา แต่ถึงขั้นมีปากเสียงกันรุนแรง
      
       “คุณสนพูดกับคุณเทิดศักดิ์หรือยังเจ้าคะ ไอ้แช่มมันอึดอัดใจมากจนอยากระเบิดเปิดปากพูดแล้วนะเจ้าคะ”
       “ถ้ายังไม่ได้พูดแล้วเอ็งจะทำไม”
       “ก็จะสาธยายความหลังครั้งก่อนเก่าของคุณสน ที่โดนพ่อกำนันจับใส่ตะกร้าล้างน้ำ ล้างความสกปรกของไอ้เหิม แล้วก็เรื่องราวของไอ้พวกที่ตายอย่างผักปลา เรื่องให้ไอ้เหิมมาฉุดคร่าอีเนียน แต่โดนเสียเองสุดท้าย คุณเทิดศักดิ์ไม่ใช่ลูกท่านขุ..”
       ช้อยยังไม่ทันพูดจบ สนตบหน้าช้อยโครมโดยแรง
       “อีช้อย มึงลำเลิกกู มึงทรยศหักหลังกู มึงอีงูเห่า”
       แต่สนโดนช้อยตบกลับโดยแรงเช่นกัน
       “อีสน มึงข่มกูมานานหลายสิบปีตั้งแต่คุ้มน้อยคุ้มใหญ่ มึงบังคับให้กูทำชั่วสารพัดเพื่อประโยชน์ของมึง มึงมันใจแคบ มึงให้ปันกูเหมือนให้หมาข้างถนน ใครทนมึงได้อย่างกูที่ซื่อสัตย์ต่อมึงนานขนาดนี้ไม่มีอีกแล้วอีสน มึงจงจำไว้ ถ้าหากว่า มึงไม่ช่วยลูกกู กูจะเปิดโปง มึงให้หมด มึงติดตะรางแน่อีสน มึงโดนประหารโดยฝีมือลูกมึงผัวมึงเชอะ กูจะรอดูวันที่มึงถึงหลักประหาร กูให้เวลามึง ถึงพรุ่งนี้ กูจะกลับมาใหม่”
       ช้อยเดินออกไปไม่ยี่หระ สนยืนตะลึงกุมหน้า วิตกหวาดกลัว และโกรธแค้นแทบจะฉีกช้อยเป็นชิ้นๆ
       “พินาศแล้วชีวิตกู หมดสิ้นเพราะอีช้อยเสียกระมัง”
       สนมองไป เห็นหลังช้อยไวไว
      
       ช้อยเดินตรงไปในบ้านมุ่งหน้าไปทางเรือนทองจันทร์
       “อีช้อยไปไหน”
       สนใจหายวับ สาวเท้าแอบตามช้อยไปทันที
      
       ช้อยมาถึงบันไดหน้าเรือนแต่ถูกแมวกับกบไม่ให้ขึ้นเรือน
       “มาทำไมยะ” กบไม่ให้ขึ้น ถามเสียงขุ่น
       “มาหาคุณท่าน”
       แมวไม่ยอม “มีธุระอะไรกับคุณท่านยะ”
       “สำคัญที่สุด ที่ท่านสมควรได้รับรู้” ช้อยคุยโว
       แมวร้อง “โอ้โฮ”
       “ขอทางด้วย”
       สองคนช่วยกันกันไว้ “ใหญ่แฮะ”
      
       ทองจันทร์ยินเสียงคนทะเลาะกัน จึงโผล่หน้าออกมาดู
       “นางกบ นางแมว อ้าวนางช้อย ไปมุดดินที่ไหนมายะ”
       “ช้อยไปทำมาหากินมาเจ้าค่ะ
       “แล้วนี่มาทำไมยะ ไม่ไปทำมาหากินหรือยะ”
       “ช้อยมีเรื่อง สำคัญมากที่สุดจะมาเรียนให้คุณท่านทราบเจ้าค่ะ”
       “หน้าอย่างเอ็งพูดสิบคำ จริงคำเดียว ไปเถิด ไม่อยากฟัง”
       ทองจันทร์หันตัวกลับ ไม่สนใจ
       “ได้โปรดเจ้าคะ รับรองว่าคุณท่านฟังแล้ว ขี้คร้านจะบังคับให้ช้อยเล่าต่อสามวันยังไม่จบเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์เริ่มลังเล
       “ถ้าช้อย พูดเรื่องแรกคุณท่านไม่อยากฟัง ไล่ช้อยไปหรือถีบช้อยตกเรือนตายได้เลยเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์คิดหนัก
      
       สนแอบมอง เห็นช้อยขึ้นไปบนเรือนทองจันทร์
       “อีช้อยมาฟ้องอะไรกับอีแก่ อีช้อยมึงกำลังทำลายเกียรติกูย่อยยับ”
       สนหน้าซีดเผือด หวาดกลัวอีกด้วย
       “ขอให้อีช้อยมาขอเงินไม่ได้มาเปิดโปงเรา เพราะคนที่มันควรเปิดโปงน่าจะเป็นพี่ขุนมากกว่าอีแก่นี่”
       สนวนเวียนคิดไปต่างๆ นาๆ หาทางออก
      
       ช้อยนั่งประจันหน้าทองจันทร์ กบกะแมวมองคุมเชิง
       “อีนางสองคนนั่นมิบังควรได้รับรู้ดอกเจ้าค่ะ เรื่องมันน่าอับอายมากเจ้าค่ะ” ช้อยอารัมภบท
       “เอ็งต้องการให้ข้าไล่มันไป ถ้าเอ็งฆ่าข้า ใครจะเห็น”
       “สาบานเจ้าค่ะ ช้อยมาเพื่อบอกความจริง ครั้งแรกในชีวิต ไม่ได้มาเอาชีวิตใคร ช้อยตะหากที่เสี่ยงชีวิตมาเปิดโปงเอ๊ยมาเปิดเผยความจริง”
       “ของใคร” ทองจันทร์ย้อนถาม
       ช้อยไม่พูดปรายตามองกบกะแมว ทองจันทร์จึงโบกมือไล่ไป กบกับแมวไปโดยดี
       “เล่ามา”
      
       ส่วนที่บ้านแพรและโพล้ง ในบ้านแพน แพรและโพล้งยื่นหน้าแย่งกันอ่านจดหมายของเนียน มีแดงน้อยนั่งมองขำๆ
       “แกยื่นหน้ามาทำไมไอ้โพล้ง อ่านออกเรอะ”
       “อ่านไม่ออก แต่อยากให้แกอ่านออกเสียงให้ฟัง”
       แพรกระซิบ “เนียนไม่ต้องการให้ใครรู้ว่า เขียนมาเรื่องโอนที่ดินให้แดงน้อย”
       โพล้งกระซิบตอบกลับ “อ้าว แล้วจะทำอย่างไรเล่า”
       “ทำแบบลับๆ ล่อๆ ไม่ให้แดงน้อยรู้ ให้ทำหนังสือมอบอำนาจโอนกันเป็นทอดๆๆ” แพรว่า
      
       จังหวะนี้ยายอ่อนเดินเข้ามาสมทบ พอดี
       “นายอำเภอมาพอดี มาช่วยดูทีซิว่า เนียนโอนที่ดินให้ใคร ชั้นจะได้จัดการเรื่องที่นาให้สำเร็จเสร็จลุล่วงเสียที”
       แพรโพล้งมองหน้ากัน
       “ต้องเจอคนที่น้าเนียนแกโอนให้ก่อนแหละครับ ยายอ่อน” แดงน้องบอก
       “สองคนนี่มันรู้ แต่มันปิดบังยายเอาไว้ นายอำเภอแดงน้อยถามพวกมันให้ยายทีเถิด”
       แพรโพล้ง มองหน้ากันพยักหน้า
       “เอาละ เนียนเขาว่า จะมาหาชั้นวันสองวันนี้” แพรลอก
       “ดีครับเรื่องราวจะได้กระจ่างกันสักที” แดงน้อยว่า
       “ดี ยายจะรอเนียนมาจัดการให้ จะได้จบเรื่องกันสักที”
       ทุกคนตกลงกันได้ด้วยดี ยายอ่อนกลับไปแล้ว
       “ทีนี้ ผมมีเรื่องเกี่ยวกับน้าเนียนมาถามแม่แพรกับลุงโพล้ง ตอบผมตามความจริงด้วยนะครับ”
       สองคน มองหน้ากัน
       “ผู้ชายที่ใครๆ หาว่าเป็นชู้กับน้าเนียนนั่น เป็นใครกันแน่ ตอบผมเถิดครับผมต้องการให้น้าเนียนพ้นทุกข์”
       สองคนมองหน้ากันแล้วพยักหน้ากัน ตอบพร้อมเพรียง
       “เป็นพี่ชายแท้ๆ ของเนียน”
       แดงน้อยมีสีหน้าดีใจมาก “ไม่ใช่เสือหนักนะครับ”
       สองคนสะดุ้ง แล้วส่ายหน้า บอกพร้อมกันอีก
       “ไม่ใช่”
      
       แดงน้อยยิ้มออกมาอย่างเบิกบานใจ ดูออกว่าท่านนายอำเภอหนุ่มมีความสุขมากที่สุด
ด้านช้อยฟ้องทองจันทร์แต่บอกไม่หมดทุกเม็ด โดยเฉพาะความริยำของมัน ทองจันทร์ได้ฟังก็เข้าใจว่าสนนั้นร้ายกาจมาก
      
       ช้อยก้มลงกราบ “ช้อยมาขอให้ไอ้แช่มได้ประกันตัวออกมาเจ้าค่ะ”
       “นี่ปะไร ไม่ใช่เรื่องสำคัญของข้า แต่มันคือเรื่องสำคัญของเอ็งตะหากลงจากเรือนไปเลยนางช้อย”
       “ช้อยแค่ออกแขกแบบลิเกน่ะเจ้าค่ะ มาฟังเรื่องต่อไปนี้ทีละเรื่องนะเจ้าคะ”
       “ว่ามา”
       “เรื่องแรก เนียนไม่ได้เป็นชู้กับเสือหนักดอกเจ้าค่ะ”
       “เรื่องนี้ทีแรกข้าเชื่อเอ็งกับแม่สน แต่มาตอนหลัง ข้าไม่สนใจแล้วแม่สนเขามารายงานแล้วว่า เอ็งใส่ร้ายเนียน กลับไปซะ”
       “ฟังต่ออีกสิเจ้าคะ”
       “ว่ามา”
       “วันที่เรือล่ม หนูติ๋วไม่ได้ชวนคุณหนูอี๊ดไปพายให้เรือล่มดอกเจ้าค่ะ”
       “แล้วมันไปพายเรือกันทำไม”
       “มีคนวางอุบายให้เกิดเหตุนี้ ตอนนี้คนให้เช่าเรือและรู้สาเหตุมันก็โดนวางยาพิษตายไปแล้วเจ้าค่ะ”
       “เวรกรรม เวรกรรม”
       “สุดท้าย สำคัญที่สุด เอาย่อๆ ก่อนนะเจ้าคะ” ช้อยตีฝีปาก
       “บอกมาไวๆ”
       ช้อยป้องปากกระซิบ “ฟังแล้วอย่าอึ้ง ฟังแล้วเหยียบเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์หมั่นไส้ “ชักรำคาญ”
       “คุณเทิดศักดิ์อาจจะไม่ใช่ลูกท่านขุนดอกเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์ตะลึง ช้อยทิ้งทุ่นก่อนจะก้มลงกราบ แล้วคลานถอยหลังออกไปอย่างมีชัย
       “อีช้อยอย่าเพิ่งไป”
       “อีกวันสองวันช้อยจะมาเล่าต่อเจ้าคะ วันนี้ช้อยต้องกราบลา ไปเยี่ยมไอ้แช่มกลัวเผลอไผลไป ใครมาวางยาพิษมันตายอีกราย ช้อยคงอกแตกตายกลายเป็นนางฆาตกรฆ่าคนแน่ๆ เจ้าค่ะ อ้อ ช้อยขอฝากเอาไว้ ถ้าไอ้แช่มไม่ได้ประกันตัวออกมา เกิดช้อยมีอันเป็นไป ไอ้แช่มมันมีอะไรจะกราบเรียนมากมายเจ้าค่ะ เช่นเรื่องคนปล้ำคุณหนูอี๊ดครั้งกระนั้น”
       ทองจันทร์ฟังแล้วปวดหัวหนึบ แต่รู้แน่ว่าช้อยหมายถึงสน ช้อยคลานถอยออกไป หมายมั่นว่านี่คือหมัดเด็ด
       ที่มันวางไว้ให้ทองจันทร์
      
       ฝ่ายแดงน้อยกลับมาจากบ้านแพน ก็ตรงมาหาท่านขุน เวลานี้สองคนอยู่ในห้องทำงานขุนภักดีบนศาลากลางเมืองสุพรรณ
       “คือ ผมต้องขอประทานโทษ ที่เสียมารยาทมาขอถามเรื่องส่วนตัวของคุณพ่อ”
       “ไม่เป็นไรดอก แดงน้อยสนิทสนมกับที่บ้านเป็นเพื่อนสนิทของเทิดศักดิ์ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แดงน้อยคงไม่มาถามดอก”
       “ขอบพระคุณมากครับ คือน้าเนียนเป็น เอ้อ หมายถึงเคยเป็นภรรยาของคุณพ่อมาก่อนจริงๆ ใช่ไหมครับ”
       “ใช่ แดงน้อยก็คงเคยได้ยินหลายครั้งแล้ว เคยเห็นหลายคราที่มีเรื่องในบ้าน มันน่าอับอายทั้งนั้น นี่คือสาเหตุที่ทำให้พ่อต้องเลิกรากับเขา”
       “แต่คุณพ่อก็ไม่ได้ไล่น้าเนียนไปจากบ้าน นี่ถือว่าคุณพ่อกรุณามากแล้ว”
       “แรกๆ พ่อก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าคือความกรุณา แต่ต่อมาอาเริ่มคิดว่า นี่คือการทารุณกดขี่คนที่เขายอมจำนนต่อเรา อย่างโหดร้ายที่สุด”
       “ตอนนี้คุณพ่อยังคิดว่าน้าเนียนมีชู้อยู่อีกหรือเปล่าครับ”
       “ไม่อยากจะคิดดอก แต่เจ้าตัวเขาไม่เคยปฏิเสธ”
       “ขอประทานโทษครับ คุณพ่อคิดว่าน้องติ๋วเป็นลูกชู้หรือเปล่า”
       “พ่อ...พ่อ บอกไม่ถูก”
       “คุณพ่อจำยายอ่อนหมอตำแยที่ทำคลอดเทิดศักดิ์ได้ไหมครับ”
       “จำได้สิ”
       “แกทำคลอดน้องติ๋วด้วย ในเมื่อน้าเนียนไม่เคยไปไหนเลย ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้านคุณพ่อ แล้วผู้ชายคนนั้นที่ไปหาน้าเนียนไม่ใช่ชู้แต่เป็นพี่ชายของน้าเนียน แล้วน้องติ๋วจะเป็นลูกใครครับ”
       คำพูดแดงน้อยกระแทกเข้าที่หน้าท่านขุน ตะลึงพรึงเพริดพูดไม่ออก
       “หนูติ๋ว หนูติ๋วของพ่อ หนูติ๋วคือลูกสาวของพ่อ โธ่หนูติ๋ว”
       แดงน้อยยกมือไหว้
       “เรื่องทั้งหมดคือความจริงที่ผมถามมาจากแม่แพร ลุงโพล้งและยายอ่อน คุณพ่อมีสิทธิ์ที่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามแต่ครับ ผมขอตัวก่อน”
       แดงน้อยเดินออกไป ขุนภักดีเดินเข้าไปหาแดงน้อยยื่นมือให้จับ
       “พ่อเชื่อที่แดงน้อยพูดทุกประการ พ่อขอบคุณที่แดงน้อยให้ความกระจ่างกับพ่อ ตาพ่อที่ฝ้าฟางสว่างแจ้งเต็มทีกับเรื่องเนียน ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของหนูติ๋ว”
       “ผมจะไม่เอาเรื่องที่เราพูดกันวันนี้ ไปพูดต่อ เพราะนี่คือเรื่อง ที่คุณพ่อคงไปจัดการเอง”
       ขุนภักดีพยักหน้า แดงน้อยออกไป ท่านขุนทั้งดีใจทั้งเสียใจและละอายแก่ใจ
       “เนียนสุดที่รัก พี่ขอโทษ หนูติ๋วพ่อเสียใจ พ่อขอโทษ”
      
       ขุนภักดียืนน้ำตาคลอ
บนเรือนของคุณนายทองจันทร์เวลานั้น ทองจันทร์กับเรียมคุยกันถึงเรื่องช้อยอยู่
      
       “นางช้อยมันมาหาแม่” ทองจันทร์เอ่ยขึ้น
       “ได้ยินว่ามันไปพักหนึ่งแล้วนี่คะ” เรียมแปลกใจ
       “มันกลับมาขอให้แม่ช่วยไอ้แช่มลูกชายมัน ให้ได้ประกันตัว”
       “ทำไมมันมาขอให้คุณแม่ช่วยเล่าคะ คุณแม่ไม่เกี่ยวข้องสักหน่อย คนที่ช่วยได้คือเทิดศักดิ์”
       “มันก็จะให้แม่บอกตาเทิดศักดิ์นั่นแหละ” ทองจันทร์ว่า
       เรียมแปลกใจ “แปลกจริง ถ้าจะให้เทิดศักดิ์ช่วยก็ต้องไปบอกสนสิคะ”
       ทองจันทร์ไม่ยอมบอกความจริงทั้งหมด “มันมาพูดเรื่องที่แม่อยากรู้บางเรื่อง แต่มันพูดไม่จบ มันยักท่าเอาไว้ประมาณว่าถ้าแม่อยากฟังให้จบลูกมันควรได้ประกันตัวก่อน อะไรเทือกนี้แหละ”
       “คุณแม่คิดว่าจะพูดกับเทิดศักดิ์ไหมคะ”
       “ยังก้ำกึ่ง แม่กลัวว่ามันได้ประกันตัวแล้วมันจะไม่ยอมบอกต่อน่ะสิ นางคนนี้โกหกพกลมเป็นไฟ แต่แม่ก็อยากรู้เรื่องที่มันเกริ่นมา”
       เรียมพลอยอยากรู้ไปด้วย
       “ขอโทษนะคะ มันเกริ่นเรื่องอะไรมาคะ”
       จู่ๆ มีเสียงผิวปากดังเป็นเพลงสนุกสนานนำขึ้นมา เรียม และทองจันทร์มองหน้ากัน ปรากฏว่าเป็นขุนภักดี
       ปรากฏตัวขึ้นบนเรือนยิ้มระรื่นผิวปากอย่างสุขใจ
       “พ่อเทพไปกินพุงปลาใส่กัญชาที่ไหนมารึ อารมณ์ดีถึงขั้นผิวปาก” หญิงชราแซวลูกชาย
       “ไปกินความสุขมาครับ คุณแม่” ขุนภักดีเล่นลิ้นท่าทีสำราญใจ
       “ไปกินความสุข” เรียมกับทองจันทร์อุทานพร้อมกัน
       “พ่อเทพจะมีเมียน้อยอีกคน”
       กบ แมว และเอกหัวเราะลั่น กับคำพูดของทองจันทร์ ขุนภักดีโวยวาย
       “คุณแม่หาความผม ผม เอ้อ ไม่เอาละ ไม่บอกดีกว่า รอให้แน่ใจที่สุดก่อน จะมาบอกคุณแม่กับเรียม” แล้วขุนภักดีก็หันไปสั่งเอก “ไอ้เอกไปตามไอ้ถมไปหาชั้นที่เรือนโน้น”
       แล้วท่านขุนก็เดินผิวปากลงไปจากเรือน ทองจันทร์กับเรียมงง เอกรู้แกวรีบเผ่นเช่นกัน
       “ไอ้เอก หน็อยแน่ะ มันนกรู้รีบหนีไปอีกคน”
      
       สนทุรนทุราย ยืน นั่งไม่ติดที่ ร้อนรุ่มในหัวอกไปหมด
       “อีช้อย มันเอาอะไรไปฟ้องอีแก่ อีแก่มันรู้อะไรบ้างโอ๊ย อีช้อย ทำไมมึงไม่จงรักภักดีกับกูจนตายดังสัญญา อีช้อย อีช้อยมึงบีบขั้นกูเอง”
       สนลงนั่งกุมขมับ
       “รึว่าเราจะลองเกริ่นกับลูกเทิดศักดิ์ดู”
       สนคิดได้ ค่อยมีกำลังใจขึ้นมาหน่อย
      
       นายถมมาพบท่านขุนตามสั่ง
       “แกใช่ไหมที่ไอ้เอกสั่งให้พา นาง เอ้อ...แม่เนียนไปงานศพที่สามชุก”
       “ขอรับ ท่านขุน”
       “เขาบอกหรือเปล่าว่าจะกลับมาวันไหน”
       “ไม่ได้บอกขอรับ แต่เท่าที่กระผมทราบน่าจะหลังจากเผาญาตินั่นแหละขอรับ”
       “กี่วันรึ”
       “ไม่เกินสามวันดอกขอรับ”
       ขุนภักดีพึมพำเบาๆ กับตัวเอง “นานเกินไป รอไม่ไหวดอก แกเอาจดหมายจากข้าไปให้เขา”
       “ขอรับ”
       ขุนภักดีหันไปหาปากกากระดาษและซองมาเขียนจดหมาย
      
       ฟากสนตัดสินใจเปรยกับเทิดศักดิ์เรื่องคดีแช่ม
       “คดีอย่างนายแช่ม ไม่มีใครกล้าให้ประกันตัวดอกครับ คุณแม่”
       “นั่นสิ แม่ก็ว่าอย่างนั้น”
       “คุณแม่ถามทำไมครับ หรือว่า ยัยช้อยแล่นมาหาคุณแม่ขอให้ช่วย”
       สนส่ายหน้า “เปล่า เปล่านะลูก แม่แค่อยากรู้เท่านั้น เอ้อ แล้วถ้ามีใครรับรองมันเล่า ประกันได้ไหม”
       “ได้อยู่ครับ แต่...”
       “อะไรรึลูก”
       “ใครเล่าครับ ที่มีอำนาจนอกจากคุณพ่อ หรือผม”
       “เอ้อ...”
       “คุณแม่อยากให้ผมหรือคุณพ่อช่วยประกันตัวมันออกมา หรือครับ”
       “เปล่าจ้ะ แม่บอกแล้วไงว่าแค่อยากรู้”
       “มันอยู่ในตะรางน่ะดีกว่า อยู่ข้างนอกนะครับตายเอาง่ายๆ คนร้ายยังลอยนวลนะครับ”
       สนพยักหน้า ไม่กล้าจะซักถามอะไรต่อ ยิ่งเทิดศักดิ์พูดเรื่องคนร้าย ทำให้สนยิ่งหุบปาก แต่ทุรนทุราย
       มากขึ้นทุกที
       “ผมต้องรีบไปเข้าเวร”
       เทิดศัดิ์เดินออกไป สนเครียดจัด
       “ต้องกำจัดอีช้อย แต่จะหาโอกาสได้อย่างไร”
      
       นางสนคนชั่ว พยายามคิดหาหนทางที่จะกำจัดช้อยให้ได้

       ด้านเนียนกลับมาจากงานศพที่วัดบ้านแพน มาถึงท่าน้ำบ้านเนิบแล้ว แพรและโพล้งมาถึงเช่นกัน
      
       “เนียน”
       เนียนก้าวขึ้นมาตื่นเต้นดีใจ
       “พี่แพร พี่โพล้ง”
       เนียนกับแพรแล่นเข้ามากอดกันดีใจจนน้ำตาร่วงทั้งสองฝ่าย โพล้งมองยิ้มอยากไปกอดดีใจบ้าง ติดที่แพรกำลังดีใจ
       “คิดถึงเหลือเกิน จากกันนานมากเท่าอายุแดงน้อย”
       “เกือบเท่าตะหาก ขาดไปสองเดือน” โพล้งท้วง
       “ไอ้โพล้งแกจะขัดคอไปหาอะไร เนียน ๆ พี่รับรู้ความทุกข์ ของเนียนมาจากยัยอ่อน สงสารเนียนเหลือเกิน” แพรบอก
       “ข้าก็รับรู้มาจากไอ้แดงน้อย เอ็งเกิดมามีกรรมเหลือเกินนะเนียน” โพล้งว่า
       “ชั้นชินแล้วจ้ะพี่แพร พี่โพล้ง เพิ่งมาถึงกันหรือจ๊ะ”
       “เพิ่งมาน่ะสิ กะแล้วว่าต้องเจอเนียน มีเรื่องสำคัญจะบอกให้ไปจัดการเสียให้จบ” แพรว่า
       “เรื่องที่นาที่เอ็งยกให้แดงน้อยมันน่ะ เอ็งเขียนมาว่าให้พวกข้าจัดการ ยายอ่อนแกฝากเงินมัดจำมาแล้ว แต่ว่าเอ็งต้องไปปรากฏตัวเซ็นโอนให้เป็นลายลักษณ์อักษร มิฉะนั้นมันจัดการอะไรไม่ได้” โพล้งบอก
       “แต่เนียนจะให้แดงน้อยรู้ตัวตอนนี้ไม่ได้นี่จ๊ะ” เนียนว่า
       “ก็ไปโอนไปเซ็นตามที่หลวงท่านว่าก่อนเถิด เรื่องแดงน้อยนั่นเอาไว้ว่ากันทีหลัง เสร็จงานศพนี่ไปเลยนะเนียน” โพล้งสรุป
       “จ้ะ” เนียนเห็นด้วย
       ยินเสียงเรือติดเครื่องดังแว่วมา ทุกคนมองหน้ากัน
       “ใครมา”
       “หรือว่าพี่หนัก” โพล้งโพล่งขึ้น
       เนียนจุ๊ปาก เรือโผล่เข้ามา เป็นถมนั่นเอง
       “เนียน อยู่ไหม”
       “อ้าว นายถม”
       “รีบขึ้นเรือไปไวๆ ท่านขุนให้มารับกลับไปเดี๋ยวนี้”
       เนียนตกใจมากหน้าเสีย ซีดเป็นกระดาษขาว นึกว่ามีเรื่องร้ายอีก
       “มีใครกล่าวหาว่าเนียนไปทำอะไรผิดอีกรึ พ่อคุณ” แพรสงสัย
       “ไม่รู้ ชั้นไม่รู้ รู้แต่ว่าท่านขุนท่านผิวปากมาตั้งแต่กลับมาจากศาลากลางแล้ว ไว ๆ ให้ไวเลยเนียน ประเดี๋ยวท่านจะเคือง เพราะท่านมีราชการด่วนเข้ากรุงเทพฯ พรุ่งนี้แต่เช้ามืด นี่จดหมายอ่านเสีย”
       ถมยื่นจดหมายให้ เนียนรับจดหมายหันมาอาลัยอาวรณ์แพรกับโพล้ง สองคนรีบผลักไสเนียนลงเรือ
       “ให้ไว เลยเนียน”
       “แล้วรีบกลับมาเผาศพ จะได้รีบไปจัดการธุระให้เสร็จ”
       เนียนลงเรือไป แพรกับโพล้งมองตามด้วยสายตาเป็นห่วงเนียน
      
       เนียนแปลกใจและฉงนสนเท่ห์นัก เนียนชะเง้อมองไปเบื้องหน้าใจจดใจจ่อ เนื้อความในจดหมายราวกับเสียงท่านขุนมาอ่านให้ฟัง ทำให้เนียนมีสีหน้าอิ่มเอิบมาก
      
       “เนียน พี่ต้องการพบเนียน ด้วยมีเรื่องซักถามเนียนมากมายนักล้วนแต่สำคัญต่อชีวิตของเรา รีบมาพบพี่ด่วน รอพี่ที่ท่าน้ำพูดธุระเสร็จ จะให้ไอ้ถมไปส่ง เรื่องนี้ขอให้เก็บเป็นความลับไว้ก่อน
       ภักดีภูบาล”
      
       เนียนยิ้มนิดหนึ่งถอนอกถอนใจ
       “ท่านเรียกแทนตัวเองว่าพี่กับเรา นี่ เกิดอะไรขึ้น”
      
       ฟากขุนภักดีผุดลุกผุดนั่ง พลอยทำให้เรียมผุดลุกตามไปด้วย
       “พี่เทพ ผุดลุกผุดนั่ง ทุกเสี้ยวยาม มีอะไรหรือคะ”
       “พรุ่งนี้พี่ต้องไปราชการกรุงเทพฯ แต่เช้าจ้ะ”
       “แล้วกระไรมิรีบหลับนอน มาผุดลุกผุดนั่งอย่างนี้ทำไมหรือคะ”
       “พี่ เอ้อ เอ้อ เนียน...” ขุนภักดีจะบอกว่าตนนั้นใจจดใจจ่อกับเนียนแล้วรีบค้างคำ
       “ว่ากระไรนะคะ” เรียมยิ่งแปลกใจ
       “เอ้อ เรียมจัดเสื้อผ้าให้พี่แล้วใช่ไหมจ๊ะ”
       “ค่ะ พี่เทพห่วงอะไรกันแน่คะ ห่วงเสื้อผ้า ห่วงกลัวไปราชการไม่ทัน หรือว่ามีเรื่องอื่นให้ห่วง เช่นอย่างที่คุณแม่ท่านเอ่ยมานั่น”
       “นี่เรียมคิดว่าพี่จะมีเมียน้อยเหมือนคุณแม่อีกคนแล้วรึ”
       เรียมส่ายหน้า
       “ก็พี่เทพดูไม่ปกตินี่คะ”
       เสียงระฆังโบสถ์ตีบอกเวลา สี่นาฬิกา ขุนภักดีลุกพรวด
       “พี่จะออกไปเดินดูรอบๆ บ้าน”
       ว่าแล้วท่านขุนก็ออกไปโดยไม่หันมาทางเรียม เรียมได้แต่มองตาม
       “พี่เทพ ต้องกังวลเรื่องอะไรแน่ๆ แต่เรื่องอะไรรึ”
       เรียมคิดไม่ตก
      
       ขณะเดียวกันสนนอนไม่หลับ ทอดสายตามองออกไปครุ่นคิดเรื่องช้อย
       “เราต้องกำจัดอีช้อย ปากปลาหมอ เราต้องรู้ให้ได้ว่าอีช้อยไปคุยอะไรกับอีแก่ เราต้องเอ๊ะ นั่น นั่น”
       สนชะโงกยื่นหน้าไปเขม้นมองดู เห็นรูปร่างคนที่เดินมาเป็นผู้หญิง
       “ผู้หญิง หรือว่าอีช้อย”
       สนฉวยมีดปลายแหลมกำไว้ในมือแน่น
      
       “ดีละ ขอให้เป็นมึงจริงๆ เถิดอีช้อย”
สนเดินมาเจอเอารองเท้าสองข้างวางอยู่ขอบศาลาท่าน้ำด้านใน
      
       “รองเท้าแตะ”
       สนมองเลยไปเห็นเป็นเนียน กำลังนั่งใจลอยเหม่อ
       “ของอีเนียน ไม่ใช่อีช้อย แต่อีเนียนมันมานั่งลอยหน้าทำอะไรตอนใกล้จะเช้า”
       สนเตะรองเท้าของเนียนกระเด็นไปคนละทิศคนละทางแล้วเดินไปหาทันที
       “เนียน แกมานั่งลอยหน้ารอใคร รึ”
       “เอ้อ...”
       สนจ้องหน้าเนียนเขม็ง
      
       เวลานั้นขุนภักดี เดินมากับถมที่มารายงาน
       “มาแล้วขอรับ ท่านขุน”
       “อยู่ที่ท่าน้ำรึ”
       “ขอรับ”
       “แกห้ามบอกใครทีเดียวว่าแกไปทำอะไรมาในคืนนี้”
       “ขอรับ”
       “แกหลบอยู่แถวนี้ เสร็จธุระแล้วข้าจะเรียกแกให้รีบไปส่งเขา”
       “ขอรับ”
       ถมหลบไป ท่านขุนขยับจะเดินต่อชะงัก
       “สน สนมาทำไม บ้าแท้ๆ”
       ขุนภักดีทำอะไรไม่ถูก กระซิบเรียกถมให้มาหา
       “ถม” ท่านขุนสั่งการให้ถมทำอะไรซักอย่าง
       “ได้ขอรับ”
       ถมย่องไปอีกทาง เพื่อทำตามที่ท่านขุนสั่ง
      
       ฝ่ายสนยังคาดคั้นเนียนไม่เลิกรา
       “ข้าถามเอ็งว่า มานั่งลอยหน้าหาใคร ทำไมไม่รีบตอบ นังเนียน”
       “ชั้นตอบไม่ได้ค่ะ”
       “นี่เอ็งจงใจฝืนคำสั่งข้า เอ็งกล้าอวดดีกับข้า นังคนตกกระป๋องจะบอกหรือไม่บอก ว่าเอ็งรอใคร”
       “ไม่บอกค่ะ”
       สนโกรธ ชักมีดออกมาขู่
       “เอ็งจะบอกหรือไม่บอก”
       เนียนส่ายหน้า
      
       ท่านขุนแอบมองอยู่ ทั้งตกใจ ตื่นตะลึงกับการกระทำของสน
       “สนใจร้ายแท้ๆ”
       ขุนภักดีทึ่งในความเชื่อฟังของเนียนที่ตนขอร้องห้ามบอกใคร
       “เนียน ช่างเชื่อฟังเราเหลือเกิน ไม่ได้การละ ปล่อยไว้สนจะไม่ใช่แค่ขู่เนียน ทำไมไอ้ถมยังไม่รีบทำตามที่สั่ง”
       ขุนภักดีพรวดจะออกไป เสียงถมตะโกนขึ้นพอดี
       “ไอ้เสือมา เสือหนักมาแล้ว”
      
       สนกำลังขยุ้มหัวเนียนจิกไว้ เงื้อมีดขึ้นแต่ได้ยินเสียงถมตะโกนแถมเรียกชื่อเสือหนัก สนเข่าอ่อนทันที
       “เสือหนัก”
       สนปล่อยมือจากเนียน ถือมีดวิ่งพรวดกลับไปทางเรือน
       “ไม่นะ ไม่นะ กลัวแล้ว”
       สนวิ่งหายไป แต่เนียนกลับยืนนิ่ง ไม่ขยับ ได้แต่อุทานเบาๆ
       “พี่หนัก แย่แล้ว ถ้าเกิดท่านขุนมาเจอพี่หนัก”
       เนียนละล้าละลัง รอจะบอกให้หนักหนี
       ขุนภักดีแอบมองสนที่วิ่งตัวสั่นงันงกปากก็พร่ำคำว่ากลัวแล้ว กลัวแล้ว ท่านขุนยิ้ม
       “ได้ผล สนกลัวจนตัวสั่น”
       สนวิ่งผ่านหน้าท่านขุน วิ่งไปหันไปดูเบื้องหลัง
       “กลัวแล้ว ชั้นไม่ได้ทำอะไร ชั้นเปล่าทำอะไรเนียนนะ ชั้นแค่มาพูดคุยกับเนียน”
       สนผ่านไป ท่านขุนแปลกใจมาก
       “สนกลัวจนเสียสติ ทำไมต้องบอกเสือหนักว่าไม่ได้ทำอะไรเนียน แปลกแท้ๆ แต่ทำไมเนียนกลับไม่กลัว กลับยืนนิ่ง ราวกับจะส่ายตาหาเสือหนัก หรือว่า...”
      
        ไวเท่าความคิด ขุนภักดีสาวเท้าออกไปทันที
ด้านเนียนกำลังชะเง้อชะแง้มองหาแต่หนัก
      
       “พี่หนักโธ่ ทำไมจะพาพวกมาปล้นบ้านท่านขุน พี่หนักวิปลาสไปแล้วรึ”
       ท่านขุนมาถึงตัวเนียน
       “เนียน”
       เนียนสะดุ้งวาบตกใจ โผนมาเอาตัวบังกางมือบังท่านขุนเอาไว้
       “อย่านะอย่าทำอะไรท่านนะ อยากทำอะไร มาทำชั้นสิ”
       ขุนภักดีซาบซึ้งในน้ำใจของเนียน จนอดโอบกอดเนียนไว้ไม่ได้
       “นี่เนียนห่วงใยพี่ ถึงกับยอมตายแทนพี่เลยรึ”
       “เจ้าคะ หลบไปเจ้าค่ะ เนียนไม่ยอมให้เขาทำร้ายท่านดอกเจ้าค่ะ”
       นั่นทำให้ขุนภักดีนึกสนุกขึ้นมา แกล้งเนียนต่อ
       “พี่มีปืน ลองมายิงพี่สิ พี่จะยิงมันกลับเช่นกัน”
       ว่าแล้วท่านขุนชักปืนออกมา
       เนียนตกใจ “โอ๊ย ตายแล้ว”
       ขุนภักดีเอามือปิดปากเนียนที่ตกใจ จนจะเป็นลม
       “ไม่มีเสือสางที่ไหนดอก พี่เย้าเนียนเล่น เสียงไอ้ถมมันทำอุบายให้สนตกใจแล้วหนีไปต่างหาก”
       “โธ่”
       เนียนเบี่ยงตัวออกจากวงแขนท่านขุนทรุดตัวลงไปนั่ง กับพื้นก้มหน้างุด ขุนภักดีดึงเนียนขึ้นมาโอบไว้
       “ขอบใจมากนะเนียน ที่เชื่อฟังคำขอของพี่ และยอมตายเพื่อพี่”
       “เอ้อ...”
       “ไปนั่งตรงนั้นแล้วมาคุยกันนะคนดี”
       เนียนฟังแล้วสับสนชีวิตที่กลับตาลปัตรในชั่วไม่ทันข้ามคืน ขุนภักดีพาเนียนไปนั่งที่ม้านั่งยาวตรงมุมหนึ่ง จับมือเนียน มองหน้าเนียน เนียนหลบตา ท่านขุนเชยคางเนียนให้มองหน้า
       “อย่าก้มหน้า อย่าหลบตาพี่ จงสบตาพี่ แล้วมองหน้าพี่ เพื่อที่เนียนจะได้ รับรู้ถึงความรู้สึกของใจ พี่เสียใจ และขอโทษ”
       เนียนอึ้ง “ท่านขุน”
       “พี่ขุน ต่อไปนี้ไม่มีคำว่าท่านขุน มีแต่คำว่าพี่ขุน เนียนจ๋า”
       “เจ้าค่ะ”
       “ทำไมใช้คำพูดกับผัวว่าเจ้าค่ะ คะ ขาเท่านั้นมันก็เพียงพอแล้วคนดีของพี่”
       “เนียน เอ้อ...”
       ขุนภักดีดึงเนียนมาโอบกอด เนียนทำอะไรไม่ถูก ตัวสั่นไปหมด
      
       ฟากสนนอนสั่นคลุมโปงด้วยความ ร้องไห้กระซิกๆ
       “ชั้นไม่ได้ทำอะไรมันนะ ไม่ได้ทำ อย่ามาทำร้ายชั้นเลย ชั้นกลัว ชั้นกลัว”
       จังหวะนี้เทิดศักดิ์กลับมาจากเข้าเวร จะกลับห้อง เดินผ่านห้องนอนสนได้ยินเสียงแม่ร้องไห้กระซิกๆ
       “คุณแม่ร้องไห้ทำไม”
      
       ส่วนที่ท่าน้ำเนียนน้ำตาไหล ขุนภักดีจับมือเนียนไว้มือหนึ่ง อีกมือเช็ดน้ำตา
       “อย่าร้องไห้คนดีของพี่ ต่อไปนี้จะมีแต่เรื่องๆดีทั้งสิ้น พี่ขอบคุณที่ช่วยชีวิตหนูอี๊ด”
       “ค่ะ อย่าว่าแต่ช่วยชีวิตเลยค่ะ แม้แต่ชีวิตของเนียนก็ยกให้ได้ค่ะ”
       “พี่รู้แล้ว รู้ซึ้งไปถึงก้นบึ้งหัวใจของพี่ พี่ขอบคุณที่เนียนไม่โกรธตอบ ไม่อาฆาตแค้นทุกคนที่ทำร้ายเนียน ทั้งที่เจตนาและเข้าใจผิด”
       “เอ้อ ค่ะ ทุกอย่างผ่านไปหมดแล้วค่ะ ช่างเถิดค่ะ”
       “ในขณะที่เนียนเอาแต่บอกช่างเถิดๆ แต่บางคนยังเอาเรื่องเอาราวอยู่ เมื่อสักครู่พี่เห็นนะว่าสนกำลังจะทำอะไรเนียน”
       เนียนเข้าใจเรื่องราว “เนียนเข้าใจแล้วว่าทำไมนายถมจึงตะโกนเช่นนั้น ขอบพระคุณค่ะ แต่...”
       “อะไรรึ”
       “คุณสนคงจะตกใจมาก”
       “สนควรรู้จักตกใจมากบ่อยๆ จะได้ระงับจิตใจในเรื่องริษยาไว้บ้างสุดท้าย สำคัญที่สุดที่พี่จะพูดกับเนียน แต่พี่อายมาก กระดากปากมากเลวร้ายกับเนียนตีเนียนผิดๆ ตีหนูติ๋ว เรื่องพาหนูอี๊ดไปแกล้งทำเรือล่ม พี่รู้ความจริงหมดแล้ว”
       “ท่านขุน เอ้อ... พี่ขุน”
       ขุนภักดีมองหน้าเนียน สองคนสบตากัน
      
       ส่วนสนนอนคลุมโปง สั่นไปหมดทั้งร่าง กลัวจับจิต
       “อย่าทำชั้นเสือหนัก อย่าทำร้ายชั้น ชั้นไม่ทำร้ายเนียนอีกแล้ว”
       เทิดศักดิ์เอื้อมมือไปแตะแม่ สนร้องกรี๊ดดด
       “คุณแม่ นี่ผมเองครับ”
       สนตวัดผ้าห่มออกมา โผเข้ากอดเทิดศักดิ์แน่น
       “ช่วยแม่ด้วย ช่วยแม่นะ เสือหนักมันจะมาฆ่าแม่”
       “คุณแม่ฝันไปหรือเปล่าครับ ผมกลับมาบ้านเราก็ปกติดี แล้วเรื่องอะไรเสือหนักจะมาปล้นบ้านเรา ในเมื่อเสือหนักกำลังหนีผม หนีแดงน้อย หนีคุณพ่อ เขาเก็บตัว เขาไม่มาดอก”
       “มันมาจริงๆ มันตะโกน ไอ้เสือมา เสือหนักมาแล้ว”
       “อาจมีใครสวมรอยมาแกล้งว่าเป็นเสือหนัก ผมก็เคยเจอมาแล้วนะครับ”
       สนค่อยคลายตกใจลง แต่ไม่ทั้งหมด
       “แต่แม่ก็ยังกลัว”
       “ถ้าเช่นนั้นผมจะลงไปดูลาดเลาเผื่อจะพบเจออะไรผิดปกติ”
       เทิดศักดิ์ลุกขึ้น สนดึงไว้พลางส่ายหน้า
       “อย่า อย่าไปลูก อย่าไปเจอมัน มันจะฆ่าลูกนะ”
       เทิดศักดิ์ส่ายหน้า “ผมไม่กลัว”
       เทิดศักดิ์ห่มผ้าให้แม่แล้วลุกออกไป สนมองตามยิ่งผวาหนัก
       “นี่กูทำอะไรลงไป เกิดเทิดศักดิ์ไปเจอไอ้หนักแล้วมันพูดความจริงออกมา นี่กูกำลังจะเป็นบ้าแล้ว ฮือๆๆๆ”
      
        สนคิดไม่ตก เอาแต่ตีอกชกหัวไปมา
ฝ่ายขุนภักดียังพูดคุยเปิดใจกับเนียนต่อ จนมาถึงเรื่องสุดท้าย
      
       “เรื่องสุดท้ายที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตพวกเรา คือเรื่องของ หนูติ๋ว”
       จังหวะนี้ยินเสียงเทิดศักดิ์ตะโกนถามมา
       “ใครอยู่ที่ท่าน้ำ”
       “เทิดศักดิ์มา”
       เนียนหันไปหารองเท้า “หายไปไหน”
       “หาอะไรรึเนียน”
       “รองเท้าค่ะ หายไปไหนแล้ว”
       “หายไปไหนก็ช่าง ไปหาซื้อเอาใหม่ รีบไปก่อนที่เทิดศักดิ์จะมาเห็น”
       ท่านขุนควักเงิน ยัดใส่มือเนียนแล้วดันออกไป
       “เนียนไปก่อนนะคะ”
       เนียนรีบวิ่งไปตรงท่าน้ำ ถมจอดเรือรออยู่แล้ว เนียน รีบลงเรือไปทันที
       เทิดศักดิ์โผล่มาพร้อมปืนเล็งไปที่เรือ ไม่ทันเห็นท่านขุน
       “เสือหนักหยุดนะ ไม่งั้นยิงเรือทะลุ”
       เทิดศักดิ์กำลังจะยิง ท่านขุนถลาออกมาฉุดแขนไว้
       “อย่ายิง”
       เทิดศักดิ์หันมาเจอขุนภักดีก็แปลกใจ
       “คุณพ่อ”
       “นั่นไม่ใช่เสือหนักดอก”
       “ถ้าเช่นนั้นใครครับ”
       “คนขับเรือผ่านมาน่ะ”
       “คุณพ่อมาทำอะไรที่นี่ครับ นี่แค่ตีสี่เท่านั้นเองนะครับ”
       “เอ้อ เอ้อ คือพ่อ พ่อ มีราชการที่บางกอก ราชการสำคัญพ่อเลยนอนไม่หลับ พ่อขอตัวก่อน จะรีบไปปลุกไอ้เอก ให้ตื่นมาขับรถ”
       ขุนภักดีพูดจบก็เดินไปเร็วมาก แถมผิวปาก เทิดศักดิ์มองตามงงๆ
       “คุณพ่อท่านครึ้มอกครึ้มใจอะไรนักหนา”
      
       ตอนสายของวันต่อมา แพรและโพล้งชะเง้อดูเรือที่แล่นมาเทียบท่าน้ำ
       “เรือเศรษฐีที่ไหนจะมาเทียบท่า”
       “ดูท่าคุ้นๆ แฮะ”
       เนียนโผล่ออกมาหน้าตาเนียนอิ่มเอิบเปลี่ยนเป็นคนละคน
       “ชั้นเองจะ พี่แพร พี่โพล้ง”
       แพรกะโพล้งร้อง “เฮ้ย”
       “ก็เพิ่งจะไปเมื่อคืน” แพรงง
       “แล้วจู่ก็กลับมา หน้าตาสดชื่น” โพล้งอึ้ง
       “ลงเรือมาสิจ้ะ พี่แพร พี่โพล้ง”
       สองคนร้อง “อุเหม่”
       “คือว่าท่านขุน ท่านสั่งให้กระผม มาส่งมาดูแลเนียนเอ้อ คุณเนียน”
       แพรกะโพล้ง ตาเหลือก “คุณเนียน”
       “เมื่อตอนไป ยังเป็นเนียนอยู่แท้ๆ” แพรว่า
       “ขากลับมากลายเป็นคุณเนียนเสียแล้ว”
       สองคนมองหน้าเนียน แต่เนียนทำนิ่งเฉย
       “นายถมจ้ะ รีบไปกันเถิด เสร็จงานศพ เราต้องรีบไปบ้านแพนกันต่อ”
       “โอ้โฮ” สองคนร้อง
       “ไปด้วยเรือนี่น่ะหรือ” โพล้งอึ้ง
       “ขอรับ” ถมบอก
       สองคนมองหน้ากันอึ้งๆ เนียนไม่อยากตอบคำถามมาก รีบนั่งนิ่ง
      
       สนตีหน้าเซ่อใส่ทองจันทร์ขณะแวะมาหาถึงเรือน และเป็นฝ่ายถูกถาม กบกะแมว นั่งอยู่ไม่ไกลนัก
       “เมื่อวันก่อนนางช้อยมาหาแม่สนรึ”
       “เอ้อ ค่ะ มีอะไรหรือคะ”
       “มันมาทำไม”
       “มาขอเงินตามนิสัยเห็นแก่ได้น่ะคะ”
       “แม่สนโกหก มันมาบอกชั้นเรื่องพ่อเทิด”
       สนหัวใจหล่นวูบ ตกใจมาก แต่รีบเก็บอาการ “มันมาโกหกว่ากระไรหรือคะ”
       “เปล๊า มันยังไม่ได้บอกว่ากระไร แต่มันบอกว่าจะมาบอกวันสองวันนี่แหละย่ะ แต่เท่าที่ชั้นคาดคะเน มันต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ยะ”
       “นางช้อยโกหกตลบตะแลง มันจะมาขู่ให้คุณแม่ช่วยเรื่องให้ประกันตัวลูกมันน่ะสิคะ"
       "วุ๊ย ..แม่สนละก้อช่างพูดจาอะไรให้เข้าตัวเอง นางช้อยมันก็โกหกตลบตะแลงเหมือนแม่สนนั่นแหละย่ะ ใครหลงจับพลัดจับผลูเชื่อพวกหล่อน ก็เท่ากับโง่เชื่อว่าหมูออกลูกเป็นลิงได้ย่ะ" ทองจันทร์ว่า
       "คุณแม่ขาที่ผ่านมาสนขอโทษ สนผิดไปแล้วคะ ที่สนโง่ไปเชื่อฟังคำพูดนางช้อยมัน แต่ถ้ามันมาอีก สนจะเค้นเอาความจริงจากมันว่ามาโกหกคุณแม่ทำไม กะอีแค่อยากให้ลูกมันได้ประกันตัว สนลานะคะ"
       สนถอดตัวถอย ก่อนจะลุกเดินออกไป ทองจันทร์พูดต่อ
       "แม่สนยะ ที่นางช้อยมันพูดออกมาเรื่องเทิดศักดิ์น่ะ ฟังแล้วคาดเดาได้ว่าเทิดศักดิ์อาจไม่ใช่ลูกพ่อเทพดอกย่ะ"
       สนสะดุ้งสุดตัว คิดคำรามในใจ
       "อีแก่มึงวอนตาย"
       "แต่ชั้นจะไม่เอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนดอกย่ะ จนกว่านางช้อยจะมาเปิดปากบอกว่าตาเทิดศักดิ์เป็นลูกใคร ไปได้แล้วย่ะ ไปคิดดูนะยะเผื่อหล่อนจะนึกออก แล้วมาบอกเอง ว่าตาเทิดศักดิ์เป็นลูกใคร คนอะไรท้องได้ตั้งสิบสองเดือน"
       สนหน้าซีดขาว แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแดง ขณะหันไปมองหน้าทองจันทร์ดวงตาวาวโรจน์
      
       แต่ทองจันทร์ก้มหน้าบ้วนน้ำหมากพอดีจึงไม่เห็นสายตาอาฆาตอันโหดเหี้ยมของสน

       ทั้งสี่คนอยู่ในท้องนาที่นาของเนียนที่บ้านแพน ยายอ่อนยิ้มย่อง พออกพอใจมาก
      
       “ดีใจแท้ๆ ที่ได้เจอกับเนียน” ยายอ่อนแอบกระซิบถาม “ลูกแฝดเป็นอย่างไรล่ะ”
       “ยายอ่อนจ๋า อย่าพูดจาไม่ระวังปากสิ ชั้นไม่ต้องการให้ใครมาขุดคุ้ยเรื่องนี้” เนียนตำหนิหญิงชรา “มาพูดเรื่องที่นานี่ก่อนเถิด ชั้นเซ็นมอบอำนาจให้เรียบร้อย พี่เอกเขาบอกว่าเซ็นแค่นี้ก็ได้ ไม่ต้องไปแสดงตัวดอกจ้ะ”
       “ไอ้พี่เอกเขาหัวหมอ เขาไม่ได้ทำงานก็เหมือนทำ เพราะเขาอยู่ที่ศาลากลางกับท่านขุนมาตั้งแต่กะท่านเป็นปลัดจังหวัดจนเป็นข้าหลวงอย่างทุกวันนี้” โพล้งว่า
       “ถ้าไม่มีการเลิกศักดินาไปก่อนละก็ ท่านไม่ใช่แค่ท่านขุนดอกนะ ท่านน่ะ ได้เป็นพระยานาหมื่นเลยย่ะ” แพรบอก
       “เขาเรียกสั้นๆง่ายๆ ว่าท่านเจ้าคุณ” โพล้งเสริม
       “แม่แพร พ่อโพล้งยะ ชั้นมาซื้อที่นา ไม่ได้มาลำดับยศถาบรรดาศักดิ์นะยะ เอ...แต่ว่าทำไมเนียนไม่อยากไปที่ทำการที่ดินล่ะ”
       “คือชั้นไม่อยากแสดงตัวว่าชั้นเป็นเจ้าของที่นานี้จ้ะ”
       ทุกคนพยักหน้า โพล้งแพรเข้าใจ แต่ยายอ่อนไม่เข้าใจ
      
       สนเดินหน้าตาเหี้ยมโหดออกแนวบ้านิดๆ ออกมาทางท่าน้ำแล้ว
       “อีช้อย ไหนมึงว่าจะมา มาสิ มาเลย กูรอมึงอยู่ มึงรักลูกมึง กูก็รักลูกกู แต่ลูกมึงมันลูกโจร ไม่เหมือนลูกกูน่ะ”
       สนชะงัก เพราะเดินสะดุดเอารองเท้าแตะของเนียนคู่เดิมที่เหลือข้างเดียว
       “อีรองเท้าบัดซบ”
       สนกระทืบๆ แล้วนึกได้ มองรองเท้าของเนียน
       “จริงสิ ถ้าอีช้อยตาย แต่กลายเป็นอีเนียนฆ่า กำจัดหมาทีเดียวสองตัว”
       สนก้มลงเอาเท้าตวัดรองเท้าเนียนขึ้นมา แล้วหันไปหาอีกข้าง ตวัดขึ้นมาอีก ยินเสียงสวบสาบดังมาใกล้ๆ สนหันไปยิ้มแสยะ
       “คุณสน”
       “นังช้อย แกช่างมาได้เหมาะเจาะแท้ๆ”
       สนทักทายยิ้มแย้มแจ่มใส ช้อยเริ่มงง
       “เหมาะเจาะอย่างไรหรือเจ้าคะ”
       “ข่าวดี ของแกกับของไอ้แช่ม ชั้นพูดกับลูกเทิดศักดิ์แล้ว”
       “แล้วคุณเทิดศักดิ์ว่าอย่างไรเจ้าคะ ถ้าคุณสนบอกว่าข่าวดี ก็แปลว่า…”
       “แปลว่า...”
       ขาดคำสนชักมีดออกจ้วงแทง ใส่ช้อยทันที
       “อีคุณสน อีสารเลว มึง มึงกล้าฆ่ากู”
       ช้อยนึกว่าตัวเองยังไม่โดนมากนัก ผวามาทั้งที่โดนแทงที่อกไปแล้ว
       “กูกล้าฆ่าทุกคนที่จะเปิดโปงกู มึงเอาอะไรไปบอกอีแก่ทองจันทร์”
       ช้อยฮึดสู้ สองคนสู้กันไปสู้มา สนโดนแทงเข้าไปนิดหนึ่ง แต่ไม่เข้าที่ฉกรรจ์เพราะช้อยโดนไปแล้วที่จุดสำคัญ
       ร่างช้อยล้มลง “เออ กูเปิดโปงมึงแล้ว กูบอกอีแก่ทองจันทร์ไปแล้ว ว่าไอ้เทิดศักดิ์เป็นลูกไอ้เสือหนัก”
       สนโกรธจัด กระโดดคร่อมร่างช้อย กระชากมีดออกมา ช้อยสั่นไปหมดเจ็บปวดมากแต่ไม่เกรงกลัว
       “อีช้อย กูจะเฉือนปากมึงให้ขาดกระจุย โทษฐานที่มึงทำกูพินาศย่อยยับ”
       ช้อยเจ็บปวดไปทั่วกาย อาการสาหัสมาก
       “อีสน ความตายของกูวันนี้ไม่ตายฟรีดอก มึงต้องโดนจับ กูสั่งลูกเอาไว้ ให้เปิดโปงมึงให้หมด ลูกกูจะได้ลดโทษ เพราะเป็นพยานกล่าวโทษความผิดของมึง กูกับมึงก็เลวพอกัน ดังนั้น กูตาย มึงก็ตาย”
       “กูจะแทงปากมึง” สนยิ่งแค้นเงื้อมีดขึ้นหมายจะแทง
       ช้อยจ้องตาสนอย่างดุดัน ขอสู้ตาย มีเสียงดังลอดจากปากขมุบขมิบได้ยินกระท่อนกระแท่น
       “หน้าอย่างมึง ไม่มีวันชนะอีเนียนได้ อีกไม่ช้า ท่านขุนจะรู้ว่ามึงคือนางร้าย อีเนียนคือนางเอก”
       จังหวะนี้เสียงกบแมวเรียกหากัน
       “นังแมว เห็นนางช้อยหรือยัง”
       “ยังเลย คุณท่านให้มารอ ท่านกลัวว่ามันจะโดนคนใจดำทำเอา”
       สนหยุด แล้วจ้วงแทงลงไปที่อกของช้อย แทงกระหน่ำซ้ำๆ ช้อยตายสนิท ตาเหลือกโพลงมองมาที่สน
       “มึงไม่ต้องมามองกูอีนรก”
       สนพยายามปิดตาช้อย แต่ปิดไม่ได้ สนจึงลากช้อยเข้าไปในพง เอากิ่งไม้ ใบไม้แถวนั้นมาปิดตาช้อยและตัวช้อย
       แล้วเดินมาเตะรองเท้าเนียนไปใกล้ๆ พุ่มไม้อีกพุ่ม ทำทีว่าเนียนเอาไปซ่อน
       “รองเท้าอีเนียนนี่แหละหลักฐานสำคัญ”
       จากนั้นสนวิ่งหลบไปจากที่นั่นอย่างว่องไว
      
       ฟากกบกับแมวพากันส่ายหน้านินทาช้อย
       “นางช้อยมันไม่แน่จริง มันจึงไม่กล้ามาหาคุณท่าน”
       “คุณท่านก็ช่างกระไรไปเชื่อน้ำมนต์คนอย่างนางช้อย”
       กบมองไปแล้วรีบสะกิดแมว ดึงแมวแอบหลบชี้ไป
       “คุณสน”
       สองคนแลเห็นสนเดินขาเจ็บกระเผลกๆ มา สองคนอ้าปากหวอ
       “ไปฟัดกับอะไรมา”
       “โดนหมามันกัดเอา จนเลือดสาดทะลุซิ่นออกมา”
       “ขาเขยกไปข้างหนึ่ง”
       กบกระซิบแมว พยักหน้ากัน สองคนพรวดไปหาสน
       “คุณสนเจ้าขา”
       สนตกใจ “ว๊าย นังบ้า ใครใช้แกมาดักหน้าข้า หลีกไป”
       “หามิได้เจ้าค่ะ เราสองคนมิได้มาดักหน้า เจ้าค่ะ”
       “แต่จะมาช่วยพยุงคุณสนเจ้าค่ะ เพราะว่าคุณสนขาเขยกราวกับจะเดินไม่ไหวเจ้าคะ”
       “นางขี้ข้า อย่าสาระแน ไปให้พ้นหน้ากูเดี๋ยวนี้”
       สนเข้นเขี้ยวทำท่าราวกับจะฆ่าแกง สองคนถอยกรูด
       “ไปแล้วเจ้าค่ะ”
      
        กบและแมวถอยไป สนกระเผลกไปต่อ
ทองจันทร์ฟังที่กบและแมวรายงานอย่างประหลาดใจ
        
       “แกว่ากระไรนะ แม่สนไปฟัดกับหมา โดนหมากัดเอาเลือดสาดเดินขาลาก ขากระเผลก”
       “เจ้าค่ะ” สองสาวประสานเสียง
       “แล้วมันไปฟัดกับหมาที่ไหนมายะ บ้านเราไม่ได้เลี้ยงหมา” ทองจันทร์ฉงน
       “นั่นสิเจ้าคะ” กบว่า
       “ผ่านเรื่องแม่สนกัดกับหมาไปก่อน เอาเรื่องนางช้อยสิ”
       “ไม่ได้เห็นแม้แต่เงาเจ้าค่ะ” แมวบอก
       “ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเจ้าค่ะ” กบว่า
       ทองจันทร์ผิดหวังมากบ่นพึมพำ
       “แปลกจริง หรือที่แม่สนว่านางช้อยโกหกตลบตะแลง นั่นคือความจริงเสียแล้ว มันแค่มาหยั่งเชิง ให้เราช่วยมัน ช่างหัวมันมันไม่ใช่เรื่องจริง”
       ทองจันทร์ละความสนใจแล้ว คิดได้ขึ้นมาอีก
       “เอ แต่เรื่องแม่สนตั้งท้องสิบสองเดือนนี่มันประหลาดแท้”
       หญิงชราคิดแล้ว แต่คิดไม่ตก
      
       ฝ่ายสนกลับถึงเรือนจัดแจงเช็ดคราบเลือดที่กระเด็นใส่ตัว เอาเสื้อผ้าไปยัดซ่อนอีก
       “อีช้อย มึงทำกูป่นปี้ โชคดีที่กูไหวทัน จัดการมึงไปหาไอ้เหิมในนรกซะทีนี้ก็เหลือแต่อีแก่ทองจันทร์”
       สีหน้าสนเหี้ยมเกรียมยิ่งนัก จู่ๆ ทานตะวันก็โผล่เข้ามา
       “แม่สนจ๋า”
       “ว๊าย ทำไมมาเงียบเชียบจริงๆ” สนไม่พอใจ
       “ก็แหมหนูคิดถึงแม่สน อยากให้แปลกใจ นี่คะ มาๆ ไปกับหนู ไปทำผมทรงใหม่ที่หนูดูมาจากแคตตาล็อคฝรั่ง”
       สนไม่มีแก่ใจจะไปไหน “หนูอี๊ดขา วันนี้แม่สนไม่ค่อยสบายค่ะ”
       “เป็นอะไรคะ เอ๊ะ ขากระเผลก ไปโดนอะไรมาคะ”
       “โดน เอ้อ...ช่างมันเถิดค่ะ แม่สนถึงไม่อยากจะไปไหน”
       “แหม หนูอุตส่าห์มารับ ไม่ได้คุยกันมาหลายวันแล้วนะคะ หนูอยากคุยเรื่องเอ้อ น้า เอ๊ยยัยเนียน”
       สนทำเสียงเนือยๆ “มันทำอะไรหนูอี๊ดอีกคะ”
       “ช่วยชีวิตหนูไงคะ ตายจริง นี่แม่สนไม่รู้เรื่องนี้บ้างเลยหรือคะ ว่าฟ้ามันผ่าใส่หนูแต่ น้า เอ้อ ยัยเนียน กระโดดมาลากหนูหลบไปทัน ฟ้าผ่าโดนต้นไม้โค่นมาล้มใส่ตรงที่หนูยืนอยู่ ไม่งั้นตายหนูตายแน่ค่ะ”
       “อ้อ แปลว่าตอนนี้หนูอี๊ด เลิกเกลียดมันแล้ว” สนค่อนขอดเอา
       “หนูบอกไม่ถูกดอกค่ะ หนูอายค่ะ หนูทำตัวไม่ถูก หนูเลยจะมาปรึกษาแม่สน ว่าหนูควรทำตัวอย่างไรกับเขาดีคะ”
       “อยากทำอย่างไรก็ทำไปเถิดค่ะ แม่สนไม่อยากจะไปสนมันแล้วค่ะ”
       “ถ้าหนูจะญาติดีกับเขา หนูควรไปขอโทษเขาก่อนดีไหมคะ”
       “อยากจะลดตัวลงไป เกลือกกลั้วกับขี้ข้าก็ตามใจเถิดค่ะ แม่สนคนหนึ่งละ ไม่ทำดอก มันเป็นคนใช้ เรามีสิทธิ์ที่จะทำอย่างไรก็ได้ ไม่เห็นต้อง ขอโทษมัน”
       “แล้วเรื่องขอบคุณเล่าค่ะ”
       “แม่สนไม่ทำแน่ แต่ถ้าหนูอี๊ด อยากทำก็ทำเถิดค่ะ”
       ทานตะวันพยักหน้า
       “เอ๊ะ แม่สนขา ยัยช้อยมันมาหาแม่สนแล้วมันหายไปไหนคะ ไม่เห็นมาเสนอหน้าเหมือนแต่ก่อน”
       สนสะอึก
       “ใครว่ามันมาหาแม่สนคะ ไม่มี้ไม่มี ไม่ได้มา”
       “ยัยช้อยโกหก หนูเจอมันจังๆ แถวร้านเสริมสวยของหนู ถามว่ามันจะไปไหน มันบอกว่ากำลังจะไปหาแม่สน นัดกันไว้”
       “วุ๊ย มันเพ้อเจ้อค่ะ”
       “งั้นหนูไปก่อนนะคะ อุตส่าห์มารับ”
       ทานตะวันจะออกไป สนเกิดหวาดกลัวเรื่องช้อยขึ้นมา
       “แม่สนไปด้วยคนค่ะ”
      
       สนเดินกระเผลกไปหาทานตะวัน
ขณะเดียวกันเนื้อทองเดินกางร่มลงจากเรือที่ท่าหน้าบ้าน  พอขึ้นมากำลังจะหุบร่ม แต่ลมพัดแรงขึ้นมาดื้อๆ พัดเอาร่มปลิวไป
      
       “อุ๊ยตาย” เนื้อทองตามไปดูร่ม
      
       ส่วนทานตะวันประคองสนลงมาถึงหน้าเรือน เจอหน้าแมว และกบที่ยิ้มให้สนท่าทีเยาะเย้ย
       “แกสองคนยิ้มอะไร”
       “มันยิ้มเยาะแม่สนค่ะ หนูอี๊ด มันถือตัวว่า เป็นคนสนิทของคุณย่าค่ะ” สนโมโห
       “อย่ามาทะลึ่งกับแม่สนนะ” ทานตะวันเอ็ด
       “มิบังอาจดอกเจ้าค่ะ” สองคนจ๋อย
       “แต่คือว่า คุณท่านให้เราสองคน ไปตามหาหมาที่มันกัดกับเอ๊ย กัดคุณสนเจ้าค่ะ” แมวบอก
       “คือคุณท่านห่วงว่าหมามันจะเป็นบ้า แล้วพาลพาพวกเราบ้าเหมือนหมาตัวนั้นกันทั้งบ้านเจ้าค่ะ” กบเสริม
       “ที่แท้แม่สนโดนหมากัดนี่เอง” ทานตะวันว่า
       “อี....”
       สนด่าไม่ทันจบ มีเสียงกรีดร้องดังมาจากแถวท่าน้ำ
       “อร๊ายย...”
       “เปรตอะไรมากรีดร้องขอส่วนบุญแถวท่าน้ำ” ทานตะวันเหลียวไปมอง
       “คนนะเจ้าคะ เสียงคนกำลังตกใจกลัวอะไรสักอย่าง” กบบอก
       “หรือว่าบ้านเรามีผีมาหลอกหลอนตอนกลางวัน” แมวว่า
       “พวกแกอย่ามาพูดจาบ้าบอเพ้อเจ้อ ไปดูกันค่ะ แม่สน”
       สนส่ายหน้ากลัวว่าจะไปเจอเอาศพช้อย
       “อย่าไปสนใจมันเลยค่ะ”
       ส่วนแมวกับกบวิ่งโกยแน่บ
       “หนูอยากรู้ว่ามันเสียงใคร หรือว่าเสียงยัยช้อย มันมาตามนัดกับแม่สนแล้วโดนหมากัดหรือเปล่า”
       สนสั่นไปหมด ทานตะวันดึงสนไป ด้วยความอยากรู้
      
       เวลาเดียวกันตรงบริเวณจุดเกิดเหตุ เนื้อทองยังยืนสั่นพับๆ ร่มตกอยู่แทบเท้าของช้อยที่มีกิ่งไม้ปิดส่วนหน้าตาอยู่
       “อร๊ายย” เนื้อทองกรี๊ด
       กบกะแมวมาถึง
       “หนูติ๋ว”
       เนื้อทองชี้ให้ดู
       “น่ากลัวเหลือเกินค่ะ”
       “คนโดนทำร้ายเลือดท่วมตัว” กบว่า
       แมวบอก “เขาตายแล้ว”
       สองคนตกใจ ร้องลั่น “ช่วยด้วย ช่วยด้วย มีคนโดนฆ่าตาย”
       กบกะแมวร้องโหวกเหวก เนื้อทองกลัวมากไม่กล้าแม้แต่จะหยิบร่ม
       สนกับทานตะวันเดินมาใกล้จะถึง สองคนได้ยินเสียงแมว และกบถนัด สนหยุดกึก
       “มีคนโดนฆ่าตาย ใครกันมาฆ่าคนตายในบ้านเรา บังอาจ หนูจะไปดู”
       “อย่าไปดูเลยค่ะ”
       “แต่หนูอยากไปดูค่ะ แม่สนกลัวอะไรหรือคะ”
       สนส่ายหน้า
       “แม่สนไม่เคยกลัวอะไรค่ะ”
       “ไปดูเผื่อคนฆ่ามันจะทิ้งหลักฐานอะไรไว้นะคะ”
       สนคิดในใจ “ในเมื่อทุกคนต้องเจอรองเท้าอีเนียนใกล้ที่เกิดเหตุ ทำไมกูต้องกลัว”
       ทุกคนในบ้านต่างพากันวิ่งไปทางเสียงกบกะแมว
       “ไปค่ะ หนูอี๊ด” สนฮึดขึ้นมา
      
       ทุกคนมาถึง ต่างจดๆ จ้องๆ ไม่มีใครกล้าหยิบกิ่งไม้ที่ปิดหน้าออกมาดูว่าเป็นใคร
       “ใครกัน” ทุกคนถามกันงึมงำ
       “ให้ใครไปบอกพี่เทิดศักดิ์ที่โรงพัก บอกพี่แดงน้อยที่ศาลากลางมาดูเถิดคะ” เนื้อทองบอก
       “แต่ฉันอยากเห็นหน้าคนตาย ตอนนี้” ทานตะวันบอก
       “จะดีหรือคะ ให้ตำรวจมาก่อน ถ้าไปแตะต้องจะเป็นการทำลายหลักฐานนะคะ” เนื้อทองท้วง
       “ทำลายหลักฐานรึ” สนคิดในใจ
       “เอ๊ะ ทำไมแกต้องมาหักล้างคำพูดชั้น อยากแสดงว่าฉลาดกว่าชั้นรึ” ทานตะวันหมั่นไส้
       “มิได้ดอกค่ะ แต่ชั้นเกรงว่าหลักฐานจะโดนทำลาย จะทำให้จับคนร้ายได้ลำบากมากขึ้นค่ะ” เนื้อทองว่า
       “จริงของมัน” สนคิดแล้วให้นึกได้ เลยพูดออกมา “อ้อ นึกว่าไปเรียนครูมา ที่นั่นเขาสอนวิชาตำรวจด้วยรึ พวกแกได้ยินคุณหนูอี๊ดสั่งไหม เปิดหน้ามันออกมาดูเดี๋ยวนี้”
       จังหวะที่ทานตะวันจะเดินหนีออกไปจากที่นั่นด้วยท่าทางฉุนเฉียว คนงานคนหนึ่งดึงกิ่งไม้ออกมาจากหน้าและตัวศพ จนเห็นเป็นใบหน้าของช้อยที่บิดเบี้ยวตาเบิกโพลง ทุกคนผงะ ยกเว้นสน
       “ยัยช้อย” ทุกคนตะลึงร้องประสานเสียง
       สนมอง แอบยิ้มร้าย
       “นังช้อยนอนตายตาไม่หลับ” กบว่า
       “มันคงจ้องมองคนที่ฆ่ามันก่อนตาย” แมวเสริม
       พวกคนในบ้านแอบซุบซิบเซ็งแซ่
       “โถ นางช้อยเวรกรรมของเอ็งแท้ๆ ที่ผ่านมาเอ็งทำบ้าๆ กับข้าไว้แยะ ข้าอโหสิกรรมให้เอ็งทั้งหมดนะช้อยนะ”
       กบแมวหันมามองสนงงๆ ไม่อยากเชื่อว่าสนเป็นคนพูดจริงๆ
       สองคนกระซิบกัน “โอ้โฮ”
       “คนที่ฆ่ามัน ต้องเลินเล่อเผลอทิ้งหลักฐานไว้แน่ๆค่ะ
       “ขอให้มันโดนจับได้ไวๆ ด้วยเถิด” ทานตะวันสลดหดหู่
       “ขอให้มันอย่าใส่ร้ายป้ายสีคนอื่นด้วยเถิด” กบว่า
       แมวว่าต่อ “ขอให้เวรกรรมตามสนองมันด้วยเถิด”
       “หนูอี๊ดขา ดูหน้าคนตายรู้ว่าเป็นนางช้อยแล้ว เราไปร้านหนูอี๊ดกันเถิดค่ะ”
      
       สนดึงทานตะวันเดินออกไปหน้าตาเฉย กบแมวมองหน้ากันงงๆ
เรียมและทองจันทร์ตกใจมาก หลังจากที่ฟังกบกับแมวมาบอกเรื่องช้อยถูกฆ่าตายในบ้าน
      
       “นางช้อยโดนฆ่าตาย” สองคนอุทานลั่น
       “ฆ่าปิดปากกระมัง” ทองจันทร์บอก
       “มีใครไปบอกตำรวจกับนายอำเภอที่ศาลากลางหรือยัง” เรียมถาม
       “หนูติ๋ว เธอให้คนไปบอกคุณเทิดศักดิ์กับคุณแดงน้อยแล้วเจ้าค่ะ” กบว่า
       “คุณหนูอี๊ดกับคุณสนก็อยู่ด้วยเจ้าค่ะ เธอสองคนสั่งให้เอากิ่งไม้ที่ปิดหน้าออกเจ้าค่ะ” แมวบอก
       “เท่ากับเป็นการทำลายหลักฐาน” ทองจันทร์ว่า
       “ไม่ควรไปข้องแวะกับศพแม้แต่น้อย” เรียมบ่น
       “หนูติ๋วเธอห้ามแล้วเจ้าค่ะ อ้อ แต่คุณสนบอกว่า คนร้ายอาจเผอเรอทิ้งหลักฐานอย่างอื่นไว้เจ้าค่ะ” กบบอก
       “แม่สนนี่ช่างฉลาดล้ำ แม่สนเขาไม่ตกใจดอกรึ ที่อดีตคนสนิทของเขาตายอนาถขนาดนั้น” ทองจันทร์ถาม
       “เธอเฉยๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้ไปทำผมที่ร้านเสริมสวยกับคุณหนูอี๊ดแล้วเจ้าค่ะ” แมวรายงาน
       “อืม มีความสุขดีแท้ๆ” ทองจันทร์ค่อนขอด
       “เรียมไม่สบายใจเลยค่ะ คุณแม่ ถึงจะไม่ชอบการกระทำของช้อย แต่ก็ไม่อยากให้ช้อยตายน่าสมเพชแบบนี้ เลยนะค่ะ”
       “ก็นังช้อยมันกำความลับ เลวร้ายของใครบางคนเอาไว้น่ะสิ เฮ้อ เวรกรรมของคนชั่วทั้งหลาย มันไม่เคยตายดีสักราย”
       เรียมกับทองจันทร์ไม่สบายใจ ทองจันทร์นั้นปักใจว่าเป็นสน
       ตรงจุดเกิดเหตุ ศพช้อยเบิกตาโพลง แลเห็นแดงน้อย เทิดศักดิ์ และหมู่เติม ตลอดจนคนในบ้านกำลังยืนมองช้อย
       “ยัยช้อยเอ๊ย ตายไม่ดีเลย” แดงน้อยสลดหดหู่
       “กันก็มัวไปหวั่นว่าถ้าให้ประกันตัวนายแช่มจะโดนฆ่าปิดปาก ทำไมกลายเป็นยัยช้อย”
       “ถ้านายแช่มมันกำความลับใครไว้ ยัยช้อยมันมิกำความลับนั่นมากกว่ารึ”
       “แกพูดถูก แต่ยัยช้อยมันจะไปกำความลับใคร”
       “ใครคนนั้นช่างกล้าหาญ ฆ่ายัยช้อยในบ้านของท่านขุนภักดีภูบาล”
       “ใช่แล้ว ใครคนนั้นน่าจะเป็นคนในบ้านนี้ คนอื่นที่ไหนจะเข้ามาฆ่าคนที่นี่ได้”
       “หมู่เติมรีบเอาศพไปก่อน เทิดศักดิ์ แกกับกันช่วยกันไปค้นหา เผื่อคนร้ายใจโหดนั่นมันจะเผอเรอทิ้งหลักฐานเอาไว้”
       “ค้นรอบๆ นี้ก่อน”
       “สอบสวนคนในบ้านนี้ทั้งหมดด้วย”
       สองหนุ่มพากันเดินออกไป
      
       เวลาเดียวกันที่บ้านแพน เนียนร่ำลาแพรและโพล้ง
       “ชั้นลาล่ะจ้ะพี่โพล้ง พี่แพร อย่าลืมเรื่องที่ขอให้เก็บงำเป็นความลับไว้ก่อน”
       “แล้วมันจะได้เวลาเปิดเผยในชาตินี้หรือเปล่า” แพรบ่น
       “ทำไมต้องปิดบังแดงน้อยว่าเนียนเป็นแม่มัน ในเมื่อเรื่องเนียนเคยมีผัวความมันแตกไปแล้ว” โพล้งงง
       “แต่ว่า แดงน้อยไม่ควรมีแม่อย่างชั้น แม่ที่มีแต่ความเสียหาย แม่ที่ถูกตราหน้าว่ามีชู้”
       “อุบ๊ะ ก็อีตอนกลับมานี่ไอ้คนเรือมันเรียกคุณเนียน ขอรับ กระผมอย่างโน้นอย่างนี้ ก็แปลว่าท่านไม่ถือสาหาความเรื่องเก่าแล้ว”
       “จุ๊ๆ อย่าเอ็ดอึงไป ท่านให้ปิดเป็นความลับ เรื่องที่ให้ชั้นกลับไปหา” เนียนว่า
       “มีแต่ความลับ นับกันไม่ถ้วน เอาเถิด ขอให้โชคดีนะเนียน” โพล้งอวยชัย
       “จ้ะ”
       เนียนก้าวลงเรือไป สองคนมองตามยิ้มแย้มพอใจ ว่าอะไรๆ จะดีขึ้น
      
       สนทำผมสวยงามแต่งหน้าแต่งตาทันสมัย มีทานตะวันกับพิศมัยช่วยกันทำให้ สนมองหน้าตัวเองในกระจกแล้วยิ้ม
       ตามองกระจกแต่ใจคิดไปเรื่องช้อยตาย ว่าจะมีใครหาหลักฐานพบหรือเปล่า
       “สวยแล้วค่ะ แม่สน สวยมากๆ ด้วยค่ะ แม่สน แม่สนคะใจลอยไปไหน แล้วคะ หรือว่ายังกลัวผีนางช้อยอยู่” ทานตะวันถาม
       “เปล่าค่ะ เปล่า แม่สนกำลังคิดว่า ตำรวจมาดูมันหรือยัง คนใจดำมันทิ้งหลักฐานอะไรไว้ไหม เจ้าประคู้นขอให้พวกตำรวจเจอหลักฐานสำคัญด้วยเถิด”
       สนภาวนาเอาจริงเอาจัง
       “จะกลับหรือยังคะ หนูจะพาไปส่งค่ะ”
       “ขอบคุณมากค่ะ แม่สนก็อยากจะกลับไปดูว่าเรื่องการตายของนังช้อย คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”
       สนลุกเดินกระเผลกๆ
      
       เวลานั้นเทิดศักดิ์เดินหาหลักฐานรอบๆ บริเวณ จนมาเจอรองเท้าแตะหนึ่งข้างของเนียน วางอยู่ไม่เป็นระเบียบเพราะแรงเตะของสนวันนั้น
       “รองเท้าแตะ”
       จนสักพักเทิดศักดิ์เจอรองเท้าแตะอีกข้างของเนียน
       “รองเท้าแตะ”
       เทิดศักดิ์หนีบรองเท้าแตะใส่ถุงไว้ สองคนเดินคุยกันมา
       “รองเท้าแตะผู้หญิง”
       “ฆาตกรเป็นผู้หญิง”
       “ผู้หญิงในบ้านนี้”
       “ใครกัน”
       สองคนมองหน้ากันใจคอไม่ดี
      
       ไม่นานต่อมาบ่าวในเรือนทุกคนต่างตื่นเต้นให้ปากคำเทิดศักดิ์กับแดงน้อย
       “มาครบทุกคนไหม”
       “ไม่ครบดอกค่ะ” กบบอก
       แดงน้อยถามขึ้น “ใครไม่มาบ้าง”
       “ท่านขุน”
       “บ้ารึคุณพ่อท่านไปราชการ ที่บางกอก และท่านมีหน้าที่สอบสอนพวกแกไม่ใช่มาให้ชั้นสอบสวน”
       “คุณท่านกับคุณนายเรียมเจ้าค่ะ” กบบอก
       แดงน้อยเอ่ยขึ้น “สองท่านนั่น ท่านอยู่แต่บนเรือน และถ้าเราอยากรู้อะไรเราจะขึ้นไปเรียนถามท่านเอง”
       “ไอ้ถมไม่อยู่เจ้าค่ะ ไม่ทราบว่ามันไปไหนเจ้าค่ะ” แม่ครัวบอก
       “มันไปทำธุระให้ท่านขุนเจ้าค่ะ” กบเสริม
       “พี่เอกไปกับท่านขุนเจ้าค่ะ” แมวว่า
       “น้องติ๋วเป็นคนพบคนแรก” เทิดศักดิ์บอก
       “น้าเนียน เล่า” แดงน้อยถามถึงเนียน
       ทุกคนมองหน้ากันแล้วส่ายหน้า ไม่มีใครรู้ว่าเนียนไปไหน
       “ไม่ทราบขอรับ” / “ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
       แดงน้อย กะเทิดศักดิ์มองหน้ากัน แดงน้อยแกะรองเท้าออกมาจากห่อ
       “รองเท้าแตะ” ทุกคนร้อง
       “ของใคร” เทิดศักดิ์ถาม
       ทุกคนส่ายหน้า “ไม่ทราบขอรับ” / “ไม่ทราบเจ้าค่ะ”
       “คลับคล้ายว่าจะเห็นหนูติ๋วเพิ่งซื้อมาค่ะ” กบจำได้
      
       แดงน้อย และเทิดศักดิ์มองหน้ากันอีก คนอื่นๆ ซุบซิบเซ็งแซ่

       เนื้อทองตกใจที่เห็นแดงน้อยกับเทิดศักดิ์แกะถุงรองเท้าแตะคู่นั้นวางลงตรงหน้า ทองจันทร์กับเรียมพลอยงงไปด้วย
      
       “พ่อแดงน้อยกับตาเทิดศักดิ์เอารองเท้าแตะมาวางบนเรือนย่าทำไม”
       “ไม่ใช่ของแม่” เรียมบอก
       “ไม่ใช่ของย่า” ทองจันทร์ว่า
       “ของหนูเองค่ะ” เนื้อทองบอก
       เทิดศักดิ์กับแดงน้อยมองหน้ากัน ก่อนที่เทิดศักดิ์จะประกาศ
       “ทุกคนฟังนะครับ คือผมกับแดงน้อยสันนิษฐานว่า คนฆ่ายัยช้อยคือเจ้าของรองเท้าแตะคู่นี้”
       เนื้อทองส่ายหน้า “ไม่จริง”
       “เหลวไหล นี่แกจะมากล่าวหาว่ายัยติ๋วป็นฆาตกรฆ่าคน ต่อให้ใครเอามีดมาจ่อคอหอยสั่งให้เชื่อ ชั้นก็ไม่เชื่อ” ทองจันทร์ฉุน
       “เทิดศักดิ์ไม่ได้กล่าวหาน้องติ๋วครับ คือ เราทราบดีว่าน้องติ๋วมาถึงช้อยโดนฆ่าไปแล้ว เพียงแต่ว่าเราไม่เข้าใจว่าทำไมรองเท้าคู่นี้ ไปอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ ทำนองว่า โดนเตะไปคนละทิศละทาง” แดงน้อยว่า
       “เราสงสัยว่าใครจะเอารองเท้าของน้องติ๋วไปใส่ฆ่ายัยช้อยนะครับน้องติ๋วครับ กรุณาตอบพี่ด้วย”
       เนื้อทองตกใจจนตัวสั่นไปหมด
       “หนูให้แม่เนียน ใช้ใส่ไปงานศพที่สามชุกค่ะ”
       แดงน้อยเทิดศักดิ์เหลียวไปมองหน้ากัน
      
       สนกับทานตะวันกลับมาเห็นคนในบ้านซุบซิบกันอยู่
       “สวยเช้งกระเด๊ะมาทีเดียวคุณนายสนคนประหลาด” กบแขวะ
       แมวเหน็บ “ไม่สลดสักนิดที่คนสนิทมาตายจาก แถมเริงร่าเหมือนปลากระดี่ได้น้ำ”
       สนกับทานตะวันพากันมาสมทบที่ทุกคนอยู่
       “เรื่องนางช้อยไปถึงไหนกันแล้ว” สนถาม
       “พี่เทิดศักด์กับพี่แดงน้อย มาถึงหรือยัง” ทานตะวันถามต่อ
       แม่ครัวเป็นคนตอบ “มาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
       “ตอนนี้อยู่ที่ไหน” สนซัก
       “บนเรือนคุณท่านเจ้าค่ะ” แม่ครัวบอก
       “พบเจอหลักฐานอะไรบ้างไหม” สนถามต่อ
       “เจอเจ้าค่ะ” แม่ครัวบอกอีก
       ทานตะวันตื่นเต้น “ต๊าย เจออะไรรึ”
       “รองเท้าแตะเจ้าค่ะ”
       สนฟังแม่ครัวบอกแล้วหัวเราะออกมาเหมือนดีใจสุดขีด
       “ฮะๆๆๆ ในที่สุด นางคนร้ายก็ไม่อาจลอยนวล”
       กบงง “นางคนร้าย”
       แมวถามทันที “คุณสนรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ ว่าเป็นนางคนร้าย”
       “ยังกับเห็นแล้วว่ารองเท้าแตะของใคร” กบแขวะ
       “ทะลึ่งอย่ามายอกย้อนชั้น ไปกันค่ะ หนูอี๊ดไปฟังเรื่องราวฆาตกร”
       สนดึงทานตะวันเดินปร๋อไป แมวกับกบมองหน้ากัน
       “พิลึก”
      
       ขณะเดียวกันแดงน้อยยังคงสอบสวนเรื่องราวต่อ
       “น้าเนียนไปงานศพที่สามชุก แล้วรองเท้ากลับมาได้อย่างไร”
       “รูปการมันบ่งชัดว่า น้าเนียนกลับมา แล้วรีบร้อนจนต้องทิ้งรองเท้า” เทิดศักดิ์ว่า
       “แม่” เนื้อทองตกใจ
       ทองจันทร์กับเรียมใจหายวาบ “เนียน”
       “นี่ นี่ พี่เทิดศักดิ์กับพี่แดงน้อยกำลังจะบอกว่า...”
       “ครับ”
       “บ้า แกหาว่าเนียนฆ่านังช้อย เป็นไปไม่ได้”
       “แม่สาบานแทนเนียนได้เลย ว่าเนียนไม่มีวันฆ่าใครได้ มีแต่จะโดนใครฆ่า”
       เนื้อทองร้องไห้ออกมา
       “แม้แต่ยุงกัดแม่ แม่ยังไม่ยอมตบ ทำไมแม่ต้องไปฆ่าน้าช้อยด้วย”
       “นี่แปลว่าจะพากันเอาเนียนมันไปเข้าตะรางรึ”
       สองคนพยักหน้า
       “มันต้องทำตามหลักฐาน” เทิดศักดิ์บอก
       “เราต้องทำตามหน้าที่ครับ เราไม่อาจละเลยต่อการปฎิบัติหน้าที่” แดงน้อยเสริม
       “ไหนพ่อแดงน้อยบอกว่ารักแม่เนียนหนักหนาราวกับว่ามันคือแม่ แล้วนี่จะจับคนที่ตนรักเหมือนแม่เข้าตะราง” ทองจันทร์ใจหาย
       “ก็ไม่เห็นว่าจะมีใครยืนยัน ได้ว่าเจอเนียนอยู่ในบ้านนี่นา” เรียมผสมโรง
       “แล้วจะไปกล่าวหาเนียนมันได้อย่างไรว่ามันฆ่านังช้อย”
       “นี่แหละครับ ประเด็นสำคัญ ถ้าไม่มีใครพบเห็นน้าเนียนก็แล้วไป เรื่องรองเท้ายังไม่พอเป็นหลักฐานทั้งหมด”
       “แต่ถ้าเกิดมีใครพบเห็นน้าเนียน น้าเนียนก็คงแก้ตัวไม่ได้” แดงน้อยว่า
       “ก็เนียนมันไปงานศพถึงสามชุก จะลนลานกลับมาฆ่าคนแล้วหนีไปรึ โอ้ย ไม่มี ไม่มีใครเห็นมันแน่ๆ” ทองจันทร์ว่า
       ทานตะวันกับสนเดินเข้ามา สนยิ้มอย่างมีชัยชนะ
       “สนค่ะ สนเจอเนียน ตอนใกล้เช้านี้แหละค่ะ”
      
       ทุกคนต่างตกตะลึงกับคำพูดของสน
ฝ่ายเนียนยังไม่รู้ว่าเรื่องร้ายกำลังเกิดขึ้นกับชีวิต นั่งมาในเรือ ด้วยสีหน้ามีความสุข เสียงขุนภักดีขอบคุณเรื่องเนียนช่วยชีวิตอี๊ดดังก้องในหู
      
       “เหตุอันใดหนอที่ทำให้พี่ขุนเกิดคิดมาขอบคุณเรา”
       ภาพท่านขุน ขอโทษเนียนที่เข้าใจเนียนกับติ๋วผิดมาโดยตลอดจนเป็นเหตุทุบตี
       “เหตุอันใดหนอทำให้พี่ขุนมาขอโทษที่ทุบตีเรากับหนูติ๋วและเลิกเข้าใจเรากับหนูติ๋วผิด เรื่องพาหนูอี๊ดไปพายเรือ
       ภาพท่านขุนพยายามจะพูดเรื่องติ๋ว แต่พูดไม่จบ
       “พี่ขุนกำลังจะพูดอะไรเกี่ยวกับหนูติ๋วกันแน่”
       เนียนคิดไม่ตก ถมเอ่ยขึ้นมา
       “คุณเนียนขอรับ จะแวะซื้อข้าวของที่ไหนหรือเปล่าขอรับ”
       เนียนได้สติเลิกใจลอย
       “เอ่อ ชั้นไม่มีอะไรจะซื้อดอก”
       “ถ้าเช่นนั้นมุ่งหน้ากลับบ้านเลยนะขอรับ”
       “ไม่ได้ ชั้นไม่ควรกลับไปบ้านพร้อมนายถม”
       “แต่ท่านขุน ให้กระผมรับส่งดูแลคุณเนียนนะขอรับ”
       “เลิกพูดขอรับกระผมกับชั้นเถิดนะนายถม ชั้นก็ลูกชาวบ้าน หลานชาวนาเช่นเดียวกับนายถม”
       “แต่ว่า...” ถมทักท้วง
       “เราเท่าเทียมกัน” เนียนย้ำ
       “ผมขอบคุณมากครับ”
       “อย่าลืมว่าท่านขุนให้เราสองคนปิดเรื่องนายถมพาชั้นมาในคืนนั้นเป็นความลับเราต้องรักษาคำพูดของเราที่พูดกับท่านขุนเอาไว้” เนียนกำชับ
       “ถ้าเช่นนั้น คุณเนียนจะให้ผมทำเช่นไรขอ... เอ๊ยครับ”
       “ส่งชั้นที่ท่าน้ำแถวตลาด สักพัก ชั้นจะว่าเรือไปส่งที่บ้านเอง”
       “ครับ”
       เนียนยิ้มท่าทีเบิกบาน สบายใจ นึกถึงขุนภักดีต่อไป
      
       ส่วนเหตุการณ์บนเรือนทองจันทร์ เนื้อทองนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น เรียมกับทองจันทร์ช่วยกันปลอบโยน
       “ไม่จริง แม่เนียนไม่ได้เป็นคนฆ่ายัยช้อย แม่เนียนไม่มีวันฆ่าใครหรือทำร้ายใครได้ คุณท่านเจ้าขา คุณนายเรียมเจ้าขา อย่าให้ใครเอาแม่เนียนไปเข้าตะรางนะคะ”
       เรียมกับทองจันทร์มองหน้ากัน
       “เขาน่าจะแค่เชิญตัวไปสอบปากคำ ไม่ทำอะไรอย่างที่หนูติ๋วกลัวหรอกจ้ะ” เรียมปลอบ
       “ชั้นชักสงสัยเสียแล้ว ว่าเรื่องมันไม่ปกติ มันมีเงื่อนงำ เนียนมันกำลังโดนปรักปรำใส่ร้ายให้กลายเป็นแพะรับบาป”
       “ทำไมแม่ถึงต้องรับกรรมที่คนอื่นนำมาให้ หนูโง่จริงๆ ไม่ควรพูดออกไปเลย ว่านั่นคือรองเท้าของที่หนูให้แม่ใส่ไป นี่หนูทำร้ายแม่ตัวเองแท้ๆ” เนื้อทองครวญ
       “แหม ..ก็ไอ้ตาเทิดศักดิ์กับพ่อแดงน้อยนั่นแหละ มันตัวการ มันพูดจาวกวนจะเอาความผิดให้ได้ มาเหยียบเรือนชั้นอีกเมื่อไหร่ จะแพ่นกบาลให้แยก”
       “คุณเรียมขา ถ้าแม่ต้องเข้าตะราง จะมีใครช่วยแม่ได้ไหมคะ”
       “รอให้แม่หนูมาก่อน ให้เขาสอบสวนกันก่อน ว่าแม่หนูไปไหนอยู่ไหนในเวลาที่ช้อยมันตาย ถ้าแม่เขายืนยันได้ไม่มีปัญหาหรอก”
       เรียมจับมือโอบบ่าเนื้อทองไว้ ทานตะวันเดินเข้ามาพอดี
       “ความจริงชั้นใจอ่อนกับแม่แกแล้วนะยัยติ๋ว ตั้งใจว่าจะไม่โกรธไม่ด่าไม่ติฉินอีกแล้ว แต่ดูแม่แกทำสิ ฆ่าคนตาย ชั้นใจอ่อนไม่ลงย่ะ”
       “หนูอี๊ด ปากพล่อย คนล้มอย่าข้ามสิ รู้ได้ยังไงมีใครตัดสินว่าเขาผิดแล้วรึ” ทองจันทร์เอ็ด
       “คนจะผิดหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่เราตัดสินกันเอง ศาลสถิตยุติธรรมมีอยู่ อย่าเพิ่งพูดเองเออเองสิหนูอี๊ด” เรียมบอก
       “แต่บ้านเราต้องเสียหายเพราะยัยเนียนมาตลอดเวลายี่สิบกว่าปี นี่ก็เข้าวัยกลางคน ยังไม่วายก่อเหตุอีก จะให้หนูยืนนิ่งไม่ไหวติงเป็นเสาไฟฟ้าที่บางกอกหรือคะ เชิญปลอบกันต่อไปเถิดค่ะ หนูไม่เอาด้วยดอก”
       “ไม่ต้องเอาดอกย่ะ ชีวิตแกรอดมาถึงวันนี้ เพราะมีใครช่วยแกยะ ไม่ใช่เนียนมันดอกรึ อกตัญญูตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ยันหัวเท่าลูกมะพร้าว” ทองจันทร์เหลืออด ด่าให้
       “คุณย่าจะมาลำเลิกบุญคุณหนูแทนมันทำไมกัน แม่สนบอกแล้วเชียวว่ามันต้องเผอเรอทิ้งหลักฐานไว้ ผิดไปซะเมื่อไหร่”
       “ย่ะ แม่สนของหล่อนดีเลิศประเสริฐสม ฉลาดแกมโกง โยงคนดีให้กลายเป็นคนเลวได้เก่งกาจนักแล เป็นหมอดูแม่นๆ ให้มันทายอนาคตตนเองบ้างสิว่า จะคดจะงอไปทางนรกหรือสวรรค์”
      
       ทานตะวันเดินหนีลงเรือนไป ทองจันทร์กับเรียมส่ายหน้าเอือมระอา ขณะที่เนื้อทองยังคงร้องไห้ต่อไป
ทางด้านสนกำลังจีบปากจีบคออย่างย่ามใจ ใส่ความเนียนให้แดงน้อยกับเทิดศักดิ์ฟังอยู่บนเรือนเล็ก
      
       “แม่ก็แปลกใจนะว่าเนียนมานั่งซุ่มทำอะไรตอนใกล้รุ่ง”
       “เอ..แล้วคุณแม่เล่าครับ ลงมาดูอะไรตอนใกล้รุ่ง”
       “ก็แม่ แม่ นอนไม่หลับ ลุกมานั่งที่หน้าต่าง แลเห็นคนนั่งชะเง้อรอใครที่ท่าน้ำเหมือนเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้วเปี๊ยบ”
       “คุณแม่สนก็เลยลงไปดูหรือครับ” แดงน้อยซัก
       “ใช่จ้ะ แดงน้อยเดาเก่งแท้ๆ แม่ลงมาดู ที่แท้ก็เนียนนี่เอง”
       “น้าเนียนบอกคุณแม่ว่ามานั่งรอใครครับ”
       “มันไม่บอก มันไม่พูด ไม่ยอมเอ่ยอะไรทั้งสิ้น”
       “คุณแม่สนเห็นแม่เนียนใส่รองเท้าคู่ที่ว่านี่ไหมครับ”
       “แหม แม่ไม่ทันดูดอกจ้ะ แม่ก็เอาแต่เกรงว่ามันจะมาแอบรอเสือหนัก” สนบอก
       “อ้อ ใช่แล้ว ผมนึกออกแล้ว คุณแม่ก็เลยเข้าใจว่าเสือหนักมาจริงๆ แล้วหนีขึ้นเรือนไปนอนตัวสั่น เอ๊ะ คุณแม่ไม่เห็นคุณพ่อดอกหรือครับ”
       “คุณพ่อ นี่เอาอะไรมาพูด คุณพ่อมาเกี่ยวอะไรด้วย” สนงง เพราะไม่รู้เรื่องนี้
       “ไม่มีอะไรครับ ผมพบคุณพ่อกำลังจะออกไปราชการที่บางกอกครับ”
       “ไปกันเถิดเทิดศักดิ์ ไปดักรอน้าเนียน ว่าแกจะกลับมาเมื่อไหร่แล้วค่อยรอสอบปากคำ ผมลานะครับ คุณแม่”
       แดงน้อยลา ลุกเดินออกไป เทิดศักดิ์เดินตาม สนมองตาม เกิดปัญหาใหม่
       “พี่ขุนมาทำอะไรที่ท่าน้ำ โอย นี่มันอะไรกันอีก เอ๊ะ หรือพี่ขุนนัดเจออีเนียนเอ๊ะ แต่ถ้าพี่ขุนเจออีเนียนสิยิ่งดี พี่ขุนจะได้มาเป็นพยานว่าอีเนียนกลับมาฆ่าอีช้อยจริงๆ”
       สนคิดวนเวียนไปมา เกิดปัญหากับตัวเองอีก
       “อีเนียนมันไปสามชุก มันจะกลับมาอีกทำไมตอนใกล้รุ่งหรือว่ามันนัดเสือหนักจะมาฆ่าเราจริงๆ โอ๊ย..อีเนียนเอาแกไว้ไม่ได้แล้ว”
       เสียงแมวดังเข้ามา “คุณสนเจ้าขา”
       ตามด้วยเสียงกบ “คุณท่านให้หาเจ้าค่ะ”
       “ว๊าย...อีแก่มันกำลังจะต้อนให้เราไม่มีทาง อีแก่ ไม่มีวัน อีแก่อย่างแกน่ะรึ เฟี๊ยวตายคาตีนอีสน”
       สนหงุดหงิดแต่ก็เก็บไปคิดอีกแล้ว
      
       แดงน้อยกับเทิดศักดิ์หลบมาคุยกันเอง สองคนหนักใจไม่สบายใจลำบากใจ
       “กันลำบากใจ ไม่สบายใจ หนักใจเป็นที่สุด กันไม่เชื่อว่าน้าเนียนจะฆ่ายัยช้อย”
       “กันก้อไม่เชื่อ แต่หลักฐานมันมัดน้าเนียนทุกประตู น้าเนียนกับยัยช้อยเป็นคู่อริกัน แม้น้าเนียนไม่เคยแสดงออก แต่แกโดนยัยช้อยคุกคามมากๆ ศาลท่านอาจเชื่อได้ว่านี่คือสาหตุจูงใจให้น้าเนียนลงมือฆ่ายัยช้อย”
       “แต่กันก็มั่นใจว่า คู่อริยัยช้อยไม่มีแค่น้าเนียนดอก” เทิดศักดิ์ว่า
       “งั้นใครรึ” แดงน้อยนิ่วหน้า
       “แม่กัน” เทิดศักดิ์บอก
       แดงน้อยไม่เชื่อ “พูดบ้าๆ คุณแม่มาได้ยินเข้าท่านเสียใจตาย”
       “ก็เรื่องมันชวนให้คิดนี่นา แกคิดดูสิ แม่กันขากะเผลก ถามก็ไม่บอกทำทีให้คนเข้าใจว่าหมามันกัดเอา บ้านนี้มีหมาที่ไหน คุณแม่มีพิรุธมากแต่ไม่มีหลักฐาน คุณแม่น่ะเกลียดและริษยาน้าเนียน ตลอดเวลา มาตั้งแต่กันจำความได้ ที่คุณแม่บอกว่าเจอน้าเนียน น่ะ โกหกหรือเปล่าก็ยังไม่รู้”
       “รอถามน้าเนียนดีกว่าว่าแกกลับมาหรือเปล่า ถ้ากลับมา มาทำอะไร”
       “ไม่ว่าจะแม่กันหรือน้าเนียนผิด เรื่องนี้ขมขื่นบาดหัวใจกันทั้งนั้น เฮ้อ...” เทิดศักดิ์ถอนใจเฮือกใหญ่
       “เอาเถิดน่า ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด เพราะเราคือข้าของหลวง ข้าของแผ่นดิน ย่อมทำทุกอย่างตามกฎระเบียบเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและคนส่วนใหญ่ อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปน”
       สองคนได้แต่พยายามทำใจ
       “กันเข้าใจ แต่มีอีกเรื่อง ที่เราต้องทำ คืออย่าเพิ่งให้นายแช่มรู้ว่ายัยช้อยตาย”
       “จริงสิ ถ้านายแช่มรู้ เขาคงจะแค้นใจมากแล้วปรักปรำคนโน้นคนนี้ รูปคดีเราจะเสียได้”
       “เก็บมันเอาไว้เป็นพยานปากสุดท้าย” เทิดศักดิ์ว่า
      
       สองหนุ่มพยักหน้าให้กัน
ในเวลาต่อมา สนทนอึดอัดเถียงสู้ทองจันทร์ ทั้งที่ในใจอยากฆ่าให้ตายนัก แค่คำแรกสนก็ตะลึงกับคำถามยิงตรงของทองจันทร์
      
       “แม่สนฆ่าปิดปากนังช้อย”
       “ต๊าย ๆๆๆ ตาย คุณแม่แก่แล้วทำไมใจร้ายนัก มาใส่ความสน สนเสียหายมากนะคะ”
       “แก่อย่างชั้นใส่ความเท็จ ใส่แต่ความจริง แม่สนทำเนียนมันเสียหาย มาตลอดชีวิตที่มาอยู่ที่นี่ แม่สนคิดบ้างสักนิดไหม”
       “ก็สนบอกขอโทษไปแล้ว ว่าสนฟังความจากนางช้อย สนหูเบา สนยอมรับผิด แต่นี่จู่ๆ คุณแม่มาโยนบาปใหญ่ใส่สนหาว่าฆ่านังช้อยมันมันมากเกินไปแล้วนะคะ”
       “มันน้อยเกินไปถ้าแม่สนทำเช่นนั้นจริง และชั้นก็เชื่อว่าแม่สนทำจริง ทำมาตลอด แม่สนทำตัวเป็นนายว่า นังช้อยทำตัวเป็นขี้ข้าพลอยเสมอมา แม่สนแสนฉลาดปานนี้ ถ้าอีช้อยมันแนะนำอะไรผิดๆ คิดเองไม่เป็นรึ ว่าไม่ควรเชื่อไม่ควรทำตาม แม่สนกับอีช้อยร่วมมือกัน บั่นทอนชีวิตของเนียนกับยัยติ๋ว”
       “คุณแม่เลิกกล่าวหาสนเถิดค่ะ หลักฐานมันเห็นอยู่โทนโท่ว่านั่นมันคือรองเท้าของเนียน และสนก็เจอเนียนจริงๆ ที่ท่าน้ำ มันมารอเสือหนักสนเลยต้องเผ่นหนีเพราะกลัว”
       “กลัวประสาไหนไม่ทราบ เผ่นหนีเอารองเท้าเนียนมันไปสร้างหลักฐานเท็จ”
       “เนียนมันฆ่านังช้อยเสร็จมันตกใจหนีไปโดยลืมรองเท้าไว้ต่างหากค่ะ”
       “เอ้า..แม่สนปากแข็ง ใจดำใจแคบ ตีหน้าเก่ง แต่ไม่ว่าแม่สนจะพูดว่ากระไรก็ตามที จะสะอาดบริสุทธิ์อย่างไรก็แล้วแต่ แม่สนก็เสกสรรปั้นเรื่องขึ้นมาทั้งนั้น”
       “สนสาบานค่ะ ว่าสนไม่ได้ฆ่านังช้อย ไปสาบานให้ครบเจ็ดวัดก็ได้นะคะ เนี่ยสนก็ยืนยันกับเทิดศักดิ์และแดงน้อยไปแล้วค่ะ ว่าสนพบเนียนที่ท่าน้ำ”
       ทองจันทร์มองหน้าสนท่าทีอ่อนใจ สนปากแข็งแน่นอนไม่มีวันยอมสารภาพ
       “แม่สนฉวยโอกาสใส่ไฟมัน ถ้าเช่นนั้นแม่สนจงพูดเสียใหม่ว่า ไม่ได้พบเนียน ที่ศาลาท่าน้ำ”
       “ต๊าย คุณแม่ให้สนกลับคำปลิ้นปล้อนตลบตะแลง”
       “ชั้นขอร้อง”
       “สนทำไม่ได้ดอกค่ะ”
       “ถ้าแม่สนทำไม่ได้ ชั้นทำได้เอง”
       “คุณแม่จะทำอะไรคะ”
       “จะเรียกเทิดศักดิ์มาบอกว่า เทิดศักดิ์ไม่ใช่ลูกพ่อเทพ ซึ่งก็แปลว่า เทิดศักดิ์คือลูกชู้ แม่สนมีชู้ ชั้นน่ะฉงนตั้งแต่แม่สนท้องสิบสองเดือนแล้ว หล่อนไปท้องกับใครมารึ”
       “คุณแม่ นี่คุณแม่ไม่สงสารเทิดศักดิ์หรือคะ”
       “สงสารสิ แต่ถ้าตาเทิดศักดิ์ไม่ใช่หลานชั้น ชั้นก็มีสิทธิ์ที่จะบอกพ่อเทพว่ามันไม่ใช่...”
      
       สนตะลึงอึ้งพูดอะไรไม่ออก คุณนายทองจันทร์ยิ้มออกมาอย่างเป็นต่อ เห็นหนทางรำไรที่จะช่วยเนียน โดยไม่สังหรณ์ใจว่าความตายกำลังจะมาเยือนเรือนชีวิต!
ตอนที่ 17
      
       ด้านเนื้อทองยังคงโศกเศร้าเสียใจ และหวาดกลัวเรื่องเนียนจะโดนจับไปคุมขัง แดงน้อยเห็นให้นึกสงสารจึงเดินเข้ามาปลอบ
      
       “น้องติ๋วครับความจริงพี่กับเทิดศักดิ์ไม่เชื่อดอกว่าน้าเนียนฆ่ายัยช้อย”
       “เชื่ออย่างไรก็ไร้ประโยชน์ค่ะ เพราะหลักฐานมัดแม่เนียนแน่นหนามากทำไมคะ ทำไมแม่ถึงต้องโดนทำร้ายมาตลอดเวลา เพราะว่าหนูกับแม่ยากจนต่ำต้อยถึงพบเจอแต่ความขมขื่น ทั้งที่เราแม่ลูกพยายามทำดีอดทนไม่ปริปากบ่น เรื่องครั้งนี้ หนูใจจะขาดแล้วค่ะ พี่แดงน้อย”
       ด้วยความที่จริงๆ แล้ว แดงน้อยหลงรักเนื้อทองหมดใจ ทนฟังไม่ได้จึงกอดเนื้อทองเอาไว้ลูบหัวปลอบโยน
       “ความจริงก็คือความจริง และพี่กับเทิดศักดิ์ต้องพยายามพิสูจน์ออกมาให้ได้ ว่าน้าเนียนไม่ผิด”
       เนื้อทองสะอื้นไห้ซบกับอกแดงน้อย จังหวะนี้ทานตะวันปราดมากระชากเนื้อทองออก แล้วตบหน้าสุดแรงเกิดเพราะหึงหวง
       “งามหน้า นักนะ แม่ว่าที่พี่สะใภ้ของชั้น ลับหลังพี่เทิดศักดิ์มาออดอ้อนพี่แดงน้อย ตกลงระหว่างแกกับแม่แก ใครกันแน่ที่อยากได้พี่แดงน้อยหรือว่าแข่งกันใครดีใครได้”
       เนื้อทองตกตะลึงกับคำพูดของทานตะวัน
       “คุณหนูอี๊ด กำลังใส่ร้ายชั้นกับแม่อย่างรุนแรงแสนสาหัสมากนะคะ”
       “ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ แกก็สำส่อนเหมือนกับแม่แกนั่นแหละเมื่อก่อนเป็นลูกชู้ มาตอนนี้เป็นลูกฆาตกร”
       แดงน้อยตวาดเพราะสุดทนฟัง “หยุดนะ คุณทานตะวัน นี่หรือคือคำพูดของผู้ดีมีแต่เชือดเฉือนหัวใจคนอื่นให้ชอกช้ำ ผมกับน้องติ๋วบริสุทธิ์ใจต่อกันผมกับเทิดศักดิ์ไว้ใจกันและกัน เราสองคนไม่มีวัน เผาเรือนเพื่อน”
       ทานตะวันยิ่งโมโห “พี่แดงน้อยตวาดหนู เพราะต้องการปกป้องมัน”
       “มันคนนี้ที่คุณทานตะวันจิกกดหัวเรียกเธอนี่แหละ คือคนที่เทิดศักดิ์รักคือคนที่ผมรัก รักโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แล้วคุณทานตะวันเล่ามีใครสักคนไหมที่คิดกับคุณเช่นนี้ น้องติ๋วครับ ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับน้องติ๋ว ขึ้นเรือนไปหาคุณย่านะครับ พี่จะไปส่ง”
       แดงน้อยประคองเนื้อทองที่ร้องไห้เดินจากไป ทานตะวันมองตามตาขวางสุดแสนอิจฉา
       “อีติ๋ว อีลูกนังฆาตกร ขอให้แม่แกติดตะราง โดนประหารชีวิต โทษฐานฆ่าคนตาย”
      
       ทานตะวันมองตามอย่างเคียดแค้นชิงชังเนื้อทอง หึงหวงแดงน้อย โกรธจนพาลน้ำตาไหล
      
       เวลานั้นภายในห้องโถงบ้านท่านเจ้าพระยา ที่บางกอก ท่านเจ้าพระยาตบบ่าขุนภักดี
       “ชีวิตการงานรุ่งโรจน์ ลูกเต้าก็ได้ดิบได้ดี เป็นตัวแทนพ่อเทพในเมืองสุพรรณ ยินดีด้วยนะพ่อเทพ”
       “กระผมมีวันนี้เพราะท่านเมตตาอบรมสั่งสอน ขอรับ กราบขอบพระคุณท่านขอรับ”
       “เรื่องการงานดีแล้ว เรื่องครอบครัวเล่า ได้ยินว่ามีเมียสามตามตำรารึ”
       “ขอรับ คือ เอ้อ…”
       “ผู้ชายเราก็แบบนี้แหละ มียศถาทรัพย์สินเงินทองมากขึ้น ก็มีเมียมากตามไปด้วย ว่าแต่เมียทั้งสามนี่ปกครองกันได้ดีไม่มีริษยาตบตีกันรึ”
       “เอ้อ ก็มีบ้างประมาณว่าลิ้นกับฟันน่ะขอรับ”
       “เรื่องนี้ก็อยากจะสั่งสอนด้วย ผู้หญิงน่ะเวลาร้ายก็ร้ายเกินชายอย่างเราๆ จงดูแลเมียทั้งสามให้เท่าเทียมกัน ใครมาก่อนถือว่าเป็นพี่ใหญ่ใครมาทีหลังให้เคารพคนมาก่อน คนมาก่อนก็เมตตาปราณีคนมาหลัง”
       “รับทราบและจะนำไปปฎิบัติขอรับ”
       “ยังไงละก็จดจำเรื่องที่ชั้นเคยกระทำผิดพลาดต่อพ่อเทพสมัยนั้นให้ดี ชั้นหูเบาไปตีเอาพ่อเทพ หลงเคืองมาเป็นสิบๆปี ที่ไหนได้ แม่ตัวดีมาคายบาปก่อนตาย ว่าแม่เองที่หลงรักพ่อเทพ อย่าเชียวนะ อย่าหูเบาเด็ดขาด”
       ท่านขุนหน้าเสียไปนิดหนึ่ง แล้วสารภาพออกมา
       “กระผม ได้ทำผิดมหันต์ไปยิ่งกว่านั้นมากมายขอรับ กระผมหูเบาวู่วาม นำความทุกข์มาสู่ผู้หญิงที่ผมรักสุดหัวใจ รักที่สุดอย่างที่ไม่คิดว่าจะรักใครได้ขนาดเธอคนนั้น ผมทำร้ายเธอมายี่สิบกว่าปี เพราะเข้าใจเธอผิด”
       “พุทโธ่ แม่เรียมเอ๊ย”
       “ไม่ใช่เรียมดอกขอรับ แต่เป็นภรรยาคนที่สามของกระผม ตอนนี้กระผมตาสว่างแล้วขอรับ กลับไปนี่ก็จะรับขวัญเธอขอรับ”
       “ดีมาก ชีวิตคนเรานั้นมันสั้นนักหนา ใครร้ายมาก็ใช่ว่าจะต้องร้ายตอบเสมอไป เพราะใจเรานั่นแหละจะทุกข์ทนเสียเอง สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ มิใช่บนท้องฟ้าหรือใต้ดินดอก พ่อเทพ”
       “กระผมซาบซึ้งข้อนี้ดีขอรับ เพราะนรกอยู่ในใจของกระผมมานานเหลือเกิน กระผมกำลังปลดเปลื้องนรกออกจากอกและผลักไปให้พ้นตนเองพ้นบ้านขอรับ”
       ขุนภักดีก้มลงกราบท่านพระยา ซึ่งท่านพระยาเอามือลูบหัวให้พร
       “หวังว่าคงได้ยินข่าวดีของครอบครัวพ่อเทพก่อนชั้นตายนะ”
       “ขอรับ อีกสองวันเสร็จราชการ กระผมกลับบ้านที่สุพรรณกระผมจะกระทำการให้เกิดข่าวดีดังที่ท่านแนะนำขอรับ”
       ขุนภักดีก้มลงกราบอีกครั้ง
      
       ด้านถมมาจอดเรือที่ท่าแถวตลาด
       “ถึงแล้วครับ คุณเนียน”
       “ขอบใจมาก จำไว้ขอร้องด้วยนะ ว่าอย่าได้เอ่ยถึงชั้นหรือท่านขุนไม่ว่าเรื่องใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าใครจะถามอย่างไรก็ตาม ยืนกระต่ายขาเดียวเท่านั้น”
       “ครับ”
       เนียนลงจากเรือ ถมขับเรือออกไป
      
       ฝ่ายทานตะวันมาโวยวายระบายอารมณ์กับสนเรื่องแดงน้อยกอดเนื้อทอง สนฟังแต่ไม่สนใจอีกแล้วเพราะจดจ่ออยู่แต่เรื่องเนียนเจอข้อหาฆ่าช้อยแน่ ส่วนเรื่องเนื้อทองกับแดงน้อยสนก็ยิ่งดีใจ ด้วยเนื้อทองจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเทิดศักดิ์อีก
       “แม่สนฟังเรื่องความสำส่อนของมันสองแม่ลูกแล้ว แม่สนต้องรีบฟ้องพี่เทิดศักดิ์ให้ตัดรอนนังติ๋วมันนะคะ” ทานตะวันใส่อารมณ์สุดๆ
       “วุ๊ย แม่สนไม่สนใจมันแล้วคะ มันจะไปสำส่อนกับใครยังไง ประเดี๋ยวมันก็ไปสำส่อนในนรกหมกไหม้หลังความตายในไม่ช้านี้ค่ะ”
       “แม่สนขา พี่แดงน้อยบอกหนูหน้าตาเฉยว่ารักนังติ๋วมันนะคะ”
       “ช่างเขาปะไรคะ รักก็รักสิคะ จะว่าไปแดงน้อยก็ใช่ว่าลูกชาติลูกตระกูลก็คู่ควรกับนังติ๋วแล้ว ไม่คู่ควรกับหนูอี๊ดดอก”
       ทานตะวันชะงัก รู้สึกแปร่งหู “อ้าวแม่สนคะ อย่าลืมสิคะ ว่าหนูรักพี่แดงน้อย”
       “หารักใหม่เถิดค่ะ ดีจะตายที่แดงน้อยรักมัน มันจะได้ไม่มารักเทิดศักดิ์ของแม่สน” สนเริ่มรำคาญมากขึ้น
       “เอ๊ะแม่สน ทำไมพูดจาเรรวนอย่างนี้คะ นี่แม่สนคิดจะไม่ใยดีต่อความรู้สึกหงุดหงิดของหนูแล้วหรือคะ”
       “แม่สนกำลังสนใจใยดีในความรู้สึกหงุดหงิดของตัวเองอยู่คะ หนูอี๊ดขาฟังนะคะว่าแม่สนเบื่อการเอาแต่ใจตัว จู้จี้จุกจิกเซ้าซี้ น่ารำคาญใจ รู้จักคำว่ารำคาญไหมคะ”
       ทานตะวันโมโห “เอ๊ะยัยสน นี่จะขัดใจกันรึ”
       “อ้าวยัยอี๊ด อีเด็กบ้า พูดภาษาคนไม่เคยรู้เรื่อง ต่อไปนี้จะไปตอแยใครที่ไหนก็ไป รำคาญใจแกมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว อย่ามายุ่งกับชั้น”
       ทานตะวันของขึ้น “นังสน”
       “นังอี๊ด แกจะเอายังไงกับชั้น ทนแกไม่ไหวแล้ว ลูกเต้าก็ไม่ใช่”
       “ชั้นจะไปฟ้องคุณพ่อ”
       “เชิญแกขี่ม้าสามศอกไปบอกพ่อบอกย่าบอกแม่แกเลย จะได้บอกบ้างว่า แกสาระแนมาร้องไห้ข่มขู่ให้ชั้นรังแกนังเนียนกับนังติ๋ว อยากให้ชั้นฆ่าพวกมันให้ตายด้วยซ้ำ เอาสิมาแลกกัน อีเด็กเมื่อวานซืน”
       ทานตะวันตกใจ กรีดร้องออกมา แล้ววิ่งลงจากเรือนสนไป
       “สาธุ กำจัดอีนังลิ้นไรไต่ตอมมายี่สิบกว่าปีสำเร็จแล้ว”
      
       สนก่นด่า แล้วถอนใจอย่างโล่งอก


  


       ฟากเนียนเดินเลือกซื้อของใช้จำเป็นในร้านค้ามาจนถึงร้านขายรองเท้า แล้วหยุดยืนมอง
      
       “รองเท้าสีดำของหนูติ๋ว ที่ให้เราเอามาใส่แล้วหายไป”
       รองเท้าคู่นั้นเหมือนกันกับคู่ที่เนียนเอาของเนื้อทองมาใส่ เนียนยิ้มเดินไปจับรองเท้าดู
       “เหมือนกันเปี๊ยบ หนูติ๋ว ซื้อมาจากร้านนี่เอง” เนียนหันเรียกคนขาย “คนขายจ๊ะรองเท้าคู่นี้ราคาเท่าไหร่จ๊ะ”
       คนขายเดินมาหาเนียนยิ้มแย้ม
       หมู่เติมกำลังเดินตรวจตราในตลาด เห็นเนียนกำลังซื้อรองเท้าชะงัก
       “แม่เนียน มาซื้อรองเท้า เหมือนคู่ที่หมวดเทิดศักดิ์กับนายอำเภอ พบในที่เกิดเหตุฆ่ายัยช้อยเปี๊ยบ มีพิรุธ”
       หมู่เติมตื่นเต้นมาก เนียนจ่ายเงิน ถือถุงรองเท้าเดินไปอีกทาง
      
       เทิดศักดิ์กับแดงน้อย นั่งปรึกษากันที่ท่าน้ำเรื่องคดีทั้งหลาย
       “แดงน้อย แกคิดว่าน้าเนียนจะกลับมาหรือเปล่า”
       “กันว่าน้าเนียนต้องกลับมา ถ้าน้าเนียนไม่ได้ทำผิด แกต้องกลับมา”
       “ถ้าน้าเนียนไม่กลับมา แสดงว่าแกหนี มีพิรุธ”
       เสียงเครื่องเรือยนต์ดังแว่วมา สองคนลุกชะเง้อคอมองไป
       “น้าเนียนมาแล้ว”
       แต่กลายเป็นเรือถมที่ขับมาตามลำพัง
       “นายถม”
       ถมจอดเรือ มองสองคนที่ยืนเหมือนรออะไรสักอย่างแปลกใจ ถมยกมือไหว้สองคน
       “สวัสดีขอรับ คุณเทิดศักดิ์นายอำเภอ”
       “นายถมไปไหนมา”
       “ไปเอ้อ...ไปธุระให้ท่านขุนขอรับ”
       “ธุระที่ไหน” แดงน้อยซัก จากนั้นสองหนุ่มก็ผลัดกันถาม ถมตอบไม่เต็มคำนัก
       “เอ้อ เอ้อ…”
       “ชั้นได้ยินกบกับแมวบอกว่า คุณพ่อให้นายถมไปส่งน้าเนียนที่สามชุก”
       “เอ้อ ขอรับ”
       “แล้วไหนน้าเนียน ทำไมไม่กลับมากับนายถม”
       “เอ้อ คือ กระผมแค่ส่งเธอไว้ที่นั่นขอรับ”
       “ส่งไว้หลายวันแล้วนะ แล้วนายถมทำไมไม่กลับมา”
       “นายถมไปไหนหลังจากส่งน้าเนียนที่สามชุก”
       “ไป เอ้อ...ไปเยี่ยมญาติของกระผมขอรับ”
       “แน่ใจนะว่าน้าถมไม่ได้อยู่กับน้าเนียนตลอดเวลา”
       “ขอรับ”
       “นายถมคงไม่รู้สินะว่าสองสามวันที่นายถมไม่อยู่มีการฆ่ากันตายที่บ้านนี้”
       ถมตกใจมาก “ฆ่ากันตาย”
       “ยัยช้อยคนสนิทของคุณแม่ ถูกฆ่าตายใกล้ท่าน้ำนี่แหละ” เทิดศักดิ์บอก
       ถมตกตะลึง
       “ถ้านายถมไปกับน้าเนียนก็บอกว่าไป หรือว่าไปไหนมาก็บอกมาตามตรง” แดงน้อยซัก
       “กระผมว่า รอให้ท่านขุนกลับมาแล้วให้ท่านบอกเองดีกว่า ท่านให้กระผมไปที่ไหนมาขอรับ กระผมไปก่อนนะขอรับ”
       “ประหลาดจริง”
       “พูดจากำกวมอ้ำอึ้งมาก”
       สองคนแปลกใจท่าทีนายถม
      
       บนโต๊ะทานอาหาร เรียมฟังสองคนพูดเรื่องราวที่ไปสืบสวนมา
       “นายถมมันไม่ได้โกหกแน่ะนะ เทิดศักดิ์ แดงน้อย”
       “ผมก็ไม่แน่ใจครับคุณนายแม่ ดูมันอึกอักชอบกลอยู่ครับ”
       “คำให้การของนายถมเท่ากับตอกย้ำว่า เขาไม่อาจเป็นพยานยืนยันให้น้าเนียนได้ว่า น้าเนียนอยู่ที่ไหน ในช่วงที่ยัยช้อยโดนฆ่า”
       “โธ่ เนียน เทิดศักดิ์ แดงน้อย สองคนต้องช่วยน้าเนียนนะลูก”
       สองคนมองหน้ากัน
       “ผมกับแดงน้อยพยายามจะช่วยถึงที่สุดอยู่นี่แหละครับแต่”
       “แต่ จนถึงป่านนี้มีแต่พยานที่บ่งบอกว่าน้าเนียนมาที่ท่าน้ำ”
       “เพียงมีใครสักคน ที่บอกว่าน้าเนียนอยู่ที่ไหน น้าเนียนก็จะรอดพ้นจากการตกเป็นผู้ต้องหาครับ”
       “โธ่ เนียน นี่ชั้นจะช่วยเนียนได้อย่างไรกันเล่า”
       กบ เข้ามารายงาน
       “หมู่เติมมาขอพบคุณเทิดศักดิ์ กับนายอำเภอเจ้าค่ะ”
       “รออยู่ที่ศาลาท่าน้ำเจ้าค่ะ”
       สองพยักหน้าแล้วลุกออกไป เรียมมองตามสีหน้านั้นวิตกกังวลมาก
      
       สนซึ่งแอบมองเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่บนเรือน
       “อีเนียนตายแน่ แต่คนที่กำลังจะตายตามมันอีกสองคนคือเรากับเทิดศักดิ์ อีแก่ทองจันทร์ในบ้านนี้มีเพียงมึงเท่านั้นที่รู้ทันกูไปเสียทุกเรื่อง”
       สนแอบมองไปอีก
       “ไอ้แช่มอีกคน ถ้ามันรู้ว่าแม่มันตาย โอ๊ย จะทำอย่างไรกับมันดี มันเปิดโปงกูแน่”
       สนว้าวุ่นใจไปหมด
      
       หมู่เติม เข้ามารายงานเทิดศักดิ์ กับแดงน้อย ซึ่งเดินเข้ามาในศาลาท่าน้ำ
       “น้าเนียนอยู่ที่ตลาดนี่เอง” เทิดศักดิ์ว่า
       “น้าเนียนไปที่ตลาดเพื่อซื้อรองเท้าเหมือนกับคู่ที่ตกอยู่ใกล้ศพยัยช้อย”
       “นี่แปลว่าอะไรกัน” เทิดศักดิ์ฉงน
       “กลบเกลื่อนหลักฐานว่าชั้นไม่ได้ทำรองหายครับ” หมู่เติมออกความเห็น
       เทิดศักดิ์กับแดงน้อยสบตากัน
       “หมู่เติมเห็นไหมว่าน้าเนียนไปทางไหน” เทิดศักดิ์ถาม
       “ไม่ทันดูต่อดอกครับ พอเห็น ผมก็รีบเผ่นมารายงานที่นี่ทันทีครับ”
       “ไปดูที่ตลาดต่อไปสิ ว่าน้าเนียนยังอยู่ที่ตลาดไหม”
       “ครับ”
       หมู่เติมเดินออกไป
       “ถ้าน้าเนียนแกคิดจะหนี แกจะไปเดินลอยชายในตลาดทำไม แกน่าจะหนีไปไกลแล้ว”
       “แต่ทำไมน้าเนียนต้องเจาะจงซื้อรองเท้า เหมือนกับคู่นั้นด้วย”
       “โธ่ นี่หลักฐานมันมัดน้าเนียนแน่นหนาขึ้นทุกที”
      
       สองหนุ่มถอนใจเฮือกๆ ท่าทีอ่อนอกอ่อนใจ
        


  


       สามคนอยู่บนเรือนด้วยกัน เนื้อทองนั้นยังคงสลดหดหู่ไม่หาย เรียมมาหารือกับทองจันทร์เรื่องช่วยเนียน
      
       “คุณแม่ขา ถ้า เอ้อ ถ้า เรื่องราวมันเลวร้ายมากมาย เราจะทำอย่างไรกันดีคะ”
       “แม่คิดว่าเรื่องราวคงไม่เลวร้ายมากมายดอกเรียม” หญิงชราปลอบ
       “โธ่ คุณแม่ขา ในเมื่อสนเป็นพยานปากเอกที่เจอเนียนที่ศาลาท่าน้ำนั่นนะคะ สนริษยาเนียนและเกลียดเนียนมากนะคะ”
       “วุ๊ย เนียนมันอาจเจอใครที่มันนัดแนะแล้วกลับไปเลยก็ได้ ทำไมต้องคิดว่ามันจะรอฆ่าอีนังช้อย แม่ถามหน่อย เนียนมันจะได้รับประโยชน์อันใดจากการฆ่าอีนังสวะช้อย นอกจากได้บาปเวร ติดตะราง โดนประหารชีวิต”
       ตลอดเวลา เนื้อทองนั่งนิ่งๆ ถอนสะอื้นเงียบๆ
       “สนเห็นเนียนจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้” เรียมว่า
       “มันไม่เห็นดอก มันปรักปรำน่ะ แต่แม่ว่าบางทีมันอาจสำนึกดีเปลี่ยนใจก็ได้นะเรียม”
       “ลำบากค่ะ คุณนายสนเกลียดแม่เนียน ยิ่งกว่าใดๆ ในโลกนี้ เธอไม่มีวันเปลี่ยนใจดอกค่ะ” เนื้อทองพูดแทรกขึ้น
       เรียมกับทองจันทร์มองหน้ากัน
       สนเดินมาหาแดงน้อยกับเทิดศักดิ์ที่ท่าน้ำ เพื่อหยั่งเชิงเรื่องว่าแช่มรู้ว่าช้อยตายหรือยัง
       “เทิดศักดิ์ แดงน้อย มารอใครกันรึ”
       “เปล่าครับ คุณแม่” สองหนุ่มบอกพร้อมกัน
       “มานั่งปรึกษากันเรื่อง การตายของยัยช้อยนี่แหละครับ” เทิดศักดิ์ว่าต่อ
       “เอ้อ คุณแม่สนครับ ตอนที่คุณแม่พบน้าเนียน น้าเนียนมีท่าทีอย่างไรบ้างครับ” แดงน้อยถาม
       “ก็ดูรีบๆ ลนๆ ยังไงพิกลอยู่นะ แต่แม่ไม่ทันสังเกต แม่กลัวเสือหนัก”
       “แต่คืนนั้น คุณแม่ทำไมไม่บอกผมครับ ว่าเจอน้าเนียนที่ท่าน้ำ”
       “วุ๊ย ก็แม่บอกแล้วว่าแม่กลัว เอ้อ...แล้วนี่ไอ้แช่มมันรู้หรือยัง ว่าแม่มันโดนเนียนฆ่าตาย”
       “คุณแม่สนครับ เรายังพูดเช่นนั้นไม่ได้นะครับ ว่าน้าเนียนฆ่ายัยช้อย” แดงน้อยท้วง
       “ก็รองเท้านั่นยังไม่พออีกหรือที่จะบอกว่ามันฆ่า” สนว่า
       “ก็พออยู่ครับ แต่ถ้ามีใครอีกสักคนมายืนยันว่าน้าเนียนอยู่ที่ไหนในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน รองเท้าคู่นั้นก็ไม่เพียงพอดอกครับ”
       สนหงุดหงิด “เอ๊ะ ก็คำพูดของแม่ที่บอกว่าพบมันยังไม่เพียงพอหรือ”
       “ถ้าน้าเนียนปฏิเสธเล่าครับ ว่าไม่พบกับแม่สน”
       “มันก็เลวเกินคนสิ้นดี กล้าโกหกเพื่อเอาตัวรอด แม่ไม่อยากฟังเรื่องของมันแล้ว แม่ไปก่อน”
       สนเดินออกไป สองคนมองตาม
       “แดงน้อย ถ้าความจริงแม่กันต่างหากที่เป็นคนฆ่ายัยช้อย” เทิดศักดิ์เอ่ยขึ้นอย่างอัดอั้น
       แดงน้อยตกใจ “แกพูดอย่างนี้หนที่สองแล้วนะ”
       “กันกำลังสงสัยว่าคุณแม่ โยนบาปให้น้าเนียน”
       สองคนนั่งกลุ้มกันต่อไป
      
       เนียนเดินลงท่าน้ำตลาด ว่าจ้างเรือให้ไปส่งที่บ้านภักดีภูบาล
       “ไปบ้านท่านขุนภักดีภูบาลจ้ะ”
       “ลงมาเลยแม่คุณ”
       เนียนก้าวลงเรือพายไปสีหน้าแจ่มใส ไม่กังวลสักนิดว่ากำลังจะเกิดเหตุร้ายกับตน
      
       บนโรงพักเวลาเดียวกัน ตำรวจเดินมาเรียกแช่ม
       “นายแช่ม มีญาติมาเยี่ยม”
       แช่มยืนมองอย่างแปลกใจว่าใครมาหา เพราะมีผ้าคลุมหน้าตา
       “ใครน่ะ”
       “ข้าเอง คุณนายสน”
       “ไปให้พ้น” แช่มตะเพิด
       “แกอย่าเข้าใจข้าผิดไอ้แช่ม ไอ้เรื่องที่แกจะโดนวางยานั่นน่ะ เนียนมันเป็นคนทำต่างหาก”
       “โกหก ทั้งเพ” แช่มไม่เชื่อ
       “นังเนียนมันเกลียดแกจะเป็นจะตาย” สนเป่าหูต่อ
       “เพราะคุณนายทำให้มันเกลียดแม่น่ะสิ”
       “ข้ามีข่าวดีจะมาบอกแก แต่แกอย่าเอ็ดอึงไปทีเดียว”
       “ไม่อยากจะฟัง อยากอยู่อย่างเดียวจะออกไปจากตะรางนี่” แช่มบอก
      
       “นี่แหละคือข่าวดีที่ข้ากำลังจะมาบอกแก ข้าจะช่วยแกให้ได้ออกจากตะรางได้แล้ว”
       แช่มไม่อยากเชื่อ “คุณนาย”
       “จุ๊ๆ บอกว่าอย่าเอ็ดอึง ลูกชายข้าตกลงยอมให้แกได้ประกันตัวแล้ว”
       “ขอบคุณ ขอบคุณมาก”
       “พอแกได้ประกันตัว ข้าจะให้เงินแกหนีไปให้สุดประเทศสยาม”
       แช่มหลงคารมดีใจมาก “ขอบพระคุณอีกครั้งครับ แล้วผมจะได้ประกันตัวตอนไหน”
       “ขอเวลาไม่เกินอาทิตย์”
       “เอ้อ...ทำไมแม่ไม่มาหาผม”
       สนบอกหน้าตาเฉย “แม่แกตายแล้ว”
       แช่มตะลึง “แม่ตายแล้ว”
       “ถูกนังเนียนมันฆ่าเอา” สนบอก
       แช่มตะลึงงัน
       “แม่...แม่ โธ่ แม่”
       แช่มร้องไห้โฮ
       “ระงับใจไว้ ข้าจะดูแลงานศพแม่แกให้เอง ชั้นจะรอให้แกออกไปเผาแม่ แล้วค่อยหนี แต่แกต้องสงบเสงี่ยมปากให้มากที่สุดจำไว้”
       แช่มคำราม “ชั้นจะออกไปฆ่าอีเนียน ให้ตายตกไปตามกัน”
       “อันนี้ก็แล้วแต่แกเถิดนะอย่ากระโตกกระตากอะไร ทั้งสิ้น อีกไม่นานอีเนียนมันก็โดนจับมาใส่ตะรางแล้ว”
       สนรีบเอาผ้าปิดหน้าให้มิดชิดแล้วเดินก้มหน้าก้มตาออกไป สวนกับหมู่เติมพอดี
       หมู่เติมถามตำรวจเวร “ใครน่ะ ดูละม้ายคล้ายๆ แต่ไม่ถนัดตา”
       “ญาตินายแช่ม”
       หมู่เติมพยักหน้า
       ฝ่ายนางสนคนชั่วเดินยิ้มย่องมาเรียกสามล้อนั่งกลับบ้าน
       “ทีนี้ไอ้แช่มก็หมดปัญญาจะมาเปิดโปงกู เพราะอีเนียนฆ่าแม่มัน กูไม่เกี่ยวเหลือแต่อีแก่ทองจันทร์ เป็นปัญหาใหญ่”
      
       สนยิ้มย่องสบายใจ ถอนใจโล่งอกไปอีกเปลาะ


  


       เนียนนั่งเรือพายมากลางลำน้ำ มุ่งหน้ากลับบ้าน จังหวะหนึ่งหยิบกล่องรองเท้ามาแกะดู ใบหน้ายิ้มแย้มพูดกับตัวเอง
      
       “หนูติ๋วจ๋า แม่ซื้อหารองเท้าเหมือนคู่เดิมมาคืนหนูติ๋วแล้วจ้ะ”
       “ถึงบ้านท่านขุนภักดี แล้วน้องสาว”
       คนเรือพายเรือไปเทียบท่า เนียนขยับลุกจะก้าวขึ้นท่าน้ำ
      
       สองหนุ่มนั่งรอที่ศาลาด้านในเรือน แดงน้อยหันไปเห็นว่าเนียนมาถึงแล้ว
       “น้าเนียนมาแล้ว”
       “แกไม่ได้หนีสักหน่อย”
       “สีหน้าท่าทางก็ดูปกติดี ไม่มีพิรุธ”
       สองคนไม่อยากจะขยับไปพูดจา ไม่สบายใจอย่างยิ่งแต่ก็จำใจลุกไปหา
      
       เนียนเดินมาเห็นแดงน้อยและเทิดศักดิ์ออกมารับก็ยิ้มทักทาย
       “คุณเทิดศักดิ์ นายอำเภอ”
       เทิดศักดิ์และแดงน้อยดูอึดอัดและลำบากใจมาก
       “เอ้อ น้าเนียนครับ” เทิดศักดิ์ถามก่อน
       “น้าเนียนมาจากไหนครับ” แดงน้อยถามต่อ
       “มาจาก เอ้อ ตลาดค่ะ”
       “น้าเนียนไปทำอะไรที่ตลาดครับ”
       “ไปซื้อรองเท้าแตะมาคืนหนูติ๋วค่ะ คือ น้า...น้า…”
       “ทำรองเท้าของน้องติ๋วหายหรือครับ” แดงน้อยซัก
       “ค่ะ”
       “คือ ผมว่าไม่หายดอกครับ” เทิดศักดิ์ว่า
       “ไม่หาย แล้วมันไปอยู่ที่ไหนคะ”
       แดงน้อยถอนใจแล้วหยิบรองเท้ามาให้เนียนดู
       “อยู่ที่นี่ไงครับ”
       เนียนแปลกใจ “นี่ นี่ นายอำเภอไปเจอที่ไหนคะ”
       “ที่บริเวณใกล้ศพยัยช้อยครับ น้าเนียน”
       “ศพยัยช้อย ศพชัยช้อย นี่ นี่” เนียนแทบช็อก
       “ยัยช้อยโดนฆ่าตายครับ” แดงน้อยบอก
       เทิดศักดิ์เล่าเสริม “ใกล้ท่าน้ำนี่แหละครับ”
       “โธ่ ยัยช้อย จับคนร้ายได้หรือยังคะ” เนียนหน้าเศร้า สลดหดหู่
       เทิดศักดิ์ และแดงน้อยมองหน้ากัน
       “เอ้อ...ยังครับ”
       “แล้วคนร้ายทิ้งอะไรไว้เป็นหลักฐานบ้างไหมคะ”
       เทิดศักดิ์และแดงน้อยมองหน้ากันอีก
       “เอ้อ รองเท้าคู่นี้แหละครับ” สองหนุ่มบอก
       เนียนงง “รองเท้าคู่นี้ของน้าที่เอามาจากหนูติ๋ว นะคะ”
       สองคนมองหน้ากันพูดไม่ออก จังหวะนี้สาวแสบทานตะวันเดินเข้ามา
       “ก็รองเท้าที่แกใส่ไปฆ่ายัยช้อยตาย แล้วแกก็ตกใจกลัววิ่งหนีจนลืมรองเท้าทิ้งไว้”
       เนียนตกใจปฏิเสธลั่น “ไม่จริง ไม่ ไม่นะ ไม่จริง”
       “อย่ามาทำหน้าซื่อราวกับว่าเกิดมาไม่เคยทำอะไรผิด นี่มันหนที่เท่าไหร่แล้ว ร้ายแรงขนาดนี้ ยังตีหน้าซื่อช่างเลวร้ายเหลือเกินพี่แดงน้อย จับมันไปจับมันใส่ตะรางค่ะ” ทานตะวันไม่รู้ตัวว่ากำลังว่าร้ายแม่บังเกิดเกล้าของตน
       “โธ่ นี่มันอะไรกันคะ ทำไมทำไมถึงมากล่าวร้ายใส่กันอย่างนี้”
       เนียนตกใจร้องไห้โฮ ทานตะวันใส่เต็มที่
       “สมน้ำหน้า แกมันฆาตกรใจโหด ใจดำ”
       “คุณหนูอี๊ดเจ้าขา ชั้นไม่ได้ทำ ชั้นไม่ได้ทำ”
       “แกทำ แล้วยังมาทำปากแข็ง”
       เทิดศักดิ์ขึ้นเสียง “น้องอี๊ด หยุดที ช่วยไปให้พ้นจากการสอบสวนของพี่ซะ”
       “ให้เราได้พูดกับน้าเนียนตามลำพังเถิดครับ คุณทานตะวัน”
       เนียนเข่าอ่อนทรุดลงไปกองกับพื้น ทานตะวันยิ้มสะใจแล้วกระแทกเท้าเดินจากไป
       “น้าไม่ได้ทำ น้าไม่ได้ทำ ชั้นไม่ได้ทำ”
       เนียนเอาแต่ร้องไห้ครวญคร่ำ สองคนประคองเนียนให้ลุกมานั่ง
      
       ฝ่ายเนื้อทองยังคงเศร้าไม่เลิก
       “หนูติ๋ว ถ้าแม่หนูหาข้อแก้ตัวไม่ได้ ชั้นจะไปประกันตัวแม่หนูออกมาสู้คดีเอง”
       “ย่าจะยอมเสียเงินเสียทองเท่าไหร่ไม่ว่ากัน ขอให้แม่หนูพ้นคดีให้ได้”
       “หนูกราบขอบพระคุณมากค่ะ”
       ทานตะวันเดินยิ้มเยาะขึ้นมาพอดี
       “ว่าอย่างไร ไม่ทราบยะ นังลูกฆาตกร ไม่ไปสั่งลาแม่แกตอนถูกใส่กุญแจมือส่งเข้าตะรางหรือยะ”
       “แม่” เนื้อทองตกใจ
       “รีบไปนะยะ เดี๋ยวจะไม่ทันย่ะ อยู่ที่ท่าน้ำย่ะ แหม อุตส่าห์มาบอกจะขอบใจสักคำก็หาไม่ นิสัยเสียแท้ๆ”
       “หนูอี๊ดทำไมพูดจาเชือดเฉือนหัวใจเขาอย่างนั้น แม่เตือนแล้วนะ” เรียมโมโห
       “ยัยอี๊ดนี่แหละนิสัยเสีย นิสัยเลว ไปเรียมพาแม่ไปดูเนียนมันหน่อย” ทองจันทร์ด่าแล้วรีบชวนกันไป
       “ค่ะ”
       เรียมประคองทองจันทร์ให้ลุก ทานตะวันยืนยิ้มเยาะหยัน เรียมแหวใส่
       “อย่ามายิ้มเย้ยหยันเนียนทีเดียว ลองนึกดู เอาใจเขามาใส่ใจเราสักนิดสิ ถ้าหากเนียนเป็นแม่ตัวเองแกจะรู้สึกอย่างไร”
       “เชอะ คุณแม่เปรียบเปรยอะไรไม่มีวันเป็นความจริง ต่ำต้อยอย่างนั้นยังไม่มีวันเป็นแม่คนสูงส่งอย่างหนูได้ คงต้องรอไปอีกสิบชาติ” ทานตะวันพูดท่าทางอวดดีใส่
       เรียมจ้องหน้าเขม็ง “จำคำพูดของแกเอาไว้ให้ดี”
       “อย่ามัวไปทุ่มเถียงกับเด็กคางคกยางไม่ตกหัวไม่รู้สึกเลยแม่เรียม แม่ห่วงเนียนจะแย่แล้ว”
      
       เรียมพาทองจันทร์และเนื้อทองลงเรือนไป

      ระหว่างนี้ พวกบริวารวิ่งกันให้พล่าน กล่าวขานเรื่องเนียนเซ็งแซ่ ทุกคนล้วนไม่เชื่อว่าเนียนฆ่าช้อย
      
       “พวกเรา...เนียนมาแล้ว” กบร้องนำขึ้น
       “เนียนกำลังจะโดนจับไปเข้าตะราง” แมวโพล่งตาม
       “ไม่อยากจะเชื่อว่าเนียนทำจริงๆ” แม่ครัวบอก
       “ร้อยไม่เชื่อ พันไม่เชื่อ” กบว่า
       “ร้อยเชื่อพันเชื่อ ว่ามีคนสร้างหลักฐานเท็จ” แมวบอกอีก
       “เอ๊ะ ไอ้ถมหายไปไหน เห็นมันเพิ่งกลับมาแหม็บๆ” แม่ครัวแปลกใจ
       แต่พอพูดจบก็พากันเอ็ดตะโร เฮละโรไปดูเนียนที่ท่าน้ำ ถมแอบมองตกใจมาก
       “ไหงกลายเป็นอย่างนี้ไปได้หว่า คุณเนียนเป็นแพะรับบาปเสียแล้วจะช่วยคุณเนียนได้อย่างไรหนอ”
       ถมพยายามนึก แล้วแอบเดินตามพวกนั้นต่อไป
      
       ที่ท่าน้ำยามนั้นเนียนกอดเนื้อทองไว้แน่น สองแม่ลูกร้องไห้ มีเทิดศักดิ์กับแดงน้อยยืนมอง สลดใจไปด้วย
       “แม่ไม่ได้ทำ แม่ไม่มีวันจะทำ หนูติ๋วเชื่อแม่ไหมลูก”
       “เชื่อสิจ้ะแม่เนียน แม้แต่ยุงแม่เนียนยังไม่ยอมตบ แถมห้ามหนูตบแล้วแม่เนียนจะไปฆ่ายัยช้อยได้ลงคออย่างไร”
       เทิดศักดิ์กับแดงน้อยสบตากัน ถอนใจเฮือกใหญ่
       “แต่แม่ไม่มีข้อแก้ต้ว หลักฐานมันมัดตัวแม่ไว้แน่นหนา หนูติ๋วจ๋า นี่รองเท้า ที่แม่ทำหาย แม่ซื้อมาคืนให้ลูกแล้วจ้ะ”
       “แม่เนียนจ๋า หนูไม่อยากได้รองเท้าคืน หนูอยากได้อิสรภาพของแม่คืนมาต่างหาก”
       “น้องติ๋วครับ ขอพี่ถามน้าเนียนต่ออีกสักประโยคสองประโยคครับ” แดงน้อยเอ่ยขึ้น
       “น้าเนียนไปงานศพ แล้วกลับมาที่นี่อีกใช่ไหมครับ” เทิดศักดิ์ถาม
       “ค่ะ”
       “แม่ แม่กลับมาจริงๆ แม่กลับมาทำไมคะ”
       “เอ้อ กลับมารอพบ พบเอ้อ…”
       เทิดศักดิ์กับแดงน้อยร้อนใจ “พบใครครับ”
       “บอกไม่ได้ค่ะ”
       “แม่”
       ทองจันทร์กับเรียมเข้ามาสมทบ มีพวกบริวารตามมาอีกโขยง
       “เวรละสิ เนียน แกดันยอมรับทำไมว่าแกกลับมา กลับคำพูดเสียใหม่”
       “อ้าวคุณย่า อย่ามาชี้แนะอะไรผิดๆ ให้น้าเนียนสิครับ”
       “แกอย่ามาเรียกชั้นว่าย่า ชั้นไม่เอาแกเป็นหลานดอก เกลียดน้ำหน้า”
       “โธ่ คุณย่าครับ นี่เวลาเป็นเวลาตายนะครับ อย่ามาล้อเล่นตลกขู่ผม”
       “ชั้นไม่ได้ขู่แก ชั้นเอาจริง” ทองจันทร์ฮึดฮัด
       “คุณแม่ขาใจเย็นๆ เนียน ชั้นกับคุณแม่จะไปประกันตัวเนียนออกมาสู้คดีเอง” เรียมบอก
       “เนียนกราบขอบพระคุณทั้งสองท่านเจ้าค่ะ เนียน ไม่มีทางแก้ตัวแล้วเจ้าค่ะ เวรกรรมของเนียนแต่ชาติปางก่อนคงมากมายนัก เนียนคงทำกรรมชั่วเอาไว้ร้ายแรง จนต้องมาชดใช้กรรม ในชาตินี้เท่าไหร่ไม่มีหมดเนียนกราบลาเจ้าค่ะ”
       “เนียนเอ๊ย”
       ทองจันทร์สะเทือนใจ ถึงกับน้ำตาไหลย้อย
       “เนียน โธ่”
       เรียมน้ำตาหยดริน
       “หนูติ๋วจ๋า ปล่อยแม่เถิด ทุกคนในที่นี้ ชั้นขอสาบานว่าชั้นไม่ได้ฆ่าช้อย ถ้าสิ่งศักดิ์ มีจริง ท่านจะดลบันดาล ให้ความจริงปรากฏสักวัน แม้ว่ากว่าจะปรากฏหลังจากชั้นโดนประหารชีวิตไปแล้วก็ตาม”
       เสียงสะอื้นคนแถวนั้นดังระงม
       “แม่เนียน แม่เนียน”
       “แม่เคยสอนไว้ว่าอย่างไร อดทน อดกลั้น เข้มแข็งไว้ลูกรัก เขยิบออกไปจากตัวแม่ ไปสิ”
       เนื้อทองจำใจเขยิบออกไป เนียนยื่นมือมาให้เทิดกับแดงน้อย
       “กุญแจมือคะ ใส่สิคะ นายอำเภอ คุณเทิดศักดิ์”
       สองคนสบตากัน เทิดศักดิ์พยักหน้า ให้แดงน้อย แดงน้อยใส่กุญแจมือลงไปที่มือของเนียน สิ้นเสียงกุญแจมือสิ้น เสียงสะอื้นดังระงม
       เนียนเดินอยู่ตรงกลาง แดงน้อยเทิดศักดิ์ประกบไว้ลงไปท่าน้ำ หมู่เติมเอาเรือมาจอดรอที่ท่า ทุกคนมองเนียนต่างน้ำตาไหล
       เนียนก้าวลงเรือก่อนลงหันมามองหน้าลูกสาว แล้วกวาดตามองทุกคน น้ำตาเนียนไหลอาบสองแก้ม
       พวกกบแมวและบ่าวในเรือนร้องลั่น “เนียน”
       เรียมกับทองจันทร์ร้องตาม “เนียน”
      
       “แม่เนียน” เนื้อทองใจจะขาดรอนๆ


  


       ฝ่ายถมแอบดูอยู่ที่พุ่มไม้ด้านหลังศาลา
      
       “โธ่เอ๊ย คุณเนียน”
       สนเดินมาจากไหนไม่รู้ แลเห็นถมก็แปลกใจมาก
       “ไอ้ถมนี่ นี่มันกลับมาตอนไหน มันไปไหนมา มันเรียกอีเนียนว่าคุณเนียนทำไม”
       “จะทำอย่างไรดีหนอให้คุณเทิดศักดิ์กับ นายอำเภอรู้ว่า คุณเนียนอยู่ที่ไหน”
       สนหูผึ่งตื่นเต้นตกใจ
       “ไอ้ถมมันรู้แน่ว่าอีเนียนอยู่ที่ไหน ตายละวา”
       สนก้าวออกไปแสดงตัว หาถมทันที
       “ไอ้ถม”
       ถมตกใจมาก “คุณนายสน”
       “ชั้นมีอะไรสอบถามแก”
       “อะไรรึขอรับ”
       “ตามไปริมน้ำทางด้านโน้น ตรงที่มีเรือจอดอยู่”
       “ทำไมต้องตามไปขอรับ สอบถามตรงนี้ก็ได้ขอรับ”
       “ย้อนรึ ชั้นบอกให้แกตามไป หรือว่าแกจะขัดคำสั่ง”
       “ขอรับ กระผมจะตามไปขอรับ”
       “แกไปรอก่อน ประเดี๋ยวชั้นจะตามไป”
       ถมเดินไปสนเดินไป
      
       ฝ่ายเนียนนั่งใส่กุญแจมือไม่ร้องไห้สะอื้น มีแต่น้ำตาที่ไหลหยดลงใบหน้า ท่าทีเนียนแน่วนิ่ง ขณะที่เทิดศักดิ์กับแดงน้อยรู้สึกแย่มากๆ คิดกันไปต่างๆ นาๆ
       “น้าเนียนยอมรับว่ากลับมา แต่ทำไมน้าเนียนไม่ยอมบอกว่ากลับมาพบใคร”
       “หรือว่าน้าเนียนมารอพบเสือหนักจริงๆอย่างคุณแม่สนว่า”
       “ทำไมต้องกลับมารอพบที่ท่าน้ำบ้านชั้น ให้มันประเจิดประเจ้อ ไปพบที่สามชุกไม่ดีกว่ารึ”
       “จริงของแก ชั้นเห็นน้าเนียนปวดร้าว เห็นน้องติ๋วเสียใจ ทำให้จิตใจชั้นแย่มากนะเทิดศักดิ์”
       “จิตใจชั้นย่ำแย่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าแกดอก น้าเนียนขมขื่นจริงๆ ไม่ได้เสแสร้ง”
       “น้าเนียนไม่มีพิรุธสักนิดตอนที่ขึ้นมาจากเรือแล้วพบเราสองคน”
       “ตอนที่เราซักถาม น้าเนียนก็ตกใจในลักษณะที่ไม่รู้เรื่องยัยช้อยตาย ด้วยซ้ำ” เทิดศักดิ์ตั้งข้อสังเกต
       “จริงสิ แกตกใจแทบช็อกที่ได้ข่าว คนที่น้าเนียนมารอพบต้องสำคัญมาก ถึงขนาดที่น้าเนียนไม่ยอมบอกว่าใคร”
       “มาทำนองเดียวกับตอนที่น้าเนียนไม่ยอมบอกว่าผู้ชายคนนั้นคือใครเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว”
       สองหนุ่มว้าวุ่นใจ แต่เนียนยังคงนั่งนิงน้ำตาไหลสองแก้มดังเดิม บอกตัวเองในใจ
       “พี่ขุนเจ้าขา เนียนจะไม่ยอมผิดสัญญากับพี่ขุนเด็ดขาดเจ้าค่ะ เนียนจะไม่ยอมทำให้พี่ขุนต้องอับอายขายหน้าว่าลอบมาพบเนียนดอกเจ้าค่ะ ให้มันตายไปกับตัวเนียนตอนโดนประหารเถิดเจ้าค่ะ”
      
       ขณะเดียวกันตรงริมน้ำอีกด้านหนึ่งของเรือน ที่มีเรือพายเล็กๆ จอดอยู่ ถมรอสนครู่หนึ่งสนเดินมา
       “คุณนายสนจะถามอะไรกระผมขอรับ”
       “แกรู้ใช่ไหม ว่าเนียนอยู่ที่ไหน”
       “ทำไมหรือขอรับ”
       “ถ้าแกบอกรู้ ว่าเนียนอยู่ที่ไหน เท่ากับแกได้ช่วยให้เนียนรอดพ้นตะราง”
       “คุณสนหมายความว่า คุณสนต้องการจะช่วยคุณเนียน”
       “ใช่ เอ้อ ทำไมเดี๋ยวนี้แกเรียกเนียน ว่าคุณเนียน ใครสั่ง”
       “เอ้อ…”
       “พี่ขุนสั่งแกใช่ไหม”
       ถมเอาแต่ “เอ้อ...”
       “ไม่ต้องปิดๆ บังๆ ชั้นไม่สนใจอะไรอีกแล้ว นอกจากจะช่วยเนียนแกรู้ใช่ไหมว่าชั้นพบเนียนที่ท่าน้ำ”
       “เอ้อ...”
       “ถ้าเช่นนั้น แกบอกมาว่าเนียนมารอพบใคร”
       “บอกไม่ได้ขอรับ”
       “แกอยากให้เนียนโดนประหารใช่ไหม”
       “ไม่ขอรับ ไม่ เอ้อ... ความจริงกระผมบอกก็ได้ แต่กระผมขอไปบอกนายอำเภอกับ คุณเทิดศักดิ์ เป็นอย่างไรก็เป็นกัน ขออย่าให้คุณเนียนต้องติดคุกโดยไม่ยุติธรรมเลย”
       “ดีนะ ที่แกไม่เชื่อว่ามันฆ่ายัยช้อย”
       “ไม่เชื่อดอกขอรับ เพราะมันไม่จริงขอรับ”
       “แกไม่รู้ดอกรึ ว่ามันมาคอยเสือหนัก”
       “ไม่เชื่อขอรับ”
       “ชั้นได้ยินเสียงเสือหนักมา กับหู แล้วแกจะไม่เชื่ออย่างไร”
       “นั่นเสียงกระผมเองขอรับ ผมแสร้งร้องให้คุณนายสนตกใจจะได้ไม่แทงคุณเนียนขอรับ”
       “ไอ้ถม นี่แก แกมากับอีเนียน แกแอบดูชั้น แกเป็นพวกอีเนียน”
       “เป็นพวกความยุติธรรมขอรับ”
       “งั้นแกลงเรือพายไปที่โรงพักไปบอกความจริงเถิด”
       “ขอรับ”
       จังหวะที่สนถมหันตัวจะลงเรือ สนคว้าเอาใบพายที่วางริมน้ำ ฟาดกระหน่ำใส่ถมเต็มแรง
       “นี่แน่ะรางวัลของพวกความยุติธรรม”
       “โอ๊ย” ถามร้องลั่น
       สนฟาดต่อจนร่างถมล้มลงไป สนก้มลงไปกระหน่ำฟาดๆๆ ถมมองจ้องหน้าสนเขม็ง
       “นี่แน่ะพวกอีเนียน” ปากด่า มือสนก็กระหน่ำตีต่อ
       “อีสน คนชั่วช้ามึงต้องรับกรรมในไม่ช้า
       ถมแช่งแล้วแน่นิ่งไป ร่างกระตุกๆ สนดึงเรือมาแล้วถีบถมลงไปในเรือ เอาไม้พายจุ่มน้ำแล้วโยนลงไปในเรือสนยืนมองยิ้มเยาะ
      
       ร่างไร้วิญญาณของถมนอนกระเท่เร่อยู่บนเรือ ที่ลอยไปตามกระแสน้ำในคลอง


  


       ด้านเนียนโดนควบคุมตัวมาที่ห้องขัง กำลังเดินผ่านกรงขังแช่ม เนียนหน้าสงบนิ่งปลงได้แล้ว
      
       “อีเนียน มึง ฆ...” แช่มคำรามลั่น “มึงวางยาพิษกู โชคดีที่กูไม่ตาย”
       “หุบปากนะนายแช่ม อย่ากล่าวหากันเลื่อนลอย” เทิดศักดิ์ปราม
       “ไม่ได้กล่าวหาเลื่อนลอย แต่แม่ช้อยแกบอกว่ามันทำนี่นา” แช่มโวยวายอีก
       “อย่าก่อกวน นายแช่ม ถ้าแกอยู่ในความสงบ เราจะเอาแกมากันเป็นพยาน” แดงน้อยว่า
       “จริงหรือ”
       “จริงสิ ดังนั้นอย่าโวยวาย ใส่ร้ายใครอีก”
       แดงน้อยกับเทิดศักดิ์พาเนียนเดินผ่านไปยังอีกห้องขังหนึ่ง
       แช่มมองตามยิ้มดีใจ เพราะคำพูดของแดงน้อยไปพ้องกับคำบอกของสนที่บอกว่ามันจะได้ประกันตัว
       “คุณนายสนพูดความจริง ว่าเราจะได้ปล่อยตัว อีเนียนคนชั่ว มึงฆ่าแม่กูดีละ กูจะเป็นพยานปรักปรำมึงให้โดนประหาร” แช่มพอมีกำลังใจ
      
       เนียนถูกคุมตัวใปเข้าห้องขัง ถอดกุญแจมือแล้ว
       “อโหสิให้ผมด้วยเถิดครับ น้าเนียน ผมทำตามกฎหมายและหลักฐาน”
       “ผมกราบขอโทษด้วย กฎหมายไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่ถ้าน้าเนียนบอกว่าน้าเนียนมาพบใครที่ท่าน้ำ ใครคนนั้น น่าจะเป็นพยานให้น้าเนียนรอดพ้นโทษนี้ได้นะครับ”
       เนียนส่ายหน้าช้าๆ
       เทิดศักดิ์กับแดงน้อย สบตากันอย่างอ่อนใจถอยออกมา ใส่กุญแจห้องขัง ปล่อยให้เนียน ยืนมองรอดผ่านลูกกรงด้วยสีหน้าเศร้าโศกแต่สงบนิ่ง บอกตัวเองเบาๆ
       “แดงน้อยของแม่ ไม่นึกเลยว่าชาตินี้จะโดนลูกตัวเองจับเข้าตะราง”
       เหมือนมีอะไรดลใจให้แดงน้อยหันผวามาดูเนียน แดงน้อยมองหน้าเนียนแล้วคิดในใจ
       “น้าเนียนโธ่ ผมรักน้าเนียนเหมือนแม่แท้ๆ แต่ผมต้องจับแม่ของตัวเองเข้าตะราง ด้วยมือของตัวเองหรือนี่”
       แดงน้อยยกมือตัวเองมามอง แล้วเงยหน้ามองเนียน
       สองคนมองหน้ากัน แดงน้อยน้ำตาคลอ เนียนน้ำตาไหล
      
       ทองจันทร์กับเนื้อทองนอนอยู่ในห้อง ทองจันทร์นอนไม่หลับเช่นกัน เนื้อทองนอนห่างออกมา น้ำตาไหลพราก
       ปาดน้ำตาปาดแล้วปาดอีก ภาพที่เนียนโดนใส่กุญแจมือคาตาอยู่อย่างนั้น
       “แม่เนียนจ๋า”
       ส่วนทองจันทร์หงุดหงิดมาก ภาพตอนช้อยมาบอกว่า เทิดศักดิ์อาจไม่ใช่ลูกชายท่านขุนผุดขึ้นมาอีก
       “นางช้อยมดเท็จ รึว่ามันพูดจริง ถ้านางช้อยพูดจริง สนมันก็ต้องจำนนบอกว่าไม่เห็นเนียน”
       ทองจันทร์ถอนใจ เนื้อทองก็ถอนใจตาม
      
       กลางดึก สนนอนไม่หลับ เหตุการณ์ที่ทองจันทร์บอกว่าช้อยมารายงานเรื่องเทิดศักดิ์ไม่ใช่ลูกท่านขุน ผุดขึ้นในหัว
       “อีแก่มึงทำให้กูจนตรอก กลับคำช่วยอีเนียน”
       พอเผลอหลับ สนก็เห็นวิญญาณร้ายที่เคยฆ่า มาเป็นโขยง เริ่มมาจากเหิมเดินถือมีดพุ่งเข้ามาหาจะฆ่าสน
       “อีสน มึงต้องตาย กูคือผัวคนแรกของมึง มึงหักหลังกู ทำไม”
       สนตกใจอ้าปากจะกรีดร้อง แต่กลัวเสียงดัง เอามือปิดปากตัวเองไว้ทัน
       “ไอ้เหิม มึงไปนรกเถิด อย่ามาตามรังควาญกูนะ”
       สนนั่งตาค้างไม่ยอมหลับ แต่พอเวลาผ่านไปสนดันเผลอจะหลับอีก
       คราวนี้ไอ้หวานมาเหยียบอกสน
       “มึงฆ่ากูทำไม อีคุณนายสน กูทำอะไรให้มึง กูรับใช้มึงแท้ๆ”
       สนสะดุ้ง พรวดลุกจะวิ่งหนี
       “ไอ้หวาน มึงปากเสียเอง ใครจะช่วยมึงได้”
       สนนั่งหอบ แต่เผลอฟุบหลับไปอีก
       คราวนี้เป็นผีสายกับเสริมเข้ามาพร้อมด้วย จานยาพิษ เสริมบีคอสน สายกรอกยาพิษ
       “อีคุณนายใจอำมหิต หลอกใช้กู แล้วฆ่ากู นี่แน่ยาพิษ”
       “กูประจานมึงไปแล้วว่า มึงมาเช่าเรือกูให้ไปฆ่าอีฝาแฝด”
       สนเอามือกุมคอตัวเองร้องโวยวาย
       “อย่า อย่าไม่ไม่นะ”
       สนดิ้นไปมาวิ่งวนรอบห้อง
      
       เทิดศักดิ์นอนหลับอยู่ถึงกับสะดุ้ง เพราะเสียงตึงตังจากข้างห้อง เทิดศักดิ์ลุกพรวด
       “คุณแม่ เสือหนักมาทำร้ายคุณแม่”
       เทิดศักดิ์วิ่งออกไป
       สนวิ่งวนไปมาหน้าตาถมึงทึง คล้ายคนบ้ามากขึ้น
       “ไปนะไปให้พ้น”
       สนผมเผ้ากระเซิง เทิดศักดิ์เปิดประตูเข้ามา ปราดมาดึงโอบไว้
       “มันอยู่ไหนครับ คุณแม่” เทิดศักดิ์ส่ายตาหา
       สนได้สติ มามุกเก่า “แม่ละเมอ”
       “ละเมออีกแล้วหรือครับ ละเมอทำร้ายตัวเองเสียด้วย ไม่มีใครแอบมาทำร้ายคุณแม่จริงๆ หรือครับ”
       “ไม่มี ไม่มีจริงๆ ลูก แม่บอกว่าละเมอ ก็ละเมอสิ กลับไปห้องลูกนะ”
       “ผมอยากอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่”
       “นะ อย่านะ ไม่ต้อง”
       “ผมห่วงคุณแม่นะครับ คุณแม่ครับ ผมรักคุณแม่เทิดทูนคุณแม่มากที่สุดกว่าใครในโลกนี้ยกเว้นไว้เพียงคุณพ่อเท่านั้น”
       สนน้ำตาร่วงพรูร้องไห้โฮ กอดลูกเอาไว้
       “แม่ก็รักลูกยิ่งเสียกว่าชีวิตของตัวเอง แม่ไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายลูกมากล่าวร้ายให้ลูกเสีย ว่ามันคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม”
       สนทำหน้าดุดันจนเทิดศักดิ์กลัวในใจ
       “คุณแม่พูดน่ากลัวเกินไป ใครจะมาใส่ร้ายผมกันครับ ผมเป็นลูกขุนภักดีภูบาล รู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แล้วยังจะมีใครบังอาจครับ”
       สนยิ่งร้องไห้ พร่ำพูดไม่หยุด
       “แม่รักลูกๆๆๆจำไว้ว่าแม่รักลูกแม่จะทำเพื่อลูกนะเทิดศักดิ์”
       “คุณแม่มีอะไรในใจไม่สบายใจใช่ไหมครับ”
       สนส่ายหน้าดุนหลังเทิดศักดิ์ให้ออกไปจากห้อง
       “ขืนให้อยู่ในห้องด้วยกันกูเผลอหลุดคำพูดมัดตัวเองออกมา ลูกมิจับกูเข้าตะรางเองรึนั่น”
       สนนั่งหอบแฮ่ก
      
       แดงน้อยใจลอยไปถึงเนียน นึกถึงภาพเนียนยืนมองแดงน้อย ผ่านลูกกรง
       “น้าเนียนครับ ผมอยากช่วยน้าเนียนใจแทบขาด ทำไมน้าเนียนไม่ยอมให้ความร่วมมือสักนิด”
       แดงน้อยซบหน้ากับฝ่ามือ ตาแดงกล่ำ
      
       ส่วนสนนังพิงผนังห้องนอนปากก็พร่ำในมือถือมีดเอาไว้
       “อย่ามากันนะ พวกมึงอย่ามากันอีกนะ”
       แล้วสนก็เผลอหลับจนได้ และฝันร้ายอีก
       ฝันเห็นเรือพายลำหนึ่งพายมา ที่ท่าน้ำ ที่สนยืนอยู่ คนพายปิดหน้าไว้
       “ใครน่ะ”
       คนพายเรือปลดผ้าออก เป็นหน้าช้อยตาเถลือกถลน เลือดเต็มหน้า
       “กูจะมาเอาชีวิตมึงคืน อีสน คนใจอำมหิต”
       ช้อยกระโดดขึ้นฝั่งมาแบบผี มาถึงตัวสน
       “ว๊าย”
       ช้อยมาจิกหัวสน จนหน้าหงาย เห็นถม เสริม สาย หวาน เหิม วิ่งกรูมาบนท่าน้ำมารุมทุบตีสน
       “แอร๊ย” สนกรี๊ด
       เทิดศักดิ์พรวดเข้ามาอีก เห็นสนกำลังดิ้นไปมาที่พื้นแถมในมือถือมีดทำท่าจะจ้วงแทงตัวเอง
       “คุณแม่”
       เทิดศักดิ์ไปแย่งมีดไว้ได้ทัน สนร้องไห้ เทิดศักดิ์กอดแม่ไว้
       “แม่ แม่…”
       “ครับ คุณแม่ละเมออีกแล้ว คุณแม่ไล่ผมไปไม่ได้อีกแล้ว ต่อไปนี้ ในบ้านต้องไม่มีมีด แม้แต่เล่มเดียวแล้วครับ”
       สนหอบจนตัวโยน น้ำตาไหล กลัวจับขั้วหัวใจ
       “แม่ แม่ พรุ่งนี้แม่จะไปหาคุณย่าทองจันทร์”
       “ไปทำไมหรือครับ”
       “ไม่มีอะไร แค่ไปหาไปคุยกันปกติ ขอธูปสักสามดอกสิลูก”
       ครู่ต่อมาสนพนมมือพึมพำมีธูปจุดแล้วในมือ
       “พวกแกทั้งหลาย ชั้นขอโทษ อย่าตามมารังควาญชั้นอีกเลย พรุ่งนี้ชั้นจะทำความดี ไปบอกอีแก่ทองจันทร์ ว่าชั้นรับปากบอกว่าไม่เห็นอีเนียนกับลูกเทิดศักดิ์ และแดงน้อย”
      
       สนก้มลงกราบ เทิดศักดิ์ดึงธูปจากมือสนออก ไม่รู้ดอกว่าแม่สวดมนต์ว่ากระไร


  


       เช้าวันต่อมาเรียมแต่งตัวสวยเตรียมออกจากบ้าน ทานตะวันเดินมาทักถาม
      
       “คุณแม่จะไปไหนหรือคะ”
       “แม่จะไปขอประกันตัว น้าเนียน”
       “คุณแม่ จะไปทำไมให้อับอายขายหน้า ไม่มีใครให้ประกันมันดอกค่ะมันฆ่าคนตายโดยเจตนานะคะ อย่าไปนะคะ”
       “แม่จะไป หนูอี๊ดไม่ต้องมาห้ามแม่ ความจริงแล้ว หนูอี๊ดนั่นแหละควรจะไปด้วย”
       “พูดอะไรคะ มันไม่ใช่แม่หนูสักหน่อย”
       “เนียนให้ชีวิตใหม่กับหนู”
       “นี่คุณแม่ลำเลิกบุญคุณหนูแทนมันอีกแล้ว”
       เรียมเบื่อจะพูด โบกมือไล่
       “ไปให้พ้น ไปไหนก็ไป”
       เรียมเดินลงเรือนไปทานตะวันมองตามตาคว่ำ ไม่พอใจ
       “นี่คุณแม่จะให้เราทำตัวราวกับติดหนี้ชีวิตยัยเนียนให้จงได้ รึทุกคนเป็นอะไรกันไปหมด แม่สนก็ลุกขึ้นมา อวดดีกำแหงใส่พี่แดงน้อย ก็เรียกชื่อคุณทานตะวันเต็มยศราวกับเหินห่างกันเต็มประดา คุณย่าก็หมางเมิน”
       ทานตะวันหงุดหงิดไปหมด
      
       ทองจันทร์มองเนื้อทองที่ยังน้ำตาคลอ กำลังจะไปกับเรียม
       “ยัยติ๋ว นั่นคุณเรียมมารับแล้ว รีบพากันไปขอประกันตัวแม่เรา”
       “ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ คุณย่า”
       “รีบไปกันแต่เช้าจะได้รีบทำเรื่อง เนียนจะได้กลับมาบ้านกันวันนี้”
       สนเดินหน้าตาอิดโรยขึ้นเรือนมา ดูราวกับคนอดนอนมาทั้งคืน
       “อ้าว แม่สนมา แม่เรียมเขาจะไปขอประกันตัวเนียนมันพอดีย่ะ”
       สนร้อง “อ้อ”
       เรียมพาเนื้อทองออกไป สนมองตามแล้วนั่งลงไหว้ทองจันทร์
       “จะมาต่อว่าอะไรชั้นอีกรึ แม่สนคนเก่ง คนฉลาด”
       “สนจะมาบอกคุณแม่ว่า สนตกลงค่ะ”
       “ตกลง นี่ชั้นฟังไม่ผิดนะยะ”
       “ค่ะ สนตกลง จะกลับคำว่าสนไม่เห็นเนียนที่ศาลาดอกค่ะ”
       “ขอบใจย่ะ แต่การที่หล่อนตัดสินใจเช่นนี้เพราะที่นางช้อยบอกชั้นเรื่องตาเทิดศักด์นั่นมันจริงรึ”
       ในใจสนคั่งแค้นสุดๆ ทำได้แค่คำรามในคอ
       “อีแก่ มึงรังแกลูกกู” แต่ออกเสียงอีกคำ “หามิได้นะคะ สนแต่อยากทำอะไรดีๆ ให้เนียนบ้าง เท่านั้นแหละค่ะ”
       “ขอบใจแทนเนียนมันนะ เรื่องตาเทิดศักดิ์นั่น ชั้นไม่ทำจริงจังดอกนอกจากแม่สนคิดร้ายหมายขวัญคนอื่นผิดๆ อีก หายกันนะ”
       สนคิดในใจ “ไม่หายดอก อีแก่” แต่พูดอีกอย่าง “เอ้อ ค่ะหายกันค่ะ”
       “แล้วจะไปบอกเมื่อไหร่กันเล่ายะ เร่งๆ หน่อยนะยะ แม่เนียนจะติดตะรางโดยไร้ความผิดย่ะ”
       “คือสนเพิ่งบอกความจริงไปแหม็บๆ จู่ๆ จะให้สนกลับคำหน้าตาเฉยใครจะเชื่อสนง่ายๆ คะ ขอเวลาสนอีกสักวันสองวัน สนพูดแน่ไม่ผิดคำดอกค่ะ”
       “ดีละ ตกลงตามนี้ ขอให้แสนเจริญๆ นะยะ”
       สนไหว้ในใจแช่งชัก
       “รักอีเนียนกันหนักหนา น่าจะส่งยาพิษไปให้มันแท้ๆ”
      
       ตอนเช้าวันนี้ เนียนยืนนิ่งมองผ่านลูกกรงออกไป เห็นเนื้อทองเดินตรงเข้ามากับเรียม เนียนไหว้ทักเรียม
       “คุณเรียม หนูติ๋ว”
       “แม่จ๋า”
       “ชั้นเอาข้าวมาให้เนียนกินจ้ะ อย่าไปไว้ใจใครที่มันฝากมาให้ถ้าไม่ใช่ชั้นหรือหนูติ๋วมาเองเด็ดขาดนะ”
       “เจ้าค่ะ ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ”
       “แม่จ๋า” เนื้อทองน้ำตาร่วงพรู
       “หนูติ๋ว อย่าร้องไห้ แม่บอกไว้อย่างไร อย่าร้องไห้สิลูกรัก”
       เนื้อทองส่ายหน้า
       “หนูติ๋วทำข้าวห่อเอามาให้แม่เนียนกินนะ”
       เนื้อทองกับเรียมถือข้าวห่อใบตองมาให้ตำรวจ แล้วส่งให้เนียน เนียนจะส่ายหน้า
       “แม่จ๋า กินนะจ้ะ กินเถิด หนูทำเองกับมือจ้ะ”
       “แม่จะกินจ้ะ”
       เนียนพยายามฝืนยิ้มให้สองคนทั้งน้ำตา
       “หนูติ๋ว อยู่กับแม่ตรงนี้ คุณนายแม่จะไปพบพี่เทิดศักดิ์กับนายอำเภอ”
       เรียมว่าแล้วเดินออกไป เนียนกับเนื้อทองมองตาม
      
       เทิดศักดิ์กับแดงน้อยอยู่ในห้องทำงานเทิดศักดิ์บนโรงพัก เรียมมาขอประกันตัวเนียน
       “คุณนายแม่ครับ คดีแบบนี้ เขาไม่ให้ประกันตัวกันดอกครับ”
       “โธ่ เทิดศักดิ์ก็รู้อยู่ว่า เนียนไม่หนีไปไหน ถ้าหนีเขาจะกลับมาทำไมการกลับมาของเนียนก็แสดงให้รู้กันอยู่แน่ๆว่าเนียนไม่ได้ทำ”
       “ครับ คุณนายแม่ น้าเนียนน่าจะไม่ได้ทำ แต่อย่างที่เทิดศักดิ์บอกนั่นแหละครับ ว่าคดีอย่างนี้ไม่มีใครกล้าให้ประกันตัวดอก” แดงน้อยเสริม
       “โธ่ แล้วจะช่วยได้อย่างไร จะมีใครมีอำนาจให้ประกันตัวได้ไหม”
       สองคนมองหน้ากัน แล้วบอก
       “ข้าหลวงครับ”
       “พี่เทพ”
       “ครับ” สองคนบอก
       เรียมถอนใจ
      
       ด้านเนียนกับเนื้อมองหน้ากันผ่านห้องขัง
       “หนูสงสารแม่ หนูเสียใจ หนูใจจะขาดแล้วแม่เนียนจ๋า”
       “แม่ก็สงสารหนู ห่วงใยหนู แต่ถ้าหนูมัวพะวงเรื่องนี้มากเกินไปงานการที่หนูต้องรับผิดชอบ ต่อคนอื่นส่วนใหญ่จะเสียหายนะลูกรัก”
       “หนูอยากกอดแม่ หนูอยาก…”
       “ยื่นมือมาสิลูก กอดไม่ได้ จับไม่ได้ เราก็แตะมือกัน นะลูก”
       “จ้ะแม่เนียน”
       เนื้อทองพยายามยื่นมืออยากจับแม่ เนียนยื่นมืออยากจะจับติ๋วแต่ไม่ถึงกัน ในที่สุดก็แตะกันได้แค่ปลายนิ้วของแต่ละคน มือแตะกัน
       “หนูติ๋วจ๋า แม่ส่งความรักความห่วงใยของแม่ผ่านปลายนิ้วไปให้ลูกแล้ว หนูรู้สึกไหมจ้ะ”
       “รู้สึกจ้ะแม่เนียน หนูก็ส่งความรักความห่วงใยของหนู ผ่านปลายนิ้วของหนูไปให้แม่เช่นกันจ้ะ หนูรักแม่”
       “แม่ก็รักหนูจ้ะ รักแม่ ยิ้มให้แม่สิลูกรัก”
       “จ้ะหนูยิ้มแล้ว หนูจะเก็บยิ้มของแม่ไปไว้ แม้ในความฝันของหนูจ้ะ”
       “แม่ก็จะเก็บรอยยิ้มของหนูไว้ในทั้งยามฝันและยามตื่นของแม่ตลอดไปจ้ะ”
       “แต่ความจริงอีกสักครู่ แม่ก็จะได้ประกันตัวแล้วนะจ๊ะ”
      
        สองคนแม่ลูกสบตากันน้ำตาร่วง ยิ้มให้กันทั้งน้ำตา


       สามคนเดินมาด้วยกันก่อนจะถึงหน้าห้องขัง เรียมนั้นหน้าตาสิ้นหวังไปแล้ว ส่วนแดงน้อยกับเทิดศักดิ์หน้าเครียด สามคนหยุดมองเนียนกับเนื้อทอง อึ้งและสะท้อนใจกับภาพสองแม่ลูกตรงหน้าที่เห็น
      
       “โธ่ เนียน ชั้นขอโทษ ชั้นเสียใจที่ช่วยเนียนไม่ได้”
       “น้าเนียน น้องติ๋ว โธ่”
       “น้องติ๋ว น้าเนียน ผมอยากช่วยเหลือเกิน”
       “น้าเนียนใจแข็งนัก ไม่ยอมเอ่ยถึงคนที่น้าเนียนมารอพบ” แดงน้อยครวญ
       “รึจะเป็นคนเดียวกันกับที่เนียนพบเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว”
       สามคนเดินตรงไปห้องขัง
      
       พอทั้งสามเดินมาถึง เนื้อทองหันมามอง แล้วถามด้วยสีหน้าดีใจ
       “พี่เทิดศักดิ์กับพี่แดงน้อยให้ประกันตัวแม่เนียนได้แล้วใช่ไหมคะ”
       “เอ้อ...พี่ พี่ขอโทษ”
       “เราสองคนเสียใจ”
       “หมายความว่า...โธ่ แม่จ๋า”
       “ชั้นจะต้องพยายามต่อไป รอให้พี่เทพกลับมาก่อน”
       “แม่เนียน” เนื้อทองร้องไห้โฮ “ทำไมแม่ต้องพบแต่เรื่องเลวร้ายตลอดเวลา”
       “แม่ยึดมั่นในความดี สักวัน ฟ้าดินจะปกป้องแม่ เช็ดน้ำตาไปสอนหนังสือเถิดลูก หนูติ๋ว ลูกศิษย์รอหนูอยู่”
       “เนียนจ๊ะ ถ้าเนียนยอมบอกว่าเนียนมารอพบใครนั่นแหละผู้กำกับจึงจะยอมให้ประกันตัว ขอร้องนะเนียน” เรียมว่า
       “เนียนบอกไม่ได้ค่ะ ขออยู่ในนี้ดีที่สุดค่ะ”
       “ถ้าเช่นนั้นเราก็ต้องรอให้พี่เทพกลับมาจากบางกอก แล้วให้พี่เทพมาพูดกับเนียนเอง”
       “เอ้อ อย่าไปรบกวนท่านเลยค่ะ หนูติ๋วจ๊ะ แม่บอกว่าอย่างไร กลับไปสอนหนังสือเถิด นั่นคือภาระหน้าที่ของหนู”
       “ค่ะ...แม่เนียน”
       เนื้อทองไหว้ลาแม่ และไหว้เรียม
      
       ด้านเทิดศักดิ์สั่งการหมู่เติมหาหลักฐานเพิ่ม
       “หมู่เติมไปสามชุก ไปสืบว่าน้าเนียนออกจากสามชุกแล้วไปไหน”
       “ครับ หมวด”
       “ไปเลยทันทีเดี๋ยวนี้”
       “ครับ หมวด อ้อ แค่จะให้สืบว่าไปไหน ไม่ให้สืบว่าหาใคร ไปทำอะไรดอกหรือครับหมวด”
       “ฉลาดมาก ไปสืบอย่างที่หมวดสงสัยนั่นละ แล้วรีบกลับมาให้ไว”
       “ครับ”
       หมู่เติมวันทยหัตถ์แล้วรีบออกไป เทิดศักดิ์ครุ่นคิด
       “เราต้องช่วยน้าเนียนให้ได้ เราต้องไม่ผิดพลาดด้วยการเอาคนบริสุทธิ์มาลงโทษ”
       เทิดศักดิ์มีความหวังจะช่วยเนียนให้ได้
      
       ฝ่ายทองจันทร์ถอนใจเมื่อฟังเรียมเอ่ยจบ
       “เนียนมันเป็นอย่างนี้เสมอสิน่า เอาเถิด แม่สนมันรับปากจะกลับคำพูดเสียใหม่ว่า มันไม่ได้พบเนียนดอก”
       “คุณแม่ขา แต่เนียนยอมรับไปแล้วนี่คะ ว่ามาที่ท่าน้ำบ้านเราจริงแล้วเทิดศักดิ์ แดงน้อยจะเชื่อหรือคะ”
       “ก็นั่นน่ะสิทำไมมันวัวพันหลัก กันถึงเพียงนี้”
       “คงต้องรอพี่เทพกลับมาค่ะ”
       สองคนทุกข์ร้อนไปกับเรื่องเนียน
      
       ทานตะวันลงทุนมาขอพบเนื้อทองที่โรงเรียน
       “คุณหนูอี๊ดมาพบชั้นมีอะไรหรือคะ”
       “มีสิ มีมากด้วย”
       “เชิญค่ะ”
       “ลาออกจากการสอนที่โรงเรียนนี้ซะ แล้วไปซุกซ่อนตัวที่ไหนก็ไป”
       “คุณหนูติ๋ว ชั้นลาออกอยู่แล้วค่ะ หลังจากปิดเทอมใหญ่นี้”
       “แต่แกก็จะไปเป็นเจ้าของโรงเรียนใหม่นั่น ชั้นถึงต้องตัดไฟแต่ต้นลมด้วยการให้แกไปอยู่ที่อื่น โรงเรียนนั่น ชั้นหาคนมาจัดการเองก็ได้”
       “แต่ชั้นต้องกลายเป็นคนเหลวไหล”
       “เหลวไหล ดีกว่าอกตัญญู แม่แก ทำให้บ้านชั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงมามากพอแล้ว แต่ครั้งนี้มันยิ่งใหญ่เลวร้ายหนักหนา ถึงขั้นฆ่าคนอื่นตาย”
       “แม่เนียนไม่ได้ฆ่าใครตายค่ะ ทำไมไม่คิดบ้างว่า คนที่ฆ่ายัยช้อยอาจเป็นคนเดียวกับที่ฆ่านายสายตายบ้างก็ได้ค่ะ”
       “เอ๊ะ แกอย่ามายักท่านะ แม่แกกับแกมันกินบนเรือนขี้บนหลังคาเนรคุณแกสัญญามาสิ ว่าถ้าแม่โดนประหารชีวิตแกต้องไปอยู่ที่อื่น พ่อแม่ย่าชั้นอุ้มชูให้ปันแกสองคนมานานมากพอแล้ว เห็นแก่พวกเราสักครั้ง จะให้ชั้นกราบแกก็ได้นะ”
       ทานตะวันทำท่าราวกับจะมากราบจริงๆ เนื้อทองรีบลุกถอยหลังส่ายหน้า
       “อย่านะคะ อย่าทำนะคะ”
       “ถ้าเช่นนั้นทำไมไม่สัญญาเล่า”
       “ขอเวลาชั้นตรึกตรองสักสองสามวันค่ะ”
       “ชั้นจะให้เวลาแกสามวัน ยังมีอีก เรื่องพี่แดงน้อย หยุดให้ท่าเขาสักที”
       “ชั้นไม่ได้...” เนื้องทองยังพูดไม่ทันจบ ทานตะวันสวนออกมา
       “อย่ายุ่งกับเขา อยู่ให้ห่างเขาเข้าไว้ อย่าทำตัวเป็นวันทองสองใจแกอยากได้พี่เทิดศักดิ์ ก็ช่างหัวพี่เทิดศักดิ์กับแก แต่พี่แดงน้อย บอกมานานแล้วตั้งแต่ก่อนชั้นไปนอก ว่าชั้นจอง”
       “ค่ะ”
       “อย่าค่ะแค่ปาก ทำตามด้วยย่ะ”
       แล้วทานตะวันก็เดินจากไป เนื้อทองนั่งซึม เพื่อนครูเดินมาหา
       “ครูติ๋ว คนที่หน้าตาคล้ายเธอคนนั้น ใช่คุณทานตะวันเจ้าของร้านเสริมสวยโก้หรูที่สุดในเมืองเราใช่ไหม”
       “ใช่จ้ะ”
       “หยิ่งมาก แขกมาทำผมที่ร้าน หล่อนมองเสื้อผ้า เครื่องประดับกำพืดก่อนถ้าคนธรรมดาอย่างเราๆ หล่อนไม่สนใจ ถ้าเป็นพวกคุณนายทั้งหลาย หล่อนยิ้มแย้มให้ ไม่ง้อลูกค้าแบบนี้ เห็นทีจะล่องแม่น้ำหายไปออกทะเลสักวัน ร้านเจ๊งแน่ๆ”
       เนื้อทองไม่พูดอะไรต่อฟังอย่างเดียว
      
       ที่หน้ากระทรวงมหาดไทยบางกอก เอกเปิดประตูรถ ท่านขุนพูดยิ้มๆ ก่อนจะก้าวขึ้นรถ
       “กลับบ้านสักที มาหลายวันแล้ว คิด…”
       “คิดถึงใครรึขอรับ” เอกแกล้งถาม
       “เงียบนะไอ้เอก แกนี่ยิ่งแก่ยิ่งลามปาม รีบออกเดินทางอยากให้ถึงบ้านเต็มแก่แล้ว”
       ขุนภักดีก้าวขึ้นรถ แล้วชะงัก
       “ลืมอะไรหรือขอรับ”
       “ลืมไปว่าน่าจะซื้อของกำนัลสักหน่อย”
       “ของกำนัล” เอกยิ้มอย่างรู้ทัน
       “ไม่ต้องมายิ้มรู้ทัน ไปห้างประจำที่ชั้นซื้อของจากเมืองนอก”
       “ขอรับ แต่มันจะทำให้ท่านขุนถึงบ้านค่ำไปนิดหน่อยนะขอรับ”
       ขุนภักดีเงียบ เดินขึ้นค้นของในรถ เอกขึ้นมาประจำที่คนขับ ท่านขุนยิ้มพึมพำกับตัวเอง
       “เนียน กลับถึงบ้านจะขอพบเนียนเป็นคนแรก เพื่อบอกเรื่องหนูติ๋วที่ค้างไว้วันก่อนให้จบ จะให้ของกำนัล รับขวัญเนียน เนียนจะได้หมดทุกข์ หมดโศกเสียที”
      
       ท่านขุนยิ้มอีก สีหน้าเบิกบานใจเหลือแสนเมื่อนึกถึงหน้าเนียน


  


       ด้านเนียนนั่งสงบนิ่งอยู่ในห้องขัง ใคร่ครวญครุ่นคิด
      
       “ถึงจะต้องมาตายไปตอนนี้เพราะ โดนใส่ร้ายป้ายสี ก็ไม่หวั่นเกรงเสียดายชีวิตอีกแล้ว พี่ขุนเข้าใจเนียน ดีต่อเนียน เมตตาเนียนเช่นเดิมแล้ว ลูกทั้งสอง มีชีวิตยู่ต่อไปไม่ยากลำบาก เพียงแค่นี้ชีวิตชาวนาจนๆ อย่างเนียนก็พอใจแล้ว”
       เนียนปาดน้ำตา
       “นางเนียน นายอำเภอมาเยี่ยม” ตำรวจเวรบอก
       “ลูกแดงน้อยมาเยี่ยมแม่”
       เนียนอุทานออกมาเบาๆ ยิ้มออกมาได้ รีบปาดน้ำตา
      
       แดงน้อยไหว้อย่างนอบน้อม เนียนรับไหว้ มองแดงน้อยนัยน์ตาเจิดจ้า ดีใจมาก
       “น้าเนียนครับ ผมมากราบวิงวอนน้าเนียนอีกครั้ง”
       “เรื่องอะไรหรือคะ นายอำเภอ”
       “น้าเนียนกรุณาบอกผมมาว่าน้าเนียนมารอพบใคร เพื่อการรอดพ้นจากการกล่าวโทษผิดๆ ในครั้งนี้”
       “นายอำเภอมั่นใจว่านี่คือการกล่าวโทษผิดๆ นายอำเภอคิดว่าน้าไม่ได้ฆ่ายัยช้อย” เนียนตื้นตันใจนักแล้ว
       “ครับ ผมและเทิดศักดิ์มั่นใจมาก ว่าน้าเนียนไม่ได้ฆ่ายัยช้อย ผมจึงอ้อนวอนน้าเนียนครั้งแล้วครั้งเล่า”
       “น้าดีใจ น้าภูมิใจ น้ามีความสุขมาก ที่นายอำเภอไม่ได้คิดว่าน้าทำความผิด ขอบคุณ ขอบคุณมากที่สุด ไม่มีอะไรน่าดีใจมากไปกว่านี้ ที่นายอำเภอมั่นใจว่าน้าบริสุทธิ์”
       แดงน้อยให้นึกแปลกใจว่าทำไมเนียนพูดไปคนละเรื่องคนละราว
       “น้าเนียนครับ นั่นไม่ใช่ข้อใหญ่ใจคามที่ผมมาขอร้องวันนี้ดอกนะครับน้าเนียนครับ ถ้าผมจับคนผิดมาลงโทษ ผมก็บาป น้าเนียนช่วยผมกับเทิดศักดิ์ไม่ให้ก่อกรมทำเข็ญกับคนที่เราเคารพรักผิดๆ นะครับ”
       เนียนนิ่งไปกับคำขอร้องนั้น
       “น้า เอ้อ...น้าสัญญากับเขาเอาไว้ ว่าจะไปพูดเรื่องนี้ น้าไม่อาจกลับคำพูดที่ให้ไว้กับเขาดอกค่ะ ขอประทานโทษนายอำเภอด้วยนะคะ”
       “โธ่ นี่น้าเนียน ยอมรับผิดเพื่อรักษาคำพูด ไม่คุ้มกันเลยนะครับ ถ้าคนๆ นั้นเขาทราบอย่างนี้เขายังจะยอมให้น้าเนียนลำบากเพราะปกป้องเขาอีกหรือครับ”
       เนียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ
       “น้าอยากนั่งสมาธิ ทำใจให้สงบ ขอโทษด้วยนะคะ นายอำเภอ”
       เนียนเดินหลบไปนั่งเงียบๆ แดงน้อยจนใจ หนักใจสงสารเนียนมาก
      
       ด้านสนทุรนทุรายหนัก คิดไม่ตก เดินวนเวียนไปมาบ่นบ้าอยู่คนเดียว
       “ไปบอกผู้กำกับว่าเราไม่ได้พบอีเนียน หรือไม่ไปบอกดี ถ้าไปบอกก็เท่ากับเรากลับคำพูด ถ้าไม่บอกอีแก่ก็แฉโพย เปิดโปงลูกเทิดศักดิ์สมบัติชิ้นล้ำค่าชิ้นเดียวในโลกของเรา โอ๊ย..ทำไมอีสนถึงจนปัญญาถึงเพียงนี้ ทำไมอีแก่ทองจันทร์มันต้องมาบีบคั้นให้กูสิ้นท่าเพื่อให้อีเนียนรอด”
       สนว้าวุ่นหนัก
      
       เหตุการณ์ที่บ้านแพน โพล้งกับแพร กำลังถกเถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระตามเคย
       “ชั้นว่า เนียนมันกำลังมีความสุข เพราะท่านขุนเมตตามันแล้ว” โพล้งเปิดประเด็น
       “ลูกนางช่างเดา เดี๋ยวจะกลายเป็นเดาสุ่มเข้าจนได้”
       “ลูกนางช่างขัดคอ คอยจ้องแต่จะขัดคอ กันทั้งวันทั้งวี่”
       ยายอ่อนเดินหน้ามุ่ยเข้ามาหา มาถึงก็ร้องโวยวาย
       “โอ๊ย วุ่นวายขายปลาช่อนไม่เลิกไม่ลาสักที กะอีที่ดินสิบไร่ของเนียนมันนี่แหละ”
       “มีอะไรอีกรึ”
       “เนียนมันเซ็นมอบอำนาจเรียบร้อยแล้วนี่ ชั้นก็ไปจัดการให้แล้ว” แพรบอก
       “เนียนมันเซ็นมอบเรียบร้อย แต่คนที่มันยกที่นาให้นี่สิ ยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง”
       สองคนมองหน้ากัน
       “แกสองคนอย่ามาทำไขสือปิดบังกันดีกว่า แหม...ทำไม่รู้เรื่องว่าเนียนมันโอนที่นาให้พ่อแดงน้อย”
       สองคนมองหน้ากัน ติดอ่างพูดไม่ออก
       “เอ้อ...”
       “ถึงพูดไม่ออกเลยรึ ถามจริง แกสองคนจะปิดบังชั้นไปทำไม อย่านึกว่าชั้นโง่นา”
       “ก็ไม่ได้คิดจะปิดบัง ก็เนียน มันไม่อยากให้เอิกเกริก” โพล้งว่า
       “ก็ถ้ามาลับๆ ล่อๆ นี่แหละ เรื่องมันจะบิดเบี้ยวไปว่าเนียนยกที่นาให้แดงน้อย เพราะว่าแดงน้อยเป็นลูกของเนียน ที่เกิดจากเสือหนัก เอาง่ายๆ นา”
       แพรฉุน “ปากเริ่มเสียแล้วไง ยายอ่อน”
       “ก็ชั้นอ่อนอกอ่อนใจนี่นา รู้หรอกน่าว่าแดงน้อยน่ะเกิดจากผัวชื่อไอ้แดง มันตายไปตอนไอ้แดงเกิดพอดีเนื่องจากโดนรถชน”
       โพล้งกับแพรอ้าปากหวอ ข้อมูลยายอ่อนเป๊ะ ขณะที่ยายอ่อนยกมือปัดที่ปากสองคน
       “โอ้โฮ”
       “ก็ชั้นไปสืบมาจากนางน้องสาวแกนั่นแหละ มันสาธยายหมดเปลือก หมดไส้หมดพุง ยังคิดจะโกหกปิดบังกันอีกไหม”
       สองคนพยักหน้าจ๋อยๆ
       “นางแพร แกสั่งทุกคนให้ปิดยกเว้นน้องสาวแก”
       “เอ๊ะ ก็ยายอ่อนแกรู้ไปถึงก้นกบก้นกอย อย่ามาต่อว่ากันต่อสิน่า”
       “แกสองคนอย่ามัวมาเถียงกัน แกสองคนต้องรีบไปจัดการเรื่องพ่อแดงน้อยให้เขาโอนที่นาให้ชั้นอีกต่อให้เรียบร้อย”
       สองคนมองหน้ากัน
      
       จังหวะนี้หมู่เติมเดินพรวดพราดเข้ามา สามคนตกใจ
       “ตำรวจ”
       “หนี” โพล้งว่าทำท่าจะลุก
       “แกทำอะไรผิดรึ”
       “ไม่ต้องหนี หมวดเทิดศักดิ์ท่านให้มาถามว่า นางเนียนออกมาจากสามชุกแล้วไปไหน ผมสืบได้ความมาว่า แกมาที่บ้านแพน” หมู่เติมรีบบอก
       “เอ้อ...แล้วทำไมต้องสืบด้วยว่าเนียนไปไหนมาไหน” แพรแปลกใจ
       โพล้งหัวหมอ “ทำไมต้องมารุกรานสิทธิ์ส่วนตัวกันด้วย”
       “ก็เพราะว่านางเนียนกำลังหมดสิทธิ์ส่วนตัวอยู่น่ะสิ” หมู่เติมบอก
       สามคนงง ถามพร้อมกัน “ทำไมรึ”
       “นางเนียนเป็นผู้ต้องหาฆ่านางช้อยคนสนิทของคุณนายสนตาย”
       สามคนร้อง “หา”
       “ตอนนี้นางเนียนอยู่ในตะราง”
      
       คราวนี้ยายอ่อน โพล้ง และแพรต่างตกตะลึงอุทานประสานเสียง “เนียน”


  


       สนตัดสินใจพาตัวเองมาที่โรงพัก และเวลานี้ผู้กำกับกำลังไหว้สนอยู่
      
       “สวัสดีครับ คุณนายสน มีอะไรให้ผมรับใช้ครับ คุณนาย”
       “ไม่มีดอกผู้กำกับ แต่ชั้น ชั้นเอ้อจะมาพบเรื่องคดีของเนียน คนรับใช้ที่บ้าน ที่มันชื่อนางเนียน”
       “อ้อ จะมาเยี่ยมนางเนียน หรือครับ เชิญ ๆๆ ครับ”
       “เปล่า จะมาบอกผู้กำกับเรื่องที่ชั้นบอกหมวดเทิดศักดิ์ลูกชายไปว่าชั้นพบเนียนมัน เช้ามืดวันเกิดเหตุน่ะ”
       “ครับ ครับ ดีมาก มันเป็นหลักฐานมัดตัวนางเนียนแน่นดิ้นไม่หลุด”
       “แต่ว่าความจริง ชั้นมาย้อนนึก ที่ชั้นพบเห็นเนียนมันน่ะคนละวันกันต่างหาก”
       ผู้กำกับงง “อ้าว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ยุ่งกันใหญ่สิครับ”
       “ชั้นไม่รู้ดอกว่าจะอย่างไร แต่ชั้นมาบอกแค่นี้แหละ ชั้นน่ะใจบุญสุลทานเกรงว่าจะเป็นสาเหตุให้เนียนมันติดตะราง”
       “ใจบุญแท้ๆ แต่ถ้าคุณนายไม่ได้พบ เพราะจำวันผิด เหตุใดนางเนียนจึงรับสารภาพว่าคุณนายพบนางจริงครับ ตกลงนี่นางเนียนยอมโกหกให้ตนเองติดตะรางหรือครับ”
       “โฮ้ย...ชั้นไม่รู้เรื่องแล้ว ผู้กำกับ เอาเถิด ชั้นมาบอกตามนี้ ชั้นต้องขอลากลับ”
       สนลุกขึ้น ผู้กำกับแปลกใจไม่หาย สนรีบร้อนออกไป
      
       ฟากแดงน้อยอยู่ที่ห้องทำงานในศาลากลาง นั่งครุ่นคิดเรื่องเนียนจนเวียนหัวไปหมด
       “น้าเนียนปิดบังอะไรไว้มากมาย เรื่องผู้ชายที่มาพบกันเมื่อยี่สิบกว่าปี เรื่องคนที่น้าเนียนมารอพบ เรื่องยกที่ดินให้ ใครก็ไม่ยอมเอ่ยปาก”
       เสมียนเคาะห้องเข้ามา
       “กระผมเองขอรับ นายอำเภอ”
       “เข้ามา”
       เสมียนมีสีหน้าตื่นเต้นมาก
       “ได้ความเรื่องที่นาสิบไร่ของนางเนียนที่บ้านแพนแล้วขอรับ”
       “ได้ความว่ากระไร”
       “นางเนียนเซ็นมอบอำนาจให้นางแพร ไปโอนที่ดินให้กับผู้รับมรดกแล้วขอรับ”
       “แปลว่ายายอ่อนคนนั้นซื้อที่นาได้แล้ว”
       “ยังซื้อไม่ได้ขอรับ”
       “เพราะอะไร”
       “เพราะ ผู้ที่รับโอนยังไม่ได้เซ็นรับโอนจากนางเนียนจึง ยังขายต่อให้ยายอ่อนคนนั้นไม่ได้ขอรับ”
       “ก็ไปตามหาคนที่นางเนียนโอนที่ดินให้” แดงน้อยว่า
       เสมียนอึกอัก “เอ้อ...คือ ๆ ไม่ต้องตามหาดอกขอรับ”
       “หมายความว่ากระไร เสมียน”
       “คือนางเนียนยกที่ดินนั่นให้นายอำเภอขอรับ”
       “เหลวไหล” แดงน้อยไม่เชื่อ
       “มิได้เหลวไหลขอรับ นี่ขอรับ เอกสาร นางเนียนยกที่ดินให้นายอำเภอขอรับตอนที่ยังเป็นเด็กชายแดงน้อย อายุสี่ขวบขอรับ”
       เสมียนส่งเอกสารมาวางตรงหน้าแดงน้อย แดงน้อยแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง
       “อะไรกันนี่ ทำไม ทำไมน้าเนียนถึงยกที่นาให้เรา ทำไมน้าเนียนไม่ยอมบอกตอนที่เราถามเรื่องที่นา น้าเนียนปิดบังทำไม แล้วทำไมให้มาตั้งแต่เราอายุแค่สี่ขวบ ทั้งที่เรากับน้าเนียนเพิ่งพบกันที่บ้านท่านขุน ตอนเราโตแล้ว ที่แท้น้าเนียนรู้จักเรามานานแล้ว”
       แดงน้อยมึนงงสงสัยไปหมด
      
       ตกตอนเย็นที่สโมสรของข้าราชการประจำจังหวัด
       สองหนุ่มตีแบดมินตันด้วยกัน สองคนสวมกางเกงสีขาวหลวมๆ ยาวถึงเข่าเป็นกางเกงผ้า ส่วนเสื้อเป็นเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ตีไปตะโกนคุยกันไปด้วย
       “กันมีเรื่องแปลกๆ จะบอกแก” เทิดศักดิ์ตะโกนขึ้นก่อน
       “กันก็มีเรื่องแปลกๆ จะบอกแกเหมือนกัน รับรองว่าของกันแปลกกว่าของแก”
       “เรื่องแปลกของแกต้องแปลกน้อยกว่าของกัน ให้กันบอกก่อน”
       “กันไม่ยอม กันจะบอกก่อน”
       “ถ้าอย่างนั้น”
       สองคนเอ่ยขึ้น พร้อมกับหยุดตี ดึงผมตัวเองมา แล้วต่างกำไว้ เอามาแบออกให้กันดู
       “ผมของกันยาวกว่าของแก กันชนะ”
       “เชิญแกเล่าไป” แดงน้อยบอก
       “กันรู้แล้วว่าน้าเนียนออกจากสามชุกแล้วไปไหน”
       “ไปไหนรึ” แดงน้อยยังไม่หายงงเรื่องเนียน
       “บ้านแพน บ้านแกนั่นแหละ”
       “ไฮ้...ไปหาแม่แพรกับลุงโพล้งรึ”
       “ถูกต้อง”
       “ตอนที่กันชวนน้าเนียนทำไมแกไม่ยอมไป แล้วนี่แกแอบไปทำไมที่บ้านแพน”
       “ไปจัดการเรื่องที่นาสิบไร่ที่ยายอ่อนอะไรนั่น ขอซื้อจากแก”
       “แล้วแกรู้ได้อย่างไร”
       “กันส่งหมู่เติมไปน่ะสิ กันอยากจะช่วยให้น้าเนียนพ้นผิดให้ได้กันจึงสืบสาวราวเรื่องจนถึงที่สุด”
       “จบแล้วรึ กันจะได้บอกบ้าง”
       “ยัง ตอนนี้ ยายอ่อน ป้าแพร ลุงโพล้ง มาอยู่ที่ในตัวเมืองแล้ว มาทำไม รับรองว่าแกเดาไม่ถูก”
       “ฟังมาทั้งหมดนี่กันเดาตอนจบถูกแล้ว”
       “ไม่จริงดอก ทำไมแกไม่รอให้กันเล่าต่อ”
       “กันต่อตอนจบให้แกเอง สามคนนั่นมาเพราะว่ามีปัญหา เนื่องจากว่า คนที่น้าเนียนยกที่นาให้ ต้องเซ็นโอนขายให้ยายอ่อน”
       “เดาเก่ง แต่แกไม่มีทางเดาถูกว่าน้าเนียนยกที่นาให้ใคร”
       “ให้....”
       นายอำเภอหนุ่มพูดไม่ทันจบ ผู้กำกับถือไม้แบดมินตันเข้ามาพร้อมกับบอกเรื่องสน
       “สองคนนั่นหยุดพูด แล้วหยุดฟังเรื่องแปลกทางนี้”
       เทิดศักดิ์และแดงน้อย หันมาทางผู้กำกับ
       “เรื่องแปลก”
       “คุณนายสนแม่หมวดเทิดศักดิ์มาพบผม บอกว่าเธอสับสนเรื่องนางเนียน เธอไม่ได้เจอนางเนียนเช้ามืดวันที่นางช้อยถูกฆ่าตาย”
      
       สองคนมองหน้ากันงงมากขึ้นไปอีก


  


       เวลาเดียวกันตามถนนเส้นทางกลับสุพรรณ เอกกำลังลงมาดูรถ
      
       “พุทโธ่ เอ๊ย จะกลั่นแกล้งกันไปถึงไหน”
       “รถเป็นอะไรรึ นายเอก”
       “ยางแตกขอรับ”
       “แย่แท้ๆ ยิ่งจะรีบกลับกันอยู่ เอาละวันนี้ข้าหลวงเมืองสุพรรณ ขอช่วยกันเป็นกุลีเปลี่ยนยางรถสักครั้ง มาไอ้เอก มาช่วยกัน”
       “ท่านขุน อย่านะขอรับ กระผมทำเองได้ขอรับ”
       “ชั้นไม่ใช่คนหยิบโหย่งนั่งเชิดเป็นนายอยู่ตลอดเวลา เวลานี้มันต้องช่วยกัน และแกอย่าได้นึกว่าที่ช่วยแกนี่ เพราะเวทนาแก แต่ชั้นอยากกลับไปรับขวัญ...เอ๊ย กลับบ้านไวๆ”
       เอกยิ้มรู้ทัน ขุนภักดีถลกแขนเสื้อท่าทีทะมัดทะแมง
      
       ฝ่ายเนียนยืนตีหน้าสงบอยู่ในกรงขัง เห็นยายอ่อน แพร ยืนร้องไห้สงสารเนียน โพล้งยืนน้ำตาซึม
       “ขอบคุณมากทุกคนที่มาเยี่ยมเนียน” เนียนบอก
       “เนียนไม่ได้ผิดนี่นา ทำไมเขาถึงมาหาความกันได้ลงคอ” แพรครวญ
       “เนียนอยู่ที่บ้านแพนแท้ๆ ทำไมจะไปฆ่านางช้อยบ้านั่นตายได้อย่างไร” โพล้งงงมาก
       “แล้วนี่ที่นาของชั้นจะจัดการกันได้เมื่อไหร่ ทำไมจึงมีอุปสรรคมากมายนัก” ยายอ่อนจดจ่ออยู่แต่ที่นา
       “เนียนพูดเรื่องนี้ มาหลายครั้งแล้ว สิ่งใดจะเกิด เนียนก็จะปล่อยให้เกิด”
       “ให้มันเกิดร้ายแรงกับตัวเนียนอย่างนี้ พี่ยอมไม่ได้ดอก เนียนหมู่เติมแกพยายามถามพวกเราว่าเนียน มาพบใคร ที่บ้านท่านขุน”
       “อย่าพูดนะ” เนียนบอกย้ำ
       “เรา ไม่ได้พูด เพราะเนียนสั่งห้ามเอาไว้” โพล้งบอก
       ยายอ่อนหมั่นไส้ “โอ้ย...ถ้าชั้นรู้อีกคนละก้อ ต่อให้ห้ามชั้นก็จะบอก เสียดายไม่ได้รู้ แล้วกูจะซื้อที่นาได้ไหมหนอ รอมายี่สิบกว่าปีแล้ว นานี่ถ้าไม่ได้เช่าทำกินไปรอไป กูไม่เอาแล้ว”
       เนียนรีบปลอบ “ใจเย็นๆ จะยายอ่อน ยังไม่ได้ถามทุกข์สุขกันเลยจ้ะ ยายอ่อน สบายดีนะจ๊ะ”
       “จะไม่สบายดีก็ตรงที่ ไม่อาจซื้อที่นาได้สักทีนี่แหละ”
       “ยายอ่อน พี่แพร พี่โพล้ง มากันเหนื่อยๆ ไปพักผ่อนกันก่อนเถิดดีไหมไม่ต้องห่วงเนียนดอก ถ้าเวรกรรมมีจริง เนียนคงแคล้วคลาด”
       “แคล้วคลาดความสุขน่ะสิ เฮ้อ...” โพล้งถอนใจเฮือก
       “แต่ถึงอย่างไร ชั้นกับสองคนนี่ก็น่าจะมาเป็นพยานได้ว่าเนียนไปบ้านแพน ไปหาเรา”
       เนียนสบตาแพร อยากให้กลับไป แพรสบตาพยักหน้า
       “เรากลับกันเถิดตาโพล้ง ยายอ่อน เอ้อ..เนียน แล้วนายถมมันไม่พูดอะไรสักคำเลยรึ มีใครไปสอบปากคำมันบ้างไหม”
       “เนียนไม่ทราบดอกจ้ะ เนียนขอไปนั่งทำสมาธิก่อนนะจ๊ะ”
       เนียนไหว้ลาสามคน แล้วถอยเข้าด้านใน สามคนจึงถอยกลับออกไป ท่าทีหงอยมาก
      
       ฝ่ายเรียมหารือกับทองจันทร์หน้าเครียดเคร่ง
       “ต้องรอพี่เทพกลับมาสถานเดียวค่ะคุณแม่”
       เทิดศักดิ์เดินเข้ามาสมทบ สีหน้ายุ่งยาก
       ทองจันทร์พาลพาโล “มาทำไม คนใจร้ายอยากฟาดให้หัวแตกตาย”
       “คุณแม่ขา ตาเทิดทำอะไรไม่ได้ดอกนะคะ มันเป็นเรื่องของกฎหมาย”
       “ไม่เป็นไรดอกครับคุณย่า ด่าผมได้ตามสบาย ผมเองก็อยากด่าตัวเองเหมือนกัน ที่ผมมานี่จะมาเรียนคุณย่ากับคุณแม่ว่า คุณแม่สนไปหาผู้กำกับแล้วกลับคำพูดว่าวันเกิดเหตุ คุณแม่ไม่ได้เจอน้าเนียนครับ”
       “แล้วมันมีผลดีหรือผลร้ายเล่า”
       “ไม่มีผลอะไรเลยครับ เพราะน้าเนียนรับไปแล้วว่าพบแม่สน จะมีผลก็แค่ว่าน้าเนียนหรือคุณแม่กันแน่ที่โกหก”
       “เวรานุเวรแท้ๆ ไปๆ ไม่อยากจะเห็นหน้าแกแล้ว เพราะชั้นมั่นใจว่าแม่แกคือตัวการ”
       “ผม เอ้อ คุณนายแม่ครับ ผมยังมีอีกเรื่อง ยายอ่อนกับญาติของแดงน้อยเพื่อนของน้าเนียนพากันมาเยี่ยมน้าเนียนครับ”
       “ยายอ่อนมา” เรียมดีใจ
       “แกจะพากันมาเป็นพยานว่าน้าเนียนไปบ้านแพนด้วย ผมขอตัว”
       เทิดศักดิ์ไหว้สองคนแล้วรีบออกไป กบกับแมวเข้ามา
       “ยายอ่อนมาเป็นพยานให้เนียน เรียมจะไปหายายอ่อนค่ะ คุณแม่” เรียมว่า
       “นางกบ นางแมว ชั้นต้องการพบไอ้ถม มันหายหัวไปไหน”
       “มันหายหัวไปตั้งแต่วันที่มันกลับมาแล้วเจ้าค่ะ” กบบอก แมวว่าตาม
       “มันโผล่หัวมาแว่บเดียวแล้วหายหัวไปเลยเจ้าค่ะ เรียกหาให้มันไปดูเนียนโดนจับไปขัง มันก็ไม่โผล่หัวมาเลยเจ้าค่ะ”
       “รึว่ามันจะแอบหนีไปหาคู่รัก” แมวว่า
       “เหลวไหลน่า นังกบ ไอ้ถมมันไม่ใช่คนโกงไปโกงมาเหมือนแกสองคน”
       แมวกะกบร้อง “อุ๊ย”
       “มันตรงไปตรงมา นายสั่งคำไหนคำนั้น เอาเป็นว่าถ้าแกสองคนเจอมันบอกมันว่า ชั้นสั่งให้มาพบด่วน”
       กบกะแมวรับคำ “เจ้าค่ะ”
      
       ทองจันทร์ยังหมกมุ่นกับเรื่องเนียนไม่วายเว้น

       เวลาต่อมา กบกะแมวพายเรือมาตามลำน้ำบริเวณหน้าบ้านภักดีภูบาล เรืออีกลำลอยเท้งเต้งไปตามกระแสน้ำและแรงลม ไม่เห็นคนพาย หรือใครในเรือ นอกจากร่างไร้วิญญาณของถมนอนหงายหน้าตาถลนอยู่บนเรือ
      
       กบกะแมวกำลังพายเรือใกล้กันกับเรือลำนั้นทุกที
      
       “นางแมว แกว่าบ้านคู่รักไอ้ถมมันอยู่ตรงไหนนะ”
       “อยู่ตรง.......เอ๊ะ นางกบแกดูนั่น เรือลำนั้น ลอยมาไม่มีคนพาย”
       กบมองตามแมว
       “เรือใครหว่า พายไปดูกันนางแมว”
       “เกิดมันกำลังทำอะไรไม่อยากให้ใครรู้แล้วไปดูมัน ประเดี๋ยวมันด่าเอา อย่าไปเลยบ้านคู่รักไอ้ถม”
       “เรือนั่นมันลอยมาหาเรา เฮ้ย มีคนนอนอยู่ในเรือ” กบเขม้นตามอง
       เรือลอยมาหาสองคน ราวกับวิญญาณของถมต้องการปรากฏให้สองคนเจอศพตัวเอง
       “ว้าย คนตาย” กบร้องลั่น
       เรือลอยมาเทียบ สองคนเห็นถมเต็มๆ หวีดร้องสุดเสียง
       “ไอ้ถม แอร๊ย...”
      
       สนนั่งอยู่บนเรือนคนเดียว ท่าทีว้าวุ่นใจไม่น้อย
       “ไอ้ถม ป่านนี้มีใครมาเห็นแกหรือยัง ป่านนี้แกลอยไปถึงไหนแล้วหนอ”
       เทิดศักดิ์รีบร้อนมาหาสนมาต่อว่า
       “วันนี้คุณแม่ไปหาผู้กำกับ”
       “เอ้อ ...ใช่” สนทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
       “ไปบอกให้ผมเสียหายหรือครับ”
       “ก็ เอ้อ... แม่”
       “ทำไมคุณแม่ไปพูดเช่นนั้น ว่าคุณแม่ไม่ได้เจอน้าเนียนวันเกิดเหตุทั้งที่คุณแม่บอกกับผมว่าเจอน้าเนียนวันนั้น”
       “ก็แม่ไม่อยากเอาตัวเองไปเกี่ยวพัน กับคดีนี้ ก็แม่อยากจะช่วยเนียนมันถ้าแม่บอกว่าไม่เจอมัน มันจะได้พ้นผิด”
       “แต่น้าเนียนยอมรับไปแล้ว ว่าคุณแม่พูดจริง ทีนี้คุณแม่ต่างหากที่กลายเป็นคนพูดโกหกเสียเอง และการพูดกลับไปกลับมาเช่นนี้ ไม่ได้ช่วยดอกครับ ถ้าจะช่วยก็ต้องบอกแต่แรกว่าไม่เห็นน้าเนียน เพราะผมก็จะไม่สอบถามน้าเนียน”
       “เอ๊ะ..ก็รองเท้ามันอยู่ในที่เกิดเหตุ ยังไงมันก็แก้ตัวไม่หลุดดอกน่า” สนยิ้มอย่างมีชัย
       “คุณแม่ครับ ตกลงคุณแม่จะว่าอย่างไรกันแน่ อยากช่วยให้น้าเนียนรอดตะรางหรืออยากช่วยให้เขาติดตะราง”
       “นี่กรรมใดใครก่อคนนั้นมันก็ต้องได้รับกรรมที่มันก่อ จะมาเคี่ยวเข็ญแม่ทำไม แม่พยายามทำดีมากๆแล้วนะลูก ทำเพื่อลูก แม่รักลูก ถ้าไม่รักลูกแม่ไม่ทำอะไรแบบนี้ดอก”
       “คุณแม่พูดอะไรกันครับ เรากำลังพูดเรื่อง... คุณแม่วันนี้พูดอย่างอีกวันไปพูดอีกอย่าง มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องทำเพื่อผมรักผม”
       “ก้อ....”
       จังหวะนี้มีเสียงอื้ออึงมาจากด้านล่าง
       “ไอ้ถมถูกฆ่าตาย” กบร้องนำ
       “ศพมันลอยอืดอยู่ในเรือกลางแม่น้ำ” แมวเสริม
       เทิดศักดิ์ลุกพรวด สนแอบถอนหายใจ
       “อีกแล้วหรือนี่”
       “ว้าย ตายจริง แม่ แม่กลัวไปหมดแล้วนะ แม่กลัวว่าแม่จะโดนฆ่าตายไปอีกราย”
       เทิดศักดิ์รีบลงเรือนไปทันที สนแอบยิ้มสะใจ
       “สมน้ำหน้า อยากแกว่งชีวิตหาความตายเอง ดีละ พวกมันคงตื่นตระหนกกันทั่วหน้า ขอไปสมน้ำหน้ามันสักหน่อย”
       แต่เทิดศักดิ์ย้อนกลับมาอีกครั้ง สนรีบหุบยิ้มทำท่ากลัว
       “คุณแม่ยิ้มอะไรครับ”
       “เปล่า ลูกกลับมาทำไม”
       “ผมลืมบอกคุณแม่ไปว่า ยายอ่อนที่ทำคลอดผม แกมาเยี่ยมน้าเนียนครับแกยังถามถึงคุณแม่”
       “ต๊าย มันจะมาขอเงินแม่”
       “คงไม่ดอกครับ ดูท่าทางแกจะมีเงินนะครับ แกซื้อนาน้าเนียนได้ตั้งสิบไร่ครับ แกมาขอเป็นพยานว่าน้าเนียนไปบ้านแพน ไปหาแก”
       แล้วเทิดศักดิ์ก็ออกไปอีกครั้ง
       “อีอ่อนนี่ไม่รักษาคำพูด กูบอกแล้วว่าอย่ากลับมาอีก มึงกลับมาทำไม หนอยกลับมาเป็นพยานให้อีเนียน นี่กูกำลังยืนอยู่ บนปากเหวหรือนี่”
      
       สนหน้าเสียหวั่นไหวมากขึ้น


  


       ที่บริเวณท่าน้ำ เห็นแมว กบ และเรียมกำลังยืนตื่นเต้นตกใจกันอยู่
      
       “พวกแกเห็นศพนายถมตรงไหนไกลหรือใกล้บ้านเรา” เรียมถาม
       “ทางด้านโน้นเจ้าค่ะ ด้านวัดน่ะเจ้าค่ะ” กบเล่า
       “น่ากลัวมากๆ เจ้าค่ะ ตอนนี้คุณเทิดศักดิ์กำลังไปตรวจหาหลักฐานอยู่เจ้าค่ะ” แมวบอก
       “ตอนนี้ไม่มีใครเหลือเลย กบ แมว ชั้นให้ไปถามหาว่ายายอ่อนแกพักที่ไหนได้ความไหม”
       “ได้สิเจ้าค่ะ แต่ว่ามันมืดแล้วนะเจ้าคะ” กบกังวล
       “แต่ชั้นก็จะไป แกสองคนพายเรือพาชั้นไปเดี๋ยวนี้” เรียมเสียงดัง
       “เอ้อ...” สองคนอึกอัก
       “ชั้นบอกให้พายเรือพาชั้นไป ชั้นอยากรู้อะไรอะไรอีกหลายอย่างจากยายอ่อน”
       กบกะแมว พยักหน้านำเรียมไปที่ท่าน้ำ
      
       สนมาแอบมองสังเกตการณ์ตามเคย
       “อีเรียมไปหาอีอ่อน มันต้องไปสืบหาความจริงอะไรแน่ๆ แหม อีอ่อนมันพักที่ไหนกันนะ ตามอีเรียมไปดีไหมหนอ”
       สนกระวีกระวาดจะหาทางตามไป
       “แม่สนคิดจะหาเหตุร้ายที่ไหนอีกไม่ทราบยะ” เสียงทองจันทร์ดังขึ้น ก่อนจะก้าวออกมา พร้อมเนื้อทอง
       “ว๊าย คุณแม่ สนก็....แค่....”
       “มาแอบดูแม่เรียม หรือว่าแอบดูผลงานที่ทำไว้” ทองจันทร์ดักคอ
       “เปล่าทั้งนั้นนะคะ สน สนจะขึ้นเรือนแล้วค่ะ”
       สนหันเดินหนีไปดื้อๆ
       “ยัยติ๋วแกดูเอานะ คนที่เวรกรรมมันกำลังจะตามทัน มันมักลุกลี้ลุกลน ท่าทางที่เคยเป็นผู้เป็นคน ก็กลายเป็นลิง หลุกหลิกยิกยักไปหมดไอ้ถมเอ๊ย ขอให้วิญญาณของเอ็งอย่าเพิ่งไปไหน มาช่วยกันจับคนร้ายที่มันฆ่าเอ็ง กับฆ่าคนอื่นๆ ขอให้ตำรวจพบหลักฐานสำคัญมัดตัวคนร้ายได้ด้วยเถิด กลับไปสวดมนต์แช่งคนร้ายต่อที่เรือนเรายัยติ๋ว”
       “ค่ะ คุณย่า”
       สนหยุดแล้วหันมามองตามทองจันทร์ ตาเขียวปัด
       “อีแก่ มึงเกลียดกูมาก กูรู้ แต่กูเกลียดมึงมากกว่าที่มึงเกลียดกู และมึงก็ยังโง่ไม่รู้ตัว มึงเล่นงานกูท้าทายกูให้มากๆเข้าสิ กูจะได้ตัดสินมึงง่ายขึ้น”
       สนมองตามหลังเคียดแค้นมาก เนื้อทองประคองทองจันทร์เดินออกไป เนื้อทองหันมา เจอสนถลึงตาใส่ก็ตกใจกลัว
       “อุ๊ย”
       ทองจันทร์หันมาบ้าง
       “มีอะไรรึ ยัยติ๋ว แม่สนหล่อนขู่อะไรยัยติ๋วรึ”
       “เปล่านี่ค่ะ”
       สนหันกลับไปเสียเอง ทองจันทร์มองตามสีหน้าครุ่นคิด ฝ่ายเนื้อทองก้มหน้างุด
      
       ตอนค่ำ ยายอ่อน โพล้ง แพร อยู่กันที่บ้านญาติของยายอ่อนแล้ว สามคนตกใจไหว้เรียมแทบไม่ทัน
       “คุณนายเรียม”
       แพรกะโพล้งไม่เคยเห็นมาก่อนตกใจมาก “คุณนายเรียม”
       “สองคนนี้ คือ นางแพร กับนายโพล้ง พ่อแม่บุญธรรมของนายอำเภอแดงน้อยเจ้าค่ะ” ยายอ่อนแนะนำ
       “อ้อ ที่ว่าเป็นเพื่อนกับเนียนใช่ไหม”
       “เจ้าค่ะ” / “ขอรับ”
       “ทำไมต้องมาเองเจ้าคะ ทำไมไม่ให้คนไปตามยายไปพบเจ้าคะ” ยายอ่อนแปลกใจ
       “เพราะชั้นมีเรื่องสำคัญจะมาพูดกับยายอ่อนน่ะสิ แต่ว่า เอ้อ ชั้นอยากพูดตามลำพัง กบ แมว แกสองคนไปรอด้านโน้น”
       สองคนรับคำ “เจ้าค่ะ”
      
       แพรกับโพล้งถอยหลบออกไปด้วย


  


       ด้านทองจันทร์กับเนื้อทองนั่งกินข้าวกันตามลำพังสองคน ท่าทีดูซึมเซามาก
      
       “ยัยติ๋วเอ๊ย ทำไมบ้านเรามันดูอึมครึมน่ากลัวขึ้นทุกที ทั้งที่ควรจะมีแต่ความสุข”
       “ค่ะ แม่ไม่เคยทำผิดคิดร้าย ก็ต้องกลายเป็นคนร้าย”
       “ตายกันเป็นว่าเล่น เป็นผักเป็นปลา รายไอ้ถมนี่โดนฆ่าปิดปากแน่ๆ”
       “ปิดปากเรื่องอะไรหรือคะ คุณย่า”
       “ย่าก็ไม่รู้ นี่พ่อเทพก็ไปเสียหลายวัน จะรู้บ้างไหมว่าที่นี่มีแต่เหตุร้ายรายต่อไปจะเป็นใครก็ไม่รู้”
       เทิดศักดิ์กลับมาจากที่เกิดเหตุ ขึ้นมาสมทบ
       “มาอีกแล้ว บอกแล้วว่าไม่อยากจะเห็นหน้า”
       “คือมีพวกแถวหลังบ้านมารายงานผมว่า เห็นคุณนายแม่นั่งเรือให้กบกับแมวพายออกไปไหนไม่ทราบ ผมเป็นห่วง เกรงจะเกิดอันตรายน่ะครับมันมืดมากแล้ว” เทิดศักดิ์ว่า
       “ตายจริง หนูก็เห็นค่ะ แต่คิดว่า คุณนายแม่คงจะไปแถวนี้สักครู่คงกลับมาหนูจะไปตามเองค่ะ” เนื้อทองอาสา
       “อย่านะครับ น้องติ๋ว น้องติ๋วไป ใครจะอยู่กับคุณย่า คุณย่าก็เช่นกันต้องมีคนดูแลตลอดเวลาครับ”
       “หมั่นไส้ แกอย่ามาทำเป็นห่วงชั้นย่ะ แกนั่นแหละย่ะรีบไปตามแม่เรียมสิยะ ใช้วิชาตำรวจของแกคิดดูสิยะว่าแม่เรียมเขาจะไปไหนของเขา”
       เทิดศักดิ์ใคร่ครวญครุ่นคิด
       “ไปหายายอ่อนแน่ๆ ไม่ควรใจร้อนไปเลยครับ ผมตั้งใจว่าจะให้ยายอ่อนมาหาคุณนายแม่ที่นี่ หรือรอให้คุณพ่อกลับมาก่อนแล้วให้นายเอกพาไปกลางวันน่าจะดีที่สุด น้องติ๋วดูแลคุณย่าดีๆนะครับ พี่ต้องรีบไปดูคุณนายแม่”
       “ค่ะ”
       “ไม่ต้องมาห่วงชั้นดอกย่ะ แม่แกมันปากกับใจไม่เคยตรงกัน”
       เทิดศักดิ์ส่ายหัวเข้าใจทองจันทร์ ติ๋วเองก็แปลกใจว่าทำไมทองจันทร์ชอบว่าเทิดศักดิ์นัก
       “คุณย่าขา ทำไมตอนนี้คุณย่าดุว่าพี่เทิดศักดิ์บ่อยๆ คะ พี่เทิดศักดิ์น่าสงสารออกค่ะ ห่วงทุกคนไปหมด”
       “ก็ย่าหมั่นไส้แม่มัน เลยพาลหมั่นไส้ไปถึงมัน แกห่วงว่าที่คู่หมั้นของแกรึ”
       เนื้อทองไม่ตอบ ทองจันทร์ยิ้มๆ
       “ย่าก็ด่ามันอย่างนั้นแหละเกลียดมันลงที่ไหนกัน เห็นมันมาแต่อ้อนแต่ออก ต่อให้มันเป็นใครก็ไม่รู้ ก็เกลียดไม่ลงดอก”
       ทองจันทร์แอบถอนใจ เนื้อทองแปลกใจแต่ไม่ซักถามอะไรอีก
      
       ฟากยายอ่อนส่ายหน้า ตอบคำถามเรียม
       “ยายจนใจเจ้าค่ะ คุณนายเรียม ยายไม่รู้ดอกเจ้าค่ะ ว่าเนียนมันไปเจอใคร ที่บ้านท่านขุน เพราะเวลานี้ยายก็ปวดหัวกับเรื่องที่นาสิบไร่ของมันจะย่ำแย่”
       “ถ้าเช่นนั้น นางแพรกับนายโพล้งสองคนนั้นอาจรู้ใช่ไหม”
       “มันรู้เจ้าค่ะ”
       “ดีละ ชั้นจะถามพวกเขา”
       “มันไม่บอกดอกเจ้าค่ะ ว่าเนียนมาพบใคร เนียนมันสำทับไว้อีกครั้งที่โรงพัก เมื่อตอนไปเยี่ยมมัน พวกมันเป็นพวกพันธุ์อึดพันธุ์ดื้อเจ้าค่ะ”
       “แต่ชั้นจะลองดู”
       “เชิญเจ้าค่ะ”
      
       เรียมมุ่งมั่น พยายามไม่เลิกรา


  


       ทางด้านขุนภักดีกลับมาถึงบ้านแล้วรีบไปพบแม่ทันที แต่ต้องตกใจกับข่าวที่ได้รับฟังจากทองจันทร์และเนื้อทอง ของขวัญในมือหล่นจากมือ
      
       “เนียนน่ะรึ ฆ่านางช้อยตาย เป็นไปไม่ได้”
       “แม่ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่หลักฐานมันบ่งชี้ว่าเป็นไปแล้ว”
       ขุนภักดีหันไปเจอติ๋วนั่งน้ำตาไหลพราก มองเอามองเอา
       “หนูติ๋ว”
       สองคนงงในคำเรียกขานของท่านขุน
       “พ่อเทพจะเรียกหนูอี๊ดหรือเปล่า เลยเผลอมาเรียกยัยติ๋วเป็นหนูติ๋ว”
       “เอ้อ ผมจะไปประกันตัวเนียน” ขุนภักดีเฉไฉ
       “ตอนนี้ไม่ทันดอกขอรับ ต้องเป็นพรุ่งนี้ขอรับ” เอกบอก
       ขุนภักดีหันไปเอาเรื่องเอก “เพราะแก ทำให้ยางรถแตกไม่ตรวจตราให้ดี เลยกลับมาถึงบ้านเอาป่านนี้ นี่ หนู เอ้อ ยัยติ๋ว เสียใจมากละสิที่แม่ของเราต้องมีอันเป็นไปร้ายแรง”
       “เจ้าค่ะ หนู หนูสงสารแม่เหลือเกินเจ้าค่ะ หนูมั่นใจว่าแม่หนูไม่ได้ทำจริงๆ เจ้าค่ะ”
       “เรียมไปขอประกัน เขาก็ไม่ยอมให้ประกัน” ทองจันทร์บอก
       “เพราะเหตุอันใดรึ” ขุนภักดีฉงน
       “เพราะ..ว่าแม่เนียนไม่ยอมตอบมาว่ารอพบใครที่ ที่ท่าน้ำเช้ามืดวันเกิดเหตุน่ะสิ อีนางคนนี้มันช่างมีแต่เรื่องไม่ยอมพูด ไอ้บ้าที่มาพบมันนั่นใครกันนะอยากจะเขกกะโหลกให้ร้าว พ่อเทพไปคาดคั้นมันขู่มันให้บอกให้ได้”
       ขุนภักดีครุ่นคิดแล้วจำได้ ที่แท้วันนั้น ท่านขุนมาพบเนียนคุยกันไม่ทันจบ เทิดศักดิ์เข้ามาขัดพอดี ขุนภักดีเครียด
       “เรื่องแค่นี้ ทำไมจึงคิดว่าเนียนกลายเป็นคนฆ่าไปได้”
       “แม่สนย่ะเขากลายเป็นพยานปากเอกยืนยันว่าเจอเนียนที่ท่าน้ำ แถมรองเท้าของเนียนดันไปตกอยู่ในที่เกิดเหตุ”
       ขุนภักดีนึกขึ้นได้ ว่าคืนนั้นเนียนจะหารองเท้า แต่หาไม่เจอตนเลยให้ตังค์ไปซื้อใหม่ นึกแล้วท่านขุนบอกเสียงดุดันมาก
       “ใส่ร้ายกันชัดๆ คุณแม่ครับ เรียมอยู่ไหนครับ”
       “ไปไหนก็ไม่รู้ นี่พ่อเทิดศักดิ์มันไปตามหาอยู่”
       “ไปทำไมมืดค่ำ เดี๋ยวเถิด ไอ้อีพวกอำมหิตที่มันจ้องจะทำร้ายเอาไอ้เอกแกรีบไปตามหาคุณนายเรียมด้วย ถ้าอยากพบใครให้ไปรับเขามาหาที่บ้าน ไม่ใช่แล่นออกไปตามลำพัง”
       ขุนภักดีปรายตามามองลูกสาวอย่างเอ็นดูและสงสาร เลยพูดปลอบออกไป
       “ไม่ต้องห่วงเรื่องแม่ดอก เสร็จธุระเรื่องแม่ พ..เอ้อ ชั้นมีเรื่องสำคัญจะต้องพูดคุยกับหนู”
       ท่านขุนลงเรือนดุ่มๆ เอกรีบแล่นออกไป ทองจันทร์มองหน้าเนื้อทองท่าทีแปลกใจ
       “พ่อเทพไม่รังเกียจแกกับแม่ของแก เขาไปกินอะไรที่บางกอกมานะ”
       “ท่านจะช่วยแม่เนียนด้วยเจ้าค่ะ”
       “นี่เป็นครั้งแรกที่ พ่อเทพไม่เชื่อว่าเนียนทำผิด แถมมั่นใจว่าเนียนโดนใส่ร้าย เออ..ในความทุกข์ร้อนก็ยังมีความสุขมาบังเกิดนะ ยัยติ๋วสบายใจได้ถ้าลอง พ่อเทพเขากุลีกุจอขนาดนั้น แม่แกมีหวังได้ประกันตัว อ้าวแล้วนี่ห่อของขวัญของใครกันเล่า”
       “ท่านถือมาเจ้าค่ะ แต่ทำตก”
       “อืม...ลมเปลี่ยนทิศจริง สายตาที่เขามองแก มันเปลี่ยนจากไม่ยินดียินร้ายเฉยเมย กลายเป็นแววตา เมตตาเอ็นดู ผสมอยู่นา รึว่าคนแก่ตาฝาด”
       เนื้อทองก้มหน้างุดแอบดีใจ
       “ไม่ฝาดดอกเจ้าค่ะ”
      
       ทองจันทร์พยักหน้าพึงพอใจ
1

จำนวน

  • taonoi

ตอนที่ 18
      
       เรียมร้อนใจมากแวะมาที่บ้านพักยายอ่อน เพื่อสอบถามเอากับโพล้งและแพร แต่สองคนก็ไม่ยอมบอกเช่นเดิม
      
       “กระพ้มพูดไม่ได้ขอรับ”
       “อิฉันก็มิอาจเอ่ยปากได้ดอกเจ้าค่ะ”
       “หมายความว่าสองคนนี้อยากให้เนียนโดนลงโทษ เป็นเพื่อนเป็นญาติกันแบบไหน จึงได้ ไม่ดูแลกันเสียเลย” เรียมฉุน
       เทิดศักดิ์เข้ามาพอดี
       “คุณนายแม่ มาที่นี่ทำไมครับ ไม่เหมาะเลยนะครับ”
       “เทิดศักดิ์ นั่นแหละมาวุ่นวายกับแม่ทำไม”
       “โธ่ คุณนายแม่ครับ ผมเป็นห่วงจริงๆ นะครับ”
       “ทีแรกที่คุณแม่ไม่พอใจเทิดศักดิ์ แม่ก็นึกว่าคุณแม่ท่านทำเกินไป แต่มาตอนนี้ แม่ชักเห็นด้วยกับคุณแม่เสียแล้ว เทิดศักดิ์อย่ามาควบคุมกีดกันแม่เรื่องการช่วยเหลือเนียน เสียแรงแม่อุตส่าห์ สนับสนุนเรื่องหมั้นหมายกับหนูติ๋ว”
       “โธ่ คุณนายแม่ครับ ผมรีบมาเพราะเกรงว่า เอ้อ...” เทิดศักดิ์กระซิบบอก “ที่นี่มันเขตอันตราย”
       เรียมร้อง “ฮ้า...”
       เทิดศักดิ์กระซิบ “ครับ ..ยายอ่อนแกรู้อะไรดีๆ หลายเรื่อง ผมเกรงว่า ถ้ามีใครรู้แกว มันจะทำร้ายยายอ่อน”
       “ตายจริง แม่ขอโทษ เทิดศักดิ์จะดูแลยายอ่อนอย่างไรรึ” เรียมตกใจมาก
       “ผมส่งตำรวจมาคอยดูแกไว้ห่างๆตลอดเวลาครับ”
       “แม่จะรีบกลับ นี่แม่จะโดนลอบทำร้ายไหม”
       เอกพรวดมาอีกราย
       “ท่านขุนให้มารับคุณเรียมกลับบ้านขอรับ”
       “พี่เทพกลับมาแล้ว”
       เรียมดีใจมาก เทิดศักดิ์บอก
       “เชิญครับ คุณนายแม่”
       เอกมองโพล้งกับแพรและยายอ่อน
       “สบายดีอยู่รึ ยายอ่อน”
       “สบายสิ พ่อเอกเล่า ยังเป็นมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูกอยู่จนบัดนี้หรือเปล่าละพ่อ” ยายอ่อนถาม
       เอกหัวเราะแล้วรีบพาเรียมกบและแมวกลับบ้าน
       “นางกบ นางแมว แกสองคนพายเรือกลับ ส่วนชั้นจะขับเรือพาคุณนายเรียมกลับ เชิญขอรับคุณนาย”
       “เกิดมีใครอยากทำร้ายชั้น”
       “ชั้นยิ่งสวยๆ อยู่”
       “อยากจะหัวร่อให้ฟันฟางทั้งปากหักหลุดลุ่ย ถ้าแกสองคนสวย ลองไปประกวดเทพีผีล้างป่าช้าปีนี้ดูสิ”
       แล้วเอกก็วิ่งไปที่ท่าน้ำทันที สองคนค้อนขวับเอก
      
       เรียมนั่งเรือมากับเอก ทั้งสองพูดคุยถามกันไปด้วย
       “พี่เทพรู้เรื่องเนียนหรือยัง”
       “ทราบแล้วขอรับ ท่านร้อนรนจะประกันตัวให้ได้ในคืนนี้ แต่มันหมดเวลาราชการแล้ว ท่านจึงดำริว่าจะไปวันพรุ่งนี้แต่เช้าขอรับ”
       “แล้วท่านว่ากระไร เรื่องจะสามารถประกันตัวได้หรือไม่ได้”
       “ท่านไม่ได้พูดว่ากระไรขอรับ แต่ท่านฟังหนูติ๋ว กับคุณท่านเล่าเรื่องเนียน ท่านทำท่าเหมือนคิดอะไรบางอย่างตามไปด้วย แปลกมากขอรับ ที่ท่านมั่นใจว่าเนียนไม่ผิด” เอกว่า
       “ชั้นก็ว่าแปลก แต่แปลกไปในทางที่ดีมาก ขอให้วันพรุ่งนี้ เนียนยอมเปิดเผยกับพี่เทพด้วยเถิดว่าเนียนไปรอพบใครที่ท่าน้ำ”
       เรียมมีความหวังว่าเนียนจะได้ประกันตัว
      
       สองคนนั่งกินอาหารประเภทกับแกล้มโดยไม่มีกินเหล้าที่ห้องนั่งเล่นบ้านพักนายอำเภอ
       “สรุปว่า เรื่องน้าเนียนยกที่นาให้ชั้นป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุด”
       “น้าเนียนรู้จักแกมาตั้งนาน ไม่เคยปริปากหรือทำท่า แย้มพรายอะไรบ้างเลยรึ”
       “ไม่มี กันน่ะบ่นเรื่องนี้ให้แกฟังหลายครั้ง แกก็ไม่ยอมบอกว่าแกยกที่ดินให้ใคร กันก็พาลนึกว่าแกยกให้ลูกชายของแกที่พลัดพรากจากกันเมื่อนานมาแล้ว ตอนนี้ยังหาตัวกันไม่พบ”
       “ยัยอ่อนน่าจะรู้อะไรดีๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ความที่แกอยากได้ที่นานั่น แกไปสืบมาจนได้ ว่าที่แท้แกนั่นเองคือผู้รับมรดก น้าเนียนต้องรู้เรื่องแม่แก พ่อแกตัวแกแน่ๆ แต่ทำไมไม่พูด”
       “หรือว่าเหมือนดังนิยาย พ่อแม่กันท่านฝากที่นานี้ไว้กับน้าเนียนก่อนตาย แล้วให้น้าเนียนปิดเป็นความลับ เทิดศักดิ์แกว่ากันควรทำอย่างไรดีกับน้าเนียน อยากจะถาม อยากจะพูด จะเอ่ยปาก แต่กันไม่รู้ว่าน้าเนียนคิดอย่างไร”
       “แกก็เอาผ้าขาวม้าปูแล้วกราบขอบพระคุณน้าเนียนแกสิแล้วถามว่า ถ้าน้านียนไม่รู้จักพ่อแม่และผม น้าเนียนยกที่นาให้ทำไม”
       “กันยังไม่กล้า รอเวลาให้เรื่องคดีผ่านไปก่อน กันจะถาม ที่อยากถามที่สุด คือน้าเนียนไปพบใคร”
       “กันว่าคุณพ่อท่านเอาอยู่ น้าเนียนเปิดปากบอกคุณพ่อแน่ พรุ่งนี้เช้า เราไปฟังด้วยกัน”
       “อืม เจอกันวันพรุ่งนี้ ขอให้เป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส น้าเนียนปลอดภัย”
       “แต่กันหดหู่ลงทุกวัน ตอนนี้คุณย่าเกลียดน้ำหน้ากันมาก กันว่าสาเหตุมาจากคุณแม่ คุณย่าท่านสงสัยว่าคุณแม่ คือคนลงมือฆ่ายัยช้อยแน่ๆ”
       “แกปรักปรำแม่ตัวเองหนที่สามแล้ว”
       “อะไรหลายอย่างมันบ่งชี้” เทิดศักดิ์ถอนใจ “สุดท้ายคนที่ไม่สบายใจที่สุดอาจเป็นกัน เฮ้อ…”
      
       แดงน้อยตบบ่าเพื่อน ปลอบใจ


  


       ขุนภักดีนั่งมองหน้าสน กินข้าวไปหนึ่งคำ แล้วมองหน้าสนอีก สนดีใจแต่ก็ดูออกว่าท่าทีท่านขุนแปลกๆ ไป
      
       “สนดีใจมากที่พี่ขุนกลับมาถึงปุ๊บ มากินข้าวเรือนสนทันที”
       แต่ขุนภักดีกินไปคิดไป ไม่มองหน้าสน
       “สน หน้าตาสน...”
       “หน้าสนมีอะไรแปลกไปหรือคะ”
       ขุนภักดี นึกถึงภาพเหตุการณ์ที่สนทำท่าจะแทงเนียน แต่มีเสียงถมร้องตะโกนแสร้งทำเป็นเสือหนักมาขัดก่อน
       “หน้าตาสนดูหวาดระแวง กลัวอะไรอยู่รึ”
       “ไม่มี้ ไม่มีดอกค่ะ”
       “น่าสงสารไอ้ถมเหลือเกิน เพราะพี่ทีเดียว มันจึงตาย”
       “ไม่เกี่ยวอะไรกับพี่ขุนดอกค่ะ มันก็คงไปกำความลับของใครเอาไว้”
       “มันจะกำความลับของใครนอกจากเนียน เพราะพี่สั่งให้มันไปส่งเนียน ที่สามชุก รึสนรู้ว่ามันกำความลับใครไว้นอกจากเนียน”
       “วุ๊ย สนไม่รู้ดอกคะพี่ขุน อย่ามาดักคอสนสิคะ”
       “พี่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรที่ไม่ดีเอาเลย มีคนในบ้านและคนที่เกี่ยวข้องตายเป็นว่าเล่น ปกป้องคุ้มครองมันไม่ได้สักคน”
       “เพราะว่าเนียนนี่มันร้ายลึกมากนะคะพี่ขุน เนียนน้ำนิ่งไหลลึกมากค่ะ”
       “สนคิดเช่นนั้นรึ”
       “ค่ะ”
       “อืม พรุ่งนี้พี่จะไปประกันตัวเนียน”
       “พี่ขุนจะไปประกันตัวมัน ก็ไหนเขาว่า ถ้ามันไม่ยอมเปิดปากบอกว่ามารอใคร มันไม่ได้ประกันตัวดอกค่ะ”
       “แต่พี่จะไปประกัน เอ้อ สนคิดว่าเนียนมารอใครรึ”
       “รอเสือหนักค่ะ” สนบอกทันที โดยไม่ต้องคิด
       “อ้อ แต่พี่ฝันตอนที่อยู่บางกอก ว่า…”
       “กระไรคะ”
       “พี่ฝันถึงสน”
       “ฝันถึงสน ตายจริง นี่พี่ขุน ถึงกับเอาสนไปฝันถึง แหมอายจังค่ะ” สนยิ้มเขิน
       “พี่ฝันเห็นสนถือมีดคมกริบ”
       สนตะลึง “พี่ขุน”
       “สนกำลังไล่แทงคน”
       “พี่ขุน”
       ขุนภักดีหัวเราะเบาๆ “ก็แค่ความฝัน ที่พี่ขออย่าให้มันเป็นจริง”
       พอพูดจบท่านขุนก็ลุกขึ้นหน้าตาเฉย
       “พี่ขุน จะกลับแล้ว”
       “กลับไปหาเรียม กลับมายังไม่ทันได้พูดจาเพราะเรียมไม่อยู่”
       “คุณพี่เรียมไปไหนคะ”
       ขุนภักดีส่ายหน้า สนสงสัยขึ้นมา
       “พี่ขุนยังกินข้าวไม่เสร็จ”
       “พี่จะไปกินกับเรียม ที่ผ่านมาพี่ทำเลวกับเรียมไว้มากมาย แต่เรียมไม่เคยเคืองพี่สักครั้ง เรียมอภัยให้พี่ สนับสนุนพี่ทุกอย่าง แม้แต่พี่อยากได้สน เรียมก็เอ่ยปากก่อนที่พี่จะขอด้วยซ้ำ พี่ต้องแก้ตัว พี่ต้องแก้ไขในสิ่งผิดพลาดแต่หนหลัง สนเล่ารักพี่มากไหม”
       “มากสิคะ มากที่สุดกว่าใดๆ ในโลกนี้ค่ะ”
       “ไฮ้ ...พี่ไม่ต้องการให้สนรักพี่มากที่สุด พี่อยากให้สนรักเทิดศักดิ์ให้มากที่สุด คนเราไม่ควรรักผัวรักเมียมากกว่ารักลูก และพ่อแม่”
       “พี่ขุนกำลังจะบอกอะไรสนหรือคะ”
       “สนทำสิ่งใดให้นึกถึงเทิดศักดิ์ให้มากๆ ชื่อเสียงของลูก ย่อมขึ้นอยู่กับการกระทำของพ่อแม่ด้วย”
       “สนคิดถึงเทิดศักดิ์ตลอดเวลาค่ะ”
       “ขอบใจมาก ที่ผ่านมาพี่ไม่รู้ดอกว่าสนเคยทำอะไรผิดหรือไม่ผิดมากน้อยประการใด แต่พี่ขอร้องให้สน ร่วมมือกันทำแต่สิ่งดีงามให้ตระกูลภักดีภูบาลของเรา เลิกเกลียดชังใครที่สนเกลียดชังเสีย ใจสนก็จะสงบ บ้านเราก็จะสงบ ลูกเราก็จะมีแต่ความสุข พี่รักสนไม่น้อย พี่ไม่อยากเห็นสนทุกข์ระทมยามแก่เฒ่า”
       สนพูดไม่ออก ท่านขุนลูบหัวสนอย่างเวทนา แล้วหันตัวกลับ ลงเรือนไปทันที
       “พี่ขุนพยายามจะบอกใบ้อะไรเรา สายเกินไปแล้วค่ะพี่ขุน สนกลับตัวกลับใจไม่ทันแล้วค่ะ”
      
       สนบอกกับตัวเอง


  


       ไม่นานต่อมา ขุนภักดีอยู่บนเรือนใหญ่ ดึงเรียมมาโอบกอดอย่างแสนรัก
      
       “เรียมจ๊ะ พี่รักเรียมมาก ทั้งรักทั้งเทิดทูน”
       “พี่เทพเป็นอะไรคะ จู่ๆ มาบอกรักกันตอนกำลังจะมีหลาน”
       “พี่รู้สึกเช่นนั้นกับเรียมจริงๆ ไม่ใช่แค่พี่จะมาตอกย้ำความรักตอกย้ำความเทิดทูนเท่านั้น พี่จะขอโทษเรียมด้วย”
       “ขอโทษ เรียมทำไมคะ ไม่เคยถือโทษโกรธพี่ขุนสักครั้ง”
       “นั่นแหละยิ่งทำให้พี่ละอายแก่ใจ เรียมจ๋าพี่ขอโทษ ที่ไม่ประพฤติเป็นผัวเดียว เมียเดียว ถึงเรียมจะยินยอม แต่ลึกลงไปในหัวอกคนที่เป็นเมียคนแรก เรียมคงชอกช้ำมากมาย”
       “เรื่องราวมันผ่านมานานแล้วค่ะ”
       “ยังมีอีกเรื่อง พี่ทำให้เรียมไม่สบายใจเรื่องที่เรียมไม่มีลูก พี่หาเหตุมีเมียอีกเพื่อมีลูก ความจริง ไม่จำเป็นเลย พี่ข่มขู่เรียมว่าอย่าทำให้ลูกพี่ในท้องเรียม มีอันเป็นไปไม่เช่นนั้นเราขาดกัน พี่ผิดจริงๆ”
       เรียมเสียวในใจวูบ
       “เอ้อ...”
       “พี่เห็นแก่ตัวเหลือเกิน”
       “ขอบคุณมากค่ะ พี่เทพ ที่พี่เทพแสดงน้ำใจกับเรียม”
       “พี่ไปบางกอกครั้งนี้พี่ใช้เวลาไตร่ตรองตัวเอง และได้รับคำสั่งสอนเตือนสติจากท่านเจ้าพระยา พี่เปลี่ยนเป็นคนใหม่โดยแท้จริงแล้ว นะจ๊ะเรียม”
       “เรียมดีใจมากค่ะ พี่เทพ พรุ่งนี้เรียมจะรอข่าวดีจากพี่เทพ เรื่องเนียน”
       “พูดถึงเนียน พี่ก็มีเรื่องดีๆ จะบอกเขา แต่ไม่ทันได้บอก กลับมาจะบอกก็เกิดเรื่อง พรุ่งนี้เถิดพี่จะบอกเขาเสียที”
       “คงเป็นเรื่องดีงามนะคะ พี่เทพ”
       “ใช่จ้ะ เรื่องดีงาม แต่ในฐานะที่เรียมเป็นคนสะกิดเรื่องนี้กับพี่เสมอมาพี่บอกเรียมคนแรกก็ได้”
       “พี่เทพจะบอกอะไรเรียมคะ”
       “พี่เชื่อแล้ว ว่าหนูติ๋วเป็นลูกพี่”
       เรียมตกใจระคนดีใจ “พี่เทพ”
       “พี่ขอบใจที่เรียมคอยเตือนสติพี่ เอ้อ...แต่พี่ พี่ไม่กล้าจะเอ่ยปากบอกหนูติ๋ว พี่อาย พี่เคยทำไม่ดีกับแกเอาไว้ เรียมแนะนำพี่ได้ไหม ว่าพี่ควรทำอย่างไรกับแกดี”
       “ก่อนอื่น พี่เทพไปประกันตัวเนียนมาให้ได้ก่อน พูดจากับเนียนเรื่องนี้แล้วค่อยๆ ไปพูดกับหนูติ๋ว”
       “ตกลง ขอบใจเรียมมากจ้ะ”
       สองคนดูสบายอกสบายใจ และมีความสุขมาก
      
       ขณะเดียวกันทั้งสองต่างนอนไม่หลับเช่นเดียวกัน เนื้อทองนอนยิ้มน้อยๆ มั่นใจว่าท่านขุนช่วยประกันแม่ได้
       นึกถึงใบหน้าเมตตาที่ท่านขุนยิ้มส่งมาให้
       เนื้อมทองยิ้มกว้างมากขึ้นไปอีก
       “เพราะเหตุใดหนอท่านขุนจึงดูเปลี่ยนไปกับเรา ยิ้มให้เราเหมือนยิ้มให้คุณหนูอี๊ด”
       ส่วนทองจันทร์นอนไม่หลับ มองไปบนขื่อด้านบน เห็นแมงมุมอุ้มไข่ ไต่ตีอกชกหัว อยู่ไปมา
       “แมงมุมอุ้มไข่ไต่ตีอกชกหัว โบราณถือ”
       ขาดคำแมงมุมก็ตกลงมาตาย ตรงหน้าทองจันทร์ร้องลั่น
       “ว้าย”
       เนื้อทองสะดุ้งรีบมาดู
       “คุณย่า ตกใจอะไรหรือคะ”
       ทองจันทร์ชี้แมงมุม อุ้มไข่ที่ตกลงมาตายตรงหน้า
       “แมงมุมนั่น มันตกลงมาตายตรงหน้าย่า มันคือลางสังหรณ์ไม่ดี”
       “ไม่จริงค่ะ คุณย่า แมงมุมนั่นมันตายตามธรรมชาติของมันค่ะ”
       “มันตกลงมาตายตรงหน้าย่า ทำไมมันไม่ตกลงมาตายที่อื่น มันกำลังจะบอกอะไรย่า”
       “คุณย่าขา ไข่มันหนัก มันก็เลยตกลงมา แค่บังเอิญเท่านั้นค่ะ ที่ตกลงมาตรงนี้ ถ้าคุณย่าไม่สบายใจ พรุ่งนี้ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์กับท่านพระครูดีไหมคะ”
       “ดี ๆๆ ขอบใจนะ ที่ปลอบใจย่า มีหลานสาวเขาก็ไม่เหลียวแลคนแก่ว่ากันว่า บางทีญาติกันก็สาวไส้กันไอ้กากิน แต่บางคนไม่ใช่ญาติก็ ยิ่งกว่าญาติ”
       ทองจันทร์ดึงเนื้อทองมากอด
       “เด็กดีของย่า หนูช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน แล้วจะไม่ให้ย่ารักของย่ามากกว่าหลานแท้ๆ สองคนนั่นได้อย่างไร วันนี้ขอย่ากอดให้เต็มที่สักทีนะหนูติ๋วนะ”
       “ค่ะ”
       เนื้อทองกอดตอบ สองคนกอดกันกลม ทองจันทร์น้ำตาคลอ
       “ย่าอยากอยู่เห็นเหลน แต่ย่าไม่รู้ดอกว่า จะอยู่ทันได้เห็นไหม” หญิงชราครวญ
       “หนูขอให้คุณย่าสมหวังค่ะ คุณย่าขา หนูรักคุณย่าค่ะ”
       “ย่าก็รักหนู รักมากๆ รักจริงๆ”
      
       สองคนกอดกันน้ำตาซึมไปทั้งคู่


  


       เวลาเดียวกันเนียนนั่งนิ่งพยายามข่มใจอยู่ในห้องขัง ภาพลูกสามคน แดงน้อย เนื้อทอง และ ทานตะวันผุดขึ้นในความคิดเนียนสะท้อนใจ น้ำตาไหลริน
      
       “ลูกรักทั้งสามของแม่ ชาตินี้แม่คงไม่ทันได้เห็นลูกทั้งสามรักใคร่ปรองดอง ยอมรับนับถือว่าเป็นพี่น้องกัน”
       เนียนวิตกเรื่องลูกทั้งสาม นั่งน้ำตาซึมอยู่อย่างนั้น
      
       สนนั่งหลับอยู่ฝันเห็นช้อยนำฝูงคนตายที่สนฆ่าทั้งหมดพากันเดินดาหกน้ามาหาสน ทุกคนถือมีดในมือ
       “อีสนอีคนใจแคบใจดำ กูจะฆ่ามึง พวกเราฆ่าอีสนเชือดเฉือนเนื้อเอาเกลือทาโยนให้อีกากิน”
       พร้อมกันนี้คนอื่นดาหน้าพากันทำท่าแทงสน นำโดยช้อย ทุกคนหัวเราะดีใจ มีความสุข
       “อีสน มึงตาย”
       สนตกใจตื่นกรี๊ดลั่นบ้าน “แอร๊ย”
       เทิดศักดิ์เข้ามา “คุณแม่”
       สนกำลังพยายามเอามือปัดป้อง
       “อย่า อย่านะ พวกมึงอย่ามายุ่งกับกู…”
       “คุณแม่พูดถึงใครครับ”
       สนตื่นเต็มที่ “เทิดศักดิ์”
       “คุณแม่ละเมออีกแล้ว บอกผมนะครับ คุณแม่กำลังกลัวอะไร พวกมึงที่ คุณแม่เอ่ยถึงคือใครครับ”
       “แม่เอ่ยหรือ แม่ไม่ได้กลัวอะไร แม่แค่ คิดมากเรื่องเนียน เรื่องคนตาย”
       “ถ้าคุณแม่ไม่ได้ทำอะไร เกี่ยวข้องกับพวกเขา คุณแม่ก็อย่าไปกังวลนะครับ”
       “แม่อยากอยู่คนเดียว ให้แม่อยู่คนเดียวนะเทิดศักดิ์”
       เทิดศักดิ์คร้านจะพูดกับแม่ จึงพยักหน้าเดินออกจากห้อง สีหน้าไม่สบายใจเอาเลย
      
       รุ่งเช้าเรียมกับขุนภักดีเดินตรงมาที่เรือนทองจันทร์ ขณะที่เนื้อทองซึ่งจะไปสอนหนังสือกำลังไหว้ลาทองจันทร์พอดี
       “คุณย่าขา หนูไปสอนหนังสือนะคะ”
       “ไปเถิดลูก ไปแล้วกลับมาพบข่าวดีของแม่หนูนะลูกนะ”
       “ขอบพระคุณค่ะ คุณย่า”
       เรียมกับท่านขุนเดินมาถึง สายตามองไปที่เนื้อทอง
       “คุณแม่ครับ ผมจะไปประกันตัวเนียนแล้วครับ”
       “ให้สำเร็จนะพ่อเทพ”
       “ครับ คุณแม่ เอ้อ จะไปสอนหนังสือรึ” ตอนท้ายขุนภักดีถามเนื้อทอง
       “เจ้าค่ะ”
       ท่านขุนติดอ่างไปเลย “เอ้อ...”
       “คุณพ..เอ๊ย ท่านขุนกำลังจะออกไป หนูติ๋วออกไปพร้อมกันสิจ๊ะ” เรียมเกือบหลุดว่า...คุณพ่อ
       “เอ้อ หนู ไปเองได้ค่ะ”
       “ทำไมถึงไปด้วยกันไม่ได้ เห็นชั้นเป็นยักษ์เป็นมารรึ”
       “เกรงว่าน่ะใช่นะพ่อเทพ ใจร้ายกับมันจนมันกลัวลนลาน จู่ๆ มาทำใจดี แต่ก็ดีไปสิหนูติ๋ว” ทองจันทร์บอก
       “ขอบพระคุณเจ้าค่ะ”
       ทานตะวันตามมาถึงเช่นกัน
       “นั่นจะไปไหนกันไม่ทราบค่ะ”
       “ไปประกันตัวเนียน ไปส่ง หนู เอ้อ ติ๋วไปสอนหนังสือ หนูอี๊ดจะไปร้านหรือยังไปกับพ่อ พ่อไปส่ง”
       “หนูไม่ต้องการนั่งรถคันเดียวกับลูกชู้ลูกฆาตกร”
       สามคนโมโห “ยัยอี๊ด”
       ทานตะวันบ่นบ้าต่อ
       “ร้านทำผมไม่ทำงานเช้านี่คะคุณพ่อ ว่าแต่คุณพ่อจะไปประกันตัวฆาตกรทำไมคะ ไม่อายหรือคะ”
       “พ่อไม่มีอะไรต้องอับอาย พ่อมั่นใจว่าเนียนไม่ผิด แต่โดนใส่ร้ายถ้าลูกยังไม่ไปทำงาน พ่อไปก่อน”
       “แหม ยัยติ๋วหน้าบานเหลือเกินนะยะ ได้นั่งชูคอในรถเก๋งท่านข้าหลวงไปสอนหนังสือ หอกข้างแคร่แท้ๆ”
       “หนูอี๊ด พ่อขอนะ อย่ากระแนะกระแหนใครอีก”
       “นี่คุณพ่อเป็นไปแล้วอีกคน คิดว่าจะมีแต่คุณแม่กับคุณย่าเท่านั้นซื้อรถให้หนูขับไปทำงานสักคันนะคะ คุณพ่อ หนูไม่อยากนั่งทับรอยคนบางคน เดี๋ยวฆาตกรก็ต้องนั่งรถคันนี้กลับมา”
       “ถามคุณแม่ดูเถิดว่าตกลงไหม ถ้าคุณแม่ตกลง พ่อก็ตกลง”
       ทานตะวันหันไปมองเรียมรอฟัง เรียมส่ายหน้า
       “ยังไม่ตกลง จะตกลงต่อเมื่อหนูเปลี่ยนนิสัยได้ พี่เทพรีบไปสิคะเสียเวลามากแล้วนะคะ”
       ขุนภักดีหันไป เนื้อทองเดินตามหลังต้อยๆ ทานตะวันเดินเบียดใส่เนื้อทองจนเซไปพร้อมกับด่า
       “มารความสุข”
      
        ทองจันทร์กับเรียมมองหน้ากัน แล้วส่ายหัวระอาใจเหลือแสน
        

       ฟากเนื้อทองไม่กล้าขึ้นรถที่เอกเปิด ให้ไปนั่งข้างๆ ท่านขุน
      
       “เอ้อ หนูนั่งข้างหน้ากับลุงเอกได้ค่ะ”
       “นั่งข้างหลัง แล้วมันเสียหาย หรือไม่สนุกรึอย่างไร”
       “เอ้อ เปล่าคะ”
       “ถ้าเช่นนั้นก็มานั่งสิ”
       เนื้อทองก้าวขึ้นไปนั่ง เอกเดินมาที่นั่งคนขับ พึมพำเบาๆ
       “นี่มันอะไรกันหนอ ถึงได้ยุบหนอพองหนอกันยกใหญ่”
      
       รถเคลื่อนตัวมาตามทาง ขุนภักดีลอบมองลูกสาว ส่วนเนื้อทองเอาแต่นั่งก้มหน้า เอกมองกระจกส่องหลังงงๆ
       “ถึงโรงเรียนโดยสวัสดิภาพแล้วหนูติ๋ว”
       เนื้อทองไหว้ขุนภักดี ท่านขุนทำท่าเหมือนจะมาลูบหัว
       เอกร้อง “อะแฮ้ม” ขณะมาเปิดรถให้เนื้อทองลงไป
       “ไอ้เอก อะไรติดคอเอ็งรึ”
       “เปล่าขอรับ”
       “รีบไปโรงพัก”
       เอกกุลีกุจอ
      
       ที่หน้าโรงพัก ผู้กำกับเอย ตำรวจน้อยใหญ่ แดงน้อย และเทิดศักดิ์ ต่างมารอรับขุนภักดีกันพร้อมเพรียง รถจอดท่านขุนก้าวลงมา ทุกคนทำความเคารพ แดงน้อยคนเดียวที่ไหว้
       “ไม่ต้องมาต้อนรับกันขนาดนี้ดอก ผู้กำกับ ผมมาขอประกันตัวนางเนียน
       “ครับท่านข้าหลวง เอ้อ... แต่กระผมขออนุญาตให้หมวดเทิดศักดิ์เจ้าของคดี กับนายอำเภอ แดงน้อยสอบถามอะไรท่านบางอย่าง”
       “ได้สิ พร้อมเสมอ”
      
       สามคนอยู่ในห้องตามลำพัง แดงน้อยกับ เทิดศักดิ์ตกตะลึง
       “คนที่ เนียนมารอพบคือพ่อเอง”
       “คุณพ่อ” สองหนุ่มอุทาน
       “พ่อเป็นคนส่งเนียนขึ้นเรือกลับไปงานศพที่สามชุกกับไอ้ถมด้วยตัวเอง แล้วสั่งให้ไอ้ถมไปรับเขากลับมาหาพ่อ เขารอพ่อนั่นเอง”
       “อะไรกันนี่” เทิดศักดิ์งง
       “น้าเนียนไม่ยอมเปิดเผยเรื่องนี้ เด็ดขาด” แดงน้อยว่า
       “เพราะเขาเป็นเช่นนี้เสมอมา เขาจึงพบแต่ความทุกข์ไม่เสื่อมคลาย เขายอมติดตะรางเพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับพ่อ เขารู้ว่าพ่ออาย พ่อต้องเสียเหลี่ยมลูกผู้ชายที่มานั่งรอเขา”
       “แล้วเรื่องรองเท้าเล่าครับ” เทิดศักดิ์ซัก
       “เนียนถอดวางไว้ พอพ่อได้ยินเสียงเทิดศักดิ์มา เนียนหารองเท้าไม่เจอพ่อก็เลย รีบให้เนียนขึ้นเรือ กลัวเทิดศักดิ์มาเจอแล้วพ่อเสียหน้า”
       “คุณพ่อพบคุณแม่สนหรือเปล่าครับ” แดงน้อยถามบ้าง
       “ไม่ได้พบ หมายถึงว่า เขาไม่เห็นพ่อ แต่พ่อเห็นเขาพบเนียนจริง”
       “แล้วเรื่องเสียงตะโกนบอกเสือหนักมาเล่าครับ” เทิดศักดิ์ถามต่อ
       “เสียงไอ้ถม พ่อให้ไอ้ถม ไปตะโกนหลอกแม่แก มิฉะนั้นแม่แกจะติดพันกับเนียน แถม แม่แก...”
       “ทำไมหรือครับ” เทิดศักดิ์สนใจ
       ขุนภักดีตัดบท “ไม่มีอะไร พ่อพูดจนหมดเปลือกขยายขี้เท่อจนหมดพุง พาพ่อไปประกันตัวเนียนได้แล้ว”
       สองคนพยักหน้า ท่านขุนลุก
       ไม่นานต่อมา เทิดศักดิ์มาไขประตูห้องขังให้เนียนด้วยตัวเอง
       “น้าเนียนครับ เชิญครับ”
       เนียนงงใหญ่ “นี่ นี่”
       “คุณพ่อมาครับ” แดงน้อยบอก
       “พี่มาประกันตัวเนียนจ้ะ” ขุนภักดีเอ่ยขึ้น
       เนียนตะลึงในคำพูดของท่านขุนที่ไม่อายใคร เรียกตัวเองว่าพี่กับเนียน แดงน้อยกับเทิดศักดิ์งงอีกครั้ง
       “เอ้อ เนียน เนียนกราบ ขอบพระคุณมากค่ะ”
       เนียนทำท่าจะทรุดตัวลงไปกราบ ขุนภักดีประคองไว้
       “กลับบ้านเรานะเนียน”
       เนียน “เอ้อ...” อีก
       “ไปสิ”
       เนียนเดินไปขุนภักดีมาเดินเคียงข้าง แตะข้อศอกเนียนไว้
       “เอ้อ...”
       ท่านขุนกระซิบดุ “มีแต่คนรับใช้ต่างหากที่เดินตามหลัง นี่เมียทั้งคน”
      
       เนียนอึ้ง อายแทบม้วนลงไปกองกับพื้น แดงน้อยกับเทิดศักดิ์มองตามยิ้มๆ ในอาการพิศวงงงงวยไปด้วย


  


       ขุนภักดีเดินแทบจะจูงมือเนียนพามาที่ท่าน้ำอันเงียบสงบ บรรยากาศงดงามสบายตา
      
       “เอ้อ...จะพาเนียนไปไหนหรือคะ”
       “พาไปนั่งกินลมชมธรรมชาติจ้ะ”
       “เอ้อ...”
       “เอ้อ เอ่ออ่านี่ไม่เลิกเสียทีนะเนียน พี่จะพาเนียนไปทำอะไรเดี๋ยวก็รู้ เรือจอดอยู่นั่นไปขึ้นเรือสิ”
       “ค่ะ”
       ท่านขุนดึงมือเนียนเดินไปต่อ เห็นเรือมีหลังคาจอดรออยู่
      
       ส่วนที่โรงพักสองหนุ่มคุยกันเรื่องความเปลี่ยนแปลงของขุนภักดี
       “อยากรู้จริงๆ ว่าคุณพ่อท่านให้นายถมไปรับน้าเนียนมาทำไม” เทิดศักดิ์คาใจ
       “ทำไมก็ช่างเถิด กันดีใจที่ตอนนี้ คุณพ่อของแกไม่รังเกียจน้าเนียน”
       “ไม่ใช่แค่ไม่รังเกียจ ดูรักใคร่มากมายเอาเสียด้วย เพราะอะไรหนอ”
       “เพราะอะไรก็ตาม น้าเนียนคงพ้นทุกข์พ้นโศกเสียที” แดงน้อยว่า
       “ทำไมคุณพ่อต้องให้นายถมตะโกนคำว่าเสือหนักมาเพื่อขู่คุณแม่นะ”
       “นายถมกำความลับของน้าเนียน แล้วใครฆ่านายถม จะมาโทษน้าเนียนไม่ได้ เพราะนายถมโดนฆ่าตายตอนที่น้าเนียนแกติดตะรางอยู่”
       พูดจบภาพที่สน โวยวายไล่แล้วอ้างว่าละเมอผุดขึ้นในหัวเทิดศักดิ์
       “มันอาจไม่ได้ตายเพราะกำความลับของน้าเนียน แต่ตายเพราะไม่ยอมคายความลับว่าน้าเนียนมาหาใคร หรือไม่ก็กลัวว่านายถมจะมาเป็นพยานที่เห็นน้าเนียนตลอดเวลาตอนมาที่ท่าน้ำ นายถมยังเป็นคนไปส่งน้าเนียนไปสามชุก แล้วจะเอาเวลามาฆ่ายัยช้อยตอนไหน”
       “เรื่องรองเท้าที่หายไปมาอยู่ในที่เกิดเหตุง่ายๆ เพราะว่า มีคนจงใจเอาไปวางไว้เพื่อใส่ร้ายน้าเนียน อัยการคงไม่ส่งฟ้องศาล แต่ตำรวจคือแกนั่นแหละต้องสืบหาว่าใครเอารองเท้าไปไว้เพื่อกลั่นแกล้งน้าเนียน”
       “กันไม่สบายใจ กันกลัวเหลือเกินว่ากันจะจับแม่ตัวเองเข้าคุก กันกลัวว่าเรื่องที่กันกลัวจะเป็นความจริง”
       แดงน้อยหนักใจแทนเพื่อนไปด้วย ชักเริ่มเห็นด้วยตามเทิดศักดิ์ เรื่องที่ว่าสงสัยสนเป็นผู้ต้องหาตัวจริง
      
       เรือลำหนึ่งล่องไปตามลำน้ำในแม่น้ำท่าจีน ขุนภักดีกับเนียนนั่งเคียงกันในเรือลำนั้น เนียนดูมีความสุขมาก ท่านขุนก็เช่นเดียวกันเฝ้าแต่มองหน้าเนียนตลอดเวลา พูดไปพูดมาก็กุมมือเนียนอย่างรักใคร่
       “พี่รู้นะว่ามีใครกำลังใส่ร้ายเนียน คนคนนั้นเกลียดเนียนมานานมากแล้ว พี่มันโง่เอง โง่ที่สุดในบ้าน ใช้ความหูเบาตัดสินเนียน พี่ไม่ยอมใช้เหตุผลไม่ฟังเรียมกับคุณแม่ แต่ไปฟังเอ้อ...” ขุนภักดีค้างคำไว้แค่นั้นไม่พูดต่อ
       “ตอนนี้พี่ขุนเข้าใจเนียนดีแล้ว ก็พอแล้วค่ะ อย่าไปเอ่ยถึงคนอื่นเลยนะคะ”
       “นี่แหละ นี่คือเนียน ไม่อยากเอ่ยถึงใครในด้านเสียหาย จนทำตนเอง เสียหายมาตลอดเวลา แต่ต่อไปนี้ พี่สัญญา ไม่มีอีกแล้วจ้ะเนียน”
       “ขอบพระคุณมากค่ะ พี่ขุน”
       “วันนี้พี่จะขอพูดทุกอย่างให้หมดเปลือก เราจะไม่สงสัยกันและกันอีกต่อไป พี่อยากจะบอกเนียนว่า พี่ไม่ติดใจเรื่องที่เนียนมีลูกมีสามีมาแล้ว พี่เข้าใจดีว่าเนียนต้องทำเพื่อพ่อของเนียน เนียนจึงต้องมาขัดดอกอยู่ที่บ้านของพี่ เนียนมิได้หลอกลวงพี่ เนียนบ่ายเบี่ยงพี่แล้ว แต่พี่ไม่ฟังเองคนที่เนียนมาพบที่ศาลาคืนนั้นคือพี่ชายไม่ใช่ชู้ของเนียน”
       “เอ้อ เขาเป็นพี่ชายของเนียนค่ะ เขามาเอาทองไปขายเพื่อรักษาตัวลูกชายที่ป่วยหนักของเนียนค่ะ เนียนกราบขอโทษที่เอาของที่พี่ขุนให้ไปใช้โดยไม่ขออนุญาตค่ะ”
       “มันเป็นของเนียนแล้ว เนียนจะเอาไปทำอะไร เอาไปโยนทิ้งมันก็สิทธิ์ของเนียน พี่อาละวาดเฆี่ยนตีเนียนเพราะหึงหวงเป็นสำคัญ”
       “พี่ขุนจะไม่ถามดอกหรือคะ ว่าพี่ชายเนียนคือใคร”
       “พี่ไม่ต้องการรู้ดอก เนียนจ้ะพี่อยากรู้จักลูกของเนียน พี่ไม่รังเกียจเขา พี่ยินดีต้อนรับเขา บอกพี่สิว่าเขาอยู่ที่ไหน”
       เนียนยิ้มทั้งน้ำตา
       “เนียนขอเวลา ให้คดีของเนียนสิ้นสุดลงก่อน แล้วเนียนจะพาเขามากราบพี่ขุน เพราะถึงตอนนี้ เขาเองยังไม่ทราบด้วยซ้ำ ว่าเขาคือลูกของเนียน”
       “ตกลงจ้ะ”
      
       ขุนภักดีเยื้อนยิ้มจับมือเนียนมากอบกุมไว้อย่างแสนรัก


  


       ฟากสนนั่งทอดสายตามองเหม่อไปในสายน้ำ ท่าทีว้าวุ่นและหวาดผวา หมกมุ่นอยู่กับความคิดของตนเอง
      
       ภาพเหตุการณ์ที่ตนกำลังจะแทงเนียน แล้วเสียงถมตะโกนว่าเสือหนักมาๆ ผุดมาหลอกหลอน ผสมกับเสียงท่านขุนที่แวะมาหา และบอกสนเรื่องฝันว่าเห็นสนถือมีดคมกริบไล่แทงคน
       “พี่ขุนฝันจริงรึว่าดักคอเรา นี่เราเป็นอะไรไป นรกมันกำลังเกาะกินใจเราอยู่หรือนี่ กินข้าวก็ไม่ได้ นอนก็หลับไม่ลง อีวายร้ายช้อยมันพาพวกนั้นมาไล่ฆ่าเอา โอ๊ย อยากจะกระโดดน้ำตายเหลือเกิน”
       สนลุกเดินไปยืนที่ท่าน้ำ หมิ่นเหม่มาก ครั้นพอมองลงไปที่พื้นน้ำด้านล่าง ก็ต้องตกใจ
       “อีช้อย”
       สนแลเห็นใบหน้าโชกเลือดของช้อยที่มองมาที่สนจากใต้ผืนน้ำที่กั้นอยู่ ช้อยกวักมือเรียกสนหยอยๆ
       “มาสิ อีสน มาสิมาหากู”
       สนตกใจผงะกรีดร้อง
       “อีช้อย ไปให้พ้น”
       สนหันหลังกลับวิ่งหนีไป เจอเอากับกบและแมวสวนมาพอดี
       “คุณสน”
       สองคนมองหา
       “คุณสนเจอผีอีช้อย”
       “ผีอีช้อยมันอยู่ไหนหรือคะ”
       “อีบ้า มึงอย่ามาซักไซ้กูนะ อีขี้ข้า”
       สนตวาดแล้วเดินพรวดออกไป แต่ไม่วายหันไปมองด้านหลัง สองคนสงสัยว่าสนมองอะไรในน้ำ จึงเดินมาดูบ้างชะโงกลงไป
       “มาจับผีอีช้อยใส่หม้อถ่วงน้ำกัน” กบบอก
       “เฮ้ย นั่น ผีปลา ไม่ใช่ผีอีช้อย ปลาชะโดตัวใหญ่โตหยั่งกะควาย” แมวร้องอย่างตื่นเต้น
       สองคน เห็นปลาชะโดตัวใหญ่ว่ายน้ำไปมา
      
       ฟากสองคนยังคงเพลิดเพลินอยู่ในเรือ อิ่มเอิบใจกับการพูดคุยปรับความเข้าใจกัน
       “เนียนจ๋า”
       “ขา”
       “เนียนมีอะไรจะถามพี่บ้างไหม”
       “ค่ะ วันก่อนที่ท่าน้ำ พี่ขุนกำลังจะพูดเรื่องหนูติ๋ว แต่คุณเทิดศักดิ์มาเสียก่อน พี่ขุนจะว่ากระไรเรื่องหนูติ๋วหรือคะ”
       ขุนภักดียิ้มกุมมือเนียนมาไว้ที่อกตัวเองขณะบอก “พี่จะบอกว่า หนูติ๋วคือแก้วตาดวงใจของพี่”
       เนียนตื่นเต้นตกใจมาก
       “พี่ขุน พูดว่ากระไรคะ”
       “หนูติ๋วคือแก้วตาดวงใจของพี่ แกคือลูกสาวของพี่”
       “พี่ขุนขา ทำไม ทำไม เอ้อ...”
       “ไม่..ไม่ทำไมดอก พี่มั่นใจว่าแกคือลูกของพี่ที่เกิดจากเนียน ไม่ใช่ลูกของผู้ชายที่มาหาเนียน พี่หลงผิดมาเสียนานไปทุบตีแก พี่อยากจะเอาขวานฟันมือตัวเองให้ขาดสองท่อน”
       “นี่เนียนฝันไปหรือว่าเนียนฟังผิด”
       ท่านขุนดึงเนียนมาแอบอิงกับอก
       “ยอดรักของพี่ เนียนไม่ได้ฟังผิด เนียนไม่ได้ฝันไป แต่ความจริงที่ถูกซ่อนเร้นมานานเผยออกมาแล้ว พี่น่าจะมองออกแต่แรก หนูติ๋ว มีเค้าหน้าบางอย่างเหมือนพี่ เหมือนเทิดศักดิ์ เหมือนหนูอี๊ดราวกับฝาแฝด”
       เนียนเต็มตื้น เริ่มผ่อนคลายลง และกล้าพูดกล้าถามขึ้นมาบ้าง
       “แก..แกไม่เหมือนเนียนบ้างดอกหรือคะ”
       “นั่นแน่ะ กลัวลูกหน้าไม่เหมือนตัวเองรึนั่น จะยอมรับไหมว่าแกคือลูกของพี่” ขุนภักดีสัพยอก
       “เนียนกราบขอบพระคุณที่พี่ขุน ยอมรับว่าแกคือลูกของพี่ขุนค่ะ”
       “พี่จะบอกแกให้รู้ตัว ค่ำนี้” ขุนภักดีว่า
       “อย่าเพิ่งเลยค่ะ ทุกคนในบ้านกำลังเคร่งเครียด เรื่องต่างๆ มากมายรอให้ทุกอย่างคลี่คลายก่อนเถิดค่ะ”
       ขุนภักดียิ้มเผล่ “ตกลงจ้ะ เมียว่าอย่างไร ผัวก็ว่าอย่างนั้นจ้ะ”
       “แหม เอ้อ…”
       “รักเนียนเหลือเกิน รักแม้ในยามที่เข้าใจผิดเนียน พี่ทนทรมานมานานเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเนียนไม่รักพี่ แต่ตอนนี้พี่ไม่ทรมานแล้ว”
       “เอ้อ ทำไมจู่ๆ พี่ขุนถึงเลิกเข้าใจเนียนผิดคะ”
       “เอาไว้ให้เรื่องวุ่นวายมันผ่านไปก่อนพี่จะบอกจ้ะ”
      
       ท่านขุนประทับจูบหน้าผากเนียนอย่างละมุนละไม สองคนอิงแอบกันต่ออย่างเป็นสุข


  


       สำรับอาหารมื้อนี้บนเรือนทองจันทร์ล้วนเป็นเมนูปลาทั้งนั้น ต้มยำปลา ปลาย่าง ปลายำ น้ำพริกปลา วางตรงหน้าทองจันทร์กับเรียม มีกบกับแมวยืนยิ้ม
      
       “นางกบนางแมว นี่เอ็งสองคน เอาปลาอะไรมาให้ข้ากินมากมาย”
       “นั่นน่ะสิ ทำไมทุกอย่างเป็นปลาทั้งนั้น กบ แมว” เรียมงงด้วย
       “ปลาผีอีช้อยเจ้าค่ะ” กบบอก
       สองคนร้อง “ไฮ้”
       แมวยืนยัน “ใช่เจ้าค่ะ ปลาผีอีช้อยจริงๆ เจ้าค่ะ”
       “แกสองคนอย่าล้น” ทองจันทร์เอ็ด
       เรียมถามทันที “เล่ามา นี่มันอะไรกัน”
       กบกะแมวทำท่าแย่งกันเล่า
       ครู่ต่อมาทองจันทร์กับเรียม สบตากันหลังฟังจบ
       “แม่สนมันกลัวขนาดวิ่งหนีผีอีช้อยเลยรึ”
       “เจ้าค่ะ” สองสาวประสานเสียง
       “สนกลัวผีช้อยขนาดนั้นรึ นี่มันกลางวันแสกๆ” ทองจันทร์ประหลาดใจ
       “เวรกรรมมันย้อนนี่มันไม่เลือกเวลาดอกเจ้าค่ะ” เรียมว่า
       “มันถึงเวลา ชดใช้กรรมเจ้าค่ะ” แมวบอก
       “แกสองคนคิดอะไร แกสองคนเข้าใจว่ากระไร” ทองจันทร์ซัก
       “คิดว่า คุณนายสน เอ่อ...” สองคนพูดพร้อมเพรียง แล้วเอาแต่ส่ายหน้าก่อนบอกต่อ “มิบังควรเอ่ยเจ้าค่ะ”
       ทองจันทร์มองหน้าเรียม
       “มันสองคนคิดว่า แม่สนฆ่านังช้อยปิดปาก”
       สองคนร้อง “ว้าย”
       “คุณแม่แน่ใจหรือคะ”
       “แน่ใจ มันโยนบาปให้เนียน นี่แม่ก็มีความหวังอยู่ที่พ่อเทพ จะหาคนที่เนียนมันมารอพบเจอ แล้วให้เขาเป็นพยาน”
       สีหน้าทองจันทร์ขณะพูด ดูมีความหวังเต็มเปี่ยม
      
       สนมาแอบฟังอยู่ใต้ถุนเรือน ได้ยินเต็มสองหู รู้สึกตกใจมาก
       “อีแก่ทองจันทร์มันจงใจจะให้กูเข้าตะราง อีแก่นี่ มันวอนกะกูถึงที่สุดแล้ว มึงไม่เคยไว้หน้ากู มึงจ้องจะเหยียบกูให้จมนรก ให้ได้”
       แดงน้อยเดินมาเห็นสนพอดี
       “สวัสดีครับ คุณแม่สน”
       “อุ๊ยตาย แดงน้อย เอ้อ เอ้อ แม่ เอ้อ...”
       “จะมาหาคุณย่าทองจันทร์หรือครับ”
       “ใช่จ้ะ จะมาคุยกับคุณแม่”
       “เชิญครับ ผมก็จะมาคุยครับ”
       “แม่เปลี่ยนใจแล้ว แม่คุยกับพ่อแดงน้อยก็ได้ อยากรู้เรื่องเนียน”
       “คุณพ่อขุนประกันตัวน้าเนียนออกไปได้เรียบร้อยแล้วครับ”
       สนใจหายวับ
       “มีพยานรู้เห็นว่ามันมาหาใครที่ท่าน้ำคืนนั้นแล้วรึ”
       “ครับ มีพยานครับ”
       “น่าเชื่อถือหรือเปล่า” สนซัก
       “ทั้งเมืองสุพรรณไม่มีใครน่าเชื่อถือไปกว่าท่านนี้อีกแล้วครับ” แดงน้อยพูดยิ้มๆ
       “ใคร” สนฉงนหนัก
       แดงน้อยส่ายหน้า
       “ผมบอกไม่ได้ครับ เกรงว่าจะทำให้เสียรูปคดีในการติดตามหาคนร้ายตัวจริง”
       “นี่หมายความว่า ไม่เชื่อกันว่าเนียนฆ่านางช้อยรึ”
       “คล้ายๆ เช่นนั้นครับ”
      
       สนใจคอไม่ดี จิตใจหวั่นไหวมากขึ้นไปอีก
      

       สองคนสนทนากันต่ออยู่บนเรือนขณะทานข้าวไปด้วย
      
       “พี่เทพหายไปเลย เรียมก็ตั้งตารอฟังข่าวเนียนอยู่นะคะ”
       แดงน้อยปรากฏตัว ก้าวเข้ามาไหว้สองคน
       “พ่อแดงน้อย” ทองจันทร์ตื่นเต้น
       “แม่กำลังรอฟังข่าวเนียน รู้เรื่องบ้างไหม”
       “ทราบครับ คุณพ่อขุนท่านประกันตัวน้าเนียนไปได้แล้วครับ”
       “อ้าว แล้วหายไปไหน” ทองจันทร์ปลกใจ
       “ไม่ทราบครับ แต่ไปกันนานแล้วครับ ผมมานี่ก็จะมาเรียนว่าจากปากคำของคุณพ่อขุน อัยการอาจไม่ส่งฟ้องศาลครับ”
       สองคนประสานเสียง “โล่งอก”
       “มามา มากินข้าวกับย่า”
       “มีต้มยำพุงปลาชะโดผีนางช้อย ยำเนื้อปลาชะโดผีนางช้อย” กบบอก
       “ผีปลาชะโดย่างนางช้อย น้ำพริกปลาผีนางช้อยเจ้าค่ะ” แมวเสริม
       “หุบปากไปเลยเอ็งสองคน รีบไปเอาจานชามมาเพิ่มให้นายอำเภอ”
       เรียมอธิบายเห็นแดงน้อยทำหน้างงเรื่องปลา “สองคนนี้เขาไปพบ สนตกใจกลัวปลาหาว่าเป็นผียัยช้อยน่ะจ้ะ”
       “มันก็เลยจับผีปลานางช้อยมาต้มยำทำแกงให้ย่ากิน”
       “อ๋อ เอ้อ เมื่อสักครู่ ผมพบคุณแม่สน ที่บันไดเรือน นัยว่าจะมาคุยกับคุณย่า” แดงน้อยบอก
       “มาแอบฟังน่ะไม่ว่า ตุ๊กแกกินปูนร้อนทอง วิ่งพล่านแหกปากร้องไม่หยุด..เฮ้อ”
       ทองจันทร์รู้ทันสน พูดจาเย้ยหยันเพราะเกลียดน้ำหน้าสนมากขึ้นทุกที
      
       ทางด้านขุนภักดีกับเนียน พูดกันจบเข้าใจกันดีแล้ว ท่านขุนอ้อนต่อ
       “พี่มีความสุขเหลือเกิน ที่เนียนเข้าใจพี่ พี่เป็นผู้ชายที่โชคดีมาก เรียมก็เข้าใจพี่ ไม่เคยปริปากว่าพี่ นอกจากเตือนสติพี่ ในเรื่องหนูติ๋วเสมอมา แต่พี่หาฟังไม่ ทำไมทั้งเรียมทั้งเนียนถึงดีกับพี่ถึงเพียงนี้”
       “ชีวิตเนียน ตัวของเนียน ฝากไว้กับพี่ขุน คุณท่าน คุณเรียม ตั้งแต่วันที่พ่อของเนียนเอ่ยปากยกเนียนให้ไว้แล้วนี่คะ”
       “เนียนฝากพี่ไว้แค่ตัวกับชีวิตเท่านั้นเองรึ แล้ว...อย่างอื่น...”
       “อะไรหรือคะ”
       “หัวใจจ้ะ หัวใจของเนียน ไม่ได้ฝากพี่ไว้ดอกรึ”
       “เอ้อ...แหม เนียน กระดากปากที่จะเอ่ยเรื่องฝากหัวใจไว้กับผู้ชาย”
       “พี่ผู้ชายอื่นที่ไหน ผัวของเนียนแท้ๆ และยามนี้ มีแค่เราสองคนเท่านั้น ผัวเมียกันปิดบังกันเรื่องหัวใจ มันไม่ถูกต้องนะเนียน ว่าอย่างไร เนียนเอาหัวใจฝากพี่ไว้หรือเปล่า”
       “พี่ขุนเต็มใจรับไว้หรือเปล่าคะ”
       “ไม่ยอมตอบกันตรงๆ นี่จะให้พี่คุกเข่าลงไปขอให้ได้รึ พี่จะได้เรียกคนขับเรือมันมาเป็นพยาน ขอให้เนียนมอบหัวใจให้พี่”
       “อย่านะคะ คือ เอ้อ เนียนมอบหัวใจให้พี่ขุน ตั้งแต่วันแรกที่พี่ขุนเอ้อ..เข้าใจผิดคิดว่าเนียนเป็นคุณเรียมแล้วค่ะ”
       ท่านขุนยิ้มร่า ภาพที่ตนเข้าไปกอดเนียนด้านหลังยังติดตาจนวันนี้ ขุนภักดีหัวเราะชอบใจ
       “ชื่นใจแท้ๆ ใจเราตรงกัน วันนั้นพอพี่ปะหน้าเนียน รู้ไหมเนียนกระชากหัวใจพี่ปลิวออกไปจากตัว พี่ตกลงไปในหลุมรักของเนียนทันที”
       ไม้พูดเปล่าท่านขุนขโมยหอมแก้มเนียนอีก
       “พี่ขุนขา เนียนอายุมากแล้วนะคะ”
       “นั่นสิ ผู้หญิงอะไรยิ่งอายุมาก ยิ่งงดงามทั้งหน้าตากายและจิตใจ”
       “กลับกันได้หรือยังคะ ยังมีปัญหารอพี่ขุนให้แก้อีกหลายเรื่องนะคะ”
       “จ้ะ เย็นนี้พี่ขอกินต้มยำพุงปลาช่อนฝีมือเนียนนะจ๊ะ”
       “ค่ะ”
       “กลับไปถึงบ้าน พี่จะเรียกบ่าวไพร่มาประกาศให้รับรู้กันทั่ว ว่านี่คือคุณนายเนียน ที่พวกมันต้องยกย่องให้เกียรติ”
       “อย่าเพิ่งสิคะ ให้พวกเขารับรู้กันเองดีกว่า จะไปป่าวประกาศ เพียงท่าทีที่พี่ขุนแสดงต่อเนียน นายถม ยังเปลี่ยนท่าทีกับเนียน จนเนียนต้องห้ามปราม น่าสงสารเขานะคะ”
       “มันตายเพราะพี่ พี่จะไม่ให้มันตายฟรี แม้แต่นางช้อย ไอ้สาย ไอ้เสริม คนต้มเหล้าก็เหมือนกัน ทุกคนไม่ตายฟรี คนที่ฆ่าพวกมันคือคนเดียวกัน พี่กำลังจับสังเกตคนผู้นั้นอยู่”
       เนียนไม่กล้าต่อปากต่อคำเรื่องคนฆ่าคนเหล่านั้น
      
       ขณะเดียวกันทานตะวันหงุดหงิดหน้าบูดบึ้งงอง้ำ หน้าไม่รับแขก คุณนายปลัดจังหวัดเข้ามาทำผม พิศมัยมารายงาน
       “อีติ๋ว ยัยเนียน” ทานตะวันบ่นเบาๆ “แกสองคนแม่ลูก กำลังทำลายชั้น”
       “คุณทานตะวันขา คุณนายปลัดจังหวัดมาค่ะ”
       “เห็นแล้ว ไม่ได้ตาบอด” ทานตะวันตวัดเสียงใส่
       คุณนายที่กำลังยิ้ม หุบไปทันที หน้าเสีย
       “คือคุณนายอยากให้คุณทานตะวันเซทผมให้ค่ะ”
       “อยากได้ทรงปารีเซียงค่ะ”
       “เอาไว้วันหลังเถิด วันนี้ มีเรื่องกำลังคิดหลายเรื่อง”
       พิศมัยอึ้ง คุณนายก็พูดไม่ออก เพราะนี่ลูกสาวข้าหลวง นายของสามี พิศมัยรู้สึกไม่ถูกต้อง
       “แต่คุณทานตะวันขา คุณนายเธออุตส่าห์เสียเวลามา และนัดเอาไว้ล่วงหน้าแล้วนะคะ”
       “เธอนัดเอง ชั้นนัดที่ไหนกัน ขอเสียทีหยุดกวนใจได้ไหม รำคาญจะแย่”
       “คุณทานตะวันมอบให้พิสมัยเป็นคนนัดลูกค้าเองนะคะ” พิศมัยเถียง
       ทานตะวันขึ้นเสียงใส่ “เอ๊ะ แม่พิศมัย พูดจาภาษาคนไม่รู้เรื่องรึ เซ้าซี้อยู่ได้”
       พิศมัยจนปัญญา คุณนายจึงลากลับ
       “ไม่เป็นไรดอกค่ะ คุณทานตะวัน ดิชั้นกลับไปก่อนก็ได้ค่ะ”
       “เชิญ”
       “พิศมัยต้องขอประทานโทษนะคะ คุณนาย”
       คุณนายแอบถอนใจเดินออกไปบ่นเบาๆ กับพิสมัย “คงจะไม่มาอีกแล้วจ้ะ”
       พิศมัยแอบค้อน ทานตะวันได้ยินผลักเก้าอี้โครมคราม
       “แล้วใครง้อให้มา”
      
       ลูกค้าบางคนที่นั่งรออยู่แล้ว ต่างตกใจมองหน้ากันเลิ่กลั่ก


  


       เวลาเดียวกันขุนภักดีพาเนียนมากราบแทบเท้าทองจันทร์
      
       “เนียนกราบคุณท่านเจ้าค่ะ”
       “ชั้นดีใจที่แกได้ประกันตัวกลับมาแล้ว ดีใจมากๆ ดีใจจริงๆ ขอบใจมากนะยะพ่อเทพ ที่รู้จักคำว่าบริสุทธิ์ยุติธรรมคืออะไร”
       “พุทโธ่ คุณแม่ครับ ผมเป็นเจ้าเมืองสุพรรณนะครับ ดูแลผู้คนทั้งเมือง แล้วเนียนนี่ก็เมียผมทั้งคน กระไรผมจะปล่อยปละละเลย”
       ยินลูกชายว่า แถมเรียกเนียนว่า เมีย ทองจันทร์ตกใจบ้วนน้ำหมากปรี๊ดลงกระโถน
       “พ่อเทพว่ากระไรนะ แม่ฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อว่ามันมาจากปากของพ่อเทพ ว่าไงเนียน นี่ผู้ชายคนนี้เขายอมรับว่าแกเป็นเมียเขาตั้งแต่เมื่อไหร่”
       เนียนอึกอัก “เอ้อ...”
       “แล้วแกยอมรับว่าเขาเป็นผัวแกตอนไหน” หญิงชราคาดคั้นท่าทีน่าขัน
       “คุณแม่ครับ ผมไปปรับปรุงตัวเองมาจากบางกอกแล้วขอรับ”
       “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง แม่ก็ดีใจมาก บ้านนี้จะได้อยู่เย็นเป็นสุขกัน เลิกอยู่ร้อนนอนทุกข์กันเสียที ดีใจกับแกอีกครั้งนะเนียน” ทองจันทร์ยิ้มชื่น
       “เจ้าค่ะ คุณท่าน”
       “ตอนนี้แกกลับมาเป็นคุณนายเนียนแล้ว อย่ามาเจ้าคงเจ้าคะ อย่ามาคุณท่าน”
       “คุณแม่พูดถูกแล้วจ้ะเนียน เปลี่ยนการเรียกเสียใหม่ว่าคุณแม่”
       “เอ้อ แต่ว่าหนูติ๋วยังไม่ทราบความจริงนะคะ พี่ขุน” เนียนท้วง
       “ก็รีบแล่นไปบอกให้มันทราบเสียสิ มันจะได้ดีใจ แค่พ่อเทพส่งสายตาเอ็นดูมัน พูดกับมันดีๆ เมื่อคืนวานเมื่อเช้านี้ มันก็ดีใจจนเนื้อเต้นกระฉอก”
       “ผมก็อยากจะบอกลูกจนเนื้อเต้นกระฉอก แต่เนียนเขาขอร้องเอาไว้ ครับคุณแม่ รอให้อะไรมันคลี่คลาย แล้วให้ผมไปบอกกับลูกด้วยตัวเอง”
       “ก็ตามแต่ใจของพ่อเทพกับแม่เนียนเถิดนะ แม่เองก็สบายใจจะได้ไม่ต้องฝืนใจไปพูดอะไรที่แม่ไม่อยากจะพูด”
       ขุนภักดีข้องใจ “พูดอะไรหรือครับ คุณแม่”
       ทองจันทร์ฉุกคิดถึงคำพูดที่ช้อยบอกว่าเทิดศักดิ์อาจไม่ใช่ลูกของท่านขุน แต่ในที่สุดก็ส่ายหน้า
       “ไม่มีอะไรดอก แม่ก็แค่หญิงชราปากร้าย แต่ความจริง ทำร้ายใครไม่ลงดอก เอาเถิด รีบพาเนียนมันไปไหว้แม่เรียมซะ รายนั้นช่างดีงามไปหมดทั้งกายวาจาใจ พ่อเทพโชคดีนะมีเมียสามกายวาจาใจดีตั้งสอง แม้ว่าอีกหนึ่งจะเอาไม่อยู่ กรรมใครกรรมมัน ไปเถิด แม่เรียมรอดีใจอยู่”
       เนียนกราบทองจันทร์อีกครั้ง ท่านขุนประคองเนียนลุกขึ้น
       “ประเดี๋ยวก่อนพ่อเทพ นี่ของกำนัลของพ่อเทพทำตกเอาไว้เมื่อคืน จะเอาไปกำนัลผู้หญิงที่ไหนรึ”
       ขุนภักดีรับมาสีหน้าเขินๆ สบตาเนียนส่งให้
       “พี่เอามารับขวัญเนียนจ้ะ แต่ว่าตกใจเรื่องร้ายของเนียนจนลืมของกำนัล”
       เนียนยิ้มยกมือไหว้ ทองจันทร์อมยิ้มตามไปด้วย แต่ทำโบกมือไล่
       “ไปๆๆๆ อย่ามาทำส่งสายตาหวานกัน ชั้นกลัวตาเป็นกุ้งยิง”
       ท่านขุนหัวเราะขำมารดา
      
       ฟากเนื้อทองเดินออกมาจากโรงเรียน เจอเทิดศักดิ์มารอรับอยู่แล้ว
       “พี่เทิดศักดิ์”
       “พี่มาบอกข่าวดี”
       “แม่เนียนได้ประกันตัวแล้ว” เนื้อทองโพล่งขึ้น
       “ครับ”
       เนื้อทองดีใจมากจนเผลอมาจับมือเทิดศักดิ์เขย่า
       “หนูดีใจที่สุด เพราะท่านขุนเมตตาแม่ใช่ไหมคะ”
       “ครับ คุณพ่อท่านเมตตา น้าเนียนมาก ท่านให้การเป็นประโยชน์ซึ่งน่าจะทำให้อัยการสั่งไม่ฟ้อง”
       “นี่ช่างเป็นข่าวดีที่สุด ในชีวิตของหนู”
       “ครับ เป็นข่าวดีที่สุด ของพี่กับแดงน้อยด้วย”
       เทิดศักดิ์กุมมือเนื้อทองเอาไว้ เนื้อทองนึกได้อายมาก
       “เอ้อ หนูดีใจมากเกินไปแล้วค่ะ หนูเอ้อ…”
       “ขึ้นรถสิครับ พี่จะไปส่งน้องติ๋วที่บ้าน”
       “หนูไปเองได้ค่ะ หนูเกรงใจ”
       “เราอยู่บ้านเดียวกันแท้ๆ นะครับ แม้ว่าจะคนละเรือน อย่าเกรงใจไปเลย”
       “ขอบคุณมากค่ะ หนูจะกลับไปกอดแม่ จะกลับไปกราบขอบพระคุณท่านขุน”
       เทิดศักดิ์พยักหน้า ยิ้มเอ็นดูเนื้อทอง
      
       ด้านท่านขุนเดินคลอเคลียเนียนมาท่าทีกระหนุงกระหนิง
       “เนียนจ๋า”
       “คะ พี่ขุน”
       จังหวะนี้กบกับแมวเดินหอบกระจาดสวนมา ไม่เชื่อสายตาตกตะลึงทำกระจาดหล่น
       “นางแมว ตาข้าฝาดหรือเปล่า”
       “นางกบ ตาข้าพร่ามัวแน่ๆ”
       “นางกบ นางแมว นางปากมาก พวกเอ็งทำกระจาดหล่น ยังไม่รีบเก็บ” ขุนภักดีเอ็ดเอา
       “กบ แมว ขอบใจมากนะจ้ะ ที่เป็นห่วงชั้น เมื่อวันก่อน” เนียนบอก
       “แต่วันนี้ดูทีท่าว่าจะต้องหมดห่วงแล้วนะจ้ะ” กบแซว
       “มิใช่แค่หมดห่วงเท่านั้น คงต้องยินดีด้วยแล้วนะจ้ะเนียน” แมวตาม
       “เรียกผิดแล้ว เอ็งสองคนเรียกเสียใหม่ นี่คุณนายเนียน” ขุนภักดีสั่ง
       “พี่ขุนคะ”
       กบกะแมวเต็มใจอยู่แล้ว “เจ้าค่ะ คุณนายเนียน”
       “เอ็งสองคนรีบไป แล้วหุบปากเสียให้สนิท ถ้าเอ็งไม่หุบ ข้าจะหุบให้เองด้วยหางปลาชะโดผีอีช้อยที่พวกเอ็งจับมา”
      
       สองคนรีบก้มฉวยกระจาดกระโจนออกไปโดยไว


  


       ไม่นานต่อมา เนียนก้มลงกราบเรียม เรียมขยับมาประคองเนียนให้ลุก ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดรอดออกจากปากคนทั้งคู่ 20 กว่าปีที่เฝ้ารอวันนี้ สองคนกอดกันน้ำตาไหลริน
      
       ขุนภักดีมองเมียทั้งสองคนอย่างเต็มตื้น พลอยซึ้งตามไปด้วย
       “เนียนกราบขอบพระคุณ คุณเรียมมากค่ะ ที่พยายามช่วยเนียนจนสุดกำลัง”
       “กำลังชั้นรึจะสู้แรงกำลังของพี่เทพ ดีใจมากจริงๆ เนียน ขอบคุณมากค่ะ พี่เทพที่อุตส่าห์จัดการเรื่องเนียนจนสำเร็จ”
       “อุตส่าห์ที่ไหนกัน ตั้งใจจงใจเจตนาทำต่างหาก พี่ทำตามคำสั่งสอนอบรมของเรียมนะจ๊ะ เนียนรู้ไหมว่าใครที่พี่กลัวและเกรงที่สุดในชีวิต คุณพี่เรียมของเนียนไงจ๊ะ”
       เรียมค้อนขวับ “พี่เทพแขวะเรียมอีกแล้ว นี่พากันหายไปนาน พูดจาพาทีกันรู้แจ้งหมดแล้วใช่ไหมจ๊ะ เนียน”
       “ค่ะ คุณเรียม”
       “คุณพี่เรียมอย่างที่พี่เทพบอกสิ”
       “ค่ะ คุณพี่เรียม”
       “เรียมจ๊ะ เนียนจ๋า ถึงแม้ว่าหมอกเมฆยังไม่ผ่านพ้นบ้านเรา แต่มันก็เจือจางมากแล้ว เย็นนี้ ขอพี่มีความสุขมากๆ สักวัน ในรอบหลายปีนะจ้ะ พี่อยากจะขอความเมตตาจากเรียม”
       “พี่เทพจะมีเมียคนที่สี่” เรียมเย้า
       ท่านขุนร้องลั่น “ฮ้าย เรียมแกล้งเย้าพี่ พี่จะขอ ขอ...”
       “ขออะไรหรือคะ”
       “เล่นจะเข้ให้พี่ฟัง ส่วนเนียน ต้มยำปลาช่อนของโปรดของพี่ อ้อ แต่งตัวกันให้สวยๆ ทั้งสองคน คิดแล้วปลื้มแท้ๆ จะมีใครในเมืองสุพรรณที่มีเมียสวยสดงดงามเหมือน...”
       ขุนภักดีพูดยังไม่จบเรียมเย้าขึ้น “ขุนแผนค่ะ”
       “ขุนภักดีภูบาลต่างหาก”
       “เอ้อ แล้วคุณสนเล่าคะ” เนียนเอ่ยขึ้น
       “นั่นสิคะ เราต้องบอกสนด้วยนะคะ อย่าลืมว่าพี่เทพมีเมียสามคนนะคะ”
       “คือพี่เห็นคุณแม่ท่าน ไม่ค่อยจะถูกกับสน เจอกันทีไร ท่านอารมณ์เสียทุกที และตอนนี้พี่เองก็…”
       ภาพที่สนกำลังจะแทงเนียนตำตาท่านขุนผุดขึ้นมาอีก แต่เรียมบอกย้ำ
       “ก็ต้องให้ความยุติธรรมกับทุกคนโดยเท่าเทียมกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นค่ะ”
       “เนียนช่วยให้กบหรือแมวก็ได้ไปบอกสนด้วย”
       “ค่ะ”
       ท่านขุนสีหน้าไม่สนุก แต่เรียมทำไม่เห็นเพราะไม่รู้ว่าท่านขุนกำลังสงสัยสนหลายเรื่องราว
       “พี่ขอตัวไปศาลากลางก่อน ตอนเย็นพบกันนะจ้ะ เรียม เนียน”
       ขุนภักดีแตะมือเนียนข้าง เรียมข้าง อย่างมีความสุข
      
       สนดูออกจะโกรธๆ ทันทีที่ฟังสองสาวบอกจบ
       “กูไม่ไป ใครจะมาด่าก็มาด่าถึงเรือนนี่เลย”
       กบกะแมวสบตากันยิ้ม
       “เจ้าคะ ดิชั้นจะไปเรียนคุณท่านว่า ถ้าไม่พอใจให้มาด่าคุณนายสนที่เรือนเจ้าค่ะ” กบว่า
       “อีนังกบ มึงประชดกู อีแมวอีกคนกูรู้มึงส่งสายตาล้อเลียนกู”
       “หามิได้นะเจ้าคะ ใครกล้าส่งสายตาล้อเลียนคุณนายสน คนนั้นมันก็กล้าจนบ้าบิ่นแล้วเจ้าค่ะ” แมวว่า
       “มึงสองคนไปให้พ้นหน้ากูนะ ก่อนที่จานชามแก้วน้ำจะบินไปตบหน้ามึงสองคนแหก” สนตะเพิด
       “เจ้าค่ะ” สองคนถอย
       “เดี๋ยว นางเนียนมันกลับมาแล้วใช่ไหม”
       “ใช่เจ้าค่ะ” สองคนบอก
       “ท่านขุนไปประกันตัวเอง และรับกลับมาบ้านเองนะเจ้าคะ” กบบอกอีก
       “ประกันตัวเสร็จได้ยินว่า พากันไปรับขวัญที่ไหนไม่ทราบกลับมาเอาซะบ่าย” แมวเสริม
       “มาถึงท่านขุนก็พาไปกราบคุณท่าน จากนั้นไปกราบคุณนายเรียม”
       “จะให้คุณนายเนียนมากราบคุณสนด้วยอีกไหมเจ้าคะ”
       “นี่พวกมึงเรียกอีเนียนว่าคุณนายเนียนรึ ใครสั่งมึง”
       “ท่านขุนท่านให้เรียกคุณนายเนียน นี่เจ้าค่ะ พวกเราก็ต้องเรียกคุณนายเนียนสิเจ้าคะ หาไม่จะกลายเป็น บ่าวไม่เคารพนาย” กบกะแมวประสานเสียงยายเหยียด
       “ใครถามพวกมึง สาระแนดีนัก”
       สนเงื้อ อะไรจะขว้าง กบ แมวรีบถอยลงเรือนแทบไม่ทัน
       “สดชื่นรื่นเริงกันเหลือเกินนะ ทำกับกูราวกับหมาหัวเน่า เอากันเข้าไปสนุกกันเข้าไป ข้ามหัวกูเข้าไป กูจนท่าเมื่อไหร่ ได้ขายหน้ากันทั้งเมืองสุพรรณ”
      
       สนขุ่นเคืองคับแค้นใจไปหมดจนน้ำตาคลอเบ้า


  


       ทานตะวันยังคงนั่งหน้าบึ้งตึงไม่พอใจนั่งกินอาหารว่าง อยู่มุมหนึ่ง คุณนายจ่าศาลมาถึง
      
       “วันนี้ อารมณ์ไม่ดีค่ะ ไม่ทราบว่าจะยอมซอยผมให้คุณนายหรือเปล่า” พิศมัยบอก
       “แหม ..ทำไมทำอะไรตามอารมณ์เล่า เรามาทำนี่จ่ายเงินนะ ไม่ใช่มาขอทำฟรี”
       ทานตะวันได้ยินแว่วๆ พูดลอยลมขึ้นมา
       “ที่นี่ก็ไม่ง้อลูกค้าดอกนะ ไม่เปิดร้านเสริมสวย ก็รวยจนกินไม่หมดทั้งชาติ”
       พิสมัยตกใจ “คุณทานตะวันขา”
       “ทราบแล้วค่ะว่ารวย อยากจะมีร้านเสริมสวยแต่ไม่ต้อนรับแขก ก็กลับบ้านไปดัดไปซอยให้หมาที่บ้าน ก็แล้วกันนะคะ คุณหนูทานตะวัน ร้านทำผมมีแยะไปในเมือง พูดจาดีๆ รู้เด็กรู้ผู้ใหญ่ พิศมัยเธอก็ออกจะฝีมือดี ทำไมไม่หาที่เปิดร้านทำเองให้สิ้นเรื่อง” คุณนายว่า
       ทานตะวันโกรธจนตัวสั่น
       “ต๊าย ยัยคุณนายบ่างช่างยุ หน้าไม่อาย มาชวนคนของชั้นไปทำงานที่อื่น อย่าได้มาเหยียบที่นี่อีกทีเดียวนะ”
       “วุ้ย จ้างให้ก็ไม่มาดอกย่ะ แม่คุณหนูผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดิน ออกไปนี่ จะกระทืบเศษฝุ่นละอองโง่ๆที่มันติดฝ่ารองเท้าออกไปให้หมดให้สิ้น ไม่ให้หลุดเข้าไปในบ้านให้เชื้อโง่มันติดเข้าไปด้วยดอกย่ะ แม่คู้นเชิญกินความรวยความหยิ่งยโสเข้าไปเถิดนะยะ แม่ผู้ดีไม่มีเพื่อน”
       คุณนายกระทืบรองเท้าแล้วกระแทกเดินออกไป
       “นังคุณนายปากปลาแดก อย่ามากระทืบเสนียดใส่ร้านชั้นนะ พิศมัยไปเอาน้ำร้อนมาราดเสนียดให้หลุดจากร้านชั้นสิ”
       ทานตะวันไม่เคยเจอใครกล้าใส่ขนาดนี้โกรธมาก หันมาแว๊ดใส่พิศมัยและลูกจ้าง
       “เพราะหล่อน แม่พิศมัย ไม่รู้จักเลือกลูกค้า ให้พวกกุ๊ยมาทำผมที่ร้านชั้นได้ยังไง”
       “คุณทานตะวันขา ไอ้จะว่าใครเป็นกุ๊ยเป็นผู้ดี มันไม่ได้มีป้ายติดหน้าผากอยู่นะคะ แต่ดูกันที่นิสัยใจคอนะคะ” พิศมัยย้อน
       “นี่หล่อนกล้าเถียงชั้นหรือ ชั้นเป็นนายจ้างหล่อนนะย”
       “แต่ชั้นกำลังจะเลิกให้คุณมาเป็นนายจ้างของชั้นแล้ว ชั้นกับพวกนี้ปรึกษากันมาเป็นอาทิตย์ ว่าจะลาออกค่ะ จะไม่กลับมาเหยียบให้ฝุ่นผู้ดีติดเท้าอีกค่ะ มันแขยงเดินไม่สะดวก ผู้ดีอะไร ดีแต่โง่ ดีแต่ด่า” พิศมัยพูดใส่หน้า
       “ไสหัวพวกแกออกไป ไม่ต้องลา ชั้นก็จะไล่ไปทั้งฝูงย่ะ ไป ไปออกจากร้านของชั้นไปเดี๋ยวนี้”
       พวกพิศมัยพากันเดินขบวนออกไป จากร้าน ทานตะวันปาของไล่หลังไป ไม่โดนพิศมัยแต่กลับไปโดนเอาเอก
       ที่กำลังสวนเข้ามาแบบงงๆ
       “อะไรกันน่ะ”
       “นายเอกแกมาสะเออะอะไรที่นี่”
       “กระผมมิได้มาสะเออะ ขอรับ แต่ท่านขุน กับคุณนายเรียม สั่งให้ผมมาเรียนคุณทานตะวันว่า เย็นนี้ที่เรือนคุณท่านทองจันทร์ จะมีการรับประทานอาหาร เล่นดนตรีกันขอรับ ให้ผมมาเรียนว่า ให้คุณหนูกลับบ้านเร็วหน่อย" เอกสาธยาย
       ทานตะวันฉงน “จะกินอาหารกันเนื่องด้วยอะไร”
       “เอ อาจเป็นการรับขวัญคุณนายเนียนกระมังครับ” เอกบอก
       “ไอ้เอก แกเรียกยัยเนียนว่าคุณนายเนียนทำไม”
       “เรียกตามนางกบนางแมว เรียกตามท่านขุน คุณนายเรียม คุณท่านขอรับ” เอกว่า
       “ไปนะ ไสหัวไปจากร้านชั้น ไปๆๆๆ ชั้นไม่ไปกินอาหารร่วมวงกับลูกชาวบ้านหลานชาวนา”
       ทานตะวันโมโหปาของใส่ เอกวิ่งหนีหลบออกไปแทบไม่ทัน ทานตะวันเจ็บใจลงนั่งแปะบนเก้าอี้ น้ำตาซึม
       “นี่เรากลายเป็นนางหัวเดียวกระเทียมลีบไปแล้วหรือ เพราะสองแม่ลูกนั่น”
      
       ทานตะวันสะอื้นไห้ออกมาไม่สำนึกว่าตัวเองผิด ยังคงเคียดแค้นและโทษคนอื่นต่อไป
      

       ขุนภักดีนั่งคุยกับแดงน้อยอยู่ในห้องทำงานที่ศาลากลาง
      
       “แดงน้อย พ่อขอบใจมากที่มาบอกความจริงกับพ่อเรื่องหนูติ๋ว พ่อกำลังจะหาทางบอก หนูติ๋วเรื่องนี้ด้วยตัวเอง น้าเนียนเขาแนะนำว่า ให้เรื่องวุ่นๆ ผ่านไปก่อน พ่อก็เห็นด้วยกับเขา”
       “ผมดีใจกับน้าเนียนและน้องติ๋วด้วยครับ เอ้อ ผมมีเรื่องจะปรึกษาคุณพ่อเกี่ยวกับที่นาสิบไร่ที่เคยบอกไว้นั่น มันกลับกลายเป็นว่าน้าเนียนโอนให้ผมแท้ๆ แต่ผมไม่เคยทราบมาก่อน ผมไม่เข้าใจว่าทำไมน้าเนียนจึงโอนให้ผม”
       “หรือว่า...” ขุนภักดีชักเอะใจ
       เสียงเคาะห้องดังขึ้น
       “ผมเองครับ คุณพ่อ”
       ทำให้เแดงน้อยกับท่านขุนเลิกพูดกัน เทิดศักดิ์พาเนื้อทองเข้ามาพร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียนแพ
       “หนูเอ้อ หนูติ๋ว นี่นี่..เอ้อ…”
       “น้องติ๋วจะมากราบขอบพระคุณคุณพ่อที่กรุณาไปประกันตัวน้าเนียนให้ครับ” เทิดศักดิ์บอก
       เนื้อทองวางของลงแล้วก้มลงกราบแทบเท้าท่านขุน
       “หนูกราบขอบพระคุณท่านที่เมตตาแม่เนียนเจ้าค่ะ”
       ท่านขุน น้ำตาซึมเอื้อมมือไปโดยอัตโนมัติวางบนหัวติ๋ว
       “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ลุกขึ้นเถิด”
       เนื้อทองเงยหน้ามองหน้าท่านขุน สองคนสบตากัน ขุนภักดีเหมือนมีแววตาเสียใจ ทานตะวันมองอย่างซึ้งใจ
       ไม่เท่านั้นท่านขุนยื่นมือไปประคองเนื้อทองให้ลุกขึ้น แดงน้อยกับเทิดศักดิ์มองหน้ากันแปลกใจ
       “พ..เอ้อ ชั้นยินดีทำในสิ่งที่ถูกต้อง เนียนไม่ผิด ชั้นต้องรีบช่วยเหลือ ต้องขอโทษ ที่กลับมาจากบางกอกช้าจนเขาโดนขัง”
       สองหนุ่มมองหน้ากันอีก เนื้อทองตื้นตันทำอะไรไม่ถูกน้ำตาซึม ท่านขุนหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้
       “อย่าร้องไห้ อีกไม่นานบ้านเราจะเหลือแต่เสียงหัวเราะ”
       “ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ”
       ขุนภักดีอยากดึงลูกสาวมากอดใจแทบขาด แต่ยังไม่กล้าทำตอนนี้
      
       ตกตอนค่ำสนนั่งซึมเซาอยู่คนเดียว ได้ยินเสียงจะเข้ฝีมือเรียมดังลอยตามลมมา สนยิ่งห่อเหี่ยว
       “สนุกสนานกันเหลือเกิน ทำไมพี่ขุนไม่มาบอกเราด้วยตนเอง ทำไมพี่ขุนพูดจากับเราแปลกๆ ดูห่างเหิน หรือว่าพี่ขุนสิ้นรักเราแล้ว”
       สนน้ำตาไหล เทิดศักดิ์ก้าวขึ้นเรือนมา
       “คุณแม่ร้องไห้ มีอะไรหรือครับ”
       “แม่ แม่ ไม่ได้มีอะไรดอกลูก แม่ แค่คิดถึงเรื่องราวเก่าๆ แม่ก็เลยเศร้าน่ะลูก”
       “ทำไมคุณแม่ไม่ไปเรือนคุณย่าเล่าครับ คืนนี้เขามีการกินอาหารกันนะครับ”
       “กินอาหาร รับขวัญอีเนียนรึ แม่กินกับมันไม่ลงดอก”
       “คุณพ่อฝากบอกผมมาว่าอย่าลืมเตือนคุณแม่ ให้ไปกินอาหารด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตานะครับ”
       “คุณพ่อบอกเช่นนั้นรึ ทำไมไม่มาบอกกับแม่ด้วยตัวเอง”
       “โธ่ คุณแม่ครับ คุณพ่อน่ะงานยุ่งมากนะครับ”
       “ยุ่งประกันตัวอีเนียน”
       “เอ้อ...คุณแม่ก้าวข้ามไม่พ้นน้าเนียนมายี่สิบกว่าปีแล้วนะครับ คุณแม่ใส่ใจน้าเนียนมากเกินไปแล้ว แกก็แค่ผู้หญิงธรรมดาไม่มีพิษสง”
       “พิษสงของมันก็คือ ทำเป็นธรรมดานี่แหละ เทิดศักดิ์ไปเถิด ถ้าแม่อยากไปแม่จะไปเอง เห่อกันเข้าไป มันฆ่าคนก็ยังช่วยกันหาว่ามันไม่ผิด”
       “คุณแม่ครับ ผม แดงน้อย และคุณพ่อรู้ดีว่าน้าเนียนไม่ผิด แต่มีคนใส่ความแก น้าเนียนไม่ได้ฆ่ายัยช้อย คนที่ฆ่ายัยช้อย ฆ่านายถม นายสายและนายเสริม คือคนๆ เดียวกัน เรายังมีพยานคือนายแช่มที่พร้อมจะเปิดปาก อะไรที่มันรู้อีกหลายประการนะครับ”
       สนสะดุ้งวาบ “นี่ สรุปกันแล้วรึ ว่าอีเนียนไม่ผิด”
       “เกือบสรุปครับ”
       “แม่อยากรู้ว่ามันมาพบใครที่ท่าน้ำ มันช่วยกันโกหกให้อีเนียนพ้นผิดหรือเปล่า”
       “ไม่โกหกแน่ครับ”
       “ใครรึที่มันมาพบ ขอร้องเถิด บอกแม่นะ”
       “ผมบอกไม่ได้ เขาให้ปิดไว้เป็นความลับ”
       “ไม่มีใครไว้เนื้อเชื่อใจแม่อีกแล้วใช่ไหม”
       สนเดินหนีมีน้ำตาคลอๆ กลับเข้าห้องไป เทิดศักดิ์ได้แต่มองตามอย่างหนักใจ
       “คุณแม่ต่างหาก ที่กำลังมีความทุกข์ ที่ไม่ยอมไว้เนื้อเชื่อใจบอกความจริงใครได้”
      
       เทิดศักดิ์ถอนใจออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม


  


       บนเรือนคุณนายทองจันทร์ยามนี้ บรรยากาศแสนชื่นมื่น เรียมยังคงเล่นจะเข้ขณะที่ขุนภักดีนั่งยิ้มนิ่งฟังอย่างมีความสุข มีเนียนนั่งใกล้ๆ อยู่ที่พื้น
      
       ส่วนเนื้อทองนั่งที่พื้นติดกับทองจันทร์ กบ และแมวยิ้มราวกับว่ามีความสุขมาก
       ขุนภักดีก้มลงไปหาเนียน “เนียนจ๊ะ มานั่งข้างๆ พี่ บนเก้าอี้นี่เถิด”
       “มิบังควรอย่างยิ่งค่ะ เนียนนั่งตรงนี้ก็ดีแล้วค่ะ เราสัญญากันแล้วนะคะพี่ขุน”
       ท่านขุนงอน “แปลกจริง คนเขาจะยกย่องก็ไม่ยอม”
       เนียนยิ้มขำ จะเข้จบไปเพลงหนึ่ง ทุกคนปรบมือให้เรียม
       “แม่เรียมจ๊ะ แม่ขอฟังเพลงเขมรไทรโยก สักเพลงก่อนกินข้าวนะลูก”
       “ค่ะ.. คุณแม่”
       เรียมเริ่มเล่นเพลงเขมรไทรโยก
       “หนูติ๋ว รู้ไหมย่าน่ะร้องเพลงเขมรไทรโยคเก่งเป็นที่หนึ่ง เลยแหละ บรรยายความตามไท้ เอ๋อ เอ่อ เอย สเด้จ..ยาตร…”
       จังหวะนี้เทิดศักดิ์กับแดงน้อยเข้ามาพร้อมกัน ไหว้ผู้ใหญ่ทุกคน เรียมพยักหน้ารับ มือยังเล่นเพลงต่อ
       “ทำไมคุณแม่สนไม่มา เทิดศักดิ์”
       “กันเอาใจและเดาใจคุณแม่ไม่ถูก ว่าคุณแม่ต้องการอะไร คุณแม่เหมือนไม่สบายใจมากๆ กันกลุ้มจนนอนไม่หลับ แต่ทำฝืนยิ้มไปวันวัน ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับกัน ในวันข้างหน้า”
       “กันเห็นใจแกนะ ฟังเพลงเถิด คุณนายแม่เล่นจะเข้เก่งจริงๆ”
       สองคนตั้งสติฟังจะเข้ต่อไป
      
       สนเดินไปทางเรือนทองจันทร์ ในใจก็คิดไปด้วย
       “อีเนียนได้ประกันตัวมาแล้ว อีแก่ทองจันทร์ มันคงไม่เอาความลับของเทิดศักดิ์ไปเปิดเผย แต่ถึงยังไงมันก็กำความลับอยู่ดี”
       สนเดินเรื่อยเปื่อยมีเสียงเพลงเขมรไทรโยกดังแว่วมา สนรีรอ จะไปต่อหรือจะหยุด
       “เดินหน้ามาแล้ว จะถอยหลังกลับไปทำไม ขี่หลังเสือแล้ว ก็นั่งไปจนกว่าเสือหรือเราจะตาย ตายเป็นตาย อีสน ไม่เกรงหน้าอินหน้าพรหมแล้ว”
       สนตัดสินใจหันกลับเดินมุ่งหน้าไปเรือนทองจันทร์ทันที
      
       เรียมเล่นจะเข้เขมรไทรโยกจบเพลง ทุกคนปรบมือ
       “ฟังเพลงกันแล้ว มากินข้าวกัน วันนี้มีความสุขจริงๆ นะพ่อเทพ แม่เรียม เนียน เด็กๆ ด้วย อ้าว เดี๋ยว ครบกันหรือยังล่ะนี่”
       “ขาดคุณสนกับคุณหนูอี๊ดค่ะ” เนียนบอก
       สนเดินเข้ามาขณะที่ทุกคนกำลังจะล้อมวงนั่งกิน เรียมหันไปเห็น
       “สนมาแล้ว มาสิจ้ะสน”
       “แหม ช่างมีความสุขกันแท้ๆนะคะ คุณแม่ คุณพี่เรียม ฉลองที่เนียนรอดคุกรอดตะรางกันยกใหญ่”
      
       ทุกคนเงียบกริบ ท่านขุนชักสีหน้าไม่พอใจ


  


       ทองจันทร์ให้นึกโมโหที่ถูกสนทำลายบรรยากาศ สวนออกไปทันทีทันควัน
      
       “ย่ะ พ่อเทพเขาชวนให้ทุกคนมีความสุขฉลองการได้ประกันตัวของเนียน แม่สนรู้ไหมยะ ว่าคดีนี้มีทีท่าว่าจะโอละพ่อ โอละแม่โอละหนอเนียนเอย ตาเทิดศักดิ์กับพ่อแดงน้อยจับคนร้ายผิดตัวย่ะ ไอ้อีคนร้ายนั่น มันลอยนวลไปได้ไม่นานดอกนะยะ”
       สนสะดุ้งในใจนิดหนึ่ง ถึงพูดไม่ออก
       “กบ แมว จานชามน้ำช้อนมาให้คุณสนสิ”
       เทิดศักดิ์กะแดงน้อยรีบลุกมาหา จะพาสนไปนั่ง
       “นั่งนี่ครับคุณแม่”
       “นั่งนี่ก็ได้ครับ คุณแม่”
       แต่สนก็ไม่นั่ง
       “นั่งเถิดสน กินกันพร้อมหน้าพร้อมตา กันสักที พ่อแม่ลูกหลาน”
       ตลอดเวลา สนปรายตามองเนียนที่พยายามไม่มองตอบ สนแค้นทองจันทร์มากขึ้นเรื่อยๆ
       “ไม่ละค่ะ พี่ขุน สน มันก็แค่...” สนพูดไม่ทันจบคำ
       ทองจันทร์สวนออกมาอีก “นกไร้ขน คนไร้เพื่อน เพราะดันมีคนร้ายมาฆ่านางช้อยคนสนิท มันน่ะเป็นได้ทั้งขนและเพื่อนของแม่สนแท้ๆ แม่สนจ๋า อย่าว่าคนแก่พล่ามนะยะ แม่สนยังพอมีเวลานะยะ หาเพื่อนใหม่เพื่อนแท้สักคน แม่สนมีอะไรปรึกษาปรับทุกข์กับเนียนได้นะยะ เขาเรียกว่า ปรึกษาปรับทุกข์หากัลยาณมิตรจ้ะ เนียนเขาไม่แล้งน้ำใจดอก จริงไหมเนียน”
       เนียนยิ้มแห้งๆ ไม่กล้าโต้ตอบ
       “ขอบคุณมากค่ะ ที่หวังดีกับสน สนน่ะเจอมาเยอะแล้ว ไอ้อีพวกที่หวังดี ประสงค์ร้ายนี่ มันจ้องทำลายสนอยู่เสมอ”
       “คุณแม่” เทิดศักดิ์ไม่พอใจ
       “สน จะมากไปแล้ว”
       “ค่ะ สนน่ะไม่เคยพอดีดอกค่ะ สนพูดจาตรงไปตรงมา ไม่หน้าเนื้อใจเสือ ฉอเลาะ เอาหน้าไม่เป็น”
       สนเดินออกจากห้องไป เทิดมองทุกคนหงอยมาก
       “ผมขอโทษคุณย่าแทนคุณแม่ด้วยนะครับ”
       “กินข้าว กันเถิด เอ๊ะ นี่ใครยังไม่มาอีกล่ะ” ทองจันทร์ว่า
       “คุณหนูอี๊ด เจ้าค่ะ” เนื้อทองบอก
       “กินกันไปก่อน เดี๋ยวก็มาเอง ให้ไอ้เอกไปรับแล้ว”
       พูดจบขุนภักดีก็ลงมือกิน
       “ต้มยำพุงปลาช่อนอร่อยแท้ๆ เนียนจ๋า”
      
       เนื้อทอง เทิดศักดิ์ และแดงน้อยไม่รู้หน อึ้งปนงงกับคำพูดและท่าทีของท่านขุน ส่วนกบกะ แมวปิดปากหัวเราะคิกคัก


  


       จังหวะที่ทานตะวันเดินขึ้นเรือน เจอเอากับสนเดินสวนลงมา ทานตะวันปราดไปหาสน กะหาพวกเต็มที่
      
       “แม่สนจ๋า หนูมีเรื่อง เดือดเนื้อร้อนใจ ใคร่จะขอคำปรึกษาค่ะ”
       “นี่ อย่ามาปรึกษาชั้น ชั้นมันก็แค่นางนกไร้ขน คนไร้เพื่อน เหมือนหล่อนนั่นแหละย่ะ แม่คุณหนูอี๊ด หล่อนเรียนผูกเอง ก็เรียนแก้เองให้เป็นสิยะ ชั้นไม่ใช่ขี้ข้า หรือนางขัดดอกเอาไว้ใช้ แก้ปัญหาย่ะ หล่อนอยากหาคนปรึกษาก็ไปหาอีเด็กติ๋วหรืออีเนียนมันสิยะ เผื่อจะได้กัลยาณมิตร สักคนสองคน อย่าตอแยชั้น ยัยเด็กบ้า”
       ทานตะวันกรี๊ดใส่ “ว้าย อีผู้ใหญ่บ้า”
       “ปัญญาแค่หางอึ่ง สมองเท่าไข่มด ความอดทนเกิดมาไม่เคยมี คอยดูเถิด พ่อ แม่ ย่าหล่อนเขาก็เห่อไปรักอีเด็กติ๋วกันหมด แกก็แค่นังหมาหัวเน่า” สนด่าว่าไม่ไว้หน้า
       “อี สน” ทานตะวันโกรธจนตัวสั่น
       “อีทานตะวัน”
       สนเค้นคำด่าแล้วเดินหนีไป ทานตะวันสั่นไปหมดทั้งตัว
       “แอร๊ย”
      
       ทุกคนในวงอาหาร ได้ยินเสียงกรี๊ดของทานตะวัน
       “เสียงเปรต” ทองจันทร์ว่า
       “เสียงน้องอี๊ด น่ะครับ คุณย่า”
       “ไปดูน้องสิ เทิดศักดิ์” เรียมบอก
       ขุนภักดีห้ามไว้ “ไม่ต้อง ต้องปล่อยวางกับเด็กคนนี้เสียบ้าง ไม่อย่างนั้นไม่โตเสียที”
       “คงมีใครขัดอกขัดใจเข้าให้นั่นแหละ ไม่ได้ดั่งใจทีไรกลายเป็นเปรตทุกที” ทองจันทร์บ่นว่า
       “ในเมื่อทุกคนอยู่กันตรงนี้ แล้วจะมีใครไปขัดใจอีกคะ” เรียมแปลกใจ
       ทุกคนต่างคิดไม่ออก กบกะแมวโพล่งขึ้นมา
       “คุณนายสนเจ้าค่ะ”
      
       ทุกคนมองหน้ากันอีก มีแต่เนียนกับเนื้อทองที่ก้มหน้างุด
ตอนที่ 19
      
       หลังมื้อค่ำ สองแม่ลูกนอนกอดกันอยู่ในห้องนอน พูดคุยกันอย่างมีความสุข เนื้อทองหนุนตักเนียนยิ้มหน้าบาน
      
       “แม่เนียนจ๋า ท่านขุนไม่รังเกียจเรา แล้วใช่ไหมจ๊ะ”
       “คงเช่นนั้นแหละจ้ะ ลูกว่าดีไหมเล่าจ๊ะ”
       “ดีมากๆ จ้ะ แต่หนูเกรงว่า ประเดี๋ยวท่านก็โกรธเราขึ้นมาอีก” เนื้อทองอดกังวลไม่ได้
       “ท่านคงไม่โกรธแล้วจ้ะ”
       “ท่านเชื่อแล้วหรือจ้ะว่าแม่ไม่มีชู้”
       “คงอย่างนั้นแหละจ้ะ” เนียนกลัวลูกจะถามต่อเลยตัดบท “หนูติ๋วจ๋าเราสองคนมัวมาคุยกันนานมากไปแล้ว หนูรีบไปดูแลคุณท่านนะจ้ะ แม่ห่วงท่านมาก”
       “จ้ะ หนูไปก่อนนะจ้ะ รักแม่เนียนนะจ๊ะ”
       “รักลูกเหมือนกันจ้ะ”
       เนื้อทองออกไป เนียนนั่งยิ้มกับตัวเองท่าทีมีความสุขล้น จังหวะนี้มีเสียงเรียกทางหน้าต่าง
       “คุณเนียน คุณเนียน”
       เนียนโผล่ไปมอง
       “พี่เอก”
      
       เอกบอกเนียนเบาๆ ป้องปากกลัวใครได้ยิน
       “พี่กำลังจะไปรับยายอ่อนมาหาคุณนายเรียม โพล้งกับพี่แพร จะมาหาเนียนด้วย เงียบเหยียบไว้นะ”
       เอกพูดจบวิ่งออกไป
      
       ฟากสนนั่งเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง เทิดศักดิ์เดินมาโอบไหล่แม่
       “คุณแม่ครับ”
       สนสะดุ้งร้อง “ว้าย”
       “คุณแม่ตกใจอีกแล้ว”
       “แม่กำลังคิดอะไรเพลินๆ นี่นา บ้านนั้นเขาเลิกสนุกสนานกันแล้วรึ”
       “ครับ ผมกำลังจะไปอยู่เวร คุณแม่อยู่คนเดียว อย่าเที่ยวออกไปเดินเพ่นพ่านนะครับ”
       “จ้ะ ขอบใจที่ห่วงใยแม่”
       “ผมห่วงคุณแม่เสมอครับ ผมไปนะครับ”
       เทิดศักดิ์จับมือแม่มาวางบนหัว แล้วออกไป สนมองเหม่อต่อไปที่นอกหน้าต่าง
       “เออกูมันหมาหัวเน่า เอ๊ะ นั่นเสียงใครพายเรือมาจ๋อมแจ๋ม ใกล้ท่าน้ำทำทีหลบๆ ซ่อนๆ หรือจะเป็นไอ้หนัก แย่แล้ว”
       สนปราดไปจะปิดหน้าต่างแล้วสนก็มองไป
       “เอ๊ะ ไอ้เอก พาใครมา ผู้หญิงเสียด้วย”
       สนลงเรือนไปทันที
      
       ที่แท้เป็นยายอ่อนกับเอกกำลังย่องหลบซ้ายหลบขวา เดินหายไปทางด้านตึกใน สนแอบมองมาท่าทีตื่นเต้น
       “อียายอ่อน กับไอ้เอก มันพากันไปไหนรึ แล้วไอ้เอกพามันมาทำไม”
       สนแอบสะกดรอยตามไป
      
       ด้านท่านขุนกับเรียมพยายามพูดจาดีๆกับทานตะวัน ที่ยังตะบึงตะบอนไม่หาย
       “ทำไมหนูไม่มากินข้าวกับเราจ๊ะ หนูอี๊ด”
       “เราไหนคะ เราที่หมายรวมถึงอีเด็กติ๋วกับยัยเนียน หนูร่วมโต๊ะอาหารกับพวกมันไม่ลงดอกค่ะ”
       ขุนภักดีชักฉุน “คำก็มัน สองคำก็มัน คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เกิดมาแล้ว นี่สิ ใครกอบโกยความดีได้มากกว่า คนนั้นก็คือคนที่น่าคบหาสมาคมแม้กระทั่งร่วมกินอาหารด้วยกันได้ ที่พ่อเป็นใหญ่เป็นโตผู้คนนับหน้าถือตา ทั้งเมืองสุพรรณก็เพราะว่าพ่อไม่เคยรังเกียจใคร กินข้าวได้แม้กระทั่งกับชาวนา”
       “มิน่าคุณพ่อถึงมีเมียเป็นชาวนา” ทานตะวันย้อนให้
       ท่านขุนชักสีหน้า แต่ก็พยายามระงับอารมณ์อบรมลูกสาวนิสัยเสียต่อ
       “ชาวนาคือกระดูกสันหลังของชาติ ถ้าพวกเขาไม่ทำนา หนูอี๊ดคงต้องไปแบ่งหญ้ากินกับควาย”
       “คุณพ่อคุณแม่จะรุมตำหนิติเตียนหนูให้ชอกช้ำไปอีกมากเพียงไหนคะ วันนี้พิศมัยมันยกพวกลาออกจากร้านหนูไปหมดแล้วค่ะ”
       สองผัวเมียตกใจ “หนูอี๊ด”
       ทานตะวันร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนเด็กๆ พอดีเอก มาลับๆ ล่อๆ เรียมจึงลุกบอกกับท่านขุน
       “พี่เทพพูดกับลูกไปก่อนนะคะ เรียมจะแวะไปคุยธุระกับนายเอกสักครู่”
      
       เรียมลุกเดินออกไป


  


       ฟากยายอ่อนมานั่งรอเรียม โดยไม่รู้ว่าสนแอบมองตาขวางท่าทีเข่นเขี้ยว
      
       “ไอ้เอกพาอีแก่นี่มันมารอใครกัน จะออกไปถามมันสักหน่อย”
       สนขยับจะออกไป เอกพาเรียมเข้ามาก่อน ยายอ่อนไหว้ร้องทักเสียงดัง
       “คุณนายเรียม เจ้าขาสวัสดีเจ้าค่ะ อิชั้นมาตามที่คุณนายสั่งเอาไว้แล้วเจ้าค่ะ”
       สนชะงัก สีหน้าฉงน หลบมุมแอบมองต่อ
       “อีเรียมนัดอียายอ่อนมาทำไม”
       ยายอ่อนพูดคุยกับเรียม
       “ตกลงว่าเนียนได้ประกันตัวไปแล้ว แต่ยายก็ยังต้องมาเป็นพยานอีกปากว่าเขาไปบ้านแพน รวมทั้งนายโพล้งกับนางแพรด้วย”
       “ไม่ใช่แค่มาเป็นพยานเท่านั้นดอกเจ้าค่ะ คุณนายเรียม อิชั้นต้องมาจัดการ เรื่องที่นาที่ซื้อจากเนียนเขาด้วยเจ้าคะ เรื่องมันวุ่นวายขายปลาช่อนมากเจ้าค่ะ”
       “วุ่นวายอย่างไรรึ”
       “ก็แหม ไม่อยากจะพูดเพราะเนียนเขาไม่อยากให้พูด”
       “ยายอ่อนนี่ละก็ ตัวเองมีความลับกับคุณนายกับเนียนมากมาย ดูแต่เรื่องลูกสิ” เอกเอ็ด
       สนหูผึ่งพลอยตื่นเต้นไปด้วย
       “พวกมันมีความลับอะไรกันมากมายนะ
       เรียม เอก และยายอ่อน คุยกันต่อ
       “ก็จริงนะ เรื่องลูกของคุณนายกับเนียน มันก็พัวพันกันไปหมด” ยายอ่อนว่า
       “ก็ต้องขอบใจยายอ่อนมากนะ ที่ช่วยกันปิดบังเรื่องลูกของชั้นที่ตาย”
       สนตาโต ตื่นเต้นมาก
       “ลูกอีเรียมมันตาย แล้วอีเด็กอี๊ดมาจากไหน”
       “ลูกเนียนมันเป็นฝาแฝด น่ารักน่าชังแข็งแรงทั้งสองคน อิชั้นอยากเห็นเหลือเกินเจ้าค่ะ” ยายอ่อนว่า
       “ก็สบายดีกันทั้งสองคน” เรียมบอก
       “คนพี่ก็ยกให้คุณนายเรียม คนน้องก็ต้องเป็นลูกของเนียนน่ะสิ” เอกเสริม
       สนตื่นเต้นมากขึ้นกว่าเก่า
       “ที่แท้มันคือฝาแฝดกัน มันร้ายกาจมาก มิน่าอีเรียมถึงได้เอาใจทั้งอีเนียนกับอีเด็กติ๋วหนักหนา”
       เรียมไถ่ถามอีก “ทีนี้ยายอ่อนบอกมาสิ ว่าที่นาของเนียนมันวุ่นวายอย่างไร”
       “ก็เนียนเขากลัวว่าใครจะรู้ว่าเขาโอนที่นาให้นายอำเภอแดงน้อย”
       “อะไรกันนี่” เรียมประหลาดใจ
       “นี่...อย่าบอกนะยาย” เอกพอนึกออกแล้ว
       “บอกตอนนี้แหละ นายอำเภอแดงน้อยน่ะลูกของเนียนกับผัวคนแรกชื่อแดงมันถูกรถชนตายไป เมื่อวันที่นายอำเภอแดงน้อยเกิดนั่นแหละ”
       สนตกตะลึงอีกครั้ง
       “นายอำเภอแดงน้อย เป็นลูกอีเนียน”
      
       ฟากเนียนมาแอบเจอโพล้งกับแพร สองคนคนดีใจกับเนียนหลังรู้เรื่องท่านขุนแล้ว
       “พี่ดีใจมากนะที่เนียน รอดพ้นบ่วงกรรมของนางสนมาจนได้”
       “แล้วเนียนจะเอายังไง สมควรต้องให้นางคุณนายสนมัน โดนเสียบ้าง” แพรว่า
       เนียนส่ายหน้า
       “เนียนไม่จองเวรใคร และประการสำคัญ ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นใครอย่าเที่ยวไปพูดว่าเป็นคุณสน มันไม่สมควรจ้ะ”
       สองคนระอา “เอาอีกแล้วเนียน”
       “แกจะดีไปถึงไหน” แพรบ่น
       เนียนได้แต่ยิ้ม
      
       ฝ่ายยายอ่อนพูดจนหยุดไม่ได้แล้ว เรียมก็อยากรู้ต่อไปเช่นกัน
       “มาว่าเรื่องที่นาของเนียนกันต่อเจ้าค่ะ”
       “ชั้นอยากรู้ยายอ่อนไปรวบรวมเงินมาจากไหนรึ ถึงไปซื้อที่นาของเนียนได้น่ะ แค่เงินของชั้นมันก็คงไม่พอดอก”
       “เกือบจะพอเจ้าค่ะ แต่พอดีคุณสนให้เงินอิชั้นมาสมทบมาอีกมากโข”
       เอกกะเรียมร้อง “ฮ้า”
       “แม่สนเขาให้เงินยายอ่อนค่าอะไรรึ ในเมื่อค่าทำคลอด พี่เทพก็ให้ชั้นให้ยายแล้วนี่นา”
       “คือคุณนายสนให้เงินอิชั้นเป็นค่าปิดปาก” ยายอ่อนบอก
       “ค่าปิดปาก” เรียมไม่เข้าใจ
      
       “เจ้าค่ะ ปิดปากเรื่อง...”


  


       มาถึงตรงนี้ สนทนให้ยายอ่อนแฉตัวเองต่อไม่ได้แล้ว จึงฉวยเอาก้อนหิน เขวี้ยงโยนไปใส่ในวงสนทนาทันที
      
       “อีอ่อน มึงจะพูดต่อไม่ได้”
       "ว้าย" พวกเรียม ตกใจ
       “ท่าจะไม่ดีแล้ว มีคนเห็นเรามาแอบคุยกันแน่ๆ” เรียมว่า
       “ใช่ขอรับ ทำท่าจะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว คุณนายเรียมขอรับผมจะรีบพากลับไปเรือนก่อนนะขอรับ ยายอ่อนรออยู่นี่นะ เดี๋ยวจะไปส่ง”
       “ไม่ต้องดอกพ่อเอก ก็เห็นว่ายายมากับนายโพล้งนางแพรมัน มันนัดเจอกันที่คุ้งน้ำใกล้ๆนี่แหละ ป่านนี้มันคงมารอแล้ว ยายไปเองได้ พ่อคุณ”
       “ขอบใจยายอ่อนมาก รับรองว่าเรื่องที่รู้ในวันนี้จะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้ต่อไปอีก”
       “ขอบคุณมากเจ้าคะ อิชั้นก็จะไม่แพร่งพรายต่ออีก แหมเสียดายยังเล่าต่อไม่จบ” ยายอ่อนเปรี้ยวปากอยากเล่าต่อ
       “เดี๋ยวมึงได้เล่าต่อจนจบแน่อีแก่ปากลำโพง” สนคำราม
       เรียมออกไปกับเอก ยายอ่อนเดินกระย่องกระแย่ง หลบไปที่เรือ
      
       ขุนภักดียังคงอบรมลูกสาวต่ออยู่บนเรือนใหญ่
       “คนเรามีเรื่องราวมากมาย ที่ต้องรับรู้รับฟัง ด้วยเหตุและผลไม่ใช่อารมณ์ มีทั้งเรื่องที่ดีและร้าย ลูกต้องรับมันให้ได้ทั้งสองแบบ”
       “หนูไม่ชอบอดทน แม่สนสอนหนูมาตลอดว่าเกิดเป็นหนูไม่ต้องทนดอก”
       “ฟังพ่อบอกเอาไว้ให้ดี แม่สนสอนหนูผิดมาตลอด คนที่ผิดมากที่สุดคือพ่อ ที่ช่วยส่งเสริมไม่ว่ากล่าว แม้คุณแม่จะคอยติติงก็ตาม การคิดก่อนพูดนั้นช่วยเราได้มากนะลูก”
       “คุณพ่อกำลังพูดว่าหนูไม่มีความอดทนไม่ใช่คนดี”
       เรียมเดินกลับมาถึงเรือนแล้ว
       “ยังคุยกันไม่จบอีกรึ พ่อลูกคู่นี้”
       “จบแล้วคะ หนูจะไปนอน ท่องคำดุว่าของทั้งคุณพ่อคุณแม่ให้มันชอกช้ำใจให้มากๆ ค่ะ”
       พูดประชดบุพการีจบ ทานตะวันก็พรวดออกไป เข้าห้องปิดประตูลงกลอน เรียมกับท่านขุนส่ายหน้า
      
       ยายอ่อนพายเรือมา ตั้งจะไปจุดที่นัดหมายกับโพล้งและแพรไว้ ยายอ่อนได้ยินเสียงพายจ๋อมแจ๋มอยู่ด้านหลัง กระชั้นมาทุกทีราวกับว่าจะไล่จี้ตน
       เรือที่พายไล่หลังยายอ่อนมีผ้าคลุมหน้าพาดมาที่ไหล่ ในที่สุด เรือของยายอ่อนก็โดนกระแทก
       “อะไรกันรึนี่ ที่ให้เรือแล่นมีกว้างใหญ่ ทำไมต้องมาพายไล่จี้ก้นใส่กัน”
       “กูอยากพายจี้ก้นใส่มึง มึงน่ะไฟลนก้นยังไม่รู้สึกตัวอีอ่อน”
       ยายอ่อนงง “แกเป็นใครกันน่ะ”
       “กูเอง มึงอยากจะพูดว่ามึงปิดปากสิ่งใดกับอีเรียมเรื่องลูกกู มึงพูดออกมาสิ”
       ยายอ่อนตกตะลึง “คุณสน”
       สนพายเรือแซงเข้ามาเทียบข้างเรือยายอ่อน แล้วสนก็เอาผ้าที่คลุมหน้ารัดคอยายอ่อนจนปวกเปียก
       ยายอ่อนไม่ทันตาย
       “มึงมันช่างพูดนัก เชิญมึงไปเล่าเรื่องของลูกกูต่อในนรกเถิด”
       “อีสน อย่า”
       “มึงทรยศกู กูให้เงินมึงแล้ว มึงยังคิดจะเอาความลับของกูมาเปิดเผย”
       ว่าแล้วสนก็ผลักเรือยายอ่อนจนคว่ำ ลอยไปตามยถากรรม ยายอ่อนตะเกียกตะกายหนีตายด้วยว่ายน้ำไม่เป็น
       “ชั้นว่ายน้ำไม่เป็น”
       “เพราะมึงเป็น แต่เปิดโปงกู” สนด่า
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
      
       ยายอ่อนร้องอย่างน่าเวทนา พยายามตะเกียกตะกายมาเกาะเรือที่คว่ำจม สนใช้เท้าถีบเรือห่างออกไปทุกทีๆ
        

     ขณะเดียวกันขุนภักดีและเรียมคุยกันอยู่ในห้องนอน
      
       “เรียมไปพบยายอ่อนมาค่ะ”
       “ยายอ่อนไหน”
       “ยายอ่อนคนทำคลอดลูกเราค่ะ ทำคลอดเทิดศักดิ์ด้วย”
       ท่านขุนนึกได้ ยิ้มอารมณ์ดี “ทำคลอดหนูติ๋วอีกคน ขอบใจเรียมมากนะ ที่ครั้งนั้นเรียมช่วยดูแลให้ยายอ่อนทำคลอดเนียน หาไม่เช่นนั้น บางทีหนูติ๋วอาจมีอันตราย”
       “เอ้อ ค่ะ” เรียมพูดได้ไม่เต็มปาก
       ท่านขุนโอบเรียม
      
       ยายอ่อนตะเกียกตะกายจะจมน้ำให้ได้ พอยายอ่อนจะเกาะเรือได้ สนก็ถีบเรือออก
       “ชะ ชะ ช่วยด้วย”
       “ช่วยให้มึงตายอยู่แล้ว”
       “อีสนคนชั่ว ใจดำ”
       “อีอ่อนคนโง่ ใจง่าย มึงก็ต้องตายอย่างนี้แหละ”
       สนเอาเท้าเหยียบหัวยายอ่อนกดลงไปใต้ผิวน้ำอย่างเหี้ยมโหด
      
       สองผัวเมียพูดคุยกันต่อ
       “ยายอ่อนแกมาทำอะไรรึ”
       “แกมา เรื่องซื้อขายที่นาของเนียน”
       “อ้อ ใช่สิ ที่นาของเนียน แดงน้อยกับพี่เพิ่งจะคุยกันเรื่องนี้”
       “คุยว่าอย่างไรคะ”
       “แดงน้อยแปลกใจมากที่เนียนมายกที่นาให้ตั้งแต่เขาสี่ขวบ แถมปิดบังไม่ยอมบอกใคร พี่น่ะให้สงสัยว่า...”
       “พี่เทพสงสัยได้แม่นย่ำแล้วค่ะ”
       “แม่นยำว่า แดงน้อยกับเนียน...”
       เรียมต่อคำให้ “เป็นแม่ลูกกัน”
       “พี่ว่าแล้ว ใจคิดตั้งแต่ตอนบ่าย แต่ไม่กล้าเอ่ย”
       “ยายอ่อน แกว่า พ่อของแดงน้อยตายในวันที่แดงน้อยเกิดนั่นแหละค่ะ พอดีกับที่เกิดเรื่องที่นาตาน้อมเลยพาเนียนมาขัดดอก คนสนิทกันชื่อนายโพล้งกับนางแพร ช่วยดูแลแดงน้อยให้”
       “ดูแลกันจนเรียนจบด้วยเงินค่าเช่านาจากยายอ่อนน่ะรึ ค่าเช่านั้นมันพอส่งเข้าเรียนวชิราวุธรึ มีร้านกาแฟ ใหญ่โต แถมตอนนี้มีรถออสตินขับ แล้วทำไมเนียนต้องมาขัดดอก”
       “พี่เทพ สงสัยอะไรหรือคะ”
       “สงสัยว่าแดงน้อยไปเอาเงินมาจากไหน ชีวิตใกล้เคียงกับเทิดศักดิ์ ที่พี่เอ่ยปากนี่มิใช่ดูถูกแดงน้อย เพียงแค่สงสัย”
       “ได้ยินว่ามีลุงน่ะคะ หรือว่าลุงคนนี้จะให้ปันแดงน้อย”
       “อืม อาจจะใช่”
       ขุนภักดีพยายามคิด เพราะไม่เข้าใจเรื่องนี้
      
       ด้านเนียนยังคงพูดจาพาทีกับโพล้งแพรต่อไป มีเอกอยู่ด้วย
       “เวลานี้พี่ขุนก็ยอมรับแล้วว่าหนูติ๋วเป็นลูกของท่าน”
       “แต่ได้ข่าวว่า หนูอี๊ดนั่นเหลือรับ ไม่น่ารักเอาเสียเลยตั้งแต่ เคยมาที่ร้านที่บางกอก นิสัยใจคอช่างต่างกันเสียเหลือเกิน” แพรบ่น
       “แดงน้อยกับหนูติ๋วเอานิสัยแม่มา แต่หนูอี๊ดนี่สิ นิสัยคุณนายเรียมก็แสนดี แต่ไม่รู้ว่าไปเอานิสัยใครมา รึว่านิสัยพ่อ”
       แพรบอก “ไอ้เอกมันว่าเอานิสัย ยัยคุณนายสนมาตะหาก แย่หน่อยนะเนียน”
       “แล้วนี่จะปิดบังเรื่องนี้กันนานแค่ไหน” โพล้งว่า
       “เรื่องหนูติ๋วพี่ขุนกำลังจะหาโอกาสพูดกับหนูติ๋วจ้ะ” เนียนว่า
       “แล้วเรื่องของแดงน้อยเล่า”
       “โอกาสยังไม่อำนวย แต่ก็คงไม่นานดอก เพราะต้องขายที่นาให้ยายอ่อนแกในเร็ววัน แต่สำหรับหนูอี๊ด ชั้นจนปัญญาจ้ะแกรังเกียจชั้นกับหนูติ๋วมาก” เนียนหน้าสลดลง
       “แล้วถ้าหากเกิดมารู้ว่า ท่านขุนยอมรับหนูติ๋วเป็นลูก มิอาละวาดหนักรึ” โพล้งว่า
       “ก็เพราะเหตุนี้ ชั้นจึงขอร้องให้พี่ขุนค่อยเป็นค่อยไป รักษาน้ำใจหนูอี๊ดเอาไว้ก่อน”
       “เฮ้อ น้ำท่วมปาก”
       แพรกะโพล้งมองหน้าเนียน
       “เวลานี้เกรงแต่ว่าถ้าพี่หนักรู้ข่าวเนียน แกจะโผล่ออกมาเพ่นพ่านเดี๋ยวจะโดน เทิดศักดิ์กับแดงน้อยจับตัวเอาจนได้”
       “นี่แหละที่พี่ก็ห่วงแกอยู่ หลบเงียบอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้หายไปตั้งแต่ แดงน้อยกลับมาจากเมืองนอก เอารถมาให้แล้วเงียบไปเลย”
       เนียนหน้าเสียห่วงพี่ชายมาก
      
       สองคนยังคุยกันต่อ
       “พี่ขุนคิดว่าหนูอี๊ด จะยอมรับหนูติ๋วง่ายๆ ไหมคะ”
       “นี่แหละที่เนียนขอไว้ ไม่อยากหักด้ามพร้าด้วยเข่า”
       “หนูอี๊ดช่างนิสัยไม่ดีเสียเหลือเกิน” เรียมสะท้อนใจ
       “เป็นเพราะพี่ให้ท้าย แล้วยอมให้สน สนตะพายหนูอี๊ด”
       “พี่เทพ”
       “พี่ตามใจลูกเกินไป เพราะรักมาก เรียมเสียอีกที่คอยห้ามปราม”
       ขุนภักดียังคิดต่อ แต่สายตามองไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นบางอย่าง
       “เอ๊ะ”
       “อะไรหรือคะ”
       “มีคนกล้ามาล้วงคองูเห่า ดูนั่นสิเรียม
       เรียมตกใจ “คนร้ายที่ลอยนวล”
       ขุนภักดีปรี่ไปฉวยปืน จะออกไป เรียมวิ่งตาม
       “อย่าตามมาเรียม”
       “เรียมห่วงพี่เทพนะคะ”
      
       เรียมไม่ฟังตามขุนภักดีไป


  


       ส่วนสนยันหัวยายอ่อนไว้ มือของยายอ่อนที่พยายามไขว่คว้าหาที่ยึดตกลงในน้ำ สนมั่นใจว่ายายอ่อนตายแล้ว จึงปล่อยเท้าจากหัวยายอ่อน
      
       “มึงไปปากโป้งในนรก เสียที อีอ่อน”
       สนหยิบพายมาพายเรือกลับ หน้าตาเฉย
      
       ฟากขุนภักดีกับเรียมย่องมาดูว่าใครมาบุกรุกบ้าน สองคนย่องมาตรงจุดที่รู้ว่ามีคนอยู่ตรงนั้น ได้ยินเสียงแว่วๆ
       “มีหลายคนอยู่ตรงนั้น ไปดูสิว่าใครบังอาจ ไม่รู้รึว่านี่บ้านงูจงอางจะยิงมันเดี๋ยวนี้”
       ขุนภักดีถือปืนตั้งท่าดิบดี พาเรียมย่องไปใกล้ๆ
       เรียมกระซิบบอก “นั่นเสียงเนียนค่ะ”
       “เนียน มาทำอะไรค่ำมืด หลบๆ ซ่อนๆ อีกแล้ว”
       เรียมมองไป จำได้ “มาพบนายโพล้ง กับนางแพรค่ะ ยายอ่อนแกบอกว่ามากับสองคนนี่จะมาหาเนียน มาพร้อมกับนายเอกนี่แหละค่ะ”
       “ใช่จริงๆ ด้วย”
       สองคนแอบมอง ขณะที่สี่คนกำลังพูดคุยกันเบาๆ
      
       เรียมเห็นเนียนมีเพื่อนอยู่ด้วยจึงวางใจ ทำท่าจะไป
       “เนียนกับสองคนนั่นคงมาคุยกันตามประสาคนไม่พบหน้ากันมานานไปกันเถิดค่ะ ไม่มีอะไรน่ากลัวแล้ว”
       “แต่พี่อยากฟังว่าเขาคุยอะไรกัน ไม่มาจับผิดดอก บางทีเราอาจได้รู้อะไรที่เนียนไม่ได้บอกพี่กับเรียมอีกก็ได้”
       “จะจับผิดเนียนอีกแล้วหรือคะ”
       “ไม่ใช่ดอก พี่มีความรู้สึกว่าพวกเขาน่าจะมาพูดกันถึงเรื่องสำคัญที่อาจเกี่ยวพันกับครอบครัวเรา มิใช่มาดักจับผิด เรื่องนี้ไม่มีอีกแล้วจ้ะ”
       เรียมพยักหน้า สองคนยืนเบียดชิดกันแอบฟัง
      
       จู่ๆ เนียนให้นึกห่วงยายอ่อน
       “พี่เอกจ้ะ พี่โพล้งกับพี่แพร ยังคุยกันกับชั้นไม่จบ พี่เอกไปอยู่เป็นเพื่อนยายอ่อนแกก่อนเถิด ชั้นสังหรณ์ใจ ฉวยว่าใคร รู้แกวว่าแกอยู่คนเดียว แกอาจเคราะห์ร้ายจ้ะ”
       “ครับ คุณนายเนียน” เอกว่า
       เนียนเอ็ด “พี่เอกเอาอีกแล้ว พ่อเราเป็นเพื่อนกันนะ อย่าเรียกชั้นแบบนี้”
       “เรียกเป็นทางการครับ หาไม่มันจะกลายเป็นเยี่ยงอย่างให้นางกบนางแมวมันลามปามคุณนายเนียนเอาได้”
       “รีบไปสิจ้ะ คนร้ายยังลอยนวลอยู่นะ”
       เอกรีบออกไปดูยายอ่อน สามคนหันมาพูดคุยกันต่อ
       “พี่โพล้งพี่แพร ชั้นฝากบอกลูกน้าเนิบที่สามชุกด้วย ว่าไม่ต้องห่วงชั้น” เนียนบอกสองคน
       “เวรแท้ๆ นะเนียน ไอ้แดงน้อยมันหารู้ไม่ มันจับแม่มันเข้าตะราง” โพล้งเอ่ยขึ้น
       “เขาทำตามหน้าที่ ชั้นดูแววตาเขาออก รวมทั้งแววตาคุณเทิดศักดิ์ด้วยพวกเขาเสียใจที่ใส่กุญแจมือชั้น”
       “นี่ขนาดมันยังไม่รู้นะว่าแม่มัน มันยังรักห่วงใยขนาดนั้น นี่ถ้ามันรู้”
       “เขาน่ารักเสมอ ตั้งแต่ที่พบกันวันแรก ชั้นสงสัยว่ามันจะมีสายสัมพันธ์พิเศษระหว่างเราจ้ะ” เนียนยิ้ม
       “แล้วกับเด็กอี๊ดเล่า เขาเรียกว่าสายอะไรรึ” โพล้งประชด
       เนียนหน้าจ๋อยไปสนิท
      
       สองคนฟังถึงตรงนี้ เรียมหน้าซีดมาก แต่ขุนภักดีฟังแล้วเอะใจ
       “นายโพล้งมันพูดเช่นนั้นหมายความว่ากระไรของมัน เรียมเข้าใจไหม”
       เรียมนิ่งอึ้งเงียบงันไป
       “มันคงรู้ว่าหนูอี๊ดร้ายกาจกับเนียนมาก เฮ้อ หนูอี๊ดนะหนูอี๊ด ขอเพียงร้ายแต่ปาก อย่าเป็นพวกเคียวเจ็ดเล่มเข็มเจ็ดอันเหมือนสนเลย”
       “ตั้งแต่กลับมาจากบางกอก ทำไมพี่เทพจึงเฉยเมยกับสนนักคะ” เรียมถามเรื่องคาใจ
       “เพราะพี่เห็นเนื้อแท้ของสนถนัดชัดเจนมาก วันที่พี่ให้เนียนมาพบเนียนมารอพี่ แต่กลับเจอสนก่อน สนกำลังจะแทงเนียนให้บอกว่ามาทำไม เนียนไม่บอก สนตั้งท่าจะทำร้ายเนียนพี่จึงออกอุบายให้ไอ้ถมมันตะโกนว่าเสือหนักมา สนเลยละมือจากเนียน” ขุนภักดีเล่า
       “ตายจริง ตายแน่ ถ้าไม่ทำเช่นนั้นสนแทงเนียนดับดิ้นตรงนั้นแล้ว”
       “พี่คงต้องออกแสดงตัว การตายคงไม่เกิดขึ้นกับนางช้อย และไอ้ถม”
      
       สองคนได้แต่ถอนใจ


  


       ฝ่ายสามคน เนียน และแพร ฟัง โพล้ง เล่าเรื่องต่อ
      
       “เวรที่มันก่อกับเนียน คงถึงตัวมันบ้างสักวัน และอาจในไม่ช้านี้” โพล้งบอก
       “ลูกชายมันคงได้จับแม่ตัวเองเข้าตะรางกันบ้าง น่าสงสารเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่” แพรว่า
       “เวรของแม่ แต่มาตกถึงลูก มันใจร้ายนัก ฆ่าได้กระทั่งอีนางช้อย แม้มันจะเลว มันก็จงรักภักดีกับอีนางคุณนายสนจะเป็นจะตาย” โพล้งว่า
       “พี่โพล้ง พี่แพร เอาอีกแล้วบอกตามตรง ชั้นไม่เชื่อว่า คุณสนจะฆ่าช้อยได้ เขาคู่หูกัน สนิทกัน ตายแทนกันได้”
       “ก็นี่แหละมันให้นางช้อยตายแทนมัน ก่อนที่จะเปิดปากเปิดโปงความชั่วของมัน”
       แพรกะเนียนแปลกใจไม่รู้มาก่อน “เปิดโปงว่ากระไร”
       “ข้าน่ะผัวนางช้อยทีเดียวนะ” โพล้งบอก
       สองคนร้อง “ไฮ้”
       ขุนภักดีกับเรียมก็ตะลึงไปด้วยเช่นกัน สองคนหันมามองหน้ากัน
       “นี่มันเป็นไปได้ถึงเพียงนี้เลยรึ”
       เสียงโพล้งเล่าเรื่องดังมา “ก่อนที่ท่านขุนจะยกย่องเนียนน่ะ นางสนมันอิจฉาเนียนจนคิดทำลายเนียนให้ป่นปี้”
       “โธ่ เนียน” เรียมครวญ
       “เนียนจำได้ไหม วันที่มันหลอกเนียนให้ไปวัดกับมันแล้วมันบอกเนียนว่ามันจะไปทุ่ง เพราะท้องเสีย แต่ที่จริงมันหลอกทิ้งเนียนเพื่อจะให้ไอ้เหิมผัวชั่วคราวของมันมาปล้ำขืนใจเนียน”
       ท่านขุนกับเรียม ตกตะลึงเป็นครั้งที่สอง
       ขุนภักดีแค้นคำรามออกมา “อีนรกส่งมาเกิด”
       “โธ่ ช่างทำกันได้ถึงเพียงนี้” เรียมอนาถใจ
       ท่านขุนจับมือเรียมที่สั่นไปหมดไว้แน่น เข้าที่มือสองคนด้วย
      
       เนียนเองก็ตะลึง แพรก็เช่นกัน
       “การกระทำเช่นนี้ มันไม่ใช่คนแล้ว”
       “เนียนนึกออกหรือยัง เรื่องครั้งนั้น”
       “จ้ะ นึกออกแล้วจ้ะ เขาบอกว่าชวนไปวัด แล้วจากนั้นเขาจะไปเยี่ยมพ่อหรือแม่เขาที่ป่วยหนักที่ศรีประจันต์จ้ะ”
       “แล้วทำไมแกถึงไปเป็นผัวนางช้อยมันได้ ตอนไหน” แพรงง
       “นี่แหละทีเด็ด ฟังกันให้ถนัดชัดเจน ถึงความเลวระยำของนางสนมัน”
       “แต่ชั้นก็ไม่ได้โดนไอ้เหิมทำร้ายนี่นา” เนียนว่า
       “ก็เพราะว่า ไอ้เหิมมันมาจ้างพี่หนัก ให้ไปข่มขืนเนียนแทนมันเพราะมันระย่อบารมีท่านขุน”
      
       สองคนผัวเมียที่แอบฟังอยู่ตกใจอีกรอบ
       “หมายถึงเสือหนักหรือเปล่า” ท่านขุนครุ่นคิด
       “เสือหนักมาเกี่ยวอะไรด้วย” เรียมงง
      
       สองคนยิ่งอยากรู้

       เนียนเองฟังแล้วก็แปลกใจเอามากๆ
      
       “มีเรื่องร้ายแรงกับตัวเองขนาดนี้ แต่ชั้นไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน แล้วยังไงต่อจ้ะ พี่โพล้ง”
       “ข้าก็มากับพี่หนักเขา ตามที่ไอ้เหิมมันบอก พี่หนักตั้งใจว่าจะได้เงินค่าจ้างไปให้นางแพร ให้มันรักษาไอ้แดงน้อย”
       สองคนได้ฟังยิ่งงงใหญ่
       “เสือหนักอยากได้เงินมารักษาแดงน้อย” ขุนภักดีทวนคำ
       “เสือหนักเกี่ยวข้องอะไรกับแดงน้อย” เรียมงงหนัก
       “ไอ้เหิมมันหารู้ไม่ว่า มันจุดไต้ตำตอเข้าให้จังเบ้อเร้อพี่หนักน่ะพี่เนียน ดันเซ่อซ่ามาจ้างให้ไปข่มขืนน้องเขาเสียอย่างนั้น” โพล้งเล่าต่อ
       ขุนภักดีกับเรียม พูดไม่ออก
       “เสือหนักเป็นพี่เนียน” สองคนอุทาน
       “ผู้ชายที่มาพบเนียนครั้งกระนั้น คือเสือหนักจริงๆ” ขุนภักดีว่า
       “แต่ไม่ใช่ชู้ เป็นพี่ชาย” เรียมย้ำ
       สองคนมึนงงกับสิ่งที่ได้รับรู้
      
       โพล้งโดนแพรด่าข้อหาโยกโย้
       “โฮ้ย...ไอ้บ้า อย่าร่ำไรรีบๆ เล่า”
       “ทีนี้ข้าก็มากับพี่หนัก แล้วข้าก็มาเจอเนียน นั่งหน้าเซ่อหน้าโง่รออีนางสองคนนั่นอยู่”
       “แต่ชั้นไม่เห็นใครสักคน” เนียนท้วง
       “ใคร้ จะมาให้เห็นเล่าเนียน พี่หนักแกก็ถึงบางอ้อ แกก็เลย...”
       แพรกับเนียนจดจ่อรอฟัง
       ขุนภักดีกับเรียมสองคนจับมือกัน ตั้งใจฟังต่อ
      
       ภาพในอดีตตอนที่เสือหนักกับโพล้งมาฉุดคร่า สนกับช้อยเอาไปเป็นเมียคนละคน จนถึงตอนเสือหนักเอาสองคนมาโยนใส่เรือ หลังจากเจ็ดวันผ่านไป
       เนียนถึงกับน้ำตาซึม
       “พี่หนักทำเพื่อน้องถึงเพียงนี้ โธ่ พี่หนัก”
       “พี่หนักรักเนียนกับแดงน้อยมากที่สุด”
       “พี่หนักแค้นนางสนจนสุดทน ถึงปล้ำเพราะแค้น ทั้งที่พี่หนักไม่ใช่คนเช่นนั้น” โพล้งว่า
      
       สองคนเข้าใจแจ่มแจ้งหมดแล้ว
       “มิน่า สนจึงทั้งเกลียด ทั้งกลัวเสือหนักนักหนา”
       “เนียนจึงโดนใส่ร้ายป้ายสี เพราะสนรู้ว่าสองคนนี่เป็นพี่น้องกัน”
       “ทีนี้ก็มาถึงตอนสำคัญที่ว่า นางสนมันดันตั้งท้อง” เสียงโพล้งดังเข้ามาอีก
       สองคนมองหน้ากันอีก
      
       เนียนแปลกใจไม่หาย
       “ก็ไม่เห็นว่าจะเกี่ยวกับการคิดไปฆ่ายัยช้อยตายสักหน่อย” เนียนว่า
       “นั่นสิ ไม่เห็นจะเกี่ยวตรงไหน”
       “เกี่ยวที่สุด ก็ไอ้แช่มลูกนางช้อยมันก็ลูกไอ้เหิม” โพล้งบอก
       “นี่แปลว่านางสน เป็นเมียไอ้เหิม นางช้อยก็เมียไอ้เหิม”
       “แต่นางช้อยแอบมีลูกกับไอ้เหิมคือไอ้แช่ม ไอ้แช่มมันโดนหมวดเทิดศักดิ์จับ มันก็มาอ้อนวอนให้นางสนช่วยบอกไอ้หมวดกับท่านขุนให้ประกันตัวลูกมัน”
       “แต่นางสนไม่ยอมใช่ไหม”
       “มันจะยอมช่วยใครนอกจากช่วยตัวเอง”
       “แล้วทำไมต้องฆ่ายัยช้อย” เนียนคาใจมาก
       “นางช้อยมันจะเปิดโปงเรื่องที่นางสนท้อง คนอะไรท้องสิบสองเดือน ที่ยายอ่อนแกเล่ามา มันน่าสงกะสัยไหมล่ะ คนนะไม่ใช่ช้างม้าวัวควายจะได้ท้องกันยาวๆ”
      
       สองคนฟังอย่างตื่นเต้นแทบหยุดหายใจ
       “พี่จำไม่ได้ว่าสนท้องสิบสองเดือน เพราะพี่มัวแต่ตื่นเต้นจะได้ลูก”
       “เรียมเองก็ประหลาดใจค่ะ แต่ไม่กล้าไปสงสัยอะไร”
       เสียงเนียนซักต่อ
      
       “แล้วพี่โพล้งคิดว่ายัยช้อยจะเปิดโปงคุณสนเรื่องอะไรรึ”


  


       ฟากโพล้งสาธยายเหตุการณ์ในอดีตที่เก็บงำเป็นความลับมานานกว่า 20 ปี ต่ออย่างออกรส
      
       “ก็ในเมื่อท่านขุน ไม่ได้มาหานางสนตั้งสองสามเดือนตั้งแต่กะเนียนเข้าบ้านท่านขุนมา”
       “เร็วๆ เข้า นางช้อยมันจะเปิดโปงว่ากระไร” แพรเร่งยิกๆ
       “มันจะเปิดโปงว่า นางสนท้องกับเสือหนัก ไม่ใช่ท่านขุน”
       “คุณเทิดศักดิ์เป็นลูกพี่หนัก เป็นหลานของชั้น”
       เนียนตะลึง
      
       ขุนภักดีใจหายวับ
       “เทิดศักดิ์ของพ่อ”
       ขุนภักดีเซไปนิดหนึ่ง เรียมประคองไว้
       “พี่เทพ ตั้งสติให้ดีค่ะ กลับบ้านก่อนนะคะ”
       ขณะกำลังจะกลับ เสียงโพล้งเล่าต่อ
       “ทีนี้ยายอ่อนแกก็ยังบอกพวกเราสองคนต่อเรื่อง…”
       ท่านขุนชะงัก
       “พี่จะฟังต่อไป”
      
       สามคนอยู่ด้วยกันและโพล้งกำลังเล่าเรื่องต่อไป
       “ยายอ่อนไปหาข้าที่บางกอก มันก็มาบอกเรื่องลูกของเนียน”
       เอกวิ่งหน้าตื่นตระหนกมา
       “เนียน ยายอ่อน จมน้ำตาย”
       ทุกคนตกใจกันหมด
       “อะไรกันนี่” เนียนครวญ
       โพล้งกะแพรตื่นตะลึง “ยายอ่อน”
      
       ขุนภักดีกับเรียมสองคนตกใจไม่แพ้พวกเนียน
       “เพิ่งคุยกันหลัดๆ เมื่อหัวค่ำ”
       “มีคนฆ่าปิดปากยายอ่อนอีกแล้ว เรียม พี่จะพาเรียมไปบ้าน อย่ากระโตกกระตากให้ใครรู้ว่าเราได้รู้ได้เห็นอะไรคืนนี้” ขุนภักดีว่า
       “ค่ะ พี่เทพ”
       ขุนภักดีพาเรียมเดินหลบไปจากที่นั้น
      
       พอรู้ข่าวเนียนถึงกับน้ำตาไหล สงสารยายอ่อน
       “ยายอ่อน...ยายอ่อน”
       “นางสนแน่ๆ” แพรมั่นใจ
       “ก็ต้องแน่อยู่แล้ว” โพล้งคิดเช่นกัน
       “สองคนนี่รีบกลับไปก่อน ชั้นจะพาคุณนายเนียนกลับเรือน แล้วจะรีบไปแจ้งข่าวท่านขุน คุณเทิดศักดิ์ นายอำเภอแดงน้อย อย่าแพร่งพรายให้ใครรู้ว่ามาพบกับคุณนายเนียนนะ”
       โพล้งกะแพรรับคำ “จ้ะ”
      
       จากนั้นทุกคนก็แยกย้ายกันไป


  


       สนนั่งอยู่บนเรือนระวังตัวแจ ท่าทีหวาดระแวง กลอกตาไปมาคล้ายคนบ้าเข้าไปทุกที
      
       “นังอ่อน ชั้น ชั้นไม่ได้อยากจะฆ่าพวกแก ชั้นไม่ได้อยากจะฆ่าใครสักคน แต่พวกแกวอนให้ข้าเล่นงานพวกเอ็งเองต่างหาก”
       เสียงผู้คนเอะอะด้านล่าง
       เสียงเอกดังตามมา “ทางนี้ครับหมู่เติม คุณเทิดศักดิ์ นายอำเภอ”
       สนตกใจ
       “เทิดศักดิ์กับแดงน้อยมาหาหลักฐานเอาเราเข้าตะราง ทำอย่างไรดี โธ่ โธ่ ไม่ได้การละ ถ้าเราทำหลบซ่อนตัว จะกลายเป็นพิรุธ”
       สนขยับผมทำหน้าตาให้เข้าที่ จัดแจงออกไปดูเหตุการณ์
      
       ด้านเรียมกับท่านขุนกลับมาถึงบ้าน ทำไม่รู้ไม่ชี้ เข้ามาทำเป็นนั่งในห้องโถงรับแขก
       “ที่แท้เสือหนักคือพี่ของเนียน ที่แท้คนที่มาหาเนียนคือเสือหนักจริงๆ”
       “นี่กระมังคะที่ทำให้เนียนไม่ยอมเปิดปากบอกว่าคนที่มาหาคืนนั้นคือใครเพราะกลัวพี่ชายโดนจับ”
       “นี่กระมังที่ทำให้สนต้องจงเกลียดจงชังเนียนมากขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะกลัวว่าพี่และทุกคนจะรู้ว่าท้องกับเสือหนัก กลัวใครจะรู้ว่าเทิดศักดิ์ไม่ใช่ลูกของพี่ เรื่องนี้คงจะมีคนรู้ความจริงหลายคน เช่น ยัยช้อยยัยอ่อน นายเหิมรวมทั้งไอ้พวกที่ตายๆ กันไปนั่น”
       “ค่ะ เอ้อ พี่เทพขา เรียมขอร้อง อย่าจงชังรังเกียจเทิดศักดิ์นะคะ”
       “พี่เลี้ยงดู พี่ภาคภูมิใจของพี่มาตั้งแต่เขาเกิด แม้ไม่ใช่สายเลือด พี่ก็รักก็เห็นเขาเป็นลูกของพี่ตลอดเวลา ไม่เคยเห็นเป็นอื่น พี่จะไปจงชังรังเกียจเขาลงได้อย่างไร เขาเลือกเกิดไม่ได้ แต่เขาเลือกที่จะเป็นคนดีได้เขาดีมาตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่ ไม่เคยทำให้พี่ผิดหวังสักครั้ง”
       “เรียมก็รักชื่นชมเขามาตลอด เขาช่างเป็นเด็กดีเหลือเกิน”
       “นิสัยใจคอช่างต่างกับแม่ราวขาวกับดำ”
       “นิสัยของเขาเหมือนเนียน เหมือนแดงน้อย เหมือนหนูติ๋วค่ะ”
       “พี่ดีใจมากนะ ในที่สุดทุกคนก็เกี่ยวดองเป็นญาติกันไปหมด”
       “นี่กระมังคะที่ทำให้เนียนดูอิดเอื้อน ตอนที่คุณแม่กับเรียมไปขอหมั้นหนูติ๋วให้เทิดศักดิ์”
       “เทิดศักดิ์จะเสียใจมากแค่ไหนที่แกไม่ใช่ลูกของพี่ แต่กลายเป็นลูกของไอ้เสือร้ายที่แกกำลังตามล่า เทิดศักดิ์กำลังตามล่าพ่อตัวเอง เวรกรรมแท้ๆ”
       “แดงน้อยกำลังตามล่าลุงตัวเอง ทำไมหนอชีวิตของพวกเขาจึงน่าสงสารอย่างนี้”
       เห็นกบ แมวลับๆ ล่อๆ ทุบถองผลักกันไปมา
       “เอ็งพูดสิ”
       “เอ็งนั่นแหละพูด”
       “เอ็งสองคนมาลับๆ ล่อๆ จะมาแอบดูแอบฟังพวกข้าคุยกันรึ”
       “หามิได้เจ้าค่ะ”
       “แล้วพวกเอ็งมาแอบฟังอะไรรึ”
       “เอ้อ ก็คล้ายจะใช่เจ้าค่ะ แต่มิใช่เจ้าค่ะ มิได้มาแอบฟังเจ้าค่ะ”
       “คือพี่เอกเขาให้มาแอบดูว่าท่านขุนเข้านอนหรือยังเจ้าค่ะ”
       ขุนภักดีกับเรียมมองหน้ากัน รู้ว่าเอกให้มาทำไม
       “ไอ้เอกมันให้มาดูทำไม”
       “คือว่า คือว่า”
       “ฆ่ากันตายอีกแล้วเจ้าค่ะ”
       ท่านขุนกะเรียมร้อง “อ้อ”
       “คราวนี้ยายอ่อนหมอตำแยทำคลอดคุณหนูเจ้าค่ะ” กบบอก
       ขุนภักดีกับเรียมมองหน้ากัน เรียมพยักหน้า ท่านขุนลุกกระซิบเรียม
       “รีบไปเข้านอนนะเรียม พี่จะไปดูเหตุการณ์”
       “ระวังตัวนะคะ ขอให้ยายอ่อนคือศพสุดท้ายเถิดค่ะ”
       “นี่มันคือการกระทำของคนหรือสัตว์ ที่ผุดมาจากนรกกันแน่”
      
       ท่านขุนได้แต่ทอดถอนใจ

       ทองจันทร์กับเนื้อทองนอนคนละที่ ทองจันทร์หลับแล้ว ส่วนเนื้อทอง ได้ยินเสียงคนวิ่งวุ่นไปมา จึงลุกมาที่หน้าต่าง ว่าเกิดอะไรขึ้นอีก แล้วให้นึกเป็นห่วงแม่มาก
      
       “พวกเขาวิ่งกันวุ่นเรื่องอะไรอีก ตายจริง แม่เนียนมีปัญหาอะไร”
       เนื้อทองย่องออกไปจากห้อง
      
       ด้านเนียนกำลังพนมมือ มือไม้สั่น
       “ยายอ่อนจ๋าไปสู่สุคตินะจ้ะ ไปที่ชอบๆ นะจ๊ะ”
       เนื้อทองเดินเข้ามาเห็นแม่กำลังสวดมนต์มือไม้สั่นน้ำตาซึม
       “แม่เป็นอะไรจ้ะ แม่สวดมนต์ให้ใครรึ”
       “ยายอ่อนจ้ะ ยายอ่อนหมอตำแยที่แกทำคลอดหนู แกจมน้ำตายเมื่อสักครู่ แม่ก็เลยมาสวดมนต์ให้แกไปดี”
       “น่าสงสารจังนะจ้ะแม่”
       “แม่ตั้งใจว่าจะพาหนูไปรู้จักไปไหว้แกสักครั้ง ในฐานะที่แกทำคลอดหนู หมดโอกาสเสียแล้ว เอ้อ คุณย่าท่านหลับแล้วหรือลูก”
       “จ้ะ”
       “ถึงท่านจะหลับก็อย่าทิ้งท่านออกมานาน กลับไปดูท่านนะลูก”
       “ทำไมพักนี้แม่ห่วงท่านเหลือเกินจ๊ะ”
       “แม่สังหรณ์ใจไม่สบายใจ ตราบใดที่คนร้ายยังไม่ปรากฏตัวตราบนั้นทุกคนมีสิทธิ์ตกอยู่ในอันตราย ถึงหนูเองก็เถิด จะไปไหนมาไหน อย่าได้ไปที่ลับที่เปลี่ยวเพียงลำพัง”
       “จ้ะ แม่ แม่เองก็เช่นกันนะจ๊ะ”
       “ขอบใจที่ห่วงแม่ แม่จะระวังตัว รีบไปสิ”
       เนียนดุนหลังลูกออกไปจากห้อง เนื้อทองออกไปพ้นแล้ว เนียนปิดห้องพนมมือต่อ
       “ขออย่าให้เกิดเหตุร้ายกับผู้ใดอีกเลย ขอให้คนๆ นั้นกลับใจอย่าได้คิดเข่นฆ่าใครอีกต่อไปด้วยเถิด”
       เนียนดูวิตกกังวลมาก ในใจเนียนนึกถึงสน แต่ไม่ได้พูดออกมา
      
       ด้านทองจันทร์นอนพลิกตัว เสียงจิ้งจกบนผนัง ร้องดังลั่น
       “จิ๊กๆๆๆ” และดังยาว จนทองจันทร์สะดุ้งตกใจตื่น
       “เสียงจิ้งจก จิ้งจกทัก”
       เนื้อทองกลับเข้ามาพอดี
       “คุณย่าตื่นนานแล้วหรือคะ”
       “เพิ่งจะตื่นน่ะ จิ้งจกมันทักย่า มันร้องทักดังมาก มันทักจนย่าตกใจตื่น ลางไม่ดีอีกแล้ว” หญิงชราว่า
       “ไม่ใช่ดอกค่ะ คุณย่า จิ้งจกมันก็ร้องของมันไปเรื่อยเปื่อยค่ะ”
       “ไม่เรื่อยเปื่อยดอก มันร้องเตือนร้องทักย่าว่าให้ระวังตัว ครั้งแรกก็แมงมุมนี่ครั้งที่สองแล้วนะ ขออย่ามีครั้งที่สามเลย”
       “คุณย่าอย่ากังวลเลยค่ะ ถ้าคุณย่านอนไม่หลับ หนูอ่านอิเหนาให้ฟังนะคะ”
       “ก็ดี เอ๊ะ นั่นหนูออกไปไหนมารึ”
       เนื้อทองอึกอักไม่อยากจะบอกให้ทองจันทร์ตกใจ
       “ออกไปหาแม่เนียนมาค่ะ”
       เสียงผู้คนยังดังเอะอะแถวด้านล่าง
       “พวกนั้นมันเอะอะอะไรกัน ป่านนี้ยังไม่หลับไม่นอน หนูติ๋วออกไปหาแม่เพราะเหตุนี้ใช่ไหม”
       “เอ้อ...”
       “อย่าปิดย่า ถ้าไม่บอก ย่าจะออกไปถามพวกมันเอง”
       “ยายอ่อน หมอตำแยที่ทำคลอดหนูจมน้ำตายค่ะ”
       ทองจันทร์ตะลึงตกใจ
       “ยายอ่อน โธ่เอ๊ย เวรกรรม เชื่อสิว่ามันไม่ได้จมน้ำตาย แต่มีคนไปทำให้มันจมน้ำตาย มันจะฆ่าให้ตายให้หมดเมืองสุพรรณรึนั่น”
       ทองจันทร์หนักใจ เนื้อทองรีบหยิบหนังสืออิเหนามาอ่านเป็นคำกลอนสำเนียงเสนาะให้ทองจันทร์ฟัง
      
       ส่วนทานตะวันกระสับกระส่าย หลับไม่ลง ภาพคุณนายปลัด คุณนายจ่าศาลมาด่าว่า และภาพพิศมัยกับพวกลาออก และสนหมางเมินผุดขึ้นมาหลอกหลอน แต่ทานตะวันยังคงโทษแต่คนอื่น
       “คนพวกนั้นมันไม่รู้จักเคารพยำเกรงบารมีคุณพ่อ ดีละจะบอกให้คุณพ่อเล่นงานมัน โดยเฉพาะอีนางสน ทำไมแก ไม่ทำตัวเหมือนยัยเนียนที่เกรงกลัวเราตลอดเวลา”
      
       ทานตะวันไม่สำนึก พยายามคิดเอาชนะคะคานคนทั้งหลายต่อ


  


       ขณะเดียวกันทุกคนกำลังมุงดูศพยายอ่อนที่มีผ้าขาวม้าคลุมทับร่างเอาไว้กันอุจาดตา
      
       “ไม่มีร่องรอยว่าถูกทำร้ายเหมือนทุกรายครับ คุณพ่อ” เทิดศักดิ์บอกขุนภักดี
       “ลักษณะนี้คล้ายตายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น จึงจมน้ำตาย” แดงน้อยว่า
       “ยายอ่อนถึงจะแก่มาก แต่พายเรือแข็ง ถ้าไม่มีใครใจร้ายไปทำให้แกตกลงไปน้ำ แกคงช่วยตัวเองลำบาก รายยายอ่อนนี่ฆาตกรมันฉลาดขึ้นมาก ไม่ใช้อาวุธแต่ทำให้จมน้ำตายแบบแนบเนียน” ขุนภักดีวินิจฉัย
       สนทำทีกระหืดกระหอบเข้ามาถาม ท่าทีตื่นตระหนก
       “นั่นอะไรกันคะพี่ขุน สนได้ยินพวกในบ้านมันตื่นเต้นเอะอะว่ามีใครจมน้ำตาย”
       “ยายอ่อนคนทำคลอดผมนั่นแหละครับคุณแม่”
       “แกเข้าเมืองมาเพื่อ จะมาเป็นพยานให้น้าเนียนว่าน้าเนียนไปหาแกที่บ้านแพน และจะมาจัดการเรื่องที่นาที่แกซื้อน้าเนียนครับ” แดงน้อยบอก
       “หรือว่าแกไปกำความลับของใครเอาไว้ แกทำคลอดคนมาแยะ ก็กำความลับเรื่องท้องๆไส้ๆ ที่ไม่ชอบมาพากลของคนเอาไว้แยะ” โพล้งพูดลอยๆ
       “ยายอ่อนแกแวะมาหาสนบ้างหรือเปล่า” ขุนภักดีถาม
       สนส่ายหน้าดิก
       “ไม่ได้มาหาสนดอกค่ะ สนเองก็เพิ่งทราบนะคะ ว่ายายอ่อนมา ช่างน่าเวทนาเหลือเกิน ยายอ่อน โธ่ มาจมน้ำตายเสียแล้ว”
       “ยายอ่อนไม่ได้จมน้ำตาย แต่ยายอ่อนถูกทำให้จมน้ำตาย เพราะไปรู้ความลับ ของใครบางคน เทิดศักดิ์ แดงน้อย หมู่เติม เอาศพไปจัดการตามขั้นตอนของกฎหมาย” ท่านขุนสั่งการ
       “คุณแม่ครับ รีบกลับขึ้นเรือนเถิดครับ”
       “ผมคิดว่าตอนนี้ พวกเราทั้งหมดอยู่ในสายตาของฆาตกรนะครับ” เอกเอ่ยขึ้น
       “สนนี่ก็ช่างทำไม่กลัวเกรงเลยนะ ลงมาดูทำไมกัน รีบกลับขึ้นเรือนพี่จะไปส่งสนขึ้นเรือน พี่มีเรื่องจะคุยกับสนอยู่เหมือนกัน”
       สนทำหน้าจ๋อยๆ ท่านขุนดึงแขนสนออกไป สายตาขุนภักดีดูออกว่าเครียดมาก สายตาสนหวั่นไหว ท่านขุนเดินเฉียดเอกไปพลางกระซิบ
       “ข้ามีเรื่องจะถามนายโพล้งกับนางแพร ไปพาพวกเขาไปรอข้าที่ต้นมะขามใหญ่”
       เอกไม่พูดอะไรแต่เข้าใจกันกับท่านขุน
      
       สนใจคอไม่ดีไม่รู้ว่าขุนภักดีอยากจะมาคุยเรื่องอะไร สนทำหาวทำง่วง
       “พี่ขุนขา สนง่วงนอนมากแล้ว พี่ขุนค่อยมาคุยกับสนวันหลังดีไหมคะ”
       “พี่จะคุยวันนี้ พี่ไม่คุยยาวดอก พี่แค่จะถามอะไรสนนิดหน่อยเรื่องยายอ่อน สนกับแกสนิทสนมกันมากไหม”
       “วุ๊ย..สนกับยายอ่อนแทบไม่ได้คุ้นเคยอะไรกัน ก็แค่รู้จักกันตอนที่แกมาทำคลอดลูกเทิดศักดิ์ แล้วยายอ่อนมันก็หายเงียบไป แหม...มาโผล่อีกทีก็กลายเป็นศพ”
       “รึว่าเพราะแกจะมาหาสน แกเลยโชคร้าย ถูกใครกดน้ำตาย”
       “สนไม่รู้เรื่องนะคะ สนไม่รู้ดอกว่าแกจะมาหาสนหรือเปล่า โฮ้ยง่วงแท้ๆ”
       “พี่ได้ยินคนพูดกันว่า สนเคยให้เงินแกไปตั้งตัว ทำไมสนถึงใจดีให้ไปมากนัก”
       สนตกใจมาก คำรามในคอเบาๆ
       “อีเรียม” แต่สนละล่ำละลักออกมา “เปล่านะคะ สนไม่เคยให้เงินยายอ่อนพี่ขุน สงสัยอะไรสนคะ”
       “ถึงให้ก็ช่างเถิด พี่คิดว่าแกอาจมาขอเงินสน ไม่มีอะไรแล้ว พี่กลับเรือนก่อน สนนอนซะ อ้อ..มีอีกเรื่อง พี่อยากจะแนะนำสน คนเราหมั่นสะสมศัตรู ไม่ยอมสะสมมิตร ชีวิตมันจะหายนะ”
       ท่านขุนดุ่มๆ จากไปไม่มีทีท่ารักใคร่เช่นเคย และไม่สนใจใยดี
       “ไปเฉยๆ แบบนี้เองรึ ไม่มีห่วงหาอาทร นี่พี่ขุนเริ่มระแวงกูแล้วรึ”
       ภาพเนียนคุยกับยายอ่อนและเอกผุดขึ้นมาในมโนนึก
       “ไอ้เอก อีเรียม มันไปฟ้องพี่ขุน โชคดีที่เราไม่ปล่อยให้มันพูดเรื่องเทิดศักดิ์จนจบ ทำไมพวกมึงวอนให้กูจนตรอกกันไม่สิ้นสุดเสียที มึงจะช่วยกันต้อนกูไปถึงไหน”
       สนอ่อนใจหวาดกลัวไปหมด
      
       ด้านเรียมเองก็เริ่มวิตกเรื่องเนื้อทองและทานตะวัน
       “ในที่สุด ความจริงทั้งหลายก็ปรากฎออกมาเกือบจะทั้งหมด เหลือแต่เรื่องของหนูติ๋วกับหนูอี๊ดเท่านั้น เมื่อสักครู่ ถ้านายเอกไม่ได้ไปพบว่ายายอ่อนตาย พี่เทพคงรู้แล้วว่าเราโกหกหลอกลวงมาตลอด นี่เรามิต้องกลายเป็นคนโกหกหลอกลวงไปจนตายรึ”
       เรียมไม่สบายใจมาก
      
       ส่วนที่ใต้ต้นมะขาม โพล้ง กะแพรเริ่มวิตก เพราะท่านขุนพูดตรงมาก
       “ตอนที่พวกนายโพล้ง แม่แพรกับเนียนคุยกัน ชั้นบังเอิญผ่านมาได้ยิน”
       สามคนตกใจมาก
       “ท่านขุนได้ยิน”
       “ทุกถ้อยคำที่พูดกันนั่น ขอบใจนะที่ทำให้ชั้นตาสว่างได้รู้ความจริง”
       โพล้ง แพร และเอก ก็ยังตกใจไม่หาย
       “ขอประทานอภัยขอรับ พวกเรามิได้ตั้งใจจะนินทากาเลผู้ใด” โพล้งบอก
       “ชั้นจะถือว่านั่นคือเล่าสู่กันฟัง แม้ว่าชั้นจะแอบฟัง ชั้นรู้ว่ายังเล่ากันไม่จบดอกนะ ใช่ไหม”
       สามคนนิ่งงันกันไป
      
       ด้านเรียมยังคงครุ่นคิดต่อ
       “ทำไมเราไม่ให้เรื่องหนูอี๊ด หนูติ๋วออกจากปากของเราเองแทนที่จะให้พี่ขุนได้ยินจากคนอื่น”
      
       ในเวลานี้ เรียมว้าวุ่นใจเหลือแสน


  


       ส่วนเหตุการณ์ที่ใต้ต้นมะขามเวลานั้น สามคนเอาแต่นั่งเงียบ ไม่มีใครกล้าตอบคำถามขุนภักดี
      
       “ตอบมา ว่าใช่รึไม่ใช่ ไอ้เอก แกกล้าโกหกข้ารึ
       “เอ้อ คือว่า หามิได้ขอรับ คือว่า”
       “ท่านขุน ต้องการทราบเรื่องอะไรขอรับ”
       “เรื่องลูกของเนียน ที่นายโพล้งเล่าเอาไว้นั่นแหละ”
       สามคนมองหน้ากัน
       “คือว่า นายอำเภอแดงน้อยคือลูกของเนียนขอรับ” โพล้งบอก
       “นั่นชั้นรู้แล้ว”
       “หนูติ๋วไม่ใช่ลูกชู้เจ้าค่ะ” แพรว่า
       “นี่ชั้นก็รู้แล้วเหมือนกัน อย่าบ่ายเบี่ยงกันสิน่า บอกมาสิว่าทุกคนจะพูดอะไรเกี่ยวกับลูกของเนียน”
       “ถ้านายอำเภอเป็นลูกของคุณนายเนียน หนูติ๋วก็เป็นลูกของคุณนายเนียนหมายความว่าทั้งสองคนเป็นพี่น้องกัน ขอรับ” เอกบอกบ้าง
       ขุนภักดีหมั่นเขี้ยว เตะเอกทันที
       “ไอ้จอมกะล่อน ไอ้มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก เอ็งถูกเตะจนตายแน่”
       เอกจ๋อยโดนเตะแม้จะไม่จริงจัง
      
       เนียนลุกนั่งไม่เป็นสุข
       “ถ้าพี่ขุนรู้ว่าเรากับคุณพี่เรียมรวมหัวกันปดพี่ขุนเรื่อง หนูติ๋วกับคุณหนูอี๊ดท่านจะว่ากระไร เรามิกลายเป็นคนตลบตะแลง เสียแรงที่ตอนนี้ท่านมีเมตตาต่อเรา เลิกเคลือบแคลงเราแล้ว แต่ตราบใดที่คุณพี่เรียมไม่ต้องการเปิดเผย แล้วเราเป็นคนเปิดเผยเรื่องนี้ไป ก็เท่ากับอกตัญญูต่อคุณพี่เรียม โธ่…”
       เสียงเรียมเคาะห้องเรียก “เนียน เนียนจ๊ะ”
       เนียนผวาไปเปิดประตู
       “คุณพี่เรียม”
       “ขอโทษที่มาเรียก แต่ชั้นทนรออีกต่อไปไม่ไหวแล้ว”
       “เรื่องอะไรหรือคะ”
       “เรื่องลูกของเรา ลูกของเนียน หนูติ๋วกับหนูอี๊ด เราต้องไปบอกความจริงกับพี่เทพ ก่อนที่พี่เทพต้องไปขอให้คนอื่นบอก”
       “คุณพี่เรียม”
       “รีบไปเถิดชั้นเห็นพี่เทพกำลังเตะนายเอกอยู่ที่ต้นมะขาม เขากำลังถามเรื่องนี้อยู่แน่ๆ”
       เรียมดึงแขนเนียนไปทันที
       ทางฝ่ายทานตะวันนั่งครุ่นคิดฟุ้งซ่านต่างๆ นาๆ ต่อ
       “ทำไมจู่ๆคุณพ่อก็ไปยกย่องยัยเนียนให้เป็นคุณนายเนียน ทำไมคุณแม่ ถึงคอยปกป้องมันสองคนแม่ลูกตลอดเวลาเรามีอะไรยัยติ๋วก็ต้องได้เพราะคุณแม่หยิบยื่น และตอนนี้มันคล้ายจะได้มากกว่าเรา ทั้งที่มันคือลูกชู้”
       ทานตะวันคิดไปเรื่อยเปื่อย
      
       ท่านขุนหยุดเตะเอก
       “จะกะล่อนต่อไหมไอ้เอก”
       “หามิได้ขอรับ ไม่แล้วขอรับ เอาละพวกเรา คุกเข่าพนมมือสาบานว่าจะเอ่ยแต่วาจาจริงจากใจ” เอกบอกเป็นทางการ
       สามคนนั่งลงคุกเข่าตรงหน้าท่านขุน ที่จ้องหน้าเอาเรื่องอยู่
       “พวกเรากราบขออภัย พวกเราจะเอ่ยแต่วาจา…”
       เรียมกับเนียนพากันมาถึงพอดี
       “ไม่ต้องเอ่ยวาจาใดๆ ดอก ทั้งสามคน แล้วรีบไปกันเสียเถิด”
       “เรียม เนียน น้องพากันลงมาทำไม นี่มันยามสองแล้วนะ”
       “พี่โพล้ง พี่แพร กลับไปเถิดจ้ะ เนียนมีเรื่องจะกราบเรียนพี่ขุน”
       สามคนจึงถอยออกไป ท่านขุนมองหน้าสองคนแปลกใจ
       “เรียมกราบขอโทษพี่เทพค่ะ”
       “เนียนก็เช่นกันค่ะ เนียนกราบขออภัยค่ะ”
       “พากันมาขอโทษขออภัยเรื่องอะไรกันรึ”
       “เรื่องลูกของเนียนค่ะ”
       “ความจริง เนียนไม่ต้องกราบขออภัยดอกค่ะ เพราะเนียนคือผู้เสียสละคือผู้ให้ ส่วนเรียม คือผู้รับและเห็นแก่ตัวเป็นที่สุด”
      
       เรียมเริ่มน้ำตาคลอ เนียนก็น้ำตาคลอตาม ขุนภักดีมองเมียทั้งสองอย่างฉงนฉงาย
      

       จบตอนที่ 19
ตอนที่ 20
      
       ขุนภักดีมองทั้งสองเมียอย่างแปลกใจ ก่อนจะจูงมือมานั่งเคียงกันสามคน ท่านขุนนั่งตรงกลาง
      
       “เอาละคนดีของพี่ทั้งสองใจเย็นๆ ค่อยๆ มานั่งพูดจากันนับแต่นี้ต่อไป บ้านหลังนี้จะไม่มีขุ่นเคือง มีแต่จะหันหน้าเข้าหากัน ยึดหลักให้อภัย ให้ความเมตตา ให้ความรักต่อกัน”
       “สืบเนื่องมาแต่ที่เรียมกับพี่เทพได้ยินเนียนกับนายโพล้งแม่แพรคุยกัน เมื่อหัวค่ำ ในเรื่องสุดท้าย คือเรื่องลูกของเนียน” เรียมเอ่ยขึ้น
       “นี่แหละที่พี่ฟังไม่ทันจบ จึงบังคับให้พวกมันมาเปิดปาก”
       เรียม สบตาเนียน สองคนพยักหน้าให้กัน เรียมสารภาพเรื่องคลอดลูกแต่ลูกตายหลังคลอดไม่นาน
       ขุนภักดีฟังแล้วตกใจ
       “โธ่ นี่ลูกของเราตาย โธ่เรียม ทำไมไม่บอกพี่สักคำ”
       “เรียมไม่กล้าเอ่ยเรื่องลูกของเรียมตาย ตอนนั้นพี่ขุนคาดโทษเรียมเอาไว้น่ะคะ”
       “นี่พี่ทำอะไรลงไป ทำให้ทุกคนกลัวอย่างไร้เหตุผล”
       “เรียมกลัวพี่เทพตัดขาดเรียม เรียมก็เลย ..เนียนเล่าต่อสิจ้ะ”
       เนียนเล่าเรื่องที่ตนคลอดลูกเป็นฝาแฝด คราวนี้ท่านขุน ตกตะลึงไปอีกครั้ง
       “ลูกของเนียนเป็นฝาแฝด”
       “ค่ะ คือหนูติ๋วกับหนูอี๊ดค่ะ” เรียมบอก
       “นี่แปลว่า หนูติ๋ว หนูอี๊ด..เป็นลูกของพี่กับเนียนทั้งสองคน”
       “ค่ะ หนูอี๊ดเป็นพี่ หนูติ๋วเป็นน้อง ตอนนั้นเนียนรู้ว่าเรียมใจแทบขาดที่ลูกตาย นายเอกกับยายอ่อน จึงออกอุบายตบตาพี่เทพด้วยการไปขอลูกเนียนมาให้เรียม แล้วปดพี่เทพว่าเป็นลูกของเราสองคน”
       “โธ่เอ๊ย นี่พี่ใช้อำนาจบาดใหญ่ ใส่ทุกคน จนกลายเป็นทำร้ายทุกคนให้เดือดร้อนกันไปทั่วโดยเฉพาะเนียน”
       “เรียม ผิดมากจริงๆค่ะ เรียมก่อปัญหามายี่สิบกว่าปี”
       ท่านขุนดึงสองคนเอาหัวมาซบบ่าสองข้างโอบกอดไว้
       “พี่เข้าใจหมดแล้ว ทั้งสองคนไม่ต้องเสียใจ พี่ขอบใจทั้งเนียนและเรียม ที่พยายามทำทุกอย่างให้พี่สบายใจ ผิดเพราะรักและหวังดีไม่ใช่เรื่องเสียหายให้กันได้ แต่ทำผิดเพราะริษยาอาฆาตนี่สิ พี่ไม่ให้อภัยดอก”
       เรียมกะเนียนบอกพร้อมเพรียง “ขอบคุณมากค่ะ”
       “เราจะร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหาครอบครัวของเราทำให้ทุกคนรักใคร่สามัคคีปรองดองกัน พี่ดีใจที่วันนี้ ทุกอย่างกระจ่างแจ้งหมดแล้ว เนียนพี่จะถือว่าแดงน้อยคือลูกบุญธรรมของพี่ ส่วนเทิดศักดิ์ พี่ก็ถือว่าเขาคือลูกของพี่เช่นเดิม”
       ท่านขุนยิ้มมีความสุข เนียนและเรียม ต่างมีความสุขไปด้วยกัน สามคนเข้าใจกันอย่างดี
      
       สนแอบมองสามคนที่หน้าต่าง คับแค้นระคนอิจฉา สนน้ำตาไหลพราก
       “อีเนียน อีเรียม พี่ขุน กอดพวกมันสองคน สีหน้าแววตารักใคร่พวกมันมากมาย แล้วกูเล่า กูเป็นดังเช่นนกไร้ขนคนไร้เพื่อน หมาหัวเน่าหัวเดียวกระเทียมลีบ ไม่มีใครเหลียวแล ไม่มีใครใยดี อีสนเลย โธ่..อีสน ทำไมชีวิตกูต้องกลายเป็นเศษธุลีให้พวกมึงเหยียบย่ำเช่นนี้”
      
       สนคับแค้นใจใหญ่หลวง ตีอกชกหัวตัวเอง ทึ้งผม สะอื้นไห้อยู่เพียงลำพัง


  


       ฟากทั้งสามคนมานั่งปรึกษากันเรื่องลูกๆ บนเรือนใหญ่
      
       “พรุ่งนี้ พี่จะบอกแดงน้อยให้เขารู้ตัว จะพาเขามากราบแทบเท้าเนียน”
       “เอ้อ..รวดเร็วไปไหมคะ”
       “ถึงเวลาแล้ว รึเนียนจะให้เขาไปรู้เอาตอนโอนขายที่ดินให้ลูกชายยายอ่อนให้ขายหน้าไปถึงแดงน้อยว่าแม่ปิดบังไม่ให้รู้ว่าเป็นลูก”
       “เอ้อ ค่ะ กราบขอบพระคุณพี่ขุนมากค่ะ”
       “แล้วเรื่องหนูติ๋ว หนูอี๊ด เล่าคะ”
       “พี่จะบอกแกเอง หนูติ๋วแกพูดง่ายแต่คนที่พูดยากอวยเข็ญก็หนูอี๊ดนี่แหละ”
       “แกคงยอมรับไม่ได้ว่าเนียนเป็นแม่แก เนียนว่า ปล่อยไปเลยตามเลยเถิดค่ะ พี่ขุน รู้กันแค่เราสามคนน่ะพอแล้ว”
       ท่านขุนกะเรียมบอกพร้อมกัน “ไม่พอ และไม่ได้”
       “ปล่อยไม่ได้อีกต่อไป นี่ก็เพราะเราทำผิดมายี่สิบกว่าปี เราจะทำผิดต่อไปไม่ได้”
       “คนเราต้องยอมรับชาติกำเนิดของตนเอง ยอมรับพ่อแม่พี่น้องของตนเองคนที่ทำไม่ได้ ก็เป็นได้แค่อมนุษย์เท่านั้น พี่อาจจะสงบใจไม่ได้ดีเท่าเรียม เรื่องหนูอี๊ด มอบให้เรียมจัดการเถิดนะ”
       “ค่ะ เนียนไม่ต้องเสียสละเรื่องหนูอี๊ดอีกต่อไปแล้ว พอกันที หนูอี๊ด แกต้องได้รับบทเรียน และรู้จักความเจ็บปวดเสียใจ ควรใช้เหตุและผล”
       “แกคงเสียใจและผิดหวังมาก”
       “แกควรดีใจที่มีแม่สุดประเสริฐเป็นยอดแม่อย่างเนียน”
       ท่านขุนพูดไม่ทันขาดคำ ทานตะวันก็ออกมาจากห้อง
       “คุณพ่อคุณแม่ขาจะเช้าแล้ว ไม่ยอมหลับยอมนอนลุกมานั่งคุยอะไรกันอยู่หรือคะ อ้อ นั่น มากับเขาด้วยรึ มาทำไมไม่ทราบ รึจะมาขออะไรคุณแม่ ไปให้ลูกแกอีก”
       “คุณหนูอี๊ด” เนียนตกใจ
       “บอกกี่ครั้งกี่หนแล้วว่า อย่ามามองหน้า ไม่ชอบรำคาญ”
       “หนูอี๊ด” ท่านขุนเสียงเข้ม
       “อย่าว่าอย่าพูดแม้แต่ทำท่าทางไม่พอใจเขาอีกต่อไปนะหนูอี๊ด”
       “หนูจะทำ หนูไม่กลัวดอก ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หนูไม่อยากให้มันมาเหยียบเรือนนี้ด้วยซ้ำ กลับไปนะ กลับไปแล้วอย่ามาเหยียบอีก”
       เนียนลุกโดยดี แต่ขุนภักดีลุกแล้วดึงร่างเนียนไว้แถมกอดประคอง
       “นี่คือคุณนายเนียน ภักดีภูบาล เมียคนที่สามของขุนภักดีภูบาลใครจะมาดูแคลนจิกหัวด่าไม่ได้”
       “คุณพ่อโดนเสน่ห์ยาแฝดของมัน”
       “หยุดมารยาททราม ใส่ผู้หญิงคนนี้ได้ไหม ยัยอี๊ด”
       “พี่ขุนคะ” เนียนพยายามห้าม
       “ใครอนุญาตให้เรียกพ่อชั้นว่าพี่ขุน”
       “พ่อเอง” ขุนภักดีบอก
       “ทำไม ทำไม ในเมื่อนี่ก็แค่อดีตเมียที่คบชู้”
       ท่านขุนบันดาลโทสะยกมือจะตบหน้าอี๊ด
       “อย่านะคะ”
       เนียนปราดมาบังลูกสาวไว้ เรียมเข้ามาดึงมือท่านขุนไว้ แต่แล้วทานตะวันกลับผลักเนียนจนล้มลงไป
       “อย่ามาแตะเนื้อต้องตัวชั้น ชั้นรังเกียจ ขยะแขยง”
       “คุณหนูเจ้าขา” เนียนสะท้อนใจ
       “ไปนะ” ทานตะวันตะเพิดไล่
       “หยุดเดี๋ยวนี้”
      
       เรียมตวาดเสียงดังมาก


  


       เช่นเดียวกับขุนภักดีสุดทนแล้ว ปราดเข้าไปเขย่าตัวทานตะวันอย่างแรง จนร่างแบบบางโยกไปโยกมา
      
       “แกนั่นแหละ น่ารังเกียจ น่าขยะแขยง ก้มลงกราบแทบเท้า ผู้หญิงคนนี้เดี๋ยวนี้ แล้วกล่าวคำว่าขอโทษ”
       “ไม่ ๆๆ คุณพ่อ นอกจากจะโดนเสน่ห์ยังเสียสติด้วยหรือคะ”
       “แกนั่นแหละที่เสียสติพูดจากับพ่อไม่มีมารยาทหยาบคาย ราวกับไร้การอบรม ฟังนะผู้หญิงที่แกดูถูกเหยียดหยามมาตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่คนนี้คือ…”
       เนียนตกใจรีบห้ามไว้ “อย่านะคะ พี่ขุน”
       “พูดมาเลยค่ะ คุณพ่อว่ามันคือใคร” ทานตะวันท้าทาย
       “ไม่นะคะ” เนียนส่ายหน้า
       ขุนภักดีไม่ฟังแล้ว เป็นตายยังไงก็ต้องบอกให้ลูกรู้สำนึก
       “เขาคือแม่บังเกิดเกล้าที่เอาแกใส่ไว้ในท้องถึงเก้าเดือน”
       ทานตะวันตะลึงงัน
       “ไม่จริง ๆ โกหก ๆ คุณแม่ คุณพ่อโกหกหนู”
       เรียมพูดเสริม “นี่คือความจริง แม่ไม่ใช่แม่ของหนู แต่แม่เนียนคือแม่ของหนู”
       เนียนได้แต่ร้องไห้มองหน้าทานตะวัน ที่หน้าซีดขาว เหมือนโดนฟ้าผ่า
       “แอร๊ยยย... มันไม่ใช่แม่ของหนู แกไม่ใช่แม่ของชั้น”
       ท่านขุนตวาดลั่น “อีเด็กอกตัญญู อีลูกทรพี”
       “พอแล้วค่ะ พี่ขุนพอแล้วค่ะ คุณหนูอี๊ดขา แม่ เอ้อ ชั้น ขอโทษ” เนียนมองหน้าทานตะวัน
       สุดจะทนแล้วทานตะวันด่าทิ้งทวนแล้ววิ่งหนีเข้าห้องไป
       “อย่ามาเอ่ยคำว่าแม่กับชั้น ชั้นไม่มีแม่เป็นลูกชาวนา”
       เนียนผวาตาม เรียมกับท่านขุนประคองเนียนไว้
       “พี่จะตามไปเฆี่ยนมันให้หลังลาย” ท่านขุนฮึ่มฮ่ำจะเอาเรื่องลูกสาวแสบ
       ท่านขุนกระชากแส้ม้ามาแล้ว เนียนก้มลงกราบเท้าขุนภักดีกอดขาดึงไว้ส่ายหน้าน้ำตานอง
       “ฆ่าเนียนให้ตายดีกว่าไปเฆี่ยนคุณหนูค่ะ เกิดมาไม่เคยขอสิ่งใดจากพี่ขุนแต่ครั้งนี้ ขอสักครั้งเถิดค่ะ”
       “นะคะ พี่เทพไม่ใช้ความรุนแรงนะคะ”
       เรียมเกลี้ยกล่อม พลางดึงแส้ม้ามาจากมือท่านขุน
      
       ด้านทานตะวันตกใจ เสียใจช๊อค กับสิ่งที่รับรู้ ร้องไห้โฮๆๆๆๆ แต่ได้ยินเนียนพูดทุกคำ
       “ไม่จริง ไม่จริง ชั้นจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ชั้นจะต้องอับอายมากมายแค่ไหน ทำไมต้องมีแม่เป็นชาวนา ฮือๆๆๆ คุณพ่อ คุณแม่ใจร้าย”
       ทานตะวันรับไม่ได้ ร้องไห้ทุบพื้นทุบผนังไปตามเรื่องตามราว อาละวาดไปเรื่อยๆ
      
       ฝ่ายสองคนช่วยกันปลอบใจเนียน
       “พี่ต้องบังคับเด็กดื้อคนนั้นให้มันมากราบแทบเท้าเนียนให้ได้เด็กอะไร ต่อให้ไม่ใช่แม่ แต่เขาเคยให้ชีวิตรอดพ้นจากฟ้าผ่าตายยังไม่ระลึกถึงพระคุณ นังเด็กอมนุษย์”
       “พี่ขุนขา ไหนว่าจะไม่โกรธเคืองกันแล้วคะ” เนียนบอก
       “มันก็น่าโกรธเคืองอยู่นะเนียน” เรียมฉุนไม่หาย
       “ให้เวลาแกสักระยะนะคะ แกคงตกใจ ยังไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว”
      
       ท่านขุนกับเรียมค่อยอารมณ์เย็นลง เริ่มฟังคำขอร้องของเนียน


  


       ส่วนทานตะวันนั่งร้องไห้อยู่หลังประตู ได้ยินเสียงเนียนพูดกับท่านขุนและเรียมทุกคำ
      
       “เนียนทนได้ค่ะ แกไม่ยอมรับว่าเนียนเป็นแม่ก็ช่างแกเถิด ขอเพียงแกรับรู้ ว่าแกเคยอยู่ในท้องของเนียน ก็พอแล้ว เนียนขอเพียงได้ชื่นชมมองลูกอยู่ เช่นนี้ตลอดไปจนตายเนียนก็ทนได้ค่ะ แกไม่ใช่เด็กร้ายกาจอะไร เพียงแค่อาจโดนตามใจมากเกินไป เนียนเองก็มีส่วน เพราะรักแกมากมายจนไม่เคยโต้แย้งสิ่งใดกับแก ทั้งที่รู้ว่าแกทำไม่ถูก พูดไม่ถูก”
       เสียงท่านขุนดังตามมา “แต่มันเป็นลูก มันต้องเคารพแม่ของมัน พี่ต้องบังคับมันให้ได้”
       “ไม่ได้ดอกค่ะ พี่ขุน เรื่องของความรักความเคารพ ถ้าไม่ได้เกิดจากความรู้สึกของตัวแกเอง เนียนก็ไม้ต้องการดอกค่ะ อย่าไปบังคับให้แกมารักมาดีมาเคารพเนียนเลยค่ะ”
       ทานตะวันสงบลง ค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง ร้องไห้เบาลง แล้วเงี่ยหูฟังต่อ
      
       เนียนเห็นเรียมตั้งท่าจะพูด จึงยกมือขอร้องเรียม แต่เรียมไม่ฟัง
       “ใช่ว่าเรื่องฟ้าผ่าคือครั้งแรกที่เนียนช่วยเด็กคนนั้น ยังมีเรื่องที่โดนไอ้แช่มปล้ำ คนที่ไปปกป้องไว้ได้ก็ล้วนเป็นเนียน”
       คำพูดนั้นกระแทกเข้าหน้าทานตะวันเต็มๆ จากนั้นภาพโจรคลุมหน้ามาต่อยตีและปลุกปล้ำ กระทั่งเนียนมาช่วยจนโดนตบตีเองผุดขึ้นมาในมโนนึก
       ทานตะวันป้ายน้ำตาป้อยๆ ใจอ่อนยวบลงมาอีกนิดหนึ่ง
       ส่วนเรียมพูดพร่ำระบายต่อ “เพราะพี่แท้ๆที่สร้างความทุกข์ให้เนียนมายี่สิบกว่าปีมาจนบัดนี้ เพราะความกตัญญูรู้คุณของเนียน เพราะความรักลูกของเนียน เนียนรู้ว่า ลูกอยู่กับเนียน ในช่วงนั้นลูกคงไม่สุขสบายเหมือนกลายเป็นลูกของพี่”
       “เนียนขอเพียงเฝ้าดูแกอยู่ห่างๆ ในความทุกข์นั้น มันเป็นความสุขอันยิ่งใหญ่ที่ได้ทำเพื่อลูก ที่ได้เห็นหนูอี๊ดมีชีวิตสวยงาม ไปเรียนเมืองนอก มีร้านเสริมสวย ถ้าเนียนไม่ยกแกให้คุณพี่เรียม มีรึแกจะมีวันนี้ได้ เนียนสิคะ ต้องขอบพระคุณ คุณพี่เรียม”
      
       ทานตะวันนิ่งฟังคำพูดของเนียน จิตใจเริ่มหวั่นไหวไขว้เขวมาทางใจอ่อน
       “แต่วันนี้ของชั้นกำลังสูญสลาย ลงไปในพริบตา เพราะความจริงที่โหดร้าย ถูกเปิดเผย” ทานตะวันครวญคร่ำ
       เสียงท่านขุนดังเข้ามา “เป็นลูกชาวนา แต่เป็นคนดี ดีกว่าเป็นลูกขุนภักดีแต่เป็นคนเลว”
       “คุณพ่อด่าเราเลว คุณพ่อชมเด็กติ๋วว่าดี”
       ตามด้วยเสียงเรียม “เนียนคือแม่ที่อดทนเหลือเกิน คำน้อยไม่เคยปริปากบ่นหรือไม่พอใจหนูอี๊ดทั้งด่าว่า ใส่ร้ายดูถูกเหยียดหยามสารพัด”
       และเสียงเนียน “เนียนเป็นแม่นี่คะ แม่ไม่มีวันโกรธแค้นชิงชังลูก ต้องอภัยให้ลูก โดยไม่มีข้อแม้”
       ทานตะวันสะท้อนใจ “ผู้หญิงคนนี้อดทนเรามากมายถึงเพียงนี้ เชียวหรือ”
       “เด็กคนนั้นมันจะรู้สึกบ้างไหมว่า นี่คือความรักอันยิ่งใหญ่ของผู้เป็นแม่” เสียงท่านขุนดังเข้ามาอีก
       ต่อด้วยเสียงเรียม “สักวันที่เขาได้ลิ้มรสความเป็นแม่ เขาจะค่อยๆ เรียนรู้เองแหละค่ะฝาแฝดกับหนูติ๋วแท้ๆ แต่นิสัยต่างกันเหลือเกิน”
       “ฝาแฝด เราเป็นฝาแฝดกับเด็กติ๋ว โอย มิน่ามันถึงเกิดวันเดียวกับเรา หน้าตาเหมือนเรา นี่ นี่มันบ้าอะไรกัน เราต้องกลายเป็นฝาแฝดกับศัตรู”
       ทานตะวันมีท่าทีอ่อนลงอีกอย่างเห็นได้ชัด
       ท่านขุน เรียม และเนียนกำลังพูดคุยกันต่อ
       “ให้เวลาผ่านไปสักพัก หนูอี๊ดแกคงสบายใจขึ้น อย่าไปบีบคั้นให้แกทำในสิ่งที่แกกำลังเจ็บปวดเลยนะคะ” เนียนขอร้อง
       “ลงท้ายก็ยอมแพ้คนอื่นทุกทีสิน่า” เรียมอดต่อว่าไม่ได้
       “นี่ถ้าเปลี่ยนจากเนียนเป็นสน หนูอี๊ดเห็นทีจะโดนหาประโยชน์จากเรียมจนย่ำแย่”
       “เนียนกลับเรือนก่อนนะคะ เนียนจะไปดูแลอาหารของคุณท่านนี่เช้ามืดแล้ว”
       เนียนลากลับ
       เสียงเนียนเงียบไป ท่านขุนกับเรียมพลอยเงียบตามไปด้วย
       “เราต้องกลายเป็นพี่น้องกับเด็กติ๋ว คุณแม่รู้มาตลอด ถึงได้ทำดีกับมันจะหันหน้าไปหาใครดี อียัยสนบ้าก็เหมือนดังคนเสียสติ มันไม่ยอมลงให้เราอีกต่อไปแล้ว โอย ไม่มีเพื่อน ไม่มีแม้แต่ลูกน้อง”
      
       ทานตะวันรำพึงรำพันนั่งน้ำตาไหลรินอยู่เงียบๆ ไม่ส่งเสียงร้องไห้ดังๆ แล้ว
      

      สองคนเรียม กับท่านขุน มาแอบที่หน้าประตูห้องเงี่ยหูฟังเสียงทานตะวันในห้อง
      
        เรียมกระซิบบอก “เสียงสะอื้นเงียบไปแล้วค่ะ”
        “เด็กนั่นมาแอบฟังเราพูดกัน ดีละ คำพูดน่าสงสารของเนียนจะเสียดแทงไปในความรู้สึก ของเด็กคนนี้บ้างสักนิดไหม” ขุนภักดีกระซิบเช่นกัน
        “อย่างน้อยแกก็มีเลือดของเนียน เลือดของคนอ่อนโยนจิตใจดีงามแต่มันอาจซ่อนอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ สักวันมันก็คงค่อยๆ ผุดขึ้นมาให้ปรากฎสักวัน
        ท่านขุนโอบเรียม พยักหน้าให้กลับเข้าห้อง
      
        ค่อนรุ่ง ด้านสนนั่งหลับสัปหงกอยู่คนเดียวในห้อง รอบกายมีทั้งสายสิญจน์ ยันต์เครื่องลางของขลังประดามี วางรายรอบตัว มีเสียงลมพัดอื้ออึงเสียงร้องครวญครางเจ็บปวด
        สนลืมตา เห็นเป็นช้อยเดินนำหน้าขบวนผี มือถือมีด มียายอ่อนตามติดถือพาย ส่วนผีตนอื่นๆ ถืออาวุธมาคนละอย่าง
       “อีสน อีคนใจสัตว์ มึงไม่ใช่คน นี่ไงผลงานสะสมศัตรูของมึง พวกกูมากันทั้งหมด เพื่อมาทวงชีวิตมึง พวกเรา ลงทัณฑ์ อีสนคนชั่ว” ช้อยคำราม พร้อมกันนั้นผีทุกตัวต่างปรี่มาทุบตีดึงสน บ้างทิ่มแทง ตบตี สนวี้ดว้ายกรีดร้องลั่นระงม
      
        รุ่งเช้าทองจันทร์เดินนำหน้า มีเนื้อทองเนียนเดินตามหลัง กบกะแมวตามมาอีกที ถือข้าวของใส่บาตรมาด้วย จังหวะนั้นเสียงสนหวีดร้องดังมาก ทองจันทร์หยุดเหลียวมองไปทางเรือนสน
        “แม่สนเลี้ยงเปรตเอาไว้รึนั่น”
        “ไม่ใช่เสียงเปรตดอกเจ้าค่ะ” กบว่า
        แมวบอก “เสียงคุณนายสนเจ้าค่ะ”
        “ผีเปรตเข้าสิงแม่สนรึ จึงได้ร้องราวกับเปรต”
        “คุณนายสนร้องแบบนี้บ่อยๆ แล้วเจ้าค่ะ พวกเราได้ยินจนชินแล้วเจ้าค่ะ” กบว่าอีก
        “ผีเปรตไร้เพื่อนคงโดนสิงเอาสินะ น่าสมเพชแท้ๆ” ทองจันทร์ส่ายหัว
       “พระพายเรือมาแล้วค่ะ คุณ เอ้อ...” เนียนบอก เรียกหญิงชรา แม่สามีอย่างเก้อเขิน
       ทองจันทร์ต่อคำให้เอง “คุณแม่ จำเอาไว้ว่าชั้นคือคุณแม่ แล้วตัวแกน่ะ คุณนายเนียน ลูกแกก็คุณหนู...”
       เนียนรีบตัดบท กลัวทองจันทร์จะหลุดปาก “คุณแม่คะ พระท่านจอดเรือแล้วค่ะ”
        เนื้อทองฟังแล้วงงๆ แต่ก็รีบกุลีกุจอไปกับเนียน พาทองจันทร์ไปใส่บาตร กบกะแมวแอบซุบซิบกัน
        “น้ำมาปลากินมด”
       “ตอนนี้...น้ำลดมดกินปลา”
       ทองจันทร์ได้ยิน “พวกเอ็งหมายถึงใครรึ”
      
       กบกะแมวประสานเสียง “เปรตเจ้าค่ะ”


  


       เวลานั้นสนนั่งตัวสั่นงันงก พนมมือแต้ กลัวจับจิต
      
       “กลัวแล้ว กลัวแล้ว ไปนรกเสียเถิด อย่าได้กลับมาผุดมาเกิดอีกเลย”
        เทิดศักดิ์เปิดประตูห้องเข้ามา มองสภาพแม่ เห็นผมเผ้ายุ่งเหยิงไปทั้งตัวก็อุทานอย่างตกใจ
        “อะไรกันนี่ คุณแม่เอาของพวกนี้มาไว้รอบเตียงนอนทำไม”
        เทิดศักดิ์เดินเข้าไปใกล้ พยายามเรียกเบาที่สุด กลัวสนตกใจ
       “คุณแม่ครับ”
        สนหวีดร้องขึ้นมาจนได้ หลุดปากชื่อผีที่ตนฆ่าออกมาทั้งโขยง
       “ไปนะ อีช้อย อีอ่อน ไอ้ถม ไอ้สาย ไอ้เสริม ไอ้...”
       “คุณแม่ครับ ผมเองเทิดศักดิ์”
        สนสะดุ้งแล้วลืมตาโพลงมองมา ดีใจโผกอดลูกชายแน่น
       “เทิดศักดิ์ทำไมไม่กลับมาบ้าน ลูกหายไปไหนมาทั้งคืน”
       “ผมกลับมาไม่ได้ดอกครับ ผมต้องไปจัดการเรื่องศพยายอ่อน นี่ผมก็กลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วต้องรีบไปอีก ตายกันบ่อยมากล้วนแล้วแต่ เกี่ยวพันกับบ้านเราทั้งนั้น ถ้าผมสืบเรื่องให้กระจ่างจับตัวคนร้ายไม่ได้ ผมจะไม่ได้รับความเชื่อถือจากนายของผม”
       สนหู่ผึ่ง สติฟื้น ถามหยั่งเชิง “เอ้อ แล้ว แล้ว เขาสงสัยใครรึ”
       “กำลังหาหลักฐานเพิ่มครับ ต้องสอบปากคำคนที่พบเห็นยายอ่อน ยัยช้อยก่อนตายให้หมด ว่าไปหาใคร พบใครพูดอะไร”
        คำพูดดังกล่าวกระแทกเข้าที่หน้าสน เหตุการณ์ที่ทองจันทร์บอกสนว่าช้อยไปเปรยว่าเทิดศักดิ์อาจไม่ใช่ลูกท่านขุน
       ผุดขึ้นมาหลอนหลอกสนถึงกับหน้าซีด เทิดศักดิ์เห็นโอบแม่ปลอบ
        “คุณแม่อย่ากังวลไปเลยครับ ผมไปก่อนนะครับ”
        เทิดศักดิ์เดินออกไป สนมองตาม เดินไปที่หน้าต่างแล้วสนก็เห็นบางอย่าง
      
        ในสายตาสนที่มองมา เห็นทองจันทร์เดินนำหน้ามี เนียน เนื้อทอง กบและแมวเดินตามกันเป็นทิวแถว ดูทุกคนมีความสุขสดชื่นมาก
        สนเจาะจงจ้องมองที่ทองจันทร์เต็มๆ ด้วยสายตาอาฆาตแค้น
       “ครั้งสุดท้าย และคนสุดท้าย แล้วกูจะวางมือสักที”
        สนบอกตัวเองพร้อมกับยิ้มอย่างน่ากลัว ดูโหดร้ายปนบ้าดีเดือด
      
        ฟากเรียมมาเคาะเรียกลูกสาว
        “หนูอี๊ด ออกมาทานข้าวกันสิลูก ฝีมือแม่เนียนนะลูก”
        เสียงทานตะวันดังแหวดออกมา
        “หนูไม่กิน หนูไม่หิว”
        “ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจหนูเถิดลูก แม่จะตั้งสำรับไว้ หน้าห้องนี่แหละ”
        เรียมยิ้มกับตัวเอง
        “จะทนหิวอยู่ได้ถึงกี่โมงกี่ยามก็ตามใจ”
        เรียมเดินออกไปไม่ลืมวางสำรับไว้หน้าห้อง
      
        ทานตะวันนั่งตาขวางมองไปทางประตูห้อง บ่นบ้าอย่างถือดีตามเคย
        “คุณแม่คุณพ่อกำลังบีบให้เราจนแต้ม ไม่มีเสียละที่จะยอมจำนน”
      
        ทุกคนรวมตัวกันอยู่ตรงที่ฝังศพลูกของเรียม บริเวณนั้นมีดงดอกไม้ขึ้นหนาแน่นเหนือเนินดิน เห็นทุกคนยืนรายล้อมกันอยู่ ขุนภักดียืนนิ่ง มีทองจันทร์ เนียน และเรียมน้ำตาคลอ เอกยืนถือธูปกำใหญ่จุดแล้วอยู่ด้านหลังทุกคน
       “นี่ถ้าไม่พากันบอกความจริงให้แม่รู้สักครู่นี้ ดีไม่ดีแม่ตายก่อนรู้ความจริง แม่คงไม่ไปผุดไปเกิดดอกนะ”
       “คุณแม่อย่าพูดเรื่องนี้สิครับ พูดกับยายหนูสิครับ แกอาจกำลังมองดูเราจากสวรรค์อยู่นะครับ”
        ทองจันทร์หันไปรับธูป ทุกคนรับธูปจากเอก
       “หลานย่า ขอให้หนูกลับมาเกิดใหม่ เป็นลูก เอ ลูกใครดีล่ะ เอาเป็นว่าลูกใครก็ได้ ที่เกี่ยวดองเป็นญาติของเรา ยกเว้นแม่สนนะหลานนะ ย่าเสียใจ ที่ไม่ทันได้พบหน้าหลาน ตอนที่มีชีวิตอยู่”
        “ยายหนูของพ่อ พ่อรักหนูนะ แม้ว่ายังไม่ทันพบหน้ากัน แต่พอก็รอพบหน้าหนูอยู่เก้าเดือน เกิดชาติหน้าฉันท์ใด มาเป็นลูกพ่อและได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับพ่อไปจนตายจาก นะลูกนะ”
        “หนูจ๋า แม่มาเยี่ยม หนูได้ยินแม่ไหม ถึงจะห่างไกลถึงบนสวรรค์ แต่หนูก็คงรับรู้ว่า วันนี้ทุกคนพากันมาแสดงความรักความคิดถึงหนูนะลูก”
        เนียนเอ่ยขึ้น
       “กลับมาพบกันใหม่ อยู่ด้วยกันให้เนียนได้ดูแลรับใช้นะคะคุณหนู”
      
        ทุกคนปักธูปแล้ว เหนือดงดอกไม้หย่อมเวลานั้น มีควันธูปลอยอ้อยอิ่งขึ้นด้านบนท้องฟ้า


  


       เวลาผ่านไปอีก แดงน้อยมาพบขุนภักดีในห้องทำงาน
        “เรื่องยายอ่อน มีความคืบหน้าถึงไหนแล้ว”
        แดงน้อยมีทีท่าอึดอัดมากที่จะเอ่ยถึง
        “เอ้อ สำนวนอยู่ที่เทิดศักดิ์กับท่านผู้กำกับครับ”
       “พ่อก็ถามไปตามฐานะที่ต้องรับรู้ แต่ที่ให้มาพบวันนี้ เป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดของชีวิตแดงน้อย”
       “หรือครับ” แดงน้อยมีท่าทีตื่นเต้น
       “แดงน้อยบอกพ่อให้กระจ่างเรื่อง หนูติ๋ว บัดนี้พ่อกระจ่างทั้งหมดแล้ว ว่าหนูติ๋วคือลูกของพ่อ ถึงคราวที่พ่อจะตอบแทนแดงน้อยบ้าง”
       “ไม่ต้องดอกขอรับคุณพ่อ”
       “ต้องสิ รึแดงน้อยไม่อยากรู้ว่าใครคือแม่ของแดงน้อย”
       “คุณพ่อ ผมอยากรู้ที่สุดในโลกครับ”
       “ไม่แปลกใจ ไม่เอะใจบ้างรึ ว่าทำไม เนียนจึงโอนที่นาให้แดงน้อยตั้งแต่แดงน้อยอายุสี่ขวบ ไม่แปลกใจบ้างรึ ที่เขารักใคร่แดงน้อยมากมาย”
        “คุณพ่อ นี่ นี่”
        “นี่แหละคนนี้แหละ”
        แดงน้อยตะลึงน้ำตาซึม
      
        เย็นนั้น เรียมยิ้มย่องมองสำรับอาหารที่หมดเกลี้ยงไปแล้ว
        “จะพยศต่อไปอีกสักมื้อไหม ยัยหนูเอ๊ย”
        ท่านขุนเดินยิ้มขึ้นมาพร้อมกับทองจันทร์
        “พี่พาคุณแม่มาดูเด็กพยศ นั่งครับคุณแม่ นั่ง นั่ง”
        เรียมกุลีกุจอประคองพาทองจันทร์มานั่ง ทองจันทร์มองแต่ละคนแล้วยิ้มให้กันพยักเพยิด
        “เอ พ่อเทพกับเรียมดูมีนัยกันอย่างไรพิกลนะ จู่ๆ ก็อยากพาแม่มาเรือนนี้ แม่กำลังดูเนียนร้อยพวงมาลัยเพลินๆทีเดียว เลยต้องทิ้งเนียนเขาไว้ลำพัง”
        “ทิ้งไว้ลำพังน่ะดีแล้วค่ะ คุณแม่” เรียมบอก
        “เดี๋ยวมันก็โดนใครบุกขึ้นมาฆ่าเอาดอก”
        สองคนยิ้มสบตากันอีก เรียมกระซิบบอกเบาๆ ทองจันทร์ร้องท่าทีตื่นเต้น
        “ไฮ้”
        แล้วทองจันทร์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มดีใจ
      
        ด้านเนียนกำลังนั่งร้อยมาลัย แดงน้อยเดินมาคุกเข่าคลานมาแต่ไกล ในมือถือพานพวงมาลัยมาด้วย เนียนมองมาตกใจ
        “นายอำเภอ”
        แดงน้อยคลานมาก้มลงตรงหน้าเนียน กราบแทบเท้า
        “ผมมากราบเท้าแม่เนียน”
        เนียนตะลึง มือสั่น มาลัยตกจากมือ
        “นายอำเภอ”
       “ผมดีใจที่สุดในชีวิต ที่ได้เป็นลูกของแม่เนียน ผมมีความสุขเหลือเกินในที่สุดความฝันความหวังของผมก็กลายเป็นความจริง” แดงน้อยบอกเสียงเครือๆ
        ตลอดเวลา เนียนน้ำตาไหลพรากด้วยความตื้นตันใจ เนียนมือสั่นไปหมด ยื่นสองมือมาแตะบ่าแดงน้อยประคองขึ้นมา
        “ลูกแดงน้อยของแม่ แม่ ๆ แม่มีความสุข จนสุดที่จะเอ่ยออกมาได้ ลูกรักทูนหัวของแม่”
        สองแม่ลูกโผกอดกัน แดงน้อยน้ำตาซึม เนียนน้ำตาไหล
        “ทูนหัวของลูก ต่อไปนี้ ลูกจะดูแล จะทดแทนพระคุณไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่”
        “แม่ขอโทษที่ปิดบังความจริง แม่เสียใจที่ไม่ได้ดูแลลูก อภัยให้แม่นะทูนหัวของแม่”
        “แต่ลูกรู้ด้วยสำนึกว่าแม่ห่วงใย รักใคร่ติดตามเรื่องราวของลูกเสมอมา”
      
        สองแม่ลูกโอบกอดกันราวกับกลัวว่าจะพรากจากกันอีก
      

       ทานตะวันยังคงนั่งคิดไม่ตกต่อไป
      
        “เราจะเอ่ยปากเรียกผู้หญิงคนนั้นว่าแม่ออกมาได้อย่างไร ทำไม่ได้เราทำไม่ได้”
       “ลูกที่อับอายแม่ตัวเอง นี่มันน่าเอาขี้เถ้ายัดปากตั้งแต่ตอนที่เพิ่งเกิดมา ลูกแบบนี้มันไม่น่ามีแม่แสนดี อย่างเนียนดอก มันน่าให้ไปมีแม่เป็นนางคนใจร้าย ใจดำอำมหิต แม่จะไปบอกเนียนมันว่าให้ตัดใจเสีย คิดเสียว่า ไม่เคยมีลูกคนนี้”
        ว่าแล้วทองจันทร์ก็ขยิบตาให้เป็นนัยกับท่านขุนและเรียม
       “คุณแม่ครับ พูดมันง่ายแต่ทำมันยากนะครับ เนียนเขารักลูกมากมายถึงขั้นเอาตัวไปบังฟ้าผ่าก็ทำมาแล้ว” ขุนภักดีทำทีเป็นทักท้วง
       “แม่นึกออกแล้ว เราช่วยกันผลักไสให้มันไปเป็นลูกแม่สน” ทองจันทร์ว่าซะเสียงดัง
        จากนั้นสามคนต่างก็ยิ้มๆ ให้กัน
      
        คำพูดของผู้เป็นย่ากระแทกหน้าอี๊ด
       “จริงสิ ผู้หญิงคนนั้นช่วยชีวิตเรา เมื่อไม่นานมานี้เอง”
        เหคุการณ์ตอนคืนฟ้าผ่า เนียนกระชากเนื้อทองแล้วกระโดดคร่อมตัวเอาไว้ปกป้องสุดชีวิตผุดขึ้นมา
        “เขายอมตายเพื่อเรา”
        ทานตะวันรำพึง
        พร้อมๆ กันนั้นภาพเหตการณ์ที่สนด่าทอใส่ทานตะวัน ล้วนแล้วแต่เป็นคำพูดที่แรงๆ ก็ผุดขึ้นตามมาติดๆ
       ทานตะวันใคร่ครวญครุ่นคิด
       “แต่แม่สน ทั้งที่เราเรียกว่าแม่ แต่ไม่เคยแสดงความป็นแม่กับเราสักครั้ง”
       เสียงเรียมดังเข้ามาอีก “สนมีแต่ยุแหย่ให้หนูอี๊ดเกลียดชังเนียน เพราะตัวเองเกลียดเนียน”
       ตามมาด้วยเสียงท่านขุน “สนเอาหนูอี๊ดเป็นเครื่องมือทำลายเนียนมาตลอด ลูกเราก็ช่างโง่เง่า ไม่เคารพยังไม่พอ ร่วมมือกับคนอื่นทำร้ายแม่ตัวเอง นรกแท้ๆ”
       ทองจันทร์เสริมต่อ “จะมาถือยศถือเกียรติอะไรกันหนักหนา คำนำหน้าว่าขุนว่าหลวงก็แค่หัวโขน ต้นตระกูลชาวนากันทั้งนั้น แม่นี่แหละ ลูกชาวสวนชาวนา แต่พี่จมื่นพ่อของพ่อเทพ ก็ดั้นด้นไปกราบไหว้ขอแม่มาจากพ่อแม่ของแม่ ถ้าเช่นนั้นสักวัน ยัยอี๊ดมันรู้เข้า มันมิเลิกยอมรับว่าแม่คือย่าของมันรึ”
       ขุนภักดีฮึ่มฮ่ำทำเป็นโกรธ “ลามปามมาถึงผม เพราะผมก็เป็นหลานชาวนา ช่างน่าขำ”
        ถึงตอนนี้ทานตะวันเอามือปิดหูไม่อยากรับรู้อีกแล้ว
       เสียงเรียมดังเข้ามาอีก “ต้นตระกูลเรียมก็เป็นเจ๊กจีน หอบเสื่อผืนหมอนใบล่องทะเลมา ปู่เรียมเป็นจับกังแบกข้าวสารที่ท่าเรือ ส่งคุณพ่อเรียนจนได้ดิบได้ดีในวงราชการ เรียมน่ะหลานจับกังแบกข้าวสารแท้ๆ ที่นาเท่ากระแบะมือก็ไม่มี แต่เนียนนี่สิยังมีตั้งสิบไร่”
        ทานตะวันลุกพรวดขึ้นเปิดประตูห้องออกไปทันที
      
        สามคนที่นั่งสลอนอยู่ในโถง เห็นทานตะวันเดินออกมาหน้าตาอิดโรย
       “หนูอี๊ด”
       “เลิกกระแหนะ กระแหนทำร้ายจิตใจหนูกันสักทีได้ไหมคะคุณย่าคุณพ่อ คุณแม่ หนูรู้ตัวว่าหนูเป็นเด็กเลวร้ายเอาแต่ใจตัวเองดูถูกคนอื่น หนูเคยตัวมานานมาก ทำไมไม่ให้โอกาสให้เวลา ให้หนูเกิดความเต็มใจที่จะยอมรับอะไรๆ เองสักพัก เหมือนอย่างที่ผู้หญิงคนนั้นเขาบอกกับคุณพ่อคุณแม่เล่าคะ” ทานตะวันบอก
        สามคนมองหน้ากัน ทองจันทร์พยักหน้าปลงๆ
        “พ่อเทพ แม่เรียม เด็กเคยตัวมานานอย่างนี้ ออกมาแสดงให้เห็นดังที่เขาพูดมาได้ขนาดนี้ ก็ถือว่าดีโขแล้ว”
        “จำไว้นะหนูอี๊ด ไม่มีใครหวังดี ไม่มีใครเสียสละให้หนูเท่าแม่ที่แท้จริงอีกแล้ว” เรียมสำทับ
        “แม้แต่คุณแม่หรือคะ” ทานตะวันย้อนถาม
        “อาจจะใช่ เพราะแม่มีความสุขสบาย แต่ถ้าแม่เป็นอย่างแม่เนียนแม่คงทำไม่ได้ดีเท่ากับเขาดอก แม่ดีใจที่ลูกออกมาพูดเช่นนี้” เรียมบอก
        “พ่อก็ดีใจ เราจะไม่บังคับจิตใจลูก เราจะปล่อยให้เป็นไปตามการตัดสินใจของลูก”
       “จำไว้นะหนูอี๊ด ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังรอคอยความหวังลมๆ แล้งๆ จากลูกสาวของตนเองว่าจะยอมรับว่าเขาเป็นแม่ไหม แม่จะกลับเรือนเสียทีพ่อเทพ แม่เรียม” ทองจันทร์จ้องหน้าหลานสาว
        เรียมพาทองจันทร์เดินลงเรือนไป ท่านขุนเดินมาโอบกอดลูกสาว ซึ่งยังคาใจบางประการอยู่
        “แล้วผู้ชายคนที่มาพบกับเขาที่แม่สนบอกว่าเป็นชู้ของเขาเล่าคะ”
        “ลุงของหนู พี่ชายแท้ๆ ของเขาต่างหาก แม่สนหาความเขา และพ่อก็หูเบามานานมากจนเกือบจะสายเกินไปแล้ว”
      
        ทานตะวันพยักหน้าเงียบๆ ครุ่นคิดไปเรื่อยๆ อีก ท่านขุนยิ้มพึงพอใจ


  


       ฟากแดงน้อยนอนหนุนตักแม่สีหน้าแช่มชื่น เนียนเอาขนมป้อนใส่ปาก สองคนแม่ลูกดูมีความสุขกันมากๆ
      
        “ผมอยากมีตักของแม่เอาไว้นอนหนุนมานานแล้ว วันนี้ผมสมใจสักที”
        “แม่ก็อยากให้ลูกมานอนตรงนี้ที่ตักของแม่มานานมากเช่นกัน”
       “เทิดศักดิ์รู้ เขาคงดีใจกับผมมาก ผมจะไปบอกเขาเป็นคนแรก”
       “คุณเทิดศักดิ์ คงกำลังเหนื่อยมาก น่าสงสารแท้ๆ”
        เนียนพูดด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย
       “ทำไมแม่เนียนต้องเศร้ามากเมื่อพูดถึงเทิดศักดิ์ครับ”
       “เขาเป็นคนดีเหลือเกิน ดีจนแม่ไม่อยากเห็นเขาต้องมาทุกข์ร้อนใจ” เนียนบอก
       “แม่เนียนหวังดีห่วงใยใครๆ ไปเสียทุกคน เอ้อ แม่เนียนครับ น้องติ๋วทราบเรื่องของผมหรือยังครับ”
       “ยังเลยลูกรัก น้องยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเป็นลูกพี่ขุน พี่ขุนกำลังหาโอกาสจะบอกน้องอยู่ แต่ติดขัดตรงที่มีเหตุร้ายเกิดขึ้นทุกวัน แม่เองก็ต้องบอกน้องเรื่องของลูก”
       “น้องคงดีใจมากนะครับ แม่เนียน” แดงน้อยยิ้มชื่น
       “จ้ะ คงดีใจมาก”
        จังหวะนี้ทองจันทร์เดินเข้ามาพร้อมกับเรียม
        “อ้าวนั่นอะไรกัน ใครมานอนหนุนตักกันป้อนขนมให้กันกิน ไม่กลัวว่าใครเขาจะอิจฉาเลยรึ แดงน้อยอายุยี่สิบกว่า ไม่ใช่สองขวบกว่านา” ทองจันทร์เย้า
        เนียนกับแดงน้อยตกใจนิดหนึ่ง
       “คุณท่าน เอ้อ คุณแม่ คุณพี่เรียม เอ้อ…”
       “ดีใจด้วยนะแดงน้อย แม่เนียนของแดงน้อยน่ะ ทั้งดีทั้งน่ารักและเก่งสารพัด”
       ทองจันทร์เหน็บ “ไม่เก่งเรื่องเดียว ไม่ยอมสู้คน เก่งที่สุดคือร้องไห้ มันน่าส่งไปเป็นนางเอกยี่เกนัก ที่ผ่านมาก็ยิ้มไม่เป็น แต่นับจากนี้ คงยิ้มจนพร่ำเพรื่อ จริงไหมเนียน”
       เนียนยอมรับ “เอ้อ ค่ะ”
       “ย่าดีใจมาก นี่ก็รอแม่ตัวร้ายให้เขาใช้เวลาไตร่ตรองเติมสติ แล้วเราจะฉลองกันอีกครั้ง”
       “คุณย่าหมายถึงหนูอี๊ดน่ะจ้ะ” เรียมอธิบาย
        ทุกคนยิ้มย่องเบิกบาน และสบายใจ
      
        หลายวันต่อมาที่แหล่งกบดานของเสือหนัก
        เวลานั้นหนักได้รับรายงานจากเสน่ห์ เรื่องเนียน เรื่องสน หนักโกรธมาก
        “จริงรึนั่น อีสนมันใส่ร้ายน้องกูอีกแล้วรึ มันต้องได้รับโทษสาสมกับสิ่งที่มันกระทำต่อน้องกู”
        “พวกชาวบ้านเขาลือกันว่า โชคดีที่ท่านขุนประกันตัวเนียนออกมาแล้วนัยว่ามีพยานปากเอกยืนยันว่าเนียนอยู่กับเขา ตอนที่นางช้อยโดนฆ่าตาย”
        “เนียนยังโชคดี ที่ท่านขุนนั่นเกิดกลับใจมาช่วยเนียน หาไม่ เนียนคงตายคาคุกหรือก็โดนประหาร อีสนมึงตายแน่”
        “ยิ่งกว่านั้นอีก ชาวบ้านเขาเล่าลือว่า แถวท่าน้ำบ้านท่านขุน เฮี้ยนมาก มีคนโดนฆ่าตายไม่เว้นแต่ละวัน ล้วนเกี่ยวข้องกับบ้านท่านขุนทั้งสิ้น”
        “อีสนมันยังลอยนวล” หนักคำราม
        “รายสุดท้าย เมื่อวานนี้ชื่อยายอ่อน พยานอีกรายของเนียน เคยเป็นหมอตำแยทำคลอดลูกท่านขุน”
        คราวนี้หนักลุกพรวด
        “กูกบดานต่อไปไม่ได้แล้ว กูจะเข้าเมืองสุพรรณ”
        เสน่ห์ตกใจ ร้องห้าม “อันตรายมากนะลูกพี่ หมวดเทิดศักดิ์ นายอำเภอแดงน้อย ข้าหลวงล้วนหมายหัวพี่ไว้ทั้งสิ้น พวกเขาจะรวมกันจับตายลูกพี่”
        “ชีวิตกูวันนี้แม้ยังมีลมหายใจ ก็หยั่งกับตายทั้งเป็น มึงจงดูตัวอย่างกู ทำเลว แม้เก่งกล้าแค่ไหนสุดท้ายก็ตายอย่างหมา กูขอทำดีครั้งสุดท้ายตายเป็นตายเพื่อปกป้องน้องกู หลานกู” พูดถึงตรงนี้หนักถอนใจพึมพำคนเดียว “และลูกกู”
        “ชั้นไปด้วย จะไปเปิดโปงอีสน”
        “แยกย้ายกันไป มึงไปของมึง กูไปของกู อย่าให้ใครรู้ว่ากูอยู่กับมึง มึงจะได้ใช้ชีวิตของมึงต่อไป เหมือนผู้คนปกติ เลิกหลบซ่อน”
        เสน่ห์อิดออด “แต่ชั้น...อยากตอบแทนพี่”
        “กูให้ใครไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน ทำตามที่กูบอก”
      
        หนักฉวยปืน หยิบหมวกหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยน นัยน์ตาแข็งกร้าว


  


       สองหนุ่มปรึกษาหารือกันอยู่บนโรงพัก
      
        “นายแช่มมันรู้มาจากญาติผู้ต้องหาที่มาเยี่ยม ว่าบ้านกันมีการฆ่ากันตาย คนที่ตายมียัยช้อยแม่มันรวมอยู่ด้วย มันร้องไห้โฮๆ มาทั้งคืน ตอนนี้มันก็ยังร้องอยู่”
        “ได้ยินสารวัตรพูดว่ามันขอให้ปากคำ ที่เป็นประโยชน์ มันรู้ว่าใครฆ่าแม่มัน แกจะเอาอย่างไรกับนายแช่ม จะฟังมันหรือไม่นำพา”
        เทิดศักดิ์มองหน้าแดงน้อยครุ่นคิด
        “เราควรฟังมันแล้วนำเอาคำพูดมันมาไตร่ตรอง เพียงแต่ว่า กันกลัว…”
        “กลัวอะไรรึ”
        “ความจริงอันโหดร้าย” เทิดศักดิ์หน้าเศร้า
        “แล้วแต่แกเถิด กันคือเพื่อนตายของแก ถ้าแกไม่อยากพูดกับมันก็จบกันไป”
        “แล้วแกจะไม่ประณามว่ากันเห็นแก่ตัวดอกรึ”
        “กันเคารพการตัดสินใจของแก เราสองคนเป็นมากกว่าเพื่อนแท้ของกันและกัน”
        แดงน้อยตบบ่าเพื่อน เทิดศักดิ์ดูลำบากใจมาก นึกภาพตอนเห็นสนมีสายสิญจน์ มีเครื่องรางของขลัง รอบที่นอน
        เทิดศักดิ์ตัดสินใจเด็ดขาด
        “เกิดมาเป็นข้าแผ่นดิน ต้องเสียสละ ต้องแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานให้เด็ดขาด หาไม่จะกลายเป็นเนรคุณแผ่นดิน ผิดคำสาบานที่เคยให้ไว้ว่าจะไม่รับอามิสสินจ้าง ไม่เห็นแก่พวกพ้อง แม้ว่าพวกพ้องคนนั้นจะเป็น เอ้อ..ใครก็ตามที่สำคัญต่อชีวิตเรา”
        “พอเถิด กันรู้แล้วว่าแกตัดสินให้นายแช่มมาพบเพื่อสอบปากคำ”
        เทิดศักดิ์พยักหน้าน้ำตาคลอๆ
      
        ฝ่ายทานตะวันแอบมานั่งอยู่แถวริมน้ำข้างเรือนสน ตระหนักเรื่องราวที่ผ่านมา
        “ใครๆ เขาก็ถือว่า คนที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือแม่ คือพ่อคือลูก แล้วเราล่ะ ตอนนี้คนที่เราอยากให้เห็นเราสำคัญไม่มีสักคน” ทานตะวันพึมพำ
        เนียนมาแอบมองทานตะวัน แต่แอบอยู่ในมุมที่มิดชิดมาก
        “แม่อย่างไรเล่าลูก แม่เห็นลูกสำคัญกว่าชีวิตของแม่เสียอีก”
        เนียนแอบมองลูกใจจดใจจ่อ จังหวะนี้เองสนก้าวออกมาจากที่หนึ่ง อยู่ด้านหลังทานตะวัน
        “อีเด็กอี๊ด แกเป็นดวงตาดวงใจของพี่ขุนกับอีเรียมและอีเนียน นับวันแกจะสำคัญกับคนพวกนั้นมากกว่าลูกของข้า สักวันถ้าพวกมันรู้ความจริง มันจะเย้ยหยันลูกข้า ข้าทนไม่ได้ ในเมื่อลูกข้าพินาศแกก็ต้องพินาศไปด้วย ดีละแกว่ายน้ำไม่แข็ง”
        สนบอกตัวเองในใจ ขณะหยุดมองทานตะวัน คิดแล้วคิดอีก ในขณะที่อีกมุมของเนียนแอบมองรอดูสนนิ่ง
      
        ส่วนที่โรงพัก แช่มให้ปากคำเสร็จแล้ว กำลังยกมือไหว้สองคน นัยน์ตาของแช่มแดงก่ำ โดนใส่กุญแจมือไว้แล้วยกมือท่วมหัว
       “ไอ้แช่มขอสาบานว่าสิ่งที่บอกนายอำเภอกับคุณเทิดศักดิ์คือความจริง ผมขอโทษที่ต้องพูดความจริง แต่มันก็คือความจริง จะให้ประกันตัวผมได้หรือยัง”
       “รอให้ท่านผู้กำกับ ท่านข้าหลวงท่านตัดสินใจ แต่มิได้หมายความว่าแกพ้นผิด ผิดของแก ยังคงต้องได้รับโทษ ซึ่งอาจจะน้อยลงถ้าแกพูดความจริง” แดงน้อยว่า
       “ไปได้แล้ว” เทิดศักดิ์บอก
        แช่มถูกนำตัวออกไป เทิดศักดิ์น้ำตาซึม แดงน้อยตบบ่าเพื่อน
       “พิจารณาไตร่ตรองปากคำของมันให้ถ้วนถี่ก่อน มันอาจมดเท็จเพื่อเอาตัวรอด”
       “มันพูดจริงหลายอย่าง เอาเถิด สิ่งใดจะต้องเกิดก็ให้มันเกิด สิ่งใดจะต้องเป็นไปก็ต้องเป็นเช่นนั้น กฎหมายคือกฎหมาย”
        แดงน้อยมองเพื่อนอย่างเห็นใจมาก
      
        ขณะที่ทานตะวันนั่งน้ำตาซึมอยู่นั้น สนยื่นมือมาแตะจากด้านหลัง เนียนซึ่งแอบมองอยู่นิ่ง และระวังตัวเต็มที่ ทานตะวันสะดุ้งตกใจหันมามองเห็นเป็นสนก็ไม่พอใจ
       “ไปให้พ้น” ทานตะวันไม่เรียกสนว่าแม่อีกต่อไปแล้ว
       “อย่าเพิ่งไล่สิคะ ฟังแม่สนก่อน แม่สนมาขอโทษ แม่สนผิดไปแล้ว แม่สนฟุ้งซ่านมาก เพราะเกิดเหตุร้ายในบ้านเราบ่อยๆ ยกโทษให้แม่สนนะคะ ที่แม่สนบังอาจพูดจาไม่ดีกับหนูอี๊ด”
       “แล้วทำไมถึงเพิ่งมาคิดได้เอาตอนนี้”
        สนแอบทำหน้าไม่พอใจ แต่พอหันไปหาก็ยิ้มหวานให้
       “แหม จะให้แม่สนก้มลงกราบหรือคะ ถึงจะหายโกรธ มองหน้าก็รู้แล้วว่าหนูอี๊ดมีเรื่องขุ่นเคืองใจ มีอะไรบอกแม่สน แม่สนพร้อมให้คำแนะนำปรึกษาค่ะ”
        อี๊ดมองหน้าสนอย่างชั่งใจ
       “ไม่อยากได้คำปรึกษาจากใครทั้งนั้น ไปเสีย ชั้นอยากอยู่คนเดียว”
       “อยู่คนเดียว เดี๋ยวคนร้ายมันบุกมาฆ่าเอาตายนะคะ” สนขู่
        ทานตะวันเริ่มตกใจ กระเถิบมาใกล้สน
       “ว๊าย อย่าพูดสิ ชั้นกลัว เอ้อ ถามจริงๆ เกลียดม.. เอ้อ ยัยเนียนมากใช่ไหม”
       “วุ๊ย แม่สนก็เกลียดมันมากพอๆกับที่คุณหนูเกลียดนั่นแหละค่ะ
       “ยัยเนียนทำอะไรก็ผิด หายใจก็ยังผิด ใช่ไหม” ทานตะวันถาม
       “ใช่ค่ะ มันไม่ผิด เราก็ต้องบอกว่ามันผิดค่ะ”
       “ผิดจนอยากฆ่าให้ตายใช่ไหม”
       “หนูอี๊ดอยากไหมเล่าคะ”
       “ถ้าชั้นอยาก...”
        เนียนที่แอบมองอยู่สะท้อนใจจนน้ำตาไหลริน
       “ลูกรัก หนูอยากให้แม่ตาย”
       “ก็ให้มันตายไปสิคะ” สนว่า
       “ทำอย่างไรรึ”
       “ไปนั่งเรือเล่นกัน แล้วแม่สนจะแจงแผนการให้ฟังค่ะ”
        เนียนฟังแล้วตกใจ พึมพำเบาๆ “ไม่นะคะ ไม่นะลูก อย่าไปกับเขา”
        ทานตะวันทำหน้ายิ้มๆ
       “ตกลง ชั้นจะไป”
        สนยิ้มดีใจ แต่เนียนตกใจมาก
      
        “หนูอี๊ดลูกแม่”
      
        จบตอนที่ 20
ตอนที่ 21
      
       ในเวลาเดียวกัน เรียมยืนอยู่กลางห้องนอนของทานตะวัน ร้องเรียกหา
      
       “หนูอี๊ดขา มากินข้าวลูก เอ๊ะ ไม่อยู่ในห้อง นี่หนูอี๊ดออกไปไหนรึว่าไปที่ร้าน แปลว่าอารมณ์ดีมากแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ค่อยยังชั่ว”
       เรียมโล่งอกสบายใจหันมาเจอกบ
       “คุณนายเรียมมาหาคุณหนูอี๊ดหรือเจ้าคะ”
       “ใช่ สงสัยว่าจะไปร้านเสียแล้ว”
       “ไปทางเรือนคุณสนต่างหากเจ้าค่ะ”
       “อะไรนะ ไม่ได้การละ”
       “นี่แหละเจ้าค่ะ ที่กบรีบมาเรียนให้ทราบเจ้าค่ะ”
       เรียมร้อนใจเดินตัวปลิวออกไป กบวิ่งตามแทบไม่ทัน
      
       สองคนพายเรือมาในคลองทานตะวันนั่งยิ้มในสีหน้า สนพายเรือไป ยิ้มในทีไปด้วย ต่างคนต่างมีแผน
       สองคนไม่ทันสังเกตุว่าที่ผิวน้ำ ซึ่งมีต้นกกกอเล็กๆ คล้ายเป็นหลอดสำหรับช่วยหายใจ เห็นเงาเนียนแหวกว่ายอยู่ใต้ผิวน้ำ
       ติดตามเรือไปเรื่อยๆ เนียนแอบโผล่หน้ามามองเหตุการณ์แล้วดำลงไปใหม่
       “ทำไมถึงเกลียดเขามากมายนัก เขาทำอะไรสาหัสสากรรจ์ให้นักรึ”
       “มันทำกับทุกคนค่ะ มันทำให้คุณพ่ออับอายขายหน้าด้วยการคบชู้และที่สำคัญเป็นเสือหนัก มัน…”
       “ทำไมเดือดร้อนแทนคุณพ่อมากมายถึงขนาด ต้องเกลียดเขาหนักหนา”
       “ใช่ค่ะ เพราะมันคิดฆ่าหนูอี๊ด จำไม่ได้หรือคะ มันใช้ลูกสาวมันหลอกไปทำเรือล่มให้เสือหนักมาปล้ำหนูอี๊ด แล้วตอนนี้มันฆ่าปิดปาก ไปทีละคนสองคน”
       “ทำไมคิดว่าเป็นเขา ทำไมไม่คิดว่ามีใครวางแผนใส่ร้ายป้ายสีเขา”
       “วุ๊ย ก็มันมีหลักฐานทั้งนั้นนะคะ เชื่อแม่สนเถิดค่ะ”
       ขณะฟังสนใส่ร้ายเนียน ทานตะวันมองหน้าสนยิ้มร้ายๆออกมา
       “ชั้นไม่เชื่อ”
       สนตะลึง
       “อ้าว หนูอี๊ดพูดว่ากระไรนะคะ”
       “เมื่อก่อนอะไรๆ ชั้นก็อยากให้เขาผิด ถึงขนาดแม้ว่าหายใจก็ยังผิด แต่ตอนนี้ ชั้นตาสว่างแล้ว รู้ว่าคนโกหก คนหลอกลวง คนปลิ้นปล้อนตลบตะแลง ใจดำอำมหิตผิดมนุษย์บางคน ที่ฆ่าคนอื่นตายคือ…”
       สนตวาดแว้ด “หยุดนะ”
       “ไม่หยุด ชั้นจะพูดต่อไปว่า นังฆาตกรใจร้ายมันคือ...”
       ทานตะวันไม่พูดเปล่า ทำท่ายกมือจะชี้หน้าสน
       “บอกให้หยุด”
       สนโมโหยกไม้พายจะฟาดใส่ ทานตะวันร้องลั่น
       จู่ๆ เนียนโผล่มาแล้วพลิกเรือให้คว่ำทันทีก่อนที่ไม้พายจะฟาดใส่ร่างลูกสาว
       “ว้าย ใครมาล่มเรือกู”
       ทั้งสนและทานตะวันต่างตกลงไปในน้ำทั้งคู่
       “ช่วยด้วย” ทานตะวันร้องให้คนช่วย
       สนว่ายน้ำยิ้มแสยะ
       “แค่ตัวเองยังเอาตัวไม่ค่อยจะรอด ช่วยตัวเองเถิด แม่คนปากเก่งแต่พูดพูดออกมาล้วนแต่โง่”
       สนเกาะเรือกระทุ่มน้ำถีบให้ห่างออกไป ทิ้งทานตะวันให้ตะเกียกตะกายจะจมมิจมแหล่
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย”
       สนกระทุ่มน้ำหนีห่างออกไปแล้ว เหลียวหลังมายิ้มเยาะ และทานตะวันเองก็กำลังย่ำแย่ ร้องไห้โวยวาย
       แล้วจู่ๆ ทานตะวันก็เห็นกระบอกไม้ไผ่ลำใหญ่ยาวขนาดย่อม ลอยใกล้เข้ามา พร้อมๆ กับเนียนโผล่ขึ้นมาด้วย
       “เกาะค่ะ เกาะไหวไหมคะ”
       ทานตะวันตะลึง แต่ดีใจมาก อ้าปากพูดไม่ออก “นี่ นี่”
       “อย่าเพิ่งพูดอะไรคะ รีบเกาะลำไผ่นี่ค่ะ ไม่จมดอกค่ะ”
      
       เนียนช่วยดึงมือดึงไม้ ทานตะวันปล่อยให้เนียนจัดการเอามือมาเกาะลำไผ่


  


       ไม่นานต่อมาสองคนแม่ลูก ลอยคอเคียงข้างกันเกาะลำไผ่มาตามลำน้ำ
      
       “กระทุ่มน้ำค่ะ ไหวไหมคะ”
       “ไหวสิ เอ้อ ไหว ค่ะ”
       “หันลำไผ่ไปที่ท่าน้ำบ้านเรานะคะ ตรงนั้นขึ้นฝั่งง่าย”
       “รู้ไหมว่าอีสนมันเลวทรามมาก มัน…”
       “อย่าเพิ่งไปเอ่ยถึงใครเลยนะคะ คุณหนู”
       “อย่าเรียกคุณหนู อย่าเรียกเลยนะ มัน เอ้อ มันไม่ดีดอก” ทานตะวันบอกท่าทีขัดเขินอยู่
       เนียนดีใจ เพราะลูกสาวคนโตพูดเสียงอ่อนนุ่มนวลมาก
       “เอ้อ ค่ะ”
       “ขึ้นไปได้ จะไปเปิดโปงอีสน จะไปบอกให้คุณพ่อโบยมันด้วยแส้ม้าดีไหม”
       เนียนอบรม “ไม่ดีดอกค่ะ การแก้แค้นไม่ช่วยแก้ไข แต่ตอกย้ำเพิ่มความเกลียดชังให้เพิ่มขึ้น อย่าไปเพิ่มศัตรูเลยค่ะ”
       “มันตั้งตัวเป็นศัตรูก่อนนี่นา”
       “วางเฉยสิคะ แต่ระวังตัวไว้ ถ้าเป็นไปได้ ทอดไมตรีให้เขานะคะ” เนียนบอก
       ทานตะวันหงุดหงิด “นั่นมันนางฟ้าแล้วโอ๊ย..ชั้นทำดีขนาดนั้นไม่ได้ดอก มันจะฆ่าเอายังไม่รู้ตัวรึ ที่ไปกับมันชั้นก็แค่แกล้งตามมันไปเพื่อทดสอบว่ามันคิดยังไงกับ เอ้อ กับเนียน”
       “ขอบคุณมากค่ะ ที่หวังดีกับม..เอ้อ ชั้น”
       “ชั้นตั้งใจจะประจานมันให้รู้ว่ารู้ทันมัน นี่ถ้าเรือไม่ล่มก่อน มีหวังมันเอาไม้พายฟาดหน้าจมน้ำตาย โชคดีแท้ๆ ที่ ม..เอ้อ มาช่วยทัน”
       เนียนยิ้ม ทานตะวันนึกได้หันมามองหน้าเนียน ที่มองมาอย่างรักใคร่ห่วงใยมากมาย
       “เอ๊ะ หรือว่า...ใช่แล้ว แอบตามมาอีกแล้วใช่ไหม”
       “ม.. เอ้อ ชั้นตามคุณหนูมาค่ะ เกรงว่าจะเกิดอันตราย เพราะบ้านเราตอนนี้ไม่ปลอดภัย” เนียนบอก
       ทานตะวันน้ำตาคลอมองเนียน “ขอบคุณ ขอบคุณมาก ขอบคุณจริงๆ”
       “เอ้อ...ค่ะ”
       เนียนดีใจเหลือแสน ทำนบน้ำตาแตกน้ำตาไหลรินอีกแล้ว
      
       ฝ่ายสนลอยคอว่ายน้ำหนีไปกลางลำคลอง หนีสถานเดียว จนมาตั้งสติได้ก็ไกลโขและเหนื่อย สองฝั่งดูเงียบๆ สนหันมองรอบตัว
       “ใครล่มเรือกูหว่า”
       เสียงใบไผ่พัดซู่ฟังดูวังเวง สนครุ่นคิด
       “รึว่า...”
       ภาพ ยายอ่อนโดนเท้าสนกดหัวให้จมน้ำผุดขึ้นมาในมโนนึก
       “ไม่ ไม่จริง ไม่จริง นะ”
       สนอดมองลงไปที่ผิวน้ำไม่ได้ แล้วสนก็ตาเหลือก เมื่อเห็นช้อยมองมาตาถลึงไม่อ้าปากบอก แต่สนได้ยินเสียงในหัว
       “กูจะแก้แค้นมึง พวกกูจะตามแก้แค้นมึงไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่ามึงจะตายอย่างทารุณเหมือนพวกกู”
       สนกลัวมาก มองไปทางไหนก็เจอผี ว่ายหนีไปทางไหนก็เจอแต่ผีพวกนั้นบ้างมาดึงขา มาดึงแขน มาจิกหัว
       “กลัวแล้ว กลัวแล้ว ไปนรกสิ ไปนรกซะ”
      
        หากใครมองลงไป จะเห็นว่าสนดิ้นรนอยู่คนเดียวกลางลำน้ำ


  


       เรียมเดินมาพร้อมกับกบและแมว ถามขึ้นอย่างร้อนใจ
      
       “กบแน่ใจนะว่าคุณหนูอี๊ดไม่ได้ออกไปนอกบ้าน แต่มาเดินแถวนี้”
       “นางแมวมันเห็นเจ้าค่ะ” กบบอก
       “ใช่เจ้าค่ะ พอแมวเห็น ก็รีบไปบอกนางกบเจ้าค่ะ”
       “กบเลยรีบมาเรียน คุณนายเรียมเจ้าค่ะ แถวนั้นอันตรายจะเป็นจะตาย เจ้าค่ะ”
       “ใครมาเดินแถวนี้ ก็คล้ายเอาชีวิตมาเสี่ยงตายด้วยการแขวนตัวไว้บนเส้นด้ายเจ้าค่ะ” แมวเสริม
       เรียมเอ็ดเอา “นี่เลิกพูดน่ากลัวกันได้แล้ว ช่วยกันตามหาลูกสาวชั้น”
       กบ และแมวต่างเร่งกันตามหาหนูอี๊ด
       “คุณหนูอี๊ดเจ้าขา”
       “หนูอี๊ด หนูอยู่ที่ไหนลูก”
       “อยู่นี่ค่ะ คุณแม่” เสียงทานตะวันดังแว่วมา
       สามคนฟังแล้วงง เสียงกระทุ่มน้ำดังจ๋อมแจ๋ม เรียม กบและแมวพากันมองไป เห็นทานตะวันลอยคอเกาะไม้ไผ่ลำใหญ่มากับเนียน
       “เนียน หนูอี๊ด”
       กบกะแมวประหลาดใจ “มาด้วยกันได้อย่างไร”
       เนียน และทานตะวันมาถึงริมท่าน้ำ กบกะแมว ผวาไปช่วย เรียมตามไปดู เนียนพยายามดันลูกสาวขึ้นฝั่ง
       “นี่ นี่มันเกิดอะไรขึ้น”
       เนียนตามขึ้นมา ผวามาประคองทานตะวัน
       “คุณหนู เป็นอย่างไรบ้างคะ”
       ทานตะวันปรือตามองหน้าเนียน ก่อนจะหรี่ลงเหมือนจะหมดสติ แต่ยังพูดออกมาได้
       “ข.อ.บคุณมาก หนู... ขอ ..โทษ หนู...”
       แล้วทานตะวันก็เป็นลมล้มพับไป
       “หนูอี๊ด” เรียมตกใจ
       เนียนกอดทานตะวันเอาไว้แนบอก “ทูนหัวของแม่ อย่าเป็นอะไรนะ”
       กบกะแมวยืนมอง สองคนตบตัวเองคนละฉาด พูดโดยไม่ได้นัด
       “นั่นปะไร กูว่าแล้ว”
       “อย่าพูดมาก รีบช่วยคุณนายเนียน อุ้มคุณหนูไปดูแลที่เรือนของชั้น”
       “เจ้าค่ะ”
       เนียนยังคงมองลูกท่าทีห่วงใยมาก
      
       กลางลำคลองตรงจุดที่สนตะกายเหมือนคนจะจมน้ำ ตะเกียกตะกาย ร้องโวยวาย
       “กลัวแล้ว กลัวแล้ว โอ๊ย จะตายอยู่แล้ว กลัวแล้ว เหนื่อยแล้ว ใจจะขาดแล้ว
       เสียงเรือยนต์ดังแว่วๆ มา ก่อนที่เรือจะค่อยๆ ปรากฏลำขึ้น แลเห็นเป็นเทิดศักดิ์และแดงน้อยอยู่ในเรือ สองหนุ่มได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วย
       “เสียงใครเรียกให้ช่วย”
       แดงน้อยมองไป
       “มีคนตกน้ำ ไปช่วยเร็วๆ เข้า”
       คนขับเรือพุ่งเรือไปทางสน
       “ช่วยด้วย ช่วยด้วย จะตายอยู่แล้ว”
       เรือใกล้เข้ามา สองคนมองไปที่คนจมน้ำซึ่งท่าทีจะจมมิจมแหล่ เทิดศักดิ์มองเขม้นไปแล้วตกใจมาก
       “คุณแม่”
       ขาดคำทั้งเทิดศักดิ์และแดงน้อยพุ่งลงไปในน้ำพร้อมกันทันที
      
       ครู่ต่อมาแดงน้อยกับเทิดศักดิ์พาร่างสนมาที่เรือ สองหนุ่มช่วยกันเอาสนขึ้นเรือได้แล้ว สนมองเห็นว่าสองคนมาช่วยตนลางๆ
       “เทิดศักดิ์ แดงน้อย”
      
       แล้วสนก็หมดสติไป


  


       ด้านทานตะวันถูกจับเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่แล้ว มีเนียนนั่งมองหน้ารอเวลาให้ลูกสาวฟื้น เนียนพัดวีอี๊ดลูบไล้เนื้อตัวนวดไปด้วย เรียมกับทองจันทร์นั่งมองห่างออกมา
      
       “โชคดีเหลือเกินที่เนียนบังเอิญเห็นเข้า แล้วแอบตามไป” เรียมว่า
       “หาไม่ก็ลงเอยแบบเดียวกับนางช้อยนางอ่อน มันทำเกินไปแล้วจริงๆ” ทองจันทร์โกรธจัด
       “เนียน จะไม่ยอมบอกจริงๆ รึ ว่าหนูอี๊ดไปทำอะไรที่ในคลองนั่น”
       เนียนอึกอักเช่นเคย “เอ้อ...”
       ทองจันทร์หมั่นไส้ “มาตะเภานี้อีกแล้วนะเนียน กลัวพิกุลจะร่วงจากปาก ไม่ยอมเอ่ยปาก เกรงจะพาดพิงคนอื่นละสิ ไม่บอกก็พอจะเดาถูกว่ายัยอี๊ดไปกับใคร”
       “ใช่อย่างที่คุณแม่คิดใช่ไหมเนียน” เรียมถาม
       “เอ้อ รอให้ คุณหนู…”
       เนียนพูดไม่ทันจบทองจันทร์ทนไม่ไหว วี้ดขึ้นทันที
       “จนป่านนี้อย่ามาเรียกคุณหนงคุณหนู ช่วยชีวิตกันจนชีวิตตนเองแทบจะหาใหม่ ไม่รู้พระคุณก็ไล่มันไปเป็นลูกหมาแล้ว เอาละ ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก”
       “คือเนียนคิดว่า น่าจะรอให้คุณเอ๊ย หนูอี๊ดเธอบอกเองเถิดค่ะ”
      
       สนเองก็ถูกสองหนุ่มพามาอยู่บนเรือน แต่ยังไม่ฟื้นคืนสติ
       “คุณแม่ลงไปทำอะไรในน้ำ” เทิดศักดิ์ปรารภขึ้นมา
       “เมื่อสักครู่หมู่เติม พบเรือคว่ำลอยเท้งเต้งอยู่แถวนี้” แดงน้อยเองก็ฉงน
       กบกะแมวโผล่หน้าเข้ามาเพื่อจับผิดสน
       “เอ้อ คือคุณท่านให้มาเรียนถามว่า คุณสนอยู่ไหมเจ้าคะ” กบถาม
       “อยู่ คุณแม่เรือคว่ำจมน้ำ ชั้นเพิ่งไปช่วยขึ้นมา” เทิดศักดิ์บอก
       แมวร้องขึ้นมา “ต๊าย มาตะเภาเดียวกันกับคุณหนูอี๊ด เจ้าค่ะ”