กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] ทวิภพ



ทวิภพ


ออกอากาศ : ละครหลังข่าว จันทร์- อังคาร 20.25 น ทางช่อง 7
บทประพันธ์ : ทมยันตี
บทโทรทัศน์ : นันทวรรณ รุ่งวงศ์พาณิชย์
กำกับการแสดง : มาวิน แดงน้อย, เพ็ญลักษณ์ อุดมศิลป์  
ผู้ผลิต : ดารา วีดีโอ จำกัด


รายชื่อนักแสดง

อรรคพันธ์ นะมาตร์    รับบทเป็น    หลวงเทพ / หลวงอัครเทพวรากร
เขมนิจ จามิกรณ์    รับบทเป็น    มณีจันทร์
พิชยดนย์ พึ่งพันธ์    รับบทเป็น    ไรวัต
กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า    รับบทเป็น    กุลวรางค์
ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา   รับบทเป็น     ดร.ตรอง
ฝนทิพย์ วัชรตระกูล    รับบทเป็น    ประยงค์
อานัส ฬาพานิช    รับบทเป็น    หลวงเจนพาณิช
ดวงดาว จารุจินดา   รับบทเป็น     คุณหญิงแสร์
ปภัสรา เตชะไพบูลย์   รับบทเป็น     มาลิดา
ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี   รับบทเป็น     เจ้าคุณวิศาลคดี
ปนัดดา โกมารทัต    รับบทเป็น    คุณหญิงสรเดช
โอลิเวอร์ บีเวอร์    รับบทเป็น    จอร์น
ปรีดา ตันเต็มทรัพย์    รับบทเป็น    ปิแอร์
วชิรา เพิ่มสุริยา    รับบทเป็น    นุ่ม / ม้วน
เอกรินทร์ อารีรักษ์   รับบทเป็น    ขาบ
กมลพรรณ ทานตะวิรยะ    รับบทเป็น    อิ่ม


เรื่องย่อ ละครทวิภพ

มณีจันทร์ (เขมนิจ จามิกรณ์) สาวแห่ง พ.ศ.นี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ ชาติตระกูลและการศึกษา ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมาแทบตลอด เพราะบิดารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ และต้องเดินทางตามประเทศต่างๆ ในฐานะเอกอัครราชทูต

เมื่อมณีจันทร์และคุณมาลิดา (ปภัสรา เตชะไพบูลย์) ผู้เป็นมารดา กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด มณีจันทร์ฝันซ้ำๆ อยู่แต่เรื่องเดียว เธอฝันเห็นเรือนทรงไทยตะคุ่มๆ เห็นห้องหนึ่งสลัวราง และในห้องนั้นก็มีเสียงเรียก “แม่มณี...แม่มณีจ๋า” เธอตื่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเรียกนั้นนุ่มนวลชวนให้ถวิลหายิ่งนัก

มณีจันทร์ไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังแม้แต่คุณมาลิดา จนกระทั่งวันหนึ่งเธอซื้อกระจกบานหนึ่งมาจากร้านขายของเก่ากระจกบานยาวในกรอบไม้ฉลุสลักลวดลายเก่าจนฝุ่นเขรอะ ลายบางส่วนหักวิ่น “กระจกสมัย รัชการที่ 5” เจ้าคุณวิศาลคดี (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) ชายชราผู้ขายบอกเธอ ที่กระจกมีรอยร้าวเป็นทางจากมุมลงมา มณีจันทร์ใช้ปลายนิ้วเช็ดกระจกเฉพาะตรงหน้า แว่บแรก เธอรู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยเห็นคันฉ่องกรอบนั้นมาช้านาน หัวใจเอิบอาบซาบซ่าละม้ายได้ของรักคืนมา กระจกบานนั้นถูกตั้งไว้ในห้องนอนของเธอทำมุมกับอ่างล้างหน้าและเหยือกโบราณที่มีอยู่เดิม สิ่งอัศจรรย์หลายอย่างเกิดขึ้นกับเธอแม้ยามหลับและยามตื่น เธอรู้สึกถึงความผูกพันแนบแน่นที่มีต่อเจ้าของเสียง“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”ทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้าผู้เรียกเลย วันหนึ่งเธอก็ได้เห็น “เขา” เห็นรูปถ่ายที่บ้านกุลวรางค์(กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า) เพื่อนสนิท มณีจันทร์รู้สึกว่าใช่คนนี้แน่นอนจึงซักไซร้จนได้ความว่าท่านคือเจ้าคุณอัครเทพวรากรหรือหลวงเทพ(อรรคพันธ์ นะมาตร์) เอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกาและคุณหญิงของท่านชื่อ “คุณมณี” มณีจันทร์จึงขอรูปหลวงเทพจากกุลวรางค์ รูปที่ได้มาเหมือนสายใยที่ร้อยรัดความรู้สึกของมณีจันทร์ให้แนบแน่นกับผู้ชายในฝันมากขึ้น จนกลายเป็นเส้นที่ขีดขั้นระหว่างเธอกับไรวัต(พิชยดลย์ พึ่งพันธ์) นายทหารหนุ่มแห่งกองทัพบกผู้ถึงพร้อมทั้งชาติตระกูลทรัพย์สมบัติและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ไรวัตรักมณีจันทร์มาก แต่รู้สึกว่าการกลับมาเมืองไทยคราวนี้มณีจันทร์แปลกไป เขารู้สึกว่าเธอมีคนอื่น ทำให้เขาร้อนรุ่มใจยิ่งนัก

กระจกที่ได้มาทำให้มณีจันทร์เกิดเห็นภาพนิมิตหลายครั้งจากเงาสะท้อน แต่เธอก็บอกใครไม่ได้ เธอจึงไปคุยกับ ดร.ตรอง(ณัฏฐ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา) นักฟิสิกส์เพื่อนสนิทอีกคน ดร.ตรองยืนยันความเป็นไปได้ของการมองเห็นภาพในอดีตทำให้มณีจันทร์มั่นใจวาสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอไม่ใช่เรื่องเหลวไหล

มณีจันทร์แน่ใจว่ากระจกเป็นสื่อจากเธอถึงเจ้าคุณอัครเทพวรากรในอดีตและรับภาพจากอดีตมาถึงเธอ ทุกวันเธอจดจ่ออยู่กับการหาหนทางให้ติดต่อกับภาพในอดีตนั้นได้ เพราะเธอรู้สึกว่าผู้ที่อยู่ไกลโพ้นในอดีตก็หวนหาเธออยู่เช่น และด้วยกระแสจิตแห่งความผูกพันธ์ที่รุนแรงทำให้กระจกเกิดพลานุภาพดึงมณีจันทร์หลุดเข้าไปสู่ห้วงแห่งกาลเวลาย้อนกลับไปสู่อดีต สู่ชายที่เธอเฝ้าใฝ่หามาตลอด

ความผูกพันและใฝ่หากันค่อยๆ สานตัวเป็นความรักที่อ่อนหวาน โดยทั้งสองฝ่ายไม่ต้องเอ่ยปากบอกรักกัน ซึ่งขณะนั้นเจ้าคุณอัครเทพวรากรซึ่งขณะนั้นเป็นแค่เพียงหลวงอัครเทพวรากร ไม่เคยคิดถามหาหัวนอนปลายเท้าของดรุณีแรกรุ่นวัยที่กำเนิดผู้ผุดขึ้นกลางเรือนชานผู้นี้เลย และยิ่งกว่านั้นยังคิดปกป้องดูแลหนทางแห่งการ ไป-มาของเธอให้สะดวกราบรื่นโดยไม่ให้ใครรู้เห็นอีกด้วย แต่ความก็แตกจนได้เมื่อบ่าวไพร่สังเกตในความแปลกของนายจนเล่าลืออื้ออึงว่า นายเลี้ยงผี เมื่อม้วน(วชิรา เพิ่มสุริยา) บ่าวสาวได้ประจันหน้ากับผู้มาเยือนในห้องนอนของหลวงเทพ และในที่สุดคุณหญิงแสร์(ดวงดาว จารุจินดา) มารดาผู้เฉลียวฉลาดของหลวงเทพได้ประจักษ์ด้วยตาตนเองว่ามีสาวน้อยนางหนึ่งมาเยือนบุตรชายของท่านโดยผ่านทางกระจก ความเชื่อปรัมปราทำให้คุณหญิงสรุปว่าสาวน้อยนั้นมาจาก”เมืองลับแล”

ความน่ารักและอิริยาอาการและการพูดจาของมณีจันทร์ ผูกใจคุณหญิงและบ่าวไพร่ทั้งบ้านไว้ได้อีก ทุกคนรอคอยการมาเยี่ยมเยือนของเธอและอาลัยทุกครั้งที่เธอกลับสู่ถิ่นฐานของตน การได้มาเยือนอดีตทำให้ มณีจันทร์ใฝ่ใจที่จะค้นคว้าช่วงเวลาที่เธอมาเยือนมากขึ้นและเมื่อยิ่งรู้ว่าปัญหาที่ยิ่งใหญ่ของประเทศในตอนนั้นคือการที่ฝรั่งเศสคุกคามจะเอาดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงซึ่งเป็นของไทยไปครอบครองและปัญหานี้หลวงเทพต้องร่วมแก้ด้วย มณีจันทร์จึงยิ่งใฝ่ที่จะหาทางช่วยประเทศให้พ้นจากการล่าอาณานิคม

มณีจันทร์ใช้ความรู้ความสามารถทั้งหมดที่มีช่วยงานหลวงเทพในงานของบ้านเมืองเท่าที่เธอจะช่วยได้ และเธอก็ได้แสดงความฉลาดเฉลียวสูงสุดให้ปรากฏในงานเลี้ยงทูตานุทูตข้าราชการชาวต่างประเทศ หลวงเทพปักใจว่าผู้หญิงคนนี้แหละที่เขาจะเลือกเป็นคู่ครองแทน แม่ประยงค์(ฝนทิพย์ วัชรตระกูล) สาวน้อยผู้งดงามอ่อนหวานและวางตัวอยู่ในกรอบข่ายของขนบประเพณีทุกกระเบียดนิ้ว ซึ่งผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายหมายไว้ให้แก่กัน

หากแต่คุณหลวงจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสาวน้อยผู้มาเยือนทางกระจกนั้นจะอยู่กับเขาได้ตลอดไป...กระจกบานนั้นไม่เคยให้ความแน่นอนในการมาและไปของเธอ ไม่เคยให้ความมั่นใจว่าเธอจะอยู่ในภพของเขาได้นานเท่าที่เขาต้องการอยากให้อยู่ เขาต้องยอมจำนนกับกระจกบานนี้หรือไม่ หากคนสองคนหลวงเทพและ มณีจันทร์จะประคองรักแท้ระหว่างกันให้ดำเนินต่อไปได้ คงต้องมีใครสละอะไรเพื่อรักแท้นั้นแน่นอน...

ที่มา :

เรื่องย่อโดยละเอียด ละครทวิภพ

ที่มา :

ตอนที่ 1


มณีจันทร์ มโนวรรณ ลูกสาวของท่านทูตณรงค์กับคุณหญิงมาลิดากลับมาเยี่ยมเมืองไทยคราวนี้ มักจะฝันย้อนอดีตไปในสมัย ร.5 เห็นตัวเองเดินสำรวจอยู่ในบ้านเรือนไทยริมน้ำที่ไร้ผู้คน มีเพียงเสียงเรียกอันอ่อนหวานของชายผู้หนึ่งดังมาจากบนบ้าน น้ำเสียงอบอุ่นนั้นเหมือนคุ้นเคยกับเธอมานานแสนนาน

“แม่มณีจ๋า...แม่มณี...”

มณีจันทร์วิ่งตามหาเจ้าของเสียงทั่วบ้านแต่ไม่เจอ คล้ายกับเธอไม่รู้วิธีจะพบเขาคนนั้น เธอฝันซ้ำๆเช่นนี้เป็นประจำและจะตกใจตื่นตอนนี้ทุกครั้ง มณีจันทร์ทนเก็บไว้คนเดียวไม่ไหว โทร.เล่าเรื่องนี้ให้แม่ของเธอฟัง คุณหญิงมาลิดาไม่ติดใจสงสัยอะไรนัก คิดว่าลูกแค่ฝันเห็นชายในฝันของตัวเองเท่านั้น

ooooooo

ถึงวันที่มณีจันทร์ต้องขึ้นแสดงในงานการกุศลของสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนที่เธอกับคุณหญิงมาลิดาเคยร่ำเรียน คุณหญิงมาลิดาเดินทางกลับจากต่างประเทศเพื่องานนี้โดยเฉพาะ หลังจากกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่บ้าน คุณหญิงมาลิดาตรงไปยังโรงแรมหรูกลางกรุง เพื่อให้ทันการแสดงของลูกสาว

บรรยากาศในงานการกุศลเป็นไปอย่างคึกคัก แขกเหรื่อที่มาล้วนแต่เป็นศิษย์เก่าผู้มีชื่อเสียง บรรดาคุณหญิงคุณนายต่างส่งลูกสาวของตัวเองขึ้นแสดงบนเวที การแสดงของใครมียอดเงินบริจาคสูงสุดจะได้รับรางวัลจากไรวัตนายทหารหนุ่มอนาคตไกล ลูกชายว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งเป็นที่หมายปองของสาวๆ

บรรดาสาวไฮโซต่างแสดงกันสุดฝีมือโดยยึดแนวทางอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยตามที่อาจารย์แก้วใจนายกสมาคมศิษย์เก่าเจ้าระเบียบต้องการ การแสดงมีทั้งเล่นระนาด ตีขิม รำไทย คุณหญิงมาลิดาพยายามถามกุลวรางค์เพื่อนสนิทของมณีจันทร์ว่าคราวนี้มณีจันทร์จะแสดงอะไร กุลวรางค์อุบไว้ให้ท่านคอยชมเอาเอง

การแสดงบนเวทีน่าเบื่อมาก แขกในงานนั่งหาวหวอดๆ บางคนคุยกันไม่ได้สนใจการแสดง สักพัก ไรวัตในชุดสูทสุดหล่อเดินเข้ามาในงาน สาวทั้งหลายตาลุกวาว บางคนก็เข้ามาทักทายจะชวนไปร่วมโต๊ะด้วย แต่ไรวัตขอตัว แล้วเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับกุลวรางค์และคุณหญิงมาลิดา ทักทายทั้งคู่อย่างสนิทสนม

“การแสดงชุดต่อไปโดยศิษย์เก่ารุ่นที่ 42 น.ส.มณีจันทร์ มโนวรรณ” พิธีกรบนเวทีประกาศ

“นึกว่าจะมาไม่ทันแล้ว เมณี่จะสวยแค่ไหนนะคืนนี้” ไรวัตว่าพลางจ้องมองไปยังเวทีเขม็ง

มณีจันทร์พร้อมด้วยแดนเซอร์ในชุดสาวลูกทุ่ง ออกมาร้องและเต้นกันกระจายในเพลงลูกทุ่งจังหวะสนุกๆขัดกับบรรยากาศไทยเชยๆก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง ส่งผลให้คนในงานที่กำลังนั่งเซ็ง หันมองเป็นตาเดียวกัน ไรวัตถึงกับอ้าปากค้าง อาจารย์แก้วใจลมจับ ส่วนกุลวรางค์ยิ้มร่าลุกขึ้นร้องเพลงตามสนุกสนาน ไรวัตหายจากตะลึงกลายเป็นขำ เช่นเดียวกับคุณหญิงมาลิดาที่แอบยิ้มพอใจ ไลล่าสาวไฮโซที่ขึ้นแสดงไปก่อนแล้ว มองแค้นใจที่ทุกคนให้ความสนใจมณีจันทร์มากกว่าตนเอง...

หลังการแสดงจบ คุณหญิงมาลิดารู้ตัวต้องโดนอาจารย์แก้วใจซึ่งเคยเป็นครูของตนเองเล่นงานเรื่องมณีจันทร์ คิดจะชิ่งหนีแต่อาจารย์แก้วใจตามมาต่อว่าจนได้ คุณหญิงมาลิดาถึงกับหน้าจ๋อย...

ครู่ต่อมา ไรวัตนำกุหลาบแดงช่อใหญ่มามอบให้มณีจันทร์ซึ่งนั่งรออยู่ในห้องแต่งตัว เป็นที่อิจฉาตาร้อนของไลล่าและนักแสดงสาวคนอื่นๆ มณีจันทร์หัวเราะชอบใจที่แกล้งอาจารย์แก้วใจจนเป็นลมเป็นแล้ง

“รู้สึกรถพยาบาลจะมารับแล้วนะ...หัวใจวาย” ไรวัตอำหน้าตาย

มณีจันทร์ตกใจลุกพรวดจะออกไปดูด้วยความเป็นห่วง ไรวัตโอบเอวเธอดึงกลับมานั่งตามเดิม

“ผมล้อเล่นน่ะ...ขนาดเมณี่แต่งตัวอย่างนี้ แถมทำอะไรบ้าๆยังสวยเลย ผู้ชายทั้งงานที่กำลังหาวหวอดๆตาสว่างขึ้นมาทันทีที่เห็นแฟนของผมเดินออกมา” ไรวัตแสดงตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของมณีจันทร์ออกนอกหน้า

“แฟนคุณหรือ...มั่วแล้ว” มณีจันทร์ดึงมือเขาออก “นี่ชักเอาใหญ่แล้วนะ ออกไปห่างๆเดี๋ยวอาจารย์ทั้งหลายมาเห็นเข้า ที่ไม่หัวใจวายก็วายกันตอนนี้แหละ” มณีจันทร์ว่าแล้วลุกขึ้นเดินออกจากห้อง ไลล่ากับสาวคนอื่นๆมองตามหมั่นไส้ โดยเฉพาะไลล่าถึงกับออกปากถ้ารางวัลชนะเลิศเป็นของมณีจันทร์ เธอไม่ยอมแน่ๆ...

ไลล่าทำอย่างที่ลั่นวาจาไว้ ทันทีที่มณีจันทร์รับรางวัล

ชนะเลิศจากไรวัต ไลล่าก็สติแตกร้องกรี๊ดๆ ก่อนตรงเข้าแย่งรางวัลจากมือมณีจันทร์ สาวๆที่เหลือต่างกรูเข้ายื้อแย่งรางวัลกันวุ่นวายไปหมด ไรวัตเห็นมณีจันทร์ตกอยู่ในวงล้อมพวกสาวๆรีบเข้าไปห้าม แต่ถูกกำปั้นของไลล่าซัดเข้าเต็มหน้าผงะหงายหลัง

ทุกคนในงานพากันขำกลิ้ง อาจารย์แก้วใจเป็นลมอีกรอบ กุลวรางค์เป็นห่วงเพื่อนรักรีบวิ่งเข้าไปดู เห็นมณีจันทร์ค่อยคลานออกมาจากวงล้อมของสาวๆที่ยังตบตีแย่งรางวัลกันอุตลุด

กุลวรางค์กับมณีจันทร์ยืนเท้าเอวมองเอาเรื่อง กุลวรางค์ยุให้เพื่อนเข้าไปแย่งรางวัลคืน มณีจันทร์ฮึดฮัดเหมือนจะทำตามเพื่อนยุ แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจดื้อๆ ยิ้มหน้าทะเล้นชูสิบนิ้วหลา

“เสียดายเล็บสวยๆเพิ่งไปทำมาใหม่...ไปกันเถอะกุล...

ฉันหิวจะแย่...ไปหาของอร่อยๆกินกันดีกว่า” มณีจันทร์เชิดใส่กลุ่มสาวๆก่อนเดินลงจากเวทีพร้อมกับกุลวรางค์...

ค่ำวันเดียวกันที่บ้านมโนวรรณ มณีจันทร์เล่าเรื่องตอนรับรางวัลให้แม่ของเธอฟัง แล้วพากันหัวเราะชอบใจ มณีจันทร์ตำหนิสาวไฮโซพวกนั้นว่าไรสาระ พอรู้ไรวัตจะเป็นคนมอบรางวัล ต่างพากันจ้างครูมาสอน ลงทุนสั่งเครื่องดนตรีมาจากเมืองนอก บางคนก็ขุดโคตรเพชรมาใส่

“มิน่า พอโผพลิกเป็นการแสดงเพี้ยนๆของหนูก็เลยรับไม่ได้ถึงกับตบตีกันกลางเวที”

“นี่ไงคะ เมณี่ถึงเรียกว่ากุลสตรีหลอกลวง คุณแม่คิดดูนะคะ บางคนจบโทมาจากเมืองนอก บางคนมีเงินเป็นร้อยล้าน พันล้าน แต่สมองสนใจแต่เรื่องแข่งกันเด่น แข่งกันแย่งผู้ชาย เมณี่เบื่อชีวิตแบบนี้เต็มทน อยากออกไปให้พ้นๆจากสังคมแบบนี้...เมณี่อยากหางานทำค่ะคุณแม่ อยู่เฉยๆเดี๋ยวจะฟุ้งซ่าน”

“ฟุ้งซ่านเรื่องชายในฝันหรือ...ยังฝันอยู่ไหม” คุณหญิงมาลิดากระเซ้า ขณะที่มณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล...

คืนนั้น มณีจันทร์ยังคงฝันเห็นบ้านเรือนไทยหลังเดิมและเสียงเรียกของผู้ชายคนนั้นเหมือนเช่นเคย

ooooooo

เกิดเหตุการณ์ประหลาดเมื่อมณีจันทร์ขับรถตามถนน จู่ๆเครื่องยนต์ก็รวน เธอรีบจอดรถข้างทางหน้าร้านขายของเก่าแห่งหนึ่ง มณีจันทร์ลองสตาร์ตรถ อีกครั้ง แต่เครื่องไม่ติด หยิบมือถือขึ้นมาจะกดเรียกช่างเล็ก ที่เป็นช่างซ่อมรถเจ้าประจำ มือถือแบตฯหมด เธอเลยเดินเข้าไปในร้านขายของเก่า ที่มืดสลัวและเย็นเฉียบ

“คุณคะ...คุณ...แอร์เย็นไปหรือเปล่า...ปิดหน้าต่างประตู ซะมิด ไฟสักดวงก็ไม่มี คงขายของได้หรอก...คุณคะ...คุณ

มีใครอยู่ไหมคะ” มณีจันทร์บ่นไปพลางร้องเรียกคนในร้านไปด้วย แต่ทุกอย่างเงียบ

เธอเดินลึกเข้าไปในร้านยิ่งดูมืดและวังเวงราวกับเป็นร้านผีสิง ของเก่าๆในนั้นทำให้บรรยากาศน่ากลัว ยิ่งเจอชายแก่ผมขาวโพลนเจ้าของร้านที่อยู่ๆก็โผล่มายืนข้างๆยิ่งชวนขนหัวลุก เธอรีบขอใช้โทรศัพท์โทร.ตามช่างแต่พอเธอจะออกจากร้านกลับได้ยินเสียงคุ้นหูของผู้ชายในความฝันร้องเรียก

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”

หญิงสาวชะงัก เดินตามเสียงไปยังมุมหนึ่งของร้านไม่เจอใคร พบแต่กระจกเงาในกรอบไม้บานใหญ่ตั้งอยู่ มณีจันทร์ เดินเข้าไปใกล้เหมือนต้องมนต์สะกด ยกมือลูบรอยร้าวเล็กน้อยตรงมุมกระจกเงาบานนั้น ชายแก่เล่าว่า

“ของสมัยรัชกาลที่ห้า คนไม่ซื้อเพราะติว่ามีรอยแตก คนเขาไม่เอาเข้าบ้าน” ชายแก่เห็นมณีจันทร์ยังยืนตะลึง สะกิดเรียก หญิงสาวสะดุ้ง ถามจะขายเท่าไหร่ ชายแก่ขายให้ในราคาถูก มณีจันทร์จึงตกลงซื้อทันที...

ไม่นานนัก ช่างเล็กพร้อมลูกน้องมาถึง รถของมณีจันทร์กลับสตาร์ตติดเหมือนไม่มีอะไรเสีย มณีจันทร์งง เมื่อครู่เครื่องยังรวนอยู่เลย ช่างเล็กเป็นห่วงเกรงรถจะเกอีก ตอนเย็นเขาจะให้ช่างไปรับรถคันนี้ที่บ้านไปตรวจสภาพให้อีกที มณีจันทร์เห็นช่างเล็กขับรถกระบะมาจึงวานให้ช่วยขนกระจกโบราณบานนั้นไปส่งบ้านให้ด้วย

ทันทีที่รถของมณีจันทร์กับรถกระบะของช่างเล็กแล่นออกไป ร้านขายของเก่าแห่งนั้นหายวับกลายเป็นร้านว่างเปล่าไม่มีการตกแต่งใดๆ มีเพียงป้ายให้เช่าติดอยู่หน้าร้าน...

มณีจันทร์เอากระจกโบราณวางไว้ในห้องนอนของเธอตรงข้ามกับชุดอ่างล้างมือและเหยือกโบราณซึ่งตั้งอยู่บนตู้เตี้ยๆ ทำให้เกิดเงาสะท้อนของอ่างล้างมือและเหยือกพอดี คุณหญิงมาลิดามองกระจกอย่างชื่นชมแต่เสียดายนิดเดียวที่มีรอยร้าว มณีจันทร์จะหาช่างมาซ่อม คุณหญิงคัดค้าน

“ฝีมือคนโบราณซ่อมยากเก็บไว้แบบนี้เก๋กว่า...เอ... แปลกจัง กระจกบานนี้...อ่างล้างหน้ากับเหยือกที่หนูมีอยู่แล้ว อย่างกับเคยเป็นชุดเดียวกันมาก่อน”

“จริงด้วยสิคะ...อืม เป็นชุดเดียวกันก็ดี คู่ที่พลัดหายไปได้มาเจอกันแล้วไงคะ”

คุณหญิงอดขำกับความคิดของลูกสาวไม่ได้ จังหวะนั้น ดาวเด็กสาวรับใช้เดินเข้ามาพร้อมกับอุปกรณ์ทำความสะอาด คุณหญิงเลยชวนมณีจันทร์ลงไปข้างล่าง ปล่อยให้ดาวทำความสะอาดกระจกอยู่ในห้องเพียงลำพัง ขณะที่ดาวกำลังเอาผ้าเช็ดกระจก เกิดควันคล้ายหมอกบางๆคลุมกระจก จากนั้น เงาสะท้อนของกระจกเปลี่ยนไป สะท้อนเหยือกและอ่างใบเดียวกันเพียงแต่เป็นคนละห้อง ไม่ใช่ห้องของมณีจันทร์

ดาวเช็ดกระจกไปสักพัก เอะใจมองเงาสะท้อนในกระจกแล้วหันไปมองที่ผนังห้อง ทำไมดูคล้ายกันแต่ไม่เหมือน พอหันกลับไปมองกระจกอีกครั้ง พลันมีเสียงมโหรี ดังขึ้นพร้อมกับภาพหลวงอัครเทพวรากรเดินมาที่ชุดเหยือกกับอ่างน้ำที่อยู่ในห้องของเขาเหมือนดำรงชีวิตปกติโดยไม่เห็นดาว คุณหลวงเทพเดินมาหยุดหน้ากระจก ดาวเห็นเขาเต็มตาถึงกับเข่าอ่อนคิดว่าเห็นผี กรีดร้องสุดเสียง ก่อนจะทรุดลงไปนั่งกับพื้น

เสียงกรีดร้องของดาวดังไปถึงห้องนั่งเล่นที่นุ่มแม่บ้านกำลังเสิร์ฟน้ำให้คุณหญิงมาลิดากับมณีจันทร์ ทั้งสามคนตกใจ รีบวิ่งขึ้นมาดู เห็นดาวนั่งตัวสั่นหน้าซีด ละล่ำละลักว่าเห็นผีในกระจกเงาโบราณ ขอร้องคุณหญิงอย่าให้เธอทำความสะอาดกระจกอีกเลย นุ่มตำหนิว่าไร้สาระ เธออยู่บ้านนี้ตั้งแต่สาวไม่เห็นมีผีที่ไหน สั่งให้ดาวทำความสะอาดกระจกให้เสร็จ ตนจะช่วยเช็ดอีกแรง

มณีจันทร์มองไปที่กระจกเงาก็เห็นปกติดี ชวนแม่ลงมานั่งคุยเรื่องการสอบบรรจุเป็นข้าราชการของเธอที่ห้องนั่งเล่นต่อ คุณหญิงมาลิดาแปลกใจที่เห็นมณีจันทร์มุ่งมั่นจะเข้ารับข้าราชการให้ได้

“ก็เพราะพ่อกับแม่นั่นแหละ รวมทั้งบรรพบุรุษของเมณี่ด้วย ทุกคนยอมเป็นข้าฯรองพระบาททำงานรับใช้พระเจ้าอยู่หัว...เฮ้อ...ไอ้เรื่องพวกนี้มันคงอยู่ในหัวของเมณี่มากเกินไป”

“จะเอาจริงๆก็ต้องกระทรวงการต่างประเทศ”คุณหญิงมาลิดาเสนอ มณีจันทร์ไม่ต้องการใช้เส้นสายของพ่อ และไม่อยากถูกนินทาลับหลัง เธอจะลองไปสอบกระทรวงอื่นดูเอง

“คราวนี้เอาจริงแฮะ...เป็นอะไรขึ้นมาน่ะเรา หมู่นี้น่ะ”

“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ หนูรู้แต่อยากหนีไปจากสภาพแวดล้อมแบบนี้ เหมือนต้องการหาที่ที่เหมาะ คนที่เหมาะ อะไรก็ไม่รู้บอกไม่ถูก มันร้อนรนอยู่ในใจนี่แหละค่ะ”มณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังนอนหลับ เกิดควันจางๆขึ้นที่กระจกเงาโบราณพร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งของของบางอย่างที่มีเธอคนเดียวได้ยิน ทันใดนั้น กระจกเงาโบราณเปิดเป็นช่องสีดำและมีเสียงร้องเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้น

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า”



มณีจันทร์ละเมอขานรับ ก่อนจะลุกขึ้นเดินมาที่กระจก เห็นเป็นช่องสีดำแปลกตา เธอเอื้อมมือจะแตะ แต่มีเสียงแม่ของเธอมาปลุกเสียก่อน มณีจันทร์สะดุ้งตื่น หันขวับมองกระจก ทุกอย่างเป็นปกติถึงได้รู้ว่าตัวเองแค่ฝันไป คุณหญิงมาลิดาเตือนว่าสายแล้ว ลูกมีนัดกับไรวัตกินมื้อเที่ยงไม่ใช่หรือ...

ไม่นานนัก มณีจันทร์มาพบกับไรวัตที่ร้านอาหารหรูตามนัด ไรวัตเจ้ากี้เจ้าการสั่งอาหารกับเครื่องดื่มให้มณีจันทร์โดยไม่ถามสักคำ ทำให้เธอขุ่นเคืองมาก เท่านั้นยังไม่พอ เขายังถือวิสาสะใช้เส้นสายพ่อของเขาช่วยให้เธอได้งานที่กระทรวงศึกษาธิการ มณีจันทร์โวยลั่น เธออยากได้งานด้วยความสามารถของตัวเอง ถ้าเธอสอบสู้คนอื่นไม่ได้ เธอก็ไม่สมควรได้งาน ถ้าทุกคนใช้เส้นสายกันหมดแล้วชาติบ้านเมืองจะเป็นอย่างไร

“ชาติบ้านเมืองมาเกี่ยวอะไรเนี่ย”ไรวัตชักหงุดหงิด มณีจันทร์บ่นอุบผู้คนเดี๋ยวนี้มักไม่สนใจประเทศชาติสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น ไรวัตเคืองคิดว่ามณีจันทร์ว่าเขาเห็นแก่ตัว
“ไม่ใช่...ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่คุณไม่เข้าใจฉัน คุณบอกว่าฉันเป็นคนพิเศษ แต่คุณไม่รู้จักฉันเลย...เฮ่อ... เพราะอย่างนี้สิ ฉันถึงปันใจให้ชายในฝัน”

ไรวัตงงชายในฝันอะไร มณีจันทร์รีบกลบเกลื่อนไม่อยากพูดเรื่องไร้สาระนี้อีก ขอร้องไรวัตไม่ให้ทำลายคุณค่าของเธอด้วยการช่วยเหลือเธอแบบนี้ ไรวัตโกรธที่มณีจันทร์ปฏิเสธความหวังดี

“หน้าตาผม นามสกุล การศึกษา ตำแหน่งและครอบครัวของผมทำให้ผมไม่จำเป็นต้องง้อใคร มีผู้หญิงมาเข้าแถวให้ผมเลือกเยอะนะเมณี่ อย่าทำให้ผมปวดหัวนักเลย”
“งั้น...ก็ได้เวลาที่คุณจะไปหาผู้หญิงที่เข้าแถวพวกนั้นแล้วล่ะ” มณีจันทร์สะบัดหน้าเดินออกไป...

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านของกุลวรางค์ ขณะที่กุลวรางค์เดินผ่านตู้เก่าหลังหนึ่ง อยู่ๆกระจกตู้ปริแตกร่วงลงพื้นทั้งที่ไม่มี ใครไปแตะต้อง เด็กรับใช้กำลังเช็ดฝุ่นอยู่อีกมุมหนึ่งของห้อง ปฏิเสธเป็นพัลวันว่าไม่ได้ทำอะไร ตู้นั่นแตกเอง คุณหนูกุลก็เห็น กุลวรางค์เข้ามาดูใกล้ๆ

“เออน่าไม่ต้องร้องโวยวายไปหรอก ตู้มันคงเก่าน่ะ อยู่เฉยๆมันก็แตกได้...เอ๊ะรูปนี่...” กุลวรางค์ล้วงมือเข้าไปหยิบกรอบรูปอันหนึ่งซึ่งวางคว่ำหน้าอยู่ เมื่อเธอหงายขึ้นดู เห็นรูปหลวงอัครเทพวรากรบรรพบุรุษของกุลวรางค์ยืนอยู่ในชุดราชปะแตนดูหล่อเหลามาก...

ไม่นานนัก มณีจันทร์มาหากุลวรางค์ที่บ้านบ่นว่าไรวัตชอบบังคับเธอทำโน่นทำนี่ให้ฟัง กุลวรางค์ชวนมณีจันทร์ไปนั่งจิบน้ำชาคุยกันที่โต๊ะสนาม ระหว่างเดินผ่านห้องอาหารมณีจันทร์ได้ยินเสียงมโหรีที่มีเสียงไวโอลินสีนำ ถึงกับหยุดกึก สาวเท้าไปยังห้องที่เป็นต้นเสียง กุลวรางค์ไม่ได้ยินอะไรได้เดินตามงงๆ

มณีจันทร์หยุดยืนหน้ารูปของหลวงอัครเทพที่กุลวรางค์เพิ่งพบก่อนที่เพื่อนจะมาถึงไม่นาน เธอหยิบรูปขึ้นมาถามว่าทำไมไม่เคยเห็นรูปนี้มาก่อน กุลวรางค์เพิ่งเอามาตั้งก่อนเธอมาครู่เดียว แล้วเล่าให้ฟังว่า

“ท่านผู้นี้คือหลวงอัครเทพวรากร เป็นเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา สมัย ร.5 น่ะ รู้สึกท่านจะเป็นส่วนหนึ่งในการเจรจาให้ไทยรอดจากการตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ฝรั่งเศสอะไรทำนองนี้”

มณีจันทร์ให้ความสนใจและชื่นชมหลวงอัครเทพไม่หยุดปากถึงขนาดขอรูปนี้กลับบ้าน กุลวรางค์เห็นเพื่อนอยากได้เลยยกให้ มณีจันทร์เฮลั่นโดดกอดกุลวรางค์ดีใจมาก...

ฝ่ายไรวัตขับรถตามมาบ้านกุลวรางค์ เห็นรถมณีจันทร์ ขับสวนออกมา มีผู้ชายนั่งมาข้างๆไรวัตมองเขม็งหลวงอัคร–เทพยิ้มเยือกเย็นมองตาม ไรวัตเจ็บใจจะวกรถตาม แต่เจอรถบรรทุกขวางทางทำให้กลับรถไม่ได้ ไรวัตอารมณ์ค้างเข้าไปโวยใส่กุลวรางค์ รู้เห็นเป็นใจให้มณีจันทร์พาหนุ่มมาที่นี่ แล้วไม่ต้องปฏิเสธให้ยาก เขาเห็นกับตามีผู้ชายนั่งรถไปกับมณีจันทร์ กุลวรางค์งง ไรวัตคงตาฝาด มณีจันทร์กลับไปคนเดียวแท้ๆ...

มณีจันทร์มาถึงห้องนอนตัวเองได้ยินเสียงนุ่มกำลังคุยโม้ให้ดาวซึ่งยังหน้าตื่นๆฟังว่าไม่ต้องกลัว ถ้าผีกล้าโผล่มาเธอจะทุบหัวให้น่วม มณีจันทร์นึกสนุกย่องเข้ามาแกล้งทำตาโตชี้ไปที่กระจกเงาเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง นุ่มหันมาเห็น ตกใจกรี๊ดสนั่นโดดผลุงเดียวไปแอบอยู่มุมห้อง มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจ

“ฉันล้อเล่น แม่นุ่มน่ะไหนว่าจะทุบให้น่วมไง กระโดดก่อนใครเพื่อนเลยนะ ที่แท้ก็เก่งแต่ปาก”

นุ่มเสียหน้าขณะที่ดาวแอบยิ้มขำ มณีจันทร์หยิบรูปของหลวงอัครเทพจากกระเป๋าถือมาวางข้างๆเหยือกกับอ่างน้ำโบราณ แอบยิ้มเขินให้คนในรูป ดาวเดินมาเห็น ตาเหลือกมือสั่นชี้ไปที่รูป

“นั่นๆๆๆ...คนที่หนูเห็น...ในกระจกเมื่อวันก่อน...หน้าแบบนี้เลยหนูจำได้...ไม่เอาแล้ว...ไม่ทำแล้ว” ดาววิ่งร้องไห้ออกไป นุ่มยืนหน้าซีด เสียวสันหลังวูบ มณีจันทร์มองรูปกับกระจกสลับไปมาแปลกใจ

ooooooo

ตั้งแต่ได้รูปของหลวงอัครเทพมา มณีจันทร์พาติดตัวไปทุกที่ ไม่ว่าจะกินข้าว อ่านหนังสือ แม้กระทั่งเวลานอน เธอจะเอารูปของเขาวางไว้บนหมอนอีกใบหนึ่งข้างๆ พอจะหลับก็เอารูปมากอดไว้...

มณีจันทร์หยิบหนังสือหลายเล่มมากองไว้ พยายามเปิดหาชื่อหลวงอัครเทพเอกอัครราชทูตไทยคนแรกประจำสหรัฐอเมริกา แต่ไม่พบข้อมูลใดๆ หันไปพูดกับรูปของเขา
“เฮ่อ...ท่านเจ้าคุณขา ฉันหาเรื่องของท่านทุกเล่มแล้ว

ไม่เห็นมีปรากฏเลย หรือว่าเราต้องไปค้นที่ห้องสมุด”

มณีจันทร์หอบหนังสือมาเปิดอ่านตรงตีนบันไดขึ้นห้อง เผลอนอนหลับขวางทาง  หลวงอัครเทพจะขึ้นข้างบน เห็นมณีจันทร์นอนขวางทางอยู่ ขอโทษแล้วเดินหลบเธอขึ้นไป

“ไม่เป็นไรค่ะ...เมณี่ง้วงง่วง  ของีบเดี๋ยวเดียวนะคะ” มณีจันทร์โต้ตอบเหมือนคนคุ้นเคยอยู่ร่วมบ้าน

พอร่างของหลวงอัครเทพพ้นไปแล้ว มณีจันทร์ลุกพรวด รู้สึกเหมือนเมื่อครู่เพิ่งเห็นหลวงอัครเทพตัวเป็นๆเดินผ่าน รีบวิ่งขึ้นไปดู เดินหาทั่วบ้านแต่ไม่พบ เธอวิ่งมาที่กระจกเงาโบราณในห้องเห็นหมอกควันบางๆปกคลุมกระจก จากนั้นเงาสะท้อนในกระจกกลายเป็นห้องว่างเปล่าของหลวงอัครเทพ

มณีจันทร์ทรุดฮวบมองเงาสะท้อนอย่างตั้งใจ เห็นหลวงอัครเทพเดินไปเดินมาช้าๆสีหน้าครุ่นคิด หญิงสาวตะลึง ขยี้ตาตัวเองอย่างไม่เชื่อสายตา พลันภาพของหลวงอัครเทพหายไป กลายเป็นเงาสะท้อนของเธอในกระจกตามปกติ มณีจันทร์เอามือแตะกระจกก็ไม่มีอะไร เริ่มคิดหนัก หรือเป็นตัวเธอที่ไม่ปกติ...

ได้เวลาที่คุณหญิงมาลิดาต้องกลับต่างประเทศ สิ้นเดือนนี้ที่สถานทูตไทยที่โน่นมีงานเลี้ยง เธอต้องไปดูแลความเรียบร้อย มณีจันทร์มาส่งแม่ที่สนามบินท่าทางไม่อยากให้ไป คุณหญิงมาลิดาอดสงสัยไม่ได้ ทุกทีลูกไม่เคยงอแงที่ต้องจากพ่อแม่

มณีจันทร์สังหรณ์ใจชอบกลเหมือนเราสองคนจะไม่ได้เจอกันอีก

“ทำไมเราจะไม่ได้เจอกันล่ะ ไม่มีเหตุผลเลย เอ...หรือว่าเพราะไรวัต...เป็นแฟนกัน ต้องมีการทะเลาะกันเพื่อปรับความเข้าใจ แม่ว่าดีออก” คุณหญิงมาลิดามองโลกในแง่ดีเสมอ

“เมณี่ไม่เคยเรียกไรวัตว่าแฟนนะคะ...บอกไม่ถูก เมณี่เหมือนรอใครบางคนมาตลอด แต่ไม่เคยเห็นภาพเขาเป็นไรวัตเลย” มณีจันทร์สีหน้าจริงจัง คุณหญิงมาลิดายิ้ม ปลอบว่าเด็กสาวมักจะรอพระเอกในนิยายเสมอแล้วดึงลูกมากอด มณีจันทร์มองตามแม่เดินเข้าไปด้านในสนามบินอย่างเหงาๆ...

มณีจันทร์หลับไปแล้ว มีเสียงเรียกของหลวงอัครเทพดังฝ่าความเงียบสงัดยามค่ำคืน หญิงสาวขานรับทั้งที่ยังหลับตา เสียงหลวงอัครเทพร้องเรียกให้เธอมาหา จังหวะนั้น เกิดควันขึ้นปกคลุมกระจกเงาโบราณ พร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งของอะไรบางอย่าง มณีจันทร์ลืมตาโพลง ลุกขึ้นนั่ง

“ได้ค่ะ...เมณี่จะได้รู้สักทีว่าเมณี่เป็นบ้าไปหรือเปล่า”

มณีจันทร์เดินมานั่งหน้ากระจกเงา กลั้นใจยื่นมือเข้าไปในนั้น มือของเธอหายไปในกระจก มณีจันทร์ตาเบิกกว้าง ชักมือกลับถอยกรูด หยิกมือตัวเองราวกับจะปลุกให้ตื่นจากฝัน แต่เธอกลับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น ตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัวเพราะตระหนักแล้วว่าไม่ได้ฝัน พุ่งไปหยิบผ้าคลุมเตียงมาปิดกระจกเงาไว้ทั้งบาน

ooooooo

มณีจันทร์นึกถึง ดร.ตรอง เพื่อนสนิทอีกคนหนึ่ง เขาอาจจะมีคำตอบของเรื่องนี้ เธอจึงแวะไปหาเขาที่ห้องเรียน ตรองกำลังสอนนักศึกษาเรื่องมิติของเวลาพอดี เขาเปิดอุปกรณ์ที่ทำขึ้นเองเพื่อเป็นสื่อการสอน แต่อุปกรณ์เริ่มทำงานผิดปกติ ทำให้มีควันสีขาวพวยพุ่งออกมา นักศึกษาชี้ชวนให้กันดูตื่นเต้น ตรองรีบวิ่งไปถอดปลั๊กอุปกรณ์ออก แต่ควันพุ่งไม่หยุด แถมเกิดประกายไฟออกจากตัวเครื่อง นักศึกษาชอบใจตบมือกันเกรียว

“โหย...สุดยอด...อุปกรณ์ของอาจารย์เจ๋งสุดๆ”

ไฟเย็นเริ่มฟู่ไปติดกองสารเคมีใกล้ๆ ตรองเห็นท่าไม่ดี ตะโกนสุดเสียงให้ทุกคนหนี แล้วคว้ามือมณีจันทร์วิ่งออกจากห้อง นักศึกษาเห็นอาจารย์เผ่นแน่บ หยุดหัวเราะหน้าตาตื่นวิ่งหนีกันอลหม่าน เสียงวี้ดว้ายลั่นตามมาด้วยเสียงอุปกรณ์แตกเปรี้ยงๆๆ เละไปทั้งห้อง

ครู่ต่อมา ตรองถูกคณบดีเรียกไปพบที่ห้องทำงาน เสียงคณบดีเอ็ดตะโรลั่น มณีจันทร์รออยู่หน้าห้องถึงกับสะดุ้ง ตรองถูกด่าสักพัก เดินหน้าแห้งออกมา มณีจันทร์เข้ามาแตะไหล่เพื่อน

“ตรองก็ยังเป็นตรองไม่ว่ากี่ปี แล้วนี่จะโดนอะไรบ้างล่ะ”

“พักการสอนสองอาทิตย์ เฮ่อ...ฉันน่ะโดนจนชินแล้วล่ะช่างมันเถอะ ว่าแต่เมณ่ีเถอะนึกยังไงถึงมาหาฉัน”

มณีจันทร์ชวนตรองไปบ้านเธอกินข้าวไปด้วยคุยกันไปด้วย ตรองมองสงสัย เพื่อนรักมีเรื่องอะไร...

ไม่นานนัก ตรองกับมณีจันทร์มาถึงบ้านมโนวรรณ มณีจันทร์มีคำถามจะถามตรองมากมาย แต่พอเจอหน้าเขากลับไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร นิ่งคิดครู่หนึ่ง ถามตรองตรงๆเชื่อว่าผีมีจริงไหม

“ไม่มี...วิทยาศาสตร์เราเรียกว่าคลื่นหรือพลังงานจ้ะ คือเราจะไม่เชื่อว่ามีได้ประเภทคนตายไปแล้วลุกขึ้นมาหลอก แต่เราเชื่อว่ามีพลังงานหรือคลื่นจากอดีต...อันนั้นมีอยู่”

มณีจันทร์ฟังตรองอธิบายอย่างตั้งใจ อีกมุมหนึ่งหน้าบ้านไรวัตลงจากรถมองเข้าไปข้างใน เห็นมณีจันทร์นั่งคุยอยู่กับผู้ชายท่าทางสนิทสนม หงุดหงิดขึ้นมาทันที จ้ำพรวดๆตรงไปหา

ตรองอธิบายอีกว่า “ภาพที่ตาเห็นเกิดจากแสงที่มารวมกันเป็นภาพ...ทุกคืนที่เรามองดาวน่ะ รู้ตัวไหมเรากำลังมองอดีตนะ...ดาวพวกนั้น เนื่องจากมันไกลมากเหมือนที่เขาเรียกหลายล้านปีแสง ดาวบางดวงน่ะดับไปนานแล้ว ทีนี้แสงหรือภาพๆนั้นมันเดินทางมาไกลมาก ต้องใช้เวลานาน บางทีนานกว่าชั่วอายุคนคนหนึ่งเสียอีก เราจึงไม่ทันเห็นภาพปัจจุบันตอนมันดับแสง แต่ดันไปเห็นภาพอดีตที่มันยังรุ่งโรจน์”

“เพราะฉะนั้น อดีตจึงไม่จำเป็นต้องเป็นอดีตเหมือนที่ตรองสอนในห้องเรียน”

“ถูกต้อง...ให้เอ...พูดง่ายๆคือ ภาพอดีตคือพลังงานแสงชนิดหนึ่ง มันเดินทางเรื่อยไป หาอุปกรณ์ดีๆไปรับให้ทัน เราก็จะเห็นอดีต นี่คือหลักการของไทม์แมชชีน”

“อุปกรณ์ดีๆ...หรือว่าคือกระจก...เป็นกระจกได้ไหมตรอง”

ตรองยังไม่ทันจะพูดอะไร ไรวัตโผล่พรวดเข้ามาชี้หน้าตรองตะคอกถามมณีจันทร์ด้วยความหึงหวง ผู้ชายคนนี้เป็นใคร มณีจันทร์ไม่พอใจตวาดกลับว่าเป็นเพื่อน ไรวัตยิงคำถามเป็นชุด ทำไมเขาถึงไม่รู้จัก สนิทกันแค่ไหน คบกันตั้งแต่เมื่อไหร่ มณีจันทร์โกรธแกล้งพูดแหย่ เธอกับตรองสนิทกันมาก คบกันมาก่อนไรวัตแถมเขายังเคยขึ้นไปนอนบนห้องของเธอด้วย แล้วหันไปขอคำยืนยันจากเพื่อนรัก ตรองพาซื่อตอบฉะฉาน

“อ๋อครับ ตอนนั้นมาเล่นน้ำกัน เสื้อผ้าไม่ได้เอามา ถอดเล่นมันโทงๆทั้งเมณี่ทั้งผม พอจะกลับก็เหนื่อย สุดท้ายเลยนอนมันซะเลย”

ไรวัตฟิวส์ขาดซัดตรองเปรี้ยงเข้าเต็มหน้าเซถลาล้มลงไปกองบนโซฟา แล้วตามเข้าไปกระชากคอเสื้อขึ้นมาจะซ้ำ มณีจันทร์ทุบตีไรวัตอุตลุด สั่งให้ปล่อยเพื่อนของเธอเดี๋ยวนี้ ตอนนั้นเธอกับตรองเป็นแค่เด็ก ตรองย้ำเราสองคนอายุแค่เจ็ดขวบครึ่งเอง พูดได้แค่นั้นก็หมดสติด้วยฤทธิ์หมัดของไรวัต


มณีจันทร์รีบพาตรองไปส่งโรงพยาบาล หมอตรวจอาการแล้วแค่ฟกช้ำไม่ได้เป็นอะไรมาก มณีจันทร์โกรธต่อว่าไรวัตต่างๆนานา แทนที่จะสำนึกผิด ไรวัตกลับพาลหาเรื่อง

มณีจันทร์หมดความอดทน เดินหนี

ooooooo

หลังจากพาตรองไปส่งบ้าน มณีจันทร์กลับถึงบ้านมโนวรรณ แต่ไม่กล้าเข้าห้องตัวเอง  ยังขยาดกระจกไม่หายได้แต่ยืนพิงอยู่หน้าประตู ดาวเดินผ่านมาร้องทัก เจ้านายสาวเจอดีเหมือนเธอแล้วใช่ไหมถึงได้เอาผ้าไปปิดกระจกเงาไว้แบบนั้น มณีจันทร์เกรงจะเสียฟอร์ม วางท่าเก่ง

“ใครว่า...ฉันแค่รำคาญแสงที่มันสะท้อนมาแยงตาเท่านั้น...มีอะไรทำก็ไปทำไป๊...ฉันจะเข้านอนแล้ว”

เจ้านายสาวแกล้งเดินเข้าห้องทำท่าจะปิดประตู พอเห็นดาวไปพ้นสายตาแล้ว มองกระจกเงาหวาดๆคว้าหมอนพุ่งออกจากห้องไปนอนห้องแม่แทน เดินยังไม่ทันถึงเตียงเสียง

มือถือดังขึ้นก่อน คุณหญิงมาลิดาโทร.ทางไกลจากต่างประเทศมาเล่าให้ฟังว่าไรวัตโทร.ไปถามเธอว่าตรองเป็นเพื่อนของ

มณีจันทร์จริงหรือเปล่า มณีจันทร์โมโหมาก ไรวัตก่อเรื่อง

ขนาดนี้แล้วยังมีหน้าโทร.ไปถามแม่อีก

“เขายิ่งรักก็ยิ่งกลัว น่าเห็นใจนะ หนูล่ะ คิดยังไงกับเขากันแน่”

มณีจันทร์คิดถึงแต่หลวงอัครเทพและเรื่องประหลาดของตนเองที่เกี่ยวกับชายในฝันที่รอคอยมานาน  ถามแม่บุพเพสันนิวาสแปลว่าอะไร  คำตอบที่ได้จากท่านก็คือเคยเป็นคู่สู่สมมาแต่ชาติปางก่อน

“ดวงจิตทั้งสองจึงผูกพันแม้อยู่ไกลสุดหล้า จะตามหาจนพบ เมื่อไม่พบย่อมคะนึงหา ต่อให้คนอื่นหมื่นแสน...ไม่แม้นเหมือน” มณีจันทร์ร่ายยาว คิดถึงหลวงอัครเทพขึ้นมาอีกแล้ว...

มณีจันทร์เผลอหลับไปโดยไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เธอฝันเห็นตัวเองเดินอยู่ในความมืดคนเดียว ได้ยินเสียงหลวงอัครเทพคร่ำครวญ ทำไมถึงมืดไปหมดแบบนี้ ทำไมเขาถึงหา

แม่มณีไม่เจอ มณีจันทร์กระสับกระส่าย น้ำตาไหลพราก รู้สึกเหมือนกำลังทำร้ายคนที่ตนเองรัก เสียงหลวงอัครเทพยังคร่ำครวญอีกว่า

“แม่มณี...แม่มณีจ๋า เราจะไม่ได้พบกันอีกแล้วรึ...เราจะไม่ได้พบกันจริงรึแม่มณี...แม่มณีจ๋า”

มณีจันทร์ผวาตื่น ร้องไห้ “เมณี่ขอโทษ...เมณี่จะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว ไม่ทำอีกแล้ว” มณีจันทร์วิ่งกลับไปห้องตัวเอง ดึงผ้าคลุมกระจกเงาออก ทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ พลันที่กระจกเงามีหลุมดำเกิดขึ้นพร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋ง เธอจ้องหลุมดำด้วยสีหน้ามุ่งมั่น อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ตั้งสติแล้วก้มหน้าหลับตา ควันจากกระจกไหลมาคลุมร่างของเธอ ก่อนจะหายวับข้ามภพไปโผล่อยู่ในห้องหลวงอัครเทพ มณีจันทร์เดินสำรวจรอบๆห้อง

“นี่ไม่ใช่ห้องเรา กระจกเหมือนกันแต่ไม่แตกไม่มีรอย ชุดอ่างน้ำกับเหยือกก็เหมือนกันแต่ใหม่กว่า”

มณีจันทร์เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้าเห็นเสื้อผ้าข้าวของเป็นของผู้ชายแต่ดูเหมือนเป็นชุดย้อนยุค เธอเดินเลยไปที่หน้าต่างห้อง เห็นวิวริมแม่น้ำเจ้าพระยาสมัยโบราณ พระปรางค์วัดอรุณฯตั้งตระหง่านไม่มีตึก มีแต่เรือพาย บ้านหลังนี้เป็นเรือนไทยที่เธอฝันถึงบ่อยๆ มณีจันทร์เดินไปเปิดประตูห้อง ห่างออกไปมีวงมโหรีกำลังบรรเลงอยู่

หลวงอัครเทพสีไวโอลินขณะที่เพื่อนร่วมวงเล่นเครื่องดนตรีไทย เขาหันมาเห็นมณีจันทร์ มือที่สีไวโอลินชะงัก ทั้งสองสบตากันนิ่งงัน ต่างพบตัวตนจริงๆของภาพฝันที่เฝ้ารอมานานแสนนาน พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์ถูกเรียกกลับมาที่กระจกเงาราวกับต้องมนตร์สะกด คุณหลวงอัครเทพวางไวโอลินเดินตาม

หญิงสาวผู้มาเยือนคุกเข่าหน้ากระจกเงา เหลือบเห็นนาฬิกาตกอยู่ที่พื้น รีบคว้าไว้แล้วก้มหน้าลงหมอกควันจากกระจกเคลื่อนมาคลุมตัวเธอไว้ ก่อนร่างจะหายวับไป หลวงอัครเทพเข้ามาในห้อง แปลกใจไม่พบใคร เจอต่างหูข้างหนึ่งของมณีจันทร์หล่นอยู่ หยิบขึ้นมามอง งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น...

พอหมอกควันจาง มณีจันทร์พบว่ากลับมาที่ห้องตัวเอง เธอแบมือออกเห็นนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ถอนใจโล่งอก นาฬิกาเรือนนี้เท่ากับเป็นสิ่งยืนยันว่าเธอไม่ได้ฝัน เธอข้ามภพมาแล้วจริงๆ หญิงสาวกดฝานาฬิกาพกเปิดออก เห็นรูปหลวงอัครเทพอยู่ด้านในและมีเสียงกรุ๋งกริ๋งที่คุ้นเคยดังขึ้น

“เสียงนี้เองที่เราได้ยินบ่อยๆ” หญิงสาวเดินไปที่รูปหลวงอัครเทพที่วางอยู่ในห้อง “ท่านเจ้าคุณ นั่นคือคุณ...คือคุณจริงๆใช่ไหมคะ” มณีจันทร์จำดวงหน้าฉาบรอยยิ้มอบอุ่นนั้นได้แม่นยำ

ooooooo

มณีจันทร์คิดจะนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปปรึกษาตรอง ทางไปมหาวิทยาลัยผ่านร้านขายของเก่าที่เธอซื้อกระจก เงาโบราณ  แวะไปดู  กลับเจอร้านว่างเปล่าติดป้ายให้เช่า มณีจันทร์เดินไปถามร้านขายของข้างๆต้องตกใจเมื่อเจ้าของร้านขายของยืนยันที่นี่ไม่มีร้านขายของเก่า ร้านที่เธอว่าไม่มีคนเช่ามาหลายเดือนแล้ว

ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาถึงโกดังหลังมหาวิทยาลัย ตรองกำลังทดลองเครื่องย้อนเวลาพอดี หน้าตาเครื่องที่ตรองสร้างขึ้นลักษณะเหมือนเครื่องอบไอน้ำในร้านทำผม มณีจันทร์ไม่ค่อยเชื่อเครื่องจะทำงานได้จริง ตรองมั่นใจเครื่องของเขาใช้การได้จริงๆ จะพิสูจน์ให้เธอดู เขาตั้งเวลาที่จะย้อนกลับไป ขึ้นนั่งบนเก้าอี้สวมที่ครอบหัวแล้วเปิดเครื่อง เห็นไฟวิ่งไปมาเหมือนใช้ได้จริงๆ สักพัก มีควันพวยพุ่งออกมาจากที่ครอบหัว ตรองยิ้มภูมิใจ

“ฉันกำลังเดินทาง ฉันคือผู้ปฏิวัติโลก โลกยุคใหม่ต้องจารึกชื่อฉัน ดร.ตรอง”

ควันคลุมร่างตรองมิด พอควันจาง มณีจันทร์ตีหน้าเข้ม ร้องลั่นว่าตรองหายไปแล้วซ้ำๆ ตรองยิ้มดีใจลุกพรวด กลับเห็นตัวเองยังอยู่ที่เดิม มณีจันทร์เดินเข้ามาใกล้เพื่อนจอมเพี้ยนทำหน้าแปลกใจ

“เอ๊ะ...แล้วนี่มันตัวอะไร จู่ๆมาอยู่ตรงนี้แทนที่ตรองได้อย่างไร...ตัวประหลาดหน้าตาน่าเกลียด นี่แน่ะนี่ๆๆเอาตรองไปไหน บอกมานะ” มณีจันทร์คว้าไม้มาตีตรองอุตลุดโดยไม่ฟังเสียงห้ามปราม กว่าตรองจะรู้ตัวถูกเพื่อนซี้หลอก โดนตีเสียน่วม

“ใช้ไม่ได้ผลหรือนี่ โธ่...ไม่ได้กินไม่ได้นอนมาตั้งสามสี่วัน หมดกัน” ตรองบ่นอุบ

ทันใดนั้น เครื่องย้อนเวลามีควันสีเหลืองพุ่งออกมา ตรองดีใจคิดว่าเครื่องใช้การได้รีบสวมที่ครอบหัวอีกครั้ง มณีจันทร์อึ้ง คว้ามือถือขึ้นมาเตรียมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานความสำเร็จของเพื่อน กลุ่มควันพวยพุ่งแล้วระเบิดเปรี้ยง พอควันบางตา เผยให้เห็นตรองตัวดำ หน้าดำปี๋ หัวฟูเสื้อผ้าขาดวิ่นชักแหง็กๆ พ่นควันสีเหลืองออกจากปาก มณีจันทร์ตกใจ ปราดเข้าไปดูอาการของเพื่อนก่อนจะพยุงไปส่งโรงพยาบาล

อาการของตรองไม่หนักหนาอะไรมีเพียงแผลถลอกเล็กน้อย มณีจันทร์เห็นเพื่อนเจ็บตัว เปลี่ยนใจไม่เล่าเรื่องกระจกเงาโบราณที่พาเธอข้ามเวลาไปอีกภพหนึ่งให้ฟัง...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านรีบมานั่งหน้ากระจกเงา บ่นพึมพำ ทำไมเสียงเรียกหาของหลวงอัครเทพหายไป อีกทั้งกระจกก็ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไร หรือเธอกับคุณหลวงจะได้เจอกันแค่นี้ จังหวะนั้น นุ่มเคาะประตูห้องขออนุญาตเข้าไปเก็บสำรับอาหารเมื่อเช้า มณีจันทร์เดินมาเปิดประตูให้แล้วเดินเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตา ขณะนุ่มเก็บสำรับอาหาร กระจกเงาเกิดเป็นหลุมดำแล้วสะท้อนเงาในห้องของหลวงอัครเทพ

ม้วน ทาสของหลวงอัครเทพซึ่งเป็นต้นตระกูลของนุ่ม ทั้งคู่หน้าตาคล้ายกันแต่ม้วนอายุอ่อนกว่านุ่มมาก ม้วนกำลังเช็ดถูทำความสะอาดห้องคุณหลวง หันมองกระจกเงา แต่ไม่ได้สนใจนักเพราะต่างคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงาน กิริยาของทั้งสองคนคล้ายเป็นเงาสะท้อนในกระจกของกันและกัน

นุ่มกับม้วนต่างหันมองกระจกอีกครั้ง ยกมือจัดผมจัดเผ้าพร้อมกันไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งคู่ไม่ทันสังเกตเสื้อผ้าที่ต่างยุคสมัยกัน จังหวะนั้น มณีจันทร์ร้องเรียกนุ่มหยิบผ้าขนหนูให้ที นุ่มหันจะไปเปิดตู้แต่ม้วนไม่เดินไปไหน นุ่มเอะใจหันขวับมองกระจก ทั้งสองต่างกรีดร้องลั่น มณีจันทร์ตกใจวิ่งออกมาดู นุ่มเป็นลมหมดสติไปแล้ว

ooooooo

ขณะเดียวกัน ที่เรือนไทยของหลวงอัครเทพ เสียงร้องของม้วนทำให้คุณหญิงแสร์ซึ่งกำลังนั่งกินข้าวกับหลวงอัครเทพลูกชายถึงกับสะดุ้งโหยง เธอสั่งให้ขาบคนสนิทของหลวงอัครเทพช่วยไปดูทีว่าม้วนร้องทำไม พอหลวงอัครเทพรู้ว่าม้วนกำลังทำความสะอาดห้องนอนของเขา นึกสงสัยม้วนอาจจะเจอผีสาวเหมือนที่เขาเจอก็ได้ ลุกพรวดเดินแซงหน้าขาบไปที่ห้อง คุณหญิงแสร์แปลกใจท่าทีลูกชายรีบเดินตาม

ภายในห้องหลวงอัครเทพ ม้วนนั่งร้องไห้ตัวสั่นสีหน้าหวาดกลัว หลวงอัครเทพเข้ามาถามว่าเกิดอะไรขึ้น ม้วนเอาแต่ร้องไห้ไม่ตอบ ขาบเข้าไปเขย่าให้ม้วนรู้สึกตัว ม้วนชี้ไปที่กระจกเงาบานใหญ่ ละล่ำละลักว่ามีผีอยู่ในนั้น หลวงอัครเทพร้อนใจ ซักถามใช่ผู้หญิงผมยาว ผิวขาวๆหรือไม่

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ผู้หญิงแก่ๆตัวดำๆเจ้าค่ะ” ม้วนเสียงสั่น

หลวงอัครเทพแปลกใจ ทำไมไม่เหมือนผู้หญิงที่ตนเคยเห็น...

ม้วนกลับถึงเรือนทาสถึงกับจับไข้นอนซม ครางฮือๆกลัวผีอยู่ตลอดเวลา พลอยทำให้ทาสคนอื่นๆกลัวไปด้วย คุณหญิงแสร์หาว่าม้วนคิดจะอู้งานยกผีขึ้นมาอ้าง อิ่มต้นห้องของคุณหญิงแสร์แก้ต่างให้ม้วนว่าป่วยจริงๆ แล้วดึงผมที่หัวม้วนให้คุณหญิงดู ผมหลุดติดมือเป็นกระจุก ทาสทั้งหลายพากันหน้าตาตื่น

“เมื่อสักครู่ คุณหลวงถามถึงผู้หญิงขาวๆ คุณหลวงก็เคยเห็นรึขอรับ” ขาบอดถามไม่ได้

“จริงด้วย ลูกเคยเห็นรึ”

“เอ่อ...ลูกมิได้พูดเช่นนั้น” หลวงอัครเทพมีพิรุธไม่กล้าสบตามารดา คุณหญิงแสร์มั่นใจ ม้วนคิดจะเล่นกลกับตน สั่งอิ่มไปหยิบหวายมาให้ ตนจะแก้ไข้หัวโกร๋นด้วยหวายชุบน้ำมนต์ พอได้หวาย คุณหญิงแสร์พ่นน้ำหมากใส่แทนน้ำมนต์ไล่ผี ทาสสะดุ้งกันทั้งเรือน คุณหญิงแสร์ฟาดหวายใส่พื้นขู่ม้วน

“นี่หวายทั้งเส้น นังทาสชั่ว...จะหายได้รึยังหา...”

ม้วนลุกพรวดนั่งพนมมือไหว้ปลกๆ “อย่าตีม้วนเลย...ม้วนเห็นผีในกระจกนั่นจริงเจ้าค่ะ เรือนเขาไม่เหมือนเรือนเรา ข้าวของเหมือน...อืม...เหมือนเรือนคุณจ้อน”

“เหมือนเรือนมิสเตอร์จอห์น เหมือนพวกอีหรอบงั้นรึ” หลวงอัครเทพเคยเห็นในความฝันมาก่อน จึงรู้ว่าม้วนพูดถูก ครั้งนั้น เขาฝันว่าเดินเข้ามาในบ้านมณีจันทร์มองเครื่องเรือนรอบๆแปลกใจว่ามาที่ไหนกันแน่ แล้วเดินขึ้นบันไดโดยผ่านร่างของมณีจันทร์ที่นอนหลับอยู่ เขายังกล่าวขอโทษเธอด้วย

หลวงอัครเทพตกใจตื่น ลุกขึ้นจากเตียงเดินไปเดินมาครุ่นคิดถึงความฝันประหลาดเมื่อครู่ โดยไม่ทันสังเกตว่าที่กระจกมีเงาสะท้อนของมณีจันทร์นั่งมองเขาผ่านทางกระจกเงาบานใหญ่อยู่อีกภพหนึ่ง...

คุณหญิงแสร์ยังซักถามม้วนไม่เลิกไม่แล้วว่าคนที่ม้วนเห็นหน้าตาเป็นอย่างไร ม้วนว่าหน้าตาเหมือนตนเองแต่แก่กว่า คุณหญิงแสร์โมโห  ถ้าม้วนส่องกระจกเงาก็ต้องเห็นคนหน้าเหมือนตัวเองอยู่แล้ว เช่นนี้ยังจะว่าไม่โกหกหลอกลวงได้อย่างไร แล้วสั่งขาบกับอิ่มช่วยกันจับตัวม้วนไว้ ตนจะเฆี่ยนให้หลังลาย

“ว้าย...ไม่เจ้าค่ะ อิฉันไม่ได้โกหก ไม่ได้โกหกจริงๆ

เจ้าค่ะ” ม้วนร้องลั่น...

ที่เรือนคนใช้บ้านมโนวรรณ นุ่มรู้สึกตัวด้วยสีหน้าตื่นๆ มณีจันทร์ซักถามเป็นการใหญ่ เห็นอะไรในกระจกบ้าง นุ่มเห็นยายตัวเอง มณีจันทร์กับดาวตกใจ ร้องขึ้นพร้อมกันอย่างมิได้นัดหมายว่า “หา...ยายหรือ”

นุ่มพยักหน้า หยิบรูปในลิ้นชักตู้มาให้มณีจันทร์ดู อธิบายว่าคนแก่คือยายม้วน ยายของเธออายุเก้าสิบปี ส่วนแม่ของเธออายุสัก 20 ปีกำลังกอดเธอซึ่งอายุ 4 ขวบอยู่หน้าเรือนไทยโบราณหลังหนึ่ง

“ใครๆก็บอกนุ่มหน้าเหมือนยาย เมื่อปีกลาย นุ่มเอาสร้อยทองท่านไปขาย นุ่มคงไม่ได้ทำบุญไปให้ ยายก็เลยมาทวง” นุ่มว่าพลางร้องไห้สำนึกผิด...

ดึกแล้ว หลวงอัครเทพนอนไม่หลับ นั่งมองต่างหูแวววาวแปลกตาของมณีจันทร์ด้วยสีหน้าครุ่นคิดตั้งแต่เกิดมาจนอายุปูนนี้ เขาไม่เคยเห็นอะไรเยี่ยงนี้มาก่อน...

มณีจันทร์ก็นอนไม่หลับเช่นกัน มือยังคงจับนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่เอามาห้อยคอไว้

“นั่งรอทั้งวันทั้งคืน ดันไปโผล่ให้คนอื่นเห็น...โป้ง...” มณีจันทร์ว่าพลางยกนิ้วโป้งไปที่กระจก ลุกจากเตียงเดินไปที่หน้าต่าง มองดวงจันทร์สวยกระจ่างบนฟ้า

“ไม่ว่าที่ไหนๆก็มีดวงเดือน เรากำลังมองเดือนดวงเดียวกันไหมคะ ท่านเจ้าคุณ”

ในเวลาเดียวกัน หลวงอัครเทพยืนมองเดือนดวงสวย คิดถึงมณีจันทร์อยู่ใต้เดือนดวงเดียวกัน

ooooooo
ตอนที่ 2


มณีจันทร์ลูบไล้นาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่เอามาห้อยคอติดตัวไว้ตลอดเวลา สีหน้าครุ่นคิด ไม่แน่ใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง แม้จะมีนาฬิกาเรือนนี้เป็นเครื่องยืนยันสิ่งที่เธอเห็นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันหรือจินตนาการเอาเอง อยากจะเล่าให้กุลวรางค์ฟังแต่ไม่รู้ จะเริ่มต้นอย่างไรดี มณีจันทร์บ่นพึมพำกับนาฬิกาพกว่า

“ถ้าเมณี่ไม่ได้บ้า แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมณี่ มันเกิดขึ้นจริงหรือคะ แล้วทำไมถึงเกิดขึ้นกับเมณี่คนเดียว...เฮ่อ...เล่าให้ใครฟังก็คงคิดเหมือนเมณี่ตอนนี้...คือ เมณี่เป็นบ้าไปแล้ว”

พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งจากนาฬิกาพกดังขึ้น มณีจันทร์รู้ทันทีเป็นสัญญาณเรียกจากกระจกเงา รีบกลับมายังห้องตัวเอง หลุมดำที่กระจกเงาเปิดรออยู่แล้ว มณีจันทร์สลัดความกลัวทิ้ง คุกเข่าหน้ากระจกเงาก้มหน้าหลับตาหมอกควันลงมาคลุมร่างเธอไว้เหมือนทุกครั้ง มณีจันทร์ลืมตาขึ้นมองอีกครั้ง พบว่าตัวเองข้ามภพมานั่งหน้ากระจกเงาภายในห้องหลวงอัครเทพ ขณะเธอมองสำรวจไปรอบๆต้องตกใจเมื่อได้ยินเสียงไอแค่กๆ ดังขึ้น

หลวงอัครเทพป่วยหนัก นอนหันหลังให้กระจกเงาร้องขอดื่มน้ำชา มณีจันทร์ตกใจคาดไม่ถึงจะเจอใคร รีบวิ่งไปหลบมุมตั้งหลัก พอเห็นเป็นเขาคนนั้นก็ยิ้มออก เดินไปรินน้ำชามาให้ หลวงอัครเทพงัวเงียรับมาดื่ม เมื่อเห็นหน้าคนที่ยื่นน้ำมาให้ชัดๆ ร้องถามว่าเป็นใครมาจากไหน ไม่ใช่คนเรือนนี้นี่

“มาจากไหน...เอ่อ...อย่าถามดีกว่าค่ะ...มีหมอหรือเปล่า หมอว่ายังไงคะ”

“ไข้เปลี่ยนฤดูน่ะ...ไม่เป็นไร...หล่อนเป็นใคร”

มณีจันทร์เห็นเขาไม่สบายบอกให้นอนพัก เหลือบเห็นต่างหูตัวเองวางอยู่ข้างหมอนของเขาถึงกับอมยิ้ม...

ขณะคุณหญิงแสร์พาคุณหลวงหมอมาถึงหน้าห้องหลวงอัครเทพ มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์ถูกเรียกกลับไปยังกระจกเงาและหายไปกับหมอกควัน เป็นจังหวะเดียวกับคุณหญิงแสร์ ขาบและคุณหลวงหมอเปิดประตูห้องเข้ามา หลวงอัครเทพมัวแต่ตะลึงที่หญิงสาวหายตัวไปไม่ได้สนใจแม่กับคุณหลวงหมอ คุณหญิงแสร์แปลกใจท่าทางของลูกชาย ร้องทักว่า

“พ่อเทพ...มองหาอะไรลูก...นี่คุณหลวงนะ”

หลวงอัครเทพได้สติรีบขอโทษคุณหลวงหมอ แต่สายตายังมองไปรอบห้องหามณีจันทร์...

ทันทีที่มณีจันทร์ข้ามภพมาถึงห้องตัวเอง รีบตรงไปร้านขายยา ขอซื้อยาแก้ไข้เปลี่ยนฤดู เภสัชกรประจำร้านขายยาแถวบ้านไม่รู้จักไข้ชนิดนี้จึงจ่ายยาให้ไม่ถูก มณีจันทร์จนใจไม่รู้จะทำอย่างไร

ooooooo

โชคดีวันรุ่งขึ้นกุลวรางค์เห็นมณีจันทร์หายหน้าไปหลายวันจึงแวะมาหาที่บ้าน กุลวรางค์มีความรู้เกี่ยว กับเรื่องโบร่ำโบราณเพราะที่บ้านของเธอมีผู้เฒ่าผู้แก่อยู่เต็มบ้าน จึงตอบมณีจันทร์ได้ว่าไข้เปลี่ยนฤดูก็คือไข้หวัด แล้วหยิบยาแก้ไข้กับปรอทวัดไข้จากกล่องยาสามัญประจำบ้านให้มณีจันทร์ให้คำแนะนำว่า

“เอาปรอทไว้วัดไข้ ถ้าไข้ไม่สูงกินยาแก้ไขทั่วไปก็หาย แต่ถ้าไข้สูงมากต้องส่งหมอด่วน”

จังหวะนั้น มีเสียงตรองตะโกนเรียกมณีจันทร์ดังขึ้น สองสาวรีบออกไปดู เห็นตรองหอบโน้ตบุ๊กกับกล่องสี่เหลี่ยมที่มีสายไฟระโยงระยางกล่องหนึ่งเข้ามาวางไว้ที่โต๊ะสนามหน้าบาน ดร.หนุ่มเพิ่งเคยเห็นกุลวรางค์ครั้งแรก ตะลึงในความน่ารัก มณีจันทร์แนะนำทั้งคู่ให้รู้จักกัน

“กุล...นี่ ดร.ตรอง เพื่อนเก่าเรียนมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ตรองนี่กุลวรางค์ ฉันเจอเขาตอนอยู่สวิตฯน่ะ”

ตรองยิ้มทักทาย กุลวรางค์แค่พยักหน้า สายตามองสำรวจตรองหัวจดเท้า ตรองเอากล่องสี่เหลี่ยมที่อ้างว่าเป็นเครื่องย้อนเวลาที่ซื้อจากเน็ตมาอวด กุลวรางค์มองหน้ามณีจันทร์ราวกับจะถามว่าทำบ้าอะไรกันอยู่ มณีจันทร์ยิ้มเจื่อนรู้ดีกุลวรางค์ต้องไม่ชอบใจ พยายามส่งสัญญาณไม่ให้ตรองพูดอะไรอีก แต่ไม่ทัน

“เมณี่เขาสนใจเรื่องย้อนเวลา ผมกับเขาก็เลยร่วมกันศึกษาเรื่องนี้”

กุลวรางค์โวยลั่นมณีจันทร์สนใจเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร มองเพื่อนจอมเพี้ยนของมณีจันทร์ไม่ไว้ใจ ตรองจัดแจงติดตั้งกล่องสี่เหลี่ยมที่มีสายระโยงระยางเข้ากับโน้ตบุ๊ก มณีจันทร์ทักท้วงทันที

“ตรองเจ็บตัวคราวที่แล้วน่ะไม่เข็ดหรือ แล้วไอ้ที่ซื้อในอินเตอร์เน็ตน่ะ โดนเขาหลอกเอาหรือเปล่า”

“คนขายน่ะเป็น ดร.จากเยอรมัน...เมณี่ไม่ต้องเป็นห่วง คราวนี้ฉันจะไม่ทดลองกับตัวเอง ฉันให้เขาเอาหนูทดลองมาให้แล้ว...นั่นไง...พูดถึงก็มาพอดี”

เมสเซนเจอร์สองคน ขนลังปิดทึบใบหนึ่งเข้ามาวางพร้อมกับยื่นเอกสารให้ตรองเซ็น จากนั้น ตรองเปิดสวิตช์เครื่องย้อนเวลา มีแสงวิบวับปรากฏที่ตัวเครื่อง ดร.จอมเพี้ยนเห็นกุลวรางค์ท่าทางไม่เชื่อ เลยคุยโม้จะตั้งเวลาให้หนูทดลองเดินทางย้อนเวลาไปเมื่อวานนี้ มณีจันทร์เดินเข้ามาหาตรองสีหน้าจริงจัง

“ถ้าจะย้อนเวลาจริง เอาเป็นสมัย ร.5 ได้ไหม”

ตรองยินดีจัดให้ ตั้งเวลาใหม่ย้อนไปสมัย ร.5 แล้วจับสายไฟที่มีแผ่นพลาสติกสำหรับติดกับตัวสัตว์ทดลองที่เหลืออีกสองเส้นจากเครื่องย้อนเวลาพาดมาที่ลังปิดทึบ ยื่นมือเข้าไปจับสัตว์ที่อยู่ในลังโดยไม่ได้มองเมื่อตรองชูมันขึ้น กลับเป็นงูเหลือมตัวใหญ่ยาวไม่ใช่หนูทดลอง มณีจันทร์ร้องลั่น

“เฮ้ย...มันไม่ใช่หนู”

ตรองหันมาเห็นถึงกับร้องจ๊าก โยนงูลอยขึ้นไปในอากาศ งูตกใส่นุ่มซึ่งกำลังถือถาดของว่างกับเครื่องดื่มมากับดาว นุ่มตกใจร้องกรี๊ดๆโยนงูลงพื้น แล้วโดดขึ้นเก้าอี้เต้นเร่าๆกลัวสุดๆ ดาวโดดตามร้องไม่เป็นภาษามนุษย์ กุลวรางค์ตีหน้าขรึมเดินมาหยิบกระดาษโน้ตซึ่งแปะอยู่บนลังใส่งูออกมาอ่านเสียงดังฟังชัด

“ดร.ครับ ผมลงทุนจับหนูมาขังไว้ตั้งสิบกว่าตัว แต่พอตื่นเช้ามา หนูหายไปหมดเจอแต่ไอ้ตัวนี้แทน ผมเลยส่งมาให้ดูเพื่อให้ ดร.รู้ว่าผมไม่ได้โกหก...ป.ล. ถ้าอยากได้หนูจริงๆต้องล้วงงูเหลือมเอาหนูออกจากท้องมันครับ น่าจะเหลือสักตัวสองตัว”

มณีจันทร์เหลียวหาตรองไม่เห็นก็ร้องเรียก ปรากฏว่าเขาหนีงูขึ้นไปอยู่บนต้นไม้ เธอเรียกให้ลงมา ตรองค่อยๆปีนต้นไม้ลงมาอย่างยากลำบาก มณีจันทร์ถามตรองไม่มีหนูแล้วจะทำอย่างไรต่อ หรือจะใช้งูแทน ตรองว่าน่าจะใช้แทนกันได้ แต่เขาไม่กล้าเอาแผ่นพลาสติกแปะตัวงู นุ่ม ดาวกับมณีจันทร์ไม่มีใครกล้าเช่นกันกุลวรางค์เอาสายไฟที่ตรงปลายมีแผ่นพลาสติกมาติดตัวงูหน้าตาเฉยเหมือนเป็นแค่หมาหรือแมวตัวหนึ่ง

“โอ้โห...จับงูหน้าตาเฉย...สวยมั่น ดุโหดของแท้ไม่มีก๊อบปี้” ตรองมองกุลวรางค์ทึ้ง

“ฉันอยากให้คุณทำให้เสร็จๆ ถ้าสำเร็จ ฉันจะหารางวัลโนเบลมาประเคน แต่ถ้าไม่สำเร็จ เวลาฉันเดินเครื่องด่าครบแบบเต็มลูกสูบ จะได้ไม่ต้องมาว่ากัน...เอ้า...รีบๆมาทำสิ” กุลวรางค์สั่งเสียงเข้มเอาจริง

ตรองรีบเข้ามาคีย์โน้ตบุ๊ก กุลวรางค์หันไปต่อว่ามณีจันทร์ คบเพื่อนทำไมไม่รู้จักดูบ้าง ถ้าตรองทำงูตาย เธอจะฟ้องศาลโลกให้ดู มณีจันทร์ยิ้มแหย ถามกุลวรางค์ไม่เชื่อเรื่องการย้อนอดีตใช่ไหม

“เฮอะ...ใครเชื่อก็บ้าแล้ว...หรือว่าเธอเชื่อ”

มณีจันทร์จ้องหน้ากุลวรางค์ นึกใจเธอก็ไม่อยากจะเชื่อว่าตัวเองไปเยือนอดีตมาแล้ว เครื่องย้อนเวลาเริ่มทำงาน ทุกคนต่างเข้ามาล้อมวงรอบงู สักพักเกิดระเบิดเปรี้ยง มณีจันทร์ กุลวรางค์ นุ่มและดาวตกใจโดดหลบกันไปคนละทิศละทาง พอตั้งหลักได้หันมองมาที่งู เห็นยังอยู่ปกติดี แต่ที่ไม่ปกติคือตรอง มีสภาพหัวฟูหน้าดำเสื้อขาดวิ่น ส่วนเครื่องย้อนเวลากับโน้ตบุ๊กระเบิดกระจุยไปเรียบร้อย ทุกคนหัวเราะขำกลิ้ง

ooooooo

หลังจากตรองกับกุลวรางค์กลับไปแล้ว มณีจันทร์เดินมายืนหน้ากระจกเงาโบราณ บ่นพึมพำ มีคนมากมายค้นคิดเรื่องการย้อนเวลา แต่ไม่มีใครทำได้ยกเว้นเธอ มณีจันทร์คิดถึงหลวงอัครเทพขึ้นมาทันที

“ถ้ามันจริง ฉันคือคนพิเศษ ถ้าทั้งหมดนี่ไม่จริง ฉันคือคนบ้าที่เป็นโรคประสาทหลอน”

มณีจันทร์หยิบกระปุกยาแก้ไขกับปรอทวัดไข้ใส่ถุงผ้าใบเล็ก นึกไม่ออกจะเอาไปอย่างไรดี จะยัดใส่อกเสื้อก็ดูแปลกพิลึก เหลือบมองเห็นเหยือกกับอ่างน้ำโบราณที่สะท้อนในกระจกเงา ตัดสินใจเอาถุงผ้าไปวางไว้ข้างๆ

“อ่างและเหยือกห้องนี้กับห้องนั้น ต้องเป็นชิ้นเดียวกันแน่ๆ” มณีจันทร์โดดขึ้นไปนอนบนเตียง ตามองกระจกรอเวลาที่เสียงกรุ๊งกริ๊งจะดังขึ้น รอแล้วรอเล่าตั้งแต่บ่ายยันค่ำไม่มีการเคลื่อนไหว มณีจันทร์เดินเซ็งๆลงมาเปิดทีวีในห้องนั่งเล่น นุ่มตรวจประตูหน้าต่างปิดเรียบร้อยดีแล้ว เดินมานั่งดูทีวีใกล้ๆเจ้านาย

มณีจันทร์นอนเล่นไปนอนเล่นมาผล็อยหลับ ไม่นานนัก เสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้นเหมือนมีพลังบางอย่างดึงดูดมณีจันทร์ให้ลุกขึ้นเดินไปหากระจกเงาโบราณทั้งที่ยังหลับ นุ่มร้องถามจะขึ้นนอนแล้วหรือ เธอจะได้ปิดทีวี มณีจันทร์ไม่ตอบ เดินละเมอขึ้นบ้าน นุ่มมองตามแปลกใจ...

มณีจันทร์ข้ามภพมายังห้องหลวงอัครเทพทั้งที่ยังหลับ ร่างของเธอเซไปข้างหน้าหัวทิ่มพื้นกระดานดังโครม มณีจันทร์ตาสว่างทันที มองไปรอบๆแปลกใจมาที่นี่ได้อย่างไร หลวง อัครเทพได้ยินเสียงโครมครามตกใจตื่น หันมองท่าทางยังซมเพราะพิษไข้ ร้องถามใช่หล่อนหรือเปล่า มณีจันทร์ตั้งสติได้ปราดเข้าไปเอามือแตะตัวเขาด้วยความเป็นห่วง หลวงอัครเทพเขยิบหนี เพราะผู้หญิงสมัยนั้นจะไม่แตะต้องผู้ชายที่เธอไม่รู้จัก

“ตัวร้อนจัง...หอบไหมคะ”

“เหนื่อย...หล่อนมาได้อย่างไร แล้วออกไปอย่างไร ไม่ใช่ผีไม่ใช่นางไม้ ตัวอุ่นๆเหมือนคน”

“ก็คนนี่คะ...หมอว่ายังไงบ้างคะ ฉีดยาให้หรือเปล่าคะ”

หลวงอัครเทพนิ่วหน้า ไม่เข้าใจฉีดยาอะไร มณีจันทร์เดินไปที่เหยือกน้ำ ยิ้มดีใจเห็นถุงผ้าของเธอวางอยู่

“ได้แล้ว ได้ยาแล้วค่ะ นึกแล้วเชียวถ้าวางตรงนี้ต้องมาได้” มณีจันทร์เดินไปรินน้ำใส่ถ้วยแล้วพุ่งมานั่งบนเตียงข้างเขา หลวงอัครเทพมองกิริยาเหมือนม้าดีดกะโหลกของหญิงสาวตรงหน้า ตกใจ รีบขยับออกห่าง มณีจันทร์ยื่นยาแก้ไข้ให้ บอกให้กินยาแล้วดื่มน้ำตามมากๆ

หลวงอัครเทพซักโน่นถามนี่ เลี่ยงไม่กินยา มณีจันทร์ขู่ ถ้าไม่ยอมกินยาจะไม่คุยด้วย หลวงอัครเทพรับยามา ทำทีเอาเข้าปากแต่กลับหนีบไว้ระหว่างนิ้ว มณีจันทร์จับได้ สั่งเสียงเข้มให้กินยา หลวงอัครเทพจำต้องทำตาม มณีจันทร์จับมือเขาพลิกดูเกรงจะซ่อนยาไว้อีก คุณหลวงหนุ่มค่อยๆดึงมือออกอย่างสุภาพ

มณีจันทร์ถามหาแป้งจะโรยตัวให้เพื่อเขาจะได้สบายตัว หลวงอัครเทพชี้ไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง หญิงสาวปรี่เข้าไปทันที เห็นมีตลับแป้งเม็ด กับขวดน้ำอบวางอยู่ หยิบน้ำอบขึ้นมาดมแล้วชมว่าหอมมาก หลวงอัครเทพบอกว่าคุณแม่ของเขาอบเอง ใช้ดอกจันทน์กะพ้อที่ปลูกในสวนมาทำ

“กลิ่นนี้เอง ฉันได้กลิ่นบ่อยๆ ทุกครั้งที่ได้กลิ่นจะคิดถึงบ้านนี้...ทาแป้งหน่อยนะคะจะได้สบายตัว” มณีจันทร์คว้าตลับแป้งแล้วโดดกลับขึ้นเตียงตั้งท่าจะทาแป้งให้ หลวงอัครเทพถดตัวหนี ขาบนอนเฝ้าหน้าห้องหลวงอัครเทพได้ยินเสียงคนคุยกันดังมาจากในห้อง พยายามเงี่ยหูฟัง

หลวงอัครเทพติง ผู้ชายไม่ทาแป้ง ใช้แค่ประพรมตัวเวลาอากาศร้อน มณีจันทร์อ้างตอนนี้เขาตัวร้อนต้องทาแป้งที่รักแร้จะได้สบายตัว แล้วชี้ไม้ชี้มือมาที่รักแร้ตัวเอง
“หล่อนเป็นผู้หญิงนะ ที่ที่หล่อนมา ผู้หญิงคงกิริยาไม่งาม...ผู้หญิงไม่พึงพูดในเรื่องเนื้อตัวผู้ชายและไม่พึงบังควรถูกเนื้อต้องตัวผู้ชาย” หลวงอัครเทพเสียงเข้ม แต่หน้ากลับแดง



“อุ๊ย...คุณหลวงมีเขิน มีหน้าแดงด้วย...น่ารักจัง” มณีจันทร์หัวเราะคิกคักชอบใจที่เห็นผู้ชายอกสามศอกขวยเขิน แล้วหยิบปรอทวัดไข้ออกมา บอกอย่างประชดประชันให้เขาอ้าปากกว้างๆ จะได้ไม่ถูกเนื้อต้องตัวกัน เธอขอวัดไข้หน่อย แล้วเอาปรอทใส่ไว้ใต้ลิ้น ขาบได้ยินเสียงผู้หญิงเต็มสองหู ตัดสินใจเคาะประตูถามเจ้านายว่าเป็นอะไรไปหรือเปล่า มณีจันทร์สะดุ้งโหยง โดดผลุงลงไปแอบข้างเตียงอย่างว่องไว

“ไม่มีอะไร...นอนเสียเถอะ ไม่ต้องเข้ามาดู” หลวงอัครเทพสั่งเสียงดุ

ขาบรับคำ ลงนอนทั้งที่ไม่เชื่อ หลวงอัครเทพมองหามณีจันทร์ไม่เห็น คิดว่าไปแล้ว มณีจันทร์โผล่ออกมาจากข้างเตียงถามเมื่อครู่นี้ใคร

“บ่าว...เบาๆ หน่อย คุณแม่ให้มานอนเฝ้าหน้าห้อง”

มณีจันทร์โดดกลับขึ้นเตียงอีกครั้ง คุณหลวงหนุ่มตกใจเขยิบหนี มณีจันทร์ถามประชด ถูกตัวไม่ได้ พูดดังไม่ได้ พูดถึงเนื้อตัวผู้ชายก็ไม่ได้ ยังมีอะไรอีกไหมที่ห้ามทำ หลวงอัครเทพยิ้มให้เอ็นดู เหลือบเห็นนาฬิกาพกของตัวเองห้อยอยู่ที่คอมณีจันทร์ ถามว่านาฬิกาไปอยู่กับเธอได้อย่างไร

“ก็เหมือนๆ ที่ต่างหูของฉันไปอยู่กับท่าน เก็บไว้ใต้หมอนเสียด้วย” มณีจันทร์ยิ้มยั่ว

หลวงอัครเทพหลบตา ก่อนจะถามว่าเข้ามาในห้องของเขาได้อย่างไร มณีจันทร์ไม่อยากเล่า เพราะเล่าไปเขาก็ไม่เชื่อ จังหวะนั้นมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้น มณีจันทร์หันมองกระจกเงา รีบเก็บปรอทกับข้าวของ บอกชายหนุ่มเธอต้องไปแล้ว หลวงอัครเทพใจหาย เพิ่งมาแท้ๆจะรีบไปไหน เอื้อมมือจับแขนมณีจันทร์ไว้

“ท่านทำผิดกฎของตัวเองนะคะ...ปล่อยฉันเถอะค่ะ แล้วฉันจะมาอีก ถ้ายังมาได้”

“ยังไม่ได้บอกฉันเลยว่าชื่ออะไร”

“เมณี่...เอ่อ...มณีจันทร์ค่ะ...ปล่อยค่ะ” มณีจันทร์แกะมือเขาออก แล้ววิ่งไปที่กระจก หลวงอัครเทพมองตามอาลัย หมอกควันไหลจากกระจกมาคลุมร่างมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไป หลวงอัครเทพถึงกับตะลึง

ooooooo

มณีจันทร์ยังคาใจเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เธอจำได้ว่านอนหลับอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ทำไมถึงขึ้นไปบนห้องนอนได้อย่างไร สอบถามจากนุ่ม ได้ความว่าเธอเดินขึ้นไปเองคล้ายกับละเมอ มณีจันทร์เดินไปมองกระจกเงา

“ขนาดไม่รู้สึกตัว เมื่อกระจกเรียก หลุมดำเปิด เราก็ต้องข้ามไปงั้นหรือ...ใครกันที่เรียกเราใครที่มีอำนาจดึงดูดเราข้ามภพไปหรือเพราะจิตใต้สำนึกของเราเอง...ยังไงกันเนี่ย” มณีจันทร์พึมพำเบาๆสีหน้าครุ่นคิด

ฝ่ายหลวงอัครเทพสั่งห้ามม้วนและทาสทุกคนแตะต้องกระจกเงาบานใหญ่ในห้องของเขาเด็ดขาด ไม่ต้องทำความสะอาดหรือเคลื่อนย้ายไปไหนทั้งสิ้น ม้วนดีใจเนื้อเต้นที่ไม่ต้องยุ่งกับกระจกผีสิงบานนี้...

เรื่องที่ขาบได้ยินเสียงผู้หญิงพูดคุยกับหลวงอัครเทพในห้องเมื่อคืน รู้กันทั่วเรือนทาส ขาบเดาเอาเองคุณหลวงป่วย คราวนี้อาจเป็นเพราะถูกผีสาวอำ ม้วนโดดร่วมวงนินทาเจ้านาย ทันที

“เห็นไหม อีม้วนบอกแล้วห้องคุณหลวงน่ะมีผี”

พวกทาสมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าหวาดกลัว...

คำร่ำลือเกี่ยวกับผีสาวในห้องหลวงอัครเทพทำให้บรรดาทาสไม่กล้าไปไหนคนเดียวเวลาค่ำๆมืดๆ คืนนี้ขาบมีหน้าที่ต้องเดินยาม ชวนพวกทาสชายยกโขยงออกมาเดิน ยามเป็นเพื่อน ส่วนพวกทาสหญิงก็ไม่ยอมน้อยหน้า ใครจะไปอาบน้ำก็เดินตามกันเป็นพรวนมุ่งหน้าไปยังที่ท่าน้ำ

คุณหญิงแสร์มองลงมาเห็นไล่ตะเพิดพวกทาสชายที่ไม่มีหน้าที่ให้กลับเรือนตัวเองเหลือขาบเดินยามเพียงลำพัง ส่วนพวกทาสหญิง ท่านก็สั่งให้ไปอาบน้ำทีละคน ทาสหญิงแตกฮือรีบกลับเรือนทาสเหลือเพียงม้วนคนเดียวที่ต้องเดินไปท่าน้ำ ม้วนใจคอไม่ดีหยิบพระที่ห้อยคอพนมมือเหนือหัว นิมนต์ท่านไปเป็นเพื่อน

“อีม้วน...พึมพำอะไร” คุณหญิงแสร์ตะโกนลั่น

แม้ม้วนจะกลัวผีมาก แต่กลัวหวายของคุณหญิงแสร์มากกว่า รีบสาวเท้ามุ่งไปยังท่าน้ำสอดส่ายสายตาไปรอบๆ หวาดหวั่น ระหว่างนั้นมีเสียงหมาหอนดังขึ้น ม้วนหน้าตื่น สวดมนต์ไปตลอดทาง...

ขณะเดียวกัน ขาบส่องตะเกียงเดินยามอยู่ได้ยินเสียงหมาหอนถึงกับสะดุ้งโหยง รีบขยับผ้าขาวม้ามาคลุมหัว เห็นแต่หน้าลายพร้อยไปด้วยแป้ง น่ากลัวราวกับผี ฝ่ายม้วนรีบร้อนจะไปให้ถึงท่าน้ำไวๆสะดุดขาตัวเองหน้าทิ่มบ่อโคลนดำปี๋ ขาบเดินยามมาถึงตรงนั้นพอดี เจอม้วนหน้าเปื้อนโคลน

ต่างฝ่ายต่างตกใจคิดว่าเจอผี ร้องลั่น วิ่งหนีไปคนละทาง เสียงร้องของขาบกับม้วนดังไปถึงเรือนใหญ่ คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพหยุดคุยเงี่ยหูฟัง พวกทาสหญิงได้ยินเสียงร้อง หน้าตาตื่น วิ่งหนีออกจากเรือนทาสราวกับผึ้งแตกรัง โชคร้ายวิ่งมาเจอขาบกลางทางเหมาว่าเป็นผีกรีดร้องลั่น วิ่งหนีกันอลหม่าน

ส่วนทาสชายกลัวหัวหดวิ่งไปรวมตัวกันในสวน ม้วนวิ่งหนีขาบเข้ามากลางวงทาสชาย พอพวกนั้นหันมาเจอหน้าดำปี๋ของม้วน ร้องลั่นว่าผีหลอก ทั้งหมดวิ่งหนีตายชนเข้ากับขบวนของทาสหญิงล้มระเนระนาดเจ็บตัวไปตามๆกัน

ooooooo

พอตะวันแจ้ง คุณหญิงแสร์เรียกทาสรับใช้ทั้งหมดมาชำระความ ด่ากราดเสียงลั่นเรือน โดยเฉพาะม้วนกับขาบโดนด่ามากกว่าใครข้อหาเป็นตัวต้นเหตุทำให้ แตกตื่นกันไปหมด ขาบกับม้วนต่างโยนความผิดกันไปมา

“พอ...พอแล้ว เอ็งมันพอกันทั้งสองคนนั่นแหละไอ้พวกที่เหลือด้วย ถามหน่อยเถิด พวกเอ็งไปเอามาจากไหนวะว่าบ้านนี้มีผีน่ะ” คุณหญิงแสร์ถามเอาเรื่อง ขาบกับม้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันเรื่องนี้มาจากหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์หันขวับมองลูกชาย หลวงอัครเทพร้อนตัว ปฏิเสธว่าไม่ทราบ ม้วนเสนอหน้าทันที

“ก็บ่าวเรียนไปแล้วบ่าวเคยเห็นผีในห้องคุณหลวง ส่วนไอ้ขาบน่ะมันก็ได้ยินเสียงผู้หญิงในห้องคุณหลวง”

“เหลวไหล...ผีอะไรกัน ริอ่านปั้นน้ำเป็นตัว...เดี๋ยวเถอะ” หลวงอัครเทพดุ กลบเกลื่อน

“นั่งไง...ไอ้พวกนี้ ใส่ความลูกข้า ข้าต้องลงโทษให้หลาบจำ ไอ้ขาบตบหน้านังม้วน...นังม้วนตบหน้านังอิ่ม...นังอิ่มตบหน้าไอ้ขาบ...ที่เหลือ ตบหน้าตัวเองแรงๆ...จำไว้นะ เรือนหลังนี้ข้าอยู่มาตั้งแต่รุ่นสาว ถ้ามีผีจริง ข้าหักคอตายไปตั้งนานแล้ว ใครอุตริสร้างเรื่องผีขึ้นมาหลอกอีก หลังลายแน่” คุณหญิงแสร์ขู่เสียงเข้ม...

ที่บ้านมโนวรรณ มณีจันทร์ชวนตรองมากินข้าวเย็นเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องย้อนเวลา เธออยากรู้ถ้าวันหนึ่ง

เกิดมีเครื่องย้อนเวลาได้จริงๆ เราจะกลับไปแก้อดีตได้ไหม ตรองไม่แน่ใจเหมือนกัน

“ไม่งั้นเราจะย้อนอดีตกันทำไม ถ้าเราไม่คิดจะแก้ไขมัน...” มณีจันทร์ลุกพรวดเหมือนคิดอะไรออก “จริงสินะ...ถ้ามีใครหรืออะไรอยากให้เราย้อนอดีต บางที เขาก็คงมีเหตุผล...เหตุผลเฉพาะเราคนเดียว”

ตรองไม่ค่อยเข้าใจที่เพื่อนพูดนัก แต่ก็ดีใจที่อย่างน้อยยังมีมณีจันทร์ที่พูดคุยเรื่องนี้ด้วย เพราะถ้าเขาคุยเรื่องย้อนอดีตกับคนอื่น พวกนั้นมักจะหาว่าเขาบ้า ดูกุลวรางค์เป็นตัวอย่าง มองเราสองคนราวกับเป็นตัวประหลาด ไม่มีใครชอบที่ถูกผู้คนหาว่าบ้า มณีจันทร์เห็นด้วย มองไปเบื้องหน้าพลางคิดในใจว่า

“ฉันไม่ได้กลัวเป็นตัวประหลาดถ้าฉันบอกใครไป ฉันกลัวจะข้ามประตูนั้นไม่ได้อีก...คุณหลวงคะ สิ่งที่ฉันกลัวมากที่สุดก็คือ...ฉันจะไม่ได้พบคุณอีก”

ระหว่างนั้น ไรวัตมาเห็นตรองกำลังนั่งกินข้าวกับมณีจันทร์ ชี้หน้าหาเรื่องเขาทันที ตรองลุกพรวดตั้งการ์ดสู้ วันนี้เขาไม่ยอมเจ็บตัวฟรีแน่ ด่าไรวัตว่าอันธพาล ไรวัตเคืองจัด ลากคอเสื้อตรองออกไปโยนไว้ที่สวนหน้าบ้าน ตรองลุกขึ้นได้ ท้าไรวัตเหยงๆให้มาต่อยกัน มณีจันทร์รีบตามไปห้ามไรวัตไม่ให้ทำอะไรตรอง

“มันท้าผม ผมก็ลูกผู้ชายคนหนึ่ง ถ้าผมไม่ต่อยกับมัน มันก็หาว่าผมกลัวมันน่ะสิ”

“มิน่า...เมณี่ถึงอยากเลิกกับคุณ คุณมันคนชอบใช้กำลังไม่ชอบใช้สมองเพราะไม่ค่อยมีนี่เอง”

ไรวัตโกรธพุ่งเข้าใส่ตรองหมายจะอัดสักหนึ่งหมัด แต่มณีจันทร์เข้าไปขวาง ขู่ไรวัตถ้ากล้าต่อย เธอจะไม่มองหน้าเขาอีก เลิกบ้าอำนาจ เลิกใช้กำลังเสียที บอกหลายครั้งแล้วเธอไม่ใช่สมบัติของใคร ไรวัตจำต้องลดกำปั้นลง เดินกระฟัด กระเฟียดตามมณีจันทร์เข้าบ้าน โดยมีตรองเดินตามห่างๆ

มณีจันทร์ถามไรวัตมีธุระอะไรกับเธอ ไรวัตจะมาชวน ไปกินข้าว ถ้าคราวนี้เธอไม่ไปด้วย เขาจะตัดใจจากเธอไปจริงๆ พูดจบก็จามฟิดๆ หยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดจมูกปิดปาก จากนั้นจามติดๆกันอีกสองครั้ง มณีจันทร์ปิ๊งไอเดียทันที รีบเสนอตัวจะพาเขาไปหาหมอ ไรวัตปลื้มมากคิดไปเองว่ามณีจันทร์เป็นห่วง วางมาดแมน คุยโว

“ผมไม่ชอบหาหมอ ตั้งแต่เด็กผมเป็นหวัดไม่เคยกินยา เป็นเองก็ปล่อยมันหายเอง”

เข้าทางมณีจันทร์ ปราดเข้าไปดึงมือไรวัตให้ลุกขึ้น ไม่อยากกินยาก็ไม่ต้องกิน อย่างน้อยเธอจะได้แน่ใจเขาไม่เป็นโรคอื่น ไรวัตไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมมณีจันทร์ยอมให้พาไปหาหมอโดยดี ตรองมองตามมณีจันทร์งงๆ...

ที่โรงพยาบาล หลังจากรับยาเรียบร้อย ไรวัตเดินมาหามณีจันทร์ที่นั่งรออยู่ คุยว่าหมอบอกเขาเป็นแค่ไข้หวัด ร่างกายแข็งแรงอย่างนี้ไม่กี่วันก็หาย มณีจันทร์สบช่องถ้าเขาไม่กินยา เธอจะขอ ไรวัตพยักหน้า

“บอกแล้วไง ชายชาติทหารไม่กลัวเจ็บไม่กลัวตาย เมณี่ ขอบคุณนะที่เป็นห่วงผม ผมดีใจจังอย่างน้อยก็รู้ว่าคุณยังเห็นผมอยู่ในสายตา” ไรวัตว่าแล้วจับมือมณีจันทร์ไว้อย่างซาบซึ้งใจ หญิงสาวยิ้มแหยๆไม่กล้าดึงมือออก ได้แต่นึกขอโทษในใจ ที่หลอกให้เขามาหาหมอเพราะต้องการได้ยาแก้ไข้หวัดไปให้หลวงอัครเทพ...

มณีจันทร์ไม่เฉลียวใจ การกระทำของเธอทำให้ไรวัตเข้าใจผิดใหญ่โต พอเขากลับถึงบ้าน รีบโทร.ทางไกลหาคุณหญิงมาลิดา รายงานว่าเขากับมณีจันทร์กลับมาคืนดีกันแล้ว และอยากจะปรึกษาเรื่องจะขอหมั้นหมายมณีจันทร์ไว้ก่อน คุณหญิงมาลิดาถึงกับนิ่งเงียบ ไรวัตรีบตัดบท เขาคุยกับมณีจันทร์ได้เรื่องอย่างไรจะรีบแจ้งให้ทราบ แล้ววางสายสีหน้ายิ้มแย้มมีความสุข ขณะที่คุณหญิงมาลิดากังวลใจมาก

ooooooo

ทันทีที่เจอหน้าท่านทูตณรงค์ผู้เป็นสามี คุณหญิงมาลิดาเล่าเรื่องไรวัตให้ฟัง ท่านทูตณรงค์คัดค้าน ทั้งคู่เพ่ิงคบหาดูใจกันไม่นานจะรีบหมั้นทำไม คุณหญิงมาลิดาเห็นด้วย ถึงแม้มณีจันทร์จะสนิทกับไรวัตมากกว่าผู้ชายคนอื่น แต่ลูกไม่เคยแสดงออกหรือเรียกไรวัตว่าเป็นแฟน ท่านทูตณรงค์แตะมือคุณหญิงมาลิดาเบาๆ

“ฟังจากปากลูกเองจะดีกว่า...ผมไปงานเลี้ยงก่อน เดี๋ยวสาย” ท่านทูตณรงค์คว้าสูทแล้วออกไป คุณหญิงมาลิดา นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมา...

ขณะมณีจันทร์กำลังนอนรอสัญญาณเรียกจากกระจกเงาอย่างใจจดจ่อพร้อมกับถุงใส่ยาแก้ไข้หวัดของไรวัตในมือ เสียงโทรศัพท์ที่หัวเตียงดังขึ้น หญิงสาวเอื้อมมือจะรับสาย แต่มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นเสียก่อน และที่กระจกเงาโบราณเกิดหลุมดำเป็นช่อง มณีจันทร์ดีใจ ปราดไปหน้ากระจก ไม่สนใจโทรศัพท์

หลุมดำเกิดขึ้นที่กระจกเงาของหลวงอัครเทพเช่นกัน หลวงอัครเทพกำลังยืนชมนกชมไม้อยู่ตรงที่หน้าต่างห้องหันมามอง พอควันบางตา มณีจันทร์ปรากฏตัวหน้ากระจกเงา ร้องทักเขาว่าลุกได้แล้วหรือ หลวงอัครเทพได้แต่ยืนมองตะลึง มณีจันทร์ยื่นถุงใส่ยาให้เขา ครั้งนี้เธอได้ยามาครบถ้วน หลวงอัครเทพเห็นถุงแปลกตา ถามโน้นถามนี้ด้วยความอยากรู้ มณีจันทร์ขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไร ให้เธอรักษาเขาก่อนดีกว่า

“ยาที่ให้ดี...หายไข้เร็ว” หลวงอัครเทพชม

มณีจันทร์ดีใจที่เขายอมกินยาที่ทิ้งไว้ให้ หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์นุ่งกางเกง ซักถามว่าเป็นชาวเขาหรือ มณีจันทร์ ส่ายหน้า เดินไปหยิบผ้าสะอาดมาเช็ดปรอทแล้วเดินกลับมาหา หลวงอัครเทพถามเธอว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย มณีจันทร์หน้าจ๋อย ตัดพ้อเธอเหมือนผู้ชายตรงไหน คำถามแบบนี้ทำให้เธอเสียความมั่นใจ

“ผู้ชายใช้คำแทนตัวเองว่าดิฉัน ผู้หญิงใช้อิฉัน”

มณีจันทร์ร้องเสียงหลง “หา...ทำไมมันต่างกันอย่างนี้ล่ะ เอาเถอะ...ขอวัดปรอทหน่อย...ใต้ลิ้นค่ะ”

หลวงอัครเทพทำตามอย่างว่าง่าย หลังจากวัดปรอทแล้วปรากฏว่าไม่มีไข้ มณีจันทร์ถอนใจโล่งอก...


เสียงโทรศัพท์บ้านมโนวรรณยังดังไม่หยุด นุ่มเดินมาดูที่โต๊ะวางโทรศัพท์ในห้องนั่งเล่นซึ่งมีอยู่หลายเครื่องแปลกใจทำไมมณีจันทร์ถึงไม่รับสาย ตัดสินใจรับสายแทน คุณหญิงมาลิดาแปลกใจที่ได้ยินเสียงนุ่ม ปกติโทรศัพท์เบอร์นี้มณีจันทร์ มักจะรับสายเอง ถามว่ามณีจันทร์ออกไปข้างนอกหรือ

“รถก็ยังอยู่ เมื่อเช้านุ่มยังยกสำรับเช้าขึ้นไปให้คุณหนูกินอยู่เลย ถือสายรอสักครู่นะคะ...ดาว...ไปดูที่ห้องคุณหนูสิ...คุณผู้หญิงโทร.ทางไกลมาน่ะ”

ดาวรีบวิ่งปรู๊ดขึ้นไปเคาะประตูห้องมณีจันทร์ แต่ไม่มีเสียงขานรับ คุณหญิงมาลิดาถือสายรอนาน เริ่มเป็นกังวล พอรู้จากนุ่มว่ามณีจันทร์หายไปไหนไม่มีใครรู้ ความกังวลเปลี่ยนเป็นไม่สบายใจขึ้นมาทันที...

หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ยังคงคุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทำให้มณีจันทร์ได้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างยุคของเธอกับเขา ทั้งคำพูดคำจา ภาษาที่ใช้และอีกหลากหลายเรื่อง หลวงอัครเทพเองก็รู้สึกเช่นกัน

“หล่อนมีอะไรแปลก แต่งตัวแปลก หน้าตาแปลกๆ... แม้แต่ความรู้หรือการมาก็แปลก เอ้อ...ฉันคิดว่าฉันเคยเห็นหล่อนมาบ้าง...คล้ายฝัน แต่ชัด เห็นในที่แปลก คล้ายเมืองในยุโรป แต่ไม่ใช่”

“ท่านเคยเรียกอิฉันใช่ไหมคะ” มณีจันทร์พยายามใช้สรรพนามแทนตัวเองให้ถูกต้องตามยุคสมัยนั้น

“คิดว่าเรียก แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร จนกระทั่งหล่อนบอกชื่อเมื่อคราวก่อน”
“แม่มณี...แม่มณีจ๋า...ท่านเรียกอย่างนี้ใช่ไหมคะ”

หลวงอัครเทพจำความฝันพวกนั้นได้ แต่เก้อเขินเกินจะยอมรับ ทำเป็นจำไม่ได้ มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปมองเขาใกล้ๆอย่างจับผิด แกล้งยิ้มยั่ว หลวงอัครเทพต้องถดตัวหนี

“เรียกอีกสิคะ...อิฉันชอบให้ท่านเรียก”

ชายหนุ่มอายมากไม่กล้าเรียก มณีจันทร์ปลื้มใจสุดๆที่เขาก็ฝันถึงเธอเช่นกัน อยากจะกระโดดโลดเต้นใจแทบขาด แต่ไม่กล้า หลวงอัครเทพยังคงซักถามที่มาที่ไปของมณีจันทร์ พอรู้ว่าเธอมาจากสมัย ร.9 ตกใจมาก ลุกขึ้นโวยวายว่าเป็นเรื่องเหลวไหล มณีจันทร์ได้แต่ยิ้มเจื่อน

ooooooo

ที่เรือนครัวบ้านหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์ทำกับข้าวเสร็จจะให้คนไปตามหลวงอัครเทพที่ห้อง พวกทาสกลัวผีมากพากันหนีหายทั้งที่เมื่อครู่ยังนั่งหน้าสลอนกันเต็มครัว คุณหญิงแสร์ไม่เห็นใคร ตะโกนเรียกขาบ

“ไอ้ขาบๆ...ไปเชิญคุณหลวงมาที”

ขาบสะดุ้งโหยง กลัวผีในห้องคุณหลวงไม่กล้าไป รีบมุดเล้าไก่ซ่อนตัว คุณหญิงแสร์ชะโงกมองหาไม่เห็นทาสสักคน สุดท้ายต้องเดินไปตามลูกชายด้วยตัวเอง...

หลวงอัครเทพเริ่มรับไม่ได้กับความแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น มณีจันทร์พยายามอธิบายว่าเธอมาทางกระจกเงาซึ่งเขามีแบบเดียวกับเธอ รวมทั้งอ่างน้ำกับเหยือกนั่นด้วย บางทีพวกมันอาจจะเป็นชิ้นเดียวกันด้วยซ้ำ เธอแค่ยืนหน้ากระจกเงาของเธอ อึดใจก็มาโผล่ที่กระจกเงาของเขา ตอนเธอ กลับก็เป็นแบบเดียวกัน หลวงอัครเทพขอให้มณีจันทร์แสดงการปรากฏตัวให้ดู มณีจันทร์จะทำได้ต่อเมื่อถึงเวลาเท่านั้น

“เวลาอะไรอิฉันไม่ทราบ อิฉันไม่เคยรู้ความลับแห่งประตูกาลเวลา ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้กำหนด ทำไมต้องเป็นแต่อิฉันคนเดียว อิฉันไม่ทราบจริงๆว่าคนหรืออำนาจนั้นต้องการให้อิฉันทำอะไร”

หลวงอัครเทพหนักใจกับเรื่องมหัศจรรย์ที่ได้ยิน มณี–จันทร์เข้าใจเขาดี เธอเองก็เคยกลุ้มแบบนี้มาก่อน...

อีกมุมหนึ่งของเรือนใหญ่ คุณหญิงแสร์เดินมาเกือบจะถึงห้องลูกชาย นึกขึ้นได้ลืมเอายาแก้ไข้เปลี่ยนฤดูมาให้ บ่นกระปอดกระแปดกลับไปเรือนครัวอีกรอบ...

มณีจันทร์ยังคงนั่งคุยกับหลวงอัครเทพอย่างต่อเนื่อง เธอได้รู้ว่า “หลวงอัครเทพวรากร” เป็นบรรดาศักดิ์ แต่ “เทพ” คือชื่อจริงของเขา และยังได้ความรู้เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่ง คนไทยสมัยร.5 ไม่มีนามสกุลใช้ เธอพยายามคิดทบทวนวิชาประวัติศาสตร์ที่เคยเรียนมา เมืองไทยมีนามสกุลใช้เมื่อไหร่แต่นึกไม่ออก ระหว่างนั้นคุณหญิงแสร์เคาะประตูห้องเรียกลูกชาย มณีจันทร์สะดุ้งโหยงวิ่งหาที่ซ่อนตัววุ่นวาย

“หล่อนวิ่งไปวิ่งมา เวียนหัว ไปหลบหลังฉากก่อน ท่านคงไม่เข้าใจเรื่องที่หล่อนเล่า”

มณีจันทร์พยักหน้า วิ่งไปแอบหลังฉากไม้แกะสลักสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่คุณหญิงแสร์เปิดประตูห้องเข้ามาเพียงอึดใจเดียว เธอร้องทักลูกชายลุกได้แล้วหรือ หลวงอัครเทพโกหกว่ายาของคุณหลวงหมอดี

“เมื่อวานแม่ประสานเขาให้คนเอาอาเปิ้นกับองุ่นมาให้ เขาว่าเรือเพิ่งเข้า...เอ๊ะ กลิ่นอะไรหอมๆ”

มณีจันทร์ก้มดมตัวเองหน้าเสีย เพราะคุณหญิงแสร์ได้กลิ่นน้ำหอมจากตัวเธอ คุณหญิงเริ่มเดินตามกลิ่นหาที่มา หลวงอัครเทพกลบเกลื่อน ว่าตัวเองไม่ได้กลิ่นอะไร คุณหญิงเหลือบเห็นปรอทวัดไข้ หยิบขึ้นมาดูลืมเรื่องกลิ่นหอมไปเลย หลวงอัครเทพตอบสีหน้าเรียบเฉยว่าเป็นแท่งแก้วของฝรั่ง คุณหญิงพยักหน้ารับรู้ วางลงที่เดิมไม่สนใจอีก แล้วแจกแจงให้ลูกฟังวันนี้ทำกับข้าวอะไรให้เขากินบ้าง หลวงอัครเทพรีบบอก

“วันนี้คงไม่ต้องยกเข้ามา จะออกไปกินเอง”

คุณหญิงถามย้ำลุกเดินได้แน่หรือ หลวงอัครเทพยืนยันลุกได้ จะให้ออกไปพร้อมกับแม่ตอนนี้เลยก็ได้ แล้วเดินมาหลังฉากทำทีจะมาหยิบผ้าเช็ดหน้า พูดขึ้นลอยๆออกไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับ มณีจันทร์ยิ้มรู้ว่าเขาพูดกับเธอ คุณหญิงแสร์จะให้คนมาทำความสะอาดห้องระหว่างที่เขากินข้าว

หลวงอัครเทพร้องห้ามลั่น  ไว้ตอนบ่ายค่อยให้คนมาทำจะดีกว่า คุณหญิงแสร์ไม่ขัดใจ  เดินนำลูกชายออกไป มณีจันทร์ ถอนใจโล่งอก ค่อยๆย่องออกจากหลังฉากมาที่หน้าต่าง เห็นวิถีชีวิตไทยในอดีต

“ชีวิตไทยริมน้ำ ลมเย็นพัดเอื่อยๆเสียงนกร้อง กลิ่นดอกจันทร์กะพ้อ...นี่เองที่เรียกว่าความสงบ...น่าแปลกจริง คราวนี้อยู่ได้นานกว่าเดิม” มณีจันทร์ก้มมองนาฬิกาที่ห้อยคอเห็นเข็มเริ่มขยับ ยิ้มพอใจ...

ระหว่างนั่งกินข้าวด้วยกัน คุณหญิงแสร์เล่าให้ลูกชายฟังถึงประยงค์ลูกสาวของคุณหญิงสรเดชหรือชื่อเดิมว่าประสานเพื่อนเก่าของเธอเอง คุณหญิงแสร์พูดคุยเหมือนอยากจะได้

ประยงค์มาเป็นทองแผ่นเดียวกัน แต่หลวงอัครเทพไม่สนใจ เป็นห่วงมณีจันทร์ถูกทิ้งให้อยู่ในห้องคนเดียว เขากินข้าวได้ไม่กี่คำ ขอตัวกลับห้อง ก่อนไปคว้าตะกร้าใส่ผลไม้ที่คุณหญิงสรเดชเอามาเยี่ยมไข้ติดมือไปด้วย

ooooooo

นุ่มกับดาวยืนอยู่หน้าห้องมณีจันทร์แต่เปิดเข้าไปไม่ได้เพราะล็อกจากด้านใน ดาวถามจะเอาอย่างไรดี เราสองคนหาคุณหนูทั่วบ้านแล้วเหลือห้องนี้ห้องเดียว นุ่มกดมือถือเข้าเครื่องของมณีจันทร์ได้ยินสัญญาณ

เรียกเข้าดังมาจากในห้อง แต่ไม่มีใครรับสาย รออยู่นานจนนุ่มเริ่มเป็นห่วง ดาวแนะให้เอากุญแจสำรองมาไข

“แต่คุณหนูสั่งไว้ ถ้าเธออยู่ในห้องห้ามรบกวน”

“แล้วถ้าคุณหนูไม่สบายเป็นลมเป็นแล้งอยู่ข้างใน

ล่ะคะ” ดาวแย้ง นุ่มสีหน้าครุ่นคิดคล้อยตาม...

มณีจันทร์เอาหมอนมานอนหลับสบายอยู่หลังฉาก หลวงอัครเทพเดินมาดู เห็นมณีจันทร์ยังอยู่จึงร้องเรียก มณีจันทร์

รู้สึกตัวบิดขี้เกียจอย่างเคยชิน ชายหนุ่มนิ่วหน้าเป็นเชิงตำหนิ เตือนให้ลุกนั่งให้งาม มณีจันทร์รีบสำรวมนั่งพับเพียบเรียบร้อย หลวงอัครเทพออกตัวไม่รู้กิริยาแบบนี้ถูกต้องสำหรับเธอหรือเปล่า

“เอ่อ...ความจริงมันไม่ถูกต้องหรอกค่ะ เอ่อ...ฉันเรียกตัวเองว่าฉันนะคะ...ยุคฉัน แม้จะนับถือกิริยาในยุคคุณหลวง

ว่าดีว่างาม แต่เราทำเป็นบางครั้ง...เพราะเราถือสิทธิเสรีภาพอันเท่าเทียมกัน”

หลวงอัครเทพขอให้มณีจันทร์ลุกขึ้นมาคุยกัน เขาไม่อยากยืนค้ำหัวใคร มณีจันทร์ไม่ถือ เรื่องแค่นี้เล็กน้อย เด็กยุคเธอยืนชี้หน้าเถียงพ่อแม่ฉอดๆยังได้เลย หลวงอัครเทพเป็นห่วงมณีจันทร์จะหิว แต่ไม่รู้เธอกินอะไรได้บ้าง เลยหยิบผลไม้ติดมือมาให้ มณีจันทร์มองผลไม้ในตะกร้า เรียกแอปเปิ้ลได้อย่างถูกต้องไม่ได้ออกเสียง “อาเปิ้น” อย่างที่คนในยุคนั้นเรียก หลวงอัครเทพมองทึ่ง

หญิงสาวหยิบแอปเปิ้ล โยนหมอนขึ้นเตียงก่อนจะโดดขึ้นไปนอนกินแอปเปิ้ลอย่างสบายอารมณ์ หลวงอัครเทพมองอย่างตำหนิเช่นเคย แต่ขี้เกียจต่อว่า ชวนพูดคุยต่อ เขาได้ความรู้ใหม่ว่าการเดินทางไปต่างประเทศในยุคของมณีจันทร์เป็นไปอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ไม่เหมือนยุคของเขาจะไปยุโรปแต่ละครั้งใช้เวลาเป็นเดือนๆ และคนในยุคของมณีจันทร์

จะติดต่อสื่อสารกันแค่ยกโทรศัพท์ หรือไม่ก็ใช้อินเตอร์เน็ต

“ยุคของหล่อน ถ้าเป็นอย่างที่ว่า ปี พ.ศ.อะไร”

“พ.ศ.2554 ค่ะ” มณีจันทร์ตอบฉะฉาน หลวงอัครเทพตะลึง เข่าอ่อน ทรุดลงนั่งทันที มณีจันทร์ย้อนถามปีนี้ของเขาเป็นปีอะไร ได้ความว่า เป็นปี ร.ศ.112 หรือ พ.ศ.2436 มณีจันทร์อึ้งยุคเราห่างกันถึง 117 ปี...

นุ่มหยิบกุญแจสำรองพวงใหญ่มาที่ห้องมณีจันทร์ ดาวเร่งให้ไขกุญแจเร็วๆ จะได้รู้สักที คุณหนูหายตัวได้จริงหรือเปล่า นุ่มเอ็ดดาวพูดจาไร้สาระใครจะหายตัวได้ ไขกุญแจดอกนั้นดอกนี้จนใกล้หมดพวงกุญแจสำรอง

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังคุยกับหลวงอัครเทพอย่างออกรส เหมือนมีพลังพิเศษล่วงรู้เหตุการณ์ที่ห้องของเธอส่งสัญญาณกรุ๋งกริ๋งเรียกมณีจันทร์ที่กระจก เธอบอกลาหลวงอัครเทพ ถึงเวลาต้องกลับแล้ว

“ก็ทำไมหล่อนจะต้องไปๆมาๆหล่อนจะอยู่ เอ่อ...อยู่ที่นี่เสียเลยทีเดียวไม่ได้รึ”หลวงอัครเทพมีท่าทีอาลัยอาวรณ์

อย่างชัดเจน มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก แต่เธออยู่ไม่ได้ เพราะบ้านอยู่ทางโน้น

“ทำไมหล่อนไม่คิดว่าที่นี่เป็นบ้านหล่อนล่ะ”หลวงอัครเทพมองสบตามณีจันทร์ลึกซึ้ง มณีจันทร์จำต้องปฏิเสธทั้งที่ใจจริงไม่อยากไป สัญญาจะกลับมาอีก รีบมาคุกเข่าหน้ากระจกเงา หมอกควันจากกระจกเงาลงมาคลุมร่างมณีจันทร์ ก่อนจะหายวับไปต่อหน้าหลวงอัครเทพ แล้วไปปรากฏตัวหน้ากระจกเงาในห้องของเธอเอง

เป็นจังหวะเดียวกับที่หนุ่มไขกุญแจสำรองเข้ามาในห้องพอดี ดาวถึงกับร้องอ้าวที่เห็นมณีจันทร์อยู่ นุ่มเป็นห่วงมณีจันทร์มาก ทั้งโทรศัพท์บ้านทั้งมือถือโทร.หาก็ไม่รับ เคาะประตูเรียกก็ไม่ขานตอบ เธอเลยต้องใช้กุญแจสำรองไขเข้ามา มณีจันทร์โกหกว่านอนหลับอยู่ ติดอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืน เลยมาหลับตอนกลางวัน ทีหน้าทีหลังนุ่มไม่ต้องตกใจและไม่ต้องเข้ามาดู นุ่มค้านเสียงหลง

“โอ๊ย...ไม่ได้หรอกค่ะ นี่คุณหนูรีบ โทร.หาคุณผู้หญิงเถอะ ท่านเป็นห่วงใหญ่แล้ว”

เจ้านายสาวพยักหน้ารับรู้ พอดาวกับนุ่มออกไป เธอรีบ โทร.หาคุณหญิงมาลิดาทันที คุณหญิงมาลิดาสบายใจที่ลูกไม่เป็นอะไร เล่าเรื่องที่ไรวัตโทร.มาบอกว่าคืนดีกับมณีจันทร์แล้ว คุณหญิงมาลิดายังไม่ทันจะบอกเรื่องไรวัตจะขอหมั้นหมายกับลูก มณีจันทร์ตัดบทถามเรื่องปี ร.ศ.112 เสียก่อน เธอคุ้นๆมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นกับประเทศไทยแต่จำไม่ได้เหตุการณ์อะไร

“เป็นลูกทูต เป็นคนไทยต้องรู้สิจ๊ะ...เป็นปีที่ประเทศไทยเสียดินแดนส่วนหนึ่งให้ฝรั่งเศสจ้ะ”

มณีจันทร์คิดออกทันที ต้องเป็นเรื่องนี้แน่ๆเธอรีบขอตัววางสาย เดินมาที่กระจกเงา“คุณหลวงคะ ฉันรู้แล้ว มีใครบางคนหรือมีพลังบางอย่างต้องการให้ฉันย้อนอดีตไป เขาคนนั้นต้องการให้ฉันกลับไปช่วยชาติบ้านเมือง ถ้าฉันทำสำเร็จ ประเทศไทยของเราอาจไม่ต้องเสียดินแดนก็ได้”

ครู่ต่อมา มณีจันทร์ไปถึงร้านขายหนังสือ ถามหาหนังสือเรื่องการเสียดินแดนของไทย แต่ไม่ว่าเธอจะเข้าร้านขายหนังสือร้านไหน มีคนซื้อหนังสือเล่มนี้ตัดหน้าทุกครั้ง จนถึงร้านสุดท้าย มณีจันทร์เห็นชายคนหนึ่งหยิบหนังสือการเสียดินแดนของไทยเล่มสุดท้ายไปจากชั้นวางหนังสือ แล้วเดินมาจ่ายเงินที่เคาน์เตอร์

คราวนี้มณีจันทร์รีบส่งเสียงเรียกชายคนนั้น หวังจะขอซื้อหนังสือต่อ เขากลับมีท่าทางรีบร้อน คว้าหนังสือ เร่งฝีเท้าออกจากร้านไม่เอาเงินทอนด้วยซ้ำ มณีจันทร์รีบตามไปติดๆ ตะโกนเรียก

“คุณคนนั้นหยุดก่อนค่ะ...หยุดก่อนค่ะ ฉันขอซื้อหนังสือเล่มนั้นต่อ ฉันมีความจำเป็นต้องใช้ค่ะ”

ชายคนนั้นหยุดกึก หันมอง สีหน้าดุและมีอำนาจ ไม่พูดอะไรได้แต่ยิ้มแสยะให้ แล้วเดินเลี้ยวมุมตึก มณีจันทร์วิ่งตาม แต่พอพ้นมุมตึกเธอถึงกับเข่าอ่อน เพราะตรงนั้นเป็นทางตันไม่มีแม้แต่ประตูหรือหน้าต่าง

“ตรงนี้ไม่มีทางไป...เขา...หายไปเฉยๆ”มณีจันทร์ได้แต่ยืนอึ้ง

ooooooo
ตอนที่ 3


มณีจันทร์ไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีบางสิ่งอยากให้เธอย้อนอดีตกลับไปช่วย แต่กลับมีพลังที่ยิ่งใหญ่กว่าขัดขวางไว้ เธอลองค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับไทยเสียดินแดน ปี ร.ศ. 112 ในคอมพิวเตอร์ อยู่ๆเว็บไซต์ต่างๆก็พร้อมใจกันล่ม มณีจันทร์ถอนใจเฮือก เดินมาที่หน้าต่างห้องนอนตัวเอง เงยหน้ามองท้องฟ้า

“หรือว่าท่านอนุญาตให้ฉันเดินทางไปอดีต แต่ไม่อนุญาตให้แก้ไขอะไรทั้งสิ้น...อย่างนั้นหรือเปล่าคะ”

สิ้นเสียงมณีจันทร์ไฟฟ้าดับพรึ่บแทนคำตอบ เท่านั้นยังไม่พอคอมพิวเตอร์ของเธอช็อตควันโขมง มณีจันทร์แน่ใจ มีอำนาจบางอย่างไม่ต้องการให้เธอได้ข้อมูลพวกนั้น

ooooooo

ตรองกำลังคุยโม้ให้กลุ่มของป๋องลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัยฟังว่ากาวในถังเหล็ก สองใบที่วางอยู่ตรงหน้าเขาคืออาวุธชีวภาพตัวใหม่ที่เขาจะผลิตส่งขายต่าง ประเทศ ประสิทธิภาพของกาวชนิดนี้ติดได้กับทุกพื้นผิว แห้งเร็วทันใจในไม่กี่วินาทีและยังติดแน่นติดทนไม่หลุดร่อนนอกจากจะหยดน้ำยา แก้ที่เขาผลิตมาคู่กันลงไป ตรองชวนป๋องกับเพื่อนๆร่วมเป็นหุ้นส่วนผลิตกาวชีวภาพขาย ป๋องส่ายหน้า

“เป็นหุ้นกับอาจารย์ ไม่ตายในคุกก็ตายที่ศรีธัญญา”

ตรองตบหัวป๋องลูกศิษย์คนโปรดหนึ่งที ฐานไม่ให้ความเชื่อถือ จังหวะนั้น ไรวัตเข้ามาขอคุยกับตรองเป็นการส่วนตัว ตรองต้องเอากาวสองถังไปตากแดดในสวน จึงชวนไรวัตเดินไปด้วยคุยไปด้วย ไรวัตไม่รอช้าคุยอวดตรองทันที เขากับมณีจันทร์กำลังจะหมั้นกัน แม่ของมณีจันทร์ก็ทราบเรื่องนี้แล้ว

“แล้วไง มาบอกทำไม ผมไม่ใช่บาทหลวง ไม่รับจัดงานหมั้นสักหน่อย อ๋อ...คนอย่างคุณไม่มีเพื่อน เลยจะให้ผมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวงั้นสิ...เสียใจผมไม่นับคุณเป็นเพื่อน” ตรองกวนใส่

“ผมมาบอกคุณให้อยู่ห่างๆเมณี่ต่างหาก เธอมีเจ้าของแล้ว ถ้าคุณยังมายุ่มย่ามกับเมณี่อีกอย่าหาว่าไม่เตือน” ไรวัตขู่ตามนิสัยอันธพาล ตรองเหม็นขี้หน้าไรวัต มองถังกาวในมือ คิดแผนแกล้งไรวัตให้ติดอยู่ในถังกาวโดยวางถังกาวสองใบที่พื้นให้อยู่ตรงกลาง ระหว่างเขากับไรวัต แล้วขยับถอยหลังไปเล็กน้อย พูดยั่วให้ไรวัตโกรธหวังให้เขาก้าวเข้ามาชกต่อยตนจะได้เหยียบลงไปในถังกาว แต่แทนที่ไรวัตจะเข้ามาเอาเรื่อง กลับกระชากตรองเข้าไปใกล้ คนที่เหยียบลงไปในถังกาวเลยกลายเป็นตรองเอง ไรวัตตะคอกใส่หน้าตรอง

“ผมรู้แผนคุณดี คุณล่อให้ผมทำร้ายคุณ แล้วคุณจะได้ไปฟ้องเมณี่ใช่ไหม...เสียใจ ผมไม่หลงกลคุณหรอก...ฮึ...ลาก่อน” ไรวัตปล่อยมือจากตรอง เดินจากไปไม่สนใจ ตรองพยายามดึงเท้าออกจากถัง แต่กาวแข็งตัวเรียบร้อย แถมน้ำยาแก้ก็อยู่ที่ป๋อง เหลียวหาตัวช่วยเลิ่กลั่ก...

คณบดีกำลังสอนนักศึกษาอยู่ในห้องเรียนอันแสนเงียบสงบ เปิดเทปเสียงลมเสียงนกคลอเบาๆ เพื่อให้นักศึกษาเข้าถึงธรรมชาติ แต่กลับถูกทำลายด้วยเสียงถังเหล็กสองใบกระทบพื้นดังสนั่นทั้งตึก ตรองในสภาพเท้าติดถังเหล็กเดินตาม หาป๋องตรงมาทางห้องเรียน คณบดีโมโหที่มีคนมารบกวนความสงบ วิ่งออกมามอง

“สวัสดีครับท่านคณบดี...เห็นพวกไอ้ป๋องไหมครับ” ตรองร้องทัก

คณบดีชี้มือไปด้านโน้น ตรองขอบคุณแล้ววิ่งโครมครามออกไป คณบดีเพิ่งนึกได้ ตะโกนไล่หลัง ทดลองอะไรบ้าๆอีกแล้วใช่ไหม ตรองโกยอ้าว คณบดีไล่ตาม สั่งให้หยุดหนี ป๋องกับกลุ่มเพื่อนเลี้ยวมุมตึกพอดี เห็นรองเท้าถังกาวของตรอง หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง ตรองขอน้ำยาแก้แต่ป๋องไม่ได้เอาติดตัวมาด้วยอยู่ที่ล็อกเกอร์

“นี่ ดร.หยุดนะ...ผมบอกแล้วใช่ไหมห้ามเล่นพิเรนทร์ในคณะผมอีก...หยุดนะหยุด” คณบดีตะโกนลั่น

ตรองตาเหลือกสั่งให้ป๋องกับเพื่อนๆช่วยพาหนี ป๋องกับเพื่อนหิ้วปีกตรองคนละข้างพาวิ่งหนีคณบดี

ooooooo

หลังตัดสินคดีพระยอดเมืองขวาง หลวงวิศาล-คดีตรอมใจจนล้มป่วย พิษไข้ทำให้เขาหลับตลอดเวลา อยู่ๆเมื่อตอนแจ้ง เขากลับรู้สึกตัวเรียกหาหลวงอัครเทพ ภริยาของหลวงวิศาลคดีจึงให้คนไปเชิญหลวงอัครเทพมาพบ หลวงวิศาลคดีเห็นหลวงอัครเทพ มาเยี่ยมรีบคว้ามือไว้ พูดอย่างเหนื่อยหอบแทบไม่มีเรี่ยวแรง

“...พ่อเทพ...อาฝัน...ฝันว่ามีคนมาช่วยเรา”

“คนช่วยเรา...เรื่องชาติบ้านเมืองขณะนี้ใช่ไหมขอรับ”

“ใช่...อาฝัน...ฝันถึงที่แปลก” หลวงวิศาลคดีมีจิตใจมุ่งมั่นจะช่วยบ้านเมืองไม่ให้สูญเสียดินแดนให้พวกฝรั่ง แม้ร่างกายจะป่วยหนัก แต่เขาสามารถถอดจิตไปปรากฏร่างเป็นชายแก่ขายของเก่าที่ขายกระจกข้ามภพให้มณี จันทร์ เมื่อเขาข้ามไปอีกภพหนึ่งภาพที่เห็นจึงเป็นเหมือนภาพในความฝัน

“ยังมีอีก...อาเห็นเขานั่งคุยกับพ่อเทพ...ผู้หญิงแต่งตัวแปลก กิริยาแปลก สวยเหมือนเทพธิดา”

หลวงอัครเทพตกใจ ยังไม่ทันจะถามอะไร หลวงวิศาล–คดีไออย่างหนัก มีเลือดกระเซ็นออกมาด้วย หายใจหอบถี่ดิ้นทุรนทุราย หลวงอัครเทพเห็นไม่เข้าที สั่งทาสที่นั่งเฝ้าให้รีบไปตามหมอ แล้วหันมาบอกหลวงวิศาลคดีนอนนิ่งๆ อย่าเพิ่งพูดอะไร

“อาไม่กลัวตาย...ถ้าจะตาย...ก็ขอกลายเป็นผีช่วยบ้านเมือง...ถ้าช่วยไม่ได้...ก็จะไปหาคนมาช่วย”

จังหวะนั้น ภริยาของหลวงวิศาลคดีนำหมอฝรั่งเข้ามา หลวงอัครเทพรีบถอยมายืนมองห่างๆ...

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์ไม่รู้จะไปหาข้อมูลเรื่องไทยเสียดินแดน ปี ร.ศ.112 จากไหน นึกถึงกุลวรางค์เพื่อนผู้รอบรู้ขึ้นมาได้ รีบตรงไปขอความช่วยเหลือ...กุลวรางค์คีย์คอมพิวเตอร์เพื่อหาข้อมูลให้มณี จันทร์ แต่เว็บไซต์ล่ม แถมคอมพิวเตอร์ติดๆดับๆ เนื่องจากกระแสไฟตก

เหมือนจิตของหลวงวิศาลคดีจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับมณีจันทร์ ทั้งที่หมอกำลังตรวจรักษาเขาอยู่ เขายังพยายามส่งจิตไปช่วย มณีจันทร์เองก็พยายามหาคนช่วยเหลือ หันหลังให้เพื่อนรัก แอบพนมมือตั้งจิตอธิษฐาน

“ไม่ว่าใครหรือสิ่งใดก็ตามที่อยากให้เมณี่เดินทางข้ามภพไปทำงานให้ประเทศ ชาติ ขอให้ช่วยเมณี่ในการหาข้อมูลครั้งนี้ด้วย” คำอธิษฐานของมณีจันทร์บวกกับจิตมุ่งมั่น ของหลวงวิศาลคดี ทำให้ไฟฟ้าในบ้านกุลวรางค์กลับเป็นปกติ เว็บไซต์ต่างๆ ก็ใช้งานได้ตามปกติเช่นกัน ส่วนหลวงวิศาลคดีหมดแรงหลับไป...

ภริยาของหลวงวิศาลคดีเล่าให้หลวงอัครเทพฟังว่าเมื่อวันก่อน เธอไปกราบสมเด็จที่วัด ท่านนั่งทางในแล้วบอกว่าหลวงวิศาลคดียังไม่สิ้นในเวลาอันใกล้ และที่เขานอนหลับไม่รู้เนื้อรู้ตัวเพราะจิตวิญญาณรักชาติของเขาท่องเที่ยวไป ในภพอื่น หลวงอัครเทพงุนงง...
ในขณะที่หลวงวิศาลหลับอยู่นั้น เขาถอดจิตข้ามภพมาปรากฏร่างเป็นแมสเซ็นเจอร์สอดเอกสารบางอย่างไว้ในตู้ ไปรษณีย์บ้านกุลวรางค์ กดกริ่งก่อนจะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไป เด็กรับใช้บ้านกุลวรางค์ออกมาดูไม่เห็นคนส่ง หยิบเอกสารจากตู้ไปรษณีย์เข้าบ้าน หลวงวิศาลคดียิ้มทั้งหลับ เพราะถอดจิตไปช่วยสำเร็จ...

กุลวรางค์หาข้อมูลการเสียดินแดนของไทย ปี ร.ศ.112 ได้ในที่สุด คอมพิวเตอร์แสดงภาพแผนที่ไทยเสียไปถึง 6 ครั้ง ในยุคล่าอาณานิคมของฝรั่ง เลือดรักชาติพุ่งพล่านไปทั่วร่าง เจ็บปวดไปกับคนไทยในเวลานั้น กุลวรางค์นึกขึ้นได้จะมัวหาข้อมูลอยู่ทำไมในเมื่อคุณย่าของเธอสามารถเล่า เหตุการณ์นี้ให้ฟังได้

ครู่ต่อมา กุลวรางค์พามณีจันทร์ไปพบกับคุณย่าของเธอซึ่งแก่มากแล้ว คุณย่าเห็นมณีจันทร์กวักมือเรียกให้เข้ามาใกล้ๆ พึมพำทำไมหน้าคุ้นเหลือเกิน แต่นึกไม่ออกเคยเจอที่ไหน กุลวรางค์งง จำได้ไม่เคยพามณีจันทร์มาพบคุณย่ามาก่อน ออกตัวว่าท่านอายุเกือบร้อยปีแล้ว บางวันก็เลอะเลือนพูดไม่รู้เรื่องแต่วันนี้ดูสดใสดี

“ท่านเกิดในยุคนั้นหรือกุล”

“ท่านไม่ได้อยู่ในยุคนั้นโดยตรง แต่พ่อแม่ของท่านเล่าเรื่องให้ท่านฟังเพื่อให้ลูกหลานจดจำความเจ็บปวดของคน ยุคนั้นให้ขึ้นใจ” กุลวรางค์นึกขึ้นได้ ไหนๆมีพยานบุคคลที่จะเล่าเหตุการณ์ในสมัยนั้นให้ฟังแล้ว เราก็น่าจะไปยังสถานที่เกิดเหตุด้วยเลย ไม่นานนัก สองสาวเข็นรถเข็นพาคุณย่ามาเที่ยวชมป้อมพระจุล

คุณย่าเริ่มเล่าเหตุการณ์ย้อนอดีตให้ฟัง “พ่อแม่ของฉันเล่าว่า ปี ร.ศ.112 กินอิ่มนอนหลับทันทีที่เรือรบฝรั่งเศสไปถึงไซง่อน พระเจ้าอยู่หัวให้เร่งซ่อมแซมติดปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลด้วยราชทรัพย์ส่วนพระองค์”

“เรือ...เรือรบแบบที่ลำใหญ่ๆที่เราเห็นในหนังฝรั่งน่ะหรือกุล”

“ใช่...เรือลำใหญ่ที่มีปืนใหญ่กระบอกเบ้อเริ่มบรรจุกระสุนเต็มลำละเมิดอธิปไตยมาจ่อเราถึงจมูกตรงนี้”

คุณย่าเล่าเสริมว่า เรือรบของฝรั่งเศสสองลำแล่นมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วมาจอดแถวโรงแรมโฮเรียลเต็ลตั้งใจจะฉลองวันชาติฝรั่งเศสหน้าสถานทูตของตน แต่ปากกระบอกปืนเล็งมายังใจกลางพระนคร ชาวบ้านที่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาเห็นเรือรบฝรั่งเศส ช่วยกันปาข้าวของใส่ บ้างตะโกนขับไล่อย่างไม่เกรงกลัว

ทุกคนเหมือนหนูที่พยายามต่อสู้ราชสีห์ตัวใหญ่มหึมา ขณะพวกผู้เฒ่าผู้แก่ยืนปาดน้ำตาหวาดกลัวประเทศสยามจะถูกพวกนั้นยึดครอง คุณย่านิ่งไปอึดใจก่อนจะเล่าต่อ

“มีเรือนำร่องบุกเข้ามายิงกับปืนใหญ่ที่ป้อมพระจุลนี่ ฝรั่งเศสสูญเสียทหารไปเพียง 3 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ส่วนสยามเสียทหารไปทั้งหมด 8 นาย บาดเจ็บ 40 นาย ทั้งเรือและอาวุธของเราด้อยกว่าเขาทุกประการ

จากนั้น กุลวรางค์กับมณีจันทร์เข็นรถเข็นพาคุณย่ามาถึงพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.5 ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ป้อมพระจุล หลังจากทั้งสามคนก้มกราบพระบรมราชานุสาวรีย์ ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณแล้ว คุณย่ายังคงเล่าให้สองสาวฟังอย่างต่อเนื่องว่า คนไทยทุกคนในยุคนั้น เจ็บปวดหัวใจที่ถูกพวกฝรั่งย่ำยี และผู้ที่เจ็บปวดที่สุดคือพระเจ้าอยู่หัว ร.5 ถึงกับประชวร มณีจันทร์ได้ฟังยิ่งเจ็บปวดใจ...

กลับถึงบ้านกุลวรางค์แล้ว แต่มณีจันทร์ยังติดใจสงสัยไม่หาย ทำไมอยู่ๆพวกฝรั่งเศสถึงกล้าเอาเรือรบเข้ามาในประเทศของเรา กุลวรางค์เล่าตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ว่าเกิดจากคดีพระยอดเมืองขวาง เธอกำลังจะอธิบายคดีนี้ให้มณีจันทร์ฟัง แต่เหลือบเห็นโบรชัวร์ภาพยนตร์สารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางวางอยู่บนโต๊ะรับแขกเสียก่อน กุลวรางค์ชะงัก ถามเด็กรับใช้ที่เอาน้ำมาให้ว่าใครเอาเอกสารนี้มา

“มีคนเอามาใส่ตู้ไปรษณีย์ตั้งแต่เมื่อกลางวันค่ะ”

กุลวรางค์ยื่นโบรชัวร์ให้มณีจันทร์ บอกให้ไปดูสารคดีเรื่องนี้จะได้เข้าใจ มณีจันทร์มองอึ้ง วันก่อนเธอตามหาข้อมูลพวกนี้แทบตาย มาวันนี้ ข้อมูลทุกอย่างกลับประเคนมาให้ถึงที่ เป็นเพราะเหตุใดกันแน่

ooooooo

พอได้เวลาที่ต้องเก็บกวาดห้องหลวงอัครเทพ พวกทาสหญิงต่างเกี่ยงกันเพราะกลัวผีสาวในห้องนั้น อิ่มเลยต้องใช้วิธีจับติ้ว ทาสหญิงคนอื่นๆรอดตัวไม่มีใครจับได้ติ้วสีแดง เหลือเพียงอิ่มกับม้วนและติ้วอีกสองอัน อิ่มเจ้าเล่ห์รู้อันไหนติ้วแดงอันไหนไม่ใช่ จัดแจงยัดติ้วแดงใส่มือม้วน

แต่ม้วนไม่ยอมให้อิ่มโกงง่ายๆสองคนจึงตบตีกันอุตลุด คุณหญิงแสร์เข้ามาเห็นเอาน้ำสาดใส่ทั้งคู่ อิ่มไม่ดูตาม้าตาเรือจะตบคนสาดน้ำสั่งสอน หันขวับเห็นคุณหญิงแสร์ยืนอยู่

ถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งไหว้ปลกๆ...

ขณะเดียวกัน ที่ห้องหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ข้ามภพมาเจอหลวงอัครเทพนั่งรออยู่ ดีใจ ยิ้มหน้าทะเล้นบอกคิดถึงเขามาก หลวงอัครเทพทำหน้าไม่ถูก มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ กระเซ้าว่าที่เขาเลื่อนเก้าอี้มารอหน้ากระจกแบบนี้ เพราะคิดถึงเธอเหมือนกันใช่ไหม หลวงอัครเทพเขินที่เธอรู้ทัน ทำเสียงดุกลบเกลื่อน

“อยากโดนไม้เรียวรึ...กิริยาของหล่อนนี่เหมือนลิงหลอกเจ้าไม่ปาน”

“โอ๊ย...เหมือนที่ไหน ลิงต้องทำท่าอย่างนี้” มณีจันทร์ว่าแล้วทำท่าลิง หลวงอัครเทพยิ้มออกมาจนได้...



ฝ่ายคุณหญิงแสร์โกรธจะลงหวายพวกทาสที่กลัวผีจนไม่มีใครยอมทำห้องให้หลวงอัครเทพ ม้วนกับอิ่มเลิกเป็นอริกันชั่วคราว ช่วยกันยืนยันห้องคุณหลวงมีผีสาวจริงๆ พวกทาสที่เดินผ่านห้องท่านได้ยินกันทุกคน

“ข้าไม่เชื่อ ร้อยไม่เชื่อพันไม่เชื่อ ข้าเข้าออกห้องคุณหลวงทุกวันทั้งกลางวันกลางคืน ถ้ามีผีจริงข้าต้องเห็นก่อนสิ...นี้อะไร้” คุณหญิงแสร์ด่าไปพลางเหลือบขึ้นมองไปหน้าต่างห้องลูกชาย เห็นมณีจันทร์โผล่หน้าออกมามองทางอื่นไม่ได้มองมาทางตน คุณหญิงแสร์ถึงกับเข่าอ่อนลงไปนั่งกับแคร่ ขนลุกซู่ ทำท่าจะเป็นลม

มณีจันทร์ผลุบหายไปแล้ว แต่คุณหญิงแสร์ยังนั่งตะลึง ขาบเห็นท่าไม่ดีสั่งอิ่มไปละลายยาหอมมาให้ท่าน คุณหญิงแสร์รวบรวมสติได้ ฮึดสู้ถึงจะเป็นผี เธอจะต้องรู้ความจริงให้ได้ ตะโกนลั่น

“ไม่ต้อง ข้าจะไปห้องคุณหลวง” คุณหญิงแสร์สาวเท้าออกไปทันที ขาบสั่งให้อิ่มตามท่านไป...

หลวงอัครเทพต้องแปลกใจมากเมื่อรู้ว่ามณีจันทร์มีความรู้ด้านภาษาเป็นอย่างดี ทั้งอังกฤษ เยอรมัน  และฝรั่งเศส โดยเฉพาะภาษาฝรั่งเศสเพราะคนที่รู้ภาษาต่างประเทศในยุคของเขามีไม่มาก มณีจันทร์นึกในใจ

“อืม...เราถึงเสียเปรียบเขาเพราะเรามีคนรู้ภาษาน้อย ...ต้องเพราะเหตุนี้แน่”

มณีจันทร์ยังได้รู้อีกว่าหลวงอัครเทพทำงานที่กรมท่าซึ่งเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับกิจการต่างประเทศ ข้อสงสัยต่างๆเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง มณีจันทร์เข้าใจแล้วทำไมพลังพิเศษส่งเธอมาหาเขา ทันใดนั้น มีเสียงเคาะประตูห้องดังปังๆ

“พ่อเทพๆ...อยู่กันแค่นี้ทำไมต้องลั่นดาล เปิดประตูเดี๋ยวนี้” คุณหญิงแสร์เอ็ดตะโรลั่น

“คุณหญิงโมโหอะไรคุณหลวงคะ ทำไมต้องดุด้วย...หรือว่า...คุณหญิงเห็นผีแล้ว” อิ่มตาเบิกโพลง

คุณหญิงแสร์เกลียดคนรู้ทัน สั่งให้อิ่มเอาหัวโขก

ข้างฝาเดี๋ยวนี้ อิ่มหน้าเสีย รีบทำตามคำสั่ง คุณหญิงแสร์ตะโกนเร่งลูกชายอีก หลวงอัครเทพค่อยๆแง้มประตูห้องออกมาทำท่างัวเงีย ขอโทษที่เปิดประตูช้าเขาเผลอหลับไป คุณหญิงแสร์ผลักลูกชายพ้นทาง พรวดพราดเข้าไปในห้อง เดินหาจนทั่วไม่เจอทั้งผีทั้งคน...

ด้านมณีจันทร์กลับมาห้องตัวเองได้อย่างหวุดหวิด โชคดีที่สัญญาณเรียกของกระจกเงาดังขึ้นก่อน

“เลยไม่ได้ถามเรื่องคดีพระยอดเมืองขวางเลย คงต้องดิ้นรนต่อเองแล้วมั้ง...เฮ่อ” มณีจันทร์หนักใจ...
อิ่มสงสัยคุณหญิงแสร์ต้องเห็นผีแล้วแน่ๆ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ก่อนจะรีบย่องออกจากห้อง คุณหญิงแสร์ไม่สนใจอิ่ม เดินค้นหาทั่วห้องอีกรอบ คราวนี้เห็นต่างหูของมณีจันทร์วางอยู่ คว้าขึ้นมาดู ถามลูกชายนี่อะไร หน้าตาแปลกๆแบบนี้เธอไม่เคยเห็น หลวงอัครเทพปดว่าเหมือนแท่งแก้วของฝรั่งที่แม่เห็นวันก่อน

“เอาติดตัวมาจากอีหรอบรึ...ทำไมดูเหมือนเครื่องประดับผู้หญิงล่ะ”

“เหมือนรึขอรับ”

“เอ้า...พ่อเทพไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรแล้วเอาติดตัวมาทำไม”

“กระผมเห็นสวยแปลกตาก็เลยชอบ”

“อย่าให้แม่รู้นะว่าแอบผู้หญิงเอาไว้...หาไม่เจอก็ฝากไว้ก่อนเถอะ” คุณหญิงแสร์ผละไปอย่างแค้นใจ

ooooooo

ตรองเป็นพวกอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องการช่วยลดภาวะโลกร้อนจึงใช้จักรยานเป็นพาหนะไปไหนมาไหน กุลวรางค์เห็นตรองปั่นจักรยานมาหามณีจันทร์ มองเขาอย่างดูแคลน ตรองไม่อยากต่อปากต่อคำด้วย ที่เขามาที่นี่ก็แค่จะมาถามมณีจันทร์เรื่องการหมั้นของเธอกับไรวัต กุลวรางค์แหวใส่เพื่อนทันที

“หมั้นกับไรวัต...ทำไมฉันไม่รู้เรื่องล่ะเมณี่”

“แกจะไปรู้ได้ยังไง...ในเมื่อฉันยังไม่รู้เลย” มณีจันทร์มองหน้าตรองงงๆ

ไรวัตมาทันได้ยินพอดี “คุณกำลังจะรู้วันนี้แหละเมณี่ เพื่อนคุณอยู่พร้อมหน้าอย่างนี้ดีแล้ว จะได้เป็นสักขีพยานให้เรา” ไรวัตพูดจบหยิบแหวนเพชรเม็ดเป้งน้ำงามระยิบระยับ คุกเข่าตรงหน้ามณีจันทร์ขอหมั้น ตรองแขวะไรวัตใช้ความร่ำรวยหมั้นผู้หญิง แสดงว่าคุณค่าอย่างอื่นไม่มี ไรวัตฉุนขาด สวนทันที

“แล้วแกมีหรือ ขี่จักรยานอยู่บ้านหลังเล็กๆ เงินเดือนสองหมื่นกว่า อย่าว่าแต่ผู้หญิงระดับเมณี่เลย ผู้หญิงธรรมดาๆ แกเอาเขามาเป็นเมีย เขาก็ลำบากแล้ว”

“คุณก็ชอบเมณี่หรือ” กุลวรางค์มองตรองอย่างรอคำตอบ

ตรองจะอ้าปากปฏิเสธว่าไม่ได้ชอบมณีจันทร์แต่ที่ต้องเดือดร้อนเพราะเขาเป็นห่วงอยากให้เธอได้ผู้ชายที่เหมาะสมและดีกว่าไรวัตซึ่งขี้เบ่งแถมชอบทำตัวเป็นอันธพาล แต่ไรวัตชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน

“ถ้ามันไม่ชอบ มันจะเดือดร้อนแจ้นมาหาเมณี่วันนี้ทำไม เพราะมันกลัวน่ะสิ กลัวเมณี่จะหมั้นกับผม”

ตรองอ้าปากจะอธิบายอีกครั้ง แต่ไม่สำเร็จ ไรวัตชิงถามมณีจันทร์ตกลงรับหมั้นเขาแล้วใช่ไหม มณีจันทร์ตัดสินใจไม่รับหมั้นเขา ตรองแทบจะโดดโลดเต้นด้วยความสะใจ ไรวัตโกรธจัด

“คุณมีคนอื่น...เพราะไอ้กระจอกนี่ใช่ไหม” ไรวัตชี้หน้าตรองเอาเรื่อง

“ตรองไม่ใช่คนคนนั้น เลิกรังควานเขาเสียที ผู้ชายคนนั้นอยู่คนละที่กับคุณ คุณไม่มีวันตามเขาพบหรอก”

กุลวรางค์สงสัยผู้ชายคนนั้นคือใคร แล้วที่มณีจันทร์ว่าอยู่คนละที่แปลว่าอะไร มณีจันทร์ไม่ตอบ รู้ดีพูดไปคงไม่มีใครเชื่อ สุดท้ายเลยเดินหนีขึ้นห้อง หยิบรูปหลวงอัครเทพขึ้นมาพูดด้วย

“หากนับเวลาแล้ว เวลาของการรอคอยยาวนานกว่าเวลาที่เราพบกันเสียอีก...เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราจะมีโอกาสได้อยู่ร่วมกันหรือไม่...คุณหลวงเจ้าขา ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่เฝ้ารอคอยรักที่ไม่มีอนาคต แต่ละทิ้งความรักในชีวิตจริงๆ” มณีจันทร์หน้าเศร้า ไม่ต่างจากหลวงอัครเทพที่เฝ้ารอคอยการมาถึงของมณีจันทร์อย่างใจจดจ่อ แทบไม่อยากออกจากห้องไปไหน เกรงมณีจันทร์มาแล้วจะไม่ได้พบกัน...

ไรวัตทำใจไม่ได้ที่ถูกมณีจันทร์ปฏิเสธการหมั้น อาละวาดเตะข้าวของใกล้ตัวระบายอารมณ์ทั้งที่ของพวกนั้นเป็นของในบ้านมณีจันทร์ กุลวรางค์ระอากับพฤติกรรมแย่ๆของไรวัต โวยใส่

“เลิกเป็นคุณหนูอารมณ์ร้อนเสียที ยิ่งเป็นแบบนี้คุณยิ่งน่าทุเรศ แล้วจะเอาชนะคู่แข่งของคุณได้ยังไง”

สองหนุ่มมองหน้ากัน แล้วหันมาถามกุลวรางค์เป็นเสียงเดียวกัน  รู้หรือว่าคู่แข่งคนนั้นเป็นใคร  กุลวรางค์ไม่ตอบ มองหนังสือประวัติศาสตร์กับภาพคนในสมัย ร.5 ที่มณีจันทร์วางเกลื่อนห้องรับแขกแล้วไม่สบายใจ ก้าวฉับๆขึ้นไปหามณีจันทร์ เห็นเพื่อนรักนั่งจ้องรูปหลวงอัครเทพเขม็ง กุลวรางค์เดินเข้ามาแตะไหล่

“นุ่มบอกว่าแกชอบรูปนี้มาก แทบจะพกติดตัวตลอดเวลา คู่แข่งไรวัตคือคุณทวดของฉันคนนี้หรือ”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ...แกจะเชื่อไหม” มณีจันทร์ถามไปอย่างนั้นเอง รู้แก่ใจดีว่าคำตอบคืออะไร

เป็นจริงอย่างมณีจันทร์คาด กุลวรางค์ไม่เชื่อ แถมพยายามกล่อมให้มณีจันทร์ลองพิจารณาไรวัตอีกครั้ง มณีจันทร์ถอนใจเฮือก วานกุลวรางค์ไปบอกไรวัตด้วยว่าเธอเสียใจ เวลานี้เธอคงรักใครไม่ได้อีกแล้ว กุลวรางค์กลุ้มใจมากกับอาการของเพื่อนรัก

ooooooo

วันรุ่งขึ้น มณีจันทร์ไปโรงภาพยนตร์ตามที่อยู่ในโบรชัวร์ที่ได้มาจากกุลวรางค์ บริเวณช่องขายตั๋วไม่เห็นใครสักคน มณีจันทร์เพียงแค่ละสายตา แล้วหันกลับมามองอีกครั้ง คนขายตั๋วมาอยู่ตรงหน้าราวกับหายตัวมาขณะคนขายตั๋วเตรียมตั๋วชมภาพยนตร์ให้มณีจันทร์ มีเสียงเหมือนโซ่ลากไปกับพื้นดังขึ้น บรรยากาศชวนสยอง

“เอ๊ะ...เสียงอะไรคะ เหมือนเสียงลากตรวนอะไรสักอย่าง” มณีจันทร์ร้องทัก

คนขายตั๋วปฏิเสธว่าไม่มีเสียงอะไร มณีจันทร์มัวแต่คุยกับคนขายตั๋วไม่ได้หันมองด้านหลัง พระยอดเมืองขวางในชุดนักโทษถูกตีตรวนทั้งที่ขา คอ และมือ มีผู้คุมพาเดินผ่านด้านหลังมณีจันทร์หายไปในมุมมืด มณีจันทร์รับตั๋วแล้วหันไปมอง แต่ไม่พบอะไร เห็นโบรชัวร์ของสารคดีเรื่องนี้แปะอยู่แถวนั้น นึกขึ้นได้

“แล้วสารคดีเรื่องนี้จัดทำโดยใครคะ ไม่เห็นมีชื่อผู้จัดทำกับชื่อผู้แสดงเลย”

มณีจันทร์หันกลับมาหาคนขายตั๋ว แต่เธอหายไปแล้วรวดเร็วเหมือนตอนมา มณีจันทร์เสียวสันหลังวูบ รีบเดินเข้าโรงหาที่นั่ง เห็นมีคนดูนั่งรออยู่ก่อนแล้วหลายคน ถึงกับถอนใจโล่งอก

สักพัก สารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางเริ่มฉาย มณีจันทร์นั่งดูอย่างตั้งใจ คดีพระยอดเมืองขวางเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ.112 ฝรั่งเศสต้องการยึดครองดินแดนแถบนี้ จึงบังคับให้พระยอดเมืองขวางซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าเมือง คำมวน ปกครองเมืองหน้าด่านที่ติดต่อกับอาณานิคมของต่างประเทศออกจากเมือง

พระยอดเมืองขวางและเหล่าทหารกล้าไม่ยินยอม จึงเกิดการต่อสู้กัน ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและบาดเจ็บ และหนึ่งในผู้เสียชีวิตเป็นทหารฝรั่งเศส พวกฝรั่งเศสต้องการให้ไทยหรือสยามในสมัยนั้น เอาผิดพระยอดเมืองขวาง ที่ทำให้ทหารของตนตาย ทางไทยยืนยันว่าพระยอดเมืองขวางทำตามหน้าที่ปกป้องอธิปไตย

พวกฝรั่งเศสไม่พอใจ เอาเรือรบเข้ามาขู่ ทางไทยจึงต้องเปิดพิจารณาคดีตามคำสั่งของพวกนั้น และหากไทยดื้อดึงไม่ลงโทษพระยอดเมืองขวาง พวกฝรั่งเศสก็จะอาศัยเหตุนี้เป็นข้ออ้างเข้ายึดครองประเทศไทย

การพิจารณาคดีพระยอดเมืองขวางกระทำต่อหน้าผู้พิพากษา 5 คน ฝรั่งสามคน คนไทยสองคน และหนึ่งในคนไทยคือ หลวงวิศาลคดีซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานคณะผู้พิพากษา พระยอดเมืองขวางเป็นวีรบุรุษแท้ๆ แต่ต้องถูกตีตรวนล่ามโซ่ในฐานะนักโทษ ท่านนั่งอยู่ในคอกจำเลยอย่างองอาจ กล่าวกับหลวงวิศาลคดีว่า

“คุณหลวงจงตัดสินลงมาเถิด อย่าได้มีอาลัยต่อกระผม เพื่อบ้านเมืองแล้ว อย่าว่าแต่เกียรติยศและอิสรภาพ แม้ชีวิตของกระผมก็ยอมสละได้”

ชาวบ้านที่ร่วมฟังการพิจารณาคดีในขณะนั้น น้ำตาไหลสะเทือนใจ มณีจันทร์ดูมาถึงฉากนี้ กำมือแน่นน้ำตาคลอ หลวงวิศาลคดีสีหน้าเจ็บปวด ตาแดงก่ำจำต้องตัดสินลงโทษพระยอดเมืองขวางให้จำคุกเป็นเวลา 20 ปี ชาวบ้านลุกฮือตะโกนซ้ำๆว่า พระยอดเมืองขวางไม่ผิด มณีจันทร์มีอารมณ์ร่วมไปด้วย ลุกขึ้นชี้มือ

“ไม่ผิด...พระยอดไม่ผิด ปล่อยพระยอดไป ปล่อยไป” มณีจันทร์ตะโกนอย่างไม่อายใคร

สารคดีเรื่องนี้ เป็นอีกครั้งที่จิตวิญญาณรักชาติของหลวงวิศาลคดี เอาอดีตมาย้อนให้มณีจันทร์ดูในรูปแบบของภาพยนตร์ เธอจึงเห็นประธานคณะผู้พิพากษาในสารคดีเรื่องนี้ คือหลวงวิศาลคดีตัวจริง...

คุณหญิงแสร์ได้ฟังลูกชายเล่าถึงหลวงวิศาลคดีล้มป่วย เพราะตรอมใจที่จำต้องตัดสินลงโทษพระยอดเมืองขวางแล้วบีบหัวใจมาก ขอร้องลูกพามากราบเยี่ยมท่าน แต่หลวงวิศาลคดีนอนหลับใหลไม่รู้สึกตัว

ภริยาหลวงวิศาลคดีเล่าทั้งน้ำตา “บนบัลลังก์ ท่านเป็นตุลาการมิอาจแสดงอารมณ์อื่นใด แต่เมื่อถึงบ้านท่านร้องไห้หัวใจเหมือนถูกฉีกเป็นชิ้นๆ ห่วงแผ่นดิน ภายภาคหน้าประเทศชาติจะสูญเสียเอกราชหรือไม่ มิรู้ได้”

“ท่านล้มป่วย นอนหลับไม่รู้ตัวตั้งแต่วันนั้นรึ” คุณหญิงแสร์ถามน้ำเสียงเศร้า

ภริยาหลวงวิศาลคดีพยักหน้า “ท่านตื่นมาครั้งหนึ่ง วันที่พบหลวงเทพ จากนั้นก็หลับไปอีก”

ทั้งสามคนมองไปที่เตียง หลวงวิศาลคดีตาหลับ แต่มีน้ำตาไหลออกมา คุณหญิงแสร์น้ำตาคลอไปด้วย

“ท่านร้องไห้เหมือนผู้คนทั้งแผ่นดิน ในห้วงเวลานี้เวลาที่เอกราชของเราเสี่ยงภัยอยู่บนคมหอกคมดาบ”

ooooooo

มณีจันทร์อินกับสารคดีเรื่องนี้มาก แม้ดูจบแล้วเธอยังร้องไห้มาตลอดทางตั้งแต่โรงภาพยนตร์จนถึงโรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ กุลวรางค์เห็นมณีจันทร์ร้องไห้ก็ตกใจ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ร้องไห้ทำไม

“พระยอดไม่ผิด ถูกลงโทษไม่พอ ยังมาปรับเงินเราแล้วยังเอาดินแดนของเราไปอีก”

“ไปดูหนังมาแล้วหรือ...นี่อินขนาดนี้เชียวหรือนี่”



“กุล...เมณี่รู้แล้วบรรพบุรุษของเราเสียสละมากมายเหลือเกินเพื่อรักษาเอกราชไว้ ท่านสูญเสียอิสรภาพ เสียแม้ชีวิตเพื่อรักษาชาติไว้ให้ลูกหลาน แล้วดูสิ...พวกเราทำอะไรกันอยู่” มณีจันทร์สะอื้นขณะที่กุลวรางค์อึ้ง...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านสีหน้าเศร้าสร้อย เดินมานั่งหน้ากระจกเงาโบราณแล้วเริ่มร้องไห้อีกครั้ง ประตูกาลเวลาเปิดออก พอหมอกจาง มณีจันทร์มานั่งร้องไห้อยู่หน้ากระจกเงาในห้องหลวงอัครเทพซึ่งนั่งรอเธออยู่อย่างใจจดจ่อ ถามอย่างห่วงใยร้องไห้ทำไม

“ฉันร้องไห้เพราะเสียดายชีวิตที่ผ่านมา เสียดายที่เกิดเป็นคนไทยมีเงินมีความรู้ แต่วันๆ ใช้ชีวิตอย่างไร้คุณค่า...ชีวิตเล็กๆของฉัน ติดหนี้พระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์...ติดหนี้ทหารหาญ...

ติดหนี้ทุกคนที่ทำเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน” มณีจันทร์คร่ำครวญ หลวงอัครเทพปลอบให้หยุดร้องไห้แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าของเขาซับน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน มณีจันทร์ซาบซึ้งใจมาก มองเขาไม่วางตา

“ฉันไม่รู้ว่าคนในยุคของหล่อนคิดอย่างไร แต่คนในยุคของฉัน เวลาที่ประเทศชาติอยู่บนคมหอกคมดาบ เราไม่มีเวลาร้องไห้ เรามีแต่หน้าที่ หน้าที่ที่ต้องทำ...เพื่อแทนคุณแผ่นดิน”

“คุณหลวง เอกสารต่างประเทศที่ฉันเห็นคราวก่อนให้ฉันแปลให้นะคะ ฉันจะทำงานให้ท่านเท่าที่เวลาจะอำนวย ถ้าประเทศของเรามีข้อมูลมากๆ เราอาจไม่ต้องเสียดินแดนเพิ่มอีก” มณีจันทร์สีหน้ามุ่งมั่น...

กุลวรางค์ไม่สบายใจมากที่อยู่ๆมณีจันทร์ร้องไห้วิ่งมาหาและพูดในสิ่งที่เธอไม่เข้าใจ เธอจึงเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาตรอง หวังว่าเขาจะมีคำตอบให้ เพราะพักหลังๆมณีจันทร์อยู่กับตรองมากกว่าเธอ แต่ตรองกลับไม่รู้เรื่องสักอย่าง กุลวรางค์เซ็ง ไม่ได้ข้อมูลอะไรเพิ่ม ทำท่าจะกลับ ตรองเห็นใกล้เที่ยง อยากจะชวนเธอกินข้าวสักมื้อ แต่ไม่กล้าเอ่ยปาก ได้แต่อ้ำๆอึ้งๆ ด้วยความเป็นสาวมั่น กุลวรางค์เอ่ยปากเสียเอง

“จะชวนกินข้าวกลางวันใช่ไหม...ไป” กุลวรางค์เดินนำตรองออกไปทันที...

ระหว่างกินอาหาร กุลวรางค์วางแผนไปด้วย ในเมื่อมณีจันทร์ไม่ยอมบอกใครเรื่องผู้ชายคนนั้น ต่อไปนี้เธอกับตรองต้องติดต่อกันตลอดเวลาเพื่อแลกข้อมูลเรื่องมณีจันทร์ แล้วสั่งให้ตรองเอามือถือของเขามาให้ กุลวรางค์กดเบอร์ตัวเองใส่มือถือตรองแล้วกดโทร.ออก เพื่อเครื่องจะได้เมมเบอร์ของเธอไว้ ตรองดีใจที่จะได้ติดต่อกับกุลวรางค์ได้ทุกเวลา เพราะแอบชอบเธออยู่โดยที่เจ้าตัวไม่รู้
“ฉันอยากให้เมณี่มีแฟน ถ้าเมณี่มีแฟน เขาจะได้เลิกฟุ้งซ่าน ฉันตัดสินใจจะสนับสนุน

ไรวัต ยกเว้นว่าคุณจะปรับปรุงตัว”

ตรองสนใจขึ้นมาทันที “ให้ผมปรับปรุงตัวหรือ...ทำยังไงล่ะ”

“ถ้าสนใจจริงๆ ฉันจะสอนให้แต่ต้องทนครูดุๆอย่างฉันหน่อยนะ” กุลวรางค์สีหน้าจริงจัง ตรองมองเธอนิ่งได้แต่ตั้งคำถามในใจว่า ถ้าเขาปรับปรุงตัวแล้วดีพอสำหรับมณีจันทร์ จะดีพอสำหรับกุลวรางค์ด้วยหรือเปล่า

ooooooo

ขณะคุณหญิงแสร์กำลังเตรียมสำรับอยู่ในครัว ขาบอดถามคุณหญิงแสร์ไม่ได้ ที่อิ่มเล่าว่าท่านเห็นผีแล้วจริงหรือไม่ และใช่ผีสาวเหมือนที่พวกตนได้ยินเสียงไหม คุณหญิงแสร์ไม่ตอบ อิ่ม ขาบ และม้วนเสนอให้ไล่ผีสาวไปให้พ้น ไม่เช่นนั้นหลวงอัครเทพอาจถูกผีอำแล้วล้มป่วยอีก คุณหญิงแสร์เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ด้วยความเป็นห่วงลูกชาย ตัดสินใจทำตามคำแนะนำของบ่าวทั้งสามคน...

ด้านมณีจันทร์ช่วยหลวงอัครเทพแปลงานซึ่งเป็นภาษาฝรั่งเศสโบราณตั้งแต่เที่ยงถึงค่ำ เหนื่อยอ่อนหลับคาโต๊ะทำงาน หลวงอัครเทพมองหน้าที่เต็มไปด้วยเหงื่อของมณีจันทร์แล้วยิ้มให้อย่างเอ็นดู ดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากชายพกจะเช็ดให้ แต่ชะงัก วางผ้าเช็ดหน้าลงข้างๆ จะย่องออกไป มณีจันทร์พูดทั้งที่หลับตา

“เงื้อง่าแล้วไม่ทำ ไม่สมชายชาตรีเลยค่ะ”

หลวงอัครเทพกัดฟันกรอดๆ มณีจันทร์ลุกขึ้นอ้าปากหาวเห็นไปถึงลิ้นไก่ หลวงอัครเทพว่าประชดว่าเป็นหนุมานหรือถึงได้อ้าปากขนาดนั้น คงคิดจะหาวให้เป็นดาวเป็นเดือน

“โห...ปากจัดเหมือนกันนะเนี่ย...นี่กี่โมงแล้วคะ”

“ฟ้ามืดแล้วเรียกโมงไม่ได้ โมงใช้ตอนกลางวัน ตอนกลางคืนต้องใช้ทุ่ม...ตอนนี้ยามสองแล้ว”

“วันนี้อยู่ตั้งแต่กลางวันถึงดึกดื่น แล้วถ้าฉันต้องค้างคืนที่นี่ล่ะ...ท่านเคยค้างคืนกับผู้หญิงคนไหนมาก่อนไหมคะ” มณีจันทร์มองหน้าหลวงอัครเทพอย่างรอคำตอบ เขากลับย้อนถามแล้วเธอเคยหรือเปล่า มณีจันทร์พาซื่อตอบฉะฉานว่าไม่เคย หลวงอัครเทพตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ดวงตายิ้มได้อีกแล้ว ยิ้มอันนี้แปลว่าอะไรน้า...คุณหลวงพูดน้อยอย่างมากก็ยิ้ม เวลายิ้มบางทีก็ยิ้มน้อยๆ ยิ้มในดวงตาก็มี ต้องให้ตีความอยู่เรื่อย...เอ๊...หลอกถามฉันใช่ไหมว่าฉันเป็นโสดหรือเปล่า ร้ายนักนะ”

คุณหลวงหนุ่มยิ้มเขินก่อนจะทำหน้านิ่ง “ตอนหล่อนหลับบ่าวเอาสำรับเย็นมาให้ ฉันเก็บให้หล่อน” แล้วชี้ไปที่ถาดใส่สำรับ มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดไปเปิดฝาชีดู เรือนไม้ถึงกับสะเทือน หลวงอัครเทพดุให้เดินเบาๆหน่อย แล้วหันไปคว้าไม้เรียวมาถือไว้ในมือ มณีจันทร์เห็นอาหารยังไม่พร่อง ชวนเขามากินข้าวด้วยกัน

หลวงอัครเทพบอกให้มณีจันทร์กินได้เลยเขายังไม่หิว มณีจันทร์ยิ้มหน้าทะเล้นก่อนปั้นข้าวเหนียวน่าตาน่ากินเป็นคำเล็กๆ วิ่งกลับมานั่งข้างหลวงอัครเทพ ยื่นข้าวเหนียวมา

ตรงหน้าตั้งใจจะยั่วเล่น

“งั้นฉันป้อน...ข้าวเหนียวก้อนนี้ถ้าฉันป้อนจะหวานกว่าปกติอีกสองเท่านะ อะ...อ้ำกินซะนะ”

หลวงอัครเทพตวัดไม้เรียวโดนมณีจันทร์ถึงกับร้องโอดโอยแล้วหัวเราะสะใจ พลันมีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้น มณีจันทร์เศร้าถึงเวลาต้องที่ลากันแล้ว โดยไม่รู้จะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ หลวงอัครเทพแววตาหม่นหมองเช่นกัน

มณีจันทร์สัญญากลับไปคราวนี้จะเตรียมตัวมาอย่างดี บอกเขาให้หาเอกสารมาอีก เธออยากแปลให้แล้วเดินไปยืนหน้ากระจก หลวงอัครเทพหันหนีไม่อยากเห็นตอนเธอจากไป อยู่ๆมณีจันทร์วิ่งกลับมาคว้าข้าวเหนียวที่เธอปั้นไว้ยัดปากหลวงอัครเทพ ยิ้มหวานแล้วกระซิบข้างหู

“กินข้าวเหนียวคราวหน้า...คิดถึงฉันด้วยนะคุณหลวง”

หลวงอัครเทพยิ้ม หันไปมอง มณีจันทร์เลือนรางอยู่ในสายหมอกควันก่อนจะหายวับไป

ooooooo

ม้วนชอบเรื่องคาถาอาคมเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงเป็นตัวตั้งตัวตีหาน้ำมนต์มาหยดใส่สำรับที่เตรียมไว้ให้หลวงอัครเทพ ท่ามกลางสายตาของเหล่าทาสที่คอยมาดูการจับผี ม้วนอวดสรรพคุณน้ำมนต์ว่า ถ้าผีสาวที่สิงคุณหลวงโดนน้ำมนต์ในสำรับเข้าไปต้องดิ้นเร่าหนีแทบไม่ทัน หลวงอัครเทพเดินมาพอดี พวกทาสรีบหลบตามมุมต่างๆ แอบมอง หลวงอัครเทพมองสงสัย ทำไมวันนี้พวกทาสยกกันมาทั้งบ้าน

“เอ้อ...แม่เรียกมันมาตกลงเรื่องที่หลับที่นอนน่ะ มันไม่มีระเบียบเลยเรียกมาขนาบ กินเถอะพ่อเทพ”

หลวงอัครเทพตักอาหารใส่ปาก พวกทาสพากันลุ้นจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แต่ทุกอย่างปกติ อิ่มกับม้วนกระซิบกระซาบคุณหญิงแสร์ว่า คุณหลวงปลอดภัยไม่มีผีสิง คุณหญิงแสร์ยิ้มออก หยิบสร้อยทองพร้อมพระเลี่ยมทองออกมาให้ลูกชาย ขอร้องให้สวมไว้หน่อยเพื่อความสบายใจของเธอ หลวงอัครเทพรับสร้อยมาคล้องคอไว้ ทุกคนยิ้มดีใจ หลวงอัครเทพกวาดตามองคนในบ้าน กังวลจะปิดเรื่องมณีจันทร์ได้นานแค่ไหน...

ในเวลาเดียวกันที่บ้านมโนวรรณ กุลวรางค์เดินนำตรองและทีมงานของเธอเข้ามาในบ้าน มณีจันทร์กำลังนั่งอ่านตำราภาษาฝรั่งเศสโบราณอยู่รีบวางมือหันมามอง กุลวรางค์สั่งทีมงานให้วัดตัวมณีจันทร์เตรียมตัดชุดอย่างที่เธอออกแบบไว้ มณีจันทร์งงนี่มันเรื่องอะไรกัน ทีมงานกรูกันเข้ามาวัดตัวมณีจันทร์ตามคำสั่ง

“ทีมงานจัดคอนเสิร์ต ยังจำได้ไหม แกต้องขึ้นร้องเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตการกุศลอาทิตย์นี้น่ะ”

มณีจันทร์ลืมสนิท กุลวรางค์นึกแล้วเพื่อนต้องลืม แต่ไม่ต้องกังวลเดี๋ยวเราซ้อมกันที่นี่เลย ยิ่งเห็นว่าต้องซ้อมมณีจันทร์เลยขอตัวไม่ไปงาน กุลวรางค์โวยลั่นไม่ยอม เราสองคนริเริ่มงานนี้มาด้วยกัน แล้วเพื่อนจะไม่ไปงานได้อย่างไร มณีจันทร์อ้างเป็นห่วงบ้าน ทั้งที่จริงๆแล้วเธอห่วงว่าหากไม่อยู่บ้านเกิดมีสัญญาณเรียกจากกระจกแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จังหวะนั้นไรวัตโผล่เข้ามาในบ้าน แจ้งข่าวร้ายว่าเขายกเลิกงานครั้งนี้แล้ว

กุลวรางค์ยอมไม่ได้ เธอเตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้วจะให้ยกเลิกได้อย่างไร พวกเด็กด้อยโอกาสที่รอเงินบริจาคจะทำอย่างไร ไรวัตไม่สนในเมื่อมณีจันทร์เลิกคบกับเขาแล้ว เรื่องอะไรที่เขาต้องช่วยโอบอุ้มงานนี้ มณีจันทร์ตกใจที่ไรวัตยกเลิกงานเพียงเพราะเธอไม่รับหมั้นเขา กุลวรางค์ขอร้องไรวัตให้ทบทวนใหม่อีกครั้ง

“ไม่...งานนี้ใครสักคนต้องได้เรียนรู้ ผมไม่ใช่ผู้ชายข้างถนนที่ใครจะมาเหยียบย่ำเล่นง่ายๆ ผมเคยใช้บารมีช่วยคุณ ทำให้ความฝันเป็นจริง ในเมื่อคุณไม่เห็นค่าก็ช่วยไม่ได้...เก็บเรื่องนี้ไปคิดดูให้ดีนะเมณี่ ตาสว่างแล้วก็จงกลับมาหาผมซะดีๆ” ไรวัตยิ้มหยันก่อนกลับออกไป

กุลวรางค์โกรธไรวัตสุดๆ ลากตรองออกไปขึ้นรถของเธอ ครู่ต่อมา กุลวรางค์พาตรองมาที่ร้านขายเสื้อผ้าผู้ชายภายในห้างหรู เธอจะแปลงโฉมเขาใหม่ ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมและจะสนับสนุนให้เขาเป็นแฟนมณีจันทร์แทนไรวัต หลังจากแปลงโฉมแล้ว ตรองดูดีมีราศีขึ้นทันที กุลวรางค์ยิ้มพอใจ

“นอกจากเรื่องการแต่งตัว ขั้นต่อไปต้องปรับปรุงบุคลิก ถ้าคุณทำตามที่ฉันบอกได้นะ คุณจะเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงทุกคนหมายปอง”

“ทุกคนไม่เว้นคุณงั้นหรือ” ตรองมองเธอมีเลศนัย กุลวรางค์ไม่เอะใจเพราะมั่นใจเขาชอบมณีจันทร์

“อือ...งั้นสิ ผู้หญิงนะ ชอบผู้ชายไม่กี่แบบหรอก เรื่องนี้เชื่อใจเชื่อตาฉันเถิด” จังหวะนั้น เสียงมือถือของกุลวรางค์ ดังขึ้น เธอกดรับสายเห็นคลิปวีดิโอการแสดงร้องเพลงของลูกศิษย์ หน้าเศร้าทันที

“คลิปจากนักเรียนที่โรงเรียนของฉัน เขาชอบส่งมาให้ดูเพื่อให้ฉันเห็นความก้าวหน้าของเขานะ”
กุลวรางค์นั่งซึมไปอึดใจ ก่อนจะร้องไห้อย่างกลั้นไม่อยู่ รีบวิ่งออกจากร้าน ตรองมองตามเป็นห่วง จากนั้นเขาโทร. ไปเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้มณีจันทร์ฟัง ไม่เข้าใจทำไมหญิงแกร่งอย่างกุลวรางค์ถึงร้องไห้

“กุลวรางค์เป็นคนจริงจังกับทุกอย่าง เขาทุ่มเทกับการแสดงคอนเสิร์ตครั้งนี้มาก เขาผลักดันให้เด็กทุกคนตั้งใจซ้อมเพื่อแสดงครั้งนี้ ตอนนี้ยกเลิกไปแล้ว เขาคงไม่รู้จะบอกเด็กๆยังไง”

ตรองเศร้าตาม วางสายแล้วออกไปตามหากุลวรางค์ เจอเธอนั่งหลบมุมอยู่ ปรี่เข้าไปนั่งข้างๆ กุลวรางค์พยายามหันหน้าหนีไม่อยากให้เขาเห็นน้ำตา ตรองกระเซ้าผู้หญิงเก่งอย่างเธอร้องไห้เป็นเหมือนกันหรือ

“ไม่ใช่เรื่องของคุณหรอก ฉันจัดการเองได้”

“สาวมั่นอย่างคุณไม่ต้องให้คนช่วยผมรู้ ที่จริงผมก็ไม่มีปัญญาเนรมิตงานคอนเสิร์ตพวกนั้นให้คุณอยู่ดี...แต่ว่า...” ตรองว่าแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาให้กุลวรางค์ หญิงสาวตะลึง มองตรองที่ยังคงซับน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน ท่วงท่าเป็นสุภาพบุรุษราวกับคนละคนกับตรองจอมเพี้ยน

“หน้าตาดี บุคลิกดีสำคัญสำหรับผู้หญิงก็จริง แต่หน้าที่ดูแลซับน้ำตา คอยอยู่เคียงข้างยามเธอเจ็บปวด ก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่สำคัญนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนของตรองทำให้กุลวรางค์อึ้ง...

มณีจันทร์ทนเห็นเพื่อนรักต้องเสียน้ำตาไม่ไหว ตัดสินใจ บากหน้าไปหาไรวัตถึงบ้าน อ้อนวอนขอร้องไม่ให้เขายกเลิกคอนเสิร์ตการกุศลครั้งนี้ ไรวัตยิ้มสะใจ

“ยอมมาถึงที่นี่ทั้งที่คุณไม่เคยมา เริ่มรู้แล้วสิว่าผมสำคัญกับคุณมากแค่ไหน”

“ฉันรับหมั้นคุณไม่ได้ แต่จะพยายามให้เวลาคุณมากกว่านี้ อย่ายกเลิกงานเลยนะ”

“ก็ได้ แต่ความสัมพันธ์ของเราต้องคืบหน้า วันนั้น คุณต้องสวยที่สุด ผมจะแนะนำคุณกับพ่อของผม คุณต้องอยู่กินมื้อดึกกับท่านหลังเลิกงาน”

มณีจันทร์จำใจตกลง แล้วรีบมาแจ้งข่าวดีให้กุลวรางค์กับตรองรู้ กุลวรางค์ดีใจมากที่เพื่อนยอมช่วย

“ถึงฉันจะมีคนรักในฝัน แต่ฉันไม่ลืมหรอกนะว่าฉันก็มีเพื่อนด้วย...ฉันยังมีเธอ”

กุลวรางค์ซึ้งใจโผกอดมณีจันทร์ไว้ขอบใจเพื่อนทั้งน้ำตา แล้วขอให้เพื่อนกลับมาเป็นมณีจันทร์คนเดิม กลับมาอยู่โลกปัจจุบันและมาช่วยเธอจัดงานนี้ให้สำเร็จ มณีจันทร์ลำบากใจ แต่ก็พยักหน้ารับคำ

ooooooo
ตอนที่ 4

หลวงอัครเทพไม่ได้ฟังคุณหญิงแสร์ชื่นชมน้ำพริกมะขามชาววังฝีมือประยงค์ที่คุณหญิงสรเดชอุตส่าห์ฝากมาให้ เพราะมัวแต่นั่งมองข้าวเหนียวใจลอยหวนคิดถึงคำพูดของมณีจันทร์ที่ว่า

“...ข้าวเหนียวก้อนนี้ที่ฉันป้อนจะหวานกว่าปกติอีกสองเท่านะ...อ่ะ อ้ำ กินซะนะ...กินข้าวเหนียวคราวหน้า คิดถึงฉันด้วยนะคุณหลวง”

หลวงอัครเทพยิ้ม คว้าข้าวเหนียวเปล่าๆใส่ปากเคี้ยวอย่างอารมณ์ดี ไม่สนใจน้ำพริกมะขามแม้แต่น้อย คุณหญิงแสร์เห็นท่าทางลูกชายแล้วหนักใจ...

ใกล้ถึงงานคอนเสิร์ตการกุศล มณีจันทร์จำต้องมาซ้อมร้องเพลงที่หอประชุมซึ่งใช้เป็นที่จัดงานเพราะรับปากกุลวรางค์เอาไว้ มณีจันทร์ไม่มีสมาธิท่องเนื้อเพลงเป็นกังวลประตูกาลเวลาจะเปิดตอนเธอไม่อยู่บ้าน พอมีเสียงคล้ายเสียงเรียกของนาฬิกา เธอจะลุกพรวดเตรียมกลับบ้าน ตรองอดถามไม่ได้ว่าเป็นอะไรไป

“เตรียมพร้อมไว้ ถ้ามีอะไรปั๊บจะได้ออกรถได้เลย ยี่สิบนาทีก็ถึงบ้าน” มณีจันทร์อ้าง

“บ้านมันมีขาหรือ คราวหน้าออกมาก็ล่ามโซ่ไว้สิ มันจะได้ไม่หาย จะได้ไม่ต้องรีบกลับ ฮิฮิ...ขำปะ”

“ลุคใหม่ เสื้อผ้าใหม่ก็พอจะหลอกตาได้แต่ไอ้ที่พยายามตลกน่ะมันหลอกไม่ได้ ยังไงมันก็ไม่ตลก”

ตรองจ๋อย มณีจันทร์แปลกใจไม่หายตรองจะเปลี่ยนลุคไปทำไม ตรองไม่ได้อยากเปลี่ยนแต่กุลวรางค์เปลี่ยนให้เพราะคิดว่าเขาชอบมณีจันทร์ แค่มองตาเพื่อน มณีจันทร์ก็รู้แล้วว่าเขาชอบกุลวรางค์ แต่ตรองไม่ยอมรับ ทำเฉไฉพูดเรื่องอื่น ด้านกุลวรางค์กำลังซ้อมเพลงประสานเสียงกับลูกศิษย์อยู่บนเวที แต่ลูกศิษย์ร้องเพลงรักไม่เข้าถึงอารมณ์ความรักสักที กุลวรางค์จึงต้องอธิบายให้พวกนั้นเข้าใจว่าความรักคืออะไร

“ความรักเกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล นึกอยากเกิดก็เกิด นึกอยากเลิกแต่กลับเลิกไม่ได้...ความรักคือการแบ่งปัน โลกใบเล็กๆของเราถูกแบ่งเป็นสองทันทีที่มีความรัก...ความรักไม่มีพรมแดนไม่สนใจอดีต ไม่สนใจอนาคตและไม่มีเงื่อนไขใดๆ”

น้ำเสียงและแววตาซึ้งๆของกุลวรางค์ ทำให้ตรองมณีจันทร์และกลุ่มลูกศิษย์ของกุลวรางค์ซาบซึ้งใจไปกับความรัก โดยเฉพาะมณีจันทร์จับนาฬิกาพกของหลวงอัครเทพที่ห้อยคอไว้คิดถึงเจ้าของนาฬิกาเหลือเกิน กุลวรางค์สั่งให้ลูกศิษย์ลองร้องเพลงนี้อีกครั้งและให้ใส่หัวใจรักลงไปด้วย บทเพลงของลูกศิษย์ไพเราะขึ้นมาทันที ตรองลอบมองกุลวรางค์อย่างชื่นชม...

หลวงอัครเทพสั่งให้ขาบยกโต๊ะทำงานเข้ามาตั้งในห้องตัวเองอีกหนึ่งชุด ขาบงงทำงานคนเดียว ทำไมต้องมีโต๊ะทำงานตั้งสองชุด หลวงอัครเทพไม่ตอบ ก้มหน้าก้มตาจัดเตรียมโต๊ะทำงานให้มณีจันทร์ต่อ

ooooooo
การซ้อมเพลงเสร็จเรียบร้อย ถึงเวลาที่คนงานเข้ามาเตรียมเวทีสำหรับการแสดง โดยมีกุลวรางค์คอยกำกับอยู่ใกล้ๆ มณีจันทร์นั่งมองนาฬิกาที่ห้อยคอพึมพำกับตัวเอง เมื่อไหร่จะมีสัญญาณเรียกสักที หลายวันแล้วที่ไม่เจอหน้าหลวงอัครเทพ กุลวรางค์เห็นเพื่อนเอาแต่นั่งเหม่อ สั่งให้ซ้อมร้องเพลงไปเรื่อยๆ

“แกกำลังดูพวกงานเวที ฉันกลับไปซ้อมที่บ้านได้ไหม” มณีจันทร์อ้อน

กุลวรางค์ไม่ยอม พรุ่งนี้ถึงวันแสดงจริงแล้วเกิดติดขัดอะไรเธอจะได้ช่วยแก้ไข มณีจันทร์จำใจต้องอยู่ต่อ กุลวรางค์ขัดใจมากเมื่อระบบแสงและเสียงบนเวทีขัดข้อง แถมช่างใหญ่ไม่อยู่ไปต่างประเทศกว่าจะกลับพรุ่งนี้เช้า กุลวรางค์รอไม่ไหวต้องการให้เวทีเรียบร้อยภายในคืนนี้ ตรองรับอาสาจะดูแลเรื่องนี้ให้มณีจันทร์ทักท้วงทันที “เฮ้ย...แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ช่างไฟ นี่ถ้าทำเวทีเขาระเบิด งานพังติดหนี้หัวโต แถมยายกุลโกรธข้ามชาติข้ามภพเลยนะ”

“ไม่ได้ทำเองมีเด็กช่วย ไม่อยากจะบอกงานเวทีที่คณะ ดร.ตรอง แอนด์เดอะแก๊งทั้งนั้น เดี๋ยวขอโทร.หาพวกมันก่อน” ตรองโม้จบ หยิบมือถือขึ้นมากดหาป๋องกับเพื่อนๆ

ไม่นานนัก ตรอง ป๋องกับผองเพื่อนก็จัดการระบบแสงและเสียงให้ใช้การได้ แต่พอกุลวรางค์ทดสอบการใช้งาน สั่งให้แสงและเสียงเป็นเพลงช้า กลับได้เพลงเร็ว พอสั่งให้เป็นบรรยากาศสนุกสนานกลับได้เพลงเนิบๆแทน ทดลองอยู่หลายรอบไม่ได้ดั่งใจกุลวรางค์โวยวายลั่น เก็บข้าวของทำท่าจะกลับบ้าน

“ฟังผมก่อนนะ ขอเวลาแป๊บหนึ่ง เดี๋ยวก็จัดการได้... เฮ้ย...ไอ้ป๋องทำอะไรสักอย่างสิ” ตรองโวยลั่น...

ค่ำแล้วกว่าตรองกับลูกศิษย์จะควบคุมทุกอย่างได้ มณีจันทร์รอจนงีบหลับคาเก้าอี้ ตรองทดสอบแสงและเสียงเป็นครั้งสุดท้าย กดปุ่มสั่งให้เป็นเพลงธรรมชาติสงบเยือกเย็น ก็ได้ตามต้องการทันที กุลวรางค์ยิ้มออกพยักหน้าให้ตรองเป็นทำนองว่าต้องเป็นแบบนี้ มณีจันทร์ได้ยินเสียงเพลงก็สะดุ้งตื่น ก้มมองนาฬิกาที่ห้อยคอ

“ประสาทจะหลอนตายไหมเนี่ย ได้ยินเสียงอะไรกรุ๋งกริ๋งก็นึกว่าเป็นเสียงนาฬิกาไปหมด”

มณีจันทร์นอนต่อ สักพัก มีเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ของจริง หญิงสาวลุกพรวดคว้ากระเป๋าถือแอบย่องออกไป กุลวรางค์มัวแต่ตรวจความเรียบร้อยบนเวทีหันมามองอีกที เพื่อนหายตัวไปแล้ว เดินตามจนทั่วก็ไม่เจอ ซ้ำมือถือก็ปิด กุลวรางค์สงสัยมณีจันทร์ต้องหนีกลับบ้านแน่ๆ...

มณีจันทร์ร้อนใจ รถติดอยู่บนถนนไปไหนไม่ได้ เปิดกระจกรถถามรถคันข้างๆว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมรถติดขนาดนี้ ได้ความว่าข้างหน้ามีอุบัติเหตุ มณีจันทร์มองนาฬิกาที่ยังส่งเสียงไม่หยุด กังวลใจมาก

“นาฬิกายังดังอยู่เลย ประตูกาลเวลาจะรอเราได้นานแค่ไหนนะ...คุณหลวงขา...รอก่อนนะคะ”
พักใหญ่กว่ามณีจันทร์จะถึงบ้าน เธอวิ่งหน้าตั้งตรงไปห้องตัวเอง สวนกับนุ่มพอดี เสียงนาฬิกายังดังต่อเนื่องมณีจันทร์หยุดกึก ถามนุ่มได้ยินเสียงจากนาฬิกาเรือนนี้ไหม นุ่มไม่ได้ยินอะไร

“ขอบใจ ฉันจะนอนเลยนะ ห้ามใครรบกวน” มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดเข้าห้อง ปิดประตูล็อก แล้วพุ่งไปยืนหน้ากระจกเงาโบราณ แต่พอข้ามภพมาถึงห้องหลวงอัครเทพกลับเห็นเขานอนหลับอยู่บนเตียง มณีจันทร์เดินมาดู

“โธ่...ไอ้เราก็รีบแทบตาย คุณหลวงหลับปุ๋ยสบายเชียวนะ...

แบบนี้แสดงว่า ประตูกาลเวลาจะติดตามฉันเสมอไม่ว่าจะอยู่ใน หรือนอกบ้านและมันจะรอคอยฉันเสมอ รอคอยฉันคนเดียว”

มณีจันทร์คุกเข่า ยื่นหน้าเข้าไปดูเขาใกล้ๆ “ยิ่งเวลาหลับ ยิ่งหล่อ วันนี้ไม่เห็นตาวิบวับคู่นั้น อืม คิ้วจมูกปากรับกันได้รูปสมชายชาตรี”

“หล่อนจะทำอะไรฉัน” หลวงอัครเทพพูดทั้งที่ยังไม่ลืมตา หวังจะแกล้งมณีจันทร์คืน

หญิงสาวถึงกับผงะหงายหลังหัวโขกพื้น หลวงอัครเทพตกใจ ลืมตัวคว้าตัวเธอเข้ามาใกล้ มองหาบาดแผลที่หัว โล่งใจไม่เจออะไร มณีจันทร์ยิ้มปลื้มใจที่เขาเป็นห่วงเป็นใย หลวงอัครเทพรู้สึกตัวรีบปล่อยมือแล้วลุกไปหยิบเอกสารบนโต๊ะ

ทำงานแก้เขิน ถามมณีจันทร์ดึกแล้วทำงานไหวหรือเปล่า

“ไม่ไหว...ง่วง...โห หมอนท่านหอมจัง นอนเลยดีกว่า” มณีจันทร์ล้มตัวลงนอนบนเตียงหน้าตาเฉย หลวงอัครเทพส่ายหน้าระอาในความทะเล้น ตกลงเธอจะนอนจริงๆหรือ มณีจันทร์แค่ล้อเล่นยื่นมือให้เขาช่วยดึงเธอลุกขึ้นที หลวงอัครเทพเฉย ลงนั่งทำงานไม่สนใจ มณีจันทร์พึมพำเบาๆ

“ถือตัวชะมัด จะแตะตัวเราตอนเผลอเท่านั้นนะเนี่ย คนโบราณนี่กว่าจะได้เจอหน้าได้คุยได้แตะมือ โห เป็นปลากัดก็คงท้องไปหลายรอบแล้ว...เฮ่อ...แล้วดูเราสิ เขาต้องว่าเราไม่ใช่กุลสตรี...ไม่ได้ๆ...รักษาภาพๆต้องรักษาภาพหญิงสูงศักดิ์”

มณีจันทร์ลุกจากเตียง ทำหน้าเชิดคอตั้ง เยื้องย่างมาที่โต๊ะทำงาน

หลวงอัครเทพสงสัยคอเป็นอะไรไป มณีจันทร์ไม่ต่อปาก

ต่อคำด้วย หันมายิ้มพองาม นั่งที่โต๊ะทำงานซึ่งหลวงอัครเทพจัดไว้ให้เธอโดยเฉพาะ ยกมือไหว้อย่างอ่อนช้อย จีบปากจีบคอพูดเนิบนาบ

“กราบขอบพระคุณค่ะ สำหรับโต๊ะทำงานชุดนี้” มณีจันทร์วางท่าสง่า หลวงอัครเทพอดขำไม่ได้

ooooooo

มณีจันทร์และหลวงอัครเทพนั่งทำงานถึงฟ้าแจ้ง มณีจันทร์หิวน้ำมองหาน้ำดื่ม เห็นแต่ป้านน้ำชาวางอยู่ไม่ค่อยอยากดื่มชา หันไปถามเขาว่ามีแต่น้ำชาหรือ หลวงอัครเทพนั่งทำงานเฉยเหมือนไม่ได้ยิน แต่อยู่ๆเขาลุกขึ้นไปรินน้ำชาเอามาให้ มณีจันทร์มองคาดไม่ถึง

“ผู้ชายในยุคหน้าดีกับผู้หญิงมากขึ้นใช่รึไม่ เป็น gentleman...สุภาพบุรุษมากขึ้นน่ะ”

“ค่ะ...ผู้ชายยอมให้ผู้หญิงมีโอกาสได้เรียนทุกอย่างเหมือนผู้ชาย”

“เรากำลังจะมีโรงเรียนสตรี พระพุทธเจ้าหลวงและ

ข้าราชบริพารอย่างเรากำลังเร่งปฏิรูปบ้านเมืองในทุกทาง เราดีใจที่ได้ยินว่าการทำงานหนักของพวกเราส่งผลถึงอนาคตอย่างไร”

“โอกาสของผู้หญิงมีมากขึ้นก็จริง แต่ก็มีผู้ชายหลายคนนิยมเผด็จการโดยไม่รู้ตัว เขาเอาความดีงามในแบบของเขามายัดเยียดให้ผู้หญิงโดยไม่คิดจะถามสักนิดว่าเป็นความดีงามในแบบที่หล่อนต้องการหรือไม่”

“ผู้ชายข้างตัวหล่อนเป็นเช่นนั้นอยู่รึ” หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์หลบตา แอบใจเสียเล็กน้อยที่มีชายอื่นอยู่ข้างเธอ แต่ไม่ถามอะไร “ต้องขอโทษ บางทีก็ลืมเป็น gentleman กับหล่อน จะพยายามให้มากขึ้น หากหล่อนอึดอัดในเรื่องใด ขอให้บอก”

“ท่านอุตส่าห์ถาม อุตส่าห์พยายามปรับตัว ทั้งๆที่ไม่ใช่รูปแบบที่ท่านเติบโตมา แค่นี้ก็เป็น gentleman แล้วค่ะ”

มณีจันทร์พูดจบ เดินไปที่หน้าต่าง เห็นบรรยากาศยามเช้าที่มีแต่เสียงนกร้อง เสียงไก่ขัน มีแต่เรือพาย ไม่มีตึกสูงไม่มีเสียงรถราวิ่งขวักไขว่ หลวงอัครเทพเดินมายืนเคียงข้างเธอ มองทิวทัศน์งามยามรุ่งอรุณด้วยกัน

“ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะได้เจอกันอีกหรือไม่ ฉันจะจดจำความงามนี้ไว้ตลอดชีวิต”

ทั้งสองสบตากันสายตาเปี่ยมไปด้วยความรัก

ooooooo

หลวงอัครเทพจำต้องออกไปกินข้าวเช้ากับคุณหญิงแสร์เพราะไม่อยากให้ใครมาตามที่ห้อง ทิ้งมณีจันทร์นั่งทำงานอยู่คนเดียว มณีจันทร์รวบรวมเอกสารที่ทำเสร็จแล้วเรียงเป็นตั้งๆวางไว้บนโต๊ะทำงาน ท้องของเธอเริ่มส่งเสียงร้อง มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพหายไปนาน แง้มประตูห้องดู

“ไม่มีใครอยู่เลย...ฮิๆ บ้านน่าอยู่ชะมัด ฉันจะมีโอกาสได้ออกไปเดินข้างนอกบ้างไหมเนี่ย”

มณีจันทร์เปิดประตูกว้างอีกนิดเพื่อให้มองเห็นบริเวณบ้านชัดๆ ย่ามใจว่าไม่มีใครอยู่ ลมพัดซู่ พัดพากองเอกสารลอยผ่านหน้าเธอไปที่ลานหน้าห้อง หญิงสาวรีบคว้าแต่ไม่ทัน เอกสารลอยเกลื่อนลาน มองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร มณีจันทร์วิ่งตามไปเก็บเอกสารไกลจากห้องหลวงอัครเทพเรื่อยๆ...

ขาบ อิ่มกับม้วนวิ่งมาเก็บกระบุงใส่ผ้าที่กระจัดกระจายใต้ถุนเรือนด้วยแรงลม ก่อนจะวิ่งขึ้นไปเก็บข้าวของอื่นๆบนเรือน ทั้งสามเริ่มเข้าใกล้มณีจันทร์เข้ามาทุกที อิ่มเห็นหางตา มีคนแต่งดำขาวก้มๆเงยๆเก็บกระดาษอยู่แถวนั้น แต่พอหันไปมอง มณีจันทร์หายเข้าหลืบพอดี อิ่มสะบัดหัวนึกว่าตาฝาด ก้มเก็บของต่อไม่สนใจ ขาบก็เห็นมณีจันทร์แวบๆเช่นกันแต่ไม่ได้สนใจมัววุ่นวายตามเก็บข้าวของ

ม้วนกับมณีจันทร์อยู่ใกล้กันมาก ความที่พะวงกับสิ่งที่ทำตรงหน้าทำให้ทั้งคู่ไม่เอะใจ ม้วนนึกว่ามณีจันทร์เป็นบ่าวสักคนกำลังเก็บกระดาษ เลยหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้โดยไม่ได้มองหน้า พอทั้งคู่รู้ตัว เหลียวมองหน้ากัน ตกใจ ร้องกรี๊ดๆประสานเสียง มณีจันทร์เผ่นเข้าห้อง ขณะที่ม้วนปิดหน้าปิดตาร้องลั่น

“ผี...ผีหลอก”

เสียงร้องของม้วนดังไปถึงหูหลวงอัครเทพกับคุณหญิงแสร์ ทั้งคู่วางมือจากกินข้าวรีบมาดู เห็นขาบกับอิ่มกำลังประคองม้วนที่หน้าซีดเซียวทำท่าจะเป็นลม ละล่ำละลักว่า

“ข้า...เห็นผี...ผีผู้หญิง...สวย...ผิวขาวอย่างกับหยวก แต่งตัวประหลาด...สีขาวดำ”

หลวงอัครเทพหน้าเสีย ที่ม้วนพูดมาคือมณีจันทร์ชัดๆ ขาบกับอิ่มเพิ่งตระหนักว่าตัวเองก็เห็นผีขาวๆดำๆที่ม้วนว่าเช่นกันพากันร้องเสียงหลง คุณหญิงแสร์ตกใจที่คราวนี้เห็นผีทีเดียวสามคน ตะโกนสั่งการลั่น

“ไปตามบ่าวทุกคนมา ออกตามหาให้ทั่ว ไม่ว่าจะผีหรือคน ตามจับมันมาให้ข้า...”

หลังจากบ่าวไพร่ออกค้นหาทั่วเรือนก็วิ่งกลับมาเรียนคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพว่าไม่เจอ ขาบตั้งข้อสังเกต ถ้าเป็นผีพวกเราจะหาเจอได้อย่างไร บ่าวทุกคนตาเหลือกขยับตัวชิดกัน กลัวผีขึ้นมาทันที หลวงอัครเทพสีหน้าไม่สบายใจจนคุณหญิงแสร์สังเกตเห็น ถามลูกชายมีอะไรจะบอกหรือเปล่า

“อย่ากลัวกันนักเลย ไม่ใช่ผีดอก”หลวงอัครเทพว่าพลางถอนใจ

“ไม่ใช่ผีแล้วเป็นอะไร พ่อเทพพูดเหมือนรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี ไม่ใช่ผีหมายถึงอะไร”

“กระผมจะพาไปดู”หลวงอัครเทพตัดสินใจจะไม่ปิดเรื่องมณีจันทร์อีกต่อไป เดินนำทุกคนไปยังห้องตัวเอง คุณหญิงแสร์ใจร้อนถามลูกชายจะพาเธอมาดูอะไร หลวงอัครเทพเปิดประตูห้องผายมือให้แม่เดินเข้าไป

“คุณแม่ดูเอาเองเถิดขอรับ”

คุณหญิงแสร์หายเข้าไปในห้องสักพัก ร้องถามลูกชายให้เข้ามาดูอะไร ไม่เห็นมีอะไรสักอย่าง หลวงอัครเทพรีบตามเข้าไปในห้อง มณีจันทร์ไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ข้ามภพกลับไปยังห้องตัวเองเรียบร้อย เธอโล่งใจที่รอดมาได้อย่างหวุดหวิดอีกครั้ง...

คุณหญิงแสร์เห็นลูกไม่ตอบได้แต่ยืนนิ่ง ถามซ้ำตกลงจะให้ตนมาดูอะไร หรือว่าซ่อนใครไว้ในห้อง หลวงอัครเทพตัดสินใจกลับลำในเมื่อแม่ไม่เจอมณีจันทร์ก็ไม่จำเป็นต้องสารภาพอะไร

“กระผมให้มาดูว่าไม่มีผี ไม่มีผู้หญิงขอรับ”

“เอ...แล้วทำไมคุณหลวงท่านพูดเหมือนจะให้มาดูใครล่ะเจ้าคะ”ม้วนสาระแนเช่นเคย

“ให้มาดูว่าไม่มีใครต่างหาก เพราะฉะนั้นจงอย่าคิดฟุ้งซ่าน เรื่องผีสางอะไรนั่นล้วนแต่จิตปรุงแต่งไปเองทั้งสิ้น ข้าขอยืนยัน บ้านนี้ไม่มีผี”หลวงอัครเทพบอกอย่างมั่นใจมาก เพราะมณีจันทร์ไม่ใช่ผี คุณหญิงแสร์กับพวกบ่าวได้แต่มองหน้ากัน

ooooooo

ถึงวันแสดงคอนเสิร์ตการกุศล บรรดานักร้องนักแสดงต่างทยอยกันมาเตรียมแต่งหน้าทำผม ไลล่าสาวไฮโซเจ้าของร้านเพชรกับเพื่อนสมองกลวงอีกสองคนเพิ่งมาถึงหน้าสถานที่จัดงาน เห็นไรวัตยืนคุยอยู่กับกุลวรางค์ ไลล่าปราดเข้ามาทักทาย ไรวัตแปลกใจที่ไลล่ากับเพื่อนจะขึ้นแสดงด้วย

“เราบริจาคคนละห้าแสน เจ้าภาพเขาเลยให้เราร้องเพลงน่ะคะ...ส่วนไลล่าน่ะบริจาคมากที่สุด สามล้านบาทเพราะฉะนั้น นอกจากจะได้ร้องเพลง ขอไลล่าควงประธานจัดงานอย่างคุณด้วยได้ไหมคะ” ไลล่าเข้าไปคล้องแขนไรวัตหน้าตาเฉย

“ขอบคุณสำหรับเงินบริจาคนะครับ แต่ผมมีคู่ควงแล้ว”

ไรวัตดึงมือไลล่าออก แล้วเดินเข้าไปหามณีจันทร์ที่เพิ่งมาถึง ยื่นแขนให้คล้อง มณีจันทร์จำใจคล้องแขนเขา ไลล่าแค้นใจมากคิดหาทางแกล้งมณีจันทร์...

ขณะที่นักร้องนักแสดงทุกคนกำลังแต่งหน้าทำผม ไลล่าให้เจ้าหน้าที่ในร้านเพชรของเธอนำเครื่องเพชรชุดดีที่สุดมาให้เธอกับเพื่อนๆใส่โชว์ คุยข่มมณีจันทร์ที่ไม่มีเครื่องเพชรอะไรสวมสักชิ้น มณีจันทร์ด่ากลับ

“พวกนี้เหมือนกันหมด วัดค่าความเป็นคนด้วยหินพวกนี้ เวลาขึ้นแสดง ร้องเพลงอย่างกับหมีปวดท้องต่อให้ใส่เพชรทั้งตัว คนเขาก็หัวเราะเยาะพวกเธออยู่ดี”

ไลล่ากรี๊ดสนั่น บุกจะเข้ามาตบ มณีจันทร์ลุกพรวดตั้งท่าเตรียมสู้ ผู้คนในห้องแต่งตัวคิดว่าจะได้ดูคนตบกัน แต่ไรวัตถือกล่องเครื่องเพชรเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน

“ผมเอาเครื่องเพชรมาให้เมณี่ ของเก่าแก่ประจำตระกูลน่ะ”

ทันทีที่ไรวัตเปิดกล่องเครื่องเพชร เพื่อนของไลล่าตาโตด้วยความตื่นเต้นที่เห็นสร้อยเพชรเส้นใหญ่เป้ง

“โอ้โห...ของเก่าแก่เส้นใหญ่ขนาดนั้น ราคาแพงกว่าเศษเพชรพวกนี้รวมกันอีกนะเนี่ย”เพื่อนไลล่าว่าแล้วชี้ไปที่บรรดากล่องเครื่องเพชรที่มาจากร้านเพชรของไลล่า สาวไฮโซตัวแสบยิ่งแค้นมณีจันทร์มากขึ้น

“ที่บ้านผมยังมีอีกเยอะ เห็นหรือยังว่าถ้าเป็นสะใภ้ของครอบครัวเรา คุณจะได้อะไรบ้าง”ไรวัตคุยโม้โอ้อวด ขณะที่มณีจันทร์ถอนใจเซ็ง...

ในเวลาต่อมา กุลวรางค์เห็นมณีจันทร์เดินมาตามทางเดินหลังเวที รีบยัดกุหลาบแดงช่อใหญ่ใส่มือตรองสั่งให้เขาเอาให้มณีจันทร์ด้วย ตรองงงให้ทำไม กุลวรางค์ไม่ตอบ กวักมือเรียกมณีจันทร์เข้ามาหา

“เมณี่...ทางนี้จ้ะ ด๊อกเขามีอะไรจะให้แน่ะ”

“เรียกเต็มๆได้ไหมครับ ด๊อกเฉยๆแปลว่าหมา”ตรองยื่นกุหลาบให้มณีจันทร์โดยไม่คิดอะไร

“ดร.เขาเตรียมมาให้เมณี่โดยเฉพาะเลยนะ คืนนี้เขาจะเป็นกำลังใจให้เธอ”

ตรองชะงัก ก่อนจะคว้าดอกไม้จากมือมณีจันทร์คืน

กุลวรางค์แย่งกลับแล้วยัดใส่มือมณีจันทร์ตามเดิมปั้นเรื่องว่าที่ตรองเปลี่ยนลุคเพราะต้องการให้เธอประทับใจ ตรองหาทางจะอธิบายแต่กุลวรางค์แย่งพูดจนเขาทนไม่ไหวดึงเธอออกไปข้างนอกขอเคลียร์เรื่องนี้ พอได้อยู่กันตามลำพัง ตรองต่อว่ากุลวรางค์ทันที

“คุณทำแบบนี้ทำไม ดอกไม้นั่นไม่ใช่ของผม ไปโกหกเมณี่ทำไม”

“ก็ฉันบอกแล้วว่าฉันจะช่วยให้คุณได้เป็นแฟนกับยายเมณี่ไง”

“เรื่องเปลี่ยนลุคนี่ก็อีก คุณโกหกเมณี่ว่าผมทำเพื่อเขา ทั้งๆที่ผมทำเพื่อคุณ”ตรองหลุดปาก กุลวรางค์งงจะทำเพื่อเธอทำไม ตรองอึกอักพูดไม่ออก กุลวรางค์ไม่สนใจจะซักถามอะไรอีก รีบตัดบท

“เอาเถอะน่า ผู้หญิงน่ะแพ้เรื่องพวกนี้ทุกคน เชื่อฉันเถอะเดี๋ยวดีเอง”

ตรองพยายามจะบอกว่าเขาไม่ได้คิดอะไรกับมณี–จันทร์ แต่กุลวรางค์ไม่ฟัง เดินหนีหน้าตาเฉย ตรองได้แต่ถอนใจเซ็ง จากนั้น เขากลับมาหามณีจันทร์ซึ่งยืนถือช่อกุหลาบรออยู่ที่เดิม ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไร มณีจันทร์ชิงถามขึ้นก่อนว่าดอกไม้นี่ของกุลวรางค์ใช่ไหม ตรองพยักหน้า

“ดอกไม้ดีๆดันไปตัดจากต้นให้มาเหี่ยวเฉาในมือคน ไม่ใช่สไตล์นักอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างฉัน”

“นึกแล้ว ยายกุลนี่บ้าจริงๆนิสัยเสียไม่เลิก อยากได้อะไร อยากทำอะไรก็ต้องทำให้ได้ ไม่ยอมฟังคนอื่นแล้วตรองจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้หรือ...ยอมตามใจเขาจนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองมันเป็นชีวิตคู่ที่ไปไม่รอดหรอกนะ”

“ชีวิตคู่...คู่ใคร...เฮ้ยไม่ใช่ ฉันไม่คิดอะไรกับเขา”ตรองเฉไฉอีกแล้ว

“มั่นใจในตัวเองหน่อยนะตรอง ถ้าเขาไม่สนใจในสิ่งที่ตรองเป็น เขาก็ไม่ใช่คู่ของตรอง เจ็บซะตั้งแต่ต้นยังดีกว่าสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง”มณีจันทร์ยื่นช่อกุหลาบคืนตรอง แล้วเดินจากไป...

ไลล่ากับเพื่อนแอบตามมณีจันทร์มาถึงหน้าห้องน้ำ ทันทีที่คู่อริเดินเข้าไป สาวไฮโซตัวแสบกับผองเพื่อนใส่กลอนขังมณีจันทร์ไว้ ลากป้ายที่เขียนว่า “ห้ามเข้ากำลังทำความสะอาด”มาขวางประตูทางเข้า-ออกห้องน้ำ มณีจันทร์เสร็จธุระส่วนตัว เปิดประตูห้องน้ำออกมาไม่ได้ ตะโกนเรียกให้คนข้างนอกช่วย มีคนเดินผ่านมาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือจะเข้าไปดู ไลล่ากับเพื่อนเข้ามาขวาง

“อ๋อ เพื่อนเราอยู่ในนั้นค่ะ ช่างกำลังช่วยอยู่ เดี๋ยวก็ออกมาได้ ไปเข้าห้องน้ำด้านหน้าแล้วกันนะคะ”

พลเมืองดีพยักหน้าเข้าใจ ก่อนเดินจากไป ไลล่ากับเพื่อนหัวเราะสะใจ มณีจันทร์ได้ยินเสียงไลล่าจำได้เจ็บใจมาก เลิกสนใจประตูห้องน้ำ หันไปหาทางออกทางหน้าต่างแทน...

มณีจันทร์หนีออกจากห้องน้ำสำเร็จ เห็นต้นหมามุ่ยที่ขึ้นปะปนกับต้นไม้รกๆด้านหลังห้องน้ำ ยิ้มดีใจ

“...ไฮโซนิสัยเสียพวกนี้ต้องโดนสั่งสอนหน่อยแล้ว”

ooooooo

งานแสดงการกุศลเริ่มขึ้นแล้ว โชว์ชุดต่างๆทยอยให้ความบันเทิงแก่ผู้ชม ใกล้เวลาไลล่ากับเพื่อนๆจะขึ้นร้องเพลง จึงกลับมาที่ห้องแต่งตัวเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า ต้องตกใจที่เห็นมณีจันทร์แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยนั่งยิ้มอย่างสบายอารมณ์ ไลล่าปราดเข้าไปถามออกมาได้อย่างไร

“ออกมาจากไหน...อะไรหรือ” มณีจันทร์ยิ้มยั่ว

เพื่อนของไลล่าอ้าปากจะพูดเรื่องที่พวกตนขังมณีจันทร์ไว้ในห้องน้ำ แต่ไลล่ารีบตะปบปากเพื่อนไว้ ห้ามไม่ให้พูดอะไรอีกที่นี่คนเยอะ เดี๋ยวเป็นเรื่อง แล้วชวนกันไปแต่งตัวเตรียมขึ้นเวที โดยไม่รู้ว่าชุดที่พวกตนหยิบไปนั้นมีหมามุ่ยโรยไว้ มณีจันทร์มองตามยิ้มสะใจ...

ขณะมณีจันทร์กำลังจะเดินไปรอด้านหลังเวทีเพื่อเตรียมขึ้นแสดง ไรวัตเห็นเธอสวมสร้อยเพชรของเขาทั้งที่ยังสวมสร้อยห้อยนาฬิกาอยู่ ขอให้เธอถอดออก มณีจันทร์อิดออด

“เอ้อ...ไม่นะคะไม่...นาฬิกานี่สำคัญสำหรับฉันมาก ขอฉันเถอะนะคะ”

ไรรัตเอาสร้อยห้อยนาฬิกาออกจากคอมณีจันทร์จนได้ มณีจันทร์พยายามจะเอาคืน แต่ทีมงานเข้ามาเร่งให้รีบขึ้นเวที แล้วดึงตัวเธอออกไปเสียก่อน ไรวัตตะโกนไล่หลัง

“อย่าลืมนะเมณี่ เสร็จงานแล้ว ต้องไปกินข้าวกับคุณพ่อผม”

“ไรวัต นาฬิกานั่นสำคัญสำหรับฉันมาก อย่าทำหายนะไรวัต”

ไรวัตมองนาฬิกาในมือชักสงสัยทำไมมณีจันทร์หวงนักหวงหนา กดเปิดฝาดูเห็นรูปผู้ชายอยู่ด้านใน ไรวัตรู้สึกคุ้นๆ หน้าเหมือนเห็นที่ไหนมาก่อน พอนึกได้ว่าเคยเห็นนั่งรถไปกับมณีจันทร์ครั้งหนึ่ง ก็โกรธจะเอานาฬิกาทิ้งขยะ กุลวรางค์เดินผ่านมาพอดี จำได้ว่าเป็นนาฬิกาของมณีจันทร์ ถามไรวัตคิดจะทำอะไร

“นาฬิกาเนี่ย เมณี่ใส่ตลอดเวลา พอผมเปิดดูก็มีรูปผู้ชายอยู่ข้างใน”

กุลวรางค์เห็นรูป ร้องอ๋อทันที “โธ่เอ๊ย นึกว่าใคร...ท่านเป็นต้นตระกูลของฉัน มีชีวิตอยู่ในสมัย ร.5 เมณี่เห็นรูปท่านที่บ้านฉันก็เลยขอไป...แต่เอ เธอขอรูป ไม่ใช่นาฬิกาแล้วไปเอานาฬิกามาจากไหนใหม่เอี่ยมเลย”

“คุณหลอกผมหรือเปล่า ผมเคยเห็นผู้ชายคนนี้นั่งรถออกไปกับเมณี่ด้วย”

“เฮ้ย...คุณตาฝาดไปมากกว่า...แถวนี้ยิ่งมืดๆอยู่ ไปหาที่สว่างๆดีกว่าพูดให้ฉันกลัวอยู่ได้คุณนี่” กุลวรางค์พูดจบจ้ำพรวดๆออกไป ปล่อยให้ไรวัตยืนงง ก่อนจะเดินกลับห้องจัดงาน...

มณีจันทร์เป็นกังวลที่ต้องอยู่ห่างนาฬิกา เกิดประตูเวลาเปิดตอนนี้เธอจะทำอย่างไร...

ไรวัตเดินมานั่งข้างพ่อของเขาทันเวลามณีจันทร์ขึ้นแสดงพอดี พ่อของเขาชื่นชมมณีจันทร์ไม่หยุดปากว่าสวยสง่าดูดี สมกับที่ไรวัตอยากให้เขารู้จัก

ooooooo

ขณะเดียวกันที่อีกภพหนึ่ง หลวงอัครเทพถือเอกสารฉบับหนึ่งมายืนหน้ากระจกส่งกระแสจิตถึงมณีจันทร์

“วันนี้ได้เอกสารมา รู้สึกระลึกถึงหล่อน แต่เราสองช่างอาภัพ มิอาจพบปะพูดคุยได้ดังใจ จะได้พบกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าเท่านั้น” หลวงอัครเทพมองกระจกตรงหน้าอย่างเศร้าสร้อย

เหมือนมณีจันทร์จะรับรู้ถึงกระแสจิตนั้น อยู่ๆเธอหยุดร้องเพลงกลางคัน พยายามเงี่ยหูฟังเสียงจากนาฬิกา นักดนตรีมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่ยังไม่หยุดบรรเลง ตรองกับกุลวรางค์ยืนอยู่ข้างเวที แปลกใจมณีจันทร์หยุดร้องทำไม หรือลืมเนื้อเพลง กุลวรางค์ตะโกนเรียกเพื่อนให้ได้สติ แต่เธอกลับยืนนิ่ง

มณีจันทร์ได้ยินเสียงเรียกจากนาฬิกาแม้ไม่ได้อยู่ใกล้ เสียงนั้นแยกจากเสียงดนตรีที่กำลังบรรเลงอย่างชัดเจน เสียงหลวงอัครเทพรำพึงรำพันเรียกหาเธอด้วยคิดถึงดังแทรกมากับเสียงนาฬิกา มณีจันทร์ก็คิดถึงเขามากมายเช่นกัน ได้แต่ร่ำร้องในใจว่า

“นับตั้งแต่นาทีที่เราได้รู้จักกันชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ไม่ว่าจะมีนาฬิกาหรือไม่ ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันแค่ไหน ประตูแห่งโชคชะตาบานนั้นจะเปิดเพื่อเราเสมอ”

ผู้ชมเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ทำไมนักร้องยืนนิ่งอยู่บนเวที ทิ้งเพลงไว้กลางท่อนเช่นนั้น ไรวัตทนไม่ไหววิ่งไปยืนหน้าเวที ตะโกนบอกมณีจันทร์ร้องเพลงต่อให้จบ

“ขอโทษค่ะ ฉันร้องต่อไม่ได้” มณีจันทร์อ้อนวอน

ดนตรีหยุดบรรเลงทั้งห้องจัดงานเงียบกริบ เสียงนาฬิกายังคงดังอย่างต่อเนื่องราวกับจะเร่งมณีจันทร์รีบกลับไปที่กระจก ไรวัตเห็นเธอขยับ รีบวิ่งมาดักหน้า กุลวรางค์กับตรองเข้ามาสมทบขอร้องให้มณีจันทร์ใจเย็นๆ

“ขอโทษทุกคนนะ...ฉันต้องกลับบ้านเดี๋ยวนี้”ณีจันทร์ ว่าแล้วออกวิ่ง ไรวัตโมโห คว้าข้อมือเธอไว้

“คุณไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น คุณสัญญากับผมแล้ว คุณจะอยู่กินข้าวกับพ่อผมหลังงานเลิก”

“ปล่อยนะ คุณมันบ้า มีทั้งเงินมีทั้งอำนาจ แต่กลับใช้ชีวิตเพื่อเอาชนะผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงไฮโซพวกนั้นก็เหมือนกัน พวกเธอจะรู้หรือเปล่า ที่เรามีแผ่นดินนี้ให้อยู่ให้อาศัย ที่เรามีประเทศนี้อยู่บนแผนที่โลก มีกี่ชีวิตที่ต้องตายไป” มณีจันทร์ชี้ไปที่กลุ่มของไลล่าที่รออยู่ข้างเวที

“เธออยากจัดงานนี้เพื่อช่วยมูลนิธิเด็กไม่ใช่หรือ เรากำลังทำประโยชน์ให้สังคมเหมือนกัน กลับไปร้องเพลงต่อ

เถอะนะ” กุลวรางค์ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

“งานวันนี้เราได้เงินบริจาคแล้วกุล ขาดฉันไปคนหนึ่งทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม...งานของมูลนิธิยังมีเธอ ยังมีคนอื่นๆอยู่ แต่ที่นั่น ไม่มีใคร ฉันต้องไป ฉันต้องไปจริงๆ” มณีจันทร์วิ่งลงจากเวที แต่ไรวัตกระชากเธอกลับ

“คุณหลอกผมจัดงานนี้ ผมไม่ให้คุณไป อย่าคิดหนีไปจากงานนี้ง่ายๆผมไม่ให้คุณไปเด็ดขาด”

มณีจันทร์หมดความอดทน เตะผ่าหมากไรวัตเต็มแรงทรุดลงไปกองกับพื้น แย่งนาฬิกาจากมือเขา แล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว กุลวรางค์มองหน้าตรองสีหน้าเป็นกังวลสุดๆ

“ด็อก...เราต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว เพื่อนของเราเป็นโรคจิต”

ooooooo

เสียงนาฬิกายังดังไม่หยุด มณีจันทร์แทบจะกระโจนขึ้นบันไดบ้าน ตรงไปยืนหน้ากระจกเงาที่มีหมอกควันปกคลุม ด้านหลวงอัครเทพยืนหันหลังให้กระจกเงาทอดถอนใจไม่รู้วันนี้จะได้เจอมณีจันทร์ไหม เสียงมณีจันทร์ดังขึ้นก่อนตัว

“แม้ไม่อยู่ใกล้นาฬิกา ฉันก็ได้ยินเสียงนาฬิกา...แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ท่าน ฉันก็ยังได้ยินเสียงเรียกของท่าน”

หลวงอัครเทพยิ้ม หันไปเจอมณีจันทร์ยืนอยู่ หน้าของทั้งคู่เกือบจะชิดกัน ทั้งสองคนยืนสบตากันนิ่งงัน คราวนี้หลวงอัครเทพไม่ถอยหนียืนมองเธออยู่อย่างนั้นไม่มีคำพูดใด มีเพียงสายตาที่บอกความในใจ...

เอกสารที่ได้มาใหม่ทำให้หลวงอัครเทพกับมณีจันทร์ต้องรีบลงมือแปล ต่างคนต่างนั่งทำงานกันคนละโต๊ะเหมือนเคย หลังจากนั่งทำงานเงียบๆมาพักหนึ่ง หลวงอัครเทพหันมาทางมณีจันทร์

“งานมีปัญหาหรือไม่ เอกสารฉบับนั้นมาจากบุคคลระดับสูงเป็นทหารฝรั่งเศส น่าจะเป็นเอกสารสำคัญ”

“ภาษาโบราณพวกนี้ ฉันหาอ่านเพิ่มเติมมาล่วงหน้าพอจะรู้เรื่องแล้ว ฉบับนี้มาติดขัดเรื่องการเมืองในยุคสมัยนี้ ฉันไม่เข้าใจระบบการปกครองและสังคมยุคนี้...เฮ่อ...จะหาอ่านเพิ่มเติมได้ไหมนะ”

“หล่อนไปอ่านหนังสือเตรียมตัวมารึ” หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์อย่างชื่นชม

“หาอ่านได้ยากเหลือเกิน อดีตปิดตายสำหรับฉัน เช่นเดียวกับอนาคตปิดตายสำหรับคุณหลวง อะไรก็ตามที่เป็นอยู่ขณะนี้ เขาอยากให้เราแก้ไขด้วยสติปัญญาของเราเอง อะไรเหล่านั้นจะไม่ยอมให้รายละเอียดแก่เรา ไม่ยอมให้เรารู้มากเกินความจำเป็น”

“เราจะเปลี่ยนแปลงอดีตได้หรือไม่จึงยังเป็นปริศนาสินะ”

มณีจันทร์พยักหน้ารับคำ ระหว่างนั้น มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น มณีจันทร์สะดุ้งวิ่งปรู๊ดไปซ่อนหลังฉากไม้ ขาบรับ

คำสั่งจากคุณหญิงแสร์ให้มาเรียนเชิญคุณหลวงไปหอนก คุณหญิงสรเดชมา หลวงอัครเทพรอจนเสียงฝีเท้าขาบเงียบ บอกมณี–

จันทร์อย่าเพิ่งไปคอยก่อนเขาไปไม่นานก็กลับ เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเล่าถึงการมาที่นี่ของคุณหญิงสรเดชให้ฟังว่า คุณหญิงสรเดชเป็นเพื่อนกับแม่ของเขา เดิมมีชื่อว่าประสาน มีลูกสาวชื่อประยงค์เป็นข้าหลวงอยู่ในวัง คุณหญิงกับแม่ของเขาคิดว่าเขากับประยงค์ควรเป็นทองแผ่นเดียวกัน

มณีจันทร์หน้าตึงขึ้นมาทันที จำได้ว่าคุณหญิงสรเดชเคยส่งผลไม้มาเยี่ยมไข้หลวงอัครเทพแทนลูกสาว พูดประชดให้เขารีบไปพบคุณหญิงสรเดชเผื่อประยงค์จะมีของฝากอะไรมาให้อีก...

คุณหญิงสรเดชส่งแม่สื่อมาถามหลายครั้งแล้วว่าหลวงอัครเทพคิดอย่างไรกับลูกสาวของท่าน แต่หลวงอัครเทพไม่เคยตอบสักครั้ง คราวนี้คุณหญิงสรเดชเลยต้องมาด้วยตัวเอง ถ้าไม่ติดว่าเคยให้สัจจะไว้ว่าจะรอลูกชายคุณหญิงแสร์ ท่านคงไม่ตากหน้ามาถึงที่นี่ คุณหญิงแสร์เกรงใจเพราะเพื่อนเป็นใหญ่เป็นโตกว่ารีบออกตัว

“พ่อเทพไม่ได้ดูใครไว้ทั้งสิ้น หมายปองแต่แม่ประยงค์คนเดียว หากคุณหญิงไม่กรุณา เราสองแม่ลูกคงได้แต่เสียใจ”

“หากทุกอย่างเรียบร้อย ลูกๆของเราคงได้มีงานสมรสกันหนาวนี้ ดีไหมคะคุณหญิงแสร์”

หลวงอัครเทพมาทันได้ยินพอดี ตกใจ ร้องเอะอะ สร้างความไม่พอใจให้คุณหญิงสรเดชอย่างมาก

ooooooo

หลังจากคุณหญิงสรเดชกลับไปแล้ว คุณหญิงแสร์ขอร้องลูกชายให้มีน้ำใจกับฝ่ายคุณหญิงสรเดชบ้าง ทางนั้นยิ่งน้อยใจว่าเขาไม่ค่อยใส่ใจ หลวงอัครเทพเสียงแข็งขึ้นมาทันที ตอนนี้บ้านเมืองเสี่ยงภัยอยู่บนคมหอกคมดาบใครจะไปคิดเรื่องพรรค์นั้นได้ หลวงอัครเทพเดินคุยกับคุณหญิงแสร์มาถึงหน้าห้องตัวเอง รีบตัดบท

“ถึงห้องแล้วไว้พูดกันวันหลังนะขอรับ กระผมจะเขียนหนังสือต่อ ขออภัย” หลวงอัครเทพเข้าห้องปิดประตู

“เอ้า...ทำไมต้องปิดประตูห้องด้วย ไม่ร้อนรึพ่อเทพ” คุณหญิงแสร์ไม่สบายใจ ลูกทำตัวแปลกขึ้นทุกวัน...

มณีจันทร์แปลเอกสารเสร็จแล้วนั่งกับพื้นหลังฉากไม้

ไม่กล้าขยับไปไหน หลวงอัครเทพเดินมาดูยังเห็นเธออยู่ก็ดีใจ มณีจันทร์ลุกไม่ขึ้นนั่งนานจนเหน็บกิน ยื่นมือให้เขาช่วยดึง หลวงอัครเทพลังเลเล็กน้อย ก่อนจะจับมือมณีจันทร์ออกแรงดึง แต่ยืนไม่ถนัดทำให้เสียหลัก เซล้มไปด้วยกัน มณีจันทร์ทับไปบนร่างของชายหนุ่มจมูกแทบจะชนกัน ทั้งสองสบตากันนิ่งงันเหมือนต้องมนตร์สะกด มณีจันทร์ได้สติก่อนรีบลุกขึ้น

หลวงอัครเทพขอโทษเธอที่ทำให้รอนาน ความจริงคุณหญิงสรเดชกลับไปนานแล้ว แต่เขาไม่อยากให้แม่สงสัย

เลยอยู่คุยกับท่านพักหนึ่งก่อน หลวงอัครเทพตั้งข้อสังเกตระยะหลังๆ มณีจันทร์มาที่นี่ได้บ่อยขึ้นและอยู่ได้นานขึ้น มณี–จันทร์ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน คงแล้วแต่กระจกแล้วหันไปมองกระจกเงาบานนั้น เธอเพิ่งสังเกตเห็นรอยแตกร้าวที่เกิดขึ้น เดินเข้าดู หลวงอัครเทพตามมายืนข้างๆ

“แต่ก่อนกระจกไม่แตก แต่เมื่อหล่อนมาแล้วจากไป รอยแตกยาวขึ้นเรื่อยๆ”

“ฉันรู้แล้วล่ะว่าทวารแห่งทวิภพจะปิดเมื่อไหร่... กระจกแตกเมื่อไหร่เส้นทางจะถูกปิดทันที” มณีจันทร์หน้าเครียด หลวงอัครเทพหวั่นใจ เมื่อถึงตอนนั้น เราสองคนจะทำอย่างไร

มณีจันทร์ไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้ชวนเปลี่ยนเรื่องคุย คุยกันไปคุยกันมาวกมาลงที่เรื่องของประยงค์ มณีจันทร์ไม่เข้าใจหลวงอัครเทพยอมแต่งงานได้อย่างไรทั้งที่ไม่เคยเห็นประยงค์มาก่อน หลวงอัครเทพไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก พ่อกับแม่ของเขาเห็นหน้ากันวันแต่งงาน การแต่งงานแบบนี้สมัยของมณีจันทร์เรียกว่าคลุมถุงชน

“คนในสมัยฉันถ้าไม่ทำอย่างนี้ ยังทำได้อีกอย่าง ขนของใส่ถุงหนีตามกัน เขาเรียก คนธรรพ์วิวาห์”

“สมัยฉันเรียกวิวาห์เหาะค่ะ”

หลวงอัครเทพยิ้มขำ ชื่อนี้เข้าท่าดี มณีจันทร์ว่าไม่ดีสักอย่าง คนในสมัยของเธอ ต้องรักใคร่ชอบพอกันก่อนแล้วถึงแต่งงานกัน หลวงอัครเทพมองหน้ามณีจันทร์เป็นนัยว่าสิ่งที่เขากำลังจะพูดหมายถึงเราสองคน

“รักใคร่ชอบพอพบปะพูดคุย ช่วยเหลือเจือจานกันก่อนใช่ไหม”

มณีจันทร์เห็นสายตานั้นแล้วเขิน “ถ้าฉันเป็นแม่ประยงค์ ฉันคงอยากเห็นท่านก่อน หากแม่ประยงค์ไม่ชอบพอท่าน แม่ประยงค์จะได้มีโอกาสไปพบกับคนใหม่ แบบนี้แหละค่ะ ให้สิทธิแก่สตรี” มณีจันทร์สีหน้าจริงจัง

ooooooo

กุลวรางค์ยังไม่ล้มเลิกที่จะสนับสนุนให้ตรองเป็นแฟนมณีจันทร์ ถึงขนาดลงทุนยกรถคันเก่าของเธอให้เขาใช้ ขี่จักรยานอย่างนั้นเขาจะพาเพื่อนของเธอไปไหนมาไหนได้อย่างไร

“ถ้าต้องไปด้วยกันก็ไปรถเมณี่ ไม่เห็นเดือดร้อน”

“แต่ตอนนี้นายต้องเดือดร้อน ฉันจะบอกเมณี่ว่านายอยากเปลี่ยนตัวเอง นายเลยมาซื้อรถฉันเพื่อเอาไว้รับส่งดูแลเมณี่ ผู้ชายน่ะไม่มีรถก็ไม่มีหน้ามีตา จีบผู้หญิงไม่ติดหรอก”

“แต่งตัวใหม่ผมลำบากแต่พอรับได้ ดอกไม้นั่นผมอึดอัดแต่ผมก็ยังไหว แต่ถึงขั้นเอารถคนอื่นมาบอกว่าเป็นของตัว ถ้าถึงขั้นนี้ก็เลิกแผนการนี้เสียเถอะครับ” ตรองฉุนจัด เดินหนี กุลวรางค์ไม่ยอมแพ้ตามมาต่อว่า

“นี่ นายโกรธฉันจริงหรือ ฉันช่วยนายอยู่นะ”

“คุณมาเป็นเพื่อนกับผมเพราะอะไร...ถ้าดูถูกความเป็นตัวผมนักล่ะก็ เราไม่ต้องเป็นเพื่อนกันก็ได้”

“ดร.จะให้บอกกี่ครั้ง ฉันไม่ได้ดูถูกนาย ถ้าฉันดูถูก นาย ฉันจะช่วยนายให้มาเป็นแฟนยายเมณี่ คนที่ฉันรักที่สุดได้ยังไง...หน็อย...คิดจะเลิกคบกับฉัน งั้นฉันก็จะเลิกคบนายเหมือนกัน” กุลวรางค์พูดจบเดินจากไป

ตรองใจหาย สิ่งที่เขากลัวมากที่สุดเกิดขึ้นแล้ว กุลวรางค์ ไปจากเขา...

“ถ้าฉันเป็นแม่ประยงค์ ฉันคงอยากเห็นท่านก่อน หากแม่ประยงค์ไม่ชอบพอท่าน แม่ประยงค์จะได้มีโอกาสไปพบกับคนใหม่ แบบนี้แหละค่ะให้สิทธิแก่สตรี”

คำพูดประโยคนี้ของมณีจันทร์ ทำให้หลวงอัครเทพอยากจะให้สิทธิเท่าเทียมกันแก่ประยงค์ เขาเห็นด้วยที่ผู้หญิงควรมีสิทธิเลือกผู้ชายที่จะแต่งงานด้วย จึงขอตามคุณหญิงแสร์ไปทำบุญที่วัดด้วย ทั้งคุณหญิงแสร์ ขาบ อิ่ม และม้วนต่าง เข้าใจผิดคิดว่าเขาจะไปวัดเพื่อดูตัวประยงค์พากันดีอกดีใจ ที่บ้านนี้จะได้มีงานฉลองใหญ่กับเขาสักที แต่ความจริงแล้ว หลวงอัครเทพจะไปวัดเพื่อให้ประยงค์ดูตัวต่างหาก...

ขบวนของพระองค์หญิงพร้อมด้วยท่านชายตัวน้อยๆ และเหล่าบริวารมาถึงวัดเป็นคณะสุดท้าย ทุกคนต่างตะลึงในความงามสง่าของประยงค์ รวมทั้งหลวงอัครเทพด้วย คุณหญิงสรเดชมากับท่านเจ้าคุณผู้เป็นสามีเห็นกลุ่มของหลวงอัครเทพชักสีหน้าไม่พอใจ ที่เขานึกอยากจะมาดูตัวประยงค์ โดยไม่บอกกล่าวกันก่อน...

หลังจากส่งเสด็จพระองค์หญิงเข้าโบสถ์ ประยงค์แวะมากราบพ่อกับแม่ คุณหญิงสรเดชกระซิบบอกลูกสาว วันนี้ หลวงอัครเทพมาดูตัวลูกด้วยยืนอยู่ทางโน้น ประยงค์ค่อยๆชม้ายตา เห็นหลวงอัครเทพก็นึกชอบทันที เขินอายมากรีบก้มหน้าไม่กล้ามองอีก

“งามใช่ไหมล่ะ คนข้างนอกเขาถึงพูดกันหนาหู รอดู คู่ตุนาหงัน หลวงเทพกับแม่ประยงค์ เพราะต่างก็งามราวกับเทวดานางฟ้า” คุณหญิงสรเดชยังเคืองหลวงอัครเทพไม่หาย แอบค้อนก่อนจะบ่นให้ลูกฟังว่า “หลวงเทพทำตัวแปลกนัก ให้แม่สื่อไปคุยก็ทำนิ่งเฉยจนแม่ต้องตากหน้าไปถามเองเมื่อคราวที่แล้วว่าจะเอาอย่างไร นี่จู่ๆนึกจะมาก็มา ไม่บอกสักคำ จะทำอะไรผิดธรรมเนียมไปหมด”

“ท่านร่ำเรียนเมืองนอกเมืองนาเป็นคนหัวสมัย

คงไม่ถือพิธี”

“คราวนี้แม่ก็ไม่ถือเหมือนกัน ถึงลุกมาจัดการเรื่องนี้ ด้วยตัวเองยังไงเล่า ปล่อยทางเราให้รอท่ามาหลายเพลา ลูกแม่ เพียบพร้อมออกอย่างนี้ ถ้าไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อน แม่จัดใส่พานถวายให้ท่านชายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งไปแล้ว” คุณหญิงสรเดชบ่นไม่เลิก ขณะที่ประยงค์แอบมองหลวงอัครเทพ อีกครั้งอย่างเขินอาย

ooooooo
ตอนที่ 5


ขณะทุกคนกำลังฟังพระสวดอยู่ในโบสถ์ ท่านชายองค์น้อยแอบหนีออกมาด้านหลังวัด ประยงค์ เร่งฝีเท้าตาม ท่านชายรีบปีนต้นไม้หนี เธอร้องเรียกให้ลงมา ท่านชายกลับปีนหนีตามกิ่งไม้ท่อนเล็กๆซ้ำยังแลบลิ้นปลิ้นตาหลอก กิ่งไม้เปราะทานน้ำหนักไม่ไหวหัก ท่านชายร่วงลงมา ประยงค์ใจหายร้องลั่น หลวงอัครเทพรอท่าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ รับท่านชายจอมซุกซนไว้ได้พอดี ประยงค์ปราดเข้าไปหาท่านชาย

“โอ๊ย...คุณพระคุณเจ้าช่วย เจ็บตรงไหนหรือไม่เพคะ”

ประยงค์ตรวจทั่วองค์ไม่เห็นบาดแผล ถึงกับถอนใจโล่งอก หลวงอัครเทพเกรงท่านชายจะเล่นซนปีนต้นไม้อีก เรียกเด็กชาวบ้านแถวนั้นมาเล่นเป็นเพื่อน และทำม้าก้านกล้วยถวายท่านชายและแจกเด็กๆทุกคน จากนั้นหลวงอัครเทพหันมาบอกประยงค์ซึ่งนั่งอยู่ที่พื้นให้ลุกขึ้นมานั่งบนแคร่ด้วยกัน และให้ทำตัวตามสบายไม่ต้องมีพิธี  เราสองคนไม่ใช่คนอื่นคนไกล

ประยงค์กราบขอบพระคุณที่เขามาช่วยรับท่านชายไว้ได้ทัน ไม่เช่นนั้นเธอคงต้องโดนลงทัณฑ์แน่ๆ หลวงอัครเทพตั้งใจเดินตามเธอมาตั้งแต่แรกแล้ว ประยงค์ได้ฟังก็หน้าแดง ก้มหน้าเขินอาย

“แม้เราจะเป็นคู่หมาย แต่พี่ไม่ชอบข่มเขาโคขืนให้กลืนหญ้า หากน้องไม่พอใจพี่ ไม่เต็มใจออกเรือน ขอจงบอกพี่ตามตรงเถิด...พี่พูดตรงเกินไปคงดูไม่งาม ขอให้น้องเห็นใน น้ำใจพี่ พี่ห่วงน้องจึงอยากถามไถ่ตรงไปตรงมา...ประเทศชาติกำลังเจริญรุดไป สตรีในภายภาคหน้าย่อมมีสิทธิ์เลือกชีวิตของตนเอง พี่นิยมให้ผู้หญิงเลือกคู่ด้วยใจ ได้โปรดจำไว้ว่าน้องมีสิทธิ์ชอบธรรมที่จะปฏิเสธพี่ โดยไม่จำเป็นต้องเกรงใจ หรือเกรงบารมีในตัวพี่”

ประยงค์ได้แต่นิ่งอึ้ง ผู้หญิงในยุคสมัยเธอไม่มีสิทธิ์ออกความเห็นเรื่องหาคู่ครอง แต่ถึงกระนั้น คำพูดของหลวงอัครเทพทำให้ประยงค์ซาบซึ้งใจมากที่เขาให้เกียรติ จึงหลงรักเขาในทันที...

คุณหญิงสรเดชไม่พอใจมากเมื่อรู้จากประยงค์ว่าหลวงอัครเทพเดินตามเธอไปหลังวัด ตำหนิเขาว่าทำอะไรไม่รู้จักเห็นหัวเธอกับท่านเจ้าคุณพ่อของประยงค์บ้าง ลักลอบไปพบประยงค์ในที่ลับตาคนอย่างนั้น จะเป็นที่ครหาได้ ประยงค์ รีบขอร้องแม่

“คุณแม่อย่าเอาเรื่องท่านนะเจ้าค่ะ ท่านเป็นคนหัวสมัย เช่นเดียวกับเจ้านายหลายพระองค์ที่ไปร่ำเรียนต่างประเทศ ธรรมเนียมทางโน้นเขาไม่ถือสาหาความกับเรื่องพวกนี้ ที่สำคัญท่านมาพูดคุยด้วยบริสุทธิ์ใจ”

คุณหญิงสรเดชเห็นลูกสาวอายหน้าแดงเป็นลูกตำลึง ซักไซ้ไล่เลียงคุยอะไรกัน ประยงค์ขวยเขินเกินกว่าจะพูดอะไรได้ เลยได้แต่ก้มหน้า

“อย่าว่าแต่เลือกคู่ด้วยตัวเอง แม้แต่จะพูดถึงผู้ชาย น้องยังมิอาจเอ่ยออกมาว่าหลวงเทพนั้นงามทั้งรูปงามทั้งน้ำใจ รู้จักห่วงใยจิตใจผู้อื่น แม้อยากจะบอกคนทั้งโลก

ยังบอกไม่ได้เช่นนี้ แล้วน้องจะเลือกคู่ด้วยตนเองได้อย่างไร” ประยงค์พึมพำในใจ คุณหญิงสรเดชมองลูกสาวงงๆ

ooooooo

ขณะขาบเดินตามหลวงอัครเทพมาถึงหน้าห้องของท่าน อดสอดรู้สอดเห็นไม่ได้ถามเจ้านายคุยอะไรกับประยงค์ที่หลังวัด เธอถึงได้อายกระมิดกระเมี้ยนขนาดนั้น หลวงอัครเทพหันขวับ ขู่ขาบถ้าพูดเรื่องนี้ ให้ใครได้ยิน โดนเฆี่ยนหลังลายแน่ เขาไม่ได้เกี้ยวพาราสีประยงค์ แค่มีเรื่องจะถามเท่านั้น หากขาบพูดเรื่องนี้ออกไปฝ่ายหญิงต้องเสียหาย ขาบสัญญาหากพูดเรื่องนี้ให้ถือว่าเขาเป็นลูกหมา หลวงอัครเทพชี้หน้า

“หากเอ็งพูด ขอให้เอ็งเป็นลูกหมา” หลวงอัครเทพ แช่งจบจะเปิดประตูเข้าห้อง นึกได้หันบอกขาบไม่ต้องตาม มีอะไรจะทำก็ไปทำ เขารอจนขาบลับสายตา จึงเข้าห้องปิดประตูยังไม่ทันจะลั่นดาน

มณีจันทร์เดินหน้าบึ้งเข้ามาถามไปเจอประยงค์มาหรือ ชายหนุ่มตกใจที่เธอแอบได้ยินเขากับขาบคุยกัน แต่

ยังไม่ทันจะอธิบายอะไร มณีจันทร์งอนเดินหนีไปยืนหน้ากระจกเงาขอกลับบ้าน หลวงอัครเทพตามมาจับมือไว้ ขอร้องให้ฟังเขาอธิบายก่อน มณีจันทร์มองมือของเขาที่จับมือเธออยู่ หลวงอัครเทพรู้สึกตัวรีบปล่อยมือ

“ฟังก่อนสิ...ที่ฉันไปก็เพราะหล่อนพูดนั่นล่ะ”

มณีจันทร์โวยวาย เธอพูดอะไรตอนไหน นึกไปนึกมาก็จำได้ อยากจะเขกหัวตัวเองนักที่ไปแนะนำเขาแบบนั้น หลวงอัครเทพรีบออกตัวถ้าเขาไม่พูด ประยงค์ซึ่งเกรงบารมีตำแหน่งคุณหลวงของเขา เกิดอยากจะปฏิเสธการแต่งงานก็คงไม่กล้า มณีจันทร์อยากรู้ประยงค์ว่าอย่างไรบ้าง

“เธอไม่กล้าตอบอะไร ใครจะเหมือนหล่อน คิดอะไรคนทั้งแผ่นดินรู้หมด”

“ไม่ได้ไปเพราะอยากเห็นแม่ประยงค์แน่นะคะ”

หลวงอัครเทพยืนยัน คนที่เขาอยากเห็นหน้ามีเพียงผู้หญิงที่ออกมาจากกระจกเงาเท่านั้น มณีจันทร์ถึงกับยิ้มเขิน...

ขาบสาบานดิบดีจะไม่พูดเรื่องที่หลวงอัครเทพแอบไปเจอประยงค์ แต่พอคุณหญิงแสร์ถามเขาว่าหลวงอัครเทพเป็นอย่างไรบ้าง  เขากลับเผลอพูดเรื่องนี้ คุณหญิงแสร์ตกใจมาก เกรงคุณหญิงสรเดชจะมาต่อว่า ซักอีกว่าสองคนนั่นคุยอะไรกัน คราวนี้ขาบปิดปากเงียบไม่กล้าเล่าอะไรอีกกลัวคำสาปแช่งของหลวงอัครเทพ

“ไอ้ขาบไม่เล่าไม่เป็นไร เพราะข้าจะไปถามลูกข้าเอง” คุณหญิงแสร์ว่าแล้วเดินฉับๆไปหาลูกชาย...

ขณะเดียวกัน มณีจันทร์ถามหลวงอัครเทพถึงการเลิกทาสที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาเล่าให้ฟังว่า พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ร.5 ทรงมีพระราชดำริให้เลิกทาสแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยทาสจะเกษียณตอนอายุ 60 ปี และลดค่าตัว เด็กทาสลงพออายุ 20 ปี ก็จะเป็นอิสระ กระบวนการเลิกทาส เริ่มตั้งแต่ต้นจบจะใช้เวลาทั้งหมด 31 ปี ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์ ทำให้การเลิกทาสของเราไม่ต้องเสียเลือดเนื้อ

จากนั้น ทั้งคู่คุยเรื่องสัพเพเหระกันต่ออย่างมีความสุข มีเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น เกิดหมอกควันออกมาจากกระจกเงา ถึงเวลาต้องร่ำลากันอีกแล้ว ครั้งนี้หลวงอัครเทพรู้สึกอาลัยอาวรณ์ยิ่งนักถึงขนาดจับมือมณีจันทร์ไว้ ขอร้องไม่ไปได้ไหม มณีจันทร์ตอบไม่ได้ ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไม่ไปได้ไหม

“อย่าไปเลย อย่าไปเลยแม่มณี” น้ำเสียงเว้าวอนของหลวงอัครเทพทำให้มณีจันทร์ชะงัก

ทันใดนั้น คุณหญิงแสร์เปิดประตูห้องเข้ามาเห็นลูกชายกำลังจับมือหญิงสาวคนหนึ่งอยู่หน้ากระจกเงาต่างฝ่ายต่างตกตะลึง มณีจันทร์ได้สติ ย่อตัวลงไหว้แม่ของหลวงอัครเทพอย่างอ่อนช้อย ท่านถึงกับเข่าอ่อนเป็นลม หลวงอัครเทพปราดเข้าไปรับแม่ไว้ได้ทัน มณีจันทร์มองหลวงอัครเทพก่อนจะหายไปในกลุ่มควัน

หลวงอัครเทพอุ้มแม่ซึ่งหมดสติออกมารับอากาศที่ลานกว้างกลางเรือน อิ่มรู้งานรีบวิ่งเอายาหอม หลวงอัครเทพสั่งให้ม้วนมานวดตัวแม่ ม้วนปากไม่อยู่สุขถามหลวงอัครเทพเกิดอะไรขึ้น พอม้วนกับขาบรู้ว่าคุณหญิงแสร์เป็นลมเพราะเข้าไปในห้องคุณหลวง พากันหวาดกลัวร้องเอะอะคิดว่าท่านเป็นลมเพราะเห็นผี

อิ่มยกถ้วยยาหอมเข้ามาได้ยินคำว่า “ผี” มือไม้อ่อนทำถ้วยยาหอมหล่นแตก หลวงอัครเทพสั่งขาบไปชงยาหอมมาให้ใหม่ ขาบกลัวผีมากจนก้าวขาไม่ออก หลวงอัครเทพรำคาญสั่งม้วนไปหยิบหวายมาให้

“หวายมันช้าเจ้าค่ะ...ม้วนจัดการเอง” ม้วนว่าแล้วถีบขาบโครมเดียว กลิ้งหลุนๆเป็นลูกขนุน ขาบลุกขึ้นได้ชี้หน้าม้วนเป็นทำนองฝากไว้ก่อน แล้ววิ่งปรู๊ดไปยังเรือนครัว

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน มณีจันทร์ทรุดตัวลงนั่งที่เตียงในห้องตัวเอง ยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่หาย

“นั่นคงเป็นแม่ของคุณหลวง คนที่พบเราเป็นคนที่สอง ป่านนี้ท่านจะตกใจสักแค่ไหน แล้วกระจกจะให้เราเดินทางได้อีกไหม...เฮ่อ” มณีจันทร์ถอนใจเฮือก เหนื่อยใจ...

พวกบ่าวไพร่พากันจับกลุ่มคุยกันถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคุณหญิงแสร์ด้วยสีหน้าวิตกกังวล อิ่มเป็นห่วงเจ้านายจะเป็นอะไรมากหรือเปล่าก็ไม่รู้ ขาบถึงกับน้ำตาซึม ทุกคนกำลังจะเป็นบ้าตายเพราะนังผีตัวนั้น ซ้ำมันยังจะมาเอาคุณหญิงแสร์ที่รักและเคารพของพวกเราไปอีก เขาทนไม่ได้อีกต่อไป ปลุกระดมให้พวกบ่าวสู้กับผีตัวนั้นให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย แล้วคว้าท่อนไม้ใกล้มือ ลุกขึ้นประกาศอย่างฮึกเหิม

“บุกห้องคุณหลวง สู้กับผี ล้างแค้นให้คุณหญิง...เย้” ขาบว่าแล้ววิ่งนำ แต่บ่าวที่เหลือกลับยืนนิ่ง ปล่อยขาบไปสู้กับผีคนเดียว กว่าขาบจะรู้ตัวว่าฉายเดี่ยวก็มายืนอยู่กลางห้องหลวงอัครเทพที่ว่างเปล่า พลันมีแมวดำตัวหนึ่งกระโจนจากหน้าต่างห้องเข้ามา ขาบตกใจแทบสิ้นสติ...



ผ่านไปพักใหญ่กว่าคุณหญิงแสร์จะรู้สึกตัว หลวงอัครเทพรีบเข้ามาช่วยประคองให้แม่ลุกขึ้นนั่ง คุณหญิงแสร์ถามลูกว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร หลวงอัครเทพหนีไม่ออก จำต้องเล่าเรื่องมณีจันทร์ให้ฟัง คุณหญิงแสร์ทั้งตกใจและประหลาดใจปนกันเมื่อรู้ว่ามณีจันทร์มาจากอนาคต ข้ามเวลามาทางกระจกเงา หลวงอัครเทพรับรองเธอไม่ใช่ผีเขาเคยถูกตัวเธอแล้ว คุณหญิงแสร์ถามเสียงเข้มเคยถูกเนื้อต้องตัวกันด้วยหรือ

“เอ่อ...เพื่อทดสอบแค่นั้นขอรับ แม่มณีตั้งใจช่วยบ้านเมือง ทุกครั้งที่มาเธอจะช่วยกระผมแปลเอกสาร”

“ทุกครั้งที่มา...มาหลายครั้งแล้วรึ” คุณหญิงแสร์ซักถามไม่หยุดจนหลวงอัครเทพอึดอัดใจ...

ขาบไม่ยอมแพ้ผีสาวง่ายๆ นิมนต์หลวงพ่อมาช่วยทำพิธีไล่ผี อิ่มอ้างคุณหญิงแสร์ต้องการให้หลวงพ่อสวดมนต์แผ่เมตตา ส่วนจะรดน้ำมนต์ไล่ผีหรือเสกควายธนูไปสู้ก็แล้วแต่ท่าน หลวงพ่อเห็นว่าเป็นคำขอร้องจากคุณหญิงแสร์จำใจเข้าไปทำพิธีในห้องหลวงอัครเทพให้ หลังเสร็จพิธีแล้ว ม้วน ขาบกับอิ่ม นิมนต์ท่านกลับวัดโชคร้ายเจอคุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพเดินสวนมาพอดี หลวงพ่อรีบบอกคุณหญิงแสร์

“สวดมนต์ พรมน้ำมนต์ให้ทั้งห้องแล้ว หน้าที่ปราบผีไม่ใช่กิจของสงฆ์ แต่ในเมื่ออาตมามาถึงแล้ว แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลพอได้ แต่เสกควายธนูอะไรนั่น ทำไม่ได้ คุณหญิงเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว ทำตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดีส่งเสริมพระพุทธศาสนาในทางที่ถูกต้อง หวังว่าจะไม่มีเรื่องแบบนี้อีกนะ” หลวงพ่อเทศน์สั่งสอนจบก็กลับวัด คุณหญิงแสร์โกรธมองพวกบ่าวอย่างเอาเรื่อง

“ฝีมือพวกเอ็งใช่ไหม...ไปตามบ่าวทุกคนมาพบข้า”

ไม่นานนัก บ่าวทุกคนมานั่งอยู่ต่อหน้าคุณหญิงแสร์ซึ่งถือหวายอยู่ในมือ ขาบยกมือไหว้ปลกๆ แก้ตัวที่ทำไปทั้งหมดเพราะหวังดีและเป็นห่วงเจ้านายทั้งสองท่าน เห็นหลวงพ่อพายเรือมาบ้านข้างๆ เลยนิมนต์มา

“หลวงพ่อท่านรดน้ำมนต์ห้องนั้นให้เรียบร้อย ป่านนี้ผีกระเจิดกระเจิงไปแล้ว เห็นไหมเจ้าคะ คุณหญิงลุกนั่งปร๋อเทียว ต้องให้รางวัลบ่าวไม่ใช่เฆี่ยนบ่าวนะเจ้าคะ” ม้วนช่วยขาบแก้ตัวอีกแรง

“ข้าบอกพวกเอ็งงั้นรึว่าข้าเห็นผี...ข้าขอยืนยันว่าบ้านนี้ไม่มีผี วันนี้พวกเอ็งแอบอ้างชื่อข้ากระทำการให้ข้าเสื่อมเสีย หากไม่โดนกำราบเสียบ้าง เห็นทีจะเหลิงไปกันใหญ่...หันประจัน หน้ากัน คู่ใครคู่มัน ยื่นมือขวา ยื่นมือซ้าย บีบคอคนที่อยู่ตรงหน้า บีบให้แรงขึ้นๆ คู่ของใครหน้าไม่เปลี่ยนเป็นสีเขียวคนที่บีบโดนหวาย”

พวกบ่าวทำตามสั่งบีบคอกันจนหน้าเขียวจะกลายเป็นม่วง หลวงอัครเทพเห็นท่าไม่ดีขอร้องให้แม่หยุด

“เอ้าหยุด...คราวนี้เข็ดหรือยัง ที่ข้าเป็นลมเพราะข้าเดินมากเกินไป ข้าไม่ได้เป็นลมเพราะเห็นผี พวกเอ็งคิดตีความเองเช่นนี้มันไม่ถูก เข้าใจกันหรือยัง...หา” คุณหญิงแสร์ยิ้มพอใจที่เห็นพวกบ่าวรับคำ

ooooooo

เช้าวันถัดมา ตรองกับกุลวรางค์แวะมาหามณีจันทร์ที่บ้านพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ทั้งสองคนยังมึนตึงต่อกันตั้งแต่วันที่ต่างฝ่ายต่างบอกเลิกคบ แต่ทั้งกุลวรางค์และตรองกลับช่วยกันต่อว่ามณีจันทร์ราวกับนัดแนะ มาก่อน ที่หนีงานแสดงคอนเสิร์ตการกุศลมากลางคันเพื่อกลับบ้าน

“เธอสองคนจะมาคุยเรื่องนี้เหมือนกันหรือ” มณีจันทร์แกล้งถาม

“เปล่า” ทั้งตรองและกุลวรางค์ตอบเป็นเสียงเดียวกัน

“เอ๊ะ...ยังไง นี่ทะเลาะกันมาหรือเปล่า”

“เปล่า” ทั้งคู่ตอบพร้อมกันอีก

“คำว่าทะเลาะใช้กับคนที่เป็นเพื่อนกัน แต่สำหรับคนที่ไม่ใช่เพื่อนไม่ได้แยแสกันจะทะเลาะกันไปทำไม ฮึ...ยิ่งคิดยิ่งแค้น วันนี้แกคุยกับเขาไปแล้วกัน ฉันจะกลับ” กุลวรางค์พูดจบเดินออกไปดื้อๆ ยังไม่ทันจะถึงรถ นึกขึ้นได้ตนเองไม่ได้ทำอะไรผิดจะต้องกลับทำไม เลยเดินกลับมาชี้หน้าตรอง เขาต่างหากที่ควรจะไปไม่ใช่เธอ

ตรองเคืองถ้าไม่อยากให้อยู่เขาก็ไม่อยู่ ผลุนผลันออกไปยังไม่ทันถึงหน้าบ้าน นึกถึงคำพูดของมณีจันทร์ที่บอกให้เขาเป็นตัวของตัวเอง ในเมื่อตัวตนของเขาไม่ต้องการยอมแพ้กุลวรางค์ แล้วเขาจะกลับทำไม คิดได้ดังนั้น ตรองกลับมานั่งตามเดิม บอกกุลวรางค์ถ้าไม่อยากหายใจร่วมกับเขา เธอต้องเป็นฝ่ายไป เพราะเขามีเรื่องต้องคุยกับมณีจันทร์ ทั้งคู่โต้เถียงกันไปมาไม่มีใครยอมใคร ซ้ำพยายามยื้อแย่งมณีจันทร์ไปเป็นพวกของตน โดยดึงแขนเธอไว้คนละข้างบังคับให้เธอเลือกมาจะอยู่ข้างไหน มณีจันทร์ทนไม่ไหวสั่งให้พอได้แล้ว

“แกสองคนเป็นเพื่อนฉัน ฉันรักแกสองคนมาก แกสองคนมาทะเลาะกันอย่างนี้คนกลางอย่างฉันก็ลำบากสิ มานี่เลย มานี่ เข้าไปในนี้เลยนี่” มณีจันทร์ว่าแล้วลากตรองกับกุลวรางค์ยัดห้องน้ำปิดประตูล็อกด้านนอก ไม่สนใจเสียงโวยวายของเพื่อน เธอบอกอีกว่า “ฉันไม่รู้นายสองคนทะเลาะเรื่องอะไรกัน แต่ฉันอยากให้เคลียร์กันให้หมดเปลือก ก่อนที่จะมาคุยกับฉัน เพราะฉะนั้น แกสองคนต้องอยู่ในนี้จนกว่าเวลาอาหารเย็น”

กุลวรางค์ไม่พอใจอาละวาดปาข้าวของในห้องน้ำแตกกระจาย ตรองทนไม่ไหวสั่งให้หยุดบ้าได้แล้ว กุลวรางค์ ไม่หยุด ถ้าเธอโมโหขึ้นมาใครก็ห้ามไม่ได้แม้แต่พ่อแม่ นับประสาอะไรกับ ดร.สติเฟื่องอย่างเขา

“ใช่ คนอย่างผมคงห้ามอะไรคุณไม่ได้หรอก ว่าแล้วไม่ห้ามดีกว่าหาอย่างอื่นทำก็ได้” ตรองพูดจบเดินไปที่โถปัสสาวะ รูดซิปกางเกงลงทำท่าจะปัสสาวะต่อหน้า กุลวรางค์กรีดร้องลั่น ไม่รู้จะหนีไปไหน ได้แต่เอามือปิดตาเต้นเร่าๆ มณีจันทร์ แปลกใจที่เสียงพังข้าวของในห้องน้ำเงียบไปแล้ว มีแต่เสียงร้องกรี๊ดๆของกุลวรางค์แทน แสดงว่าตรองหยุดความบ้าของกุลวรางค์ได้ มณีจันทร์ยิ้มพอใจ...

ถึงเวลาอาหารเย็น มณีจันทร์ กุลวรางค์กับตรองยังไม่ทันลงมือกินข้าว ตรองนึกขึ้นได้ ขอคุยเรื่องสำคัญกับมณีจันทร์ก่อน เขากับกุลวรางค์กำลังสงสัย เพื่อนอาจจะป่วยทางจิต มณีจันทร์นิ่วหน้า

“ติดบ้าน หมกมุ่นประวัติศาสตร์ ถึงขนาดทิ้งคนตั้งร้อยคนกลางงานแสดง คนที่เริ่มแยกแยะไม่ออกว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ นี่แหละ คือคนเป็นโรคจิตซึมเศร้ารู้ตัวไหม” กุลวรางค์ขยายความ

“อยากไปหาหมอไหมเมณี่ เมณี่เป็นคนสมัยใหม่รู้ใช่ไหม การไปปรึกษาจิตแพทย์น่ะเป็นเรื่องธรรมดา”

มณีจันทร์ยืนยันตนเองไม่ได้เป็นอะไร ไม่จำเป็นต้องไปหาหมอ กุลวรางค์ไม่ว่าถ้ามณีจันทร์จะไม่ไปหาหมอ แต่ต้องรับปากจะออกไปเที่ยวกับเธอไม่หมกตัวอยู่แต่ในบ้าน และให้เธอย้ายมาอยู่ที่นี่ด้วย ตรองอาสาจะมาอยู่เป็นเพื่อนมณีจันทร์เช่นกัน กุลวรางค์โวยวายใส่ตรองทันทีว่าใครชวน ตรองยิ้มยั่ว

“อยู่ร่วมห้องน้ำยังอยู่ร่วมได้ อยู่ร่วมบ้านทำไมจะไม่ได้... ขอเวลาเคลียร์งานสองสามวันแล้วมาวันไหน จะโทร.บอก” ตรองพูดจบลุกขึ้นออกไปทันที  กุลวรางค์ไม่พอใจตรอง สะบัดหน้าเดินกระแทกออกไปเช่นกัน มณีจันทร์บ่นอุบข้าวก็ไม่กินหนีกลับกันหมด แถมไม่มีใครถามเธอสักคำว่าเต็มใจให้มาอยู่ด้วยหรือเปล่า

“คุณหลวงขา ทางฝั่งฉันแย่แล้ว ทางฝั่งคุณหลวงจะเป็นยังไงบ้างคะ...เฮ้อ”

ooooooo

ทางฝั่งหลวงอัครเทพก็วุ่นวายไม่แพ้กัน อิ่มและม้วนแตกคอกัน อิ่มอยากกำจัดผีในห้องหลวงอัครเทพโดยใช้ตะปูปลุกเสกตอกเสาตกน้ำมันที่ผีสิงสู่ ม้วนกลับไม่คิดว่าร่างนั้นเป็นผีแต่เป็นนางฟ้า จึงอยากจะเอาน้ำอบไปทาเสาตกน้ำมันเพื่อเก็บไว้บูชา ทั้งคู่โต้เถียงกันอยู่หน้าห้องหลวงอัครเทพ แย่งชิงจะเข้าไปทำพิธีตามความเชื่อของตน คุณหญิงแสร์เพิ่งกลับเข้ามากับขาบเห็นอิ่มกับม้วนกำลังตบตีกัน ปราดเข้าไปเอาเรื่องทันที

“กินข้าวหม้อเดียวกัน ทะเลาะกันอยู่ได้ทุกวัน บอกมานะ มาตบตีกันด้วยเรื่องใด”

พอคุณหญิงแสร์รู้เรื่องนี้จากอิ่มและม้วน ไม่พอใจมาก ริบอุปกรณ์ทำพิธีของทั้งคู่ไว้ แล้วสั่งขาบไปหยิบหวายมาให้ จัดการเฆี่ยนอิ่มกับม้วนไม่ยั้ง  โทษฐานอุตริทำตัวเป็นหมอผีในบ้านของเธอ

“อย่าให้รู้นะว่าบ่าวคนไหนอุตริทำพิเรนทร์เยี่ยงนี้อีก จะให้บอกกี่ร้อยกี่พันหน เรือนคุณหญิงแสร์ไม่มีผี ไม่มีผีได้ยินไหม” คุณหญิงแสร์ประกาศลั่น พวกบ่าวกลัวหัวหดยิ่งกว่ากลัวผี...

ตกค่ำ หลังจากสั่งขาบจัดที่หลับที่นอนให้หลวงอัครเทพที่หอนกเรียบร้อย คุณหญิงแสร์ถือตะเกียงย่องเข้ามาในห้องนอนลูกชาย ส่องดูว่าเสาต้นไหนตกน้ำมัน แต่ไม่เห็นสักต้น ตัดสินใจเลือกเสาหนึ่งต้นใกล้กระจกเงา หยิบอุปกรณ์ของอิ่มขึ้นมาถือไว้ในมือ...

ระหว่างที่มณีจันทร์ในชุดกระโปรงสั้นแค่เข่ากำลังสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองอยู่หน้ากระจกเงาโบราณ เตรียมจะออกไปดูหนังรอบค่ำกับกุลวรางค์และตรอง กระจกเงาเกิดหมอกควันขึ้น

“เอ๊า...คุณหลวง ฉันนัดเพื่อนไว้ แล้วฉันจะทำยังไงดีล่ะคะ” มณีจันทร์ยืนลังเลคิดไม่ตก

ooooooo


มณีจันทร์ไม่อาจต้านพลังประตูทวิภพได้ ในที่สุด คุณหญิงแสร์ก็ได้เจอมณีจันทร์ ผู้หญิงซึ่งมาจากกระจกเงาอย่างที่คุณหลวงอัครเทพบอก หลังจากพูดคุยซักถามเบื้องต้น คุณหญิงแสร์มั่นใจมณีจันทร์ไม่ใช่ผีอย่างที่พวกบ่าวหวาดกลัว การแต่งตัวที่ดูแปลกตาของหญิงสาวจากกระจกทำให้คุณหญิงแสร์เข้าใจผิดว่าเธอมาจากเมืองลับแล มณีจันทร์ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย...

ในเวลาเดียวกัน ที่บ้านมโนวรรณ กุลวรางค์หน้าหงิกที่เห็นตรองหิ้วกระเป๋าใส่เสื้อผ้าจะมาค้างที่นี่เช่นเดียวกับเธอ และยิ่งไม่พอใจหนักที่มณีจันทร์ชวนเขาไปดูหนังด้วย ก่อนที่กุลวรางค์จะวีนใส่ตรอง

นุ่มออกมาต้อนรับเสียก่อน “มากันแล้ว...จะกลับมาค้างที่นี่เลยใช่ไหมคะ...นังดาว ยกกระเป๋าคุณๆไปเก็บไว้ที่ห้อง...นุ่มจัดห้องรับรองแขกไว้ให้แล้ว...รอที่ห้องรับแขกก่อนนะคะ เดี๋ยวนุ่มจะไปตามคุณหนูให้”

ครู่ต่อมา นุ่มเคาะประตูห้องบอกมณีจันทร์ว่ากุลวรางค์มารับแล้ว แต่เธอไม่ขานตอบ...

ฝ่ายคุณหญิงแสร์ซักถามมณีจันทร์เป็นการใหญ่ รู้ได้อย่างไรว่าในอนาคตหลวงอัครเทพจะได้เป็นท่านเจ้าคุณ  มณีจันทร์ออกตัว เธอไม่ใช่หมอดู แต่ที่รู้เรื่องนี้เพราะเห็นจากพงศาวดาร

“แล้วทำไมหล่อนรู้จักพ่อเทพในพงศาวดาร”

“เอ่อ...เพราะในยุคอิฉัน ท่านเป็นคนในพงศาวดารหมดแล้ว อิฉันเกิดหลังท่านร้อยกว่าปี”

คุณหญิงแสร์ตกใจ จับเนื้อตัวของตัวเองเพื่อให้มั่นใจก่อนจะร้องถาม “ฉันยังหายใจใช่ไหม”

“เจ้าค่ะ เหมือนท่านส่องกระจก ท่านบอกได้ไหมคะว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง เราคิดว่าตัวเราจริง หากเงาในกระจกอาจจะจริงก็ได้ ถ้าท่านเชื่อว่าเมืองลับแลมีจริง เราจะพูดได้อย่างไรว่า เมืองลับแลกับภพที่ท่านอยู่อะไรจริงกว่ากัน หรือมีจริงทั้งคู่ หากมีภพแห่งอนาคตและภพแห่งอดีตเหลื่อมซ้อนกัน”

คุณหญิงแสร์ไม่ค่อยเข้าใจที่มณีจันทร์พูดนักแต่ไม่ได้ซักถามอะไร...

กุลวรางค์กับตรองไม่เห็นมณีจันทร์ลงมาสักที ขึ้นไปช่วยนุ่มเคาะประตูห้องเรียกเพื่อนอยู่นานสองนานแต่เธอไม่เปิดรับ นุ่มตัดสินใจใช้กุญแจสำรองไขห้องเข้าไป ไม่เจอมณีจันทร์ พบแต่รองเท้าส้นสูงหนึ่งข้างตกอยู่หน้ากระจกเงาโบราณ

กุลวรางค์ไม่สบายใจมากที่เพื่อนหายตัวไปไม่บอกกล่าว สั่งทุกคนช่วยกันค้นหา...

มณีจันทร์เล่าเรื่องการข้ามภพให้คุณหญิงแสร์ฟังคร่าวๆว่า เธอไม่สามารถกำหนดเวลาไปหรือกลับได้ ขึ้นอยู่กับสัญญาณเรียกซึ่งมีเพียงเธอที่ได้ยิน คุณหญิงแสร์อยากให้ย้ายกระจกเงาไปที่ห้องนอนของตน มณีจันทร์ไม่แน่ใจทำได้ไหม ระยะห่างระหว่างกระจกเงาของเธอกับของที่นี่ไม่รู้มีอะไรสัมพันธ์กันหรือเปล่า

ถ้าระยะห่างเปลี่ยนไป เธออาจมาพบคุณหญิงแสร์ไม่ได้อีก มณีจันทร์เจ้าเล่ห์ ทำทีว่าไม่ได้อยากมาพบหลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์จะได้ไม่ระแวงเกินไป

“พ่อเทพเขาอาจไม่ชอบ แต่การที่ผู้หญิงยิงเรือจะมาอยู่ในห้องผู้ชายมันไม่เหมาะ ฉันเลยจะจัดห้องให้พ่อเทพใหม่” คุณหญิงแสร์พูดลองใจมณีจันทร์ พอเห็นเธอทำท่าไม่สนใจ คลายความระแวงสงสัย...

ที่หอนก หลวงอัครเทพนอนไม่หลับ ห่วงมณีจันทร์มาแล้วไม่เจอกัน ทนอยู่เฉยต่อไปไม่ไหว เดินหงุดหงิดกลับไปห้องตัวเอง ขาบนอนเฝ้าหน้าห้องพลอยตื่นไปด้วย รีบวิ่งตาม...

ม้วนถูกสั่งให้มานอนเฝ้าหน้าห้องคุณหลวง คืนนี้คุณหญิงแสร์จะมานอนที่นี่ เธอวางหมอนหน้าประตูห้องยังไม่ทันจะล้มตัวลงนอน เห็นหลวงอัครเทพเดินหน้าคว่ำนำหน้าขาบตรงมาทางนี้ ม้วนรีบเก็บหมอนหลบ...

คุณหญิงแสร์ได้ยินเสียงกุกกักหน้าห้อง ตะโกนถามว่าม้วนใช่ไหม

“กระผมขอรับคุณแม่ เห็นแสงไฟลอดออกมา ทำไมยังไม่นอน”

“อ้อ...พ่อเทพ...คนอื่นไม่ต้องเข้ามา ให้พ่อเทพเข้ามาคนเดียว”

หลวงอัครเทพปิดประตูลั่นดาลทันทีที่เข้าห้อง มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพก็ยิ้มหน้าบานดีใจ แต่เขากลับเมินไม่มอง เพราะรู้ดีแม่จะไม่ชอบใจ มณีจันทร์หุบยิ้ม หน้าจ๋อย ขณะสองแม่ลูกกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะหาทางออกอย่างไรกับเรื่องของมณีจันทร์ มีเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น ถึงเวลาที่มณีจันทร์ต้องกลับ

คุณหลวงหนุ่มถึงกับอารมณ์เสียยังไม่ทันได้คุยอะไรกับมณีจันทร์ให้หายคิดถึง ปราดเข้าไปดึงมือเธอไว้ไม่ให้ไป คุณหญิงแสร์มองสงสัย ทำไมลูกสนิทสนมกับมณีจันทร์นัก หมอกควันปกคลุมตัวมณีจันทร์และหลวงอัครเทพ แต่เขาไม่ยอมปล่อยมือ หมอกควันพาร่างมณีจันทร์หายไปในกระจกเงาขณะที่มีพลังบางอย่างกระแทกร่างหลวงอัครเทพกระเด็นออกมา คุณหญิงแสร์ตกใจปราดเข้าไปดูลูกชาย เห็นปลอดภัยก็โล่งใจ...

ฝ่ายมณีจันทร์มาปรากฏตัวที่ห้องตนเอง มองไปยังกระจกเงาเห็นภาพหลวงอัครเทพมองมาที่เธอด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ ก่อนภาพทั้งหมดจะจางหายไป กลายเป็นภาพสะท้อนของเธอเองตามปกติ มณีจันทร์ตระหนักแล้วว่า ประตูทวิภพเปิดให้เฉพาะเธอเท่านั้น

ooooooo

กุลวรางค์ ตรอง นุ่ม และดาวค้นหามณีจันทร์จนเหนื่อย พากันมานั่งพักที่ห้องรับแขก กุลวรางค์บ่นอุบ หาทุกซอกทุกมุมแล้วทำไมไม่เจอ ตรองแนะให้แจ้งตำรวจ

“แจ้งตำรวจข้อหาหลับลึกเลยไม่ได้ยินเสียงเรียกงั้นหรือ”

ทุกคนหันมองตามเสียง เห็นมณีจันทร์ยืนยิ้มแฉ่ง

กุลวรางค์กับตรองปรี่เข้าไปถามด้วยความเป็นห่วงว่าหายไปไหนมา มณีจันทร์โกหกว่าอยู่ในบ้านไม่ได้ไปไหน กุลวรางค์โวยลั่นว่าไม่จริง พวกเราหาทั่วทุกห้องแล้วไม่เจอ นุ่มเสียงอ่อยยอมรับว่ายังหาไม่ครบทุกห้อง ขาดไปหนึ่งห้อง มณีจันทร์เพิ่งนึกออกว่าห้องไหน

“ห้องพระ...เป็นห้องที่ปิดล็อกไม่เคยเปิด เพราะข้างในมีแต่ของเก่าแก่ แต่วันนี้ฉันเปิด พยายามจะเข้าไปสวดมนต์ แล้วมันหลับไง เอาเถอะ ฉันก็อยู่นี่แล้ว จะไปดูหนังได้หรือยัง”

แผนจะไปดูหนังของมณีจันทร์กับเพื่อนๆเป็นอันต้องพับไป เพราะไรวัตขับรถมาจอดหน้าบ้านมโนวรรณในสภาพเมาปลิ้น ตรองเข้าไปช่วยพยุงออกจากรถ เขากลับหาเรื่องจะชกต่อย ตรองหมั่นไส้เลยปล่อยมือ ไรวัตล้มหัวโขกพื้น กุลวรางค์กับมณีจันทร์ตกใจรีบเข้าไปช่วยกันประคองจะพาเข้าข้างใน

ตรองเกรงใจสาวๆอาสาจัดการให้เอง ไรวัตยังไม่สิ้นฤทธิ์ดิ้นไปมา ตรองคว้าก้อนหินใกล้ๆทุบหัวเปรี้ยง ได้ผลไรวัตสลบเหมือด

ตรองกึ่งพยุงกึ่งลากไรวัตมานอนที่โซฟาในห้องรับแขก ไรวัตคร่ำครวญหามณีจันทร์น้ำหูน้ำตาร่วงทั้งที่ไม่ได้สติ สองสาวอดสงสารไม่ได้ ตรองเห็นสองสาวเริ่มใจอ่อน เบ้หน้าเดินหนี กุลวรางค์พูดเสียงเศร้าว่า

“ตั้งแต่แกหนีลงจากเวทีคราวนั้น พ่อของเขาสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้เขามาหาเธอ ตั้งแต่นั้น นายนี่ก็เมาหัวราน้ำทุกวัน งานการไม่ทำวันๆมีเรื่องชกต่อย ขับรถเฉี่ยวชนจนถูกสั่งพักงานสองอาทิตย์”

มณีจันทร์รู้สึกเสียใจ ที่เป็นต้นเหตุทำให้ไรวัตเป็น

แบบนี้ จังหวะนั้น ตรองหยิบขวดยาปรี่เข้าหาไรวัต กุลีกุจอจะกรอกยาใส่ปากให้อ้างกินแล้วจะได้หายเมา แต่กุลวรางค์แย่งมาอ่านฉลากเสียก่อน พอเห็นเป็นยาถ่าย ลากคอเสื้อตรองตรงไปยังห้องนอนรับรองแขกที่เตรียมไว้ให้เขา ผลักตรองเข้าไป แล้วเปิดฉากด่าๆๆ ตรองโต้ไม่ยอมแพ้ แถมคุยถึงเรื่องความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงผู้ชายราวกับเป็นกูรูด้านนี้

“เฮอะ...วันนี้ ดร.วิทยาศาสตร์เกิดจะเก่งเรื่องผู้ชายผู้หญิงขึ้นมา เชื่อได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” กุลวรางค์หยาม

“ผมยังเก่งอีกหลายเรื่องอยากลองไหมล่ะ” ตรองว่าแล้วเดินรุกไล่กุลวรางค์ไปชิดข้างฝา ยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนเธอต้องเอนตัวหลบ เขากระซิบเบา “ผมไม่ได้โง่ ไม่ได้เพี้ยนอย่างที่คุณคิด เปิดใจกว้างๆเรียนรู้โลกใบอื่นผู้ชายคนอื่นที่ไม่เหมือนคุณดูบ้าง ไอ้ที่คิดว่าเก่งคิดว่ามั่น บางทีอาจจะพบว่าตัวเองเนี่ยก็แค่กบในกะลาครอบ”

กุลวรางค์ฉุนสั่งตรองไปห่างๆแต่เขากลับยืนนิ่ง เธอเลยโน้มคอเขาเข้ามาตีเข่า ตรองจุกทรุดฮวบ...

มณีจันทร์เช็ดเนื้อตัวหน้าตาให้ไรวัตเรียบร้อย วานดาวกับนุ่มประคองไรวัตที่เมาหลับไปที่ห้องนอนรับรองแขกอีกห้องหนึ่ง นุ่มรอจนดาวลับสายตา จึงหันไปบอกมณีจันทร์ว่าเมื่อครู่เธอไปเปิดห้องพระดู รู้ว่ามณีจันทร์ไม่ได้เข้าไป เพราะพื้นที่เปื้อนฝุ่นไม่มีรอยเท้าใครปรากฏ มณีจันทร์จนแต้ม ขอร้องนุ่มอย่าบอกเรื่องนี้กับกุลวรางค์เด็ดขาด เธอมีเหตุผลที่บอกใครไม่ได้ ขอให้นุ่มเชื่อใจกันสักครั้ง นุ่มพยักหน้ารับคำ...

ดึกคืนนั้น มณีจันทร์ฝันหวานเห็นหลวงอัครเทพข้ามประตูทวิภพมาหาที่ห้อง ขณะที่เขายื่นหน้าเข้ามาจูบปากเธอ มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น มณีจันทร์ตกใจตื่น มองไปรอบๆถึงได้รู้ว่าฝันไป มีเสียงกุลวรางค์ร้องเรียก
“เมณี่ๆตื่นเดี๋ยวนี้ ตื่นๆที่ห้องฉันแอร์เสียน่ะ ร้อนชะมัด นอนด้วยคนนะ”

มณีจันทร์เดินไปเปิดประตูห้อง กุลวรางค์โผขึ้นเตียง หัวยังไม่ทันถึงหมอนก็หลับกลางอากาศ กรนครอกๆ มณีจันทร์นอนคิดถึงความฝันบ้าบอเมื่อครู่แล้วอายหน้าแดง

ooooooo
ตอนที่ 6

คุณหญิงแสร์เห็นลูกชายนั่งกินข้าวเช้าท่าทางเหมือนนอนไม่เต็มอิ่ม คิดว่าหอนกคับแคบนอนไม่สบาย แนะให้เขากลับไปใช้ห้องเดิม แล้วย้ายกระจกเงาบานนั้นไปไว้ที่อื่นแทน หลวงอัครเทพส่งเสียงดังขึ้นมาทันที เขายินดีจะอยู่ที่หอนกตลอดไป ขอเพียงแม่อย่าเคลื่อนย้ายกระจกเงา อ่างล้างหน้าและเหยือกน้ำ

“ไม่ต้องเสียงดังก็ได้ แม่ได้ยินแล้ว”

หลวงอัครเทพรู้สึกตัว รีบขอโทษแม่ คุณหญิงแสร์ค้างคาใจท่าทีที่สนิทสนมของลูกชายกับมณีจันทร์ เลยลองหยั่งเชิงถามถึงประยงค์ วันนั้นเขาพูดอะไรกับเธอที่วัด หลวงอัครเทพแค่บอกว่า หากเธอไม่อยากออกเรือน เธอมีสิทธิ์ปฏิเสธได้ไม่ต้องเกรงใจเขา ผู้หญิงควรมีสิทธิ์เลือกคู่ชีวิตของตัวเองได้ คุณหญิงแสร์สงสัยที่เขาพูดเช่นนั้น เพราะห่วงประยงค์ หรือมีเหตุผลอย่างอื่น หลวงอัครเทพแก้ตัวเป็นพัลวัน

“กระผมยังไม่อยากออกเรือน ไม่อยากมาแต่ไหนแต่ไร ที่ไปวัดไม่ใช่ไปดูตัว แต่ต้องการไปบอกเรื่องนี้”

คุณหญิงแสร์กังวลใจ หลวงอัครเทพสนิทสนมกับมณีจันทร์จริงดังคาด ถึงได้บ่ายเบี่ยงเรื่องประยงค์...

กุลวรางค์ตื่นขึ้นแต่เช้าเห็นมณีจันทร์กำลังลองชุดผ้าไหมหลายสิบชุดอยู่หน้ากระจกเงา ถามไถ่ก็ได้ความว่า เมื่อคืนมณีจันทร์นอนไม่หลับ คาใจเรื่องสีเสื้อผ้าของคนสมัยก่อน เลยไปค้นหนังสือเกี่ยวกับเครื่องแต่งกายไทยมาดู แต่ไม่ได้ เรื่องอะไร กุลวรางค์มองมณีจันทร์ด้วยความเป็นห่วง...

ไรวัตลงมาเจอตรองนั่งยิ้มหน้าเป็นอยู่ที่โต๊ะกินข้าว ปราดเข้าไปเอาเรื่องที่เขาบังอาจมาค้างคืนที่บ้านมณีจันทร์ ตรองฮึดสู้แต่สู้ไม่ไหว โดนไรวัตรดันไปติดผนัง กุลวรางค์ลงมาเห็นพอดีรีบเข้าไปห้าม เตือนไรวัตขืนวู่วามแบบนี้ มณีจันทร์ ต้องไม่ชอบใจแน่ ไรวัตจำใจปล่อยตรอง กุลวรางค์ลากตรองออกไปอีกห้องหนึ่ง เล่าเรื่องมณีจันทร์หมกหมุ่นกับเรื่องอดีตขนาดหนักจนไม่หลับไม่นอนให้ฟัง ตรองไม่สบายใจ เพราะการนอนน้อยเป็นจุดเริ่มต้นของอาการป่วย เราสองคนต้องหาทางช่วยมณีจันทร์ ปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้ กุลวรางค์เห็นด้วย...

ด้านมณีจันทร์สวมซิ่นกับเสื้อผ้าลูกไม้ของแม่ แต่ชุดหลวมไป เธอคว้าเข็มขัดหนังหัวทองมาคาดเอว ดึงซิ่นที่ยาวปิดตาตุ่มให้สั้นขึ้นเป็นสามส่วน มณีจันทร์มองตัวเองในกระจกเงาพอใจ แล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ ระยะหลังเธอหายไปอีกภพหนึ่งครั้งละนานๆ เกรงใครต่อใครจะเป็นห่วง หยิบกระดาษโน้ตมาเขียนข้อความว่า

“ถึงทุกคน ถ้าเมณี่หายไปไม่ต้องห่วง ไป ตจว.จ้ะ” มณีจันทร์เอากระดาษโน้ตสอดไว้ในหนังสือ

จากนั้น เธอเดินลงมาข้างล่าง เจอไรวัตนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก เขาขอโทษเธอเรื่องเมื่อคืนสัญญาจะทำตัวดีขึ้น ขอร้องมณีจันทร์ให้โอกาสเขาแก้ตัวอีกครั้ง ต่อไปนี้เขาจะไม่ดื่มเหล้า จะไม่ทำให้ใครเดือดร้อนและจะกลับไปทำงาน มณีจันทร์ได้แต่มองอึ้ง ไม่รู้จะปฏิเสธเขาอย่างไร

ooooooo

ถึงเวลาเข้านอน คุณหญิงแสร์กับหลวงอัครเทพพามณีจันทร์มาส่งที่ห้อง ม้วนรีบเข้าไปจัดเตรียมที่นอนให้ คุณหญิงแสร์ ไม่ให้มณีจันทร์อาบน้ำ ไม่ให้เปิดหน้าต่าง เดี๋ยวลมโกรกจะไม่สบายมากขึ้น แล้วสั่งม้วนนอนเป็นเพื่อนมณีจันทร์ในห้อง ม้วนสะดุ้งโหยง หวาดกลัว คุณหญิงแสร์เอ็ดมีท้าวเวสสุวรรณเจ้าแห่งผีอยู่ในห้องแล้วไม่ต้องกลัว มณีจันทร์ไม่ใช่ผี ผีที่ไหนจะกินยากินข้าวได้ คุณหญิงแสร์ปล่อยให้มณีจันทร์ได้นอนพัก

หลวงอัครเทพขยับจะตามแม่ออกไป มณีจันทร์วิ่งปรู๊ดมากระซิบใกล้ๆว่า กู๊ดไนต์ เขาแกล้งไม่ได้ยินก่อนจะหยุด ตอบกลับไปว่ากู๊ดไนต์โดยไม่มองหน้า มณีจันทร์ยิ้มแฉ่งล้มตัวลงนอนอย่างมีความสุข...

ฝ่ายหลวงอัครเทพมาถึงหอนก ยืนมองพระจันทร์สีหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความรัก เขาหยิบไวโอลินขึ้นมาสีบอกความรู้สึกผ่านบทเพลงไปยังห้องของมณีจันทร์ เสียงเพลงรักอ่อนหวานทำให้มณีจันทร์ลุกจากเตียงย่องไปเปิดหน้าต่างฟังอย่างมีความสุข...

ตรองตั้งสติทำใจให้กล้า ก่อนจะยกมือถือขึ้นมาโทร.หากุลวรางค์ พอเธอรับสาย ตรองใส่ทันที

“คุณกุล พรุ่งนี้เราไปคุยกันเรื่องเมณี่นะ เจอกันแปดโมง คุยยาวหน่อยถึงสองทุ่ม ถ้าไม่ว่างก็มะรืนนี้ แต่เราต้องเจอกันให้ได้...แค่นี้นะ” ตรองวางสายไม่รอฟังคำตอบ

กุลวรางค์งงยังพูดไม่ทันรู้เรื่องดันวางสาย เลยโทร.กลับ ตรองสะดุ้งโหยง เห็นเบอร์หน้าจอเป็นของกุลวรางค์ ตั้งสติก่อนรับสาย ทำเป็นถามเสียงเข้มว่ามีอะไร กุลวรางค์ยังไม่รู้เลยว่านัดเจอกันที่ไหน ตรองนัดเจอที่คลองโคน สักครู่เขาจะส่งแผนที่ไปให้ทางมือถือ แล้วรีบวางสายไม่เปิดโอกาสให้กุลวรางค์ถามอะไร...

นุ่มแปลกใจมณีจันทร์นอนหลับตั้งแต่ตอนสาย ค่ำมืดป่านนี้ยังไม่ยอมลงมากินอะไร ชวนดาวขึ้นไปดูเหมือนเช่นเคย มณีจันทร์หายไปไม่อยู่ในห้อง นุ่มหยิบหนังสือบนโต๊ะขึ้นมาเปิดดู เจอกระดาษโน้ตของมณีจันทร์ที่เขียนบอกว่าไป ตจว. นุ่มกับดาวงง คุณหนูของพวกตนออกไปตอนไหน

ooooooo

มณีจันทร์ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่แจ้ง หลังจากอาบน้ำ แปรงฟันด้วยไม้ข่อยจิ้มเกลือสะตุผสมสารส้มสะตุ ม้วนจับมณีจันทร์นุ่งโจง ห่มผ้าแถบ แล้วปิดท้ายด้วย กระแจะจันทร์ลูบบริเวณหัวไหล่ มณีจันทร์เคยได้ กลิ่นนี้ในฝันมาก่อน สูดดมอย่างชื่นหัวใจ ม้วนมองผลงานตัวเองแล้วยิ้มพอใจ มณีจันทร์ในชุดไทยงามราวเทพธิดา แต่พอเธอเริ่มก้าวเดิน ดูยุกยิกหลุกหลิกไปหมด ม้วนอดถามไม่ได้ทำไมเดินอย่างนั้น

“แหะๆชุดชั้นในไม่มีสักชิ้น กลัวหลุดน่ะ...เดี๋ยวนะ เอาใหม่ เก๊กกุลสตรี หนึ่ง...สอง...สาม”

สิ้นเสียงนับ มณีจันทร์วางท่าสง่างาม แอบฝันเฟื่องว่าหลวงอัครเทพเห็นท่วงท่าเดินของเธอถึงกับชมว่างามสง่ากว่าประยงค์ มณีจันทร์มัวแต่เดินยิ้มไม่ทันได้ดูทาง ม้วนจะร้องบอกแต่ไม่ทัน เจ้านายสาวก้าวพลาดร่วงตกจากบันไดลงไปนอนแผ่อยู่ที่เชิงบันไดชั้นล่าง ม้วนพยายามจะไม่ขำ แต่อดไม่ได้....

ในเวลาเดียวกัน กุลวรางค์ขับรถมาถึงรีสอร์ตแห่งหนึ่งตามนัด เห็นตรองรออยู่ เธอบ่นอุบ ทำไมต้องถ่อมาถึงที่นี่ แค่มาคุยเรื่องมณีจันทร์ไม่ใช่หรือ จังหวะนั้น รถบัสขนนักศึกษากลุ่มใหญ่แล่นมาจอดใกล้ๆ ตรองพานักศึกษาชมรมรักษ์ธรรมชาติมาทัศนศึกษาที่นี่ เลยอยากให้กุลวรางค์ได้รู้จักชีวิตในมุมอื่นบ้าง แล้วลากเธอไปลงเรือหางยาวที่เตรียมไว้สำหรับชมป่าชายเลน กุลวรางค์ร้องเอะอะลั่น พยายามขืนตัว

“เฮ้ย...มาคุยแค่คุยเรื่องเพื่อน ไม่ได้มาทำอะไร นี่เดี๋ยวสิ...เดี๋ยว”

ตรองลากเธอลงเรือหางยาวพร้อมกับนักศึกษาจนได้ ธรรมชาติสวยงามและอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนนำพาสัตว์ต่างๆมารวมตัวกันบริเวณนั้นมากมาย กุลวรางค์ไม่ชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับป่าชายเลน เพราะรังเกียจโคลน กลัวเปื้อน แต่ก็สนอกสนใจมองโน่นมองนี่ไม่วางตา ตรองถามกุลวรางค์ เคยลงไปในโคลนไหม

“โหย...ในโคลนน่ะนะ ฉันต้องตายแน่ๆ พื้นเละๆแฉะๆมีงูมีหอยมีแมลงอะไรก็ไม่รู้ ไม่เอาหรอก”

“ดีแล้ว...จัดการเลยพวกเรา” สิ้นเสียงตรอง นักศึกษาชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยตรองอุ้มกุลวรางค์ไปวางบนกระดานสำหรับไถไปบนโคลนซึ่งเจ้าหน้าที่รีสอร์ตนำมารออยู่ก่อนแล้ว กุลวรางค์เอาแต่ปิดตาร้องกรี๊ดๆไปตลอดทางที่เจ้าหน้าที่รีสอร์ตถีบกระดานไปตามป่าชายเลน ขณะที่ตรองถีบกระดานโต้ลมอย่างมีความสุข...

หลวงอัครเทพยืนคุยกับคุณหญิงแสร์อยู่มุมหนึ่งบนเรือน เห็นมณีจันทร์ในชุดไทยสวยงามเดินเล่นแถวโถงกลางเรือน ชะงัก มองเธออย่างชื่นชม คุณหญิงแสร์มองตามสายตาลูกชาย รู้สึกชื่นชมมณีจันทร์เช่นกัน...

มณีจันทร์เห็นพวกบ่าวกำลังเก็บดอกปีบเพื่อใช้มวนยาสูบอยู่ในสวน ชวนม้วนลงมาช่วยเก็บ พวกนั้นกลับวิ่งหนีหายไปหมด มณีจันทร์งงทำไมต้องหนี พอรู้จากม้วนพวกบ่าวคิดว่าเธอเป็นผี มณีจันทร์นึกสนุก จะแสร้งเป็นผีหลอกพวกนั้นให้เข็ด วิ่งปรู๊ดออกไปทันที ม้วนหันมาไม่เห็นเจ้านายสาว รีบเดินตาม

มณีจันทร์เอาดินมาป้ายหน้าให้เป็นสีดำ แล้วโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ หลอกโขมบ่าวอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังเก็บดอกไม้ใส่กระจาดจะเอาไปทำกับข้าว โขมตกใจโยนกระจาดทิ้งวิ่งหนี ร้องลั่น

“ผีๆๆๆ...ช่วยด้วย”

มณีจันทร์หัวเราะชอบใจ วิ่งไปหลอกบ่าวคนอื่นต่อ

ทั้งขาบและบ่าวในเรือนโดนมณีจันทร์ทำผีหลอกวิ่งหนีกันป่าราบ ขณะมณีจันทร์วิ่งไล่อิ่มออกมาหน้าเรือนครัว ไม่ทันสังเกตเห็นหลวงอัครเทพยืนอยู่ คิดว่าเป็นพวกบ่าว หันไปแลบลิ้นปล้ินตาหลอก หลวงอัครเทพเอ็ดตะโร

“ตื่นขึ้นมาก็หาเรื่องเลยนะ”

มณีจันทร์เห็นหลวงอัครเทพยืนหน้าบึ้งตึงถึงกับหน้าเสีย คุณหลวงหนุ่มสั่งม้วนไปตามบ่าวในเรือนทั้งหมดมารวมตัวกันที่นี่ เขาจะเฆี่ยนผีให้พวกนั้นดู มณีจันทร์เข่าอ่อน งานเข้าเสียแล้ว

ครู่ต่อมา บ่าวทั้งหมดมานั่งอยู่ต่อหน้าหลวงอัครเทพ มณีจันทร์นั่งบนแคร่อีกตัวหนึ่งไม่ห่างนัก หลวงอัครเทพสั่งให้ม้วนอธิบายให้พวกบ่าวฟังว่ามณีจันทร์เป็นใคร ม้วนพยายามปั้นเรื่องให้ดูน่าเชื่อถือที่สุด

“คุณมณีเป็นหลานคุณท่านมาจากฝั่งขะโน้น เพิ่งมาเมื่อคืนคนทางฝั่งขะโน้นมาส่ง...คุณมณีไม่ใช่ผี ข้านอนเฝ้าคุณมณีทั้งคืน เนื้อตัวคุณท่านข้าก็จับมาแล้ว ท่านกิน อาบน้ำวิ่งกลางแดดก็ทำมาหมด ในห้องนั้นคุณหญิงก็เชิญท่านท้าวเวสสุวรรณเข้าไปแล้ว ถ้าเป็นผีคุณมณีจะอยู่ได้ยังไง”

เสียงม้วนน่าเชื่อถือจนพวกบ่าวคลายความกลัวลง มณีจันทร์ขอโทษทุกคนด้วย เธอแค่แกล้งสนุกๆไม่มีผีสางนางไม้ที่ไหนทั้งนั้น เมื่อทุกอย่างคลี่คลาย หลวงอัครเทพไล่บ่าวทุกคนกลับไปทำงานของตัวเอง มณีจันทร์มองหลวงอัครเทพกลัวๆ หาทางชิ่งหนี แต่เขารู้ทัน ฟาดหวายลงพื้นดังสนั่น มณีจันทร์สะดุ้งเฮือก

“ที่ไม่ได้เฆี่ยนไม่ใช่เพราะลืม แต่เพราะกลัวจะไม่งาม เพราะฉะนั้น...ยืนขึ้นแล้วหันไปทางโน้น”

มณีจันทร์หันหลังกอดอกเตรียมโดนหวาย หลวงอัครเทพเงื้อมือยังไม่ทันจะตี สาวจอมแก่นแกล้งร้องโอ๊ย ม้วนแอบมองห่างๆอดขำไม่ได้ หลวงอัครเทพเงื้อหวายขึ้นอีกครั้ง มณีจันทร์ร้องห้ามไว้ ก่อนเขาจะลงหวาย เธอมีอะไรจะบอก แล้วตะโกนสั่งให้ม้วนทำอย่างที่เธอสอนไว้

ม้วนไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองกำลังจะทำแปลว่าอะไรแต่ก็ทำตามสั่ง เธอยกแขนสองข้างโค้งเข้าหากันเหนือหัว ทำเป็นรูปหัวใจท่าเกาหลียอดฮิตของคนปัจจุบัน มณีจันทร์ทำหน้าละห้อยกระซิบบอกหลวงอัครเทพ
“ท่านี้แปลว่า ไอเลิฟยู...อย่าตีเลยนะ...นะๆ...เลิฟยู”

หลวงอัครเทพไม่ขำด้วย ตวัดหวายเข้าน่องมณีจันทร์ถึงกับร้องจ๊าก แล้วปรามเสียงเข้ม “จำไว้...โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ขืนซุกซนคราวหน้าจะไม่ไว้หน้า จะตีต่อหน้าบ่าวเลยคอยดู”

ooooooo
คุณหญิงแสร์เพิ่งกลับจากเอาแกงไปให้คุณพระข้างบ้าน ม้วนแอบเล่าเรื่องมณีจันทร์โดนหลวงอัครเทพลงหวาย เธอถึงกับหัวเราะขำในความแก่นกะโหลกของหญิงสาว ม้วนมองคุณหญิงแสร์แปลกใจ

“คุณหญิงก็หัวร่อรึเจ้าคะ...บ่าวนึกว่าคุณหญิงจะโกรธ คุณหลวงก็เถิดเหมือนไม่ได้โกรธจริง พอบ่าวทำท่าที่คุณมณีสอน คุณหลวงก็หน้าแดง ท่าทางคุณหลวงจะเมตตาคุณมณี คุณหญิงก็เช่นกัน...เอ...สนิทสนมกันมาแต่ปางไหนน้า...ทำไมอีม้วนไม่รู้”

คุณหญิงแสร์สั่งม้วนอย่าพูดมาก ส่วนเรื่องที่มณีจันทร์โดนหวายก็ห้ามไปเล่าให้ใครฟัง...

ทำกิจกรรมได้สักพัก ตรองชวนกุลวรางค์มากินข้าวที่กระท่อมกลางเลน เขาเตรียมข้าวปลาอาหารไว้มากมาย แต่กุลวรางค์ไม่มีอารมณ์จะกิน ดึงคอเสื้อตรองเข้ามาถาม ต้องการอะไรกันแน่ถึงหลอกให้เธอมาที่นี่ แทนที่ตรองจะบอกไปตรงๆว่าชอบกุลวรางค์อยากเป็นแฟนกับเธอ ไม่ได้ชอบมณีจันทร์

เขากลับยกเรื่องโลกของเขา โลกของเธอที่แตกต่างกันแล้วชวนเธอสร้างโลกใหม่ของเรา กุลวรางค์ยิ่งฟังยิ่งงง ทำไมต้องสร้างโลกของเรา เธอกับเขาแค่ตั้งใจช่วยมณีจันทร์ เท่านั้นเอง...

มณีจันทร์ไม่เห็นคุณหญิงแสร์มาร่วมวงกินข้าวกับเธอและหลวงอัครเทพก็ถามหา

“คุณแม่ท่านตั้งสำรับเช้าเพราะฉันต้องไปทำงาน ท่านจะรับประทานตอนสาย” หลวงอัครเทพพูดจบ เอามือจุ่มน้ำในอ่างแก้วลอยดอกกุหลาบ แล้วใช้นิ้วสี่นิ้วจับข้าวเข้าปาก

มณีจันทร์เพิ่งเห็นวิธีกินข้าวแบบไทยๆชัดเจนวันนี้เอง หลวงอัครเทพเห็นมณีจันทร์นั่งเฉย ถามไม่หิวหรือ มณีจันทร์ ไม่กินข้าวเช้า ขอแค่กาแฟแก้วเดียวพอ หลวงอัครเทพไม่มีกาแฟให้ แนะให้เธอลองกินฟักร้อนๆต่างซุป แล้วชี้ไปที่ฟักแกะสลักสวยงามบนจานรอง ซึ่งข้างในมีซุปใส

“เวลาจะกินเนื้อฟักใช้ช้อนตักข้างๆอย่างนี้” หลวงอัครเทพใช้ช้อนทำให้ดู พอยกช้อนมีฟักติดขึ้นมา

มณีจันทร์ยื่นหน้าเข้าไปจะให้ป้อน ม้วนมองตะลึง หลวง อัครเทพเห็นม้วนมอง เขินรีบวางช้อนขอตัวไปทำงาน ม้วนรีบยกอ่างน้ำอีกใบมาให้ล้างมือ

“ถ้ายังไม่กลับ ควรอยู่กับคุณแม่ ฉันจะไปทำงานแล้วจะรีบกลับ...คงยังอยู่”

มณีจันทร์ไม่รับปาก แต่จะพยายามอยู่รอ หลวงอัครเทพ ขึ้นรถลากพ้นหน้าเรือนไปอึดใจเดียว เสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น มณีจันทร์ลุกพรวดถามหาคุณหญิงแสร์ พอรู้ว่าดูพวกบ่าวอยู่ข้างล่าง สั่งม้วนช่วยไปเรียนท่านด้วย เธอต้องกลับแล้ว แล้วเร่งฝีเท้ามายืนหน้ากระจกเงา เหลือบเห็นพานวางอยู่ที่โต๊ะ

ม้วนรีบรายงานก่อนมณีจันทร์จะอ้าปากถาม “ลูกจันเจ้าค่ะ อิฉันเก็บมาฝากคุณตั้งแต่เช้ามืด”

มณีจันทร์เดินไปหยิบลูกจันมาหนึ่งลูก ฝากม้วนบอกคุณหลวงด้วยว่าเธอจะรีบกลับมา ม้วนจะรอเธออยู่ในนี้ไม่ไปไหน หมอกควันลอยจากกระจกมาคลุมร่างมณีจันทร์ก่อนจะหายวับไป ม้วนถึงกับอึ้ง

ooooooo
ตอนที่ 7

ตรองหลอกล่อให้กุลวรางค์ร่วมทำกิจกรรมปลูกป่าชายเลนต่อ กุลวรางค์ไม่อยากย่ำโคลน ขอตัวกลับก่อน ตรองไม่ให้กลับอุ้มเธอลุยโคลนออกไปทันที ได้ระยะห่างจากชายฝั่งพอสมควรเขาปล่อยเธอลง ขอให้เธอลองเดินย่ำโคลน กุลวรางค์ทั้งกลัวทั้งขยะแขยงไม่กล้าขยับไปไหน ตรองจับมือเธอไว้แน่น

“ฟังนะ ผมจะจับมือคุณไว้ตลอดเวลา ถ้ามีอันตราย ผมจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ อยู่ตรงนี้ตลอดไป”

กุลวรางค์มองตาซึ้งๆคู่นั้นของตรองชักเอะใจ คิดอะไรกับตนหรือเปล่า แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตรองกับมณีจันทร์เป็นแฟนกัน เธอสะบัดมือออกแล้วผลักเขาสุดแรง ตรองเสียหลักคว้ากุลวรางค์ล้มลงไปด้วยกัน หน้าของทั้งคู่ใกล้ชิดกัน ตรองถึงกับเคลิ้ม ชมกุลวรางค์ผิวสวยมาก ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งสวย

หญิงสาวโกรธที่ตรองคิดจะจับปลาสองมือ กำโคลนละเลงตัวเขาเปรอะไปหมด แล้วเดินหนี ตรองตามติดขอร้องให้กลับมาคุยกันก่อน กุลวรางค์ไม่ยอมคุยด้วย ตรองคว้ามือเธอไว้ กุลวรางค์หันขวับ

“อย่ามาจับตัวฉัน วันนี้คุณจับตัวฉันบ่อยเกินไปแล้ว...ปล่อย จำไว้นะ ฉันกับคุณ เราก็แค่มีเพื่อนสนิทคนเดียวกัน นอกไปจากนี้เราไม่ได้มีอะไรต่อกันทั้งนั้น...ได้ยินไหม” กุลวรางค์เดินหนีปล่อยให้ตรองยืนอึ้งคนเดียว...

มณีจันทร์ข้ามภพมาทันเจอไรวัตพอดี เขาแปลกใจเห็นเธอนุ่งโจงห่มสไบแต่ไม่ถามอะไร เอาแต่คุยอวดว่ากลับไปทำงานแล้ว และตั้งใจจะเลิกเหล้าเพื่อเธอจริงๆ มณีจันทร์อยากให้เขาปรับปรุงตัวเพราะเขาเชื่อว่าทำแล้วชีวิตจะดีขึ้น ไม่ใช่ทำเพื่อให้เธอกลับไปคบเขา ไรวัตยังดึงดันขอให้มณีจันทร์กลับมาเป็นเหมือนเดิม

“ไรวัตคะ...เรื่องของเรา ฉันยังยืนยันเหมือนเดิม อย่ารอฉันเลย...ฉันขอตัวค่ะ ฉันต้องจัดกระเป๋าเดินทาง บางทีอาจจะต้องเดินทาง...นุ่ม...ถ้าฉันหายไปอีก นุ่มไม่ต้องห่วงนะ” มณีจันทร์พูดจบเดินขึ้นห้อง

“คุณคิดว่าผมทำไม่ได้ใช่ไหม คอยดูไปแล้วกัน ผมจะเป็นคนดีเพื่อคุณนะ เมณี่” ไรวัตตะโกนไล่หลัง...

มณีจันทร์จัดเสื้อผ้าที่ลักษณะคล้ายชุดไทยสมัย ร.5 ซึ่งเธอดูจากหนังสือเครื่องแต่งกายไทย ชุดชั้นใน เข็มกลัด หนังสือเรื่องไทยเสียดินแดน ร.ศ.112 ใส่กระเป๋าเดินทาง โดยไม่ลืมของฝากติดมือไปด้วย หลังจากได้ของครบตามต้องการ มณีจันทร์เอากระเป๋าเดินทางไปวางไว้ที่ข้างอ่างล้างหน้าโบราณตรงข้าม กระจกเงา...

หลวงอัครเทพแวะไปหา มร.จอห์นพ่อค้าชาวอังกฤษผู้กว้างขวางที่ห้างขายของของเขา เพื่อแจ้งให้ทราบว่าทางราชการได้ออกกฎใหม่ จะสุ่มตรวจจดหมายที่ส่งไปอังกฤษและฝรั่งเศส มร.จอห์นหงุดหงิดขึ้นมาทันที

“ระเบียบใหม่วุ่นวายอะไรอย่างนี้ จดหมายส่วนตัวแท้ๆ...คุณหลวงๆ...อยู่ไหน”

มร.จอห์นตะโกนเรียกหลวงเจนพาณิชย์ซึ่งเขาใช้เงินฟาดหัวจ้างให้มาเฝ้าห้างออก มาจัดการเรื่องนี้แทนเขา แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดไปหลังห้าง หลวงเจนพาณิชย์เชิญหลวงอัครเทพไปที่มุมรับแขก ติดสินบนเขาให้เอาหูไปนาเอาตาไปไร่สำหรับจดหมายที่มาจาก มร.จอห์นและห้างของเขา หลวงอัครเทพด่าไม่ไว้หน้า

“น้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อหน้าพระพักตร์ยังจำได้ไหม เกิดเป็นข้าของพระเจ้าอยู่หัว กินเงินเดือนหลวง หน้าที่คือเฝ้าแผ่นดินเกิด แต่นี่อะไร กลับมานั่งเฝ้าห้างคนต่างชาติ”

หลวงเจนพาณิชย์โกรธมากจนเกือบจะมีเรื่องกัน

ooooooo

มณีจันทร์ข้ามภพมาปรากฏตัวที่ห้องหลวงอัครเทพในวันถัดมา ครั้งนี้เธอมีของมาฝากหลวงอัคร-เทพ คุณหญิงแสร์ และม้วน พัดทำจากไม้หอมแกะสลักสวยงามกับสร้อยหินสีสามเส้นสำหรับคุณหญิงแสร์ ที่โกนหนวดสมัยใหม่พร้อมน้ำยาโกนหนวดของหลวงอัครเทพ ส่วนของฝากของม้วนเป็นลิปสติกสีสวย

ของที่มณีจันทร์เตรียมมาอยู่ครบทุกอย่างยกเว้นหนังสือเรื่องไทยเสียดินแดน ร.ศ.112 มณีจันทร์เดินมาดูที่ข้างอ่างล้างหน้าตรงข้ามกระจกเงาก็ไม่เห็น เธอตระหนักแล้วว่ามีอำนาจบางอย่างไม่ต้องการให้เธอใช้ข้อมูลจากหนังสือเล่ม นั้น มณีจันทร์ตั้งใจจะใช้สติปัญญาของตัวเอง ทำให้สำเร็จและจะแก้ไขอดีตให้ได้...

หลังจากเก็บข้าวของเครื่องใช้ที่เอาข้ามภพเข้าที่เรียบร้อย มณีจันทร์ออกมาที่หอนั่งช่วยหลวงอัครเทพแปลจดหมายของต่างชาติที่ทางราชการ สั่งให้ตรวจตราเข้มงวดเพราะคิดว่าพวกนั้นไม่ใช่พ่อค้าธรรมดา อาจทำงานด้านการเมืองช่วยเหลือประเทศของตนไปพร้อมกัน มณีจันทร์หยิบจดหมายพวกนั้นขึ้นมาดู

“นี่คือจดหมายที่ได้จากเขาหรือคะ ได้ค่ะ ฉันจะแปลให้หมดเลย...ต้องเอาให้เสร็จไม่เสร็จก็นอนมันตรงนี้แหละ” มณีจันทร์เริ่มอ่านเอกสารตั้งอกตั้งใจ หลวงอัครเทพเผลอพูดถึงเหตุการณ์เมื่อคราวมณีจันทร์ฝันหวานเห็นเขาข้ามภพไปหา เธอถึงห้องนอน มณีจันทร์หันขวับ ถามว่ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร หลวงอัครเทพแก้ตัวไม่ถูก

“หน็อย...หาว่าฉันฝันไปคนเดียว ท่านไปจริงๆท่านหลับฝันไป เราเจอกันในฝันอีกแล้วใช่ไหมคะ...ร้ายนักนะ...พอเราถามมาทำเป็นตาใสไม่รู้ เรื่องใส่เรา ที่แท้ก็แอบข้ามภพไปหาเราถึงเตียงนอน”

หลวงอัครเทพหน้าแดง มณีจันทร์รุกเข้าใกล้หวังจะแกล้งคนขี้อาย หลวงอัครเทพลุกหนีอ้างจะไปดูแม่แต่เธอขวางไว้ กระเซ้าว่าอายขนาดนี้ไปเรียนถึงยุโรปได้อย่างไร เวลาเจอแหม่มหอมแก้มทักทายไม่อายม้วนหรือ

“แก่นกะลานักนะ หล่อนนี่” หลวงอัครเทพอยากเขกกะโหลกมณีจันทร์นัก

“คราวนี้ท่านเอาไม้เรียวตีฉันไม่ได้ ฉันต่างหากที่ต้องตีท่านเพราะท่านเป็นคนรังแกฉัน” มณีจันทร์ชี้แก้มกับหน้าผากตัวเองที่ถูกเขาจูบในฝัน หลวงอัครเทพไม่ยอมถูกรุกไล่ฝ่ายเดียวนึกอยากแกล้งเธอกลับบ้าง

“หล่อนพูดเองว่า เป็นกิริยาทักทายของแหม่ม แล้วจะใช่รังแกได้อย่างไร ความจริงหล่อนก็เหมือนแหม่มไม่ถือสาเอาความกับเรื่องพวกนี้ งั้นเรามาทักทายกันไหม” หลวงอัครเทพว่าแล้วจับไหล่ทั้งสองข้างของมณีจันทร์ไว้ แกล้งเอียงหน้าเข้าหา คล้ายจะหอมแก้ม มณีจันทร์ร้องห้ามลั่น

คุณหญิงสรเดชหิ้วตะกร้าใส่กับข้าวขึ้นมาเห็นพอดี ตกใจตะกร้าหลุดมือโถใส่กับข้าวแตกกระจาย

“อุ๊ยตายเถร...ทำอะไรกันน่ะ กลางวันแสกๆไม่อายผีสางเทวดา” คุณหญิงสรเดชโกรธมาก...

คุณหญิงแสร์ร้องเอะอะเมื่อรู้ว่าคุณหญิงสรเดชไปที่หอนั่งซึ่งมณีจันทร์กับ หลวงอัครเทพนั่งทำงานอยู่ เธอคาดต้องมีเรื่องแน่ๆ รีบจ้ำอ้าวตามไปทันที เป็นจริงอย่างคุณหญิงแสร์คาด ทันทีที่คุณหญิงสรเดชเจอหน้าเธอตัดพ้อต่อว่ายกใหญ่ที่คิดอยากให้หลวงอัครเทพ ได้กับหลานสาวตัวเอง คุณหญิงสรเดชน้อยใจที่เพื่อนหักหลังถึงกับน้ำตาคลอ คุณหญิงแสร์งงหันไปถามลูกชายว่าเกิดอะไรขึ้นใครทำอะไรคุณหญิงสรเดช

“กระผม...เอ่อ...แนะนำแม่มณีให้คุณหญิงรู้จัก “หลวงอัครเทพอึกๆอักๆมีพิรุธ

“หลายปีดีดักมานี่ แม่ประยงค์มีผู้ใหญ่มาทาบทามกี่คนรู้ไหม บางคนยศสูงกว่าพ่อเทพก็มี แต่ฉันหาสนใจไม่ เก็บแม่ประยงค์ไว้ให้เพราะเห็นแก่ความเป็นเพื่อน แล้วนี่ดูที่แม่แสร์ทำกับฉันสิ แม่แสร์เคยเห็นแก่จิตแก่ใจฉันบ้างไหม...หา” คุณหญิงสรเดชกลับไปทั้งน้ำตา คุณหญิงแสร์งงลูกชายแนะนำแบบไหนถึงได้เป็นเช่นนี้

ooooooo

พอได้ฟังความจากลูกชาย คุณหญิงแสร์กลุ้มใจมาก ไม่รู้ต่อไปจะมองหน้าคุณหญิงสรเดชติดไหม หลวงอัครเทพกลับเห็นว่าดีเหมือนกันที่คุณหญิงสรเดชตัดเป็นตัดตายเขา ประยงค์จะได้มีโอกาสเลือกคนอื่นที่ดีกว่า คุณหญิงแสร์เตือนลูกว่าไม่ง่ายอย่างนั้น ใครๆก็รู้เขากับประยงค์เป็นคู่หมายกัน ฝ่ายนั้นคงจะเสียใจมาก

“กระผมไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรได้ นอกจากจะกราบขออภัยคุณแม่”

คุณหญิงแสร์อ่อนใจไม่รู้จะดุด่าลูกอย่างไร ได้แต่บอกให้กลับไปทำงานต่อ เธอขอคิดดูก่อนจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร หลวงอัครเทพขยับจะออกไป อยู่ๆคุณหญิงแสร์ก็โพล่งขึ้นว่า

“บุพเพสันนิวาสคาดเดาได้ยาก แม่อุษาที่จู่ๆตกลงมากลางเรือนดูราวกับเทพอุ้มสมมาให้ก็จริง แต่เคยคิดหรือไม่ หากวันใดนางไปแล้ว ไม่กลับมา ลูกแม่จะทำเช่นใด”

“บุพเพสันนิวาสคาดเดายาก รักกับคนหนึ่งแต่ลงเอยกับคนหนึ่ง ดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่คงไม่ใช่หลวงเทพ หากกระผมผิดหวัง กระผมคงไม่เผื่อใจไว้ให้คนอื่น กระผมยินดีจะโดดเดี่ยวในเวลากลางวัน เพื่อรอคอยฝันในยามกลางคืน ตราบจนชั่วชีวิต” น้ำเสียงที่มั่นคงจริงจังของหลวงอัครเทพทำให้คุณหญิงแสร์ถึงกับอึ้ง...

มณีจันทร์ไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น พอหลวงอัครเทพกลับมาที่หอนั่ง เธอรีบถามถึงคุณหญิงสรเดช เขาไม่เล่าอะไรให้ฟัง ได้แต่บอกให้ตั้งใจทำงานต่อ เสร็จแล้วจะได้กินข้าวอร่อยๆกัน หลวงอัครเทพยิ้มให้มณีจันทร์อย่างอ่อนโยนราวกับจะปลอบว่าไม่มีอะไรให้เป็น กังวล...

ฝ่ายคุณหญิงสรเดชแค้นใจมาก พอกลับถึงเรือนกระชากสร้อยมุกที่สวมอยู่ขาด มุกกระจายเกลื่อนพื้น ประยงค์ ตกใจรีบตามเก็บมุกพวกนั้น คุณหญิงสรเดชห้ามเก็บ สร้อยมุกเส้นนี้คุณหญิงแสร์เป็นคนให้เธอมา แต่ตอนนี้เธอไม่อยากเห็นอีกแล้ว ทิ้งไว้อย่างนั้น

“ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ ดูถูกแม่แม่ไม่ว่า ดูถูกเจ้าคุณพ่อดูถูกลูกแม่...แม่ยอมไม่ได้ กล้ามาทำกับเราเช่นนี้ แค้นใจนัก แม่จะไม่ยอมรามือง่ายๆ” คุณหญิงสรเดชหน้าตาเอาเรื่อง ประยงค์ได้แต่มองแม่งงๆ...

คุณหญิงแสร์ลงมือทำยำญวนด้วยตัวเองเพราะเห็นคราวก่อนมณีจันทร์ชอบกินยำทวาย มณีจันทร์ถูกใจยำญวนมากกินอย่างเอร็ดอร่อย และชมว่าเป็นยำที่อร่อยที่สุดตั้งแต่เคยกินมา คุณหญิงแสร์ยิ้มปลื้มใจที่มณีจันทร์ชอบอาหารที่เธอทำ แล้วหันไปทางลูกชาย

“เมื่อสองวันก่อน แม่ลองทำขนมใหม่ แป้งกวนกับน้ำตาลใส่ใบเตย ยังไม่รู้จะเรียกอะไร”

“หยกมณี” หลวงอัครเทพตอบแบบไม่ต้องคิด คุณหญิงแสร์เข้าใจแล้วว่าลูกชายรักมณีจันทร์มากแค่ไหน

“ดีจังค่ะ...มีชื่อฉันด้วย” มณีจันทร์ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย ได้แต่ยิ้มหน้าบาน...

ถึงเวลาต้องเข้านอน แต่มณีจันทร์ยังไม่ง่วงชวนม้วนไปเล่นผีหลอกที่เรือนทาส ม้วนเกรงจะโดนหวายอีกเลยแนะให้เธอไปสวดมนต์ดีกว่า ครู่ต่อมา ม้วนพามณีจันทร์มาที่หอพระ แล้วยกพานใส่พวงมาลัยมาให้ มณีจันทร์เห็นพวงมาลัยที่ร้อยอย่างประณีตชมไม่หยุดปากว่าสวยมาก พร่ำพรรณาอีกว่า

“กินอาหารที่ทำอย่างประณีต ร้อยดอกไม้ไว้สวดมนต์ตอนกลางคืน นอนแต่หัวค่ำ ตื่นแต่ฟ้ายังไม่สว่าง วิถีชีวิต อย่างนี้นี่ล่ะที่เรียกว่าคนไทย บ้านอื่นเมืองอื่นจะมีที่ไหนสงบสุขไปได้มากกว่านี้”

ooooooo

มณีจันทร์ไม่ชอบห่มผ้าแถบเพราะกลัวจะหลุด หยิบเสื้อลูกไม้แขนกระบอกมาสวมแล้วเอาสไบห่มทับเหมือนสตรีในสมัย ร.5 แต่ม้วนกลับมองแปลกตา ที่จริงแล้ว มณีจันทร์ริเริ่มแต่งกายแบบนี้เป็นคนแรก จากนั้นจึงแพร่หลายไปทั่ว มณีจันทร์มองตัวเองในกระจกรู้สึกมั่นใจขึ้น ม้วนเกรงคุณหญิงแสร์จะดุที่ปล่อยให้มณีจันทร์นุ่งแปลกๆแบบนี้ มณีจันทร์ไม่เห็นแปลกตรงไหน เธอจำมาจากในหนังสือ ใครๆก็นุ่งอย่างนี้กัน

“ที่ไหนมีเจ้าคะ...อิฉันเพิ่งเห็นคุณเป็นคนแรก” ม้วนยืนยัน มณีจันทร์งง เป็นไปได้อย่างไร...

คุณหญิงสรเดชไม่ยอมเสียหน้าเรื่องหลวงอัครเทพ เรียกอิ่มซึ่งเคยเป็นทาสในเรือนเบี้ยของเธอ ก่อนที่เธอจะขายให้คุณหญิงแสร์ตั้งแต่อิ่มยังเล็ก มาซักถามถึงมณีจันทร์ ทำไมหน้าตาท่าทางถึงพิกลนัก

“ไม่มีใครรู้เรื่องหรอกเจ้าค่ะ รู้แต่ว่าท่านไปๆมาๆแล้วก็มาช่วยงานจดหมายของคุณหลวง”

คุณหญิงสรเดชแปลกใจไม่อยากเชื่อ ผู้หญิงจะช่วยงานราชการผู้ชายได้อย่างไร แล้วให้เงินอิ่มไว้ใช้ สั่งให้คอยรายงานเรื่องมณีจันทร์ให้เธอทราบ อิ่มเห็นเงินตาโต ยอมเป็นพวกคุณหญิงสรเดชทันที...

มณีจันทร์สงสัยจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งเขียนเป็นของมร.จอห์น เธออ่านทวนแล้วทวนอีกกับเอกสารฉบับอื่น ก่อนจะแจ้งหลวงอัครเทพว่า จดหมายฉบับนี้ดูเผินๆเหมือนเป็นจดหมายส่งถึงเพื่อน เล่าเรื่องปัญหาการเมืองในสยาม แต่ปลายทางของจดหมายกลับไม่ใช่เพื่อนธรรมดา เธอลองตรวจชื่อในทะเบียนดู พบว่าเพื่อนของ มร.จอห์นคนนี้เป็นถึงนายพล หลวงอัครเทพสนใจมาก รีบมานั่งใกล้ๆมณีจันทร์ ขอดูเอกสารฉบับนั้น

“แน่นอนแล้วว่า มร.จอห์น คือสายข่าวของคนต่างชาติ มิน่า จึงลงทุนเลี้ยงดูข้าราชการยศถึงคุณหลวงไว้ข้างกาย...อืม...ต่อไปนี้ต้อง จับตา มร.จอห์นให้มากขึ้น” หลวงอัครเทพสีหน้าครุ่นคิด...

ขณะเดียวกัน คุณหญิงแสร์กลุ้มใจมากไม่รู้จะไปง้อคุณหญิงสรเดชอย่างไรดี แต่กลับต้องประหลาดใจเมื่อบ่าวมารายงานว่าคุณหญิงสรเดชมาหา คอยอยู่ที่ศาลากลางสวน...

ด้านคุณหญิงสรเดชต้องการให้มณีจันทร์เห็นความงดงาม สวยสง่าราวกับนางฟ้าของประยงค์ จึงวางแผนให้ประยงค์เอาขนมจันอับไปให้หลวงอัครเทพที่หอนั่ง เพราะรู้ว่าเขานั่งทำงานอยู่กับมณีจันทร์ แต่ไม่ได้บอกอะไรลูก เกรงเธอไม่ยอมร่วมมือ ส่วนคุณหญิงสรเดชเองนั่งรอคุณหญิงแสร์อย่างสบายอารมณ์...

ระหว่างทางไปศาลากลางสวน คุณหญิงแสร์คิดหนักจะสรรหาคำพูดอะไรมาง้อคุณหญิงสรเดช โดยมีขาบ อิ่มกับโขมเดินตามมาห่างๆคอยเอาใจช่วย แต่พอพบหน้ากันคุณหญิงแสร์ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไรคุณหญิงสรเดชเข้ามาจับ มือจับไม้ ยิ้มแย้มพูดดีด้วยราวกับไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกัน คุณหญิงแสร์งง พวกบ่าวที่ตามมาเอาใจช่วยพากันงงไม่แพ้เจ้านาย...

มณีจันทร์ร้อนมากทำงานต่อไม่ไหว ขอตัวไปเอาน้ำลูบเนื้อตัว ทาน้ำอบคลายร้อนอย่างที่ม้วนแนะนำ แต่คนแก่นกะโหลกอย่างมณีจันทร์จะให้แค่เอาน้ำลูบทาน้ำอบเหมือนคนอื่นคง ไม่ใช่ เธอเอาดินสอพองเขียนหน้าตัวเองกับม้วนให้เป็นลายเสือ เพื่อเอาไว้แกล้งพวกบ่าว ระหว่างเดินกลับหอนั่ง มณีจันทร์เห็นสาวสวยคนหนึ่งกำลังบ่ายหน้าไปที่หอนั่งเช่นกัน พอรู้จากม้วนว่าผู้หญิงคนนั้นคือประยงค์ เธอถึงกับตะลึง หยุดมอง

“ทำไม ไม่เห็นมีใครบอกว่าสวย...อย่างกับนางฟ้า”

ประยงค์คลานเข้าไปหาหลวงอัครเทพแล้วกราบอย่างอ่อนช้อย กิริยามารยาทช่างงดงามนัก มณีจันทร์ใจเสีย คู่แข่งของเธองดงามขนาดนี้เชียวหรือ ทำให้เธอไม่กล้าเข้าไปได้แต่แอบมองอยู่ตรงนั้น อิ่มเดินมาทักมณีจันทร์จงใจส่งเสียงดังให้ได้ยินถึงหูหลวงอัครเทพ เขาเลยเรียกมณีจันทร์เข้ามาหา มณีจันทร์จำต้องโผล่หน้าออกไป ประยงค์เห็นเธอก็ยิ้มให้ด้วยไมตรี หลวงอัครเทพแนะนำสองสาวให้รู้จักกัน

“นี่แม่ประยงค์ นี่แม่มณี...เอ่อ...น้องสาว...หลานคุณแม่น่ะ”

“ดูหน้าตาสิเจ้าคะ ฮึ...ไปตกถังแป้งมาทั้งนายทั้งบ่าวเชียวนะเจ้าคะ” น้ำเสียงของอิ่มเย้ยหยัน จนม้วนมองอิ่มตาเขียว มณีจันทร์หน้าเสียรีบเช็ดแป้งออกแทบไม่ทัน

“คุณประยงค์วันนี้ก็งามลอยฟ้ามาเลย ส่วนคุณมณีวันนี้ ฮึๆๆ...ก็ดีค่ะ” อิ่มเยาะเย้ยมณีจันทร์อยู่ในทีทำให้มณีจันทร์สมเพชตัวเอง รู้สึกด้อยค่าไม่อาจทนนั่งต่อไปได้ ขอตัวออกไปทันที ไม่นานนัก มีเสียงสัญญาณจากนาฬิกาดังขึ้น มณีจันทร์มองหาม้วน เพื่อจะบอกว่าตัวเองต้องไปแล้ว...

คุณหญิงสรเดชได้ข่าวว่าหลานของคุณหญิงแสร์เก่งภาษาขนาดช่วยงานหลวงอัครเทพ ได้ เลยอยากจะให้ช่วยสอนภาษาอังกฤษให้ประยงค์บ้าง คุณหญิงแสร์แปลกใจ คุณหญิง

สรเดชรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร แต่ยังไม่ทันจะอ้าปากพูดอะไร ม้วนเข้ามารายงานคุณหญิงแสร์เสียก่อนว่ามณีจันทร์ให้มาเรียนว่าเธอไปแล้ว คุณหญิงสรเดชได้ทีตำหนิมณีจันทร์ยกใหญ่ จะไปไหนทำไมไม่มาลามาไหว้ ให้บ่าวมาบอกอย่างนี้ไม่ถูกต้อง

“เอ่อ...คือแม่มณีไปๆมาๆฟากนี้กับฟากขะโน้น...ไม่แน่นอน” คุณหญิงแสร์แก้ตัวแทนมณีจันทร์

คุณหญิงสรเดชตัดปัญหา ถ้าเป็นเช่นนี้ เธอจะให้ประยงค์เป็นฝ่ายมาเรียนที่นี่เอง วันไหนอยู่ก็สอนวันไหนไม่อยู่ก็ให้

ประยงค์อ่านหนังสือเอง คุณหญิงแสร์ปฏิเสธไม่ออก

ooooooo

โชคดีที่มณีจันทร์ข้ามภพกลับมาทันเจอตรองพอดี ตรองมาขอคำปรึกษาเรื่องกุลวรางค์เพราะครั้งสุดท้ายที่เจอ เขากับกุลวรางค์มีปัญหากัน เขาพยายามให้กุลวรางค์ได้เรียนรู้ชีวิตแบบเขาอย่างที่มณีจันทร์แนะนำ แต่มันจบไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มณีจันทร์เห็นตรองหน้าเศร้า พลอยเศร้าไปด้วยเพราะเจอเรื่องคล้ายๆกัน

“ฉันเสียใจด้วย เฮ่อ...เขาคงมองว่าเราดีไม่พอ...ถ้ามีคนอื่นทำได้ดีกว่า เราก็ควรเป็นฝ่ายถอยออกมา”

ระหว่างนั้น กุลวรางค์เดินเข้ามาเห็นตรองอยู่กับมณีจันทร์ก็ชะงัก เพราะตั้งแต่วันนั้น ทั้งคู่มองหน้ากันไม่ติด มณีจันทร์ถามกุลวรางค์มีอะไรหรือเปล่า ได้ความว่าคุณย่าของกุลวรางค์อยากเจอมณีจันทร์มาก

“อ๋อหรือ...ที่จริงฉันก็อยากคุยกับคุณย่าพอดี...ตรองไปด้วยกันนะ”

ตรองเห็นกุลวรางค์ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา เลยไม่อยากเป็นตัวถ่วงขอตัวกลับก่อน...

จากนั้นไม่นาน กุลวรางค์พามณีจันทร์มาพบคุณย่าของเธอ การมาพบท่านครั้งนี้ทำให้มณีจันทร์ได้รู้เรื่องขนมหยกมณีว่าเป็นขนมที่ บรรพบุรุษของคุณย่าเป็นคนคิด นอกจากนั้น บรรพบุรุษของท่านยังเป็นผู้นำแฟชั่นใส่เสื้อห่มสไบซึ่งเป็นที่นิยมในสมัย ร.5 มณีจันทร์รู้สึกว่าเรื่องราวที่คุณย่าเล่าคุ้นหูตัวเองมาก

ยิ่งได้ฟังเรื่องที่ใครๆพากันเรียกหลวงอัครเทพว่า หลวงอุณรุท ตามตัวเอกในวรรณคดีเรื่องอุณรุท ซึ่งตกกลางคืนเทวดาจะอุ้มพาอุณรุทไปห้องนางอุษา พอตอนเช้าก็อุ้มกลับ ทิ้งให้นางอุษาเศร้าสร้อยคิดถึงอุณรุท มณีจันทร์ยิ่งเริ่มเข้าเค้าว่าต้องเกี่ยวกับตนเองแน่ๆเลยกลั้นใจถามคุณย่า

“เอ...แต่เรื่องของท่านเทพ นางอุษาเป็นฝ่ายมา แบบนี้ใช่ไหมคะ”

คุณย่ายิ้มพยักหน้า ตอนคุณย่าเด็กๆท่านรับรู้ตำนานที่โจษขานกันในสมัยนั้นเรื่องที่แม่มณีโผล่มากลางเรือนหลวงอัครเทพ มณีจันทร์ถามอีกว่า สุดท้ายแล้วหลวงอัครเทพได้ใครเป็นคุณหญิง

“ท่านมามีคุณหญิงเอาก่อนจะไปนอก ตอนเข้ารับตรา ตอนถวายบังคมลาคนตามดูกันเกรียว งามเหมือนนางละเวง” คุณย่าเริ่มเล่าติดๆขัดๆมณีจันทร์งง ทำไมกลายเป็นนางละเวง

ไม่ใช่นางอุษา ตกลงคุณหญิงของหลวงอัครเทพเป็นใครกันแน่ ยังไม่ทันได้คำตอบ คุณย่าเกิดจำอะไรไม่ได้ขึ้นมาดื้อๆ มณีจันทร์ที่ลุ้นๆอยู่เหี่ยวทันที กุลวรางค์ไม่เข้าใจที่มณีจันทร์กับคุณย่าคุยกันได้แต่มองหน้าทั้งคู่สลับกันไปมา...

ขณะเดียวกัน หลวงอัครเทพตกใจเมื่อรู้จากคุณหญิงสรเดชว่าแม่ของเขารับปากจะให้มณีจันทร์สอนภาษาอังกฤษให้ประยงค์ คุณหญิงสรเดชรีบรวบรัดตัดความจะส่งประยงค์มาเรียนพรุ่งนี้เช้าเลย คุณหญิงแสร์ใจไม่ดีไม่รู้มณีจันทร์จะมาทันหรือเปล่า

ooooooo

วันรุ่งขึ้น คุณหญิงแสร์มารอมณีจันทร์ที่หน้ากระจกข้ามภพด้วยตัวเองโดยมีม้วนนั่งรออยู่ที่พื้นกระวนกระวายใจไม่แพ้เจ้านาย ม้วนแนะให้คุณหญิงแสร์ลองจุดธูปเรียกมณีจันทร์ คุณหญิงแสร์ยังไม่ทันจะหยิบธูปกระจกเกิดควันปกคลุมเสียก่อน อึดใจ มณีจันทร์ปรากฏตัวขึ้น คุณหญิงแสร์ไม่รอช้าสั่งม้วนรีบแต่งตัวให้มณีจันทร์ เอาให้งามที่สุด อย่าให้ขายหน้าชาววังเด็ดขาด

ครู่ต่อมา มณีจันทร์มาอยู่ต่อหน้าคุณหญิงสรเดช ประยงค์ยกพานธูปเทียนให้มณีจันทร์เป็นการไหว้ครู มณีจันทร์ไม่รู้เรื่องเอาแต่ตื่นเต้นกับพานธูปเทียนที่วิจิตรสวยงามตรงหน้า ม้วนต้องกระซิบบอกว่าประยงค์เอามาไหว้ครู ไม่ต้องพูดอะไรแค่รับไว้เฉยๆ คุณหญิงสรเดชมองมณีจันทร์ไม่วางตา นึกสงสัยว่าเก่งจริงหรือเปล่า

“คุณหลวงไปทำงานแล้ว ท่านฝากหนังสือนี่ให้แม่มณีสอนแม่ประยงค์ หนังสืออะไรก็ไม่รู้ดูเอาเองเถิด”

มณีจันทร์รับหนังสือจากคุณหญิงแสร์มาอ่านหน้าปก “Easy English อ๋อ...หนังสือเรียนภาษาอังกฤษเบื้องต้นเจ้าค่ะ”

“เอ๊ะ หล่อนอ่านออกจริงรึ” คุณหญิงสรเดชเผลอตัวร้องเอะอะ

คุณหญิงแสร์รู้ทันที คุณหญิงสรเดชมาที่นี่ไม่ใช่เพราะอยากให้ลูกเรียนภาษา แต่ต้องการมาลองวิชามณีจันทร์ต่างหาก คุณหญิงสรเดชไม่ยอมแพ้ ในเมื่อมณีจันทร์มีความรู้ด้านภาษามากกว่าประยงค์ จึงคิดหาทางข่มมณีจันทร์ด้วยการทำครัวประชันกัน แล้วให้พวกบ่าวชิมดูว่าของใครอร่อยกว่ากัน มณีจันทร์หนีไม่ออกจำใจรับคำท้า คุณหญิงแสร์มองมณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล...

พวกบ่าวตื่นเต้นกันใหญ่ที่จะได้เห็นการทำครัวประชันกันระหว่างมณีจันทร์กับประยงค์ มีเพียงม้วนกับขาบเท่านั้นที่เอาใจช่วยมณีจันทร์ นอกนั้นอยู่ข้างประยงค์กันหมด การทำครัวประชันกันเริ่มด้วยการแกะสลักผักผลไม้ก่อน มณีจันทร์ใจเสีย เกิดมายังไม่เคยจับมีดแกะสลักกับเขาสักครั้ง แต่ฮึดสู้เพื่อคุณหญิงแสร์

“อาหารไทยต้องเสพสามทาง ตาต้องเห็นงาม จมูกต้องได้กลิ่น ปากต้องลิ้มรส” คุณหญิงสรเดชอธิบาย

มณีจันทร์พยักหน้าเข้าใจ ม้วนเตรียมข้าวของมาวางไว้ให้มณีจันทร์สำหรับแกะสลัก ขณะที่อิ่มยกอุปกรณ์กับผัก

ผลไม้ไปให้ประยงค์ คุณหญิงแสร์เห็นท่าจับมีดแกะสลักของ

มณีจันทร์ถึงกับถอนใจเฮือก ดูท่าจะไม่ได้เรื่อง เป็นจริงอย่างคาด มณีจันทร์แกะสลักผลไม้ออกมาได้หน้าตาประหลาดดูไม่ออกว่าเป็นอะไรเหมือนวัตถุจากนอกโลก ขณะที่ประยงค์แกะสลักได้งดงาม สมกับเป็นชาววัง

จากนั้น ทุกคนย้ายมาที่ครัวกลางแจ้งซึ่งจัดไว้สองมุมข้างกัน มณีจันทร์กับประยงค์มายืนประจำที่ พวกบ่าวนั่งดูห่างออกมา มณีจันทร์ตั้งใจจะสู้เพื่อรักษาหน้าคุณหญิงแสร์ ม้วนทำเป็นเอาของมาวางให้ แอบถาม

“เอ่อ...คุณหญิงท่านให้มาถามว่า คุณมณีมั่นใจไหมเจ้าคะ”

“มั่นใจสิ...คุณหญิงสรเดชให้เราสองคนเลือกทำอาหารฝรั่งที่เก่งที่สุด แม่ประยงค์เลือกทำสตู ส่วนฉันเลือกทำซุปผัก พ่อแม่ฉันเคยลองกิน ชมเปาะไปเลย”

“เข้าใจแล้ว บังเอิญข้อนี้เป็นอาหารฝรั่งก็เข้าทางคุณ เพราะคุณรู้เรื่องฝรั่งมากกว่าคุณประยงค์”

มณีจันทร์พยักหน้า ม้วนยิ้มแป้นหันไปพยักหน้าให้คุณหญิงแสร์ แต่เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างคิด ที่นี่ไม่มีเตาแก๊ส

มณีจันทร์จุดเตาถ่านไม่เป็น จะหันไปดูประยงค์เป็นตัวอย่าง เตาของเธอไฟลุกพรึบแล้ว มณีจันทร์เอาถ่านแดงติดไฟแล้วจากเตาเล็กข้างๆที่บ่าวเตรียมไว้ให้ มาวางบนเตาขนาดใหญ่ที่มีถ่านอยู่ แล้วคว้าพัดมาพัด พัดเท่าไหร่ถ่านเตาใหญ่ก็ไม่ติดไฟ

ขาบเห็นมณีจันทร์จุดเตาไม่เป็น แอบย่องไปที่กองใบจากที่ผูกไว้เป็นตับสำหรับซ่อมหลังคาครัว เขาถือตับจากอันหนึ่งอำพรางตัวให้เข้ากับกองจากที่วางอยู่ด้านหลัง ด้วยความช่วยเหลือของม้วนทำให้ขาบรอดพ้นสายตาจับจ้องของคุณหญิงสรเดชเข้าไปใกล้มณีจันทร์สำเร็จ กระซิบบอกเธอว่าใช้บ้องไม้ไผ่เป่าเร่งไฟอย่าใช้พัด

มณีจันทร์ทำตาม ครู่เดียวไฟติดแดง เธอดีใจมากเต้นไปมายกมือยกไม้ปัดเอากิ่งไม้ติดไฟจากเตากระเด็นใส่ตับจากที่ขาบถือบังตัวเอง ไฟลุกพรึบอย่างรวดเร็วลามไปติดกองจากข้างๆ ขาบตะโกนลั่น “ไฟไหม้ๆ” มณีจันทร์คิดว่าขาบล้อเล่นไม่สนใจก้มหน้าก้มตาทำอาหารต่อ ทุกคนเริ่มแตกตื่น แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร

คุณหญิงแสร์ตะโกนสั่งให้เอาน้ำมาดับไฟ มณีจันทร์หันไปเห็นไฟไหม้ ตกใจ วิ่งไปคว้าน้ำถังเดียวกับขาบหัวชนกันเปรี้ยงลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้า ประยงค์ลากมณีจันทร์ออกไป ขณะที่ขาบวิ่งมาคว้าหม้อแกงของประยงค์สาดใส่กองไฟ บ่าวคนอื่นๆ

ได้สติ วิ่งเอาน้ำมาดับไฟจนกองจากมอดสนิท

ooooooo
ตอนที่ 8

คุณหญิงแสร์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ให้หลวงอัครเทพฟังด้วยท่าทางสบายๆ ทั้งที่ตอนแรก เธอทั้งตกใจทั้งโกรธ แต่ตอนหลังยิ่งนึกยิ่งขำมณีจันทร์ที่แก่นกะลากลับนั่งหน้าซีดอยู่มุมห้อง ได้แต่ยกมือไหว้ปลกๆขอโทษเธอ

“ทำตาแดงๆร้องไห้รึเปล่าก็ไม่รู้ นี่ก็หายไปอยู่ในศาลา ไม่รู้หายตกใจรึยัง”

หลวงอัครเทพฟังแล้วเป็นห่วงมณีจันทร์มาก รีบตามไปดูที่ศาลากลางสวน เห็นเธอนั่งหน้าเศร้าถอนใจเฮือกๆ แต่พอเธอหันมาเห็นเขา กลับร้องถามว่ามีเอกสารจากที่ทำงานมาให้ทำอีกไหม

“ยังถามเรื่องงาน แปลว่ายังดีอยู่”

“แค่อยากหาอะไรทำน่ะค่ะ เผื่อจะหายเซ็ง”

คุณหลวงหนุ่มงง เซ็งแปลว่าอะไร มณีจันทร์ไม่มีอารมณ์จะอธิบาย ถ้าเขาไม่มีอะไรให้ทำเธอขอตัวไปไหว้พระแล้วขยับจะลุกขึ้น หลวงอัครเทพเอ่ยขึ้นอย่างด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“คุณแม่เคยมีลูกสาว เป็นน้องสาว เธอตายไปตั้งแต่ยังเล็ก ฉันเป็นลูกชาย คงไม่เหมือนลูกสาว ฉันสังเกตว่าคุณแม่มีเมตตาต่อหล่อน ยามที่หล่อนถามนั่นนี่เล่นซนวุ่นวาย คงเหมือนท่านได้ลูกสาวของท่านคืนกลับมา”

มณีจันทร์ซึ้งใจที่หลวงอัครเทพพยายามพูดให้เธอรู้สึกดีขึ้น แต่ยิ่งรู้ว่าคุณหญิงแสร์เมตตาเธอยิ่งรู้สึกผิด

ooooooo

กุลวรางค์ราวกับจะรู้ว่ามณีจันทร์กลับมาภพปัจจุบันแล้ว เธอโทร.นัดเพื่อนออกมากินข้าวเที่ยงด้วยกัน มณีจันทร์รับปากดิบดีจะแวะไปรับกุลวรางค์ ที่ทำงาน จะได้ไปรถคันเดียวกัน แต่พอเธอขับรถผ่านโรงหนังซึ่งเคยมาดูสารคดีเรื่องพระยอดเมืองขวางติดป้าย หน้าโรงว่า “เลิกกิจการ” เธอรีบจอดรถลงไปถามแม่ค้าที่ขายของอยู่หน้าโรงหนังว่าที่นี่ไม่ได้ฉายหนัง แล้วหรือ ได้ความว่าโรงหนังแห่งนี้เลิกกิจการไปสองปีแล้ว มณีจันทร์งง

“เลิกกิจการสองปี...เป็นไปไม่ได้ ก็หนูเพิ่งมาดูหนังเรื่องพระยอดเมืองขวางเมื่อสามสี่เดือนที่แล้ว”

แม่ค้ายืนยันโรงหนังแห่งนี้ไม่มีหนังฉายมานานแล้ว มณีจันทร์เอะใจเหตุการณ์นี้เหมือนที่เกิดขึ้นกับร้านขายของเก่าที่ขาย กระจกเงาให้เธอ ต้องมีอะไรแน่ๆ เธอต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น มณีจันทร์ตรงไปยังห้องสมุดใกล้โรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ เริ่มค้นหาหนังสือเกี่ยวกับพระยอดเมืองขวาง จังหวะนั้น กุลวรางค์โทร.มาตามเมื่อไหร่จะมาถึง มณีจันทร์ลืมนัดกินข้าวกับเพื่อนเสียสนิท

“เอ่อ...ฉันมีธุระนิดหน่อยที่ห้องสมุดแถวโรงเรียนแกน่ะ เปลี่ยนจากข้าวกลางวันเป็นข้าวเย็นได้ไหม ฉันขอเวลาแป๊บหนึ่ง” มณีจันทร์เห็นบรรณารักษ์ทำหน้าดุใส่ รีบขอตัววางสาย กุลวรางค์ถึงกับอึ้ง อยู่ๆเพื่อนเบี้ยวนัดหน้าตาเฉย ครู่ต่อมา มณีจันทร์ยกหนังสือกองใหญ่มาวางที่โต๊ะ ค้นหาเรื่องของพระยอดเมืองขวาง แต่ไม่พบข้อมูลในหนังสือเล่มไหนเลย

ทันใดนั้น เจ้าคุณวิศาลคดีในชุดผ้าม่วงปรากฏตัวขึ้น เดินผ่านไปยังมุมหนึ่งด้านหลัง มณีจันทร์เห็นทางหางตา แต่พอหันไปมองเขาหายไปแล้ว หญิงสาวสังหรณ์ใจชอบกล เดินไปดูแต่ไม่เห็นใคร อยู่ๆเจ้าคุณวิศาลคดีโผล่มายืนด้านหลัง เธออีก คราวนี้ไม่เดินหนี มณีจันทร์หันมาเห็นสายตาดุของเขาจ้องมองมาถึงกับเข่าอ่อนต้องเกาะชั้นวาง หนังสือแถวนั้นไว้ เจ้าคุณวิศาลคดีเดินหนีอีกครั้งไปทางหลังห้องสมุดแล้วเลี้ยวหายเข้าหลืบ

มณีจันทร์ได้สติรีบเร่งฝีเท้าตาม “ไม่ว่าจะเป็นผีหรือคน วันนี้ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าคุณเป็นใคร”

ขณะหญิงสาวกำลังจะเลี้ยวตาม กุลวรางค์โผล่พรวดออกมาจากหลืบนั้นแทน มณีจันทร์ตกใจ ตั้งหลักได้รีบถามหาผู้ชายใส่ผ้าม่วงอยู่แถวนี้หรือเปล่า กุลวรางค์ไม่เห็นใคร มณีจันทร์ขัดใจมาก ไม่สนใจเพื่อนเดินหาชายคนนั้นต่อ เห็นหลังเขาไวๆแถวมุมนิทรรศการทางประวัติศาสตร์ หัวข้อ “ร.ศ.112 ไทยเสียดินแดน”

เธอเดินไปถึงตรงนั้น กลับไม่มีทางเดินต่อ มีแต่รูปของชายในชุดผ้าม่วงคนนั้นแขวนอยู่ มณีจันทร์ถึงกับผงะ ถอยกรูดชนกองหนังสือร่วงระนาว กุลวรางค์ตามมาทันกระเซ้าว่าจะพังห้องสมุดหรือ มณีจันทร์ชี้ไปที่รูป

“ข้างฝานั่น ดูนั่นสิ...เจ้าคุณวิศาลคดี ผู้พิพากษาคดีพระยอดเมืองขวาง...นี่มัน...มัน”

มณีจันทร์จำได้ทันที ผู้ชายในภาพเป็นคนคนเดียวกับเจ้าคุณวิศาลคดี ผู้ซึ่งเป็นประธานผู้พิพากษาในภาพยนตร์สารคดีพระยอดเมืองขวาง มณีจันทร์ตระหนักแล้วว่า สารคดีเรื่องนั้นไม่ใช่การถ่ายทำ ไม่ใช่นักแสดง แต่คนในประวัติศาสตร์จริง และเป็นเหตุการณ์จริง เธอเดินเข้าไปหารูปนั้น

“ดิฉันทราบแล้วค่ะ ท่านพยายามจะบอก พยายามจะเล่าแต่เกินกำลังของท่าน อำนาจที่สูงส่งเกินกว่าที่เราจะฝืน แต่คงมีช่องทางใช่ไหมคะ ไม่เช่นนั้นดิฉันคงไปที่นั่นไม่ได้ ท่านเจ้าคะ ดิฉันอาจจะโง่ แต่ดิฉันเป็นนักสู้ ดิฉันจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ”

กุลวรางค์มองมณีจันทร์งงๆ พูดอะไรที่เธอไม่เข้าใจอีกแล้ว บรรณารักษ์เข้ามาเชิญมณีจันทร์กับกุลวรางค์ออกจากห้องสมุดฐานส่งเสียงดัง มณีจันทร์ไม่ขยับ ยืนมองรูปเจ้าคุณวิศาลนิ่ง กุลวรางค์ต้องลากเธอออกไปไม่นานนัก สองสาว เพื่อนซี้มาถึงโรงเรียนสอนดนตรีของกุลวรางค์ เจอไรวัตรออยู่ที่นั่นแล้ว ทันทีที่มณีจันทร์รู้ว่าไรวัตจะไปกินข้าวด้วย เธอรีบ โทร.ชวนตรองมาร่วมวงอีกคนหนึ่ง...

ในเวลาต่อมา ขณะมณีจันทร์ ตรอง กุลวรางค์กำลังนั่งอยู่บนรถของไรวัต ซึ่งขับมาถึงถนนใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณพระบรมมหาราชวัง มณีจันทร์เห็นชีวิตของผู้คนบนถนนที่ต้องปากกัดตีนถีบ เห็นรถติดยาวเหยียด ทำให้เธอคิดถึงชีวิตสงบๆและบ้านเรือนไทยของหลวงอัครเทพ เธอพูดขึ้นลอยๆว่า

“เมืองไทยเราเปลี่ยนไปเยอะเลยเนอะ...ฉันรู้สึกว่า นับวันโลกใบนี้ มันไม่ใช่ที่สำหรับฉัน”

ตรองนั่งอยู่เบาะหลังกับมณีจันทร์มองเธออย่างเป็นห่วง มณีจันทร์หลับตาคิดถึงบ้านหลวงอัครเทพ แล้วลืมตาขึ้น ถนนเบื้องหน้าหายไปกลายเป็นบ้านเมืองสมัยโบราณ มีบ้านหลวงอัครเทพปรากฏอยู่มุมหนึ่ง เธอดีใจมาก เปิดประตูรถผลัวะออกไปโดยไม่เห็นรถมอเตอร์ไซค์วิ่งสวนมาเกือบชน เธอตกอยู่ในภวังค์เห็นแต่บ้านของหลวงอัครเทพ รีบวิ่งตรงไปที่นั่นไม่สนรถราที่วิ่งสวนมา กุลวรางค์ ตรองกับไรวัตรีบวิ่งตาม

สักพัก มณีจันทร์วิ่งไปถึงตึกแถวริมแม่น้ำเจ้าพระยา บ้านหลวงอัครเทพหายวับไปต่อหน้า เธอกวาดตามองไปรอบๆยืนงง พึมพำว่าบ้านหายไปไหน ตรองมองมณีจันทร์สีหน้าเป็นกังวล

ooooooo

หลวงอัครเทพทราบมาว่า มร.จอห์นไม่ยอมส่งจดหมายให้ทางการตรวจสอบ จึงชวนขาบมาซุ่มดูหน้าห้างของเขา เห็น มร.จอห์น โยนจดหมายให้หลวงเจนพาณิชย์ ซึ่งยืนจัดข้าวของอยู่หน้าร้าน สั่งให้เขาเอาไปส่งให้ มร.คล้ากที่คุมเรือสินค้า จดหมายจะได้ไปกับเรือวันพรุ่งนี้ หลวงเจนพาณิชย์จะจัดการให้เด็กเอาไปให้บ่ายนี้

“คุณไปเอง ห้ามใช้เด็ก ต่อไปนี้คุณหลวงต้องส่งจดหมายทุกฉบับให้ผมด้วยตัวเอง”

หลวงเจนพาณิชย์ทำท่าจะไม่ยอมไปให้ อ้างงานยุ่ง มร.จอห์นโวยลั่น ตนเสียเงินจ้างเขาแล้ว จะไม่ยอมทำตามสั่งได้อย่างไร หลวงเจนพาณิชย์กลัวหงอ รีบเก็บจดหมายไว้ในกระเป๋าเสื้อสูทของตัวเอง หลวงอัครเทพเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง วางแผนกับขาบหาทางขโมยจดหมายฉบับนั้น...

หลวงอัครเทพกับขาบดักรอหลวงเจนพาณิชย์อยู่ที่ตลาดแห่งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเขาจะต้องเดินผ่านทางนี้ไม่นานนัก หลวงเจนพาณิชย์เดินมาแต่ไกล หลวงอัครเทพรีบบอกขาบหลบไปก่อน อย่าให้หลวงเจนพาณิชย์เห็นเด็ดขาด เขาจะหาทางหลอกล่อหลวงเจนพาณิชย์เอง พอได้โอกาสเหมาะ ให้ขาบรีบขโมยจดหมายจากกระเป๋าเสื้อสูทของเขาทันที ขาบรับคำรีบหลบไปยืนหลังร้านขายยาดองเหล้า

ขำซึ่งเป็นเจ้าของร้านเป็นเพื่อนกันจึงชวนขาบแวะดื่มสักเป๊ก ขาบไม่ดื่ม วันนี้เขามาทำงานให้เจ้านาย แล้วคอยจับตามองหลวงเจนพาณิชย์ที่เดินผ่านหน้าร้านไปยังจุดซึ่งหลวงอัครเทพดักรออยู่ ทันทีที่หลวงเจนพาณิชย์เดินมาถึง หลวงอัครเทพแกล้งพูดจาหาเรื่องท้าตีท้าต่อย หลวงเจนพาณิชย์หลงกลรับคำท้า ขาบแทบไม่เชื่อหูตัวเองที่เจ้านายของตนบ้าดีเดือดขนาดนั้น หันไปสั่งยาดองเหล้าเรียกความกล้า

“ไอ้ขำ เอาแบบคึกๆมาเป๊กหนึ่ง ข้ามีงานใหญ่ต้องทำให้เจ้านายโว้ย”

แทนที่ขำจะเอายาดองเหล้าที่ดื่มแล้วคึกคัก กลับเอาชนิดที่ดื่มแล้วหลับมาให้ขาบ แก้แค้นที่ขาบเคยลักไก่ของเขา ขาบวิ่งมาได้ไม่กี่ก้าว ก็หลับกลางอากาศ...

ในเวลาต่อมา หลวงเจนพาณิชย์กับหลวงอัครเทพมาถึงสะพานหลังตลาด ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่ต่อสู้ ทั้งคู่ต่างถอดเสื้อออก แล้วหาเศษผ้ามาพันมือตัวเอง หลวงเจนพาณิชย์วางเสื้อสูทของตัวเองใต้ต้นไม้ไม่ห่างนัก สองคุณหลวงหนุ่มตรงเข้าชกต่อยกันอย่างดุเดือด ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ หลวงอัครเทพสู้ไปพลางคอยเหลือบมอบไปที่เสื้อสูทของ

หลวงเจนพาณิชย์ นึกสงสัยทำไมขาบไม่มาสักที...

ขาบหลับอยู่ดีๆ ก็สะดุ้งตื่นขึ้น มุ่งมั่นจะต้องไปเอาจดหมายที่เสื้อสูทของหลวงเจนพาณิชย์ ฮึดสู้ลุกขึ้นวิ่งต่อ สักพักก็มาถึงสะพานหลังตลาด เห็นเจ้านายกำลังต่อสู้อยู่กับหลวงเจนพาณิชย์ หลวงอัครเทพพยักพเยิดให้ขาบไปที่เสื้อสูทซึ่งวางไว้อยู่ใต้ต้นไม้ ขาบยังเดินไม่ถึงเสื้อสูทก็ล้มตึงหลับไปอีกครั้ง

หลวงอัครเทพเห็นไม่เข้าที ชกหลวงเจนพาณิชย์หน้าหงายแล้วอาศัยจังหวะนั้น เตะก้อนหินใส่หัวขาบอย่างแม่นยำ ขาบสะดุ้งตื่น พุ่งไปที่เสื้อสูทล้วงเอาจดหมายออกมาได้ หลวงอัครเทพเห็นแผนสำเร็จด้วยดี หันไปจัดการหลวงเจนพาณิชย์ขั้นเด็ดขาด โดดถีบเขากระเด็นกระแทกราวไม้สะพานหัก ตกลงไปในน้ำ

ooooooo

แผนกินข้าวกลางวันเป็นอันต้องยกเลิก ไรวัตขับรถพามณีจันทร์มาส่งบ้าน กุลวรางค์กับตรองเป็นห่วงมณีจันทร์มากที่ยิ่งวันยิ่งทำตัวแปลกๆ แถมเห็นภาพหลอนวิ่งทะเล่อทะล่าออกไปเกือบจะถูกรถชนตาย ทั้งคู่ แอบปรึกษากันต้องหาทางเอามณีจันทร์ไปหาจิตแพทย์ให้ได้ ขืนชักช้าเธออาจเพี้ยนหนักถึงขั้นฆ่าตัวตาย

“เราเคยบอกเมณี่ไปแล้วว่าให้ไปหาหมอ เธอยอมที่ไหน” กุลวรางค์บ่น

ตรองเสนอว่าพูดดีๆ แล้วไม่ไปก็ต้องหลอกไป กุลวรางค์เหน็บทันทีสงสัยตรองจะเก่งเรื่องหลอกใครๆ ไปโน่นไปนี่ ตรองฟังจากน้ำเสียง รู้ว่าเธอยังโกรธเขาอยู่พยายามง้อ กุลวรางค์ เห็นแววตาลึกซึ้งที่ตรองมองมายังตนเอง โวยวายลั่นห้ามเขาคิดแบบนั้นกับเธออีก ตรองขยับเข้าไปใกล้ สีหน้ากรุ้มกริ่ม

“แบบไหน คุณรู้ด้วยหรือว่าผมคิดกับคุณยังไง”

กุลวรางค์อดหวั่นไหวไม่ได้ แต่พอนึกได้ว่าเขาเป็นแฟนเพื่อนรักของตัวเอง เธอคว้าถาดใกล้มือฟาดหัวเขาเปรี้ยง ก่อนจะลุกหนี ตรองถึงกับเซ็ง...

ไรวัตเล่นบทคนดีจนมณีจันทร์หลงเชื่อ รับปากจะไปงานปาร์ตี้ซึ่งไรวัตอ้างว่าเป็นปาร์ตี้การกุศลที่บ้านของเขาอาทิตย์นี้ แต่เธอมีข้อแม้ ถ้าไม่ได้ไปไหน ไรวัตกระหยิ่มยิ้มย่อง ตามไปคุยอวดเรื่องนี้ให้ตรองฟัง ตรองไม่เชื่อมณีจันทร์จะตกปากรับคำอย่างที่เขาคุย ไรวัตยืนยันตนเองเปลี่ยนไปแล้ว และอยากเป็นเพื่อนกับตรอง

“คนอื่นเชื่อ แต่ผมไม่เชื่อ อย่าเหนื่อยเล่นละครเลย” ตรองรู้เท่าทันลูกไม้ตื้นๆของไรวัต

ไรวัตยังตีหน้าซื่อตาใส จังหวะนั้น กุลวรางค์เดินกลับมา ไรวัตร้องบอกอย่างตื่นเต้นว่ามณีจันทร์รับปากจะไปงานปาร์ตี้ด้วยแล้ว ตรองรู้ว่ากุลวรางค์จะไปงานนี้ด้วยสนใจขึ้นมาทันที ไรวัตมองออก คิดหาทางแก้เผ็ดตรองที่ชอบขัดคอเขา เลยชวนตรองไปงานด้วย ตรองยังไม่ทันจะให้คำตอบ กุลวรางค์สะกิดถามเรื่องแผนเสียก่อน ทีแรกตรองงงแผนอะไร ทันทีที่นึกได้เขาลงไปนอนชักกระตุกทำเหมือนเป็นลมบ้าหมู พูดติดๆขัดๆ

“บอก...เมณี่...ไปหาหมอ...ให้เมณี่...พาไปหา...หมอ” ตรองว่าแล้วขยิบตาให้กุลวรางค์อย่างรู้กัน

กุลวรางค์รีบบอกให้ไรวัตพาตรองไปที่รถ ส่วนเธอจะไปตามมณีจันทร์เอง...

คืนเดียวกัน ชาวบ้านพบหลวงเจนพาณิชย์หมดสติอยู่ริมน้ำ เลยพามาส่งบ้าน ทันทีที่รู้สึกตัว หลวงเจนพาณิชย์คว้าเสื้อสูทตัวเก่งที่บ่าวฟาดไว้ข้างๆ มาค้นดู จดหมายของ

มร.จอห์นหายไป...

ตรองกับกุลวรางค์หลอกมณีจันทร์ไปที่แผนกจิตเวชจนได้ มณีจันทร์น้อยใจน้ำตาคลอเมื่อรู้ความจริง เธอยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้บ้า ไม่ได้อยากหาจิตแพทย์ กุลวรางค์กับตรองค้าน เพราะสิ่งที่เธอทำทั้งที่ห้องสมุดและบนถนนมันฟ้องว่าเธอไม่ปกติ ทั้งสามคนเริ่มโต้เถียงกัน ไรวัตได้ทีปราดเข้ามาจับมือมณีจันทร์ไว้

“คุณไม่ได้บ้าสำหรับผม กลับบ้านไปกับผมแล้วกันนะ”

มณีจันทร์สะบัดมือเขาออก “คุณก็เหมือนกัน ไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันอยากอยู่คนเดียวแล้วอย่าตามมาล่ะ” มณีจันทร์ชี้กราดกุลวรางค์ ตรอง และไรวัต ก่อนจะเดินหนี ทั้งสามคนได้แต่มองหน้ากันเซ็งสุดๆ...

มณีจันทร์กลับถึงบ้านสีหน้าเศร้ามาก พอมาถึงหน้ากระจกเงา เธอกลั้นน้ำตาต่อไปไม่ไหว ร้องไห้โฮเรียกคุณหลวง มาช่วย ทันใดนั้น เกิดหมอกควันขึ้นที่กระจกเงา ร่างของมณีจันทร์ข้ามภพไปปรากฏตัวที่ห้องหลวงอัครเทพ ม้วนนั่งรออยู่ที่นั่น ตกใจที่เห็นเจ้านายสาวร้องไห้ส่งเสียงเอะอะ หลวงอัครเทพรออยู่หน้าห้องได้ยินเสียงม้วน เปิดประตูผลัวะเข้ามาเห็นมณีจันทร์ร้องห่มร้องไห้ ถามว่าเกิดอะไรขึ้น

“ฉันเหมือนอยู่กลางสองโลก...โลกใบเดิมมองฉันเป็นคนบ้า ฉันไม่ใช่คนของโลกใบนั้นอีกแล้ว ส่วนโลกใบนี้ ฉันก็ไม่เหมือนคนอื่น  ฉันไม่ดีพอสำหรับโลกใบไหนทั้งนั้น” มณีจันทร์คร่ำครวญ

หลวงอัครเทพเช็ดน้ำตาให้เธออย่างอ่อนโยน ทั้งสองคนมองสบตากันลึกซึ้ง ม้วนรู้ว่าไม่งามแต่ด้วยความสงสารมณี–จันทร์ จึงปล่อยให้ทั้งคู่อยู่ด้วยกัน รีบออกไปยืนเฝ้าหน้าห้อง

หลวงอัครเทพปลอบมณีจันทร์ว่า “เพราะเราไม่สามารถทำตามใจใครได้ทั้งหมด โลกที่มีคนอื่นมากเกินไปจึงมักยุ่งยาก จำกัดโลกให้เล็กลงสิให้เหลือเฉพาะคนที่หล่อนรัก เมื่อโลกเล็กลง ย่อมจัดการง่ายกว่า”

“ฉันกับท่านบ่อยครั้งที่เราพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ไปๆมาๆคงเหลือแต่ท่านคนเดียวที่เข้าใจฉันมากที่สุด” มณีจันทร์ร้องไห้อีก หลวงอัครเทพดึงเธอมากอดไว้แนบอก

“แล้วถ้าหากมีแค่ฉันในโลกใบนั้น มันยังไม่สมบูรณ์อีกรึ...น้องน้อย...ชีวิตมีบางครั้งที่โดดเดี่ยวมีบางครั้งคนเขาเข้าใจ แต่ก็มีบ้างครั้งที่เขาไม่เข้าใจ แต่จะไม่เป็นเช่นนั้นตลอดเวลา หากคิดทำในสิ่งที่ดีที่ถูกแล้วก็จงอย่าท้อใจ” หลวงอัครเทพปลอบใจมณีจันทร์จนคลายเศร้า และหยุดร้องไห้ในที่สุด

จากนั้น ทั้งสองคนออกมานั่งคุยกันที่หอนั่งโดยมีขาบกับม้วนคอยรับใช้อยู่ใกล้ๆเพื่อกันข้อครหา มณีจันทร์อยากรู้เรื่องเจ้าคุณวิศาลคดี หลวงอัครเทพเล่าให้ฟังว่าท่านเป็นผู้พิพากษาคดีพระยอดเมืองขวาง หลังตัดสินคดีนี้ ท่านก็ล้มป่วยตรอมใจที่คนดีๆต้องถูกจำคุกด้วยคำตัดสินของท่าน เหตุการณ์ที่หลวงอัครเทพพูดถึงคดีพระยอดเมืองขวางเหมือนที่มณีจันทร์ดูในสารคดีทุกประการ

“มีเรื่องน่าแปลกเกิดขึ้น...ท่านนอนไม่รู้ความ แต่เมื่อฉันไปหา ท่านกลับตื่นขึ้นมาแล้วพูดถึงหล่อนได้อย่างถูกต้อง ทั้งที่ไม่มีใครรู้เรื่องหล่อน ท่านรู้ได้อย่างไร” หลวงอัครเทพนิ่งไปอึดใจ ก่อนจะเล่าอีกว่า

ภริยาของเจ้าคุณวิศาลคดีไปกราบสมเด็จที่วัด สมเด็จบอกกับเธอว่าที่เจ้าคุณนอนหลับไม่รู้ความเช่นนี้เป็นเพราะจิตวิญญาณรักชาติของเจ้าคุณท่องเที่ยวไปในภพอื่น มณีจันทร์พยักหน้าเข้าใจ เพราะเคยพบจิตวิญญาณของท่านไปปรากฏร่างเป็นคนขายของเก่า ขายกระจกเงาเหมือนที่อยู่ในห้องหลวงอัครเทพให้เธอ

“...เป็นคนขายกระจกในโลกโน้นรึ” หลวงอัครเทพตะลึง มณีจันทร์พยักหน้า ตั้งข้อสังเกตว่า

“เป็นไปได้ไหมคะ ความรู้สึกรุนแรงต่อการสูญเสีย จิตวิญญาณส่วนหนึ่งของท่านเร่งรุดไปหาคนมาช่วย ฉันก็ไม่รู้ทำไมเป็นฉัน เพราะฉันก็ไม่รู้อะไรมากนัก”

“เมื่อหล่อนมาแก้ไขอะไรก็ตามสำเร็จ แล้วจะกลับไปเลยใช่ไหม”

มณีจันทร์ตอบไม่ได้ คำตอบอาจจะมีในวันข้างหน้า แต่ไม่ใช่วันนี้ เธออยากพบเจ้าคุณวิศาลคดีสักครั้ง คงต้องขอให้เขาเป็นธุระเรื่องนี้ให้ หลวงอัครเทพรรับปากจะเชิญเจ้าคุณมาพบมณีจันทร์ที่นี่ บางทีเธออาจช่วยงานท่านได้

มณีจันทร์ยิ้มดีใจ

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงอัครเทพจัดกองเอกสารและจดหมายต่างๆมาที่ศาลา แล้วยื่นจดหมายของ มร.จอห์นให้มณีจันทร์ดูเป็นฉบับแรก เขาคิดว่าจดหมายนี้ต้องสำคัญมาก เพราะ มร.จอห์นให้หลวงเจนพาณิชย์ไปส่งที่ท่าเรือด้วยมือตัวเอง มณีจันทร์สังเกตเห็นมือของหลวงอัครเทพเป็นแผลช้ำตอนที่ยื่นจดหมายให้ รีบคว้ามือเขามาดูใกล้ๆ ม้วนกับขาบเห็นเจ้านายจับมือกันก็ ตกใจ หลวงอัครเทพอายพวกบ่าวสั่งให้เธอปล่อยมือ

มณีจันทร์จะปล่อยก็ต่อเมื่อเขาบอกมาก่อนว่าไปทำอะไรมา ขาบปากไวตอบคำถามแทนเจ้านายว่าเป็นเพราะจดหมายฉบับนี้ คุณหลวงถึงกับต้องท้าตีท้าต่อยหลวงเจนพาณิชย์ หลวงอัครเทพหันขวับจ้องขาบเขม็ง

แทนที่เขาจะหุบปาก กลับเล่าฉอดๆว่าเจ้านายของตนเก่งกาจถีบหลวงเจนพาณิชย์จนตกสะพาน ป่านนี้กินน้ำใบบัวบกทั้งคุ้งไม่รู้จะหายช้ำในหรือเปล่า พอมณีจันทร์รู้ว่าแผลช้ำที่มือไม่ทุเลาเพราะหลวงอัครเทพไม่ยอมแตะทั้งยากินยาทา เธอคว้าถ้วยใส่ยาหม้อมาถือไว้ ถามเสียงเข้มจะกินหรือไม่กิน หลวงอัครเทพไม่ยอมกิน

มณีจันทร์คลานเข้าไปนั่งตักเขาหน้าตาเฉย ม้วนกับขาบรีบเอามือปิดตาตัวเอง หลวงอัครเทพหน้าแดงรีบคว้ายามาดื่มแทบไม่ทัน มณีจันทร์ยิ้มพอใจ คลานไปหยิบลูกประคบในถ้วยอีกใบเข้ามา

“ยานี่ทาแผลใช่ไหมคะ...เอามือมา”

หลวงอัครเทพแก้เผ็ดให้มือมณีจันทร์พร้อมมะเหงกเขกหัวดังโป๊ก ม้วนกับขาบขำกันยกใหญ่ หลวงอัครเทพคว้าลูกประคบมาทำเอง จังหวะนั้น อิ่มเข้ามารายงานหลวงอัครเทพว่าได้เวลาแล้ว หลวงอัครเทพเดินตามอิ่มไปทันที มณีจันทร์รู้จากขาบว่าทุกเดือนคุณหลวงจะนัดเพื่อนฝูงมาเล่นมโหรีก็สนใจ...

ครู่ต่อมา มณีจันทร์เข้าไปนั่งด้านหลังคุณหญิงแสร์ ฟังหลวงอัครเทพสีไวโอลินกับวงมโหรีอย่างชื่นชม ยังไม่ทันจบเพลงแรก คุณหญิงสรเดชกับประยงค์ก็มาถึง คุณหญิงสรเดชเห็นมณีจันทร์นั่งฟังอยู่ด้วย คิดจะอวดความสามารถของประยงค์ข่ม ยุให้ลูกไปตีขิมร่วมบรรเลงดนตรีกับหลวงอัครเทพ ทั้งคู่เล่นเข้าขากัน ยิ้มให้กันสนุกสนาน มณีจันทร์ทนดูต่อไปไม่ไหว หนีออกไปยืนเศร้าอยู่คนเดียว

“ท่านถามฉันว่าเมื่อเสร็จงานของฉันแล้วฉันจะอยู่หรือจะไป ฉันตอบไม่ได้จริงๆ แต่หากฉันไม่อยู่ ฉันก็ดีใจนะคะอย่างน้อย ฉันก็ได้เห็นว่าท่านมีผู้ดูแลที่สมบูรณ์เพียบพร้อมขนาดไหน” มณีจันทร์น้ำตาคลอ...

ตรอง ไรวัต และกุลวรางค์นัดกันมาหามณีจันทร์ที่บ้าน กลับพบว่าเธอไม่อยู่ไป ตจว. นุ่มเองก็ไม่รู้ออกไปตอนไหน เมื่อวานยังเห็นอยู่ พอมาดูอีกทีตอนเช้ามณีจันทร์ก็ไม่อยู่แล้ว ตรองสงสัยนุ่มรู้ได้อย่างไรว่าไป ตจว.

“คุณหนูเคยสั่งไว้ก่อนหน้านี้ค่ะว่าช่วงนี้มีธุระไป ตจว. ถ้าหายไปก็ไม่ต้องห่วง บางทีก็มีเขียนโน้ตไว้ เดี๋ยวสองสามวัน คุณหนูก็กลับมาเอง”

ตรองเดาออกนี่ต้องไม่ใช่ครั้งแรก ไรวัตกดมือถือหามณีจันทร์ นุ่มว่าไม่ต้องโทร.ให้เสียเวลา มณีจันทร์ไม่ได้เอามือถือไปด้วยทิ้งไว้ในห้องนอน กุลวรางค์ไม่สบายใจที่ติดต่อเพื่อนไม่ได้ ไรวัตโทษตรองเป็นต้นเหตุทำให้มณีจันทร์โกรธจนหนีไป ถ้าเธอเป็นอะไรไปเขาไม่ให้อภัยตรองแน่ๆ

“นี่...ไหนว่าจะเล่นบทพระเอกไง พอเมณี่ไม่อยู่ลายออกทุกทีเลยนะ”

ไรวัตไม่พอใจตรองที่รู้ทัน ทำท่าจะเข้าไปเอาเรื่อง กุลวรางค์ขวางไว้ ขู่ไรวัตถ้าทำอะไรตรอง เธอจะฟ้องมณีจันทร์ ภาพคนแสนดีของไรวัตรับรองจบเห่แน่ ไรวัตจำต้องระงับความโกรธเอาไว้

ooooooo
ตอนที่ 9

หลังจากวงมโหรีกลับ ประยงค์มาเรียนภาษาอังกฤษกับมณีจันทร์ต่อ เธอเรียนรู้ได้เร็วมากจนมณีจันทร์ออกปากชม ประยงค์เองก็ชื่นชมครูสอนภาษาอังกฤษของตัวเองเช่นกัน แต่คุณหญิงสรเดชกลับไม่ชอบหน้ามณีจันทร์ คอยหาทางทำให้เธอรู้สึกด้อยค่า ครั้งนี้ก็เช่นกัน พอประยงค์ว่างจากการเรียน คุณหญิงสรเดชออกอุบายให้ลูกช่วยเจียนหมากพลูให้เธอหนึ่งชุด เจียนให้สวยที่สุดแบบชาววังที่เธอเคยสอน...

ขณะเดียวกัน คุณหญิงแสร์ไม่สบายใจนักเมื่อรู้ว่าลูกชายจะเรียนเชิญเจ้าคุณวิศาลคดีมา หารือข้อราชการที่บ้าน และมณีจันทร์จะร่วมวงปรึกษาหารือด้วยเพราะเธอเป็นคนแปลข้อราชการเหล่านั้น

“แล้วจะเรียนท่านว่ายังไงพ่อเทพ ผู้หญิงยิงเรือจะรู้ข้อราชการได้อย่างไร”คุณหญิงแสร์สีหน้าเป็นกังวล

“คิดจะกราบเรียนท่านว่าเป็นน้อง รู้ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศส ท่านจะเข้าใจเอง”

คุณหญิงแสร์ก็ยังไม่สบายใจอยู่ดี เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ...

มณีจันทร์นั่งเล่นอยู่กับกองพลูกองหมากอยู่บนเรือน มองหลวงอัครเทพที่นั่งคุยกับคุณหญิงแสร์อยู่ที่ศาลาแล้วนึกอะไรขึ้นมาได้ หยิบใบพลูมาเป่าเป็นเพลงเล่น ตั้งใจจะมอบเสียงเพลงนี้ให้หลวงอัครเทพ จังหวะนั้น คุณหญิงสรเดชเอาซองหมากพลูท่ีเจียนอย่างสวยงามของประยงค์มาอวดมณีจันทร์

“อุ๊ยตาย...นี่หรือคะที่เขาเรียกเจียนหมากพลู น่ารักจริง”มณีจันทร์มองอย่างชื่นชม

“หมากพลูน่ะเป็นของสำคัญนะมีเมียเจียนหมากจีบ พลูได้งาม ชีวิตผัวก็มีความสุขมากโขแล้ว...เอ้า...นังอิ่ม...เอาไปให้คุณหลวง”

มณีจันทร์อึ้ง เพราะรู้มาบ้างว่าผู้หญิงสมัยนั้นจะตั้งใจเจียนหมากพลูให้เฉพาะผู้ชายที่ตนสนใจ

“ฮิๆกินหมากทุกคำคิดถึงน้อง” อิ่มยิ้มกริ่ม รับซองหมากพลูแล้วเดินลงเรือน คุณหญิงสรเดชกับมณีจันทร์มองตามไม่วางตา...

ครู่ต่อมา อิ่มส่งซองหมากพลูให้หลวงอัครเทพ เรียนว่าคุณหญิงสรเดชให้เอามาให้ ทั้งคุณหญิงแสร์และหลวงอัครเทพเข้าใจผิดคิดว่าซองหมากพลูเป็นฝีมือคุณหญิงสรเดช หลวงอัครเทพหันไปค้อมหัวให้คุณหญิงสรเดชซึ่งยืนมองอยู่บนเรือน แล้วยิ้มให้ประยงค์โดยไม่ได้ตั้งใจ ก่อนหยิบหมากใส่ปากเคี้ยวสีหน้ามีความสุข คุณหญิงสรเดชยิ้มสะใจ ขณะที่มณีจันทร์หน้าเจื่อน

“คุณหลวงชื่นชมใหญ่ เอาใส่ปากเคี้ยวทันที ดูสิ...แม่ประยงค์ของแม่หน้าแดงก่ำ เขาเรียบร้อย เขาไม่ชอบให้แม่ทำอะไรแบบนี้ดอก”

อิ่มเดินกลับมาทันได้ยินก็สาระแนทันที“แหมเป็นคู่หมายจะเป็นไรเจ้าคะ เล็กๆน้อยๆจะปล่อยให้ผู้หญิงอื่นเป็นมดแดงแฝงมะม่วงประจบคุณหลวงอยู่ฝ่ายเดียวได้ยังไง”อิ่มแดกดัน มณีจันทร์ถึงกับหน้าเสีย...

ตกดึกคืนนั้น มณีจันทร์เก็บเอาเรื่องนี้ไปคิดจนนอนไม่หลับ ลุกขึ้นมานั่งบ่นคนเดียว“ของเขาทั้งเจียนหมากจีบพลูให้กินจนวันตาย เราทำได้แค่เป่าใบพลูฝากสายลม...เฮอะ งี่เง่าชะมัด...คุณหลวงคะ...คุณประยงค์เหมาะกับคุณหลวงจริงๆด้วยค่ะ”มณีจันทร์ถอนใจเฮือก...

ooooooo

ทันทีที่หลวงเจนพาณิชย์ก้าวเข้ามาในห้าง มร.จอห์นชี้หน้าด่าลั่นที่เขาไม่เอาจดหมายสำคัญของตนไปส่งให้ มร.คล้าก ทำให้จดหมายลงเรือไม่ทันหรือว่าเขาทำจดหมายหาย หลวงเจนพาณิชย์ทำเป็นเพิ่งนึกออก

“อ๋อ...จดหมาย...ไม่ขอรับไม่หาย กระผมลืมเอาไว้ เดี๋ยวกระผมจะรีบเอาไปให้ มร.คล้ากวันนี้เลยขอรับ”

“ทำงานแย่มากเช้าชามเย็นชามเหมือนกันหมด พวกเรากระตือรือร้นกว่านี้มาก เราถึงได้ดิบได้ดี แล้วดูพวกคุณสิ ฮึ...แบบนี้เมื่อไหร่ประเทศคุณจะเจริญ...หา”มร.จอห์นไม่วายแดกดัน หลวงเจนพาณิชย์เปิดหมวกขอโทษแล้วรีบออกจากห้างฯ เดินบ่นพึมพำไม่รู้ไปทำจดหมายหายตอนไหน หาจนทั่วก็ไม่พบ แล้วนึกขึ้นได้ต้องเป็นฝีมือหลวงอัครเทพแน่ๆ แกล้งหาเรื่องตนแล้วแอบขโมยจดหมายไป เขาตรงไปบ้านของคู่อริทันที...

หลวงอัครเทพกำลังจะไปทำงานตอนที่เจอหลวงเจนพาณิชย์มาทวงถามจดหมาย เขาแกล้งถามจดหมายอะไร หลวงเจนพาณิชย์กำลังโมโหไม่ทันคิด ตะคอกใส่ว่าเป็นจดหมายของ มร.จอห์นจะส่งไปอังกฤษ

“จดหมายที่ต้องให้กรมท่าของกระผมตรวจก่อนใช่ไหมขอรับ”

หลวงเจนพาณิชย์รีบปฏิเสธว่าไม่ใช่ จดหมายฉบับนั้นไม่เกี่ยวกับกรมกองไหน มร.จอห์นส่งผ่านเขาไปลงเรือ หลวงอัครเทพดักคอว่าจดหมายประสงค์ร้ายต่อบ้านเมืองหรือถึงได้ไม่รายงานให้ทางราชการทราบ หลวงเจนพาณิชย์ยิ่งพูด ยิ่งเข้าตัว ไม่อยากต่อความด้วยสั่งให้หลวงอัครเทพเอาจดหมาย มาคืน

“กระผมจะตอบเพียงครั้งเดียว กระผมไม่มีจดหมายที่ว่า เชิญออกไปได้แล้ว”

“แค่มองหน้าเอ็งก็รู้แล้ว จดหมายอยู่กับเอ็งแน่ๆไอ้เทพ” หลวงเจนพาณิชย์ชี้หน้าหลวงอัครเทพ ก่อนจะกลับไปอย่างหงุดหงิด หลวงอัครเทพไม่อยากใส่ใจ สั่งขาบรีบไปเตรียมรถลากเดี๋ยวเขาไปทำงานสาย มณีจันทร์แอบฟังอยู่กับม้วนได้ยินเรื่องทั้งหมด มองตามหลวงเจนพาณิชย์อย่างไม่ไว้ใจ

“แสดงว่าจดหมายนั่นสำคัญมาก หลวงเจนจึงมาขอคืน เราต้องรักษาจดหมายนั้นไว้ให้ดี...เอ...เราเอาไปทำงานตรงไหนนะ”มณีจันทร์กวาดตามองไปรอบๆสีหน้าครุ่นคิด...

หลวงเจนพาณิชย์รอจนหลวงอัครเทพไปพ้นสายตา ค่อยๆย่องขึ้นไปบนเรือนรอจนปลอดคน รีบค้นตามที่ต่างๆแต่ไม่พบจดหมาย เหลือบมองไปที่ศาลากลางสวน เห็นมีกองเอกสารวางไว้ เขาตรงไปที่นั่นทันที

ooooooo

มณีจันทร์กำลังจะลงไปที่ศาลาเห็นหลวงเจน-พาณิชย์บ่ายหน้าไปที่นั่นเช่นกัน เธอยอมให้เขาเอาจดหมายไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นหลวงอัครเทพต้องถูกกล่าวหาเป็นขโมยจะเป็นเรื่องใหญ่ ขยับจะเดินต่อ ม้วนรั้งมือเธอไว้

“คุณท่านออกไปไม่ได้เจ้าค่ะ”

“ฉันรู้ ผู้หญิงดีๆเขาไม่ทำกันหรอก แต่ผู้หญิงบ้า...เขายกเว้น”มณีจันทร์สะบัดมือม้วนออก รีบเดินไปยังศาลา ม้วนเห็นท่าไม่ดี วิ่งไปตามขาบมาช่วย

แต่เรื่องไล่คนแค่นี้สำหรับมณีจันทร์ไม่ต้องมีตัวช่วย เธอเด็ดดอกชบาสีแดงมาทัดหูสองข้างทำเหมือนคนบ้าอาละวาดใส่หลวงเจนพาณิชย์จนวิ่งหนีกระเจิดกระเจิง จดหมายเอาคืนก็ไม่ได้แถมโดนคนบ้าตบหัวหลายที หลวงเจนพาณิชย์เดินหัวเสียออกมาถึงประตูรั้วหน้าบ้านหลวงอัครเทพ เกือบชนประยงค์ที่เดินเข้ามากับยาวบ่าวหญิงรับใช้ของเธอ หลวงเจนพาณิชย์อารมณ์ดีขึ้นมาทันที เพราะแอบชื่นชอบเธอมานานแล้ว

“แม่ประยงค์ใช่ไหม...กระผมหลวงเจนพาณิชย์ขอรับ กระผมเห็นแม่ประยงค์ตามเสด็จบ่อยๆ ไม่เคยได้มีโอกาสคุยด้วยสักที วันนี้โชคดีของกระผมเหลือเกิน”

ประยงค์มองซ้ายมองขวา อายที่ต้องยืนคุยกับผู้ชายนานๆ เกรงจะถูกมองเป็นผู้หญิงข้างถนน เดินเลี่ยงจะเข้าบ้าน แต่หลวงเจนพาณิชย์รีบมาดักหน้า ถามประยงค์มาที่นี่มีธุระอะไร ประยงค์ตอบตามมารยาทว่ามาเรียนภาษาอังกฤษกับน้องสาวของหลวงอัครเทพ หลวงเจนพาณิชย์ดีใจมาก เพราะตัวเองชมชอบพวกฝรั่ง เลยนึกว่าเธอชมชอบพวกฝรั่งเหมือนกัน ขยับเข้าไปใกล้ๆยิ้มกรุ้มกริ่ม

“เรียนภาษาอังกฤษใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นคงรู้วิธีทักทายของพวกฝรั่ง shake hand” หลวงเจนพาณิชย์จับมือประยงค์เพื่อสอนการ shake hand ให้ เธอตกใจสะบัดมือถอยกรูด หลวงอัครเทพกลับมาเห็นพอดี ด่าหลวงเจนพาณิชย์ลั่นว่า ทำตัวน่าเกลียด ทั้งๆที่มียศศักดิ์ใหญ่โต ประยงค์กลัวมากวิ่งไปหลบหลังหลวงอัครเทพ

“แม่ประยงค์อุตส่าห์หัวสมัย ต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เลียนแบบบ้านเมืองที่เขาเจริญกว่าเรา ข้าก็สอนให้หล่อน เอ็งนั่นแหละ มาหาเรื่องข้า” หลวงเจนพาณิชย์อ้างหน้าด้านๆ

“เอ็งมันบ้า เดินตามก้นฝรั่งไม่รู้จักคิด ความเจริญไม่จำเป็นต้องถูกเสมอไป บ้านเมืองเราไม่เหมือนเขา ดูผู้หญิงสิ กลัวจนตัวสั่นแล้ว ข้าว่าเอ็งต้องการฉวยโอกาสมากกว่า”

หลวงเจนพาณิชย์โกรธที่หลวงอัครเทพรู้ทัน ชกเปรี้ยงเต็มหน้าจนเซ แล้วจะตามเข้าไปซ้ำ หลวงอัครเทพตั้งหลักได้ถีบยอดอกกระเด็น เอาไม้ตะพดกดอกหลวงเจนพาณิชย์ไว้ไม่ให้ลุกขึ้น ขู่จะไปฟ้องเจ้านายของหลวงเจนพาณิชย์ให้ปลดเขาจากตำแหน่ง ถ้ายังไม่ออกไป คุณหลวงชั่วปัดไม้ตะพดออก ลุกขึ้นชี้หน้าหลวงอัครเทพ

“โธ่เว้ย...เอ็งมันก็ผู้ดีจอมปลอมเหมือนกัน ขโมยของของข้าหน้าไม่อาย เอ็งกับข้ายังต้องเจอกันอีกหลายยก วันนี้ฝากไว้ก่อนโว้ย” หลวงเจนพาณิชย์ถุยน้ำลายลงพื้นก่อนจะออกไป จากนั้นหลวงอัครเทพพาประยงค์ซึ่งยังกลัวตัวสั่นมาที่หอนั่ง ถามเธอว่าอยากให้เขาเอาเรื่องหลวงเจนพาณิชย์ที่ทำรุ่มร่ามกับเธอไหม

“ไม่นะเจ้าคะ หากเอาเรื่องคงไปกันใหญ่ คนที่ไม่รู้ก็จะรู้กันหมด” ประยงค์ทำท่าจะร้องไห้ ขอร้องหลวงอัครเทพอย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ โดยเฉพาะแม่กับพ่อของเธอ ถ้าท่านทั้งสองทราบต้องเอาเรื่องแน่ๆ ขาบนั่งฟังอยู่ด้วยคิดตาม แต่ด้วยนิสัยปากเสียเลยเผลอพูดความคิดตัวเองออกมา

“เอาเรื่องยังไงดี เป็นถึงคุณหลวงเจนไม่ใช่คนธรรมดา เผลอๆยกคุณประยงค์ให้หลวงเจนหาทางแก้หน้า”

ประยงค์ตกใจมาก ขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆหลวงอัครเทพ เอามือเขย่าแขนเขาอย่างลืมตัว “ไม่...ไม่เอานะเจ้าคะ อย่าบอกคุณแม่นะเจ้าคะ อิฉันจะไม่ออกเรือนไปกับหลวงเจน ไม่นะเจ้าคะ คุณหลวงอย่ายอมนะเจ้าคะ”

มณีจันทร์ซึ่งเพิ่งรู้เรื่องที่เกิดขึ้นจากม้วน รีบเดินมาหาประยงค์ด้วยความเป็นห่วงเห็นภาพนั้นพอดี ถึงกับหยุดกึก ประยงค์รู้สึกตัว ขออภัยหลวงอัครเทพ ก่อนจะเอามือออก หลวงอัครเทพเห็นใจประยงค์มาก ยอมทำตามที่เธอขอร้อง หันไปสั่งห้ามขาบกับพวกบ่าวไม่ให้พูดเรื่องนี้ แล้วส่งผ้าเช็ดหน้าให้ประยงค์เช็ดน้ำตา หญิงสาวมองเขาซึ้งใจมาก มณีจันทร์ไม่อาจทนดูได้ หันหลังเดินกลับ ม้วนมองตามงงๆ

ooooooo

ขณะมณีจันทร์กำลังสอนภาษาอังกฤษให้ประยงค์ อยู่ที่โถงกลางเรือน ม้วนยกน้ำมะตูมมาให้ดื่ม มณีจันทร์ถูกใจมากที่แต่ละวันจะมีสารพัดน้ำที่ทำจากต้นไม้  ดอกไม้มาให้เธอดื่ม ทำให้เธอลืมกาแฟและน้ำอัดลมที่เคยชอบไปเลย ประยงค์สงสัยน้ำอัดลมคืออะไร มณีจันทร์หัวเราะแฮ่ะๆ

“ช่างมันเถอะค่ะ คุณประยงค์ก็ทำน้ำพวกนี้อร่อยใช่ไหมคะ”

“แค่ทำได้ เรื่องอาหารไม่เก่งเท่าคุณน้าแสร์หรอกเจ้าค่ะ”

“แต่ก็ยังทำได้ คุณประยงค์ออกเรือนไปกับใครคนนั้นคงสบาย มีคนสวยไว้ให้มองไม่พอยังมีของอร่อยให้กินด้วย ไม่เหมือนฉัน ได้ไป...คงเหมือนมีตัวยุ่งอยู่ในบ้าน” มณีจันทร์พูดแล้วเศร้า

จังหวะนั้น ขาบวิ่งมารายงานมณีจันทร์ท่าทางตื่นเต้น วันนี้ท่านเจ้าคุณจะมา มณีจันทร์งง ท่านเจ้าคุณไหน พอนึกออกว่าเป็นใคร เธอรีบไปถามหลวงอัครเทพซึ่งกำลังเตรียมเอกสารอยู่ที่ศาลา ว่าเจ้าคุณวิศาลคดีจะมาเมื่อไหร่ หลวงอัครเทพตักเตือน ผู้หญิงไม่ควรถามถึงการมาของผู้ชาย

“จะให้บอกกี่ครั้งว่าฉันมาจาก พ.ศ.ที่เท่าไหร่” มณีจันทร์กระซิบเบาๆ เกรงม้วนกับขาบจะได้ยิน

หลวงอัครเทพกำชับอีกว่าเวลาที่พูดคุยกับเจ้าคุณวิศาลคดี มณีจันทร์ต้องใช้คำแทนตัวว่า “อิฉัน” และต้องลงท้ายว่า “เจ้าค่ะ” ทุกครั้ง ห้ามยอกย้อนเวลาท่านพูด อิ่มเข้ามารายงานว่าเจ้าคุณวิศาลคดีมาถึงแล้ว หลวงอัครเทพขยับจะไป แล้วนึกขึ้นได้หันมาสั่งมณีจันทร์ ห้ามออกไปพบท่านเอง ต้องรอให้เรียกก่อน

“ฉันจะไปคอยที่ห้องค่ะ” มณีจันทร์เดินนำม้วนกลับห้อง ม้วนเปิดหีบเสื้อผ้าออกจะแต่งตัวให้มณีจันทร์ใหม่ เจ้าคุณวิศาลคดีเป็นผู้ใหญ่ต้องสวมชุดเรียบร้อย ประยงค์ตามเข้าช่วยแต่งตัวให้มณีจันทร์อีกแรง

“ม้วนบอกว่าคุณมณีจะช่วยงานท่านเจ้าคุณ...อิฉัน...

เอ้อ ขอเรียกน้องนะเจ้าคะ น้องตื่นเต้นมากเจ้าค่ะ พระพุทธเจ้า– หลวงและคนไทยทั้งแผ่นดินพยายามบอกพวกฝรั่งต่างชาติว่า เราไม่ใช่ชาวป่าชาวเขา เราไม่ใช่คนเถื่อนให้พวกเขามาอ้างเหตุในการยึดครอง ตรงกันข้าม  อะไรที่เขารู้ เขาทำ เราก็ทำได้”

“ใช่ คนไทยทำได้ทุกอย่างถ้าอยากจะทำ คนพวกนั้นเวลาไปล่าอาณานิคมชอบอ้างว่าเอาความเจริญไปให้...เชอะ...เราไม่ใช่พวกด้อยพัฒนาขนาดนั้น ไม่ต้องมายุ่งกับเรา...เอ๊ะ คุณประยงค์ก็รู้เรื่องนี้”

“ที่น้องอยากเรียนภาษาอังกฤษก็เพราะอยากเป็นอย่างคุณพี่ ได้ช่วยชาติ...เกิดเป็นหญิงก็เป็นคนไทย หากชาติสูญสิ้น เราก็เจ็บปวดเหมือนชายอกสามศอกทุกคน”

มณีจันทร์มองประยงค์อย่างชื่นชมที่ไม่ได้มีแต่ความสวย เก่งการบ้านการเรือน เธอยังฉลาดและใฝ่รู้อีกด้วย ประยงค์บ่นอย่างท้อแท้ว่าเธอเรียนอ่านเขียนหนังสือหมดทุกเล่ม แต่น่าเสียดาย แม้มณีจันทร์จะตั้งใจสอนเธอเพียงใด สุดท้าย เธอก็คงได้แค่ออกเรือนทำหน้าที่เมีย หน้าที่แม่เท่านั้น

“โถ...ฟังนะคะ ในอนาคตผู้หญิงจะได้เรียนหนังสือ เรียนภาษา ได้เรียนแม้แต่วิชาช่าง เราจะทำงานมีอาชีพเหมือนผู้ชาย เราจะแต่งงานหรือไม่แต่งก็ได้ เราเลือกเองได้ทั้งหมด”

ประยงค์ฟังคำพูดของมณีจันทร์แล้วมีกำลังใจในการเรียนขึ้นมาก และตั้งใจจะแต่งตัวให้มณีจันทร์สุดฝีมือเพื่อเธอจะได้ไปช่วยเจ้าคุณวิศาลคดีทำงานให้บ้านเมืองอย่างเต็มกำลัง

ooooooo

คุณหญิงแสร์คอยสั่งการพวกบ่าวให้ทำอาหารอยู่ที่เรือนครัว ขาบเห็นสีหน้าไม่ค่อยสบายใจของคุณหญิงอดถามไม่ได้เป็นกังวลเรื่องใด

“ท่านเจ้าคุณวิศาลใครๆก็รู้ว่าท่านดุ ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้นแล้วแม่มณีเหมือนคนอื่นที่ไหน...เกิดท่านเจ้าคุณฉวยไม่พอใจคงต่อว่ามาถึงข้า ถึงผัวข้าที่อยู่ในหลุม...เฮ่อ”คุณหญิงแสร์ถอนใจเฮือก เป็นกังวล...

หลวงอัครเทพคุยกับเจ้าคุณวิศาลคดีได้สักพัก ม้วนเดินนำมณีจันทร์เข้ามา ทั้งเจ้าคุณวิศาลคดีและมณีจันทร์ต่างมองสบตากัน มณีจันทร์ยิ้มให้เพราะท่านเป็นคนสำคัญที่พาเธอข้ามภพมา ส่วนเจ้าคุณวิศาลคดีจำเหตุการณ์ที่จิตวิญญาณของตนข้ามภพไปช่วยมณีจันทร์ไม่ได้ เพราะถอดจิตขณะที่ล้มป่วย จำได้เพียงว่าผู้หญิงคนนี้มีความสำคัญ

“ฉันคิดว่าฉันเคยเห็นหล่อนมาก่อนไหมนะ...ช่างเถอะ...

จะเอาอะไรกับความทรงจำของคนแก่ใกล้ตาย”

“คนแก่ที่ไม่เคยตาย มีกี่คนเจ้าคะ”มณีจันทร์ยิ้ม เจ้าคุณวิศาลคดีมองหน้าหญิงสาว รู้ว่าเป็นคำชม ถูกใจหัวเราะลั่น หลวงอัครเทพเห็นท่าทางของทั้งคู่ที่มองสบตากัน นิ่วหน้าสงสัยสนิทสนมอะไรกันนักหนา คุณหญิงแสร์แอบมองอยู่อีกมุมหนึ่งได้ยินเสียงเจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะชอบใจ ถึงกับโล่งอก

“ฉันไม่เคยคิดว่าฉันจะเป็นอมตะหรอกแม่หนู แก่แล้วยังไงก็ต้องตาย”เจ้าคุณวิศาลคดีตอบอารมณ์ดี

“ความเป็นอมตะในพงศาวดารก็เป็นอมตะอย่างหนึ่งนะเจ้าคะ อย่างท่านอาจเป็นอมตะในพงศาวดาร”

เจ้าคุณวิศาลคดีถูกใจในความฉลาดเฉลียวของมณีจันทร์ ยิ่งรู้ว่าเธอพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสยิ่งชื่นชม จากนั้น หลวงอัครเทพเชิญเจ้าคุณวิศาลคดีมายังศาลากลางสวนเพื่อดูเอกสารต่างๆ ที่เขากับมณีจันทร์รวบรวมไว้ มณีจันทร์หยิบจดหมายของ มร.จอห์นให้เจ้าคุณวิศาลคดีดู

“นี่คือจดหมายที่ มร.จอห์นฝากหลวงเจนไปส่ง อิฉันนั่งคิดอยู่นานว่าเหตุใดหลวงเจนจึงอยากได้มันกลับคงเป็นเพราะเนื้อหาจดหมาย หากมีคนใช้จดหมายนี้เอาผิด มร.จอห์น เขาก็อาจถูกขับไล่ออกนอกประเทศ”

เจ้าคุณวิศาลคดีสงสัยทำไมต้องกลัวขนาดนั้น มณีจันทร์รื้อหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับหนึ่งขึ้นมารายงานว่า มร.จอห์นแสดงความโกรธแค้นที่มีการส่งเรือรบมาขู่พวกเรา คำพูดของเขาถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เธอแปลข้อความในหนังสือ– พิมพ์ให้เจ้าคุณวิศาลคดีฟัง

“สื่ออังกฤษและยุโรปต่างประณามการเข้ามาของเรือรบในครั้งนี้ มีภาพการ์ตูนล้อการเมืองเขียนว่า หมาป่าและลูกแกะ หมาป่าหมายถึงฝรั่งที่เอาเรือรบมา ลูกแกะหมายถึงสยาม”

เจ้าคุณวิศาลคดีชมมณีจันทร์ไม่หยุดปากที่สามารถอ่านภาษาอังกฤษแล้วแปลได้ในทันที หลวงอัครเทพรายงานเพิ่มเติมว่า มร.จอห์นเป็นผู้มีอิทธิพลสูงต่อรัฐและสื่อในประเทศเขาเอง พวกนั้นเชื่อถือเขามาก เขาอยากทำงานส่งข่าวส่งความคิดเห็น แต่ไม่อยากให้ทางเรารู้เพราะไม่แน่ใจว่าเราจะคิดอย่างไร

“เขาเปิดห้างใหญ่โตลงทุนไปมากมาย หากเกิดอะไรขึ้นในสยามก็อาจกระทบต่อการค้าขายของเขา”

“คนอังกฤษห่วงผลประโยชน์ของตัวเองในสยาม ดีล่ะ แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้ ทำเหมือนเขาเป็นแค่พ่อค้า ต่อไปต้องใช้นายคนนี้ให้เป็นประโยชน์”เจ้าคุณวิศาลคดีสั่งการ

“เจ้าคะ...งั้นต้องเก็บจดหมายนี้ให้มิดชิดอย่าให้ มร.จอห์นรู้ว่าเราได้มันมา”

เจ้าคุณวิศาลคดียิ้มพอใจที่มณีจันทร์กับหลวงอัครเทพทำงานได้ดีมาก มณีจันทร์ยิ้มตอบดีใจที่สามารถช่วยงานท่านได้ เจ้าคุณวิศาลคดีเผลอมองความงามของมณีจันทร์ ขณะที่หลวงอัครเทพเห็นแล้วชักเริ่มหึง

ooooooo

คุณหญิงแสร์ขอตัวไม่ร่วมวงกินข้าวกลางวันกับเจ้าคุณวิศาลคดีและหลวงอัครเทพ เพราะเธอต้องคอยกำกับพวกบ่าวที่เรือนครัวไม่เช่นนั้นจะเหลวกันหมด เจ้าคุณวิศาลคดีเลยหันไปเรียกมณีจันทร์มากินข้าวด้วยกัน คุณหญิงแสร์ขี้เกียจใจหายใจคว่ำชิงพูดขึ้นก่อน

“อย่าเลยเจ้าค่ะ...คงไม่เหมาะ”

“ฉันไม่ถือหรอก เราสองคนทำงานกับฝรั่งเยอะแยะ มีแหม่มมาร่วมโต๊ะอาหารคุยงานด้วยบ่อยครั้ง ฉันไม่ได้ถือว่าแม่มณีเป็นหญิงทั่วไป ให้มาร่วมวงเถิด”

คุณหญิงแสร์จำใจหันไปพยักพเยิดให้มณีจันทร์เข้าไปร่วมวงด้วย แล้วขอตัวลงไปที่เรือนครัว แต่ไม่มีจิตใจจะทำอะไรห่วงมณีจันทร์จะก่อเรื่อง คุณหญิงแสร์ทิ้งงานย่องกลับมาบนเรือนหามุมแอบมองเธออยู่ห่างๆ ยิ่งกินข้าวยิ่งไม่ไว้ใจ ถึงขนาดยกมือไหว้บนบานศาลกล่าวต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วย ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ได้ยินแต่เสียงเจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะชอบใจเป็นระยะๆ คุณหญิงแสร์ยิ้มสบายใจ...

ได้เวลาเจ้าคุณวิศาลคดีจะกลับ หลวงอัครเทพ คุณหญิงแสร์และมณีจันทร์ออกมาส่ง เจ้าคุณวิศาลคดีไม่วายปรึกษาข้อราชการกับหลวงอัครเทพตบท้าย เราได้ตัว มร.จอห์นพ่อค้าชาวอังกฤษมาคนหนึ่งแล้ว เขาอยากได้ชาวฝรั่งเศสอีกสักคนหนึ่ง หลวงอัครเทพรู้งานเสนอชื่อ “เมอร์ซิเออร์ปิแอร์”

“คิดตรงกัน...หากเราได้ใจของสองคนนี้ เราก็จะรู้ความคิดของพวกเขา เราจะใช้พวกเขาให้เป็นประโยชน์ ทำงานทางการทูต” สิ้นเสียงเจ้าคุณวิศาลคดี มณีจันทร์โพล่งขึ้นทันที

“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง”

คุณหญิงแสร์หันไปส่ายหน้าให้มณีจันทร์เป็นเชิงไม่ให้พูดอะไรอีก หญิงสาวรู้ตัว ดุด่าตัวเองที่พูดแทรกผู้ใหญ่ แล้วตบปากตัวเองวุ่นวายอยู่คนเดียว เจ้าคุณวิศาลคดีหัวเราะขำ

“แหม วันนี้วันดี ได้งานได้การ ได้กินของอร่อย ยังได้หัวเราะอีกด้วย”

“ถ้ามีอะไรผิดพลาดไป อิฉันต้องกราบขออภัยนะเจ้าคะ” คุณหญิงแสร์ยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณ

“อะไรกันแม่แสร์ พ่อเทพน่ะรอบคอบมีไหวพริบ ผู้ใหญ่ไว้วางใจ ลูกชายแม่แสร์คนนี้นะดูต่อไปเถอะ จะกิน ตำแหน่งไม่แพ้พ่อเขา ส่วนแม่มณี ต่อไปเรายังมีงานต้องทำด้วยกันอีกเยอะ แล้วเจอกันใหม่นะ” เจ้าคุณวิศาลคดีมองมณีจันทร์อย่างมีเมตตา ก่อนจะขึ้นรถลากกลับไป

ooooooo

ในเวลาเดียวกัน ไรวัตแวะมาหามณีจันทร์ที่บ้าน ขัดใจมากเมื่อพบว่าเธอยังไม่กลับจาก ตจว. ทั้งที่รับปากเขาไว้แล้วจะไปงานปาร์ตี้คืนนี้ด้วยกัน ไรวัตสงสัยมณีจันทร์อาจจะอยู่กับตรอง รีบคว้ามือถือขึ้นมา โทร.หา แต่ไม่กล้าถามถึงมณีจันทร์ตรงๆตรองรู้ทันตามเคย

“ถ้าแกล้งโทร.มาถามล่ะก็ บอกได้เลย เมณี่ไม่ได้อยู่กับผม”

ไรวัตปฏิเสธว่าไม่ได้โทร.มาถามหามณีจันทร์ แค่จะถามตรองจะมางานหรือเปล่า พอตรองรู้ว่ากุลวรางค์ไปงานนี้แน่ๆ เขาสนใจขึ้นมาทันที ถามไรวัตต้องแต่งตัวอย่างไร ไรวัตเจตนาพูดกำกวมเพื่อให้ตรองเข้าใจผิด คิดว่างานนี้ต้องแต่งตัวหรูแบบพวกไฮโซ เขาจึงลงทุนไปเช่าชุดสูทหรู ผูกหูกระต่าย...

ตรองมาถึงงานปาร์ตี้กลับพบว่า ผู้มาร่วมงานทั้งหมดอยู่ในชุดนอน เพราะเป็นงานปาร์ตี้ชุดนอน แถมพนักงานเสิร์ฟอยู่ในเครื่องแบบสูทผูกหูกระต่ายเหมือนเขาไม่มีผิดเพี้ยน ตรองต่อว่าไรวัตที่ไม่ยอมบอกเรื่องเสื้อผ้า ไรวัต

โกหกหน้าตาเฉยว่าบอกแล้ว จากนั้นก็ขอตัวไปหาเพื่อน ทิ้งตรองไว้ตรงนั้นคนเดียว...

กุลวรางค์แปลกใจมากที่เห็นตรองมางานนี้ ทั้งที่มณีจันทร์มาไม่ได้ยังอยู่ ตจว. ตรองมางานนี้เพราะกุลวรางค์ไม่ใช่มณีจันทร์ เขาต้องการมาเรียนรู้ชีวิตของเธอ โลกของเธอและรู้จักเพื่อนๆ ของเธอ กุลวรางค์เหนื่อยใจที่ตรองยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจ จังหวะนั้นเพื่อนของกุลวรางค์มาชวนเธอไปเต้นรำ กุลวรางค์ยัง เคลียร์กับตรองไม่เสร็จ บอกให้เพื่อนไปสนุกกันก่อน

“แหม...ทำไมล่ะ เพื่อนชวนทั้งที...ไป...ไปเต้นรำกัน” ตรองว่าแล้วลากกุลวรางค์ไปกลางฟลอร์

เธอกลับยืนนิ่งไม่ยอมเต้น เขาต้องคะยั้นคะยอ ผู้ร่วมงานบางคนเมาไม่ได้สติเต้นไปเต้นมาชนกับขี้เมาอีกคน เลยเปิดศึกกำปั้นกันกลางฟลอร์ ตรองเห็นท่าไม่ดีรีบลากกุลวรางค์ ไปทางอื่น ตรองกวาดตามองไปรอบงาน พยายามจะเรียนรู้สังคมของผู้หญิงที่เขาหลงรัก และพยายามหาข้อดี ทั้งที่ไม่ค่อยมีให้เห็น

ทั้งคู่หลบมายืนตรงมุมวางอาหาร แขกในงานคิดว่าตรองเป็นบ๋อย เอาจานอาหารใช้แล้วยัดมาใส่มือเขาจนล้น กุลวรางค์ทนไม่ไหวลากตรองไปห้องน้ำ สั่งให้เขาแปลงโฉมตัวเองใหม่ ไม่ให้เหมือนบ๋อย ตรองเอาหูกระต่ายออก ปลดกระดุมเสื้อลงสองเม็ด แล้วดึงชายเสื้อออกนอกกางเกง ส่องกระจกดูตัวเองอีกครั้ง

“แค่นี้ก็เรียบร้อย ไม่เหมือนบ๋อยล่ะ แหม อุตส่าห์ไปเช่ามา เฮ่อ”

“คุณลงทุนเช่าชุดเลยหรือ...คุณมันบ้า จะให้บอกกี่ครั้งว่าไม่มีประโยชน์ ฉันไม่ใจอ่อนกับคนอย่างคุณง่ายๆหรอก” กุลวรางค์เดินหัวเสียออกไป ผ่านหน้าขิงกับแฟนหนุ่มซึ่งเป็นพวกขี้ยา ขิงเสนอยาเสพติดราคาพิเศษให้กุลวรางค์ซึ่งไม่สนใจแถมด่าสั่งสอนก่อนจะผละจากมา ขิงไม่พอใจมาก

“หนอยนังกุลวรางค์ หมั่นไส้วะ ไปจัดเอาไอ้ที่ละลายน้ำได้มาสักชุด สนองนังนี่มันหน่อยสิ”

แฟนขิงเดินไปที่มุมเครื่องดื่ม แอบเอายาเสพติดละลายลงในเครื่องดื่มแก้วหนึ่ง มีแขกคนหนึ่งเดินมาจะหยิบ แฟนขิงร้องห้าม แก้วนี้ของกุลวรางค์ ตรองเดินมาได้ยินพอดี ถามแฟนขิงเห็นกุลวรางค์ไหม

“อ้อ...นายตามหาเธออยู่หรือ ดีเลยเอาเครื่องดื่มแก้วนี้ไปให้เธอที เธออยู่แถวโน้นน่ะ”

ตรองชะเง้อคอมอง เห็นกุลวรางค์นั่งอยู่แถวสระว่ายน้ำ คว้าแก้วเครื่องดื่มเดินเข้าไปหา ทีแรกกุลวรางค์ไม่ยอมดื่ม แต่ทนตรองรบเร้าไม่ไหวคว้ามาจิบ พอเธอรู้ว่าแฟนขิงเป็นคนชงเครื่องดื่มแก้วนี้ให้ บ้วนทิ้งแทบไม่ทัน

“มันเป็นเอเย่นต์ขายยาไอซ์ยาอี เอาน้ำมันมาให้ฉันกิน ได้ยังไง...โหย ไปล้วงคอจะออกไหมเนี่ย” กุลวรางค์เทน้ำในแก้วทิ้ง แล้ววิ่งไปเข้าห้องน้ำ ตรองโกรธแฟนขิงมากที่บังอาจวางยากุลวรางค์ เดินหน้าตาเอาเรื่องเข้าไปหา ขิงกับแฟนไม่เกรงกลัว มองตรองอย่างท้าทาย ตรองประกาศให้ทุกคนในงานรู้ว่าพวกนี้ค้ายาเสพติด และขอให้ใครก็ได้ช่วยแจ้งตำรวจให้ที ทุกคนในงานเลี้ยงยืนฟังนิ่ง แฟนขิงชี้หน้าตรอง

“ฮึ...ไอ้โง่ ใครเอาไอ้โง่ตัวนี้เข้ามาในงานวะ ไม่มีใครสนใจที่แกพูดหรอก เพราะครึ่งหนึ่งในนี้เป็นลูกค้าข้า”

แฟนขิงตะโกนสั่งให้สมุนของตนจัดการปิดปากตรอง สมุนไม่รอช้ารุมกระทืบตรองอ่วม ไรวัตรีบวิ่งมาห้ามบอกขิงว่า ตรองเป็นเพื่อนของเขา ขิงสั่งสมุนหยุดมือ กุลวรางค์เพิ่งรู้เรื่องวิ่งเข้าไปดู เห็นตรองสลบเหมือดเลือดเต็มหน้า ตกใจกรีดร้องลั่น

ooooooo

มณีจันทร์นอนไม่หลับได้ยินเสียงหลวงอัครเทพสีไวโอลิน เดินออกมาคุยด้วย หลวงอัครเทพเตือน ไม่ให้เธอเข้ามาใกล้ เดี๋ยวพวกบ่าวมาเห็นเข้าจะไม่งามแก่ตัวเธอเอง มณีจันทร์พยายามยืนห่างๆ ชวนเขาพูดคุยหลายเรื่อง ร่ายยาวไปถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง หลวงอัครเทพตกใจมาก ที่ทุกประเทศในโลกก่อสงครามกันถึงสองครั้งสองครา แล้วถามถึงสยามเป็นอย่างไรบ้าง

“ปลอดภัยทั้งสองครั้ง รวมทั้งคราวนี้ สุดท้ายเราเสียดินแดนไปมากมาย แต่เรายังคงเป็นประเทศเดียวในแถบนี้ที่รักษาเอกราชไว้ได้ ฉันจึงคิดว่าทำอย่างไรเราจะเสียน้อยที่สุด”

“ท่านเจ้าคุณแน่ใจอย่างนั้นเช่นกัน...หล่อนรู้ปัญหานี้ดีแค่ไหน”

“น่าแปลกนะคะ ประวัติศาสตร์หรือจะเรียกพงศาวดารไม่เคยรวบรวมรายละเอียดเรื่องนี้อย่างจริงจัง มักกระจัดกระจายอยู่ตรงนั้นตรงนี้ อย่างกับเราพยายามลืมกันอย่างนั้นล่ะค่ะ” มณีจันทร์สีหน้าจริงจังขึ้นมาทันที

“บางทีฉันก็ไม่เข้าใจหล่อน บางทีหล่อนพูดเล่น บางทีหล่อนพูดจริง บางทีมันปนกันไปหมด”

มณีจันทร์หัวเราะหน้าทะเล้น หลวงอัครเทพเตือนว่าเล่นบ้างจริงบ้างไม่ควรใช้กับผู้ใหญ่อย่างเจ้าคุณวิศาลคดี และเป็นเด็กต้องไม่ยิ้มกับผู้ใหญ่อย่างนั้น พูดจาอะไรก็ควรระมัดระวังปาก

“ท่านเจ้าคุณก็ชมอยู่หรอกว่า งามโฉมงามวิชาวาจาหาญ... ท่านยังถามเกี่ยวกับตัวหล่อนหลายประการ...คุณหญิงท่านสิ้นไปแล้ว มีแต่นังเล็กๆยังไม่ยกใครขึ้นมา”

“ฉันจะได้เป็นคุณหญิงหรือคะ” มณีจันทร์แกล้งถามน้ำเสียงตื่นเต้น

“ท่านมีอำนาจมากเสียด้วย เกิดท่านพอใจก็อาจจะได้เป็นกระมัง”

“คงดีนะคะ ฉันเป็นอะไรมาหลายอย่างแล้ว แต่ยังไม่เคยเป็นคุณหญิง”

หลวงอัครเทพหน้าตึงขึ้นมาทันที “คอยสักหน่อยได้ไหม อย่าเพิ่งเป็นเลยวันนี้ วันหน้าจะได้เป็น”

“คอยได้สิคะ คอยเมื่อไหร่ก็ได้” มณีจันทร์พาซื่อ ไม่รู้ ความนัยของคำพูดนั้น

“ขอให้จำไว้แล้วกัน” หลวงอัครเทพมองมณีจันทร์มีเลศนัยราวกับจะสื่อให้รู้ว่าสักวันหนึ่ง เมื่อเขาได้เป็นเจ้าคุณ เธอก็จะได้เป็นคุณหญิงของเขา แต่มณีจันทร์ไม่เข้าใจ ไม่รู้เขาจะให้เธอจำอะไร

ooooooo
กลับไปยังรายบอร์ด