กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่
ตอนที่ 15
      
       อังศุมาลิน แม่อร และยายศร ต่างมีสีหน้ากังวล หนักใจ อยู่อย่างนั้น
      
       “เดี๋ยว..ลุง..แล้วตอนนี้..เยอรมันคนนั้นอยู่ที่ไหน” อังศุมาลินถาม
       “ก็พลพรรคคนนั้นเขาเผ่นหนีไปเลย..ชั้นก็เลย..หลอกไอ้หรั่งเยระมันมาเก็บไว้ที่กระต๊อบท้ายสวนของเรานี่ละ ทำยังไงดีละแม่อัง หรือเราเอามันไปปล่อยที่เดิมดีไหม” ตาผลบอก
       “ไม่ได้นะลุง ขืนความไปถึงพวกญี่ปุ่น เรายุ่งกันหมดแน่”
       “เราอาจจะโดนกันทั้งบ้าน” ยายศรว่า
       อังศุมาลินถอนใจ สีหน้ากังวลครุ่นคิด
       “คุณพ่อหนูก็...อาจจะพลอยแย่ไปด้วยนะลูก” แม่อรบอกอย่างเป็นกังวล
       ตาบัวกะตาผล อึ้งเงียบงันไป
      
       ขณะเดียวกันหมอทาเคดะเดินมา ผ่านหน้าห้องทำงานโกโบริ เห็นไฟในห้องทำงานโกโบริยังเปิดสว่างอยู่ หมอทาเคดะโผล่หน้าเข้ามา
       “โกโบริซัง”
       แต่โต๊ะทำงานว่างเปล่า ไม่เห็นใคร มีแต่ดวงไฟที่เปิดค้าง และกองแบบพิมพ์เขียวมากมายบนโต๊ะ
       หมอมองหาทั่วห้อง แต่ไม่มีใคร หมอทาเคดะส่ายหัว แล้วเดินมาปิดไฟให้
      
       ด้านอังศุมาลินในชุดเสื้อแขนยาว พร้อมไฟฉายดวงโตเดินมาที่ประตูเรือน มีตาบัว ตาผล รออยู่ แม่อร ยายศรสีหน้ากังวลเดินตามมา
       “ดึกแล้วนะลูก เป็นสาวเป็นนางเดินทางตอนกลางค่ำกลางคืนอันตราย ไม่ดีหรอก”
       “ยังไงเสียคืนนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้แน่ๆ เชื่อแม่เถอะอย่าไปเลย” แม่อรบอก
       “หนูต้องไปค่ะ” อังศุมาลินยืนกราน
       แม่อร ยายศร อึ้งเงียบไป
       อังศุมาลินก้าวลงบันไดไป มีตาบัว ตาผลล่วงหน้าไปก่อน
       “ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ลุงบัวกับตาผลก็ไปด้วย หนูจะรีบไปรีบมา ต้องบอกให้คุณพ่อรู้ตัวเสียก่อน จะได้ตั้งรับถูก”
       “ระวังตัวนะลูก” ยายศรบอก
       “หรือยังไงหนูจะค้างกับคุณพ่อไปเสียเลย ให้ลุงบัวหรือลุงผลกลับมาบอกแม่ก็ได้ แม่จะคอยฟังข่าว อย่าเดินถนนใหญ่ เดี๋ยวไปเจอพวกญี่ปุ่นเข้า ไปตามซอกตามซอยนะ” แม่อรบอกกับสองเกลอ “ฝากหลานด้วยนะ”
       “รับรองแม่อร ยังไงก็ต้องข้ามศพไอ้บัวไอ้ผลไปก่อน” ตาบัวบอก
       อังศุมาลิน ตาบัว ตาผล ลงบันไดเลี้ยวหายไป แม่อร กับยายศรมองตาม สีหน้าทั้งห่วงทั้งกังวล
      
       อังศุมาลินถือไฟฉายดวงโตเร่งฝีเท้านำไป เลี้ยวจากหน้าบ้านจะเข้าเขตสวน ตาบัว กะตาผล ตามไม่ห่าง ทันใดนั้น ร่างใครคนหนึ่งก้าวทะมึนออกมาเกือบชนกัน
       อังศุมาลินร้อง “อุ๊ย”
       ที่แท้เป็นโกโบรินั่นเอง ที่กำลังรีบเดินมา
       “โอ๊ะ ขอโทษครับ”
       อังศุมาลินมองหน้าโกโบริอย่างตื่นตะลึง เหมือนเห็นผี ยืนตัวแข็งทื่อ
       โกโบริเห็นทั้งสามถนัด มองแต่ละคน ชักตะหงิดๆ สงสัย จะไปไหนกัน สองเกลอหน้าเสีย
       ตาผลลนลานโพล่งขึ้นมาพูดกับตัวเอง “ฉะ ฉิบ หะ หาย แน่ละโว้ย”
       โกโบริมองแต่ละคน ซื่อๆ “นี่คุณจะไปไหน”
       อังศุมาลินรีบทำหน้าเย็นชาใส่ “เปล่าไม่มีอะไร จะไปธุระท้ายสวน”
       โกโบริสงสัย “ทำไมต้องไปกันมืดๆ”
       อังศุมาลินไม่ตอบ
       “ผมไปด้วย ไปไหนไปกัน” โกโบริแย่งไฟฉายไปถือ
       อังศุมาลินฉุนขาด “ไม่ใช่ธุระของคุณ”
       โกโบริมองๆ แล้วทำมาดกวน “แต่เดี๋ยวนี้...ธุระของคุณก็เป็นธุระของผมไปด้วยแล้ว” หันมามอง ตาดุ “สองคนนั่นจะพาคุณไปไหน”
       ตาบัวกะตาผล สะดุ้งโหยง
       “แม่อัง ไว้พรุ่งนี้ก็ได้นะ มันมืดแล้ว งั้นเรากลับกันก่อนล่ะ” ตาบัวบอก
       สองเกลอถอยจะไป
       “เดี๋ยว จะไปไหน”
       ตาผลร้อง “เย้ย”
       ตาบัวบอก “กะ กลับบ้าน สิจ๊ะ”
       “กลับไม่ได้ ตอบมาก่อนว่าจะไปไหนกัน หรือจะให้พาไปคุยที่อู่ หา”
       ถูกโกโบริขู่ ตาบัว กะตาผล ซีด อึกอักขาสั่น
       อังศุมาลินพูดบอกเสียงหนักแน่น “เราจะข้ามไปฝั่งโน้น”
       โกโบริขมวดคิ้ว มองอังศุมาลิน ด้วยสีหน้าสงสัย ตาบัว กะตาผล อาศัยจังหวะรีบพรวดหายไปทันที
       โกโบริยิ่งทะแม่ง ก้าวเข้ามา
       “คุณจะข้ามไปทำไม”
       อังศุมาลินจ้องนิ่ง สู้ตา “มีธุระ”
       “คุณรู้ใช่ไหม ว่าฝั่งโน้น..ไม่ปลอดภัย”
       อังศุมาลินออกอาการดูถูก พูดเหยียดหยามเน้นคำ “คุณก็รู้นี่..ว่าทำไม..ผู้หญิงไทย..ถึงไม่ปลอดภัย”
       โกโบริมองอย่างเจ็บใจ “คุณจะให้ทำไงล่ะ ทหารที่ไปรบ..นานๆ ถึงจะได้เจอผู้หญิงซักครั้ง...” โกโบริกวาดตามองทั่วตัวเร็วๆ “แต่ก็ยังมีผู้หญิงอยู่คนนึงนะ...ที่ปลอดภัย...จนมีโอกาสมายืนถามคำถามนี้ได้”
       อังศุมาลินหน้าชา
       โกโบริคิดไปคิดมา “มีเรื่องใหญ่ใช่ไหม ถึงจะต้องข้ามไปฝั่งโน้น...เวลานี้ให้ได้”
       อังศุมาลินมอง ทำหน้าดื้อ เม้มผากแน่น
       โกโบริคุ้นกับท่าทางแบบนี้ดี ถอนใจ ส่ายหัว “ท่าแบบนี้...แปลว่า...ต้องมีปัญหาสำคัญมากๆ”
       อังศุมาลินจ้องตอบ เป็นเชิงท้าอย่าหวังว่าจะบอก
       โกโบริทั้งหมั่นไส้ หมั่นเขี้ยว ในที่สุด ปิดไฟฉายมืดลง เข้ามากุมต้นแขนอังศุมาลินแน่น แล้วลากไป
      
       อังศุมาลินตกใจร้อง “ว้าย”


  


       โกโบริลากแขนอังศุมาลินมาที่ศาลาท่าน้ำ
      
       “นี่..จะทำอะไร ปล่อยนะ” อังศุมาลินทุบโกโบริพัลวัน
       โกโบริไม่สน ลากมาจนถึงท่าน้ำแล้วกดตัวให้นั่งลง
       “นั่งลง...เอาละ...พูดมา”
       โกโบริโน้มตัวลงมามองใกล้ๆ อังศุมาลินพยายามเบี่ยงหลบ
       “มันไม่เกี่ยวกับคุณ”
       “ตอนนี้มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับคุณ ก็ต้องเกี่ยวมาถึงผมด้วย คุณจะไปหาพ่อคุณเพื่ออะไร”
       อังศุมาลินหันขวับมา โกโบริโน้มเข้าไปเค้นถามใกล้ๆ
       “แสดงว่าผมเข้าใจถูก คุณมีธุระอะไรที่นั่น...หรือว่าส่งข่าวเรื่องพวกใต้ดิน”
       อังศุมาลินรีบปฏิเสธ “เปล่า”
       “งั้นเรื่องอะไร มันต้องเป็นเรื่องสำคัญมาก ใช่ไหม”
       อังศุมาลินเงียบ นิ่งงัน โกโบริบีบไหล่ทั้งสองข้างจะเขย่าแต่เปลี่ยนใจ ปล่อยมือ พลางถอนใจพูดด้วยน้ำเสียงเบาลง บ่นๆ หน่ายๆ
       “คุณนี่ดื้อจริงๆ มิน่าละ วันแต่งงานถึงถูกสอนว่าอย่าดื้อ..อย่าดื้อ”
       โกโบริทำเสียงเน้นคำ แล้วถอนใจ ส่ายหัวเบาๆ
       อังศุมาลินเผลอหลุดขำ
       “ตาสองคนนั่นคงก่อเรื่องมาให้คุณอีกใช่ไหม”
       อังศุมาลินนิ่งเงียบกริบ
       “มา..คุณไม่ตอบ งั้นผมก็จะยืนถามอยู่อย่างนี้ล่ะ”
       โกโบริโน้มตัวกางแขนคร่อมตัวอังศุมาลินไว้
       จังหวะนั้นยินเสียงพายเรือ ตามมาเสียงคนคุยกันจากคุ้งน้ำใกล้เข้ามา อังศุมาลินขยับตัวอย่างอึดอัด เสียงยายเมี้ยนดังขึ้น
       “พายเร็วๆหน่อยสิ ตาแกละ..เอ๊อ”
       อังศุมาลินรีบบอก “ปล่อยค่ะ เดี๋ยวคนมาเห็นเอา”
       “อา พูดแล้วหรือ...ก็ปล่อยให้คนเห็นไปสิ จะเป็นไร”
       โกโบริว่า พร้อมกับยิ่งโน้มตัวเข้าใกล้ ราวกับจะจูบ
       “นี่ ถอยไปนะ” อังศุมาลินกระซิบแหวใส่
       “ไม่ จนกว่าคุณจะบอกผม”
       อังศุมาลินบอก “นั่น เสียงยายเมี้ยนนะคะ”
       “ออ ยายเมี้ยนปากปลาร้านั่นใช่ไหม ก็ดีซิ จะได้เอาไปพูดกันต่อ ว่าคุณกับผมกำลัง...”
       “ตกลงๆ” อังศุมาลินดันแขนโกโบริออก
      
       ยายเมี้ยน ตาแกละ และแมวพายเรือหนึ่งลำ และมีชาวบ้าน 2-3 คนพายกันมาอีกลำ ผ่านมาใกล้
       ท่าน้ำ ยายเมี้ยนเขม้นมอง
       “เอ้า นั่นใคร...มานั่งคุยกันมืดค่ำที่หัวตะพานนี่”
       เห็นโกโบริ อังศุมาลินนั่งอยู่บนท่าน้ำ ตาแกละหัวเราะท่าทีคึกคัก
       “แหม วันนี้อากาศดี๊ดี”
       ทุกคนในเรือหัวเราะกันสนุกสนาน
       ส่วนที่ท่าน้ำ เห็นโกโบริ ยืนไพล่หลังหันมา อังศุมาลินนั่งอยู่ม้านั่งที่เดิม
       โกโบริตะโกนเสียงห้าวโหดเป็นภาษาญี่ปุ่น “เรือใครจะมาขโมยอะไรแถวนี้!!”
       ยายเมี้ยน ตาแกละ แมว และชาวบ้านต่างสะดุ้ง มองหน้ากันเลิกลัก เงียบกริบกันทันที พลางรีบจ้วงพายหายไปในความมืด
      
       โกโบริชะเง้อมองตามไปทางคุ้งน้ำพลางหัวเราะหึๆ อย่างพอใจ อังศุมาลินอดยิ้มไม่ได้
       “คงไม่กล้ามายุ่งอีกนาน” โกโบริว่า
       โกโบริหันมานั่งทิ้งตัวลงข้างๆ อังศุมาลิน
       “ถึงตาคุณที่ต้องเล่าให้ผมฟังได้แล้ว”
       อังศุมาลินยังก้มหน้านิ่ง ลังเล
       โกโบริลดเสียงพูดอ่อนโยน “ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินเหลือบมองโกโบริที่จ้องนิ่ง จริงจัง เป็นเชิงขอร้อง
       โกโบริถอนใจ “ถ้าคุณยังไม่พูด กลับไปผมก็นอนไม่หลับ เพราะผมเป็นห่วงคุณ”
       โกโบริส่งสายตาเว้าวอน
      
       ฝ่ายตาบัวกะตาผล กึ่งเดิน กึ่งวิ่ง มาตามทางเดินในสวนมืดๆ
       “ฉิบหาย ฉิบหายจริงๆ ฉิบหายสองชั้นละมึง” ตาผลบ่น
       “ข้าว่า เรารีบพาไอ้เยระมันนี่ไปที่อื่นก่อนเถอะ ไม่งั้นจะซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง” ตาบัวบอก
       “เอางั้นเหรอ”
       “เออสิ” ตาบัวย้ำ
       สองเกลอเดินมาถึงหน้ากระท่อม รีบตรงเข้าไปที่กระท่อม
       “เฮ้ หอย..หอย” ตาบัวตะโกนเรียก
       ตาบัวกะตาผล ชะโงกหน้ามองหาข้างใน ข้างนอกไปมา
       “ไอ้หอยเบื้อก” ตาผลตะโกน
       ตาบัวเรียกตาม “หอยจ๋า หอย”
       สองเกลอเดินหาจนทั่ว แปลกใจที่ไม่เจอ
       “ไปไหนของมัน” ตาผลบ่นขณะมองหา
       “เดี๋ยวคงมา คงไปทำธุระส่วนตัวมัน” ตาบัวว่า
       ตาบัวกะตาผล มาทิ้งตัวนั่งลงที่กระท่อม ระหว่างนั้นตาบัวหันไปควานหากระบอกไฟฉาย เปิดส่องไปมาในกระท่อม ตาผลชักผิดสังเกต
       “เงียบแท้วะ..หรือว่า”
       ตาบัวฉงน “อะไร”
       “จะฉิบหายชั้นที่สาม” ตาผลว่า
       สองเกลอเหลียวมองหน้ากัน
      
       ส่วนโกโบริอึ้งๆ ขยับจ้องมองอย่างจริงจัง
       โกโบริถามเสียงกระซิบต่ำ “เยอรมันจากที่ไหน”
       “ฉันไม่ทราบ ยังไม่ได้ไปพบ เพราะแกสองคนเพิ่งมาบอก”
       “ดีแล้ว” โกโบริบอกอย่างจริงจัง “คุณอย่าไปให้เขาเห็นเด็ดขาด เดี๋ยวจะยุ่งกันใหญ่...อาจจะเป็นเยอรมันพวกพลเรือนที่ตกค้างอยู่ตอนสงครามเริ่ม ขออย่าให้เป็นทหารเลย ไม่งั้นเป็นได้ยุ่งแน่ เพราะผมอาจช่วยอะไรไม่ได้เลย...นี่ใช่ไหมที่คุณจะไปบอกพ่อคุณ”
       “ค่ะ แต่เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้อะไรไปมากกว่านี้”
       โกโบริผุดลุกขึ้น
       “งั้นเรายังพอมีเวลา” โกโบริคิดแผนเร็วรี่ “คุณไปหาคนมาช่วยสักสี่ห้าคนได้ไหมตอนนี้”
       “อาจจะ..ได้ค่ะ”
       “ผมคงไปช่วยคุณด้วยตัวเองไม่ได้ แต่อย่างแรก คุณไปบอกให้ตาสองคนนั่นพารีบเยอรมันคนนั้นลงเรือ พายวกวนไปมาให้จำทางไม่ได้ แล้วพาไปส่งลงที่ท่าอื่น อย่างที่สอง คุณรีบไปหาคนมารื้อกระต๊อบหลังนั้นให้หมด อย่าให้เหลือร่องรอยอะไรทั้งนั้น รวมทั้งต้นไม้รกแถวนั้นด้วย ต้องถางให้เรียบ คุณเข้าใจไหม”
       อังศุมาลินพยักหน้า “ค่ะ”
       “ส่วนผมจะไปรอคุณอยู่ที่บ้าน เพราะอย่างน้อย คุณอาจต้องการพยาน สถานที่อยู่ คนที่อู่เห็นผมหายไป ก็คงคิดว่าผมมาอยู่กับคุณ..คุณรีบไปเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันการณ์”
       อังศุมาลินรีบผุดลุกขึ้น จนเกือบชนโกโบริโกโบริ ที่หันมาพอดี
       ทั้งสองสบตากันใกล้ๆ โกโบริประคองจับแขนทั้งสองของอังศุมาลินไว้มองด้วยแววตาห่วงใย
       “ฮิเดโกะ คุณต้องระวังตัวนะ อย่าให้เยอรมันนั่นเห็นคุณ”
       “ค่ะ..ขอบคุณ”
       ทั้งสองสบตากัน อังศุมาลินรับรู้ถึงความรู้สึกอบอุ่นและห่วงใย
       “แล้วพอเสร็จเรื่อง คุณให้ตาสองคนนั่นหลบไปอยู่ที่อื่นสักพัก ขอแต่คุณอย่าไปเจอเยอรมันนั่นเข้าแล้วกัน”
       “ค่ะ”
       อังศุมาลินจะปลีกตัวเดินไป แต่โกโบริกลับเกี่ยวคว้าตัวเธอเข้ามากอดแน่นในอ้อมอก พูดพร่ำความในใจ
       “คิดถึงคุณเหลือเกิน..ไม่มีสักช่วงเวลาที่ผมไม่เป็นห่วงคุณ”
       อังศุมาลินตัวเกร็งใบหน้าแนบนิ่งในอ้อมอกโกโบริครู่หนึ่ง นิ้วมือของโกโบริสอดเสยผมอังศุมาลินไปมา อังศุมาลินกลั้นใจ รีบผละออก
       “ขอโทษ..ผมลืมตัวไป ผมสัญญากับคุณไว้”
       อังศุมาลินนิ่งเงียบ ก่อนจะหันเดินต่อ
       โกโบริรีบเกี่ยวดึงมือไว้ พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
       “ผมเปลี่ยนใจละ”
      
       อังศุมาลิหันมามองท่าทีงวยงง

      
       ไฟฉายที่ไม่ได้เปิดใช้กวัดแกว่งไปมาในมือโกโบริ โกโบริก้าวนำไปอย่างชำนาญ มีอีกมือคอยจูงประคองอังศุมาลินเดินไปตามทางเดินมืดแคบ ลดเลี้ยวในสวน
      
       “คุณพอเดินได้ไหม”
       “ค่ะ แต่คุณกลับไปได้แล้ว ใครมาพบเข้าจะลำบากมากกว่านี้”
       “ไม่เป็นไร คุณเดินคนเดียวจะอันตรายกว่า”
       อังศุมาลิน สะดุดซวนเซ โกโบริคว้าประคองไว้
       “ไม่เป็นไรค่ะ”
       ทั้งสองหยุดรอกัน พอดีกับมีแสงไฟฉายกวาดแกว่งพุ่งเข้ามา พร้อมเสียงคนคุยกัน
       “มีคนเดินมาค่ะ หลบก่อน เดี๋ยวจะเห็นคุณเข้า”
       โกโบริยัดไฟฉายใส่มืออังศุมาลินกระซิบ
       “ผมจะอยู่แถวนี้ละ”
       โกโบริรีบหลบวูบหายเข้าความมืดไป ไฟกราดมาที่อังศุมาลินพอดี
       “เฮ้ย นั่นๆ ใช่หรือเปล่า” เสียงตาบัวเอ่ยขึ้น
       “ไหน...อ้าว แม่อังนี่...มาทำไมอีก” ตาผลบอก
       อังศุมาลินโล่ง
       “จะไปหาลุงนะสิ แล้วจะไปไหนกัน”
       “หาไอ้เยอรมัน ไม่รู้ไปเดินเซ่ออยู่ที่ไหน”
       อังศุมาลินตกใจ “หา ไม่อยู่ที่กระต๊อบแล้วหรือลุง”
       ตาผลยืนยัน “ใช่นะสิ”
       อังศุมาลินเหงื่อตก พลางชำเลืองมองไปในมุมมืดที่โกโบริน่าจะอยู่ แต่แล้วรีบตัดสินใจทันที
       “งั้นคงช้าไม่ได้ละลุง รีบๆ เข้าเถอะ ไปเร็ว มีงานที่ต้องทำเดี๋ยวนี้”
       ตาบัวกะตาผล ยังตั้งตัวไม่ติด
      
       กองไฟกองใหญ่ลุกโชน ข้าวของเสื้อผ้าของตาบัว ตาผลถูกโยนลงไปในนั้น อังศุมาลินที่กำลังฟาดมีดถางไม้เลื้อยรกๆ รอบบริเวณ พลางแหงนมองหวาดๆ ไปบนท้องฟ้า
       ตาบัว ตาผลหอบเศษสิ่งของเศษไม้มาโยนลงกองไฟ ก็พลางแหงนขึ้นดูบ้าง
       “หวอมาซะตอนนี้คงดีพิลึกเชียวมาเทลงซักลูกแถวนี้ จะได้จบๆ เรื่องกันไป” ตาบัวบ่น
       ตาผลซึ่งเร่งมือทุบดินหลุมเสาให้เสมอกันอยู่หันมาโวย
       “เรียกให้มันมาลงหัวแกรึ ประเดี๋ยวได้โผล่มาจริงๆ ละ”
       “ลุงเร่งๆ มือกันเข้าเถอะ ยังจะทะเลาะกันอยู่ได้”
       เสียงกำนันนุ่มดังขึ้น “ใครมาเผาอะไรกันมืดๆ นี่ กลางค่ำกลางคืนเขาห้ามสุมไฟ ยิ่งใกล้อู่ด้วย หวอมาจะฉิบหายยกใหญ่”
       กำนันโผล่มายืนจังก้า
       ทุกคนใจหายเป็นแถบ
       “โถ นึกว่าใคร กำนันนี่เอง” ตาผลเอ่ยขึ้น
       “นี่เอ็งมารื้อบ้านดึกดื่นยามนี้กันทำไมวะ จะย้ายไปไหน มันเรื่องอะไร..อ้าว” หันไปเห็นอังศุมาลิน “ยัยอังมาทำอะไรกับเขาด้วยละลูก ไอ้บัว ไอ้ผลเอ็งราไฟลงหน่อยสิ หลวงเขายิ่งห้ามอยู่ เดี๋ยวจะซวยโดนหาว่าเป็นสายจุดไฟให้เป็นเป้าพวกเรือบินทิ้งระเบิดเอาล่ะ ไหน ยายอัง ไหนเล่ามาซิ หนูมาช่วยไอ้ลิงแก่สองตัวนี่ทำไม”
       สองเกลอกุลีกุจอมาเขี่ยเพื่อเบาไฟ
       อังศุมาลินวางมีดลง อึกอักไม่รู้จะพูดอย่างไร กำนันโผมาคว้ามือหมับ
       กำนันนุ่มถามคาดคั้น “มันเรื่องอะไรกัน”
       อังศุมาลินลังเล
       “คือ...”
      
       พอได้ฟังกำนันนุ่มเขกกระบาล ตาบัวกะ ตาผลคนละโป๊ก กำนันฉุนจัดด่าลั่น
       “เอ็งสองคนละมันระยำ หาแต่เรื่องเดือดร้อน”
       กำนันนุ่มยืนกวาดตามองทั่วบริเวณ แล้วหันมาหนักใจ
       “ดูยังไง ก็ยังมีร่องรอยให้เขาสงสัยได้อยู่ดี มันรอยปราบใหม่ๆ ทั้งนั้น มองปราดเดียวก็รู้ว่าตรงนี้เคยเป็นบ้าน ต้นหมากรากไม้ก็มีรอยถางผิดกับตรงอื่น”
       อังศุมาลินหารือ “จะทำยังไงดีละค่ะ”
       กำนันมีท่าทีหนักใจ “ถ้างั้นเอางี้...”
       สามคนตั้งใจฟัง
      
       อังศุมาลินเดินเร่ง เลี้ยวมาถึงหน้าเรือน โกโบริโผล่พรวดออกมา
       “ฮิเดโกะ เป็นยังไงบ้าง”
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ” อังศุมาลินนึกห่วง “ทำไมคุณไม่กลับอู่”
       “อ้าว..ผมนึกว่าคุณต้องการให้ผมอยู่ เพื่อไว้อ้างสถานที่ ผมเลยอยู่คอย…”
       อังศุมาลินมองอย่างซาบซึ้ง บอกเสียงอ่อนโยน “ยุงชุมจะแย่ ทำไมไม่ขึ้นข้างบน”
       “ผมเป็นห่วงคุณ กลัวว่าตาสองคนนั่นเกิดหนีไป... แล้วคุณจะทำยังไง เลยลังเล...ต้องมายืนรออยู่นี่ ถ้าคุณมาช้าอีกนิด ผมคงเดินกลับไปดูแล้ว”
       อังศุมาลินอึ้ง เสียงอ่อนลงมาก “ขอบคุณ ขึ้นบ้านก่อนไหม”
       โกโบริลังเล
       อังศุมาลินคะยั้นคะยอ “แวะก่อนซิคะ”
       โกโบริดีใจ แววตาเป็นประกาย
      
       ครู่ต่อมาประตูเรือนเปิดออก อังศุมาลินโผล่เข้ามา แม่อรเปิดรับสีหน้ากังวลถามร้อนรน
       “พบคุณพ่อหรือเปล่าลูก”
       โกโบริเดินตามเข้ามา แม่อรชะงัก อ้าปากค้าง
       ยายศรรีบตัดบท “อ้าวพ่อดอกมะลิ ไม่เห็นกลับมากินข้าวเย็นด้วยกันเลย”
       “ไม่ต้องห่วงครับ ที่อู่มีจัดไว้แล้ว”
       แม่อร ยายศร สบตาเลิกลัก แล้วต่างรีบยิ้มแต้ ประจบโกโบริ เพราะไม่รู้สถานการณ์ ว่าโกโบริก็ลงเรือลำเดียวกันแล้ว
      
       ยายศรกำลังตัดขอบใบตองรีดแห้งให้ได้ขนาด ข้างๆ มีกองใบตองตานีแห้งวางพะเนินอยู่ เห็น ยายศรกำลังนั่งตัดขอบ แม่อรลงมานั่งมัดเชือกใบที่ตัดแล้วเข้าด้วยกันเป็นตั้งๆ ต่อ โกโบริมานั่งมองอย่างสนใจ
       “ทำอะไรครับ”
       “เอาไว้มวนบุหรี่ตะพานโพจ้ะ รู้จักมั้ย”
       โกโบริทำหน้างงๆ
       “ทำซิกาแรต” แม่อรบอก
       โกโบริตื่นเต้น “อู..ให้ผมช่วยบ้างได้ไหม”
       ยายร้อง “ไฮ้”
       โกโบริยิ้ม หัวเราะเสียงดัง
       อังศุมาลินเปลี่ยนชุดออกมาจากห้อง
       “ยายอัง ไปดูในครัวซิลูก มีอะไรยกมาเลี้ยงกันได้มั่ง” แม่อรบอก
       โกโบริก้มหน้าทำ “ผมไม่หิว”
       อังศุมาลินเดินหายเข้าไปในครัว ออกมาพร้อมกับถ้วยขนม มาวางแล้วถอยไปนั่งมุมหนึ่ง
       “ขนมจ้ะ” แม่อรว่า
       โกโบริวางมือจากห่อมัดใบตองที่เพิ่งเสร็จ หันมายกถ้วยขนมบัวลอยขึ้นมาดู
       “ขนมบัวลอย...ลองกินดู อร่อยนะ”
       โกโบริยิ้มสดใสชอบอกชอบใจ ตักบัวลอยชิมดู อังศุมาลินแอบมองกิริยานั้น
       “โมจิ..ผมหมายถึง ขนมของญี่ปุ่นที่คล้ายแบบนี้ เขาใช้ข้าวเหนียวมาโขลกเป็นก้อน”
       “อ้อเขาเรียก โมจิ เหรอจ๊ะแล้วข้าวสุกละ” ยายถาม
       “โงฮัน ..ถ้าข้าวยังไม่ได้หุง” โกโบริบอก
       “เขาเรียก ข้าวสาร” ยายศรบอก
       โกโบริบอก “โคเม”
       ยายถามอีก “เนื้อหมูล่ะ”
       “บุตานิก เนื้อวัวก็ กียูนิก”
       โกโบริคุยไปกินไปจนบัวลอยหมดถ้วย
       พลันขันน้ำเย็นเลื่อนมาให้ โกโบริหันมอง อังศุมาลินที่วางขันมา รีบถอยไปนั่งนิ่งเงียบ แววตากังวล
       โกโบริยกขันน้ำขึ้นจิบชื่นใจ พลางบอก
       “ผมคงต้องไปเสียที”
       แม่อรงง “อ้าว”
       “เอ้อ ผมมีงานด่วนต้องทำ” โกโบริหันไปหาอังศุมาลิน มีนัย “ถ้ามีอะไร ให้คนไปตามผมที่อู่ได้ตลอดเวลานะ”
       อังศุมาลินรับเบา “ค่ะ”
      
       โกโบริลุกขึ้น ค้อมตัวลาอย่างสุภาพ แล้วหันกลับ อังศุมาลินลุกเดินตามมาห่างๆ


  


       โกโบริกำลังจะลงพ้นประตูเรือน ชะงักเล็กน้อย เหมือนจะหันกลับมาพูดอะไร แต่เปลี่ยนใจ ถอนใจน้อยๆ แล้วรีบเดินลงไปอย่างรวดเร็ว อังศุมาลินมองตาม แล้วเอื้อมปิดประตูลง
      
       ครู่ต่อมาแม่อร ยายศร ที่จับๆกองใบตองรอๆ ไปมา อังศุมาลินเดินกลับมา แม่อรรีบจับกระด้งตรงหน้าหลบ อังศุมาลินมาทิ้งตัวลงนั่ง เนือยๆ
       “ตกลงเรียบร้อยแล้วหรือลูก” แม่อรถาม
       “หนูไม่ได้ไปฝั่งโน้นหรอก”
       ยายศรงง “อ้าว”
       “โกโบริให้รื้อกระต๊อบทิ้ง แล้วพอดีลุงกำนันมาพบเข้าเลยช่วยจัดการต่อให้ พรุ่งนี้คงเสร็จ”
       “แล้ว..พ่อโกโบริ..ได้ยังไง” แม่อรสงสัย
       อังศุมาลินตัดบทดื้อๆ “ดึกแล้วค่ะ นอนดีกว่า”
       อังศุมาลินลุกไป แม่อร กะยายศร มองตามงงๆ
      
       อังศุมาลินยืนมองเครื่องแบบเต็มยศสีขาวบนไม้แขวน แววตาละห้อย แล้วเข้ามาจัดเสื้อไปมา ปัดๆฝุ่น ตัดสินใจ จะเอาไปแขวนในตู้ ช่วงที่ถือเสื้อเดินไปที่ตู้ มีพับกระดาษใบหนึ่งหล่นลงมาจากเสื้อ ตกลงบนพื้น อังศุมาลินก้มเก็บขึ้นมาดู
       อังศุมาลินกางแผ่นกระดาษออก เป็นใบโทรเลขอวยพรภาษาญี่ปุ่นนั่นเอง อังศุมาลินนึกถึงคำสาธยายของโกโบริ
       “may the love you share , be all two hearts could hold...ขอให้ความรักและดวงใจทั้งสอง ผนึกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว”
       อังศุมาลินทอดสายตามองนิ่งอยู่กับข้อความครู่หนึ่ง แล้วพับเก็บใส่ไว้ในเสื้อเครื่องแบบตามเดิม
      
       ไม่นานต่อมาลมพลิ้วพัดผ้าม่านหน้าต่างปลิวเบาๆ เสียงเครื่องจักรทำงาน โลหะกระทบกันเสียงดังแว่วมาจากอู่อังศุมาลินนอนตะแคงลืมตานิ่ง
       สีหน้าอังศุมาลินเลื่อนลอย มองกองฟูกหมอนผ้าห่มของโกโบริที่พับรวมเรียบร้อย คลุมด้วยผ้าแพรที่ฝั่งตรงข้ามของฉากกั้น
      
       ที่ห้องประชุมหน่วยบริหารงานพิเศษ โคลัมโบ ศรีลังกา ช่วงบ่าย
       ดินสอในมือใครคนหนึ่งวาดขีดเขียนบนกระดาษไปมา
       เสียงเปิดประตูดังรับบนโต๊ะประชุม มีวนัส ท่านชาย อรุณ พิชัย และเสรีไทยอีก 4 คน ทุกคนอยู่ในเครื่องแบบร้อยตรีอังกฤษ ที่รอๆ กันอยู่ คุยบ้าง เขียนบ้างฆ่าเวลา ต่างเงยหันมอง
       สักครู่ป๋วยเดินเข้ามา
       ที่นี่คือ “แผนกไทย แห่งหน่วยบริหารงานพิเศษ (Special Operations Executive-S.O.E) เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา”
       “ตกลงเปลี่ยนแผนยกเลิกการเข้าประเทศไทยทางน้ำ จะใช้ปฏิบัติการทางอากาศเท่านั้น และกองบัญชาการมีคำสั่งแบ่งพวกคุณออกเป็นสามชุด ในชื่อปฏิบัติการ แอพพรีซิเอชั่น”
       ป๋วยเอ่ยขึ้น สีหน้าทุกคนตั้งใจฟัง
       “โดย แอพพรีซิเอชั่น1 คือ...” ป๋วยยกโพยในมือขึ้นอ่าน “ดี แดง และเข้ม”
       เสรีไทยสองคนตั้งใจฟัง
       “ดี และ แดง เป็นชื่อรหัสของ ประทาน เปรมโกมล และเปรม บุรี ตามลำดับ”
       ป๋วยเอ่ยต่อ “แอพพรีซิเอชั่น 2 คือแซม เหมา และลำพู”
       หมายถึง ท่านชายวิชาญ อรุณ และวนัส
       ป๋วยบอกต่อ “และสุดท้าย แอพพรีซิเอชั่น 3 คือ เค็ง กร และขำ”
       นั่นคือ พิชัย และเสรีไทยที่เหลืออีกสองนาย
       ขึ้นตัวหนังสือ “เค็ง และกร เป็นชื่อรหัสของ สำราญ วรรณพฤกษ์,ธนา โปษยานนท์ ”
       ป๋วย และขอให้ทุกคนเตรียมตัว พรุ่งนี้..ออกเดินทางไปฝึกโดดร่มที่ปัญจาบ
       ทุกคนลุกยืนแข็งขัน มุ่งมั่น “รับทราบ ครับ”
      
       ส่วนที่บริเวณกระท่อมท้ายสวนถูกแปลงสภาพเป็นลานรำวง โทนถูกตีนำ เสียงดังป๊ะโท่นป๊ะโท่นป๊ะโท่นโท่น แล้วฉิ่งตามรับเข้าจังหวะ กำนันนุ่มกำลังยืนกำกับพวกเด็กหนุ่ม 2-3 คนซ้อมตีจังหวะรำวงไปมา
       “น่าน เอ่อนั่นละ ให้มันเข้ากันหน่อย..ดี แล้วประเดี๋ยวลองเข้าเพลงกันดูหน่อย”
       วงรำโทนเริ่มร้องเพลง “ดวงจันทร์ขวัญฟ้า ชื่นอุรา ขวัญพี่..ดวงจันทร์ประจำราตรี แพ้ขวัญพี่..ประจำใจ..ที่มั่นคง คือชาติ เอกราช อธิปไตย...”
       กำนันผละจากวงรำโทน เดินมาที่ปะรำกลางลานที่หนุ่มสาว 4-5 คนกำลังช่วยกันประดับ ด้วยทางมะพร้าวบ้าง ลำอ้อยบ้าง กระดาษสี เครือกล้วย ฯ
       ที่รอบปะรำ มีพวกเด็กวัด 4-5 คน กำลังย่ำๆ ต้นไม้เล็กต้นไม้น้อยให้ราบ
       “นี่ไอ้เปลว เหยียบอย่างนี้เลยนี่” กำนันย่ำให้เปลวดู “เอาให้ราบสิ อย่างนั้นละ”
       “ได้ลุง สบาย” เปลวทำตาม
       พวกผู้ใหญ่ชาวบ้าน 3-4 คนยืนดูกัน พลันยายเมี้ยนโผล่แทรกเข้ามากับแมว
       “อะไรกันเนี่ยพ่อกำนัน ตั้งวงรำโทนกะเขาด้วยแล้วเหรอ”
       “บางอื่นเขามีกันทุกคืน บางเราจะอยู่เฉยได้ยังไง มันต้องมีประกวดกะเขามั่งซิน่า คืนนี้เอาซ้อมๆก่อน แล้วคืนหน้าจะหาขันน้ำพานรองมากำนัล” กำนันบอก
       ยายเมี้ยนสงสัย “อยู่ๆ ปุบปับก็มีขึ้นมาเนี่ยนะ”
       “ใครว่าปุบปับ”
       กำนันยิ้มอารมณ์ดี ก่อนจะเดินกลับไปทางวงโทน
       “เอ้าไหนลองเข้าเพลงสิ..เอ้อ
       ใกล้เข้าไปอีกนิด ชิดๆ เข้าไปอีกหน่อย
       สวรรค์น้อยน้อย อยู่ในวงฟ้อนรำ...”
       หนุ่มสาวร้องตาม ยายเมี้ยน กะแมวมองอย่างตื่นเต้น สนุกสนาน
      
       บ่ายวันนั้น บนเรือนชานบ้านอังศุมาลินกำลังวุ่นเอาการ ครกที่มีเครื่องแกงโดนโขลกดังโป๊กๆ ที่เขียงมีมะเขือ พริก กำลังถูกหั่นพอคำ ส่วนหม้อใบใหญ่น้ำกำลังเดือดระอุ เครื่องแกงถูกโยนลง
       ยายกำลังตำครกดังโป๊กๆ อยู่ มีอังศุมาลินนั่งหั่นอยู่ที่เขียงใกล้ๆ เสียงฉิ่ง เสียงกลองโทนแว่วมา
       “นั่นไงละ เสียงมากันแต่หัววัน” ยายศรเอ่ยขึ้น
       แม่อรเดินถือกิ่งโหระพาที่ไปหักมา มากมาย
       “นี่ลุงกำนันเอาจริงเอาจังเลย ไม่รู้ไปเอาใครที่ไหนมาช่วยมั่ง” แม่อรว่า
       “แล้วแกงหม้อนี่จะพอคนมั้ยละ” ยายถาม
       “เห็นลุงกำนันว่า บอกไปหลายบ้านจ้ะให้มาช่วยๆ กัน”
      
       อังศุมาลินยังกังวลอยู่

      
       เสียงสุนัขในวัดเห่ากันขรม ฮิชิดะมีสีหน้าจริงจัง เดินพรวดมาหยุด มองรอบๆ โดยมีทหารญี่ปุ่น 5-6 นายพร้อมปืนประจำกาย ขึงขังรอคำสั่งอยู่ด้านหลัง
      
       หลวงพ่อกำลังมองไปที่ศาลาท่าน้ำวัด เห็นทหารเยอรมันคนที่ตาบัวกะตาผลช่วยไว้ กำลังเดินชี้อธิบายไปมาให้ฮิชิดะดู หลวงพ่อหันมา
       “โยม..วัดเป็นเขตอภัยทาน ใครจะมาจะไปก็ย่อมได้ แต่ละวันก็มีชาวบ้านใช้ท่าน้ำวัดทั้งขนข้าวขนของ ขนศพข้ามไปมาเป็นปกติอยู่แล้ว” หลวงพ่อบอก
       สารวัตรองอาจยืนอยู่กับตำรวจสันติบาล 3-4 นาย
       “แล้วเมื่อวันก่อนหลวงพ่อพอจะจำใครได้บ้างไหมที่มายกโลงศพข้ามฟากกันสองคน
       “จำไม่ได้หรอกโยม”
       “อย่างนั้นผมขอค้นดูรอบๆ วัดหน่อยนะ”
       “ตามสบายๆ”
       สารวัตรองอาจหันสั่งลูกน้อง “ไป”
       เปลวกับเพื่อนกำลังตากบาตรที่ล้างเสร็จ วางคว่ำเรียงกันไป พลันเห็นพวกสารวัตรองอาจ และฮิชิดะ เลยตกใจหยุดมองกัน
      
       ยามเย็น ที่กระท่อมท้ายสวน หม้อแกง หม้ออาหาร 4-5 ใบ ถูกยกมาวางเรียงราย มีแมวร่วมด้วย เสียงโทน ฉิ่ง ตีรับกันเป็นจังหวะ ตาแกละ และชาวบ้านหนุ่มๆ 4-5 คนกำลังครื้นเครง เอะอะเฮฮา ในวงสุราหัววัน ชาวบ้านร้องเพลง
       “ยวนยาเหล ยวนยาเหล่ หัวใจว้าเหว่ ไม่รู้จะเห่ไปหาใคร
       จะซื้อเปลยวน ที่ด้ายหยอน หยอน
       มาให้น้องแมว..นอน ไกวเช้า ไกวเย็น”
       หนุ่มที่ร้องเพลงส่งสายตาจีบแมว
       แมวค้อนขวัก ทำตาชมดชม้อย “บ้า”
       อังศุมาลิน ยืนดูอยู่กับกำนัน
       “เป็นยังไงบ้างคะคุณลุง”
       “ลุงว่าก็แทบจำไม่ได้แล้วล่ะ เดี๋ยวเย็นกว่านี้นิด คนคงมากันอีกหลาย”
       เสียงเด็กวัดชื่อเปลวดังขึ้น “ลุง ลุงกำนันตำรวจ..ตำรวจมา เร็วๆ”
       เปลววิ่งหน้าตาตื่น หัวซุกหัวซุนพรวดเข้ามา วงสุรา แตกฮือ วงโทนหยุดกระทันหัน
       ตาแกละกึ่มๆ แล้ว “เฮ้ย อะไรวะ”
       “ตำรวจมา.. เมื่อกี้ไปค้นทั่ววัด นี่กำลังมาค้นสวนแถบนี้” เปลวบอก
       “น่ากลัวจะมาค้นเหล้าเถื่อน เอ้า แอบๆ กันหน่อยโว้ย” ตาแกละบอกพวก
       “เขาไม่ได้ค้นเหล้าหรอกลุง” เปลวว่า
       ตาแกละฉงน “ทำไมเอ็งรู้”
       “ก็มีพวกญี่ปุ่นฝั่งกะโน้น ถือปืนมากันด้วยนะสิ แล้วก็มีไอ้หรั่งหัวแดงอีกคน” เปลวบอกอีก
       อังศุมาลินหน้าซีดลงถนัด กำนันนุ่มหันมาสบตา ส่งสัญญาณให้เฉยไว้
       “ฝรั่งที่ไหนวะจะมากับญี่ปุ่น หาไอ้เปลว”
       “จริงด้วย มันรบกันอยู่ มันจะมาด้วยกันยังไง”
       “หัวหรั่งจริงๆ มาชี้โบ๊ชี้เบ๊อะไรไม่รู้” เปลวบอก
       ตาแกละพูดบ่นไป แล้วหันไปร้องเพลง
       “ใครไปจิ๊กของมันมาล่ะสิ ช่างมันเฮอะ..เอ้า มามารำ ร้องเพลงลำนำ ร่ายรำเฮฮา ถึงดาวพระศุกร์ สนุกหนักหนา เย้ายวนวิญญา..อารมณ์”
       วงสุรา และเสียงโทน เริ่มบรรเลงกันต่อ
       “ทำยังไงดีคะลุง” อังศุมาลินเป็นกังวล
       “เฉยๆ ไว้ มันมากันที่นี่แน่”
       กำนันเฉยนิ่ง อังศุมาลินใจไม่ดี
      
       ตกตอนค่ำ ตะเกียงเจ้าพายุถูกจุดขึ้นสว่างจ้าขึ้น 4-5 ดวง พึ่บ พึ่บ พึ่บ เสียงเฮฮา เพลงรำโทนยังดังต่อ โดยมียายเมี้ยน แมว และตาแกละ ช่วยเชียร์รำวง
       หยวกกล้วยปักดอกไม้บนโต๊ะกลางตัวสูง กลางประรำกำลังถูกหยิบจัดไปมา
       อังศุมาลินกับแม่วัน ที่แต่งตัวสีสดใส กำลังช่วยกัน หยิบจัดดอกไม้ที่ปักรอบหยวกกล้วย
       สาวๆ รวมทั้งยายเมี้ยน แม่วัน แต่งตัวสดใส ทัดดอกไม้ ดูเหมือนว่าทุกคนต่างพยายามทำให้ดูเป็นงานฉลองมากๆ
       อังศุมาลินดูสวยสดแปลกตา ทัดดอกไม้ข้างหู แต่สายตากลับหวาดๆ มองระแวงไปโดยรอบ กำนันนุ่มยืนนิ่ง ถือตะพด คุมเชิงมุมหนึ่ง
      
       ทันใดนั้นมีตำรวจสันติบาล และทหารญี่ปุ่น พากันกรูพรวดเข้ามา และกระจายล้อมไว้โดยรอบ
       สารวัตรองอาจ ฮิชิดะ และทหารเยอรมัน ก้าวโผล่เข้ามา
       “ทำอะไรกัน” สารวัตรองอาจถามขึ้น
       “มีอะไรครับสารวัตร เดี๋ยวกำลังจะมีรำโทนครับ” กำนันบอก
       ฮิชิดะ และทหารเยอรมัน มีสีหน้างงๆ
       “อา ได้เจอกำนันก็ดี กำนันเห็นอะไรแปลกๆ แถวนี้บ้างไหม” สารวัตรถาม
       กำนันย้อนถามกลับ “อะไรละครับสารวัตร”
       ทหารเยอรมันกวาดตามองรอบๆ อังศุมาลินสังเกตนิ่ง
       สารวัตรองอาจถามอีก “มีคนแปลกปลอม หรือมีใครแปลกหน้ามามั่วสุมบ้างหรือเปล่า”
       “ใครจะเข้ามาละครับ มันก็มีแต่คนแถวนี้ทั้งนั้น” กำนันว่า
       “แล้วแถวนี้มีกระต๊อบเล็กๆ ที่มีผู้ชายแก่ๆ ผอมๆ สองคนอยู่ไหม” สารวัตรองอาจถาม
       “มีสิสารวัตร”
       สารวัตรหันขวับ กำนันพูดต่อ
       “แต่สารวัตรจะหาใครละ แถบนี้มันก็มีทั้งนั้นละคนแก่ กะกระต๊อบน่ะ”
       ทหารเยอรมันรีบมากระซิบบอกกับฮิชิดะบางอย่าง ฮิชิดะเดินมาพูดบางเบาๆ กับสารวัตรองอาจ อังศุมาลินมองไม่วางตา
       “ฝรั่งคนนี้บอกว่า มีพวกใต้ดินมาสุมหัวกันอยู่ คอยช่วยพวกเชลยฝรั่ง โดยวิธีเอาใส่โลงศพ หลบออกไปนอกเมือง” สารวัตรบอก
       “มั่วสุมใต้ดิน แล้วใส่โลงศพด้วยเหรอครับ เอ…” กำนันพูดขึ้น
       “เขายืนยันว่า จำต้นฝรั่งนี่ได้” สารวัตรยืนยัน
       อังศุมาลินพยายามข่มใจนิ่ง
       “แล้วฝรั่งแต่ละต้นมันต่างกันหรือครับ” กำนันว่าอีก
       “กำนันพูดแก้เหมือนรู้เรื่องดีเชียวนะ” สารวัตรองอาจว่า
       “เปล่าสารวัตร ผมก็ว่าตามเนื้อผ้า แต่ถ้าตรงนี้คงไม่ใช่หรอก เพราะนี่เรากำลังจะรำโทนกัน”
       ฮิชิดะมองจ้องหน้ากำนัน เขม็ง มีทีท่าไม่สบอารมณ์นัก
       ฮิชิดะสั่งการ “ค้นให้ทั่ว”
       ทหารญี่ปุ่นร้อง “ไฮ้”
       จากนั้นทหารญี่ปุ่นแยกย้าย ค้นรอบ ฮิชิดะ และทหารเยอรมันเดินมองจ้องหน้าชายชาวบ้านแต่ละคนรอบกำนันนุ่มมองนิ่ง อังศุมาลินเครียด
       เสียงโกโบริดังขึ้น “มีเรื่องอะไรกันหรือ”
       ทุกคนหันไปทางเสียง บนคันดินสูง โกโบริยืนเด่นอยู่
       อังศุมาลินมองไปที่โกโบริ ดีใจ อุ่นใจ ใจชื้นขึ้นมา โกโบริมองมา เลิกคิ้วสูงเล็กน้อย แปลกตาในตัวอังศุมาลิน ที่แต่งตัวสวยสดใส ทัดดอกไม้ที่หู แถมในมือ ก็ยังถือดอกไม้อยู่
       ทั้งสองคนสบตากัน ท่ามกลางแสงไฟตะเกียงนวลกระจ่าง พอดีกำนันรีบเร่งให้วงเล่นเพลงโดยบังเอิญ ยายเมี้ยน ตาแกละ แมวช่วยกันร้อง แต่ตรงกับความรู้สึก
       ตาแกละร้องนำหมู่มวล
       “ตามองตา สายตาก็จ้องมองกัน รู้สึกเสียวซ่าน..หัวใจ จะว่ารักฉันก็ไม่รัก หลงฉันก็ไม่หลง ฉันยังอดโค้ง..เธอไม่ได้ เธอช่างงามวิไล เธอช่างงามวิไล เหมือนดอกไม้ ที่เธอถือมา"
      
       ทุกคนทำตัวรื่นเริงในบรรยากาศอึมครึมอึดอัด


  


       ตรงที่เคยเป็นบริเวณกระท่อมท้ายสวน ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า โกโบริเดินลงมาจากคันดินลงมาที่กลางวง เสียงเพลงรำโทนยังร้องกันอย่างสนุกสนาน
      
       ทหารญี่ปุ่นหยุดค้น ต่างหันมาทำความเคารพพรึบพับ รวมทั้งฮิชิดะ อังศุมาลินเกร็ง ลุ้น มือกำดอกไม้แน่น ลืมตัว
       ฮิชิดะวิ่งเข้าไปรายงานกับโกโบริเร็วปรื๋อ โกโบริฟังอย่างตั้งใจ เสียงวงรำลดเสียงลง เหมือนทุกคนต่างลุ้นฟังไปด้วย สารวัตรองอาจจับตามองทุกคน
       โกโบริพูดด้วยท่าทีประหลาดใจ “ไม่มี ผมไม่เคยเห็นอะไรอย่างนั้นแถวนี้นะ”
       และทหารญี่ปุ่นทุกคนสีหน้าเริ่มมองกันไปมา ไม่มั่นใจ เยอรมันเดินเข้ามาหาฮิชิดะทำนองสำทับยืนยันว่าใช่แน่นอน
       ฮิชิดะบอกอีก “เขายืนยันว่าใช่ที่นี่แน่นอนครับ”
       “อืม แต่ทำไมผมก็ไม่เคยรู้เรื่อง...งั้นเรามาดูกันเลยดีกว่า มา”
       อังศุมาลินที่จัดดอกไม้อยู่กับแม่วัน เหลือบมองไม่วางตาจับกำดอกไม้จนแน่น กำนันที่ปรบมือฮาเฮอยู่ที่วงรำโทนก็จับตาไม่ห่าง
       โกโบริเดินตรงเข้าไปที่จุดที่ทหารญี่ปุ่นกำลังเอาไฟส่องๆ เอาเท้าเตะๆ ก้มๆเงยๆ หยิบเศษข้าวของบางอย่ามาดู แล้วโยนทิ้ง รอบๆ บริเวณนั้น อยู่
       “มีอะไรผิดปกติบ้างไหม” โกโบริถาม
       “ไม่มีครับ”
       ทหารบอกด้วยท่าทีต่างเกรงๆ ค้นเพียงผ่านๆ ไม่จริงจังเหมือนทีแรก
       โกโบริทำเนียน เข้าไปก้มๆ เงยๆ หยิบนั่นนี่มาดูด้วย ฮิชิดะร้อนใจ รีบเข้าไปคุยถามกับเยอรมัน ที่ยังพยายามยืนยันมั่นใจว่าใช่แน่
       ทหารเยอรมันชำเลืองไปทางโกโบริที่ยืนมือไพล่หลังดูการค้นอยู่ไม่ไกล โกโบริเหลียวมามองพอดี เยอรมันจำต้องพยายามพยักหน้ารับกับฮิชิดะแบบเสียไม่ได้ แต่ยังกวาดตามองบริเวณโดยรอบอย่างคนยืนยัน
       ทหารญี่ปุ่นต่างทยอยมาหยุดยืนรวมกันฮิชิดะมองทหารทุกคนจนแน่ใจ
       “เสร็จเรียบร้อยแล้วหรือ” โกโบริถาม
       “ครับผม ผู้กองโกโบริ ผมขอตัวไปที่อื่นต่อ” ฮิชิดะบอก
       ฮิชิดะทำความเคารพโกโบริ ทุกคนเคารพ โกโบริเคารพตอบ จากนั้นพวกทหารญี่ปุ่นเดินไปหาสารวัตรองอาจ เป็นเชิงปรึกษากัน สารวัตรองอาจออกอาการไม่มีความเห็น
       อังศุมาลินค่อยคลายมือลงจากดอกไม้ในมือที่จับกำจนแน่น
       กำนันยังนิ่งร้องรำอยู่กับวงต่อ ทหารญี่ปุ่นทำความเคารพโกโบริ แล้วทยอยเดินออกไป
       สารวัตรองอาจสั่งตำรวจลูกน้อง “ไป” พูดกับโกโบริ “ขอบคุณผู้กองโกโบริมาก” หันมาทางกำนัน “โชคดีครับกำนัน”
       “ครับสารวัตร โชคดีนะ”
       สารวัตรองอาจยิ้มๆ พาตำรวจเดินออกตามไป
      
       พวกวงรำโทนดีใจ เฮ และร้องเพลงที่ดังขึ้น แม่วันและแม่บ้านสองสามคนเอาถาดของกินเล่น พวกถั่ว ผลไม้ดอง ของเปรี้ยว ขนมหวานมาวางแจก เด็กๆ และหนุ่มสาวๆมารุมกินกัน
       โกโบริหันมาสบตาอังศุมาลิน ต่างยังมีความกังวลเหลืออยู่
       โกโบริยิ้มเป็นเชิงปลอบ ว่าไม่มีอะไรแล้ว อังศุมาลินรีบก้มหน้า แล้วหันไปอีกทาง เพราะกลัวคนมองเห็นว่ารู้กัน เดี๋ยวโกโบริจะซวย
       แต่โกโบริกลับเข้าใจว่าอังศุมาลินไม่อยากเห็นหน้าตน แอบอึ้ง และเศร้าใจอีก
      
       เสียงร้องรำโทน เฮฮาดังครื้นเครงต่อเนื่องโกโบริขยับมองไปที่อังศุมาลินแต่อังศุมาลินไม่ยอมมองมา ยายเมี้ยน แมว เดินรี่เข้ามาหาโกโบริ
       “อุ๊ย พอนายช่างมาทุกอย่างก็เรียบร้อย นี่มาสนุกด้วยกันใช่ไหมจ๊ะ หรือว่ามาตาม...” ยายเมี้ยนหันไปมองทางอังศุมาลิน
       “เปล่า พอดีผมผ่านมา แล้วเดี๋ยว..ก็จะกลับละ” โกโบริแอบชำเลืองดูอังศุมาลิน ท่าทีน้อยใจ
       อังศุมาลินหันข้างให้ แต่แอบฟังที่โกโบริพูด
       แมวแซวขึ้น “อย่ารีบกลับสิจ๊ะ งานกำลังเพิ่งเริ่มๆ กันเอง”
       กำนันผสมโรงอย่างจริงใจ “เชิญๆๆ..นายช่าง นายช่างต้องอยู่สนุกกันก่อน”
       อังศุมาลินแอบมองๆ มา โกโบริเหล่อังศุมาลิน
       “ผมอยู่ เดี๋ยวจะไม่สนุกกันน่ะสิ”
       “แหม...แม่อังก็อยู่นี่ทั้งคน จะรีบไปไหน มาๆ”
       ยายเมี้ยนดึงโกโบริไปที่หน้าวง ที่มีตาแกละร่ำสุราอยู่สนุกสนาน
       “โธ่..มากินเหล้ากันสักตั้งน่า นายช่างกินเหล้าได้ไหมล่ะ”
       “ก็ได้นิดหน่อย” โกโบริว่า
       ตาแกละถูกใจ “อา..งั้นมาเลยๆ นี่มีหลายแบบ เลือกเอาเลยนายช่าง แต่จะดีเท่าสาเกของนายช่างหรือเปล่าไม่รู้นา”
       โกโบริเหลียวมองไปทางอังศุมาลินที่ชำเลืองมาแล้วรีบหันหลังให้
       “คงไม่ได้มากนะ ผมต้องกลับไปทำงานต่อ”
       “เชิญเลยครับนายช่าง หวานๆกลมกล่อมทั้งน้าน นี่เอาๆ” ตาแกละหยิบกระบอกน้ำตาลส่งให้
       พวกผู้ชายเข้ามาล้อม วางเครื่องดื่มให้เลือกสารพัด
       “นี่..เรียกว่า..ตาตั๊กแตน ไอ้นี่..เรียกว่า..อุ นี่เรียกว่ากะแช่ นี่ น้ำตาลเมา” ตาแกละว่า
       อังศุมาลินเหลือบมองเป็นระยะ
       โกโบริรับจอกที่ส่งมา ชิมนั่นนิด เบ้หน้า วาง บางอันชิมแล้วรสดี ก็ดื่มหมดเฉย เพื่อเอาใจทุกคน
       บางคนเอาพวกของเปรี้ยว ของดอง และพวกถั่วยำๆ ใส่เกลือ มาวางให้เป็นจานเล็กๆ สำหรับแกล้มเหล้า
       อังศุมาลินมอง อย่างห่วงใย
       “เฮ้ย เบาๆหน่อยละแกละ เกรงใจแม่อังเขาด้วย”
       โกโบริได้ยินที่กำนันว่า หันไปมองอังศุมาลิน อังศุมาลินรีบเมิน หันไปตบมือให้พวกรำวง ทำเป็นไม่สนใจ โกโบริรู้สึกน้อยใจ
       พวกหนุ่มๆ มาตบหลังตบไหล่ ร้องเชียร์ๆ ส่งที่โกโบริกินหมดจอกตะกี๊มาให้ใหม่
      
       โกโบริหันมาโค้ง ขอบคุณๆ แล้วกระดกหมดอีกครั้ง

      
       วงรำโทนเปลี่ยนเพลงไปอีกเพลงแล้ว อังศุมาลินกำลังช่วยแม่วันเก็บถาดรองใบตอง ที่วางขนมของกินที่หมดแล้วซ้อนๆ กัน
      
       พวกชาวบ้าน ตาแกละ เวียนกันมาเอาใจโกโบริ รินบ้าง เปลี่ยนใหม่บ้าง ยกชนบ้าง ป้อนบ้าง กระบอกแล้วกระบอกเล่า โกโบริหน้าเริ่มแดงเรื่อๆ อังศุมาลินถอนใจเบาๆ แม่วันมองตาม
       “อย่างนี้โดนพวกนั้นมอมอ่วมแน่” แม่วันบอก
       “นั่นสิคะ” อังศุมาลินกังวล
       กำนันนุ่มเดินเข้ามาพอดี อังศุมาลินรีบบอกให้ช่วย
       “ลุงกำนันคะ เดี๋ยวโกโบริจะเมาแย่”
       “ไม่เป็นไรหรอก กำลังเข้ากันกะพวกนั้นได้ดีเชียวล่ะ หนูกลับไปก่อนก็ได้”
       อังศุมาลินอิดออด “ก็กำลังว่าจะกลับนี่ละคะ ห่วงก็แต่โกโบริ”
       โกโบริกำลังรำเก้กัง ตามที่ตาแกละ ยายเมี้ยนสอน
       “มามา..นายช่างโกโบริต้องรำวงกะเราก่อน” ตาแกละบอก
       อังศุมาลินมอง ห่วงมากขึ้น แล้วมองหน้ากำนันนุ่มขอความช่วยเหลือ
       กำนันเห็นใจ ยิ้มอย่างใจดี “เอาเถอะ ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวทางนี้ลุงดูแลให้ ถ้าเมาก็จะให้คนไปส่ง...แหม แต่ท่าทางจะคอแข็งไม่ใช่เล่นเลย”
       “หนูว่าอย่าให้เขาโดนมอมจนเมาเลย ถ้ายังไงก็ไปส่งที่อู่เลยนะคะ เพราะเห็นว่าต้องไปทำงานต่ออีก”
       “อย่างมากก็เมา จะเป็นไรไป หนูไปเถอะ”
       อังศุมาลินลังเลเล็กน้อยไม่วายหันไปดูโกโบริอีกครั้ง
       ยายเมี้ยน กะแมวรีบหันมา พากันมาดึงอังศุมาลินไป
       “แม่อัง จะไปไหน ไปรำกะนายช่างก่อน”
       ตาแกละดันโกโบริมาหาพอดี สอน “โค้งเลย นายช่าง โค้งเลย เมียเราเอง จะกลัวอะไร”
       แมวทั้งลาก ทั้งจูง ทั้งผลัก จนอังศุมาลิน จนมาอยู่กลางวง “เอาเลยๆ อังศุมาลิน รำกะสามีหน่อย”
       สองคนมาเผชิญกัน เพราะต่างโดนผลักมา ใต้พวงดอกไม้ ที่ห้อยลงมาจากสายที่ถูกผูกโยงระหว่างเสาลงมาเป็นเส้นๆ ระหว่างทั้งสองคน แสงตะเกียงเรืองรอง ส่องเห็นดวงหน้าและแสงตาสวยงาม
       วงรำโทนร้องเพลง “เจ้าช่อมาลี คนดีของพี่ก็มา สวยจริงหนาเวลาค่ำคืน...เอ้า เจ้าช่อมาลี คนดีของพี่ก็มา..สวยจริงหน้าเวลาค่ำคืน…”
       ทั้งสองมองหน้ากัน โกโบริเมา ตาเชื่อม อังศุมาลินหน้าแดง ในที่สุด ปลดมือพวกยายเมี้ยนกะแมวออก
       “ไม่เอา ฉันต้องกลับก่อนล่ะ”
       อังศุมาลินรีบหันเดินหนี ฝ่าหมู่มวลออกมาซึ่งๆ หน้า
       พวกชาวบ้านเฮขำกัน มีคนเอาเหล้าเข้าไปให้โกโบริอีก โกโบริมองตามอังศุมาลินไป แววตาเศร้า รับจอกเหล้าที่คนมาส่งให้
       เสียงเพลงจากวงรำโทนดังขึ้นอีก
       “ดวงจันทร์ไปไหน..ทำไมถึงไม่ส่องแสง จันทร์มาแฝงแสงสว่าง..เมฆน้อยลอยมาบัง แสงสว่างก็หายไป (ซ้ำ) เจ้าช่อมาลี คนดีของพี่ก็มา สวยจริงหนาเวลาค่ำคืน..เอ้า เจ้าช่อมาลี คนดีของพี่ก็มา..สวยจริงหน้าเวลาค่ำคืน ดวงจันทร์ไปไหน..ทำไมถึงไม่ส่องแสง จันทร์มาแฝงแสงสว่าง..เมฆน้อยลอยมาบัง แสงสว่างก็หายไป”
       โกโบริหน้าแดงระเรื่อ ดื่มและมองตามหลังอังศุมาลินที่เดินหายไปในความมืด
       อังศุมาลินเดินจำอ้าวมา ยินเสียงเพลงนั้นแว่วมา
      
       อังศุมาลินที่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ก้มกราบพระลงบนหมอนเสร็จ เสียงรำโทนเงียบขาดไปมีเสียงคนเฮฮาแว่วผ่านไปเป็นระยะ
       อังศุมาลินมองไปรอบๆ ห้อง ฉากกั้นที่เคยถูกโกโบริเอามาขวางกลางห้อง ตอนคืนส่งตัว ได้ไปอยู่ตรงมุมล้างหน้า ที่มีโต๊ะล้างหน้า มีอ่างน้ำ เหยือกน้ำ และกระจกส่องหน้า แขวนผ้าเช็ดหน้าเช็ดตัว ประโยชน์ใช้สอยคือไว้กั้นแยกจากส่วนนั้นกับที่นอน เหมือนเป็นห้องน้ำ มุมผลัดผ้า มีตู้เสื้อผ้าข้างๆ มีหน้าต่างใกล้ๆ
       ที่นอนแบบญี่ปุ่นที่ใช้นอนแทนเตียง อังศุมาลินเอามาปูแค่ที่เดียวกลางห้อง ที่นอนโกโบริไม่มี ถูกเก็บไปแล้ว เพราะนอนคนเดียว
       อังศุมาลินนั่งเหม่อคิดไปถึงคนที่อยู่ท้ายสวนนิดหนึ่ง ก่อนจะลุกเดินไปที่ตะเกียงดับไฟลง แล้วล้มตัวลงนอน ดึงผ้าห่มคลุมตัวก่อนข่มตาหลับ แต่พลันก็ได้ยินเสียงคนเดินเมาอ้อแอ้แว่วเข้ามาทางหน้าต่าง
       “แม่อัง...แม่อัง” ชาวบ้านคนแรกตะโกน
       เสียงชาวบ้านบอกกันดังขึ้นมาอีก “เฮ้ย ระวังๆ พยุงนายช่างดีๆ เดี๋ยวกลิ้งลงไปหรอก กะไดยิ่งชันๆ”
       อังศุมาลินรีบสะบัดผ้าลุกขึ้น ตรงไปปลดกลอนหน้าต่างแล้วชะโงกหน้าออกไปดู
       อังศุมาลินตะโกนบอกเบาๆ “ค่อยๆหน่อยคะ กำลังจะลงไป”
       ที่ด้านล่าง ชายชาวบ้าน 3 คน แบกร่างโกโบริมานั่งเอนพิงบันได
       “พวกเราเอานายช่างมาส่ง เมาพับไปแล้ว” ชาวบ้านร้องบอก
       โกโบริเมาปลิ้นนั่งคอตกคอพับ แต่ยังพยายามจะลุก แล้วลุกไม่ขึ้น แต่ก็พยายามลุกนั่งๆ อยู่
       “อ้าว..ก็..ทำไมไม่พาไป...”
       อังศุมาลินจะพูดว่าไปที่อู่ แต่ยั้งความคิดไว้ ตัดสินใจเปิดประตูออกไป
      
       อังศุมาลินรีบเปิดประตูห้องออกมา กำลังตรงไปที่ประตูชานเรือน แม่อรเปิดประตูแง้มออกมาดู
       “อะไรน่ะลูก”
       “ไม่มีอะไรหรอกคะแม่”
       “ใครมาล่ะ”
       “โกโบริเมามาค่ะ พวกที่วงรำโทนพามาส่ง แม่นอนเถอะค่ะ เดี๋ยวหนูจัดการเอง”
      
       โกโบริอยู่ในสภาพเมาคอพับคออ่อน มีชาวบ้านช่วยพยุงปีกซ้ายขวายืนค้ำเกร็งไปมาไม่ให้ล้มกัน และพากันปีนบันไดมาถึงข้างบน หน้าประตูเรือน เสียงบ่นพูดกันไปมา ก่อนจะร้องเรียก
       “อย่างข้าว่ามั้ยละ คอแกแข็ง นี่ซัดไปหลายสิบกระบอกกว่าจะเมา”
       “เออ เยี่ยมจริงนายช่างเรา”
       “แม่อังศุมาลิน แม่อัง”
       โกโบริขึ้นมาบนเรือน ยืนเท้าประตูเรือน ยันตัวเอาไว้ บนขั้นบันไดต่ำลงไป ชาวบ้าน 3 คน ยืนช่วยกันเอามือยัน ไม่ให้โกโบริล้มตกลงไป
       ยินเสียงปลดกลอนประตู พร้อมกับอังศุมาลินเปิดประตูออกมา พลันร่างของโกโบริล้มเอนมาใส่เต็มๆ อังศุมาลินตกใจรีบใช้แขนยันไว้
       “อะไรนี่”
       ชาวบ้าน 2 คน เมาปลิ้น หัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ
       “นายช่างเมาจ้ะ” ชาวบ้านบอก
       “แล้วทำไมกินอะไรกันขนาดนี้”
       “พวกเราเล่นพนันกัน ใครแพ้ ต้องกินให้หมด นายช่างแพ้บ่อยกว่าใคร กำนันให้เอามาส่ง ไปกันเหอะพวกเรา” ชาวบ้านบอก
       “อ้าว แล้วนี่ให้ฉันทำยังไง”
       “นอนสักพัก กินน้ำเย็นๆ สักหน่อย เดี๋ยวก็หาย ไปละนะ”
       อังศุมาลินร้องเรียก “นี่...”
       ชาวบ้านทั้งสอง รีบเดินลงเรือนไป
       “สนุกชิบ..วันนี้ ไม่น่าเลิกเร็วเลยนิ”
      
       อังศุมาลินยืนเก้กัง เพราะโกโบริมาพักพิงตัวเอง กลายเป็นเสาหลักแทนประตู ไม่รู้จะทำยังไง


  


       อังศุมาลินพยายามพาร่างโกโบริที่ตาปิดสนิท หน้าแดงก่ำ ยืนโงนเงนจะล้มแหล่ไม่ล้มแหล่เข้ามาที่นอกชาน
      
       โกโบริคว้าเสานึงไว้ได้ ใช้เป็นหลักยึด แต่แล้วทำท่าจะรูดล้มตัวลง
       “เดี๋ยวค่ะ อย่าเพิ่งนอนตรงนี้” อังศุมาลินรีบดึงให้ยืนขึ้น
       โกโบริเงยมา ส่งเสียงดัง ชูมือสูง “ขอบคุณมาก เป็นการต้อนรับอันแสนอบอุ่น...จงเจริญๆ”
       อังศุมาลินเอ็ด “เงียบๆ หน่อยค่ะ”
       โกโบริเสียงดังขึ้นอีก “สนุกมาก สนุกมากๆๆๆ”
       อังศุมาลินดุ ตีที่ตัวเบาๆ “นี่ อย่าเอ็ดไปสิ”
       โกโบริมองหน้าอังศุมาลิน ยิ้มๆ ร้องเพลงรำวงเฉย “เจ้า-ช่อ-มา-ลี คนดีของพี่..ก็มา..สวยจริงหนา..เวลาค่ำคืน”
       อังศุมาลินจุ๊ปาก ชู่ววว..
       โกโบริร้องดังขึ้น เอื้อมมือขึ้นฟ้า “ดวงจันทร์ไปไหน..ทำไมถึงไม่ส่องแสง...”
       อังศุมาลินชักฉุนพูดญี่ปุ่นออกไป “เงียบๆ อย่าส่งเสียงดัง”
       โกโบริอ้อแอ้ๆ เมาหนัก “ใครทำเสียงดัง” เหมือนได้สติขึ้นมา พยายามตั้งตัวให้ตรง เบิกตากว้าง “นี่เวลาเท่าไร”
       อังศุมาลินบอก “ดึกมากแล้ว แต่คุณต้องไปนั่งโน่น”
       อังศุมาลิน พยายามพยุงกึ่งลากโกโบริเข้ามานั่งที่ยกพื้น
       “นั่งอยู่นี่นะ จะไปปิดประตู”
       อังศุมาลินปิดล็อกประตูเสร็จ หันกลับมา
       เห็นโกโบรินอนแผ่หลาเหยียดยาว แขนขาเปะปะ พึมพำ “น้ำเปล่า..ขอน้ำเปล่า”
       ขันน้ำเปล่าถูกจ่อลงให้ตรงเข้าปาก อังศุมาลินประคองศีรษะโกโบริขึ้นดื่มน้ำ
       “ดีๆ เดี๋ยวจะหกหมด”
       โกโบริดื่มน้ำเกลี้ยงขัน แล้วฟุบราบกับพื้นต่อ อังศุมาลินมองอย่างอ่อนใจ
      
       กระดุมเสื้อโกโบริถูกปลดลงทีละเม็ดจนเกือบครึ่ง เผยให้เห็นแผ่นอกหนา แดงเรื่อ เหงื่อซึมทั่ว ของโกโบริที่ยังไม่ได้สติ
       โกโบริพึมพำเบาๆ ในลำคอ “ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินหยิบผ้าชุบน้ำในขันข้างๆ มาลูบเช็ดทั่วหน้า ทั่วตัวโกโบริขยับตัวเล็กน้อย
       “เป็นยังไงบ้างคะ หายดีหรือยัง”
       โกโบริถาม “คุณ-เป็นใคร”
       ระหว่างนั้นยุงเริ่มมาบินตอมทั่วหน้าทั่วตัวโกโบริ ส่งเสียงวี้ๆๆ อังศุมาลินใช้มือตบเปี๊ยะ และผ้าเหวี่ยงปัดไปมา
       “คุณลุกขึ้นไหวไหม”
       โกโบรินิ่ง ไม่มีเสียงตอบกลับ
       อังศุมาลินถอนใจแรง ตัดสินใจดึงชุด ช้อนตัวโกโบริขึ้น
       “ลุก ไปเร็ว ไปนอนในห้อง ยุงจะได้ไม่กัด”
       อังศุมาลินออกแรงเต็มที่ กว่าจะดึงโกโบริขึ้นมาได้ ก็ทุลักทุเลเอาการ โกโบริจะล้มพังพาบไปอีกอังศุมาลิน โมโหหยิกบิดต้นแขนโกโบริเข้าเต็มแรง
       “ลุกสิ”
      
       ในที่สุดร่างโกโบริถูกทิ้งฟุบลงบนฟูกเบาะในห้องนอน
       อังศุมาลินมองอย่างเหน็ดเหนื่อย เหงื่อกาฬแตกทั่วตัว หอบเหนื่อย
       “เอ้า นอน”
       โกโบริบ่นงึมงำในคอไปมา เหวี่ยงไม้เหวี่ยงมือปัดดึงเสื้อตัวเองวุ่นวาย อังศุมาลินปาดเหงื่อ ถอนใจ
       “ร้อนละซิ มา เดี๋ยวฉันจะถอดเสื้อออกให้”
       อังศุมาลินนั่งลงไปโน้มดึงเสื้อออกจากตัวโกโบริอย่างยากลำบาก โกโบริพยายามลืมตาที่หรี่ปรือฉ่ำเยิ้มมองมา
       “หือ...”
       “อยู่เฉยๆ หลับได้แล้ว”
       “ฮิเดโกะ…” โกโบริเรียกอีก
       “คุณเมามาก หลับซะ”
       โกโบริมองๆ แล้วถาม “ที่ไหน”
       “ช่างเถอะ คุณนอนได้แล้ว”
       โกโบริลูบๆ คลำๆ ฟูก “ที่นอนนี่”
       อังศุมาลินโน้มไปใกล้เพื่อดึงแขนเสื้อให้ออกเป็นส่วนสุดท้าย โกโบริจ้องมองหน้าอังศุมาลิน
       “ฮิเดโกะ”
       “คุณนอนนี่ละ เดี๋ยวฉันออกไปปูของฉันใหม่”
       “ทำไม”
       โกโบริคว้าดึงตัวอังศุมาลินเข้ามาเต็มแรง อังศุมาลินปลิวถลาล้มลงแนบซบชิดแผ่นอกโกโบริ
       โกโบริถามอย่างดุเดือด “ทำไม ผมเลวนักหรือ คุณถึงไม่รักผม เพราะอะไร”
       อังศุมาลินตกใจ “โกโบริ”
       อังศุมาลินพยายามดันตัวออกสุดแรง แต่โกโบริกอดรัดรั้งไว้เต็มที่ แล้วถามอีกด้วยน้ำเสียงขมขื่น
       “บอกมาซิ ผมเลวตรงไหน บอกผมมา”
       “ปล่อย..บอกให้ปล่อยนะ” อังศุมาลินเสียงดังขึ้น
       “ในสายตาคุณ ยังไงยังไง..ผมก็ไม่มีทางเป็นคนดีขึ้นมา มันคงไม่แปลกอะไรถ้าผมจะเลวอย่างนั้นจริงๆ เสียที”
       “กรุณาเถอะค่ะ..ปล่อยดิฉัน”
       “คุณไม่เคยกรุณาผมเลย ไม่เคยแม้แต่จะพูดจาดีๆ ให้ผมชื่นใจบ้างสักนิด” โกโบริพรั่งพรูความรู้สึก
       “วันหลังเถอะคะ วันหลังเราค่อยพูดดีๆ กันใหม่ คุณกำลังเมามาก นอนเถอะคะ..ปล่อยฉันเถอะ”
       โกโบริพลิกตัว ให้อังศุมาลินอยู่ล่าง แล้วประทับริมฝีปากลงบนซอกแก้มอังศุมาลินอย่างร้อนแรง อังศุมาลินพยายามดิ้นๆๆ แต่ไม่พ้น และไม่มีทางสู้แรง จึงตัดสินใจกัดเข้าที่หัวไหล่โกโบริอย่างแรง
       โกโบริสะดุ้ง อารมณ์เดือดดาลพลุ่งพล่าน
       “คุณแต่งงานกับผมแล้ว คุณไม่มีทางหนีผมไปได้อีกแล้ว”
       อังศุมาลินดิ้นสู้สุดฤทธิ์ กลับถูกโกโบริกระชากรั้งเหนี่ยวไว้อย่างบ้าคลั่งรุนแรง จนต่างกลิ้งพลิกไปมา
       อังศุมาลินทุบ ถีบ จิกตีโกโบริ
       โกโบริรวบมือทั้งสองข้างของอังศุมาลินไว้ได้ กดแน่นขึงพืดทับไว้กับฟูกนอน แล้วก้มลงมาจะจูบ
       อังศุมาลินหันหน้าหลบ โกโบริก็จูบไล่ไปตามแก้ม ผม และหู
       อังศุมาลินหมดหนทางสู้ จึงขย้ำกัดลงไปที่เดิมอีกครั้ง เลือดค่อยๆ ไหลซึมออกมา แต่อังศุมาลินกลับกัดแน่นไม่ยอมปล่อย
      
       โกโบริทำหน้ายอมรับความเจ็บปวด แต่กอดทับร่างอังศุมาลินไว้แน่น ไม่ยอมปล่อย
ตอนที่ 16
      
       พระอาทิตย์แย้มแสงหลังก้อนเมฆ แต่ท้องฟ้าโดยรวมยังมืดมิดอยู่ ลำแสงแรกยามรุ่งเช้าจางๆ สาดส่องผ่านหน้าต่างมากระทบลายเส้นบนฉากกั้นในห้องนอน
      
       ผ้าแพรเพลาะยับย่น ในมืออังศุมาลินที่จิกขยำขยุ้มผ้านั้นไว้แน่น มองเรื่อยไล่ขึ้นมาเห็นอังศุมาลินนอนหงายผมยุ่งเผ้ากระจาย
       อังศุมาลินนอนลืมตาเหม่อมองเพดานนิ่ง เม้มริมฝีปากแน่น สองมือกุมจับขอบผ้าห่มแพรที่คลุมปิดร่าง ไม่ยอมขยับเขยื้อนตัว
       โกโบรินอนตะแคง มองหน้าอังศุมาลินนิ่งๆ ตรงหัวไหล่มีรอยฟันอังศุมาลินที่กัด และเป็นรอยแดงช้ำเหวอะ
       โกโบริเดือดเนื้อร้อนใจด้วยความรู้สึกผิดมากกับเหตุการณ์เมื่อคืนนี้
       “ฮิเดโกะ..ผมเสียใจ”
       โกโบริลูบๆ ผมอังศุมาลินอย่างทะนุถนอม แล้วก้มลงจุมพิตหน้าผากขาวซีดของอังศุมาลินที่ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงใดๆ
       “ผมเป็นคนผิดเอง..เพราะ..ผมรักคุณเหลือเกิน”
       อังศุมาลินยังคงนิ่งเหมือนเดิม
       “ผมเลว คุณจะให้ผมทำยังไง ผมยอมทั้งนั้น”
       อังศุมาลินเหมือนไม่มีชีวิต ปล่อยให้โกโบริขอโทษอยู่อย่างนั้น
       “ผมเมามาก ผมไม่ทันยั้งคิด ผมรู้แต่ว่า..ผมรักคุณ..ผมรักคุณ..ผมรักคุณ..อย่าโกรธผมเลย ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินเหม่อมอง แววตาเลื่อนลอย เหมือนคนที่คิดไม่ออก ว่าชีวิตจะไปยังไงต่อ
       “พูดกับผมซักนิดเถอะ ผมเสียใจจริงๆ นะ..ฮิเดโกะ โกรธผม ด่าว่าผม ทำอะไรๆ ผมก็ได้ทั้งนั้น...แต่อย่านิ่งอย่างนี้ ผมใจไม่ดี” โกโบริพร่ำรำพันขอโทษไม่เลิกรา
       อังศุมาลินยังนิ่ง เหมือนหุ่นที่ไม่มีชีวิตไปแล้ว แต่ประกายตาวูบไหวปวดร้าว
       “พูดอะไรก็ได้...สักนิดเถอะ”
       อังศุมาลินนิ่ง
       โกโบริร้อนรน ขยับตัว จับมืออังศุมาลินขึ้นมา แล้วจับมืออังศุมาลินมา ตบๆๆๆ ที่ใบหน้าตน
       ทว่ามือของอังศุมาลินไม่มีปฏิกิริยา เหมือนจับมือหุ่นที่ไร้ชีวิตไร้แรง
       โกโบริจับมืออังศุมาลินให้กระชับขึ้น แล้วจับมาตบๆๆ ให้แรงขึ้นอีก เพื่อให้ตนเจ็บจริงๆ
       แต่มืออังศุมาลินยังคงปล่อยวาง
       โกโบริยอมแพ้ เอามืออังศุมาลินมาจูบอย่างดูดดื่ม แล้ววางมืออังศุมาลินอย่างอ่อนโยน ทะนุถนอม แล้วผวาเข้าไปกอดอังศุมาลินแน่น ด้วยความกลัวจับขั้วหัวใจว่าจะสูญเสียไปเพราะความเกลียดที่อังศุมาลินจะมีต่อตนมากขึ้นอีกหรือเปล่า
       อังศุมาลินยังนอนนิ่ง เหมือนวิญญาณออกจากร่างไปแล้ว ดวงตาเหม่อลอย
      
       น้ำในคลองไหลไปเรื่อยเอื่อย แสงสะท้อนเงินยวงเทาชมพูทองๆ เงินๆ ของอาทิตย์ยามเช้าส่องกระทบ กอดอกผักตบชวาสีม่วง ไหลไปตามน้ำ แลเห็นผึ้งตอมดอมดมดอกไม้สวยงาม
       ส่วนในห้องนอน อังศุมาลินยังคงนอนนิ่งงันในอ้อมกอดโกโบริ
       “ผมจะไม่โทษเหล้า ไม่โทษความเมา...เพราะผม..ไม่ได้ทำไปโดยไร้สติ แต่ผมผิดที่ข่มสติไว้ไม่อยู่ สติที่ผมพยายามข่มไว้ตลอดมา ผมผิด..ตรงที่รักคุณมากจนเกินไป มากจน...เวลาปกติ ผมไม่กล้าผิดสัญญา แต่ความเมามันทำให้...”
       โกโบริพูดต่อไม่ออก พลางถอนใจยาว และหนักหน่วง
       “เอาเป็นว่า..ผมไม่เคยเสียสัญญากับใคร นอกจากครั้งนี้...ฮิเดโกะ แต่ไม่ว่าอย่างไรผมก็ยังรักคุณ ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงรู้สึกลึกซึ้งเพียงนี้ ผมรู้แต่ว่า ชั่วชีวิตของคนเรา หากจะเลือกรักใครได้สักคนด้วยหัวใจทั้งหมด ผมก็ได้เลือกแล้ว ทั้งๆ ที่รู้ว่าคุณไม่ชอบผมเลย”
       สีหน้าอังศุมาลินเศร้าลงเหมือนยอมรับฟัง แต่แล้วกลับตัดสินใจ พลิกตะแคงหันหลังให้
       โกโบริยิ่งสะเทือนใจมาก “ผมเคยถามตัวเองเหมือนกัน ว่าทำไมผมจะต้องรักคุณ เพราะรักแล้วก็มีแต่ความทุกข์ตลอดมา ทุกข์เพราะผิดหวัง ทุกข์เพราะสลัดความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้ และยังทุกข์..เพราะรู้ดี ว่าคุณมีคนอื่นที่ไม่ใช่ผม”
       คำพูดนี้กระแทกเข้าใบหน้าอังศุมาลิน จนเจ็บปวดขึ้น
       โกโบริไม่เห็นสีหน้าอังศุมาลินแล้ว ไม่รู้ว่าอังศุมาลินรู้สึกยังไง ได้แต่กอดไว้จากข้างหลัง ตั้งใจสารภาพทั้งหมดแบบเปิดใจ
       “วันที่เราแต่งงานกัน คุณรู้ไหม ฮิเดโกะ ผมอยากบอกใครๆ ทั้งโลกว่า คุณเป็นของผมแล้ว ถึงผมจะแตะต้องคุณไม่ได้แม้ปลายเล็บ แต่ผมก็พอใจ คงเหมือนกับเด็กที่ได้ของที่ตัวรักมาเก็บใส่ตู้ไว้ดูคนเดียว ผมอาจเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ก็เพราะรักอย่างเดียว! ผมคิดว่าจะพอใจเพียงแค่ความฝันลมๆ แล้งๆ ไปอย่างนั้นจนถึงวันที่เราจากกัน”
       ดวงตาของอังศุมาลินวูบไหวขึ้น แต่ไม่ร้องไห้
      
       ดวงอาทิตย์ลอยตัวสูงขึ้น จนเหนือทิวมะพร้าวริมคลอง กระรอกน้อยกระโดดไประหว่างต้นไม้หาอาหารเปลือกไม้สุดโปรด
       ขณะที่อังศุมาลินยังคงนอนหันหลังให้โกโบริ พยายามรวมรวมความคิดตัวเอง โกโบริตัดสินใจ ลุกขึ้น นั่งคุกเข่าสารภาพจริงจังอย่างซามูไร
       “จริงๆ นะครับ...ฮิเดโกะ..ผมคิดเสมอมาจริงๆ ว่าสงครามทำให้ชีวิตผมคงไม่ยืนนานนักหรอก ผมตั้งใจไว้ว่า...ในยามนั้น...ผมคงพาความสุขจากความรู้สึกที่ได้ชื่นชมคุณเพียงในฝันแค่นั้น...ติดตามไปในโลกหน้าด้วย คุณเองก็จะได้เป็นอิสระ ได้ไปพบกับคนที่คุณรักเขาอย่างจริงใจ”
       โกโบริเมียงมอง แล้วตัดสินใจ เอื้อมมือไปแตะแขนเบาๆ สัมผัสรับรู้ว่าอังศุมาลินตัวแข็งทื่อ แล้วจังหวะต่อมาตัดสินใจ พลิกขยับตัวหันกลับมานอนหงาย ภาษากายแสดงความหวงตัวมาก ดึงผ้าแพรปิดถึงคอ เหมือนประกาศว่าอย่ามาแตะ
       โกโบริหดมือกลับ ก้มหัวลง “ผมไม่คิดเลย ว่าจะมีเวลาที่..ผมคุมตัวเองไม่ได้ คุมสติไม่อยู่ขนาดนี้ ผมเสียใจเหลือเกิน ผมไม่หวัง...ว่าคุณจะรักผมได้ ผมขอหวังเพียงว่า..คุณจะยอมยกโทษให้..ได้ใช่ไหม..ฮิเดโกะ”
       โกโบริมองหน้า ดวงตาอังศุมาลินวาววับขึ้นมา
       โกโบริใช้มือทั้งสองข้างประคองใบหน้าอังศุมาลินอย่างทะนุถนอม พูดแผ่วเบา ก้มลงไปจนชิดใกล้
       “ยกโทษให้ผมนะ..ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินสบตานิ่ง เย็นชา ตอบด้วยเสียงแผ่วเบา แต่ชัดเจนจับขั้วใจ
       “ไม่มีวัน...ไม่มีวัน”
       โกโบริสบตาคู่นั้นใกล้ ถึงกับผงะ แล้วถอยออกมา
       อังศุมาลินหันมามองตาม “ไม่มีวัน..ที่ฉันจะลืมความเกลียดครั้งนี้”
       ความหวังที่จะได้รับการอภัยเป็นศูนย์ โกโบริใจแป้วเหมือนโดนฟาดด้วยแส้ครางออกมาแผ่วๆ
      
       “ฮิเดโกะ”


  


       อังศุมาลินนอนท่าเดิมผินหน้ามองไปทางอื่น ดวงตาคู่งามแข็งกร้าวคมกริบ
      
       “ฟังฉันบ้างนะ” ย้อนด้วยสำนวนของโกโบริเอง “ไม่ว่าฉันจะอยู่หรือฉันจะตาย ฉันจะเอาความรู้สึกนี้ติดตัวไปด้วยทุกขณะจิต” อารมณ์โกรธเกลียดมาเป็นริ้วๆ อังศุมาค่อยๆ พูดแรงขึ้น อย่างลืมตัว “ไป ไปให้พ้น ไปเดี๋ยวนี้”
       โกโบริเกรงใจห้องข้างๆ “ค่อยๆ ยังเช้าอยู่นะ”
       อังศูมาลินพูดโดยไม่ยอมมองหน้าอีก “ฉันบอกให้ไป!”
       “ผมยังไปไม่ได้ จนกว่าเราจะคุยกันรู้เรื่อง..คุณกำลังโกรธ ผมรู้ว่าผมเป็นคนไม่ดี แต่คุณฟังผมก่อนได้ไหม”
       อังศูมาลินขึ้นเสียงใส่ “ไม่ ฉันไม่ฟัง ไป๊”
       “ฮิเดโกะ”
       อังศูมาลินเหลียวขวับมา “ฉันไม่ใช่ชื่อนี้ และไม่มีวันที่ฉันจะปลงใจเห็นดีกับคนญี่ปุ่น ไม่ว่าหน้าไหนทั้งสิ้น”
       โกโบริถอนใจเบาๆ ลูบไล้ผมอังศุมาลิน แต่ถูกอังศุมาลินปัดออกอย่างรุนแรง
       “อย่ามาแตะต้องตัวฉัน”
       โกโบริผงะ มองอังศุมาลินนิ่งครู่หนึ่ง
       “วันนี้เราคงคุยกันไม่รู้เรื่องแล้ว..เช้าแล้ว ผมมีงานด่วนค้างอยู่ เอาไว้เย็นๆ คุณพอสบายใจขึ้น ผมจะมาใหม่”
       โกโบริโน้มลงมาจะจุมพิตหน้าผาก อังศุมาลินรีบเบี่ยงหลบทันควัน โกโบริชะงักไว้
       “คุณจะโกรธผมยังไงก็ตาม...แต่ผมก็ยังรักคุณอยู่นั่นเอง”
       โกโบริลุกขึ้น เครื่องแบบที่ถูกถอดวางไว้ที่พื้น ยังกองงอยู่ โกโบริเก็บเสื้อผ้า แล้วเดินหายออกไปหลังฉาก
       อังศุมาลินนอนนิ่ง ใบหน้าหมองหม่น แววตาเจ็บปวด ร้าวราน สับสน
      
       ตรงฝั่งที่มีฉากกั้น โกโบริล้างหน้าล้างตาที่ริมหน้าต่าง ด้วยเหยือกน้ำและอ่างที่โต๊ะล้างหน้า เสร็จแล้วคว้าหาผ้าเช็ดหน้า ที่ราวแขวนผ้า มีผ้าขนหนูของอังศุมาลินพาดอยู่
       โกโบริหยิบมา แล้วเอามาดม หลับตาลงด้วยความซาบซึ้งในกลิ่นหอมนั้น โกโบริเช็ดๆ หน้า แล้วเช็ดมาที่บ่าที่มีน้ำเปื้อน แล้วสะดุ้ง แผลที่อังศุมาลินกัด เจ็บมาก
       แต่โกโบริทำหน้าสะใจ เอามือแตะเบาๆ ที่แผลนั้น
       โกโบริมาดูที่กระจกตรงโต๊ะล้างหน้า ดูแผลตัวเองในเงากระจก แล้วยิ้มออกมาอย่างปวดร้าวแต่สาแก่ใจ สมน้ำหน้าตัวเอง
      
       ครู่ต่อมาโกโบริเดินกลับมาที่ฉาก พร้อมสวมชุดเครื่องแบบกำลังติดกระดุม มองมาที่อังศุมาลิน
       เห็นอังศุมาลินนอนนิ่งในท่าเดิม แต่หลับตาไม่อยากรับรู้อะไร
       “ผมไปละ เย็นนี้เราค่อยคุยกัน”
       โกโบริลังเล อยากเข้ามาหาอีก แต่ระงับใจไว้ ตัดใจเดินออกไป
       เสียงประตูห้องปิดลง อังศุมาลินค่อยๆจิกกดกำมือแน่น กัดริมฝีปากแน่นจนเจ็บ อาการหายใจขัดๆทวีขึ้น น้ำตารื้นเป็นริ้ว ค่อยๆ เอ่อล้นรินไหลเป็นทาง
       เสียงโกโบริในความทรงจำ ดังหลอกหลอน
       “ฮิเดโกะ ผมรักคุณ”
       อังศุมาลินพูดออกมา เหมือนเถียงกับเสียงนั้น
       “ไม่! ฉันเกลียด..ฉันเกลียดแก”
       อังศุมาลินร้องไห้ ความรู้สึกขัดแย้งรุนแรง และยิ่งเกลียดตัวเอง ที่ความจริง ดันไปรู้สึกดีมาก กับความรักของโกโบริ
      
       มืออังศุมาลินกำแน่น จนเมื่อคลายออก จึงเห็นรอยเล็บ ที่จิกลงบนฝ่ามือตัวเองเป็นแผลลึก
      
       เวลาผ่านไป ภายในครัว เห็นไฟจากถ่านสีแดงในเตา ถูกน้ำที่ล้นเดือดจากหม้อข้าวหยดใส่ปุดๆ แม่อรที่ขยับหม้อข้าวบนเตาไฟไปมาจนเสร็จ จึงผละออกมานั่งลงที่เขียง ตรงชานเรือน ถัดไม่ไกลยายศรนั่งเจียนหมากอยู่
       เสียงอังศุมาลินดังขึ้น “ทำอะไรคะ”
       “ซอยหอมเจียวไข่จ้ะ แล้วพ่อโกโบริตื่นรึยังล่ะลูก”
       แม่อรที่กำลังหั่นซอยหอมยิก หันไปทางเสียง
       อังศุมาลินโผล่เข้ามาจากหน้าบันได ตัวเปียก ผมเปียก ใส่กระโจมอกที่ผลัดแห้งแล้ว มีผ้าขนหนูคลุมบ่าไหล่ ถือผ้าเปียกในมือ
       “ไปแล้วค่ะ” อังศุมาลินบอกห้วนๆ แล้วรีบหันหน้าหนี เดินไปตากผ้าเปียกที่นอกชาน
       ยายบ่น “อาไร้ ไปแต่เช้าเชียว ข่าวปลายังไม่ได้ทันได้กิน”
       “แล้วเมื่อคืนได้ยินว่าเมามากเลยหรือลูก”
       “ค่ะ” อังศุมาลิน เดินเช็ดผมมาเมียงมองยายกะแม่ รีบเปลี่ยนเรื่อง “แล้วหมูทอดนั่นใส่บาตรหรือคะ”
       ยายศรจดจ่ออยู่แต่โกโบริ “เขาไปเมาที่ไหนมาละ”
       “ที่วงรำโทนค่ะ” อังศุมาลินว่า
       “งั้นก็คงโดนมอมนั่นละ แล้วนี่เย็นๆ จะกลับมากินข้าวหรือเปล่าล่ะ” แม่อรบอก พลางถาม
       “ไม่..ไม่ทราบสิคะ แต่คงไม่มาหรอกค่ะคงอยู่ที่อู่มากกว่า”
       แม่อรติง “หนูควรถามเขานะลูก”
       “ช่างเถอะค่ะแม่”
       อังศุมาลิรีบเดินหนีเข้าห้องไป แม่อรมองหน้ายายศร บ่นอุบ
       “ลุกขึ้นอาบน้ำแต่เช้า เขาไม่เคยหนาวเลยนะ แม่คนนี้”
      
       ตอนสายๆ โกโบริยืนใจลอยอยู่ท่ามกลางพวกทหารในอู่ ที่ทำงานกันอยู่ หมอทาเคดะเดินมา แล้วตบลงบนบ่าข้างที่โดนสาวไทยกัดเต็มแรง
       โกโบริสะดุ้งโหยง “โอ๊ย”
       หมอทาเคดะงง “เป็นอะไร”
       “เปล่าๆ” โกโบริถอยเอาๆ
       หมอทาเคดะมองสำรวจ “ทำไมผู้กองทำท่าเหมือนเจ็บมาก เป็นอะไรอีกหรือเปล่า”
       “เปล่าๆ” โกโบริเอามือจับที่แผลไว้
       “ตรงนั้นเป็นอะไร มีแผลอะไรเหรอ”
       “ไม่มี…”
       หมอทาเคดะซักไซ้ “แล้ว..เพราะอะไรถึงทำยังกับว่า...”
       “นี่..คนป่วยอยู่กันเต็มห้องพยาบาล คุณจะมาสนใจอะไรผมนักนะ แปลกจริง” โกโบริตัดบท
       “ใครกันแน่ที่แปลก”
       โกโบริหันตัวจะเดินหนี เจอกับเคสุเกะที่พรวดพราดเข้ามา
       “ไฮ้ ผู้กอง..ผู้กองโกโบริ”
       “มีอะไร”
      
       ไม่นานต่อมาเคสุเกะชิดเท้าพรึบตัวตรงแน๋วทำความเคารพอยู่ตรงชานเรือน บ้านอังศุมาลิน พูดตะกุกตะกัก แต่พยายามพูดไทย
       “ผู้กองโกโบริ ฝากมาแจ้งต้องไปที่กองบัญชาการด่วน เย็นนี้มาไม่ได้ ครับ”
       แม่อรกะยายศร มอง ลุ้นฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ พยักหน้าตาม ส่วนอังศุมาลินฟังเนือยๆ
       เคสุเกะชิดเท้าอีกครั้ง แล้วหันกลับจากไปทันที
       “อ้าว พ่อ ไปเลยเหรอ” ยายงง
       แม่อรสงสัย “แล้วมีเรื่องอะไรกันอีก”
       อังศุมาลินบอก “คงประชุมอะไรกันมังคะ”
       “นั่นสิ น่าจะมีเรื่องผิดปกติอะไรสักอย่าง เลยโดนตามตัวไปแบบนี้”
      
       อังศุมาลินใจหายวาบ คิดไปถึงความเป็นไปได้ต่างๆ ชักเริ่มกังวล ใบหน้าร้อนวูบขึ้นมาทันที

      
       ส่วนที่กองบัญชาการกองทัพญี่ปุ่นฯ บ่ายวันนั้น
      
       ฮิชิดะยืนตัวตรงอยู่ข้างนายทหารจากกองสืบราชการลับญี่ปุ่นนายหนึ่ง พลางเหลียวมองสังเกตอาการโกโบริที่ ยืนตัวตรงนิ่ง อยู่ฝั่งตรงข้ามฮิชิดะ
       นากามูระมีสีหน้าจริงจัง นั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน กำลังซักถามโกโบริ
       “ที่คุณพูดเมื่อสักครู่นี้ว่าชาวบ้านที่นั่นไม่เป็นภัยกับกองทัพ แต่กองสืบราชการลับรายงานผมว่า มีชายแก่สองคนที่เคยโดนคุณจับได้ตอนขโมยน้ำมันใช่ไหม”
       “เออใช่ครับ” โกโบริบอก
       “และสองคนนี้ก็มีลักษณะใกล้เคียงกับที่สปายชาวเยอรมันให้การ” นากามูระ ว่า
       โกโบริเริ่มอึดอัด
      
       ประตูห้องอังศุมาลินเปิดแง้มออก เห็นแสงเงาแดงของแดดยามเย็นย่ำตกกระทบหน้าแม่อรที่โผล่หน้าเข้ามามองหา ด้วยสีหน้างงๆเล็กน้อย
       ครู่หนึ่งแม่อรผละออกมาจากปากประตูห้องอังศุมาลิน หันมาทางยายศร
       “แม่เห็นยัยอังไหม”
       ยายศรที่กำลังนาบใบพลูอยู่ไม่ไกล หันมาตอบ
       “อ้าว ยังไม่ขึ้นมาอีกหรือ ก็เห็นว่าจะลงไปทำอะไรไม่รู้ ฉันก็ฟังไม่ทัน มีอะไรล่ะ”
       “เปล่า หนูเห็นอาทิตย์จะลับฟ้าแล้ว”
       แม่อรกังวล
      
       อังศุมาลินเดินวนไปมาที่ท่าน้ำ ในแสงยามเย็นตะวันโพล้เพล้ อีกครู่หนึ่งอังศุมาลินวนกลับมานั่งที่ม้านั่งศาลา สีหน้ามีกังวล สายตาเหลือบมองไปทางคุ้งน้ำ เห็นแต่ความว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของสิ่งใดผ่านเวียนมาให้เห็น
       อังศุมาลินพลางถอนใจเป็นระยะยังมองออกไปจ้องนิ่ง ในที่สุดจึงตัดสินใจพรวดลุกขึ้น
      
       เย็นย่ำ แม่อรตรงมาที่ประตูเรือน แต่ต้องผงะ เจออังศุมาลินสวนขึ้นมาพอดี
       “อ้าวลูก แม่จะไปตามพอดี”
       “ค่ะ”
       อังศุมาลินรีบเดินลิ่วหายเข้าไปในห้องนอน แล้วสวมเสื้อแขนยาวคลุมรีบๆ ออกมา ไปคว้าไฟฉายที่วางอยู่ตรงหัวเสาเรือน แล้วตรงลิ่วกลับมาที่ประตู
       “หนูจะไปไหนจ๊ะ”
       “จะเอาเรือไปตรงนี้เดี๋ยวค่ะ”
       อังศุมาลินเดินกลับลงประตูลิ่วไป
       แม่อรทักท้วง “อัง มันมืดแล้วนะลูก น้ำก็เชี่ยว”
       ยินเสียงอังศุมาลินดังมา “เดี๋ยวหนูรีบมาค่ะ”
       แม่อรมองตามห่วงปนงง
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ตรงบริเวณคลองย่านชุมชนยามค่ำ แสงจากตะเกียงของเรือพายบางลำที่ลอยอยู่ไกลๆ ทั่วลำน้ำดูเงียบสงบ ความมืดปกคลุมทั่วบริเวณ อังศุมาลินที่พยายามออกแรงจ้วงพายอย่างหนัก จนเหนื่อยหอบ
       กระแสน้ำเชี่ยวกรากไม้พายกำลังจ้วงปะทะกับสายน้ำจนครูดไปดับตัวเรือสัมปั้น อังศุมาลินยังพยายามพาเรือต้านกระแสน้ำต่อไปยังอีกฝั่งแต่ด้วยความล้าทำให้ต้องพักเป็นระยะ
       ทันใดแสงไฟฉายแรงสูงพุ่งสาดมาเข้าหน้า ทำให้อังศุมาลินต้องรีบรามือเบือนหน้าหลบ ระลอกคลื่นวิ่งเข้าปะทะเรือ จนซวนเซ
       อังศุมาลินร้อง “ว้าย”
       น้ำทะลักสาดเข้าเรือเต็มๆ จนตัวเปียกไปแถบหนึ่ง อังศุมาลินก้มมอง เห็นน้ำเข้าเรือกว่าครึ่งลำแล้ว
       อังศุมาลินนึกฉุนตำหนิ กึ่งตระหนก แต่ยังมุ่งมั่นจ้วงพายต้านแรงน้ำต่อไป ขณะที่เสียงเรือเร็วลำหนึ่งแล่นใกล้เข้ามา พร้อมกับแสงไฟฉายที่ส่องกวาดกลับมาส่งสัญญาณถี่เร่งร้อนเข้ามาหาอีก น้ำพุ่งสาดกระเซ็นเข้ามาอีกระลอก จนโดนหน้า
       “บ้าจริง”
       อังศุมาลินยกมือปาดน้ำที่หน้า เรือโคลงยวบ จนต้องพยายามรีบคัดท้ายเรือหลบ เรือแล่นผ่านไป อังศุมาลินหันมองท่าทีฉุนเฉียว
       แต่แล้วเรือลำนั้นกลับชะลอความเร็วลง แล้วหันกลับวกมา พลางส่องไฟสว่างจ้าจับตรงเข้ามาหา
       อังศุมาลินตกใจ รีบหาทางพายหลบทางเรือ
       เรือเร็วลำนั้นดับเครื่องลงเมื่อเข้ามาใกล้ อังศุมาลินพยายามเบือนหลบแสงไฟที่ส่องจ้าจับเข้าตาตน
       ตะโกนอย่างโมโห “นี่ จะหาเรื่องกันหรือไง”
       เรือเร็วเข้ามาเทียบก่อนจะมีมือยื่นออกมาคว้าจับเรือของอังศุมาลินหมับ
       เสียงโกโบริถามอย่างร้อนรน “ฮิเดโกะ..คุณจะไปไห”
       อังศุมาลินมองหน้า แสงจับเห็นหน้าโกโบริ อังศุมาลินรู้สึกดีใจวาบขึ้นมาทันที
      
       ตรงคลองย่านชุมชน ช่วงหัวค่ำเวลาต่อมา แสงไฟที่ส่องลำเรืออังศุมาลิน เบือนหลบลง เห็นอังศุมาลินที่เปียกโชก พร้อมกับน้ำที่ขังเอ่อเกือบค่อนลำ โกโบริโน้มมาจ้องเขม็ง
       “น้ำเข้าจนจะเต็มลำอยู่แล้ว ขึ้นมานี่..เร็ว”
       โกโบริยื่นมือมาเกี่ยวตัวอังศุมาลินขึ้นเรือไปอย่างรวดเร็ว
       “เดี๋ยวเรือหาย” อังศุมาลินห่วงเรือ
       โกโบริหันไปสั่งพลขับ “เคอิโงะลงไปเอาเรือพายลำนี้กลับไปที่ท่าบ้านข้างอู่”
       พลทหารเคอิโงะร้อง “ไฮ้”
       ทหารพลขับก้าวลงไปในเรือสัมปั้นอย่างรวดเร็ว
       “คุณจะไปไหน”
       “ออ..ฝั่งโน้น”
       “ไปทำไม”
       โกโบริโน้มเข้ามาเค้นใกล้ อังศุมาลินเงียบไม่ตอบ
       “ผมก็รีบ..เกือบไปแล้วเชียว ดีที่คุณหันหน้ากลับมา ผมถึงเห็น แล้วคุณจะไปฝั่งนู้นตอนนี้ทำไม มีเรื่องอะไรอีก”
       อังศุมาลินนิ่ง ปาดหน้าเช็ดน้ำไปมา
       “คุณเปียกไปหมดแล้ว หนาวไหม เรากลับบ้านกันก่อน เรือคุณทหารจะจัดการให้”
       โกโบริรีบปลดถอดเสื้อเครื่องแบบตนออกมา รีบคลุมให้อังศุมาลิน แล้วขยับไปที่หลังพวงมาลัยเรือ ติดเครื่องยนต์ หันมามองอังศุมาลินอีกครั้งอย่างห่วงใยระคนสงสัย
      
       อังศุมาลินขยับเสื้อคลุม เลี่ยงหลบสายตาที่มองมา โกโบริหันไปขับแล่นเรืออกไป


  


       ไม่นานหลังจากนั้นเรือเร็วโกโบริค่อยๆ ลอยลำเข้ามาเทียบที่ท่าน้ำ อังศุมาลินขยับเตรียมจะลุก
      
       “ส่งดิฉันแค่นี้ล่ะ..เออ..คุณจะได้ ไปอู่เลย”
       โกโบริที่เหมือนไม่ได้ฟังกลับลุกพรวด ทันทีที่เรือชิดถึงท่า ดึงโซ่หัวเรือกระโดดขึ้นไปคล้องไว้เสาที่ท่าแล้วหันมาพยุงดึงมืออังศุมาลินที่พยายามบ่ายเบี่ยงให้ก้าวข้ามขึ้นไปบนท่า
       “ก็ผมบอกไว้แล้ว ว่าผมต้องมาพูดกับคุณไง เดี๋ยวทหารก็จะเอาเรือคุณกลับมาส่งให้ แล้วเอาเรือเร็วนี่กลับไปอู่เอง”
       “คุณมีเรื่องอะไรก็พูดมาเสียเลย”
       โกโบริฟังแล้วขมขื่น “คุณไม่อยากให้ผมขึ้นไปบนเรือนอย่างนั้นซิ”
       อังศุมาลินนิ่งไม่ตอบ
       โกโบริถอนใจ “ก็ได้”
      
       ครู่ต่อมาโกโบริเดินมาทรุดตัวนั่งลงที่ม้านั่งท่าน้ำ ด้านหลังเห็นบรรดาหิ่งห้อยวับแวมบินวนอยู่ที่ต้นลำพู
       “คุณยังไม่บอกผมเลย ว่าคุณข้ามไปฝั่งโน้นทำไม”
       อังศุมาลินยืนนิ่งงัน ไม่รู้จะตอบอะไรยังไง
       โกโบริมองจ้อง
       “คุณมีเรื่องอะไรอีกหรือ”
       อังศุมาลินรีบตอบ “ไม่มี..ไม่มี”
       โกโบริถอนใจหนักหน่วง “คุณก็ยังไม่ยอมบอกผมอีกตามเคย...ทั้งที่ผมก็มีเรื่อง...” โกโบริเสียงเบาลงพูดกับตัวเอง “มากพออยู่แล้ว”
       โกโบริถอนใจอีกครั้ง แล้วทิ้งตัวพิงพนักพิงอย่างเหนื่อยอ่อน
       อังศุมาลินรีบหันถาม “มีเรื่องอะไรหรือ” ลดเสียงเบาลง “กองบัญชาการเรียกคุณไปทำไม”
       โกโบริเลียนเสียงที่อังศุมาลินถาม “ไม่มี”
       อังศุมาลินรีบก้มหน้ามาถามซัก
       “คุณตอบมาอย่างนี้แสดงว่ามี”
       “ยังไง”
       จากนั้นโกโบริก็หัวเราะกลบเกลื่อนอย่างเหนื่อยอ่อน อังศุมาลินพรวดมานั่งลงข้างๆ ถามด้วยเสียงอ่อนโยน เป็นเชิงปลอบ
       “มีอะไรหรือคะ”
       โกโบรินิ่งไป ก่อนสั่นศีรษะเบาๆ
       “ฉันกำลังทำให้คุณลำบากอีกใช่ไหม”
       โกโบริปฏิเสธ “เปล่า”
       “ถ้าอย่างนั้น คุณโดนเรียกตัวไปทำไม”
       “ประชุม..ตามปกติ..ไม่มีอะไร”
       อังศุมาลินขยับจะลุกขึ้น โกโบริคว้ามือไว้ก่อน
       “ฮิเดโกะ..ได้โปรด ผมแค่เพียงอยากรู้ว่า คุณยกโทษให้ผมแล้ว เรื่องอื่นจะเป็นอย่างไรผมไม่สนใจทั้งนั้น”
       อังศุมาลินรู้สึกวูบวาบ อุ่นขึ้นในความรู้สึกอย่างประหลาด แต่พยายามบิดมือออกแต่ไม่เป็นผล
       “ผมทนได้กับทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเกิดกับตัวผม ยกเว้น ความรู้สึกที่คุณจะไม่ยอมอภัยให้ผม”
       อังศุมาลินเงียบนิ่ง โกโบริถอนใจหนัก
       “แต่ถ้าคุณเคยรักใครสักคน คุณย่อมจะรู้ได้ว่า ความรักมักทำให้เราหลงลืมตัวได้เสมอ”
       โกโบริคลายมืออังศุมาลินออกบอกเรียบๆ
       “งั้นคุณขึ้นบ้านเถอะ ผมจะรอทหารอยู่ที่นี่ จะได้เอาเรือเร็วกลับอู่”
       อังศุมาลินเหลือบมองนิ่ง
      
       อังศุมาลินถอดเสื้อเครื่องแบบออกพาดลงตรงที่นั่งท่าน้ำ ข้างๆ
       “คุณ..จะไม่ขึ้นข้างบนก่อนหรือ”
       “อย่าเลย แค่นี้คุณก็เกลียดหน้าผมจะแย่อยู่แล้ว” โกโบริตัดพ้อ
       “แต่ถ้าคุณ...บอกว่าไปฝั่งโน้นมาทำไม ฉันก็ อาจจะ...”
       โกโบริพูดเสียงราบเรียบ “คุณอยากรู้ไปทำไม..มันไม่มีประโยชน์กับทางคุณหรอก”
       อังศุมาลินร้อนวูบขึ้นมาทันที
       “ฉันไม่เคยคิดหาประโยชน์จากคุณเลย นอกจากเห็นว่าคุณก็เคยช่วยเหลือเรา เราเลยกลัวกันว่าคุณจะเดือดร้อนจากเรื่องเมื่อวานอีก แต่ถ้าคุณคิดว่าเราต้องการหาข่าวอะไรจากคุณละก็ เราก็คงไม่ต้องพูดกันอีก”
       อังศุมาลินที่ขยับจะลุก แต่ช้ากว่าโกโบริที่ลุกขึ้นมาแล้วชะโงกก้มไปถามใกล้ๆ
       “คำว่า เรา หมายถึงคุณด้วยใช่หรือเปล่า”
       อังศุมาลินขยับเบี่ยงตัวจะลุกหนี โกโบริรีบคว้ามือดึงไว้
       “คุณไปฝั่งโน้น เพราะคุณห่วงผมใช่ไหม”
       อังศุมาลินสลัดมือแรงแต่โกโบริไม่ยอมปล่อย จับไว้แน่น
       “ฮิเดโกะ” โกโบริตื้นตัน “เท่านี้ละที่ผมต้องการ แม้ไม่ได้ทั้งหมดทั้งหัวใจ ผมขอเพียงส่วนน้อยนิดก็ยังดี..ที่คุณพูดมาก็ถูกอยู่บ้าง ผมถูกเรียกไปถามเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ทางนั้นสงสัยที่ตาสองคนนั่นเคยขโมยน้ำมันที่อู่จะเกี่ยวข้องกับพวกใต้ดิน ผมเลยจำต้องบอกไปตามความจริง เพียงแต่ตอนนี้คุณก็อย่าให้สองคนนั่นกลับมาแถวนี้ เดี๋ยวจะพาชาวบ้านคนอื่นเดือดร้อนไปอีก แล้วตอนนี้ทางกองสืบราชการลับก็กำลังจับตาดู คุณเองก็ระวังตัวให้ดี ผมรู้ว่าทางนั้นคิดยังไงกับคุณ”
       “ถ้าอย่างนั้น คุณก็ต้องถูกจับตาอยู่ด้วย”
       “ช่างมันเถอะเรื่องนั้น”
       อังศุมาลินสะท้อนใจ “คุณเลยพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
       “ไม่เป็นไร แต่ผมบอกคุณหมดแล้วนะ คุณ..ยกโทษให้ผมแล้วใช่ไหม”
       อังศุมาลินเงียบนิ่ง โกโบริกุมมืออังศุมาลินไว้
       “คุณสัญญาผมแล้วนะ ว่าคุณจะยกโทษให้ ผมถ้าผมเล่าเรื่องที่กองบัญชาการให้คุณฟัง”
       ทหารพลขับกำลังพายเรือสัมปั้นแล่นใกล้เข้ามาที่ท่า
       “ทหารคุณมาแล้วค่ะ ดิฉันจะขึ้นเรือน”
       “แต่เมื่อกี้คุณชวนผมขึ้นไปด้วยนี่”
       “กลับไปอู่เถอะคะ” อังศุมาลินเผลอประชด “คุณมีงานด่วนอยู่”
       โกโบริหัวเราะร่าเริงยอ้มแย้มแจ่มใส “ผมมันต้องมีงานด่วนอยู่แล้วละ เพราะไม่รู้จะบอกใครได้ว่าโดนเขาไล่ออกจากบ้าน”
       อังศุมาลินไม่เล่นด้วย มองและพยายามกระตุกมือออก โกโบริปล่อยมืออังศุมาลินลง
       โกโบรินึกน้อยใจ “ถ้าคุณยังไม่อยากให้ผมขึ้นไปก็ไม่เป็นไรหรอก”
       โกโบริพลางขยับหันไปที่ท่า อังศุมาลินยืนรีรอส่ง ทหารพลขับพาเรือเข้าจอดเทียบ ผูกไว้กับบันไดท่า แล้วโดดลงเรือเร็วไป โกโบริขยับจะเดินไป
       อังศุมาลินบอก “คุณลืมเสื้อ”
       โกโบริหันมารับ “ขอบคุณ”
       มือทั้งสองสัมผัสกันอีกครั้ง
       โกโบรินิ่งขึงไปครู่ สองจิตสองใจ แต่แล้วรีบตัดใจหันกลับเดินไปที่ท่าทันที
       อังศุมาลินทอดสายตามองตาม เห็นเรือเร็วขับแล่นหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว
      
       อังศุมาลินยืนอยู่ใต้ต้นลำพูริมท่าน้ำ ยินเสียงเครื่องจักร เสียงคนงานตอกตีโลหะดังแว่วมา หิ่งห้อยน้อยบินแตกตัวทันทีที่ลมกรรโชกแรงมาปะทะหมู่กิ่งไม้ไหวยวบไปมา
       อังศุมาลินยืนนิ่งมองเหม่ออยู่ใต้ต้นลำพู ทันใดนั้นเสียงหวอยาวดังโหยหวนดังขึ้น
      
       อังศุมาลินตระหนกขึ้นมาทันที

      
       อังศุมาลินสาวเท้ารีบจ้ำเดินของท่ามกลางแสงสลัวยามค่ำคืน และเสียงหวอสัญญาณเตือนภัยดังโหยหวน อังศุมาลินเดินพลางแหงนมองฟ้าไปด้วย ก้าวมาหยุดชะงักอยู่หน้าเรือน
      
       เพราะที่บันได แม่อรกำลังพยุงยายลงมาและหอบเสื่อกับผ้านวมมาด้วยกันมาท่าทีเก้กัง
       “แม่คะ”
       “ยายอัง นี่แม่กำลังเป็นห่วงจะแย่”
       “ไม่ต้องรีบค่ะคุณยาย ค่อยๆ ค่ะ”
       “หวอมาทีไรฉันละหนาวจับขั้วหัวใจ” ยายบอก
       “คุณยายทำใจดีๆ ซิคะ มาค่ะ”
       อังศุมาลินขึ้นมารับยาย ช่วยพยุงยายลงบันได
      
       ไม่นานต่อมาอังศุมาลินจัดการปูเสื่อลงบนพื้นดินตรงร่องลึกในสวน เสร็จแล้วรีบดับไฟฉาย ประคองยายนั่งลง แล้วคลี่ผ้าห่มคลุมให้ยาย
       แม่อรนึกได้ “ตายจริง”
       อังศุมาลินฉงน “อะไรคะแม่”
       “แม่ลืมดับไฟ” แม่อรว่า
       ยายศรกลัวจนตัวสั่น “แย่แล้ว เครื่องบินมันจะเห็นละสิเนี่ย”
       “งั้น เดี๋ยวหนูไปดูเอง”
       “ยัยอัง…” แม่ห่วงไม่อยากให้ไป
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวหนูมา”
       “อ้อ กระเป๋าแม่ด้วย แม่ลืมไว้ข้างประตู...ระวังนะลูก”
       อังศุมาลินลุกพรวดรีบออกไป
      
       แสงไฟฉายกวัดแกว่งส่องตามทางเดินในสวนที่ลดเลี้ยวมืดมิด อังศุมาลินกึ่งเดิน กึ่งวิ่ง กดไฟฉายลงต่ำกวาดไปตามพื้น พลันเสียงเครื่องบินครางฮือฝูงใหญ่ใกล้เข้ามา อังศุมาลินแหงนมองท้องฟ้า รีบดับไฟในมือลง แล้วรีบก้าวจ้ำต่อไป
      
       มืออังศุมาลินไขกุญแจประตูเรือนทุลักทุเล เสียงหวอสัญญาณยังดังโหยหวนระคนเสียงเครื่องบินยักษ์กระหึ่มดังชัดมากขึ้น
       พอประตูชานเรือนถูกผลักเปิดพรวด อังศุมาลินรีบเข้ามาตรงรี่ไปที่ตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่หัวเสากลางชานเรือนแล้วรีบดับลง แล้วหันไปคว้าเสื่อผืนใหญ่ขึ้นมา
       ไม่นานเสียงและแรงสั่นสะเทือนดังตูม...เกิดขึ้น พื้นเรือนไหวๆ ตามแรงนั้น กระจก ถ้วยชาม หม้อไห ในบ้านดังเคล้งๆๆ ตามมาด้วยเสียงปืนกลต่อต้านดังระรัว ทำเอาอังศุมาลินชักหวั่นๆ
       อังศุมาลินรีบเดินไปที่เพื่อจะหยิบคว้ากระเป๋าที่หน้าประตู พลันมีมือของใครคนหนึ่งมาหยิบคว้าไว้เสียก่อน
       อังศุมาลินเงยหน้ามอง ตกใจ
       “ฮิเดโกะ”
       เป็นโกโบรินั่นเอง อังศุมาลินดีใจขึ้นมาบัดดล
       “แล้วคนอื่นละ” โกโบริถามอย่างร้อนใจ
       “ไปกันหมดแล้วคะ”
       “แล้วทำไมคุณยังไม่ไป”
       “แม่ลืมดับไฟค่ะเลยรีบกลับมา”
       “โธ่ ไฟดวงนิดเดียว เครื่องบินที่ไหนก็ไม่มีทางเห็นหรอก”
       “ห่วงกลัวไฟจะไหม้บ้านนะค่ะ” อังศุมาลินว่า
       “รีบไปเถอะ ระลอกแรกอีกเดี๋ยวคงมา โจมตีแรงแบบนี้ มายืนอย่างนี้ไม่ปลอดภัย”
       โกโบริคว้าแขวนอังศุมาลินลงบันได พอดีกับเสียงระเบิดกึกก้องสะท้าน ทำเอาตัวเรือนไหวสะเทือน
       ตาม อังศุมาลินรีบคว้าเกาะแขนโกโบริไว้
       “โกโบริ”
       โกโบริพลันคว้าเอวอังศุมาลินเข้ามาแนบตัวไว้ แล้วรีบก้าวพาลงบันไดที่กำลังไหวโคลงเคลงไปมา
       “ประตูค่ะ”
       โกโบริปล่อยอังศุมาลินครู่หนึ่ง ก่อนหันโน้มเอื้อมผลักปิดประตูลง
      
       โกโบริประคองพาอังศุมาลินรุดลงบันไดเรือนลงมาถึงหน้าเรือนด้านล่าง
       “นี่เป็นระเบิดชุดสุดท้ายของระลอกแรก คุณระวังตัวดีๆ” โกโบริพูดด้วยอาการห่วงหา และอาวรณ์ “ถ้ามีเสียงปืนต้องรีบหมอบราบก้มลงพื้น เข้าใจไหม”
       “ค่ะ”
       โกโบริยื่นกระเป๋าให้อังศุมาลิน
       “รีบไปเร็วเข้า คงไม่เกินสิบนาที ระลอกแรกจะบินกลับมา”
       โกโบริรุนหลังอังศุมาลินให้วิ่งไป แต่อังศุมาลินกลับลังเล
       “รีบไปเร็วๆ”
       “คุณระวังตัวหน่อยนะคะ”
       โกโบริมองสบตาอังศุมาลิน พลันคว้าเกี่ยวตัวอังศุมาลินเข้ามากอดแน่นแนบอก รักและห่วงใยเหลือแสน
       “ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินทำอะไรไม่ถูก
       โกโบริที่ราวกับจะฝากความห่วงใยทั้งหมดไปในอ้อมกอดนั้น ก่อนรีบผละออก
       “ไปเถอะ ผมจะไปอู่เหมือนกัน”
       อังศุมาลินพยักรับก่อนหันผละรีบเดินไป โกโบริมองส่งตาม
       พอเดินไปถึงมุมเลี้ยว อังศุมาลินเหลียวกลับมามอง โกโบริพยักหน้าให้รีบไป
       อังศุมาลินรีบหันก้าวเดินจ้ำเลี้ยวหายไป โกโบริหันออกตัวไปอีกทาง
      
       กองกำลังทางอากาศของฝ่ายสัมพันธมิตรโจมตีด้วยการทิ้งระเบิด โดยเลือกเวลาตอนกลางคืน
       หมู่ปืนต่อสู้อากาศยานของญี่ปุ่นและอักษะยิงกราดขึ้นไปทั่วฟ้า
       ระเบิดพลุถูกทิ้งลงจากเครื่องบิน แล้วจุดระเบิดสว่างจ้ากลางอากาศ มองเห็นหมู่แมกไม้บ้านเรือนเบื้องล่างชัดเจนไปทั่วบริเวณ
       ป้อมบินยักษ์ปลดระเบิดทิ้งลงมาเป็นสาย พื้นที่ต่างๆ เบื้องล่าง ถูกระเบิดบอมบ์กระจายเป็นหย่อมๆ เครื่องบินคุ้มกันขับไล่โฉบยิงกราด
      
       เสียงเครื่องบินระลอกแรกไล่หลังใกล้เข้ามามาก อังศุมาลินรีบวิ่งเร็วสุดชีวิต มือหนึ่งปัดป่ายกิ่งไม้ที่ขวางไปมาอีกมืออุ้มหอบเสื่อและกระเป๋าทุลักทุเล
       อังศุมาลินใจไม่ดีหันกลับ นึกกังวลถึงโกโบริที่วิ่งกลับไปอู่ เสียงปืนกลต่อต้านดังจากอู่ชุดแรกปะทุกระหึ่ม อังศุมาลินตกใจ เสียหลัก เซถลาล้มลงไป ข้าวของที่หอบมากระจัดกระจาย
       ฉับพลันทันใดนั้นแสงสว่างจ้าจากเบื้องบนก็วาบขึ้น จนทำให้แมกไม้และทางเดินในสวนสว่างชัดราวกับกลางวัน อังศุมาลินเหลียวหันขึ้นไปดู
       เสียงยิงต้านจากท้องฟ้าเหนืออู่พุ่งขึ้นฟ้าระรัวไม่ยั้ง พร้อมกับเสียงหวีดแหลมของห่าฝนเหล็กพุ่งสวบสาบปะทะลงพื้นดินตูมสะเทือน 3-4 ตูมไล่ระยะใกล้เข้ามา
       อังศุมาลินก้มหมอบยกมือปิดหูเสียงดังอื้ออึงที่ใกล้เข้ามา จนกระทั่งมีอยู่ลูกหนึ่งแหวกอากาศลงมาเสียงดังแหลม และมาหล่นดังตั้บ ตามด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องกัมปนาท อังศุมาลินร้องวี้ด
       เปลวไฟพุ่งพุ่งวาบขึ้นที่หลังแมกไม้บนท้องฟ้าเหนืออู่ เสียงทหารที่อู่ร้องโหวกเหวกดังระงม
      
       อังศุมาลินเหลียวมอง หน้าซีดเป็นกังวล ห่วงโกโบริจับใจ


  


       ที่อู่ต่อเรือ เห็นไฟลุกท่วมใกล้โกดังอู่ที่มีป้อมปืนกลต่อต้านเครื่องบินตั้งอยู่ ป้อมปืนกลถูกไฟลุกท่วมเสียหายหนัก พลยิงตายคาที่ ทหารบางส่วนวิ่งตระกายหนีเปลวเพลิงกันออกมา พลุไฟยังส่องสว่างจ้าลงมา
      
       เครื่องบินขับไล่โฉบยิงกราดลงมา ขณะที่โกโบริวิ่งมาถึงปากทางเข้าอู่ รีบล้มตัวพุ่งหมอบนิ่ง แนวกระสุนกราดไล่ไปโดนอะไรบางอย่างระเบิดไฟลุก ทหารบางคนทะเล่อทะล่าวิ่ง โดนยิงล้มไป
       ป้อมปืนกลอีกจุดหนึ่งยิงต้านสู้สุดชีวิต แนวกราดปืนกลจากเครื่องบินขับไล่พุ่งมาถูกพลยิงเสียชีวิตคาที่ เคสุเกะที่หมอบหลบอยู่มุมหนึ่งใกล้ๆ หันไปเห็น
      
       ส่วนที่ท้องร่องในสวนแม่อร ยายศร ห่มคลุมผ้ากอดกันแน่น เสียงระเบิด ปืนกลต่อสู้ยังดังสนั่น พลันอังศุมาลินพรวดลงมาถึง
       “ยายอัง”
       “แม่ขา คุณยาย หมอบไว้คะ”
       อังศุมาลินรีบโอบคนทั้งสองกดลงราบกับพื้นท้องร่อง
       ปืนกลกราด ยอดไม้เหนือหัวพวกอังศุมาลิน หักเป็นแถบ ไล่ไปยังบริเวณอู่ ตามมาด้วยเสียงตูมดังจากอู่ขึ้นอีกครั้ง ลูกไฟโชนพวยพุ่งเหนืออู่ อังศุมาลินเหลียวมอง ประกายไฟวาบกระทบหน้าพลันนึกหวั่นห่วงกังวลโกโบริ
      
       ที่อู่เรือญี่ปุ่น เสียงปืนกลยิงต้านยังดังสนั่น หมอทาเคดะที่ได้รับบาดเจ็บ พยายามตะกายคลานต่ำออกมาจากอาคารพยาบาลที่เพลิงกำลังโหมไหม้ เพื่อเข้าไปหาที่หลบในหลืบเงามืดใกล้ๆ พลันโกโบริพุ่งมาคว้าดึงตัว
       “หมอ เป็นไงบ้าง”
       “โกโบริซัง”
       แนวปืนกลกราดดิ่งพื้นเป็นแนวไล่หลังเข้ามา
       “เร็ว ไป”
       โกโบริ รีบดึงกึ่งลากพาหมอทาเคดะกระโจนหลบ กลิ้งกันไปที่มุมกำบังมุมหนึ่งได้ทัน
       ด้านเคสุเกะกำลังกราดป้อมปืนกลยิงขึ้นฟ้าต้านสู้สุดชีวิต
      
       ที่ท้องร่องในสวน เสียงเครื่องบินระลอกแรกค่อยๆห่างออกไป แม่อรก้มขดสั่น เสียงเครือ นอนราบนิ่ง ข้างๆ มียายศรนอนคลุมผ้าสวดมนตร์พึมพำๆ อังศุมาลินก็ขดยกมือพนมนอนราบกับพื้น
       อังศุมาลินพึมพำเบาๆ กับตัวเอง “คุณพระคุณเจ้าช่วย..อย่าให้เขาเป็นอะไร อย่าเป็นอะไร”
      
       อู่ต่อเรือญี่ปุ่นถูกถล่มอย่างหนัก โกโบริ และหมอทาเคดะ ก้มนิ่งอยู่ที่มุมกำบัง แรงระเบิดทำให้เศษไหม้จากตัวอาคาร กระเด็นปลิวตกลงมาใกล้ๆ โกโบริหันขวับไปมองซากไหม้อาคารที่อยู่ใกล้มาก
       หอคอยกำลังโยกคลอนจะพังล้มรอมร่อ
       “หมอไป”
       โกโบริ รีบดึงกระชากตัวหมอทาเคดะขึ้น จะวิ่งหลบ แต่หมอทาเคดะตั้งตัวไม่ทัน ก้าวลื่นจะล้มคะมำ โกโบริเลยผลักทาเคดะให้พุ่งไถลไปทางหนึ่ง หอคอย โค่นล้มครืนลงมา
       โกโบริที่ล้มหงายอยู่รีบกระเสือกตัวกระโจนสุดชีวิต หอคอยล้มโครมฟาดพื้นดังสนั่น
       หมอทาเคดะล้มกลิ้งไปอยู่ฝั่งหนึ่ง โกโบริกลิ้งฟุบกับพื้น พลาดไปเส้นยาแดง อีกฝั่งหนึ่ง เครื่องบินขับไล่พุ่งแหวกโฉบต่ำลงมา แนวปืนกลกราดไล่แนวมายังร่างโกโบริที่นอนฟุบอยู่ เคสุเกะที่บังคับปืนอยู่ตรงจุดใกล้ มองเห็นโกโบริ หันปืนกราดยิงขึ้นต้าน
       เคสุเกะตะโกนดัง “ผู้กองโกโบริ”
       โกโบริตั้งสติได้ รีบกลิ้งพลิกตัวหลบแนวกระสุนกราดไปได้หวุดหวิด โกโบริหันไปทางเคสุเกะ เห็นเคสุเกะยังรัวยิงต้านไม่ยั้ง
       โกโบริมองขอบใจ เสียงหวีดดังแหวกอากาศพุ่งดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว โกโบริแหงนมอง ลูกระเบิดแหวกอากาศดิ่งลงมาที่ป้อมปืนกล เสียงตกดังตึ้บ ก่อนระเบิดตู้ม
       โกโบริตะโกนสุดเสียง “เคสุเกะ”
      
       ขณะเดียวกันที่ท้องร่องในสวน เสียงระเบิดตูมใหญ่ พื้นสั่นสะเทือนเลื่อน ทั้งสามร้องวี้ดเลิกสวดกันเป็นแถบ แล้วรีบฟุบราบพื้นกัน เศษดิน กิ่งไม้ลอยคลุ้งปลิวตกกระจายเต็มเสียงเครื่องฝูงบินระลอกแรกห่างไกลออกไป
       ยายศรร้อง “โอ๊ะ”
       อังศุมาลินตกใจเรียกเสียงดัง “คุณยาย คุณยายเป็นอะไรคะ”
       อังศุมาลินรีบผงกศีรษะขึ้นมาดู แม่อรลืมกลัวพรวดขึ้นดูตาม
       แม่อรเรียกเสียงดัง “แม่คะ แม่เป็นอะไร โดนตรงไหนหรือเปล่า ยัยอังดูคุณยายสิ”
       อังศุมาลิน กับแม่อรลุกขึ้นนั่งลูบคลำทั่วตัวยายกันไปมา
       “ตรงไหนคะ โดนตรงไหน” อังศุมาลินถาม
       “หลัง…” ยายบอก
       อังศุมาลินรีบก้มไปดูที่หลังยาย คลำดูเห็นเป็นโคลนเลนติดมือขึ้นมาเต็ม เลยถอนใจเฮือก
       “มีแต่โคลนค่ะคุณยาย”
       “เหรอ..มิน่าละ”
       แม่อรกำชับ “โคลนอย่างเดียวหรือลูก ดูดีๆ นะ”
       “ค่ะ”
       “โล่งไปที แผ่นดินแทบถล่ม ใครโดนเข้าไม่รู้” ยายปรารภ
       “น่ากลัวลงที่อู่นี่ละ มันใกล้เหลือเกิน” แม่อรว่า
       อังศุมาลินที่ปัดๆ โคลนดูให้แน่ใจ พลางกังวลขึ้นมาอีก
       “มันไปกันแล้วใช่มั้ย” ยายศรถาม
       “อย่าเพิ่งค่ะ ยังไม่มีสัญญาณ”
       พลันมีเสียงระเบิดลงเป็นชุดแถวฝั่งพระนคร เสียงดังกระเทือนสนั่นแว่วกระหึ่มมา
       ยายศร และแม่อร สะดุ้ง สีหน้าตระหนก
       “นั่นค่ะ ระบิดระลอกสอง”
      
       อังศุมาลินใจหวิว หวั่นวิตกและเป็นห่วงโกโบริมากยิ่งขึ้น

      
       การโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร เห็นพื้นที่ต่างๆ เบื้องล่างถูกระเบิดบอมบ์กระจาย อาคารบ้านเรือนเสียหาย ไฟลุกท่วมทุกหย่อมหญ้า
      
       ตกตอนค่ำ เสียงหวอสัญญาณปลอดภัยดังยาว อังศุมาลิน แม่อร ยายศร ที่ต่างนอนหมอบก้มกันอยู่พลางค่อยขยับพลอยโล่งใจ ค่อยลุกกันขึ้นเสียงทหารอู่แว่วโหวกเหวกกันไปมา แม่อร จับประคองยายให้ลุก
       “โอย แล้วนี่พ่อดอกมะลิ จะเป็นยังไงบ้างหรือเปล่าหนา” ยายศรนึกห่วงหลานเขย
       อังศุมาลินมีสีหน้ากังวล
      
       สามคนเดินมาถึงหน้าเรือนที่มีเศษกิ่งไม้ ใบไม้ เศษกระเบื้องหลังคา กระจายเกลื่อน แม่อรมองอังศุมาลินที่ดูกังวลร้อนใจในที
       “ตายดูซิ ดูไม่จืด” ยายรีบบอกอังศุมาลิน “หนูรีบไปดูพ่อดอกมะลิที่อู่เถอะ”
       “ค่ะ”
       อังศุมาลินผละไปวางเสื่อไว้ที่บันได แล้วรีบวิ่งออกไปทางสวน
      
       อังศุมาลินวิ่งมาถึงสะพานข้ามลำประโดง หน้าทางเข้าอู่ เสียงโหวกเหวกวุ่นวายดังทั่วแว่วมา อังศุมาลินถึงกับหยุดชะงัก เปลวเพลิงสะท้อนวูบวาบบนใบหน้า
       สภาพอู่ยับเยิน ไฟลุกท่วมเป็นแถบ อาคารกว่าครึ่งพังกองกลายเป็นซาก โดยเฉพาะบริเวณที่ทำงานของโกโบริ อังศุมาลินหน้าซีด แทบหมดแรง
      
       อังศุมาลินยืนว้าวุ่นอยู่ริมประตูทางเข้า ชะโงกชะแง้ มองเข้าไปภายในอู่ สภาพวุ่นวายโกลาหล ไฟสปอตดวงใหญ่ส่องสว่างจ้า ผสมกับไฟจากกองเพลิงที่ลุกท่วมที่ทหารญี่ปุ่นกำลังรุมกันดับวุ่นวาย วิ่งวุ่น บ้างช่วยพยุงหามคนเจ็บ บ้างเลือดนองตัวเดินไปมา
       อังศุมาลินใจชักไม่ดี รีบมองหาทางเข้าไป
       เพลิงยังโหมลุกไหม้ไม่มีทีท่าจะมอดลง ภาพตรงหน้าเห็นมีแต่คนถูกลำเลียงออกมาจากซากสิ่งก่อสร้างและกองเพลิง อังศุมาลินว้าวุ่นหนัก
       เสียงโกโบริตะโกนลั่น “เร็วเข้า รีบเอาคนเจ็บออกไปก่อน เดี๋ยวอาคารจะพัง”
       อังศุมาลินรีบสอดส่ายมองหาเสียงนั้น
       เสียงโกโบริตะโกนลั่น “เร็วๆ มีตรงนี้อีกสองคน”
       ทหารวิ่งวุ่น พลันเห็นโกโบริเดินแบกเคสุเกะที่บาดเจ็บขาหักพาดไหล่ออกมา อังศุมาลินเพ่งมองจนแน่ใจว่าใช่ สีหน้าโล่ง พลางถอนใจยาว
       “เคสุเกะ ไหวไหม”
       “ขา..ขาผม ยังอยู่ครบไหม” เคสุเกะถาม
       “ครบสิ ครบ”
       อังศุมาลินโล่งใจ ถอยตัวหันกลับเดินออกไป โดยที่โกโบริไม่เห็น
      
       ดวงอาทิตย์แดงระเรื่อโผล่ขึ้นเหนือแนวขอบฟ้า เช้านั้น เห็นหลังคาบ้านอาโกในตลาดชุมชนเป็นรูเบ้อเริ่ม เสียงชาวบ้านฮือฮาวิจารณ์เซ็งแซ่ ตาแกละ ยายเมี้ยน แหงนเงยมองอย่างสงสัย แล้วก้มมองลงมาที่พื้นล่าง
       เด็กหนุ่มสองคนกำลังก้มคุ้ยแงะหลุมใหญ่บนพื้นกลางร้าน มีอาโกยืนลุ้นมองใกล้ๆ ชาวบ้านมุงรอบเต็ม
       “โอ้โห..นี่ใช่มั้ยนี่ ที่เขาเรียกว่าบุญหล่นทับ” ยายเมี้ยนว่า
       “อ๋อ เออ..เว้ย อย่างนี้เขาเรียกซวยมาเยือนซีวะ ร้านอั๊วพังอย่างงี้..ดีเมื่อคืนไม่ลงเอากะบาลอั๊วะก็บุญแล้ว” อาโกว่า
       กำนันนุ่มรีบแหวกโผล่เข้ามา
       “ไหนๆ มันอะไรกันโก”
       เด็กหนุ่มสองคนคุ้ยลึกจนเห็นเป็นหางของลูกระเบิดขนาดใหญ่
       เฮียเม้งชี้ “นั่นๆ อะไรวะนั่น”
       “เฮ้ย นี่มันลูกระเบิด” กำนันบอก
       วิภาร้องลั่น “เตี่ย หนีเร็ว”
       “อ๊ายหยา”
       อาโกหันตัวโกยอ้าวเป็นคนแรก ไทยมุงทั้งมวลรีบตะกายหนีแหวกแตกหือกันคนละทิศละทาง เมี้ยนไปหลบอยู่มุมหนึ่งแกละอีกมุมหนึ่ง โกกระโจนเกือบลงน้ำ เหลือกำนันนุ่มยืนนิ่งอยู่กับที่กับเด็กที่ขุดหลุม
       “เอ้าๆ นี่ ถ้ามันจะระเบิดก็ตั้งแต่เมื่อคืนนู้น มาๆ แกละ โกมาช่วยเด็กมันยกนี่ ไม่รีบมาช่วยเดี๋ยวมันก็ระเบิดเข้าจริงๆหรอก เร้ว มายกออกไปเสียก่อน ลูกขนาดนี้ได้ตายกันทั้งตลาด”
       “ไอ้แกละ ไปกันเถอะ..ไม่ใช่กิจของชาวบ้าน ทำไมชอบยุ่งเรื่องคนอื่นนัก” ยายเมี้ยนบอกผัว
       “นั่นสิ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไอ้โกควรช่วยตัวเอง”
       ตาแกละ อาโก ออกอาการแหยงๆ เกี่ยงกันเดินกลับไปที่หลุม
      
       ที่อู่ต่อเรือญี่ปุ่น เช้าวันเดียวกันโกโบริ กับหมอทาเคดะ และทหารญี่ปุ่นมากมาย สำรวจความเสียหาย เห็นเรือที่จอดซ่อมอยู่ที่ท่าพังยับไหม้เป็นแถบ มีทหารยืนฉีดน้ำเลี้ยงให้ดับสนิท 2-3 สายฉีด
       อาคารหลักของอู่พังดำไหม้เป็นตอตะโก ควันคละคลุ้งทหาร 3-4 คนช่วยกันรื้อยกซากไม้ออก เจอแขนคนโผล่ออกมา เสียงตะโกนบอก
       “เจออีกหนึ่งศพ”
       โกโบริที่เดินอยู่ไม่ไกลหันมา เดินเข้ามาดูใกล้ โกโบริกับหมอทาเคดะ สลดหดหู่ใจ
      
       ส่วนบริเวณเรือนอังศุมาลิน เศษแตกกระจายของแก้ว กระจก กระเบื้องเกลื่อนพื้น ถูกกวาดมากองรวมกันโดยอังศุมาลิน ที่ก้มเก็บเศษแตกๆ ลงถังอย่างระวัง
       แม่อรยกกรอบรูปที่ตกแตกขึ้นมามองอย่างเสียดาย พลางถอนใจ ยายศรเดินดูตู้กระจกที่ร้าวเป็นทาง ข้างในตู้มีชามล้มบิ่นบ้างร้าวบ้าง ถึงกับส่ายหน้าอ่อนใจ
       “หมดเลย ชามโคมฉัน ของเก่าแก่สมัยยายชวด”
       “ช่างมันเถอะค่ะแม่ ตัวเราไม่บิ่นเหมือนชามนั่นก็ดีถมแล้ว”
       “ฉันเสียดาย..เฮ้อ แล้วที่อู่เป็นยังไงกันบ้างละยัยอัง” ยายหันมาถามอังศุมาลิน
       “ก็เห็นคนเจ็บหลายคนค่ะ”
       “พังกันไปครึ่งอู่อย่างนี้ คงอีกนานสิกว่าจะทำงานกันต่อได้”
       “โอ้ยรบกันไปรบกันมาก็เท่านั้น ใครชนะก็ได้แต่ของหักๆพังๆ ใครที่แพ้ก็เหลือแต่ของหักๆพังๆเหมือนกัน ฆ่าฟันกันทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตากัน ไม่รู้จะรบกันไปถึงไหน เออ..จะว่าฆ่ากันเพราะมีเรื่องบาดหมางเคืองแค้นกันก็ไปอย่าง แต่นี่ไม่มีอะไรกัน มาทิ้งระเบิดกันโครมๆ ไม่รู้ละว่ามันจะโดนใคร หรือไอ้ที่ยิงขึ้นไปนั่นก็ยิ่งไม่รู้ว่า คนข้างบนมันหน้าตาเป็นยังไง เจ้าประคุณเอ๊ย เมื่อไรมันจะเลิกยุ่งกันซะที”
       อังศุมาลินฟังแล้วสะดุดใจ พลางก้มเก็บเศษแตกๆ ต่อไปเงียบๆ
      
       ส่วนที่วัดตอนบ่ายวันนั้น โกโบริก้มเล็กน้อย สีหน้าเรียบนิ่งสงบเสียงพระ 2 รูป สวดบังสุกุลดัง ที่หน้าเมรุเผาศพ โกโบริมือขวาพันแผล หมอทาเคดะแขนสะพายเข้าเฝือกอ่อน และนายทหารอีก 3-4 นายเรียงแถว ยืนสงบนิ่งไว้อาลัย
       ส่วนเคสุเกะมีที่ค้ำจักกะแร้ช่วยยืน เพราะขาเข้าเฝือก ข้างหน้าทุกคนมีโลงศพ 6 โลงมีธงอาทิตย์อุทัยคลุมวางเรียง
      
       ไม่นานหลังจากนั้นโกโบริก้าวขึ้นบันไดฉับๆ อังศุมาลินที่กำลังช่วยยายเรียงจัดข้าวของในตู้ให้เข้าที่ รู้ได้ทันที เลยค่อยๆ หันไปมอง
       โกโบริที่มอมแมมทั้งตัว มือขวาถูกพันแผล ก้าวเดินขึ้นมา แม่อรเดินออกมาจากครัว
       “เป็นไงบ้างพ่อดอกมะลิ”
       “อ้าวมาละ เมื่อคืนยายอังเขาวิ่งไปดูที่อู่ เห็นว่าไม่เป็นไร แต่อู่พังหมดเลยนี่พ่อ”
       โกโบริหันมามองอังศุมาลิน อังศุมาลินหน้าร้อนผ่าว ทำไม่รู้ไม่ชี้จัดของต่อไป
       “เอ๊ะ..เมื่อคืน” โกโบริประหลาดใจ งงๆ “ฮิเดโกะ..เอ่อ..อังศุมาลินไปที่อู่ตอนไหน”
       “ตอนหวอดังปลอดภัยแล้วน่ะจ้ะ เขาวิ่งไปดู”
       โกโบริยิ้มบางๆ พอใจ “อ้อ...”
       “นั่นมือโดนอะไรเข้าล่ะ” แม่อรถาม
       “ไม่แน่ใจครับ กระจก กับสังกะสีปลิวว่อน เมื่อคืนโดนโจมตีสองระลอก”
       โกโบริเดินมานั่งลงใกล้ๆ มองอังศุมาลินกับยายจัดของไปมา
       “ใครเป็นอะไรกันบ้างไหม”
       โกโบรินิ่งไปครู่ สลดเล็กน้อยขณะบอก “ตายไปหก เจ็บสาหัสอีกเจ็ด ห้องผมก็พัง เสื้อผ้าข้าวของไม่เหลือเลย”
       “แล้วทำยังไงกันละนี่” แม่อรถาม
       “ก็ต้องซ่อมกันใหม่ครับ”
       “นี่มอมมาทั้งตัว ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนไป๊” ยายบอก
       “แล้วนี่มีเสื้อผ้าอยู่นี่บ้างหรือเปล่า อังไปดูให้สิลูก”
       อังศุมาลินอึกอักๆ เงยหน้าละงานหันมามองเห็นหน้าโกโบริมอมแมมอิดโรย เลยใจอ่อน
       “ขอผมล้างหน้านิดเดียว เสื้อผ้าคงต้องไปเบิกใหม่ เดี๋ยวผมต้องข้ามไปรายงานที่กองบัญชาการด้วย”
      
       อังศุมาลินถอนใจเล็กน้อย ก่อนขยับตัวลุกเดินไป


  


       อังศุมาลินจ้วงตักน้ำจากโอ่งตรงมุมนอกชานขึ้นมา โกโบริมอง งงว่าจะยื่นให้ หรือจะราดให้ เลยเอื้อมมือจะไปรับขันแทน อังศุมาลินถอนใจ พลางบอก
      
       “ยื่นแขน”
       โกโบริรีบยื่นแขนออกมา อังศุมาลินเทน้ำราดล้างให้ โกโบริใช้มือเดียวถูข้างขาวไปมา ไล่ตั้งแต่ต้นแขนลงมา แต่พอถึงข้างซ้ายเลยต้องกำมือขวาถู
       อังศุมาลินเห็นแล้วรำคาญตา เลยเอื้อมมือไปช่วยถูให้ โกโบริมองยิ้มชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก
       “ฮิเดโกะ..ขอบคุณนะ ที่วิ่งไปดูผม..เมื่อคืน”
       อังศุมาลินเห็นถูแรงขึ้นไปมา ทำไม่สนใจ
       “ถ้าผมตาย คุณจะร้องไห้ไหม”
       “ไม่”
       “งั้น ผมจะคอยดู”
       อังศุมาลินดุ “นี่ คนไทยเขาถือ”
       โกโบริฉงน “ถือ..ถืออะไร ไม่เข้าใจ”
       “เขาไม่เอาเรื่องตายมาพูดเล่นๆ”
       “งั้นมาพูดเรื่องจริงๆ ก็ได้ ตอนนี้ผมไม่มีที่อยู่แล้ว เรือนผมที่อู่พังไม่มีเหลือ แล้วผมควรจะทำยังไง คุณช่วยคิดหน่อยสิ”
       อังศุมาลินวางขันน้ำทิ้งลงในโอ่งทันที หันตัวจะเดินหนี
       “ผมพูดความจริง..ก็ไม่ได้อีก แล้วเอายังไง”
       โกโบริถอนใจ พลางตักน้ำขึ้นมาล้างหน้าเองไปมาเก้กังจน น้ำเปียกเสื้อเป็นทาง
       อังศุมาลินกลับหยุดแล้วแอบหันมองแวบหนึ่ง
       “ผ้าเช็ดตัวอยู่ในห้อง”
       โกโบริแทบวางขัน เงยหน้ามองจนน้ำเข้าตาหยี
      
       ครู่ต่อมาผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่ง ถูกยื่นมาให้ แต่เป็นแบบแทบโยนใส่ที่อก โกโบริรับมาเช็ดๆ ตัวไปมา เมียงมองอังศุมาลิน ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แอบชื่นใจมากมาย ดึงแขนเสื้อที่พับขึ้นไว้ลงมา เพื่อติดกระดุมปลายแขน แต่พอมาถึงข้างซ้ายเลยจนปัญญา ต้องยื่นไปให้อังศุมาลินที่ยืนดูห่างๆ ให้ช่วย
       อังศุมาลินที่ทำทีเป็นไม่ค่อยสนใจ เดินเข้ามาก้มหน้าก้มตาติดให้
       “ผมจะไปฝั่งนู้น คุณอยากได้อะไรไหม”
       “ไม่”
       โกโบริมองด้วยแววตามีความสุข
      
       แสงจากดวงอาทิตย์ยามเย็นส่องกระทบริ้วธงไทย และธงญี่ปุ่น ที่ปลิวไสวอยู่คู่กัน ที่หน้าอาคารกองอำนวยการคณะกรรมการผสม สนามเสือป่า พระนคร
       หลวงชลาสินธุราช ที่นั่งคุยกับแม่ทัพเรือ และสารวัตรองอาจกันเพิ่งเสร็จ ก็กำลังลุกจะแยกย้ายกลับ เหลียวมองไปทางโกโบริที่เดินคุยออกมากับพวกนายทหารญี่ปุ่น 5-6 นาย แล้วหันมองมาที่คุณหลวงพอดี โกโบริเลยแยกตัวเดินตรงมา สองคนทักทาย ถามไถ่กันไปมา
       “สวัสดีครับ” โกโบริโค้งศีรษะให้
       “สวัสดีโกโบริ สบายดีนะ ผมเสียใจด้วยนะเรื่องการสูญเสียที่อู่เรือ”
       “ครับ แล้วท่านสบายดี”
       “ใช่สบายดี แล้วยัยอัง..เออ อังศุมาลินเป็นยังไงบ้าง”
       “อังศุมาลินและทุกคนที่นั่นปลอดภัยดี ท่านมีอะไรจะฝากถึงไหมครับ”
       “บ้านนั้นก็ใกล้อู่เหลือเกิน ฝากให้คุณดูแลอังศุมาลินกับแม่และยายเขาแทนผมด้วย”
       “ครับ”
       “นี่กลับไปคงยุ่งมากสินะ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะมีหลานมาให้ผมละ”
       “เอ่อ...”
       โกโบริอึกอักไม่รู้จะตอบยังไง หลวงชลาสินธุราชมองแล้วรู้สึกเป็นมิตรกับโกโบริมากขึ้น
      
       หลังจากนั้นไม่นาน ที่ชานเรือน บ้านอังศุมาลินยามเย็น ห่อข้าวของในมือพะรุงพะรังทั้งสองมือ สีหน้าโกโบริยิ้มแฉ่งจนตาหยี อย่างอารมณ์ดี อังศุมาลินมองท่าทีเฉยๆ แล้วตรงเข้าไปช่วยถือ ข้าวของถูกโกโบริเอามาวางลงที่ยกชาน
       “นี่น้ำตาล นม นี่กาแฟ มีเครื่องกระป๋อง แล้วนี่ห่อเสื้อผ้าผมเองกับมีสบู่หอมของคุณ”
       โกโบริที่วางของลงเสร็จหมด รีบล้วงหยิบซองยาวสีน้ำตาลหนาออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วยื่นส่งให้ อังศุมาลินเงยมองอย่างสงสัย
       โกโบริยิ้มเขินๆ
       “ซองเงินเดือนผม”
       อังศุมาลินรีบหันข้างให้ ไปสนใจแก้ข้าวของออกดูแทน โกโบริรีบคว้ามืออังศุมาลินมายัดซองใส่มือรับไป
       “ยังไงคุณก็ต้องรับไปเพราะ...เอ่อ ร้อนจัง”
       อังศุมาลินรีบวางซองลง มองหน้า แล้วลุกหนีไป โกโบริมองตาม งงๆ
      
       ครู่ต่อมาโกโบริปลดกระดุมเสื้อ โกโบริกระพือพัดให้คลายร้อนไปมา ขันน้ำลอยดอกมะลิมาวางให้ตรงหน้า
       โกโบริยกขันน้ำขึ้นดื่มพรวดเดียวหมดอย่างชื่นใจ
       “เดี๋ยวผมต้องไปที่อู่ต่อ”
       โกโบริลุกขึ้นยืนอ้อยอิ่ง อังศุมาลินหันมาชำเลืองมอง
       “กลับมากินข้าวเย็นหรือเปล่า”
       “ไม่เป็นไร ผมกินกับทหารที่อู่ได้ เพราะไปดูเรื่องที่พักทหาร ต้องรีบซ่อมให้ใช้งานได้เร็วๆ”
       โกโบริเล่าเหนื่อยๆ
       “นายสิบที่อยู่บ้านใกล้บ้านผมตาย” โกโบริพูดเบาลงเล็กน้อย “ยังไม่รู้เลย ว่าจะเขียนจดหมายไปบอกลูกเมียเขายังไง”
       อังศุมาลินซัก “มีลูกกี่คนคะ”
       “มีสองคนครับ กำลังน่ารักทั้งคู่”
       อังศุมาลินใจหาย
       โกโบริหนักใจ “นี่ละนะสงคราม ไม่ว่าจะฝ่ายไหน ก็จะมีคนที่รักรอคอยอยู่ข้างหลัง” โกโบริถอนใจยาว “ผมไปละ..ไม่รู้คุณผิดหวังแค่ไหนที่คนตายยังไม่ใช่ผม”
       โกโบริขยับใส่หมวกอีกที แล้วหันเดินออกไป
      
       อังศุมาลินอึ้ง ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนมือสั่นๆ จัดวางข้าวของต่อไป
ตอนที่ 17
      
       ตกตอนเย็น ชายสองคนเดินวนไปมาที่บ้านไม้ในสวนริมแม่น้ำ ที่เคยเป็นที่ทำการของเหล่าเสรีไทยในไทย ที่แท้เป็นตาบัวตาผลที่วันนี้แต่งตัวดูดีขึ้นกว่าปกติที่เคยเห็น สองเกลอเดินสวนกันไปมาจนน่าเวียนหัว
      
       “ทำไมลูกพี่เล่นนัดซะเย็น” ตาบัวเดินบ่น
       “นั่นสิวะ นี่ถ้าข้าหยุดเดิน ยุงมันหามเอาแน่” ตาผลบ่นตาม
       จังหวะนั้นชายรูปร่างผอมหน้านิ่ง คนของหลวงชลาสินธุราชก็ปรากฏตัวขึ้น พลางกวาดตามองรอบๆ แล้วตรงเข้ามาหาตาบัวกะตาผล จากนั้นจึงเห็นชายหน้านิ่งเข้ามายื่นอะไรบางอย่างยัดใส่มือให้ตาผล แล้วโน้มตัวเข้าไปกระซิบกระซาบ ตาบัวตาผลฟังแล้วพยักหน้ารับ
      
       ค่ำแล้ว ไฟจากตะเกียงหัวเสาส่องสว่างไปทั่วเรือน กระจาดและใบตองแห้งวางเกลื่อนนอกชาน ข้างๆมีกองละมุดที่แม่อรกับอังศุมาลินกำลังช่วยกันคัดเรียงและนับใส่กระจาดอยู่
       “ขนาดใหญ่ได้เท่าไรแล้วลูก”
       อังศุมาลินที่เหม่อๆ อยู่ถึงกับสะดุ้ง
       “กำลังเพลินๆ ลืมเลย”
       “แล้วกัน แม่ว่าหนูไปนอนเสียทีดีมั้ง มันดึกแล้ว ที่เหลือนี่แม่ทำเอง”
       “ไม่เป็นไรคะ ช่วยๆ กันดีกว่า จะได้เสร็จเร็ว”
       “แล้วนี่พ่อดอกมะลิไปนอนเสียทีไหน ก็เห็นว่าที่พักพังหมด แล้วนี่ก็หอบของมาเสียเยอะแยะน้ำตาลทรายขาวนะดีจัง เพราะในตลาดมีแต่สีรำ แต่กาแฟไม่รู้ใครจะกิน วันหลังหนูก็บอกแกด้วยว่าไม่ต้องเอามา”
       ยินเสียงเคาะประตูเรือนดังขึ้น ทั้งสองคนรามือหันไป
       อังศุมาลินตะโกนถาม “ใคร”
       เสียงโกโบริดังขึ้น “ผมเอง”
       อังศุมาลินเปิดประตูออก โกโบริยืนยิ้มให้
      
       ไม่นานนักโกโบริเดินมานั่งลงข้างแม่อร
       “ผมเพิ่งเสร็จงาน เลยจะมาเอาเสื้อที่ลืมไว้ที่นี่ครับ”
       “แล้วนอนกันยังไงละ” แม่อรเป็นห่วง
       “เรือนพักชั่วคราวเสร็จแล้ว พออาศัยนอนกันไปก่อนครับ”
       “งั้นพ่อคุณก็มานอนที่บ้านก่อน หรือต้องอยู่ที่อู่ตลอดละ” แม่อรบอก
       “คือ…”
       โกโบริอึกอักหันไปมองอังศุมาลินที่ทำเฉยนับละมุดนิ่งต่อไป แม่อรเอ่ยขึ้น
       “ไปอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนชุดก่อนไป ยายอัง...ไปดูเสื้อผ้าให้หน่อยสิลูก”
       อังศุมาลินพูดโดยไม่ยอมมอง “เสื้อผ้ามีในตู้”
       “ไม่เป็นไรครับ ผมขอแค่อาบน้ำเปลี่ยนชุดนี่ก็พอ”
       โกโบริลุกไป อังศุมาลินนิ่ง อึ้งๆ
      
       ละมุดแต่ละใบบรรจงวางลงกระจาดที่ปูใบตองรอง เป็นอังศุมาลินกำลังทยอยวางละมุดช้าๆ ปากนับไปมุบมิบ เสียงประตูห้องเปิดออกมา
       เห็นโกโบริในชุดนุ่งกางเกงขาสั้น มีผ้าขนหนูคลุมตัว เดินออกมาจากห้องอังศุมาลินแล้วเลี้ยวไปนอกชาน แม่อรมองๆ โกโบริแล้วมามองอังศุมาลินที่ยังบรรจงนับละมุดไป ทำไม่สนใจ
       โกโบริตักน้ำในโอ่งราดตัว แล้วถูตัวไปมาเก้กัง เพราะแผลที่มือขวา
       อังศุมาลินเรียงจนเสร็จ หันไปดึงกระจาดเดิมกลับมาอีก แล้วเริ่มนับใหม่ เสียงอาบน้ำยังดังอีกครู่ก่อนหยุดลง
       โกโบริเดินใส่ขาสั้น เอาผ้าขนหนูคลุมตัว กลับเข้าห้องไป แม่อรมองตามโกโบริแล้วมามองอังศุมาลินอีก
       “อ้าว นั่นหนูจะนับซ้ำอีกทำไมละ แม่นับไปแล้ว เข้าไปดูพ่อดอกมะลิ หาผ้งหาผ้าให้เขาไป เมื่อกี้นึกว่าจะมาอาบโทงๆ แบบทหารคนอื่นที่เขาว่ากัน”
       อังศุมาลินหน้าร้อนผ่าว รีบก้มหน้างุดทำเป็นนับต่อ
       “อืม แกดูเรียบร้อยนะ ถ้าไม่บอกว่าเป็นญี่ปุ่น ก็นึกว่าคนไทยเลย อังไปดูสิไป”
       อังศุมาลินจำต้องทำตามที่แม่บอก
      
       ประตูห้องค่อยๆ เปิดออก อังศุมาลินโผล่หน้ามากวาดตามองรอบห้องไปมา แต่ไม่เห็นโกโบริอยู่ อังศุมาลินเดินช้าๆ ตรงไปไขตะเกียงให้สูงขึ้น แล้วค่อยๆก้าวเดินไปที่ฉาก กะจะโผล่หน้าเข้าไปดู แต่แล้วเท้าอังศุมาลินไปสะกิดโดนเท้าโกโบริที่เหยียดยาวมาตรงมุมฉาก
       “ว้าย”
       อังศุมาลินสะดุ้งยกเท้าถอย รีบปิดปาก
       โกโบรินอนหงายเก๋งเหยียดยาวบนพื้นกระดานเปล่าๆ สวมกางเกงขาสั้นเพียงตัวเดียว อังศุมาลินพยายามชะโงกเข้ามาดูใกล้ให้ชัด
       โกโบรินอนหลับสนิทไม่ไหวติง มองไล่จากอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะ ขึ้นไปที่หน้าที่หลับเป็นตาย สีหน้าเหนื่อยล้าเต็มที่ มียุงบินมาเกาะที่หน้าผาก อังศุมาลินอึ้ง เวทนา หมอนถูกสอดใต้หัวโกโบริ ผ้าห่มถูกห่มตัวโกโบริ
       ครู่ต่อมามุ้งถูกกางเสร็จ แล้วคลี่ลงมาคลุมตัวโกโบริ โกโบริพลิกตัว อังศุมาลินชะงักหยุดมองเหนื่อยใจ
       อังศุมาลินถอนใจ รำพึงออกมา “แล้วจะยังไงละนี่”
      
       เสื้อโกโบริที่เพิ่งถอดออก กองขยุกขยุยอยู่บนโต๊ะ ถูกคลี่ออกพับ จนพออังศุมาลินพับเสร็จ เหลือบไปเห็นตู้เสื้อผ้าที่เลื่อนเผยอออกมา
       เห็นกองเสื้อผ้าที่พับไว้ถูกรื้อหาของ แล้วดึงตัวที่อยู่ข้างล่างกองออกไป มีกระเป๋าเงินเปิดอ้าอยู่ภายในมีเงินติดอยู่ไม่กี่ใบ
       อังศุมาลินยืนมอง แล้วหันไปมองโกโบริ คิดอยู่ครู่แล้ว ก้มไปหยิบซองเงินที่ได้มา แล้วดึงธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง
       อังศุมาลินหยิบกระเป๋าเงินโกโบริขึ้นมา แล้วยัดปึกธนบัตรลงไป แต่มีอะไรบางอย่างร่วงออกมา อังศุมาลินก้มไปหยิบขึ้นมา เป็นรูปถ่ายใบเล็กๆ
       รูปถ่ายนั้นโกโบริอยู่ในชุดเครื่องแบบขาวเต็มยศ ยืนยิ้มมีความสุขพร้อมด้วยพ่อในชุดสากล และแม่ในชุดกิโมโนที่ยืนประกบซ้ายขวา
       อังศุมาลินก้มดูอย่างพิจารณา จนเผลออมยิ้มเล็กๆ ขึ้นมาไม่ได้
      
       ยินเสียงโกโบริถอนหายใจขยับตัว อังศุมาลินเลยรีบเก็บกระเป๋าและซองเงินเข้าที่


  


       แสงจันทร์สลัวส่องลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องนอน อังศุมาลินกราบพระเสร็จแล้ว ค่อยๆ ทิ้งตัวลงนอนเบาๆ ช้าๆ ฉากกั้นในห้องถูกยกออกไป และอังศุมาลินปูที่นอนเพิ่มร่วมมุ้งกับโกโบริ
      
       แต่ตัวโกโบริอยู่นอกที่นอนเหมือนเดิม คือมีแค่หมอนหนุน มีผ้าห่มให้
       อังศุมาลินดึงผ้าขึ้นมาห่มคลุมตัวแน่นหนาก่อนจะหันไปมองด้านข้างๆ ช้าๆ
       อังศุมาลินหันจ้องมองมา เห็นโกโบรินอนตะแคงหลับนิ่ง อังศุมาลินหันหน้ากลับมานอนปกติ แล้วค่อยๆ ปิดตาลง
      
       เวลาผ่านไป มองจากมุมสูงลอดสอดส่องเข้าไปในมุ้ง เห็นอิริยาบถต่างๆ ของอังศุมาลินที่นอนบนที่นอน แต่โกโบริอยู่บนพื้นเรือน สองคนนอนชิดคนละฟากของมุ้งอยู่ในท่านั้น กระทั่งแสงเปลี่ยนมาเป็นรุ่งสาง
       อังศุมาลินนอนนิ่งใต้ผ้าห่มเหยียดตัวตรง โกโบรินอนตะแคงแล้วพลิกหงายตัวมา
       อีกจังหวะอังศุมาลินที่นอนนิ่งใต้ผ้าห่มตัวตรง พลางขยับเอียงหัวเล็กน้อย โกโบริตะแคงหันหน้ามาหาอังศุมาลิน
       อังศุมาลินนอนนิ่งใต้ผ้าห่มเหยียดตัวตรง โกโบริหงายตัวแล้วดิ้นกระตุกเบาๆ เหมือนฝันร้าย แล้วหันตะแคงหันหน้ากลับหาอังศุมาลิน มือไม้ป่ายเข้าไปใกล้ตัวอังศุมาลิน
       อังศุมาลินขยับตัวใต้ผ้าห่ม ตะแคงหันหลังให้โกโบริ โกโบริกลิ้งตัวมือไม้ป่ายเข้าไปใกล้อังศุมาลินเข้าไปอีก
       อังศุมาลิขยับตะแคงกลับข้างหันหน้ามาทางโกโบริ โกโบริพลิกขยับตัวหันหลังให้ ทั้งอังศุมาลิและโกโบริ ต่างขยับ พลิก หงาย ตัว กันอยู่ครู่หนึ่ง แล้วขยับคนละที กลายเป็นพลิกตะแคงหันหน้าจนหัวมาชิดหากัน
      
       รุ่งเช้าโกโบริขยับพลิกตัวหงาย รู้สึกตัวตื่น ลืมตามา ตกใจเห็นมุ้ง เห็นตัวเองไม่ได้ใส่เสื้อ แล้วหันมาเจออังศุมาลินยิ่งสะดุ้ง
       อังศุมาลินยังนอนตะแคงหลับตาพริ้มใต้ผ้าห่ม
       โกโบริเลยตะแคงตัวมามองยิ้มๆ ก่อนคัดจมูกจนจะจาม รีบยกมือปิดจาม มีเสียงลอดออกมา อังศุมาลินรู้สึกตัว ลืมตามาเห็นหน้าโกโบริตรงหน้า ก็ตกใจ พลิกตัวลุกนั่งพรวดขึ้นทันที
       “ขอโทษ ผมไม่ตั้งใจทำให้คุณตื่น”
       ไวเท่าความคิดอังศุมาลินรีบสำรวจตัวเองว่าปกติดีใช่ไหม
       “เมื่อวานแค่อาบน้ำแล้วว่าจะพักสายตาเดี๋ยวค่อยลุกกลับอู่ ไม่รู้เหมือนกันว่าหลับไปได้ยังไงตั้งแต่เมื่อไหร่ มารู้ตัวเมื่อกี้เอง”
       อังศุมาลินรวบจัดผมเผ้าให้เข้าที่ หน้าแดงระเรื่อนิดๆ จากนั้นอังศุมาลินรีบรวบผ้าห่มมาพับ แล้ววางไว้ที่ปลายฟูกจะลุกรวบมุ้งอย่างปกติที่เคย แต่โกโบริกลับขยับตัวมานอนบนที่นอนแทน เลยชะงัก
       “เดี๋ยวผมจะเก็บให้ กรุณาให้ผมนอนอีกสักครู่ได้ไหม ได้นอนที่นอนนิ่มๆ แบบนี้ มันดีมากๆ”
       อังศุมาลินนึกสงสาร “เชิญค่ะ..อ้อ แล้วถ้าลุก...ก็ทิ้งไว้อย่างนี้นะคะ ฉันจะมาเก็บเอง แล้วเช้านี้จะรับประทานอะไรคะ”
       “อะไรๆ ผมก็กินได้”
       “กาแฟที่เอามา คนที่นี่ไม่กินกัน”
       “ผมกินได้ แต่ที่อู่...ไม่ค่อยกิน เพราะคนชงไม่อร่อย”
       โกโบริขยับยันตัวด้วยแขนซ้าย อังศุมาลินไว้ตัวผละถอยหนีแล้วลุกขึ้น
       “นี่แขนคุณเป็นยังไงบ้าง”
       “ระบมนิดหน่อย วันสองวันคงหาย เชิญคุณเถอะ ไม่ต้องห่วงผม”
       อังศุมาลินรีบหันเดินไป แอบพึมพำ “ธุระอะไรต้องห่วง”
       โกโบริหลับตาลง
      
       ในตอนเช้า โกโบริอยู่ในชุดฟอร์มทหารเรียบร้อย สีหน้าสดใสเปี่ยมสุข ก้าวเดินออกมาจากห้อง มองทอดสายตาออกไปรับแสงแดดสีทองที่ส่องเป็นประกายเข้ามา
       อังศุมาลินกำลังกวาดบ้านอยู่ โกโบริที่มองหาอยู่จนเจอพอดี เลยเข้ามายื่นแขนซ้ายไปให้ติดกระดุม
       “เสื้อเบิกมาใหม่นี่หลวมไปหน่อย ส่วนกางเกงก็คับไปนิด” พลางส่ายหัวยิ้มๆ
       อังศุมาลินเดินมาติดกระดุมแขนเสื้อให้โดยดี ไม่ตอบโต้อะไร
       โกโบริถามเสียงเรียบๆ “ตาบัว ตาผลเป็นยังไงบ้าง”
       อังศุมาลินมองหน้า แต่ตอบจริงจัง “ไม่ทราบเลยคะ เงียบหายไปเลย”
       โกโบริยิ้มบางๆ บอกด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน “เมื่อวานผมพบคุณพ่อคุณด้วย…”
       อังศุมาลินเงยหน้ามอง สบตากับโกโบริที่ก้มมองยิ้มๆ มาพอดี
       “แล้วท่านก็ถามผมมาว่า อีกนานไหมจะมีหลานให้ท่าน”
       อังศุมาลินเม้มปาก หน้าแดงระเรื่อ
       “ผมก็เรียนไปว่า ถ้ามี ผมก็ขอให้เป็นผู้ชาย พอถึงเทศกาลผมก็จะแขวนปลาตะเพียนตัวเล็กๆไว้เป็นเครื่องหมาย” โกโบริพูดอย่างเอาจริงเอาจัง “ฮิเดโกะ...หากเป็นไปได้ตอนนี้ ผมอยากให้โลกหยุดหมุน อยากให้เวลาหยุดนิ่ง เพราะ..ผมกำลังมีความสุขเหลือเกิน อย่างน้อยคุณก็แสดงให้ผมเห็นแล้วว่าคุณไว้ใจผม...แค่นี้ก็พอแล้ว”
       อังศุมาลินก้มหน้า ซ่อนความสุขในใจ
       โกโบริพยายามมองหน้า แล้วจับที่คาง ให้อังศุมาลินหันมาสบตา “อังศุมาลิน...รู้ไหม...ผมกลัวเวลาข้างหน้า เวลาที่ผมสังหรณ์ในใจว่าในวันหนึ่ง...คุณก็จะหลุดลอยไปจากผมชั่วชีวิต”
       อังศุมาลินเบือนหน้า จับมือโกโบริออก โกโบริเหลียวมองรอบบ้านๆ ยิ้มออกมาบางๆ
       “ไม่ว่าหลับหรือตื่น ผมจำที่นี่ได้แม่นยำเสมอ บ้านไม้ ยกพื้น มีนอกชาน สวนที่มีต้นไม้สีเขียว ดอกไม้ที่ออกดอกสีสดตลอดปี แล้วก็...คุณ”
       โกโบริก้มมองอังศุมาลิน ยิ้มๆ
       “ผู้หญิงตัวเล็ก...ใจแข็ง และไม่เคยรู้ว่าความรักเป็นอย่างไร”
       อังศุมาลินเสียงแข็ง แหงนมองสบตาสู้ “ไม่จริง”
       “นึกว่าคุณจะไม่ยอมพูดกับผมเสียอีก เอาเป็นว่า...คุณรู้จักความรักละ เพียงแต่ไม่ใช่สำหรับผมเท่านั้นเอง”
       โกโบริขยับแขนที่อังศุมาลินติดเสร็จแล้วเดินไป แต่หยุดหันมา ยิ้มซื่อๆ อังศุมาลินหันหน้าหนี รีบเดินหนีไป
      
       ที่บริเวณท่าน้ำบ้านอังศุมาลินยามสาย ชุดฟอร์มทหารถูกขยี้อย่างแรงอยู่ในกะละมัง โดยอังศุมาลินที่ปาดเหงื่อไปมา ก่อนออกแรงขยี้ซักต่อ
       ครู่หนึ่งเห็นหัวเรือลอยนิ่งพุ่งดิ่งช้าๆ เข้าไปหาอังศุมาลินที่กำลังก้มหน้าซักผ้ากึ่งหันหลังให้ อยู่ที่ท่าน้ำ มือของชายคนหนึ่งมาคว้าหมับที่เสาท่าน้ำ อังศุมาลินตกใจหันขวับไปเงยหน้ามอง
       เห็นตาบัว กะตาผลที่แต่งตัวโก้ดูเป็นชาวพระนคร เต็มที่ ใส่ถุงเท้า รองเท้าหนังสวมหมวก
      
       สองเกลอกระโดดลงจากเรือมา ยิ้มแฉ่ง ดูแปลกตาไปจากที่เคยเห็นมากๆ

      
       ตรงบริเวณท่าน้ำบ้านอังศุมาลิน ตอนสาย อังศุมาลินตกใจสีหน้าไม่สู้ดี
      
       “ละ ลุงผล..ลุงบัว”
       ตาบัว กะตาผลยังยืนยิ้มยิงฟัน
       “ไง แม่อัง ทางนี้เป็นไงกันมั่ง” ตาผลเข้ามาถาม
       อังศุมาลินรีบวางมือทิ้งงาน ซึ่งเป็นชุดทหารของโกโบริ หันมองซ้ายขวารีบลุก
       “ลุงมาทำไม”
       “อ้าว แล้วยังไงเหรอ”
       ตาผลงงทำหน้าเหลอหลา พลางขยับผ้าขาวม้าเคียนพุงไปมา
       “ไปเร็วรีบขึ้นบ้าน เดี๋ยวใครจะมาเห็นเข้า”
       ตาบัวงงมั่ง “ก็แล้วทำไมจะต้องหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยละ แม่อัง”
       อังศุมาลินวางงานตรงรี่เข้าไปดันหลัง “โธ่ลุง ก็บอกให้รีบขึ้นเรือน เร็วเข้าแล้วกัน”
       “เอ๊ะแล้วมันเป็นยังไง”
       ตาผลบ่น ตาบัว สีหน้างงๆ แต่ยอมออกเดินไปโดยดี
      
       อังศุมาลินเดินไล่ประกบหลังตาบัว กะตาผล มาถึงหน้าเรือน พลางเหลียวดูทางข้างหลังไปมา
       “เร็วๆลุง แล้วมานี่ มีใครเห็นเข้าบ้างมั้ย”
       ตาบัวซัก “เห็นแล้วจะทำไม”
       “ไม่ทำไมหรอก...เอ่อ..ลุงไปแวะที่ไหนมาก่อนหรือเปล่า”
       “ก็ไปขอยืมเรือของพรรคพวกจากฝั่งกะนู้น พายมานี่แหละ” ตาบัวว่า
       “ไม่ได้แวะที่ไหนก่อนแน่นะ” อังศุมาลินถามย้ำ
       “ก็กะว่าเดี๋ยวจะไป” ตาผลบอก
       “งั้นดีแล้ว ลุงไม่ต้องไปไหนแล้ว”
       อังศุมาลินรีบเดินนำลากทั้งสองคนขึ้นเรือน
       “อ้าว มันเกิดมิกสัญญีอะไรเข้าละ” ตาบัวถาม
       ตาผลกะตาบัว มีสีหน้างงๆ กันต่อไป
      
       พอขึ้นมาบนชานเรือน ตาบัว หันไปคว้าลูกละมุดมาคนละใบส่งยื่นให้ตาผล แล้วกัดเข้าปาก
       “แหม หวานชื่นใจ” ตาบัวว่าเคี้ยวหยับๆ
       อังศุมาลินเดินมานั่งลงห่างๆ มองอย่างระอา
       “อย่าเข้าใจผิดนา ว่าเราสองคนอยากจะกลับมาอยู่ที่นี่” ตาผลออกตัว
       “แม่น.. อยู่นู้น...สบายกว่าเป็นกอง” ตาบัวคุย
       “แล้วไปอยู่กับใครกันละ” แม่อรถาม
       ตาผลตอบท่าทางภูมิใจมาก “พลกะพรรค...ที่อยู่ที่กินแสนสบาย”
       “ใช่ ถ้าไม่มีธุระเราจะกลับมาทำไม” ตาบัวว่า
       ยายศรสงสัย “ธุระอะไร”
       “เอาจดหมายมาให้…” ตาผลบอก
       อังศุมาลินถามเร็วรี่ “จดหมายใคร”
      
       ขณะเดียวกันเรือเร็วโกโบริแล่นตรงมาจอดเทียบท่าน้ำ มีพลขับมากับโกโบริ
       อังศุมาลินได้ยินเสียงผงะลุกพรวดชะเง้อไปดูที่ช่องนอกชาน
       “ลุงเร็ว รีบหลบไปเร็ว..เร็วเข้า”
       ตาบัว ตาผล ที่เคี้ยวละมุดต่อถึงกับตกใจ
      
       โกโบริก้าวลงจากเรือขึ้นท่า มองเห็นกะละลังมักซักผ้า ที่มีชุดทหารแช่อยู่ แล้วหันไปมองเรือตาบัวตาผล สีหน้าฉงนเล็กน้อย
       ส่วนบนเรือนตาสองเกลอ ลุกเต้นไปมา
       ตาผลพูดทั้งที่ละมุดเต็มปาก “ละ..หลบอะไรไปไหน”
       ตาบัวมองหน้าตาตื่นเลิกลัก หาทาง “แล้วจะให้ฉันหนีลงหน้าต่างหรือยังไง”
       อังศุมาลินคิดออก “งั้นรีบไปที่ครัว เร้ว”
      
       ครู่ต่อมาโกโบริก้าวโผล่หน้ามาที่ประตูเรือน พลางถอดหมวก มองกวาดตามองเล็กน้อย ก่อนมาหยุดยืนยิ้มให้ อังศุมาลินที่ทำกุลีกุจอช่วยเก็บของ ใบตอง กระจาดกับยาย แม่อร หันมามอง
       “เมื่อเช้าผมลืมบอกไป วันนี้จะมีนายทหารจากกองบัญชาการมาดูความเสียหายที่อู่ ซึ่งเราอาจต้องต้อนรับพวกเขาที่บ้านนี้ด้วยบ้างนิดหน่อย ทางคุณจะมีอะไรขัดข้องไหม”
       “มากันสักกี่คนคะ”
       “คงไม่เกินสามคน เดี๋ยวผมจะข้ามไปรับเขา”
       “ได้ค่ะ” อังศุมาลินรีบรับปาก
       “เอ่อ…”
       เหมือนโกโบริมองหาอะไรบางอย่าง อังศุมาลินเห็นท่าไม่สู้ดี แถมโกโบริยังทำท่าจะไปที่ครัว
       ยายศรรีบมาขวางไว้ “มีอะไรอีกหรือ พ่อ..หาอะไร”
       “เปล่า...ผมนึกว่ามีแขกมาบนบ้านนี้ เห็นมีเรือจอดอยู่”
       อังศุมาลินซีดสะอึกไป แม่อรรีบทำลุกชะโงกไปดูที่ท่า
       “อ้อ คงเป็นเรือเด็กที่จะมาเอาผักในสวนละมั้ง” แม่อรแก้ให้
       “ออครับ..งั้นผมไปล่ะ”
       โกโบริหันเดินกลับลงไป
       อังศุมาลิน แม่อร ยายศร พากันโล่งเป็นแถบ ก่อนค่อยๆ ลุกเดินไปมองตามออกไปว่าโกโบริไปอู่แน่แล้ว
       ตาผลกะตาบัวค่อยๆ เยี่ยมหน้าโผล่ออกมาจากครัว
       “มัน..เอ้ย นายช่างเขาไปแล้วใช่ไหมแม่อัง” ตาผลถาม
       “ออกมาเถอะลุง”
       อังศุมาลินสีหน้าหนักใจ ตาบัวตาผลพลางเดินออกมาจากครัว มาคว้าละมุดกันอีกคนละหมับ
       “เฮ้ย ไอ้ผล เห็นทีเราต้องไปกันได้แล้วมั้งว่ะ” ตาบัวว่า
       “ใช่ ขืนรอประเดี๋ยวจะไปสวนกับเรือไอ้ยุ่นเข้า” ตาผลบอก
       อังศุมาลินเตือน “ลุงอย่าข้ามตรงนี้แล้วกัน พายล่องไปหน้าวัดแล้วค่อยตัดข้ามฝากไป”
       “เอ้า...จดหมายเขาฝากมาให้ ไปละ” ตาผลบอก
       “ไปละแม่อร แม่อัง คุณยาย”
       ตาผลยัดจดหมายใส่มือให้อังศุมาลิน ก่อนพากันเดินเดินหายกันลงไป อังศุมาลิน แม่อร ยายศร มองตาม ส่ายหน้าถอนใจเบาๆ
      
       อังศุมาลินดูจดหมายแล้ว ทั้งอึ้ง งง และสังหรณ์อย่างประหลาด


  


       จดหมายในมืออังศุมาลิน สภาพซองจดหมายยับยุ่ยพับ 4 ตอน สีขะมุกขะมอม ถูกคลี่ออก แม่อรมองมานึกสงสัย
      
       “จดหมายอะไรละลูก”
       “ไม่ทราบซิคะ ของใครยังไงก็ไม่บอก”
       อังศุมาลินเห็นลายมือหมึกหนา สีน้ำเงินจางๆ คำว่า “อังศุมาลิน” ข้างหน้าซอง ก็ร้อนวูบ มือสั่นขึ้นมาทันที
       “ของใครลูก”
       อังศุมาลินตื่นเต้นไม่แน่ใจ “ไม่..ไม่ทราบคะ...แต่คล้ายลายมือวนัส”
       อังศุมาลินรีบร้อนฉีกมุมจดหมายออก ดึงกระดาษจดหมายมากลางออก
       จดหมายเขียนด้วยลายมือหวัดไปมา เหมือนรีบร้อนเขียน เห็นจั่วหัวขึ้นต้น “อังศุมาลิน” และข้อความถัดมา
       อังศุมาลินกวาดตาอ่าน สีหน้าตะลึงหวามไหว ไล่เรียงข้อความในจดหมาย ราวกับวนัสมากระซิบอ่านข้างๆ หู
       “จำลายมือนัสได้ไหม ขณะที่เขียนนี่ นัสกำลังเตรียมปฏิบัติงานอยู่ที่แห่งหนึ่งซึ่งคงบอกไม่ได้ แต่ไม่ไกลจากประเทศไทยนัก”
       ที่แท้วนัส นั่งเขียนจกหมายฉบับนี้ที่เต็นท์ในป่าประเทศอินเดียว ท่ามกลางแสงตะเกียง ตอนกลางคืน
       วนัสเขียนต่อ
       “วันนี้จะมีสายเข้าไปในประเทศไทย นัสเลยรีบเขียนจดหมายฉบับนี้ฝากมา ไม่รู้ว่าจะมาถึงมืออังหรือเปล่า” เขียนถึงตรงนี้ วนัสเงยขึ้น คิดอยู่สักพัก จึงเขียนต่อ “แต่ก็ภาวนาด้วยแรงใจ แรงคิดถึง แรงรัก ให้ช่วยคุ้มครองและนำพาจดหมายฉบับนี้มาถึงมืออังให้ได้ เพื่อจะบอกอังว่า...”
       อังศุมาลิน น้ำตาคลอเบ้า ดวงตาไหวระริก เอ่อจวนไหล
       “นัสยังคิดถึงและตั้งตารอที่จะมาเจอหน้าอัง หากโชคดี อีกไม่นานนัสจะได้เข้ามาในประเทศไทยแล้ว ฝากบอกทุกคนที่บ้านด้วยว่าไม่ต้องห่วง เขียนได้แค่นี้ล่ะ ไม่มีเวลาแล้ว...คิดถึงสุดหัวใจ...วนัส”
       กระดาษจดหมายในมืออังศุมาลินสั่นไหวระริก
       ยายศรสงสัย “อะไร..ยายอัง...จดหมายใคร”
       อังศุมาลินพูดคล้ายคนละเมอ “วนัส...วนัสค่ะ”
       แม่อรตะลึงแกมฉงน รีบคว้ากระดาษในมืออังศุมาลินมาเพ่งดู
       “ก็ไหนว่าอยู่เมืองนอกนี่ แล้วนี่ส่งมาได้ยังไง”
       “เขาคงกำลังทำงานกับพวกใต้ดินมังคะ” อังศุมาลินว่า
       ยายออกอาการตกใจ “แล้วทำที่ไหน ยังไงกันเนี่ย โธ่เอ๊ย อยู่ดีไม่ว่าดีนะ ไปยุ่งกะเขาทำไม”
       แม่อรอ่านจบ “แล้วนี่ว่าอยู่ไม่ไกล...มันที่ไหนกัน”
       “คงแถวๆพม่า หรืออินเดีย ไม่ก็จีน...” อังศุมาลินคาดเดา
       “เฮ้อ...แล้วยังจะเข้ามาอีก เกิดเขาจับได้ละจะทำยังไง” แม่อรวิตกหันไปสบตายายศร ตัดสินใจ “ขอจดหมายนี่นะลูก แม่จะเอาไปให้ลุงกำนันดู”
       แม่อรขมีขมันถือจดหมายเดินลงเรือนไป
       อังศุมาลินนั่งนิ่งมองเหม่อเหมือนกับจะส่งคำถามออกไปถึงคนที่อยู่แดนไกล ยายศรมองหน้า สีหน้าห่วงใยหลานที่ดูสับสนเหลือแสน
      
       ตกตอนบ่าย บนยกพื้นของชานเรือนถูกใช้เป็นที่รับรอง นายทหารญี่ปุ่น 3 นาย เห็นจานของว่างสำหรับกินกับน้ำชา ซึ่งเป็นข้าวต้มมัดไส้กล้วย มีถั่วดำวางไว้ในจาน ตัดเป็นคำๆ รองด้วยใบตองเจียน กล้วยไข่เชื่อมเคี่ยวจนแห้ง มีกะทิข้นราด ใส่ในถ้วยเล็ก และผลไม้คือส้มโอที่แกะเป็นกลีบเล็ก พอคำ ถูกตักพร่องไปแล้วมากมาย
       นายทหารญี่ปุ่นระดับสูง 3 นายพูดคุยสนุกสนาน ยิ้มแย้มกันไปมาในวงน้ำชา โกโบริที่นั่งร่วมวงดื่มชาแบบญี่ปุ่นอยู่ด้วย ต่างหัวเราะอารมณ์ดี
       อังศุมาลินเดินมาวางกาน้ำชา ที่ไปชงเพิ่มมาวางลงที่วง สีหน้าขรึม สงบ มีเรื่องในใจ
       “รับชาเพิ่มกันมั้ยคะ” อังศุมาลินบอก
       โกโบริหันไปส่งภาษาถามพรรคพวก ก่อนหันมาหาอังศุมาลิน พูดยิ้มๆ
       “พอแล้ว เขาอิ่มแปล้กันแล้ว เขาบอกว่าอร่อยมาก วันหลังขอมาทานอีก”
       นายทหารหันมองอังศุมาลินยิ้มให้ แล้วโค้งขอบคุณกัน
       นายทหารคนหนึ่งพูดแซวขึ้นมา ประมาณถ้าผมมีผู้หญิงอย่างนี้กับเขาสักคน ขอไม่กลับญี่ปุ่นไปจนตาย โกโบริยิ้มนิดๆ ทุกคนที่เหลือหัวเราะกันเบาๆ
       อังศุมาลินยิ้มตอบ แล้วก้มหน้า แต่ดูขรึม เฉย โกโบริมองๆ ผิดสังเกตในความเฉยที่ไม่มีวี่แววยิ้มหัวขี้เล่นใดๆ
      
       นายทหารญี่ปุ่นกลับไปแล้ว ขณะที่อังศุมาลินจัดวางขนมที่เหลือ แยกไว้ อันไหนเก็บ อันไหนทิ้ง แล้วกลับยืนนิ่งเหม่อลอย ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างครัว
       ต้นแขนอังศุมาลินมีมือยื่นมาแตะเบาๆ อังศุมาลินสะดุ้งเฮือกหันไปเห็นโกโบริมายืนอยู่
       “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       อังศุมาลินไม่ตอบ ส่ายหัวไปมาเบาๆ
       โกโบริเป็นห่วงเลยดึงตัวมาใกล้ แล้วใช้หลังมือทาบที่ แขน คอ และหน้าผากเบาๆ
       “คุณก็ไม่มีไข้นะ ทำไมดูหน้าเซียวๆ หรือคุณเหนื่อยมากไป เมื่อสายผมก็เห็นกะละมังซักผ้าที่ท่าน้ำ คุณอย่าเอาชุดผมไปซักเลยผ้ามันหนา ทิ้งไว้อย่างนั้น เพราะผมจะเก็บไปให้ทหารซักเอง”
       อังศุมาลินรู้สึกถึงความอาทร ความเต็มตื้นภายในจึงพุ่งล้นออกมาเป็นน้ำตาคลอๆ ในดวงตากลมโต
       โกโบริงงเล็กน้อย ก่อนใช้มือจับแขนทั้งสองไว้
       “ฮิเดโกะ เกิดอะไรขึ้นหรือ”
       อังศุมาลินไม่ตอบ ได้แต่ส่ายศีรษะเบาๆ อีก แต่น้ำตากลับเอ่อท้นมากขึ้น
       โกโบริรีบรั้งตัวอังศุมาลินเข้ามาโอบกอด ปลอบประโลมเบาๆ
       “ต้องมีอะไรแน่ ไม่งั้นคุณจะไม่ร้องไห้อย่างนี้แน่”
       อังศุมาลินซบหน้ากับแผ่นอกโกโบรินิ่งนาน
       “ฮิเดโกะ บอกผมหน่อยได้ไหม คุณเหนื่อยหรือเบื่อที่ต้องรับรองแขกหรือเปล่า คุณเป็นอะไร”
       “ไม่..ค่ะ”
       โกโบริแนบคางลงกับศีรษะอังศุมาลินอย่างอ่อนโยน
       “รู้มั้ย เมื่อกี้พวกนั้นเขาว่าอะไรผมมา...เขาว่าถ้าผู้หญิงไทยเป็นแบบคุณทุกคน ทหารญี่ปุ่นคงไม่มีใครกลับประเทศกันแน่”
       “แต่คุณต้องได้กลับประเทศคุณใช่ไหม” อังศุมาลินมอง ถามด้วยความอยากรู้จริงๆ
       โกโบริถึงกับอึ้งไปครู่ มองสบตาจริงจัง
       “คุณต้องการให้ผมกลับไป”
       อังศุมาลินหลบตาวูบ “คุณสัญญาแล้วว่า…”
       โกโบรินิ่งงัน ปวดร้าวในใจขณะพูดออกมา
       “จะปล่อยคุณเป็นอิสระ”
       โกโบริถึงกับแขนตกลงทันที พลางขยับถอยออกมาเล็กน้อย จ้องมองอังศุมาลินจริงจัง แววตาเศร้าๆ
       “ผม...จะรักษาสัญญานั้นเอาไว้แน่ๆ แต่ผมไม่รู้เลย...ว่า จนเดี๋ยวนี้...คุณก็ยังต้องการมันมากขนาดนั้น”
      
       โกโบริพกเอาความน้อยใจ เสียใจติดไป ขณะเดินออกไปจากครัว

      
       อังศุมาลินเดินออกมาที่ชานเรือน มองหา เห็นโกโบริยืนเหม่อๆ อยู่ที่บันไดบริเวณที่มีกระถางต้นไม้ตั้งอยู่ อังศุมาลินมองๆ คิดๆ แล้วตัดสินใจตามไปยืนข้างหลัง
      
       “ถ้าคุณรักษาสัญญานั้นได้ ฉันก็จะให้สัญญาคุณไว้ข้อหนึ่ง”
       “ผมไม่ต้องการ” โกโบริหันมามองหน้า แล้วเดินหนี
       “แต่ฉันจะให้ค่ะ” อังศุมาลินบอกในท่าทีจริงจัง น้ำเสียงมุ่งมั่น ขณะตามมาดักหน้าให้โกโบริ สองคนมองหน้ากัน “ระหว่างที่คุณ...อยู่ที่นี่ ฉันก็จะไม่เป็นศัตรูกับคุณอีก! จนกว่า...จะถึงวันที่ฉันขอ...อิสระ”
       โกโบริมองมาอย่างท้าทาย “อาทิตย์หน้า หรือมะรืนนี้ หรือพรุ่งนี้”
       อังศุมาลินซึมไป “ไม่เร็วอย่างนั้นหรอกค่ะ”
       โกโบริหันหลังขวับ
       “การแลกเปลี่ยน...ความสุขชั่วคราว กับอิสรภาพของคุณหรือ”
       อังศุมาลินอึกอัก “คือ…”
       โกโบริหันขวับกลับมาหา หน้าซีดเผือด
       “ตกลง...ความสุขชั่วคราวของผม กับอิสรภาพของคุณ”
       พูดจบโกโบริยิ้มเยาะตัวเอง
       “ที่จริง คุณไม่ต้องยอมทำเพื่อแลกสัญญากับผมก็ได้ คุณคิดหรือว่าชีวิตทหารจะอยู่ยืดยาวไปจนสิ้นสงคราม คุณไม่ต้องห่วงหรอกว่าจะผูกพันอยู่กับผมไปตลอดชีวิต คุณไม่ต้องกลัวหรอกว่าต้องอยู่กับสิ่งที่คุณเกลียดชังตลอดไป อิสระของคุณขึ้นกับความตายของผม และคุณจะได้มันแน่ๆ”
       “ไม่ใช่ค่ะ...โกโบริ คือชั้น...” อังศุมาลินพยายามจะอธิบาย
       แต่โกโบริหันตัวเดินออกไปปังๆ แล้วเข้าห้องนอนไปทันที
       อังศุมาลินขยับตามไป แต่ก็ไม่เคยง้อใคร จึงหยุดชะงัก ยืนนิ่งอยู่ เซ็งมากๆ
      
       ที่เรือนกำนันนุ่ม จดหมายวนัสในมือกำนันแล้ว กำนันนุ่มสวมแว่น กวาดสายตาอ่านข้อความจดหมายอย่างรวดเร็ว เสียงแม่วันสะอื้นอยู่เบาๆ
       แม่วันที่นั่งสะอื้นเสียใจอยู่ไม่ห่าง มีแม่อรนั่งสีหน้าไม่ดีปลอบโยนอยู่ข้างๆ
       ครู่ต่อมากำนันละจดหมายลง พลางถอนใจออกมาเบาๆ ยกมือไหว้ท่วมหัว
       “เจ้าประคุณ คุณพระคุณเจ้า พระสยามเทวาธิราช สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยปกปักษ์คุ้มครองไอ้หนูให้มันแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ให้ไอ้หนูทำหน้าที่ให้ประเทศชาติได้สำเร็จอย่างที่มุ่งหมาย ให้ไอ้หนูได้กลับมาบ้านปลอดภัยด้วยเทิ้ด...” กำนันหันไปปลอบเมีย “เอาน่าแม่ ได้รู้ว่าลูกมันอยู่รอดปลอดภัยก็ดีแล้ว ยังไงคนดีอย่างไอ้หนูพระย่อมคุ้มครอง”
       แม่อรช่วยปลอบอีกแรง “ทำใจดีๆ น่าพี่วัน พ่อกำนันพูดถูก ฉันเองก็เชื่อว่ายังไงเสียพ่อวนัสต้องไม่เป็นอะไร แล้วก็...จะกลับมาได้แน่”
       แม่วันสะอื้น “ฉันก็ไม่อะไรหรอก...ก็ไม่รู้เป็นอะไร พอเห็นลายมือลูกก็กลั้นเอาไว้แทบไม่อยู่ แต่คิดไปถึงวันที่เจ้านัสกลับมาจริงนี่สิ...”
       แม่อรฟังแล้วสะอึก เข้าใจได้ทันทีว่าเรื่องอังศุมาลินนั่นเอง
       “ฉันน่ะเสียดาย เสียดายเด็กดีๆ อย่างแม่อัง ไม่น่าเลย ต้องไปตบไปแต่งกับ…”
       แม่วันพูดไม่ทันจบกำนันนุ่มพูดแทรกกึ่งตัดบท กึ่งปลอบ มองแม่อร อย่างเกรงใจ
       “แล้วไปแล้วก็ปล่อยมันไปเถอะน่า”
       แม่วันไม่วายครวญคร่ำ “ก่อนไปไอ้หนูมันก็พูดจาฝากฝังแม่อังกับเราไว้เสียแข็งแรง แล้วถ้ามารู้อย่างนี้เข้า...”
       แม่วันพูดต่อไม่ออก ได้แต่สะอื้นไห้ต่อไป
       “จะว่าไป...ทางฉันเองก็เป็นผู้ใหญ่ที่ช่วยพูดช่วยสื่อให้สองคนเขาได้ตบได้แต่งกัน” กำนันถอนใจ “เฮ้อ...เอาเถอะแม่ อย่างไปห่วงไปกังวลอะไรให้มากไปเลย อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด เราไม่มีทางห้ามไม่ให้มันเกิดได้หรอก อีกอย่างทางนั้นเขาก็ใช่ว่าเลวร้ายอะไรที่ไหน ก็เป็นคนดีคนหนึ่ง หลายเรื่องเขาก็ช่วยเหลือเป็นหนังหน้าไฟแบกรับไว้ไม่ให้แม่อังเดือดร้อน ถ้าไม่ใช่พ่อโกโบริคนนี้ ก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวมันจะเป็นยังไง ถึงไอ้หนูจะมารู้เข้า ฉันก็เชื่อว่าไอ้หนูต้องเข้าใจ”
      
       แม่อรได้แต่ฟังเงียบๆ นึกสะท้อนใจ


  


       หลายเดือนต่อมา ที่สนามบินกองกำลัง ๑๓๖ กัลกัตตา ประเทศอินเดีย เวลาตอนเย็น
      
       ฝีเท้านายทหาร 3 นายกำลังเดินมา ที่แท้เป็น วนัส ท่านชายวิชาญ และอรุณ อยู่ในชุดนักบินโดดร่มกองทัพอังกฤษ แต่ละคนมีสัมภาระมาเต็มหลัง เดินคุยกันมา ที่ด้านหลัง 3 คน เห็นเป็นโรงเก็บเครื่องบิน และลานกว้างของสนามบินของกองกำลัง ๑๓๖ กัลกัตตา กลางภูเขา ในประเทศอินเดีย
       “ตื่นเต้นสิลำพู เงียบมาตลอดทาง” ท่านชายถามวนัส
       วนัสยิ้มๆ พลางบอก “นิดหน่อยครับท่าน...เอ้อ แซม” วนัสเรียกชื่อฉายาแทน
       “ไม่รู้ว่าเครียดเรื่องจะได้กลับบ้าน หรือเรื่องพริชาร์ต กับ แอพพรีซิเอชั่น1ขาดการติดต่อ” อรุณว่า
       วนัสยิ้มๆ อีก “จะเป็นตายร้ายดียังไง พวกเราก็ต้องกลับไปเหยียบแผ่นดินไทย ถึงตรงนั้นค่อยว่ากัน”
       “ถูกแล้วลำพู..มา”
       ท่านชายบอก แล้วหันมาหยุดเดิน ทั้งสองหยุดตาม เห็นท้ายเครื่องบิน บี 24 เปิด ramp รอให้ขึ้นอยู่ใกล้ๆ มีนักบินยืนคุยรออยู่สองนาย
       ท่านชายวิชาญ ยื่นมือออกมา ทั้งสองยื่นมือมาจับประสานรวมใจ แบบสานมืองัดข้อสามเส้า
       ท่านชานมองหน้าทั้งสองสหาย พลางอธิษฐานขอพร “ขอพระสยามเทวาธิราช ได้โปรดคุ้มครองพวกเราแอพพรีซิเอชั่น 2 จงสำเร็จบรรลุผล”
       ทั้งสามประสานเสียงพร้อมกัน ดังลั่น “Free Thai”
       ฟรี ไทย คือ เสรี ไทย ซึ่งมีความหมายว่าปลดปล่อยประเทศไทย!
       ทั้งสามมองหน้ากันมุ่งมั่น มั่นใจ เปี่ยมล้น และมีพลัง
      
       ที่เมืองไทยก็ค่ำแล้ว ดวงอาทิตย์แลลับเหนือขอบแมกไม้ในสวน ยายศรกำลังกินข้าวอื่ม ดื่มน้ำจากขันเล็กๆ อังศุมาลินเก็บสำรับที่กินอิ่มใส่ถาด
       “แล้วนี่แม่เขาทำไมหายไปนานจัง จนค่ำมืดแล้ว” ยายศรถามถึแม่อร ที่ไปบ้านกำนันนุ่มยังไม่กลับ
       “คงคุยธุระกับลุงกำนันยาวมังคะ แล้วลุงกำนันคงเลี้ยงข้าวเย็นเสียเลย”
       “อืม..แล้วพ่อมะลิเขาไม่กินข้าวเย็นจริงหรือ ยายว่าหนูน่าจะเข้าไปถามเขาอีกทีให้แน่ดีกว่า”
       อังศุมาลินที่ก้มหน้าก้มตาเช็ดโต๊ะ ตรงที่เพิ่งเก็บวงข้าวเย็น กลุ้มใจ
      
       ตะเกียงไขแสงสว่างจ้าไปทั่วบริเวณห้องนอน แลเห็นดินสอแท่งสั้นแท่งยาวเกลื่อน กล่องเครื่องมือเขียนแบบเปิดอ้า จนได้เห็นว่าโกโบริกำลังก้มหน้าคร่ำเคร่งขีดเขียนลงไปบนแบบพิมพ์เขียวใบโตที่ปูวางอยู่เต็มโต๊ะ
       อังศุมาลินเข้ามาในห้อง ถามเสียงเย็นชา
       “อาบน้ำก่อนไหมคะ”
       “เดี๋ยว...” โกโบริคร่ำเคร่งทำงานต่อ
       อังศุมาลินเมียงมอง แล้วทำเสียงตวัดใส่ “รับประทานข้าวไหม”
       โกโบริพูดโดยไม่ยอมหันมามอง “ผมไม่หิว กินขนมไปเยอะตอนบ่าย ตอนนี้คงต้องขออาศัยทำงานที่นี่ก่อน เพราะที่อู่ผมไม่มีอะไรเหลือเลย แบบพิมพ์เขียวนี่ก็ต้องไปขอมาใหม่”
       จากนั้นโกโบริก้มหน้าก้มตาขีดเขียนต่อไป อังศุมาลินเดินเข้ามาตรงไปที่ตู้เสื้อผ้าเปิดหยิบชุด และผ้าเช็ดตัว เหลียวมองโกโบริที่ยังก้มหน้าตา คร่ำเคร่ง หมั่นไส้นิดๆ แล้วค้อนให้หนึ่งวง ก่อนเดินจะกลับออกไป
       โกโบริรับรู้จากเสียง เหลียวมองตาม สีหน้าเศร้า ถอนใจ
      
       คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์ข้างแรม ที่เห็นเป็นจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่เหนือเรือนไม้บ้านอังศุมาลิน
       อังศุมาลินอยู่ในชุดใหม่ หลังอาบน้ำเสร็จเปิดประตูห้องนอนเข้ามา ทำหน้าบึ้งตึง พร้อมกับแก้วกาแฟร้อนๆ
       ที่มีควันหอมฉุยถูกวางลงบนโต๊ะทำงาน
       โกโบริที่ขะมักเขม้นอยู่กับการขีดเขียนแบบอยู่เหมือนเดิม ละสายตามามองเพียงเล็กน้อย
       “ขอบคุณ”
       อังศุมาลินยืนดูกองดินสอทู่มากมายวางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะ เลยยื่นมือไปคว้ารวบขึ้นมาไว้ โกโบริหันมามองเต็มตา
       อังศุมาลินบอกเรียบๆ “จะไปเหลาให้ค่ะ”
       โกโบริกลับปฏิเสธ “ไม่ต้อง ผมทำเองได้”
       “ไม่เป็นไรค่ะ” อังศุมาลินตาคว่ำ
       โกโบริรีบวางมือทับมืออังศุมาลินไว้
       “ฮิเดโกะ...คุณโกรธผมทำไม”
       “เปล่า”
       “แต่ผมรู้ว่าคุณโกรธผม”
       อังศุมาลินดึงมือออกแต่โกโบริกลับรีบตวัดรั้งสะเอวอังศุมาลินเข้ามาไว้ โกโบริแหงนเงยมองหน้าด้วยสีหน้าทุกข์ร้อน
       “โกรธเพราะเรื่องเมื่อเย็นหรืเปล่า”
       อังศุมาลินมองหน้า ฉงน งวยงงว่าใครโกรธใครกันแน่? แล้วรีบดึงรั้งตัวให้หลุดจากวงแขนโกโบริ
       “คุณก็รู้ ทำไมผมถึงพูดไปอย่างนั้น เอาเถอะ ลืมมันเสียผมให้สัญญากับคุณแล้ว และคุณก็สัญญาจะให้ข้อแลกเปลี่ยนกับผม ผมจะพยายามไม่นึกถึงอะไรล่วงหน้าอีก นอกจากวันนี้ในขณะนี้...เราอยู่ด้วยกันอย่างเป็นสุข จนกว่าคุณจะ...ขอให้ผมทำตามสัญญา ตกลงไหม”
       อังศุมาลินพยายามแกะแขนโกโบริออก แต่โกโบริกลับรั้งแน่นเข้ามาอีก
       “คุณอย่าขี้โกงสิ คุณเองเป็นคนให้สัญญานี่ งั้นถ้าคุณโกง ผมก็จะโกงบ้างละ”
       โกโบริแนบจมูกลงไปที่ต้นแขนอังศุมาลินอย่างทะนุทะนอม เอามือมากอบกุมไว้โดยนุ่มนวล
       “ฮิเดโกะ..ผมรักคุณ ถึงยังไงผมก็ยังรักคุณอยู่ดี หากผมต้องทรมานเพราะต้องรักใครด้วยใจสักคนหนึ่งผมยินดี..แม้เวลาแห่งความสุขจะมีเหลือเพียงน้อยนิด ผมก็จะขอตักตวงเอาไว้เพื่อให้คุ้มกับความทรมานต่อไปในภายหน้า บางที..ผมก็จะได้รำลึกถึงวันนี้เอาไว้เป็นเครื่องปลอบใจตัวเองว่า ผมเคยรู้รสความสุขในรักมาแล้วว่าเป็นอย่างไร ผมยินดีที่จะแลกเปลี่ยนสัญานั้นกับคุณ ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินฟังแล้วเศร้า แต่พยายามยิ้ม “ตกลงค่ะ สักวันหนึ่ง ฉันก็จะอธิบายให้คุณฟังว่าทำไมฉันถึงขอสัญญานี้จากคุณ”
       “อย่าเลยฮิเดโกะ หากคุณยิ่งอธิบายมันอาจยิ่งย้ำให้เราเจ็บปวดกันยิ่งขึ้น คุณมีเหตุผลของคุณ ผมมีหัวใจของผมเท่านั้นก็พอ ถ้าผมตาย ผมก็จะพาหัวใจรักนี้ของผมไปด้วย แต่คุณ...อาจต้องลำบากหน่อย ที่ต้องอธิบายความให้คนของคุณได้เข้าใจ แต่ถ้าผมเป็นเขา เพียงได้หัวใจรักของคุณ เรื่องอื่นมันก็ไม่สำคัญอีกต่อไป..เราอย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย ดีไหม”
       อังศุมาลินน้ำเสียงแจ่มใสขึ้น “ดีค่ะ...ฉันจะไปเหลาดินสอมาให้”
       “อืม แล้วคุณแม่คุณไปไหนหรือ ผมเห็นแต่คุณยาย”
       อังศุมาลินบอกไม่เต็มเสียง “ไปบ้านลุงกำนันค่ะ”
       “ลุงกำนัน...เป็นคนที่ฉลาดมาก” โกโบริพูดอย่างชื่นชม
       อังศุมาลินมองหน้า หมายความว่าไง? โกโบริหน้าตาเรียบๆ ก้มลงทำงานต่อ
       ปล่อยให้อังศุมาลินงงอยู่อย่างนั้น ว่าที่พูดความหมายคืออะไร
       ไม่นานต่อมา ดินสอแท่งแล้วแท่งเล่าถูกเหลาไปมาอย่างประณีต สีหน้าอังศุมาลินเหลาดินสอไปมาย่างเบิกบานในใจ
       ครู่หนึ่งดินสอ 4-5 แท่ง ที่ถูกเหลาสวยงาม ถูกยื่นให้โกโบริ
       “นี่ค่ะ”
       โกโบริหันมา วางมือจากการขีดเขียน ยิ้มรับสดใส
       “คุณจะทำอะไรก็ไปทำเถอะ หรือถ้าง่วงก็นอนได้เลย ไม่ต้องห่วงผม”
       “ค่ะ”
       อังศุมาลินพลางยื่นหน้าไปดูแบบบนโต๊ะเอียงคอมองไปมาอย่างสนใจ โกโบริยิ้มๆ
       “รู้เรื่องไหม ฝีมือผม”
       อังศุมาลินสั่นศีรษะ “ทำไมเส้นอะไรมันมากนักคะ นี่เรือหรืออะไร”
       โกโบริยิ้มขำ พลางบอก “เรือครับ เรือระบายพล”
       อังศุมาลินหัวเราะตาม แกล้งยื่นหน้าเข้าไปดูอีกก่อนถอยออกมามองไปที่แก้วกาแฟ
       อังศุมาลินถามคล่องปรื๋อ “ภาษาญี่ปุ่นเรียกนี่ว่าอะไร”
       โกโบริตอบแข็งขัน “กาแฟ” พลางยิ้มๆ “คุณนี่พูดภาษาญี่ปุ่นได้ดีทีเดียว”
       “เสียใจ แต่ฉันไม่ค่อยเข้าใจมันนัก” อังศุมาลินว่าเป็นคำญี่ปุ่น
       “ไม่เป็นไร วันหลังผมจะสอนให้คุณเอง มันมีอยู่ประโยคหนึ่งที่คุณควรหัดพูดไว้ก่อนเพื่อนเลย”
       โกโบริมองด้วยสายตาเป็นประกายกรุ้มกริ่ม อังศุมาลินไหวตัวทัน
       “เอ๊ะมีคนมา”
       อังศุมาลินรีบผละเดินออกไป
       “อ้าว เดี๋ยวสิ ฟังประโยคนี้ก่อน ไม่ยากหรอก”
       อังศุมาลินเปิดประตูออกไป แล้วโผล่หน้าเข้ามา
       “เก็บไว้พูดคนเดียวเถอะ”
       “วันหลังผมจะสอนให้นะ”
      
       อังศุมาลินปิดประตู โกโบริยิ้มเต็มยิ้มจนตาหยี สุขแสนสุข

      
       คืนนั้น ขณะที่แม่อรซึ่งเพิ่งกลับมาถึงเรือนกำลังนั่งดื่มน้ำ อังศุมาลินเดินออกมาจากห้องพอดี เห็นแม่ หน้าที่ยิ้ม ค่อยๆ เลือนลง เมื่อนึกได้ว่าแม่ไปไหนมา
      
       “ลุงกำนันว่ายังไงบ้างคะ”
       อังศุมาลินถามขณะลงนั่งที่ยกชาน
       “ก็...พูดกันต่อนานเลย”
       “หนูเดาว่าคุณป้าต้องร้องไห้”
       “ก็ตามเคยนั่นละ”
       แม่อรมาทิ้งตัวลงใกล้ๆ อังศุมาลิน
       “แล้วพ่อดอกมะลิล่ะ”
       “เรียบร้อยแล้วค่ะ เขียนแบบอยู่ในห้องโน่น” อังศุมาลินขรึมไป สับสน ว้าวุ่น ด้วยรู้สึกผิด “จดหมายนัส..?”
       “แม่ก็ต้องให้พ่อแม่เขาไป จะเอามาเก็บไว้บ้านนี้ได้หรือ ถึง...พ่อโกโบริจะอ่านไม่ออกก็เถอะ”
       อังศุมาลินถอนใจ สับสน เดินลงจากเรือนไป
      
       อังศุมาลินเดินมาหยุดยืนมองต้นลำพูริมน้ำ แม่อรตามมามองลูกสีหน้าห่วงใย แต่ก็ขัดใจ แม่อรเข้ามาโอบปลอบลูก
       “แม่ว่าเรื่องอย่างนี้มันเป็นบุพเพ เราเคยสร้างสมกันมาอย่างไร มันก็เป็นของมันไปอย่างนั้น ใครจะไปทำยังไงได้ พ่อดอกมะลิก็ยกเสียอย่างเดียวว่าเป็นคนชาติอื่น นอกจากนั้นก็หาที่ติเขาไม่ได้”
       อังศุมาลินท้วง “แต่...”
       แม่อรบีบแขน ถือโอกาสพูดตักเตือนชุดใหญ่ “เขาเป็นคนดีนะลูก แม่เห็นหนูทำพยศพะเกียรติกับเขาบ่อยๆ ผู้หญิงน่ะ ที่สุดมันก็อยู่ที่แต่งงาน มีครอบมีครัวกันเท่านั้น จะดีหรือเลวยังไงก็ต้องถนอมน้ำใจกันให้มันยั่งยืน นี่เราก็ตบแต่งไปแล้ว เรื่องคุณพ่อเองก็ยังอีหลักอีเหลื่ออยู่ หนูน่ะอย่าเอาแต่ใจตัวเองนัก”
       “ก็ ไม่มีอะไรนี่คะ”
       “หนูก็ว่าไม่มีไม่มีอะไร แต่ทำไมแม่เห็นพ่อดอกมะลิดูซึมๆ ไป ตอนเจอกันใหม่ๆ แกดูสดใสช่างพูดช่างหัวเราะ แต่หลังๆ มานี่แกดูเศร้า ทำแต่งานๆ ยังกับจะไม่ให้ตัวเองมีเวลายังงั้นล่ะ..สงครามมันเรื่องการเมืองนะลูก หนูอย่าเอาเรื่องการบ้านเข้าไปเกี่ยวกันไม่ได้ แกก็พยายามทำหน้าที่ของแกที่มีต่อชาติให้ดีที่สุด และหนูเองก็ได้ช่วยเหลือบ้านเมืองอย่างที่ผู้หญิงตัวเล็กๆพึงทำได้มาอย่างดีแล้ว แต่เรื่องในบ้านหนูต้องแยกไว้ต่างหาก หนูทำหน้าที่หนูให้กับคนอื่นได้ แต่ทำไมกับคนของเราหนูกลับทำให้ไม่ได้…”
       อังศุมาลินรู้สึกวาบขึ้นมาทันที ได้แต่ฟังเงียบๆ เหลือบมองต่ำ
       “ลูกผู้หญิงชั่วดีถี่ห่างก็ต้องผัวเดียวเมียเดียว ซื่อสัตย์ต่อกันจนวันตายจึงจะนับว่าประเสริฐคน ไอ้คิดจะแยกร้างกันมันไม่ควร หนูอย่าไปดูพ่อดอกมะลิแกแค่แง่เดียว แม่อยากให้หนูมองดูแกให้มากกว่านี้ แล้วเวลาข้างหน้าอาจทำให้หนูเปลี่ยนใจ”
       อังศุมาลินพลางถอนใจยาว
       “แล้วพ่อดอกมะลิ แกรู้เรื่องวนัสหรือเปล่า”
       “ทราบค่ะ...เขาว่า วันไหนที่หนูต้องการอิสระ...เขาก็จะให้”
       แม่อรไม่ใคร่ชอบใจนักเมื่อได้ฟัง
       “หึ นี่พ่อดอกมะลิมาพูดอย่างนี้มันไม่ถูก คนเราไม่ใช่ข้าวใช่ของจะมาหยิบยกให้กันง่ายๆ ได้ที่ไหน ทางพ่อวนัสมารู้เข้าแล้วจะว่ายังไง...เราก็ยังไม่รู้”
       อังศุมาลินเงียบกริบนิ่งงันไป
      
       ในเวลาต่อมาอังศุมาลิน มองโกโบริที่กำลังนั่งค้อมตัวลงใกล้ จ้องแบบพิมพ์เขียวบนโต๊ะ ขีดเขียนอย่างจดจ่อมียุงกลุ่มหนึ่งเกาะแขนตัวเปล่ง
       “คุณง่วงก็นอนเสียเถอะ ไม่ต้องห่วงผมเลย”
       โกโบริหันมามอง พลางขยับสะบัดแขนคลายความเมื่อยล้าไปมา ยุงที่เกาะแขนบินแตกฮือ
       อังศุมาลินขยับมายืนอยู่ไม่ไกล
       “คุณควรอาบน้ำเสียก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยกลับมาเขียนต่อ”
       อังศุมาลินเดินไปที่ตู้เสื้อผ้า เปิดดึงผ้าเช็ดตัวและกางเกงขาสั้นประจำของโกโบริออกมา
       พอโกโบริเห็นรีบวางมือ แล้วลุกผึงทันที
       “ฮิเดโกะ เดี๋ยวผมหยิบเองได้”
       “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
       อังศุมาลินเดินถือเสื้อผ้ามา โกโบริตื้นตันยิ้มเต็มยิ้มสีหน้าเปี่ยมสุข
       “ผมจะไม่มีวันลืมวันเวลาเหล่านี้หรอก ถึงมันจะสั้นสักแค่ไหนก็ตาม”
       อังศุมาลินก้มหลบสายตา มองผ้าเช็ดตัวและกางเกงในมือ
       “ขอโทษ...ผมอาจจะเผลอพูดอะไรไปจนไปกระทบใจคุณเข้า ลืมมันเสียเถอะ ผมก็จะพยายามลืมด้วยเหมือนกันว่าตัวเองมีเวลาน้อยแค่ไหน”
       โกโบริรับเสื้อผ้ามา อังศุมาลินเดินเลี่ยงไปทางหลังฉาก
      
       แสงจันทร์นวลผ่องสาดกระทบยอดไม้ริมหน้าต่างที่พลิ้วไหวไปมาตามแรงลม โกโบริอาบน้ำเสร็จเดินเข้ามามองไป เห็นแก้วกาแฟร้อนกรุ่นเต็มแก้ว ดินสอปลายเหลาแหลมมาเสียบอยู่ในถ้วยแก้ว พร้อมยากันยุงเป็นแท่งธูป ถูกจุดไว้ใต้โต๊ะ
       โกโบริในชุดกางเกงขาสั้นตัวเดียว มีผ้าเช็ดตัวเช็ดถูหัวหูไปมายืนนิ่งมองที่โต๊ะ ก่อนหันไปดูที่ฉากกั้นที่ยกมาวางกั้นระหว่าง 2 ฟูก ฟูกของโกโบรินั้นอยู่ฝั่งเดียวกะโต๊ะทำงาน
       “ฮิเดโกะ..อาทิตย์หน้าจะมีเรือบินบรรทุกสัมภาระจากญี่ปุ่น คุณอยากได้อะไรไหม กิโมโน ของใช้ผู้หญิง ฮิเดโกะ”
       พลางโกโบริเดินมาเขย่งมองข้ามฉากไปมา เห็นแผ่นหลังเป็นเงาๆ ของอังศุมาลินในมุ้งนอนหันหลังอยู่
       “ฮิเดโกะ หลับแล้วหรือ”
       โกโบริเรียกแล้วยืนรอฟังคำตอบอยู่ครู่ก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะทำงาน
       ที่แท้อังศุมาลินแกล้งทำเป็นหลับ แต่นอนกลั้นขำอยู่ แล้วค่อยๆ แอบหันไปดูทางฉาก เห็นเงาโกโบริไปนั่งอยู่ที่โต๊ะแล้ว
      
       อังศุมาลินยิ้มๆ มานอนตะแคงอย่างเดิม แต่ไม่วายเล็งที่ฉาก ที่กั้นที่นอนอีกอันไว้


  


       ตีสองแล้ว ตะเกียงบนโต๊ะถูกดับลง อังศุมาลินพลิกตัวขดหนาวหลับปุ๋ยมือซุกใต้หมอนอยู่
       มือโกโบริ ค่อยๆ บรรจงคลี่ดึงผ้าห่มจากปลายเท้าขึ้นมาห่มคลุมตัวให้
      
       อังศุมาลินซึ่งอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น รู้สึกตัวรีบหันมาปัดมือที่กำลังดึงห่มมาที่ตัวเอง โกโบริที่ดึงผ้าห่มผงะชะงัก
       “อ้าว ผมเห็นคุณนอนขดคิดว่าคงหนาว เลยจะห่มผ้าให้”
       อังศุมาลินปรือตาง่วงๆ งงๆ “คะ”
       “ห่มผ้าเสีย อากาศชักเริ่มเย็น”
       โกโบริดึงผ้าห่มให้อังศุมาลินขึ้นต่อ จนจรดต้นคอ แล้วยัดซุกปลายลงที่บ่าอังศุมาลินอย่างแน่นหนา
       “หลับต่อเถอะ”
       โกโบริมองอังศุมาลินที่ง่วงหลับตาลงพริ้มต่อ เลยโน้มไปจะจุมพิตที่หน้าผาก แต่อังศุมาลินรู้สึกตัวเสียก่อนรีบทำเป็นขยับตัว
       “งานเสร็จแล้วหรือคะ”
       “ยัง...เห็นว่าดึกแล้ว เลยว่าจะนอน พอดีมาเห็นคุณนอนขดอยู่”
       โกโบริฉวยโอกาสเอนตัวลงนอนข้างๆ อังศุมาลิน พลางลูบเส้นผมอังศุมาลินเล่นไปมา อังศุมาลินพยายามจะขยับหลบ แต่โกโบริทำไม่รู้ไม่ชี้
       “นี่กี่ทุ่มแล้วคะ”
       “ไม่รู้สิ แต่คงดึกมากแล้ว”
       “งั้นนอนเสียเถอะค่ะ”
       “ใช่ ผมก็ว่าอย่างนั้น”
       โกโบริทิ้งตัวลงนอนเบียดข้างอังศุมาลิน อ้อมแขนโอบไว้เหนือศีรษะอังศุมาลิน ถอนใจยาวอย่างสบายใจ
       “ฟูกคุณอยู่ทางโน้นค่ะ” อังศุมาลินบอก
       “ไม่เป็นไรหรอก”
       “แต่...”
       “คุณนอนไปเถอะ ไม่ต้องห่วงผม”
       โกโบริใช้นิ้วพันผมอังศุมาลินเล่นไปมา ทำเอาอังศุมาลินฉุนพลิกหันมา
       “ฉันไม่ได้ห่วงคุณ แต่ฉันว่าคุณ...”
       “ทำไมละ ไม่เห็นเป็นไรนี่ ผมจะนอนที่ฟูกโน้นหรือข้างฟูกนี้ ก็อยู่ใกล้คุณเหมือนกัน”
       “แต่ที่นอนคุณอยู่นั่น ไม่ใช่ตรงนี้”
       “ฟูกผมไม่มีผ้าห่ม”
       อังศุมาลินพยายามข่มอารมณ์ “มีค่ะ ก็..ฉันวางไว้เอง”
       โกโบริถามเนือยๆ “ไหนล่ะ”
       อังศุมาลินผุดลุกขึ้นนั่ง พลางสะบัดตัวออกจากผ้าห่มแล้วลุก เดินอ้อมฉากไป
       โกโบริมองตาม ยิ้มๆ
      
       อังศุมาลินทำหน้ามีชัย ที่เห็นปลายฟูกฝั่งโกโบริมีผ้าห่มวางอยู่จริงๆ อังศุมาลินรีบหยิบคว้าผ้าห่มที่พับอยู่ปลายฟูกขึ้นมาสะบัดให้เห็น
       “นี่ไงคะผ้าห่ม เห็นมั้ย...คุณมานอนนี่ได้แล้ว”
       โกโบริลุก แล้วยกฉากที่กั้นกลางออกไปให้พ้น เหมือนทำเพื่อมองดูอังศุมาลิน
       “ออ มีจริงด้วย”
       อังศุมาลินพูดแกมขู่ “คราวนี้นอนได้แล้วนะ”
       โกโบริตวัดคว้าตัวอังศุมาลินที่จะเดินหนีกลับไปจนเสียหลักล้มลงบนที่นอนของตน ในอ้อมอกตนพอดี
       “ใช่ นอนได้แล้ว”
       “ปล่อยค่ะ ฉันจะไปนอนทางโน้น”
       “ก็คุณมานี่เอง ช่วยไม่ได้ ทีผมไปขอแทรกนอนด้วยนิดเดียวยังว่า ตรงนี้คุณจะนอนให้เต็มฟูกไปเลยก็ไม่มีใครว่า เพราะผมใจดี และผมขอที่แค่นิดเดียว คุณก็นอนไป”
       โกโบริโอบรัดอังศุมาลินไว้เบาๆ อังศุมาลินพยายามดิ้นไปมาแต่ไม่เป็นผล โกโบริหลับตาลง กระซิบบอกเบาๆ “หลับได้แล้ว”
       โกโบริขยับเหยียดท่อนแขนสอดรองศีรษะแทนหมอนหนุนให้อังศุมาลิน แล้วขยับตัวให้อังศุมาลินเหยียดนอนได้สบาย อังศุมาลินพลิกหันหลังให้
       โกโบริถอนใจดัง กระซิบขึ้นมาอีกครั้ง
       “ผมรักคุณ ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินิ่งเงียบ นอนตัวแข็งไม่ขยับ จนโกโบริดูเหมือนจะหลับสนิทไปแล้วอย่างรวดเร็ว
       ครู่ต่อมาอังศุมาลินค่อยๆ ยกศีรษะแล้วพลิกขยับตัวจะลุก แต่ทันใดแขนที่สอดรองเป็นหมอนให้ก็พับงอกันไว้ไม่ให้ลุก ใช้อีกแขนหนึ่งรวบดึงให้เข้ามาชิดตัวยิ่งขึ้น
       โกโบริพูดอาการง่วงๆ “พวกทหารรู้สึกตัวเร็วกันทั้งนั้นละคุณ อย่าหนีไปไหนเลย”
      
       อังศุมาลิถอนใจเงียบๆ ตะแคงหันหนี แต่ยังนอนหนุนแขนโกโบริ ก่อนจะหลับไปในที่สุด
ตอนที่ 18
      
       ท้องฟ้ายามรุ่งสางยังดูขะมุกขมัว ดวงตะวันสีชมพูเพิ่งแย้มแสงแรกของวัน โกโบริและอังศุมาลินยังนอนเคียงคู่กันอยู่ที่เดิมท่าเดิม อังศุมาลินเริ่มขยับตัวตามความเคยชิน
      
       อังศุมาลินพยามพลิกเหยียดตัว แต่ปรากฏว่าตัวไปติดโกโบริที่นอนงอตัวเหยียดแขนอยู่ข้างๆ เลยรู้สึกลืมตาตื่น พอได้สติจึงหันไปเห็นว่าโกโบรินอนหลับพริ้มอยู่ข้างๆ ตกใจรีบลุกขึ้นนั่ง รวบผมให้เข้าที่
       อังศุมาลินค่อยๆ ชำเลืองมองโกโบริที่ยังนอนนิ่ง เห็นนอนหัวหมิ่นหมอน เลยค่อยๆ ขยับไปเอื้อมจับหมอนให้หนุนเข้าที่ โกโบริที่พลิกตัวพอดีรู้สึกตัว
       “หือ” โกโบริลืมตาตื่นขึ้น ทันที “เช้าแล้วหรือ”
       อังศุมาลินสะดุ้ง เงียบไม่ตอบ
       โกโบริผงกหัวขึ้นมองหน้าต่าง “ยังมืดอยู่เลย..คุณจะรีบลุกไปไหน”
       อังศุมาลินพูดเบา โดยไม่มองหน้า “ไปหุงข้าวค่ะ”
       โกโบริงอแงไม่ให้ไป “หุงทำไมแต่เช้า”
       “ก็ใส่บาตร แล้วก็...กิน” อังศุมาลินพูดแกมขันปนล้อ “ตอนเช้าคนก็ต้องกินข้าวสิคะ”
       “ก็ผมยังไม่กินก็ได้”
       โกโบริพยายามรั้งตัวอังศุมาลินไว้ แต่อังศุมาลินยันแขนกับฟูกไว้ได้ก่อน
       “แต่คนอื่นเขาต้องกินนี่คะ”
       “ก็ช่างคนอื่นเขาปะไร”
       ว่าแล้วโกโบริก็รวบแขนตัวจนอังศุมาลินล้มลงมา
       “คุยกันก่อนเถอะ ผมกับคุณยังไม่เคยคุยกัน...ดีๆ เลยสักที เผื่อวันข้างหน้าผมต้องไปรบ แล้วนอนเห็นฟ้ารุ่งสางแบบตอนนี้ ผมจะได้คิดถึงวันนี้ วันที่มีคุณนอนหนุนแขนอยู่ใกล้ๆ”
       “ข้อนี้ไม่มีในสัญญานี่คะ”
       “ไม่มีก็เพิ่มเข้าไป”
       “คุณ..งั้นห้ามเพิ่มอย่างอื่นเข้าไปอีกเด็ดขาด ตกลงไหมคะ”
       “หา...แต่มันก็อยู่ในใจความเดียวกันที่ว่า คุณจะให้ความสุขกับผมเหมือนกันนี่”
       ว่าพลางโกโบริหลับตาพริ้มต่อ อังศุมาลินถอนใจยาวทอดสายตามองเหม่อไป
      
       เวลาต่อมานกสองตัวบินมาเกาะริมหน้าต่าง แสงสลัวยามรุ่งสางที่นอกหน้าต่าง สาดผ่านม่านมุ้งที่กำลังพลิ้วลมโชยไปมา
       อังศุมาลินท่องกวีเบาๆ
       “อ้าอรุณแอร่มระเรื่อรุจี ประดุจมะโนภิรมระตี ณ แรกรัก
       แสงอรุณวิโรจน์นภาประจักษ์ แฉล้มเฉลาและโศภินักนะฉันใด
       หญิงและชายณ ยามระตีอุทัย สว่าง ณ กลางกมลละไมก็ฉันนั้น”
       โกโบริถามทั้งที่ยังหลับตา “คุณว่าอะไรนะ ไพเราะดีจริง”
       “คำกวีคะ พูดถึงความงามท้องฟ้ายามรุ่งอรุณ เทียบกับ..ความรักของคนเรา”
       “เหมือนที่ผมรักคุณใช่ไหม ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินไม่ตอบ ซุกหน้านอนนิ่งหลับตาลง
       โกโบรินอนตระกองกอดอังศุมาลินหลับตายิ้มพรายสีหน้าเปี่ยมสุขเป็นที่สุด ยินเสียงนกร้องประสานแว่วดังขับกล่อมสองคน
      
       เช้าตรู่ประตูเสื้อผ้าเปิดออก โกโบริเพิ่งล้างหน้าล้างตา มีผ้าเช็ดตัวคล้องคอ ยืนมองนิ่งคิด แล้วพลันคิดอะไรดีๆ ได้ขึ้นมา เสื้อผ้าถูกรื้อค้นไปมา จนได้เสื้อกางเกงมาชุดหนึ่ง โกโบริยิ้มพอใจ
      
       ส่วนที่ท่าน้ำหน้าบ้าน แม่อร ยายศร และอังศุมาลิน ใส่บาตรกันอยู่ อังศุมาลินตักข้าวใส่บาตร หน้าตาอิ่มเอมเป็นสุขอย่างเห็นได้
      
       ไม่นานนัก อังศุมาลินเปิดประตูเข้ามา ทันทีที่มองเห็นคนในห้อง สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นแปลกใจเล็กน้อย เพราะโกโบริอยู่ในชุดลำลองสากลดูแปลกตาไป กำลังหวีผมเรียบแปล้อยู่หน้ากระจก ก่อนจะหันมายิ้มแป้น
       “วันนี้เป็นวันพักของผม คุณเข้ามาพอดี ผมกำลังว่าจะไปบอกคุณ”
       “อะ อะไรคะ” อังศุมาลินงวยงง
       โกโบริเดินรี่เข้าไปหาอังศุมาลินที่งงๆ อยู่ตรงหน้าประตูห้อง
       “คุณช่วยออกไปกับผมหน่อย นะ เปลี่ยนชุดสวยๆ เลย”
       “นี่คุณ…” อังศุมาลินฉุน เหมือนถูกมัดมือ
       “ตามกติกาไง”
       โกโบริว่า พลางดึงแขนอังศุมาลินเข้ามา แล้วดันไปที่ตู้เสื้อผ้า
       “แต่…” อังศุมาลินท้วง
       “เถอะน่าช่วยตามใจผมหน่อย”
      
       โกโบริมองตามยิ้มจนเยิ้ม


  


       สองคนพากันนั่งเรือมาไหว้พระปรางค์ทำบุญที่วัดอรุณราชวรารามแ โกโบริและอังศุมาลิน แหงนคอมองบันไดสูงชันขึ้นตัวพระปรางค์
      
       โกโบริแหงนมองอยู่สักพัก แล้วใช้กล้องถ่ายรูปพระปรางค์ อังศุมาลินอยู่ในชุดกระโปรงลำลองสวยงาม มองๆ แล้วเดินนำขึ้นไปก่อน โกโบริมองตาม แล้วรีบตามไป
       มุมกว้างแม่น้ำเจ้าพระยา เห็นเรือแล่นไปมาเงียบสงบสวยงาม โดยมีพระบรมมหาราชวังอยู่ไม่ไกล นัก โกโบริ และอังศุมาลิน ยืนมองวิวทิวทัศน์เบื้องหน้า ทั้งสนุกทั้งแปลกตา
       โกโบริถ่ายภาพอังศุมาลินที่ยืนมองกล้องอยู่ ด้วยแววตาเปี่ยมสุข
      
       จากนั้นช่วงเวลาตอนกลางวัน ทั้งคู่ก็พากันมาอยู่ที่หน้าโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ซึ่งในยามนั้นเห็นผู้คนพลุกพล่าน รถราขวักไขว่วิ่งวุ่นที่ถนนด้านหน้า
       โกโบริ อังศุมาลินนั่งกินไอศกรีมที่ร้านข้างโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง โกโบริดูกินอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้ายิ้มแย้ม เอาแต่มองอังศุมาลินซึ่งจังหวะหนึ่งสาวเจ้าเงยหน้ามายิ้มให้ แล้วเลิกกิน ดื่มน้ำ เช็ดปาก
       โกโบริมองดู เห็นในถ้วยไอติมของอังศุมาลิน ไอศกรีมละลายเต็ม
       ครู่ต่อมาอังศุมาลินเดินรี่นำไปที่ป้ายบอกการแสดงประจำวัน โกโบริรีบตาม ป้ายบอกวันนี้แสดง “ละครเรื่องมัทนะพาธา”
       ไม่นานนักบนเวที เป็นการแสดงละครเพลงมัทนะพาธา เริ่มแสดง เป็นฉากยามค่ำคืนในสวน ดวงจันทร์ดวงโตกระจ่าง เป็นฉากลานหน้าอาศรมของพระกาละทรรศิน ซึ่งเป็นอาศรมเรือนไม้ มีระเบียงสูงชั้นบน อยู่ด้านขวาของเวที
       ท้าวชัยเสนเดินออกมาจากทางด้านซ้าย เดินชมจันทร์อยู่ในสวน แล้วก็พลันคิดถึงนางมัทนาขึ้นมา
       “โอ้โอ๋กระไรเลย บ มิเคย ณ ก่อนกาล
       พอเห็นก็ซาบซ่าน ฤดิรัก บ หักหาย”
       โกโบรินั่งดูอย่างสนใจ แม้จะไม่ค่อยรู้เรื่อง พอหันไปมองหน้าอังศุมาลิน เห็นอังศุมาลินดูอย่างตั้งอกตั้งใจมาก
       ท้าวชัยเสนร้องครวญคร่ำคนึงหวนถึงนางอันเป็นที่รักต่อ
       “ยิ่งยลวะนิดา ละก็ยิ่งจะร้อนคล้าย เพลิงรุมประชุมกาย ณ อุรา บ ลาลด”
       ทันใดนั้น ประตูอาศรมบนระเบียงเปิด ท้าวชัยเสนสะดุ้ง ทำท่าตกใจเล็กน้อย
       “ช้าก่อน ดนูเห็น ณ ประตูสิรำไร ดังหนึ่งจะมีใคร จระจากพระอาศรม
       ท้าวชัยเสนเลี่ยงเข้าไปแฝงหลังกอไม้ เห็นมัทนาเดินออกมาจากประตูอาศรมมายืนมองดูดวงเดือนบนระเบียงชั้นบน
      
       โกโบริดูการแสดงจากภาษากายอย่างตื่นเต้น เหลียวไปมองอังศุมาลิน เห็นอังศุมาลินดูตื่นเต้น ลุ้นๆ
       โกโบริมีความสุข หันไปมองละครต่อ
      
       ที่บนเวที มัทนารำพึงกับพระจันทร์
       “ครานี้สิพบชาย วรรูปวิเศษวิศาล
       ใจวาบและหวามปาน ฤดินั้นจะโลดจะลอย
       เธอนั้นฤเจียมตัว กิริยาก็เรียบร้อย
       ไม่มีละสักน้อย จะแสดงณท่วงณที
       ว่าเธอประสงค์จะ อภิรมย์ฤดีระตี
       เป็นแต่ชำเลืองที่ ดนูบ้าง ณ ครั้ง ณ คราว”
       อังศุมาลินดื่มด่ำ ลืมตัว พูดฉันท์ออกมาด้วยความชื่นชอบในบทกวี พร้อมๆ กับนักแสดงผู้แสดงเป็นมัทนาบนเวทีเบาๆ
       “คราใดประสพเนตร ฤก็เราละร้อนและหนาว
       เธอไกลก็ดูราว นภะไร้ตะวันและเดือน
       โอ้ว่าณครานี้ แหละฤดีจะฟั่นจะเฟือน
       ด้วยรักกระทำเชือน ละฉะนี้จะทำไฉน”
       โกโบริแอบมองอังศุมาลิน อย่างทึ่ง แอบขำ และสนุก และดีใจ ที่เห็นอังศุมาลินในภาคนี้ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
      
       ดูละครเสร็จสองคนนั่งรถสามล้อที่กำลังขับพาโกโบริ และอังศุมาลินผ่านมาบริเวณถนนอู่ทองใน มี รถยนต์สี่ล้อวิ่งสวนไปมา
       โกโบริมีความสุข มองดู อังศุมาลินยิ้มเป็นระยะ อังศุมาลินหันมาเห็นสายตาโกโบริ ก็เมินเลี่ยงหลบ หันหนีไปมองวิวสองฝั่งถนนต่อ
       ไม่นานต่อมารถสามล้อขี่พาทั้งสองวิ่งผ่านหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมไป โกโบริยกกล้องขึ้นมาถ่ายรูปอังศุมาลินที่นั่งบนสามล้อ ครู่ต่อมาโกโบริสอนอังศุมาลินให้ถ่ายรูป
       อังศุมาลินถ่ายรูปซึ่งแต่ละท่าโกโบริ หัวเราะ เริงร่า มีสุขล้น สองคนยิ้มให้กัน
      
       ค่ำแล้ว แม่อรจุดตะเกียงเจ้าพายุแขวนไว้ที่หัวเสา ก่อนจะมานั่งนาบใบพลูอยู่มุมหนึ่งเงียบๆ
       เสียงจากขิมที่ดังลอยลอดออกมาจากในห้องนอน กำลังถูกอังศุมาลินตีไล่เสียงไปมา โดยมีโกโบริล้มตัวนอนเหยียดยาวตะแคงมองอย่างตั้งใจ สองคนผัดแป้ง เปลี่ยนชุดใหม่เรียบร้อย
       อังศุมาลินกำลังตีไล่เสียงให้ดู
       “นี่ค่ะ ต้องลองไล่เสียงก่อนอย่างนี้”
       “ออ..ไหนคุณลองเล่นเพลงเพราะๆ นั่นซิ ที่คุณชอบเล่นบ่อยๆ”
       โกโบริพยายามนึกๆ ชื่อเพลง อังศุมาลินก้มนิ่งไล่เสียงขิมต่อ
       “นั่นน่ะ ทำนองเย็นๆเศร้าๆ คุณชอบเล่นบ่อยๆ”
       อังศุมาลินบอกเบา “นางครวญค่ะ”
       “อา ใช่ๆ นางครวญ..ผมชอบฟัง แล้วแปลว่าอะไร”
       “แปลว่า ผู้หญิงร้องไห้”
       “ร้องไห้ถึงใคร”
       โกโบริถามไปโดยลืมตัว อังศุมาลินเงียบก้มหน้านิ่ง ก่อนถอนใจยาว
       จนโกโบรินึกได้ เพราะเคยทะเลาะกันเรื่องเพลงนี้
       “ขอโทษด้วย ผมไม่ได้ตั้งใจ”
       โกโบริผงกศีรษะให้เล็กน้อย สีหน้าสลดลง พลางทิ้งตัวนอนราบลง เสียงขิมค่อยๆ เปลี่ยนเป็นขึ้นเพลงนางครวญที่คุ้นเคยนั้น
       โกโบริค่อยๆ ขยับตัวขึ้นมาฟัง พลิกตัวนอนตะแคง ทอดสายตามองนิ่ง จดจ้องมองดูอังศุมาลินที่กำลังตีขิมไปมา
       สีหน้าโกโบริในแสงตะเกียงเปี่ยมสุข มองเห็นแววตาอ่อนโยน รักใคร่อย่างสุดซึ้ง
      
       แม่อรที่เดินผ่านหน้าห้อง แอบหยุดลอบมอง พลางทอดถอนใจ แสนสงสาร

      
       เปลวไฟตะเกียงพลิ้วปลิวตามแรงลม พลันเสียงหวอสัญญาณเตือนภัยดังยาวขึ้น แม่อรโผล่มาจากห้องท่าทีตื่นตกใจ
      
       “หวออีกแล้ว”
       อังศุมาลินวางมือจากขิมทันทีเช่นกัน โกโบริรีบผุดตัวขึ้นนั่ง
       “คุณจะไปอู่หรือคะ”
       “ไม่ต้อง มีคนแทนผมอยู่แล้ว ใจเย็นๆ ไม่เป็นไรหรอก”
       เสียงยายตื่นไอโขลกๆ ออกมาจากห้อง
       “อร อร...ยายอัง”
       แม่อรรีบเข้าไปรับ “เดี๋ยวคะแม่ เดี๋ยว”
       โกโบริลุก ช่วยอังศุมาลินเก็บขิม
       “ยังมีเวลาใจเย็นๆ” โกโบริเดินไปที่ห้องยาย “ก่อนออกจากห้องอย่าลืมดับตะเกียง ปิดประตูหน้าต่างนะครับ คุณแม่”
      
       ครู่ต่อมาอังศุมาลิน แม่อร และยาย พร้อมกระเป๋า เสื่อ และผ้าห่มก้าวลงบันไดมา มีโกโบริตามดูแล พยุงยาย เสียงครางกระหึ่มของฝูงบินแว่วมาแต่ไกล
       “ค่อยๆ ระวังตกบันได ระลอกนี้ไม่ต้องกลัว ไม่เป็นอะไร จะอันตรายก็รอบขากลับ” โกโบริบอก
       อังศุมาลิน แม่อร ก้าวนำลงไปก่อน เหลือโกโบริคอยพยุงยายก้าวลง ก่อนหันมาปิดประตูเป็นคนสุดท้าย
      
       ทั้ง 4 คน อยู่ที่ท้องร่องในสวนแล้ว แม่อรนั่งเบียดยายศร คลุมโปงอยู่ด้วยกัน มีอังศุมาลินนั่งถัด มาและมีโกโบรินั่งเหยียดยาวยันคูอีกด้านหนึ่งอย่างสบาย เสียงเครื่องบินระลอกถัดมาเพิ่งบินผ่านไปอีก ขณะที่เสียงระเบิดสะเทือนอยู่ไกลๆ ยังดังต่อเนื่อง
       โกโบริเอ่ยขึ้น “คงอีกนาน หลับก่อนก็ได้”
       “โอย ใครเขาจะหลับลงละพ่อ”
       แม่อร กะยายศร คลุมโปงกันไป โกโบริสอดมือมาดึงตัวอังศุมาลินให้เอนไปหา อังศุมาลินค่อยๆ โน้มตัวตาม พิงศีรษะกับต้นแขนอย่างวางใจ
       โกโบริกระซิบบอกเบาๆ “หลับเสีย ผมอยู่นี่ไม่ต้องกลัว”
       อังศุมาลินถอนใจยาว เสียงระเบิดยังดังน่ากลัวต่อเนื่อง
       โกโบริก้มมองอังศุมาลินเป็นระยะ มองบนท้องฟ้าบ้าง อังศุมาลินค่อยๆ หลับตาลง รู้สึกอบอุ่น และปลอดภัย
      
       เวลาผ่านไปเสียงหวอดังยาวปลอดภัย แม่อรกับยายที่คลุมโปงอยู่เปิดพรวดออกมา ยายถอนใจดังสูดอากาศปลอดโปร่งโล่งใจ แม่อรหันมามองข้างๆ
       “ตื่นเถอะ ฮิเดโกะ..ฮิเดโกะ”
       โกโบริเรียกสะกิดอังศุมาลิน อังศุมาลินงัวเงียผงกศีรษะขึ้นมา
       “เฮ้อ ลูกคนนี้ระเบิดลงโครมๆก็หลับอยู่ได้” แม่อรบ่น
       อังศุมาลินอยู่ในอาการงัวเงีย “หนูตื่นแล้ว”
       “แล้วเมื่อกี้ใครหลับให้พ่อดอกมะลินั่งปัดยุง” ยายว่า
       “แหม ก็…”
       อังศุมาลินขยับลุกแก้เก้อ เพราะเถียงไม่ออก โกโบริลุกตามเดินอ้อมไปหายาย คอยพยุง
       “ขึ้นเรือนเถอะ ผมจะพยุงคุณยายเอง”
       “ขอบใจละพ่อคุณ หูตาคนแก่มันไม่ค่อยเห็น” ยายบอก
       อังศุมาลินขยับเก็บม้วนเสื่อ แม่อรก้าวนำขึ้นไปบนคูเพื่อช่วยรับยาย
       อังศุมาลินก้าวตามรั้งท้ายขึ้นมาจากคู โกโบริที่พยุงยายนำไปหันมามองห่วง อังศุมาลินปัดตัว ปัดมือไปมา มองไปที่คนทั้งสามที่เดินนำไป
      
       พลันรู้สึกประหลาด แต่ดีมากๆ ที่มีโกโบริมานำแทนเธออยู่ตรงหน้า ก่อนออกเดินตาม


  


       ไม่นานหลังจากนั้น โกโบริจุดตะเกียงตรงหัวเสาจนติดสว่าง อังศุมาลิน แม่อร และยายทิ้งตัวนั่งอยู่ที่ยกชาน
      
       “ผมไปดูที่ครัวก่อน เผื่อหาอะไรร้อนๆ มากินกันก่อนเข้านอน”
       “ฉันไปดูเองคะ”
       “ไม่เป็นไร คุณนั่งพักไปเถอะ”
       โกโบริหันเดินหายเข้าครัวไป
      
       เวลาต่อมาโกโบริยืนคว้างหมุนอยู่ในครัว ตะเกียงในครัวสว่างขึ้น โกโบริหันไป อังศุมาลินมายืนอยู่ข้างตะเกียงหน้าประตูครัว โกโบริไปยืนมองเครื่องกระป๋องที่วางอยู่หลังตู้กับข้าว
       “มีนมผง กาแฟ”
       “ฉันทำเอง ออกไปเถอะค่ะ”
       “ผมช่วย”
       อังศุมาลินเดินไปจุดไฟอย่างคล่องแคล่ว ก่อนหันมายกกาน้ำไปวาง แล้วเดินไปหยิบแก้วกาแฟมาให้สามใบ
       “ทำไมแค่สามใบ”
       “ของคุณ ของคุณแม่กับคุณยาย” อังศุมาลินว่า
       “แล้วของคุณ”
       “ไม่ค่ะ ฉันไม่หิว”
       โกโบริมอง ท่าทีฉงนอาการงวยงง
      
       ทุกคนอยู่ตรงชานเรือน แก้วนมถูกยื่นมาตรงหน้า อังศุมาลินเงยหน้ามอง มีแม่อร และยายนั่งยกจิบอยู่ข้างๆ โกโบริเป็นคนยื่นให้ สีหน้าภูมิใจกึ่งคะยั้นคะยอ
       “ของคุณ ผมทำมาให้”
       “ขอบคุณ แต่บอกแล้วว่าไม่หิว”
       “นิดเดียว ไม่เป็นไรหรอก คุณยังผอมอยู่นะ ควรกินอะไรมากๆ”
       “ไม่ไหวจริงๆ นี่คะ” อังศุมาลินว่า
       โกโบริเป็นห่วงไม่หาย “หมู่นี้ผมสังเกตดูคุณไม่ค่อยกินอะไรเลย ข้าวก็กินนิดเดียว บางทีก็ไม่กิน”
       อังศุมาลินไม่ตอบ
       “ดูคุณไม่สบายนะ ไปหาหมอมั้ย หรือจะให้ผมพาหมอมานี่”
       “ไม่ต้องค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรจริงๆ”
       แม่อร ยายศรจิบ มองสองคนไปมา
       “นอกจาก เอ่อ..แค่เหนื่อยๆ นิดหน่อย” อังศุมาลินว่า
       “งั้นคุณก็อย่าทำอะไรมากไปนักซิ เข้าใจนะ” โกโบริ ห่วง พูดไปยิ้มไป “ฮิเดโกะ...เอาน่านี่ดื่มเสียหน่อย กำลังอุ่นๆ”
       อังศุมาลินรับแก้วมาเขินๆ ยกขึ้นดมๆ ก่อนเงยหน้ามายิ้มแหย
       “เหม็นคาวออก”
       โกโบริบอกเสียงห้วน ท่าทีขึงขัง “กลั้นใจ แล้วดื่มให้หมด นี่เป็นคำสั่ง”
       อังศุมาลินทำตาม แต่ดื่มไปได้หน่อยทำท่าจะขย้อนออกมา
       โกโบริคะยั้นคะยอ “อีกหน่อย เอาให้หมด”
       อังศุมาลินดื่มต่อจนหมด ทำหน้าแหย ผะอืดผะอม
       “นี่ละดีมาก เดี๋ยวจะเลื่อนยศให้…”
       โกโบริหัวเราะชอบใจ
       ทันใดนั้น อังศุมาลินก็วิ่งพรวดไปที่หน้าต่าง พลางอาเจียนออกมาหมด
       “ฮิเดโกะ...เป็นอะไรน่ะ”
      
       แม่อร และยายศร สบตากัน นัยน์ตาแวววาวเจิดจ้า

      
       แม่อรกะยายศร ต่างเหลียวมองตามอังศุมาลินอย่างตกอกตกใจ
      
       “ยัยอัง..เป็นอะไรลูก”
       โกโบริตกใจรีบรุดไปหาอังศุมาลินที่ก้มอาเจียนอยู่ที่หน้าต่าง พลางใช้มือลูบหลังไปมา ก่อนใช้มือทาบที่ซอกคอ หน้าผาก ของอังศุมาลิน ตรวจอาการอย่างห่วงใย
       “คุณไม่สบายใช่ไหม นี่เหงื่ออกเหนียวเชียว”
       “ไม่เป็นไรค่ะ ไม่เป็นไร”
       อังศุมาลินอาเจียนออกอีกพรวด ก่อนถอนใจยาว โกโบริประคองมั่น
       อังศุมาลินร้องขอ “น้ำ”
       “คุณยืนไหวไหม รอเดี๋ยวนะ ระวังจะล้ม”
       “ได้ค่ะ”
       อังศุมาลินเกาะขอบหน้าต่างไว้ เห็นภาพข้างตัวไหวแกว่งไปมา อังศุมาลินค่อยๆ หลับตาลง พยายามตั้งสติ
       โกโบริรีบกลับมา ท่าทีห่วงใยมากมาย “ฮิเดโกะ น้ำ”
       พออังศุมาลินลืมตาขึ้นมา เห็นขันน้ำมาแตะอยู่ตรงริมฝีปาก
       “ค่อยๆ เดี๋ยวสำลัก”
       อังศุมาลินบ้วนน้ำล้างปากทิ้งก่อน เอาน้ำลูบหน้าบางส่วน แล้วเอนตัวมาพิงโกโบริ
       “มา...ผมจะพาไปนอน”
       โกโบริวางขันลง แล้วช้อนตัวอังศุมาลินอุ้มเดินไป
       แม่อร ยายศร ลุกมามอง ห่วงตามไป
      
       ร่างอังศุมาลินถูกวางลงบนที่นอน แล้วจับหมอนมารองให้อย่างบรรจง โกโบริคลี่ผ้าห่มให้
       “สงสัยวันนี้ผมพาคุณเดินเที่ยวมากไปกระมัง แดดอาจจะร้อน หรือเมื่อคืนคุณนอนน้อย เอาเถอะ...พรุ่งนี้ผมจะให้หมอมาตรวจ”
       อังศุมาลินปฏิเสธ “อย่าเลยค่ะ คงเป็นลมน่ะ”
       โกโบริไม่เถียง เดินหายไป อังศุมาลินหลับตา หายใจรวยรินเหมือนจะขาดใจ ได้ยินโกริทำอะไรกุกๆ กักๆ อยู่หลังฉากกั้น
       สักพัก โกโบริถือผ้าขนหนูที่ชุบน้ำมา ทรุดนั่งลงข้างๆ
       “ผมจะเช็ดหน้าให้ เหงื่อเต็มเชียว”
       โกโบริลูบไล้ด้วยผ้าขนหนูทั่วหน้า แต่อังศุมาลินกลับหน้าเหย เบี่ยงหลบไปมา เอามือมาปัด
       “อย่าค่ะ เหม็น” อังศุมาลินบอก
       “อ้าว”
       โกโบริยกผ้าขึ้นมาดม
       “นี่ผมก็ใช้น้ำหอมขวดเดียวกับที่คุณใช้ประจำนะ”
       “ตอนนี้ไม่ได้ใช้แล้วค่ะ มันเหม็นเวียนหัว”
       “งั้นผมจะเอาไปจุ่มน้ำมาให้ใหม่”
       โกโบริเดินหายออกไป อังศุมาลินสีหน้าผะอืดผะอม หลับตาลง
      
       แม่อรจุดตะเกียงสว่างจ้าขึ้น ส่วนยายศรยืนรีรอ ห่วงใย มองไปที่ห้องอังศุมาลิน เห็นโกโบริเปิดประตูห้องออกมา ถืออ่างเล็ก ที่มีผ้าจนหนูลอยอยู่มาด้วย หน้าตากลัดกลุ้มมากๆ
       “เป็นยังไงบ้างพ่อโกโบริ” แม่อรรีบถาม
       “หลับไปแล้วครับ”
       “อาการเป็นยังไง” ยายซัก
       “ไม่มีไข้นะครับ ได้นอนพักคงจะดีขึ้น แต่เมื่อกี้บ่นเหม็นกลิ่นน้ำหอมผ้านี่ด้วยครับ”
       แม่อร กับยายศร เหลียวมาสบตากัน ความกังวลคลายไป กลับกลายเป็นแน่ใจมากขึ้น
      
       เช้ามืดวันนั้น ที่บ้านชายทุ่ง บริเวณท้องทุ่งแห่งหนึ่ง ของจังหวัดนครสวรรค์
       ขวดเหล้าขาวกำลังถูกรินลงแก้ว ในวงเหล้า ที่มีชาวบ้าน 3-4 คน กำลังกระดกเหล้าในอาการกึ่มกันได้ที่ ชายสองคนเดินลุกออกจากวง เดินเซเป๋ไปมาแยกมาตรงดงกล้วยหลังบ้าน ต่างคนต่างหามุมยืนแอ่นฉี่
       ชายคนแรกส่งเสียงอ้อแอ้ เมาปลิ้นแทบยืนไม่อยู่ “คืนนี้บ้านผู้ใหญ่ทำไมร้อนจริง”
       ร้อนเอ็งก็ขอฝนบอกเทวดานู้น” ผู้ใหญ่บ้านว่า
       “ได้เลยผู้ใหญ่” ชายคนดังกล่าวแหงนหน้า “ฝนจ๋าฝน มะมาหาพี่แก้วหน่อย”
       จู่ๆ เสียงเครื่องบินแว่วดังมาครางฮือ วงเหล้าที่เหลืออยู่ที่แคร่ต่างสะดุ้ง หายเมา มองหน้ากันเลิกลัก
       ชายคนที่ยืนฉี่สีหน้าเริ่มเปลี่ยน หายเมา รีบดึงกางเกงเข้าที่ แล้วหันตัววิ่งแจ้นกลับไป ผู้ใหญ่ยืนแหงนมองฟ้า ปล่อยของต่ออยู่ที่เดิม พลางตะโกนดังลั่น
       “ดับไฟให้หมดโว้ย เร้ว...”
       “อ้ายยะ เรียกปุ๊บมาปั๊บ...เห็นมั้ยผู้ใหญ่ ฝีมือไอ้แก้ว” ชายคนนั้นหันไปดู เพื่อนพ้องหายเกลี้ยง “อ้าว..ไปไหนละ”
      
       ขณะเดียวกันเครื่องบิน B24 ดำทะมึน อยู่เหนือท้องฟ้า พลร่มสามนายถูกปล่อยลงมา
       วงเหล้าต่างมุดไปอยู่ใต้แคร่บ้าง ลงโอ่งบ้าง ต่างคนต่างหลับตาปี๋ บ้างยกมืดสวดมนตร์
       เงาตะคุ่มๆ ของพลร่มสามนายบนท้องฟ้าค่อยๆ ลอยลงมาปรากฏชัดขึ้น
      
       ชายคนแรกยืนแหงนมองสีหน้าประหลาดใจ พยายามเพ่งมองขยี้ตาไปมา
       “หะเหย ไรวะ” ชายคนนั้นถอยๆ มอง แล้วหันตัววิ่งกลับไป “ผะ...” ตะโกนลั่น “ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่...”
       พร้อมกับวิ่งเผ่นตะโกนลั่นกลับไป
      
       เงาตะคุ่มของพลร่มสองนายร่อนลงมาถึงพื้นดินกลางทุ่งนา ห่างกันคนละจุด จุดหนึ่งเป็นคุณชายวิชญาซึ่งกำลังเก็บพับร่มอย่างรีบเร่ง
       อีกจุดที่ห่างไปไม่ไกลเป็นอรุณเพิ่งลงมาถึงพื้น คุณชายวิชญาเป่าปากสัญญาณวี้ดหนึ่งที อรุณที่กำลังรีบเก็บร่ม หันไปทางเสียงสัญญาณ เป่าปากวี้ดสองที คุณชายวิชญาหันไปทางเสียงแล้วรีบวิ่งต่ำมุ่งไป
       ขณะที่อรุณพยายามรวบเก็บร่มอย่างรวดเร็ว
       “กัลกัตตา” คุณชายตะโกนถามรหัส
       อรุณรีบหันตอบ “โคลัมโบ”
       คุณชายวิชญาโผล่เข้ามาถาม
       “ลำพูละ” หมายถึงวนัส
       “ลงหลังผมมาติดๆ นะ” อรุณว่า
      
       คุณชายวิชญาครุ่นคิด เหลียวมองหาวนัสไปมา


  


       ขณะเดียวกันมือของวนัสกำลังเอื้อมขึ้นไปที่ขาใช้มีดสนาม เพื่อพยายามตัดเชือกร่มที่พันเกี่ยวขาอยู่ วนัสอยู่ในสภาพหัวห้อย ขาถูกเชือกร่มพันเกี่ยวข้างอยู่กับต้นไม้ใหญ่
      
       และวนัสกำลังพยายามโน้มตัวขึ้นไปใช้มีดตัดเชือกอย่างยากลำบาก
       คุณชายวิชญากำลังเดินดุ่มตรงมาหา เป่าปากเป็นสัญญาณหนึ่งที อรุณที่อีกด้านหนึ่งก็เป่าปากสัญญาณหนึ่งที เดินหาไปมา
       วนัสหันไปทางเสียงสัญญาณ ทิ้งตัวลงจากความพยายามเอื้อมขึ้นไปตัดเชือก ยกมือเป่าปากวี้ดรับสองที คุณชายวิชญาหันขวับ เหลียวหา ส่วนอรุณรีบรุดหันกลับมาอีกทาง แล้วรีบรุดไปทันที
       วนัสยกมือเป่าปากวี้ดสองที อีกครั้ง อรุณ พรวดเข้ามาตรงใกล้ต้นไม้ใหญ่หันตัวมองหาไปมา แต่ไม่เจอ อรุณจึงทักเป็นรหัสลับ
       “กัลกัตตา”
       คุณชายวิชญา โผล่เข้ามาถึงพอดี อรุณหันไปเห็น คุณชายเดินมาสมทบ
       จู่ๆ ยินเสียงวนัสทักตอบมา “โคลอมโบ”
       คุณชายวิชญา และอรุณ รีบมองหาไปรอบต้นไม้ ก่อนจะหันมามองกัน แล้วแหงนหน้าขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น
       สองคนเห็นวนัสยิ้มแฉ่งลงมา
      
       ไม่นานต่อมา ร่างวนัสถูกปล่อยลงพื้น โดยมีคุณชายวิชญาประคองรับไว้ พลางถาม
       “เป็นอะไรหรือเปล่าลำพู”
       “ไม่เป็นไรครับแซม ผมห่วงแต่วิทยุในเป้นี่ละ” วนัสว่า
       “เอาน่า ไว้ค่อยดูทีหลัง”
       อรุณดึงแล้วสาวร่มของวนัสรวบๆ เข้าไว้อย่างรวดเร็ว แล้วเดินเข้ามาหาทั้งสอง
       “เราไปไหนกันต่อดี”
       “ผมว่าเราน่าจะอยู่ห่างจากพระนครมาทางตอนเหนือพอสมควร เพราะผมเห็นมีภูเขา กับป่าครึ้มๆตอนโดดลงมา” วนัสบอก
       “งั้นเรา…”
       ท่านชายพูดไม่ทันจบคำ พลันมีแสงไฟฉายกราด,k 2-3 ลำ ส่องพุ่งมาที่หน้าของทั้งสาม
       “เฮ้ย..พวกเอ็งเป็นใครวะ” เสียงผู้ใหญ่บ้านตะโกนถาม
       จากนั้นผู้ใหญ่พร้อมด้วยชายฉกรรจ์รวมกว่า 7-8 คน ส่องไฟ พร้อมมีด ไม้ และปืนยาว ทุกคนยืนจังก้าอยู่ วนัส อรุณ และคุณชายวิชญา หันขวับไป 3 คน ผงะ
      
       ในตอนรุ่งสาง มือโกโบริวางพาดกุมมืออังศุมาลินที่นอนอยู่ ค่อยๆ เลื่อนไหลหลุดลง อังศุมาลินนอนหลับเหงื่อแตกสีหน้าไม่ดี เหมือนฝันร้าย กระสับกระส่ายไปมา โกโบรินอนพับนิ่งอยู่ข้างๆ
      
       อังศุมาลินฝันไปว่า ตัวเองยืนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งกว้างขวางบรรยากาศทะมึน และเห็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยเดินไปมา บ้างหันมาโบกมือทักทาย แล้วเดินผ่านไป
       เสียงวนัสเรียกดังขึ้น “อัง”
       อังศุมาลินหันมองหาไปมา จู่ๆ มีมือมาสะกิดข้างหลัง อังศุมาลินหันไป เห็นหน้าวนัสยืนหัวเราะ ก่อนจะยิ้มหวานทักทาย
       พลันมีเสียงระเบิดดังตูมใหญ่
       อังศุมาลินหันขวับไปดู เห็นเพื่อนมหาวิทยาลัยวิ่งหนีกันวุ่นวาย จนหายไปหมด เหลือแต่เปลวเพลิงลุกโชนตรงหน้า อังศุมาลินร้องวี้ด
       เสียงโกโบริเรียกดังเข้ามา “ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินหันมองหา ทว่ารอบตัวกลับไม่เห็นใคร มีแต่ความเวิ้งว้าง และเปลวไฟที่ลุกเต็มรอบตัว
       พอหันไปดูอีกครั้งจึงเห็นภาพเลือนรางของโกโบริเดินใกล้เข้ามา ด้วยสีหน้าซีดเซียวอ่อนล้า สายตาหมองเศร้า
       “ฮิเดโกะ” โกโบริยื่นมือเข้ามาหา
       เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นโหมแรงหนักหน่วง และเข้ามาขวางร่างโกโบริจนหายไปต่อหน้าต่อตา
       อังศุมาลินตกใจร้องเสียงหลง
       “โกโบริ”
      
       อังศุมาลินเหงื่อแตก นอนฝันร้าย ขยับดิ้นส่ายไปมา ร้องเรียกโกโบริออกมาอีก
       “โกโบริ”
       โกโบริสะดุ้ง ตื่น แล้วหันมามอง เห็นอังศุมาลินกระสับกระส่าย รีบเข้ามาใกล้ๆ จับมือเขย่าปลุก
       “ฮิเดโกะ...ผมอยู่นี่ ฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินลืมตาขึ้นมาเห็น รีบโผเข้าหาโกโบริซบหน้าแน่น ร้องไห้โฮๆ
       โกโบริตกใจ “เป็นอะไร คุณฝันอะไร”
       อังศุมาลินไม่พูดไม่จา เอาแต่ร้องไห้เหมือนเด็กๆ ขวัญเสีย “ฮือๆๆๆๆ”
       โกโบริยิ้มอ่อนโยน ลูบผม หลังไหล่ “ทำไมร้องไห้ใหญ่เลย”
       โกโบริพยายามปลอบ อังศุมาลินค่อยลืมตาขึ้นมามองหน้าราวกับให้แน่ใจ ก่อนที่จะโผเข้าซบกอดแน่นอีกครั้ง
       “คุณเป็นอะไรหรือเปล่า”
       “คุณดูซีดๆนะครับ นอนต่ออีกหน่อยดีไหม เดี๋ยวสายๆ ผมจะพาหมอมา”
       “ไม่เป็นไรคะ หายแล้ว ท้องมันคงว่างเมื่อคืนเลยเป็นลม”
       “เป็นลมบ่อยๆ ไม่ดี เพราะเดี๋ยวพัดหายไปหมด นี่คุณผอมไปจริงๆ นะ” โกโบริลูบไล้แขนอังศุมาลิน “ผมจะได้พักอีกสองสามวัน รอเครื่องจักรมาติดตั้งที่อู่แทนอันที่พังไป คุณอยากไปไหนอีกบอกผมนะ”
       “อย่าดีกว่าคะ”
       ว่าพลางอังศุมาลินขยับลุกขึ้นนั่ง ปาดเช็ดน้ำตาให้ตัวเอง
       “คุณจะลุกทำไม”
       “จะไปหุงข้าว”
       “หุงอีกแล้ว” โกโบริทำหน้าขัดใจเต็มทน “ไม่ต้องทำสักวันไม่ได้หรือ”
       “ไม่ได้ค่ะ ไม่งั้นแม่ก็ต้องลุกมาทำ”
       “มา งั้นผมจัดการให้ เอ้า...คุณนอนเฉยๆ อยู่นี่”
       โกโบริขมีขมันลุกพรวดขึ้น
       “คุณทำไม่เป็นหรอก” อังศุมาลินว่า
       “โธ่ ทำไมจะทำไม่เป็น ก็กินมาเป็นเดือนๆ แล้ว แล้วญี่ปุ่นก็ต้องหุงข้าว มันก็เหมือนกัน”
       อังศุมาลินหมั่นไส้ “ค่ะ คนเก่ง งั้นเชิญแสดงฝีมือเลย”
       “ดี งั้นคุณนอนอยู่นี่”
       โกโบริขยับยืนจะเดินไป อังศุมาลินลุกตาม
       “อ้าว คุณจะลุกทำไมอีก”
       “ไปคุมเฉยๆ ค่ะ”
       “นี่คุณไม่ไว้ใจลูกศิษย์อย่างผมเลยหรือ”
       “ค่ะ ก็ลูกศิษย์ไม่เห็นได้เรื่องสักอย่างนี่คะ”
      
       อังศุมาลินขยับตัวเดินนำ โกโบริรีบก้าวยาวๆ ตามออกไป

      
       โกโบริเดินนำอาดๆ ออกมาจากห้อง อังศุมาลินตามมาช้าๆ
      
       “คุณไปล้างหน้าก่อนเถอะ เดี๋ยวผมไปจัดการให้”
       โกโบริหันมากำชับก่อนผละเดินลิ่วไปที่ครัว อังศุมาลินหน้ามืด เวียนหัวอีก ชะงักหยุดอยู่ก่อนเล็กน้อย พลันพยักหน้ารับคำ ก่อนค่อยหลับตาประคองตัวให้ยืนปรกติ
       อังศุมาลินพยายามเดินมาถึงที่โอ่งนอกชาน ใช้มือค้ำโอ่งเพื่อทรงตัว แล้วจ้วงน้ำขึ้นมาจะก้มล้างหน้า ทันใดใบหน้าที่เริ่มซีดเผือดกลับผะอืดผะอมเต็มกลั้น คะย้อนปล่อยอาเจียนออกมาดังอ้วก น้ำใสๆ พุ่งพรวดออกมาเต็มพื้น
       แม่อร ที่เพิ่งเปิดประตูห้องออกมา ถึงกับหันขวับมาถามอย่างตกใจ
       “ยายอัง เป็นอะไรลูก”
       ฟากโกโบริอยู่ในครัว กำลังจะซาวข้าวล้างน้ำ ได้ยินเสียงจากด้านนอกรีบวางหม้อข้าวลง ลิ่วออกจากครัว ก้าวพรวดๆ มาที่อังศุมาลินโดยเร็ว
       “ฮิเดโกะ...นี่คุณยังไม่หายเลยนี่นา”
       โกโบริมีสีหน้าไม่สู้ดี รีบพยุงประคองอังศุมาลินไว้
       แม่อรเดินมา โกโบริรีบฟ้อง “เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ”
       “เป็นลมหรือลูก เดี๋ยวแม่ละลายยาลมให้ พ่อดอกมะลิลูบๆ หลังแกเข้า”
       แม่อรผละไป โกโบริกุลีกุจอลูบหลังอังศุมาลินไปมา อังศุมาลินก็ปล่อยอาเจียนออกมาอีก
       ยายศร เพิ่งตื่นรีบเปิดประตูห้องออกมา
       “ใครเป็นอะไร โอ้กอ้ากกันแต่เช้า”
       “ยายอังค่ะแม่” แม่อรหันไปหา
       ยายศรส่ายหน้าดูไม่วิตกอะไร พูดเหมือนปลงๆ
       “หือ...นึกแล้ว ข้าวปลากินไม่ค่อยได้ จนซูบๆ ไป”
       แม่อรกำลังเทน้ำอุ่นละลายยาหอมในถ้วยยา เงยหน้ามามองยายศรแวบหนึ่งอย่างพอเข้าใจในบางสิ่งที่ยายหมายถึง ก่อนรีบเดินเอาถ้วยยาไปให้อังศุมาลิน
       ซึ่งแม่อรตรงมายื่นถ้วยไปให้ที่หน้าอังศุมาลิน “เอ้า กินซะลูกจะได้หาย”
       อังศุมาลินเบนหน้าหนีทันที “ไม่ไหวคะ เหม็น”
       “กินซะหน่อย จะได้ช่วยให้ดีขึ้นนะลูก” แม่อรพูดเป็นเชิงบังคับ
       อังศุมาลินพยายามฝืนใจรับมากระดกพรวด แต่ก็เกิดพะอืดพะอม ปล่อยอ้วกออกมาอีกรอบ
       โกโบริที่ยืนประคองอยู่ถึงกับหน้าเสีย ออกอาการร้อนรน
       “ท่าจะไม่ดีแน่ ผมควรจะรีบไปตามหมอมา”
       อังศุมาลินเดินกลับมา นั่งที่ยกพื้น เอนตัวพิงเสา
       “อย่าเลยค่ะ ไม่เป็นอะไรจริงๆ แค่มึนๆ นิดๆ นั่งพักสักเดี๋ยวก็คงหาย”
       “งั้นหนูไปนอนเสียหน่อยดีกว่า ที่จริงก็ไม่ควรรีบลุกมานี่นา” แม่อรบอก
       โกโบริตามมา โวยวาย “ผมบอกเขาแล้วไม่เชื่อ...หุงข้าวแค่นี้ผมมาทำได้ ง่ายจะตายไป”
       “พ่อคุณ ไม่ต้องหรอกพ่อ...” ยายศรห้าม
       แม่อรพูดบอกแกมสั่ง “ยัยอังไปนอนไปลูก เดี๋ยวแม่ทำเอง ไปไป”
       “หนูไม่อยากนอนนี่คะ นอนก็ยิ่งเวียนหัว” อังศุมาลินบอกแม่
       “แต่ตอนนี้หนูต้องไปพักเสียก่อน อาเจียนแบบนี้มันเสียแรง แล้วแม่จะต้มข้าวต้มให้”
       “ไปนอนเถอะฮิเดโกะ”
       โกโบริรั้งกึ่งประคองอังศุมาลินที่ต้องไปแต่โดยดี แม่อรและยายศรมองตาม ก่อนหันมาสบตากัน สีหน้าตื่นเต้น
      
       ครู่ต่อมา ขันจ้วงตักน้ำขึ้นมาจากโอ่ง ลงไปราดที่พื้นนอกชาน แม่อรกำลังราดน้ำล้างทำความสะอาดรอยอ้วกอยู่ที่นอกชาน ยายเดินมาทิ้งตัวลงนั่งที่ยกชาน
       “น่ากลัวเสียแล้วละนะแม่อร”
       แม่อรหันมามองยาย “คะ”
       “ลงได้โอ้กๆ กันแต่เช้าอย่างนี้แม่น่ะเห็นเขาเดินบ้วนน้ำลายปรี๊ดมาหลายวันแล้ว สงสัยอยู่เหมือนกัน ข้าวปลาก็ไม่ค่อยกิน เจออะไรๆ หน่อยก็ว่าเหม็น วันก่อนก็ปอกสับปะรดที่บ่นว่าอยากกินเสียมือสั่นเทียว”
       แม่อรหันไปล้างต่อ “ยังไม่แน่มังคะ”
       “โถ อย่าเถียงตาคนแก่เลย นี่ถ้ามีลูกเต้ากันขึ้นมาคงยุ่ง พ่อดอกมะลิเค้าก็ดีหรอก แต่อะไรๆ มันก็ยังคาราคาซัง ไอ้พ่อก็ต้องไปทำสงคราม แล้วแม่กับลูกอยู่นี่จะทำยังไง ไหนจะมีพ่อวนัสมาอีกละ โห... เรื่องมันหนักอกไปเสียทั้งนั้น”
       ยายศรระบายอย่างวิตก แม่อรกวาดล้างต่อไปเงียบๆ แต่แววตาครุ่นคิดตาม
       “เสียดายเหลือเกิน ทำไมพ่อดอกมะลิไม่เกิดมาเป็นคนไทยไปเสียให้สิ้นเรื่อง จะได้ไม่ลำบากใจกัน ไอ้คนของเราก็ดูมีใจชอบเขาอยู่บ้างหรอก แต่ข้างในใจคงรีๆ ขวางๆ อยู่ จนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”
       “ช่างเถอะค่ะแม่ ถ้าเขาเป็นเนื้อคู่กันถึงจะอยู่ห่างกันแค่ไหน ยังไงก็ต้องมาพบกันเข้าจนได้ ไอ้ข้างหน้าต่อไปจะเป็นยังไงก็ต้องสุดแล้วแต่เวรแต่กรรมที่เขาทำกันมา ผู้ชายอย่างพ่อดอกมะลิแกหายาก ลงว่ารักใครแล้วแกก็รักเสียจับอกจับใจ ของเราไปทำฤทธิ์ทำเดชกับเขาไว้แต่ละอย่างก็แสบนักไม่รู้จักเท่าไหร่ก็ยังเห็นรักของเขา คำน้อยไม่เคยว่า ถนอมยังกับแก้วตา ไม่รู้ว่าถ้าไม่ใช่พ่อดอกมะลิแล้วจะมีใครมาทนแม่คนของเราได้สักเท่าไหร่ ยายอังก็มีหัวจิตหัวใจ อยู่ที่จะทนเกลียดเขาไปได้สักกี่น้ำ”
       แม่อรก้มหน้าก้มตาล้างต่อไป
      
       ยายได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะหันไปคว้าถาดหมากพลูเข้ามาหาตัว


  


       ตอนสายขึ้นมาอีกนิด มะม่วงในสวนออกลูกดกเต็มต้น ส่วนในห้อง มือโกโบริคอยบีบนวดอุ้งมือคลายกล้ามเนื้อให้อังศุมาลินอย่างนุ่มนวล จนต่อมาอังศุมาลินนอนหลับตาพริ้มอยู่บนหมอน มีโกโบริยันตัวอยู่ข้างๆ คอยพัดวีให้
      
       “คุณอยู่คนเดียวก่อนได้ไหม ผมจะรีบไปอาบน้ำแล้วพาหมอมา”
       “ได้ค่ะ ฉันอยู่ได้สิ แต่ไม่เห็นต้องไปพาหมอมาเลย”
       “กลัวโดนฉีดยาละสิ” โกโบริยิ้มแซว
       “ก็...” อังศุมาลินอึกอัก ยิ้มเจื่อน
       “เอาละ ไม่ฉีดยา ผมจะบอกหมอ แต่คุณต้องตรวจให้รู้แน่ว่าเป็นอะไร” พูดพลางจับมืออังศุมาลินมานวดเบาๆ “ถ้าคุณเป็นอะไรไปแล้วผมจะทำยังไง ฮื้อ”
       อังศุมาลินอึ้ง ใจหายวาบขึ้นมาทันที มือบีบจับมือโกโบริไว้ ประสานนิ้วกันแน่นไม่รู้ตัว
       โกโบริฉงน “เป็นอะไรไป..?”
       อังศุมาลินอึ้ง ตอบไม่ได้ แต่ใจหายอยู่อย่างนั้น “เปล่าค่ะ”
       โกโบริลูบเรือนผม เบาๆ “งั้นหลับตาพักเถอะ เดี๋ยวผมก็มา ไม่หนีหายไปไหนหรอก ต้องกลับมาหาคุณวันยังค่ำ...ยกเว้นว่าผมตายเสียก่อน”
       อังศุมาลินขวับมอง หน้าซีด ปล่อยมือโกโบริเหมือนโกรธจนโยนมือทิ้ง
       “ไม่ค่ะ..อย่าพูดอย่างนั้น”
       “อะไร พูดอย่างไหน”
       โกโบริขมวดคิ้วสงสัย ก่อนนึกขึ้นได้ว่าอังศุมาลินบอกคนไทยถือเรื่องนี้
       “อ๋อ” โกโบริหัวเราะ “ไม่หรอก มีคุณอยู่ทั้งคนยังไงผมไม่ยอมตายง่ายๆ หรอก”
       “แต่..อย่าพูดอย่างนี้อีกนะคะ” อังศุมาลินงอนนิดๆ ลุกขึ้น ท่าทีจริงจัง
       โกโบริยิ้มหน้าบาน ดีใจ ซาบซึ้ง “ฮิเดโกะ คุณไม่อยากให้ผมตายอีกแล้วใช่ไหม”
       อังศุมาลินเมินหน้าหนี แล้วนอนลงตามเดิม ดึงผ้ามาคลุมอก
       อังศุมาลินบ่นอุบอิบ “ก็คนไทยเขาถือ”
       “ช่างเขา เขาจะถืออะไรกันยังไงก็ช่าง” โกโบริจับใบหน้าอังศุมาลินให้หันมามอง “บอกมาก่อน...ว่าคุณยังอยากให้ผมตายอยู่หรือเปล่า”
       อังศุมาลินหลบตา “ใครเขาจะอยากอย่างนั้น”
       “ก็คุณนั่นละ” โกโบริบอก
       อังศุมาลินย้อนถาม “แล้วใครบอกคุณ”
       โกโบริอึกอัก “ผม...”
       “บอกว่าไงคะ” อังศุมาลิน พลิกหันหลังให้ หลับตาลง เพราะมึนหัวมากขึ้นๆ
       โกโบริมองข้างหลังอังศุมาลินอย่างอ่อนโยน แววตาตื้นตัน พร่ำบอก
       “ผมรักคุณ...ผมรักคุณ”
       อังศุมาลินแหงนหน้าขึ้นมามองขวับ “คะ”
       “พูดไม่ยากเลยประโยคนี้ ไหนลองพูดซิ...ฉันก็รักคุณ” โกโบริบอก
       อังศุมาลินหน้าแดงเรื่อขึ้นมาทันที แต่เม้มปากสนิท
       “อา...พูดซิ สั้นๆ จำง่ายด้วย”
       โกโบริก้มลงไปหาเท้าแขนคร่อมตัวไว้ ก้มลงไปชิดใกล้ เห็นอังศุมาลินยอมอ้าปากขึ้นมา โกโบริอ้านำขึ้นประโยค
       “อะนาตะ วา...”
       อังศุมาลินไม่ยอมพูด หน้าง้ำ กิริยาค้อน งอนใส่ “จะไปตามหมอไม่ใช่หรือคะ ก็ไปสิ”
       พลางอังศุมาลินดันหน้าโกโบริออก
       โกโบริครวญน่าสงสาร “โถ คนใจร้าย อุตส่าห์สอนให้”
       “รีบไปเถอะค่ะ”
       อังศุมารีบหลับตาพลิกตัวหนีดื้อๆ
       “นี่ฮิเดโกะ...” โกโบริเซ็ง “ก็ได้” ทำเป็นงอนๆ ใส่บ้าง “ผมไปละนะ”
       จากนั้นโกโบริแกล้งลุกพรวดเดินไป
       อังศุมาลินนอนหันตะแคงยิ้มๆ ยินเสียงขยับฉากดัง ปึงปัง เพราะโกโบริแกล้งกระแทกๆ ดังๆ ให้รู้ว่างอน
       แต่แล้วโกโบริร้องดังลั่น “อ๊าก”
       จากนั้นเสียงก็เงียบไป อังศุมาลินขยับตัวเหลียวขวับไปดูทันที มองหาไปแถวหลังฉากกั้น
       “โกโบริ..โกโบริเป็นอะไร”
       อังศุมาลินยันตัวลุกขึ้นมองหาไปมา
       เสียงโกโบริดังขึ้น “เป็น...ห่วงคุณ”
       อังศุมาลินหันขวับกลับมาข้างหลัง เจอดอกมะลิช่อหนึ่งตรงหน้า โกโบรินั่งยิ้มแฉ่งแก้มแทบแตกยื่นให้ อังศุมาลินอึ้งปนเขินจนหน้าแดง
       “คนบ้า”
       อังศุมาลินผลักโกโบริเต็มแรงจนโกโบริล้มหงายโครม แล้วรีบทรุดตัวนอนหันหนี
       “โอ๊ย โอ๊ย..ฮิเดโกะ ผม..ผมรักคุณ”
       อังศุมาลินหมั่นไส้คว้าหมอนขึ้นมาเหวี่ยงใส่
       โกโบริรับหมอนแกล้งร้อง
       “โอ๊ย โอ๊ย...” แล้วหัวเราะชอบอกชอบใจ
      
       อังศุมาลินมองจ้อง หมั่นไส้โกโบริสุดๆ
ตอนที่ 19
      
       ส่วนอีกฟากหนึ่ง ห้วงเวลาเดียวกัน ที่ศาลาวัดในหมู่บ้านชายทุ่งแห่งหนึ่ง ของจังหวัดนครสวรรค์
      
       ข้าวของชิ้นแล้วชิ้นเล่าในเป้ของ 3 คน ถูกรื้อค้นออกมาวาง กลางพื้นบนศาลาวัด เห็นว่ามีทั้งแผนที่ เสื้อผ้า มีดพก ปืนสั้น และอื่นๆ อีกมากมาย
       “ของดีทั้งนั้น” คนหนึ่งเอ่ยขึ้น
       ชายชาวบ้านชื่อยกขึ้นดู “นี่มันของฝรั่งทั้งนั้นนี่หว่า มีแต่ภาษาต่างชาติ”
       พระครู เณร และชาวบ้านชายฉกรรจ์อีก 3-4 คน เดินมาดูด้วย
       ท่านพระครูหันไปทาง วนัส คุณชาย และอรุณ ที่ต่างอยู่ในสภาพสะบักสะบอม มีร่องรอยฟกช้ำ ถลอก เป็นแผลที่หน้าเห็นได้ชัด ถูกจับมัดรวมกันไว้อยู่บนพื้นศาลาใกล้ๆ
       “สงสัยเป็นพวกทหารต่างชาติส่งมาแน่ แต่หน้าก็คลับคล้ายคนไทยเหมือนกันนะ” พระครูบอก
       “ถ้าเป็นคนไทยก็ต้องพูดต้องตอบมาแล้วสิพระครู นี่ฟังรู้เรื่องหรือเปล่าก็ไม่รู้” ชายชื่อแก้วว่า
       ชาวบ้านคนหนึ่งในกลุ่ม ค้นหยิบกล่องเหล็กกล่องหนึ่งอยู่ก้นเป้ของวนัสขึ้นมา
       “โหพี่แก้ว....นี่อะไรเนี่ย”
       แก้วหันขวับไปดู “เฮ้ยๆ กล่องไรวะ ไหนเปิดสิ”
       “เปิดไงละพี่...เอ”
       ชาวบ้านมอง จับๆ ดู กำลังจะเปิดปลดล็อค วนัสเหลียวขวับไปเห็นจะร้องห้าม แต่คุณชายรีบกระแทกยั้งห้ามวนัสเอาไว้ก่อน เพราะ 3 คน ได้ตกลงกันไว้ว่า หากถูกจับจะไม่ยอมปริปากพูดใดๆ
       “เฮ้ย เดี๋ยว มันใช่ระเบิดหรือเปล่าวะ” แก้วร้องขึ้น
       ชายอีกคนตกใจรีบวางทิ้งลง “หา..ดีนะไม่เปิด”
       วนัสฮึดฮัดแทบลุกขึ้นไปใส่ คุณชายห้ามไม่ทัน แก้วหันมาเห็นพอดี
       “เฮ้ยๆ จะทำอะไรเว้ย”
       แก้วเดินรี่เข้ามาถีบยันวนัสจนล้มหงายตึง
       “ทำไมวะ กล่องนี้มันมีอะไร ไอ้พวกโจร ศัตรูประเทศ”
       วนัสถูกคนไทยด้วยกันด่ายิ่งฉุน จ้องมองหน้าชายชื่อแก้วเขม็ง
       “ทำไม เอ็งฟังข้ารู้เรื่องใช่ไหม ใช่ไหม บอกมาสิ พูดมา”
       แก้วเข้ามากระชากคอเสื้อวนัส กำลังง้างหมัดจะซัดใส่ เสียงผู้ใหญ่บ้านตะโกนห้าม
       “เฮ้ย”
       ผู้ใหญ่บ้าน เดินเข้ามาพร้อมกับกำนัน
       “พอๆ หยุด ไหนข้าดูสิ”
       กำนันเดินอาดๆ เข้ามาใกล้พวกวนัส มาหยุดเพ่งดูใกล้ๆ จนไปเห็นแถบเครื่องหมาย Free Thai ที่ต้นแขนของวนัส กำนันมองอย่างจับสังเกตครุ่นคิดไปมา
      
       ไม่นานต่อมา ล้อเกวียนแล่นมาบนทางลูกรังระหว่างตำบล กลางแสงแดดแผดจ้า วนัส คุณชายวิชญา และอรุณ ถูกมัดมือมัดเท้า ติดเข้าไว้ด้วยกันแน่นหนาอยู่บนเกวียนที่กำลังวิ่งไป เห็นทิวเขาขนาดกลางอยู่ไกลๆ
       ชายชื่อแก้ว และชายฉกรรจ์อีก 2 คน ยืนบ้างนั่งบ้าง ต่างคนต่างถือไม้ตะพด พกมีดสั้น ยาวคุมแจมีผู้ใหญ่ยืนอยู่ที่หัวเกวียน
       แก้วยื่นไม้ตะพดมาเขี่ยที่หน้าวนัส
       “เฮ้ย ข้าว่าเอ็งฟังข้ารู้เรื่อง..ชื่ออะไรวะ ไหนบอกข้าสิ”
       “ไม่พูดเดี๋ยวพวกข้าจับส่งไอ้ยุ่นนะโว้ย รู้จักมั้ยไอ้ยุ่นนะ” อีกคนขู่
       ชายฉกรรจ์ที่ยืนคุมกันอยู่พากันหัวเราะชอบใจ
       วนัส อรุณ เต็มกลืนตาเขียวมองกราด ท่านชายวิชญาฉุนไม่แพ้กัน แต่ก็ต้องขยับสะกิดเตือนกันไว้
       “เออ ที่จริงพาไปส่งไอ้ยุ่นก็สิ้นเรื่องสิ้นราว เผื่อได้เงินมากินเหล้ากันด้วย ไม่รู้ทำไมต้องเอาไปส่งไกลถึงอำเภอด้วย จริงมั้ยผู้ใหญ่” ชายชื่อแก้วเอ่ยขึ้น หารือกัน
       “นั่นสิ จากเนินขี้เหล็กนี่กว่าจะเข้าอำเภอก็ค่ำแล้ว” อีกคนบอก
       วนัสนิ่งฟังอย่างสนใจ ว่าตอนนี้พวกเขากำลังอยู่ที่ไหน พลางมองกวาดตาสังเกตสภาพโดยรอบ
       “เฮ้ย...พวกเอ็งนี่ ทำคะนองกันไป กำนันกำชับนักกำชับหนาว่าต้องพาไปส่งผู้ว่าฯ อย่ามาหาเรื่องคอขาดกันละมึง” ผู้ใหญ่กำชับ
       “หิหิ..ก็พูดไปเผื่อมันจะกลัวกันเท่านั้นละจ๊ะผู้ใหญ่ เกิดมันเป็นพวกหาข่าวของพวกต่างชาติจริง” แก้วบอก
       “กำนันก็ว่าน่าจะเป็นพวกเดียวกับที่โดนจับได้ที่ชัยนาทเดือนก่อน ไอ้พวกนั้นก็มากันสามคนอย่างนี้เหมือนกัน” ผู้ใหญ่ว่าอีก
       วนัส คุณชาย อรุณ เหลียวขวับ ฟังอย่างสนใจ
       “แล้วตำรวจก็พาไปเข้าคุกที่พระนครเลย” ผู้ใหญ่บอกต่อ
       “อ้อ งั้นไอ้สามตัวนี่ก็ต้อง...”
       ชายคนนั้น หันมามองวนัสและพวก วนัสเหลียวชำเลืองมองคุณชาย และอรุณ เป็นเชิงหารือว่าเอาไงดี
      
       ขณะเดียวกัน ธงอาทิตย์อุทัยปลิวไสวเหนือลานรวมพลของอู่ต่อเรือ ในธนบุรี ทหารญี่ปุ่น และพวกกุลีรับจ้าง กำลังแบกของไปมาเร่งสร้างที่พักใหม่อย่างเร่งรีบ เห็นโครงอาคารเป็นรูปร่างชัดเจนขึ้นแล้ว
       ส่วนที่เต็นท์พยาบาลชั่วคราว มีทหารเจ็บบ้าง ป่วยบ้าง เดินเข้าออกไปมา ฝีเท้าใครคนหนึ่งเดินเร่งรีบมาหยุดยืนหน้าเต็นท์ ทหารต่างหยุดทำความเคารพพรึบพรับ
       ที่แท้เป็นโกโบริรับความเคารพ แล้วชะเง้อมองหาเข้าไปภายในเต็นท์
       ในเต็นท์ยามนั้น มีแต่ผู้ช่วยหมอกำลังวุ่นวายอยู่ และพลทหารเคสุเกะกำลังมาล้างพันแผลอยู่ที่เตียง
       “เคสุเกะ..หมอทาเคดะละ เขาไปไหน” โกโบริถาม
       เคสุเกะหันมา “อา ผู้กอง..หมอเอ่อ” พลางกวาดตามองหา “น่าจะแถวๆ นี้ครับ” เคสุเกะยิ้มๆ ไม่มีเหตุผล
       สีหน้าโกโบริร้อนรน ปนหงุดหงิดว่าทำไมหมอไม่อยู่
      
       อีกมุมหนึ่ง ในอู่เรือญี่ปุ่น กระเป๋าพยาบาลแกว่งไปมา ก่อนจะเห็นว่าเป็นโกโบริกกำลังเดินลิ่วๆสะพายกระเป๋าพยาบาลของหมอทาเคดะ เหลียวมองรอบตลอดทางที่เดินผ่าน
       โกโบริเดินมาหยุดที่จุดหนึ่ง สีหน้าเซ็งสุดๆ ถอนใจหนักหน่วงพลางส่ายหน้า หมอทาเคดะยื่นมือมาตบเข้าที่บ่าโกโบริเต็มแรง โกโบริหันขวับมาร้องเสียงดัง
       “หมอ”
       หมอทาเคดะมีสีหน้าตกใจ เรียกทำไมซะดัง
       “อะไรโกโบริซัง คุณ..คุณเป็นอะไรหรือเปล่า แล้วคุณหิ้วกระเป๋ายาผมมาทำไม”
       “ไม่ต้องถามอะไรแล้วหมอ มานี่”
       โกโบริมีท่าทีขึงขังดึงหมอเดินตามมาทันที
       หมอทาเคดะงงหนัก “เฮ้..เดี๋ยว อะไร”
       “มากับผม”
       “ผะ ผม..ทำอะไร”
      
       โกโบริไม่พูดพร่ำกึ่งดึงกึ่งลากตัวหมอทาเคดะไปทันที บรรดาทหารมองตามกันงงๆ



       ไม่นานต่อมา ขณะที่ยายกำลังคัดลูกมะละกออยู่ตรงนอกชานนั้น ยินเสียงฝีเท้าย่ำพรวดๆ ขึ้นเรือนมา ยายศรเงยหน้าขึ้นมอง
      
       “อา พ่อดอกมะลิ”
       โกโบริที่ยังหน้าขมึงลากหมอทาเคดะลิ่วผ่านไป หมอหันไปยิ้มทัก
       “คุณยายซัง”
       แม่อรกำลังถือกระจาดเปล่าเดินมา โกโบริลากทาเคดะผ่านหน้าไปอีก
       “อ้าว คุณหมอ...”
       หมอทาเคดะหันมาก้มศีรษะให้เล็กน้อย ก่อนโดนโกโบริลากตรงไปที่ห้องอังศุมาลิน แม่อร กะยายศร มองตามไปงงๆ
      
       ฝ่ายอังศุมาลินนอนหันตะแคงอยู่ โกโบริเรียกกระซิบๆ
       “ฮิเดโกะ...”
       โกโบริโน้มตัวมาเรียกใกล้ มีหมอทาเคดะนั่งมองอยู่ข้างหลัง
       “ฮิเดโกะ คุณหลับหรือเปล่า” โกโบริเรียกอีก
       “เปล่าค่ะ”
       “ค่อยยังชั่วบ้างไหม”
       “ไม่เป็นไรแล้วล่ะค่ะ”
       “นี่ผมพาหมอมาแล้ว”
       อังศุมาลินค่อยพลิกตัวหันมายิ้มท่าทีอิดโรยอ่อนเพลีย
       “อา คุณหมอ สบายดีเหรอคะ ไม่เจอเสียนาน”
       “อังศุมาลินซัง ผมสบายดีครับ ไหนขอผมดูคุณหน่อย”
       โกโบริหลีกทางให้หมอทาเคดะตรวจอาการ
      
       ครู่ต่อมายอดไม้ริมหน้าต่างพลิ้วไหวตามแรงลม ส่วนในห้องสำลีเช็ดแอลกอฮอล์ไปมา หลังจากถอนปลายเข็มฉีดยาเสร็จออก อังศุมาลินที่นอนตะแคงหลับตาหยี ทำจมูกฟุดฟิดเหม็นกลิ่นแอลกอฮอล์ จนต้องกลั้นหายใจ
       หมอทาเคดะถอนตัวขึ้นจากการฉีดยาให้เสร็จ
       “ไม่เป็นไรนะ ฉีดยาแล้วนอนพักจะดีขึ้น อาการอย่างนี้เป็นสักพักก็หาย” เสร็จแล้วจึงเหลียวมามองโกโบริแวบหนึ่ง “แล้วผมจะฝากยามาให้กินด้วย”
       หมอทาเคดะสาละวนเก็บของเข้ากระเป๋าไปมา โกโบริสีหน้ายังกังวลไม่คลายจนถามย้ำเป็นญี่ปุ่น
       “ไม่เป็นอะไรแน่นะ”
       “ตอนนี้ยัง แต่...อีกไม่เท่าไหร่ต้องมาดูกันอีกที” หมอบอก
       โกโบริยิ่งงง “อ้าว ไหนว่าไม่เป็นไร”
       หมอทาเคดะพูดแกมหัวเราะ “เถอะน่า ไม่เป็นไรก็ไม่เป็นไรซิ” หมอเตรียมจะลุก แล้วบอกโกโบริ “นะผมต้องขอตัว มีงานค้างที่อู่อีกเยอะ”
       “ขอบคุณมากนะคะหมอ ว่างๆ แวะมาทานข้าวนะคะ” อังศุมาลินว่า
       “มาแน่ เพราะโกโบริ...ต้องเลี้ยงผม”
       หมอทาเคดะพูดไปยิ้มไป พลางหันมองโกโบริ แล้วทำหน้าทะเล้นใส่โกโบริ ที่สีหน้างวยงงสุดๆ
      
       ประตูห้องอังศุมาลินแง้มเปิดออกมา เห็นหมอทาเคดะสีหน้ายิ้มแย้ม เดินนำออกมา แต่ผงะเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าแม่อร และยายศร มายืนรอฟังอยู่ที่หน้าประตู แถมยิ้มแฉ่งให้
       “เป็นยังไงคะหมอ” แม่อรถาม
       หมอทาเคดะออกมายืนยิ้มๆ รอ จนโกโบริแง้มปิดประตูห้องเสร็จ แม่อร กะยายศร ลุ้นรอฟังความ
       “โกโบริซัง คุณแม่ คุณยาย...”
       “อะไรหมอ รีบว่ามา” โกโบริเร่ง
       “ผมดีใจด้วย อังศุมาลินซังกำลังตั้งท้อง”
       โกโบริที่มีสีหน้ากังวลๆ อยู่เหมือนเพิ่งตื่น เปลี่ยนเป็นดีใจตื่นเต้นขึ้นมาทันที
       พลันโกโบริจับตัวหมอเขย่าไปมา “จริงหรือหมอ”
       หมอทาเคดะพยักหน้าอย่างมั่นใจ แม่อร กะยายศร พลางถอนใจ กึ่งโล่งที่รู้แน่ซะที กึ่งดีใจกันเงียบๆ
       ส่วนโกโบริเหมือนทำอะไรไม่ถูกชั่วขณะ
       “แล้ว..แล้วผม ต้องทำยังไง ทำยังไงๆ”
       โกโบริดีใจมาก ตื่นเต้นสุดๆ ไม่รู้จะทำไง จับตัวหมอเขย่าๆๆๆๆ
       แม่กะยายหัวเราะขำ
      
       ทางด้านอังศุมาลินพยายามยันตัวจนมาถึงหน้าต่าง สีหน้าคลื่นเหียนกลิ่นแอลกอฮอล์จากเมื่อครู่ เหงื่อแตกซิก มาหยุดยืนค้ำขอบหน้าต่างก้มซบหน้ากับท่อนแขนหายใจระรวย โกโบริเปิดประตูเข้ามา หันมาเห็นสีหน้าตกใจ รีบพรวดเข้ามา
       “ฮิเดโกะ คุณลุกมาทำไม”
       โกโบริเข้ามาประคองอย่างทะนุถนอม
       “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ทีแรกเหมือนจะอาเจียน แต่ท้องมันคงไม่มีอะไรเหลือจะออกมาแล้ว”
       โกโบริฟังแล้วถอนใจ
       “ต่อไป คุณจะลุกจะเอาอะไรต้องเรียกผมนะ อย่าทำเองอย่างนี้เด็ดขาด”
       “ทำไมละคะ ฉันไม่เป็นอะไรหรอก”
       “ทำไมจะไม่เป็น”
       อังศุมาลินงงหนัก “แล้วจะเป็นอะไรคะ”
       “ก็คุณเกิดล้มไปจะว่าไง”
       “ไม่ล้มหรอกคะ แต่ถ้าล้มก็ไม่เห็นเป็นไร”
       โกโบริพูดด้วยน้ำเสียงตกใจ “เป็นซิ ไม่ได้เด็ดขาด ลูกเราทั้งคนนะ”
       “คะ”
       อังศุมาลินอุทาน ผงะ แทบหายเป็นปลิดทิ้ง
       “คุณว่าอะไรนะคะ”
       โกโบริดึงร่างอังศุมาลินเข้ามากระชับกอดอย่างแนบแน่น รักท่วมท้นล้นอก
       โกโบริก้มลงกระซิบเบา “ลูก ลูกของเรา ยอดรัก..สุดที่รัก หมอบอกผมเมื่อกี้”
      
       อังศุมาลินอึ้งฟังนิ่ง คิดไม่ออก สมองว่างไป
       “ลูกของเรา คุณดีใจไหม..ลูกของเราฮิเดโกะ”
       อังศุมาลินรู้สึกช็อค สับสน งวยงง
       โกโบริบอกอีก "ลูกของเรา ไม่ว่าเขาจะเป็นหญิงหรือชาย ผมก็อยากให้เขาเหมือนคุณ อยากให้เขาถอดแบบจำลองตัวคุณไว้เพราะผมรักแม่เขามากเหลือเกิน..คุณอยากให้เขาเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย.."
       อังศุมาลินฟังนิ่ง เบลอ ท่าทีเลื่อนลอย
       "สำหรับผมนะ จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมก็จะรักเหมือนกับที่ผมรักแม่เขา..ฮิเดโกะ ถ้าผมเป็นอะไรไปตอนนี้ ผมก็จะไม่เสียดายชีวิตผมเลย เพราะตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความสุขที่สุดของชีวิตนั้นมันเป็นอย่างไร" โกโบริกอดอังศุมาลินแนบอก พร่ำเพ้อ หัวใจพองโตสุดๆ
      
       อังศุมาลิน ทิ้งตัวในอ้อมกอดโกโบริ น้ำตาค่อยๆ เอ่อออกมา สุขปนทุกข์ประดังกันอยู่ในหัว

      
       ที่อู่ต่อเรือเวลาต่อมาเคสุเกะและทหารคนอื่นๆ กำลังทำงานอยู่ หมอทาเคดะเดินกลับมาถึง คันปากยิบๆ อยากเม้าท์มอยมากๆ
      
       “เคสุเกะๆ มีอะไรจะบอก”
       “อะไร ผู้กองโกโบริ เป็นอะไรหรือครับ” เคสุเกะสงสัย
       “คือ..อย่าไปบอกใครนะ” หมอกำชับ
       “ไม่บอกครับ”
       “สัญญานะ”
       “สัญญาครับ”
       หมอทาเคดะกระซิบเคสุเกะ ว่าโกโบริจะมีลูก เคสุเกะนิ่งฟังๆๆ แล้วค่อยๆ ตาโตเท่าไข่ห่าน
       ก่อนจะแหกปากร้องลั่น
       “สุดยอดๆๆๆ”       
       เคสุเกะวิ่งเตลิดไป หมอทาเคดะมองตาม งงๆ
      
       ครู่ต่อมาเคสุเกะอยู่ในหมู่ทหารที่กำลังทำงานกัน
       “พวกเราทุกคน มีอะไรจะบอก”
       “อะไร” ทุกคนประสานเสียง วางงานในมือหันมา
       “แต่ห้ามทุกคนไปบอกใครนะ”
       “ไม่บอกๆๆ” ทุกคนบอกพร้อมกัน
       “สัญญานะ”
       “สัญญาครับๆๆ”
       เคสุเกะวิ่งกระซิบบอกทีละคนๆ ทุกคนตื่นเต้นดีใจ ร้อง เย้ๆๆ
       ความลับที่หมอทาเคดะกำชับเคสุเกะ เหมือนจะไม่เป็นความลับอีกต่อไปแล้ว       
      
       ส่วนที่บ้านอังศุมาลิน สัปปะรดในจาน วางลงมาตรงหน้า อังศุมาลินเอาเกลือสมุทรเม็ดๆ เล็กๆ โรยๆ แล้วกินอย่างหิวโหย
       “คุณแม่บอกว่า..คุณชอบ แต่ต้องใส่เกลือด้วยหรือ”
       “ใส่เกลือแล้วอร่อยกว่าเดิมนี่คะ คุณชิมไหม”
       โกโบริส่ายหน้า มองอังศุมาลินกินเอาๆ สายตาสนุกๆ ตื่นเต้นตามเมีย
       สักพัก โกโบริมองรอบๆ แล้วเดินไปมา เล็งตรงนั้น ตรงนี้ วุ่นวาย
       อังศุมาลินมองแล้วงงๆ “คุณจะทำอะไร?”       
       “ก็..กำลังคิด..ว่าจะเอาปลาตะเพียนมาแขวนไว้หน้าบ้าน” โกโบริบอก
       อังศุมาลินฉงน “อะไรนะคะ เอาปลาตะเพียนมาทำไม”
       โกโบริกระดี๊กระด๊าสุดๆ ขณะบอก
       “เป็นธรรมเนียมของญี่ปุ่น คนที่มีลูกชายจะต้องเอาปลาตะเพียนสานมาแขวนไว้หน้าบ้าน มีหนึ่งคนก็แขวนหนึ่งตัว คนโตก็จะแขวนตัวใหญ่สุด มีคนต่อไปก็จะแขวนอีกตัวต่อไปที่เล็กลงมา..แล้วคุณว่า เราจะได้แขวนปลาตะเพียนสักกี่ตัวนะ”
       อังศุมาลินอึ้งนิ่งงัน หยุดกิน
       “ผมน่ะ อยากแขวนไว้อย่างน้อย” โกโบริบอกอย่างมั่นใจ “สักห้าตัวเลยนะ..แล้วอย่างมากสุดละคุณว่า กี่ตัวดี”
       อังศุมาลินยังคงเงียบ โกโบริเล็งไปตรงบันได
       “ทีแรก..แขวนตัวใหญ่ๆ..แค่ไหนดี คุณว่าเอาตัวแค่นี้ดีไหม...” โกโบริทำมือกว้าง กะจุดที่จะแขวน แต่รู้สึกว่าอังศุมาลินเงียบไป งง หันมา “ฮิเดโกะ คุณดีใจไหม...” โกโบริเข้ามาคุกเข่าตรงหน้า มองหน้าชัดๆ แล้วอึ้ง หน้าหุบ “คุณไม่ดีใจเลยเหรอ”
       อังศุมาลินกระพริบตา อยากร้องไห้บอกไม่ถูก
       โกโบริเห็นหน้าอังศุมาลิน แขนตกลงข้างตัว ท้อใจขึ้นมาวูบหนึ่ง
       “อย่าตอบเลยฮิเดโกะ ผมกลัวว่ามันจะทำให้ผมเสียใจ ปล่อยให้ผมมีความสุขไปกับฝันลมๆแล้งๆอย่างนี้ดีกว่า ผมลืมไปว่าผมสัญญากับคุณไว้ยังไง ขอบคุณ..ฮิเดโกะ กับความสุขที่ผมมีมาตลอด จนผมเกือบลืมเรื่องที่เราพูดกันไว้” โกโบริก้มโค้งลง “ถ้าเช่นนั้น..กรุณาให้ผมได้เห็นหน้าลูกของผมเสียก่อน แล้วผมจะเลี้ยงของผมเอง ถ้าคุณไม่ต้องการเขา เพราะถึงยังไงผมก็จะรักเขามากที่สุด เหมือนอย่างที่ผมรักแม่เขามากที่สุดในชีวิต”
       อังศุมาลินพลันปล่อยสะอื้นออกมา
      
       โกโบริมองแล้วดึงอังศุมาลินมากอดไว้
       อังศุมาลินส่ายศีรษะไปมาเชิงปฏิเสธ “หยุดพูดๆ...พอที”
       โกโบริถอนใจยาว เสยผมอังศุมาลินที่ยุ่งให้เข้าเป็นระเบียบ ก่อนปลอบ
       “ฮิเดโกะอย่าร้องเลย ลืมสิ่งที่ผมถามคุณนี้ไปเสีย...พรุ่งนี้ผมจะเอายามาให้ หมอบอกว่าอาการแบบนี้คงจะเป็นไปสักเดือนสองเดือน แล้วต่อไปอย่าให้คุณหกล้ม หรือทำอะไรหนักๆ”
       อังศุมาลินคลายสะอื้นลง ถอนใจยาว อารมณ์ดีขึ้น
       “ฉีดยาแล้วดีขึ้นไหม”
       “เพิ่งจะฉีดไปเดี๋ยวเดียวเอง จะรู้ได้ไงคะ”
       “นั่นซินะ..อย่างน้อย ก็ทำให้คุณลุกมา..กินอะไรได้บ้าง”
       อังศุมาลินรู้สึกกังวลปนห่วง “แล้ว..แม่รู้หรือยังคะ
       “รู้แล้ว พร้อมผมนี่ละ..ไม่ซิ ท่านกับคุณยายบอกหมอว่า ก็คิดอยู่เหมือนกัน” โกโบริหัวเราะเบาๆ “ก็มีผมซินะที่ไม่รู้ คิดไปว่าคุณปวดท้อง เป็นกระเพาะ หรือลำไส้ ตอนวิ่งไปตามหมอ...ผมละใจไม่ดี ใจสั่น... กลัวว่าคุณจะเป็นอะไร”
       อังศุมาลินพูดขัดคอ “ถ้าเผื่อ...ตายละคะ”
       “ไม่ ผมจะไม่ยอมให้คุณเป็นอะไรเป็นอันขาด เป็นผมตายก่อนเถอะ”
      
       โกโบริเข้ามาสวมกอดอังศุมาลิน กอดไว้แนบแน่น อังศุมาลินใจสั่น อึ้งอยู่อย่างนั้น



       จากบ่ายกลายเป็นเย็น เห็นดวงอาทิตย์คล้อยลอยตัวลงต่ำ ฟ้าเริ่มเป็นสีแดง แลเห็นฝูงนกบินกลับรัง เกวียนของพวกวนัสแล่นมาถึงทางแยกเข้าตัวเมืองนครสวรรค์
      
       “จะเข้าเมืองละ ถึงจวนผู้ว่าก็มืดพอดี” ผู้ใหญ่ว่า
       ระหว่างนั้นเกวียนของชาวเมืองอีก 2-3 คน วิ่งสวนทางใกล้เข้ามา ยินเสียงบ่นดังมา
       “ไอ้พวกนี้ จะมืดจะค่ำ ยังจะมาตรวจอะไรกันนักกันหนา คิดว่าเป็นประเทศพวกมันรึไงวะ”
       วนัสนั่งนิ่งไม่ยอมหลับ หันไปมอง คุณชายวิชญากับอรุณที่เผลอหลับไปนานและเพิ่งตื่น วนัสและพวก ถูกเปลี่ยนชุดให้เป็นชาวบ้านธรรมดาแล้ว เกวียนชาวบ้านวิ่งสวน
       “มีอะไรหรือลุง” ชายชื่อแก้วสงสัย
       “โอ้ย ก็พวกไอ้ยุ่นนะสิ” ชาวบ้านอีกฝ่ายบอก
       วนัส คุณชายวิชญาและอรุณ ถึงกับหูผึ่ง ผู้ใหญ่ และคนที่เหลือก็สีหน้าไม่สู้ดีกันขึ้นมา
      
       เกวียนบรรทุกพวกวนัสแล่นมาถึงตรงทางอำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ ช่วงค่ำ
       จู่ๆ มีด่านชั่วคราวของกองทัพญี่ปุ่นตั้งขวางทางอยู่มีทหารประจำการอยู่ราว 4-5 คน
       “ผู้ใหญ่” แก้วพยักเพยิดบอก
       “เฮ่ย..เอ็งเฉยไว้ไอ้แก้ว” ผู้ใหญ่พยักหน้าอย่างรู้กัน
       พลันลำไฟฉายดวงโตหันส่องจี้มาที่บนเกวียน
       “หยุด”
       เกวียนของพวกวนัสจอดนิ่งลง ทหาร 2-3 นาย เดินตรงเข้ามา เดินล้อมดูรอบคันเกวียนไปมา
       “จะ-ไปไหน” ทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งถามขึ้น
       “เข้าไปจวนผู้ว่า” ผู้ใหญ่บ้านบอก
       “ไปผู้ว่า...ออ งั้น...ขอตรวจหน่อย”
       ทหารนายนั้นเดินส่องไฟไปทั่วเกวียนมาหยุดที่หน้าวนัส วนัสเพ่งจ้องตาเขม็ง เป็นครั้งแรกที่เขาได้เผชิญหน้ากับศัตรู
       “มองทำไม มีอะไร” ทหารถาม ไม่พอใจนัก
       ลำแสงไฟฉายในมือทหาร ส่องจี้ไปที่ใบหน้าวนัส แล้วเปลี่ยนมากวาดส่องตามตัว ก่อนที่ทหารจะสั่ง
       “ยืนขึ้น ยืน..แกสามคนนี่ ยืน”
       ผู้ใหญ่ และชาวบ้านบนเกวียนต่างตกอกตกใจ ผู้ใหญ่ถาม
       “เดี๋ยวๆ มีอะไรหรือ”
       “ไม่..สามคนนี่ เป็นคนร้ายหรือ ทำไมถูกจับมัด ยืนขึ้นๆ”
       วนัส คุณชายวิชญากับอรุณมองกันไปมา แล้วค่อยๆ ยืนขึ้นช้าๆ ทั้งสามถูกมัดมือไพล่หลังชนกันอยู่
       ทหารอีกนายคว้าเป้สัมภาระขึ้นมาได้ ยกชูขึ้น
       “มีของนี่ด้วยครับ”
       ทหารคนแรกกวาดไฟฉายมาที่เป้
       “เปิดดูซิ”
       วนัส คุณชายวิชญากับอรุณเหงื่อกาฬแตก ลุ้นสุดตัวว่าจะออกหัวก้อยยังไง ทหารลูกน้อง รับคำสั่ง แล้วรีบเปิดค้น เป้ของทั้ง 3 ถูกรื้อค้นออกกระจาย วนัสมองลุ้น และเครียด เป้ถูกรื้อจนไปเจอเข้ากับวิทยุสื่อสาร
       “เจอวิทยุสื่อสารครับ”
       ทหารคนที่ค้น รีบยกเครื่องวิทยุชูขึ้นมา ทหารคนแรก หันขวับไปดูทันที
       “ของใคร”
       คุณชายวิชญากับอรุณพยายามหันมาดู จนเมื่อเห็นอะไรเป็นอะไรแล้วแทบทรุด ผู้ใหญ่และชาวบ้านที่เหลือทำอะไรกันไม่ถูก
       “บอกมา ของใคร” ทหารถามอีก
      
       วนัส กัดฟันแน่นเหงื่อแตกพลั่ก

      วิทยุสื่อสารกำลังสูงของ 3 เสรีไทย ถูกทหารญี่ปุ่นที่ค้นเจอ ยกชูสูงขึ้น
      
       “ได้ยินมั้ย...” ทหารอีกคนถามย้ำ
       วนัสจ้องเขม็ง ชาวบ้านบนเกวียนขยับๆ อึกอักๆ ค่อยๆ เหลือบมองไปทางผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่เองก็คิดทำอะไรไม่ถูก สถานการณ์ตึงเครียดไปหมด ไม่มีใครยอมพูดสักแอะ
       “วิทยุนี่-ของใคร..ทำไม-ไม่ตอบ” ทหารญี่ปุ่นคนเดิมถามคาดคั้น
       วนัสเริ่มเดือด หายใจฟึดฟัด กัดฟันแน่น วิชญาสังเกตรีบเตือน
       “Calm. Guy.”
       วนัสเอี้ยวหน้าพูดเบาไม่ขยับปาก
       “But, Sam.”
       อรุณหน้านิ่งกำลังจดจ่อสมาธิกับอะไรบางอย่าง เหงื่อแตกซิก
       มือของอรุณกำลังใช้มีดพกอันเล็กตัดเชือกที่มัดมือทั้งสามไว้ด้วยกันออก วนัสเห็นทหารญี่ปุ่นอีกคนกำลังค้นเป้ที่เหลือ
       คราวนี้ทหารค้นเป้อีกใบเจอแผนที่ และปืนพก จึงรีบส่งให้ทหารคนที่ถือวิทยุแรงสูงอยู่พลางบอกเป็นคำญี่ปุ่น
       “มีนี่ด้วยครับ ของพวกทหารยุโรป”
       ทหารที่ถือวิทยุ ชูแผนที่กับปืนพกขึ้นมาด้วย ทหารอีกคนสาดขวับกวาดไฟฉายส่องไปเห็น ตาลุกวาว ควักปืนพกขึ้นมาทันที
       “ของทั้งหมด-เป็นของใคร“ เงียบกริบ ตวาดดังลั่น “ถามว่าของใคร”
       ทันใดนั้นทหารคนดังกล่าวก็ยิงปืนขึ้นฟ้าลั่นเปรี้ยงหนึ่งนัด ชาวบ้านทุกคนบนเกวียนตกใจ หน้าซีด
       ทหารคนนั้นหันปืนขวับเล็งมาที่วนัสทันที
       “งั้นแก-ตอบมา-ว่าของใคร”
       วนัสจ้องเขม็งเดือดดาลเต็มที่ ท่านชายวิชญารีบขยับมอง จนทำให้มีดในมืออรุณที่กำลังแอบเฉือนตัดเชือกหล่นจากมือ
       “ตอบมา...เร็ว”
       วนัสกัดฟันแน่น
       “สะ สามคนนี่เป็นขโมย”
       ผู้ใหญ่บ้านละล่ำละลัก รีบอธิบาย
       “มันไปขโมยของพวกนี้มา ระ..เรา จับพวกมันได้ จะเอาไปส่งตำรวจ”
       “อ้อ..งั้นก็...” ทหารญี่ปุ่นที่เป็นหัวหน้าหันสั่งลูกน้อง “ยึดของพวกนี้ไปทั้งหมด”
       “ไฮ้” ทหารญี่ปุ่นอีก 2 คน รับคำเสียงดัง ก่อนกวาดเป้และของทั้งหมดลงไปจากเกวียน
       วนัส ท่านชาย และอรุณหน้าตึงขึ้นมาทันที
       วนัสพูดโดยไม่ขยับปาก จะลุยแล้ว “It’s time, Sam.”
       “อยากตายนักใช่ไหม ไอ้หัวขโมย”
       ทหารหัวหน้าตรงมาตบวนัสด้วยด้ามปืนไปหนึ่งฉาด
       อรุณกับท่านชายวิชญาตกใจ “ลำพู”
       วนัสถึงกับหน้าหัน พลันสะบัดกลับมามองจ้องตาขวางเขม็งใส่
       “มองอีกใช่มั้ย”
       ทหารคนนั้นเงื้อเหวี่ยงด้ามปืนตบเข้าไปที่หน้าวนัสอีกฉาด แต่พลันมีมือยกขึ้นมาจับปืนหมับไว้แน่น
       ทหารคนดังกล่าวงงปนตกใจ
       ที่แท้เป็นมือวนัส ที่กำลังมองอย่างเดือดดาล เคียดแค้นสุดๆ
       วนัสตะโกนใส่หน้า “ไอ้ยุ่น”
       ทหารคนนนั้นหน้าเหวอไป โดนวนัสกระชากดึงเข้ามาหาและถูกบิดมือจนปืนร่วง ก่อนโดนเหวี่ยงล้มหงายกับพื้น
       ทหารสองนายที่ยืนคุมเชิง งง พยายามยกปืนเล็งขู่
       “อย่านะ หยุด”
       วนัสคว้าปืนพกขึ้นมาได้อย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะพลิกตัวรวบล็อคคอและยกปืนจี้จ่อทหารหัวหน้า ได้ทันท่วงที
       “วางปืน ไม่งั้นไอ้นี่ตาย”
       พวกญี่ปุ่น และทุกคนซีดกันหมด พวกเสรีไทยเคลื่อนไหวตัวกัน เข้าแย่งของที่ถูกยึด เตรียมเผ่น
      
       ตอนเช้าวันต่อมา ปลาทอดเอย กุ้งเผา หมูย่างหั่นพอคำ กับน้ำปลาพริก โดนอังศุมาลินผลักออกไป
       “หนูไม่เอาเลยหรือ กัดฟันฝืนใจ..กินเนื้อสัตว์อะไรบ้างเถอะลูก..จะได้ช่วยบำรุงครรภ์” แม่อรว่า
       “หนูขอเป็นข้าวเปล่าๆ เถอะนะคะ มันไม่ไหวจริงๆ ค่ะ”
       “ก็อย่างนี้ละ ตอนแม่อรท้องยัยอัง ยังกินได้แต่มะม่วงจิ้มน้ำปลา น้ำปลาเปล่าๆ ด้วยนะ ไม่ใช่น้ำปลาหวาน” ยายศรที่นั่งอยู่ด้วยบอก
       “แต่กินแต่ข้าวเปล่าๆ ขาวๆ แบบนี้อย่างเดียว...มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยนะลูก” แม่อรบอกอีกด้วยความเป็นห่วง
       “หนูเหม็นกับข้าวน่ะค่ะ เหม็นจริงๆ ขออนุญาตเอาไปไกลๆ ด้วย..ได้ไหมคะ” อังศุมาลินทำหน้าแขยง เมื่อเลื่อนกับข้าวออกห่าง
       “เฮ้อ..ตามใจๆ เอ้าๆๆ” แม่อรถอนใจ พร้อมกับช่วยเลื่อนกับข้าวออกให้       
       โกโบริอยู่ในชุดอยู่บ้าน เป็นกางเกงขาสั้นของทหาร กับเสื้อยูกาตะ คุกเข่า ทำอะไรเสียงแก๊กๆๆ อยู่ในครัว โดยกำลังเอาของจากขวดแก้วถนอมอาหารใส่ถ้วย
       “พ่อดอกมะลิ มากินข้าวได้แล้ว” ยายตะโกนเรียกหลานเขย
       “เดี๋ยวครับ เดี๋ยว” โกโบริลุกไปหาถ้วยเพิ่ม ค้นตามตู้ กุกกักๆ
       “มัวทำอะไรของเค้านะ” ยายศรบ่น
       “เห็นว่าไปเอาของมาจากโรงครัวที่อู่น่ะค่ะ ทานอาหารไทยทุกวันๆ คงคิดถึงอาหารที่บ้าน” อังศุมาลินว่า
       “นั่นสินะ ไอ้เราก็ทำอาหารญี่ปุ่นไม่เป็นเสียด้วย” แม่อรว่า
       “ก็ดีนะ อยากกินอะไร ก็ให้เขาทำเอง เดี๋ยวเราทำไม่ถูกปาก กินไม่ลง เลยจะผอมไปเสียเปล่าๆ” ยายบอก       
       ไม่นานนัก โกโบริยกถาดเล็กๆ ที่มีถ้วยเล็ก 3 ใบ ใบหนึ่งใส่บ๊วยญี่ปุ่นเล็กๆ สำหรับกินกับข้าว 4-5ลูก ใบหนึ่ง เป็นสาหร่ายชิ้นเล็ก หั่นฝอย และอีกใบเป็นผงปลา ใส่งา มีเครื่องปรุงรสมาด้วย และมีตะเกียบวางพร้อม
       แม่อรฉงน “อะไรนี่”
       โกโบริสาธยายเป็นอันๆ “นี่บ๊วย นี่สาหร่าย นี่ผงปลา-ปรุงรสครับ สำหรับกินกับข้าว อังศุมาลินเหม็นของที่มีกลิ่น ลองชิมของพวกนี้ดู มันรสอร่อย ไม่มีกลิ่น แล้วเป็นประโยชน์ คนญี่ปุ่นใช้กินกับข้าว ดีมากครับ เด็กก็กินได้ ผู้ใหญ่ก็กินได้”
       ยายศรก้มลงมองใกล้ๆ “มันอะไรกันมั่ง..นี่มันคือ..ผลไม้อะไร…”
       อังศุมาลินเห็นแล้วกลืนน้ำลายเอื้อก
       “ลูกบ๊วยค่ะ...น่ากินมากเลย...ขอลองกินหน่อยนะคะ”
       อังศุมาลินกลืนน้ำลายที่พุ่งปรี๊ดจนปวดแก้ม
       โกโบริยิ้มกว้างแก้มแทบแตก ด้วยความดีใจ รีบเอาตะเกียบคีบ วางลงบนจานเมียรัก อังศุมาลินตักกินทันที รีบเคี้ยวอย่างมีความสุข
       ทุกคนมองดูด้วยความดีใจ
       คราวนี้อังศุมาลินเอามือหยิบอีกลูก ใส่ปากต่อเนื่อง
       “ตักข้าวด้วยสิ ต้องกินกับข้าวนะ” โกโบริยิ้มบอก
       อังศุมาลินส่ายหัว ทำหน้าขี้โกง ทะเล้น หยิบอีกเม็ดใส่ปากเฉย “ไม่เอา จะกินบ๊วยเปล่าๆ”
       โกโบริหันมาฟ้องฉอดๆ หาแนวร่วมสุดฤทธิ์ “คุณแม่ คุณยาย ดูสิ อังศุมาลินขี้โกง..ไม่ยอมกินข้าว”
       แม่อร กะยายศรทำหน้าระอา ขำสองผัวเมีย
       อังศุมาลินทำหน้าอย่างผู้มีชัย ถือถ้วยนั้นมาเป็นของตนคนเดียว หยิบกินจริงจัง
      
       โกโบริทำหน้าโมโห ฉุน แต่ทุกคนขำเพราะท่าทีตลกแลดูน่าขัน



       ไม่นานต่อมา แลเห็นน้ำคลองไหลแรง สะอาดดี โกโบริใส่กางเกงขาสั้น กำลังเอาถังตักน้ำจากคลองขึ้นมา 2 ถัง โกโบริเอาคานสอดหูถังทั้งสอง แล้วเอาขึ้นบ่าหาบไป
      
       แม่อรกะ ยายศร เดินผ่านมา มองๆ โกโบริหันมา ยิ้มแฉ่ง หาบน้ำขึ้นไปทางบ้าน
       พอขึ้นมาบนบ้าน โกโบริเอาถังน้ำ เทลงตุ่มใหม่นอกชาน
       แม่อร กะยายศร ตามมาย่องๆ โผล่ดู
       “นี่ไปเอาตุ่มมาจากไหนพ่อ” ยายถาม
       “มันคว่ำทิ้งอยู่ทางโน้นน่ะครับ” โกโบริชี้ไปทางหนึ่ง
       “ตุ่มเก่าโบราณ ไม่รั่วนะพ่อคุณ” ยายถาม
       “ดูดีแล้วครับ ไม่รั่วครับ”
       แม่อรกับยายศรเดินกลับลงจากบ้านไป
       “บ้านเรามันไม่มีห้องน้ำดีๆ”
       ส่วนโกโบริยังคงพากเพียรตักน้ำต่อ โกโบริหาบน้ำขึ้นบันได ถึงตุ่มที่ตั้งอยู่ชานบ้าน โกโบริเทน้ำลงตุ่มตูมๆๆ
       พอน้ำเต็ม โกโบริเอาสารส้มมากวนๆๆๆ จนน้ำใสขึ้น โกโบริดู ยิ้มอย่างพอใจ
      
       เวลาต่อมาโกโบริเปลือยท่อนบน ไม่ใส่เสื้อ เขียนแบบเก้าอี้ม้านั่งแบบง่ายๆ ลงในกระดาษ ด้วยมือเป็นแบบที่ไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรมาก       
       อังศุมาลินเดินมา เมียงๆ มองๆ ท่าทีสงสัย ว่าเขาทำอะไรของเขา แล้วเดินจากไป
       ไม่นานต่อมา โกโบริเอาไม้กระดาน เป็นไม้ท่อนๆ ขนาดต่างๆ หามาได้จากใต้ถุนบ้าน เอามาเทียบขนาด แล้วเอาดินสอขีดๆ
       จากนั้นโกโบริเลื่อยไม้ต่างๆ ให้ได้ขนาดตามแบบ พอเสร็จโกโบริเอากระดาษทรายขัดๆ ถูๆ ลูบไม้ ว่าเนียนไร้เสี้ยน
       โกโบริลงมือตอกตะปู ประกบเป็นเก้าอี้ม้านั่ง
      
       ตกตอนเย็น ต้นไม้หน้าบ้านออกผลงดงาม ลำคลองยามเย็น เห็นเด็กๆ วิ่งมากระโดดน้ำตูมๆๆ
       อังศุมาลินใส่กระโจมอก ในมือถือผ้าผลัด และมีผ้าเช็ดตัวคลุมไหล่ อีกมือถือขันใส่อุปกรณ์อาบน้ำ เดินออกจากห้องมา       
       โกโบริอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นตัวเดียว ไม่สวมเสื้อ นอนพังพาบ เล่นบางอย่างอยู่ตรงมุมห้อง เอาอะไรโปรยๆ ลงในโหลแก้วขอบสูงทรงกระบอก
       อังศุมาลินสงสัย เดินมาชะโงกดู
       เห็นในโหลแก้วทรงกระบอก มีน้ำครึ่งหนึ่ง ในนั้น มีปลาเล็กๆ ที่จับมาจากในคลอง เป็นปลาเข็ม ประมาณ 4-5 ตัว
       โกโบริเอาข้าวสุกเล็กๆ ให้ปลากิน
       “ทำอะไรน่ะ”
       โกโบริยิ้มแฉ่งลุกมานั่ง พูดอวด “ให้อาหารปลา”
       อังศุมาลินฟังแล้วขำ “เลี้ยงปลา”
       “ใช่แล้ว เลี้ยงปลา”
       อังศุมาลินนั่งคุกเข่าลง จำได้ “ตายล่ะ นี่ไปเอาโหลทำมะม่วงดองมาเล่นเหรอ แล้วนี่มันปลาในคลอง จับมาทำไม”
       “เอามาเป็นสัตว์เลี้ยงของเรา”
       “อยากเลี้ยงปลาหรือคะ ไว้ฉันจะไปซื้อปลาทองมาให้ ปลาทอง ปลาทอง น่ะ” ตอนท้ายอังศุมาลินพูด ปลาทอง เป็นคำญี่ปุ่น
       “อย่าเลย ไม่ต้องปลาทองหรอก เอาปลาธรรมดานี่แหละ ปลานี้ก็น่ารักดี”
       “ที่บ้าน..คุณคงเลี้ยงปลาล่ะสิ” อังศุมาลินถาม
       “ครับ..เรามีปลาทอง...ปลาทองในสวนหลังบ้าน ผมเป็นคนทำหน้าที่ให้อาหาร แต่เวลานี้..ไม่รู้ว่าใครดูแล” โกโบริหันมายิ้มให้ตาเป็นประกาย “ตอนเด็กๆ ผมมีปลาของผมเองเยอะแยะ ผมตั้งชื่อให้มันด้วย”
       “ตอนเด็กๆ..ชั้นก็ชอบจับกุ้งตัวเล็กๆ ปลาเข็ม ปลากระดี่ มาเลี้ยงเหมือนกัน แต่คุณยายให้เอาไปเทลงคลองตามเดิม ระวังเถอะ เดี๋ยวคุณยายมาเห็น ต้องดุว่าบาป แล้วให้คุณไปเททิ้ง”
       “เด็กๆ ชอบเลี้ยงสัตว์ทุกคน...ถ้าลูกเราชอบเลี้ยงอะไร ผมจะให้เขาเลี้ยง ไม่ว่าแมว..หรือหมา”
       อังศุมาลินรีบบอก “แต่ชั้นแพ้ขนแมวนะ”
       “แพ้..แพ้..ชนะ นี่เหรอ” โกโบริงง
       “แพ้..คือ..จะจาม คันจมูก..ไม่สบาย น้ำมูกไหล เหมือนเป็นหวัด”
       “อ๋อ..งั้น..ลูกเราก็ไม่เลี้ยงแมว..แต่ลูกเราจะเลี้ยงสัตว์ที่ไม่มีขน...เช่น...งูตัวเล็กๆ หรือเต่า”
       ฟังชื่อสัตว์เลี้ยงแต่ละอย่างอังศุมาลินนึกสยอง “อื๊ย ไม่เอานะ ลูกจะไม่เลี้ยงอะไรที่มันแปลกประหลาด”
       “เต่ากับงู...แปลกประหลาดตรงไหน”
       “ไม่รู้ล่ะ ลูกจะไม่เลี้ยงเต่า หรืองู” อังศุมาลินบอกเด็ดขาด วางอำนาจมาก
       “โห...จะเลี้ยงอะไรๆ ก็ไม่ได้ แบบนี้ลูกต้องเสียใจมากๆ แน่ๆ”       
       อังศุมาลินทำหน้าหมั่นไส้ เดินหนีบ่นงุบงิบ “สงสัย ว่าคนที่อยากเลี้ยงคือลูกหรือพ่อกันแน่”
       โกโบริหัวเราะชอบใจ เดินตาม “จะไปอาบน้ำหรือครับ
       “ใช่...”
       “มา..งั้นมาทางนี้เลย” โกโบริฉวยขันน้ำใส่อุปกรณ์อาบน้ำจากมืออังศุมาลินเดินนำไป อังศุมาลินตามแบบงงๆ
      
       โกโบริเดินนำมา ที่นอกชานบ้าน บริเวณตุ่มน้ำที่ลงทุนหาบขึ้นมาจนเต็ม แถมกวนสารส้มใสแหนว และเอาเก้าอี้ม้านั่งไม้ ที่ทำเองกับมือมาวางลงหน้าตุ่ม
       อังศุมาลินตามมา ยืนงง
       “คุณไม่ควรขึ้นๆ ลงๆ บันไดนั้น ไปอาบน้ำที่ท่าน้ำอีกแล้วนะ”
       อังศุมาลินชะงัก “อะไรนะ”
       “บันไดบ้านนี้ หรือบันไดท่าน้ำ หรือพื้นกระดานท่าน้ำ..เวลาเท้าเปียก ตัวเปียก หรือรองเท้าลื่นๆ มันอันตราย”
       อังศุมาลินท้วง “แต่ว่า...”
       โกโบริสวนออกมา “ไม่มีแต่…”
       “ชั้นเดินขึ้นๆ ลงๆ ที่นี่ แล้วก็อาบน้ำในคลองมาตั้งแต่จำความได้จนเดี๋ยวนี้”
       “แต่ตอนนี้..คุณต้องเปลี่ยนความเคยชินบางอย่างไปบ้าง”
       “คุณนี่...ยุ่ง…”
       “นั่งลง...”
       “ยืนอาบก็ได้” อังศุมาลินดื้อ
       “นั่งดีกว่า เก้าอี้นี่แข็งแรงมาก” โกโบริตบโชว์ และกดน้ำหนักให้ดู “คุณจะได้ไม่ลำบาก..เวลาที่..ตัวโตกว่านี้..นั่งลง ขอร้องล่ะ”
       อังศุมาลินถอนใจ นั่งแบบจำยอม โกโบริรับผ้าต่างๆ มาแขวนข้างๆ แล้วก็เอาขันตักน้ำขึ้นมา
       “เอามือมา ล้างมือก่อน”
       อังศุมาลินงงๆ แต่ก็ยอมยื่นมือออกไป
       โกโบริเทน้ำใส่มือพลางอธิบาย “ล้างมือให้สะอาด...แล้วเอาน้ำลูบหน้า ให้ร่างกายค่อยๆ ปรับตัว...กับความเย็นของน้ำ
       อังศุมาลินมองแล้วรู้สึกขำๆ แต่ก็ทำตาม
       โกโบริหน้าตาจริงจัง ตักน้ำราดตัวอังศุมาลินช้าๆ ย่างตั้งใจ ที่ไหล ที่หลัง ที่ตัว เบาๆ
       ทีแรกอังศุมาลินมองๆ โกโบริแบบมีคำถาม ประหลาดใจ โกโบริก็ยังทำต่อไป แบบบรรจง ประณีต พิถีพิถัน
       แววตาอังศุมาลินอ่อนโยนลง รู้สึกซึ้งใจ
       พอราดทั่วตัวโกโบริหยิบสบู่มาให้ อังศุมาลินรับไป ฟอกมือ ฟอกแขน หันไปมองหน้า โกโบริยิ้มแป้นแล้นให้
       อังศุมาลินชี้ว่าให้ไปได้แล้ว ไล่ๆ โกโบริทำหน้าเข้าใจๆ วางขันให้หยิบสะดวก แล้วเดินไพล่หลัง เดินชมนกชมไม้บนชานเรือนนั่นเอง
      
       อังศุมาลินขำๆ ถูสบู่ตัวเองต่อไปแววตาเปี่ยมสุข

       บ้านอังศุมาลินตกอยู่ในความมืด แสงสว่างจะตะเกียงเรื่อเรืองบนเสามุมประจำ เสียงขิมดังกังวานขึ้น เป็นเพลงลาวเสี่ยงเทียนด้วยอารมณ์ค่อนข้างหวานร่าเริง
      
       ยายศรนั่งตำหมากเบาๆ มองดู หลานสาวตีขิมยิ้มๆ ส่วนแม่อรนั่งพับผ้า มองดู อย่างสุขใจ
       อีกด้านหนึ่ง อังศุมาลินนั่งเล่นขิม มีความสุข มีโกโบรินอนหนุนหมอนเหลี่ยม พลางโบกพัดใบลาน พัดให้อังศุมาลินเบาๆ ไปมาตลอดๆ
       อังศุมาลินก้มหน้าก้มตา ตีเพลงไป โกโบริตะแคงมอง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แสนสุขใจ
       มองจากภายนอก เห็นบ้านเรือนทรงไทยที่มีแสงสาดส่องออกมา อบอุ่นด้วยเสียงเพลงดังอ่อนหวานคลุมบรรยากาศ พระจันทร์บนฟ้ากลมโต
      
       อีกฟากหนึ่งแสงเทียนริบหรี่ หน้าพระประธาน เทียนน้อยวูบไหวไปตามแรงลม
       พวกวนัสอยู่บนพื้นกลางโบสถ์ผุพังหลังนั้น ในแสงอันน้อยนิด 3 คนนั่งกินอาหารกระป๋องกัน มีกระติกน้ำ ใส่น้ำกินวางไว้ข้างๆ ทุกคน มีปืนประจำกาย เตรียมพร้อมตลอดเวลา
       พอทานอิ่มท่านชายวิชญาวาดแผนที่ด้วยมือ บนพื้นสกปรก
       “เวลานี้ เราอยู่ทางใกล้เมืองนครสวรรค์แล้ว.. ผมคิดว่า..เราต้องมุ่งสู่ปากน้ำโพให้เร็วที่สุด เพื่อเข้าพระนครทางเรือจะดีที่สุด”
       “ฝ่าบาทคิดว่าทางเรือปลอดภัยหรือ” วนัสท้วง
       “ไอ้ที่จะปลอดภัยหรือไม่นั้น...บอกได้เลย ไม่มีทางไหนปลอดภัยอีกแล้ว” อรุณออกความเห็น
       “ใช่..ป่านนี้ทหารญี่ปุ่นพวกนั้นคงตามล่าพวกเราแบบปูพรมแล้ว” ท่านชายคาดการณ์
       “มีทางเดียว..เราต้องทำตัวเราให้กลมกลืนกับชาวบ้านให้มากที่สุด” วนัสว่า
       “เป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะทำตัวกลมกลืน หากเรายังงมโข่งอยู่ตามหมู่บ้านชนบทแบบนี้” ท่านชายวิชญาปรารภอย่างกังวล
       อรุณเห็นด้วย “จริง..เพราะชาวบ้านหมู่บ้านเล็กๆ เขารู้จักกันหมด ใครแปลกหน้ามา เป็นรู้ทันที”
       “แต่รอบๆ นี้มันมีแต่ป่ากับทุ่งนาเท่านั้น” วนัสบอก
       “งั้น..รีบนอน ..ซัก 2 ชั่วโมง แล้วเดินไปให้ถึงในเมืองก่อนเช้าทั้งๆ มืดๆ ภายในคืนนี้นี่แหละ ไม่งั้น...เราหนีมันไม่พ้นแน่” ท่านชาญสรุป
       “จากนั้น ค่อยคิดกัน ว่าไปพระนครทางไหนดี อย่าปักใจแค่จะไปด้วยทางเรืออย่างเดียว”
       วนัสว่าพลางดื่มน้ำจากกระติก ดวงตามุ่งมั่น
      
       ในความมืดของวัดร้างแห่งนั้น พระจันทร์ภายนอก ส่องสว่างกลมโต
       วนัสนอนข้างหน้าต่างโบสถ์ มองออกไปนอกหน้าต่างพังๆ อรุณหลับอยู่อีกทางหนึ่ง
       วนัสมองพระจันทร์ รำพึงเบาๆ
       “เดือนเดินแดนดินนิลพราย เดือนฉายเวหาสน์ปราศนิล”
       ท่านชายวิชญาได้ยินไม่ถนัด “อะไร..วนัส ละเมอหรือ”
       “เปล่า กระหม่อม มองเห็นพระจันทร์ ทำให้คิดถึง...คนที่กระหม่อมจะรีบไปหา ถ้าเขารู้ ว่าอีกไม่นานเราจะได้พบกัน เขาคงตื่นเต้นดีใจ”
       “นั่นสินะ..ที่บ้านฉัน ก็ไม่มีใครรู้เลย ถ้าจู่ๆโผล่ไป..คงเซอร์ไพร้ส์กันพิลึก”
       “นั่นสิ ฝ่าบาท อังศุมาลิน...ต้องเซอร์ไพรส์มากๆ เลยล่ะ”
      
       รุ่งเช้าโกโบริกำลังแต่งเครื่องแบบอยู่ด้านหนึ่ของห้อง ส่วนอังศุมาลินกำลังพับผ้าเก็บใส่ตู้
       “เอ๊ะ..หายไปไหน”
       อังศุมาลินเปิดหา ช่องนั้น ช่องนี้
       โกโบริสนใจ ส่งเสียงถามมา “หาอะไรหรือครับ”
       “ผ้าเช็ดหน้า...” อังศุมาลินหันมาทางโกโบริ “ผืนนั้นน่ะค่ะ”
       “ผืนนั้น..อ๋อ...” โกโบริเดินออกไปจากห้อง
       อังศุมาลินมองตามไปงงๆ แล้วก็หันมาสนใจการจัดตู้ต่อ สักพัก ขณะกำลังก้มๆ อยู่ มือโกโบริที่ถือผ้าเช็ดหน้าผืนที่โกโบริซื้อให้ ยื่นมาตรงหน้า
       อังศุมาลินสะดุ้งนิดๆ หันมา
       “อ่ะ..นี่ไง”
       “อ้าว..ไปเจอที่ไหน”
       “เห็นคุณแม่รีดอยู่เมื่อวาน เลยไปหาที่ตะกร้าผ้าที่รีดแล้ว”
       อังศุมาลินมองอย่างฉงน “คุณนี่..เป็นคน...ตาไว...ช่างสังเกตจังนะคะ”
       “ขอบคุณครับ”
       โกโบริลุกไป แต่งตัวต่อ อังศุมาลินจัดของเสร็จ ลุกขึ้น เดินออกจากห้องไป
       โกโบริแต่งตัวเสร็จ กลับหาของบางอย่างไม่เจอ หมุนหาตัวรอบๆ ไม่มี จึงเดินหา เปิดตู้ ค้น ก้ม เปิดลิ้นชัก
      
       อังศุมาลิน กำลังกวาดบ้านแถวๆยกพื้น หน้าห้องนอน
       โกโบริเดินมา เมียงมอง ท่าทีเกรงใจ อังศุมาลินมองงงๆ
       โกโบริยิ้มแหยๆ เดินมาหา ลูบท้ายทอยเขินๆ “เอ่อ...คือ...ถุงเท้าผมอยู่ไหน”
       อังศุมาลินมองอย่างงวยงง “ก็อยู่ที่ที่มันอยู่ตลอดเวลานั่นล่ะค่ะ”
       “ที่ไหน..ผมหาดีแล้วนะ”
       อังศุมาลินทำหน้าอนาถ แล้วเดินไปที่ห้อง โกโบริตามไป อังศุมาลินเดินมาหยุดที่มุมหนึ่ง ตรงนั้น มีกล่องไม้ใหญ่กล่องหนึ่ง อังศุมาลินนั่งลง เปิดกล่องนั้นออก ในนั้น คือถุงเท้าหลายคู่ของโกโบริ
       โกโบริยืนดู ทำหน้าเอ๋อ
       “อ้อ..จริงด้วย”
       อังศุมาลินส่ายหน้า ขำๆ พลางหยิบถุงเท้าขึ้นมาส่งให้คู่หนึ่ง “ทีของๆ คนอื่นล่ะ รู้ดีนัก...แต่ของๆตัวเอง..หารู้ไม่” ทำหน้าเซ็งหยามนิดๆ
       “ก็..ผมรู้แต่ของๆ คนที่ผมสนใจนี่นะ”
       อังศุมาลินทำหน้าหมั่นไส้ โกโบริทำหน้าทะเล้น นั่งลงใส่ถุงเท้าที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน
       อังศุมาลินส่ายหัว แล้วเดินออกไปกวาดบ้านต่อ โกโบริมองตาม ตาละห้อย เหมือนหมาน้อยมองตามเจ้าของ
       อังศุมาลินกวาดผ่านหน้าห้อง มองเข้ามา โกโบริยิ้มให้
      
       อังศุมาลินทำหน้าเมินใส่แล้วหันไปกวาดทางอื่น โกโบริหัวเราะขำ ยิ้มสุขใจ



       ตอนสาย วนัส ท่านชายวิชญา และ อรุณ อยู่ใต้ต้นไม้นั้นกลางทุ่งนาแห่งหนึ่ง 3 เสรีไทย ช่วยกันขุดหลุมขนาดใหญ่ กันจนเสร็จ ทุกคนเหนื่อยหอบตามๆ กัน
      
       “เอาของทุกอย่าง..ทั้งหมดเลยนะ ฝากไว้ที่นี่ก่อน หากถูกจับได้พร้อมของพวกนี้ ก็จบกัน” ท่านชายบอก
       จากนั้นทุกคน เอาของพวกชุดทหาร วิทยุ และอุปกรณ์ทุกอย่าง ห่อด้วยผ้า แล้ววางลงไป
       “แล้ว...ปืน” วนัสถาม
       “ก็ต้องฝังด้วย” ท่านชายวิชญาบอกอีก
       “แล้วถ้าเรา..ไปเจอพวกศัตรู” วนัสท้วง
       “ก็ต้องไม่มีของพวกนี้ในตัว ไม่งั้น ก็จบ” ท่านชายว่า
       “เราต้องเป็นชาวบ้านธรรมดาจริงๆ ให้ได้สิ วนัส ชาวบ้านธรรมดา ไม่มีใครจับไปทำอะไรหรอก” อรุณบอก       
       “หวังว่า...เราคงมีโอกาส กลับมาที่ต้นไม้ต้นนี้...มาขุดเอาของพวกนี้คืน..ให้เร็วที่สุด”
       วนัสอึ้งนิดๆ ทิ้งปืนลงไป ทุกคนช่วยกันกลบหลุม
      
       ไม่นานหลังจากนั้น ที่บริเวณหน้ากระท่อมหลังหนึ่ง เห็นชาวบ้าน ผัว-เมีย นับเงินในมือ แล้วมองหน้ากัน อย่างตื่นเต้น สักพัก จึงเห็นทั้งสามคนเดินออกมาจากกระท่อม แต่งตัวเป็นชาวบ้านและสภาพซอมซ่อมากกว่าเดิมขึ้นไปอีก มีผ้าขาวม้าคาดเอว สวมหมวกใส่ทำงาน ใส่รองเท้าแตะเก่าๆ ขาดๆ
       สองผัวเมียไหว้ปลกๆ
       “อย่าลืมนะครับ..ถ้าเรื่องนี้..มีคนอื่นรู้..พวกคุณก็จะมีโทษเหมือนกัน” วนัสกำชับ
       สองผัวเมียพยักหน้า ท่าทีเลิกลักๆ เหลียวมองซ้ายขวา
       จากนั้นฝ่ายผัวไปจูงจักรยานเก่าๆ 2 คันมาให้
       สามคน เอาจักรยานนั้นมา คันหนึ่ง วนัสให้ท่านชาย ท่านชายพยัก ขอบใจ แล้วขี่นำไป
       ส่วนอีกคัน วนัสขี่ แล้วให้อรุณซ้อนท้าย
       จักรยาน 2 คัน ของ 3 คน แล่นไปตามทางดินแคบๆ ถีบผ่านทุ่งนาไป วนัสหน้าตามุ่งมั่น
       อีกสักพักก็มาถึงตรงบริเวณสามแพร่งเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเริ่มมีคนเดินพลุกพล่าน บ้างขี่จักรยาน บางคนจูงวัวควาย เด็กวิ่งเล่น หญิงชาวบ้านบางคนถือตะกร้าไปตลาด
       จักรยานทั้ง 2 เข้ามาจอด มองหน้ากัน แล้วตัดสินใจ ขี่ปะปนเข้าไป เบื้องแรกผู้คนพวกนั้นเมียงมองนิดๆ แล้วไม่มีใครสนใจ ต่างร่วมทาง สวนทางกันไป       
       ทั้งสามขี่จักรยาน 2 คัน เข้าไปในหมู่บ้าน ผ่านชาวบ้าน แต่คนมองแค่หน่อยๆ ตามปกติ ไม่ได้จับตามองมากมาย
       ทั้งสามสบตากัน ท่าทีสบายอกสบายใจขึ้น
       วนัสดูฮึกเหิม เปี่ยมพลังใจ
      
       ขณะเดียวกันพระฉันเพลเสร็จแล้ว บรรดาลูกศิษย์วัดกำลังเอาปิ่นโตที่ล้างแล้วมาคืนอังศุมาลินที่ยืนรออยู่
       “หนูล้างให้แล้วนะครับ พี่ สะอาดแล้วครับ”
       “ขอบใจนะจ๊ะ”
       พอดีหลวงพ่อเดินมาอีกด้านหนึ่ง พร้อมขวดน้ำมนตร์
       “อ่ะ อังศุมาลิน นี่แหละๆ ของดีๆ โทษที ที่ต้องให้มารับเอง พ่อจะติดไปตอนเช้าเวลาบิณฑบาตรหลายวันแล้ว ตั้งแต่คุณยายแกบอกข่าว...แต่ลืมทุกที”
       อังศุมาลินทรุดตัวนั่งย่อลงไป ไหว้ แล้วรับขวดมา “ขอบพระคุณค่ะ หลวงพ่อ”
       “นี่ล่ะ เอาไปดื่มนะ ไม่มีเชื้อโรคหรอก ก่อนจะปลุกเสก หลวงพ่อต้มแล้ว”       
       อังศุมาลินยิ้มๆ “ค่ะ”
       “รับรอง ว่าน้ำมนตร์คาถาองคุลีมาลนี่ มีพุทธคุณ...ทำให้คลอดง่าย เด็กแข็งแรงดี รักษาตัวให้ดี ขอให้มีความสุขความเจริญนะ”
       อังศุมาลินไหว้ หลวงพ่อเดินจากไป อังศุมาลินเอาขวดน้ำมนตร์ใส่ตะกร้า อีกมือ ถือเถาปิ่นโต พอเดินมาจะผ่านหน้าโบสถ์ ก็ชะงัก
       เมื่อเห็นแม่วัน เมียกำนัน เดินออกมาพอดี ต่างคน ต่างอึ้ง อังศุมาลินไหว้ แม่วันยิ้มทักทาย
       “หนูอัง...ไม่เจอเลย ป้าไม่เห็นคุณแม่คุณยายหลายวันแล้ว หมู่นี้ยุ่งๆ หรือ”
       “ก็...ค่ะ”
       “หนูดูผอมๆ ซีดๆ ไปหรือเปล่า ไม่สบายหรือเปล่า” แม่วันถาม ยังไม่รู้เรื่องอังศุมาลินท้อง
       “เปล่าค่ะ” อังศุมาลินปฏิเสธ
       “เฮ้อ..หนูเอากับข้าวมาเพลหรือ..ป้ามาไหว้พระ..สวดมนตร์..ใจคอมันยังไงก็ไม่รู้ หมู่นี้ ฝันร้ายทุกคืน”
       อังศุมาลินซีดลงไปอีก “คุณป้า...คงห่วงวนัสมากสินะคะ”
       “ตั้งแต่ได้อ่านจดหมาย..ก็ยิ่ง..ใจคอหายๆวาบๆ ไม่ปกติเลย ยิ่งรู้ว่าลูกอยู่ใกล้ ยิ่งห่วงหนักเข้าไปอีก..กลัวว่า..จะเกิดอะไรไม่ดี..โอย..ไม่เอาล่ะ ไม่อยากจะคิด เออ..นี่...” แม่วันควักที่อก แล้วอยู่ๆ ก็หยิบจดหมายฉบับเดิมนั้นออกมา
       อังศุมาลินเห็นชะงัก
       “ป้าพกไว้กับตัว ตลอดเวลา เวลาอยู่คนเดียว..ก็ต้องหยิบออกมาอ่าน...จดหมายที่วนัสเขียนถึงหนู...”
       อังศุมาลินมองๆ แล้วยิ่งซีด เหมือนจะเป็นลม รีบวางของลง แล้วทรุดนั่ง
       แม่วันตกใจ “หนู...เป็นอะไรหรือเปล่า”
       “หนู..หน้ามืดไปน่ะค่ะ”
       แม่วันจับมือ “มือเย็นเจี๊ยบเลย ไม่สบายหรือเปล่า ไหวไหม นั่งพักเดี๋ยว.. เดี๋ยวป้าไปส่ง”
      
       ไม่นานต่อมาแม่วันพาอังศุมาลินมาส่งที่เรือน แม่อรบ่นอุบ
       “ไปเป็นลมที่วัดจนได้ แม่บอกก็ไม่เชื่อ ว่าไม่ให้ไป”
       “หนูอยากไปทำบุญเองจริงๆ...หนูอยู่แต่ที่บ้านมาหลายวันแล้ว อยากไปไหนมาไหนบ้าง” อังศุมาลินโอด
       “หนูอังเป็นอะไรหรือเปล่า” แม่วันถามด้วยความเป็นห่วง
       ยายศรกะแม่อรเหลียว มองหน้ากัน
       อังศุมาลินรีบกลบเกลื่อน “หนูไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ พอดีวันนี้แดดแรงมาก หนูก็เลยเป็นลมแดดเท่านั้นเอง”
       แม่วันลูบผมอย่างเอ็นดูรักใคร่ “หนูยังไม่ได้กินข้าวกระมังนี่..จริงด้วย นี่ก็เลยเพลไปโขแล้ว ชั้นรีบกลับบ้านก่อนล่ะ ตานุ่มคงรอกินข้าวกลางวันแล้ว กินข้าวเยอะๆนะ หนูอัง..ผอมลงๆ..เฮ้อ..ป้าไปก่อนล่ะ” แม่วันหันไปไหว้ลายาย “ไปล่ะค่ะ คุณยาย แม่อร..ฉันไปนะ” แล้วรีบลุกเดินออกไป
       แม่อรตามไปส่ง อังศุมาลินมองไป สะดุ้งนิดๆ เมื่อเห็นว่าตรงที่แม่วันนั่ง มีจม.วนัสตกอยู่
       ยายศรมัวแต่หันไปชะเง้อ มองส่งแม่วัน อังศุมาลินรีบรวบจม.นั้น เอามาเก็บไว้ชายพก หน้าตาสับสนว้าวุ่นใจสุด
      
       คืนนั้นอังศุมาลินนอนหงายมองเพดาน คิดหนัก โกโบริหลับอยู่ข้างหนึ่ง อังศุมาลินมองมาทางโกโบริ แววตาเศร้า
       โกโบรินอนไม่สวมเสื้อ หลับสนิท เหมือนเด็ก ขดตัว ผ้าห่มหลุดไปอยู่ปลายเท้า
       อังศุมาลินมองรู้สึกสงสาร ในที่สุดจึงลุกขึ้น แล้วคลี่ผ้าห่มออก คลุมตัวให้โกโบริ แต่อยู่ๆ โกโบริลืมตาขึ้นมา ตาแป๋ว
       “อ้าว..ฉันเลยทำคุณตื่นเลย”
       “ขอบคุณครับ”
       อังศุมาลินฉงน “ขอบคุณเรื่องอะไรคะ”
       “ขอบคุณ..ที่คอยห่มผ้าให้”
       “ไม่ได้คอย..ซะหน่อย”
       โกโบริอมยิ้ม
       อังศุมาลินนอนหันหลังให้ ค่อยๆ ปิดตาลง
       โกโบริขยับมากอดไว้
       อังศุมาลินทำตัวแข็งทื่อ
       “คุณนอนไม่หลับหรือ”
       “เปล่า”
       “ดี..คุณต้องนอนมากๆ นะ” โกโบริเอื้อมมือมากอดอังศุมาลินไว้อีกแล้วหลับต่อ
       อังศุมาลินอึ้ง แล้วก็ค่อยผ่อนคลาย ในที่สุด ก็หลับลง
       เวลาล่วงเลยไปทั้งสองพลิกตัวเปลี่ยนท่ากันไปมา
      
       จนกลายเป็นว่าอังศุมาลินพลิกมานอนหนุนแขนโกโบริ หลับซุกที่อกโกโบริ จนฟ้าสาง ยินเสียงไก่ขันแว่วมา
ตอนที่ 20
      
       เช้าตรู่ อังศุมาลินลืมตาตื่นขึ้นมา เหลียวมองไปรอบห้อง กระพริบตา แล้วต้องอึ้ง เมื่อพบว่าตัวเองหลับซุกอกโกโบริอยู่ แถมหนุนแขนโกโบริอย่างสบายใจ
      
       อังศุมาลินขยับ แต่กลัวโกโบริตื่นเลยชะงักค้าง และนอนนิ่งอยู่เช่นนั้น แล้วในที่สุด ก็หลับไปใหม่
       โกโบริยิ้มพรายทั้งที่ตายังหลับ นอนท่าเดิมไม่กระดิกกระเดี้ย
      
       เวลาผ่านไป ช่วงตอนกลางวัน อังศุมาลินนั่งมองปลาในโหลของโกโบริ ใจลอย คิดมาก โกโบริยืนไพล่หลัง ส่องดูหนังสือ ขุนช้างขุนแผน เล่มใหญ่และหนังสือเรียนกับหลายๆ เล่ม ในตู้หน้าห้องยายศร
       ส่วนยายนั่งตำหมากอยู่
       “หนังสือพวกนี้ คืออะไรครับ”
       “อ๋อ..หนังสือวรรณคดีไทย”
       “วรรณคดี อา..วรรณคดี..สนุกไหมครับ”
       “สนุกสิ” ยายว่า
       โกโบริเมียงมอง “เรื่องไหน...สนุกที่สุดครับ”
       ยายศรมองไป ขำๆ พลางบอก “สนุกที่สุด..ก็ต้องขุนช้างขุนแผน”
       “อา..ขุนช้าง ขุนแผน เป็นยังไงครับ”
       “ก็มี...ขุนช้าง เป็นคนรวย หัวล้าน นิสัยขี้โกง...กับขุนแผน เจ้าชู้ รูปหล่อ มีเมียเยอะ แต่สองคนนี้ เขารักผู้หญิงชื่อนางพิมพิลาไลย”
       โกโบริทวน “โอ...พิมพิลาไลย”
       “อัง...ยัยอัง..มาเล่าให้พ่อดอกมะลิฟังหน่อยสิ”
       อังศุมาลินหันมา “ยุ่งจริง...” งอแงสุดฤทธิ์ “จะอยากรู้ไปทุกสิ่งทุกอย่างเลยใช่ไหม”
       “ใช่!” โกโบริยิ้มแฉ่ง แก้มแทบแตก
       อังศุมาลินค้อนขวับ แล้วก็ลุกมา ถามขึ้น
       “จะฟังเรื่องขุนช้างขุนแผนหรือคะ”
       โกโบริหยิบหนังสือออกมา ทำแขนตรง ยื่นมาตรงหน้าอังสุมาลิน “ฮื่อ..สอนหน่อยครับ” พลางทำท่าโค้ง
       อังศุมาลินหันมามองหน้ายายศร หัวเราะร่วน “สอนเรื่องนี้..ตายพอดี..เล่มออกใหญ่โตมโหฬาร”
       “อ่านให้แกฟังหน่อยสิ แกจะได้รู้ว่ากลอนของไทยมันไพเราะขนาดไหน” ยายศรบอก
       “แต่ต้นจนจบเลยหรือคะ...” อังศุมาลินทำหน้าทดท้อ
       “เอาตรงที่ยายเคยคั่นๆ ไว้สิ ยายคั่นบทกลอนที่ยายชอบ ที่เพราะๆ ไว้หลายอันเลย หนูอ่านอันไหนก็ได้ให้แกฟัง” ยายว่า
       โกโบริโค้ง ทำหน้ามีชัย “ได้โปรดครับ”
       อังศุมาลินทำหน้าหมั่นไส้ แกมเอ็นดู
      
       ที่ศาลานั่งเล่น ยามเย็น ลมพัดมาเบาๆ โกโบรินอนเล่นพังพาบอยู่ พลางพับกระดาษโอริกามิ ที่เอากระดาษที่ตัดๆ เป็นสี่เกลี่ยมจัตุรัส มาพับเป็นนกบ้าง เป็นดอกไม้บ้างรอฟัง
       อังศุมาลินนั่งพิงเสามุมหนึ่ง ถือหนังสืออยู่ในมือ
       “อ่านสิครับ คุณยายบอกแล้ว...ให้คุณอ่านให้ผมฟัง” โกโบริเร่งในมือพับอะไรไปตามเรื่อง
       อังศุมาลินสัพยอก “ถ้าไม่อ่าน จะฟ้องคุณยายใช่ไหม”
       โกโบริยิ้มแฉ่ง “แน่นอนเลย”
       อังศุมาลินยื่นมาให้ “เอ้า เลือกที่มีกระดาษคั่นไว้ จะให้อ่านตรงไหน เลือกเองเลย”
       โกโบริเอาไปดู แต่ในสถาพกลับหัว แล้วพลิกมา หน้าที่คั่นไว้ ยื่นมา
       “หน้านี้”
       อังศุมาลินยิ้มขำ แล้วพลิกอ่าน
       “โอ้พ่อพลายสายสวาทของน้องเอ๋ย”
       โกโบริฉงน “พ่อพลาย...คืออะไร”
       “พ่อพลาย..เป็นชื่อคน...” อังศุมาลินอ่านใหม่ “โอ้พ่อพลายสายสวาทของน้องเอ๋ย”
       โกโบริซักอีก “สายสวาท แปลว่าอะไร”
       “สุดที่รัก…” อังศุมาลินบอก
       โกโบริยิ้ม ทำหน้าชอบอกชอบใจ จำไว้ “ขอบคุณ...”
       อังศุมาลินมองจับสังเกต ว่าโกโบริมีเล่ห์อะไรหรือเปล่า โกโบริหันมา มองตอบ หน้าซื่อใส
       อังศุมาลินอ่านต่อ “มิเคยจะห่างเหสิเน่หา นอนหอด้วยน้องสองเวลา”
       โกโบริตั้งใจฟังมาก
       “พ่อเคยพาพิมพูดพิไรวอน
       นั่น นี่ ซี้ซิกสัพยอก
       ยั่วหยอกมิใคร่ให้ไปไกลหมอน
       แขนซ้ายเคยให้เมียหนุนนอน...”
       ระหว่างนั้นภาพตอนอังศุมาลินตื่นขึ้นมา พบว่าตัวนอนหนุนแขนโกโบริผุดขึ้นในหัวแว้บๆ
       อังศุมาลินนึกแล้วอึ้งไป
       อังศุมาลินพยายามอ่านต่อ
       “เห็นเมียร้อน...พ่อก็พัด...กระพือลม”
       ภาพเหตุการณ์ตอนที่โกโบริพัดวีให้ตน ตอนตนเล่นขิม ผุดขึ้นมาอีก
       อังศุมาลินอึ้ง ส่วนโกโบริทำหน้าซึ้ง อ่อนโยน ยิ้มหวานสุดๆ
       อังศุมาลินรู้สึกทนอ่านต่อไปไม่ได้ จี้ใจดำสุดๆ ในที่สุด ปิดหนังสือลง รีบลุก
       “อ้าว..ทำไมล่ะ” โกโบริงวยงง
       “ชั้นเหนื่อยแล้วอยากไปเดินเล่น”
       พูดจบอังศุมาลินก็ลุกเดินหนีไป
      
       โกโบริมองกระดาษที่ตัวเองพับเป็นดอกไม้ แล้วเหลียวมองตามอังศุมาลินไปแววตาเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ยังคงนิ่งอยู่ในท่านั้น


  


       ส่วนที่บริเวณท่าน้ำในตัวเมืองนครสวรรค์ ยามเช้าผู้คนพลุกพล่านพอสมควร เรือขนส่งสินค้า เรือรับจ้างกำลังแล่นสวนกันไปมาในลำน้ำ
      
       เรือรับจ้างลำหนึ่งแล่นมาส่งผู้โดยสารชาวบ้าน 2 คนขึ้นฝั่ง ชาวบ้านส่งเงินให้ก่อนก้าวขึ้นท่า ชายรับจ้างรับเงินไว้
       “ขึ้นดีๆ ระวังๆ นะป้า”
       ชาวบ้านขึ้นจนหมด ชายรับจ้างกำลังจะคัดเอาเรือออก พลันมีมือมาคว้าหมับที่แขน จึงหันไปมอง
       ที่แท้เป็นวนัสสวมหมวกปิดบังใบหน้า
       “พี่ชาย เดี๋ยว ข้ามไปสถานีรถไฟหน่อย”
       “อา..ไปคนเดียวรึ” ชายคนพายเรือถาม
       คุณชายวิชญา และอรุณเดินมาสมทบ
       วนัสบอก “สาม..พี่”
       “หน้าไม่ใช่คนแถวนี้ละสิ”
       วนัสยิ้มๆ ไม่ตอบ รีบถามราคา “เท่าไหร่พี่ ไปเถอะ”
       “สิบสลึง”
       วนัส หันไปมองคุณชายวิชญา และอรุณ
       คุณชายตกลง “ได้ลุง ไปๆ”
       อรุณหันไปคว้าหยิบเป้สัมภาระ ส่งให้วนัสและคุณชาย ทั้งสามจะก้าวลงเรือ มีเสียงใครคนหนึ่งเรียกไว้
       “เดี๋ยวก่อน คุณสามคน”
       วนัส คุณชายวิชญา และอรุณหันขวับมา เห็นตำรวจภูธร 4 นาย ยืนจังก้าอยู่ 1 ในนั้นบอก
       “ผมขอคุยอะไรด้วยหน่อย”
       สามคนอึ้ง นิ่งไป
      
       เช้าวันต่อมา ขณะที่อังศุมาลินนั่งร้อยมาลัยเป็นรูปตัวกระแตตรงชานเรือนบริเวณยกพื้น โกโบริแต่งเครื่องแบบเสร็จ เดินออกมา สั่งเป็นชุด
       “คุณอย่าซักผ้านะ แล้วก็เลิกลงสวนด้วย ยังไงผมจะส่งทหารมาช่วย ผมต้องไปดู..ว่าเครื่องจักรที่สั่งไป มาถึงหรือยัง ถ้าไม่มีอะไร ผมจะรีบกลับบ้าน”
       “ค่ะ” อังศุมาลินหันมารับ
       “ถ้าเวียนหัว ก็ให้นอนพัก อย่าลุกไปไหนมาไหน อย่าลงไปที่ท่าน้ำ อย่าออกไปข้างนอก” โกโบริเดินมาถึงบันได มองดูบันได แล้วหันกลับมาอีก “บันไดหน้านี่มันชัน ไม่จำเป็น อย่าขึ้นๆ ลงๆ คนเดียว เดี๋ยวจะตกลงไป เข้าใจไหม”
       อังศุมาลินทำหน้าทำตาประชด “รับทราบค่ะ”
       โกโบริหันมา เห็นแม่ และยายมองอยู่ รีบยิ้มแล้วโค้งให้ ก่อนจะหัน เดินเร็วๆ ลงไป
       ยายหัวเราะเบาๆ “เห็นเขาเป็นผัวเมียกันมานัก จะรักเหมือนพ่อรักพิมหามีไม่”
       ยายศรร่ายกลอนเสร็จก็หัวเราะขำอารมณ์ดี
       อังศุมาลินหันมา ทำหน้านิ่ว งอนๆ ปนท่าทีขวยเขิน เป็นเชิงบอก... อย่าล้อได้ไหม
       “อ๊าว..ยายพูดกลอนขุนช้างขุนแผนไง..ไม่ได้หรอกหรือ” ยายศรเฉไฉ
       จากนั้นแม่อร และยายหัวเราะกันไป อังศุมาลินยิ้มๆ ร้อยดอกไม้ต่อ
      
       ขณะเดียวกัน บนโต๊ะประชุม ที่กองบัญชาการกองทัพญี่ปุ่น ทุกคนหน้าตาคร่ำเครียด นากามูระเดินไปมา
       “ตอนนี้รัฐบาลใหม่ของ พันตรีควง อภัยวงศ์ มีแต่รัฐมนตรีที่ฝ่ายสืบราชการลับของเราหมายหัวไว้ว่าเกี่ยวข้องกับองค์กรต่อต้านญี่ปุ่นทั้งนั้น ดังนั้นนโยบายของกองทัพนับจากนี้ เราจะแข็งกร้าวต่อทุกทีท่าที่ไม่เป็นมิตรกับกองทัพ”
       บรรดานายทหารญี่ปุ่นระดับสูงฟังตัวตรงนิ่ง
       “และขอให้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อม ที่จะปรับเปลี่ยนทุกหน่วยให้รองรับกำลังพลอีกกว่าห้าหมื่นนายที่จะเข้ามาสมทบจากสิงคโปร์ในสัปดาห์หน้า เพราะจากนี้กองพลน้อยที่ 29 ของเราจะถูกยกระดับเป็นกองทัพที่ 39เราจะพร้อมรับมือกับการรุกหนักจากสัมพันธมิตรนับจากนี้”
       นายทหารทุกคนรับคำพร้อมกันอย่างเข้มแข็ง “ครับผม”
       ฮิชิดะเดินเข้ามา ทำความเคารพ
       “มีข่าวด่วนครับท่าน
       “อะไร ว่ามา” นากามูระถาม
       “ที่นครสวรรค์รายงานมาว่า มีสปายสัมพันธมิตรเล็ดลอดเข้ามา ตอนนี้เชื่อว่าอยู่ในการควบคุมของตำรวจไทย ที่บางกอกแล้ว” ฮิชิดะรายงาน
       นากามูระหัวเราะเบาๆ “หึๆ...รีบประสานเรื่องไปทางสารวัตรองอาจ ทางเราขอร่วมสอบสวนสปายพวกนี้ด้วย”
      
       นากามูระสั่งการอย่างขึงขัง

      
       ที่อู่ต่อเรือญี่ปุ่นเช้าวันนี้ แลเห็นธงอาทิตย์อุทัยปลิวไสวเหนือลานรวมพลของอู่ บรรดาทหารมากมายกำลังกุลีกุจอแบกขนของกันไปมา บางส่วนกำลังเร่งสร้างอาคารอยู่วุ่นวาย
      
       เคสุเกะกำลังคุมงานอยู่ตรงท่าเรือ โกโบริเดินเข้ามา
       “เคสุเกะ”
       โกโบริหน้าตาสดใส ดูอารมณ์ดีมาก
       “ไฮ้ ผู้กองโกโบริ..มีอะไรให้รับใช้ครับ”
       “เครื่องตัดเหล็กมาหรือยัง”
       “ตอนนี้มาอยู่ที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยแล้วครับ บ่ายนี้ผมจะไปเอา”
       “ดี”
       โกโบริหันตัวจะเดินไป พลันนึกบางอย่างได้
       “เคสุเกะ”
       เคสุเกะตกใจ “ฮ..ไฮ้”
       “งั้นเดี๋ยวก่อนไปฝากอะไรไปด้วยสิ”
       “ครับ”
       โกโบริเดินไป เคสุเกะงง
      
       ครู่ต่อมาโกโบริทิ้งตัวนั่งบนโต๊ะในห้องทำงานชั่วคราว คว้ากระดาษขึ้นมาวาง ก่อนหยิบปากกาขึ้นมา คิดไปยิ้มไปสีหน้าเปี่ยมสุขก่อนลงมือตวัดเขียนข้อความตัวหนังสือลงบนกระดาษ
       “แม่ครับ ผมมีเรื่องที่อยากจะบอกแม่มากๆและแม่คงรอฟังอยู่แน่ มันคือข่าวดีที่สุดในชีวิตผม ผมกำลังจะเป็นพ่อคนแล้วแม่ ใช่ครับ ฮิเดโกะภรรยาผมกำลังตั้งท้องแล้ว ตอนนี้ผมแทบไม่เป็นอันทำอะไร คิดถึงวันที่จะได้เห็นหน้าลูกอยู่ตลอด และผมก็รู้ว่าพอแม่ได้จดหมายนี้แล้วคงตื่นเต้นไม่น้อยกว่าผมแน่ ผมอยากให้เขาออกมาเป็นผู้ชาย แต่ไม่ต้องห่วงผมจะต้องพาเขากับแม่ของเขาไปไหว้แม่ที่บ้านให้ได้ แม่อวยพรให้หลานด้วยนะ ฝากความคิดถึงให้พ่อและทุกคน...คิดถึง...โกโบริ”
       มีฝีเท้าใครคนหนึ่งก้าวเข้ามายืนในห้อง
       “ไฮ้ ผู้กองโกโบริ”
       โกโบริเงยหน้ามองเห็นเป็นฮิชิดะ มายืนตรงหน้า
       “อา..ฮิชิดะมีอะไร”
       โกโบริมีสีหน้าแปลกใจ
      
       ส่วนที่ชานเรือนบ้านอังศุมาลินเวลาเดียวกัน มีมือกำลังออกแรงกดสอยเย็บกระดุมเสื้อยูนิฟอร์มเนื้อหนา ที่แท้เป็นอังศุมาลินกำลังก้มหน้าก้มตาเย็บไปมาอยู่จนครู่หนึ่ง แล้วเริ่มรู้สึกแปลกๆ ภาพเข็มและชุดที่ปักอยู่ไหวเบลอ
       อังศุมาลินรู้สึกมึนเวียนหัว จึงเงยหน้าหลับตาลงสักครู่ แต่ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย วางมือ ขยับหลังพิงเสาเรือนใกล้ๆ ก่อนค่อยยกมือขึ้นมาทาบสัมผัสที่กลางท้องตัวเองเบาๆ ความรู้สึกตื่นเต้นลึกๆ วาบขึ้น เสียงฝีเท้าเดินอยู่ที่บันไดเรือนทำให้ลืมตาขึ้นก่อนหันไปมอง
       เห็นตาบัว กะตาผล ในชุดสีกากีกลางเก่ากลางใหม่ พร้อมผ้าขาวม้าเคียนพุง อังศุมาลินประหลาดใจ
       “ลุง”
       ตาบัวทัก “แม่อัง”
       ตาผลถาม “ไปไหนกันหมดละ”
       “นี่ลุงมาทำไมกันอีก”
       อังศุมาลินรีบวางงานในมือลงทันที ตาบัว กะตาผล มาทิ้งตัวลงข้างๆ เชี่ยนหมากยายที่วางอยู่
       “ก็มีข่าวดีมาบอกนะสิ”
       ตาผล จ้วงใบพลูขึ้นมาทันที
       “แหม พลูหมากสดๆ ทั้งนั้น ไอ้ฝั่งนู้นก็มีแต่แห้งๆ หาก็ยาก”
       “แล้วนี่แม่อรกับยายไปไหนกันเสียละ” ตาบัวถาม
       “ไปวัด ลุงมีธุระอะไร”
       “ก็ไม่เชิง แต่มีข่าวจะมาบอก”
       อังศุมาลินรีบเข้าไปเขย่าหัวเข่าตาบัว ไปมา ตาผลยื่นส่งพลูให้ตาบัว
       “ลุง บอกมาสิจดหมายฉบับนั้น ลุงไปเอามาจากไหน”
       “หา..จดหมายอะไรแม่อัง”
       “โธ่ ก็จดหมายที่ลุงเอามาให้คราวที่แล้วนี่ไง”
       “อ้อ...” ตาผลหันมองตาบัวเป็นเชิงถาม เอ็งจำได้มั้ยวะ?
       “ไม่รู้..เอ็งอ้อ เอ็งก็ตอบ ข้าเปล่า…”
       “อ้าวงั้นขอไอ้ผลคิดสักนิด..” ตาผลทำท่าคิด ก่อนกวาดตามองหาของกิน “แล้วนี่ทำอะไรไปวัดละมีเหลือบ้างเปล่า”
       อังศุมาลินเริ่มไม่พอใจ
       “จดหมายของวนัส...ลุงบอกมา ว่าวนัสฝากใครมาหรือ...เขาเอามาเอง ไม่งั้นลุงก็อย่ากิน” อังศุมาลินงอนใส่
       ตาผลร้อง “เอิ้ก...”
       อังศุมาลิน ขึงขังจริงจัง ตาผลเจื่อนไป ตาบัวทำไม่รู้ไม่ชี้
      
       ภายในห้องควบคุมตัว กองตำรวจสันติบาล พระนคร ช่วงเวลาตอนกลางวัน
       ตัวละคร วนัส วิชญา อรุณ หลวงชลาสินธุราช องอาจเ รเว่น พงศ์ ตำรวจผู้คุม2 นาย
       ประตูห้องขังเปิดพรวด วนัส ท่านชายวิชญา อรุณ อยู่ในชุดที่โดนจับ 3 คนถูกผลักเข้าไป เสียงประตูปิดลง
       “เดี๋ยวๆ สิคุณพี่ตำรวจ..เราคนไทยด้วยกัน..ทำไมต้องทำกันขนาดนี้ด้วย” อรุณโวย
       ตำรวจผู้คุมไขกุญแจไปโดยไม่สนใจจน พอเสร็จ อีกคนมายืนมองจ้องอยู่
       วนัสเข้ามาจับซี่กรงร้องเสียงดัง “พวกผมต้องพบหลวงอดุลย์ ผมขอพบหลวงอดุลย์”
       ตำรวจตวาดใส่ “เงียบ โวยวายมากจะถูกจับขังแยกซะนี่ ท่านอธิบดีไม่ว่างมาคุยด้วยหรอก อย่าเรื่องมาก”
       จากนั้นตำรวจสองคนหันตัวเดินไปไม่สนใจ
       “พวกผมมานี่เพื่อมาช่วยกู้ชาติจากไอ้พวกญี่ปุ่น พวกคุณต้องช่วยผมซิ ได้โปรด พาผมไปหาหลวงอดุลย์...” วนัสร้องตามไป
       อรุณตะโกนเรียก “พี่ตำรวจ เดี๋ยวซิพี่...พี่กลับมาก่อน”
       “โธ่เว้ย”
       วนัสฉุนสุดๆ ทิ้งตัวนั่ง วิชญาทรุดตัวลงปลอบ
       “ใจเย็นลำพู”
       “แซม กัลกัตตารออยู่นะ ทุกฝ่ายรอการตอบกลับจากพวกเรา” วนัสฮึดฮัด
       “ทำไมพวกข้าราชการไทยเป็นอย่างนี้ ทำไมไม่ช่วยกันสู้กับไอ้ยุ่น” อรุณบ่น
       “เครื่องรับส่งวิทยุของเราอีก เราไม่น่ายอมพาพวกมันไปขุดเอามาเลย” วนัสฉุนอยู่อย่างนั้น
       “เอาน่า..ฉันเชื่อว่าเราจะมีทาง”
       ยินเสียงฝีเท้าชายสองคนเดินเข้ามา ทั้งสามรีบหันขวับ ที่แท้เป็น เรเว่น กับ พงศ์ ในชุดลำลองยืนยิ้มเผล่มาให้
       “ยินดีต้อนรับสู่พระนคร Appreciation2” เรเว่นทักทาย
      
       ทั้งสามตะลึง คิดไม่ถึง


  


       ฟากอังศุมาลินจ้องหน้าสองเกลอเขม็ง
      
       “ผัดเผ็ดปลาไหล”
       “อุ๊ย” ตาผลน้ำลายสอ “เล่นของชอบซะด้วยสิ ฟามจริงมันก็ไม่ใช่เรื่องลับเลิบอะไรหรอกว้าบัว กะอีแค่จอมอ มันไม่มีค็อก”
       “เฮ้ยๆ ผิดกฎพลกะพรรคนะโว้ย” ตาบัวปราม
       อังศุมาลินงง “ค็อกอะไรของลุง”
       “น่าไอ้บัว” ตาผลขอร้อง พลางหันมาทางอังศุมาลินคุยโอ่ “ค็อกเขาใช้เฉพาะพวกพลกะพรรคน่ะ”
       อังศุมาลินงง คิดได้ “โค้ดมั้งลุง ไม่ใช่ค็อก”
       “ก็นั่นละ อ่านแบบฝาหรั่งเขา...มีผัดเผ็ดแล้วมีอะไรอีก” ตาผลถามหาของกินต่อ
       “บัวลอยกะทิสด”
       สองเกลอกลืนน้ำลายแทบจะพร้อมเพรียงกัน
       “ลุงบอกหน่อยน่า นี่เราก็เคยทำงานมาด้วยกันนะ”
       ตาบัวกะตาผล ชักลังเล มองหน้ากันไปมา
       “หรือว่าจริงแล้วลุงไม่รู้...นั่นสิ...ฉันก็นึกแล้ว พวกลุงคงแค่ส่งจดหมายให้เขาเฉยๆ จะไปรู้อะไร” อังศุมาลินยั่ว พูดเหมือนไม่เชื่อน้ำยา
       “เฮ้ยๆ มีเรอะลุงไม่รู้ จะบอกให้นา ลุงก้ะไอ้บัวนี่เป็นคนสื่อสารแล้ว อะไรๆ ต้องมาผ่านมือทั้งนั้นแบบ.. อมจอมอไว้ในปากถูกจับได้ก็กลืนเข้าไปเสียเลยก็มี นี่เขาทำมาแล้วทั้งนั้น” ตาบัวคุย
       “แม่อังพูดยังงี้มันหมิ่นประมาทพลกะพรรคนะ” ตาผลว่า
       “ก็จริงใช่มั้ยละ ลุงก็แค่ทำเป็นรู้โน่นรู้นี่ เพราะจริงๆ ไม่รู้สักอย่าง”
       ตาผลของขึ้นหลงกล “ถามมา ถามมา แหม อะไรบ้างที่เจ้าบัวก๊ะเจ้าผลจะไม่รู้”
       “ก็แค่เรื่องจดหมายนี่ละ มันยังไง”
       “มานี่ฉันเอง” ตาบัวขยับท่า “ก็เรื่องเจ้าหอย เอ้ยมิกกะเต้อไม้เกินนั่นไงแม่อัง คนที่เขาพามันส่งออกนอกประเทศคนนั้นล่ะ”
       ตาผลรีบเสียบ “แล้วทีนี้ก็มีพวกพลกะพรรคจากเมืองแขกเข้ามา...แต่โดนตำรวจจับได้ เขาก็เอาจอมอของพ่อวนัสมาให้”
       อังศุมาลินตกใจ “จริงเหรอ”
       “จริง พวกนั้นเป็นพวกที่เข้ามาชุดแรก แล้วชุดของพ่อวนัสจะตามมา” ตาบัวบอก
       อังศุมาลินซักท่าทีตื่นเต้น “เมื่อไหร่”
       ตาผลรีบพูดเสียบ “อาจจะเป็นวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้” มองๆ ถ้วยแกง “แล้วแกง...”
       “วนัส..อาจจะมาถึงแล้วใช่ไหมลุง” อังศุมาลินถาม
       “โอ๊ย เรื่องมันใหญ่...” ตาบัวทำท่าจะพูด
       ตาผลรีบเหวี่ยงมือปิดปากตาบัวไว้ อังศุมาลินอึ้ง
      
       ส่วนอีกฟากหนึ่งในพระนคร
       รถสันติบาล ที่มีนายตำรวจยืนอยู่ 2 นาย และรถของหลวงชลาสินธุราชจอดอยู่สองคัน ณ ริมถนนจุดหนึ่ง อันเงียบเชียบ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
       หลวงชลาสินธุราชยืนรออยู่ สารวัตรองอาจและป๋วยเดินเข้ามา ทั้งสามอยู่ในชุดลำลอง
       คุณหลวงหันมาถาม “เป็นยังไงบ้าง”
       องอาจมีสีหน้าเปื้อนยิ้ม ไม่ตอบ ก่อนผายมือไปทางป๋วย
       คุณหลวงกระตือรือร้นมาก “เข้ม เรียบร้อยใช่มั้ย”
       “ผมได้พบรู้ธแล้ว สาส์นของลอร์ดเมานท์แบตเทนได้ถึงมือหัวหน้าขบวนการเสรีไทยแล้ว” ป๋วยบอก
       “จริงเหรอ เยี่ยมมาก ผมดีใจจริงๆ”
       คุณหลวงชลาสินธุราชเนื้อเต้น เข้าไปจับไม้จับมือป๋วยอย่างชื่นมื่น สารวัตรองอาจเองก็ยิ้มเบิกบาน
       ที่แท้ “ลอร์ดเมานท์แบตเทน ผู้บัญชาการทหารสูงสุดสัมพันธมิตรภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ชาวอังกฤษ” นั่นเอง
       ป๋วยว่าต่อ “แต่ที่เยี่ยมไปกว่านั้น”
       สองคนสนใจหันขวับมาหาป๋วยทันที
       “ผมได้รับอนุญาตให้ส่งวิทยุติดต่อกับฐานทัพที่อินเดียได้แล้ว”
       “หา...”
       “เราจะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว” สารวัตรองอาจดีใจ
       ทั้งสามจับไม้จับมือชื่นมื่นกันไปมา
       “ออ พญานาค แล้วสามคนที่มาจากนครสวรรค์” คุณหลวงถามเร็ว
       ป๋วยซักอีกคน “เป็นยังไงกันมั่ง”
       สารวัตรองอาจมีสีหน้าหนักใจ “ท่านอธิบดีให้ควบคุมไว้ต่างหาก” พลางหันไปทางป๋วย “เพราะทางญี่ปุ่นขอเข้าขอสอบปากคำด้วย”
       ป๋วยตะลึง “อะไรนะ”
       คุณหลวงซักต่อ “เมื่อไร”
      
       สารวัตรองอาจไม่ตอบ ได้แต่ทอดถอนใจ

       ด้านตาบัวกะตาผลเหลียวซ้ายแลขวา แล้วก้มหน้าลงมา เล่าด้วยเสียงกระซิบกระซาบ ตาผลกระแอมวางมาด
        
       “แอ้ม..คือระยะนี้ทางพลกะพรรคกำลังเตรียมทำแผนที่ให้ทางโน้นมาทิ้งลูกระเบิด แม่อังรู้ไหมล่ะ เขากะให้ลงแถวบางกอกน้อย ตะพานพระรามหก หัวลำโพงเนี่ยอะไรที่สำคัญๆพวกเนี้ย”
       อังศุมาลินถอนใจเล็กน้อย “เราก็แย่ซิลุง”
       “แต่ก็ต้องทำ เพราะเค้าจะตัดทางกะมะนาคม ที่ผ่านมามันขัดข้องทางเทคกะนิ๊ก ทิ้งทีไรพลาดทุกที” ตาผลบอก
       ตาบัวเสริม “ก็อย่างที่เจ๊กขายขวดมันเล่าไง ว่ามันไปนอนดูระเบิดลงกลางเจ้าพระยาตูมๆ ที่ใต้สะพานพุทธ ระเบิดก็ไม่ลงสะพาน เพราะมีมือใหญ่ๆมาปัด สงสัยจะเป็นมือยักษ์วัดโพธิ์”
       ตาผลแย้ง “เฮ้ย ก็มันขัดข้องทางเทคกะนิ๊กโว้ย เขาเลยต้องให้พวกพลกะพรรคทางนู้นเข้ามาดูนี่ไง ก็นี่ละที่จะมาบอกล่ะ ว่าพ่อวนัสเขาจะมาเร็วๆ นี้”
       อังศุมาลินอึ้งไป
       “จริงหรือลุง”
       “ปัทโธ่ มีหรือจะไม่จริง” ตาผลว่า
       อังศุมาลินเงียบไป
       “แล้วนี่แม่อังกำลังทำอะไรละ” ตาบัวถาม
       อังศุมาลินไม่ได้ยิน มือกำชายเสื้อฟอร์มไว้แน่น จนปลายเข็มสะกิดนิ้วโดยไม่รู้สึกตัว มารู้อีกทีเห็นรอยเลือดซึมเข้าไปเนื้อผ้าเป็นดวง
       “แต่เห็นเขาว่า มาคราวนี้พ่อวนัสจะมาประจำอยู่ที่นี่เลย” ตาผลบอก
       อังศุมาลินรีบพับเสื้อฟอร์มใส่ลงตะกร้าโดยเร็ว
       “พอพ่อวนัสมา แล้วแม่อังจะว่ายังไง” ตาบัวถาม
       อังศุมาลินนิ่งไป ก่อนตอบช้าๆ “ก็ไม่มีอะไรนี่ลุง”
       ตาบัวรีบบอก “ฮื้อ เขารู้กันหัวคุ้งท้ายคุ้งว่า พ่อวนัสชอบแม่อัง ใครๆ เขาก็ว่าพ่อวนัสกลับมายังไงก็ต้องมาแต่งกับแม่อัง ตอนแม่อังมาแต่งกับนายช่าง เขายังซุบซิบกันเลยว่า พ่อวนัสมาแล้วจะว่ายังไง”
       “แต่ป่านนี้พ่อวนัสคงรู้แล้วมั้ง” ตาผลว่า
       อังศุมาลินวิตก สงสารวนัส “รู้ได้ยังไง”
       ตาบัวรีบบอก “ก็มิกกะเต้อไม้เกินที่เพิ่งได้ออกไปนั่นไง ที่พวกพลกะพรรคว่ากันน่ะ เห็นว่าพ่อวนัสขันอาสาเข้ามาเองเลยนะ บอกว่าคุ้นกับภูมิประเทศแถวนี้ดี”
       อังศุมาลินใจหายวูบ
       “ลุง หากวนัสเข้ามา ลุงต้องอย่าปล่อยให้เขามาแถวนี่นะ มันอันตรายเกินไป”
       “อ้าว ทำไมละ ถ้าเขามาถึงเขาก็ต้องแอบมาหาพ่อหาแม่ หาแม่อังจนได้แหละ”
       “บ้านเรากำลังถูกเพ่งเล็งอยู่ ถ้าเขาจะมา ให้ลุงมาบอกนัดฉันกันเสียก่อน อย่าลืมนะลุง ไม่งั้น...ต้องเกิดเรื่องร้ายแรง”
       ตาบัวรับคำ “แล้วจะบอกให้”
      
       โกโบริเดินเลี้ยวมาถึงชานบันได ดูเร่งรีบ ก่อนก้าวขึ้นบันได อังศุมาลินชะเง้อมองไปรีบบอก
       “โกโบริมา”
       ตาบัวกะตาผลร้อง “เฮ้ย”
      
       โกโบริเดินขึ้นมา มองรองเท้าแตะที่วางอยู่ตีนบันได หน้าตาไม่ค่อยสบายใจ ตาบัว กะตาผลเต้นผาง ยักแย่ยักยันจะหาทางหลบยังไงดี โกโบริขึ้นมาถึงพอดี มองมาเครียดขรึม หน้านิ่ง
       สองเกลอถึงกับเข่าอ่อน ไปไม่เป็น ยิ้มเก้อเขิน เก้กังอยู่อย่างนั้น อังศุมาลินไม่สบายใจ
       “ลุงบัว ตาผลแวะมาเยี่ยมค่ะ”
       โกโบริจ้องนิ่ง คิดตรึกตรอง
       ตาบัวทักทาย “วะ..หวัดดีนายช่าง”
       “ไง ไปอยู่ที่ไหนมาเสียนาน” โกโบริถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ
       ตาบัวขยับพรวดกระทุ้งตาผลให้พูดบ้าง
       “ก็..ปะ ไปอยู่ฝั่งโน้นกะพรรคพวกกัน..แฮ่” ตาผลยิ้มแห้ง
       “งานที่ทำ คงสนุกมากนะ” โกโบริถาม
       สองเกลอยิ่งยิ้มแห้งลงจืดไปสนิท
       “ไม่ ได้ทำอะไรหรอกนายช่าง” ตาบัวว่า
       “งั้นรึ”
       โกโบริยิ้มเยาะนิดๆ ก่อนจะก้าวเดินมาหยุดใกล้อังศุมาลิน พูดโดยไม่มองตา
       “ผมลืมแบบในห้อง”
       อังศุมาลินขยับจะลุก
       “ไม่เป็นไร ผมเข้าไปเอาเอง”
       โกโบริพรวดตรงไปห้องทันที อังศุมาลินมองตาม ตาบัว ตาผล ชะเง้อมองลุ้น
      
       โกโบริเดินเข้ามาในห้อง หันมองหาไปมาทั่ว ก่อนเดินตรงรี่ไปที่โต๊ะ หยิบแบบแปลนขึ้นมาได้จะก้าวกลับออกมา แต่นึกอะไรได้บางอย่าง หันกลับไปมองที่ตู้เสื้อผ้า
       โกโบริตรงเข้ามาที่ตู้เสื้อผ้า เปิดค้นที่ชั้นวางเสื้อ แต่มีกระดาษ ซึ่งเป็นจดหมายวนัส ร่วงตกออกมา
       โกโบริมองสะดุด ก่อนเอื้อมมือไปคว้าหยิบกระดาษจดหมายวนัสขึ้นมา
      
       โกโบริมอง แล้วกลับกระดาษหมุนๆ ดู อ่านไม่ออก แต่ดูลายมือ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก


  


       ฝ่ายตาบัวกะตาผลถอนใจเฮือกๆ ตายังมองตามโกโบริไปที่ห้องนอนอังศุมาลิน
      
       “ข้าว่าดูท่าทางแกพิลึกๆ อยู่นา” ตาบัวว่า
       “ข้าก็ว่านายช่างแกชักจะรู้มังวะ” ตาผลบอก 2 คนโต้กันไปมา
       “เฮ่ย จะรู้ได้ไง”
       “ข้าจะไปรู้เรอะ แต่ลูกกะตาน่ะก็พิกลๆ อยู่แหละ”
       “อย่ามาตาขาวไปหน่อยเลยน่า มือชั้นพลกะพรรคแล้ว”
       อังศุมาลินรีบขัด ชักรำคาญนิดๆ
       “ทำไมเขาจะไม่รู้ ฉันบอกลุงแล้วใช่ไหมว่าอย่ามาแถวนี้ แล้วนี่ ถ้ามีใครมาเห็นเข้าอีกจะพาลยุ่งไปใหญ่”
       “มันจะเป็นยังไง” ตาผลเง็ง
       “ก็ตอนที่ฉันไปรื้อกระต๊อบ โกโบริเขาก็รู้” อังศุมาลิน บอก
       ตาบัวตาผลอุทานตาโต “ฮ้า”
       ตาบัวถามเร็ว “ทำไมรู้ละ”
       “ก็...” อังศุมาลิน ยั้งคิด จึงตอบเลี่ยง “กระต๊อบลุงมันเคยอยู่ตรงนั้นอยู่ดีๆ มันหาย เขาก็รู้นะซิ”
       “ถ้างั้นก็มาจับผิดอะไรเราไม่ได้หรอกน่า” ตาผลว่า
       “ช่าย มือขนาดนี้ไม่ได้กินเด็ดขาด” ตาบัวคุยอีก
       อังศุมาลินเหนื่อยหน่ายใจ ขณะเหลียวมองไปที่ห้อง
      
       ไม่นานต่อมา อังศุมาลินเปิดประตูเข้ามาในห้อง โกโบริรีบวางมือลงสอดจม.นั้นไว้ใต้กองของที่โต๊ะทำงาน แล้วยืนนิ่ง หันหลังให้
       “เจอมั้ยคะ”
       โกโบริไม่ยอมหันมามอง หน้าซีดมาก “อ๋อ..ผมได้แล้ว”
       อังศุมาลินสะดุดจึง รับรู้ได้ถึงน้ำเสียงตอบที่ฟังแปลกแปร่งไป
       โกโบริหันหน้ามาเรียบนิ่ง ยืนกำแบบในมือแน่น
       “ลุงผลลุงบัวแกไม่มีอะไรหรอกค่ะ ก็..แค่มาเยี่ยมที่ไม่ได้มาเสียนาน”
       “นั่นละ คุณจะลำบาก ทางที่ดีรีบให้แกสองคนกลับไปเสีย ถ้าพวกสารวัตรทหารมาพบเข้าจะโดนสอบกันวุ่น”
       “กองทัพสั่งจับแกหรือคะ”
       “ก็ไม่เชิง แต่แกเป็นบุคคลที่ต้องสงสัย แต่ถ้าเห็นแกมาวุ่นวายแถวนี้อีก ก็จะโดนเอาตัวไปสอบถามอีกก็ได้ เพราะ...เรื่องที่อู่โดนระเบิดครั้งนี้มันก็น่าคิดอยู่”
       “แกคงไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ” อังศุมาลินออกรับแทน
       “คุณรู้ได้ยังไง รู้ไหม...”
       “อะไรคะ”
       “วันก่อนมีพวกใต้ดินที่ลักลอบเข้ามา...จากต่างประเทศ...ถูกจับได้สามคน”
       อังศุมาลินตกใจ “คะ..ว่าอะไรนะคะ”
       โกโบริสีหน้าเปลี่ยนไป ขรึมลงทันที
      
        
       อังศุมาลินซีดเผือดลงทันทียืนโงนเงน ใกล้ๆ ขวดโหลเลี้ยงปลาของโกโบริริมหน้าต่าง อังศุมาลินพูดเสียงเบา แทบเป็นกระซิบ
       “จริงหรือคะ”
       โกโบริเห็นท่าไม่ดี รีบพุ่งเข้ามาคว้าแขนไว้
       “เป็นอะไรหรือเปล่า นั่งลงก่อนดีมั้ย เดี๋ยวคุณจะล้ม”
       “ไม่..ไม่ต้องค่ะ แล้วรู้มั้ยคะว่า พวกนั้นมาจากไหน” อังศุมาลินจดจ่ออยู่แต่เรื่องวนัส
       “ผมไม่ทราบ”
       “คุณต้องรู้ คุณต้องรู้แน่นอน เพียงแต่คุณไม่บอกต่างหาก กรุณาเถอะคะ พวกนั้นคือพวกที่มาจากอังกฤษหรือเปล่า”
       อังศุมาลินแทบทรุดลงคุกเข่า โกโบริไม่ตอบ ได้แต่คว้าพยุงร่างดึงไว้
       “กรุณาเถอะค่ะ”
       “ผมไม่ทราบ” โกโบริบอก
       “ถ้าอย่างนั้น ช่วยกรุณาแต่เพียงว่า มีคนชื่อวนัสอยู่ในนั้นไหม”
       “ก็แปลว่า คุณรู้..ว่าเขาจะมา...”
       โกโบริก้มมองอังศุมาลินอย่างขมขื่น
       “คุณกำลังรอเขาอยู่...”
       อังศุมาลินไม่ตอบ “ฉันต้องการรู้แค่ว่า มีคนชื่อวนัสอยู่ด้วยไหม”
       “ผมบอกแล้ว ว่าผมไม่ทราบ”
       “แต่ถ้าคุณอยากรู้คุณก็จะรู้เข้าจนได้ กรุณาได้มั้ยคะ ช่วยถามทีว่ามีวนัสด้วยหรือเปล่า”
       โกโบริหยั่งเชิง “ถ้าผมตอบว่า..มีล่ะ”
       “ไม่ค่ะ ไม่จริง คุณยังไม่ทราบ คุณยังไม่ได้ถาม”
       “แล้วทำไมผมต้องไปถามใคร แต่...ถ้ามีเขาด้วยจริง ผมก็น่าจะยินดีอย่างยิ่ง”
       โกโบริมองมา พูดอย่างเยือกเย็น อังศุมาลินมองตา โกโบริมองตอบ สายตาเคืองแค้น อังศุมาลินใจหายวาบ
       “ไม่! คุณต้องไม่ทำอย่างนั้น”
       “แล้วทำไมผมต้องไม่ทำ” โกโบริพูดด้วยน้ำเสียงและท่าทางเดิม
       “เพราะคุณไม่ได้เป็นคนอย่างนั้น…”
       โกโบริประชด “แต่ผมอาจจะเป็นอะไรอีกหลายอย่างก็ได้”
       อังศุมาลินพูดพร่ำขอร้อง “กรุณาเถอะค่ะ กรุณาวนัสด้วย”
       “ผมต้องกรุณาเขาแน่...ถ้าพบ”
       พูดจบโกโบริก้าวพรวดออกจากห้อง เดินลิ่วไปทันที อังศุมาลินทรุดลงคุกเข่าอยู่กลางห้องสีหน้าเผือดซีด น้ำเสียงโหยหวน ขณะรำพันออกมา
       “วนัส...วนัส”
      
        
       ด้านตาบัว กะตาผล ยืนโยงโย่ยงหยกอยู่แถวหน้าห้องถึงกับสะดุ้งผาง ที่โกโบริพรวดผ่านหน้าไป ทั้งสองมองตามจนแน่ใจก่อนหันกลับไปดูในห้อง เห็นอังศุมาลินหมอบกองที่พื้น
       “อ้าว แม่อัง เป็นอะไรแม่อัง”
       สองเกลอประสานเสียง พร้อมกับรีบพรวดเข้าไปประคองอังศุมาลิน
       “วนัส วนัส” อังศุมาลินรำพันอยู่อย่างนั้น
       “ทำไมแม่อัง มีเรื่องอะไรกันหรือ” ตาผลสงสัย
       ตาบัวฉุน “มัน มันทำอะไรแม่อังบอกมา ลุงจะจัดการให้ ชัดช้า ระเบิดลงรอดมาได้ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัวพรรคพวกเรามีถมไป เดี๋ยวลุงไปพามาเลย”
       อังศุมาลินได้ฟัง ค่อยสงบลงทีละน้อย
       “ลุง พรรคพวกของลุงมีมากจริงๆ เหรอ”
       “อาว ก็ใช่นะซี พลกะพรรคเรามีทั่วระแหงจะเอาสักเท่าไหร่ละ” ตาบัวบอก
       “ถ้างั้น ทำไมไม่รู้ ว่าญี่ปุ่นจับพวกใต้ดินลักลอบเข้ามาได้สามคน”
       “ฮ้า เอาที่ไหนมาพูด” ตาบัวตกใจ
       “ตะกี้โกโบริบอกฉันเอง”
       “จริงเร้อ...”
       ตาบัวเหลียวมองตาผลเชิงไม่แน่ใจ
       “หรือจะจริง..วะไอ้ผล”
       “เออ ไม่งั้นนายช่างแกจะเอาที่ไหนมาพูด” ตาผลว่า
       “แล้วที่ลุงว่าวนัสเขาจะมาน่ะ รู้มั้ยมาเมื่อไหร่” อังศุมาลินถาม
       “ก็ไม่รู้แน่ ของพรรค์ยังนี้มันสุดแต่ลู่ทาง” ตาบัวบอก
       “ลุงบอกว่า...น่าจะมาแล้ว..ไม่ใช่เหรอ”
       “ก็เขาก็ว่าเร็วๆ นี้ไง...แต่จะอาทิตย์นี้ อาทิตย์หน้า หรือเดือนหน้าก็ยาก บางทีจู่ก็โผล่เข้ามาก็มี” ตาบัวว่า
       “งั้นพวกที่ลอบมาคราวนี้ จะเป็นพวกวนัสได้ไหมลุง”
       “ก็ไม่รู้เหมือนกันแหละ”
      
       กลายเป็นว่าทั้งสามคน นั่งกอดเข่าเจ่าจุกอยู่ด้วยกันกลางห้องนั่นเอง

      ฟากโกโบริก้าวเดินลิ่ว มาตามทางเดินในสวน เสียงเดินสวบๆ ไปโดยไม่รีรอ ใบหน้าบูดบึ้งเคียดขึ้ง ขบกรามแน่น ความรู้สึกแทบกระอักเลือดยังไงยังงั้น
      
       จังหวะหนึ่งโกโบริมาหยุดอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่งริมคูในสวน จุดที่เคยพาอังศุมาลินมาหลบระเบิดจนสลบ พร้อมขว้างหมัดทุบต้นไม้ไปเต็มแรง
       “โว้ย...”
       แววตาคู่นั้นบอกความรู้สึกของโกโบริที่เต็มปรี่ด้วยความอึดอัด และอัดอั้น
       นึกไปถึงเหตุการณ์ตอนคุยกับอังศุมาลินคำมั่นสัญญา
       “คุณสัญญาแล้วว่า…”
       โกโบรินิ่งงันไป ท่าทีปวดร้าว “จะปล่อยคุณเป็นอิสระ”
       โกโบริถึงกับแขนตกทันที พลางขยับถอยออกมาเล็กน้อย จ้องมองอังศุมาลินจริงจัง แววตาเศร้าๆ
      
       โกโบริเหวี่ยงหมัดข้างเดิมใส่ต้นไม้เต็มแรง คิดเครียดอยู่เรื่องเดิม
       “คุณมีคนที่คอยคุณอยู่บ้างไหม” โกโบริหันมา
       อังศุมาลินทีแรกก็ตั้งใจฟัง แต่พอโกโบริหันมา ก็ทำหน้าเนือยๆ ใส่ รีบทำเสียงเย็นชาตอบ “มี”
       โกโบริก้มหน้ารับสภาพ ปลงๆ
       คิดถึงตรงนี้โกโบริเหวี่ยงหมัดข้างเดิม ใส่ต้นไม้เต็มแรงซ้ำลงไป จนมือแตก
       เสียงคำพูดร้องขอของอังศุมาลินดังก้อง “กรุณาเถอะค่ะ กรุณาวนัสด้วย”
       โกโบริว้าวุ่นจนหัวแทบระเบิด
       “อ๊าก...”
       โกโบริเอาหัวพุ่งโขกต้นไม้ตรงหน้านั่นเต็มแรง โกโบริค่อยๆ ถอยศีรษะออกมาเลือดไหลหยดอาบซิบ ตาเขม็งแข็งนิ่ง
      
       ส่วนบนชานเรือน บ้านอังศุมาลินยามนั้น อังศุมาลินถึงกับถอนใจ มาทรุดนั่ง สองเกลอมาทิ้งตัวลงตาม
       “แล้วทำยังไงดีละลุง”
       “นั่นนะซิ” ตาผลหันมาหาตาบัว “เอาไงดีวะไอ้บัว เอ็งอย่ามาทำหน้าจับเจ่าเป็นลิงเฝ้าแป้นหน่อยเลยวะ ว่าไง”
       “เฮ้ย เอ็งก็ยังไม่รู้ แล้วข้าจะรู้ได้ไง เอางี้มั้ย”
       อังศุมาลินมีท่าทีกระตือรือร้น “ยังไงลุง”
       ตาบัวยิ้มอายๆ ก่อนบอก “เราไปกินผัดเผ็ดปลาไหลกันเสียคนละชามก่อน พออิ่มๆ หัวคิดมันจะได้แล่น”
       อังศุมาลินอ่อนใจ “โธ่..ลุง เรื่องกินน่ะเก็บไว้ก่อนเถอะ ถ้าคนที่ถูกจับมีวนัสด้วยจะแย่ เพราะโกโบริเขายิ่ง...”
       ตาบัวแทรกขึ้น “นั่นซินะ”
       ตาบัวตบเข่าฉาดใหญ่ก่อนหันไปมองตาผลอย่างผู้รู้
       “นายช่างหึงขึ้นมาละงามเชียว”
       “เออจริงของเอ็งว่ะไอ้บัว”
       อังศุมาลินเซ็ง “เลิกพูดเถอะลุง ฉันยิ่งกลุ้มๆอยู่”
       ตาบัวถามขึ้น “แล้วจะทำไงละแม่อัง”
       “มีอยู่วิธีเดียวแหละ ลุงรีบกลับไปฝั่งโน้น เอาข่าวนี้ไปบอกพลพรรคของลุงเร็วๆ เข้า เขาอาจสืบได้ว่ามีใครเข้ามาตอนนี้ แล้วถ้าลุงรู้ข่าวก็รีบมาบอกฉัน” อังศุมาลินบอก
       “ไปเถอะวะบัว ข่าวนี้มันสำมะคัญ”
       “แต่ผัดเผ็ด..มันห่อได้ ไอ้บัวลอยช่างมัน” ตาบัวยังคงห่วงกิน
       อังศุมาลินออกความคิด “เอาเถอะลุง รีบๆ เร็วๆ เข้า ในครัวมีกระทงใบตองอยู่ที่ชั้น ลุงเทผัดเผ็ดไปให้หมดเถอะ แล้วก็รีบไป ระวังพวกสารวัตรญี่ปุ่นเห็นเข้าละ ลุงโดนจับได้เป็นโดนด้วยละ”
       ตาบัวคุยโว “ฝีมือชั้นนี้แล้ว”
       “อย่าลืมมาบอกเร็วๆ นะลุง” อังศุมาลินกำชับ
       “รับรอง ได้ข่าวจะรีบมาเชียวแหละ” ตาผลรับปาก
       “ไปเว้ย” ตาบัวว่า
       จากนั้นตาบัวกะตาผล พากันลุกหายเข้าครัวไป อังศุมาลินพะว้าพะวังแกมร้อนใจห่วงใยถึงวนัส
      
       ขณะเดียวกันภายในห้องกักบริเวณ ที่กองตำรวจสันติบาล พระนคร ซึ่งเป็นห้องที่มิดชิด ไม่มีรั้วลูกกรง วนัส คุณชายวิชญา และอรุณ มีสีหน้าดีใจ หลังฟังป๋วยเล่าจบ
       สามคนถามพร้อมๆ กัน “จริงเหรอพี่เข้ม”
       “ใช่”
       วนัส คุณชายวิชญา และอรุณ ร้อง “เฮ้” / “เย้” / “วู้” กันออกมา
       เรเว่น พงศ์ ยิ้มชื่นมื่นอยู่ใกล้ๆ
       “ชู้วๆ...ค่อยๆหน่อย” เรเว่นเตือน
       “โอย ลืมตัวไป” อรุณยิ้มๆ
       “พี่น้องเราที่กัลกัตตา กับแคนดีคงดีใจกันมากๆ แน่ ทุกคนรอวันนี้กันมานาน” วนัสบอก
       “แต่นั่นก็ต้องรอพี่เข้มจัดการเรื่องสถานีวิทยุเสียก่อน” ท่านชาญว่า
       “อืม เอาละๆ ผมรับปากจะรีบตั้งสถานีให้เสร็จโดยเร็ว เพราะทางนู้นก็รอฟังสัญญาณจากทางเรามาหลายเดือนมากแล้ว ก็ต้องอาศัยทุกคนมาช่วยให้มันสำเร็จทันการณ์” ป๋วยบอก
       “ได้เลยครับพี่” วนัสว่า
       “แต่ว่า..ทุกอย่างมันก็ไม่ได้ราบรื่นนะสิ”
       ป๋วยมีสีหน้าหนักใจ
       “มีอะไรครับพี่เข้ม”
       ท่านชายวิชญาถาม วนัส กับอรุณ ลุ้นรอฟัง
       “พวกคุณสามคน ต้องเข้าห้องสอบปากคำกับทางญี่ปุ่น พรุ่งนี้” ป๋วยบอก
       วนัส คุณชายวิชญา และอรุณ อึ้ง
      
       บ่ายวันนั้นบริเวณหน้ากองบัญชาการกองทัพญี่ปุ่น ถนนสาธร พระนคร แลเห็นนายทหารญี่ปุ่นเดินเข้าออกไปมา ส่วนภายในห้องแม่ทัพนากามูระ โกโบริและหมอโยชิ ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงาน มีฮิชิดะยืนอยู่ริมหนึ่ง
       “โกโบริผมแสดงความยินดีด้วยกับข่าวดีของคุณ”
       หมอโยชิ และฮิชิดะหันมายิ้มยินดีกับโกโบริด้วย
       โกโบริฝืนยิ้ม ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
       “ขอบคุณครับท่าน”
       “แต่ถึงยังไงหน้าที่เพื่อชาติและองค์สมเด็จพระมหาจักรพรรดิก็ต้องเหนือสิ่งอื่นใด คุณเองก็ต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อม เพราะตอนนี้สถานการณ์ของเราที่พม่ากำลังย่ำแย่ บางทีกองกำลังของเราที่นี่อาจจะต้องเข้าไปเสริมที่พม่าในเร็ววันก็เป็นได้” นากามูระบอก
       โกโบริค้อมศีรษะรับ
       “ที่ผมเรียกคุณสองคนมานี่ คือ..พรุ่งนี้จะมีการสอบสวนสปายสามคน ที่ลักลอบเข้ามา ผมเลยอยากจะให้คุณทั้งสองคนเป็นตัวแทนของกองทัพ เข้าสอบสวนร่วมกับทางฝ่ายสืบราชการลับของเรา”
       โกโบริเงียบงันไป ใบหน้านิ่งเฉยและไร้ความรู้สึก เหมือนใส่หน้ากาก ก่อนค้อมศีรษะรับคำสั่งพร้อมหมอโยชิ
      
       “ไฮ้”


  


       ตกตอนค่ำ ขณะที่อังศุมาลินกำลังนั่งจัดกระดุม เข็ม ด้าย ในกล่องเย็บปัก พยายามสงบใจอยู่ มีแม่อร และยายศรนั่งตัดใบตองกันอยู่ใกล้ๆ
      
       สักครู่หนึ่ง โกโบริเดินโผล่ขึ้นเรือนมา หอบม้วนแบบแปลนมาเต็มมือ สีหน้าเหนื่อยเคร่งขรึม สายตาทอดต่ำ ก้าวเดินเร็ว
       แม่อรกะยายศร หันไปมองจะเอ่ยทัก แต่โกโบริกลับเดินลิ่ว ก่อนชะงักหยุดมองมาที่อังศุมาลินที่ทำไม่รู้ไม่เห็นอยู่ แล้วเดินต่อตรงเข้าห้องไป
       แม่อรชำเลืองมองตามโกโบริไป ก่อนจะหันมาที่อังศุมาลิน
       “เอ เป็นอะไรของแก...” ยายสงสัยถามขึ้นก่อน
       “นั่นสิคะหน้าตาไม่ค่อยดี..นี่ยายอัง...”
       แม่อรหันมาทางลูกสาว อังศุมาลินที่นิ่งเงียบถึงกับสะดุ้ง
       “คะ”
       “หนูวางมือ แล้วเข้าไปดูพ่อดอกมะลิเสียหน่อยสิ” แม่อรบอก
       “ทำไมคะ..คงไม่มีอะไรหรอก”
       “ผิดปกติออกอย่างนี้ ทำไมจะไม่มี” ยายศรว่า
       “ทุกทีแกต้องหยุดคุยจ้อ กว่าจะอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวได้ วันนี้ทำไมรีบเข้าห้องไปเลย รึว่าแกจะไม่สบาย”
       อังศุมาลินยังจดจ่อกับกระดุมตรงหน้า เหมือนไม่ได้ฟัง
       “อังไป ไปดูแกหน่อยซิลูก”
       อังศุมาลินยังคงบ่ายเบี่ยง “เดี๋ยวก่อนก็ได้ค่ะ”
       แม่อรมองอย่างจับสังเกต “มีเรื่องอะไรกันหรือเปล่า”
       “เปล่าค่ะ”
       แม่อรถอนใจยาว อังศุมาลินรีบเงยหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉยให้ดูเป็นปกติที่สุด
       “ไม่มีอะไรจริงๆ ค่ะแม่”
       แม่อรส่ายหน้าเบาๆ มองด้วยสายตาไม่เชื่อ อังศุมาลินรู้สึกว่าคงจะปิดแม่และยายไม่อยู่แน่
      
       โกโบริหลับตานอนหงายยกมือก่ายหน้าผาก ร่างเหยียดยาวอยู่เต็มฟูก โดยยังไม่เปลี่ยนชุด ดู เหน็ดเหนื่อย กลัดกลุ้ม และท้อแท้
       ครู่หนึ่งนั้น เสียงฝีเท้าอังศุมาลินเดินมาหยุดอยู่หลังฉากกั้นเบาๆ อังศุมาลินสังเกตได้ถึงความท้อแท้บางอย่าง ก่อนจะถอยกลับ
       พลันโกโบริเหลือบมามองสบตาด้วยแววตาอันเยือกเย็นผิดปกติ อังศุมาลินใจหายวาบ แต่ก็จ้องมองอย่างไม่สะดุ้งสะเทือนกลับไปเช่นกัน
       โกโบริพูดบอกด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “ผมเพิ่งกลับมาจากกองบัญชาการ ผมยังไม่รู้ว่าสามคนที่ถูกจับได้นั้นชื่ออะไร แต่พรุ่งนี้...ผมจะเป็นล่ามสอบสวนพวกเขา”
       อังศุมาลินปากซีดสั่นเทาขึ้นทันที
       “คุณคงพอใจกับตำแหน่งนี้ อย่างน้อยที่สุด ถ้า..หนึ่งในสามเป็นวนัส ในฐานะล่าม คุณจะแปลไปยังไงก็ได้...”
       โกโบริมองนิ่ง ไม่โต้ตอบ ราวกับเก็บซ่อนความรู้สึกบางอย่างเอาไว้
       “งั้นลืมเสียเถอะค่ะ ที่ฉันขอร้องคุณไปเมื่อกลางวันนี้ เราจะไม่ร้องขอความเมตตาอะไรอีก เพราะเท่าที่ให้มานี่ก็มากเกินพอแล้ว”
       โกโบริยังคงมองนิ่งๆ แต่อังศุมาลินหยุดไม่ได้แล้ว ความโกรธ ความเกลียด พุ่งขึ้นในหัวอกเป็นริ้วๆ
       “แต่ขอให้จำไว้ว่า สักวันหนึ่ง คุณจะได้รับการตอบแทนที่สาสม หาก...วนัสต้องเป็นอะไรไป ฉันก็ทำทุกอย่างให้คุณพินาศเช่นกัน”
       โกโบริแทบไม่อยากฟัง รีบพลิกตัวคว่ำหน้าลงกับฟูก อังศุมาลินเหลือบแลมองอย่างร้าวราน
      
       อังศุมาลินถอยหลังมา ก่อนจะหันตัวเดินตรงออกไปที่ประตู แต่แล้วโกโบริกลับเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ทั้งที่ยังนอนคว่ำหน้าอยู่
       “แผ่นกระดาษที่คุณวางไว้บนโต๊ะ วันหลังควรเก็บเอาไว้ให้ดีหน่อย”
      
       อังศุมาลินสะดุดกึก ใจหายวาบ รีบหมุนตัวกลับไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ ที่เต็มไปด้วยกองแบบแปลน จากนั้นจึงเหวี่ยงมือกวาดปัดจนแบบกระจายร่วง ในที่สุดจึงเห็นแผ่นกระดาษสีขาวขะมุกขะมอมที่มีลายมือหวัดๆ ของวนัสวางอยู่ใต้สุด
       อังศุมาลินตาลุกโพลง
       “คุณไปเอาจดหมายนี้มาจากไหน”
       อังศุมาลินหันขวับไปเหมือนจะเอาเรื่อง โกโบรินอนนิ่งไม่ไหวติง ทั้งสองต่างอยู่คนละฟากฝั่งของฉากที่กั้นขวางอยู่
       “กระดาษแผ่นนี้เป็นของส่วนตัวดิฉัน คุณไปเอามาจากที่ไหน”
       โกโบริย้อนนิ่งๆ “คุณเก็บไว้ที่ไหนล่ะ”
       อังศุมาลินใจเสีย เหลียวขวับไปทางตู้เสื้อผ้าทันที นึกขึ้นได้ว่าตัวเองเก็บไว้โดยไม่เอะใจ จนซวนเซไปติดโต๊ะ สีหน้าชอกช้ำ ขมขื่น พยายามพยุงตัว เกาะมุมโต๊ะเอาไว้ให้แน่น
       “ฉันผิดเอง ที่คิดไปเองเสมอว่า อย่างน้อยที่สุด คุณก็เป็นศัตรูเพียงคนเดียวที่ยังมีความเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งฉันคิดผิด คุณก็เหมือนกับคนอื่นๆ ทั่วไปนั่นแหละ โหดร้าย ทารุณ เอาแต่ได้ ความจริง..คุณก็ไม่ได้ดีไปกว่าพวกของคุณแม้แต่นิดเดียว”
       แลเห็นเงาลางๆ หลังฉากกั้นของร่างโกโบริที่นอนอยู่ เขาขยับไหวกายเล็กน้อยเหมือนจะตอบโต้ แต่กลับนิ่งไม่ไหวติงเช่นเดิม
       “คุณเคยให้สัญญากับฉัน ถ้าคุณยังมีความเป็นสุภาพบุรุษเหลืออยู่บ้าง ตอนนี้...เดี๋ยวนี้ ฉันขอทวงสัญญานั้น”
       โกโบริใจหายวาบ พรวดลุกนั่งขึ้นมาทันที
       “ฮิเดโกะ”
       “ฉันขอสัญญานั่น สัญญาที่เคยบอกว่า จะให้อิสรภาพแก่ฉันอย่างที่ฉันต้องการ ฉันขอมัน เดี๋ยวนี้”
       โกโบริก้าวพรวดออกมาจากหลังฉาก
       “ฮิเดโกะฟังผมก่อน”
       “ไม่ ฉันไม่ต้องการฟังอะไรอีก” อังศุมาลินเสียงกร้าว
       “ผมมีที่ต้องอธิบายให้คุณฟังอีกหลายอย่าง แต่ผมพูดไม่ได้ มันเป็นหน้าที่ที่ผมต้องแยกมันออก...จากเรื่องอื่นๆ เข้าใจมั้ยฮิเดโกะ เวลาผมสวมเครื่องแบบ ผมก็ต้องทิ้งอะไรๆ ในชีวิตทั้งหมด ไม่ว่าความรู้สึก หัวใจ หรือแม้แต่ชีวิตตัวเอง...อย่าว่าชีวิตตัวเองเลย มันหมายถึงชีวิตคนอื่นด้วย เรื่องนี้ผมอธิบายให้คุณฟังไม่ได้ จนกว่า...วันหนึ่งคุณจะรู้เอง”
       “ใช่..ฉันจะต้องรู้จนได้ ว่าคุณทำอะไรกับสามคนนั้น”
       โกโบริถอนใจยาวและหนักหน่วง “วันนี้คุณคงไม่ยอมฟังอะไรๆหรอกเอาเถอะ ผมจะไปเสียก่อน เผื่อคุณไม่ได้เห็นหน้าผมแล้ว จะสบายใจขึ้นบ้าง”
       โกโบริหันกลับไปหลังฉาก คว้าหมวกที่วางอยู่บนฟูกขึ้นมา
       อังศุมาลินโต้ตอบกลับอย่างเกรี้ยวกราด “ฉันบอกแล้วว่าขอให้คุณไป ไป..ไปเสียให้พ้น”
       โกโบริก้าวออกมาจากหลังฉากช้าๆ ในมือบีบหมวกทหารเกร็งแน่น
       “ผมจะไป” โกโบรินิ่งไปครู่หนึ่ง “แต่ผมจะต้องกลับมาอีก เพื่อพูดกันให้รู้เรื่อง ผมรักษาสัญญาของผมเสมอ ถ้าหากคุณจะขอทวงสัญญานั่นในตอนที่คุณรู้สึกดีกว่านี้ แต่ตอนนี้…”
       โกโบริเหลือบมองไปที่ท้องของอังศุมาลินแว่บหนึ่ง
       “ผมจะยังทิ้งคุณไปไม่ได้” โกโบริบอก
       “หึ หึๆ” อังศุมาลินแสยะยิ้มขึ้นมา “สักวันหนึ่ง...สักวันหนึ่งคุณจะได้รู้ว่า สิ่งที่คุณหวังว่าอยากได้มันนักหนานั้นน่ะ บางที...บางที คุณจะไม่ได้มันเลย ถ้าสามชีวิตนั่นเป็นอะไรไป ฉันขอบอกตรงนี้...ว่าฉันจะเอาชีวิตหนึ่งแลกคืนให้เขา ชดใช้ให้สมกับที่เขาได้รับเคราะห์กรรมเพราะฉัน”
       “ที่คุณพูดมานี่ คุณกำลังคิดเองสรุปเอาเองทั้งนั้น” โกโบริเถียง
       อังศุมาลินจ้องมองมาด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
       “เอาเถอะ แล้วเราจะได้ดูกันต่อไปว่า ฉันจะชดใช้ความผิดพลาดอันนี้คืนให้เขาได้หรือไม่”
       โกโบริทอดถอนใจ ท้อแท้เหลือแสน “ถ้าคุณต้องการอะไรจากผมก็เอาไปเถอะ”
       พูดจบโกโบริก็หันตัวก้าวเดินไปที่ประตู อังศุมาลินไม่ยอมหันไปมอง
       “คุณรู้ดีซินะ ว่าคนญี่ปุ่นเขาชดใช้ความพยาบาทกันยังไง แล้วฉันนี่ละ จะใช้วิธีนั้นกับคุณ”
       น้ำเสียงและแววตาของอังศุมาลินเด็ดเดี่ยว อาฆาต ในท่าทีแน่วนิ่ง
      
       โกโบริหยุดชะงักเล็กน้อย ก่อนจะเดินต่อจนออกประตูไปเงียบๆ
ตอนที่ 21
      
       ค่ำแล้ว ขณะที่แม่อรและยายศร ด้อมๆ มองๆ ชะเง้ออยู่ที่กองใบตองตรงยกชานถึงกับสะดุ้ง เมื่อเห็นโกโบริเปิดประตูเดินหน้านิ่งสวมหมวกปิดหน้า เดินลิ่วออกมา
      
       “จะ...จะไปไหนละพ่อ” ยายถาม
       โกโบริหยุดชะงัก ตอบโดยไม่หันมาเต็มหน้า
       “เอ้อ...ผมมีงานต้องทำ บางทีอาจต้องค้างฝั่งโน้น”
       โกโบริจะออกก้าวเดินต่อแม่อรเอ่ยขึ้น
       “แล้วไม่อาบน้ำกินข้าวเสียก่อนหรือจ๊ะ”
       “ไม่เป็นไร ผมต้องไปละ”
       คราวนี้โกโบริก้าวพรวดหายลงบันได เดินลิ่วไป
       อังศุมาลินพยายามปรับสีหน้าปกติ ก่อนเดินออกมา
       แม่อรตกใจรู้ว่ามีเรื่องแน่ “อะไรกันลูก”
       “เปล่าค่ะ”
       “ได้ยินเสียงอย่างกับทะเลาะกัน” ยายว่า
       อังศุมาลินบ่ายเบี่ยง แล้วตัดบท “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ โกโบริเขาต้องรีบกลับไปทำงานด่วนต่อ หนูแค่ถามอะไรนิดหน่อยเท่านั้น”
       “ฮื้อ หนูก็ไม่เห็นต้องขึ้นเสียงเลยนี่ลูก” แม่อรทักท้วง
       อังศุมาลินแค่นหัวเราะ ตรงมานั่งคว้าเสื้อฟอร์มขึ้นมาเย็บต่อ ไม่สนอะไร แม่อรมองออกว่าไม่ปกติแน่
       “แล้วมันเรื่องอะไรกัน” แม่อรซัก
       อังศุมาลินไม่ตอบ หน้าตานิ่ง เย็นชา มึนตึง
       แม่อรกังวล ยายศรมองอังศุมาลิน เชื่อว่าต้องมีอะไรแน่ๆ
      
       ทั่วทั้งตึกของสันติบาล ตกอยู่ในความมืด
       วนัสกับอรุณยืนตักข้าวใส่ถาดหลุมที่มุมห้อง เพิ่งอาบน้ำมาใหม่ๆ ท่าทีสดใส
       อรุณมองแขนซ้ายวนัส “แขนซ้ายคุณ...ผมว่ามันบวมๆ นะ หักหรือเปล่า”
       “มันเจ็บๆ มาตั้งแต่ตอนที่ตกลงมาแล้วล่ะ แต่ไม่น่าจะหักนะ” วนัสว่า
       “นี่ตั้งหลายวันแล้วนะ มันน่าจะยุบสิ แต่นี่เหมือนมันบวมขึ้น” อรุณห่วง
       อีกด้าน เพื่อนๆ ทุกคนสุมหัวคุยกันเรื่องอังศุลาลินแต่งงาน สีหน้าเครียดเคร่ง จริงจัง
       “กระหม่อม..นึกว่าเขา..จะรู้แล้ว” พงศ์เอ่ยขึ้น
       “ไม่รู้ ไม่มีใครรู้อะไรทั้งนั้น เพิ่งมาได้ยินจากพวกคุณ...หนังสือพิมพ์อะไรของไทย พวกเราก็ไม่เคยได้เห็นเลย” ท่านชายกังวลขึ้นมา
       “คุณต้องเป็นคนบอกแล้วล่ะ” เรเว่นหันมาทางพงศ์
       “ผมไม่กล้า” พงศ์บอกตรงๆ
       “แล้วจะปล่อยให้เขารู้เองงั้นหรือ มันจะไม่โหดร้ายไปหน่อยหรือ” เรเว่นว่า
       ป๋วยหรือเข้มเดินเข้ามาพอดี
       “อะไรกัน มีอะไร”
       “ไม่มีใครกล้าคุยกับลำพู...เรื่องนั้น” ท่านชายวิชญาบอก
       “งั้น..ผมจะเป็นคนบอกเอง เพราะ..ไมเคิลเขาห่วงเรื่องนี้มาก เขาอยากจะบอกลำพูด้วยตัวเอง”
       “พี่เข้มหมายถึง ฝรั่งที่พี่เข้มส่งไปศรีลังกาสวนกับพวกเราหรือ”
       “ใช่..พอผมบอกว่า...ลำพูกำลังจะโดดร่มเข้ามาเป็นชุดที่ 2 เขาก็...ฝากความไว้วางใจอย่างสูงสุดไว้กับผม”
       ทุกคนมองที่วนัสกับอรุณ วนัสหันมายิ้มแฉ่ง ชวนกินข้าว ยังไม่รู้เรื่อง
       “กินข้าวกัน กินข้าวๆๆครับ”
       ทุกคนรีบยิ้มรับ
      
       ไม่นานต่อมาวนัสนอนก่ายหน้าผาก ตาลอยอยู่ ป๋วยเดินมาหยุดยืน เรียกขึ้น
       “ลำพู”
       วนัสรีบลุก “พี่เข้ม ผมกำลังอยากจะปรึกษาพอดี...คือ...เราจะให้คนที่บ้านรู้ไม่ได้เลยใช่ไหม ว่าเราเข้ามาแล้ว จะเป็นอันตรายกับทุกคนหรือเปล่าครับ”
       ป๋วยยิ้มปลอบใจ “ลำพู..ผมมีจดหมาย..จากคนๆ นึง จะให้คุณอ่าน”
       “อังศุมาลินหรือครับ” วนัสตื่นเต้นมาก
       “ไม่ใช่..อ่านเองก็แล้วกัน เขาเป็นทหารอังกฤษ”
       วนัสงงๆ รับไป “ขอบคุณครับ”
       “ใจเย็นๆ นะ” ป๋วยยิ้มให้กำลังใจ ก่อนจะเดินออกไป “และเมื่ออ่านจบ เราจะต้องทำลายจดหมายฉบับนี้ด้วย”
       วนัสยิ่งงง รีบเปิดอ่าน แล้วต้องชะงัก
       เหมือนมีเสียงไมเคิลมาอ่านจดหมายให้ฟังข้างๆ หู
       “Dear Wanas, we don’t know each other but your friend, Ms. Ansumalin, saved my life from Japanese. my name is Michael Reeds.”
       ไมเคิลนั่งเขียนจม. ฉบับนี้ด้วยปากกาแบบหมึกซึมโบราณ
       “อังศุมาลินช่วยผมด้วยวิธีนำผมใส่โลงศพ แล้วให้คนขนออกมา ในวันแต่งงานของเธอ ใช่ครับ..คุณอ่านไม่ผิดหรอก..วันแต่งงานของเธอ”
       วนัสช็อค นั่งมึนตึ้บ วนัสนั่งเซ่อพักหนึ่ง แล้วอยากรู้ต่อ รีบก้มอ่าน
       “ผมอยากให้คุณทราบว่า เธอมีความจำเป็นต้องแต่งงานกับนายทหารญี่ปุ่นคนหนึ่ง ด้วยเหตุผลทางด้านการเมือง สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงกันระหว่างทั้งสองฝ่าย ทำให้เธอกับญี่ปุ่นคนนั้นต้องกลายเป็นหุ่นเชิด ทำหน้าที่เหมือนตัวแทนของสัมพันธไมตรีอันดีงาม”
       วนัสอึ้ง ลุกขึ้นมา ยืนอึ้ง เดินเหมือนจะไปที่ไหน แต่ก็ไม่มีที่ให้ไป หมุนตัวกลับ งงงัน วนัสกัดฟันอ่านต่อ
       ตอนที่ไมเคิลเขียนจม. นั้น เขาเงยหน้าครุ่นคิด
       “ที่แท้ ทั้งสองคนนั้นก็ตกเป็นเหยื่อของสงคราม และการเมืองระหว่างประเทศ เหมือนผม เหมือนคุณ เราทุกคน ต้องทำสิ่งที่ไม่ต้องการทำมากมาย เพราะสงครามเป็นต้นเหตุ”
       ไมเคิล กำลังจะจบจดหมายลง
       “แต่สิ่งที่ผมอยากให้คุณรู้ที่สุดก็คือ ทหารญี่ปุ่นที่แต่งงานกับมิสอังศุมาลิน ที่ชื่อรอ.โกโบริ เขาเป็นคนดี น่านับถือ และผมเชื่อว่าเขารักมิสอังศุมาลินมากจริงๆ”
      
       วนัส หน้าซีด ช็อค อึ้งสุดๆ ยืนนิ่งดุจรูปปั้นสลัก กำจม.แน่นในมือ       
      
       อีกฟากหนึ่ง ท่ามกลางแสงเรืองๆ จากไส้ตะเกียงสั้นที่ค่อยๆ มอดลงเรื่อย
       ด้านอังศุมาลินยังคงตีบรรเลงขิมทำนองเศร้าสร้อยครวญคร่ำ
       เงาฉายของอังศุมาลินที่คล้ายกำลังก้มพูดบ่นพร่ำอยู่กับขิมตัวรัก ปรากฏอยู่ที่ฝาผนังห้อง
      
       ภายในห้องนอนที่ตึกสันติบาลปิดไฟมืดมิด เห็นคนอื่นนอนตะคุ่มๆ ห่มผ้าในเงาสลัว
      
       แต่วนัสนอนถือจม.นั้น สภาพยับๆ อยู่ในมือ นัยน์ตาแห้งผาก มองเพดานนิ่ง



       กลางดึก โกโบริอยู่ในชุดยูกาตะ ยืนนิ่งเหม่อลอยอยู่ในหเองพักที่อู่ต่อเรือ พลันฝีเท้าของหมอทาเคดะ ก้าวเข้ามาเบาๆ
      
       “ยังไม่นอนหรือ”
       “หมอ..มีอะไร”
       “เปล่า ผมเห็นคุณยืนอยู่อย่างนี้นานแล้ว..มีอะไร”
       โกโบริจะหันตัวเดินออกมา
       “เปล่า..ในห้อง อากาศมันร้อน”
       “ทะเลาะกับอังซังหรือ” หมอถามตรงๆ
       โกโบริชะงักเล็กน้อย
       “หมอไปนอนเถอะ เดี๋ยวผมว่าจะไปนั่งทำงานต่อ”
       “งานมันก็ไม่ได้เร่งขนาดนั้นนะ โกโบริ”
       โกโบริไม่ตอบเดินลิ่วไป หมอทาเคดะมองตาม ถอนใจเบาๆ
      
       ยายศรหลับไปแล้ว แม่อรสวดมนตร์ไหว้พระจนเสร็จ เสียงขิมยังลอยดังโหยละห้อยมาจากห้องอังศุมาลิน
       แม่อรนั่ง พยายามสงบใจ แต่ไม่หายกังวล
       อังศุมาลินวางมือจากขิม นั่งนิ่งงัน
      
       ฟากวนัสยืนนิ่งอยู่ที่ริมหน้าต่าง หน้าตาขื่นขม คับแค้น อยากจะบุกออกไปจากที่นี่ หรือทำอะไรที่รุนแรง
       พวกเพื่อนๆ ที่เตียง ที่แท้ต่างนอนไม่หลับ แอบมองกันไปมา คุมเชิง ว่าวนัสจะทำอะไรที่น่าเป็นห่วงหรือเปล่า
       วนัสเดินมาที่โต๊ะ มองจม.ในมือ แล้ววางลง หยิบไม้ขีดบนโต๊ะมาจุด แล้วเอาจม.นั้นไปลนไฟ จนเผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน ทิ้งลงในที่เขี่ยบุหรี่แก้วตรงนั้น
       วนัสมองเถ้าจนมอดไหม้ แล้วกลับมานอน ตายังลืมโพลง แต่สงบลง เพื่อนๆ แอบมองหน้ากัน โล่งใจเป็นแถว
      
       อังศุมาลินนอนหลับไปจนค่อนรุ่ง แล้วฝันไปถึงเหตุการณ์ที่อ่านวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ให้โกโบริฟัง
       “โอ้พ่อพลายสายสวาทของน้องเอ๋ย”
       “พ่อพลาย..คืออะไร” โกโบริถาม
       “พ่อพลาย..เป็นชื่อคน...” อังศุมาลินอ่านใหม่ “โอ้พ่อพลายสายสวาทของน้องเอ๋ย”
       โกโบริซักอีก “สายสวาท แปลว่าอะไร”
       “สุดที่รัก…”
       โกโบริยิ้ม ทำหน้าชอบใจ “ขอบคุณ...”
       อังศุมาลินมอง สงสัย ว่าโกโบริมีเล่ห์หรือเปล่า
       โกโบริหันมา มองตอบ หน้าตาซื่อใส
       อังศุมาลินอ่านต่อ “มิเคยจะห่างเหสิเน่หา นอนหอด้วยน้องสองเวลา”
       โกโบริตั้งใจฟัง
       “พ่อเคยพาพิมพูดพิไรวอน
       นั่นนี่ซี้ซิกสรรพยอก
       ยั่วหยอกมิใคร่ให้ไปไกลหมอน
       แขนซ้ายเคยให้เมียหนุนนอน”
       สีหน้าอังศุมาลินยายามนั้นที่หลบอย่างมีความสุข นอนหนุนแขนโกโบริ ต่างคน ต่างหลับ
       อังศุมาลินงัวเงีย ลืมตาขึ้นมา หันไป พบว่าตัวเองนอนหนุนแขนโกโบริอยู่ มองหน้าเห็นโกโบริยังหลับสนิท ท่าทางสบาย มีความสุข
       อังศุมาลินเกรงใจ ค่อยๆ ขยับตัวถอยๆ แล้วจับแขนโกโบริที่ทอดขวางให้หนุน มาให้เป็นท่าแนบตัวธรรมดา
       โกโบริปรือตามามอง ยิ้มๆ “ผมไม่เมื่อยหรอก”
       โกโบริทอดแขนขึ้นมาแบบเดิม แล้วดึงอังศุมาลินให้ลงมานอนเหมือนเดิม
       อังศุมาลินยิ้มงัวเงีย แล้วยอมนอนโดยดี โกโบริกอดไว้ อังศุมาลินหลับต่อ
      
       อังศุมาลินพลิกตัว ทอดแขนออกไป ที่แท้อังศุมาลินนอนอยู่บนที่นอนกว้างเพียงคนเดียว ลมพัดผ้าม่านปลิวไหว ไก่ขันเจื้อยแจ้วมา
       อังศุมาลินลืมตาตื่นขึ้น แล้วนอนนิ่ง ดวงตาเบิกโพลง ทุกข์ใจ อ้างว้าง สับสน
       อังศุมาลินวางมือบนท้องเบาๆ น้ำตาคลอเบ้า แล้วไหลรินเป็นทาง
      
       แสงอาทิตย์กำลังโผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้าตะวันออก ท้องฟ้ายามรุ่งสาง เห็นหมู่นกโบยบินไปมา
       ฝาหม้อข้าวถูกยกเปิดออก ควันพุ่งฉุย ขันเงินขนาดกลางมีข้าวอยู่ค่อนขัน ควันฉุยเช่นกัน ขันข้าวพร้อมทัพพีเงินถูกนำไปวางลงบนถาดที่มีปิ่นโตเถาหนึ่ง พร้อมกล้วยและส้มวางอยู่ 3-4 ผล
       แม่อรเปิดประตูออกมา เห็นอังศุมาลินยืนอยู่ จึงเอ่ยทัก
       “เพิ่งตื่นหรือลูก”
       อังศุมาลินที่ไปยืนชะโงกมองผ่านผนังเรือนเหมือนรอคอยใครอยู่ หันมาหา
       “ตื่นนานแล้วค่ะ แม่รีบลุกทำไม หนูหุงข้าวไว้เรียบร้อยแล้ว”
       “อะไรกัน หุงไว้แต่หัวมืด นี่เพิ่งรุ่งสางเอง หนูจะรีบลุกมาทำไม หนูยิ่งไม่แข็งแรงอยู่ เดี๋ยวก็ไม่สบายไปหรอก”
       “ไม่เป็นไรค่ะ หนูนอนไม่ค่อยหลับ”
       “เมื่อคืนพ่อดอกมะลิแกกลับมาหรือเปล่า”
       อังศุมาลินนิ่งไป หันไปทำอะไรให้ยุ่งๆ เข้าไว้ “เปล่าค่ะ”
       “นี่ถ้าเมื่อคืนมีหวอละก็ ห่วงกันแย่เชียว หมู่นี่ฝั่งกระนู้นยิ่งโดนบอมบ์ถี่ เฮ้อ..แล้วเมื่อไหร่มันจะเลิกรบจบๆกันเสียที แล้วนี่หนูกินอะไรหรือยังละลูก นอนดึกๆ ดื่นๆ แล้วท้องว่างมันจะไม่ดี”
       อังศุมาลินยกถาด จะลงบ้านไป “หนูยังไม่หิวค่ะ เดี๋ยวจะลงไปใส่บาตรสักหน่อยก่อน”
       “แล้วเวลาลงกระด่างกระไดก็ระวังๆ ด้วยนะลูกนะ มันชันมาก เดี๋ยวจะกลิ้งลงไป กำลังท้องกำลังไส้นี่แย่เชียว”
       อังศุมาลินชะงัก ยืนมองลงไปที่ขั้นบันได อังศุมาลินหน้าเบลอๆ
       “คนท้อง นี่..ตกบันไดไม่ได้ใช่ไหมคะ”
       “ไม่ได้สิ โดนกระแทกแรงๆ หนักๆ จะแท้งเอา”
       “หรือคะ”
       อังศุมาลินยืนมึนๆ
       แม่อรมองมาอย่างห่วงๆ รีบเข้ามาแย่งถาด “ไม่เอาล่ะ หนูอย่าขึ้นๆ ลงๆ นักเลย จะพลาดเอาได้ ถาดใส่บาตรเดี๋ยวแม่ถือลงไปให้ดีกว่า แต่ขอแม่อาบน้ำก่อน”
       “แม่อัง..แม่อัง” เสียงตาบัวตาผลร้องเรียกดังลั่น
       ก่อนที่สองเกลอจะวิ่งตึงๆ ขึ้นเรือนมา
       “อ้าว ตาผลตาบัว มาทำไมกัน” แม่อรแปลกใจ
       อังศุมาลินร้อนใจ
      
       สองเกลอมองอังศุมาลินที มองแม่อรที
       ตาบัวตัดสินใจบอก “คืองี้...พวกช้างเผือก..มาจากทางเหนือ”
       “เอาเรื่องคนสิ ฉันไม่ได้อยากฟังเรื่องช้าง” แม่อรไม่เข้าใจ
       ตาผล กะตาบัวค้อนปะหลับปะเหลือก
       “มันเป็นค็อกจ้ะ” ตาบัวมาถึงโค้ด
       “ใช่..ค็อก” ตาผลเสริม
       แม่อรงง “ก๊อก..เกี่ยวอะไร”
       “โค้ดค่ะแม่ มันก็คือคำรหัสที่เขาใช้เรียกกันภายใน” อังศุมาลินอธิบาย
       “พวกช้างเผือก เขาใช้เรียกรวมๆ...พวกใต้ดินจากอังกิด” ตาบัวบอก
       “เอาล่ะ แล้วยังไงลุง”
       “ก็ทางนี้ก็ยังไม่รู้อะไรมาก รู้แต่ว่าโดนจับขังอยู่สันติบาล แล้วเห็นว่าวันนี้ทางไทยกับพวกญี่ปุ่นจะร่วมกันสอบสวน” ตาผลบอก
       “แล้วรู้มั้ย ว่าชื่ออะไรมั่ง”
       “ชื่อจริงยังไม่รู้ รู้แต่ชื่อค็อก” ตาผลว่า
       ตาบัวเสริม “ใช่ๆ เห็นมีคนชื่อค็อกว่าเหมา กะลำพูละก็ชื่ออะไรฝรั่งๆ อีกอันไม่รู้”
       “ลำพู”
       อังศุมาลินนึกสะดุดใจคิดมา
       “ชื่อจริงเขาเก็บเป็นฟามลับ ที่เรียกๆ กันก็มีแต่ค็อก อย่างลุงนี่จิ๋มหนึ่ง ไอ้บัวก็จิ๋มสอง”
       แม่อรท้วง “ตัวออกโตทำไมชื่อจิ๋ม”
       “ไม่ใช่จิ๋มภาษาไทย จิ๋มภาษาอังกิด”
       ตาบัวชักฉุนแม่อรที่ไม่เข้าใจเอาเลย แม่อรงง
       “ลุง แล้วจะทำยังไงให้รู้ว่าใช่วนัสหรือเปล่า” อังศุมาลินถาม
       “ก็ต้องคอยไปหน่อย” ตาผลบอก
       “ไม่ก็ไปสืบดูเอาใหม่” ตาบัวว่า
      
       อังศุมาลินเพลียใจยิ่งนัก

       เช้าวันเดียวกัน แม่อรถือชะลอมใบเล็กๆ ใส่ผลไม้มาส่งอังศุมาลินที่เปลี่ยนชุดใหม่ ใส่เสื้อตัวยาวสีเข้มคลุมถึงสะโพก ที่ท่าน้ำ พลางกำชับ
      
       “เอาไปฝากคุณพ่อ ใครเขาเห็นเข้าจะได้อ้างว่าไปเยี่ยมเยียนปกติ..แล้วเดินเหินก็ระวังๆ ตัว”
       เสียงเรือยนต์แล่นเข้ามาตรงท่า แม่อรยื่นชะลอมให้อังศุมาลิน
       “ค่ะหนูจะรีบไปรีบมา คงไม่มีอะไรหรอก”
       “ถ้าพบพวกบ้านนั้นเข้า เขาจะพูด เขาจะทำท่ายังไงๆ ก็อดทนไว้นะลูกนะ อย่าไปยุ่งกับเขา เราไปตั้งใจทำธุระ ก็ทำของเราให้เสร็จพอ”
       เรือยนต์มาจอดเทียบรอรับ
       “ค่ะ แม่ไม่ต้องห่วง”
       “ระวังๆตัวนะลูก ยาลงยาลมพกติดตัวไว้นะ”
       อังศุมาลินก้าวลงเรือไป หันมายิ้มๆ ให้ มีผู้โดยสารในเรือ 3-4 คน แม่อรมองตามอย่างเป็นห่วง
      
       อังศุมาลินข้ามฟากมาแล้ว กำลังเดินมาถึงริมถนน แลเห็นรถราวิ่งขวักไขว่ไปมา อังศุมาลินยืนรอเพื่อหาจังหวะข้ามถนน
       ระหว่างนั้นขบวนรถทหารญี่ปุ่น 2 คัน แล่นมาที่อีกฟากของถนน อังศุมาลินกำลังก้าวข้ามไปถึงอีกฟาก และตัดหน้าขบวนรถนั้นพอดี ครั้นเหลือบมองจึงเห็นว่าเป็นรถทหารญี่ปุ่น อังศุมาลินเลยรีบก้มหน้าหลบจะเดินต่อ
       บังเอิญว่าโกโบริที่นั่งอยู่ตอนหน้ากับพลขับเห็นเข้า จึงชะเง้อมองมา แล้วรีบบอกให้พลขับชะลอรถหยุด มีหมอโยชินั่งอยู่ตอนหลังด้วย
       โกโบริเปิดประตูลงมา อังศุมาลินชะงัก ตกใจ นึกไม่ถึง ทุกคนมองตามท่าทีสนใจ
       โกโบริถามเสียงเรียบ สีหน้านิ่ง “คุณจะไปไหน”
       อังศุมาลินมองโกโบริ แล้วมองไปทางพวกบนรถ
       “จะไป..เยี่ยมคุณพ่อคะ”
       โกโบริมองตาส่งซิก ว่าอย่าพูดอะไรมาก แล้วทำเป็นพูดดังๆ ให้คนบนรถได้ยินด้วย “อ้าว ก็นัดกันว่าจะไปเยี่ยมด้วยกันพรุ่งนี้ไง”
       อังศุมาลินสบตา เข้าใจ ตอบแบบให้ทุกคนได้ยินเช่นกัน
       “เอ้อ...ฉัน...เห็นว่าคุณคงติดราชการ เลยจะไปเอง”
       “งั้นก็เรียนท่านด้วยแล้วกันว่าผมคิดถึง แล้วผมจะไปเยี่ยมท่านด้วยกันกับคุณ...วันหลัง”
       โกโบริมองแบบตำหนิ ว่าทำไมเธอถึงแก่นซ่าแบบนี้ท้องไส้อยู่แท้ๆ สายตาบอกให้รู้ว่าอยากคุยด้วยอีกเยอะ แต่ไม่สามารถ แล้วจึงหันกลับขึ้นรถ ปิดประตู และรถเร่งเครื่องออกตัววิ่งไปทันที
       อังศุมาลินมองตามไปจนลับตา พลางถอนใจยาวโล่ง
      
       ไม่นานนัก สาวใช้ยืนหน้าจ๋องอยู่กับแก้ว ตรงหน้าประตูเรือนหลังใหญ่ ที่เปิดแง้มออกมานิดๆ
       “ไปบอกเขาแล้วกัน คุณพ่อไม่อยู่ ชะลงชะลอมอะไรรุงรังนั่นบอกเขาด้วยให้เอากลับไป”
       “เออ ค่ะ...”
       “ไปซิ” แก้วเร่ง
       “ค่ะคุณแก้ว”
       แก้วส่งสายตาเหยียดๆ ทำเหมือนไม่รู้จัก มาที่อังศุมาลินที่ยืนหน้าซีด อยู่หน้าทางเดินตรงประตู ก่อนจะดึงประตูปิดดังปัง!
       “คุณคะ...คุณแก้วให้มาเรียนว่า...”
       อังศุมาลินนึกรู้ ไม่อยากฟังต่อกำลังจะหันตัวกลับออกไป
       เสียงหลวงหลวงชลาสินธุราชดังขึ้น “เดี๋ยว ยัยอัง”
       อังศุมาลินเหลียวขวับมาหา
       คุณหลวงเปิดประตูเรือนออกมายืนหน้าเข้ม แก้วยืนหน้าเสีย มองลอดออกมาจากหลังประตูอย่างไม่พอใจ
      
       ครู่ต่อมาหลวงชลาสินธุราช เดินนำอังศุมาลินเข้ามาในห้องสมุด รับชะลอมจากลูกสาวมาถือไว้
       คุณหลวงหันตะโกนออกไปนอกห้อง
       “ใครอยู่ข้างนอก เอาชะลอมนี่ไปจัดผลไม้ใส่ถาดตั้งไว้ ใครไม่กินห้ามแตะต้อง”
       สาวใช้คนเดิมรีบพรวดเข้ามา รับชะลอมไปทันที หลวงชลาสินธุราช เดินไปปิดประตูก่อนเดินกลับมาที่โต๊ะ
       “หนูมีอะไร”
       “พ่อคะ”
      
       ขณะเดียวกันห้องประชุมของกองตำรวจสันติบาล พระนคร ถูกจัดเป็นห้องสอบสวนเฉพาะกิจขึ้นมาโดยจัดเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ต้องหาอยู่โต๊ะกลางห้อง กับฝ่ายเจ้าหน้าที่ เป็นโต๊ะอยู่ชิดฝั่งหนึ่ง แยกเป็นของไทย กับ ญี่ปุ่น
       สสารวัตรองอาจพร้อมด้วยสันติบาลอีก 2 นาย กำลังนั่งคุยกระซิบกระซาบอยู่ที่โต๊ะ ฝ่ายญี่ปุ่นเดินเข้าห้องมา ประกอบด้วย โกโบริ โยชิและกองสืบราชการลับอีก 2 นาย ทั้งสองฝ่ายต่างจับมือทักทายกันก่อนนั่งลงประจำที่ มีโต๊ะของกลาง พวกเป้ เครื่องรับส่งวิทยุกำลังสูง ปืนพก มีด และอื่นๆ วางอยู่หน้าเจ้าหน้าที่สองฝ่าย
       “เราเริ่มกันได้เลยนะ” หมอโยชิเป็นตัวแทนฝ่ายญี่ปุ่นเอ่ยขึ้น
       “ดีครับ”
       สารวัตรองอาจรับคำ พลางให้สัญญาณตำรวจสันติบาลที่ยืนอยู่หน้าประตู ตำรวจพวกนั้นโค้งรับรู้แล้วเดินหายออกไป
       โกโบริ หมอโยชิ และทหารหน่วยสืบราชการลับ นั่งคุยปรึกษากันเบาๆ อยู่ ต่างหันมอง
       สักครู่หนึ่ง ยินเสียงฝีเท้า ท่านชายวิชญา อรุณ และวนัส เดินเรียงเข้าห้องมาตามลำดับ มีเจ้าหน้าที่คุมตัวเดินนำเข้ามา และตามปิดท้ายใกล้ชิด
       ฝ่ายของสารวัตรองอาจเงยหน้ามอง
       ท่านชายวิชญา อรุณ และวนัสทั้งสาม หน้านิ่ง เดินมานั่งที่โต๊ะกลางห้อง เจ้าหน้าที่คุมตัวมาทั้งสองคน แยกย้ายไปยืนหลบมุม
       วนัสหน้าซีดเอามากๆ ทั้งคืนไม่ยอมนอน แขนซ้ายก็บวมๆ ขอบตาคล้ำ ปากแห้ง แววตาตายด้าน จังหวะหนึ่งเหลือบช้อนสายตาขึ้นมามอง
       หมอโยชิมองอยู่ เหมือนจะสะดุดใจเล็กน้อย ก่อนทำสีหน้าเรียบนิ่งเป็นปกติ
       วนัสมองหน้าหมอโยชิ แววตาปวดร้าว แล้วเหม่อลอยไป โกโบริมองพินิจ พิจารณาทั้งสามคนโดยละเอียด
       สารวัตรองอาจรายงานต่อทุกคนในห้อง
       “นี่คือผู้ต้องสงสัยลักลอบเข้าประเทศจากทางเครื่องบิน 3 รายเป็นคนไทย ที่ตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์ จับได้เมื่อวัน เวลาตามบันทึกนี้ครับ เบื้องต้นผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นหนึ่งในขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นภายนอกประเทศจริง แต่ยังไม่ยอมให้ปากคำใดๆ เพิ่ม และของกลางที่เห็นตรงหน้า คือ อุปกรณ์และสัมภาระที่ฝังซ่อนไว้ แต่ตำรวจนครสวรรค์ไปขุดมาได้”
       สารวัตรองอาจพูดจบ ก็หันมองไปทางฝ่ายญี่ปุ่น
       “ขอให้ทั้งสามคนบอกชื่อ” หมอโยชิเริ่มถาม
       ท่านชายวิชญา อรุณ และวนัส ยังสงบนิ่งตัวตรง วนัสนั้นจดสายตาเพ่งมองที่หมอโยชิแววตาคู่นั้นเคืองขุ่นอยู่ในที ทั้งสามนิ่งไม่ยอมตอบ
       “กรุณาให้ความร่วมมือด้วย” สารวัตรองอาจเสียงดัง
       ท่านชายวิชญา และอรุณ อิดออดเล็กน้อยก่อนเอ่ยตอบ
       ท่านชายว่า “แซม”
       อรุณบอก “เหมา”
       วนัสเงียบงันไม่ยอมพูด มองหน้าหมอโยชิแน่วนิ่ง
       “แล้วคุณ…” หมอโยชิถามย้ำ
       “ช่วยบอกชื่อคุณด้วย” สารวัตรเอ่ยขึ้นอีก
       โกโบริมองจับสังเกตที่วนัส พลางถาม
       “คุณชื่ออะไร”
       วนัสจ้องโกโบริ พูดกวนๆ “แล้วคุณล่ะ คุณ...ชื่ออะไร”
       สารวัตรองอาจ และหมอโยชิ มองลุ้นจัด
       โกโบริเริ่มแน่ใจว่าใช่เขาแน่ มองตอบ ต่างคนต่างจ้องหน้ากันเหมือนจะจดจำจนวันตาย
      
       ทางด้านหลวงชลาสินธุราช มีสีหน้าครุ่นคิด เมื่ออังศุมาลินถามต่อ
       “หนูทราบมาว่า มีคนหนึ่งใช้ชื่อรหัสว่า ลำพู ใช่วนัสหรือเปล่าคะ”
       “พ่อก็ยังตอบไม่ได้”
       “ทางนี้ไม่มีใครทราบเลยหรือคะ”
       “หนูต้องใจเย็นๆ หน่อยซิลูก ตอนนี้พวกเราก็ทาบๆ ที่จะพูดเรื่องนี้กับทางอธิบดีตำรวจอยู่ ถ้าท่านร่วมมือกับเราจริง อะไรๆ ก็คงง่ายเสียที” คุณหลวงบอก
       “แล้วสามคนนี้ล่ะคะจะเป็นยังไง”
       “เขาตั้งคณะกรรมการสอบสวนจากทั้งสองฝ่าย ยังไงคนไทยคงไม่ฆ่าคนไทยด้วยกันหรอก”
       “แล้วถ้าทางญี่ปุ่นจะเอาตัวไปจัดการเองละคะ”
      
       คำถามของลูกสาว ทำเอาคุณหลวงมีสีหน้าหนักใจยิ่งขึ้น เหลียวมองอังศุมาลินเขม็ง



       ส่วนเหตุการณ์ภายในห้องสอบสวน ที่กองตำรวจสันติบาล บรรยากาศยังคงตึงเครียด ฝ่ายญี่ปุ่น และสันติบาลจับตาเขม็ง และรอคำตอบ
      
       ท่านชายวิชญา และอรุณ สังเกตทั้งสองฝ่ายตรงหน้าอย่างไม่วางตา
       “กรุณาตอบ..คุณชื่ออะไร”
       วนัสถอนใจแรงมองตาแข็ง ดูออกว่าไม่พอใจ ก่อนเหลียวมามองที่หมอโยชิขณะตอบ
       “ลำพู”
       โกโบริมองฉงน กึ่งโล่งใจที่ไม่ได้ยินชื่อที่คาดคิด
       แต่แล้วหมอโยชิกลับถอนใจ ส่ายหน้า “เธอร่วมมือกับเราดีกว่า...วนัส”
       วนัสมองตาแข็งแววตากร้าว
       โกโบริหันขวับ ตาเบิกกว้างไปทางหมอโยชิทันที
      
       ส่วนหลวงชลาสินธุราช พยายามบอกเพื่อให้ลูกสาวคลายวิตก
       “ยังไงฝ่ายเราก็ต้องรักษาสิทธิ์ประเทศเอาไว้ ไม่มีทางยอมญี่ปุ่นแน่”
       อังศุมาลินมีสีหน้าไม่สบายใจ
       “อีกนานไหมคะ กว่าเราจะรู้ว่าใครเป็นใคร”
       “หรือทางหนูจะลองถาม..สามีของหนูดู อาจจะได้เรื่องเร็ว เพราะเขาก็เข้าไปที่กองบัญชาการบ่อยๆ”
       อังศุมาลินตอบอย่างเด็ดเดี่ยว “อย่าดีกว่าค่ะ” พลางถอนใจเบาๆ
       “นี่หนูสบายดีไหม คุณยายกับคุณแม่เป็นยังไงบ้าง” คุณหลวงเปลี่ยนเรื่องคุย
       “สบายดีค่ะ”
       “หนูดูซีดลงไปนะ เป็นอะไรหรือเปล่า”
       “หนูไม่ได้เป็นอะไรหรอกค่ะ”
       อังศุมาลินไม่ยอมปริปากเรื่องท้องออกมา
      
       การสอบสวนเหมือนจะเสร็จแล้ว โกโบริยืนขรึมอยู่ที่ระเบียง หมอโยชิยืนข้างๆ เมียงมอง แล้วเข้ามาตบบ่า
       “เราทำหน้าที่ล่าม...ก็ทำหน้าที่ของเราไปให้ดีที่สุด นอกเหนือไปจากนี้ ก็เป็นหน้าที่ของคนที่เขารับผิดชอบโดยตรง”
       “ครับผม”
       มีเสียงเคลื่อนไหว โกโบริหันไป
       เห็นสารวัตรองอาจและพวก กำลังควบคุมวนัสกับพวกเดินมา จะขึ้นไปอีกชั้นนึง
       โกโบริตัวแข็งทื่อ ตามองเป๋งที่วนัส
       ฝ่ายวนัสก็มองตอบมา ขณะที่คนอื่นก้าวผ่านไป แต่วนัสเหลียวมา มองหน้าโกโบริไม่วางตา
       อยู่ๆ วนัสหยุดกึก โกโบริผงะ มองหน้า พร้อมจะตอบโต้ทุกรูปแบบ
       วนัสมองจนพอใจ แล้วหันไปต่อ จะเดินไป
       โกโบริเห็นแขนวนัสที่บวม
       “เดี๋ยว”
       ทุกคนหันขวับ ตกใจ และมองลุ้น
       “คุณ...แขนหัก...หรือเปล่า” โกโบริถามวนัส
       ท่านชายวิชญาดีใจ “นั่นสิ ผมก็คิดว่าเช่นนั้น”
       โกโบริมองไปที่สารวัตรองอาจ “ทำไมไม่มีใครพาไปรักษา..เป็นมาก ไม่ใช่น้อยๆ”
       วนัสสวนขึ้นมา “ผมไม่เป็นอะไร”
       โกโบริบอกอีก “ต้องพาไปโรงพยาบาล เอ็กซเรย์ให้ชัดเจน ว่าหักไหม”
       “ผมจะเดินเรื่องให้เอง” หมอโยชิบอก
       สารวัตรองอาจมองพวกเสรีไทย ยิ้มประจบท่านชายวิชญา แล้วหันไปพูดเสียงเข้มกับโกโบริ “ทางสันติบาลจะรับผิดชอบเอง ทางกองทัพญี่ปุ่นอย่าลำบากเลยครับผม”
       “ควรจะรีบไปนะครับ” โกโบริกำชับ
       “เดี๋ยวทำเรื่อง..แล้วควบคุมตัวไปเลยครับ รับรองว่าเราจะควบคุมคนพวกนี้อย่างเข้มงวดที่สุด” สารวัตรองอาจโค้งให้
       ทั้งหมดพากันออกไป
       โกโบริยืนอึ้ง หมอโยชิมองโกโบริ จับสังเกต
      
       แม่อรประคองอังศุมาลินให้นั่งลงที่ม้านั่งท่าน้ำ ตอนนั้นเป็นเวลายามบ่ายแล้ว
       “ไม่ได้เรื่องค่ะ” อังศุมาลินบอก
       “งั้นเย็นนี้ ถ้าพ่อโกโบริแกกลับมา เราลองถามๆแกดูก็คงได้”
       อังศุมาลินยิ้มหยัน หน้าเหี้ยมๆ “คนนั้นละรู้แน่ทีเดียวค่ะ สามคนนั้นถูกจับก็คงเพราะฝีมือเขานี่ล่ะ”
       แม่อรฟังแล้วงวยงง “อ้าวทำไมล่ะ”
       “หนูเอาจดหมายซุกไว้ในตู้ แล้วเขาไปเห็นเข้า”
       “จดหมาย...จดหมายไหนอีก”
       “ฉบับนั้นนั่นแหละค่ะ...วันนั้น...หนู..ได้กลับคืนมาจากป้าวัน...แล้ว...หนูก็เอามาเก็บไว้ หนูผิดเอง!”
       แม่อร อึ้ง นิ่งไปนิด แล้วก็ส่ายหน้า “ในจดหมายไม่เห็นมีอะไร ตัวแกก็อ่านภาษาไทยไม่ได้ จะเอาอะไรไปจับพ่อวนัส”
       “เขาอาจเอาไปให้ใครๆ อ่านก็ได้ อย่างน้อยก็ทำให้พวกเขารู้แกวว่าจะมีคนลอบเข้ามาในประเทศ แล้วก็วางคนไว้กวดขัน ไม่งั้นสามคนนั้นจะถูกจับได้เร็วนักคะ” อังศุมาลินเอาแต่โทษ โกรธขึ้งโกโบริ
       “หนูก็อย่าเพิ่งไปโทษพ่อดอกมะลิแกเลยลูก”
       “หนูผิดเองๆๆ ไม่รู้สามคนนั่นจะโดนอะไรบ้าง วันนี้เขาไปเป็นล่ามให้คณะกรรมการสอบสวนฝ่ายเขา ถ้าเกิดมีวนัสด้วย…”
       อังศุมาลินสะดุด ฝืนกล้ำกลืน
       “หนูสงสารป้ากับลุงกำนัน ถ้ารู้เรื่องลูกชายเข้าคงแทบขาดใจ...ถ้าวนัสเป็นอะไรไป...”
       “ทำใจดีๆ เถอะลูก ค่อยๆ คิด ค่อยๆ อ่าน รอฟังพ่อจิ๋มก๊อกอะไรนั่นเขาอีกที เผื่อแกอาจได้เรื่องอะไรมาบ้าง” แม่อรหมายถึงตาบัวกะตาผล
       “คอยดูนะคะแม่ ถ้าเสรีไทยพวกนี้เป็นอะไรไป หนูจะชดใช้ให้พวกเขาให้สาสมทีเดียว”
       อังศุมาลินพูดอย่างอาฆาตมาดร้าย แม่อรมองลูกสาว สีหน้าสะพรึงกลัวใจนัก
      
       ตกตอนเย็น รถแล่นมาจอดหน้ากองบัญชาการกองทัพญี่ปุ่น ถนนสาธร โกโบริลงรถแล้วรีบเดินหายเข้าไปในห้องแม่ทัพใหญ่ นากามูระ
       จดหมายถูกยื่นออกไป นากามูระรับจดหมายมาจากโกโบริ
       “มีอะไรด่วนหรือ”
       “เรื่องผมขอย้ายเข้าพม่าครับ”
       “หือ..คุณแน่ใจหรือ ทำไมละ” นากามูระฉงน
       “ครับ...ความจริงผมควรไปเสียตั้งแต่ครั้งก่อน…”
       “ใช่ ความจริงทางพม่าก็ต้องการตัวคุณตั้งแต่ครั้งที่แล้ว แต่ตอนนั้นผมเห็นว่าที่นี่ก็ขาดคนที่มีความสัมพันธ์ดีกับชาวบ้านแบบคุณ เลยขอตัวคุณไว้ก่อน...ถ้าตอนนี้คุณจะไป ทางโน้นคงยินดีไม่น้อย แต่...คุณไม่ห่วงทางนี้หรือ”
       โกโบริอึ้ง นิ่งงันไป
      
       ดวงจันทร์ข้างแรมลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า เหนือหมู่แมกไม้ในสวน ตะเกียงกลางเสาบ้านไส้สั้นลงมากแล้ว อังศุมาลินเดินมาเปิดผาไขขึ้น
       แม่อรนั่งปัดยุงไปมาอยู่ที่โต๊ะกลางบ้าน
       “นี่เขาหายไปไหนนะ ทุกทีต้องให้ทหารมาบอก แต่นี่เงียบไปเลย”
       อังศุมาลินหน้านิ่ง เฉยเมย ลงมาทรุดตัวนั่งใกล้ๆ แม่
       “จะว่าสอบสวนกันทั้งวันทั้งคืนก็เกินไปละ เผื่อยังไงแกกลับมาจะได้ลองถามดู”
       “เขาไม่บอกหรอกค่ะ” อังศุมาลินออกอาการท้อ
       “ก็เราไม่ได้ไปซักอะไรเขามากนี่ลูก ถามแต่ว่าใช่พ่อวนัสหรือเปล่า ถ้าใช่แล้วเป็นยังไงบ้าง ก็เท่านั้น”
       “ควรถามว่า พวกเขา...ทรมานเชลย..ด้วยวิธีไหน เห็นจะดีกว่าค่ะ”
       “ฮื้อ...” แม่อรถอนใจยาว กึ่งหนักใจ กึ่งไม่แน่ใจ “หนูก็อย่าเพิ่งคิดอะไรไปในทางร้ายๆ ซิลูก”
       “จำลุงบัวลุงผลที่โดนจับกรอกน้ำมันนั่นได้ไหมคะ” อังศุมาลินขุดเรื่องเก่ามาเล่าอีก
       แม่อรท้วง “อ้าว แล้วอย่างคนของแกที่กินกล้วยจนจะจุกตายนั่นล่ะ พ่อดอกมะลิแกเป็นคนยุติธรรม”
       อังศุมาลินใจแป้ว “แต่ถ้าเป็นวนัส...”
       “เขาบอกอะไรหนูหรือ”
       อังศุมาลินนิ่งไม่ยอมตอบ
       “หนูก็อย่าเพิ่งมาคิดเดาไปอย่างนั้นอย่างนี้เลยลูก” แม่อรเตือนสติ
       “ถ้าพรุ่งนี้ลุงสองคนยังไม่มาส่งข่าว หนูจะไปถามคุณพ่อดูอีก” อังศุมาลินว่า
       “อย่าไปเลย เวียนไปเวียนมาบ่อยๆ คุณพ่อ กับพ่อดอกมะลิจะโดนสงสัยเอา”
       อังศุมาลินเงียบขรึมลงไป
       “หนูต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี อย่าเอาแต่อารมณ์ ของอย่างนี้ต้องดูให้รอบคอบ จะมาเอาให้ได้อย่างใจน่ะ คงไม่ได้”
      
       อังศุมาลินทอดถอนใจอย่างอัดอั้น สีหน้าพลันเศร้าลงไปอีก

      ตอนบ่ายของวันรุ่งขึ้น พยาบาลและหมอทำการใส่เฝือกให้วนัสอยู่ วนัสหน้าไม่ยินดียินร้าย มีตำรวจไทย 2 คนมาเฝ้า
      
       ระหว่างนั้นสารวัตรองอาจ เดินพาหลวงชลาสินธุราชเข้ามาหา
       คุณหลวงหยุดมองวนัส อึ้งไป วนัสหันมาเห็น ตกใจ แล้วลุก ไหว้ไม่ได้ ทำท่าตะเบ๊ะแทน
       “สารวัตรองอาจ...ผมขอ...สอบปากคำผู้ต้องหาตามลำพัง”
       “ครับผม”
       สารวัตรองอาจหันไปพยักพเยิดกับพวกตำรวจ 2 คน แล้วพากันออกไป
       คุณหลวงถามอาการวนัสกับหมอ “เป็นอะไรมากไหมครับ”
       “แขนไม่หักครับ แค่กระดูกร้าว..ให้อยู่นิ่งๆ สัก 2-3 สัปดาห์ ก็จะหาย”
       “ขอบคุณครับ...ขอความกรุณา…”
       หมอรู้ตัว “ยินดีครับ” รีบเดินออกไป
       คุณหลวงชลาสินธุราชมองจ้องหน้า วนัสมองตอบ แววตาเศร้า เซ็ง สับสน
       คุณหลวงเข้าใจได้ในทันที “เธอ...คือวนัสใช่ไหม...ฉันเคยเจอ...ผ่านๆ นานเต็มทน”
       “ครับผม”
       “คงทราบเรื่อง...อังศุมาลินแล้ว”
       “ครับผม” วนัสบอก
       “ฉันผิดเอง”
       วนัสอึ้ง มองมาอย่างงงๆ
       “เพราะฉัน...ที่ต้องปิดลับ...เพื่อรักษาสถานะของตัวเอง...และทำให้กองทัพญี่ปุ่นวางใจ ยายอังถึงจำเป็นต้องแต่งงานกับหลานชายแม่ทัพ”
       “ผมพบเขาแล้ว”
       “เขาเป็นคนดี” คุณหลวงบอก
       วนัสเงียบ
       “เขาเป็นนายทหารญี่ปุ่นตัวอย่าง...ที่มีสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนไทย”
       “อ้อ...” วนัสรับรู้
       หลวงชลาสินธุราชลดเสียงเบาลง “ญี่ปุ่นกำลังเสียเปรียบมากแล้วตอนนี้ ในทุกสมรภูมิ พวกเราก็ติดต่อกันได้สะดวกขึ้นแล้ว ตำรวจ...ก็เข้าใจเราขึ้นมากแล้ว...เวลานี้ ขอให้มั่นใจได้ ว่าพวกเธอทุกคน...จะอยู่อย่างปลอดภัย ภายใต้การดูแลของตำรวจสันติบาล”
       วนัสอึ้งไป แล้วไปๆ มาๆ หน้าเศร้าลงอีก ด้วยนึกเป็นห่วงอังศุมาลินขึ้นมา เพราะถ้าญี่ปุ่นแพ้ อังศุมาลินและครอบครัวจะเป็นไง
      
       กลางดึก สายลมพัดพลิ้วเบาๆ พัดมุ้งเป็นริ้วๆ ภายในห้องมืดมิดมีเพียงแสงจันทร์รำไร
       อังศุมาลินนอนพลิกตัวหันมา แม้ตาจะหลับ แต่กระสับกระส่ายถอนหายใจหนักหน่วง นึกถึงคำพูดตัวเองที่พูดใส่หน้าโกโบริ วันก่อน
       “หึ หึๆ” อังศุมาลินแสยะยิ้มขึ้นมา “สักวันหนึ่ง สักวันหนึ่งคุณจะได้รู้ว่า สิ่งที่คุณหวังว่าอยากได้มันนักหนานั้นน่ะ บางที..บางที คุณจะไม่ได้มันเลย ถ้าสามชีวิตนั่นเป็นอะไรไป ฉันขอบอกตรงนี้..ว่าฉันจะเอาชีวิตหนึ่งแลกคืนให้เขา ชดใช้ให้สมกับที่เขาได้รับเคราะห์กรรมเพราะฉัน”
       อังศุมาลินลืมตาโพลง ก่อนจะพลิกตัวนอนหงายตามองมุ้งสายบัวนิ่งงัน เอามือจับท้อง น้ำตาเอ่อๆ
       ขณะเดียวกันเรือเร็วของโกโบริแล่นทอดตัวเอื่อยๆ มาจอดเทียบนิ่งที่ริมท่าน้ำ โกโบริมองผ่านแมกไม้ ไปยังหน้าต่างห้องอังศุมาลินที่ไฟดับมืดสนิท โกโบริถอนใจ สีหน้าหนักใจแบกโลกเอาไว้ทั้งโลก
      
       ค่อนรุ่งกลุ่มดอกลำพูที่ลอยเกาะกลุ่มติดเป็นแพต้านกระแสน้ำอยู่ ถูกเศษไม้ใหญ่ลอยแรงตามกระแสน้ำมาปะทะจนแตกกระจาย ไหลตามกระแสน้ำไป ท้องฟ้ายังคงมืดทึม พอเริ่มเห็นยอดช่อดอกมะลิที่นิ่งไม่ไหวติ่ง
       ประตูห้องอังศุมาลินค่อยๆ เปิดแง้มออก เห็นฝีเท้าอังศุมาลินก้าวออกมา แล้วเดินต่อจนถึงกลางเรือน สีหน้าที่มองไปสะดุดอะไรบางอย่าง
       อังศุมาลินเพ่งมอง เห็นร่างตะคุ่มโกโบริที่มุมเสานอกชาน นั่งพิงหันหลัง ยังอยู่ในชุดเครื่องแบบตัวเดิมจากเมื่อวาน สักพัก จึงหันมา สีหน้าดูอิดโรยเพราะอดนอน อังศุมาลินแลไปเห็นประตูชานเรือนเปิดแง้มไว้เล็กน้อย
       แวบแรกนั้นอังศุมาลินดีใจลึกๆ แต่รีบสะกดกลั้นข่มความรู้สึก
       “ผมเอง..ไม่ใช่คนที่คุณรอคอยหรอก ผมแค่ขอมาแวะเปลี่ยนชุดหน่อย”
       อังศุมาลินเงียบไม่ตอบ
       “ผมจะต้องย้ายไปพม่า” โกโบริพูดต่อ
       อังศุมาลินใจหวิวขึ้นมาไม่รู้ตัว
       “แต่ผมอาจต้องอยู่รอจัดการติดตั้งเครื่องจักรที่อู่ให้เสร็จ แล้วมอบแผนงานให้คนใหม่เสียก่อน บางทีคงนานพอที่จะได้อยู่...เห็นหน้าลูก”
       อังศุมาลินฟังเงียบ คิดไปต่างๆ นานา
       โกโบริพูดต่อท่าทีเยือกเย็น และสุ้มเสียงเย็นชา “แล้วถ้าคุณไม่ต้องการเขา เหมือนที่ไม่ต้องการผม...ผมจะส่งเขาไปญี่ปุ่น ตอนนี้ผมเขียนจดหมายไปบอกพ่อกับแม่ไว้แล้วว่าจะได้หลาน”
       อังศุมาลินฟังแล้วโกรธมากขึ้นเป็นริ้วๆ โกโบริลุกขึ้นยืนช้าๆ
       “ซึ่งคงอีกไม่ช้า คุณก็จะได้พบกับคนที่คุณตั้งตาคอย” โกโบริเน้นคำตรงท้ายประโยค แล้วเดินไป รินน้ำในเหยือกข้างๆ มากินเอง อังศุมาลินมองตามรอฟัง
       โกโบริดื่มน้ำ ก่อนจะหันมา “เชลยหนึ่งในสาม..ชื่อวนัส”
       อังศุมาลินรู้สึกชาวาบขึ้นทันควัน จ้องสบตากร้าว
       “ตายหรือยัง”
       โกโบริเซ็งโครต “ทำไมคิดว่าเขาจะตาย”
       “แล้วเมื่อวานคุณทำอะไรเขาบ้าง”
       “ผมเป็นล่าม มีหน้าที่แค่แปลข้อความตามที่เชลยให้การ และแปลสิ่งที่ฝ่ายผมถาม”
       อังศุมาลินเหน็บแนม แดกดันตามวิสัย “หวังว่าข้อความที่คุณแปล จะไม่ช่วยทำให้เขาตายเร็วขึ้น”
       โกโบริฉุน เม้มปากนิ่งไปครู่หนึ่ง
       “คนอย่างผม รู้จักแยกหน้าที่กับหัวใจ ไว้คนละส่วนเสมอ...” แล้วสะดุดใจ นึกไปถึงเรื่องที่ผ่านมา “แต่...ที่ผ่านมา บางครั้งผมก็ละอายใจตัวเอง ที่กระทำสิ่งทรยศกับหน้าที่ เพราะหัวใจตัวเอง”
       โกโบริเดินตรงดิ่ง ผ่านอังศุมาลินที่ยืนทื่อตัวแข็งนิ่ง ตรงเข้าไปที่ห้องนอนทันที
       อังศุมาลิน เห็นภาพโกโบริที่เดินไป ดูเอียงๆ แกว่งๆ อังศุมาลินเหมือนจะเป็นลม เซมายึดเสาไว้
      
       เช้าแล้วอังศุมาลินนั่งพิงเสา กอดเข่า มือถือยาดมจ่อจมูก ด้านหนึ่งยายศรกำลังพัดวีให้
       แม่อรส่งยาหอมให้ “กินยาหอมหน่อยลูก...นี่ละลายน้ำมนตร์หลวงพ่อแล้ว”
       อังศุมาลินไหว้แม่ กินยา
       แม่อรกระซิบเบาๆ “พ่อดอกมะลิแกเล่าอะไรอีกหรือเปล่า”
       “เขาไม่พูดหรอกค่ะ ที่เขามาบอกเราแค่นี้ก็เป็นบุญนักหนา” อังศุมาลินเน้นเสียงขณะพูดถ้อยคำต่อมา “เขาคงอยากให้หนูรู้ว่าวนัสถูกจับ”
       “แล้วนี่จะทำยังไงกัน เขาจะขังตัวไว้ หรือจะเอาไปฆ่าไปแกงเสีย โธ่ ไม่ควรเล้ย...”
       โกโบริพรวดออกมาจากห้องพร้อมหอบม้วนแบบเรือมาเต็มแขน กะขนกลับอู่จนหมด
       “พ่อวนัสเป็นยังไงบ้างจ๊ะ”
       โกโบริอึกอักลำบากใจ “ก็..ไม่มีอะไร”
       “พ่อวนัสถูกขังอยู่ไหนจะ...”
       โกโบริสีหน้าสลดลง มองไป ทุกคนดูจะเป็นจะตายเพราะวนัส “ที่เก่าครับ” เลยตอบสั้นๆ
       “ที่เก่ามันคือที่ไหนกันจ๊ะ” ยายศรถาม
       “สัน-ติ-บาล ครับ”
       “แล้ว..เป็นอะไรหรือเปล่า” ยายซักต่อ
       “นิดหน่อยครับ น่าจะพาไปโรงพยาบาลแล้ว”
       แม่อรสีหน้าไม่ดี อังศุมาลินหายใจขัดขึ้นมาทันที
       “ตายจริง เป็นอะไรไป…”
       โกโบริรีบบอก “ก็...แขนเจ็บ...อาจโดนกระแทกอะไรมา เพราะมีรอยฟกช้ำตามตัว และมีบาดแผลบางจุด แต่คงไม่บาดเจ็บมากนัก”
       อังศุมาลินฟังแล้วปรี๊ด คิดว่าวนัสโดนญี่ปุ่นทำร้าย เลยของขึ้นอีก “ก็ใช่นะสิ เจ็บไม่มากนัก เพราะแค่นี้มันก็มากเกินพอแล้ว
       โกโบริหันมาเลิกคิ้ว มองอังศุมาลินอย่างกวนๆ
       “คุณพูดเหมือนจะให้ผมต้องรับผิดชอบ”
       “ใช่ คุณคงไม่ต้องรับผิดกับเรื่องแบบนี้แน่ รับแต่ชอบก็พอ”
       โกโบริเหนื่อยใจ จะขยับเดินหนี
       “แล้วรู้ไหม...เขาจะทำยังไงกับพ่อวนัสแกอีก” แม่อรถาม
       “ผมไม่ทราบ”
       อังศุมาลินใจหายแววตาเคืองขุ่นจ้องนิ่ง โกโบริขยับเดินมาหยุดที่หน้าเชิงประตูบันไดเรือน แล้วหันมาบอก
       “พรุ่งนี้ทางกองบัญชาการอาจเปลี่ยนล่ามใหม่ เพราะผมต้องมาจัดการทางอู่ให้เรียบร้อยก่อนไปพม่า”
       ยายตกใจ “ไหน ว่าอะไรนะ”
       “ผมจะถูกย้ายไปพม่า”
       “แล้วจะไปกันเมื่อไหร่ละนี่” แม่อรใจหาย
       “ก็..ทันทีที่ผมจัดการเรื่องที่อู่เรียบร้อย” ตอนท้ายโกโบริสะบัดเสียง
       แม่อรถอนใจยาว “นี่ไปประจำอยู่ที่นั่นเลยเหรอ”
       “ก็ไม่แน่ เพราะผมอาจถูกส่งไปประจำลงเรือรบที่สิงคโปร์ เพราะตอนนี้การรบที่แปซิฟิคก็กำลังทวีความรุนแรง” โกโบริก้มมองแบบในมือ “ตอนนี้ผมกำลังเร่งทำแบบพวกนี้ให้เสร็จเสียก่อน”
       ยายศรหันไปทางอังศุมาลิน “แล้วจะทำยังไงกัน” แล้วกลับมาทางโกโบริอีก “ไม่ย้ายไปไม่ได้หรือ”
       “ผมเป็นทหาร มีหน้าที่ทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา”
       อังศุมาลินฉุนกึก พูดน้ำเสียงเยาะๆ “ใช่สิ คำสั่งผู้บังคับบัญชา! ใช้อ้างได้ดีเสมอ”
       โกโบริหันมองอังศุมาลินแว้บหนึ่ง ก่อนหันไปบอกแม่อร
       “ผมต้องไปทำงานเสียที”
       โกโบริขยับตัวก้าวลงบันได เดินลิ่วไปทันที อังศุมาลินรู้สึกเหมือนถูกสะบั้นความสัมพันธ์อย่างไม่เหลือเยื่อใย จนรู้สึกคว้างขึ้นมา
       “เดี๋ยวก่อน” อังศุมาลินเรียกไว้
      
       โกโบริเดินลงบันไดไปแล้ว
       “เดี๋ยวก่อน...ฉันบอกว่าอย่าเพิ่งไป”
       โกโบริ หันตัวหยุดมองขึ้นมา อังศุมาลินก้าวโผล่มายืนที่เชิงประตูบันไดขั้นบนสุด แววตาเป็นประกายด้วยหยาดน้ำตา
       “ฉันเคยบอกคุณแล้ว ว่าหากวนัสเป็นอะไร ฉันจะชดใช้ให้เขา”
       โกโบริจับตามองอังศุมาลินนิ่ง คิ้วขมวดสงสัย
       “คุณจะไม่มีวัน ที่จะได้สิ่งที่คุณต้องการ คุณควรจะรู้รสเสียบ้างว่า เวลาที่คนเขาต้องเสียลูกไปนั้นมันเป็นยังไง ฉันจะชดใช้ให้เขาเดี๋ยวนี้” อังศุมาลินมองลงไปที่ขั้นบันได
       ขั้นบันไดในสายตาอังศุมาลิน ยามนั้นดูชันเกินจริง ลึกลงไปมาก ดูหลอนๆ แกว่งๆ ร่างอังศุมาลิน เริ่มโงนเงน
       โกโบริงงงันเล็กน้อย ก่อนจะเสียววาบ เข้าใจขึ้นมาได้ในทันที
       “อย่า ฮิเดโกะ!”
      
       โกโบริตะโกนก้อง



       แม่อรจะพรวดเข้ามาแต่ช้าไปแล้ว ได้แต่ตะโกนสุดเสียง
      
       “ยายอัง”
       อังศุมาลินมองหน้าโกโบริ ด้วยแววตาเจ็บช้ำ น้ำตาไหลริน กลั้นใจอย่างเด็ดเดี่ยว ก่อนหลับตา ทิ้งตัวดิ่งลงไปเบื้องล่าง
       โกโบริตะลึงงัน รีบโยนปล่อยแบบในมือทิ้ง พุ่งถลาก้าวขึ้นบันไดอย่างว่องไว
       ร่างอังศุมาลินหัวทิ่มลงมา
       โกโบริที่พยายามจะเข้าไปรับให้เร็วที่สุด แต่ก็เข้าไปถึงตัวอังศุมาลินเมื่อร่างพุ่งลงมาถึงขั้นบันไดด้านล่างแล้ว
       โกโบริรีบเอาตัวไปรองรับตัวอังศุมาลินไว้ ให้ตัวของตัวเองเป็นฝ่ายล้มกระแทกลง และอังศุมาลินตกลงมาบนตัวเขาอีกที
       “ฮิเดโกะ..ฮิเดโกะ”
      
       แม่อรมายืนหน้าซีดตะลึงอยู่หน้าประตูเรือน ยายศรโผล่พรวดตามมาข้างหลังมองลงไป ร้องเสียงหลง
       “อะไรกัน..ว้าย ยายอัง”
       แม่อรพึมพำเบาๆ หมดเรี่ยวแรง “ยายอัง”
       แม่อรช็อคคาที่
       “ฮิเดโกะ..ทำไม ทำไม”
       โกโบริกวาดตามองทั่วร่างอังศุมาลินที่แน่นิ่งไป ว่ามีส่วนใดเป็นอะไรบ้าง
       อังศุมาลินค่อยๆ ลืมตามองมาเพียงริบหรี่ และเห็นโกโบริก้มลงมองมา
       “คุณก็รู้...ว่า ทำไม…” อังศุมาลินเจ็บปวดไปหมดทั้งกาย พูดกระท่อนกระแท่น
       อังศุมาลินเห็นหน้าโกโบริตรงหน้าค่อยๆ มืดลง
       โกโบริสะอึกสะอื้น ก่อนจะเรียกเสียงหลง
       “ฮิเดโกะ..ฮิเดโกะ”
      
       ร่างของอังศุมาลินถูกนำมานอนลงบนฟูกในห้องนอนแล้ว ใบหน้าอังศุมาลินอยู่บนหมอน หลับตา สีหน้าเจ็บปวด มีแสงเจิดจ้ามาจับ สลับกับความมืดมิด
       เสียงอังศุมาลินร้องคราง “เจ็บ..เจ็บ...”
       เนื้อตัวอังศุมาลินที่มีแสงสว่างส่องลงมาเฉพาะตัว ขดตัวงอ เอามือจับท้อง
       “เจ็บ...”
      
       ที่แท้มืออังศุมาลิน จับอยู่บนท้องตัวเอง
      
       ทันใดนั้น ที่ใบหน้าของอังศุมาลิน มีแสงจ้าสาดเข้าเต็มหน้า อังศุมาลินลืมตาพรึ่บขึ้นมา
       ห้องนอนทั้งห้องว่างเปล่า ในสายตาอุงศุมาลินเห็นมุมภาพแปลกๆ เอียงๆ แสงหลอนๆ มีเสียงคนร้องไห้สะอึกสะอื้น
       อังศุมาลินไม่เห็นอะไร มองไปรอบๆ เสียงร้องไห้ ฮือๆๆๆๆ ยังดังอยู่
       แสงสาดเข้าที่หน้าอังศุมาลินเต็มๆ สว่างจ้า แล้วมืดลงในพริบตา
       อังศุมาลินถาม “ใคร..ใครร้องไห้” พลางยื่นมือออกไป
       ที่แท้มืออังศุมาลินอยู่ในมือของแม่อร แต่อังศุมาลินหมดสติ แน่นิ่งอยู่
       แม่อรจับมือไว้ ร้องไห้ ยายศรก็ร้องอยู่ด้านหนึ่ง
       “ยัยอัง..ยัยอัง...ฮือๆๆ”
       “ยัยอัง..ยัยอัง...ลูก…” แม่อรพยายามเรียก
       อังศุมาลินแน่นิ่ง ไม่ไหวติง
       แม่อรใจจะขาด “อัง..อังลูกลูกเจ็บตรงไหนบ้าง...อัง ได้ยินแม่มั้ย”
       อังศุมาลิน หลับใหลลืมตื่น เกิดภาพหลอน เห็นอังศุมาลินลืมตา มองหา ยินเสียงร้องฮือๆๆ ดัง
       อังศุมาลินร้องถามออก “ใคร...ใครร้องไห้...”
       พออังศุมาลินมองหาเสียงร้องไห้ที่ดัง ก็หายไป ทันใดนั้นมีแสงสว่างวาบเข้าที่หน้าอังศุมาลินเจิดจ้าวาบ แล้วกลับมืดสนิท
      
       อังศุมาลินยังคงหลับสนิท
       โกโบรินั่งจับมือจ้องหน้าอังศุมาลิน ที่ซีด แน่นิ่ง โกโบริเต็มไปด้วยความหวัง อ้อนวอน ขอร้อง
       “ฮิเดโกะ..ตื่นสิ ฮิเดโกะ..ฮิเดโกะๆๆ” โกโบริพยายามเขย่ามือให้ตื่น แต่ไม่แรงมาก ทะนุถนอม
       ทว่าอังศุมาลิน หลับไม่รู้เรื่อง       
      
       อังศุมาลินที่ยังคงหลับใหล เกิดภาพหลอนอีกระลอก แลเห็นอังศุมาลิน เคลื่อนตัวไกลออกไปในแสงสว่างอยู่ท่ามกลางความมืด ตัวของอังศุมาลินยิ่งห่างไกลออกไปๆ
       “ฮิเดโกะ...ฮิเดโกะ...” เสียงโกโบริดังเข้ามาอีก
       ทันใดนั้น ใบหน้าอังศุมาลินลืมตาขึ้น มองหาเสียงนั้น
       ใบหน้าอังศุมาลินโดนแสงส่องจ้าสาดใส่จนต้องหยีตา
       “ฮิเดโกะๆ” เสียงโกโบริดังเข้ามาอีก
       อังศุมาลินได้ยิน ยืนมือออกมา
       “ใคร...ใครเรียก...ใคร”
       อังศุมาลินมองหา แล้วเบิกตากว้าง เห็นเป็นใบหน้าโกโบริที่ก้มลงมาใกล้มาก ใบหน้านั้นแสนเศร้ามาก น้ำตาไหลนองหน้า
       “ฮิเดโกะๆ ได้โปรด ฟื้นเถอะ ฮิเดโกะ!”
      
       เสียงโกโบริร้องเรียกขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับที่ ทุกอย่างในหัวอังศุมาลินก็ดับมืดไป

       แสงอาทิตย์ยามรุ่งสาง โผล่พ้นขอบฟ้าไกลลิบตา อังศุมาลินเปลี่ยนชุดเป็นชุดที่จะนอนได้สบายๆ นอนนิ่งอยู่บนฟูกเล็กเฉพาะตัวในห้องนอน ก่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาช้าๆ กวาดตามองรอบ เห็นโกโบริในชุดยูกาตะ นั่งกอดอกหลับนิ่งพิงฝาอยู่ข้างๆ สีหน้าอ่อนเพลีย ปนริ้วรอยของความทุกข์กังวลแฝงอยู่
      
       อังศุมาลินกระพริบตาถี่ พยายามปรับโฟกัส เห็นโกโบริที่นั่งนิ่งพิงฝา หลับสนิท แลดูน่าสงสาร
       อังศุมาลินพยายามจะลุก แต่แค่ชันคอขึ้นมา ก็หมดแรง ทิ้งตัวลงตามเดิม แต่อังศุมาลินยังพยายามยกตัวขึ้นอีก จะขยับแขน แต่ก็ทำไม่ได้ กระปลกกระเปลี้ยมากๆ
       อังศุมาลินยังไม่รู้ตัวว่า ถูกผูกไว้กับที่นอนเพื่อไม่ให้ขยับเขยื้อน มีผ้ารัดไว้ใต้อกและต้นแขน ต้นขา เท้าทั้งสอง
       อังศุมาลินนึกได้ เอามือจับที่ท้อง จึงพบผ้าที่ผูกตรงใต้อก ท้องของอังศุมาลินแบนราบ
       “ลูก...”
       อังศุมาลินนึกได้ ผงะ ช็อคตัวเอง
       “ลูก...ไม่มีลูกอีกแล้ว...”
       น้ำตาอังศุมาลินปะทุ สะอื้นแรงๆ       
       “ฮือๆๆ...ไม่มีอีกแล้ว เราฆ่าเอง...เราเอง”
       อังศุมาลินสะอื้น หมดหวัง
       โกโบริก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น สีหน้ายินดี
       “คุณฟื้นแล้ว..เป็นยังไงมั่ง เจ็บมากไหม”
       อังศุมาลินยิ่งสะอื้นถี่ขึ้น
       “เจ็บที่ไหนหรือ...”
       โกโบริก้มลงเข้ามามองใกล้ๆ แววตาเต็มไปด้วยอาทรห่วงใย อังศุมาลินยิ่งรู้สึกผิด พยายามกลั้นความรู้สึกที่เอ่อท้น กัดริมฝีปากแน่น
       ทว่าโกโบริกลับตีความไปในทางลบ แววตาท้อแท้
       “ไม่เป็นไร ถ้าคุณไม่อยากบอกผม ผมจะออกไปบอกคุณแม่คุณให้ ท่านเพิ่งจะออกไปเมื่อครู่เอง”
       โกโบริรีบลุกขึ้น รีบออกไปที่ประตู อังศุมาลินหลับตาลงกล้ำกลืน
       “ไม่มีอะไรอีกแล้ว...ไม่มีเหลืออีกแล้ว”
       อังศุมาลินน้ำตานองหน้า
      
       แม่อร ยายศร กำลังนั่งคุยอยู่ตรงยกพื้นชานเรือน ต่างตนต่างกังวลกันไปมา โกโบริเดินออกมา
       “คุณแม่ครับ คุณยาย”
       แม่และยายหันมา
       “ฟื้นแล้วครับ...เข้าไปดูหน่อยครับ ผมจะรีบไป”
       ยายถามเร็ว “ไปไหน”
       “ไปที่อู่ครับ”
       โกโบริรีบก้าวลงบันไดไป แล้วเปลี่ยนเป็นวิ่ง ตั้งใจไปตามหมอทาเคดะ
       ยายศร กับแม่อร งงๆ แล้วรีบวิ่งเข้าไปที่ห้อง
      
       ไม่นานต่อมาแม่อรนั่งเช็ดน้ำตาให้อังศุมาลินที่นอนนิ่ง มองมายังแม่และยายนิ่ง
       “ยายอัง..ขอบคุณคุณพระคุณเจ้า”
       ยายศรจับนวดขาอังศุมาลินเบาๆ ไปมา สองคนสลับกันถาม
       “แม่นี่แทบจะขาดใจตรงนั้นเลยลูกเอ๊ย”
       “หนูรู้ว่าเป็นลมเป็นแล้งบ่อยๆ ทำไมไปยืนให้ตกลงไปอย่างนั้น”
       “หนูนอนเงียบไปตั้งวันกับคืน รู้ไหม” แม่อรบอก
       อังศุมาลินตกใจนิดๆ “นานขนาดนั้นเชียวหรือคะ”
       “นานไม่นาน ก็ทำให้คนทั้งบ้านนี่ถึงกับคลั่งเชียวล่ะลูก”
       “พ่อดอกมะลิน่ะไม่ได้นอนเลย ไหนหมอที่เวียนเทียวไปมาอีกสามสี่รอบก็แล้ว หนูก็ยังนอนเฉย” ยายศรเล่า
       “พ่อดอกมะลิก็คอยเรียกหนูเรื่อย กลัวหนูจะตาย เรียกที...หนูก็ขานออกมาทีแล้วก็เงียบ” แม่ว่า
       อังศุมาลินยิ่งฟังยิ่งสะท้อนใจ เจ็บแปลบปลาบ นึกไปถึงตอนที่เห็นภาพตอนหลอน
      
       “ฮิเดโกะ...ฮิเดโกะ...” เสียงโกโบริดังเข้ามาอีก
       ทันใดนั้น ใบหน้าอังศุมาลินลืมตาขึ้น มองหาเสียงนั้น ใบหน้าอังศุมาลินโดนแสงส่องจ้าสาดใส่จนต้องหยีตา
       “ฮิเดโกะๆ” เสียงโกโบริดังเข้ามาอีก
       อังศุมาลินได้ยิน ยื่นมือออกมา
       “ใคร...ใครเรียก...ใคร”
       อังศุมาลินมองหา แล้วเบิกตากว้าง เห็นเป็นใบหน้าโกโบริที่ก้มลงมาใกล้มาก ใบหน้านั้นแสนเศร้ามาก น้ำตาไหลนองหน้า
       “ฮิเดโกะๆ ได้โปรด ฟื้นเถอะ ฮิเดโกะ!”
       เสียงโกโบริร้องเรียกขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับที่ ทุกอย่างในหัวอังศุมาลินก็ดับมืดไป
      
       นึกแล้ว อังศุมาลินถึงกับอึ้งไปสักพัก ทำใจ ยอมรับความจริง ตัดสินใจถาม
       “แล้ว...ลูกหนูละคะ ลูกของหนู”
       แม่อรอึกอัก หน้าซีดลงเล็กน้อย หันไปมองหน้ายาย
       อังศุมาลินมองสองคนเห็นอาการ ยิ่งแน่ใจ “ทำไมคะ แก..แกไม่อยู่กับเราแล้วหรือคะแม่...” อังศุมาลินเสียงหลง
       แม่อรรีบจับมือ เขย่าๆ ให้ได้สติ “ยัง ยัง..ไม่ถึงกับ..อย่างนั้นหรอกลูก”
       อังศุมาลินพอมีความหวังขึ้นมาวูบหนึ่ง
       “อะไรนะคะ”
       อารามดีใจ อังศุมาลินผงกศีรษะขึ้นมาอย่างลืมตัวทันที
       “อย่า..อย่าเพิ่งขยับสิลูก หมอเขาบอกให้หนูนอนนิ่งๆ ไว้”
       “คือตอนที่หนูตกลงไป หนูเอาหัวลง แล้วดีที่พ่อดอกมะลิรับไว้ทันก่อนไปกระแทกพื้นข้างล่าง นี่หมอเขามาตรึงหนูไว้กับที่ก่อน ไม่ให้ขยับเขยื้อน หมอเขาก็ว่ายังไม่แน่ใจเสียทีเดียว แต่เขาว่าก็พยายามสุดฤทธิ์แล้ว จะได้ผลแค่ไหนต้องรอดูอีกหน่อย”
       อังศุมาลินสีหน้าคลายกังวลลงไปประมาณหนึ่ง
      
       เวลาต่อมา ยินเสียงฝีเท้าก้าวขึ้นบันไดโครมๆ ขึ้นมา ตามด้วยเสียงพูดคุยคุ้นหู
       “เอ้า..ประตูเปิดไว้รอเราเลยเห็นมั้ย”
       “สงสัยจะรู้ว่าคนดังจะมา”       
       ที่แท้เป็นตาบัว กะตาผล โผล่หน้ามาที่หน้าประตูเรือน สีหน้างงเล็กน้อย ก่อนกวาดตามองหารอบๆ ร้องเรียกพร้อมกัน
       “แม่อร แม่อัง”
      
       ไม่นานหลังจากนั้นข้าวต้มร้อนๆ ควันฉุยในชาม ยกมาวางพร้อมด้วยน้ำเย็นหนึ่งแก้ว แม่อรคนข้าวต้มไปมา
       เสียงตาบัวดังขึ้น
       “ก็ไอ้บัวเคยบอกแล้วมั้ยล่ะ ว่าไอ้กะไดบ้านนี้มันชันยิ่งกว่าอะไร ไม่ใครก้ะใครได้กลิ้งโคโล่กันลงไปบ้างล่ะ แต่ก็ไม่ทันคิดว่าจะเป็นเจ้าของบ้านที่โครมลงไปเสียเอง”
       ตาบัวกะตาผล นั่งเอ้เต้อยู่ข้างประตูห้องนอนของอังศุมาลิน
       อังศุมาลินที่นอนฟังอยู่ มีทีท่าร้อนใจ เหลือบมองไปทางประตูไปมา แม่อรสังเกตเห็นรีบบอก
       “พ่อดอกมะลิเขาไปอู่แล้วละลูก”
       อังศุมาลินหน้าถอดสี ใจเสียขึ้นมาทันที รู้สึกว่าเขาไม่ใยดีเสียแล้ว เงียบงันอึ้งไป แต่ตาผลดีใจ กลับดี๊ด๊าขึ้นมา
       “เอ๊อ..ค่อยยังชั่วหน่อย..จะได้พูดเรื่องนี้...” ตาผลลดเสียงลง “ได้เรื่องแล้วละแม่อัง”
       “คราวนี้ แน่ซะยิ่งกว่าแช่แป้ง”
       อังศุมาลินมองสองคนนิ่ง
       “พ่อวนัสเขาโดนจับไปจริงๆ ด้วยแหละ” ตาผลบอก
       “โดนขังอยู่สันติบาลเนี่ยแม่อัง” ตาบัวว่า
       แม่อรยกตักข้าวต้มขึ้นมาเป่าให้เย็นลง
       “เห็นว่าเข้าโรงพยาบาลเชียวหรือ”
       “ไม่เป็นอะไรมาก แขนซ้ายเดาะหน่อยเดียว” ตาผลบอก
       “ตอนสอบ โดนเขาทำอะไรหรือเปล่า” แม่อรตั้งข้อสังเกต
       “ตามข่าวก็เห็นว่าไม่มีอะไร นอกจากเรียกไปซักถาม แต่ก็ไม่ได้เรื่องอะไร” ตาผลว่าอีก
       “แล้วที่แขนเดาะนั่นไปโดนอะไรเข้า”
       แม่อรถาม ซึ่งอังศุมาลินจ้องรอฟังเขม็ง
       “เขาว่าพวกนั้นลงมากันผิดที่ ภูมิประเทศไม่ดี คงไปกระแทกโดนอะไรเข้ามั้ง เห็นเจ็บกันแทบทุกคน” ตาผลว่า
       “แล้วพวกที่สอบ ไม่ได้ทำอะไรเลยหรือ” อังศุมาลินโพล่งถาม
       ตาผลหน้าเหลอหลา โดนซักเป็นชุด
       “แหม ใครจะไปทำอะไรเขาได้ พวกที่สอบมีทั้งไทยทั้งยุ่น ของเราก็รู้ๆ กัน”
       “ใช่ วันก่อนเห็นว่ายังไปนั่งไปกินข้าวกับพวกสันติบาลกันให้ร่ำ” ตาบัวว่า
      
       อังศุมาลินหน้าซีดลงๆ เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ที่คิดไปเองทั้งหมด จนตัดสินใจทำเรื่องร้ายแรง



       ทางด้านโกโบริในชุดเสื้อยูกาตะ กึ่งเดินกึ่งวิ่งตัวปลิวลิ่วมาในอู่ต่อเรือ ผ่านทหารตามจุดต่างๆ มากมาย ที่หยุดทำความเคารพกันแทบไม่ทัน
      
       โกโบริเดินพรวดเข้ามาในเต็นท์พยาบาล เห็นหมอทาเคดะกำลังเก็บเครื่องไม้เครื่องมือ โกโบริเรียกเสียงดังลั่น
       “หมอ”
       หมอทาเคดะตกใจ แทบจะเผลอปล่อยเครื่องมือตก โกโบริโผนเข้าคว้าแขนดึงมือหมับ หมอหันมา
       “อา...เป็นไง”
       โกโบริบอกเสียงเข้ม “ฟื้นแล้ว...”
       หมอทาเคดะพยักหน้า “ได้ๆ ไป”
      
       ขณะเดียวกัน แม่อรยื่นข้าวต้มในช้อนจ่อปากอังศุมาลินที่เหม่อลอย ได้แต่สั่นหน้าไปมาแววตาขมขื่นอย่างที่สุด
       “อ้าว...ทำไมละลูก ทานซะหน่อยซิจ๊ะ...ข้าวกำลังอุ่นๆ กินเสียหน่อยคำสองคำก็ยังดี”
       อังศุมาลินพลันทิ้งหัวลงบนหมอนนอนหลับตาลงสนิท สีหน้าที่ทุกคนเห็นกลับยิ่งซีดลง
       ตาบัวฝอยต่อ “ตอนนี้นะ เขาว่าสัมพันธมิตรกะลังได้เปรียบ”
       ตาผลเสริม “ใช่ แล้วพะม่ากะสิงกะโปก็กำลังจะแย่”
       แม่อรตกใจ
       “อะไร้ จริงเหรอ ก็แถวนั้นญี่ปุ่นมันยึดไว้หมดนี่นา”
       “ก็นั่นละ โฉมหน้าสงครามกำลังจะเปลี่ยนแล้ว” ตาผลภูมิใจ
       อังศุมาลินหลับตาเฉยนิ่งไม่สนใจที่สองเกลอฝอย
       “ไอ้ยุ่นก็เลยเสริมกำลังเข้าพม่ายกใหญ่ นี่ที่เขาว่าๆ มา เห็นว่ามันส่งทหารเข้าไปแทบทุกวัน ทีละหลายๆ ร้อยตู้” ตาบัวบอกอีก
       แม่อรยิ่งวิตก ห่วงลูกเขยเพราะโกโบริเพิ่งบอกจะไปพม่า
       “พ่อดอกมะลิก็กำลังจะถูกส่งไปด้วยเหมือนกัน”
       สองเกลอตาเหลือก ร้อง “ฮ้า จริงเร้อ”
       “ขืนไปก็เสร็จมัน ทางโน้นรบกันโครมๆ” ตาผลพลอยตกใจ
       ตาบัวก็ด้วย “จะไปทำไม๊ อยู่นี่ดีๆ บ้านเรานี่ละค่อยยังชั่วที่สุดแล้ว”
       ตาผลดันพาซื่อถามแทงใจดำ “เขาส่งนายช่างแกไป หรือแกขอย้ายไปเองละ”
       อังศุมาลินแทบไม่อยากฟังต่อ กัดริมฝีปากแน่นหันหน้าหนี
      
       ด้านหมอทาเคดะก้าวเท้าขึ้นบันไดมา ก่อนหันไปมองที่ท่าน้ำ โกโบริที่อยู่บนเรือเร็วมองขึ้นมา ก่อนแล่นเรือออกไป โดยจะข้ามฟากไปยังกองบัญชาการที่ถนนสาธร
       หมอทาเคดะก้าวต่อเข้าไปภายในบริเวณตัวเรือนในเวลาไม่นาน
      
       ครู่หนึ่ง หมอทาเคดะเยี่ยมหน้าโผล่เข้าประตูห้องมายิ้มทักทาย
       “สวัสดีครับ”
       “นั่นหมอมาพอดี” ยายศรหันไปเห็นก่อนใคร
       แม่อรรีบขยับตัวเลี่ยงทางให้ ตาบัว ตาผล รีบหลบตาม ไปชิดริมผนังฝั่งหนึ่ง
       “เป็นยังไง ฟื้นแล้ว”
       หมอทาเคดะถามขณะตรงมานั่งลงข้างๆ อังศุมาลิน ที่ฝืนยิ้มตอบแบบแกนๆ มาให้
       “ตอนนี้คุณควรนอนนิ่งๆ ให้มาก ผมกลัวจะดิ้นไม่รู้ตัว เลยต้องมัดไว้ก่อน”
       ว่าพลางหมอทาเคดะทยอยปลดผ้าที่รัดตรึงตัวอังศุมาลินไว้ออก ตาบัว ตาผล เริ่มกระสับกระส่ายไปมา
       หมอทาเคดะเอ่ยถามอาการ “ปวดตรงไหนบ้างไหม ที่แขน ที่ขา ที่ท้อง”
       หมอทาเคดะใช้หูฟังและมือจับๆ แตะๆ ถาม อังศุมาลินส่ายหัวตอบ สักครู่หมอจึงถอดหูฟังออก
       “เป็นยังไงบ้างคะ” แม่อรร้อนใจรีบถาม
       หมอทาเคดะยิ้มๆ “น่าจะสบายใจได้ถึงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์แล้วครับ”
       ยายศรฟังแล้วโล่งขึ้นมาหน่อย “เฮ้อ ค่อยยังชั่วเสียที”
       “ผมจะฉีดยาให้อีก แต่คุณต้องนอนพักนิ่งๆ แล้วทานยาตามที่สั่ง ผมรับรองว่าจะไม่เป็นอะไร ถ้าไม่มีสาเหตุอื่นเข้ามาแทรก”
       หมอทาเคดะรื้อเอาขวดยา เข็มฉีดยา ออกมาวางเรียง
       “โกโบริมาส่งผม เห็นเขาว่าจะไปกองบัญชาการ ไปรับคำสั่ง ไม่รู้ว่าใช่เรื่องที่เขาขอไปพม่า อย่างที่พวกเราหลายคนพูดกันหรือเปล่า”
       อังศุมาลินนิ่งเงียบ
       “อ้าว ไหนว่าเป็นคำสั่งย้ายไงคะ” แม่อรตกใจ รีบถามท้วง
       “อย่างโกโบริควรอยู่ฝ่ายเสนาธิการ มากกว่าที่จะออกไปรบ ถ้าเขาไม่พยายามจะขอไปเอง ทางนี้ก็คงไม่ส่งไป เพราะงานที่นี่มันสำคัญกว่ามาก”
       หมอทาเคดะบรรจงแทงเข็มลงไป อังศุมาลินกลับไม่สะดุ้งสะเทือน เป็นตาบัว กะตาผล ที่แขยงหวาดเสียวไม่กล้ามอง
       “ผมรู้จักเขามานาน เขาเป็นคนหนุ่มที่มีอนาคตสดใส”
       หมอทาเคดะบอก ขณะเก็บอุปกรณ์กลับลงกระเป๋า
       “ผมจะกลับก่อน แล้วเย็นๆ จะแวะมาอีก”
       หมอทาเคดะเหลียวมองไปทาง สองเกลอที่สะดุ้งโหย่ง รีบพนมมือหงึกๆ ยิ้มแหย
       “สะ..หวัดดีหมอ” ตาบัวยิ้มปูเลี่ยนๆ
       หมอทาเคดะยิ้ม ผงกศีรษะรับ “เป็นไงบ้าง”
       ตาผลยิ้มแหะๆ “ก็งั้นๆ...แหะๆ”
      
       เวลาเดียวกัน ที่กองตำรวจสันติบาล ในพระนคร
       วนัสใส่เฝือกแขน นั่งพิงเสาอยู่ที่ริมระเบียงหน้าห้องเหม่อมองทอดสายตานิ่งซึมออกไปไกล มีตำรวจยืนเฝ้ารักษาการณ์ 2 คน วนัสที่มีสีหน้าครุ่นคิดเหมือนจะเลือกตัดสินใจอย่างไรอย่างหนึ่งอยู่แล้ว จนคิดได้ พลางถอนใจลุกขึ้นพรวด จะเดินไปหน้าอาคาร ตำรวจที่ยืนคุมอยู่รีบก้าวมาขวาง
       “จะไปไหน”
       วนัสเหลียวมองแต่ไม่ตอบ จะเดินไป
       ตำรวจขยับขวาง
       “คุณไม่ได้รับอนุญาตให้ไปเกินบริเวณนี้”
       วนัสมีสีหน้าอึดอัด
      
       ในที่สุดวนัสกลับเข้าห้องคุมตัว ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงเขียนจดหมาย
       “อังศุมาลิน...เขาไม่รู้จะเริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้ยังไง แต่อย่างแรกก็คือเขาดีใจมากที่ได้มีชีวิตกลับมาถึงแผ่นดินเกิดได้เสียที...ซึ่งถ้าเค้าเดาไม่ผิด ตัวต้องรู้แล้วแน่เลย อย่างที่สอง ถ้าตัวยังจำได้ที่เค้าบอกตัวไว้ว่า...”
       วนัสสะดุดกึก อัดอั้น พยายามกล้ำกลืนแข็งใจเขียนต่อ
       “อีกห้าปีเค้า...จะมาทวงสัญญา ไม่รู้ตัวจะยังจำมันได้แค่ไหน แต่นี่มันไวกว่าที่บอกไว้ไปเกือบปี ซึ่งเค้าเองต้องควรดีใจที่ได้มาเร็วกว่าที่ตั้งไว้ หรือที่จริง..เค้าควรมาให้เร็วกว่านี้อีกสักนิด เพราะแม้ไม่ได้มาใช้สิทธิ์ทวงสัญญาที่เป็นโมฆะไปแล้วนั้นก็ตาม แต่อย่างน้อยเค้าก็น่าจะได้มาเห็นตัวในชุดเจ้าสาว ได้ยินดีกับตัว ที่เขียนมานี่ เค้าก็แค่อยากเขียนมาแสดงความยินดีด้วยใจจริงกับตัว เพราะว่าเค้าไม่จำเป็น” วนัสเขียนแล้วขีดฆ่าตรงคำว่า ไม่จำเป็น แล้วเขียนต่อ “ไม่มีสิทธิ์ไปหาตัว…”
       วนัสหยุดเขียนนิ่งไป สีหน้าคิดวนไปมา จะเขียนต่อไปดีไม่ดี ปากกาจดๆ จ้องอยู่ที่ท้ายประโยค จนตัดสินใจขีดฆ่าข้อความทั้งหมดทิ้งทันที วางปากกาลงก่อนฉีกจดหมายทิ้ง
       อีกด้านหนึ่ง เห็นท่านชายวิชญากับอรุณแอบดูอยู่ สองคนสบตากัน ต่างทอดถอนใจ
       ทางด้านหมอทาเคดะลุกขึ้น บอกลา
       “ผมไปก่อนล่ะ”
       อังศุมาลินเรียกไว้ เสียงจริงจัง “หมอคะ”
       หมอทาเคดะหันมามองยิ้มตอบ
       อังศุมาลินสงบลงแล้ว “ถ้าหมอพบโกโบริ บอกให้เขาแวะมานี่หน่อย”
       หมอทาเคดะไม่รู้เรื่องลึกๆ ยิ้มประหลาดใจ ก่อนยิ้มอย่างล้อเลียน “โกโบริซังคงไปไหนไม่นานหรอก เดี๋ยวเขาก็กลับมาอยู่ดีเขาห่วงคุณมากอังศุมาลินซัง”
       อังศุมาลินบอกด้วยสุ้มเสียงอ่อนโยน แต่จริงจัง “กรุณาบอกเขาด้วยเถอะค่ะ”
       “ผมว่า พอเขากลับมาจากกองบัญชาการ ก็คงรีบตรงมาบ้าน ผมจะไม่ได้เจอเขาก่อนคุณนะสิ..แต่เอาเถอะ หากเขาแวะไปหาผมก่อน ผมจะบอกให้ คุณรู้ไหม พอโกโบริรู้ว่ามีลูก เขาเที่ยวป่าวประกาศอวดคนทั้งกองทัพ ว่าเขาจะมีลูกชาย ขนาดผมเป็นหมอแท้ๆ ยังไม่รู้เลยว่าเด็กจะเป็นผู้หญิงหรือชาย”
       ทุกคนอดหัวเราะ อดยิ้ม ไม่ได้ อังศุมาลินกลับนิ่ง หน้าซีดลงไปอีก
       หมอทาเคดะยิ้ม โค้งให้ แล้วเดินออกไป มีแม่อรตามไปส่ง อังศุมาลินขยับมือมาจับที่ท้องเบาๆ
       สองเกลอถอนหายใจพรวด
       “โอย โล่งไปที เห็นหน้าแกแล้วไม่สบายใจ”
       ตาบัวแขวะ “ก็เอ็งไปเล่นแกไว้นี่”
       “เฮ้ย ใครว่า เอ็งก็ด้วยไอ้บัว ยังจะเอามาพูด” ตาผลฉุน
       “งั้นกลับกันเถอะ..แม่อังมีอะไรจะสั่งถึงพ่อวนัสบ้างมั้ยละ”
       คำถามของตาบัว ทำเอาอังศุมาลินถึงกับอึ้ง
       แม่อรกลับมาได้ยินพอดี “แล้วจะเข้าไปพบเขาได้ยังไงล่ะ”
       ตาผลทำตัวเชิดๆ ภูมิใจปนกร่างๆ “ก็ยังไม่แน่หรอก แต่ก็อาจจะพอติดต่อได้เร็วๆ นี้...ไปไอ้บัว เรายังต้องมีราชการกันอีก”
       ตาบัวไม่รับมุก “ราชการอะไรวะ”
       ตาผลฉุน “ปั้ดนี่ ฟามลับซิโว้ย ฟามลับ เอ็งมันจิ๋มสอง ต้องตามก้นข้านี่ ไป”
       สองเกลอกลับออกไป แม่อรกับยายศรส่ายหัวไปมาระอาเหลือ ส่วนอังศุมาลินถอนใจนิ่ง
      
       ขณะเดียวกัน จดหมายซึ่งมีตราประทับในราชการกองทัพญี่ปุ่น นากามูระยื่นส่งให้ โกโบริรับไว้ ยืนถือจดหมายไว้ในมือ ฮิชิดะยืนอยู่มุมหนึ่ง
       “ผลการขอย้ายที่ประจำการ ด่วนมาก เห็นว่ามีผลสิ้นเดือนนี้ แต่ทางพม่ารู้แล้วว่าคุณจะไปทันทีเมื่อจัดการเรื่องทางนี้เสร็จ” แม่ทัพใหญ่นากามูระบอก
       “ใช่ครับ”
       “แล้วเมื่อไหร่”
       โกโบรินิ่งไปเล็กน้อย
       “ถ้าเครื่องจักรเข้าตามกำหนด สิ้นเดือนหน้าคงติดตั้งเสร็จเรียบร้อยครับ”
       “ดี ฮิชิดะจะได้เตรียมตัว”
       นากามูระหันมาทางมุมห้อง ฮิชิดะโค้งรับ โกโบริมองนิ่งๆ
      
       ฟากอังศุมาลินนอนมองไปที่โต๊ะทำงาน และขวดโหลเลี้ยงปลาของโกโบริที่วางอยู่บนโต๊ะริมหน้าต่างนั้นอยู่ เหตุการณ์เมื่อวันก่อนผุดขึ้นมาหลอกหลอน
       “ฮิเดโกะ...ทำไม ทำไม...”
       โกโบริกวาดตามองทั่วร่างอังศุมาลินที่แน่นิ่งไป ว่ามีส่วนใดเป็นอะไรบ้าง
       อังศุมาลินค่อยๆ ลืมตามองแต่ริบหรี่เต็มทน เห็นโกโบริก้มลงมองมา
       “คุณก็รู้...ว่า ทำไม…”
      
       คิดขึ้นมา อังศุมาลินน้ำตาค่อยๆ ไหลเอ่อออกมา คิดไปถึงอีกเหตุการณ์
       ตอนนั้นอังศุมาลินฟังเงียบๆ คิดไปต่างๆ นานา
       โกโบริบอกอย่างเย็นชา “แล้วถ้าคุณไม่ต้องการเขา เหมือนที่ไม่ต้องการผม..ผมจะส่งเขาไปญี่ปุ่น ตอนนี้ผมเขียนจดหมายไปบอกพ่อกับแม่ไว้แล้วว่าจะได้หลาน”
       อังศุมาลินฟังแล้วโกรธมากขึ้น
      
       คิดถึงตรงนี้ อังศุมาลินค่อยๆ หลับตาลง จนน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่นั้นหยดไหลลงออกมา
       นึกถึงตอนโกโบริบอก “ผมจะต้องย้ายไปพม่า” เวลานั้นอังศุมาลินใจหวิวขึ้นมาไม่รู้ตัว
      
       อังศุมาลินคิดไปคิดมา จนค่อยๆ ง่วง เหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่น ประตูห้องนอนถูกเปิดออกเบาๆ อังศุมาลินผวารีบขยับศีรษะเหลียวดู นึกว่าโกโบริ แต่เป็นแม่อรเปิดแง้ม แย้มหน้าเข้ามาดู
       “เป็นยังไงบ้างลูก หิวหรือยัง…”
       อังศุมาลินมีสีหน้าผิดหวัง ทิ้งศีรษะลงนอนอย่างหมดอาลัย
       “ไม่...ยังค่ะ”
       อังศุมาลินหลับตาลง
      
       ตกตอนเย็นพระอาทิตย์ลอยต่ำลงเหนือคุ้งน้ำคลอง แสงแดดยามเย็นส่องผ่านพลิ้วม่านเข้ามาในห้อง
       อังศุมาลินค่อยๆ ลืมตาขึ้น เห็นหมอโยชิและหมอทาเคดะนั่งยิ้มอยู่ข้างๆ แล้ว มีแม่อรนั่งอยู่อีกฝั่งหมอโยชิแตะมืออังศุมาลินอย่างคุ้นเคย แรงใจนั้นส่งมาถึงจู่ๆ อังศุมาลินพลันมีน้ำตาคลอๆ
       “หมอ...”
       หมอโยชิแซว “เป็นยังไงคนเก่ง คราวนี้ถึงกับร้องไห้เลยหรือ” พลางยิ้มๆ “หรือว่าจะกลัวโดนฉีดยา”
       “ไม่กลัวโดนฉีดยาหรอกค่ะ แต่กลัวหมอจะเอ็ดเอา”
       “ก็ว่าจะมาเอ็ดเอาเหมือนกัน ไปทำยังไงถึงล้มกลิ้งลงไปได้”
       อังศุมาลินแซวกลับ “นึกว่าหมอจะรู้แต่เรื่องฟันอย่างเดียวเสียอีก”
       “เด็กอย่างนี้ละหนา ที่หมออยากเลาะเอาฟันออกให้หมดทั้งปาก”
       “ถ้าหมอไม่กลัวโดนกัดนิ้วเหมือนสมัยก่อนก็ลองดูสิ”
       หมอโยชินึกขึ้นได้ หัวเราะเสียงดังลั่น “งั้นเป็นอันว่า หมอคงไม่เล่นด้วย ขนาดเด็กๆ ฟันหลอยังกัดนิ้วหมอแทบขาด”
       บรรดากาศผ่อนคลาย แม่อรกะหมอทาเคดะยิ้มๆ”
       “ตอนนี้ฟันเต็มปากมีหวังนิ้วหมอกุดหมดมือแน่ เอาเถอะ หมอจะอาฆาตไว้ พอถึงรุ่นหลานหมอจะได้จับถอนฟันให้เกลี้ยงแทนแม่”
       แม่อรกะหมอทาเคดะปล่อยขำออกมา อังศุมาลินยิ้มๆ
       เสียงฝีเท้าโกโบริก้าวเข้าประตูมา อังศุมาลินเหลือบไปเห็น ตาเป็นประกายวาบด้วยความดีใจ
       ทุกคนเหลียวหันไปดูตาม โกโบริ รีบโค้งให้หมอโยชิ
       “อ้าว มาพอดี...นี่ก็อีกคน น่าจับเอามาถอนฟัน ทำยังไงปล่อยให้ภรรยาตกลงไปได้”
       โกโบริก้มหน้า ไม่ขำ ไม่ตอบ แล้วแยกไปนั่ง ห่างออกไป ใกล้ประตูนิ่งๆ อังศุมาลินซีดลงไปถนัดตา
      
       โกโบรินั่งหันข้าง ไม่ยอมมองไปทางอังศุมาลิน ก้มหน้าถามหมอโยชิเสียงเบาๆ
       “ดีขึ้นไหม”
       หมอโยชินิ่งงันไป พยักหน้านิดๆ ก่อนถาม
       “แล้วเห็นว่าจะไปพม่าหรือ”
       โกโบริที่ขยับหันหน้าไปหาสองหมอ ถึงกับนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนผงกศีรษะรับนิดๆ
       “ทำไม เกิดอะไรขึ้นมา”
       “หมอก็ทราบว่าตอนนี้สถานการณ์มันกำลังยุ่งๆ ถ้าผมอยู่แต่ที่นี่ ใครเขาจะคิดว่าผมเป็นหลานแม่ทัพเลยเอาแต่อยู่สบายๆ ผมไม่อยากให้ใครมาว่าได้” โกโบริบอก
       “ก็ไม่เห็นว่าใครมาว่าอะไรเลยนี่” หมอโยชิท้วง
       “นั่นละ ก็ไม่อยากให้ใครมาว่าเอาเสียก่อน” โกโบริว่า
       อังศุมาลินฟังนิ่ง ไม่มองมา
       “แล้วทางนี้..จะทำยังไง” หมอโยชิถามต่อ
       “ผมหาคนแทนไว้เรียบร้อยแล้ว”
       “ไม่ใช่..หมายถึงทางบ้านนี้”
       แม่อรคอยฟัง แต่ก้มๆ หน้า
       โกโบริเงียบ อึ้งไปครู่ “ก็..ไม่มีอะไร ผมกับฮิเดโกะตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ผมไปตามหน้าที่ของผม ฮิเดโกะเขาก็อยู่ทางนี้ไป เรารู้กันอยู่แล้วว่า ยังไงเสียวันนี้ก็ต้องมาถึง”
       อังศุมาลินเหลือบเหลียวชำเลืองมอง แววตากระวนกระวายเป็นที่สุด หมอโยชิหันมาสังเกตเห็นพอดี
       “งั้นเรากลับเสียทีเถอะหมอ คนไข้ของหมอคงอยากพักเต็มที ต้องฉีดยากันอีกไหม” หมอโยชิเอ่ยขึ้น
       “ไม่ต้องแล้วครับ”
       “เดี๋ยวซิ ผมไปด้วย” โกโบริขยับตัว
       อังศุมาลินใจหล่นวูบ หน้าเสียลงถนัด
       “คุณจะไปไหนอีก” หมอโยชิมองหน้า
       “เครื่องจักรใหม่เพิ่งมาถึง ผมต้องไปคุมขนมาให้เรียบร้อย นี่ผมว่าจะแวะมาเอาเสื้อซักสองสามตัวเท่านั้น”
       อังศุมาลินสีหน้าไม่สู้ดี กลืนน้ำลายยากแสนยาก
       หมอโยชิมองอย่างตำหนิ “แต่อังศุมาลิน…”
       อังศุมาลินบอกเสียงเย็นเยียบไม่ตรงกับใจ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
       โกโบริหันมามองแวบหนึ่งสายตาเยือกเย็นพอกัน ก่อนหัวเราะแค่นๆ เบาๆ
       “โถ..หมอ อู่ผมอยู่แค่นี้เองจะเดินไปกลับกี่รอบก็ได้”
       โกโบริลุกเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า ค้นหาของที่ต้องการ อังศุมาลินรีบหลับตาลง
       พอหมอโยชิ กะหมอทาเคดะลุกยืนขึ้น โกโบริเดินมายืนพร้อมของในมือข้างๆ
       “หมอไปละนะอังศุมาลิน หายเร็วๆ หมอจะได้มีโอกาสมาถอนฟันหลานอย่างที่อาฆาตไว้”
       หมอทาเคดะบอกยิ้มๆ “ผมไปละ อังซัง แล้วพรุ่งนี้เย็นๆ จะมาใหม่”
       อังศุมาลินบอกเสียงเบา “ค่ะ..ลาก่อน”
       สีหน้าอังศุมาลินซีดเซียว แววตาละห้อย แม่อรรีบลุกตามจะไปส่ง
       “ขอบคุณนะคะคุณหมอ..หมอโยชิ”
       ทั้งหมดเดินหายออกจากห้องไป โกโบริออกตามไปเป็นคนสุดท้าย เหลียวมองมาเล็กน้อยก่อนปิดประตูลง
       อังศุมาลินไม่ยอมหันมองคนที่หายออกไป ค่อยๆ หลับตาลงอย่างขมขื่น
      
       ยินเสียงนกร้องบินกลับรัง ขณะที่แสงตะวันค่อยๆ ลอยต่ำ บอกลายอดไม้ ฝูงหมู่นกบินหายลับไป เวลานั้นอังศุมาลินเศร้าสร้อยและทรมานเหลือแสน
ตอนที่ 22
      
       กลางดึกของค่ำคืนนั้น แลเห็นรถยนต์ลึกลับ แล่นมาจอดแถวหน้าบ้านหลังหนึ่ง ชายคนที่นั่งอยู่ตอนหลังของรถ ซึ่งสวมหมวกหลุบบังหน้าหันมองซ้ายมองขวา ก่อนจะเปิดประตูก้าวลงจากรถ ท่าทีระแวดระวัง
      
       ภายให้ห้องประชุม ด้านในบ้านหลังนั้น แผนที่พระนครและธนบุรีถูกกางออกบนโต๊ะกลางห้อง หลวงชลาสินธุราช กำลังขีดวงตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นพระราชวังสำคัญๆ โดยมีป๋วย และเหล่าเสรีไทระดับสูง 3-4 นาย ยืนมองใกล้ชิด
       “พระราชวังเดิม..พระราชวังดุสิต..วังหน้า..วังหลัง..พระบรมมหาราชวัง..นี่คือจุดสำคัญทั้งหมด ที่เราต้องรีบแจ้งกับทางอินเดียโดยด่วน ไม่งั้นของคู่บ้านคู่เมืองเราจะเสียหายยับแน่” คุณหลวงว่า
       ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย
       “เข้ม สถานีวิทยุเจบีเจของคุณ…” คุณหลวงหันไปทางป๋วย
       “ครับไม่มีปัญหา”
       สารวัตรองอาจเปิดประตูเข้ามา ถอดหมวกออก ทุกคนหันไปมอง
       “พญานาค…” เสรีไทยคนหนึ่งทักทาย
       “ผมมีข่าวสุดแสนพิเศษมาบอก” สารวัตรองอาจบอกยิ้มๆ
       ทุกคนสีหน้างง
       “อะไรหรือพญานาค” หลวงชลาสินธุราชตื่นเต้น
       “ผมเพิ่งกลับจากบ้านท่าน...เอ่อ พูเลา”
       “พูเลา” หลวงชลาสินธุราชทวนคำ
       ทุกคนทวนชื่อ สีหน้ายิ่งงง
       “ช้างพลายแถวเชียงใหม่” คุณหลวงเดา
       “ใช่และไม่ใช่..นี่ละข่าวดีของพวกเรา เพราะพูเลา หรือท่านหลวงอดุลย์...”
       ทุกคนฟังสารวัตรองอาจพูด ต่างมีสีหน้าประหลาดใจ กึ่งจะดีใจ แทบจะระเบิดออกมา
       “ได้ตอบรับข้อเสนอของทางพญาอินทรี” สารวัตรองอาจหมายถึงอเมริกา “ที่จะสนับสนุนขบวนการเสรีไทยของเราทุกรูปแบบ รวมไปถึงจะสนับสนุนทางการเมืองหลังสงครามยุติแล้ว”
       “พูเลา...ท่านอธิบดีตำรวจ นี่จริงแล้วหรือ” คุณหลวงไม่คาดคิด
       สารวัตรองอาจยิ้ม พยักหน้า ทุกคนร้องเฮลั่น
       หลวงชลาสินธุราชยิ้มชื่นมื่น หน้าบาน ดูมีความหวังขึ้นมา
      
       เช้าวันต่อมา แลเห็นธงอาทิตย์อุทัยปลิวไสวเหนืออู่ กลางแสงแดดยามเช้า ปั้นจั่นกำลังถูกเคลื่อนเข้ามายังจุด โกโบริยืนหน้าดำคร่ำเคร่งกับการควบคุมสั่งการทหาร สีหน้าล้าๆ แววตาเศร้าๆ ซึมๆ พลางหันบอกอธิบายกับฮิชิดะที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
       เคสุเกะที่อยู่อีกมุมหนึ่งคอยแอบมองจับสังเกต กับทหารอีกคน
       “ผู้กองไปพม่าจริงใช่มั้ยนี่” ทหารถาม
       “น่าจะจริงแล้ว ก็นั่นล่ะผู้หมวดฮิชิดะที่จะมาแทน” เคสุเกะว่า
       “พี่ว่ามั้ย ผู้กองดูไม่ค่อยเฮฮาเหมือนแต่ก่อน เงียบๆ ไปเยอะ”
       “อืม ก็น่าจะจริงเหมือนกัน”
       เคสุเกะมองจับสังเกตโกโบริต่อไป
       เห็นทหารคนหนึ่งวิ่งเอาจดหมายตรงเข้าไปยื่นให้โกโบริ โกโบริมีสีหน้าประหลาดใจกึ่งพอใจภายใต้สีหน้าที่นิ่งเรียบ ก่อนโกโบริบอกอะไรบางอย่างกับฮิชิดะ แล้วเดินแยกหลบไป เคสุเกะมองตามโกโบริไปห่วงๆ
      
       โกโบริกางจดหมายแม่ออกอ่าน ราวกับเสียงแม่มาอ่านจดหมายให้ฟังข้างหู
       “แม่ได้รับจดหมายจากลูกแล้ว แม่ดีใจมากๆ ลูกสบายดีใช่ไหม ทุกคนที่นี่เป็นห่วงลูกกันทุกคน ที่นั่นสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง ลูกไม่ต้องห่วงทางนี้ ทุกคนยังสบายดี เรื่องหลาน ลูกของลูก.. พ่อและญาติๆเขาดีใจกันยกใหญ่ เตรียมหาข้าวของไว้รับขวัญกันแล้ว นะ แม่กับพ่อนั่งนับวันรอวันนั้นกันอยู่ สุดท้ายนี้แม่ฝากความเป็นห่วงถึงภรรยาของลูกด้วย ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองให้ลูกปลอดภัย รัก จากแม่
       โกโบริถอนใจเบาๆ เศร้าสุดๆ
      
       ด้านอังศุมาลินยังนอนพักอยู่ในห้อง สีหน้าหม่นเศร้า สายตามองทอดผ่านกรอบหน้าต่างออกไปยังท้องฟ้าที่อยู่แสนไกล
       “อร...อร มานี่เร็ว” เสียงยายร้องดังเข้ามา
       อังศุมาลินขยับตัว เหลียวมองออกไปทางประตูห้องที่เปิดค้างไว้
       แม่อรรีบออกมาจากครัว เห็นยายศรยืนอยู่กับทหารญี่ปุ่น 2 คนที่หอบเอาลังใหญ่ 2 ลังมาวาง
       “จากพ่อโกโบริใช่ไหม”
       “อา..ไฮ้ นี่ด้วยครับ จากผู้กองโกโบริ”
       ทหารคนหนึ่งควักยื่นซองสีน้ำตาล ซึ่งเป็นซองเงินเดือนให้แม่อร
       “ไปละครับ...ไฮ้”
       “ไฮ้...จ๊ะๆ” แม่อรตอบ
       ทหารสองคนทำความเคารพแข็งขัน ก่อนหันลงบันไดหายไป ยายศรมองๆ ลังตรงหน้า แม่อรเดินมาที่หน้าประตูห้อง พร้อมซองที่ได้รับมาในมือ
       “อัง ลูก...พ่อดอกมะลิเอาของมาให้”
       อังศุมาลินที่คอยฟังอยู่ ทิ้งตัวลงนอนเช่นเดิม
       “ค่ะแม่”
      
       เวลายามบ่าย ที่สถานีรถไฟบางกอกน้อย บรรยากาศแสนคึกคักวุ่นวาย เห็นขบวนรถจักรจอดนิ่ง มีทหารญี่ปุ่นเดินไปมาวุ่นวายมากมาย ตู้โบกี้ลำเลียงยุทธปัจจัย ถูกเปิดออก เห็นเป็นเครื่องจักรชิ้นโตวางอยู่ โกโบริ ยืนมองดูเครื่อง มีเคสุเกะยืนอยู่ด้วยข้างๆ
      
       ระหว่างนั้นตาผล โผล่จากมุมหลบมุมหนึ่ง มองไปเห็นทหารญี่ปุ่นมากมาย รวมทั้งโกโบริที่กำลังยืนคุยกับเคสุเกะและทหารอีก 2-3 คน ที่นำเครื่องจักรมาส่ง ไม่ได้เน้นว่าสังเกตเห็นอะไร
       ตรงอีกมุมหนึ่งที่ไม่มีใครทันสังเกต ตาบัว กะตาผล โผล่ชะโงกหน้าด้อมๆ มองๆ ไปมา ก่อนที่ตาผล หันไปสะกิดชายอีกคนที่หลบซุ่มอยู่ข้างๆ
      
       ที่แท้เป็นเสรีไทย เรเว่น ค่อยๆ โผล่ชะโงกหน้ามามองสังเกตโดยรอบ ด้วยสีหน้าจริงจัง ราวกับจะมองเพื่อบันทึกทุกสิ่งอย่างเก็บไว้ให้ครบ


  


       จานข้าว และแก้วน้ำไม่พร่องเลย และวางแห้งอยู่อย่างนั้น อังศุมาลินนอนหลับตานิ่ง ซึมเซา ไม่มีชีวิตชีวา
      
       ระหว่างนั้นแลเห็นเท้าทหาร ในรองเท้าบู้ธกำลังเดินขึ้นชั้นพักที่บันไดมา อังศุมาลินได้ยิน ลืมตาโพลงขึ้น สีหน้าดูมีความหวัง
       ทหารคนนั้นเดินมาหยุดยืนที่หน้าห้อง อังศุมาลินมองจ้องไปข้างหน้าเขม็ง
       ตรงหน้ายังมีพวงมาลัยดอกมะลิ ที่แม่อรร้อยแบบง่ายๆ วางไว้ให้หอมๆ ที่ข้างหมอน
       อังศุมาลินเอื้อมมือไป หยิบดอกมะลินั้นมา สูดดมแบบอ่อนๆ พร้อมๆ กับมีเสียงเคาะประตูเบาๆ
       อังศุมาลินวางพวงมาลัยมะลิลง เอามือวางที่ท้องเบาๆ เหมือนประคองตัวเอง แล้วค่อยๆ ขยับตัวหันไป พลิกตัวช้าๆ หันไปทางประตู มองอย่างมีหวัง
       พอประตูเปิดออก คนที่ก้าวเข้ามา คือหมอทาเคดะ ที่โค้งให้ แล้วนั่งลง สีหน้าอังศุมาลินผิดหวังชัดเจน แต่ก็ยังฝืนยิ้มให้
       อังศุมาลินทักทายเศร้าๆ “คุณหมอ...”
       “ผมนึกว่าโกโบริจะกลับมาแล้วเสียอีก เขาไปสถานีรถไฟ สงสัยธุระคงจะยืดเยื้อ” หมอว่า
       อังศุมาลินรับทราบสั้นๆ “ค่ะ”
       “อังซัง..เป็นยังไงบ้างครับ” หมอทาเคดะถาม
       “ไม่เป็นไรค่ะ” อังศุมาลินดูใจลอยๆ เหม่อไปทันที
      
       หมอทาเคดะเปิดกระเป๋า หยิบเครื่องมือแพทย์ต่างๆ ออกมาวางบนผ้า
       ใบหน้าอังศุมาลิน มองออกไปที่หน้าต่าง มองม่านปลิวไปตามแรงลมๆ อย่างเลื่อนลอย
      
       หมอทาเคดะกำลังวัดชีพจรอังศุมาลินอยู่ อังศุมาลินค่อยๆ หลับตาลง ใบหน้าอังศุมาลินเหมือนครุ่นคิดอะไรอยู่
       ภาพในความคิดของอังศุมาลิน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหลายๆ วันที่ผ่านมา ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ร้าย
       ขณะนั้นฝนตกพรำๆ ที่หน้าต่าง
       อังศุมาลินทอดสายตายืนดูสายฝน ส่วนโกโบริที่ใส่ยูกาตะ อยู่บ้าน เขียนอะไรอยู่ง่วน อังศุมาลินหันกลับมา
       โกโบริกำลังเขียนรูปด้วยพู่กันแบบญี่ปุ่น เป็นรูปต้นสนที่มีฝนกำลังตกใส่ โกโบริเขียนเป็นเส้นประๆๆๆ สายฝน
       ข้างๆ มีบทกวีเขียนอยู่เป็นแถวแบบสวยงาม เหมือนเป็นภาพเขียนศิลปะ
       “คุณเขียนรูปสวยเหมือนกันนะคะ”
       โกโบริคุยโว “คุณไม่รู้ตัวหรอก ว่าคุณแต่งงานกับใคร”
       “ใครคะ”
       “ศิลปินใหญ่”
       อังศุมาลินหัวเราะ “จริงเหรอคะ...งั้นนี่..อะไรคะ...บทกวีเหรอ”
       “ใช่..แต่..ผมไม่ได้แต่งเองหรอก จำเขามาอีกที” โกโบริบอก
       “ว่ายังไงคะ”
       โกโบริอ่านบทกวี อย่างตั้งอกตั้งใจ เป็นคำญี่ปุ่น
       “สายน้ำไหลผ่านแก่งหิน ยังกระซิบคำอำลาต่อกัน
       สายฝนหล่นพรำ ยังสั่งลาหมู่เมฆ
       แต่เมื่อเธอจากฉัน ไม่มีคำลาใดๆทั้งสิ้น
       ราวหยาดหิมะที่โปรยปราย แล้วละลายหายสูญไปกระนั้น”
       อ่านภาษาญี่ปุ่นเสร็จ ก็แปลไทยต่อแล้วยิ้มละไม
      
       สีหน้าอังศุมาลินดูผ่อนคลาย ทั้งที่ยังหลับตา เสียงฝนที่ตกค่อยๆ จางไป หมอทาเคดะที่เพิ่งตรวจดูอังศุมาลินเสร็จปลดหูฟังออกจากหู ยิ้มออกมาอย่างพอใจ
      
       “ไม่มีอะไรน่าห่วงแล้วนะ อังซัง”
       อังศุมาลินเหมือนตื่นจากความฝัน ลืมตามา มองงงๆ
       “อะไรนะคะ”
       หมอทาเคดะมองมาอย่างห่วงๆ “คุณหลับหรือ..ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว.. ทั้งตัวคุณและเด็กตอนนี้ผมอนุญาตคุณหยิบจับ ลุกเดินได้ปกติ แต่ต้องค่อยๆ ก่อนนะ และขอห้ามทำอะไรหนักๆ เด็ดขาด”
       อังศุมาลินฟัง ใจยังลอยๆ
       “ค่ะ ขอบคุณค่ะ”
       ทาเคดะเหลียวมองไปทางถาดจานข้าว
       “แล้วก็ ควรทานอาหารให้เป็นเวลา เพื่อตัวคุณเอง รวมไปถึงตัวเด็กในท้องด้วยนะ”
       “ค่ะหมอ..ขอบคุณมากค่ะ” อังศุมาลินหลับตาลง ท่าทางอ่อนเพลีย
       หมอทาเคดะมองหน้าอังศุมาลิน ขมวดคิ้ว กังวลกับอาการที่เห็น
       ที่อู่ต่อเรือญี่ปุ่นเย็นนั้น เครื่องจักรชิ้นใหญ่กำลังถูกยก โรยตัวลงมาช้าๆ ด้วยปั้นจั่น โกโบริกำลังยืนกำกับอยู่อย่างใกล้ชิด ใส่กางเกงขาสั้น เสื้อไม่ใส่ มีแค่ผ้าขาวคาดหน้าผาก เนื้อตัวมอมแมม เหงื่อโทรมกาย
       โกโบริตะโกนดังลั่น “ช้าๆ ทางซ้าย...มาทางซ้ายอีก”
       หมอทาเคดะเดินมา เมียงๆ มองๆ จับสังเกตอาการโกโบริ อยู่ครู่หนึ่งก่อนร้องตะโกนทัก
       “กำลังยุ่งเชียวนะผู้กองโกโบริ”
       โกโบริหันมาเห็น ทักตอบ “อ้าวหมอ” แล้วหันกลับไปสั่งต่อ “มากไป กลับไปๆ นั่นละ พอๆ ตรงนั้นล่ะ”
       โกโบริเดินปาดเหงื่อ เข้ามาหาหมอทาเคดะ
       “มีอะไรหมอ มาถึงตรงนี้ทำไม มันอันตราย”
       “งานเป็นยังไงบ้าง”
       “ก็ยังไม่ได้เท่าไหร่ เครื่องจักรยังมาไม่ครบเลย แถมบางชิ้นที่ส่งมาก็ต้องมาซ่อมอีก”
       “ทำไม ไม่กลับไปบ้านเลย” หมอถาม จ้องหน้ารอฟังคำตอบ
       โกโบริก้มหน้านิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วเงยหน้ามองหมอทาเคดะ
      
       “มาถามกันอย่างนี้...” โกโบรินึกห่วงอังศุมาลิน สีหน้าเป็นกังวลขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้นหรือหมอ”

       ครู่ต่อมาโกโบริเดินนำหมอทาเคดะมาหยุดยืน คุยกันอยู่ที่มุมลับตามุมหนึ่ง
      
       “แม่กับลูกปลอดภัยดีแล้ว” หมอทาเคดะบอก
       โกโบริถอนใจนิดๆ ก่อนยื่นมือไปตบบ่าทาเคดะเป็นเชิงขอบคุณ
       “ต้องขอบใจหมอ ที่ช่วยดูแลรักษาอย่างดี” จู่ๆ สีหน้าก็เครียดขึ้นมาอีก ขบกรามแน่น “ทีแรกคิดว่า...เด็กจะไม่รอดเสียแล้ว”
       “เพราะเรื่องนี้หรือ ถึงไม่ยอมกลับบ้าน”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกหมอ ก็เห็นแล้วนี่ว่าตอนนี้งานมัน...ถ้าผมไม่คอยคุม ก็ไม่มีใครทำให้มันเสร็จได้” โกโบริบ่ายเบี่ยง
       “แล้วต้องทำกันตลอดวันตลอดคืนเลยหรือไง” หมอมองจ้องหน้า
       “ก็ไม่อย่างนั้นหรอกหมอ แต่...”
       “คุณต้องเดินกลับไปดูคนที่บ้านบ้างคนไข้ บางครั้งก็ต้องการการรักษาดูแลทางใจเหมือนกัน” หมอทาเคดะบอก
       โกโบริหัวเราะ ก่อนบอกออกมาด้วยน้ำเสียงฟังดูเยาะหยันเบาๆ
       “ถ้างั้นหมอมาบอกผิดคนเสียแล้ว” โกโบริรู้ตัวว่าพลั้งปากพูดไป จึงรีบกลบเกลื่อน “คนบางคน ก็ไม่ได้เหมาะที่จะไปพูดจาปลอบอกปลอบใจใครได้หรอก”
       “คุณไม่ห่วงลูกบ้างหรือ” หมอทาเคดะติง
       “หมอ..อย่าถามผมอย่างนั้นอีก” โกโบริฉุนนิดๆ
       “งั้นคุณก็ต้องกลับบ้านบ้าง” หมอยิ้มบางๆ พลางตบบ่าคืน “ไอ้งานตรงนี้น่ะ คงไม่ได้เลื่อนยศเร็วนักหรอก”
       จากนั้นหมอทาเคดะก็หันตัวเดินจากไป
       โกโบริมองตาม สีหน้ามีแววครุ่นคิด ก่อนถอนใจหนักหน่วง ก้าวพรวดหันจะเดินผละไปจากงานเพื่อจะกลับบ้าน
      
       โกโบริเดินมาทางประตูอู่ติดสวน จะกลับบ้าน ทหารที่เฝ้ายามตรงประตูเปิดประตูให้ โกโบริกำลังเดินออกแล้ว จู่เคสุเกะวิ่งหน้ามอมตามมา
       “ผู้กองๆ ครับ”
       โกโบริหันขวับไปหา
       “มีอะไร”
       “แต่เกิดปัญหานิดหน่อยฐานที่เตรียมรับเครื่องจักร มันแตกครับ”
       โกโบริหน้าอึ้ง ยืนนิ่งตัดสินใจว่าจะเอาไงดี แล้วเลือกที่จะรีบเดินกลับย้อนไปดูงาน
      
       ขณะเดียวกันภายในห้องลับ ที่กองสันติบาล พระนคร
       ตัวละคร วนัส วิชญา อรุณ ป๋วยเรเว่น พงศ์ ดี แดง
       กระดาษบนโต๊ะกลางห้องถูกขีด วง แล้วลากเส้นไปมา ห้องทั้งห้องดูมืดทึบและมิดชิด ป๋วย เรเว่น กับ พงศ์ กำลังอธิบายให้สมาชิกเสรีไทยทั้งหมดฟัง ได้แก่ วนัส วิชญา อรุณ ดี และแดง
       วนัส วิชญา อรุณ อยู่ในชุดปกติเหมือนคนอื่นๆ แล้ว การอธิบายเสร็จลงไปแล้ว ป๋วยที่ยืนกำกับอยู่ข้างๆ พงศ์ และเรเว่น สรุปต่อ
       “ที่เรเว่น กับพงศ์ อธิบายสภาพพื้นที่จุดยุทธศาสตร์เป้าหมายทั้งสองแห่งไป ผมจะบอกว่านี่คือจุดยุทธศาสตร์ เป้าหมายต่อไปของกัลกัตตาและแคนดี ซึ่งเราจะร่วมปฏิบัติการกับเสรีไทยสายอเมริกาอีกสี่นายที่จะมาร่วมในวันปฏิบัติการ โดยผมขอแบ่งผู้รับผิดชอบดังต่อไปนี้”
       ป๋วยหันมาทางทุกคน “สนามบินดอนเมือง เป็น ดี แดง พงศ์ และผม”
       ดี แดง และพงศ์ ยิ้มๆ ยักคิ้วไปมา
       “ส่วน สถานีรถไฟบางกอกน้อย จะเป็น เรเว่น แซม เหมา และลำพู”
       วนัส วิชญา อรุณ และเรเว่น พยักหน้ารับทราบ
       “คุณคุ้นเคยแถวนั้นดีนี่ลำพู” ป๋วยว่า
       “ครับ” วนัสรับคำ
       ป๋วยยิ้มกับวนัส “ยินดีด้วย” หันไปบอกกับทุกคน “โดยทั้งหมดจะเป็นปฏิบัติการกลางคืน และหลังเที่ยงคืนทั้งหมด และจุดแรกที่จะเกิดขึ้นภายใน 72 ชั่วโมงข้างหน้าจากนี้ก็คือ...”
      
       ป๋วยหันมาทางกลุ่มของวนัสที่จดจ่อรอฟัง วนัสและพวกตาลุกวาวขณะฟังแผนที่ป๋วยบอก


  


       รุ่งเช้า ชีวิตชาวบ้านย่านลำคลองดำเนินไปอย่างปกติ เรือออกพายกันไปมาตามครรลอง บนเรือนอังศุมาลิน มีกองผ้าแพรสีอ่อนที่ถูกตัดเลาะมาจากเสื้อผู้ใหญ่ วางเป็นตั้งอยู่ 2 ตั้ง และมีกองผ้าที่ลงมือตัดจากแบบแล้วอีกหนึ่งกองวางอยู่ใกล้ๆ
        
       อังศุมาลินที่กำลังใช้กรรไกบรรจงตัดผ้าตามแบบกระดาษรูปชุดเสื้อผ้าเด็กทาบติดอยู่
       สีหน้าอังศุมาลิน กำลังจดจ้อง เพ่งเกือบก้มลงมาที่กรรไกรในมือไล่ตัดไปมา จนต้องกระพริบตา ที่ท่าทางดูอ่อนล้าอยู่หลายครั้ง
       ระหว่างนั้น แม่อรเดินเข้าออกในครัว ผ่านยายศรที่กำลังนั่งนาบใบพลูสดใส่ลงปี๊บอยู่ ยายมองแม่อรแล้วพยักไปทางอังศุมาลินว่าให้ดูทางโน้นๆ แม่อรหยุดยืนมองอังศุมาลินด้วยสีหน้าเป็นห่วง
       “นี่ดีที่หนูยังมีเสื้อแพรอยู่หลายตัว ไม่งั้นคงแย่ ผ้าหายากจะตายไป” อังศุมาลินเอ่ยขึ้น
       “อ้าว แล้วเมื่อวานที่พ่อดอกมะลิให้คนขนของอะไรมาให้นั่นล่ะ”
       อังศุมาลินอึ้งไปครู่
       “ก็อยู่ในลังนั่นไงคะ”
       “แล้วทำไมหนูไม่รื้อออกดูล่ะลูก แล้วเขาสั่งมาว่ายังไงอีกหรือเปล่า”
       “ก็...เขียนมาว่างานที่อู่ยุ่งมากนี่ละค่ะ”
       “นั่นซิ หายหน้าไปเลย” แม่อรหน้าหม่น
       “แล้วไอ้เรื่องไปพะมงพม่าจะว่ายังไงกัน อยู่ดีไม่ว่าดี ก็ไปให้มันลำบากลำบน ดูอย่างพ่อวนัสนั่น โดดร่มลงมายังแขนขาแทบหัก ดีนะที่มาลงประเทศตัวเอง ถ้าไปลงที่อื่นสงสัยจะไม่รอด” ยายตะโกนมาถาม
       แม่อรเหลือบไปที่ประตูเรือน
       “นั่น พ่อหนังสือพิมพ์รายวันมาแล้ว เดี๋ยวเป็นได้เรื่องอีกหรอก”
       อังศุมาลินหันไปมอง
      
       สักครู่ต่อมา ตาบัวกะตาผล มองจนแน่ใจว่าไม่มีโกโบริอยู่แน่ๆ ก่อนทิ้งตัวนั่งลงใกล้ๆ อังศุมาลิน
       “เรียบร้อยแล้วละแม่อัง” ตาบัวเอ่ยขึ้น
       อังศุมาลินรามือมองก่อนถอนใจยาว
       “อะไรเรียบร้อยอีกล่ะ”
       ตาบัวเขยิบเข้าไปใกล้ เหลียวมองซ้ายขวาลับล่อ ก่อนโน้มไปพูดเบาใกล้ๆ อังศุมาลิน
       “รู้แล้วอย่าพูดไปนา ฟามลับสุดยอด”
       ยายศรชักรำคาญ “ลับนักก็ไม่ต้องบอก”
       สองเกลอสะดุ้งโหยง
       “คืองี้...ทางตำรวจเขาเล่นกับพวกเราด้วยแล้ว” ตาบัวเอื้อนเอ่ย
       “เล่นอะไร” ยายศรถาม
       ตาผลชักฉุน เกาหัวแกรกๆ “อ้าว..ก็พลกะพรรคไงละ คราวนี้ก็สบายสะดวกโยธินเลย”
       ทุกคนหันมามอง ตาบัวบอกต่อ
       “แม่น..ตำรวจเขาก็ไม่ตามจับ ไปไหนมาไหนก็ง่าย”
       “และทีนี้ละไอ้ยุ่นแหลกแน่ เพราะทางเรากำลังเตรียมหันปืนไปจ่อคอหอยพวกมันแล้ว” ตาผลบอก ท่าทีฮึกเหิมสุดๆ
       “ไม่มีเหลือไม่มีรอดแน่” ตาบัวสำทับ
       อังศุมาลินก้มหน้าก้มตา ตัดผ้าไปเรื่อยๆ แววตาครุ่นคิด
       แม่อรมองลูกสาวอย่างห่วงใย “ฮื้อ เขาอยู่กันออกเต็มบ้านเต็มเมือง ขืนทำอะไรไปจะได้ลำบากกันหมด”
       “ไม่เชื่อก็คอยดู เขาจะให้คนไทยลุกฮือกันมาฆ่าพวกไอ้ยุ่นเสียให้หมด” ตาผลว่า
       ยายศรถามตรง “แล้วนี่ฉันมิต้องลุกขึ้นมาฆ่าพ่อดอกมะลิด้วยรึไง”
       ตาผลชักลังเล หันไปหาตาบัว “เฮ้ย..ไอ้บัว มันจริงหรือ”
       ตาบัวพยักหน้าหงึกๆ “เขาว่างั้นละ เขาให้พวกเราออกปลุกปั่นคนไทยไว้ พอถึงวันอะไรของเขาไม่รู้ นั่นละเราก็ค่อยฮือกันขึ้นมา”
       ตาผลตบเข่าฉาด “ไหมเล่า..บอกแล้วว่าเราเตรียมพร้อมกันจริง”
       ตาบัวยืดอย่างเป็นต่อ
       แม่อรกะยายศร พากันถอนใจ
       อังศุมาลินก้มหน้า พับผ้าไป แววตาตัดสินใจได้แล้ว ว่าจะไม่ยอมให้โกโบริเป็นอะไร
      
       อังศุมาลินเดินมาเปิดตู้ ที่มีกล่องเข็มกับด้าย โดยหยิบผ้าที่ตัดตามแบบแล้ว เป็นรูปเสื้อเด็ก มาเลือกให้เข้ากับสีด้ายในกล่องไปมา
       แม่อรเดินเข้ามาหา
       “แม่ว่า มันก็ดีเหมือนกันนะลูก ที่พ่อดอกมะลิจะไปพม่าเสียได้ หากจะมีตูมตามขึ้นมาหรือใครมาทำอะไรแกเข้า ไอ้เราก็คงทนไม่ได้ หรือจะไปช่วยก็คงไม่ดีกับเราอีก สงครามมันเป็นอย่างนี้นี่เอง...เอ หรือพ่อดอกมะลิแกขอย้าย เพราะรู้ๆ เรื่องนี้เข้า”
       “คงไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ” อังศุมาลินมั่นใจ
       “แล้วนี่แกจะอยู่ได้เห็นหน้าลูกหรือเปล่าก็ไม่รู้” อังศุมาลินถอนหายใจยาว “ไปทางโน้นก็ยิ่งยุ่งๆ ถ้าเกิดพลาดพลั้งอะไรไป”
       อังศุมาลินชะงัก หวนรำลึกไปถึงเรื่องที่คุยกันกับโกโบริก่อนหน้านี้
      
       เวลานั้นโกโบริบอกด้วยท่าทีเย็นชา “แล้วถ้าคุณไม่ต้องการเขา เหมือนที่ไม่ต้องการผม..ผมจะส่งเขาไปญี่ปุ่น ตอนนี้ผมเขียนจดหมายไปบอกพ่อกับแม่ไว้แล้วว่าจะได้หลาน”
       อังศุมาลินฟังแล้วโกรธมากขึ้น
       อังศุมาลินดึงตัวเองกลับมา กัดริมฝีปากแน่นนิ่ง
       ทว่าคำพูดประโยคแรกของโกโบริที่แสนเย็นชาดังขึ้นอีกครา
       “แล้วถ้าคุณไม่ต้องการเขา เหมือนที่ไม่ต้องการผม”
       อังศุมาลินหลุดปากเถียงกับสิ่งที่รำลึกขึ้นมาเบาๆ
       “ชั้นต้องการสิ ต้องการทั้งคู่นั่นแหละ”
       แม่อรได้ยินแว่วๆ “อะไรนะ ยัยอัง”
       อังศุมาลินพลางเหลือบมองผ้าตัดรูปเสื้อเด็กในมือ
       “ลูกค่ะ..ลูกนี่แหละ..จะผูกรั้งเราเอาไว้ด้วยกัน!” อังศุมาลินพูดอย่างเด็ดเดี่ยว
       แม่อรมองมาแบบไม่เข้าใจนัก แต่สบตาแล้วก็ได้ความรู้สึกที่ดีจากตาโตคู่นั้น อย่างไม่เคยได้เห็นจากอังศุมาลินมาก่อน
       แม่อรโผเข้ามากอดลูกสาว ด้วยความรู้สึกตื้นตันมากมายจนน้ำตารื้น
       อังศุมาลินกอดตอบแม่อร หลับตาซบอกแม่ ยิ้มอบอุ่น มั่นใจอย่างไม่เคยเป็น
       ทันใดในความอบอุ่น มั่นคงที่เกิดขึ้น เหมือนแล่นจากสมอง จิตใจอังศุมาลิน พุ่งไปสู่ลูกในท้อง
       ช่างน่าอัศจรรย์นัก อังศุมาลิน รับรู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นที่ท้อง อังศุมาลินตาลุกโพลงขึ้นมา รีบถอยจากที่กอดแม่ ท่าทีตื่นเต้น ยกมือขึ้นจับที่กึ่งกลางตัว
       “แม่..แม่คะ!”
       อังศุมาลินเงยหน้ามองแม่อร เสียงสั่น
       “ลูกค่ะ ลูกหนูดิ้นแล้ว”
      
       ริมฝีปากอังศุมาลินสั่นระริก น้ำตาเอ่อคลอด้วยความยินดี แม่อรยิ้มชื่น

       เวลาต่อมาตู้เสื้อผ้าถูกเปิดออก อังศุมาลินหยิบเสื้อฟอร์มโกโบริที่ตนเย็บกระดุมเสร็จออกมา และเสื้อเครื่องแบบอีก 2-3 ตัว
      
       อังศุมาลินเดินลิ่วออกมาจากห้อง พร้อมถุงกระดาษสีน้ำตาลข้างในใส่เสื้อโกโบริในมือ แม่อร กะยายศร นั่งอยู่ที่ยกชานเห็นเข้า
       “อ้าว จะไปไหนหรือลูก”
       “ไปอู่ค่ะ”
       “หนูจะไปทำไม” แม่อรสงสัย
       “พอดี..หนูเพิ่งนึกได้ว่ามีชุดฟอร์มโกโบริในตู้ที่หนูเย็บกระดุมเสร็จไว้หลายวันแล้ว เลยจะแวะเอาไปให้”
       แม่อรกังวล “แต่ถ้าหนูเป็นลมเป็นแล้งล้มไปอีกละ”
       “แม่ไม่ต้องห่วงหรอกคะ แค่นี่เอง หนูเดินไปแป๊บเดียว จะรีบมา” อังศุมาลินรีบไป
       แม่อรมองตามอย่างห่วงๆ ยายศรดูออก
      
       อังศุมาลินเดินมาในสวน ถือถุงเสื้อกระดาษสีน้ำตาลในมือแนบตัว
       อังศุมาลินสาวเท้าเดินลิ่วไปตามทางเดินในสวน สีหน้าเต็มเปี่ยมความหวังที่จะได้พูดอธิบายความบางอย่างเสียที ในมือแนบถึงเสื้อติดไว้กับตัว
       จังหวะหนึ่งอังศุมาลินเดินหลบกิ่งไม้ตรงหน้า นึกไป ภาพเดียวกันนี้เมื่อนานมาแล้ว
       ครั้งนั้นโกโบริก้มตัวหลบกิ่งไม้อย่างทะมัดทะแมง แม้จะใช้แขนได้แค่ข้างเดียว และมักจะบอกเตือนคนข้างหลังโดยไม่หันมามองแม้แต่น้อย
       “ระวัง-กิ่งไม้-ทางขวา”
       โกโบริเดินไปอีกนิดก็บอกอีก
       “ระวัง หลุมข้างหน้า”
       พร้อมกันนั้น โกโบริกระโดดข้ามแอ่งน้ำขัง แล้วหันมามองแบบเป็นห่วง
       “ระวังครับ…”
       อังศุมาลินทำหน้าหมั่นไส้นิดๆ กับมาดทหารของโกโบริ
       นึกเรื่องนี้แล้ว อังศุมาลินสีหน้าชุ่มชื่น ก้าวเดินต่อไป พร้อมๆ กับภาพจำเหตุการณ์เดียวกันผุดขึ้นมาอีก
       ตอนนั้นโกโบริหัวเราะเบาๆ “ขอโทษ ผมเดินเร็วไปหน่อย” โกโบริยืนรอ อังศุมาลินตามมาจนทัน จึงมองอย่างเอ็นดูและอธิบายเป็นคำพูด ช้าๆ ชัดๆ “คนญี่ปุ่น...ผู้ชาย..ต้องเดินหน้า ผู้หญิง..เดินตามหลัง ต้องรีบตามให้ทัน เพราะ..ผู้ชายเป็น-นักรบ จะได้ คุ้มครอง-ดูแล-ผู้หญิง-ที่อยู่ข้างหลัง-ได้”
       อังศุมาลินประชดกลับ “งั้นก็รีบไปก่อนเถอะ เดี๋ยวจะตามไป” แล้วยืนเฉย
       โกโบริเดินต่อไป อีก 2 ก้าว ก็หยุดกึก อังศุมาลินเกือบชน
      
       อังศุมาลินเดินไปยิ้มไป มีเสียงนกบินพรึบพรับบนเหนือศีรษะ สะดุ้งชะงักแหงนมองไปบนแนวยอดไม้ นึกถึงเหตุการณ์ต่อมาตอนระเบิดลง ที่ตนเอามือเกาะต้นแขนโกโบริอยู่ก็จิกเกร็งแน่นขึ้นอีก
       “วันนี้น่าจะหนักหน่อย คุณกลัวมากไหม”
       อังศุมาลินมีอาการสั่นเทา
       โกโบริรู้สึกรักและห่วงหวงจับหัวใจขึ้นมาเงียบๆ กระชับวงแขนกอดบังไว้อย่างทะนุถนอมยิ่งขึ้น
       “อย่ากลัว ผมยังอยู่ คุณจะไม่เป็นอะไร ฮิเดโกะ”
      
       อังศุมาลินนึกถึงเหตุการณ์นี้ขณะเดินผ่านท้องร่องที่เกิดเหตุนอนสลบอยู่กับโกโบริจนยายเมี้ยนและชาวสวนมาเจอ อังศุมาลินเหลียวมองท้องร่องนั้นครู่หนึ่ง นึกถึงเรื่องราวในวันที่โกโบริคอยปกป้อง และบอกรักตนในวันนั้น
       “ฮิเดโกะ...”
       อังศุมาลินได้ยินเสียงแผ่วเบาที่ข้างหูถนัด สีหน้าเป็นประกายมีความหวังขึ้นมา รีบถอนตัวกลับมามองหน้าโกโบริ
       โกโบริพยายามพูดให้ดัง แต่แผ่วเหลือเกิน
       “ฮิเดโกะ..ผมรักคุณ”
      
       สีหน้าอังศุมาลินขณะดุ่มเดินไปเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นทุกย่างก้าว ก้มมองและจับที่ท้องเบาๆ ก่อนเร่งฝีเท้าเดินลิ่วไป
      
       พอเดินเข้ามาภายในอู่ต่อเรือญี่ปุ่นเวลาต่อมา อังศุมาลินแลเห็นทหารญี่ปุ่นเดิน วิ่ง สวนกันวุ่นวายไปมา สภาพภายในอู่แปลกตาไปมาก อังศุมาลินเดินมา มองๆ หา ไม่รู้จะไปทางไหน เริ่มยังไงดี
       อังศุมาลินลองเดินผ่านตามอาคารชั่วคราวต่างๆ ชะโงกหน้าเข้าไปดู ก็ไม่พบโกโบริ จู่ๆ เสียงคุ้นหูของเคสุเกะดังขึ้น “สาหวัดดีคับ”
       อังศุมาลินหันไป เห็นเคสุเกะหน้าตามอมมายืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างๆ
       ตรงบริเวณไซต์งาน บรรดาคนงานทั้งทหาร และพวกกุลีรับจ้าง กำลังง่วนอยู่กับเครื่องจักร ตะโกนส่งเสียงกันโหวกเหวก ปั้นจั่นยกเครื่องจักรยักษ์ลอยขึ้น
       มองไปที่มุมหนึ่งของโรงเก็บ ซ่อม เครื่องจักร ซึ่งกั้นเป็นห้องทำงานเล็กๆ โกโบริกำลังยุ่งอยู่กับแบบแผ่นโตบนโต๊ะ มือโกโบริกำลังใช้ดินสอบรรจงขีดเส้น
       เคสุเกะเดินนำอังศุมาลินเข้ามาในโรงเครื่องจักร อังศุมาลินเดินตามมาใจลุ้นระทึกที่กำลังจะได้เจอโกโบริ
       เคสุเกะพาอังศุมาลินเดินมาหยุดตรงมุมหนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปในเขตห้องทำงาน เสียงเครื่องจักร ผสานเสียงโหวกเหวกของผู้คนดังอึงอลจนเคสุเกะต้องพูดดังขึ้น
       “งั้นคุณ-รอตรงนี้ก่อน”
       อังศุมาลินยื่นหน้ามาฟังใกล้ๆ เพราะไม่ค่อยได้ยินถนัด
       เคสุเกะบอกดังขึ้น “เดี๋ยวผม-จะไปบอกผู้กอง-โกโบริให้”
       “ขอบคุณค่ะ”
       เคสุเกะ เดินหายเข้าไปด้านใน อังศุมาลินยืนรอ มองถุงเสื้อในมืออย่างมั่นใจ
      
       ฝ่ายโกโบริขีดเส้นวาดแบบอยู่ แต่ขีดๆ อยู่ไส้ดินสอเกิดหัก โกโบริพยายามสะกดอารมณ์ หันไปคว้าแท่งใหม่มา แต่ก็เป็นแท่งทู่จนอารมณ์เสีย หยิบแก้วที่เสียบดินสอไว้มาเทดู เห็นเป็นดินสอแท่งหัก แท่งทู่เสียหมด กระจายเกลื่อนโต๊ะ
       โกโบริฉุนขาดปัดดินสอทิ้ง ดินสอหล่นกระจายหล่นเต็มพื้น
       เคสุเกะโผล่เข้ามาพอดี ถึงกับหน้าเสีย เจอหน้าโกโบริอย่างจัง เคสุเกะอึกอัก
       “เอ่อ...คือ..ผู้กองครับ...มีคุณ…”
       โกโบริยังหงุดหงิดไม่หาย ถอนใจยาว พยายามคุมตัวเอง ก้มเก็บดินสอใต้โต๊ะขึ้นมาทีละแท่ง เหลียวขวับไป ตวาดไล่เสียงดัง
       “ใคร อะไร ออกไป ไม่ว่าง ไม่ต้องให้ใครเข้ามาทั้งนั้น”
       โกโบริหยิบเก็บดินสอขึ้นมาอย่างวู่วาม รุนแรง นั่นยิ่งทำให้ดินสอยิ่งกลิ้งกระจายไปใหญ่
       อังศุมาลินได้ยินเสียงที่ดังออกมา เหมือนโดนตีหัว อึ้ง มึน งง
       เคสุเกะหน้าเสียหนัก เดินเจี๋ยมเจี้ยมจ๋อยสนิทออกมา จะเอ่ยปากพูดบอก แต่อังศุมาลินซึ่งหน้าชาซีด เกิดทิฐิขึ้นมาหันตัวกลับ แล้วเดินจ้ำอ้าวออกมา และห่างออกมาเรื่อยๆ
      
       เคสุเกะยืนงงๆ อยู่ พยายามร้องเรียก แต่ดูเหมือนอังศุมาลินจะไม่ได้ยิน


  


       ภายในโรงเครื่องจักร ตรงโต๊ะดูงานของโกโบริ เห็นแท่งดินสอที่ยังกระจัดกระจายอยู่บนพื้น โกโบรินั่งหงายหลังพิงพนักเก้าอี้ หลับตานิ่งอยู่พักหนึ่ง พลันถอนใจเฮือก ก่อนจะตะโกนเรียกเสียงดัง
      
       “เคสุเกะ”
      
       เคสุเกะกำลังจะก้าวเดินไปจากตรงที่เดิม ตรงมุมก่อนเข้าไปในเขตห้องทำงาน ถึงกับสะดุ้งโหยง
       เคสุเกะเยี่ยมหน้าโผล่มายิ้มแหะๆ
       โกโบริที่สีหน้าและน้ำเสียงดีขึ้นถาม
       “เมื่อกี้ใครมา”
       เคสุเกะกลืนน้ำลายเอื้อก “อังศุมาลินซัง..คะ คับ”
       โกโบริลุกพรวดขึ้นทันที ถลันสวนออกไปดู เคสุเกะแทบหลบไม่ทัน
       โกโบริมองไปที่หน้ามุมห้องทำงาน แต่ไม่พบแม้แต่เงาอังศุมาลิน มีแต่คนงานและเครื่องจักรเช่นเดิม
       โกโบริใจหายวาบ แทบลืมทุกอย่าง มองหาทั่ว
      
       อังศุมาลินเดินดุ่มๆ มึนๆ ไร้วิญญาณออกมายืนนิ่งอยู่หน้าโรงเครื่องจักร กำลังงง เบลอ มึน ไม่รู้จะไปทางไหนดี และเริ่มเวียนหัว ตาลาย
       เห็นภาพผู้คนรอบตัวที่เดินไปมา เหมือนเดินมามองเยาะยิ้มเธอ อังศุมาลินสีหน้าเซียวซีด ตาลาย
       พลันถุงเสื้อในมือร่วงลงที่พื้น
      
       โกโบริถลาเข้ามาคว้าหมวกบนโต๊ะ ผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บอยู่กระเป๋าเสื้อร่วงลงที่พื้นโดยไม่รู้ตัว แล้วโกโบริก้าวพรวดออกไป เคสุเกะยืนตัวลีบมองตามไปมา
      
       อังศุมาลินหน้าเซียวซีด ทรุดนั่งอยู่ที่พื้น พยายามทรงตัว สูดหายใจลึกๆ มือควานคว้าหยิบถุงเสื้อกลับขึ้นมา
       โกโบริรีบสวมหมวกวิ่งออกมาที่หน้าโรงงานเหลียวกวาดตามองหาทั่ว
       อังศุมาลินที่ทรุดนั่งห่างจากจุดของโกโบริกว่า 30-40 เมตรพลันมีทหารกำลังลำเลียงลังเหล็กขนาดใหญ่ผ่านมาขณะที่โกโบริกำลังจะมองมาทางอังศุมาลิน
       โกโบริเหลียวหันมองไปทางอังศุมาลิน แต่ถูกบังด้วยลังเหล็กขนาดใหญ่นั้นพอดีพลันมีเสียงดังตึงโครมใหญ่จากในโรงงาน ตามมาด้วยเสียงโหวกเหวกจ้าละหวั่นของทหารและคนงาน
       โกโบริหันขวับไป แล้วรีบวิ่งไป
      
       เครื่องจักรขนาดใหญ่ล้มเค้เก้ ยับเยินอยู่ข้างปั้นจั่นยักษ์เก่าโทรมที่เชือกสลิงขาดวิ่นห้อยโตงเตง
       โกโบริถลาวิ่งแหวกคนงานเข้ามาดู ฮิชิดะยืนหน้ายักษ์อยู่กับคนงานชายไทยที่คุมปั้นจั่นหน้าซีดคอตก
       “มีอะไร”
       โกโบริตะลึง ชายไทยหันมา
       คนงานชายรีบอธิบาย “เครื่องจักรมันหนักมากครับนายช่าง ปั้นจั่นกับสลิงก็เก่ามาก มันเลยขาดตกลงมา”
       ว่าพลางดึงสายลวดสลิงขนาดใหญ่ขึ้นมาให้ดู ก่อนเจื่อนลงไป เพราะสายตาเข้มมาดุที่มองตอบกลับมา
       “ไม่มีคนงานเป็นอันตรายอะไรใช่ไหม”
       คนงานรีบบอก “ไม่มีครับ”
       “เอาละๆ จะรีบไปเบิกของใหม่จากโกดังบางกอกน้อยให้ ไป..ตอนนี้ยกเครื่องนี้ขึ้นมาเสียก่อน”โกโบริตะโกนเรียก “เคสุเกะ”
       เคสุเกะยืนอยู่ไม่ไกล ก้าวพรวดลนลานเข้ามา
       “ครับผู้กอง”
       “ไปเรียกคนงานทั้งหมดมาช่วยกันยกเครื่องจักรนี่ เร็วๆ”
       “ครับ”
       โกโบริเดินต่อไปที่เครื่องจักร แข็งขันลงมือร่วมกันทหาร และคนงานที่กำลังง่วนกัน ฮิชิดะมองนิ่ง
      
       ตอนสายๆ กล้วยเครือใหญ่ถูกมาวางพิงที่ข้างบันไดเรือนด้วยฝีมือแม่อรที่กำลังจะทรุดนั่งที่บันได หันไปเห็นอังศุมาลินเดินหน้าซีด สีหน้าเรียบนิ่งเลี้ยวพ้นมาช้าๆ พร้อมในมือถือถุงเสื้อ
       “อ้าว ไหนว่าจะเอาเสื้อผ้าไปให้พ่อดอกมะลิไม่ใช่หรือลูก”
       อังศุมาลินถือถุงเสื้อเกร็งบอกด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
       “ค่ะ..ก็ไปแล้วค่ะ..แต่ ไม่มีใครอยู่”
       “หา..ไปไหนกันหมดละ” แม่อรงง “ไม่มีใครให้ฝากไว้เลยหรือ แล้วพ่อดอกมะลิเขาไปไหน ข้ามไปฝั่งนู้นหรือเปล่า”
       อังศุมาลินนิ่งไม่ตอบ เดินไปเรื่อยๆ
       “แต่แม่ว่าเดี๋ยวแกก็มาเองแหละ หนูน่ะไม่ควรเดินมากอีกนะ พรุ่งนี้แม่ว่าจะเดินไปสอยนุ่นไว้หลัวหนึ่ง มันกำลังแตกขาวทั้งต้น คุณยายเขาอยากได้ไว้ยัดเมาะ ผ้าขาวที่พ่อดอกมะลิแกส่งมา ทำเมาะ ทำผ้าอ้อมได้ยังกับมีลูกสักสามสี่คน ดูจะเห่อเอาหนัก”
       อังศุมาลินเดินหลีกแม่อรขึ้นบันไดไป
       “ระวังนะลูก จะตกลงมาอีก”
      
       แม่อรรีบก้าวตามขึ้นเรือนไป

       แสงพระอาทิตย์รอนๆ ของยามเย็น สาดส่องอยู่เหนือหลังคาโบสถ์วัดกลางพระนครแห่งหนึ่ง มีเท้าของคนสามคนเดินดุ่มมาตามทางที่ลัดเลี้ยวไปมา หลังวัดแห่งนั้นที่อาคารสร้างติดกัน จนมีแต่ทางเดินแคบๆ เป็นตรอกซอยเต็มไปหมด
      
       ตาบัวกะตาผล เคียนผ้าขาวม้า แม่นมั่นไปมา เดินตามหลังลูกน้องของหลวงชลาสินธุราชคนเดิมหากตามไม่ทัน มีสิทธิ์หลง หรืองงเอาได้ เพราะทางคดเคี้ยวมาก
       “โอโห ลึกลับซับซ้อน” ตาบัวบ่นงึมงำ
       ตาผลเรียกไว้ “เดี๋ยวๆ พี่”
       คนของคุณหลวง พาเดินมาหยุดที่มุมหนึ่ง ที่ดูจะเป็นทางตันแล้วก่อนหันหน้ามา
       “อ้าว ตันแล้วพี่”
       “อย่าบอกนะว่าพี่ก็หลง”
       “เฮ้ย ไอ้จิ๋มสอง…”
       ตาบัว รีบเอามือปิดปากตาผลไม่ให้พล่ามแซวเรื่อยเปื่อย คนของคุณหลวงผิวปากสัญญาณสองที
       ชายสี่คนในชุดสีเข้มคละกันไป ก้าวโผล่ออกมาที่ข้างหลัง ตาบัวกะตาผล ทั้งสองหันขวับไป สองเกลอผงะเล็กน้อย
       “โอโห..เข้ม” ตาบัวกะตาผลเข้มกันมาเชียว
       อรุณ เรเว่น วิชญา ยืนเด่น วนัสค่อยโผล่แทรกตามออกมา ทักทาย
       “ลุง..สวัสดี”
       ตาบัว ตาผล ตาวาวขึ้นมาทันที
       “พ่อวนัส”
      
       ตกกลางดึก บนท้องฟ้าเหนืออู่ ดวงจันทร์ดวงโตไม่เต็มดวงนักสีแดงฉานกำลังจะถูกเมฆบัง เคสุเกะกำลังสั่งโหวกเหวกกับพวกคนงานที่ซ่อมเครื่องจักรที่ล้ม ก่อนหันมามองๆ ไปยังโกโบริ
       โกโบริกำลังเชื่อมเหล็กเหงื่อโทรมกาย พักมือลง ปาดเหงื่อ นึกได้ตบๆ ที่กระเป๋าเสื้อ หาผ้าเช็ดหน้าไม่เจอ ตบๆ ที่กางเกงก็ไม่มี สีหน้ากังวลขึ้นมาทันที
      
       โกโบริเดินตรงรี่เข้ามาถึงห้องทำงาน หันมองซ้ายขวาทั่ว เดินมาที่โต๊ะมองๆ ดู ก้มไปมองที่พื้นสะดุดเห็น โกโบริสีหน้าโล่ง ก่อนก้มลงไปหยิบ ผ้าเช็ดหน้าสีโอลด์โรสตกมอมแมมอยู่ที่พื้น ถูกเก็บขึ้นมา
       โกโบริสะบัดๆ ผ้า มองดูผ้า พลางนึกขึ้นได้ ว่าอังศุมาลินมาหานี่นา
      
       ขึ้นที่กองผักตบที่ลอยน้ำไหลเรื่อย
       อังศุมาลินนั่งเหม่อพิงเสาศาลาท่าน้ำทอดสายตานิ่งไปตามกระแสน้ำข้างหน้า สีหน้าว่างเปล่า เหม่อนิ่ง ไร้ชีวิตชีวา เหตุการณืในอดีตผุดขึ้นมาในความคิด
      
       เวลานั้นอังศุมาลินเอียงคอดู รู้สึกน่าสนใจ ทันใดมีเสียงผู้ชายสดใส ร่าเริง ดังมาจากข้างหลัง
       “หนาวไหมครับ”
       อังศุมาลินสะดุ้ง หันขวับไป
       บนเรือขาวลำนั้น โกโบรินอนคว่ำพังพาบ ซ่อมเครื่องจักรอยู่ ในมือนึงถืออุปกรณ์ กำลังไขอะไรอยู่ มือเปื้อนดำ หน้าตาสดใสร่าเริง ใส่ชุดทหารลำลองสำหรับการทำงาน
       โกโบริรีบลุกมานั่ง ยิ้มให้ “สวัสดีตอนเช้าครับ”
       อังศุมาลินมองตาโตโพลง อึ้งๆ งงๆ
       สีหน้าโกโบริยิ้มอย่างเป็นมิตร
      
       อังศุมาลินกอดอก ถอนใจเบาๆ คิดถึงตอนเจอกันครั้งต่อมา
       เรือโกโบริขับชะลอๆ แล้วเข้ามาแล่นเคียงข้างไปช้าๆ อังศุมาลินลอบมองด้วยหางตา ปั้นหน้าไม่สนใจ
       โกโบริชะโงกมา ยิ้มกว้างอย่างจริงใจ พูดอย่างร่าเริง
       “มีอะไรอยู่ในเรือหรือครับ ขายไหม”
       อังศุมาลินจ้องดุๆ “ไม่ขาย!..Not for sale!”
       โกโบริก้มมา จับกราบเรืออังศุมาลินไว้ แล้วหันมายิ้มให้แม่อรซื่อๆ
       “ไป-ใน-มา-ครับ พวก-นี้-คาย-หรือ-เปล่า”
       แม่อรยิ้มพยักหน้า แล้วชี้มือบุ้ยใบ้กวาดมือไปทั่วลำเรือแล้วชี้ไปข้างหน้า
       “ขาย..ไป ขาย ที่ ตลาด”
       “ตะลาด...อิชิบะ”
       โกโบริมองหน้าอังศุมาลินเหมือนเป็นการถามให้แน่ใจ
       อังศุมาลินเอาพาย ตีๆ ใกล้ๆ มือโกโบริ จนโกโบริสะดุ้ง หดมือไป อังศุมาลินคัดหัวเรือออกห่าง จ้วงพายลงน้ำอย่างแรง
      
       อังศุมาลินเหม่อนิ่งใจลอย อยู่อย่างเดิม คิดถึงเรื่องราวเก่าก่อนต่อไป
      
       โกโบริหน้าตาซีดเซียว ซอกคอมีรอยยาแดงแต้มไว้เป็นทางยาว ที่ตัวยังมีผ้าพันไว้ อังศุมาลินมองๆ
       “คุณ-หายดีแล้วหรือ”
       โกโบริฟังไม่ค่อยถนัด เอียงคอเล็กน้อยเหมือนไม่เข้าใจที่อังศุมาลินพูดภาษาญี่ปุ่นไป
       “สบายดีแล้วใช่ไหม.. หายดีแล้ว”
       โกโบริก้มหัวลงช้าๆ ยิ้ม
       “ขอบคุณมากครับ..ขอบคุณครับ ผมสบายดี”
       ทั้งคู่มองตากัน ไม่รู้จะต่อบทสนทนากันอย่างไร เงียบอยู่สักพัก
       โกโบริก้มลงไปดูเครื่องยนต์ของเรือ จับโน่นดึงนี่ด้วยมือข้างเดียวอย่างเก้งก้าง อังศุมาลินลอยคอดูอยู่เงียบๆ
      
       อังศุมาลินเหม่อนิ่งใจลอย นึกไปอีก


  


       โดยในตอนนั้นอังศุมาลินรีบลุกขึ้น กระชับกระโจมอกให้แน่น เอาผ้าเช็ดตัวคลุมกระชับไหล่
      
       “ใครน่ะ”
       เรือค่อยๆ ลอยเข้ามาช้าๆ จนแสงไฟค่อยๆ ไล่ไปที่ใบหน้า เผยให้เห็นเป็นโกโบริส่งยิ้มมา
       อังศุมาลินมองงงๆ
       “ผมเอง”
       อังศุมาลินพูดไม่ออก “คุณ..ไปแล้ว ไม่ใช่เหรอ”
       “มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ผิดหวังหรือครับ” โกโบริยิ้ม
       “เปล่า” อังศุมาลินนิ่ง “คือ...แปลกใจนิดหน่อย”
       “แต่ผมดีใจมาก” โกโบริยิ้มหน้าบาน
       อังศุมาลินพูดไม่ออก มองตาโตอยู่เช่นนั้น
      
       อังศุมาลินถอนใจ สายตาทอดนิ่ง นึกไปอีกเหตุการณ์
      
       อังศุมาลินขัดแรงย้ำๆ จนฝาละมีหัก บาดมือ
       “โอ๊ย”
       “นั่น.. โกรธผมแล้วไปพาลอย่างอื่น เลยเจ็บตัวเสียเอง”
       อังศุมาลินสะบัดมือเจ็บ เห็นมือขวา มีเลือดไหล รีบเอามืออีกข้างกดปากแผลหยุดเลือดไว้
       “อ้าว เลือดออกด้วย มาให้ผมดูซิ”
       อังศุมาลินตวาด “ไม่ต้อง”
       อังศุมาลินจะจุ่มมือลงไปในลำคลอง โกโบริไวรีบเอื้อมคว้าไว้
       “คุณ อย่านะ น้ำมันสกปรก”
       “ไม่ อย่ายุ่ง”
       อังศุมาลินจะดื้อจุ่มให้ได้ แต่โกโบริแข็งแรงกว่ากดบีบข้อมืออังศุมาลินเอาไว้นิ่ง
       “คุณจะดื้อยังไง..ผมไม่ยุ่ง แต่นี่จะทำให้ตัวเองเป็นอันตราย ผมจะปล่อยให้คุณทำไม่ได้ รู้ไหมว่าน้ำมีเชื้อโรค จะเข้าแผลได้”
      
       นึกขึ้นมาแล้ว อังศุมาลินหลับตาเพื่อพักตา ถอนใจลืมตาเศร้าเศร้าๆ เหตุการณ์เดิมๆ ผุดขึ้นมาอีก
      
       อังศุมาลินยื่นรับผ้ามาแต่โดยดี ปลายมือของทั้งสองสัมผัสกัน โกโบริทอดมือค้างอยู่ครู่หนึ่งก่อนดึงมือกลับ
       อังศุมาลินพลางหลบตารับผ้ามา เช็ดๆ พลางคลี่ผ้าออกจะกลับเช็ด
       เห็นว่าเป็นผ้าผืนเก่าของตน อังศุมาลินเหลือบตามองโกโบริเป็นเชิงจะถามว่าของฉันนี่
       “ใช่ ผ้าของคุณผมเก็บไว้กับตัวตลอด”
       อังศุมาลินใจเต้นขึ้นมาไม่ทราบสาเหตุ รีบหลบตากลับผ้าผืนนั้นเช็ดหน้าไปมาต่อไปอย่างยอมรับไมตรี โกโบริเอนหลังพิงกราบเรือหันมอง แล้วแอบมีความสุขในใจ
       ขณะเช็ดๆ อังศุมาลินได้กลิ่นหอมจากผ้า แอบดม แล้วเผลอหันไปมองดูโกโบริ
       โกโบรินั่งพิงกราบเรือ ทอดขาเหยียดไป งอเข่าเล็กน้อยขวางเรือ ทอดแขนพาดแบบผ่อนคลาย ดูเหนื่อยๆ และพักผ่อนแบบเหม่อๆ เนื้อตัวเปรอะเลอะเทอะ
       อังศุมาลินแอบมีความอบอุ่นใจเงียบๆ ในมือกำผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น เหมือนตัวสื่อความรู้สึก
       อังศุมาลินนึกขึ้นมาน้ำตาค่อยเอ่อคลอ เศร้า ซึม
       หมู่หิ่งห้อยบินกระจายผ่านมาเป็นกลุ่ม อังศุมาลินเหลียวทอดตามองตาม
      
       ขณะเดียวกันใบพายจ้วงลงน้ำคัดท้ายเรือเข้าเทียบท่า ทวนกระแสน้ำที่กำลังกรากเชี่ยว ตาผลที่อยู่ท้ายเรือหันมาบ่น
       “ไอ้บัว เอ็งจ้ำให้มันเร็วกว่านี้หน่อยสิวะ”
       ตาบัวที่อยู่หัวเรือชักฉุน จ้วงยิกๆ มือจะหงิกอยู่แล้ว
       “บ๊ะ ก็เต็มเหนี่ยวอยู่นี่ จะเอายังไงก๊ะข้าอีกวะ”
       “เหรอ แล้วทำไมเรือไม่วิ่งเลยวะ ทั้งคัดทั้งวาดกันขนาดนี้”
       “ก็เอ็งมันแก่แล้วนะซิ เรี่ยวแรงมันถึงไม่ขึ้น” ตาบัวชะแง้มองไป “เฮ้ยนั่นใครมานั่งตะคุ่มอยู่หัวตะพาน”
       ตาบัวกะตาผล ชะงักหยุดจ้วง ชะลอเลี้ยงเรือรอดู
       ชายคนที่นั่งอยู่กลางลำ ที่แท้เป็นวนัส สวมหมวกหลุบหน้า เห็นผ่านหลังหรือผ่านไหล่ด้านหน้าไป เอียงลดๆตัวๆชะเง้อดู
       “เอ็งอยู่ใกล้ฝ่าข้าก็เพ่งดูดีๆ ซิวะ ผิดนักจะได้เผ่นกัน ขืนขึ้นไปสุ่มสี่สุ่มห้าเป็นได้ไส้ไหลแน่ ดงพวกมันทั้งนั้น”
       ตาบัวเพ่งชะแง้ออกไป
       “เอาเถอะ เทียบเข้าไปเลย เร็ว” วนัสเร่ง
       “เอ้า เทียบก็เทียบ แต่ไปเจอใครไม่รู้ละนะ”
       เรือของสามคนคัดเทียบตรงเข้ามา อังศุมาลินขยับตัวขึ้น
       ชายคนที่อยู่กลางลำ ลุกยืนพรวดขึ้น แต่เห็นเป็นเงาตะคุ่ม ไม่ชัดนัก จนเรือโคลงไหว เรือเข้าเทียบชนท่าปุ๊บ ชายคนนั้นกระโดดพรวดก้าวขึ้นไปไม่ฟังเสียงอะไรทั้งสิ้น
       “ค่อยๆ เดี๋ยวเรือล่ม” ตาบัวบอกแต่ไม่ทัน
       อังศุมาลินขยับจะถอย ยินเสียงเรียกดังขึ้น
       “อัง..อังศุมาลิน”
       อังศุมาลินชาวาบทั้งตัว กับเสียงคุ้นนั้น
       วนัสก้าวพรวดเข้ามา แสงตะเกียงที่หัวเสาท่าน้ำทำให้เห็นใบหน้าชัดว่าเป็นวนัส ที่ดีใจสุดๆ
       อังศุมาลินตั้งตัวไม่ทัน ยังไม่แน่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้นัก
       “อัง..เรามาแล้ว จำได้ไหม”
       วนัสโผเข้ากอดอังศุมาลินแน่น อังศุมาลินยืนตัวแข็ง
       “อังดีใจมั้ย อัง....”
       วนัสก้มมองอังศุมาลิน ดวงตาวาววับเป็นประกาย
       อังศุมาลินนิ่งอึ้งไปครู่ ฟังแล้วแทบเข่าอ่อนทรุด
      
       อังศุมาลินเสียงสั่น “นัส...วนัส”
ตอนที่ 23
      
       ฝ่ายตาบัวกะตาผล เหลียวซ้ายแลขวาไปมาอย่างระวังระไวอยู่ที่ท่าน้ำตา อังศุมาลินถดตัวถอยออกมาจากตัววนัส เพื่อจะได้มองให้ถนัด ให้แน่ใจที่เห็น ว่ามีตัวตนจริง แต่มือยังจับกันอยู่
      
       อังศุมาลินมองเห็นว่าเป็นวนัสจริงก็ทำท่าจะร้องไห้ ไม่อยากเชื่อ เพราะหายไปนับ 3-4 ปี
       “...นัส..นัสจริงๆ..นี่..มาได้ยังไง ไหนว่าถูกขังอยู่สันติบาล แล้วที่บาดเจ็บละ นัสเป็นอะไร ตรงไหน นัสให้เขาดูซิ” อังศุมาลินถาม รัวเร็วเป็นชุด
       “ถามทีละอย่างซิ” วนัสหัวเราะ “เค้าคิดถึงตัวมากรู้ไหม ยิ่งเห็นหน้าก็ยิ่งพูดอะไรไม่ถูก ตอนที่ถูกจับก็คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะเป็นจะตายยังไงไม่ว่า แต่ขอให้ได้มาเห็นบ้านสักนิด เจออังสักหน่อยก็พอ”
       “แล้วนี่หนีเขามาเหรอ”
       “ไม่ ไม่ต้องหนี เรารู้กัน กลางคืนเขาจะปล่อยพวกเรามาทำงาน กลางวันก็เข้าไปอยู่ในห้องขังให้คนอื่นๆเห็นเสียหน่อย อังเป็นไง..สบายดีไหม”
       อังศุมาลินพูดไม่เต็มคำนัก
       “ก็...สบายดี
      
       ฝ่ายโกโบริล้างหน้าเสร็จ เช็ดอย่างไวๆ หยิบเสื้อเครื่องแบบตัวใหม่สะอาดๆ มาใส่ ติดดุมรีบๆ หน้าตาสดใสขึ้นมาก เอาผ้าเช็ดหน้าของอังศุมาลินมามองดู ทอดถอนใจ ห้ามไม่ได้ที่จะรักและเลือกยอมแพ้ โกโบริเอาผ้าเช็ดหน้าสีโอลด์โรสมาพกพา ตัดสินใจ จะไปง้ออีกครั้ง
       โกโบริเดินออกมา พกดาบซามูไรมาด้วยเพราะดึกมากแล้ว
       พอดีเคสุเกะ เดินนำพวกคนงาน จะไปทางครัว
       “อ้าวๆ เร็วๆๆ พักกินมื้อค่ำอย่างเร่งรีบเลยนะ คืนนี้ คงต้องทำงานกันทั้งคืน” เคสุเกะหันมา เห็นโกโบริ จึงร้องทัก “อ้าว..นายช่าง..มีบะหมี่เย็น จะกินไหมครับ”
       “อ้อ..ฉันก็ว่าจะแวะไป..กินอะไรที่บ้านเสียหน่อย แล้วค่อยเลยไปบางกอกน้อย ไปเอาของที่ขาดมาให้ครบ”
       หมอทาเคดะผ่านมาพอดี
       “โกโบริน่าจะพักบ้างนะ กลับบ้านไปแล้วไม่ต้องทำอะไรแล้ว ทำงานมากเกินไป มันจะไม่สบายเอา”
       ฮิชิดะตามมาสมทบตรงนั้นอีก บอกทุกๆ คน
       “ทุกคนๆ...ไม่ต้องกลับมาแล้ว คืนนี้อากาศร้อนเกินไป เดี๋ยวไปเอาของที่บางกอกน้อย แล้วกลับมาพักผ่อนกันเถอะ ค่อยทำกันใหม่พรุ่งนี้เช้าดีกว่า ทุกคนก็เหนื่อยมากแล้ว”
       “ดีเลย ฮิชิดะ งั้นเดี๋ยวคุณกินอาหารเสร็จแล้ว...แวะไปรับผมที่ท่าน้ำหน้าบ้านด้วยก็แล้วกัน”
       ฮิชิดะรับคำ “ตกลง”
       คนอื่นๆ เดินมุ่งไปโรงครัว
       โกโบริเดินจะไปบ้านอังศุมาลิน มีหมอทาเคดะตามมา
       “โกโบริ”
       “มีอะไร”
       “อยากฝากไปบอกอะไรอังศุมาลินซังหน่อย”
       “บอกมา”
       “บอกอังซัง...ว่า...คุณ...จะทำตัวให้ดีกว่านี้ จะไม่บ้างาน จะไม่ห่วงอย่างอื่น มากไปกว่า..อังซัง กับลูก”
       โกโบริอึ้ง
       “ทำไม พูดไม่ได้เหรอ” หมอถาม
       โกโบริทำหน้างอ นิดๆ “เรื่องแบบนี้ หมอไม่ต้องมาสั่งให้บอกหรอก ผมรู้หรอกน่า ว่าจะพูดยังไง”
       “พูดให้ได้ก็แล้วกัน” หมอทาเคดะหัวเราะชอบใจ แล้วเดินแยกไป
       โกโบริมองตาม อดยิ้มเขินๆ ออกมาไม่ได้ ตั้งใจว่า จะลองทำ ให้ดีที่สุด
      
       ดึกมากแล้วตาบัวกะตาผล สอดตามองระวังระไว ตบยุงไปมา
       ตาบัวเกาคันแกรกๆ “ไอ้จิ๋มหนึ่ง แกว่า” พลางมองๆ ไปทางอู่ “จะมีเรือไอ้ยุ่นผ่านมาซักลำมั้ยวะตอนนี้”
       ตาผลฉุน “ปากนะเอ็ง เข้าป่าอย่าพูดถึงเสือ ลงเรืออย่าพูดถึงตะเข้”
       “แล้วถ้ามันมา เอ็งกะข้าจะพายทันหนีเหรอวะ”
       “เออ...”
       ตาผลคิดตาม เหลียวมองตาบัว ก่อนหันระไวระไวกันต่อไป
      
       ด้านวนัสยังจับกุมมืออังศุมาลินไว้แน่น
       “แล้วอังล่ะ คิดถึงเค้ามั้ย”
       อังศุมาลินไม่ตอบ และพูดไม่เต็มเสียงนัก “นัส..เราจากกันไปนานเหลือเกิน ทั้งบ้านเมืองทั้งอะไรๆ ที่นี่มันเปลี่ยนแปลงไปมาก”
       “อังจะบอกเรื่องที่เป็นไปงั้นหรือ”
       อังศุมาลินแปลกใจ “นัส”
       พูดเท่านั้นอังศุมาลินก็ได้แต่นิ่ง สองคนเงียบงันกันไป
       วนัสบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
       “ถ้าจะเล่าเรื่องนั้น ไม่ต้องเล่าหรอก เค้ารู้หมดแล้ว”
      
       ขณะเดียวกันทหารยามเปิดประตูให้โกโบริ พร้อมทำความเคารพ โกโบริยิ้มให้
       โกโบริเดินมาตามทางอย่างใจร้อน แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าอังศุมาลินมาดู แล้วยิ้มกับมัน แล้วเก็บใส่กระเป๋า แนบตัว รีบเดิน
      
       ทางด้านสองคนเดินขรึมๆ มาด้วยกัน หยุดที่หน้าต้นลำพู หิ่งห้อยบินมากมาย
       “ตอนที่โดนสอบ...ล่ามญี่ปุ่น...คนนั้น ท่าทางกิริยามารยาท หน้าตาเขาดีเชียวละ พูดจาสุภาพ แต่ไม่รู้ว่าเขาจะรู้หรือเปล่าว่า...นัสเป็น...” วนัสอึกอัก
       อังศุมาลินบอกเบาๆ “เขารู้”
       “ถ้าอย่างนั้น นับว่าเขาเป็นชายชาติทหารทีเดียว”
       “แล้ว...ตัวได้ยิน..เรื่องของเค้า...ว่ายังไงมั่ง”
       “ตอนรู้ใหม่ๆ มันเหมือนกับโลกทั้งโลกพังทลายลงมาทับ เหมือนกับว่าหัวใจกำลังขาดหายไปจากร่าง ตอนนั้นจะอยู่หรือตายก็ไม่สะดุ้งสะเทือนทั้งนั้น”
      
       อังศุมาลินใจแป้ว ครางเบาๆ “นัส”


  


       ฟากโกโบริเดินลิ่วมา แล้วได้กลิ่นดอกมะลิหอมมาตามลม มองๆ หา เห็นมะลิที่ต้นออกดอกเต็ม เป็นมะลิซ้อน โกโบริเก็บมาให้มีก้านยาวถือได้ 2-3 ดอก แล้วทำหน้าหมายมุ่งมั่น
      
       โกโบริเดินอ้อมมาข้างเรือน ตรงจุดที่เห็นตรงต้นลำพูพอดี แล้วมองไป แต่ต้องผงะ เมื่อเห็น อังศุมาลิน และวนัส ยืนเผชิญกัน มีหิ่งห้อยบินวนสวยงาม
       ร่างโกโบริอยู่ในที่มืด ไม่มีใครเห็น
       อังศุมาลินพูดจริงจัง “นัส เขาเสียใจจริงๆ นะ เขารักษาคำสัญญานั้นไว้ไม่ได้”
       “ลืมมันไปเถอะ คำสัญญานั่นมันแค่สิ่งที่เขาพยายามเอามาผูกตัวไว้ อย่าเอามากังวลอีกเลย”
       อังศุมาลิน ประหลาด แกมโล่งใจ “นัส..นัสไม่ต้องการให้เขารักษามันไว้จริงๆหรอกหรือ ไม่โกรธเขาหรือ”
       วนัสพยายามพูดให้อังศุมาลินรู้สึกดี ทั้งๆ ที่เจ็บปวดมาก “จะโกรธทำไม ในเมื่อคำสัญญานั้นมันเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัวของผู้ชายคนหนึ่งที่อยากให้ผู้หญิงที่ตัวรักเฝ้าคอยอยู่ปีแล้วปีเล่า โดยไม่ได้คำนึงว่าเขารักตัวหรือเปล่า แล้วถ้าฝ่ายหญิงเกิดไปรักใครเข้าเสียก่อน ก็จะโวยวาย..เพื่อประโยชน์ของตัวเอง”
       “นัส เขาไม่เคยคิดอย่างนี้ นอกจาก…”
       “ตัวเลยกำลังเป็นทุกข์เพราะเรื่องนี้กระมัง” วนัสมองขาด
       “ไม่รู้ซิ..เขายังไม่รู้เหมือนกันว่าเขาเป็นคนยังไง หรือต้องการอะไรกันแน่”
       อังศุมาลินเงยมองหน้าวนัส ด้วยความสิ้นหวัง สับสน ขอความช่วยเหลือ วนัสมองอย่างสงสารและเข้าใจ จับมือมากำไว้
      
       ฟากโกโบริแอบมองไปที่ท่าน้ำ เห็นวนัสกำลังยืนกุมมืออังศุมาลินไว้
       ภายใต้เงาต้นไม้ โกโบริยืนนิ่ง ในใจเจ็บปวดเหลือแสน ในมือกำดอกมะลิช่อนั้นแน่น สับสนพลุ่งพล่าน ปล่อยดอกมะลิหลุดมือ ลงไปหักยับเยินอยู่ในกอหญ้า แล้วคว้าซามูไรมา ใจแค้นอยากฆ่าคน
      
       วนัสมองที่อังศุมาลินจริงจัง
       “ลุงผล ลุงบัว บอกว่า..อัง จะมีเด็ก”
       อังศุมาลินบอกอย่างภาคภูมิเชื่อมั่น
       “ใช่จ้ะ นัส”
       วนัสพยายามสะกดเสียงให้ราบเรียบปกติ
       “ถ้าอย่างนั้น...ตัวควรจะตัดสินใจได้แล้ว เพราะยังไงเขาก็เป็น...พ่อของเด็ก เรื่องอื่นต้องยกไว้ อย่าไปคำนึงถึงมันอีก นอกจากที่ตัวทำลงไปนี่เป็นเพราะเหตุผลอื่น หากเป็นอย่างนั้น พอจบสงคราม เขาจะกลับมาแต่งงานกับตัวให้ได้”
       “ในเวลานี้..เขาไม่มีเหตุผลอื่น..นอกจาก..เขา..รักลูกของเขา แล้วก็..รักพ่อของลูก”
       “ดีแล้ว..อัง..แบบนี้แหละ ดีแล้ว เขาอยากให้อังมีความสุข”
       อังศุมาลินพยักหน้า น้ำตาไหลรินออกมา
       วนัสเข้าเข้ามา แล้วใช้นิ้วตัวเองปาดเช็ดน้ำตาให้
       อังศุมาลินถอยนิดนึง แล้วเช็ดเอง แต่เงยหน้ายิ้มให้กัน
      
       โกโบริเขม้นมองนึกว่าสองคนปรับความเข้าใจ จึงชักดาบออกมา แต่ต้องรีบห้ามใจ เก็บดาบ แล้วรีบเมินหน้า สะบัดตัวหันกลับเดินหนีไปจากนั้น
      
       ส่วนที่ท่าน้ำอังศุมาลินเอ่ยขึ้นอย่างตื้นตัน
       “ขอบใจจ้ะนัส..ขอบใจ”
       วนัสฝืนยิ้ม ทั้งๆ ที่ข้างในแสนเศร้า
       “เขาต้องรีบไป แล้ววันหลังจะแวะมาอีก ตัวอย่าคิดอะไรให้ซับซ้อนนัก จำไว้ว่า...หากตัวจะรักใครสักคน ก็จงรักเสียเถอะ แล้วตัวจะได้รู้ว่า ความรักมันเหมือนแสงสว่างที่อบอุ่นอยู่ในหัวใจไม่มีวันดับ” วนัสหมายถึงในใจตนด้วย มองหน้าเพื่อจดจำตลอดไป “เขาไปละนะ”
       “ทำไมต้องรีบนักล่ะนัส อยู่คุยกันอีกไม่ได้เหรอ”
       “วันนี้เห็นทีจะไม่ได้แต่จะพยายามหาเวลาแอบมาใหม่” มองขึ้นไปบนบ้าน “เขาอยู่บ้านหรือเปล่าล่ะ”
       “เปล่า ช่วงนี้ไปวุ่นอยู่ที่โรงงาน เออ นัส ที่พม่าเป็นยังไงบ้าง”
       “ไม่ค่อยดีหรอก ทำไมหรือ”
       “โกโบริจะย้ายไปพม่า”
       “ไม่จำเป็นก็อย่าไปดีกว่า เพราะตอนนี้การรบกำลังรุนแรงมาก...” วนัสหันไปทางอู่ “เขาอยู่ที่อู่นี่หรือ”
       อังศุมาลินพยักหน้าช้าๆ
       “เขาเป็นนายช่างใหญ่ที่นี่”
       “อืม...” วนัสครุ่นคิด “เตือนๆ เขาทางอ้อมอย่าให้รู้ตัวหน่อยแล้วกัน อย่าข้ามไปบางกอกน้อยเวลามีทิ้งระเบิด”
       “งั้น ที่เขาว่ากันว่า นัสเข้ามาทำงาน…”
       “ใช่”
       “ระวังๆ หน่อยนะนัส”
       “ไม่เป็นไรหรอก ตัวนั่นละ ช่วงนี้อยู่ให้ห่างๆ จากบางกอกน้อยให้มากๆ ไว้นะ เขาไปละ ต้องรีบไปทำงานแล้ว”
       วนัสก้าวกระโดดลงเรือไป ตาบัว กะตาผล ร้องลั่น เพราะเรือโคลง
       “ระวังตัวนะนัส”
       “ไปละอัง อย่าลืมที่เขาเตือนนะ”
       อังศุมาลินยืนมองจนเรือลับตาไป ถอนใจยาว ที่ได้ปลดภาระอันแสนหนักลงไปได้
       แววตาอังศุมาลินเป็นประกายฉาบไปด้วยความหวัง และความสุข จนแทบระเบิดเป็นเสียงหัวเราะดังๆ ออกมา พลันอังศุมาลินหันมองไปทางอู่เรือบอกตัวเองเบาๆ เต็มเปี่ยมความหวัง
       “โกโบริ..ฉันมีข่าวดีจะบอกคุณ..อย่าไปพม่าเลยนะ” แล้วรีบก้าวไปในสวน
      
       อังศุมาลินเดินกึ่งวิ่งกำลังจะเลี้ยวผ่านข้างบ้านไป พลางเหลือบไปเห็นพุ่มมะลิช่อใหญ่ที่กำลังขาวสะพรั่ง จึงก้มเก็บขึ้นมา
      
       พร้อมกับนึกถึง ภาพเหตุการณ์เมื่อหลายวันมาแล้ว ขณะที่อังศุมาลินมาก้มเก็บดอกมะลิ โกโบริเข้ามามองใกล้ๆ ก่อนดึงไปจากมือ โกโบริตาเป็นประกาย ฉกไปจากมืออังศุมาลิน ยกขึ้นดมสีหน้าหอมสดชื่น
       “ดอกมะลิ” โกโบริยิ้มกรุ้มกริ่ม “ดีแล้ว เวลาผมไม่อยู่ คุณจะได้เก็บดอกไม้นี่ ไปวางไว้ใกล้ๆ ที่หมอน แทนตัวผม”
       อังศุมาลินมองค้อน ว่าช่างคิดได้นะ
      
       อังศุมาลินนึกได้ แววตามุ่งมั่น เด็ดดอกมะลิ มา 2-3 กิ่ง
       “ฉันจะเอาดอกไม้ไปคืนคุณ...แล้วก็บอกว่า...เอาดอกไม้คืนไปเถอะ...แต่ตัวคุณ..ต้องกลับบ้านของเราเสียที”
      
       อังศุมาลินรีบวิ่งไปตรงพงไม้ที่โกโบริยืนอยู่ตะกี๊นี้ ก้าวข้ามมะลิเละๆ ของโกโบริไปโดยไม่รู้ตัว

       ทหารยามตบเท้ายืนตรงแข็งขันทันทีเมื่อเห็นอังศุมาลินเดินตรงมา
      
       “เชิญครับ” แล้วนึกได้ร้อง “เอ๊ะ”
       ทหารยามเปิดประตูทางเข้าอู่กว้างๆ ให้อังศุมาลินที่มายืนอยู่ตรงหน้าทางเข้าอู่
       “มีอะไรหรือ”
       ทหารยามสีหน้าไม่แน่ใจ เหลียวมองเข้าไปข้างใน ทหารอีกคนที่เพิ่งจะออกเวร และกำลังจะเดินเข้าไปหันมาพอดี
       ที่แท้เป็นเคสุเกะ
       “อ้าว นายช่างไม่ได้อยู่ที่บ้านครับ เห็นแกบอกว่าจะกลับไปกินอะไร แล้วยังบอกให้ฮิชิดะซังเอาเรือไปรอที่ท่าน้ำที่บ้าน จะเลยไปบางกอกน้อยต่อ”
       อังศุมาลินงง “หรือจ๊ะ ขอบใจมาก”
       พลางอังศุมาลินถอนใจยาว ก่อนหันกลับ
       อังศุมาลินเดินจากมา งงๆ พลางก้มดูดอกมะลิในมือ แล้วยิ้มๆ ยกขึ้นมาแตะที่ริมฝีปาก เดินกลับ
      
       อังศุมาลินวิ่งลิ่วกลับบ้านมาทางหนึ่ง ส่วนอีกทางหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างกันคนละฟากท้องร่อง โกโบริยืนนิ่งงัน สีหน้าเลื่อนลอยครุ่นคิดอยู่
      
       อังศุมาลินก้าวฉับๆ เดินขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว สีหน้าเต็มเปี่ยมว่าจะได้เจอโกโบริ มือยังถือมะลิอยู่
       อังศุมาลินโผล่หน้าขึ้นมาที่ปากประตู กวาดตามองหาทั่ว
       ยายศร กะแม่อร กำลังช่วยกันนาบพลูและจัดวางเรียงซ้อนกองกันอยู่หันมา
       “ยายอัง นี่แม่กับยายกำลังเป็นห่วงอยู่พอดี หนูหายไปไหนมานานเชียว”
       “โกโบริละคะ”
       อังศุมาลินไม่รอฟังคำตอบ ก้าวเดินตรงจะไปที่ห้องนอน
       “เอ๊ะ ไม่เห็นนี่ลูก”
       อังศุมาลินใจหล่นวูบ
       “หนูเห็นที่ไหนมา”
       “ตะกี้หนูไปที่อู่ แล้วเคสุเกะว่าเขามานี่..เอ..หรือว่า…”
       เรือเร็วลำหนึ่ง มีฮิชิดะนั่งมา ส่องไฟสว่าง กำลังแล่นมา
      
       โกโบริอยู่ในสวน ถอนใจ และตัดใจ แล้วลำดับความคิด ว่าจะเอาไงดี ในที่สุดตัดสินใจรีบเดินมาทางท่าน้ำ
       ส่วนอังศุมาลินพรวดหันกลับตรงไปที่บันไดอีก
       “จะไปไหนอีกลูก”
       “หนูจะลงไปดูที่ท่าน้ำอีกทีค่ะ”
       “ฮื้อ ถ้ามาก็คงขึ้นมาเองแหละลูก มันมืด เดินขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวก็ตกลงไปอีก”
       อังศุมาลินกลั้วหัวเราะ เสียงแจ่มใส “ไม่ตกหรอกค่ะ หนูจะไม่ยอมกลิ้งลงไปอีกเด็ดขาด หนูมีอะไรจะเล่าให้เขาฟังนี่คะ”
       อังศุมาลินลงบันไดหายไป ยายกะแม่คุยกันไปมา
       “ยายอังนี่นะผีเข้าผีออก เดี๋ยวก็งอดแงด เดี๋ยวก็อยากพบเขาขึ้นมาเชียว”
       “ก็ฤทธิ์งอนแหละค่ะ”
       “นั่นสิ พ่อดอกมะลิ แกก็ขยันง้อของแกจริงๆ”
       แม่อรหัวเราะ
      
       ขณะเดียวกันโกโบริมายืน เงยหันมามองตัวบ้าน อังศุมาลิน ที่สว่างไสว เรือฮิดะชะลอรับ ท้ายเรือเร็วกำลังแล่นมาถึง โกโบริรีบเมินหน้าหนีจากมา และมองไปต่างด้านหน้าของตนเท่านั้น
       อังศุมาลินเดินลงบันไดมาถึงพื้นหน้าบ้าน รีบหันขวับไปที่ท่า เสียงเรือเร็วที่คุ้นเคยดังเข้ามา
       “โกโบริ”
       อังศุมาลินรีบวิ่งไปที่ท่าน้ำอย่างรวดเร็ว พอดีโกโบริก้าวลงเรือ แล้วเรือก็ออกตัวไปทันที อังศุมาลินรีบวิ่งมาหยุดอยู่ที่ท่าน้ำ ทอดสายตาเหลียวมองตามเรือที่แล่นไปในความมืดอย่างแสนเสียดายและผิดหวัง
       “โกโบริ...”
       ภายในเรือ เสียงเรือดังกลบ โกโบรินั่งหน้าเชิด มองตรงไปเบื้องหน้าเท่านั้น เรือถูกกลืนหายไปกลางความมืด
       อังศุมาลินยืนเคว้ง มองตามไป ข้างหน้าคือคุ้งน้ำดำมืด ลมพัดต้นลำพูพลิ้วไหวแรง บรรยากาศแสนวังเวง
      
       อังศุมาลินถอนใจยาว ทิ้งตัวลงนั่งที่ท่าน้ำ วางมะลิข้างตัว กอดอกชะเง้อมองตามไป


  


       “สถานีรถไฟบางกอกน้อย ธนบุรี ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๘”
      
       ทหารญี่ปุ่นพลุกพล่าน ไปมา กำลังเร่งขนแบกเสบียงกันวุ่นวาย เห็นหัวรถจักรรถไฟจอดเทียบท่าอยู่
       โกโบริ ฮิชิดะ เดินลิ่วๆไป
      
       ตรงบริเวณมุมลับตาแห่งหนึ่ง ในสถานีรถไฟบางกอกน้อย เครื่องส่งสัญญาณวิทยุกำลังสูง กำลังถูกใช้งาน โดยฝีมือวนัส เสียงเคาะรหัสดัง ตาบัวกะตาผล เหลียวมองระแวดระวังไปมารอบ เห็นสถานีรถไฟบางกอกน้อย มีทหารญี่ปุ่นพลุกพล่านอยู่ไกลๆ
       วนัสกำลังรีบเคาะส่งรหัสสัญญาณอย่างรีบเร่ง และสำเร็จลงพอดี ก่อนเงยหน้ามาทำมือส่งสัญญาณให้ตาบัว และตาผลว่าเรียบร้อย
       ตาบัวกะตาผล กำมือขึ้นเขย่าเป็นเชิงบอก สำเร็จแล้วโว้ย
      
       อังศุมาลินที่ยังนั่งกอดอกเหม่อมองไปยังต้นทางคุ้งน้ำอยู่ พลันเสียงหวอสัญญาณโหยหวนระรัวดังขึ้น อังศุมาลินตกใจ ใจสั่นรัว รีบลุกขึ้นทันที
      
       ที่อู่เรือญี่ปุ่น กลุ่มทหารที่กำลังกินบะหมี่กัน เคสุเกะมายืนสั่งการโหวกเหวก ก่อนที่บรรดากุลีจะรีบวิ่งกรูออกไป ไฟส่องสว่างตามจุดต่างๆ ทยอยดับลง เครื่องปั่นไฟหยุดทำงาน
       ทหารญี่ปุ่นวิ่งกันพลุกพล่าน ไปมา ทาเคดะแหงนมองไปบนท้องฟ้า ก่อนรีบเดินไป
      
       อังศุมาลินรีบพรวดขึ้นเรือนมา แม่อร กะยายศร อยู่นอกชานกำลังรีบเก็บกระด้งพลูเข้าที่ เสียงหวอดังแหลม โหยหวน เยือกเย็น ยังดังลั่นไม่หยุดหย่อน
       “ต๊าย ตายๆ..มากันอีกแล้ว”
       “ช้าๆ ก็ได้ค่ะแม่คุณยาย”
       อังศุมาลินตรงไปหรี่ไส้ตะเกียงลงจนเกือบดับ
       “ทำไมมันหนาวเยือกๆ อย่างนี้ก็ไม่รู้” ยายบอก
       “หนูไปเตรียมผ้าห่มให้คุณยายเถอะลูก ข้าวของพวกนี้ สุมๆ วางทับๆ ไว้นี่ก่อนก็ได้”
       อังศุมาลินเดินตรงหายเข้าไปในห้อง ก่อนหอบกระเป๋ายามฉุกเฉินกับผ้าห่มรุงรังออกมา
       “ทางเราคงไม่มีอะไรหรอกค่ะ หมู่นี้เขาทิ้งกันตรงที่ตรงทาง เพราะพวกใต้ดินเขาให้ที่หมายกันแน่นอน”
       “หลังๆ ก็ไม่ค่อยกลัวหรอก แต่วันนี้ใจมันหายวับๆ ยังไงก็ไม่รู้”
       อังศุมาลิน และแม่อร ต่างเงียบ ก่อนที่แม่อรตรงไปเป่าตะเกียงดับ
       “ไปกันเถอะ ยายอังปิดประตูนะลูก แม่จะพาคุณยายลงไปก่อน”
       อังศุมาลินเหลียวมองสำรวจบ้านอีกรอบ ความมืดโดยรอบทำให้รู้สึกวังเวงสะท้าน ก่อนหันตามเดินลงเรือนไป
      
       อังศุมาลินรีบเดินตามมา แม่อรที่จูงยายศรเดินนำไปตามทางในสวนที่มืดทึม
       ยายศรพูดเสียงสั่น “มืดเหลือเกินพ่อดอกมะลิก็ไม่อยู่เสียด้วย หวอวันนี้ทำไมมันกระชั้นๆ เย็นๆ นักนะ”
       “คงเข้าโจมตีใหญ่มังคะ”
       “นั่นสิ ถึงได้กระเหม่นตามาตั้งแต่กลางวัน นึกแล้ว ว่าต้องมีเหตุ โดนหวอจริงๆ นี่แหละ” ยายว่า
       อังศุมาลินเดินตามแม่อร และยายไปกระชั้น
      
       ไม่นานนัก ฝูงเครื่องบินบี24 แล่นทะมึน เสียงดังครืนใกล้เข้ามา แม่อรยาย นั่งคลุมโปงบนเสื่อที่ปูอยู่ที่ท้องร่อง อังศุมาลินแหงนมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
       “คืนนี้น่าจะโจมตีหนัก” อังศุมาลินว่า
       “เจ้าประคุ้ณ พ่อแก้วแม่แก้วกวัดไกวร้อยโยชน์แสนโยชน์เอาไปลงทะเลให้หมดทีเถอะ” ยายไหว้ไม่เลิก
       “มันจะไม่ลงทะเลนะซิคะ ป่านนี้พวกใต้ดินคงติดต่อวิทยุกับข้างบนกันให้วุ่นไปแล้ว”
       “ใครบอกหนู” แม่อรตกใจ
       เสียงฝูงเครื่องบินบี 24 ดังใกล้เข้ามา พร้อมเสียงยิงต่อต้านเริ่มดังกลบ จนแม่อรต้องเงี่ยหูเข้าไปใกล้ๆ อังศุมาลินพูดไม่เต็มเสียง
       “วนัสค่ะ”
       “ใครนะ หนูบอกอีกทีซิ”
      
       ที่บริเวณกลางคลองบางกอกน้อย เสียงหวีดของลูกเหล็กระเบิดลงเป็นห่าฝนดังเสียดระทึก เสียงปืนต่อต้านดังอึงอล ตาบัวกะตาผล รีบจ้วงพายไม่ยั้งสุดแรง มีวนัสนั่งกลาง
       ตาบัวกะตาผลออกแรง จนเหนื่อย หอบแฮ่กๆ เสียงระเบิดลงสนั่น แผ่นดินสะเทือนเลื่อลั่นดังกึกก้องกัมปนาท พลันแสงวาบสาดกระทบหน้าคนทั้งสาม
       ตาบัวร้อง “เย้”
       “เต็มๆ เต็มๆ เยี่ยมมากพ่อนัส” ตาผลดีใจ
       วนัสตะโกนเร่ง “รีบไปจากตรงนี้เถอะ”
       ตาบัวกะตาผล จ้วงต่อทันที
      
       วนัสเหลียวมองไปข้างหลัง เห็นท้องฟ้าสีเพลิงแดงฉาน ลุกโชติเหนือที่ตั้งสถานีรถไฟบางกอกน้อย

      ที่สถานีรถไฟบางกอกน้อย เวลานั้น ทหารญี่ปุ่นวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่น อาคารที่ตั้งพังทลาย ไฟลุกไหม้เป็นจุดๆ โกโบริ และฮิชิดะ หมอบนอนราบอยู่หลังที่กำบังหนึ่ง บริเวณใกล้โรงเครื่องจักร
      
       “ถ้าจะหนักแน่ เราควรจะออกไปจากที่นี่” โกโบริว่า
       “ครับ” ฮิชิดะเห็นด้วย
       พลันเสียงหวีดของเหล่าลูกเหล็กลงมาอีกรอบ เห็นว่าอาคารตรงหน้าโดนระเบิดเต็ม กระจุยพัง ต่อหน้า
       โกโบริ และเคสุเกะรีบหมอบนิ่ง เปลวไฟร้อนวูบสาดซัด ซากปรักปลิวว่อนมาโดนใกล้ๆ
       ส่วนที่ท้องร่องสวน เสียงระเบิด แผ่นดินไหวสะเทือน ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย แม่อร ยายศร และอังศุมาลินนอนหมอบเบียดกันแน่น
       “เจ้าประคุ้ณ ยังกับลงใกล้ๆ โดนเข้าที่ไหนก็ไม่รู้” ยายไหว้ปลกๆ
       “เสียงม