กลับไปยังรายบอร์ด โพสต์ใหม่

[ช่อง 7] คุณพ่อหวานแหวว



คุณพ่อหวานแหวว

ออกอากาศ : ละครหลังข่าว พุธ - พฤหัสบดี 20.25 น. ทางช่อง 7
บทประพันธ์ : โสภี พรรณราย
บทโทรทัศน์ : สรรพชัย เกิดอุทัย
กำกับการแสดง : ประทุม สินธุอุส่าห์
ผู้ผลิต : ดีด้า วีดีโอ โปรดักชั่น จำกัด

รายชื่อนักแสดง

วีรภาพ สุภาพไพบูลย์           รับบทเป็น     ศัลย์
ฝนทิพย์ วัชรตระกูล      รับบทเป็น     รมิดา
ด.ช.ชญานิน เต่าวิเศษ         รับบทเป็น     แมนยู
พาทิศ พิสิฐกุล         รับบทเป็น     สุริยน
ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล         รับบทเป็น     เดือนฉาย
ภทรนันท์ จามิกรณ์     รับบทเป็น     ตะวัน
ศรศิลป์ มณีวรรณ์         รับบทเป็น     ไพลิน
อินทิรา เกตุวรสุนทร         รับบทเป็น     ปาริชาติ
ทศพร รถกิจ     รับบทเป็น     ดุสิต
สุรวุฑ ไหมกัน         รับบทเป็น     ชาญศักดิ์
พรรัมภา สุขได้พึ่ง         รับบทเป็น     สีดา
ปริษา ธนาวิวัฒน์         รับบทเป็น     แจ่มจันทร์
สุภัทธา ทิวานนท์         รับบทเป็น     นัยนา
เกรียงไกร อุณหะนันท์         รับบทเป็น     สุเทพ
ทูน หิรัญทรัพย์         รับบทเป็น     ศิริ
สมบัติ เมทะนี         รับบทเป็น     ทรงยศ
เฉลิมพร พุ่มพันธ์วงศ์         รับบทเป็น     วัลลภ
วนิษฐา วัชโรบล         รับบทเป็น     ลัดดา
ด.ญ.ปานรดา ดเชนทร์นุกูล         รับบทเป็น     กำไล

เรื่องย่อ ละครคุณพ่อหวานแหวว

รมิดา (ฝนทิพย์ วัชรตระกูล) สาวสวยหน้าหวานมารอรับ แมนยู (ชญานิน เต่าวิเศษ) ลูกชายวัย 5 ขวบที่โรงเรียนอนุบาล เธอเห็นลูกชายตัวน้อยกำลังผลักอกเด็กชายวัยเดียวกันเซล้มลง รมิดาจำได้ว่าเด็กคนนั้นชื่อ น้องบอย เป็นเด็กที่มีเรื่องทะเลาะกับแมนยูบ่อยๆ หญิงสาวรีบวิ่งไปดึงนายตัวดีออกมาก่อนที่แมนยูจะกระโจนเข้าไปฟัดน้องบอยอีก ครูเวรรีบเข้ามาช่วยแยกเด็กทั้งคู่ออกจากกัน รมิดาต้องช่วยครูเวรไกล่เกลี่ยคู่กรณีอยู่ครู่ใหญ่ พอขึ้นรถสองแม่ลูกก็หน้าบึ้งเข้าหากัน แมนยูมอง “แม่ดา” ตาคว่ำ เด็กชายไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ดาต้องโกรธด้วย ทั้งๆ ที่น้องบอยเป็นฝ่ายหาเรื่องเขาก่อน แมนยูงอนไม่ยอมกินของว่างแสนอร่อยที่แม่ดาเตรียมไว้ให้ บรรยากาศในรถเงียบกริบ ไม่สนุกสนานเหมือนทุกวัน

เมื่อกลับมาถึงบ้าน รมิดาดึงตัวลูกน้อยมาซักถามเรื่องราวทันที เธอแปลกใจที่แมนยูยืนกรานแต่ว่าแกไม่ผิด รมิดาคว้าไม้เรียวทั้งที่ไม่อยากทำ แต่ในเรื่องลูกชายดื้อนักก็ต้องปราบกันบ้าง หญิงสาวฟาดก้นแมนยูไปหนึ่งที เด็กน้อยน้ำตาคลอพึมพำปนสะอื้นว่า “น้องบอยล้อแมนยูว่าไม่มีพ่อ อยู่กับแม่ต้องเป็นตุ๊ดแน่ๆ แมนยูเถียงว่าไม่ใช่...บอยก็ไม่ยอมหยุดล้อ...แมนยูโมโหเลยผลักบอยล้ม....” รมิดาทิ้งไม้เรียวเข้ามากอดลูกชายอย่างสงสาร เธอส่งตัวลูกชายให้พี่เลี้ยงแล้วนั่งซึมหวลคิดถึงอดีต....ที่จริงแล้วแมนยู เป็นลูกชายของ ชาญศักดิ์ (สุรวุท ไหมกัน) กับ สีดา (พรรัมภา สุขได้พึ่ง) แต่แม่ของแกหย่ากับชาญศักดิ์ แล้วไปอยู่อเมริกาตั้งแต่คลอดแมนยูได้ไม่กี่เดือน ชาญศักดิ์จึงเลี้ยงลูกตามลำพัง เขารวยมากเป็นเจ้าของที่ดินและอาคารพาณิชย์หลายแห่ง แค่บริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่ก็เกินพอแล้ว เขาโชคดีที่มี สุริยน (พาทิศ พิสิฐกุล) ซึ่งเป็นน้องชายคอยช่วยดูแลอีกแรง......ชาญศักดิ์รู้จักและสนิทสนมกับ สุเทพ (เกรียงไกร อุณหะนันทน์) พ่อของรมิดา สุเทพเปิดร้านอาหาร เขาเป็นเชฟฝีมือดีจึงมีลูกค้ามาอุดหนุนมากมาย ชาญศักดิ์และแมนยูเป็นลูกค้าประจำจึงคุ้นเคยกับรมิดามาก....แม้จะเป็นสาว หน้าหวาน แต่รมิดาตัดผมสั้น บุคลิกเก๋ เท่ห์ ชวนมอง ดูเผินๆ เหมือนผู้ชายหน้าสวยคนหนึ่ง หญิงสาวค่อนข้างซนแก่น จึงเข้ากับแมนยูได้ดีเด็กชายเองก็ติดเธอมากเช่นกัน

รมิดาเข้าใจและเห็นใจแมนยูที่ไม่มีแม่ เพราะเธอเองก็ไม่รู้จัก “แม่” เช่นกัน ในชีวิตเธอมีแต่พ่อสุเทพเท่านั้น เธอเคยถามถึงแม่ สุเทพเล่าให้ฟังอย่างเจ็บปวดว่า...แม่ของเธอเป็นลูกสาวเศรษฐี ไม่อยากจะมากัดก้อนเกลือกินกับพ่อซึ่งเป็นเชฟจนๆ จึงหนีกลับไปอยู่กับพ่อแม่ตั้งแต่รมิดายังแบเบาะ ที่น่าเสียใจคือพ่อเพิ่งรู้ว่าแม่ไม่รักพ่อและเธอเลย ก็เพราะแม่ให้คนสนิทมานัดให้พ่อไปรับที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง โดยบอกว่าจะหนีไปกับพ่ออีกครั้ง แต่เมื่อถึงวันนัดแม่กลับไม่มา แต่มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งมาแทน คนพวกนั้นต้องการกำจัดพ่อกับรมิดา พ่อต้องอุ้มเธอหนีตายกระเซอะกระเซิง....ไม่นานนัก พ่อก็ได้ข่าวว่าแม่แต่งงานใหม่กับลูกชายเจ้าของโรงแรมแห่งหนึ่ง พ่อจึงตัดสินใจเปิดร้านอาหารทำมาหากินเลี้ยงรมิดาคนเดียว ซึ่งเธอก็ไม่ทำให้พ่อผิดหวัง นอกจากเรียนเก่งแล้วเรื่องการทำอาหารเธอก็มีฝีมือมากเช่นกัน มิเสียแรงที่สุเทพอุ้มเข้าครัวตั้งแต่เล็กๆ รมิดาจึงมีรสมือที่ไม่ต่างจากสุเทพเลย เธอทำอาหารได้ดีทุกอย่าง ที่ถนัดมากคืออาหารจีน

ชาญศักดิ์เห็นลูกชายติดรมิดามาก เขาเองก็อยากให้ลูกมีแม่ ได้มีครอบครัวอบอุ่นเหมือนคนอื่นบ้าง แต่ก็ยังไม่พบใครที่รักและเอ็นดูลูกชายของเขาได้เหมือนเธอ ชาญศักดิ์เฝ้าดูรมิดามานาน และรักเธอในที่สุดเขามั่นใจว่าเธอเป็นคนดีจึงขอรมิดาแต่งงาน ซึ่งสุเทพก็สนับสนุนเต็มที่ ทว่าอีกไม่นานสุเทพเกิดป่วยหนัก ชาญศักดิ์ช่วยรมิดาพาพ่อไปโรงพยาบาล แต่สุเทพอาการทรุดลงอย่างรวดเร็ว ก่อนตายสุเทพบอกลูกสาวว่าแม่ของเธอชื่อ นัยนา (สุภัทธา ทิวานนท์) เป็นลูกสาวคนเล็กของ ทรงยศ (สมบัติ เมทะนี) กับ สุรีย์ เจ้าของโรงแรมเจสเตอร์ หลังจากแต่งงานกับ ศิริ (ทูน หิรัญทรัยพ์) ทายาท คนเดียวของเจ้าของโรงแรมสยามคอสโม เธอก็เข้ามาบริหารโรงแรมสยามคอสโมเต็มตัว ซึ่งทั้งสองแห่งเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว.....การที่สุเทพตัดสินใจบอกความจริงกับรมิดา ก็เพราะไม่ต้องการให้เธอเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนในตระกูลนี้ไม่ว่าใครทั้งนั้น

เมื่อรมิดาจัดการงานศพบิดาและออกทุกข์เรียบร้อย ชาญศักดิ์จึงเริ่มกำหนดงานแต่งงาน รมิดาโชคดีที่ทั้งลูกชายและน้องชายชาญศักดิ์ยอมรับเธอ แต่แล้วก่อนจะถึงวันแต่งงานเพียงสามวัน ชาญศักดิ์ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต รมิดากับสุริยนจึงต้องช่วยกันจัดงานศพและดูแลแมนยูไปพร้อมกัน...ชาญศักดิ์ เป็นคนรอบคอบมาก เขาทำพินัยกรรมไว้เรียบร้อย ทั้งสุริยน แมนยู และรมิดาต่างก็ได้รับมรดกเป็นทรัพย์สินที่มากพอจะอยู่ได้อย่างสบายไปตลอด ชีวิต....

รมิดานั้นรักแมนยูมาก เธอดูแล ตั้งใจเลี้ยงดูเด็กน้อยราวกับเป็นลูกของเธอเอง หญิงสาวทำหน้าที่แม่ได้เป็นอย่างดี เธอไปรับไปส่งแมนยูที่โรงเรียนทุกวัน อาหารการกินก็ทำเอง วิถีชีวิตราบรื่น อบอุ่น มีความสุข.....แต่เหตุการณ์ที่โรงเรียนวันนี้ก็ทำให้รมิดาไม่สบายใจ

สุริยนมาหารมิดาก็เห็นเธอนั่งหน้ามุ่ย รมิดาเล่าเรื่องที่โรงเรียนให้ฟัง เพราะเธอกับเขาก็สนิทกันมาก ชายหนุ่มเป็นทั้งเพื่อนและพี่ชายที่แสนดี ไม่เคยคิดกับเธอเป็นอื่น รมิดาอยากเห็นแมนยูเติบโตขึ้นอย่างไม่มีปมด้อย และมีความสุขมากที่สุด สุริยนไม่อยากให้รมิดากังวลเกินไป เพราะแมนยูยังเด็กนัก แต่เขาก็รับปากจะช่วยเธอทุกเรื่อง....

เย็นวันหนึ่ง รมิดาเล่นกับแมนยูตามลำพัง เด็กน้อยเล่าว่าโดนเพื่อนล้ออีกแล้ว วันนี้อายมากเพราะโดนล้อต่อหน้า กำไล (เด็กหญิงปานรดา คเชนทร์กุล) เด็กหญิงเพื่อนสนิทวัยเดียวกัน รมิดาปลอบว่าเธอสามารถเป็นได้ทั้งพ่อและแม่ของแมนยู เด็กชายฟังอย่างไม่แน่ใจ ความคิดแวบหนึ่งเข้ามาในสมองเธอทันที......วันต่อมา แมนยูแปลกใจที่แม่ดาส่งเขาให้พี่เลี้ยงแล้วหายตัวไป สักพักขณะที่แมนยูกำลังเล่นเพลินๆ ในสนามหน้าบ้าน ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา แมนยูจ้องเขานิ่งเพราะไม่เคยรู้จักมาก่อน พอถามว่าเขาเป็นใคร ชายคนนั้นกลับหัวเราะเสียงใส ทำให้แมนยูแปลกใจและเริ่มกลัว เสียงหวานๆ บอกให้เด็กน้อยดูหน้าเขาให้ดี แมนยูจำได้แล้ว แม่ดานั่นเอง รมิดาหัวเราะชอบใจเมื่อลูกชายจำได้ เธอบอกว่า ในเมื่อรับปากจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้แมนยู เธอก็ต้องทำให้ได้ เด็กชายหัวเราะชอบใจพลางบอกจะเรียกเธอว่า “พ่อดาบ” เวลาแม่ดาแต่งตัวเป็นผู้ชาย สองแม่ลูกสัญญากันว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับที่รู้กันแค่สองคน

วันหนึ่ง...สุริยนกับรมิดาปรึกษากันเรื่องจะเปิดร้านอาหาร สุเทพเคยฝันอยากเปิดร้านอาหารเล็กๆ ขายอาหารอร่อยมีคุณภาพในกรุงเทพฯ แต่หลังจากเกิดเรื่องที่มีคนตามฆ่าเมื่อหลายปีก่อนทำให้สุเทพไม่กล้าทำอะไร ให้โด่งดังนัก พอเริ่มดังมีคนรู้จัก มีสื่อมาสนใจ เขาก็ต้องพารมิดาหนีไปเปิดร้านที่อื่น เป็นอย่างนี้จนกระทั่งรมิดาโตเป็นสาว เมื่อสุเทพมั่นใจว่านัยนาไม่สนใจตนกับลูกแล้ว จนกระทั่งได้พบชาญศักดิ์ เขาจึงเลิกย้ายร้านหนีอีก

แม้บิดาจะล่วงลับ แต่ความฝันของพ่อยังอยู่ในความทรงจำเสมอ....รมิดาอยากทำความฝันนี้ให้สำเร็จ แต่เมื่อสุริยนจัดการหาสถานที่จนถึงขั้นตอนทำสัญญา เธอกลับลังเล เพราะสุริยนตั้งใจให้เธอเปิดร้านในบริเวณพลาซ่าของโรงแรมสยามคอสโม โรงแรมที่แม่ดูแลและเป็นเจ้าของ รมิดาไม่อยากสนใจแม่ที่ใจดำทิ้งลูกไป แต่สุริยนรู้ดีว่าใจจริงแล้วรมิดาสนใจครอบครัวของตา ยาย และแม่มาก เขาสังเกตว่าเธอตัดข่าวที่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ไว้หมด เพียงแต่ยังไม่ยอมรับเท่านั้นเอง

ขณะที่รมิดาและสุริยนกำลังคุยกันเรื่องเปิดร้าน ชายแปลกหน้าคนหนึ่งก็เข้ามา เขาแนะนำตัวเองว่าชื่อ ศัลย์ (วีรภาพ สุภาพไพบูลย์) เป็น น้องชายของสีดา มีศักดิ์เป็นน้าชายของแมนยู เขาได้รับมอบหมายจากพี่สาวซึ่งเป็นแม่แท้ๆ ของแมนยู ให้มารับเด็กชายไปอยู่อเมริกา รมิดาปฏิเสธทันที เธออ้างสิทธิ์ในการดูแลแมนยู สิทธิที่ชาญศักดิ์มอบไว้ให้ แต่ศัลย์กลับหัวเราะเยาะ เพราะเขาเองก็มีสิทธิ์อันชอบธรรมที่แม่แมนยูมอบให้เช่นกัน รมิดาถามว่าทำไมสีดาไม่มาเอง ศัลย์บอกว่าสีดาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเมื่อไม่นานมานี้ สีดารู้ข่าวการจากไปของชาญศักดิ์ เธอตั้งใจจะมารับลูกชายด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องมาจากไปเสียก่อน ศัลย์เล่าต่อว่าสีดาสั่งกำชับให้เขามารับแมนยูให้ได้ เพื่อให้เด็กชายกลับไปรับมรดกของมารดา เธอสั่งจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต ซึ่งศัลย์ตั้งใจว่าจะต้องทำตามความต้องการของพี่สาวให้ได้และจะทำทุก วิธี.....รมิดากับศัลย์เริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้นจนสุริยนต้องห้าม และพยายามไกล่เกลี่ย ศัลย์ยอมกลับไปแต่ยืนยันว่า เขาต้องได้สิทธิ์ในการดูแลแมนยู

วันต่อมา....สุริยนพารมิดากับแมนยูไปที่โรงแรมสยามคอสโม ด้วยความซุกซนเด็กชายวิ่งเล่นจนชนกับ เดือนฉาย (ชวัลกร วรรธนพิสิฐกุล) เธอตกใจเสียหลักล้มลง แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ กระเป๋าถือแบรนด์เนมใบหรูตกลงไปในสระน้ำเล็กๆ ที่สวนหย่อม แมนยูรีบลุยน้ำไปเก็บมาคืนให้ แต่เดือนฉายกลับกรี๊ดๆ โวยวายจะเอาเรื่องแมนยูให้ได้ รมิดากับสุริยนได้ยินก็รีบเข้ามาเจรจา สุริยนรับปากจะชดใช้ให้ เขารู้ว่ากระเป๋ายี่ห้อดังรุ่นนี้ต้องสั่งจากเมืองนอก กว่าจะได้คงต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง แต่เดือนฉายไม่ยอม เธอยืนยันที่จะเอากระเป๋าคืนในสภาพเดิมและเดี๋ยวนี้ ผู้ใหญ่สามคนทะเลาะกันยุ่งไปหมด เดือนฉายเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง ด้วยถือว่าตนเป็นลูกสาวของ ศิริ กับ นัยนา เจ้าของโรงแรมสยามคอสโม เธอดูถูกว่าสุริยนและรมิดาคงไม่มีปัญญาซื้อกระเป๋าของแท้มาคืนเธอแน่ๆ เดือนฉายเรื่องมากเพราะอยากเอาชนะนั่นเอง.....เรื่องราวทำท่าจะลุกลามใหญ่โต นัยนาและ ตะวัน (ภทรนันท์ จามิกรณ์) ลูกชายคนเล็กก็เข้ามาพอดี นัยนาพยายามไกล่เกลี่ย ในขณะที่ตะวันก็จ้องรมิดาตาไม่กะพริบ หนุ่มน้อยวัยสิบเก้ารู้สึกถูกชะตาสาวสวยที่อยู่ตรงหน้าคนนี้เหลือเกิน เขาปิ๊งเธอเข้าอย่างจัง แอบบอกกับตัวเองว่านี่แหละรักแรกพบ รมิดาทำอะไรไม่ถูกเมื่อพบมารดาเป็นครั้งแรก คุณนัยนาดูสวยสง่าสมวัย พูดเพราะน้ำเสียงน่าฟัง เธอดูดีจนรมิดาไม่อยากจะเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้ คือแม่ใจร้ายที่ส่งคนไปฆ่าเธอกับพ่อ

เมื่อกลับถึงบ้าน สุริยนก็แกล้งยั่วจนรมิดาฮึดสู้ ตกลงใจจะเปิดร้านอาหารที่โรงแรมสยามคอสโม
เธออยากเอาชนะญาติฝ่ายแม่ทุกคน....ส่วนศัลย์ก็ให้คนสืบเรื่องรมิดา เพื่อหาทางได้สิทธิ์ดูแลแมนยู เขาจะต้องทำให้หลานชายไว้เนื้อเชื่อใจ และยอมตามเขาไปอยู่อเมริกา ศัลย์เชื่อว่าเด็กผู้ชายต้องมีพ่อเป็นต้นแบบ และเขามั่นใจว่าเขาทำได้

วันหนึ่ง...ศัลย์ไปหาแมนยูที่โรงเรียน ก็เห็นบอยผลักแมนยูล้มลง หน้าผากกระแทกก้อนหินแตกเป็นแผลลึก เลือดไหลน่ากลัว ศัลย์จะพาแมนยูส่งโรงพยาบาลเพราะต้องเย็บแผล ครูเวรรีบโทรบอกรมิดาทันที เมื่อรมิดามาถึงก็เจอศัลย์กำลังอุ้มแมนยูขึ้นรถ เธอตามเขาไปอย่างตกใจ ทั้งสองเถียงกันตลอดทาง ศัลย์ตำหนิรมิดาที่ไปรับแมนยูช้าจนเกิดเรื่อง เธอไม่มีคุณสมบัติในการเลี้ยงดูแมนยู รมิดาโกรธจนพูดไม่ออก เขาช่างเป็นผู้ชายที่ร้ายกาจที่สุดตั้งแต่เธอเคยพบมา...

เวลาผ่านไป...รมิดาและสุริยนช่วยกันดำเนินการจนรมิดาเปิดร้านอาหารที่โรงแรม สยามคอสโมได้ หญิงสาวตกแต่งร้านอย่างพิถีพิถัน ตั้งชื่อร้านเองว่า “กุหลาบขาว” เธอจำได้ว่าสุเทพชอบกุหลาบขาวมาก เปิดร้านอาหารกี่ร้าน ทุกร้านชื่อกุหลาบขาวเหมือนกันหมด วันเปิดร้าน นัยนาลงมาดูความเรียบร้อยและแสดงความยินดีกับผู้เช่ารายใหม่ เธออึ้งเมื่อเห็นชื่อร้านกุหลาบขาว ดอกไม้ที่เธอชอบเป็นชีวิตจิตใจ กุหลาบขาวทำให้เธอคิดถึงสุเทพ ชายหนุ่มผู้เป็นรักครั้งแรกของเธอ ลึกลงไปในใจ นัยนาคิดถึงสุเทพกับลูกสาวอยู่เสมอ หลังจากที่ วัลลภ (เฉลิมพร พุ่มพันธ์วงศ์) ซึ่งเป็นพี่ชายไปพรากเธอกลับมาทั้งๆ ที่เธอเพิ่งคลอด นัยนาพยายามหนีโดยให้ แจ่มจันทร์ (ปริษา ทนาวิวัฒน์) สาวใช้คนสนิทลอบออกไปติดต่อกับสุเทพ เพราะตัวเธอถูก “กัก” ไว้ในบ้าน แต่แจ่มจันทร์บอกว่าสุเทพไม่มาตามนัด ที่บ้านก็ย้ายหนีไปแล้ว นัยนาเสียใจจนล้มป่วยเป็นเดือน เธอหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เมื่อพ่อกับแม่อยากให้เธอแต่งงานใหม่กับศิริ เธอจำยอมเพราะไม่อยากให้พ่อแม่เสียใจอีก....ชีวิตใหม่กับครอบครัวใหม่ของเธอ ดูเหมือนจะมีความสุข ทั้งที่ทุกข์จนพูดไม่ออก เพราะศิริไม่สนใจบริหารโรงแรมเลย เดือนฉาย ลูกสาวคนโตก็ไม่สนใจ ซ้ำร้าย พ่อกับลูกใช้เงินราวกับพิมพ์ธนบัตรได้เอง ศิริติดการพนัน เสียครั้งหนึ่งเป็นล้านๆ ส่วนเดือนฉายก็ใช้เงินฟุ้งเฟ้อ บ้าของแบรนด์เนม เสื้อผ้าต้องหรูแพงระยับ คงมีแต่ตะวันลูกชายคนเล็กเท่านั้น ที่ดูจะเข้าท่าหน่อย ตะวันกำลังเรียนบริหารการโรงแรม อยู่ปี 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขารักแม่มาก แต่ก็มีนิสัยติดจะดื้อรั้น ติดเพื่อน ใจร้อนตามประสาวัยรุ่น นัยนาพยายามเตือนศิริและเดือนฉายเรื่องการใช้จ่าย แต่สามีกับลูกสาวก็ไม่สนใจ หลงระเริงฟุ้งเฟ้อกันต่อไป

ตะวันนำกุหลาบขาวช่อโตมาแสดงความยินดีกับรมิดา หญิงสาวกล่าวขอบคุณในความมีน้ำใจของเขา ตะวันแวะมาหารมิดาแทบทุกวัน เรียกว่าเป็นลูกค้าขาประจำก็ว่าได้ บางวันเขาก็มาช่วยสอนการบ้านแมนยู เสร็จแล้วก็ชวนกันไปเล่นฟุตบอล บางวันรมิดามีลูกค้าแน่นร้าน ตะวันก็เข้าไปช่วยงานในครัว ช่วยเสิร์ฟอาหารจนรมิดาเกรงใจ สุริยนแอบแซวรมิดาว่าโดนเด็กจีบ รมิดาหัวเราะเสียงใสบอกสุริยนว่า ยังไงก็เป็นไปไม่ได้ เพราะตะวันเป็นน้องชายต่างบิดาของเธอ....

ร้านกุหลาบขาวเริ่มมีลูกค้ามากขึ้นเรื่อยๆ รมิดาได้พบ “ญาติ” ข้างแม่หลายคน มีโอกาสได้ช่วย
คุณตาทรงยศ ตอนที่ท่านเกือบจะหกล้ม ได้ทำอาหารอร่อยๆ ให้คุณตากินจนท่านติดใจ ได้พบ วัลลภ ซึ่งเป็นลุง พบ ดุสิต (ทศพร รถกิจ) กับ ปาริชาติ (อินทิรา เกตุวรสุนทร) ลูกชายลูกสาวของวัลลภ ซึ่งก็เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอนั่นเอง แต่คนที่ทำให้รมิดาหงุดหงิดอารมณ์เสียที่สุดก็คือ ศัลย์ เพราะนอกจากเขาจะตามตอแยเธอเรื่องแมนยูแล้ว เขายังเป็นเพื่อนกับดุสิต และเป็นหนุ่มเสน่ห์แรงที่ปาริชาติหลงใหล ติดอกติดใจ พยายามหาทางใกล้ชิดสนิทสนม

ตะวันบอกแม่ว่าจะขอฝึกงานที่โรงแรมสยามคอสโม นัยนาแปลกใจมาก เพราะลูกชายเคยบอกว่าจะไปฝึกงานที่โรงแรมอื่น เขาอยากเรียนรู้วิธีการทำงานของที่อื่น จะได้นำมาปรับใช้ประโยชน์กับโรงแรมของเรา เธอนึกทบทวนก็พอจะเดาออกว่าลูกชายกำลังคิดอะไร ตะวันแวะไปที่ร้านกุหลาบขาวบ่อยๆ เขามีพฤติกรรมเปลี่ยนไป ดื้อน้อยลง ใจเย็นขึ้น ดูสดใสร่าเริง....ต้องเป็นเพราะเชฟสาวคนนั้นแน่ๆ นัยนากระเซ้าลูกชายเรื่องรมิดา ตะวันแบ่งรับแบ่งสู้ แต่ก็ยอมรับว่าเขาชอบรมิดา นัยนาสอนลูกชายว่าความรักเป็นสิ่งดีควรจะศึกษา ใช้เวลาดูใจกันให้ถ่องแท้ ที่สำคัญต้องตั้งใจเรียนให้จบ วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อตะวันแต่งงาน เขาก็ต้องเป็นเสาหลักของครอบครัว ตะวันดีใจที่แม่ไม่คัดค้าน เขาบอกให้แม่วางใจ เมื่อเรียนจบเขาจะตั้งใจช่วยแม่ทำงานอย่างเต็มที่ แต่ก็เผลอหลุดปากไปว่า จะไม่มีวันเป็นผีพนันอย่างพ่อ นัยนารู้สึกเจ็บแปลบเข้าหัวใจ ตะวันเห็นแม่น้ำตาซึมก็ขอโทษที่พูดถึงพ่อไม่ดี ที่ผ่านมา ตะวันเคยห้ามศิริเรื่องเล่นการพนันหลายครั้งจนพ่อเกลียดขี้หน้าถึงกับประชด ทำนองว่า ตะวันเป็นลูกแม่ ส่วนเขามีลูกสาวคนเดียวคือเดือนฉาย

เวลาผ่านไป...ขณะที่รมิดากำลังสนุกกับงาน ข่าวความวุ่นวายในโรงแรมสยามคอสโมก็รั่วมาเข้าหูบ่อยๆ แต่เธอไม่สนใจนัก จนกระทั่งบังเอิญได้ยิน นัยนาเถียงกับศิริเรื่องปัญหาการเงินในโรงแรม....ส่วนที่บ้านทรงยศ ก็ใช่ว่าจะอบอุ่นมีความสุขดี หลังจากที่สุรีย์ภรรยาคู่ชีวิตตายไป ทรงยศไม่เคยมีความสุขเลยท่านอายุ 75 แล้ว แต่ต้องรั้งตำแหน่งประธานกรรมการของโรงแรมต่อไป เพราะวัลลภแม้จะบริหารงานได้ดี แต่เขาก็เจ้าชู้มาก มีบ้านเล็กบ้านน้อยเต็มไปหมด แต่ใครก็ไม่มีเสน่ห์มัดใจวัลลภได้มากเท่าแจ่มจันทร์ อดีตต้นห้องของนัยนา เพราะวัลลภปลูกบ้านให้แจ่มจันทร์ อยู่ติดกับบ้านหลังใหญ่ มีอาณาเขตติดกัน รั้วเตี้ยๆ มีประตูที่วัลลภผ่านเข้าออกจนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว ทรงยศเห็นใจ ลัดดา (วนิษฐา วัชโรบล) เธอเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของวัลลภ สะใภ้ที่น่าสงสาร โดนสามีกดขี่ ลูกเต้าก็ไม่เคยเชื่อฟัง ท่านทำใจรับแจ่มจันทร์ไม่ได้ เพราะเจ้าหล่อนทะเยอทะยาน โลภ และมักใหญ่ใฝ่สูงจนน่ากลัว ประการสำคัญท่านเป็นคนที่รักและซื่อสัตย์ต่อภรรยามาก รักเดียวใจเดียว จึงไม่ชอบให้ลูกชายเจ้าชู้ ทางด้านดุสิตหลานชาย ก็ดูท่าว่าจะเจริญรอยตามพ่อ ชอบควงดาราสาวๆ ไม่ซ้ำหน้า ฝ่ายปาริชาติหลานสาว ก็ไม่สนใจกิจการในครอบครัว วันๆ หมดไปกับการแต่งตัวเสริมสวย เพราะอยากเป็นนางแบบ ส่วนนัยนา ลูกสาวคนเล็กก็ยุ่งกับกิจการของครอบครัวโรงแรมสยามคอสโม ทรงยศรู้ดีว่าถ้าปล่อยมือ โรงแรมเจสเตอร์คงเหลือแต่ชื่อ ท่านจึงต้องดูแลต่อไป

เรื่องสำคัญที่ทำให้ทรงยศเสียใจมากก็คือ แหวนมรกตของคุณสุรีย์หายไป ภรรยาของท่านรักแหวนวงนี้มาก แม้เป็นมรกตที่น้ำไม่สวย แต่ก็เป็นแหวนวงแรกที่ทรงยศซื้อให้เธอ คุณสุรีย์สวมติดนิ้วตลอดเวลา เธอขอกับทรงยศว่าหากเธอต้องตายก็ไม่ให้ถอดแหวนจากนิ้ว ถ้าจะฝังก็ให้แหวนติดนิ้วอยู่อย่างนั้น แต่แล้วเมื่อเธอป่วยหนักจนไม่รู้สึกตัวต้องเข้าโรงพยาบาล ก็มีคนมาถอดแหวนวงนี้ออกไป หลังคุณสุรีย์เสียชีวิตทรงยศกับลูกๆ พยายามตามหาแหวนวงนั้นแต่ก็ไม่พบ คุณสุรีย์จากไปสามปีแล้ว ทรงยศไม่เคยลืมเรื่องนี้เลย ท่านอยากได้แหวนคืนมา เพื่อจะได้ทำตามความปรารถนาของภรรยาที่รักยิ่งเป็นครั้งสุดท้าย....

ดุสิตและวัลลภวางแผนกระตุ้นยอดขายโรงแรม เขาจึงจัดงานแสดงเครื่องเพชรการกุศลขึ้นที่โรงแรมเจสเตอร์ในคืนหนึ่ง สุริยนได้รับบัตรเชิญจึงพารมิดามาร่วมงานด้วย ทางด้านศัลย์ก็มาโดยได้รับบัตรเชิญจากดุสิต ปาริชาติย้ำศัลย์ให้คอยดูบนเวที เพราะเธอเป็นหนึ่งในนางแบบที่เดินโชว์เครื่องเพชร ส่วนแจ่มจันทร์แม้จะถูกสั่งห้ามจากทรงยศและวัลลภไม่ให้มาวุ่นวายในงานของ โรงแรม แต่เจ้าหล่อนก็อดไม่ได้ หล่อนแอบเข้ามาเดินกรีดกรายทักทายแขกเหรื่อประหนึ่งเป็นเจ้าภาพเลยที เดียว.....เมื่อเจอหน้าศัลย์รมิดาก็หมดสนุกอยากจะหลบแต่สุริยนไม่ยอม เขาอยากให้เธอเผชิญหน้ากับความจริง ไม่ใช่หนีปัญหา ศัลย์เข้ามาหารมิดาและสุริยนทันที สงครามปากจึงเกิดขึ้นกลางงานนั่นเอง เรื่องลุกลามเพราะเดือนฉายเข้ามาร่วมด้วย ตะวันคอยปกป้องรมิดาจนต้องปะทะฝีปากกับพี่สาว นัยนาผ่านมาพอดีจึงเข้ามาห้ามทัพตามเคย ขณะที่หน้าเวทีวุ่นวาย หลังเวทีก็วุ่นไม่แพ้กัน สไตล์ลิสต์กำลังปวดหัวที่นางแบบคนดังเบี้ยวซะงั้น เจ้าหล่อนโทรมาบอกว่าอาหารเป็นพิษต้องเข้าโรงพยาบาลด่วน ที่จริงจะเลือกนางแบบที่มีอยู่คนไหนมาเดินชุดฟีนาเลย์ก็ได้ แต่หล่อนไม่อยากทำ เพราะมันผิดคอนเซ็ปต์ที่วางเอาไว้

ขณะที่สงครามปากกำลังร้อนระอุยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ รมิดาก็ถูกสไตล์ลิสต์ดึงตัวออกไป ทุกคนมองตามอย่างงุนงง สไตล์ลิสต์ขอร้องรมิดาให้ช่วยเดินแบบให้เธอหน่อย เพราะนางแบบคนสำคัญเบี้ยวคิว รมิดาแทบช็อค บอกปัดทันที สไตล์ลิสต์พยายามหว่านล้อมว่ารมิดาเหมาะกับชุดฟีนาเลย์มาก เธอต้องการนางแบบผมสั้นที่มีบุคลิกทอมบอยนิดๆ ดูเก๋ เท่ห์ สมาร์ท รมิดาปฏิเสธท่าเดียวเพราะเธอเดินแบบไม่เป็น สไตล์ลิสต์ร้องไห้โฮแทบจะคุกเข่าอ้อนวอน ถ้ารมิดาไม่ช่วย งานนี้เธอต้องพังแน่ๆ รมิดาเห็นสไตล์ลิสต์รู้สึกแย่มาก เธอก็ใจอ่อนด้วยความสงสาร
สไตล์ลิสรีบจับรมิดาแต่งหน้าทำผม แล้วสอนเทคนิคการเดินแบบให้ด้วยเวลาอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ เพราะงานกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว

บนเวที....แฟชั่นโชว์เริ่มขึ้นแล้ว นางแบบแต่ละคนออกมาเดินโชว์เครื่องเพชร รวมทั้งปาริชาติด้วย ทุกคนสวมชุดราตรียาวสีดำขลับส่งผลให้เครื่องเพชรที่ประดับบนเรือนร่างส่อง ประกายงามระยับ...และแล้วก็มาถึงชุดฟีนาเลย์ รมิดาเดินออกมาอย่างมั่นใจ เธออยู่ในชุดโอเว่อร์โค้ทสีขาว ยืนนิ่งอยู่สักครู่ ทุกคนมองกันอย่างประหลาดใจ เพราะไม่เห็นเครื่องเพชรบนตัวนางแบบคนนี้เลย....อึกอัดใจ รมิดาก็หมุนตัวช้าๆ แล้วถอดโอเว่อร์โค้ทออก เผยให้เห็นชุดเดรสสั้นเกาะอกสีดำรัดรูปที่อยู่ข้างใน ลาดไหล่อันเปลือยเปล่าของเธอประดับด้วยสร้อยเพชรเม็ดงาม ดีไซน์สุดหรู รมิดาเดินโชว์เครื่องเพชรบนแคทวอคอย่างมั่นใจ สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องเธอเป็นตาเดียวกัน แมนยูตื่นเต้นชมแม่ดาคนสวยไม่หยุดปาก ศัลย์และตะวันพากันจ้องนางแบบสมัครเล่นตาไม่กระพริบ....เธอสวยเหลือเกิน ดูเก๋ เท่ห์ สมาร์ทเตะตาจริงๆ เมื่อรมิดาเดินแบบเสร็จก็มายืนอยู่กลางเวที นางแบบทุกคนทยอยกันออกมายืนขนาบข้าง สไตล์ลิสต์ออกมาโค้งรับช่อดอกไม้ ท่ามกลางเสียงปรบมือกราว ปาริชาติมองรมิดาอย่างหมั่นไส้ชิงชัง ดาวเด่นของงานควรจะเป็นเธอ ไม่ใช่เชฟสาวแสนกระจอกที่สไตล์ลิสต์ขุดขึ้นมาปั้น ยิ่งเห็นสายตาของศัลย์ที่จ้องรมิดาด้วยแล้ว เจ้าหล่อนแทบจะร้องกรี๊ดอยากจะกระชากแม่ดาวเด่นมาตบให้แหลกคามือ

สไตล์ลิสต์กล่าวขอบคุณรมิดายกใหญ่ เธอเอ่ยปากชวนหญิงสาวมาเป็นนางแบบอาชีพ รมิดาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล เธอขอทำงานที่ตัวเองรักและถนัดดีกว่า นั่นก็คือการเป็นเชฟที่มีร้านอาหารเป็นของตัวเอง สไลต์ลิสต์บอกว่าจะพาเพื่อนๆ ไปอุดหนุน และจะช่วยโปรโมทร้านกุหลาบขาวให้ เพราะเธอสนิทกับเจ้าของนิตยสารดังๆ หลายเล่ม.....

รมิดามาหาแมนยูและสุริยนที่ยืนคอยอยู่ ตะวันออกปากชื่นชมรมิดาจนเดือนฉายหมั่นไส้ต้องคอยแขวะน้องชาย นัยนาเข้ามาขอบคุณเพราะรู้ว่ารมิดามีน้ำใจช่วยแก้ปัญหาให้สไตล์ลิสต์ แต่ปาริชาติกลับมองว่ารมิดาฉวยโอกาส อยากดังมากกว่า ศัลย์แขวะรมิดาตามประสาผู้ชายปากร้าย แต่พออยู่กับแมนยูสองคน เขากลับหลุดปากชมรมิดาว่าสวยเท่ห์
จนแมนยูแอบเอาไปรายงานแม่ดา

ศัลย์มาร้านกุหลาบขาวเกือบจะทุกวัน....วันนี้เขาพา ไพลิน (ศรศิลป์ มณีวรรณ์) น้องสาวคนเล็กที่เพิ่งเดินทางมาจากอเมริกามาด้วย เขาบอกกับไพลินว่าต้องจัดการกับรมิดาให้เด็ดขาด ระหว่างที่อยู่ในร้านกุหลาบขาว ไพลินแอบสังเกตศัลย์ พี่ชายของเธอมีพิรุธ มีพฤติกรรมแปลกๆ ดูเขาจะสนใจคุณแม่ยังสาวคนนี้เป็นพิเศษ เช่นเดียวกับสุริยน เขาคิดว่าถ้าศัลย์กับรมิดารักกันและแต่งงานกัน ก็น่าจะเป็นผลดีกับแมนยูที่สุด

นัยนาเครียดกับภาวะการขาดทุนของโรงแรมสยามคอสโม เธอยื่นคำขาดให้ศิริกับเดือนฉายเข้ามาช่วยรับผิดชอบบ้าง แต่สองพ่อลูกไม่รับรู้ กลับเบิกเงินออกไปใช้อีกเป็นจำนวนมาก นัยนาตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากวัลลภ แต่พี่ชายกลับปฏิเสธแถมยังปรามไม่ให้เธอไปขอความช่วยเหลือจากพ่ออีกด้วย ตะวันสงสารแม่จับใจ เขาจะไปขอร้องคุณตาทรงยศให้ช่วย แต่นัยนาก็ห้ามไว้ เพราะทรงยศสุขภาพไม่ค่อยดี ไม่อยากให้ท่านเครียด...นัยนากลุ้มใจมาก คิดอะไรไม่ออกจึงตัดสินใจหนีออกไปจากบ้าน โดยทิ้งโน้ตไว้ว่าไม่ต้องห่วง ขอไปอยู่คนเดียวสักพัก ตะวันต่อว่าพ่อและพี่สาวที่เป็นต้นเหตุทำให้แม่หายตัวไป สองพ่อลูกเริ่มสำนึกได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา นัยนาต้องทำงานหนักอยู่คนเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะพ่อและลูกสาวจริงๆ

เมื่อนัยนาหนีไป เดือนฉายรู้สึกแย่ เธอซึมเศร้าอย่างน่าสงสาร ตะวันเห็นพี่สาวเปลี่ยนไปก็เห็นใจ เขาพยายามปลอบแต่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ตะวันออกตามหาแม่แทบทุกที่ แต่ก็ไร้ร่องรอย รมิดาปลอบตะวันให้ใจเย็นๆ เธอจะช่วยตามหาอีกแรง....วันหนึ่ง สุริยนมีโอกาสได้คุยกับเดือนฉายตามลำพัง เขาปลอบใจและให้กำลังใจเธออย่างจริงใจ ในความคิดของสุริยนตอนนี้ เดือนฉายไม่ใช่สาวสวยฤทธิ์มากน่ารำคาญอีกต่อไป แต่เธอเป็นผู้หญิงตรงๆ ที่น่ารัก น่าสงสารคนหนึ่ง สุริยนพาเดือนฉายไปที่ร้านกุหลาบขาว รมิดาคอยดูแลเธอราวกับเป็นเพื่อนสนิท ไม่ใช่คู่กรณีที่เคยทะเลาะกันมาก่อน แต่คนที่ทำให้เดือนฉายน้ำตาซึมก็คือแมนยู เด็กน้อยคอยดูแลเอาอาหารการกินมาให้พร้อมคำปลอบใจที่แสนซื่อ เดือนฉายร้องไห้เอ่ยปากขอโทษเด็กชายในเรื่องราวที่ผ่านมา ตะวันและรมิดาดีใจที่เห็นคุณหนูอารมณ์ร้ายกลายเป็นสาวนุ่มนวล อ่อนโยนขึ้น

รมิดาแซวสุริยนเรื่องเดือนฉาย สุริยนยอมรับว่าเขามีความรู้สึกดีๆ ให้เดือนฉาย เขาจะคอยเป็นกำลังใจให้เธอ สุริยนเป็นห่วงความสัมพันธ์ของตะวันกับรมิดา หลายครั้งที่เขาต้องคอยไกล่เกลี่ยเวลาตะวันมีปากเสียงกับศัลย์ ตะวันมักจะคอยกันท่าไม่ให้ศัลย์เข้ามาใกล้ชิดรมิดา บางครั้งถึงกับลงมือลงไม้ชกต่อยกันก็มี รมิดาบอกว่าจะคอยเตือนตะวันเรื่องความใจร้อน แต่จะให้เธอบอกความจริงกับตะวันตอนนี้ไม่ได้จนกว่าเธอจะสืบเรื่องอดีตของแม่ ให้รู้ซะก่อนว่าความจริงเป็นอย่างไร

รมิดาเป็นห่วงนัยนามาก เธอไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ ซึ่งเคยเป็นที่นัดพบของสุเทพและนัยนา
รมิดาดีใจมากที่เห็นนัยนานั่งอยู่ที่ริมสระน้ำ เธอเข้าไปชวนคุยพร้อมให้กำลังใจ รมิดาบอกนัยนาว่าศิริและลูกๆ เป็นห่วงมาก นัยนาขอร้องรมิดาว่าอย่าบอกใครว่าเจอเธอที่นี่ เธอขอเวลาคิดคนเดียวอีกสักพัก และฝากบอกศิริกับลูกๆ ว่าไม่ต้องห่วง อีกไม่นานจะกลับไปเอง......นัยนาถามรมิดาว่าคิดยังไงกับตะวัน เธอดีใจที่เห็นลูกชายดูเป็นผู้ใหญ่ มีความรับผิดชอบมากขึ้น และมีรมิดาเป็นคนพิเศษ รมิดาอึ้ง อยากบอกความจริงกับแม่เหลือเกิน แต่ก็ยังทำไม่ได้

ที่ร้านกุหลาบขาว....รมิดาเห็นศัลย์กำลังเล่นกับแมนยู เธอรู้แล้วว่าใครจะช่วยนัยนาได้ รมิดาดึงตัวศัลย์ออกไปคุยกันตามลำพังทันที ชายหนุ่มแปลกใจที่วันนี้หญิงสาวดูอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิดใส่เขาเหมือนทุกวัน รมิดาแนะนำศัลย์ให้ไปเจรจากับนัยนาเพื่อขอซื้อโรงแรมสยามคอสโม เธอเฝ้าพูดแต่ผลกำไรและโอกาสทางธุรกิจ ศัลย์อดแปลกใจไม่ได้ ทำไมรมิดาต้องเดือดเนื้อร้อนใจอยากช่วยนัยนา ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นญาติสนิทกันสักหน่อย หญิงสาวให้เวลาเขาหนึ่งวันในการพิจารณาเรื่องนี้

สุริยนบอกเดือนฉายและตะวันว่ารมิดาพบนัยนาแล้วโดยบังเอิญ สองพี่น้องดีใจมาก ตะวันตื่นเต้นดีใจจนลืมตัวโผเข้ากอดรมิดาแน่น จนศัลย์ต้องเข้ามาขัดจังหวะ รมิดาบอกตะวันและเดือนฉายว่าไม่ต้องห่วงแม่ตามที่นัยนาฝากมา เดือนฉายมีความสุขมาก วิกฤติการณ์ในชีวิตครั้งนี้ ทำให้เธอได้พบเพื่อนดีๆ มีน้ำใจอย่างสุริยนและรมิดา โดยเฉพาะสุริยน เขาเข้าไปนั่งอยู่ในใจของเธอแล้ว....ไพลินมั่นใจว่าศัลย์คิดยังไงกับรมิดา เวลาที่เห็นตะวันอยู่ใกล้รมิดา เธอจึงคอยเข้ามาแทรกเป็นก้างขวางคออยู่เรื่อย บางทีก็เตือนให้ตะวันกลับไปฝึกงานในโรงแรม เอาเวลาไปทุ่มเทให้กับการเรียนดีกว่า ตะวันโมโหที่ไพลินคอยเชียร์พี่ชายตัวเอง เขาจึงแช่งให้ไพลินมีอนาคตเป็นสาวแก่ นั่งยักแย่ยักยันอยู่บนคานทอง

วันต่อมา....รมิดารออย่างกระวนกระวายใจ พอเห็นศัลย์โผล่เข้ามาในร้าน หญิงสาวก็ยิ้มให้เขาอย่างดีใจ ศัลย์จ้องรมิดานิ่ง ตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นเธอยิ้มสวยเท่าวันนี้เลย....แม้จะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ศัลย์ก็อดยั่วโมโหรมิดาไม่ได้ เขาถามเธอว่าได้ค่านายหน้าในการเจรจาครั้งนี้เท่าไหร่ มากพอที่จะเลี้ยงหลานชายเขาโดยไม่ต้องแตะต้องมรดกของแมนยูหรือเปล่า รมิดากัดฟันตอบอย่างแค้นๆ ว่า เธอไม่ได้อะไรเลย แต่ถ้าจะคาดคั้นให้เธอรับ ก็ขอบอกว่าได้แค่บาทเดียวมั้ง รมิดาพยายามใจเย็น ไม่อยากทะเลาะกับเขาเรื่องแมนยู ตอนนี้เรื่องแม่สำคัญกว่า เธอขอร้องศัลย์
ร่ายยาวต่างๆ นานาถึงความคุ้มค่าหากซื้อโรงแรม ศัลย์จ้องหน้าหญิงสาวจนเพลิน ได้แต่พูด “ครับ...ครับ” อย่างอารมณ์ดี รมิดาไม่แน่ใจว่าเขาหมายถึงอะไร ศัลย์บอกว่าเขาเห็นด้วย และตอบรับตั้งแต่ “ครับ” ครั้งแรกแล้ว

เมื่อนัยนากลับมา เธอรู้สึกดีใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของศิริและเดือนฉาย ตะวันบอกแม่ว่าพ่อกับพี่สาวกลายเป็นคนใหม่แล้ว....ศัลย์และไพลินเข้ามาเจรา จากับนัยนาเรื่องธุรกิจ เขาไม่ต้องการเทคโอเวอร์ทั้งหมด ขอเป็นแค่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ และให้นัยนากับครอบครัวถือหุ้นอีกส่วนหนึ่ง ชายหนุ่มขอให้นัยนากับศิริบริหารโรงแรมต่อไป เพราะเขากับไพลินต้องเดินทางไปดูแลธุรกิจที่อเมริกาด้วย...การเจรจาเป็นไป อย่างราบรื่น และมีการเซ็นสัญญากันในเวลาต่อมา นัยนาแปลกใจเมื่อรู้ว่ารมิดาคือคนสำคัญที่ช่วยเธอครั้งนี้

วัลลภและดุสิตวางแผนโปรโมทโรงแรมเจสเตอร์อีกครั้ง โดยจัดให้มีการแข่งขันเชฟมือทอง ผู้ชนะที่หนึ่งจะได้รับเงินรางวัลสูงถึงหนึ่งล้านบาท และจะได้ทำงานเป็นเชฟประจำเงินเดือนสูงของโรงแรมอีกด้วยซึ่งงานแข่งขันนี้จะ จัดในงานฉลองวันเกิดครบรอบ 75 ปี ของคุณทรงยศ รมิดาสนใจตำแหน่งเชฟมือทองและเงินรางวัลมาก เธออยากพิสูจน์ให้ศัลย์เห็นว่าเธอมีความสามารถหาเงินเลี้ยงแมนยูได้ด้วยตัว เอง แต่เงื่อนไขการสมัครก็ทำให้รมิดาหนักใจ เพราะรับแต่เฉพาะผู้ชายเท่านั้น.....วันสุดท้ายของการรับสมัคร รมิดาตัดสินใจปลอมตัวเป็นชายไปสมัครเป็นคนสุดท้าย โดยใช้ชื่อปลอมว่า “นายดาบ” แล้วเธอก็สามารถผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ 5 คนได้สำเร็จ
คนที่รู้เรื่องนี้มีเพียงแมนยูและสุริยนเท่านั้น เธอขอให้ทั้งสองช่วยกันปิดเป็นความลับ....อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันงานแล้ว ศัลย์มาเฝ้าตอแยรมิดาทุกวัน เขาชอบยั่วเธอว่าขาดคุณสมบัติในการดูแลแมนยู เธอบกพร่องในหน้าที่ของ “พ่อ” รมิดาย้อนว่าเธอสามารถเป็นทั้งพ่อและแม่ให้แมนยูได้ ศัลย์มองอย่างขำๆ และล้อเธอว่า เอวบางร่างน้อยอย่างงี้ก็เป็นได้แค่ “คุณพ่อหวานแหวว” เท่านั้น รมิดาโกรธจนพูดไม่ออก แต่สุริยนและแมนยูกลับหัวเราะชอบใจ

คืนวันงาน...ศัลย์และตะวันต่างก็แปลกใจที่เห็นสุริยนมากับแมนยูแค่สองคน แมนยูบอกว่าแม่ดาติดธุระสำคัญ เดือนฉายพาแมนยูไปไหว้คุณทรงยศ ท่านดูจะรักและเอ็นดูแมนยูมาก แม้จะทำใจแล้วว่ายังไงก็ต้องพบศัลย์ แต่รมิดาก็อดประหม่าใจสั่นไม่ได้ ขณะที่หญิงสาวกำลังเตรียมเครื่องปรุงอยู่บนเวที ศัลย์ก็เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้น รมิดาไม่มีสมาธิเลย ต้องคอยหลบ เอากระทะ เอาถาดมาบังหน้า เพราะกลัวเขาจะจับได้ พอเตรียมของเสร็จรมิดาก็หลบไปเข้าห้องน้ำ แจ่มจันทร์ที่เพิ่งโดนดุสิตและปาริชาติด่าเรื่องเสนอหน้ามาร่วมงานใหญ่ของ ตระกูลก็วิ่งพรวดพราดออกมาชนเข้ากับรมิดา ทั้งคู่ต่างตกใจ หญิงสาวจ้องนิ่งเพราะเห็นทุกอย่างบนตัวแจ่มจันทร์ดูเยอะไปหมดทั้งเสื้อผ้า หน้าผม ยิ่งเครื่องเพชรบนตัวเจ้าหล่อนด้วยแล้ว ครบเซ็ทแต่ดูไม่เข้ากันเลยสักชิ้น แจ่มจันทร์เห็นรมิดาจ้องหน้าก็หาเรื่องทันที หล่อนประกาศตัวว่าเป็นภรรยาคุณวัลลภ รมิดาย้อนถามว่าคนที่เท่าไหร่ เพราะเธอรู้จักลัดดา ลูกสะใภ้คนเดียวของคุณทรงยศดี แจ่มจันทร์โกรธจนตัวสั่นเอ่ยชื่อตัวเองออกมา รมิดาถึงกับอึ้ง “แจ่มจันทร์” ผู้หญิงคนนี้คืออดีตสาวใช้ของคุณนัยนา เธอต้องรู้เรื่องราวในอดีตของแม่แน่ๆ พอได้สติรมิดาก็รีบออกไป เพราะการแข่งขันจะเริ่มขึ้นแล้ว แจ่มจันทร์งงมากที่จู่ๆ รมิดาก็ผลุนผลันออกไป เธอตะโกนด่าไล่หลังทำนองว่า “...เชฟอะไรวะหน้าหวานเหมือนผู้หญิง ต้องเป็นพวกลักเพศแน่ๆ ผู้หญิงก็ไม่ใช่ ผู้ชายก็ไม่เชิง...”

การแข่งขันเริ่มขึ้นแล้ว รมิดาตั้งใจทำอาหารอย่างสุดฝีมือ ระหว่างที่เธออยู่บนเวที แมนยูก็ทำความลับแตกจนได้ เด็กน้อยขอไปเชียร์ที่ขอบเวที แต่สุริยนก็ดึงแมนยูให้ไปดูที่โทรทัศน์จอใหญ่ซึ่งกำลังถ่ายทอดระบบวงจรปิด ศัลย์เห็นแมนยูจ้องเชฟดาบตาไม่กะพริบ เชียร์จนออกนอกหน้า เขาหลอกถามหลานชายจนเด็กน้อยมีพิรุธ ศัลย์จ้องเชฟดาบอย่างจริงๆ จังๆ ก็จำได้ ที่แท้ก็คือรมิดา “คุณพ่อหวานแหวว” นั่นเอง ศัลย์บ่นกับสุริยนว่ารมิดาเหลวไหลทำตัวเป็นเด็กไม่ต่างจากแมนยู แล้วจะเลี้ยงดูกันอย่างไร สุริยนบอกว่าเหตุที่รมิดาต้องทำแบบนี้ ก็เพราะศัลย์ เธอต้องการพิสูจน์ให้ศัลย์เห็นว่าเธอมีความสามารถหาเลี้ยงแมนยูได้ อนาคตของแมนยูคงสบายถ้าศัลย์และรมิดาลงเอยเป็นครอบครัวเดียวกันได้ ศัลย์อึ้ง คำพูดของสุริยนสะกิดเข้าที่หัวใจ ลึกๆ แล้วนั่นก็คือความต้องการของเขามิใช่หรือ?....ระหว่างรอผลการตัดสิน ศัลย์ก็แอบไปพบรมิดา เขาขู่จะแฉเรื่องที่เธอทำผิดกติกา รมิดาตกใจมาก เธอขอร้องให้ศัลย์เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ ศัลย์จึงขอค่าปิดปากด้วยการให้เธอไปเที่ยวกับเขาหนึ่งวัน คุณพ่อหวานแหววต้องรับปากอย่างจำใจ

เมื่อถึงเวลาประกาศผล รมิดาเสียใจที่ตัวเองได้ที่สาม เธอไม่ค่อยพอใจเพราะเห็นทรงยศกินอาหารที่เธอทำมากกว่าของผู้แข่งขันคนอื่นๆ เธอมั่นใจว่าตัวเองจะได้ที่หนึ่งด้วยซ้ำ.....เมื่อเข้าไปรับรางวัลจากคุณทรง ยศ ท่านกระซิบกับรมิดาว่า อาหารฝีมือเธอถูกใจฉันมาก แต่ท่านให้รางวัลที่หนึ่งไม่ได้ เพราะเธอทำผิดกติกา เธอเป็นผู้หญิง รมิดาทั้งดีใจและเสียใจในเวลาเดียวกัน ดีใจที่ท่านชอบรสมือเธอ แต่เสียใจที่ตัวเองโกหกได้ไม่เนียนเลย ตะวันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ คุณตา พอเห็นรมิดาใกล้ๆ ก็จำได้ เธอรีบส่งสัญญาณให้เขาเก็บเป็นความลับ ปาริชาติเห็นรมิดาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องน้ำ เธอโมโหลากตัวรมิดากลับเข้ามาในงาน เพื่อหวังจะประจานให้รมิดาเสียผู้เสียคนโทษฐานที่หลอกลวงคนอื่น ตะวันและเดือนฉายพยายามขอร้องปาริชาติให้หยุดเล่นงานรมิดา แต่ปาริชาติก็ไม่ฟังเสียง เจ้าหล่อนพุ่งไปที่กลุ่มนักข่าวทันที ศัลย์เห็นท่าไม่ดีจึงรีบไปดึงตัวปาริชาติออกมา เขาขอร้องให้เธอหยุดแฉ เพราะการทำแบบนี้ รมิดาไม่ได้เสียหายคนเดียว มันจะเสียหายไปถึงพ่อเธอและคุณทรงยศ โรงแรมเจสเตอร์เองก็จะเสียชื่อเสียงด้วย ปาริชาติฉุกคิดก็เห็นด้วยกับศัลย์ เจ้าหล่อนถือโอกาสชวนศัลย์ไปฟังเพลงหลังเลิกงาน หากเขาปฏิเสธหล่อนก็จะวีนรมิดาไม่เลิก ศัลย์รับปากอย่างจำยอม แจ่มจันทร์โกรธแค้นที่ใครๆ ต่างก็ดูถูก คอยกีดกันเธอไม่ให้เข้าไปร่วมสังคม โดยเฉพาะดุสิต ลูกเลี้ยงหนุ่มหล่อที่เจ้าหล่อนแอบหลงรักมาตั้งแต่เขายังเด็กๆ คำพูดถากถางของเขาช่างทิ่มแทงใจหล่อนเหลือเกิน.....สักวันนังแจ่มต้องเอาชนะ ให้ได้!! เมื่อวัลลภมาค้างคืนกับแจ่มจันทร์ เจ้าหล่อนปรนนิบัติเขาสุดฤทธิ์ ออดอ้อนขอเครื่องเพชรชุดใหญ่ที่สุรีย์รับขวัญลัดดาลูกสะใภ้ วัลลภยอมตามใจจึงไปขอจากเมียแต่ง ลัดดาเสียใจมาก แต่ก็ไม่อาจขัดใจสามีได้ พอได้เครื่องเพชรมาครอง แจ่มจันทร์ก็เยาะเย้ยลัดดาอย่างสะใจ ปาริชาติเห็นแม่เสียใจก็ไปฟ้องดุสิต สองพี่น้องบุกไปบ้านเมียน้อยพ่อทันที แจ่มจันทร์ไม่ยอมคืนเครื่องเพชรให้ เธอต่อรองว่าถ้าดุสิตมาคนเดียวก็ไม่แน่ เธออาจจะใจอ่อน ดุสิตบอกให้ปาริชาติกลับไปก่อน แจ่มจันทร์ยกอาหารการกินมาเอาใจลูกเลี้ยงหนุ่มเพียบ ดุสิตจำใจกินอย่างกระอักกระอ่วน สักพักเขาก็เอ่ยปากทวงเครื่องเพชร แจ่มจันทร์ไปหยิบมาคืนให้ ก่อนกลับเจ้าหล่อนก็เข้ามากอด หอมแก้มลูกเลี้ยงหนุ่มอย่างชื่นใจ ดุสิตอยากจะดีดนังแจ่มให้กระเด็ดไปติดข้างฝา แต่เขาก็ต้องรีบกลับไป เพราะกลัวเมียน้อยพ่อจะเปลี่ยนใจเอาเครื่องเพชรคืน....ดุสิตเอาเครื่องเพชร ไปคืนลัดดา เขาบอกแม่ว่าเก็บรักษาไว้ให้ดี อย่ายอมให้พ่อเอาไปให้แจ่มจันทร์อีก

วันต่อมา...ศัลย์ไปรับรมิดาที่บ้านตามข้อตกลงที่เธอรับปากไว้ เขาพาเธอไปดูหนัง โดยเลือกหนังสยองขวัญ แล้วเขาก็เดาถูกเผงเมื่อเห็นรมิดากลัวผีมากตอนดูหนัง หญิงสาวเบียดไปหาศัลย์ กอดแขนเขาไว้แน่นอย่างไม่รู้ตัว ชายหนุ่มอมยิ้มอย่างพอใจ ศัลย์ยอมรับว่า รมิดาเป็นหญิงสาวที่น่ารักมากคนหนึ่ง ดูหนังเสร็จ เขาพาเธอไปกินข้าวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เป็นบุฟเฟต์ ข้าวต้ม ทั้งคู่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องแมนยู เรื่องที่ทำให้ต้องทะเลาะกัน ก่อนจะออกจากห้องอาหารก็เจอปาริชาติ เธอมาเที่ยวกับเพื่อนและกำลังจะเข้าไปฟังเพลงที่คลับ ปาริชาติดีใจมากที่พบศัลย์ เธอคะยั้นคะยอจนศัลย์ต้องพารมิดาไปที่คลับด้วย รมิดาหน้ามุ่ยอย่างไม่พอใจ ยิ่งเมื่อปาริชาติชวนศัลย์ออกไปเต้นรำ อิงแอบแนบชิด อย่างจงใจ แรกๆ ศัลย์ อึดอัด เกรงใจรมิดา แต่เมื่อเขาเห็นเธอนั่งกอดอกหน้าหงิก ตาคว่ำ พอเขาหันไปดู เธอก็เมินหน้าหนี กิริยาของเธอทำให้ศัลย์นึกสนุก เขาจึงแกล้ง ทำเป็นว่าสนุก และมีความสุขมาก แกล้ง “สวีท”กับปาริชาติมากขึ้น ศัลย์แอบยิ้มเมื่อเห็นว่า รมิดาหงุดหงิดมากขึ้น ทางด้านรมิดาเริ่มหมดความอดทน ดังนั้นเมื่อเพลงจบ ทั้งคู่กลับมาที่โต๊ะอีกครั้ง เธอจึงบอกเขาห้วนๆ ว่าเธอจะกลับบ้าน ศัลย์บอกว่าเขาจะไปส่ง แต่ปาริชาติ คว้าแขนเขาไว้ไม่ยอมให้ไป รมิดาสุดจะทน ฉวยกระเป๋าถือมองคนเสน่ห์แรงตาคว่ำ แล้วเดินหน้ามุ่ยออกไปทันที รมิดาเดินบ่นพึมพำอย่างขัดใจว่า อยากจะจู๋จี๋ สวีทกันสองคน แล้วไปลากเรามาทำไม ไม่เห็นอยากดูสักนิด รมิดาสะดุ้งเมื่อเสียงศัลย์กระซิบล้อๆ อยู่ข้างหูว่า เธอหวงหรือหึงเขากันแน่ รมิดาอายจนหน้าแดง เพราะไม่คิดว่าศัลย์จะตามมา รมิดาไล่ให้เขากลับไปหาปาริชาติ เธอจะกลับเอง แต่ ศัลย์ไม่ยอม จับมือเธอจูงมาที่รถจนได้ ทั้งคู่เถียงกันตลอดเวลาระหว่างที่ขับรถกลับบ้าน จู่ๆ ศัลย์ก็ถามว่า เธอไม่เหนื่อยบ้างหรือที่ต้องมาทะเลาะกับเขาเพื่อยื้อแย่งแมนยูหลานรักของ เรา ยังไม่ทันที่รมิดาจะตอบว่าอย่างไร ศัลย์ก็จับมือเธอบีบเบาๆ ก่อนจะโน้มตัว หันมาจูบแก้มเธอ แล้วขับรถต่อไป รมิดาได้แต่นั่งเงียบ ร้อนวูบวาบไปทั้งหน้า จนกระทั่งถึงบ้าน เธอลงจากรถ เดินเร็วๆ เข้าบ้านทันที

รมิดาตกใจที่เห็นตะวันรออยู่ที่สนามหน้าบ้าน ที่จริงตะวันมารอหญิงสาวตั้งแต่หัวค่ำแล้ว เขาเอาของขวัญมาให้ อยากแสดงความยินดีที่รมิดาแข่งทำอาหารชนะได้รางวัลที่สาม แต่สำหรับเขา รมิดาเป็นที่หนึ่งในใจเสมอ ตะวันแอบเห็นรมิดาสวีทกับศัลย์ตอนที่มาส่ง เขาโกรธมาก ต่อว่าเธอต่างๆ นานา หญิงสาวอึดอัดใจ ขอร้องให้เขากลับบ้าน ตะวันยิ่งโมโหทิ้งของขวัญในมือ แล้วดึงหญิงสาวเข้ามาจูบ รมิดาโกรธมากตบหน้าตะวันอย่างแรง ตะวันเจ็บปวดที่รู้ว่าผู้หญิงที่เขาเฝ้ารักมีใจให้ศัลย์ เขาร้องไห้กลับไปอย่างน้อยใจ รมิดาสงสารน้องชายแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไง เธอหยิบกล่องของขวัญขึ้นมาแกะดู ก็เห็นภาพกุหลาบขาวอยู่ในกรอบรูปสวยงาม มีการ์ดเล็กๆ เขียนข้อความว่า “ผมตั้งใจวาดให้คุณ ถูกใจมั้ยครับ...รักเสมอ ตะวัน” รมิดานิ่งมองกรอบรูปนั้นด้วยน้ำตาเอ่อ สุริยนเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาเข้ามาปลอบเธอ รมิดาอยากจะบอกความจริงกับตะวันเหลือเกิน ไม่อยากให้ตะวันถลำลึกไปมากกว่านี้ สุริยนขอให้หญิงสาวอดทนอีกหน่อย เมื่อถึงวันนั้นตะวันจะเข้าใจทุกอย่าง

ทางด้านศัลย์ เมื่อกลับถึงบ้าน เขาดูอารมณ์ ดีเป็นพิเศษ จนไพลินรู้สึกได้ เพราะพี่ชายเดินร้องเพลงโปรดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มตลอดทางที่เดินไปห้อง นอน.....นับจากวันนั้น ศัลย์ก็ทำตัวเป็นแขกพิเศษที่ร้านกุหลาบขาว เขามาทุกวัน วันละหลายรอบ อ้างว่าต้องมาทำงานที่สยามคอสโม และเป็นหน้าที่ของผู้บริหารอย่างเขาที่ต้องใส่ใจ ดูแลผู้เช่า ไพลินเปรยกับสุริยนและเดือนฉายว่า ดูท่าทางพี่ชายคงอยากอยู่เมืองไทยตลอดไปเสียแล้ว

สุริยนและเดือนฉายเห็นตะวันดูซึมเศร้าก็สงสาร เดือนฉายให้กำลังใจน้องชาย เธอแนะนำเขาให้ตั้งใจเรียนให้จบและหันไปมองคนอื่น เพราะดูแล้วรมิดาจะมีใจให้ศัลย์ ตะวันบอกว่าเขาจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ต้องเอาชนะใจรมิดาให้ได้....วันต่อมา ตะวันไปที่ร้านกุหลาบขาว เขาเห็นกรอบรูปกุหลาบขาวติดอยู่ที่ผนังก็ดีใจที่เชฟสาวไม่ได้โยนมันทิ้งถัง ขยะ ตะวันขอโทษรมิดาที่เขาทำไม่ดีกับเธอในคืนวันนั้น รมิดาให้อภัยและขอร้องให้ตะวันคิดกับเธอเหมือนพี่สาว ตะวันส่ายหน้านิ่งพลางบอกว่า เขารักเธอหมดหัวใจไปแล้ว รมิดาบอกว่าสักวันตะวันจะเข้าใจว่าทำไมเธอรับรักเขาไม่ได้ ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นผู้ชายที่ดีกับเธอมาตลอด

รมิดายังครุ่นคิดเรื่องระหว่างนัยนากับ เทพอยู่เสมอ เธออยู่ที่นี่ ได้รู้อะไรมากขึ้น มีอะไรที่น่าสงสัยหลายอย่าง ชื่อแจ่มจันทร์แวบเข้ามาในความคิด เธอตัดสินใจเข้าไปตีสนิทกับแจ่มจันทร์ ซึ่งไม่ยากอย่างที่คิด รมิดาคะยั้นคะยอให้แจ่มจันทร์เล่าเรื่องมันส์ๆ ในชีวิต แรกๆ แจ่มจันทร์ก็ไม่ยอม แต่พอรมิดาให้ดื่มไวน์ พลางยั่วเรื่องทรงยศที่ไม่ยอมรับเธอ แจ่มจันทร์ก็ขาดสติ เธอเล่าแค้นๆ ว่า เธอเจ็บใจมากจึงแก้แค้น ด้วยการขโมยแหวนมรกตจากนิ้วสุรีย์เก็บไว้ เธอสะใจมากที่ทุกคนวุ่นวายหาแหวนวงนี้กันทั้งบ้าน แจ่มจันทร์เมาหลับไปแล้ว หลับไปก่อนจะบอกว่า แหวนอยู่ที่ไหน รมิดาปวดหัวมากขึ้นเมื่อเงยหน้าเห็นศัลย์ ยืนพิงประตูอยู่ รมิดาระแวงว่าศัลย์จะได้ยินเรื่องที่เธอหลอกถามแจ่มจันทร์ แต่ศัลย์สงสัยมากจึงดึงรมิดาให้ออกไปคุยกัน รมิดาแก้ตัวอึกอักแต่ไม่ยอมบอกความจริง ศัลย์จึงบอกว่า เขารู้แล้วว่า เธอเป็นลูกสาวคนโตของนัยนา การมาที่นี่ต้องมีแผนร้ายแน่ๆ เขาจะบอกทรงยศและทุกๆ คนให้รู้ รมิดาจึงยอมเล่าความจริง เธอขอร้องว่าอย่าเพิ่งบอกใคร เธอต้องการข้อพิสูจน์บางอย่างในเรื่องของมารดา......เย็นมากแล้ว เมื่อแจ่มจันทร์ตื่นขึ้นมา รมิดาจึงอาสาขับรถไปส่งที่บ้าน ระหว่างที่แจ่มจันทร์ขึ้นไปอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า รมิดาเดินค้น ตามตู้ ตามชั้นต่างๆ เผื่อจะเจอแหวน โชคเข้าข้างเมื่อเธอหยิบแจกันขึ้นมาเขย่า มีเสียงดังก๊อกแก๊ก เธอเทของในแจกันออกมาทันที แหวนมรกตวงหนึ่งตกลงมาในมือเธอ รมิดารีบเก็บแหวน และวางแจกันไว้ที่เดิม เมื่อได้ยินเสียงแจ่มจันทร์ เธออยู่คุยอีกสักครู่ เพื่อไม่ให้มีพิรุธ ก่อนจะกลับไปที่ร้านกุหลาบขาว

รมิดาเฝ้ารอแจ่มจันทร์ทุกวัน เธออยากรู้เรื่องพ่อกับแม่อีก แต่จู่ๆ แจ่มจันทร์ก็หายไป รมิดาสงสัยจึงตามไปที่บ้านในบ่ายวันหนึ่ง บ้านเงียบ เธอจึงเดินเลยเข้าไปที่ห้องรับแขก เสียงแจ่มจันทร์หัวเราะคิกคักอย่างถูกใจดังมาจากข้างบน รมิดาจึงตั้งใจตามไปที่นั่น แต่เสียงหยอกล้อของผู้ชายคนหนึ่งทำให้ รมิดาตกใจ เธอรีบออกจากบ้าน และแอบดูอยู่แถวนั้น เสียงผู้ชายคนนั้น น่าจะยังหนุ่ม จึงไม่น่าจะใช่วัลลภ ไม่นานนัก ผู้ชายคนนั้นก็ออกมา ทั้งสองร่ำลากันอย่างอาลัยอาวรณ์ รมิดาตกใจมากขึ้นเมื่อเห็นผู้ชายคนนั้นเต็มตา ดุสิต ลูกชายวัลลภนั่นเอง เธอเศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่อยากให้ทั้งสองคนทำผิดอีกต่อไป แต่ถ้าจะบอกวัลลภ ก็ต้องมีหลักฐานชัดเจน เมื่อสมหวังในความรัก แจ่มจันทร์ จึงสดชื่น มีความสุข อารมณ์ดีได้ทั้งวัน คราวนี้ดุสิตจะได้รู้เสียทีว่า ผู้หญิงที่เขาดูถูก ดูแคลน อย่างแจ่มจันทร์คนนี้ มีดีที่ช่วยเขาได้เช่นกัน เรื่องของเรื่องก็เพราะ ดุสิตร้อนเงินอย่างมาก บริษัทที่เขาร่วมลงทุนเปิดกับเพื่อนๆ ไปไม่รอด ปิดบริษัทขายทุกอย่างใช้หนี้แล้วก็ยังไม่พอ วัลลภไม่ยอมช่วย เพราะห้ามแล้วไม่ฟัง ดุสิต ไปขอความช่วยเหลือจากศัลย์ แต่ศัลย์บอกว่า เขาใช้เงินจำนวนมากในการที่เข้ามาบริหารสยามคอสโม จนใจช่วยจริงๆ เมื่อวัลลภหลุดปากเล่าให้ แจ่มจันทร์ฟังในคืนหนึ่ง เธอจึงวางแผนให้ดุสิต “ยอมตามใจ”เธอบ้าง อย่างสุขใจ วันรุ่งขึ้นแจ่มจันทร์ หาทางติดต่อดุสิตจนได้ เธอบอกว่ารู้เรื่องของเขาแล้ว เธอพร้อมจะช่วยเขา แต่ดุสิตต้องไปพบเธอที่บ้านบ่ายวันนี้ คนเดียว ดุสิตไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับแจ่มจันทร์เลย แต่เมื่อไม่มีทางออกเขาก็ต้องไป ข้อเสนอของแจ่มจันทร์ ทำให้ ดุสิตอยากจะบ้า เธอบอกว่า เธอรักเขามานาน และอยาก “มีความสุข” สมปรารถนาในรักบ้าง ถ้าดุสิตเข้าใจ และยอมตามใจ แจ่มจันทร์จะช่วยใช้หนี้ให้ ครั้งละหนึ่งล้านบาท เธอจะไปรอที่ห้องนอน ดุสิตแค้นใจมาก แม่เลี้ยงตัวแสบทำราวกับเขาเป็นผู้ชายขายตัว สำนึกส่วนดีบอกให้เขากลับออกไปจากที่นี่ แต่เสียงทวงหนี้ของเจ้าหนี้นอกระบบที่ก้องในหูทำให้ดุสิตจำใจขึ้นไปพบแจ่ม จันทร์บนห้องนอน วันนั้นเขากลับไปพร้อมเงินสดหนึ่งล้านบาทที่แจ่มจันทร์เตรียมไว้ให้ เมื่อมีครั้งที่หนึ่ง ครั้งต่อไปไม่ใช่เรื่องยาก และแจ่มจันทร์ก็ไม่ผิดคำพูดเลยสักครั้ง ดุสิต “ได้” ครั้งละหนึ่งล้านบาททุกครั้ง เขาตั้งใจว่าเมื่อใช้หนี้หมด จะเลิกยุ่งกับแจ่มจันทร์ทันที

วันต่อมา รมิดาแอบมาที่บ้านแจ่มจันทร์อีก เธอดูจนแน่ใจ รอจนดุสิตขึ้นไปหาแจ่มจันทร์ แล้วจึงรีบบอกวัลลภ ตอนแรกลุงของเธอก็ไม่เชื่อ แต่โทรศัพท์ติดต่อทั้งคู่ไม่ได้ จึงรีบไปที่บ้านเล็กทันที ลัดดาและ รมิดาช่วยกันประคองทรงยศตามไป วัลลภเปิดประตูห้องนอนเข้าไปก็พบภาพบาดตา ดุสิตกับแจ่มจันทร์นอนอยู่บนเตียงในสภาพที่ไม่มีสิทธิแก้ตัว วัลลภไล่ดุสิตออกจากบ้าน แจ่มจันทร์ก็เช่นกัน ให้ไปเดี๋ยวนี้ และให้ไปแต่ตัว ห้ามขนทรัพย์สินใดๆ ไปทั้งสิ้น แจ่มจันทร์พยายามขอโทษ ขอโอกาสแก้ตัว แต่วัลลภรับไม่ได้ แจ่มจันทร์จึงทวงบุญคุณที่เธอช่วยขัดขวางนัยนาไม่ให้หนีตามสุเทพไป รมิดารีบหยิบโทรศัพท์มือถือ ติดต่อนัยนาทันที ภาวนาให้เธอรับสาย นัยนารับสายจริงๆ เสียงที่ได้ยินเป็นเสียงคุ้นๆ ข้อความต่อมาทำให้ เธอวางสายไม่ลง เพราะเป็นเสียงของแจ่มจันทร์ ที่กำลังแฉเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน แจ่มจันทร์คนที่เธอไว้ใจที่สุด กลับทรยศเธอเสียเอง เสียงแจ่มจันทร์เกรี้ยวกราดต่อไปว่า คืนวันนัด นัยนาออกไปไม่ได้เพราะวัลลภเฝ้าเธอไว้จนกระดิกไม่ได้ เธอจึงให้แจ่มจันทร์ไปพบสุเทพแทน แต่กลับเป็นว่า วัลลภส่งชายฉกรรจ์ หลายคนไปกำจัดสุเทพ โชคดีที่สุเทพกับลูกหนีไปได้ ส่วนแจ่มจันทร์กลับมาบอกนายสาวว่า สุเทพผิดนัด ปล่อยให้เธอเข้าใจว่า เขาไม่รักเธอแล้ว นัยนาตรอมใจป่วยอยู่หลายเดือน กว่าจะยอมทำใจ และแต่งงานใหม่ นัยนาถือโทรศัพท์ฟังต่อไป เธอให้คนขับรถพาเธอไปบ้านทรงยศ เธออยากดูหน้าสาวใช้ตัวแสบเหลือเกิน เสียงแจ่มจันทร์ยังพูดไม่หยุด เธอบอกว่า แหวนมรกตของคุณสุรีย์ เธอก็เป็นคนขโมยมาเอง นัยนาหลับตาฟังเหตุการณ์ต่อไป......ในที่เกิดเหตุ ทรงยศโกรธแจ่มจันทร์มาก ท่านเงื้อไม้เท้าจะฟาดตัวแสบ แต่รมิดาห้ามไว้ แจ่มจันทร์ถือแจกันที่ซ่อนแหวนไว้มาเย้ย และเสนอเงื่อนไขว่า เธอจะคืนแหวนให้ถ้าวัลลภยอมให้เธอมีทรัพย์สินติดตัวไปบ้าง แจ่มจันทร์เขย่าแจกัน เธอหน้าเสียเมื่อไม่มีเสียงอะไรเลย เธอโมโหขว้างแจกันลงพื้นจนแตกกระจาย และเข้าไปค้นเศษกระเบื้องเพื่อหาแหวนให้ได้ รมิดามองอย่างสะใจ และดีใจที่ขโมยแหวนมาเก็บไว้เสียก่อน นัยนามาทันเวลา ก่อนที่แจ่มจันทร์จะออกไปจากบ้าน เธออยากจะพูดต่อว่าแจ่มจันทร์แรงๆ แต่เกลียดชังจนไม่อยากมองหน้า
แจ่มจันทร์ออกจากบ้านไปอย่างโกรธแค้น เธอกล่าวอาฆาตทุกคน และเมื่อเห็นรมิดายืนประคองทรงยศอยู่ แจ่มจันทร์ชี้หน้าอาฆาตเธอมากกว่าใครๆ วัลลภเสียใจที่สุด เขาขอโทษนัยนาในเรื่องที่ผ่านมา ซึ่งนัยนายอมอภัยให้ ทรงยศจึงพอจะเห็นเงาของความสุขในครอบครัวบ้าง

เรื่องวุ่นวายน่าอายผ่านไป....จนทุกคนชะล่าใจ ศัลย์กับรมิดายังเป็นพ่อแง่แม่งอน ทั้งคู่รักกันจนคนรอบตัวมองออก แต่เจ้าตัวกลับไม่ยอมรับ สุริยนจึงต้องช่วยด้วยการแกล้งยั่วให้ศัลย์หึงรมิดา จนเก็บอาการไม่อยู่เขาตัดสินใจจะพูดกับเธอให้รู้เรื่อง แต่ทว่าเกิดเรื่องยุ่งเสียก่อน เมื่อทรงยศกับแมนยูถูกจับตัวไปเรียกค่าไถ่ แมนยู ติดร่างแหไปด้วย เพราะรมิดาใช้ให้แกนำแหวนมรกตไปให้ทรงยศ คนร้ายได้โอกาสจึงจับไปทั้งคู่ แจ่มจันทร์นั่นเองที่เป็นคนวางแผน เธอเคยมีชีวิตอย่างมีความสุข เมื่อคนกลุ่มนี้ทำร้ายเธอ แจ่มจันทร์ต้องเอาคืนให้คุ้ม เธอแย่งแหวนมาจากแมนยู และนำไปเยาะเย้ยซ้ำเติมทรงยศ ท่านแค้นจนสุดจะแค้น โกรธจนโรคหัวใจกำเริบ ท่านไม่คิดว่าเด็กชายตัวน้อยน่ารัก จะช่วยทำให้ท่านมีกำลังใจขึ้นมาได้ ส่วนแจ่มจันทร์รอเงินค่าไถ่อย่างกระหยิ่มใจ คราวนี้เธอคงจะมีความสุขจริงๆ เสียที เงินค่าไถ่เป็นสิบล้านที่ได้มา เธอตั้งใจจะพาดุสิตไปอยู่ต่างประเทศ ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายส่วนดุสิต เขาตาสว่างแล้วและไม่ยอมโง่ทำผิดอีกต่อไป ที่ผ่านมาเขาก็เลวเต็มที คราวนี้เขาขอทำความดีบ้าง ดุสิตจึงปล่อยให้แจ่มจันทร์ ฝันหวาน เข้าใจว่าเขาจะไปกับเธอด้วย เขาหลอกถามจนรู้ที่กักขังทรงยศกับแมนยู ดุสิต โทรศัพท์แจ้งตำรวจ ให้ตามไปจับแจ่มจันทร์ ส่วนตัวเขาเดินทางไปก่อนเพื่อหาทางช่วยทั้งสองคน แต่ก็ไม่สำเร็จ แจ่มจันทร์รู้ตัวเสียก่อน เหตุการณ์ตึงเครียดมากขึ้น เพราะอาการโรคหัวใจของทรงยศกำเริบ ระหว่างที่ดุสิต ต่อรองกับแจ่มจันทร์ ถ่วงเวลารอตำรวจ ระหว่างนั้นแมนยูทำหน้าที่บุรุษพยาบาลตัวน้อยๆ คอยดูแลทรงยศตลอดเวลา ในที่สุดตำรวจก็มาทันเวลา แจ่มจันทร์กับพวกถูกจับ แมนยูวิ่งไปทวงแหวนมรกตที่แจ่มจันทร์แย่งแกไป คืนกลับมาให้ทรงยศจนได้ ทรงยศถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

ทรงยศรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องพักที่โรงพยาบาล แวดล้อมไปด้วยลูกหลานอย่างน่าอบอุ่นใจ รมิดาพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เมื่อนัยนาสงสัยว่าเธอเป็นใคร ศัลย์จึงบอกว่า เธอเป็นลูกของสุเทพ กับนัยนานั่นเอง ซึ่งสุริยนยืนยันว่าใช่อย่างแน่นอน นัยนาดึงรมิดามากอดไว้แน่น สาวห้าวหน้าหวานน้ำตาซึมกอดตอบมารดา โดยมีเดือนฉายตามเข้ามากอดอีกคน ตะวันช็อคกับสิ่งที่ได้ยิน เขาแอบออกไปจากห้องอย่างเงียบๆ เดือนฉายเต็มใจรับรมิดาเป็นพี่สาวจริงๆ นัยนาพาลูกสาวคนใหม่เข้าไปกราบทรงยศ ท่านตบศีรษะรมิดาเบาๆอย่างเอ็นดู และสั่งว่า รมิดาต้องเป็นเชฟประจำตัวของท่าน ทำอาหารให้ท่านทุกวัน หญิงสาวตอบรับอย่างเต็มใจ

รมิดาตามไปคุยกับตะวัน เขาไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องจริง รมิดาขอโทษที่ไม่ได้บอกความจริงมาตั้งแต่แรก เพราะเธออยากสืบเรื่องราวในอดีตของแม่ให้แน่ชัด รมิดาถามตะวันว่า จะรับพี่สาวคนนี้เป็นพี่อีกคนได้มั้ย ตะวันร้องไห้โผเข้ากอดรมิดา หญิงสาวตบไหล่น้องชายอย่างอบอุ่นพร่ำบอกว่าเธอจะดูแลแม่และน้องๆ ให้มีความสุขตลอดไป

ในงานเลี้ยงที่ทรงยศจัดขึ้น เพื่อรับขวัญรมิดา....สุริยนกระซิบศัลย์ให้รีบตกลงกับรมิดาให้ได้ โดยมีเดือนฉายกับไพลินสนับสนุนเต็มที่ เสียงซุบซิบและเสียงหัวเราะของ “ญาติๆ” ทำให้รมิดาหันมามอง ทุกคนมองเธอยิ้มๆ จนรมิดาระแวง พอได้จังหวะเธอจึงหลบออกไป ศัลย์ตามออกมาโดยไม่ต้องมีใครเตือน เมื่อรมิดาขยับจะหนี ศัลย์ไม่ยอมอีกต่อไป เขารวบเอวเธอไว้ ดึงให้เข้ามาอยู่จนชิดกับเขา รมิดาทำตาดุกระซิบบอกให้เขาปล่อย แต่ศัลย์ไม่ยอม เขาเอียงหน้าเข้ามาจูบที่แก้มใสๆ ของเธอ พูดกระซิบข้างหูรมิดาว่าเขารักเธอ รมิดานิ่งทำอะไรไม่ถูก ศัลย์จึงจูบซ้ำและบอกรักเธออีกที แมนยูตามออกมา แกแทรกตัวเข้าไประหว่างศัลย์กับรมิดา เสียงใสๆ พูดแจ๋วๆ ว่า แม่ดากับน้าศัลย์ดีกันแล้ว เราจะอยู่เป็นครอบครัวเดียวกันแล้วใช่มั้ยครับ ศัลย์มองตารมิดา แทบจะกลั้นใจฟังคำตอบ รมิดาอุ้มแมนยูขึ้นมากอด ตาคมสวยเป็นประกายเมื่อสบตาเขาพลางตอบลูกชายว่า เราจะเป็นครอบครัวเดียวกัน ศัลย์กอดทั้งสองคนไว้แน่น และบอกแมนยูว่าให้เลิกเรียก น้าศัลย์ แต่ให้เรียก พ่อศัลย์กับแม่ดา เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกัน

จบบริบูรณ์

ที่มา :

เรื่องย่อแบบละเอียด ละครคุณพ่อหวานแหวว

ที่มา :



ตอนที่ 1

ทรงยศ เจ้าของโรงแรมเจสเตอร์ เป็นโรงแรมระดับ 5 ดาว เขามีลูกชายคือวัลลภและลูกสาวคือนัยนา

ทรงยศโกรธจัดเมื่อรู้ว่านัยนาท้องกับสุเทพเชฟของโรงแรม เขาตบหน้าในห้อง "ประธานกรรมการ" ซึ่งเป็นห้องทำงานของเขา ด่าว่าลูกไม่รักดี ใฝ่ต่ำ ประกาศิตว่าถ้ายังเห็นว่าตนเป็นพ่อก็ต้องเลิกยุ่งกับสุเทพแล้วจะส่งเธอไป อยู่เมืองนอก ไปคลอดลูกแล้วค่อยกลับมา ที่สำคัญคือ เมื่อกลับมาแล้ว "แกจะต้องแต่งงานกับคนที่ฉันเลือกให้เท่านั้น"

นัยนาอ้อนวอนพ่อว่าตนรักสุเทพ จะแต่งงานกับสุเทพเท่านั้น ทรงยศยิ่งโกรธสั่งวัลลภให้เอานัยนากลับบ้านจัดคนเฝ้าไว้และให้ไล่เชฟสุเทพ ออกทันที

"ครับคุณพ่อ...ไปยัยนา แกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันแน่" วัลลภยิ้มสะใจดึงแขนนัยนาไป แม้เธอจะดิ้นรนขอร้องพ่อแต่ก็ถูกวัลลภดึงออกไปจนได้

นัยนาถูกขังอยู่ในห้องนอน จนเย็นวันต่อมา แจ่มจันทร์ สาวใช้คนสนิทยกอาหารมาให้อ้อนวอนให้เธอทานอะไรสักหน่อยเพราะตั้งแต่เมื่อวาน เธอยังไม่แตะอาหารเลย

"ฉันกินไม่ลงหรอกแจ่ม" นัยนานัยน์ตาเหม่อเศร้า เธอหยิบจดหมายบนโต๊ะยื่นให้แจ่มจันทร์ "เอาไปให้คุณสุเทพนะแจ่ม อย่าให้ใครเห็น ถ้าไม่เจอที่โรงแรม ก็เอาไปให้ที่บ้านเขา"

เมื่อแจ่มจันทร์รับจดหมายเดินออกไปแล้ว นัยนาน้ำตาเอ่อเอ่ยอย่างเจ็บปวด...

"นาขอโทษค่ะคุณพ่อ..."

แล้วเธอก็เอากระดาษมาเขียนจดหมายอีกฉบับหนึ่ง น้ำตาไหลพราก...

ooooooo

เมื่อสุเทพได้รับจดหมายของนัยนาแล้ว เขาไปคอยเธอที่สวนรื่นรมย์ที่เธอนัดไว้ คอยนานจนนึกว่าเธอไม่มาแล้ว แต่แล้วจู่ๆ ก็เห็นนัยนาถือกระเป๋าเสื้อผ้าเดินเข้ามาอย่างระแวดระวัง เมื่อพบกันต่างโผเข้ากอดกันด้วยความรักความห่วงใย สุเทพถามว่า "คุณนา...คุณคิดดีแล้วนะครับ"

"มันเป็นทางเดียวที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน รีบไปเถอะค่ะเดี๋ยวใครมาเห็นเข้า" นัยนาตอบอย่างเด็ดเดี่ยว แล้วทั้งสองก็พากันเดินออกไปอย่างระแวดระวัง

กว่าทรงยศจะได้อ่านจดหมายของนัยนาก็เป็นเช้าวันรุ่งขึ้น เขาโกรธแทบกระอักเลือดสั่งให้ลากตัวนัยนากลับมาให้ได้ วัลลภเสนอว่าคนไม่รักดีพรรค์นั้นให้พ่อตัดหางปล่อยวัดไปดีกว่า ถูกสุรีย์ผู้เป็นแม่ท้วงติงว่าทำไมพูดอย่างนั้น รีบไปตามน้องกลับมาเถอะ

"จะให้ผมไปตามที่ไหนล่ะครับคุณแม่ หนีเตลิดไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ผมว่าไปแจ้งตำรวจดีกว่า"

"ไม่ได้" ทรงยศเสียงเข้ม "แกนี่คิดอะไรโง่ๆ เป็นข่าวขึ้นมา ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของเราจะย่อยยับขนาดไหน...แกต้องหาตัวยัยนาให้เจอ กี่วันกี่เดือนหรือเป็นปี แกก็ต้องเอาตัวน้องกลับมาให้ได้!"

วัลลภเลยจำต้องเดินเซ็งๆ ออกไป

ooooooo

สุเทพพานัยนาไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน จนนัยนาคลอดลูกสาวออกมาได้ 2 เดือนแล้ว สุเทพใช้ความสามารถในการทำอาหาร เปิดร้านอาหารกุหลาบขาวเลี้ยงครอบครัว

คลอดลูกมาได้ 2 เดือนแล้ว นัยนาชวนสุเทพว่า พรุ่งนี้ไปหาหลวงพ่อที่วัดดีไหม ไปถวายสังฆทานและให้ท่านช่วยตั้งชื่อให้ลูกสาวเรา สุเทพยิ้มอย่างเห็นด้วย แต่นัยนากลับมีสีหน้ากังวลบ่นกับเขาว่า

"ฉันรู้สึกแปลกๆใจคอไม่ค่อยดีเลย"

นัยนาพูดไม่ทันขาดคำ ลูกน้องของวัลลภ 3 คนก็บุกเข้ามาบอกว่า "คุณนาต้องกลับไปกับผม" สุเทพเข้ายื้อยุดนัยนาไว้ แต่เขาถูกลูกน้องวัลลภล็อกแขนรุมต่อยจนทรุดลงไปกองกับพื้น

"สุเทพ...ปล่อยเขาอย่าทำอะไรเขา" นัยนาหวีดร้อง ดิ้นรนจะไปช่วยสุเทพแต่ถูกลูกน้องวัลลภรุมทำร้ายจนหมอบ พวกมันพังข้าวของในร้านจนพินาศก่อนลากนัยนาออกไป

นัยนาถูกพากลับถึงบ้าน เห็นแม่นอนซมล้มป่วยอยู่บนเตียง ทรงยศบอกลูกสาวว่า

"แม่แกตรอมใจล้มป่วยก็เพราะแก ยัยนา! แกนึกถึงหัวอกพ่อแม่มั่งไหม...ถ้าแกคิดหนีอีกคราวนี้ฉันขังแกแน่ ไปเจ้าลภ หาเวรยามมาเฝ้าไว้"

นัยนาเข้าไปจับมือแม่ไว้เอ่ยขอโทษน้ำตานองหน้า สุรีย์ถามลูกน้ำตาไหลว่า "ไม่รักแม่แล้วเหรอลูก" นัยนาบอกแม่ว่าตนรักทั้งคุณแม่และคุณพ่อยิ่งกว่าชีวิต สุรีย์มองหน้าลูกนิ่งเอ่ยอย่างอ่อนแรง "อย่าหนีแม่ไปอีกนะนา...รับปากแม่สิลูก...สัญญากับแม่ได้ไหม"

นัยนานิ่งอึ้งตกอยู่ในความทุกข์ใจอย่างหนัก ทั้งเครียด สับสน และว้าวุ่นใจ...

ooooooo

หลายวันต่อมา สุเทพได้รับจดหมายของนัยนาที่แจ่มจันทร์เอามาให้ที่บ้านเช่า อ่านจดหมายจบ สุเทพดีใจจนน้ำตาคลอ หันไปหาลูกน้อยที่นอนอยู่ในเปล บอกลูกราวกับหนูน้อยรับรู้ได้ว่า

"คุณนา...ลูก ยัยหนูลูกพ่อ แม่จะกลับมาอยู่กับเราแล้วนะลูก...ดีใจไหม คนดีของพ่อ..."

เมื่อถึงวันนัดหมาย สุเทพไปรอที่เดิมจนเลยเวลาไปเป็นชั่วโมงนัยนาก็ยังไม่มา สุเทพมองลูกในอ้อมกอด บอกลูกว่ารออีกหน่อยเดี๋ยวแม่ก็มาแล้ว

ทันใดนั้นลูกน้องวัลลภ 3 คน ก็โผล่มา คนหนึ่งด่าสุเทพว่า

"ไอ้หน้าโง่ คุณนาจะแต่งงานอยู่วันสองวันนี้ เขาจะมาหาเอ็งทำไม"

สุเทพไม่เชื่อบอกว่าไม่จริงเพราะนัยนาเป็นคนนัดให้มารับเธอ มันหัวเราะหยันย้อนว่านัดให้มาตายสิไม่ว่า แล้วหันไปสั่งลูกน้อง "เฮ้ย เก็บมัน"

สุเทพถูกลูกน้องวัลลภรุมเล่นงานทั้งที่อุ้มลูกอยู่ เขากอดลูกไว้แนบอกเอาตัวบังลูกไว้ เขาโดนมันเตะจนลงไปกองกับพื้น ขณะที่คนหนึ่งชักปืนออกมา จะยิงทิ้งนั่นเอง เสียงมอเตอร์ไซค์สายตรวจก็แว่วเข้ามา มันชะงัก สุเทพอุ้มลูกวิ่งหนีซมซาน ส่วนลูกน้องวัลลภทั้งสามคนต่างหนีไปคนละทิศละทาง ตัวใครตัวมัน

ooooooo

20 ปีผ่านไป...

สุเทพเปิดร้านอาหารในทำเลใหม่แต่ชื่อเดิม คือ ร้านกุหลาบขาว เขามีผู้ช่วยที่ทะมัดทะแมงคือ รมิดา ลูกสาวตัวน้อยที่เลี้ยงมาจนเป็นสาวแล้ว ร้านกุหลาบขาวมีลูกค้าประจำคือ ชาญศักดิ์กับลูกชายวัย 5 ขวบ ชื่อแมนยู ลูกค้ากับเจ้าของร้านให้บริการและใช้บริการกันมาจนสนิทสนมกันมาก เมื่อสุเทพว่างจากงานในครัวก็จะมานั่งคุยกับชาญศักดิ์เสมอ

ชาญศักดิ์เป็นเจ้าของที่ดินและอาคารพาณิชย์หลายแห่ง เขาโชคดีที่มีสุริยนที่เป็นน้องชายคอยช่วยดูแลงานอีกแรง แต่โชคไม่ดีนักที่สีดาภรรยาหย่ากับเขาตั้งแต่คลอดแมนยูได้ไม่นาน เขาจึงเป็นพ่อที่เลี้ยงลูกคนเดียว ไปไหนมาไหนจึงมีแมนยูติดตัวไปด้วยเสมอ

วันนี้ สุเทพมานั่งคุยกับชาญศักดิ์เพราะคุ้นเคยกันมาก ปล่อยให้รมิดาซึ่งมีฝีมือการทำอาหารไม่แพ้พ่อเข้าครัวแทน สุเทพเห็นอาหารที่ชาญศักดิ์สั่งยังไม่ครบ จึงตะโกนบอกรมิดา ถามว่าเสร็จหรือยัง

"ค่ะพ่อ เสร็จแล้ว...เสร็จแล้ว มาแล้ว หมูทอดกระเทียมพริกไทยสูตรเด็ด" รมิดาเอาจานอาหารมาวางตรงหน้าแมนยู ถามหยอก "ของใครเอ่ย"

"ของแมนยูครับ" แมนยูตอบเสียงใสยิ้มกว้างแล้วตักชิม ชมว่า "อร่อยที่สุดเลยครับแม่ดา" ทำเอารมิดายิ้มเจื่อนแก้ให้ว่า ต้องเรียกน้าดาไม่ใช่แม่ดา แมนยูอ้อนว่า "ให้แมนยูเรียกแม่ดาเถอะครับ แมนยูอยากมีแม่...นะครับแม่ดา ขอร้อง...ขอร้อง..."

รมิดายิ้มเขินๆหันไปมองชาญศักดิ์เขาก็ยิ้มกริ่ม มองไปทางสุเทพก็ยิ้มชอบใจ สุดท้ายเธอบอกแมนยูเขินๆว่าโอเค แม่ดาก็แม่ดา ชาญศักดิ์ยิ้มดีใจชวนทานข้าวด้วยกัน

"ยังไม่หิวเลย คุณศักดิ์ทานเถอะค่ะ เดี๋ยวดาทานพร้อมพ่อ...แมนยูครับเด็กฉลาดต้องทานผักด้วยนะครับ จะได้แข็งแรง" รมิดาตักผักใส่จานให้แมนยู หนูน้อยตักกินทันทีอย่างเอาใจ ดีใจที่ได้เรียกเธอว่า "แม่ดา"

ooooooo

ชาญศักดิ์มีความสุขมากที่เห็นรมิดากับแมนยูสนิทสนมกันเหมือนแม่ลูกจริงๆ แมนยูดีใจที่ได้รมิดามาช่วยดูแลเล่นด้วยทั้งยังสอนทำการบ้านด้วย จนในที่สุด ชาญศักดิ์ขอแต่งงานกับรมิดา

แต่ก่อนถึงวันแต่งงานเพียง 3 วัน ชาญศักดิ์ก็ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต รมิดาช็อก รับไม่ได้ ทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งเป็นลมไป

ในคืนสวดศพชาญศักดิ์ รมิดามองรูปเขาที่วางอยู่ข้างศพนิ่ง น้ำตาคลอ บอกกล่าวสัญญากับเขาว่า

"ไปสู่สุคตินะคะคุณศักดิ์...ดารักคุณ ดาสัญญาว่าจะรักและเลี้ยงดูแมนยูให้เหมือนลูกแท้ๆของดาค่ะ"

รมิดานั่งมองรูปชาญศักดิ์อยู่อย่างนั้น ในความรู้สึกยังแว่วเสียงของเขาที่พูดก่อนหน้านี้ว่า

"ดาครับ...คุณคือผู้หญิงที่ผมรักที่สุด อีกไม่กี่วันเราก็จะแต่งงานกันแล้ว ความฝันของผม...ฝันที่จะมีครอบครัวที่อบอุ่นใกล้จะเป็นจริงแล้ว เราจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า พ่อ แม่ ลูก..."

หลังจากงานศพของชาญศักดิ์แล้ว รมิดาและสุริยนเข้ามาที่ห้องทำงานของชาญศักดิ์ที่บ้าน มีจดหมายที่เขาเขียนไว้ ก่อนประสบอุบัติเหตุ บรรยายไว้อย่างกินใจว่า

"ถึงดาจะไม่ใช่แม่แท้ๆของแมนยู แต่คุณก็รักแมนยูยิ่งกว่าแม่แท้ๆที่ทิ้งลูกผมไปเสียอีก..." เขาบรรยายถึงความสังหรณ์ใจว่าไม่อยากไปทำงานเลยรู้สึกเหมือนไปแล้วจะไม่ได้ กลับมาอีก  ฝากฝังว่า  "ถ้าผมเป็นอะไรไป  คุณรีบติดต่อทนายประจำตัวผมนะดา  เพราะผมทำพินัยกรรมไว้ เรียบร้อยแล้ว...ฝากแมนยูด้วยนะดา...รักคุณที่สุด...ชาญศักดิ์"

รมิดาเม้มริมฝีปากอย่างพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ กระนั้นน้ำตาก็ยังไหลรินจนสุริยนจับมือให้กำลังใจว่า "เข้มแข็งไว้คุณดา..."

ooooooo

ขณะที่ชีวิตกำลังเริ่มลงตัว รมิดาดูแลแมนยูเหมือนแม่คนหนึ่ง เวลานี้เอง สีดา แม่แท้ๆของแมนยูที่ทิ้งแมนยูไปตั้งแต่เพิ่งคลอดไม่นานและย้ายไปอยู่อเมริกา เธอประสบอุบัติเหตุ ก่อนเสียชีวิตได้สั่งเสียศัลย์น้องชายให้เอาแมนยูกลับมาเลี้ยงให้ได้ ดังนั้น ศัลย์จึงจ้างนักสืบเอกชน สืบจนรู้ว่าแมนยูอยู่ที่ไหน กับใคร และเรียนโรงเรียนไหน เข้าออกบ้านกี่โมง จากนั้นเขาลงมือติดตามเอง

หลังจากได้ข้อมูลอย่างละเอียดแล้ว ศัลย์เอารูปของรมิดามาดูที่ห้องรับแขกคอนโดฯที่เขาพักอยู่ พูดกับรูปอย่างเยาะหยันว่า

"รมิดา...สงครามเริ่มแล้ว...และเธอต้องเป็นฝ่ายแพ้!"

การเริ่มต้นของศัลย์คือ เขาไปขอรับแมนยูที่โรงเรียนแต่ช้าไปเพราะรมิดาไปรับตัดหน้าไปก่อนแล้ว เขาจึงตามไปที่บ้าน กระทั่งปีนรั้วเข้าไป

แมนยูกำลังจะออกมาเล่นบอลที่สนามเห็นมีคนปีนรั้วเข้ามาก็ตกใจร้องบอก "ขโมย!!" รมิดากับเหมียวสาวใช้เห็นศัลย์กำลังปีนรั้วเข้ามาพอดี รมิดาให้เหมียวดูแลแมนยูไว้ ส่วนตัวเองไปคว้าท่อนไม้แถวนั้นย่องไปหวดใส่ไม่ยั้ง ปากก็ร้อง "ไอ้หัวขโมย...ไอ้หัวขโมย..."

ศัลย์ปัดป้องจนกระทั่งคว้าไม้ไว้ได้ เลยยื้อกันอยู่ตรงนั้น จนกระทั่งเสียงนกหวีดตำรวจดังขึ้น ศัลย์เป็นฝ่ายฟ้องตำรวจว่า รมิดาจะฆ่าตน สุริยนวิ่งเข้ามาเห็นรมิดากระชากไม้จากศัลย์ไปได้กำลังเงื้อจะฟาดเขาพอดี สุริยนร้อง "คุณดา!!"

แต่ช้าไปแล้ว รมิดาฟาดหัวศัลย์จนเขาทรุดลงเห็นดาวเต็มฟ้าแล้วคอพับไป

เมื่อพากันไปถึงโรงพัก ศัลย์อ้างว่าเขาไม่ได้เป็นหัวขโมยแต่เป็นคนที่มีสิทธิ์ในบ้านนี้เหมือนกัน เพราะเขาคือน้องชายของสีดาแม่ของแมนยู และพี่ชายของสุริยนคือชาญศักดิ์ก็คือพี่เขยเขานั่นเอง

พอเอ่ยชื่อสีดา รมิดาก็อึ้งไปทันที ศัลย์แจ้งแก่ทั้งสองว่า

"พี่สีดามอบหมายให้ผมมารับแมนยูไปอยู่ที่อเมริกาครับ พูดตรงๆก็คือผมมาทวงหลานชายคืน"

รมิดาเย็นวาบไปทั้งตัวแล้วโวยวายว่าหัวเด็ดตีนขาด ตนก็ไม่ยอมให้แมนยูไป ทั้งไม่เชื่อว่าศัลย์เป็นน้องชายสีดาด้วย จนศัลย์ต้องอ้างหลักฐานและท้าให้ไปตรวจค้นทะเบียนราษฎรดู

"ทำไมพี่สาวคุณไม่มารับลูกด้วยตัวเองล่ะครับ" สุริยนถามหลังจากดูหลักฐานของศัลย์แล้วศัลย์จึงเล่าเรื่องที่สีดาประสบ อุบัติเหตุและขอให้เขามารับแมนยูไปอยู่อเมริกา เขารับปากก่อนพี่สาวสิ้นใจว่า

"ครับพี่...ผมจะไปรับหลานมาอยู่กับผม"

เล่าแล้วศัลย์ย้ำว่าตนต้องรับแมนยูไปให้ได้ แมนยูต้องไปรับมรดกที่พี่สาวทำพินัยกรรมไว้ให้ รมิดาเถียงว่าแมนยูได้รับมรดกของพ่อมากพอแล้วไม่จำเป็นต้องไปรับมรดกของแม่ อีก

"คุณตัดสินใจแทนหลานผมได้ยังไง" ศัลย์จ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง

"ได้สิ ก็ฉันเป็นแม่" รมิดาเถียงเต็มปากเต็มคำ ทั้งยังอ้างชาญศักดิ์ว่าเขาฝากแมนยูไว้กับตน พอศัลย์แย้งว่าเขามีสิทธิ์ในตัวแมนยูมากกว่าเธอ รมิดาตัดบทไล่เขาไปให้พ้นหน้าตนเดี๋ยวนี้

"เราต้องเจอกันอีก จนกว่าผมจะได้หลานชายคืน ถ้าคุยกันดีๆไม่ได้ก็คงต้องเจรจากันด้วยกฎหมาย...เตรียมตัวไว้นะ คุณ...รมิดา"

ศัลย์เดินยิ้มเย้ยออกไปแล้ว ทิ้งให้รมิดากับสุริยนนั่งกังวลเป็นทุกข์กันอยู่ตรงนั้น

เมื่อคุยกันแล้ว รมิดายอมรับว่าที่จริงศัลย์มีสิทธิ์ในตัวแมนยูมากกว่าตน แต่สุริยนเชื่อว่าเธอเป็นฝ่ายได้เปรียบเพราะ "อย่าลืมสิว่าแมนยูรักคุณ ติดคุณมาก ผมว่าแมนยูไม่อยากไปอยู่กับคนอื่นหรอก"

ooooooo

คืนนี้ รมิดาไปนั่งเล่านิทานก่อนนอนให้แมนยูฟังตามปกติ แต่คืนนี้แมนยูไม่อยากฟังนิทานบอกรมิดาว่าฟังจนท่องได้แล้วงดสักวันได้ไหม แล้วถามถึงผู้ชายที่ปีนรั้วเข้ามาว่าเป็นหัวขโมยหรือ

รมิดาไม่อยากให้แมนยูรู้เรื่องเกี่ยวกับศัลย์ บอกว่าเขาไม่ใช่หัวขโมยแต่นิสัยไม่ดีเพราะเข้าบ้านเราโดยไม่ได้รับอนุญาต แมนยูสงสัยต่อไปอีกว่าแล้วเขาจะเข้ามาทำอะไร หนูน้อยถามจนรมิดาอึดอัดปรามว่า

"แมนยู ไม่ต้องถามแล้ว ช่างสงสัยจริง นอนเถอะ พรุ่งนี้ ต้องไปโรงเรียนแต่เช้านะครับ" พูดแล้วกู๊ดไนต์กับแมนยูก่อนเดินออกไป

แต่แมนยูยังนอนพลิกไปพลิกมาอยู่บนเตียง สมองยังเต็มไปด้วยคำถามว่า น้าคนนั้นมาทำไม...แล้วทำไม????

ooooooo

ดุสิตเป็นหลานปู่ของทรงยศ และเป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมด้วยกันกับศัลย์ วันนี้เขาพาศัลย์ไปไหว้ ทรงยศที่บ้าน

ลำดับเรื่องราวกันจนทรงยศจำศัลย์ได้ถามว่าหายไปไหนเสียตั้งนานไม่เห็นหน้ามา สิบกว่าปีได้แล้ว ศัลย์จึงเล่าให้ฟังว่าตนไปเรียนที่อเมริกาพอจบก็ทำธุรกิจที่นั่นต่อจากคุณ พ่อ

ปาริชาตินั่งร่วมสนทนาอยู่ด้วยเธอมองศัลย์อย่างสนใจ เอ่ยขึ้นเหมือนเรียกความสนใจจากเขาว่า ทำงานเยอะคงเหนื่อยแย่เลย ทรงยศถามว่าไปๆ มาๆ คงเหนื่อยแย่แล้วนี่จะอยู่เมืองไทยนานแค่ไหน

"คงนานครับคุณปู่...จนกว่าผมจะทวงหลานชายคืนสำเร็จ" เห็นทุกคนทำหน้างงเขาจึงเล่ารายละเอียดให้ฟัง

เย็นนี้เอง ปาริชาติทำทีเจอเขาขณะเขาลงมาจะไปที่รถ ถามว่าช่วงนี้ว่างไหม ไม่ได้อยู่เมืองไทยนานอยากจะเป็นไกด์พาเขาเที่ยวห้างหรูๆ ผับเก๋ๆ ร้านอาหารเลิศๆ

ศัลย์ตอบรับทันที ปาริชาติพึมพำตาเป็นประกาย "หล่อขั้นเทพ รับรองไม่หลุดมือแน่"

ooooooo

วันนี้รมิดาไปรับแมนยูตามปกติ เห็นแมนยูกำลังต่อยอยู่กับบอยเด็กชายที่มักมีเรื่องทะเลาะกับแมนยูอยู่บ่อยๆ รมิดาเข้าไปร้องห้ามแล้วแยกแมนยูออกมาดุว่า "ทำไมเกเรอย่างนี้!"

เมื่อกลับถึงบ้าน รมิดาเรียกแมนยูมาสั่งว่าพรุ่งนี้ต้องไปขอโทษน้องบอย แมนยูไม่ยอมเพราะตนไม่ผิด รมิดาฉุนขึ้นมาสั่งเหมียวให้เอาไม้เรียวมา ถามแมนยูว่าถ้าดื้อกับแม่ดาต้องโดนกี่ที แมนยูตอบเสียงสั่นน้ำตาคลอว่าสามทีครับ แล้วกอดอกกลั้นน้ำตา

รมิดาฟาดไม้เรียวไปหนึ่งที แมนยูร้องโอ๊ย...ด้วยความเจ็บแล้วร้องไห้ฮือๆ บอกรมิดาว่า

"แม่ดาตีให้ตาย แมนยูก็ไม่ขอโทษบอย แมนยูไม่ผิด บอยเขาล้อแมนยูว่าไม่มีพ่อ อยู่กับแม่สองคนอีกหน่อยก็ต้องเป็นตุ๊ด อยู่บ้านใส่กระโปรง"

รมิดาใจหายแว้บ ไม้เรียวตกจากมือสงสารแมนยูจับใจ โผเข้ากอดหนูน้อยไว้ลูบหัวปลอบ

"แม่ดาขอโทษ...อย่าร้องครับ ลูกผู้ชายต้องเข้มแข็ง แม่ดาสัญญานะว่าแม่ดาจะเป็นทั้งแม่และพ่อให้แมนยู รักแม่ดาไหมครับ" แมนยูพยักหน้าทั้งที่สะอื้นฮัก "ถ้ารักก็ต้องเป็นเด็กดี ต้องอดทน ใครล้อก็ช่างเขาเราอย่าไปสนใจ อีกหน่อยเขาก็หยุดล้อเองแหละ"

ปลอบแมนยูแล้ว รมิดาเองกลับไปนั่งคิดหนักอยู่คนเดียว จนสุริยนถามว่าเป็นอะไร เธอจึงเล่าเรื่องที่แมนยูถูกเพื่อนล้อให้ฟัง สุริยนหัวเราะบอกว่าเรื่องเล็กน่า

"แต่มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนเป็นแม่ แล้วก็ไม่ใช่เรื่องเล็กๆของเด็กผู้ชายอย่างแมนยู" สุริยนยังบอกว่าอย่ากังวลไปเลยคิดมากน่า "ไม่คิดได้ยังไง ดาไม่อยากเห็นลูกมีปมด้อย"

สุริยนปลอบใจว่าตนยังไม่เห็นแววเป็นตุ๊ดอะไรจากแมนยูเลย ถ้าเป็นก็ต้องส่อเค้าแต่ตอนนี้แล้ว เขาพูดหัวเราะๆว่า "นี่ผมก็ยังเห็นหลานชอบเตะบอล วันก่อนยังชกมวยกับผมอยู่เลย"

"ชกมวย..." รมิดาทวนกีฬานี้อย่างสะดุดใจ

ooooooo

เพื่อให้หลานได้ชกมวยสมเป็นชาย รมิดาพาแมนยูไปซื้อนวมสีสดใสที่ห้างฯ โดยนัดสุริยนมาด้วย แต่ซื้อของแมนยูแล้วสุริยนยังไม่มา เธอจึงพาแมนยูไปเที่ยวสวนสนุกกันก่อน

ขณะจูงมือแมนยูเดินไปทางสวนสนุกนั่นเอง ศัลย์ที่ปาริชาติพามาเดินห้างฯกำลังเลือกเสื้อเห็นเข้า เขาวางเสื้อแล้วตามรมิดากับแมนยูไปทันที พอปาริชาติหันมาก็ไม่เห็นเขาแล้ว

ศัลย์ตามรมิดาไปแต่คลาดสายตาไปแล้วบ่นกับตัวเองพลางชะเง้อมองหา

"หายไปไหนนะ ไวเป็นลิงเมื่อกี้ยังเห็นหลังไวๆอยู่เลย" แล้วเขาก็เดินชะเง้อหาต่อไป

ooooooo

ศัลย์ ตามไปจนเจอรมิดานั่งดื่มกาแฟดูหนังสือรอแมนยูเล่นที่สวนสนุกอยู่ เขาเข้าไปขอนั่งด้วยตั้งใจมา กวนประสาทเต็มที่ พอนั่งก็เอานามบัตรของตัวเองให้ รมิดารับไปขยำทิ้งทันที เขาทำหน้าล้อๆพูดยิ้มแสยะว่าใจร้ายมากเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ทิ้งเบอร์เขา

รมิ ดาลุกขึ้นถามว่าเขาต้องการอะไร ศัลย์ทำหน้ากวนๆ บอกว่าเธอก็รู้อยู่แล้ว พอรมิดาพูดอย่างมั่นใจว่าเขาต้องกลับอเมริกามือเปล่าแน่ ศัลย์เลยเสนอเงินให้ 5 ล้าน, 10 ล้าน หรือ 20 ล้าน

"ฮึ ตีค่าเด็กเป็นเงิน แค่นี้ก็รู้แล้วว่าคุณเป็นคนประเภทไหน คนใจหยาบอย่างคุณ ไม่มีวันเลี้ยงเด็กให้ดีได้หรอก" รมิดาด่าใส่หน้า

ศัลย์ ย้อนถามว่าเงินที่ตนให้น้อยไปใช่ไหมถ้าเทียบกับมรดกของแมนยู ปรามาสเธอว่าถ้าไม่มีมรดกของแมนยู เธอก็คือคนตัวเปล่าหมายจับพี่เขยตน เยาะเย้ยว่าถ้าพี่เขยตนไม่รวยเธอจะสนหรือเปล่า และถ้าหลานตนไม่มีมรดกกองโตเธอจะสนแมนยูไหม

รมิดาโกรธสุดขีดด่าเขา "ปากเลว!" คว้าขนมเค้กบนโต๊ะโปะหน้าเขา เท่านั้นไม่พอยกแก้วกาแฟเย็นสาดใส่ตัวอีกแล้วปรามว่า นี่คือรางวัลสำหรับคนปากร้ายใจสกปรกอย่างเขา จากนั้นเดินหนีไป พอดีแมนยูเล่นเครื่องเล่นเสร็จ เธอเลยคว้าแขนแมนยูพาเดินอ้าวไป

ศัลย์ ตามไปแต่รมิดาพาแมนยูหลบฉากอยู่แถวหน้าห้องน้ำ ศัลย์หาไม่เจอเลยเข้าไปล้างคราบสกปรกในห้องน้ำจนตัวเปียกปอน ออกมาเจอปาริชาติถามว่าทำไมตัวเปียกอย่างนี้ เขาปดว่าง่วงนอนเลยเข้าไปล้างหน้า ก๊อกเสียน้ำกระจาย จนเลอะเทอะไปหมด ปาริชาติเลยพาไปหาซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยน

แต่ขณะกำลังเลือกเสื้อนั่นเอง เขาเห็นรมิดาจูงแมนยู อยู่ไกลๆ เขาวางทุกอย่างลงแล้ววิ่งตามไปจนปาริชาติงงว่าไปไหนของเขานะ

ตาม ไปจนเจอรมิดาพาแมนยูไปเลือกเสื้อผ้าเด็ก เขาเข้าไปแทรกแซงทันทีบอกแมนยูว่าตนจะเลือกให้เอง รมิดากีดกันเต็มที่เลยเถียงกันฝ่ายหนึ่งอ้างว่าแมนยูเป็นหลาน อีกฝ่ายอ้างว่าตนเป็นแม่ รมิดาตัดสินใจพาแมนยูเดินหนีปัดเสื้อผ้าที่กองอยู่บนชั้นวางสร้างสิ่งกีด ขวางไม่ให้ศัลย์ตามไป

ศัลย์วิ่งตามทำให้เหยียบเสื้อทางร้านเสียหาย เลยต้องจ่ายเงินชดใช้ให้เลยตามรมิดากับแมนยูไม่ทัน พอออกมาก็จ๊ะเอ๋กับปาริชาติที่เดินตามหาเขาอยู่พอดี พอเธอรู้ว่าเขาวิ่งตามหลานชายเธอถามว่ายังตกลงกันไม่ได้หรือ แนะว่าให้ใช้กฎหมายดีกว่าขืนวิ่งตามอย่างนี้เหนื่อยเปล่า แล้วจูงมือศัลย์เดินออกไป

ooooooo

รมิดาพาแมนยูหนีศัลย์ไปถึง ประตูห้างฯเจอสุริยนเพิ่งมาถึงเธอเร่งให้รีบหนีไปจากที่นี่เพราะเพิ่งเจอศัล ย์ ไม่อยากให้มาวุ่นวายกับแมนยู แค่รู้ว่าเขาจะมาทวงหลานตนก็เครียดจะแย่อยู่แล้ว

"ผมบอกคุณแล้วไงว่า ให้เผชิญความจริง ไม่เอาๆอย่าหนี ถ้าหนีคุณก็ต้องหนีไปเรื่อยๆจนแมนยูโตมั้ง...ไหวเหรอ" สุริยนพูดอย่างใจเย็น สุขุม จนรมิดาคล้อยตาม


"ครับผม...แม่ดาก็รักแมนยูเท่าฟ้าเหมือนกัน" รมิดายิ้มอย่างโล่งใจ ชื่นใจ

ด้วย ความรักและอยากเติมเต็มในชีวิตให้กับแมนยูที่ถูกเพื่อนล้อว่าไม่มีพ่อ รมิดาจึงแอบไปติดหนวดและใส่วิกผมสั้นปลอมเป็นผู้ชายมาเป็นพ่อให้แมนยู บอกแมนยูว่าให้เรียกตนว่าพ่อดาบก็แล้วกัน

แม้จะเป็นเพียงการล้อเล่นแต่ก็ทำให้แมนยูมีความสุข ทั้งสองตกลงกันว่าเรื่องนี้จะเป็นความลับของเราสองคนเท่านั้น

แต่ ขณะที่ทั้งสองคือแมนยูกับพ่อดาบกำลังเตะบอลกันอย่างสนุกสนานอยู่หน้าบ้าน นั่นเอง รถของศัลย์แล่นเข้ามา รมิดา รีบหลบไปแกะหนวดถอดวิกออก แต่พอออกมาอีกทีเจอศัลย์กำลังเล่นรถบังคับอยู่กับแมนยู เธอก้าวฉับๆจะไปเอารถบังคับทิ้ง สุริยนมาขวางเตือนสติว่า

"ทำแล้วมัน จะได้อะไรขึ้นมา" รมิดาบอกว่าความสะใจ เขาย้อนถามว่า "แล้วความรู้สึกของแมนยูล่ะ คุณได้ความสะใจแต่ลูกคุณจะเสียใจแค่ไหน...คิดดูให้ดี"

การเตือนสติของสุริยนทำให้เธอชะงักเมื่อนึกถึงความรู้สึกของแมนยู

แต่ เรื่องไม่จบแค่นี้ เพราะเมื่อเธอเข้าครัวทำอาหารให้แมนยู ศัลย์ตามเข้าไปก่อกวนอีก พอเห็นหน้าศัลย์เธอก็ไล่ให้ออกจากบ้านตนไปเดี๋ยวนี้ ศัลย์ยิ้มกวนประสาทอ้างว่านี่มันบ้านหลานชายตนต่างหาก รมิดาโกรธจนไม่รู้จะทำอย่างไร เลยหันไปคว้าปังตอเงื้อง่าเข้าใส่

ศัลย์ ถอยกรูดทำท่ากลัวปังตอมาก แต่ก็ยังกล่าวโทษให้เธอต้องรับผิดชอบเสื้อผ้าเขาที่เปื้อนกาแฟเขาถอดใส่มาใน ถุงทั้งชุด มีเสื้อ กางเกง กระทั่งกางเกงใน ขู่เธอว่าต้องเอาไปซักเพราะเป็นคนทำเปื้อน รมิดาขว้างถุงใส่เขาบอกว่าตนไม่ซักไล่ไปให้พ้น

เสื้อผ้าในถุงหล่นลง มาที่พื้น รมิดาโมโหจะหนีออกไปก้าวพลาดเหยียบเสื้อผ้าพวกนั้นลื่นพรืดหงายจะล้ม ศัลย์ก้าวเข้าไปรับร่างเธอไว้แกล้งกอดไว้แน่น หน้าต่อหน้าเกือบชนกัน ตาต่อตามองกันใกล้แค่ฝ่ามือกั้น เลยต่างตะลึงอึ้งไปครู่หนึ่ง พอได้สติรมิดาสะบัดตัวออกมาทั้งโกรธทั้งอายเลยพูดผิดๆถูกๆ

"เออ...ฉัน ...ฉันจะซัก เอ๊ย...ไม่ใช่ หัวเด็ดตีนขาดฉันก็ไม่ซัก คุณกลับไปได้แล้วไม่งั้นฉันจะเรียกตำรวจมาลากคุณออกไป" พูดแล้วเดินสะบัดปึงปังออกไป

ศัลย์ก้มหยิบเสื้อผ้าตัวเองขึ้นมาส่าย หน้ายิ้มๆบ่นว่า เอามาเสียเที่ยวจริงๆ แต่พอนึกได้ก็ยิ่งยิ้มกว้างกวนๆพูดเองแก้เองว่า "ฮื้อ...ไม่เสียเที่ยวหรอก..."

ส่วนรมิดากลับเข้าไปที่ห้องนอน ก็ทั้งลูบทั้งปัดเนื้อตัวที่ถูกศัลย์กอดเมื่อกี้อย่างขยะแขยงบ่นตัวเองว่า น่าจะชกสักเปรี้ยง สุดท้ายทนไม่ไหวลุกไปอาบน้ำรอบที่สองล้างรอยถูกกอด แต่ก็ยังล้างความรู้สึกไม่ได้อยู่ดี...

ooooooo
ตอนที่ 2

เพราะร้านกุหลาบขาวถูกไฟไหม้ไปแล้ว รมิดาจึงให้สุริยนช่วยหาทำเลตั้งร้านใหม่ สุริยนหาได้ที่บริเวณพลาซ่าของโรงแรมสยามคอสโม

พอได้ยินชื่อโรงแรมสยามคอสโมเท่านั้น รมิดาก็สะอึกอึ้ง เรื่องในอดีตพลุ่งพล่านขึ้นในความทรงจำทันที...

คืนหนึ่ง ที่สุเทพนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล คืนนั้นเป็นครั้งแรกที่รมิดาได้ยินชื่อแม่จากปากพ่อ

"แม่ของดาชื่อนัยนา เธอเป็นลูกสาวคนเล็กของคุณทรงยศกับคุณสุรีย์เจ้าของโรงแรมเจสเตอร์โรงแรมที่พ่อเคยเป็นเชฟนั่นแหละ"

เวลา นั้นเธอรู้สึกเสียใจกับการกระทำของแม่จนกระทั่งบอกพ่อว่า "ดาเกลียดแม่ ไม่อยากได้ยินชื่อเขาด้วยซ้ำ" แต่สุเทพก็ยังพยายามเล่าด้วยเสียงแห้งปร่าอ่อนแรงว่า

"แต่ลูกต้องฟัง นะดา พอนัยนากลับไปอยู่กับพ่อแม่ พ่อก็ได้ยินข่าวว่าเธอแต่งงานกับนายศิริ ทายาทคนเดียวของเจ้าของโรงแรมสยามคอสโม...จากนั้นไม่นาน เธอก็เข้าไปบริหารโรงแรมสยามคอสโมเต็มตัว...ดา...ลูกอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยว กับคนในตระกูลนี้นะลูกมันอันตราย"

คิดถึงเรื่องในอดีตแล้วแววตาของ รมิดาก็เจ็บช้ำโกรธแค้นขึ้นมาอีก ถามสุริยนว่าไม่มีที่อื่นแล้วหรือ สุริยนบอกว่าพอมีแต่ทำเลที่นี่ดีที่สุดเปิดร้านอาหารไม่เจ๊งแน่ รมิดาก็ยังอยากให้เขาช่วยหาทำเลใหม่อยู่ดี

แต่สุริยนก็หาทางพาเธอไป ที่นั่นจนได้โดยอาศัยแมนยูบังหน้าบอกว่าพาแมนยูไปเที่ยวสวนสนุก แมนยูดีใจมากสะพายเป้ที่ใส่ของใช้กระจุกกระจิกไปด้วย แต่พอไปถึงรมิดารู้ว่ามาโรงแรมสยามคอสโมก็ไม่พอใจจะไม่ลงไป สุริยนขอร้องว่าไหนๆก็มาแล้วลงไปดูหน่อยก็แล้วกัน

จู่ๆแมนยูก็เกิดปวดท้องจู๊ดๆขึ้นมาราวกับนัดกันไว้กับสุริยน รมิดาจึงจำต้องรีบพาแมนยูเข้าไปในโรงแรม

ooooooo

ระ หว่างนั้นศัลย์ไปที่บ้านเจอเหมียวถามว่าพวกเขาไปไหน ทีแรกเหมียวก็ไม่ยอมบอก พอศัลย์อ้างว่าเขาเป็นน้าของแมนยู การโกหกพรากลูกพรากหลานคนอื่นเป็นบาป เหมียวกลัวบาปเลยยอมบอกว่ารมิดากับแมนยูไปไหน

ระหว่างจะหาที่นั่งรอ รมิดากับแมนยูนั้น สุริยนเดินไปชนเดือนฉายสาวสวยแต่งตัวเลิศหรูลูกสาวเจ้าของโรงแรมเข้าอย่าง จัง หญิงสาวตกใจร้องเสียง "ว้าย!!" สุริยนรีบขอโทษ เดือนฉายเห็นว่าไม่เป็นอะไรมากเลยเดินเลยไป แต่สุริยนยังอดไม่ได้ที่จะมองตามไปจนเหลียวหลัง

เมื่อรมิดาพาแมนยู กลับมาแล้ว เขาจึงพาไปดูสถานที่ที่เขามาดูไว้ซึ่งเป็นส่วนที่ทางโรงแรมจัดแบ่งเป็นห้องๆ ให้ลูกค้ามาเช่าทำกิจการ มีห้องว่างอยู่ล็อกหนึ่ง รมิดาดูแล้วพอใจชวนกันเข้าไปดูข้างใน ส่วนแมนยูวางกระเป๋าเป้ลงแล้ววิ่งเล่นไปตามประสาเด็กจนถึงบริเวณสระน้ำมีปลา ว่ายอยู่อย่างสวยงาม เห็นปลาใหญ่อยู่อีกฟากหนึ่งของสระ แมนยูลุกวิ่งจะไปดูใกล้ๆชนเอาเดือน
ฉายเข้าอย่างจัง กระเป๋าราคาแพงของเดือนฉายตกลงไปในสระ แมนยูตกใจรีบลงไปเก็บมาคืนให้พร้อมกับขอโทษ แต่เดือนฉายเอาแต่เต้นเร่าๆ โวยวายเสียดายกระเป๋าราคาแพง จนกระทั่งรมิดากับสุริยนเดินมาตามหาแมนยูเจอเข้าเดือนฉายด่าว่าเป็นพ่อแม่ ประสาอะไรไม่รู้จักสั่งสอนลูก เมื่อสุริยนกับรมิดาขอชดใช้ค่าเสียหาย เดือนฉายยื่นคำขาดทันทีว่า นี่เป็นกระเป๋านอก สุริยนก็จะสั่งซื้อจากเมืองนอกมาคืนให้แต่ต้องรอนานหน่อย

"ไม่ได้...ฉันต้องการกระเป๋ายี่ห้อนี้ สีนี้ รุ่นนี้ แบบนี้ และเดี๋ยวนี้!!"

เป็น เงื่อนไขที่ทั้งรมิดาและสุริยนเหลือที่จะรับได้ แต่ เดือนฉายไม่ยอมทำท่าจะเข้าไปทำร้ายรมิดา แมนยูเข้าไปช่วยแม่ดาเลยเหยียบเท้าเดือนฉายเข้าให้อีก เธอเลยยิ่งโวยวายเอากระเป๋าฟาดหัวแมนยู  รมิดาพุ่งเข้าไปผลักเดือนฉายออก  ทั้งคู่ เผชิญหน้ากัน สุริยนเลยรีบเข้าไปหย่าศึก รมิดาขอจัดการเอง แล้วเธอก็จับแขนเดือนฉายหักเบาๆเป็นการสั่งสอน แค่นั้นเดือนฉาย ก็ร้องกรี๊ดๆโรงแรมแทบแตก

นัยนากับตะวันแม่และน้องชายของเดือนฉาย เดินมาได้ยินเสียงเธอร้องจึงรีบมาดู ทันทีที่ตะวันเห็นหน้ารมิดาก็รู้สึกถูกใจมาก ส่วนเดือนฉายก็ยังอาละวาดจะให้รมิดากับสุริยนชดใช้ให้ตามเงื่อนไขของตน

สุริยน ยกมือไหว้นัยนาทำให้รมิดารู้ว่านั่นคือนัยนา แม่แท้ๆของตน แต่เธอก็ทำนิ่งตั้งสติ ยกมือไหว้ตามมารยาท พอสุริยนแนะนำตัวเองนัยนาก็จำได้ว่าเป็นคนที่มาวางมัดจำเช่าพื้นที่เปิดร้าน อาหารบริเวณพลาซ่านั่นเอง

ตะวันระอาใจกับความเอาแต่ใจตัวของเดือนฉาย ที่เรียกร้องให้ชดใช้ด้วยเงื่อนไขที่ทำไม่ได้ เขาขอให้พี่สาวมีเหตุผลหน่อยก็ถูกตวาดว่า "แกไม่ต้องมายุ่ง" พอนัยนาเตือนว่าอย่าเอาแต่อารมณ์ เธอก็หาว่าแม่เข้าข้างน้อง เดือนฉายเปิดกระเป๋าเอาของออกแล้วขว้างกระเป๋าใส่สุริยนยื่นคำขาดว่าต้องหา มาใช้ตนให้ได้ไม่อย่างนั้นตนเอาเรื่องแน่

ระหว่างนั้น นัยนามองดูแมนยูชมว่าลูกน่ารักน่าเอ็นดู ไม่น่าเชื่อว่าแม่ดูยังเด็กแต่มีลูกโตแล้ว

"แมน ยูไม่ใช่ลูกคุณดาหรอกครับ แกเป็นลูกพี่ชายผม พี่ผมเสียชีวิตไปแล้ว แกติดคุณดามาก คุณดาก็รักเหมือนลูกแท้ๆ อืมม์...ยังไงผมขอตัวก่อนนะครับ" สุริยนเอ่ย

แต่พอจะออกจากโรงแรม แมนยูนึกได้ว่าลืมกระเป๋าเป้ไว้ที่บริเวณห้องให้เช่า รมิดาจึงให้สุริยนอยู่กับแมนยูส่วนตัวเองเดินย้อนกลับไปเอากระเป๋าเป้ของแมน ยู

ooooooo

ปรากฏว่ากลับไปเจอศัลย์มาที่นั่นพอดี ศัลย์ตามมากระแนะกระแหนเธอตามเคย จนรมิดาฉุนขาดที่ดูถูกกันไม่เลิกเลยชกหน้าเข้าเต็มหมัดเล่นเอาศัลย์กุมหน้า เซไป พริบตานั้นเขาก็กระชากตัวเธอเข้าไปกอดไว้แน่น รมิดายิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งกอดแน่น จนเธอร้องบอกว่าหายใจไม่ออกแล้ว

ศัลย์ กลัวเธอจะเป็นลมเลยคลายมือ พริบตานั้นรมิดาขึ้นเข่าผ่าหมากเข้าเต็มเป้าจนศัลย์กุมเป้าลงไปนั่งตัวงอ แล้วเธอก็เดินหนีไปอย่างสะใจถามเย้ยว่าจะให้เรียกป่อเต็กตึ๊งไหมจะให้ไปส่ง เมรุไหน

พอสุริยนรู้ว่ารมิดาขึ้นเข่าผ่าหมากจนศัลย์หน้าเขียวก็ตกใจจะไปดู เธอสั่งเข้มว่าให้ขึ้นรถเลย สุริยนจึงต้องเดินไปขึ้นรถกลับ

ooooooo

ตะวันเหมือนต้องมนตร์รักเขาคิดถึงแต่ใบหน้าของรมิดาอย่างมีความสุข กระทั่งกลัวว่ามีเรื่องกันแบบนี้รมิดาจะยกเลิกการเช่าพื้นที่ จนนัยนาถามหยอกว่าลูกคิดอะไรอยู่หรือเปล่า?

ส่วนสุริยนกับรมิดากลับมาถึงบ้านก็พูดกันถึงนัยนาโดยสุริยนเห็นว่านัยนาดู เป็นผู้ใหญ่น่านับถือดูท่าทางน่าจะใจเย็น แต่รมิดาเชื่อว่านั่นคือภาพลวงตา ตัวตนจริงๆของเธอก็เหมือน อย่างที่พ่อบอกนั่นแหละ

"เริ่มกลัวแล้วใช่ไหม" สุริยนถาม แล้วบอกเธอว่า "งั้นพรุ่งนี้ผมโทร.ไปยกเลิกใบจองนะ ลองหาทำเลที่อื่นก็ดีเหมือนกันคุณจะได้สบายใจ"

พอสุริยนจะยกเลิกการจอง รมิดากลับสับสนลังเลขึ้นมา...

เย็นนี้เอง รมิดาขับรถออกไป ปรากฏว่าศัลย์ขับรถสวนเข้ามาเขารีบกลับรถตามเธอไปปรากฏว่ารมิดาเอากุหลาบขาว ไปไหว้สุเทพที่สุสาน บอกกล่าวพ่อว่าตนเจอผู้หญิงคนนั้น คนที่ส่งคนมาฆ่าพ่อกับตนแล้ว

รมิดานึกถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ฝังความเจ็บแค้นไว้ในชีวิตอย่างไม่รู้ลืม เพราะพ่อจำได้แม่นยำว่าแม่ชอบดอกกุหลาบสีขาว ไม่ว่าจะเปิดร้านกี่ที่ ย้ายกี่หนก็ยังตั้งชื่อร้านกุหลาบขาวทุกครั้ง แต่พ่อก็ถูกตามล่าตามฆ่าไม่หยุดหย่อน จนเธอถามพ่อว่าทำไมแม่ต้องส่งคนมาฆ่าพ่อกับตนด้วยทั้งๆที่พ่อก็รักแม่มาก

คำอธิบายของพ่อเวลานั้นคือ "เธอคงกลัวสามีใหม่รู้อดีตของเธอมั้ง อดีตที่หนีไปอยู่กินกับสามีซึ่งเป็นแค่เชฟโรงแรมจนๆ มันเป็นอดีตที่เธออยากลืม"

คิดถึงอดีตแล้วรมิดาก็ยิ่งเกลียดผู้หญิงคนนั้นกระทั่งปฏิเสธว่าไม่ใช่แม่ตน ถามพ่อตรงหน้าเจดีย์ว่าจะทำอย่างไร ตนไม่อยากอยู่ใกล้ผู้หญิงคนนั้นแต่ก็อยากเจอคนตระกูลนี้อยากรู้ว่าจิตใจของ พวกเขาทำด้วยอะไร

ศัลย์ตามมาเห็นรมิดาไหว้และพึมพำอะไรอยู่คนเดียว ตรงหน้าเจดีย์ เขาคาดว่าถ้าไม่ใช่พ่อก็ต้องเป็นพี่เขยตน รมิดา รู้สึกมีคนตามมาจับตาดูอยู่ เธอจึงลุกล่อเข้าไปในสุสาน ศัลย์ หลงกลเดินตามไปในสุสาน รมิดาผลุบโผล่จนเขามองตามไม่ทัน

พอดีเจอสัปเหร่อกวาดใบไม้อยู่ศัลย์เลยเข้าไปถาม ลุงสัปเหร่อเห็นเขามาค่ำๆก็เชื่อว่าต้องเป็นพวกหัวขโมยมาขโมยโกศกระถางธูป ทองเหลืองไปขายแน่ๆเลยเงื้อไม้กวาดในมือฟาดไม่ยั้ง สุดท้ายศัลย์ก็วิ่งหนีไป

รมิดาแอบดูอยู่หัวเราะสะใจ "สมน้ำหน้า...ฮิๆ เล่นกับใครไม่เล่น" แล้วเธอจึงเดินกลับไปที่รถ เห็นศัลย์วิ่งตับแลบออกมาจากสุสานพอดี เธอโบกมือบ๊ายบายเยาะเย้ย ศัลย์ยืนหอบแฮ่กพึมพำ

"เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไป โอ๊ย...เหนื่อย หายใจไม่ทันแล้ว... ฮึ่ม ฝากไว้ก่อน ยัยแสบเอ๊ย..."

ooooooo

ศิริ สามีใหม่ของนัยนา พ่อของเดือนฉายและตะวัน ติดการพนันจนถอนตัวไม่ขึ้น งานที่โรงแรมจึงตกหนักที่นัยนาคนเดียว เดือนฉายก็เอาแต่เที่ยวเตร่ใช้เงินเป็นเบี้ย  จะมีก็แต่ตะวันที่เห็นอกเห็นใจแม่  พยายามจะเรียนให้จบเร็วๆ  เพื่อกลับมาช่วยแม่ทำงาน

ทีแรกตะวันก็อยากไปฝึกงานที่โรงแรมอื่น แต่พอรมิดามาเช่าพื้นที่ทำร้านอาหารเขาก็เปลี่ยนใจบอกนัยนาว่าจะฝึกงานที่ โรงแรมของเราเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่ด้วย

เพราะรมิดาไปตกแต่งห้องกับสุริยนจึงไปรับแมนยูช้ากว่าทุกวัน ปรากฏว่าศัลย์ไปก่อนแล้วเขาถามแมนยูว่าอยากไปอยู่อเมริกากับตนไหม แมนยูบอกว่าไม่ไปจะอยู่กับแม่ดา แล้วขอไปวิ่งเล่นกับเพื่อน

ขณะที่แมนยูเล่นอยู่กับกำไลเพื่อนร่วมห้องอยู่นั้น บอยก็เข้ามาก่อกวนล้อแมนยูเรื่องตุ๊ดเรื่องแต๋วอีก ถูกแมนยู ผลักอกอย่างโมโห เลยถูกบอยผลักอย่างแรงจนแมนยูล้มหัวแตกเป็นแผลลึก ศัลย์เห็นว่าต้องพาไปโรงพยาบาล แต่ยังไม่ทันไปรมิดาก็มาถึง เธอไม่ยอมให้พาแมนยูไปโรงพยาบาล จนศัลย์ดุว่าแผลลึกขนาดนี้ไม่ไปโรงพยาบาลได้อย่างไร

ในที่สุดรมิดาต้องขึ้นรถเขาไปโรงพยาบาลด้วยกัน ระหว่างทางจนถึงโรงพยาบาล ทั้งสองปลอบและให้กำลังใจแมนยูต่างกัน รมิดาปลอบอย่างอ่อนโยนโอ๋เอาใจ ในขณะที่ศัลย์ สอนแมนยูให้ต้องเข้มแข็งลูกผู้ชายหัวแตกแค่นี้ไม่เท่าไหร่ ต้องแมนๆหน่อย ตนเคยหัวแตกตั้งหลายครั้งไม่เห็นจะกลัวเลย

ศัลย์ปลอบใจปลุกใจจนแมนยูเข้มแข็งขึ้นมา เมื่อสุริยนตามมาถึงถามแมนยูว่าเจ็บไหม คำตอบคือไม่เจ็บครับ ทำให้สุริยนชื่นชมว่าหลานตนเข้มแข็ง ชมเลยไปถึงศัลย์ว่าสอนหลานเข้าท่า แต่รมิดายังหมั่นไส้และมีอคติกับเขาตลอดเวลา ไม่ยอมรับและมองไม่เห็นส่วนดีของเขาอย่างที่สุริยนชมเชย

พออยู่คนเดียวรมิดาก็ยิ่งคิดแค้นที่ศัลย์คอยยั่วโทสะหาเรื่องตลอดเวลา พึมพำกับตัวเองว่า

"นายศัลย์...ฉันจะจัดการกับนายยังไงดี?"

ooooooo

คืนนี้ที่โต๊ะอาหารบ้านทรงยศ ดุสิตลูกชายของวัลลภคุยที่โต๊ะว่าบริษัทแกรนด์จิวเวลรี่จะจัดงานแฟชั่นโชว์ เครื่องเพชรประจำปีที่โรงแรมเรา แต่ขอใช้สถานที่ฟรีเพราะเป็นการกุศล เขาถามวัลลภผู้เป็นพ่อว่าคิดอย่างไร วัลลภอยากให้เขาจ่ายให้เราสักครึ่งก็ดี แต่ทรงยศไม่เห็นด้วยให้ถือเสียว่าเป็นการโปรโมตกระตุ้นยอดขายของโรงแรมเราก็ แล้วกัน

ปาริชาติน้องสาวดุสิตได้ยินว่าจะมีการเดินแฟชั่นโชว์ก็อยากเดินด้วย ใครทักท้วงก็ไม่ฟังมุ่งมั่นจะเป็นนางแบบที่โดดเด่นที่สุดในงานนี้

เวลาเดียวกันเธอก็พยายามจะจับศัลย์ให้ได้ วันนี้ก็ชวนไปเดินห้างทานอาหารกัน ระหว่างนั้นศัลย์เห็นรมิดาเดินหาซื้อของตกแต่งร้านอยู่ เขามองตาไม่กะพริบ ปาริชาติถามว่าเป็นคนที่กำลังแย่งหลานกับเขาใช่ไหม ศัลย์พยักหน้า พอดีมีเสียงโทรศัพท์เข้ามา เป็นสายจากลินน้องสาวเขา ศัลย์รับสายขอตัวกับปาริชาติครู่หนึ่ง แล้วลุกเดินคุยโทรศัพท์ออกไป ปาริชาติจ้องจิกรมิดาแล้วยิ้มร้าย

อึดใจเดียวปาริชาติก็แกล้งเข้าไปชนรมิดาที่กำลังก้มดูของในร้านจนเธอหัวคะมำ ไม่เพียงไม่ขอโทษยังดูถูกว่าตนไม่เคยขอโทษคนที่ต่ำกว่า หางตาใส่อย่างดูถูกว่าสารรูปเหมือน ผู้หญิงต้นทุนต่ำ

พอดีตะวันมาเห็นรมิดาหกล้มอยู่รีบเข้ามาถามว่าเจ็บไหม เงยขึ้นเห็นปาริชาติเลยทักว่า

"อ้าว...พี่ปา มาซื้อของเหรอครับ"

"จ้ะ พี่มากับพี่ศัลย์ นั่นไงมาพอดี ตะวัน นี่พี่ศัลย์เพื่อนพี่ดุสิตค่ะ" แล้วแนะนำตะวันว่า "นี่น้องชายยัยเดือนลูกชาย คนเล็กของอานัยนา อื้ม...พี่ศัลย์ไม่แนะนำคนที่แย่งหลานไปให้ปารู้จักเหรอคะ คุ้นๆว่าชื่อดาๆนะ"

รมิดาขัดขึ้นทันทีว่าไม่จำเป็นตนไม่อยากรู้จักคนไร้มารยาทอย่างเขา พูดใส่หน้าทั้งคู่ว่ารู้จักกัน มิน่านิสัยแย่พอกันถึงได้คบกันได้ พูดแล้วสะบัดไปจนศัลย์ทำหน้าเหวอ ปาริชาติมองอย่างเจ็บใจ ส่วนตะวันรีบตามรมิดาไป

ศัลย์ถามปาริชาติว่ารมิดาพูดแปลกๆ เมื่อกี้มีอะไรหรือเปล่า เธอแหลว่ารมิดาเหยียบเท้าตนแล้วล้มเอง ตนอุตส่าห์เข้าไปช่วยไม่เพียงไม่ขอบคุณยังด่าฉอดๆด้วย คนอะไรน่ารังเกียจจริงๆ

ooooooo

ตะวันพารมิดาไปนั่งกินข้าวที่ร้านอาหารในห้าง เขาพูดถึงปาริชาติว่านิสัยเหมือนเดือนฉาย เอาแต่ใจตัวเองชนเธอแท้ๆ แทนที่จะขอโทษ รมิดาบอกว่าช่างเถอะตนก็ไม่ได้เจ็บอะไร ถามเขาว่าเมื่อกี้ได้ยินปาริชาติ พูดถึงดุสิต เขาเป็นใครหรือ

"อ๋อ พี่ชายพี่ปาไงครับ สองคนนี้เป็นลูกของลุงวัลลภทายาทเจ้าของโรงแรมเจสเตอร์ครับ"

รมิดาสะดุดหูชื่อวัลลภ ตะวันบอกว่าเป็นพี่ชายแท้ๆของแม่ตนเอง ทำให้รมิดาเริ่มลำดับญาติคนรุ่นที่สองที่เกี่ยวข้องกันได้เป็นลำดับ

ขณะนั้นเอง ศัลย์กับปาริชาติก็ควงกันเข้ามาเฉี่ยวศัลย์ถามกวนๆว่า นั่งด้วยคนได้ไหม ปาริชาติรีบลากเขาไปอ้างว่าที่แคบ บอกตะวันว่าตามสบายนะพี่ปาไม่เป็นก้างหรอก ตะวันส่ายหัวบอกรมิดาว่าอย่าไปถือสาเลย รมิดาเบ้ปากพึมพำ "ฮึ! ไร้สาระ" แต่พอตะวันถามเธอกลับบอกว่าไม่มีอะไร

ศัลย์ยังตามราวีรมิดาไม่เลิก จังหวะที่เธอลุกเดินไปห้องน้ำก็ไปพูดแขวะต่างๆนานา เพราะเชื่อตามที่ปาริชาติเล่าว่ารมิดามาชนตนล้มไปเองแล้วยังไม่ขอโทษสักคำ

"แฟนคุณนี่แต่งเรื่องเก่งมากนะ น่าไปแต่งนิยายน้ำเน่าขาย ตัวคุณเองก็เหมาะจะเป็นพระเอกนิยายน้ำเน่าเหมือนกันเพราะหูเบา เชื่อคนง่าย โดนหลอกง่าย แหม...ไม่อยากจะพูดเลยว่าโง่!"

ศัลย์ฉุนขาดที่ถูกด่าว่าโง่เลยกระชากมือรมิดาไว้ แต่แรงไปหน่อยเธอเลยเซถลาเข้าไปในอ้อมกอดเขาเต็มตัว ทั้งคู่สบตากันนิ่ง ปาริชาติมาเห็นพอดี แว้ดทันทีว่า

"พี่ศัลย์!! มีคำอธิบายไหมคะ" เธอเดินอาดๆเข้าหา รมิดาเลยเลี่ยงเข้าห้องน้ำไปแต่ปาริชาติก็ตามเข้าไปหาเรื่องจนได้ แสดงความหึงหวงศัลย์ แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของศัลย์ จนรมิดาได้ทีแกล้งแสดงความสนใจที่จะแย่งศัลย์ ก่อนออกไปยังสะบัดน้ำในมือที่เพิ่งล้างเสร็จใส่ปาริชาติ แล้วพูดเย้ยว่าตนไม่ขอโทษเพราะเมื่อกี้เธอชนตนก็ไม่ได้ขอโทษเหมือนกัน ถือว่าเจ๊ากันไป

"นังรมิดา...แกยังรู้จักฉันน้อยไป" ปาริชาติคำรามในคออย่างแค้นใจ

ooooooo

ตะวันช่วยรมิดาขนของที่เธอซื้อไปไว้ที่รถ รมิดา ถามว่าแล้วเขากลับอย่างไร ตะวันบอกว่า ขสมก. เพราะวันนี้ไม่ได้เอารถมากะจะแวะไปหาคุณแม่ด้วย รมิดาจึงชวนไปด้วยกัน ตะวันอาสาขับรถให้

ระหว่างทางตะวันยังได้รับรู้เรื่องราวของรมิดากับศัลย์ ที่จะมาแย่งแมนยูไปด้วย เธอเล่าละเอียดจนถึงเรื่องพ่อกับแม่ของแมนยู และมรดกที่แมนยูจะได้รับด้วย ตะวันฟังแล้วคิดตามแต่ไม่ออกความคิดเห็นอะไร บอกเธอแต่ว่าถ้ามีอะไรจะให้ตนช่วยได้ให้บอกเพราะ "เราเป็นเพื่อนกันแล้วนะ"

ตะวันขับรถมาส่งและขนของไปให้รมิดาถึงบริเวณที่เช่าแล้วขอตัว สุริยนอยู่ที่นั่นเห็นสีหน้าแววตาของตะวันแล้วบอกรมิดาว่าตะวันปิ๊งเธอแน่ๆ รมิดาทำตาโตแย้งว่า ตะวันเป็นน้องชายตนนะอย่าลืม สุริยนแย้งว่า "แต่เขาไม่รู้ว่าคุณเป็นพี่สาวเขานี่"

ครั้นตกเย็นขณะรมิดาลงมาที่ลานจอดรถของโรงแรม ก็เจอศัลย์มาดักหาเรื่องอีก หาว่าเธอทำไม่งามควงเด็กรุ่นน้องลูกเจ้าของโรงแรมแบบนี้หวังจะเปิดร้านอาหาร ฟรีๆไม่ต้องเสียค่าเช่าใช่ไหม เลยถูกรมิดาด่าแล้วไปขึ้นรถ เขาก็แกล้งดึงประตูไว้ไม่ให้ปิด ท้าว่าแน่จริงให้ลงมา ยื่นคำขาดว่าให้ส่งแมนยูคืนตนเสียแล้วเธอจะไปอ่อยใครก็ไม่ว่า หลานตนจะได้ไม่ซึมซับพฤติกรรมแย่ๆของเธอ

"ผู้ชายอย่างคุณมันน่าจะสูญพันธุ์ไปตั้งนานแล้วนะ คิดอะไรตื้นๆ คิดแค่เห็น ไอคิวต่ำอย่างนี้จะเรียกว่าโง่ก็ได้นะ โง่ตัวพ่อซะด้วย"

โดนด่าแบบนี้ ศัลย์เลยจะสั่งสอนด้วยการจูบ กระชากเธอลงจากรถ แต่ไม่ทันทำอะไรก็ถูกรมิดาต่อยเข้าที่ท้องอย่างจังจนตัวงอแล้วกระแทกประตูรถ ใส่อีกทีคราวนี้เขาเซไปนั่งก้นจ้ำเบ้ากับพื้น

พอรมิดาขับรถออกไป ศัลย์ก็ทำได้แค่ตะโกน "ฝาก ไว้ก่อน ยัยจอมแสบ...โอยย"

ooooooo

สุริยนเอาการ์ดเชิญไปงานแฟชั่นโชว์เครื่องเพชรคืนนี้มาชวนรมิดาเพราะเพื่อน ที่รับตกแต่งเวทีดีไซน์ฉากได้มา เขากล่อมจนเธอยอมไปโดยพาแมนยูไปด้วย

ที่ห้องบอลรูมโรงแรมเจสเตอร์อันเป็นสถานที่จัดงาน ปาริชาติควงแขนศัลย์เข้ามาอย่างคิดว่าตัวเองสวยเริ่ดที่สุดแล้ว เธอขอตัวไปแต่งตัวย้ำว่าอย่าลืมมาดูตอนตนเดินแฟชั่นบนแคตวอล์ก

พอแยกจากปาริชาติ ศัลย์ก็ไปสวัสดีทรงยศและวัลลภกับลัดดาภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของวัลลภ ดุสิตแนะนำนัยนากับศัลย์ว่าเป็นพี่สาวของพ่อตน นัยนาจึงชวนไปนั่งด้วยกัน ศัลย์ขอตัวสักครู่เดี๋ยวจะตามไป เพราะเหลือบเห็นสุริยน รมิดาและแมนยูเดินเข้ามาพอดี

ส่วนนัยนาพาทรงยศผู้เป็นพ่อไปและดุสิตนำญาติๆของเขาไปนั่งที่หน้าเวที

ooooooo

พอรมิดาเห็นศัลย์เท่านั้นเธอชวนสุริยนกลับกันดีกว่า สุริยนถามว่าจะกลัวเขาทำไม เธอบอกว่าไม่ได้กลัวแต่เกลียด ศัลย์เข้าไปลูบหัวแมนยูอย่างเอ็นดู แต่แขวะรมิดาว่าได้การ์ดเชิญด้วยหรือ สุริยนไม่ตอบแต่ถามเขาว่ามาคนเดียวหรือ

"มากับปาริชาติน้องสาวดุสิตเพื่อนผมครับ"

"อ๋อ...คุณดุสิต ลูกชายคุณวัลลภทายาทเจ้าของโรงแรมเจสเตอร์" สุริยนจำได้

ทักทายสุริยนแล้วศัลย์ก็หันไปแขวะรมิดา แต่ด่ากันไม่ทันได้อารมณ์ เดือนฉายก็เข้ามาทักศัลย์พอเห็นสุริยนกับรมิดา เธอก็ชักสีหน้าใส่พูดดูถูกแล้วทวงกระเป๋าราคาแพงของตน ศัลย์ถามงงๆว่ากระเป๋าอะไรหรือ เดือนฉายเล่าให้ศัลย์ฟังแต่แว้ดใส่แมนยูว่า

"ก็ไอ้เด็กบ้าเนี่ยมันทำกระเป๋าเดือนตกน้ำ ใบนั้นน่ะเหยียบแสนนะคะพี่ศัลย์"

"นี่หลานทำกระเป๋าเดือนตกน้ำเหรอ" ศัลย์หันไปถามแมนยู

พอรู้ว่าแมนยูเป็นหลานศัลย์เท่านั้น เรื่องใหญ่กลายเป็นขี้ประติ๋วไปทันที เธอพูดออกตัวว่าที่จริงตนก็ไม่อยากเอาเรื่องหรอก แต่หมั่นไส้ผู้ใหญ่นิสัยแย่ๆดูแลเด็กไม่ดี

สุริยนกับรมิดาฟังแล้วได้แต่มองหน้ากันเซ็งๆ

งานนี้ แจ่มจันทร์ที่เป็นอดีตคนใช้แต่เป็นเมียเก็บของวัลลภแต่งตัวกรีดกรายมาในงาน ด้วย เธอพยายามแสดงตัวเจ้ากี้เจ้าการเหมือนเป็นเจ้าของงาน จนวัลลภมาเจอชักสีหน้าใส่ปรามว่าบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาออกงาน แต่ไหนๆก็มาแล้วคอยหลบๆให้ดีอย่าให้คุณพ่อเห็นก็แล้วกัน

ooooooo

ที่ห้องแต่งตัว เกิดตึงเครียดขึ้นมา เมื่อจูดี้ผู้ช่วยสไตลิสต์วิ่งเข้ามาบอกติ๋มว่าทำอย่างไรดีเพราะแพทที่จะ แต่งชุดฟินาเล่คืนนี้เกิดอาหารเป็นพิษลุกไม่ไหว ปาริชาติเสนอตัวทันทีว่าตนเดินให้ก็ได้ ติ๋มสไตลิสต์ชายหัวใจหญิงไม่เห็นด้วยย้ำว่า

"แบบชุดฟินาเล่ของฉัน ลุคต้องดูดี คล่องตัว ทะมัดทะแมงออกทอมบอยนิดๆสไตล์เวิร์กกิ้งวูแมนย่ะ"

เลยไม่รู้จะหาใครมาแทน พริบตานั้นติ๋มก็ตาโตดีใจบอกจูดี้ว่าสวรรค์โปรดแล้ว พลางมองไปทางหนึ่งเพ้อว่านางฟ้าของติ๋ม

จูดี้มองตามสายตาติ๋มไปเห็นรมิดาเข้าก็ดีใจไม่น้อยกว่ากัน ทั้งคู่รีบวิ่งไปหารมิดาที่กำลังชวนสุริยนกลับกันดีกว่า อ้อนวอน

"คุณน้องขา...คุณน้องได้โปรด...พรีสสสสส" ติ๋มอ้อนวอนเต็มที่ รมิดาถามว่าอะไรกัน จูดี้ตัดบทว่าอย่าเพิ่งถามเลย ให้ไปกับตนก่อน ไม่ต้องกลัวไม่ได้เอาไปฆ่าแกงหรอก ว่าแล้วก็จูงแขนรมิดาวิ่งออกไป

ทุกคนมองตามด้วยสีหน้างงๆแกมตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น...

ooooooo

แต่พอรมิดารู้ว่าจะให้ตนไปเดินแบบ เธอบอกว่าเดินไม่เป็นแล้วจะเดินหนี ทำเอาติ๋มกับจูดี้หน้าซีดเผือด พอรมิดาจะเดินหนี จูดี้ก็ส่งสัญญาณให้ติ๋มแกล้งเป็นลมแล้วโวยวายเป็นการใหญ่

จูดี้ทำเป็นลืมรมิดาหันไปประคองติ๋มคร่ำครวญบอกเพื่อนว่างานจะพังก็ให้มัน พังไปเถอะ เพราะยังไงรมิดาเขาก็ช่วยเราไม่ได้  พอแอบดูเห็นรมิดาสีหน้าอึ้งๆ  ลังเล  ติ๋มก็ขยิบตาให้จูดี้ เล่นต่อ

ในที่สุดรมิดาก็ยอมเดินแบบให้ แต่ระหว่างแต่งหน้าอยู่นั้น นางแบบคนหนึ่งก็เข้ามากระแนะกระแหนว่าเจ๊ติ๋มไปขุดมาจากไหนหรือ ส่วนปาริชาติก็ยิ้มเยาะว่า "เอาอีกามาแปลงโฉมเป็นหงส์"

เจ๊ติ๋มเดินเข้ามาถามช่างแต่งหน้าว่าเสร็จหรือยัง พอเห็นหน้ารมิดาที่แต่งเสร็จแล้วเจ๊อุทาน

"โอ้โฮ เริ่ดดดด...มาทางนี้ค่ะ นังจูเร็วเข้า"

จูดี้เร่งติ๋มว่าเหลือเวลาอีกแค่สิบนาทีเท่านั้น ติ๋มก็ยังอยากเทรนให้รมิดาก่อนบอกให้จูดี้รีบเลย จูดี้จัดแจงบอกรมิดาให้ดูตนเป็นตัวอย่างแล้วเดินบิดซ้ายบิดขวาสุดฤทธิ์ทั้ง สะบัดหน้าเชิดหน้าแต่ละทีคอแทบหลุด

รมิดาทำตามแบบทุกอย่าง ถูกปาริชาติที่ยืนดูอยู่หัวเราะเยาะว่าอย่างกับม้าดีดกะโหลก

รมิดาฟังแล้วเจ็บใจแต่พยายามระงับอารมณ์ จนติ๋มมาเรียกให้ไปเตรียมขึ้นแคตวอล์กพร้อมทั้งเรียกคนอื่นด้วย พอไล่ นางแบบคนอื่นออกไปหมดแล้ว ติ๋มบอกกับรมิดาว่า

"อย่าไปฟังเสียงนกเสียงกา เจ๊เชื่อว่าหนูทำได้ แต่น้องดาต้องตั้งสติมั่นใจในตัวเอง มั่นใจว่าเราสวยที่สุดบนแคตวอล์ก ต้องเชื่อว่าเราเป็นนางพญา เครื่องเพชรที่อยู่บนตัวเรานั้นเลิศหรูอลังการสวยที่สุดในโลก โชว์ให้ทุกคนเห็น" ติ๋มปลุกเร้าใจเต็มที่

"เดี๋ยวพี่จะเดินให้ดูอีกนะคะ" จูดี้ขยับจะยักย้ายส่ายสะโพกอีก ถูกติ๋มตวาดแว้ด

"ไม่ต้องแล้วนังจู ท่าหล่อนอุบาทว์มาก ให้น้องดาเดินด้วยตัวเอง เราสอนแค่เทคนิคก็พอ...โอเคไหมน้องดา"

รมิดานึกถึงคำเยาะเย้ยของปาริชาติเมื่อครู่ เธอฮึดขึ้นมาตอบอย่างมั่นใจว่า

"ค่ะ ดาต้องทำได้!"

ooooooo

งานไดมอนด์ไนต์เริ่มแล้ว นางแบบในชุดดำแต่ละคนกรีดกรายออกมาพร้อมกับเพชรส่องประกายวูบวาบ แขกในงานจ้องนางแบบและเครื่องเพชรกันตาไม่กะพริบ วัลลภชมลูกสาวว่าสวยมาก ทรงยศพยักหน้าเห็นด้วย

แต่พอรมิดาออกมาในชุดโอเวอร์โค้ตสีขาวใส่วิกผมสั้นดูเก๋มาก ทุกคนเปลี่ยนเป็นมองรมิดาเป็นตาเดียว ศัลย์ถึงกับอุทาน "รมิดา..." แมนยูดีอกดีใจชมเสียงใสว่า "แม่ดาสวยจัง"

เดือนฉายนั่งดูอยู่มองอย่างคาดไม่ถึง ส่วนปาริชาติที่ยืนโพสท่าอยู่แม้ปากจะฉีกยิ้มแต่แววตาและสีหน้านั้นโกรธ เครียด

คนที่ดีใจที่สุดคือเจ๊ติ๋มกับจูดี้ ทั้งสองบอกกันด้วยความดีใจว่าถ้าไม่ได้รมิดามาช่วยชีวิตไว้ เราสองคนต้องตายแน่ๆ พอรมิดากลับเข้ามาก็รีบเข้าไปขอบคุณเป็นการใหญ่ ส่วนรมิดาก็แค่ยิ้มๆ บอกว่าทีแรกก็กลัวๆแต่พอเดินจริงๆก็ตื่นเต้น สนุกดี ได้ประสบการณ์ใหม่ๆเยอะ

"แต่ฉันว่าเธออยากดังมากกว่า แม่นักฉวยโอกาสต้นทุนต่ำอย่างเธอมันก็ฟลุกได้แค่งานเดียวนี่แหละ" ปาริชาติค้อน รมิดาตาแทบกลับ

จูดี้ขยับตั้งท่าจะจิกกลับ ถูกเจ๊ติ๋มเอามือปิดปากไว้บอกว่านั่นน่ะลูกเจ้าของโรงแรมที่นี่นะ  แล้วเอานามบัตรให้รมิดา บอกว่า "ถ้าสนใจเป็นนางแบบก็กริ๊งมาได้เลย เดี๋ยวโทร.เข้าเครื่องเจ๊นะจะได้เมมไว้"

พอลงจากเวทีมาพบแมนยู หนูน้อยเข้ากอดชมอย่างปลื้มอกปลื้มใจว่าแม่ดาสวยมาก เดินแบบเก๊งเก่ง นัยนาก็ชมว่า แขกในงานชอบเธอมาก ชมกันไม่หยุดเลย ตะวันยิ้มกว้างพูดอย่างทึ่งว่าไม่ยักรู้ว่าเธอเป็นนางแบบด้วย จนรมิดาต้องชี้แจงว่า

"แค่นางแบบจำเป็นค่ะ ตัวจริงเขาป่วย พี่สไตลิสต์ เขามาขอให้ช่วย"

"เหรอครับ นึกว่าไปขอเขาเดินเอง" ศัลย์ที่เงียบเหมือนจะไม่จิกกัดอะไรเธอแล้ว ไม่วายแทรกขึ้นมาจนได้ พอทุกคนหันมองอย่างตำหนิ แปลกใจ เขาก็ทำเป็นยิ้มเก้อๆบอกว่า "ผมล้อเล่นน่ะครับ"

สุริยนตัดบทว่าดูท่าทางรมิดาเหนื่อยมากแล้วชวนกลับไปพักผ่อนดีกว่า ทั้งสามยกมือไหว้นัยนาก่อนเดินไป ตะวันมองตามรมิดาด้วยสีหน้ายิ้มปลื้มจนศัลย์ดูออกว่าเขากำลังคิดอะไรกับเธอ อยู่...

ooooooo

ในที่สุด รมิดากับสุริยนก็ตกแต่งห้องเสร็จ เธอตั้งชื่อร้านสืบทอดจากสุเทพผู้เป็นพ่อว่า "กุหลาบขาว" ตะวันมาดูเห็นเธอกำลังดูแลแมนยูอยู่ เขาบอกให้รมิดา ไปทำงานต่อก็ได้ ตนจะเล่นกับแมนยูเอง

เห็นแมนยูเล่นรถบังคับอยู่คนเดียว ตะวันเลยไปซื้ออีกคันเพื่อมาเล่นด้วย แต่ระหว่างนั้นปาริชาติกับเดือนฉายเดินคุยกันผ่านมาเห็นแมนยูกำลังเล่นอยู่ คนเดียว   เดือนฉายบอก

ปาริชาติว่าเด็กนั่นแหละที่เป็นหลานของศัลย์และทำกระเป๋าตนตกน้ำ พูดแล้วเดินลิ่วเข้าไปหาแมนยู แกล้งแย่งรถบังคับของแมนยูจะโยนทิ้งสระน้ำ

ตะวันกลับมาพอดีถามพี่สาวว่าจะทำอะไร พอเห็น พี่สาวจะขว้างรถลงสระเขาตะโกนไม่ให้โยนเอารถมานี่ รมิดาหันมองพอเห็นว่าใครยืนอยู่แถวนั้นก็เดาได้ว่าต้องมีเรื่อง เธอรีบออกมาหาแมนยู ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นจังหวะที่เดือนฉายสะบัดตัวหลุดจากตะวันขว้างรถบังคับลงสระน้ำทันที

การกระทำของเดือนฉายแม้แต่ปาริชาติก็รับไม่ได้ รมิดาโกรธจัดเข้ามาต่อว่าที่เธอใจดำแก้แค้นได้กระทั่งกับเด็ก ถามว่าทำร้ายจิตใจเด็กอย่างนี้ได้ยังไง ส่วนตะวันรีบลงไปงมรถบังคับเอามาคืนให้แมนยู

"สะใจใช่ไหมที่ได้แก้แค้นเด็ก" ตะวันถาม เดือนฉายแสยะยิ้มบอกว่าใช่ มันจะได้จำตนได้ไปจนโต ทำให้ตะวันยิ่งโมโหเดินเข้าหา "ผมก็อยากให้พี่จำเหตุการณ์วันนี้เหมือนกัน" ว่าแล้วเดินก้าวเข้าไปเรื่อยๆ เดือนฉายเริ่มกลัวกับท่าทางจริงจังของน้องชายค่อยๆถอยหลังไปจนกระทั่งตกสระ น้ำไปเอง

แต่พอกลับบ้านเธอฟ้องศิริผู้เป็นพ่อว่าถูกตะวันผลักตกน้ำ ดังนั้น เมื่อตะวันกลับถึงบ้านจึงถูกศิริตบอย่างโกรธจัด นัยนาพยายามเข้าห้ามศิริก็ยังตบตะวันอีกสองสามฉาดแล้วไล่ไป ด่าตามหลังว่า

"จำไว้นะไอ้วัน ถ้าแกรังแกพี่สาวแกอีกละก็ ฉันเอาแกตายแน่" แล้วหันมาว่านัยนา "คุณก็เหมือนกันชอบให้ท้ายปกป้องมันอยู่เรื่อยๆ ไปเดือน....ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าลูกเลอะไปหมดแล้ว"

เดือนฉายแอบยิ้มสมน้ำหน้าตะวันเย้ยว่า "หัวเราะทีหลังมันดังกว่า"

ตะวันมองหน้านัยนาผู้เป็นแม่อย่างเสียใจ ถามว่า "พี่เดือนเป็นฝ่ายผิด แต่คุณพ่อไม่ว่าพี่เดือนสักคำ ผมเป็นลูกคุณพ่อหรือเปล่าครับคุณแม่"

"โถ...ลูก พ่อเขากำลังโกรธ อย่าไปถือสาเลยลูก...แม่รู้ว่าวันทำในสิ่งที่ถูกที่ควร แม่เข้าใจลูกชายของแม่เสมอ...."

ตะวันโผเข้ากอดแม่ด้วยความตื้นตันใจ นัยนากอดลูกชาย สงสารที่เป็นลูกชังของพ่อ

ooooooo
ตอนที่ 3

แม้ปาริชาติจะสนิทสนมกับเดือนฉายแต่เธอก็ไม่เห็นด้วยกับการ กระทำของเพื่อน แต่ก็กระหน่ำรมิดาให้ศัลย์ฟังว่าร้ายน่าดู แทนที่จะช่วยไกล่เกลี่ยให้พี่น้องปรองดองกันกลับไปด่าเดือนฉายฉอดๆ จนตะวันของขึ้นผลักพี่สาวตกน้ำไปเลย

ศัลย์บอกว่ารมิดาไม่ยอมใครอยู่แล้ว ปาริชาติยุว่าอย่างนี้ต้องรีบเอาหลานคืน ขืนปล่อยไว้กับรมิดาโตขึ้นแมนยูต้องเป็นเด็กก้าวร้าวเสียคนแน่ๆ คำยุยงของปาริชาติทำให้ศัลย์ยิ่งคิดหนัก

ตกเย็นขณะรมิดากำลังถอยรถออกจากซอยอย่างลำบากเพราะมีรถขวางอยู่นั้น เธอได้รับโทรศัพท์จากศัลย์ที่กำลังขับรถเข้ามาในบริเวณนั้นแต่ไม่เห็นกัน พูดจากวนประสาทกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ศัลย์รีบพูดกลัวรมิดาจะโมโหแล้ววางสายเสียก่อนว่า

"ผมอยากจะเตือนคุณให้ดูแลหลานผมดีๆ ไม่ใช่ปล่อยให้คนอื่นมารังแก เอารถไปขว้างทิ้งน้ำได้อย่างนี้" รมิดาถามว่าเขารู้เรื่องนี้ได้ยังไง ศัลย์ไม่ตอบบอกกวนๆ "รู้ก็แล้วกัน อย่าลืมทำตามที่ผมสั่งไม่งั้นเตรียมรับหมายศาลได้เลย"

รมิดาฉุนกึกทันทีถามว่าขู่ตนหรือ ท้าให้เขาเอาหมายศาลมาเลย ตนจะไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว และสุดท้ายแมนยูต้องอยู่กับตนไม่ใช่น้านิสัยแย่ๆอย่างเขา พูดพลางถอยรถอย่างแรงเพราะกำลังฉุนเลยชนรถของศัลย์ที่กำลังขับเข้ามาอย่าง จัง คราวนี้เลยได้ลงไปปะทะคารมกันซึ่งหน้า

ปรากฏว่ารถรมิดาลืมต่อประกันเลยพาลว่าเขาทำให้ตนเสียสมาธิในการขับรถ เพราะฉะนั้นต้องไปซ่อมรถเอง ว่าแล้วรีบขึ้นรถอ้างว่าต้องไปธุระ ศัลย์ได้ทีหาว่าเธอชนแล้วหนี พอดี รปภ.เดินมาไม่ทันที่ศัลย์จะอ้าปากพูดอะไร รมิดาก็โวยวายขึ้นก่อนว่า

"พี่ช่วยด้วย ผู้ชายคนนี้ขับรถชนหนู หนูบอกให้เขารับผิดชอบ เขาก็ผลักหนูล้ม ไม่เป็นสุภาพบุรุษเอาเสียเลย"

ศัลย์เหวอไปอึดใจแล้วจะเข้าไปเอาเรื่องรมิดาถูก รปภ.ล็อกตัวไว้หาว่าจะรังแกผู้หญิง รมิดาได้โอกาสจ้ำอ้าวขึ้นรถขับออกไปเลย ศัลย์ยังดิ้นโวยวายเพราะถูก รปภ.ล็อกตัวไว้ ไม่ยอมปล่อย

ส่วนตะวันเอารถบังคับที่ตกน้ำไปซ่อมจนเสร็จเอาไปให้แมนยูเล่นในวันรุ่งขึ้น รมิดาเรียกทุกคนคือแมนยู ตะวัน และสุริยนมากินของว่างกัน สุริยนถามว่าเดือนฉายเป็นอย่างไรบ้าง เห็นตกน้ำกลัวเธอจะเจ็บ ตะวันหัวเราะเซ็งๆก่อนจะตอบอย่าง ขื่นใจว่า

"คนที่เจ็บน่ะผมครับ โดนคุณพ่อตบงี้หน้าชาไปเลย พี่เดือนน่ะลูกคุณพ่อ คุณพ่อโอ๋มาตั้งแต่เด็กๆ คุณแม่ยังแตะไม่ได้เลยครับ"

รมิดาฟังแล้วนึกในใจว่านัยนาคงหนักใจกับเดือนฉายไม่น้อย แล้วก็แอบสะใจนิดๆว่า

"ฮึ...นี่แหละกรรม...กรรมที่คุณทำไว้กับพ่อสุเทพและฉัน..."

ooooooo

เพื่อจะฝึกแมนยูให้แมนๆ วันนี้รมิดาแต่งเป็นพ่อดาบออกมาชกมวยกับแมนยูที่สนามหน้าบ้าน พอดีศัลย์มาเห็นได้ยินเสียงพูดและเข้าใกล้จึงรู้ว่าที่แท้ รมิดาแต่งเป็นผู้ชาย เขาหัวเราะขำพูดเยาะว่า แบบนี้ต้องเรียกว่า "คุณพ่อหวานแหวว" เพราะหน้าหวานไม่ สมกับที่จะมาเป็นผู้ชายเลย

ศัลย์ล้อและหัวเราะขำจนรมิดาทั้งเขินทั้งฉุนรำมวยเข้าหา แต่ศัลย์หลบได้ทั้งซ้ายทั้งขวาอย่างคล่องแคล่ว เขาระวังเป็นพิเศษตรงหว่างขาเพราะเคยโดนมาแล้ว และรมิดาก็เตะผ่าหมากจริงๆ แต่เขาเอามือปิดไว้ทันหัวเราะเยาะว่า "อย่า....ฝึกมาดี ปิดทัน"

รมิดาโมโหเลยทำเป็นหันหลังเดินหนี ศัลย์รีบตามไปยั่วอีก พริบตานั้นเธอหันกลับเตะเข้ากลางเป้าจังๆ คราวนี้ปิดไม่ทันเลยตัวงอกุมเป้าลงไปร้องโอดโอยที่สนามหญ้า

รมิดาหัวเราะเยาะเย้ยว่านี่หรือฝึกมาดี แล้วเดินเข้าบ้าน พออยู่ในห้องคนเดียวเธอก็อดคิดไม่ได้ว่าผู้ชายคนนี้ทำไมปากจัดยิ่งกว่าตุ๊ด แต๋วเก้งกวางเสียอีก แค้นใจที่ถูกล้อว่าเป็น "คุณพ่อหวานแหวว" เลยมุ่งมั่นที่จะฝึกมวยให้ดีให้คล่องเอาไว้อัดคนปากมอมเสียให้เข็ด

คิดแล้วลุกขึ้นมาชกลมเตะซ้ายเตะขวา เผลอไปเตะเอาขอบเตียงเข้าเลยร้องจ๊าก

ooooooo

ร้านอาหาร "ดอกบัวขาว" ตกแต่งเสร็จแล้ว นอกจากรมิดาและสุริยนแล้วยังได้ตะวันมาช่วยอย่างแข็งขัน จากนั้นหาแม่ครัว และเด็กเสิร์ฟมาช่วยงานอีกสามคน

ในวันเปิดร้าน ตะวันแต่งหล่อเป็นพิเศษจนนัยนาทัก เขาบอกว่าจะไปแสดงความยินดีกับรมิดาในวันเปิดร้าน ชวนแม่ไปด้วย แต่นัยนาต้องเคลียร์งานบอกให้เขาไปก่อนเดี๋ยวจะตามไปทีหลัง

ตะวันสั่งกุหลาบขาวช่อใหญ่ไปแสดงความยินดี เขามองกุหลาบในมืออย่างมีความสุข...

เมื่อเอากุหลาบขาวช่อสวยไปให้ รมิดาชมว่ากุหลาบสวยจัง ตะวันถามยิ้มๆว่าเธอคงชอบกุหลาบขาวมากถึงได้ตั้งชื่อร้านว่ากุหลาบขาว

"ก็...ชอบค่ะ แต่ไม่ถึงขนาดฝังใจเหมือนใครบางคน" รมิดาพูดทิ้งไว้แค่นั้นแล้วเปลี่ยนเรื่องกลบเกลื่อนชวนเขาออกไปนั่งข้างนอก ดีกว่า แล้วพาเขาไปนั่งที่หน้าร้าน เธอเอากุหลาบขาวช่อนั้นไปวางไว้ที่มุมหนึ่ง

เมื่อนัยนาเคลียร์งานเสร็จก็ไปแสดงความยินดีที่ร้าน เหลือบเห็นกุหลาบขาวช่อนั้นเธอพลั้งปากอุทาน "กุหลาบขาว" รมิดาจ้องจับพิรุธทันทีถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่าทำไมหน้าซีดๆ

"เออ...เปล่าจ้ะ ทำไมหนูตั้งชื่อร้านว่ากุหลาบขาวล่ะ" นัยนาถาม รมิดาตอบว่าตนชอบแล้วย้อนถามว่าคุณนัยนาก็ชอบเหมือนกันหรือ "จ้ะหนู...กุหลาบขาวเป็นดอกไม้ที่ฉันรักมาก กุหลาบขาวทำให้ฉันคิดถึงใครคนหนึ่ง...เป็นความรู้สึกดีๆที่ฉันไม่มีวันลืม"

ตะวันนั่งฟังอยู่พูดแซวขึ้นว่า "ผู้หญิงคุยกัน...ดอกไม้ และความหลัง...ผมว่ากุหลาบขาวต้องเป็นพอพพี้เลิฟของคุณแม่แน่ๆเลยใช่ไหมครับ"

"ช่างแซวแม่...ลูกคนนี้" นัยนายิ้มกลบเกลื่อน รมิดามองหน้านัยนาอย่างอยากหยั่งลึกถึงหัวใจของผู้หญิงคนนี้เหลือเกิน...

ooooooo

บ่ายๆรมิดารู้สึกใจไม่สงบ เธอจึงไปนั่งที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ข้างๆโรงแรม คิดถึงอดีต...คิดถึงเรื่องราวที่พ่อเล่าเกี่ยวกับแม่ ที่ให้คนมาทำร้ายพ่อกับตนจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ยิ่งคิดแล้วก็ยิ่งคับแค้นใจ สงสารพ่อและรู้สึกว่าแม่ใจร้ายมาก กระทั่งมองว่านัยนาเป็นนักสร้างภาพที่ทำให้วันนี้ใครๆดูเธอเป็นคนดีมีเมตตา แต่สำหรับรมิดาแล้วเธอปฏิเสธไม่อยากแม้แต่จะเรียกผู้หญิงคนนี้ว่า "แม่"

คิดถึงอดีตแล้วก็อดสะเทือนใจจนน้ำตาไหลไม่ได้ ทันใดนั้นเองศัลย์ซึ่งโทร.ไปที่บ้านแล้วเหมียวบอกว่าไม่มีใครอยู่บ้านเลย เขานึกในใจว่าเปิดร้านทั้งทีไม่บอกกันเลย แล้วเดินทางมาที่ร้านตามมาจนเจอรมิดานั่งเหม่อน้ำตาไหลอยู่คนเดียว

ศัลย์แกล้งเข้าไปทักกวนๆ หาว่าเธอเอามรดกของหลานมาผลาญเล่น รมิดาไม่มีอารมณ์จะทะเลาะด้วย แต่เขาก็ยังหาเรื่องจะทะเลาะให้ได้ จนรมิดาโมโหไล่ไปให้พ้น ทันใดนั้นตัวเองก็กลับเป็นลม ศัลย์ประคองไว้ถามอย่างไม่แน่ใจว่าเป็นลมจริงๆ หรือลูกไม้กันแน่

ตะวันมาเห็นศัลย์กอดประคองรมิดาพอดี เขาโกรธมากเข้ามาถามว่าจะทำอะไร ปล่อยรมิดาเดี๋ยวนี้ พอรู้ว่าเธอเป็นลมเลยกลายเป็นตกใจช่วยกันพาเข้าไปในโรงแรม

ตะวันพารมิดาเข้าไปพักในห้องทำงานของนัยนา สองแม่ลูกช่วยกันเอายาดมมารอที่จมูกนัยนาถามศัลย์ว่ามีเบอร์ที่บ้านรมิดาไหม จะได้โทร.บอกทางบ้านไม่ต้องเป็นห่วง

"ที่บ้านมีแต่เด็กรับใช้ครับ รมิดาอยู่กับแมนยูแค่สองคน ตอนนี้แมนยูคงยังไม่กลับจากโรงเรียน"

นัยนาถามถึงคุณพ่อคุณแม่ของรมิดาพอรู้ว่าเธอไม่มีแล้วก็บ่นสงสาร ถามศัลย์ว่าแล้วรู้จักกับรมิดาได้อย่างไรเพราะเขาเองก็เพิ่งมาจากอเมริกา ไม่ใช่หรือ

"เออ...ก็...พี่สาวผมเป็นอดีตภรรยาของคุณชาญศักดิ์พี่ชายคุณสุริยนไงครับ"

นัยนารู้แค่นั้นก็ลำดับความสัมพันธ์ได้ไม่ติดใจถามอะไรอีก

ครู่หนึ่งรมิดารู้สึกตัว เธอพ้อเบาๆ "พ่อคะ...ดาสงสารพ่อ...แม่ไม่รักพ่อเลย ทำไม...ทำไมแม่ต้องทำแบบนี้"

นัยนาพยายามเรียกรมิดาให้รู้สึกตัว พอเธอรู้สึกตัวก็ลุกขึ้นถามว่าอยู่ที่นี่ได้ยังไง พอรู้ว่าตัวเองเป็นลมและศัลย์ กับตะวันพามาพักที่ห้องนี้ รมิดาไหว้ขอบคุณนัยนาแล้วก็นึกเป็นห่วงแมนยูขึ้นมาขอตัวกลับ ศัลย์จับตาดูอยู่เขาลุกมาขอตัวกับนัยนาแล้วตามรมิดาไป

อึดใจเดียวตะวันก็เข้ามาถามว่ารมิดาหายไปไหน นัยนาบอกว่าไปแล้วสงสัยจะรีบไปรับลูกชาย

ooooooo

จูดี้กับเจ๊ติ๋มก็มาอวยพรวันเปิดร้านพร้อมกับเช็คของขวัญที่รมิดามีแก่ใจ ช่วยงานในวันนั้น แต่รมิดาไม่อยู่ สุริยนบอกว่าสงสัยเธอไปเดินเล่นแถวนี้  เชิญทั้งสองนั่งแล้วออกไปตาม

ออกไปเจอศัลย์กำลังเดินตามรมิดากลับเข้ามาที่ร้านทั้งสองเดินเถียงกันมาตาม เคย สุริยนถามว่ากำลังลับฝีปากกันอยู่หรือเปล่า ศัลย์บอกว่าตนจะไปรับแมนยูแต่รมิดาไม่ยอมทั้งที่ตัวเองเพิ่งเป็นลม สุริยนเลยตัดสินให้ศัลย์ไปรับแทน ศัลย์ได้ทีขู่ว่า อาทิตย์หน้าค่อยเอาแมนยูมาส่ง ทำให้รมิดาเกือบไม่ยอม สุริยนปลอบว่าศัลย์แกล้งแหย่เล่นอย่าไปบ้าจี้กับเขาเลย

"แล้วถ้าเขาเกิดทำจริงๆขึ้นมาล่ะ" รมิดาอดกังวลไม่ได้อยู่ดี

เมื่อเห็นเช็คที่เจ๊ติ๋มกับจูดี้เอามาให้แล้ว รมิดาตกใจไม่ยอมรับ จนทั้งสองต้องบอกว่านี่แค่ให้แบบงานการกุศลเท่านั้นนางแบบจริงๆได้มากกว่า นี้เยอะ ขอให้เธอรับไว้เสียขู่ว่า "ไม่งั้นเจ๊โกรธนะ" รมิดาเลยจำต้องรับไว้

ooooooo

ศัลย์ ไปรับแมนยูถือโอกาสชวนไปอยู่ด้วยกันไหมที่คอนโดฯตนมีของอร่อยๆกินเยอะ แยะ แมนยูไม่ไปเพราะแม่ดาก็ทำของอร่อยๆให้กินอยู่บ่อยๆ และที่สำคัญก่อนนอนแม่ดาต้องเล่านิทานให้ฟังและหอมแก้มด้วย

"เฮ้อ...ติดกันเป็นปาท่องโก๋ จะไปอยู่อเมริกาได้ไหมเนี่ย" ศัลย์แอบหนักใจ

ศัลย์พาแมนยูกลับมาถึงร้าน "กุหลาบขาว" เจ๊ติ๋มกับจูดี้ยังไม่กลับ สุริยนเชิญศัลย์นั่งคุยด้วยกันก่อนพลางแนะนำให้รู้จักกันว่า

"คุณศัลย์ครับ นี่คุณติ๋ม คุณจูดี้ ดีไซเนอร์กับสไตลิสต์ ที่จัดงานแฟชั่นโชว์คืนนั้นไงครับ"

ศัลย์ยิ้มทักทาย เจ๊ติ๋มทำตาปริ๊บๆ แอบกระซิบจูดี้ว่า "อื้อหือ...หล่อจัง" แต่พอสุริยนแนะนำว่าศัลย์เป็นน้าชายของแมนยูหลานตน จูดี้กับเจ๊ติ๋มก็หันขวับมองหน้ากันงงๆ จูดี้ทำเสียงแหลมลำดับญาติว่า

"โอ๊ย...จูงงฮ่ะ แมนยูเป็นหลานคุณยน แต่คุณศัลย์เป็นน้าของแมนยู แมนยูเป็นลูกน้องดา นี่น้องดาเป็นพี่สาวคุณศัลย์ เหรอคะ"

สุริยนหัวเราะขำๆ บอกว่าไปกันใหญ่แล้วเดี๋ยวตนจะลำดับญาติให้ฟังเอง

ขณะนั้นเอง ที่หน้าร้าน เดือนฉายที่รู้ว่ารมิดาเป็นลมอยู่ที่ห้องทำงานของแม่ก็โทร.ไปบอกปาริชาติชวน กันมาป่วนมาถึงร้านพอดี แต่เห็นเจ๊ติ๋มกับจูดี้นั่งเจ๊าะแจ๊ะอยู่ในร้านก็สงสัยว่าสองคนนี้มาทำอะไร

"อ๋อ...ก็วันนี้นังรมิดาเปิดร้านวันแรกไงคะ คงจะมาอวยพรกัน" เดือนฉายบอก

"ฮึ...เปิดร้านเหรอ เดี๋ยวฉันจะเช็กบิลปิดร้านให้ดู" ปาริชาติยิ้มร้าย คอยอยู่จนสองเจ๊ออกไปก็ชวนกันเข้าไปลุย

พอเข้าไปเจอศัลย์ ปาริชาติก็ทำท่ารังเกียจว่าร้านกระจอกชวนศัลย์ไปหาอะไรกินกันดีกว่าตนหิวแล้ว

ส่วนสุริยนก็เข้าไปหาเดือนฉายถามว่าหิวไหม เธอทำหน้าบอกบุญไม่รับทำหน้าเบ้บอกว่าถึงหิวจนตาลายก็กินไม่ลง ว่าแล้วลุกสะบัดไปเลย

"ญาติคุณแต่ละคนแรงๆทั้งนั้น" สุริยนถอนใจมองตามเดือนฉายไป

"เปิดร้านวันแรกก็งานเข้า...สงสัยเราไม่ได้ดูฤกษ์นะคุณยน" รมิดายิ้มเซ็งๆ

ooooooo

ปาริชาติฉกศัลย์ออกจากร้านแล้วพาไปเข้าผับฟังเพลงและชวนเต้นรำกัน ระหว่างเต้นรำเธอมองตาเขาหวานฉ่ำชมว่าตาเขาสวยหวานดูเจ้าชู้ ถามหยอกว่าเป็นเสือผู้หญิงหรือเปล่านะ

"ไม่ใช่หรอกครับ เพราะถ้ารักใครพี่ก็รักคนเดียว" ปาริชาติถามทันทีว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นตนใช่ไหม ศัลย์นิ่งไม่ตอบ เธอโมเมว่า

"ไม่ตอบแสดงว่ายอมรับนะคะ รู้ไหมปาชอบพี่ศัลย์ตั้งแต่ วันแรกที่เจอแล้วก็เผลอใจให้เรื่อยๆเผลอแป๊บเดียวตกหลุมรัก

ซะแล้วไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ย"

ศัลย์ทำหน้าไม่ถูกนึกไม่ถึงว่าปาริชาติจะเป็นผู้หญิงใจกล้าก๋ากั่นขนาดนี้

ooooooo

และแล้ว วันนี้รมิดาก็ได้รู้จักกับทรงยศ ที่เธอรับรู้มาว่าเป็นตาที่พรากแม่ไปจากพ่อ เพราะทรงยศเดินผ่านมาแถวหน้าร้านแล้วเกิดขาอ่อนทรุดจะล้ม รมิดาเข้าไปประคองไว้ทัน ทำให้ทรงยศไม่ล้มกระแทกพื้น เมื่อตะวันมาเจอเขาขอบคุณเธอ และพาคุณตาของเขาเข้าไปนั่งในร้านกุหลาบขาวชวนชิมฝีมือเชฟดาดูสักมื้อ

รมิดาคิดหนักว่าจะทำอาหารอะไรสำหรับผู้สูงอายุดี สุริยนช่วยคิดว่า เอาหมูสะดุ้งไหม ทำให้รมิดาคิดได้เลยทำราดหน้าปลาให้ 2 จาน

ทรงยศกับตะวันกินราดหน้าปลาแล้วชมว่าอร่อยมาก โดยเฉพาะทรงยศรู้สึกเหมือนระลึกถึงอะไรบางอย่างในอดีต พอสองตาหลานทานกันอิ่มแล้ว ตะวันนึกได้ว่านัยนายังไม่ได้ทานอาหารกลางวันเลยให้รมิดาช่วยทำอาหารจาน เดียวให้สักที่

รมิดาคิดหนัก พลันก็นึกถึงเรื่องที่สุเทพผู้เป็นพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า อาหารจานโปรดของนัยนาคือสปาเกตตีปลาเค็ม เธอลงมือทำทันที

เมื่อตะวันเอากลับไปให้นัยนาที่ห้องทำงาน เธอชิมคำแรกก็นิ่งงันอุทาน

"สปาเกตตีปลาเค็ม..."

นัยนานึกถึงสุเทพทันที เวลานั้นเขาบอกว่าเธอชอบทานสปาเกตตีปลาเค็มเขาจำได้ขึ้นใจ พูดอย่างรักมากว่า "เพราะผมรักคุณ ทุกเรื่องของคุณผมจำได้เสมอ"

คิดแล้วนัยนานิ่งอึ้งจนตะวันเตือนให้ทานเสียเพราะเพิ่งบ่นหิวไปหยกๆ นัยนาจึงตักทาน

"อร่อยไหมครับคุณแม่"

"อร่อย...อร่อยมากลูก รสชาติเหมือนที่แม่เคยทาน...นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็นฝีมือหนูดา แม่ต้องคิดว่าเป็นฝีมือเขาแน่ๆ" แต่พอตะวันถามว่าใครหรือ นัยนายิ้มเกลื่อนบอกว่า "เชฟเก่าที่โรงแรมคุณตาน่ะลูก เขาทำอาหารเก่งมาก"

ooooooo

วันนี้ศัลย์โทร.ไปถามเหมียวพอรู้ว่าสองแม่ลูกไม่อยู่ เขาก็หว่านล้อมจนเหมียวยอมบอก จากนั้นเขาตามไปที่สระว่ายน้ำแห่งหนึ่ง...

ที่นั่น รมิดามาในคราบของพ่อดาบ มานั่งอ่านหนังสือรอแมนยูว่ายน้ำอยู่ในสระ ศัลย์ตรงเข้าทักกวนประสาททันที

"แปลงร่างเสียจำแทบไม่ได้...หวัดดีครับคุณพ่อหวานแหวว"

รมิดาหงุดหงิดขึ้นมาทันที การปะทะคารมเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ศัลย์รู้ว่ารมิดาปลอมตัวติดหนวดใส่วิกมาเลยท้าลงแข่งว่ายน้ำกัน เธอไม่หลงกล รำคาญจะลุกหนีถูกเขาขวางไว้ รมิดาเลยถลกแขนเสื้อตั้งการ์ด

ศัลย์ทำเป็นกลัวบอกว่าท่าเป็นนักเลงโตแต่หน้าหวานไปหน่อย

"หน้าฉันหวานเหรอ แต่คงหวานสู้ปาริชาติของคุณไม่ได้หรอก"

เลยถูกศัลย์อำว่าคิดอะไรกับตนหรือเปล่า รมิดาค้อนควับ พอศัลย์เผลอก็ผลักเขาจะให้ตกสระ ดีที่เขาขืนตัวไว้ได้เลยไม่ตกทั้งยังคว้าแขนเธอไว้แบบถ้าตกก็ลงไปด้วยกัน รมิดาทำหน้าเจ้าเล่ห์ร้องว่า

"แมนยูจมน้ำ"

เท่านั้นแหละศัลย์ก็ปล่อยมือเธอ เป็นโอกาสให้เธอผลักเขาตกน้ำอย่างสะใจ แมนยูอยู่ในสระดีใจตะโกนถาม "น้าศัลย์ ...น้าศัลย์มาเล่นน้ำกับแมนยูเหรอครับ"

พอขึ้นจากสระศัลย์บอกตัวเองว่าโชคดีที่มีเสื้อผ้าอยู่ในรถเลยเดินไปเปลี่ยน เห็นรถของรมิดาจอดอยู่เขาวางแผนแกล้งเธอแอบไปปล่อยลมยาง จนรมิดากับแมนยูเดินมาที่รถเขาเฝ้าดูอยู่อย่างสะใจ

พอเห็นรมิดาเจอปัญหาก็โผล่ไปปรากฏตัวทำทีถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

"ไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้มาปล่อยลมยางรถฉัน" รมิดาด่า ศัลย์สะดุ้งพอเห็นเธอหันมองก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ถามว่าเธอขับไปโดนตะปูรึเปล่า

รมิดาทำท่าจะเปลี่ยนยางรถ ก็พอดีแมนยูร้องบอกว่าตนหิวจนตาลายแล้ว รมิดาบอกให้อดทนก่อนเลยถูกศัลย์ด่าว่า

"นี่คุณ ใจดำไปรึเปล่า เด็กหิวไส้จะขาดยังบอกให้อดทน ไปแมนยู" ศัลย์คว้าแขนแมนยูไปที่รถตัวเอง ขอกุญแจรถของรมิดา แล้วสั่งเธอให้ขึ้นรถเขาไปกินข้าวกับแมนยู เห็นเธอลังเลก็ขู่ว่า

"มีทางเลือกที่ดีกว่านี้เหรอ อยากเห็นแมนยูหิวจนเป็นลมใช่ไหม"

สุดท้ายรมิดาก็ต้องไปกับเขา ระหว่างนั่งกินอาหารศัลย์บอกว่าเห็นเธอดูแลหลานของเขาดีอย่างนี้ก็ค่อยเบาใจ หน่อย รมิดาบอกว่าถ้าอย่างนั้นก็เลิกคิดเอาแมนยูไปอยู่อเมริกาได้แล้ว ศัลย์ส่ายหน้าเธอเลยท้าว่า "เอาชนะฉันให้ได้ก็แล้วกัน"

บังเอิญจริงๆที่ปาริชาติกับเดือนฉายเดินผ่านมาเห็น ทั้งสองสงสัยว่าศัลย์นั่งกินข้าวกับใครเป็นผู้ชายหน้าหวานๆ เอะใจว่าหรือศัลย์จะเปลี่ยนรสนิยมเสียแล้ว เลยพากันเข้าไปดูให้ชัดๆ

ทั้งสองเข้าไปทักแล้วจ้องหน้ารมิดา ทำให้เธอรำคาญเลย ลุกไปเข้าห้องน้ำ สองสาวดูออกแล้วว่าเป็นรมิดา เลยส่งสัญญาณ วางแผนร้าย ตามไปที่ห้องน้ำ

ooooooo

ที่ห้องน้ำหญิง รมิดารู้ว่าถูกปาริชาติกับเดือน-ฉายตามมา ก็เข้าห้องส้วมแล้วแอบดูทางใต้ประตูเห็นปาริชาติเอาสบู่เหลวในห้องน้ำมาราด พื้นหมายจะให้รมิดาเดินออกมาลื่นล้ม

พอออกจากห้องน้ำ รมิดาทำเป็นด่าลอยๆว่าใครนะนิสัยแย่มากเอาสบู่เหลวมาเทเลอะเทอะ ปาริชาติสะอึกเข้ามาหาเรื่องทันทีว่าเลยทะเลาะกัน รมิดาถามตรงๆว่าเธอต้องการอะไรกันแน่

"เลิกยุ่งกับพี่ศัลย์" ปาริชาติจ้องหน้าเขม็ง

รมิดาบอกให้เธอไปบอกกับศัลย์เอง เพราะตนไม่เคยยุ่งด้วยอยู่แล้ว เดือนฉายช่วยปาริชาติหาเรื่องรมิดา ด่าว่านิสัยเลวจ้องจับผู้ชายทั้งที่ผัวเพิ่งตาย ถูกรมิดาด่ากลับแล้วจะออกไป สองสาวไม่ยอมให้ออกทั้งยังตบหน้าเธอด้วย รมิดาเลยชกหน้าปาริชาติจนหงายแล้วรีบออกไป

เดือนฉายกับปาริชาติจะตามไปปรากฏว่าเหยียบสบู่เหลวที่ราดไว้เองลื่นหงายกัน ทั้งคู่เลยคลุกกันอยู่ตรงนั้น พอรมิดาออกไปที่รถศัลย์ถามว่าเมื่อกี้เห็นเดือนฉายกับปาริชาติเข้าห้องน้ำ ทำไมเข้าไปนานจัง รมิดาตอบขำๆว่าเห็นกำลังวัดพื้นขัดห้องน้ำกันอยู่ศัลย์ฟังแล้วเดาได้ว่าต้อง มีเรื่องไม่ปกติเกิดขึ้นแน่ๆ แต่ก็ไม่อยากเซ้าซี้

ส่วนปาริชาติถูกชกตาเขียวกลับบ้าน รุ่งเช้าดุสิตเห็นน้องตาเขียวปั้ดถามว่าไปโดนอะไรมา เธอบอกว่าลื่นล้มในห้องน้ำ แล้วขอร้องพี่ชายให้ช่วยจีบรมิดาหน่อยเพราะชอบมาตอแยกับศัลย์อยู่เรื่อย ยุว่าจีบให้ติดแล้วสลัดทิ้ง เอาให้เจ็บแสบไปเลย

"ขอคิดดูก่อนแล้วกัน" ดุสิตไม่รับปาก

ooooooo

รมิดาต้องการสอนแมนยูให้หัดทำงานและรู้

คุณ ค่าของเงิน วันนี้พนักงานเสิร์ฟลาไปสอบเธอจึงสอนให้หัดเสิร์ฟน้ำให้ลูกค้า ศัลย์มาเห็นเข้าไม่พอใจมากที่เอาหลานตนมาทำงานต่ำๆ สั่งรมิดาให้เลิกใช้หลานตนมิฉะนั้นตนจะปิดร้าน ถ้าไม่มีปัญญาจ้างพนักงานก็ปิดร้านเสีย อย่าเอาหลานตนมาทำงานต่ำๆอย่างนี้

ถูกรมิดาโต้ว่าตนสอนให้แมนยูรู้จักทำงาน รู้คุณค่าของเงินมันผิดตรงไหน ตัวเขาเองเสียอีกมีแต่ใช้เงินเป็นพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

ศัลย์โกรธที่ถูกด่า ดูถูก สั่งรมิดาให้ขอโทษตนเดี๋ยวนี้ พอเธอไม่ยอมขอโทษเขาก็กระชากเธอเข้าไปกอด

ตะวันมาเจอพอดีสั่งศัลย์ให้ปล่อยรมิดาเดี๋ยวนี้และอย่ามายุ่งกับเธออีก ศัลย์ทำท่าจะเข้าไปชกตะวัน รมิดาขวางไว้ เสียงแข็งใส่ว่า

"ถ้า คุณทำอะไรตะวัน ฉันเอาคุณตายแน่" กลับถูกศัลย์ หาว่าเธอปกป้องกิ๊ก เลยถูกรมิดาไล่ออกจากร้านไปเดี๋ยวนี้ พอศัลย์ไปแล้ว ตะวันเข้ามาถามอย่างเป็นห่วงว่า

"คุณดาเจ็บตรงไหนหรือเปล่าครับ"

พอ สุริยนกลับมารู้เรื่อง ตะวันบอกรมิดาว่าไม่ต้องกลัว ถ้าศัลย์เข้ามาอีกตนจะจัดการเอง สุริยนท้วงติงว่าเขาน้าหลานกันห้ามไปมาหาสู่กันก็กระไรอยู่

"เออะ...ที่จริงมันก็เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกันนิดหน่อย เลิกแล้วต่อกันเถอะค่ะ นะตะวันพี่...เอ้อ...เอ้อ...ฉันขอร้อง"

ตะวันจำต้องพยักหน้าแต่แววตายังกังวล

ooooooo

เพราะ ใช้เงินเป็นเบี้ยนี่เอง ทำให้เดือนฉายเงินขาดมือไปขอจากนัยนา แม่ไม่ให้บอกว่าถ้าอยากได้ต้องมาทำงาน ทั้งยังยกตัวอย่างที่ดีของรมิดาว่าเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ทั้งยังต้องเลี้ยงแมนยูอีกยังทำได้อย่างดี ตำหนิลูกสาวตัวเองว่า

"แล้วเดือนล่ะ มีพร้อมทุกอย่างแต่กลับหายใจทิ้งไปวันๆ หลงระเริงอยู่กับความหรูหราฟุ้งเฟ้อ"

เดือนฉายขัดใจนักขู่ว่าจะฟ้องพ่อ ดูซิว่าแม่จะกล้าแข็งข้อกับคุณพ่อไหม

นัยนานั่งคิดแล้วเสียใจ เจ็บปวด คิดว่านี่คือผลกรรม

ที่ตนทำไว้กับสุเทพและลูก คร่ำครวญในอกว่าคิดถึงเขาและลูกเหลือเกิน

ส่วน เดือนฉายพอไม่ได้ดั่งใจก็ไประบายกับปาริชาติปาริชาติให้เอาเงินของตนไปใช้ ก่อน มีเมื่อไหร่ค่อยเอามาคืน เดือนฉายแค้นใจจะฟ้องศัลย์เรื่องที่ปาริชาติถูกรมิดาชกจนตาเขียว ปาริชาติรีบห้ามกลัวว่าเล่าไปศัลย์กลับจะเห็นว่าเราสองคนเป็นนางร้ายไปด้วย ซ้ำ เดือนฉายยุให้ไปตบรมิดาอีกไหม

"มันง่ายไปหน่อย สวยๆอย่างเราต้องใช้สมอง พี่เตรียมแผนเด็ดๆเอาไว้เล่นงานมันแล้ว"

ooooooo

บ่ายวันนี้ รมิดาเดินไปที่สวนหย่อมข้างโรงแรมเห็นทรงยศไปนั่งเหม่อใจลอยอยู่ดูเศร้ามาก ตะวันเดินมาเจอเธอถามว่ามาทำอะไรแถวนี้

รมิ ดาชี้ให้เขาดูทรงยศบอกว่าดูท่านเหงาๆ ตะวันบอกว่าท่านเป็นอย่างนี้บ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่ออยู่คนเดียว คงเป็นเรื่องแหวนมรกตของคุณยายที่หายไป ตะวันเล่าว่า

"มีคนถอดแหวนมรกตจากนิ้วของคุณยายตอนที่ท่านป่วยหนัก อยู่ที่โรงพยาบาล คุณยายเคยบอกว่าจะใส่แหวนวงนี้ติดตัวไปจนตายแต่มันก็หายไปเสียก่อน จนวันที่ท่านสิ้นลมก็ยังหาแหวนมรกตวงนี้ไม่เจอ"

"คุณยายคุณคงรักแหวนวงนี้มากนะคะ"

"ครับ คุณแม่บอกว่าเป็นแหวนแห่งความรักของคุณตาคุณยาย"

ฟังแล้วรมิดามองทรงยศด้วยความสงสารจับใจ

ooooooo

แผน การของปาริชาติกับเดือนฉายคือ ชวนศัลย์ไปกินอาหารร้านกุหลาบขาว ศัลย์สั่งปลาดิบ ส่วนสองสาวสั่งปลาไหลราดข้าว รมิดาบอกว่าไม่มีเลยถูกด่าว่าเป็นเชฟยังไงหรือว่าไม่มีความสามารถ รมิดาชักโมโหเลยบอกว่า

"ได้...ถ้าคุณอยากทานจริงๆฉันจะจัดให้" พูดแล้วเดินปึงๆออกไป

ปาริชาติกับเดือนฉายหัวเราะสะใจที่แกล้งรมิดาได้สำเร็จ

สุริยน ถามว่าเชฟอาหารจีนอย่างเธอจะทำอาหารญี่ปุ่นไหวหรือ รมิดาตอบอย่างมั่นใจว่าไหว รับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้ เดี๋ยวจะเสียชื่อร้านกุหลาบขาวหมด เธอยิ้มเจ้าเล่ห์กับแผนที่จะแก้เผ็ดศัลย์กับสองสาว

รมิดาหายไปนานมาก เมื่อเอาอาหารมาเสิร์ฟทุกจานมีฝาปิดมิดชิดสวยงาม ยกจานหนึ่งวางตรงหน้าศัลย์บอกว่าปลาดิบ ของเขา ส่วนอีกสองจานให้สองสาวบอกว่าข้าวราดปลาไหล

พอศัลย์เปิดฝา ปลาช่อนตัวเขื่องเป็นๆก็ดิ้นออกมา ส่วนสองสาวก็มีปลาไหลเลื้อยออกมา วงแตกทันที! มีแต่เสียงร้องกรี๊ดกร๊าดของสองสาวลั่นร้านไปหมด

ooooooo

เพราะ คุณแฟร้งค์ต้องการนางแบบถ่ายเครื่องเพชรขึ้นปกนิตยสารของตนจึงให้เจ๊ติ๋มกับ จูดี้ช่วยหานางแบบนี้ ทั้งสองไปหว่านล้อมแกมอ้อนวอนรมิดาจนสำเร็จแต่พอออกมาก็ได้รับโทรศัพท์จาก คุณแฟร้งค์ว่าต้องการอีกคนหนึ่งระบุว่าขอเป็นปาริชาติ เมื่อปาริชาติรู้ว่าต้องถ่ายแบบคู่กับรมิดาก็ตอบรับทันที

ปาริชาติขอ ให้ศัลย์ไปดูตนทำงานเป็นกำลังใจให้ด้วย ศัลย์ขอตัวเพราะติดงานกับลินน้องสาวที่อยู่ต่างประเทศ พอดีเธอได้รับสายจากเดือนฉาย  ปาริชาติจึงเล่าเรื่องงานให้ฟัง เดือนฉายเตือนว่าอย่าให้รมิดาเด่นกว่าเหมือนงานที่แล้ว

"พี่ไม่ปล่อย ให้นังนั่นมันเด่นกว่าหรอก พี่มีแผนก็แล้วกัน คอยดูนะจะเหวี่ยงมันให้สะใจ เอาให้คลานกลับบ้านไปเลย เผลอๆพี่อาจจะขึ้นปกเด่นคนเดียวก็ได้"

ศัลย์เห็นท่าทางมีพิรุธของปาริชาติเลยย่องไปแอบฟังเลยรู้แผนร้ายของเธอ

ooooooo

ปาริชาติบอกสมใจสาวใช้ที่เพิ่งไปโดนหมามุ่ยมาให้ไปเก็บมาให้ตนด่วนจี๋

เช้า วันรุ่งขึ้นหลังจากเข้าไปแต่งตัวจนได้เวลาถ่ายแบบแล้ว รมิดาไปนั่งโพสท่า ตากล้องดูแล้วบอกว่าปากเธอสีอ่อนไป จูดี้บอกหนุงหนิงให้เติมปากให้รมิดาหน่อย

ระหว่างที่รมิดาออกไปนั้น เดือนฉายกับปาริชาติช่วยกันเอาหมามุ่ยเทใส่ลิปสติกทุกตลับที่มีอยู่ เมื่อหนุงหนิงเข้ามาหยิบตลับลิปสติก สองสาวก็ยิ้มร้ายให้กันอย่างสะใจ

แต่ พอเจ๊ติ๋มเห็นสีลิปสติกก็ไม่ชอบบอกว่าเอาของเจ๊ดีกว่า รมิดาเลยรอดตัวไป ทำเอาปาริชาติกับเดือนฉายเจ็บใจนัก แต่ปาริชาติยังมีแผนสองอีก

ปาริ ชาติเอาตลับลิปสติกของตนให้ช่างแต่งหน้าเติมปากให้ตน พอดีมีโทรศัพท์เข้าจึงเดินห่างออกไปคุย ช่างทำ ตลับลิปสติกหล่นกองรวมกับที่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง เลยหยิบส่งๆมาตลับหนึ่ง พอปาริชาติเข้ามาก็เติมปากให้

ปรากฏว่าเป็นลิปสติกที่ใส่หมามุ่ยไว้ ครู่เดียวปาริชาติก็ปากเจ่อคันคะยอไปหมด จูดี้เสนอให้กลับไปก่อนดีกว่าพรุ่งนี้ ค่อยมาถ่ายใหม่ แต่ปาริชาติไม่ยอมกลับเพราะยังมีแผนสองที่จะแกล้งรมิดา

ขณะที่ ตากล้องสั่งงานเตรียมถ่ายนั้น เห็นว่ามืดไปให้ เอาไฟเข้าใกล้อีกหน่อย ขณะนั้นเอง ปาริชาติทำเป็นสนใจงาน เดินเข้าไปใกล้ๆ แล้วแกล้งสะดุดสายไฟ ทำให้เจ้าหน้าที่เสียหลักล้มลง ปล่อยขาตั้งไฟหลุดจากมือ ไฟดวงใหม่กระแทกพื้นแล้วเซจะล้มใส่รมิดา

ศัลย์ที่ไปตามรมิดาที่บ้านไม่เจอวิ่งเข้ามาพอดี เขาตะโกนลั่น

"รมิดา...ระวัง!!"

รมิดาตกใจหันไปมองเห็นไฟดวงใหญ่กำลังจะล้มลงมา เธอยกมือขึ้นบังไว้กรีดร้องลั่น

ooooooo
ตอนที่ 4

ศัลย์พุ่งเข้ามากอดรมิดาเอาตัวบังโคมไฟดวงใหญ่ ที่กำลังเอียงล้มลงมา พริบตาเดียวมันก็ล้มครืนลงมาทับศัลย์ศีรษะแตกเลือดทะลักออกมา

รมิดาตกใจ ปาริชาติก็ตกใจวิ่งเข้ามาดูอาการศัลย์จับตัวเขาเขย่าร้องเรียกร้อนรน

"พี่ ศัลย์...เป็นยังไงบ้างคะ ดูสิสลบไปเลย" ส่วนเดือนฉายก็บ่นว่าไม่น่าเลยมาช่วยนังนั่นทำไม รมิดาชะงักหันจ้องเดือนฉายจนฝ่ายนั้นหน้าเสีย มองปาริชาติเพื่อนก็ขยิบตาเป็นเชิงให้เงียบ

เจ๊ติ๋มกับจูดี้มัวแต่ ตกใจวี้ดว้ายทำอะไรไม่ถูกทำท่าจะเป็นลม ตากล้องหงุดหงิดตะโกนว่ามัวแต่ตกใจอยู่นั่นแหละรีบเรียกรถพยาบาลเร็วๆ ทั้งคู่จึงวิ่งออกไป

รมิดาเฝ้ามองดูศัลย์อย่างเป็นห่วง ส่วนปาริชาติเขย่าร่างพร่ำเรียกไม่หยุดปาก...

ooooooo

ที่ ห้องแต่งตัว เจ้าหน้าที่แสงบอกเจ๊ติ๋มกับจูดี้ด้วยความเสียใจว่าตนไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ปาริชาติมาชนตนเลยเสียหลักล้มลง เจ๊ติ๋มบ่นว่าทางเดินออกกว้างทำไมต้องแทรกมาเดินตรงนี้

"เอ๊ะ! หรือว่าชีจะแกล้งให้ไฟล้มทับน้องดา" จูดี้เอะใจ รมิดาแย้งว่าคงไม่กระมัง จะทำแบบนั้นเพื่ออะไร จูดี้หันมองรมิดาพูดอย่างผู้เจนจัดในวงการว่า "ก็สกัดดาวรุ่งไงคะ ฟังเจ๊นะน้องดา วงการนี้คนดีก็มี นังพวกชะนีขี้อิจฉาก็เยอะ เห็นใครดีใครเด่นเกินหน้าไม่ได้หรอก"

"เออเจ๊...ไอ้ที่ยัยปาคันปาก ปากชีบานเป็นดอกเห็ดเนี่ยมันน่าสงสัยนะ" ช่างหน้าตั้งข้อสังเกตฉุกคิดอะไรบางอย่างหันไปหยิบตลับลิปสติกขึ้นมาดู อุทานตาโตเมื่อเห็นทุกตลับเต็มไปด้วยขน ทีมงานคนหนึ่งเข้ามาดูบอกว่านั่นคือหมามุ่ยตนเคยโดนมาแล้ว

"ต้องเป็นฝีมือยัยปาริชาติแน่ๆ มิน่าถึงต้องเอาลิปสติกของตัวเองมาให้ฉันทาปากให้ ตอนนั้นฉันก็รีบๆเลยทำลิปสติกของยัยปาหล่น แล้วก็ดันคว้าตลับไหนไม่รู้มาทาให้ แป๊บเดียวชีร้องกรี๊ด ปากบานเป็นกระด้ง เฮ้อ...เสียดายจริงๆลิปสติกฉัน" ช่างหน้ากวาดลิปสติกทั้งหมดลงถังขยะอย่างเสียดาย

จูดี้เตือนรมิดาว่าต้องระวังตัวเพราะตอนโชว์เครื่องเพชรก็โดนไปทีหนึ่งแล้ว เจ๊ติ๋มดูนาฬิกาแล้วร้องอย่างตกใจ เพราะจนป่านนี้ยังไม่ได้ถ่ายเลย ไล่ทุกคนรีบไปทำงานขู่ตามเคยว่าใครอู้จะไม่จ่าย

รมิดาไม่สบายใจนัก เธอเปิดกระเป๋า หยิบกระเป๋าสตางค์ที่มีรูปพ่อสุเทพอยู่ในนั้นออกมาบอกพ่อว่า "พ่อคะ...ดารู้สึกแย่จัง พ่อเป็นกำลังใจให้ดาด้วยนะคะ ขอให้ดาทำงานได้สำเร็จลุล่วง..."

รมิดาเก็บกระเป๋าสตางค์ ยิ้มอย่างมีกำลังใจเหมือนมีพ่อมาให้กำลังใจอยู่ใกล้ๆ

แล้วรมิดาก็ถ่ายแบบได้หลายชุดด้วยเวลาอันรวดเร็วราวกับมืออาชีพเลยทีเดียว...

ooooooo

ที่โรงพยาบาล ศัลย์ยังนอนไม่ได้สติอยู่ พอพยาบาลเข็นเขาเข้าห้องไอซียู ปาริชาติก็น้ำตาเอ่อ เอ่ยอย่างรู้สึกผิดว่า

"พี่ศัลย์...ปาขอโทษ...ปาไม่ได้ตั้งใจ...ถ้าพี่ศัลย์ไม่ฟื้นล่ะเดือน พี่จะทำยังไง พี่ต้องตายแน่ๆ"

เดือนฉายปลอบให้ใจเย็นๆ ศัลย์คงไม่เป็นขนาดนั้นหรอก ถึงมือหมอแล้วอย่าห่วงเลย เตือนให้ห่วงตัวเองดีกว่าปากบวมเจ่อขนาดนั้นไปหาหมอเสียเถอะ ปาริชาติไปหาหมอแต่ก็ยังเหลียวมองไปที่ห้องไอซียูอย่างเป็นห่วง

สุริยนรู้เรื่องนี้เข้า เขาตกใจถามว่าศัลย์ถึงกับสลบเลยหรือ รมิดาบอกว่าเขามารับเคราะห์แทนตน ถ้าเขาไม่เอาตัวมาบังไว้คนที่ต้องนอนในห้องไอซียูก็ต้องเป็นตนแน่ๆ

รมิดาเอะใจถามว่าแล้วศัลย์รู้ได้อย่างไรว่าตนไปถ่ายแบบที่นั่น สุริยนบอกว่าศัลย์มาที่ร้านตนเป็นคนบอกเอง พอรู้เขาก็รีบไปทันที

"ก็คงอยากไปกวนประสาทดาตามเคย โดนซะบ้างก็ดีเหมือนกันจะได้เข็ด" รมิดาพูดหน้านิ่งถูกสุริยนตำหนิว่าเขาเจ็บตัวเพราะเธอนะ นั่นน่ะสุภาพบุรุษเชียวล่ะ

"จริงด้วยครับ น้าศัลย์เป็นฮีโร่เลยนะแม่ดา" แมนยูฟังอยู่ด้วยร้องอย่างชื่นชมตื่นเต้น จนรมิดาหน้าแหยยิ้มเจื่อนๆ

ooooooo

ศิริยังคงขลุกอยู่แต่ในบ่อนเล่นเสียไปสองล้านแล้วคนคุมเสนอให้กู้อีก 1 ล้านเผื่อดวงจะขึ้น เครดิตของเขาดีเสี่ยให้กู้ไม่อั้นอยู่แล้ว ศิริพยักหน้าเห็นด้วย

ส่วนนัยนาอยู่ที่บ้าน เดือนฉายกลับมาระบายอารมณ์ด่ารมิดาว่าทำให้ศัลย์เจ็บตัว ยัยตัวซวย ตะวันฉุนกึกถามว่าทำไมพูดอย่างนั้นล่ะ เลยถูกพี่สาวหันมาแหวใส่ว่า "ไม่ต้องมาเข้าข้างยัยนั่น ดูตาเดียวก็รู้ว่ากำลังแอบปิ๊งแม่นั่นอยู่" ทำเอาตะวันชะงักพูดกลบเกลื่อนว่า

"เออ...ไม่ต้องมานอกเรื่องเลย ยอมรับมาตรงๆดีกว่า พี่ไปเป็นเพื่อนพี่ปาเนี่ย เพราะอยากไปแกล้งคุณดาใช่ไหม" ตะวันถูกพี่สาวแหวใส่แล้วยังเข้ามาทุบอีก เขาได้แต่ยกมือปัดป้อง

นัยนาสั่งให้หยุด ตำหนิว่าต่อหน้าแม่ยังทำอะไรกันแบบนี้ เดือนฉายจะฟ้องแต่ถูกนัยนาปรามเลยบ่นกระปอดกระแปดว่ารู้งี้ไปเที่ยวต่อดี กว่า แล้วปึงปังขึ้นข้างบน

ฝ่ายรมิดาแม้จะหมั่นไส้และปะทะคารมกันทุกครั้งที่เจอกันกับศัลย์ แต่เธอก็แอบห่วงเขา คืนนี้จึงโทร.ไปเช็กที่โรงพยาบาลถึงอาการของเขา แมนยูมาหารมิดาเลยหยุดฟัง พอรมิดาคุยโทรศัพท์เสร็จจึงเข้าไปหา รมิดาถามว่ายังไม่นอนอีกหรือ แมนยูตีหน้าเศร้าบอกว่านอนไม่หลับเป็นห่วงน้าศัลย์

"ไม่ต้องห่วงจ้ะเขาฟื้นแล้ว" รมิดาบอก แมนยูบอกว่าเมื่อกี้ได้ยินแม่ดาพูดแล้ว ถูกรมิดาทำหน้าอำๆว่า "แอบฟังผู้ใหญ่คุยโทรศัพท์ไม่ดีนะลูก"

"ก็แมนยูอยากรู้นี่ครับ...แล้วพรุ่งนี้แม่ดาจะไปเยี่ยมน้าศัลย์ไหมครับ" แมนยูถามอ้อนๆ

รมิดาไม่ตอบ นิ่งคิด สีหน้ามีกังวล

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งรมิดา สุริยน และแมนยูก็พากันไปเยี่ยมศัลย์ พอเปิดประตูห้องเข้าไปเห็นศัลย์นอนหลับอยู่บนเตียง สุริยนเพิ่งนึกได้ว่าลืมกระเช้าเยี่ยมไว้ที่รถจึงลงไปเอา ส่วนแมนยูอยู่ๆก็ปวดฉี่ขึ้นมา รมิดาจึงจูงแมนยูไปห้องน้ำ

ศัลย์ตื่นพอดีลืมตาเห็นรมิดาพาแมนยูไปห้องน้ำ พอเธอกลับมาเขาก็รีบหลับตาทำเป็นหลับต่อ เธอเข้ามาดูเขาด้วยสีหน้าแววตาอ่อนโยน ถอนใจพูดเบาๆ

"คุณช่วยฉันไว้ทำไม...ขอบคุณนะคุณศัลย์"

ทันใดนั้น ศัลย์ลืมตาโพลงขึ้น รมิดาที่กำลังเอื้อมมือจะแตะมือเขาสะดุ้งเฮือกรีบชักมือกลับ ศัลย์อมยิ้มพูดล้อๆว่านึกว่าจะไม่ได้ยินคำนี้จากปากเธอเสียแล้ว ถามว่ามาเยี่ยมหรือ

รมิดาปั้นหน้าปึ่งทำไม่รู้ไม่ชี้ก่อนตอบกวนๆว่าเปล่าตนมาเป็นเพื่อนแมนยู แล้วพูดประชดว่า

"ที่จริงน่าจะปล่อยให้ไฟล้มใส่ฉันนะ ถ้าฉันเป็นอะไรไป คุณจะได้เอาแมนยูไปอยู่กับคุณง่ายขึ้น" พอศัลย์แกล้งถามว่าอยากตายหรือ เธอทำตาโตเอ็ด "นี่คุณ!" ศัลย์พูดต่อกวนๆตามเคยว่า

"ผมไม่ให้คุณตายง่ายๆหรอก เดี๋ยวไม่มีคนทะเลาะด้วย หมดคู่กัดก็หมดสนุก!"

"ฮึ่ย!!โรคจิต" รมิดาทำปากขมุบขมิบ พอดีแมนยูเข้ามารีบมายกมือไหว้ศัลย์ เขาถามว่ามาเยี่ยมหรือ ไม่ไปโรงเรียนหรือคนเก่ง

"วันนี้วันเสาร์ครับ น้าศัลย์หัวแตกเจ็บไหมครับ"

"โอย...เจ็บสิครับ เจ็บมากด้วย เนี่ยน้าศัลย์ปวดหัวตุ้บๆยังไม่หายเลย โอ้ยยยเจ็บ"

"ทีตอนแมนยูหัวแตก น้าศัลย์บอกว่าหัวแตกแค่นี้เรื่องเล็กน่า แมนๆหน่อย ลูกผู้ชายกลัวเจ็บได้ไง ถึงตาน้าศัลย์ หัวแตกมั่ง จะร้องเจ็บทำไมล่ะครับ แมนๆหน่อยสิคร้าบบบ"

ศัลย์เอ้ออ้าพูดไม่ออก รมิดายิ้มเย้ยพูดเบาๆ "สมน้ำหน้า! โดนเด็กย้อนรอยเข้าให้"

ooooooo

เช้าวันเดียวกัน ปาริชาติชวนเดือนฉายไปเยี่ยมศัลย์ที่โรงพยาบาลเพื่อเร่งทำคะแนน สุริยนที่มาเอากระเช้าเยี่ยมที่รถเห็นสองสาวเข้ามาพอดีโดยเดือนฉายถือ กระเช้าเยี่ยมมาด้วย

คู่นี้ก็เช่นกัน เจอกันทีไรพูดจาไม่เข้าหูกันทุกที เดือนฉายนั้นตะบึงตะบอนแต่สุริยนหยอกแกมหยิก สุริยนถามว่ามาเยี่ยมศัลย์ใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นไปด้วยกันเลยเพราะตนก็มาเยี่ยมศัลย์เหมือนกัน

"ไม่ต้องย่ะฉันไปเองได้" เดือนฉายกระฟัดกระเฟียด สุริยนยิ้มกรุ้มกริ่มบอกว่ากลัวเธอหลง พอถูกถามว่าหลงอะไร เขายิ้มกวนๆพูดก่อนเดินไปว่า "ก็หลงรักผมไงครับ"

เดือนฉายด่าตามหลัง แต่ปาริชาติยิ้มขำๆบอกว่าสุริยนจีบเธอแน่ๆ ดีใจที่น้องสาวจะขายออกแล้ว เดือนฉายทำเสียงงอนใส่ว่า

"พี่ปาอ่ะ...เดือนเกลียดเขาจะตาย เจอหน้าทีไรกวนประสาทได้ทุกที สักวันจะตบให้หน้าหัน"

"ระวังเขาหันมาจูบนะยะ" ปาริชาติแซวเลยถูกเดือนฉายผลักให้เดินนำไปแก้เขิน

ooooooo

แมนยูจับมือน้าศัลย์ของตนอย่างเป็นห่วงบอกให้น้าหายเร็วๆ ศัลย์ยิ้มชื่นใจชมว่าตัวแค่นี้รู้จักห่วงน้าด้วยหรือ ขอบใจนะ

สุริยนถือกระเช้าเยี่ยมเข้ามาเอาไปวางที่โต๊ะ อวยพรให้ศัลย์หายไวๆ ไม่ถึงอึดใจเสียงปาริชาติก็แจ๋เข้ามาแต่ไกล "พี่ศัลย์ขา...เป็นยังไงบ้างคะ..."   แล้วเจ้าตัวก็เข้ามาพร้อมเดือนฉาย

เดือนฉายจัดแจงเอากระเช้าไปวางที่โต๊ะ ในขณะที่ปาริชาติก็จ้องรมิดาเขม็งอย่างพร้อมจะมีเรื่อง แล้วก็เปิดฉากด่ารมิดาว่าเป็นตัวซวยทำให้ศัลย์ต้องเจ็บ ครั้นรมิดาย้อนถามว่าแล้วใครเป็นคนเดินไปชนเจ้าหน้าที่แสงจนเขาเสียหลัก หกล้ม ปล่อยขาตั้งไฟหลุดมือ

แม้จะมีหลักฐานชัดเจนขนาดนี้ ปาริชาติก็ยังทำไขสือว่าพูดอะไรไม่รู้เรื่อง เดือนฉายประสานเสียงทันทีว่าหมดเวลาเยี่ยมของเธอแล้วออกไปเสีย

เมื่อรมิดา สุริยน และแมนยูเดินออกไปแล้ว ศัลย์ถามว่าทำไมรมิดาพูดแปลกๆ หรือว่า...ปาริชาติรีบสวนไปทันทีว่าอย่าไปฟังแม่นั่นพล่ามเลย แล้วฉอเลาะว่าเมื่อคืนตนนอนไม่หลับเพราะเป็นห่วงเขามาก ถามว่าแล้วยังเจ็บอยู่หรือเปล่า พลางเข้ามาจับโน่นจับนี่ที่ตัวเขาเบี่ยงเบนความสนใจ

ooooooo

ศิริเพิ่งกลับมา เดือนฉายเข้าไปฟ้องพ่อทันทีว่าเงินตนหมดเบิกกับแม่ก็ไม่ได้ ศิริเล่นเสียกลับมาฟัง

ลูกสาวแล้วตรงดิ่งไปหานัยนาที่โต๊ะทำงาน ถามว่าทำไมใจร้ายกับลูกอย่างนี้เงินแค่แสนสองแสนเอง

"ถ้าคุณคิดว่าฉันใจร้าย พ่อใจดีอย่างคุณก็หาเงินให้ลูกใช้บ้างสิ" นัยนาย้อน

"อย่ามายอกย้อนผมนะคุณนา ฮึ! เมื่อก่อนไม่มีปากเสียง ตั้งแต่ผมปล่อยให้คุณบริหารโรงแรมคนเดียวเก่งขึ้นเยอะนี่ อย่าลืมสิว่าสยามคอสโมของใคร!"

นัยนาลุกเดินมาหน้าโต๊ะจ้องหน้าศิรินิ่ง ย้ำว่าเขาถือหุ้นใหญ่แต่กลับไม่เหลียวแลทิ้งขว้างธุรกิจที่คุณพ่ออุตส่าห์ สร้างขึ้นมา ปล่อยให้ตนแบกรับภาระอยู่คนเดียวทั้งที่ทำงานและที่บ้าน

ศิริโต้อย่างไม่กระดากปากว่าเธอคือผู้บริหารโรงแรมให้มีผลกำไรมากที่สุด ต้องหาเงินมาให้ทันใช้ไม่ใช่ปล่อยให้ตนกับลูกต้องเงินขาดมืออย่างนี้

"เห็นแก่ตัว คุณไม่เหลือคราบของนักธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จเลยสักนิด คุณหลงมัวเมาไปกับอบายมุข ปล่อยให้ผีพนันเข้าสิงจนกลายเป็นคนสิ้นคิด!" นัยนาตอบโต้ อย่างสุดที่จะทนต่อไปแล้ว

ศิริโกรธจัดหาว่านัยนาด่าตนตรงเข้าไปเงื้อมือจะตบ ตะวันรีบเข้ามาขวางไว้ถามพ่อว่าแม่พูดแทงใจดำใช่ไหมถึงทนฟังไม่ได้ ศิริด่าตะวัน "ไอ้ลูกเลว" แล้วตบหน้าตะวันแทน แต่พอจะตามไปตบซ้ำ นัยนาถลันเข้าเอาตัวขวางไว้ไม่ให้เขาทำอะไรตะวัน พูดเฉียบขาดว่า

"ถ้าคุณทำร้ายลูกอีก ฉันจะเลิกกับคุณ"

ศิริชะงัก เดือนฉายเห็นท่าไม่ดีรีบดึงพ่อไว้ขอให้พ่อ กลับไปพักผ่อนเสีย นอนน้อยเดี๋ยวจะไม่สบาย แล้วรีบจูงพ่อออกไป

ตะวันกัดฟันน้ำตาเอ่อสีหน้าเจ็บปวดใจนัก พูดทั้งน้ำตาท้นว่า "คุณพ่อไม่รักคุณแม่เลย...ผมเกลียดพ่อ" กระนั้น นัยนายังกอดลูก บอกตะวันด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า

"อย่าพูดแบบนี้อีกนะลูก...นั่นคุณพ่อนะ"

ooooooo

แจ่มจันทร์ สาวใช้ที่ถีบตัวเองขึ้นมาเป็นเมียเก็บของวัลลภนับวันทะเยอทะยานเหิมเกริม หลายครั้งที่แอบอ่อยดุสิตลูกชายวัลลภเอง แต่ดุสิตไม่เล่นด้วยก็หันมากอบโกยจากวัลลภ   อ้อนวัลลภว่าเจ็บหน้าอกหมอบอกว่าพลอยสีเหลืองจะช่วยป้องกันอาการเจ็บหน้าอก ของผู้หญิงได้

วัลลภบอกว่าพลอยสีเหลืองก็คือบุษราคัม ถ้าอยากได้ ตนจะซื้อให้ แจ่มจันทร์ไม่เอาต้องการบุษราคัมล้อมเพชรที่ลัดดาเคยใส่ วัลลภบอกว่านั่นเป็นแหวนหมั้นที่ตนให้ลัดดาตอนแต่งงาน

แจ่มจันทร์ตัดพ้อว่าแหวนเก่าๆยังหวงอีกไม่รักตนแล้วใช่ไหม แล้วทำเป็นน้อยใจว่า

"เอาเถอะค่ะ แจ่มไม่อยากให้คุณลภลำบากใจ ปล่อยให้ แจ่มเจ็บหน้าอกไปอย่างนี้แหละ อกแจ่มไม่มีค่าหรอกค่ะถ้าเทียบกับแหวนวงนั้น"

สุดท้ายด้วยมารยาและเจ้าเล่ห์ของแจ่มจันทร์ วัลลภก็ไปเอาแหวนบุษราคัมล้อมเพชรวงนั้นจากลัดดามาจนได้ แม้เธอจะขอร้องว่านี่เป็นแหวนหมั้นที่มีความหมายกับตนมากเป็นตัวแทนของความ รักของเรา วัลลภกลับหัวเราะเยาะว่าคิดเลอะเทอะ ไร้สาระ คิดว่าตนยังรักเธออยู่หรือ

ได้แหวนบุษราคัมล้อมเพชรไปแล้วแจ่มจันทร์ได้คืบจะเอาศอก วันต่อมาก็พาสำลีมาชะเง้อคอยาวข้ามรั้ว พูดกับลัดดาที่กำลังรดน้ำต้นไม้และสมใจพรวนดินอยู่ใกล้ๆว่า

"คุณพี่ลัดดาขา...แจ่มขอบคุณคุณพี่ที่อุตส่าห์มีน้ำใจกัดฟันให้แหวนวงนี้กับ แจ่ม ดูสิคะคุณพี่แหวนบุษราคัมล้อมเพชรวงนี้แจ่มใส่แล้วขึ้นจัง ราศีคุณนายจับเลยอ่ะ" พูดพลางกรายนิ้วไปมา ขอบคุณและอวยพรให้เจริญๆ เกิดชาติหน้าขอให้มีวาสนาได้เป็นเมียหลวงใจบุญอย่างนี้อีก

ลัดดาตัดบทอย่างระอาใจว่าอย่าพูดประชดเลยเราต่างคนต่างอยู่เถอะขอร้อง แจ่มจันทร์ทำดีดดิ้นบอกว่าไม่ได้ ต่างคนต่างอยู่ได้ไง เรามีผัวคนเดียวกัน แล้วทำเป็นนึกออกบอกลัดดาว่า

"เอ...ฉันอยากได้อะไรอีกนะ อ๋อ...สร้อยเพชรจี้ทับทิมที่คุณพี่เคยใส่ออกงานวันเกิดคุณทรงยศปีที่แล้วไง เส้นนั้นน่ะหลายล้านเชียวนะ"

สำลีลอยหน้าถามว่าเขาจะให้หรือของเก่าราคาแพงหูฉี่ขนาดนั้น

"ไม่ให้ฉันก็จะเอา ขนาดผัวคุณพี่ฉันยังเอามาเป็นผัวฉันได้ นับประสาอะไรกับสร้อยเพชรแค่นั้น จริงไหมคะคุณพี่ขา ซ่อนเอาไว้ให้ดีๆนะคะ"

ลัดดาทนฟังไม่ไหวเดินออกไป กลับไปนั่งร้องไห้อย่างเก็บกดที่ระเบียงบ้าน ปาริชาติมาเจอถามว่าร้องไห้ทำไม

ลัดดาเช็ดน้ำตาบอกว่าไม่มีอะไร สมใจทนไม่ได้จะเล่าถูกลัดดาเรียกปรามเลยอึกอัก

"ใครทำคุณแม่! บอกฉันมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นแกโดน" ปาริชาติขู่จนสมใจละล่ำละลักจะเล่า

ooooooo

พอปาริชาติรู้เรื่องก็เดินอ้าวไปที่ริมรั้ว บอกให้แม่อยู่เฉยๆ ถ้ากลัวก็กลับเข้าไปในบ้านเสีย จากนั้นก็ตะโกนเรียกแจ่มจันทร์ออกมา

แม่นั่นนวยนาดมาดคุณนายออกมาถามว่ามีธุระอะไรหรือ ปาริชาติทวงแหวนแม่คืน แจ่มจันทร์เล่นแง่ว่าวัลลภเป็นคนให้ตนต้องให้เขามาเอาคืนเอง

ปาริชาติโกรธจัดกระชากแจ่มจันทร์ข้ามรั้วมาแล้วตบซ้ายตบขวานับไม่ถ้วน แจ่มจันทร์ร้องกรี๊ดๆให้สำลีช่วยด้วย สำลียืนตาเหลือกบอกให้ทนหน่อย อึดไว้ เจ็บเดี๋ยวเดียวพรุ่งนี้ก็หาย

เป็นตายอย่างไรแจ่มจันทร์ก็ไม่ยอมคืนแหวนให้ ปาริชาติให้สมใจไปเอาปังตอมาตนจะตัดนิ้วเอาแหวนคืน แจ่มจันทร์ขู่ว่าจะฟ้องวัลลภ ปาริชาติข่มว่าตนก็จะฟ้องคุณปู่ ดูซิว่าใครจะใหญ่กว่ากัน

พอเจอปังตอมาเงื้อตรงหน้าจะตัดนิ้วจริงๆ แจ่มจันทร์ก็ยอมถอดแหวนคืนให้ ปาริชาติเอากลับไปคืนให้ลัดดา บอกแม่ว่าเก็บให้ดี ปรามแจ่มจันทร์ว่า

"ถ้าเรื่องนี้ถึงคุณพ่อ แกโดนคุณปู่เฉดหัวออกจากบ้านแน่"

พอปาริชาติพากันเดินกลับไปแล้ว แจ่มจันทร์ในสภาพยับเยินมองตามคำรามด้วยความแค้นว่า

"ปาริชาติ! นังเด็กเมื่อวานซืน คอยดู ตาแก่นั่นตายเมื่อไหร่ คนที่จะโดนเฉดหัวออกไปก็คือแกกับแม่แกนั่นแหละ!"

ooooooo

ตะวันฝึกงานอยู่ที่โรงแรมตัวเอง เขาจึงมีเวลาใกล้ชิดรมิดาและครอบครัวตัวเองมากขึ้น วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เขาพาทรงยศคุณปู่ของเขามาที่ร้านกุหลาบขาว มาทานติ่มซำที่จะมีเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์เท่านั้น

ทรงยศชิมติ่มซำแล้วชมว่าอร่อยมากถามว่ารับจากไหน รมิดาบอกว่าทำเอง ทรงยศมองอย่างทึ่งชวนนั่งคุยกันก่อน ชมว่าติ่มซำของเธออร่อยไม่แพ้ติ่มซำตามภัตตาคารเลย และติ่มซำก็ไม่ใช่ของทำง่ายๆ ถามว่าไปเรียนทำมาจากไหน

"คุณพ่อสอนค่ะ พ่อหนูเคยเป็นเชฟอาหารจีนในโรงแรม" พูดแล้วเผลอจ้องหน้าทรงยศนึกในใจต่ออีกว่า "ก็โรงแรมของคุณนั่นแหละ คุณทรงยศ! คุณใจร้าย กีดกันความรักของลูกสาวตัวเอง คุณรู้เห็นเป็นใจกับลูกสาวส่งคนมาฆ่าพ่อกับฉัน ฉันจะไม่มีวันให้อภัยคนในตระกูลนี้..."

ทรงยศเห็นรมิดานิ่งไปนานเลยเรียกแล้วถามว่าพ่อเธอเป็นเชฟอยู่โรงแรมไหน บางทีตนอาจรู้จัก รมิดายิ้มเกลื่อนบอกว่า พ่อเสียชีวิตไปนานแล้ว

"เหรอ...ฉันเสียใจด้วยนะหนู พ่อหนูคงทำอาหารเก่งมาก หนูเองก็ทำอาหารอร่อย นี่ถ้าพ่อหนูยังอยู่เขาคงภูมิใจ ในตัวลูกสาวมากนะ"

รมิดาได้แต่ยิ้มนัยน์ตาหม่นเศร้าด้วยความคิดถึงพ่อ...

ooooooo

ในที่สุดนัยนาก็ต้องเซ็นเช็คให้เดือนฉาย แต่ บอกว่านี่จะให้เป็นครั้งสุดท้าย  ถ้าต่อไปอยากได้เงินใช้ ก็ต้องช่วยทำงานจะไม่ให้เงินเดือนใช้อีกแล้ว เดือนฉายถามขู่ๆว่าไม่กลัวตนฟ้องคุณพ่อหรือ

"อยากเห็นแม่ทะเลาะกับคุณพ่อก็เชิญ ความอดทนของคนเรามันมีขีดจำกัด ถ้าแม่หมดความอดทนเมื่อไหร่เดือนกับคุณพ่อก็ช่วยกันบริหารโรงแรมนี้แทนแม่ แล้วกัน"

สีหน้าจริงจังของนัยนาทำให้เดือนฉายใจไม่ดีรีบบอกว่าอย่าทำอย่างนั้น ถามแม่ว่าจะให้ตนทำอะไร คำตอบของนัยนาทำเอาเดือนฉายหน้าเบ้ เพราะจะให้เธอทำสวน ให้เธอหาคนมาจัดสวน ให้เขาเขียนแบบมาให้แม่ดูก่อน สั่งให้เริ่มงานเลย แล้วเดินไปทำงานต่อ

เดือนฉายเครียดขึ้นมาทันที เพราะไม่รู้จักคนจัดสวนเลยสักคน จะทำอย่างไรดี ยิ่งคิดก็ยิ่งกลุ้ม เดินกระฟัดกระเฟียดไปนั่งที่ม้านั่งหน้างอ

สุริยนเดินผ่านมาเห็นอดเข้าไปแหย่ไม่ได้ถามว่ากลุ้มอะไรหรือ แล้วเดินเข้ามาใกล้แหย่อีกว่า อย่าทำหน้าบึ้งอย่างนั้น เดี๋ยวไม่สวย เดือนฉายเลยระเบิดอารมณ์ออกไปว่าช่างมัน ตอนนี้ยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่ด้วย  สุริยนถามว่าเรื่องอะไรตนอาจช่วยให้หายกลุ้มได้นะ

เดือนฉายถามว่าพอรู้จักคนจัดสวนบ้างไหม สุริยนตอบทันทีอย่างกระตือรือร้นว่ารู้จัก รู้จักดีเสียด้วยแล้วชี้ที่อกตัวเองบอกว่า "ก็ผมนี่ไงครับ" พูดแล้วยักคิ้วแผล็บยิ้มหน้าเป็น

พอสุริยนเดินฮัมเพลงกลับมาที่ร้านกุหลาบขาว รมิดา ถามแซวว่าอารมณ์ดีมาแบบนี้แสดงว่าไปแอบจีบสาวมาแน่เลย เขาตอบเขินๆว่า "ก็...นิดนึง" รมิดาถามว่าใครใช่คุณหนูเจ้าอารมณ์ คนนั้นหรือเปล่า

"อย่าเดาซะให้ยากเลย ไม่บอกหรอก" สุริยนยิ้มอำๆ พอดีแมนยูเข้ามาชวนไปเยี่ยมน้าศัลย์กัน  ตนอยากเอาติ่มซำไปให้น้าศัลย์กินจะได้หายไวๆ รมิดาไม่อยากไปเพราะห่วงร้าน

"ไม่ต้องห่วงหรอกคุณดา ไปเถอะ เดี๋ยวผมดูร้านให้" สุริยนรับอาสาด้วยความเต็มใจ

ooooooo

รมิดาพาแมนยูไปเยี่ยมศัลย์ไม่ทันไร ปาริชาติก็เอาอาหารมาให้เขา   เจอกันจนได้   แล้วปาริชาติก็ทำทีขอดูอาหารที่รมิดากับแมนยูเอามาให้ศัลย์ แกล้งทำหลุดมือหกหมด ทำเป็นเสียใจบอกว่าไม่ได้ตั้งใจ ศัลย์บอกแมนยูว่าไม่เป็นไร วันหลังจะไปชิมที่ร้านก็ได้ ปาริชาติฟังแล้วยิ่งเจ็บใจ

พอรมิดาพาแมนยูออกมา ปาริชาติก็ตามมาราวีอีกจนได้ เห็นท่าทางของปาริชาติแล้วรมิดารู้ว่าต้องมีเรื่องแน่ จึงให้แมนยูเดินไปทางอื่นก่อน

ปาริชาติหาเรื่องจนได้ว่ารมิดาตั้งใจมาจับศัลย์ สั่งว่า อย่ามายุ่งกับศัลย์  รมิดาสวนไปตามเคยว่า  ให้เธอไปบอกศัลย์ ดีกว่าว่าอย่ามายุ่งกับตน ถ้าตัวเองดีจริงผู้ชายในมือก็คงไม่ดิ้นหลุดไปไหนหรอก

ถูกว่าอย่างเจ็บแสบเข้าจังๆ ปาริชาติก็แกล้งเหยียบเท้า รมิดาขยี้อย่างแรง รมิดาสั่งให้เอาเท้าออก ไม่เพียงไม่เอาออกเธอยังจะตบหน้ารมิดาด้วย

ได้การ! รมิดาจับมือเธอไว้หักแขนไพล่หลังจนเธอร้องจ๊าก สั่งสอนก่อนไปว่า

"ถ้าคิดว่าจะรังแกฉันได้ง่ายๆ คุณคิดผิด!" รมิดาผลักปาริชาติออกไปอย่างแรงจนล้มลงไปกองกับพื้น

"โอยยย...นังรมิดา! ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!" ปาริชาติมองตามรมิดาอย่างแค้นใจ

ooooooo

เพราะปู่ทรงยศชมว่าติ่มซำร้านกุหลาบขาวอร่อย ตะวันจึงซื้อไปฝากนัยนาที่ห้องทำงาน บอกแม่ว่ารมิดาทำขายที่ร้านเฉพาะวันเสาร์อาทิตย์ ให้แม่ลองชิมดู

"เหรอลูก หนูดานี่เก่งนะ มีฝีมือทำอาหาร เท่าที่แม่รู้ติ่มซำเนี่ยทำยากนะ" พอลองชิมดูก็ชมว่า "อื้อ...อร่อยมาก ไม่น่าเชื่อว่าเด็กสาวอย่างรมิดาจะมีฝีมือขนาดนี้"

"ไม่ได้อร่อยอย่างเดียวนะครับ คุณดายังรู้ตำนานติ่มซำอีกด้วยครับ" ตะวันคุยอวดอย่างภูมิใจ เพราะได้ฟังรมิดา เล่าให้คุณปู่ทรงยศฟังมาเมื่อครู่นี้เอง เธอเล่าอย่างจำได้แม่นยำขึ้นใจว่า

"พ่อหนูเล่าให้ฟังว่า...หยำฉาหรือโรงน้ำชาจีน ถือเป็น ต้นกำเนิดของติ่มซำค่ะ สมัยโบราณชาวจีนมักจะแวะเพิงพักริมทางเพื่อดื่มน้ำชาและทานซาลาเปาเป็นของ ว่าง ต่อมาได้มีการพัฒนาอาหารว่างที่เรียกว่าติ่มซำ  ให้กลายเป็นอาหารจานด่วน มีทั้งนึ่ง ทอด สารพัดชนิด...ติ่มซำมีความหมายว่า "สัมผัสใจ" เป็นความหมายลึกซึ้งเพราะเชื่อมโยงใจของผู้ที่มาร่วมจิบน้ำชาพบปะสังสรรค์ กันค่ะ"

"สัมผัสใจ" นัยนาฟังแล้วพึมพำเสมือนหนึ่งมีความจำ ที่ฝังใจในอดีต...

ooooooo
ตอนที่ 5

ตำนานนี้ นัยนาเคยฟังสุเทพเล่าให้ฟังเมื่อครั้งหนีไปอยู่ด้วยกันและเขาทำติ่มซำให้เธอชิม

เธอจำได้ฝังใจในคำเล่าของเขาว่า

"...ใช่ครับ สัมผัสใจ เป็นความหมายที่ลึกซึ้งมากนะครับ เพราะชาวจีนโบราณเขาจะใช้เวลาในช่วงจิบน้ำชาและกินของว่างนั้นพูดคุยแลก เปลี่ยนความคิดเห็นกัน   ก็นับว่าติ่มซำเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางจิตใจด้วยนะครับ"

"ยังไงเหรอคะ" เธอชิมติ่มซำไป ฟังไป และถามไป

"ก็ติ่มซำเป็นตัวประสานมิตรภาพไงครับ เชื่อมโยงใจสัมผัสโยงใยไปถึงความคิดของหมู่มิตรที่ร่วมวงสนทนา...อืม... คุณนาลองชิมนี่ดูซิครับ"

เวลานั้นสุเทพเอาตะเกียบคีบติ่มซำ จิ้มซอสเปรี้ยวป้อนให้ พอได้สัมผัสลิ้นเธอชมว่าอร่อยมาก

"คุณ รู้ไหมว่าทำไมผมถึงทำติ่มซำให้คุณทาน" สุเทพถาม พอเธอย้อนถามว่าทำไมหรือ เขาตอบด้วยสีหน้ายิ้มกริ่มมีความสุขว่า "ก็อยากให้คุณสัมผัสหัวใจของผมไงครับ อยากให้หัวใจเราเชื่อมโยงผูกพันกันแบบนี้ตลอดไป..."

สุเทพกุมมือเธอไว้ ทั้งคู่สบตากันด้วยความรักที่ผูกพัน...

นัยนาตื่นจากภวังค์พึมพำ...

"สัมผัส ใจ...เชื่อมโยงผูกพัน...เออะ...หรือว่า?!" นัยนาฉุกคิดขึ้นมาได้เผลอทำตะเกียบหลุดมือ เธอรีบลุกผลุนผลันออกจากห้อง จนตะวันถามงงๆ ว่าคุณแม่จะไปไหน...

ooooooo

นัยนาตรงไปที่ร้านกุหลาบขาว รมิดาเห็นท่าทางไม่ปกติของนัยนา รีบลุกมาต้อนรับและเชิญนั่งบอกว่าเดี๋ยวจะไปเอาน้ำมาให้

"ไม่ต้องหรอกจ้ะ นั่งเถอะ ฉันมีเรื่องจะคุยกับหนู" แล้วก็เริ่มเรื่องว่า

"ลูกชายฉันเอาติ่มซำไปให้ทาน หนูทำอร่อยมากนะ เออะ...ฉันอยากรู้ว่าหนูไปหัดทำติ่มซำมาจากไหน"

รมิ ดาตอบด้วยสีหน้าเรียบๆว่า "คุณพ่อดิฉันสอนค่ะ" แต่พอนัยนาจ้องหน้าถามว่าแล้วพ่อเธอชื่ออะไร รมิดากลับตัดบทว่า "เออ...คุณนัยนาคงไม่รู้จักหรอกค่ะ พ่อดิฉันเป็นแค่เชฟจนๆ แล้วท่านก็เสียชีวิตไปตั้งนานแล้ว"

นัยนาถอนใจอย่างผิดหวัง อีกครู่เดียวก็ขอตัวกลับไป รมิดามองตามอย่างเจ็บปวด พึมพำกับตัวเองน้ำตาคลอ...

"จะ มารื้อฟื้นทำไม คุณเกลียดพ่อ! เกลียดฉัน! คุณทิ้งพ่อกับฉันเพื่อไปเสวยสุข...คุณรู้ไหมว่าฉันกับพ่อเจ็บปวดแค่ไหน อยากรู้เหรอว่าพ่อฉันเป็นใคร? ก็เชฟจนๆที่ต่ำต้อยด้อยค่าในสายตาคุณไงล่ะ พอมีคนรักใหม่ คุณก็คิดจะฆ่าพ่อกับฉัน...คุณนัยนา! คุณไม่ใช่แม่ฉัน คุณมันเลือดเย็น ฉันเกลียดคุณ!"
รมิดากำมือแน่นร้องไห้ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่ฝังรากลึกมาอย่างไม่มีวันเลือนราง...

ooooooo

เย็นแล้ว นัยนานั่งอยู่ที่ม้านั่งที่สวนของโรงแรม เธอนั่งนิ่งสีหน้าเหม่อลอย น้ำตาเอ่อท้น ในใจคร่ำครวญ...

"สุเทพ...คุณอยู่ไหน ฉันรักคุณ...ฉันไม่เคยลืมคุณเลย ไม่มีใครมาแทนที่คุณได้...ฉันคิดถึงคุณกับลูกเหลือเกิน..."

รมิดาเดินมาเห็นนัยนานั่งอยู่เธอชะงักและตกใจเมื่อเห็นชัดว่านัยนากำลังร้องไห้...รมิดาเดินเข้าไปหา เรียกเบาๆ "คุณนัยนาคะ..."

นัยนา สะดุ้ง รีบเช็ดน้ำตาอย่างเร็วหันมองด้วยสีหน้าปกติ ชวนรมิดานั่งด้วยกัน รมิดาถามว่าทำไมมานั่งเงียบๆคนเดียวหรือมานั่งตั้งแต่ตอนออกจากร้านตน พอรู้ว่าใช่ เธอถามอย่างไม่สบายใจว่า มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า

นัยนา นั่งเงียบลังเลที่จะพูด แต่พอรมิดาบอกว่าถ้าไว้ใจตนก็เล่าเถิดเผื่อจะทำให้สบายใจขึ้น นัยนามองหน้ารมิดาครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเล่าความรู้สึกนับแต่ได้รู้จักกับรมิดาว่า

"หนูรู้ไหม ฉันรู้สึกถูกชะตากับหนูมากนะ เพิ่งรู้จักไม่นาน แต่กลับรู้สึกเหมือนคุ้นเคยกันมาก่อน...ฉันคิดถึงคนรักเก่า เออะ...ก่อนจะแต่งงานกับคุณศิริ ฉันเคยมีครอบครัวมาก่อน"

รมิดาถาม หยั่งเชิงว่าแล้วมีลูกด้วยกันไหม นัยนาเล่าว่ามีลูกสาวคนหนึ่งป่านนี้คงโตวัยพอๆกับเธอ เล่าถึงชีวิตเวลานั้นด้วยสีหน้าที่สดชื่นขึ้นว่า

"ตอนนั้นสุเทพเขาเปิดร้านอาหารเล็กๆ เราช่วยกันทำมาหากิน ถึงจะลำบากแต่ฉันก็มีความสุขมากนะ ได้อยู่กับคนที่ฉันรัก"

รมิ ดาถามว่าแล้วทำไมเธอถึงแต่งงานใหม่ นัยนาหน้าเครียดขึ้นบอกว่ามีเหตุผลหลายอย่างยากที่จะอธิบาย แต่ที่ตนตัดสินใจแต่งงานใหม่ก็เพราะ...

นัยนายังไม่ทันเล่าก็มีเสียงโทรศัพท์ขัดจังหวะขึ้น พอกดปุ่มรับสายก็บอกตะวันว่าให้เขารออยู่ที่ห้อง แม่จะรีบกลับไป

นัยนา ขอตัวกลับเพราะมีเอกสารต้องเซ็นด่วน พอนัยนาเดินไปรมิดาก็คิดต่อจากที่นัยนาพูดค้างไว้ที่ว่า "ฉันตัดสินใจแต่งงานใหม่ก็เพราะ..." เธอคิดต่อไปว่า...

"เพราะคุณ ศิริเป็นเจ้าของโรงแรมสยามคอสโมใช่ไหม เขาร่ำรวย มีหน้ามีตาในสังคม พ่อสุเทพเทียบเขาไม่ได้เลย คุณมาเสแสร้งคิดถึงพ่อทำไม...ฉันกับพ่อน่าจะตายไปจากความทรงจำของคุณแล้ว... พ่อคะ...ดาคิดถึงพ่อ ถ้าพ่อยังอยู่ดาคงไม่เจ็บปวดแบบนี้...ทำไมดาต้องมาเจอผู้หญิงใจร้ายคนนั้น อีก ยิ่งอยู่ใกล้ก็ยิ่งเจ็บ ดาเกลียดคุณนัยนา ไม่อยากเห็นหน้าเขา ...ทำไม...ทำไมดาต้องเกิดมาเป็นลูกของเขา..."

กลายเป็นรมิดานั่งสะอื้นที่เดียวกับที่นัยนานั่งร้องไห้เมื่อครู่นี้...

ooooooo

จู่ๆ ไพลินน้องสาวของศัลย์ก็กลับมาแบบเซอร์-ไพรส์พี่ชาย พอเห็นหัวพี่ชายมีผ้าพันแผลก็ถามขำๆประสาคนร่าเริงแจ่มใสว่า

"นั่นหัวพี่ศัลย์ไปโดนอะไรมาคะ อย่าบอกนะว่าทวงหลานไม่ได้เลยโมโหเอาหัวโขกกำแพง"

"เฮ้ย! จะบ้าเหรอ เรื่องมันยาวอ่ะ พี่ว่าลินไปอาบน้ำ ให้สดชื่นก่อนดีกว่าเดี๋ยวค่อยคุยกัน ห้องลินอยู่โน่นนะ" เขาชี้ห้องให้น้องสาวไปพักแล้วกลับมาทำงานต่อ

ตกเย็นศัลย์พาไพลินไป ที่ร้านกุหลาบขาวแนะนำผู้ร่วมโต๊ะทีละคนว่า สุริยนเป็นน้องชายของคุณชาญศักดิ์ รมิดาเป็นผู้ปกครองของแมนยู   ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความยินดีที่ได้รู้จักกัน

แมนยูเพิ่งเดินเข้ามา ศัลย์เรียกไปแนะนำว่า

"แมนยูครับ นี่น้าลินนะ น้าลินเป็นน้องของแม่สีดาอีกคนหนึ่งครับ"

"สวัสดีครับน้าลิง" แมนยูยกมือไหว้

ไพลิน หัวเราะขำบอกหลานว่าตนชื่อลินไม่ใช่ลิง แมนยู หัวเราะเขินเอ่ยขอโทษตนฟังผิดไป ไพลินลูบผมแมนยูชมว่า หลานรูปหล่อจัง บอกศัลย์ว่าตนเริ่มหิวแล้ว พี่ชายจึงเสนอให้ทานกันที่นี่เลย  พลางหันไปถามรมิดาว่ามีอะไรอร่อยบ้าง รมิดาตอบยิ้มกวนๆว่า

"อืม...ไม่ทราบว่าอยากทานปลาดิบหรือข้าวหน้าปลาไหลอีกไหมคะ"

"อย่านะคุณ" ศัลย์ทำท่าแหยง แล้วสั่งผัดเส้นใหญ่ขี้เมาทะเลก็แล้วกัน ไพลินเอาอย่างเดียวกับพี่ชาย

รมิดาขอตัวลุกไปทำอาหาร ไพลินสงสัยถามว่าเมื่อกี้รมิดาพูดถึงปลาดิบ ที่นี่มีปลาดิบอร่อยหรือ สุริยนหัวเราะขำๆโยนกลองให้ถามศัลย์ก็แล้วกัน

พอ ฟังศัลย์เล่าแล้วไพลินหัวเราะสมน้ำหน้าพี่ชายที่เป็นฝ่ายแกล้งรมิดาก่อน สุริยนเห็นพี่น้องคุยกันสนุกสนานก็ขอตัวไปดูลูกค้า ไพลินจึงไปสอนการบ้านให้แมนยู ส่วนศัลย์ ได้จังหวะแวบไปที่ครัวทันที

ศัลย์ เข้าไปก่อกวนรมิดาตามเคย ถูกเธอไล่ก็ไม่ไป เลยลงมือทำผัดขี้เมา กลิ่นพริกและเครื่องคั่วในกระทะลอยฟุ้งฉุนจนศัลย์จามไม่หยุด สุดท้ายต้องหนีออกไปเอง

ooooooo

หลังจากตกลงจะให้สุริยนจัดแต่งสวนแล้ว เดือน-ฉายให้เขาเขียนแบบเพื่อนำไปให้นัยนาพิจารณา

"อืม...ก็สวยทั้งสองแบบ ดีไซน์ได้ขนาดนี้คงไม่ใช่แค่คนจัดสวนธรรมดาแน่ๆ" นัยนาชม

"ก็คุณสุริยนเขาเป็นมัณฑนากรนี่คะ"

นัยนา ถามว่าให้สุริยนจัดสวนหรือ เขาต้องดูแลร้านกุหลาบขาวด้วยจะมีเวลาหรือ เดือนฉายตอบแบบสะใจนิดๆว่าก็อยากเสนอหน้ามาช่วยเอง แล้วถามว่าตกลงคุณแม่ชอบแบบไหน

"แม่ชอบแบบนี้ ดูสวยโปร่ง สบายตา" นัยนาส่งแบบให้เดือนฉาย เธอรับไปดูแล้ววางบอกว่าพรุ่งนี้จะบอกเขาให้แล้วออกไปเลย นัยนาร้อง "อ้าว...จะรีบไปไหนล่ะลูก"

"นัดเพื่อนไว้ค่ะ อย่าห้ามนะคะ เพราะเดือนก็ช่วยคุณแม่ทำงานแล้ว" ว่าแล้วไปเลย

ooooooo

เย็น นี้ตะวันซื้อนิวยอร์กชีสเค้กมาฝากแมนยูและรมิดา แมนยูบอกว่าอร่อยมากวันหลังให้เอามาฝากอีก รมิดาเตือนว่าทวงของฝากคนอื่นไม่น่ารัก   แต่ตะวัน

บอกว่าไม่เป็นไร ถ้าแมนยูชอบวันหลังจะเอามาฝากอีก

ระหว่าง นั่งกินเค้กกันนั้น ตะวันมองไปที่โต๊ะศัลย์เห็นไพลินนั่งอยู่ เขาถามรมิดาว่านั่นใคร พอรู้ว่าเป็นน้องสาวของศัลย์ ตะวันพูดทันทีว่ามาทวงหลานอีกคนหรือ

ศัลย์เองก็เห็นตะวันนั่งกินเค้กกับรมิดาและแมนยู เขาพึมพำอย่างไม่พอใจว่าหลอกเด็ก ไพลินมองไปถามว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใครหรือ

"ตะวัน ลูกชายคนเล็กของคุณนัยนา เจ้าของโรงแรมสยามคอสโม" แล้วพึมพำอย่างหงุดหงิด "ขวางลูกตาจริงๆคงอยากเปิดร้านฟรีไม่เสียค่าเช่า"

ไพลิน สังเกตเห็นอารมณ์พี่ชายไม่ปกติถามว่าแอบคิดอะไรกับรมิดารึเปล่า เขาปฏิเสธทันทีว่าผู้หญิงอย่างนั้นไม่ใช่ สเปก พอถูกดักคอว่าแล้วทำไมต้องหงุดหงิด เขาก็อึกอักว่า

"อ๋อ...ก็พี่ไม่ชอบ รมิดาเป็นผู้ปกครองของแมนยู เธอควรจะวางตัวให้ดี ไม่ใช่ไปอี๋อ๋อกับไอ้เด็กนั่น เห็นแล้วมันขวางหูขวางตา!"

ไพลินเหลือบมองพี่ชายที่ช่างแก้ตัวได้น้ำขุ่นๆจริงๆ

ooooooo

ที่ ร้านกุหลาบขาวมีเรื่องน่าตื่นเต้นยินดี เมื่อเจ๊ติ๋มกับจูดี้โทร.มาบอกรมิดาว่าพรุ่งนี้จะมาทำสกู๊ปร้านอาหารลง หนังสือพิมพ์ สุริยนเห็นว่าเป็นโอกาสดี ที่จะได้โปรโมตร้าน แมนยูตื่นเต้นขอไปช่วยที่ร้านด้วย พอรมิดาอนุญาตแต่ต้องเป็นหลังเลิกเรียน แมนยูก็ดีใจจนกระโดดโลดเต้น

สุริยนนิ่งคิดอะไรนิดหนึ่ง ถามรมิดาว่าน้องสาวศัลย์ เป็นอย่างไร ตนว่าก็น่ารักดีนะ รมิดายิ้มอำๆถามว่าปิ๊งเข้าแล้วใช่ไหม

"ไม่ใช่ ที่บอกว่าน่ารักเนี่ย ผมหมายถึงบุคลิกคุณลินเธอดูสดใสเป็นกันเองน่ารักดี"

"อืม...ผิด กับพี่ชาย อีตาบ้านั่นเจอทีไรของขึ้นทุกที แต่ก็ไม่แน่หรอกคุณยน คนเราต้องดูกันนานๆ เล่นมานิ่มๆแบบนี้จะคว้าแมนยูไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้" รมิดาสีหน้าเป็นกังวลขึ้นมา

ooooooo

จนถึงวันมาสัมภาษณ์ถ่าย ทำ เจ๊ติ๋มบ่นกับจูดี้ว่า บก.จะปิดเล่มแล้วแต่คุณแฟร้งค์ยังลังเล เพราะพอเห็นรูปรมิดาสวยมากก็เปลี่ยนใจอยากได้ภาพเซตเดี่ยวขึ้นมา จนป่านนี้ยังสรุปไม่ได้เลย

จูดี้ทำหน้าสยองว่าถ้าเกิดคุณแฟร้งค์เอารมิดาคนเดียวเจ๊มีหวังโดนแม่ปาปิรันยาฉีกอกแน่ๆ

"โอ๊ย ฉันไม่กลัวหรอกย่ะ เอ้า...ทำงานกันเถอะตากล้องขานักข่าวขา น้องดาพร้อมแล้วค่ะ"

การถ่ายภาพในมุมต่างๆเริ่มแล้ว  รมิดาโพสท่าทั้ง

หน้าร้าน ในร้าน ในครัว และสุดท้ายยืนโชว์อาหารจานแนะนำ นางแบบสวยอาหารน่ากิน ทุกอย่างดูจะสมบูรณ์แบบไปหมด

กว่า จะเสร็จก็มืดค่ำแล้ว เจ๊ติ๋มชวนรมิดาไปที่ผับฉลองวันเกิดเจ๊กัน รมิดาไม่อยากไปแต่พอสุริยนบอกว่าถ้าไม่ไปเดี๋ยวเจ๊ติ๋มจะเสียใจ เธอเลยยอมไป

ooooooo

ดื่ม อวยพรให้เจ๊ติ๋มแล้วทุกคนก็ออกไปเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน เจ๊ลากรมิดาออกไปเต้นด้วย  ระหว่างนั้น ศัลย์กับปาริชาติเข้ามา พอศัลย์เห็นรมิดาออกไปเต้นรำก็มองอย่างไม่เชื่อสายตา ส่วนปาริชาติได้ทียุยงทันทีว่า หนีลูกมาเที่ยวขืนปล่อยให้แมนยูอยู่กับคนแบบนี้มีหวังเสียเด็กแน่

ศัลย์ ของขึ้นเดินลิ่วไปทันที พอดีเดือนฉายเข้ามาทักปาริชาติว่ามาคนเดียวหรือ ปาริชาติบอกว่ามากับศัลย์แล้วบุ้ยใบ้ให้เดือนฉายดู พอเดือนฉายเห็นรมิดากำลังเต้นรำเท่านั้นก็ชะงัก คำราม "นังรมิดา!"

ศัลย์ ของขึ้นจนหน้ามืดตรงไปกระชากแขนรมิดาจะพาออกมา แต่พอดีเพลงเปลี่ยนเป็นจังหวะช้า โรแมนติก ภาพที่ศัลย์ลากแขนรมิดาจนเธอเซถลาเข้าในอ้อมอกเขาและถูกเขากอดไว้แน่น เลยกลายเป็นเหมือนทั้งคู่กำลังกอดกันเต้นรำ

รมิดาดิ้นบอกให้เขาปล่อย แต่ศัลย์ยิ่งกอดแน่นจ้องตาพูดขู่ว่า

"อย่าดิ้น ยิ่งดิ้นผมก็จะกอดคุณให้แน่นขึ้น ฟังนะ...ผมไม่ชอบที่คุณมาเที่ยวกลางคืน ทำตัวเหลวไหลแบบนี้ ถ้าแมนยูรู้เขาจะคิดยังไง"

"ฉันมางานวันเกิดเจ๊ติ๋มมันเสียหายตรงไหน แมนยูยุให้ฉันมาด้วยซ้ำ คุณอย่ามาหาเรื่องฉันดีกว่า ปล่อยฉันได้แล้ว"

"อ้อยเข้าปากช้างแล้วไม่คายง่ายๆหรอก" ศัลย์ยิ้มกวนๆอย่างเป็นต่อ

ปา ริชาติกับเดือนฉายเดินมาเห็นทั้งสองกำลังกอดกันเต้นรำอยู่ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟทั้งคู่ เดือนฉายยุว่า "นังจอมยั่วตัวแม่! ดูสิ พี่ศัลย์จ้องมันตาเยิ้มเชียว อย่ายอมมันนะพี่ปา"

ooooooo

ปา ริชาติไม่ยอมอยู่แล้ว ยิ่งถูกยุก็ยิ่งของขึ้น พอรมิดาเดินไปเข้าห้องน้ำเธอตามไปพร้อมกับเดือนฉาย คนหนึ่งไปดักหน้าอีกคนขนาบข้าง รุมกันด่าว่าไม่พอเดือนฉายตบหน้ารมิดาฉาดใหญ่

โดนตบหน้าอย่างจังรมิ ดากำมือแน่นเงื้อจะตบคืนแต่ตบไม่ลง แต่เดือนฉายกลับคิดว่ารมิดาไม่กล้า เข้าไปล็อกตัวรมิดาไว้ให้ปาริชาติตบไม่ยั้ง รมิดาดิ้นไม่หลุดก็ยกเท้าถีบป้องกันตัวเท่าที่จะทำได้

เจ๊ติ๋มกับจูดี้มาเจอเข้าวิ่งมาห้าม กลับถูกปาริชาติไล่ไปอย่ามายุ่ง เจ๊ติ๋มไม่ยอมเลยถูกปาริชาติเงื้อมือจะตบอีกคน

"เอาซิวะเข้ามาสินังชะนี สู้แรงกะเทยได้ให้มันรู้ไป" เจ๊ติ๋มง้างมือท้า ปาริชาติเห็นเจ๊เอาจริงก็เลยชะงัก

จูดี้ชวนรมิดาออกไปกัน เจ๊ติ๋มเลยตามออกไปด้วย ทิ้งสองสาวมองตามอย่างแค้นใจ เดือนฉายบอกปาริชาติว่ายังไม่สะใจเลย ปาริชาติไม่ตอบแต่คิดสงสัยว่า "ทำไมนังรมิดามันไม่กล้าสู้เดือน...แปลก!"

ooooooo

วันนี้ศัลย์กับไพลินไปที่ร้านกุหลาบขาว ศัลย์ถามสุริยนที่เฝ้าร้านอยู่ว่าหลานตนไปไหน

"ไปโรงเรียนกับคุณดาครับ ทางโรงเรียนเขาจัดงานวันครอบครัว เห็นว่ามีกิจกรรมดีๆให้เด็กและผู้ปกครองทำด้วยนะครับ"

ศัลย์ กับไพลินมองหน้ากันอย่างสนใจ แล้วสองพี่น้องก็ตามไปที่โรงเรียนอนุบาลที่แมนยูเรียน  เป็นเวลาที่ทางนั้นกำลังเริ่มกิจกรรมวันครอบครัวอยู่  ศัลย์เห็นที่นั่งข้างๆรมิดายังว่างเลยแทรกตัวเข้าไปนั่งหน้าตาเฉย

เป็น กิจกรรมครอบครัวที่ให้พ่อกับแม่รวมใจเป็นหนึ่งเดียวทำกิจกรรมเพื่อลูก ศัลย์ถูกเชิญไปในฐานะพ่อ แม้รมิดาจะพยายามชี้แจงแต่วิทยากรก็กล้อมแกล้มว่ารู้จักมักคุ้นกันดีแล้วก็ ลองทำแบบทดสอบนี่ได้เหมือนกัน

ทั้งรมิดาและศัลย์จึงต้องเล่นบทพ่อแม่ ของแมนยูกัน มีทั้งการจับมือมองตานั่งสมาธิ ทั้งสองทำตามที่พิธีกรแนะนำจนเข้าถึงอารมณ์บรรลุถึงเจตนารมณ์ของงานด้วยความ รู้สึกที่เป็นสุขกับการที่ได้เป็นพ่อแม่ของแมนยู...

ในความคิดของ ศัลย์ขณะนั่งหลับตาจับมือกับรมิดานั้น เห็นตัวเองสุดเท่อยู่ในชุดทักซิโด และรมิดาอยู่ในชุดราตรีสวย ทั้งคู่กำลังเต้นรำกันอย่างอบอุ่นท่ามกลางดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า  เป็นบรรยากาศที่อยู่ในอารมณ์รักที่อบอุ่นหวานซึ้ง  เขาโยกตัวพลิ้วไปตามจังหวะเพลงเหมือนลอยล่องอยู่ในสรวงสวรรค์...

รมิ ดารู้สึกแปลกๆจากสัมผัสของศัลย์ เธอลืมตาขึ้นเห็นเขาทำท่าเหมือนกำลังโยกตัวพลิ้วไปมาตามจินตนาการ รมิดานึกฉุนบ่น "เป็นบ้าอะไรเนี่ย"

ไพลินเองก็แปลกใจเข้าไปดูใกล้ๆ ว่าพี่ชายเป็นอะไร รมิดาพูดกับไพลินขำๆว่าพี่ชายเธอเพี้ยนไปแล้ว ก็พอดีวิทยากรบอกให้ทุกคนลืมตาได้แล้ว แต่ศัลย์ก็ยังหลับตาอยู่อย่างนั้นเหมือนกำลังด่ำลึกกับจินตนาการ ไพลินสะกิดก็ไม่รู้ตัว วิทยากรเข้ามาเขย่าอย่างแรงจึงสะดุ้งเฮือก พอลืมตาก็ยิ้มเจื่อนเมื่อเห็นทุกคนจ้องตนอยู่คนเดียว ถามเก้อๆว่า "ขำอะไรกันเหรอครับ"

"หืม...ฝันว่าเต้นรำหรือรำมวยจีนล่ะคะ ท่าสวยเชียวนะ พี่ชาย" ไพลินแซวยังไม่หายขำ

ooooooo

สุริยน กับเดือนฉายไปคุยรายละเอียดการจัดสวนกับนัยนาที่ห้องทำงาน  เขาวางหนังสือแต่งสวนและนิตยสารที่มีรูปรมิดาขึ้นปกไว้บนตัก  ปรากฏว่าเขาเสนอราคาถูกมากเกือบทุกอย่างคิดในราคาต้นทุน

นัยนาถามว่า แล้วจะได้กำไรหรือ เมื่อสุริยนยืนยันว่าเป็นราคากันเอง นัยนาตกลงและมอบหมายเดือนฉายให้คอยดูแลถ้าเกิดมีงบอะไรเพิ่มก็จัดการไปตาม นั้น

สุริยนลากลับลุกขึ้นทำให้หนังสือและนิตยสารหล่น ทุกคนจึงเห็นรูปรมิดาขึ้นปกนิตยสาร นัยนาชมว่าสวยมาก สุริยนจึงมอบหนังสือนั้นให้ เพราะตนยังมีอีกเล่มหนึ่งอยู่ที่ร้าน

ผิด กับเดือนฉายพอเห็นรมิดาขึ้นปกนิตยสารคนเดียวก็หน้าบึ้งไม่พอใจมาก เธอลิ่วไปบอกปาริชาติทันที ปาริชาติโกรธยิ่งกว่าด่าเจ๊ติ๋มว่าโกหกปลิ้นปล้อนแล้วโทร.ไปจะด่าเสียให้ สะใจ

ปรากฏว่าโทรศัพท์ของเจ๊ติ๋มปิด โทร.ไปที่ร้านก็ไม่มี

คนรับ เดือนฉายคาดว่าทั้งสองคนต้องไปอยู่ที่ร้านกุหลาบขาวแน่ๆพากันลุยไปที่นั่นทันที

เจอ เจ๊ติ๋มกับจูดี้กำลังยิ้มแย้มชื่นชมนิตยสารที่รมิดาขึ้นปกกันอยู่ จู่ๆก็มีเปลือกทุเรียนลอยมาตกกลางโต๊ะ แล้วปาริชาติกับเดือนฉายก็เดินตีหน้ายักษ์เข้าไปเปิดฉากด่าไฟแลบ

เจ๊ ติ๋มบอกว่าเรื่องที่รมิดาขึ้นปกคนเดียวนั้นให้ไปถามทางเจ้าของหนังสือหรือ คุณแฟร้งค์เอาเองเพราะทั้งสองเป็นคนตัดสินใจ ปาริชาติจะให้เจ๊ติ๋มกับจูดี้รับผิดชอบให้ได้ เลยถูกเจ๊แฉเสียสิ้นไส้สิ้นพุง เรื่องที่เอาหมามุ่ยไปโรยใส่ตลับลิปสติก สุดท้ายกรรมตามสนองตัวเองปากเจ่อเป็นกระด้งจนถ่ายแบบไม่ได้เอง แล้วยังเรื่องแกล้งทำโคมไฟล้มใส่รมิดาอีก อย่านึกว่าทำอะไรไว้จะไม่มีใครรู้

ปาริชาติตกใจแต่กลบเกลื่อนได้ในพริบตาท้าว่าถ้ามีหลักฐานก็ให้แจ้งตำรวจมาจับเลย ด่าแล้วทำเป็นสะบัดหน้าพาเดือนฉายออกไป

เรื่องเลยกลายเป็นว่า จะไปฆ่าเจ๊ติ๋มกลับถูกเจ๊ติ๋มฆ่าเสียเองต้องถอยกลับอย่างหมดท่า

รมิดาถอนใจบ่นว่าเกิดเรื่องขึ้นจนได้ สุริยนถามว่าวงการนี้เขาเล่นกันแรงอย่างนี้เลยหรือ ถามรมิดาอย่างเป็นห่วงว่าแบบนี้ไหวหรือ

ooooooo

ปาริชาติไม่ยอมง่ายๆ บอกเดือนฉายว่าไม่ต้องห่วงตนยังมีแผนเด็ดกว่านี้อีก

วันนี้ บังเอิญรมิดาลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่รถ ขณะเธอไปเอาก็ถูกมอเตอร์ไซค์ลึกลับสองคนที่ซ้อนกันมาพุ่งเข้ามาสาดน้ำใสๆใส่

รมิ ดาตกใจยกมือปิดหน้า ปรากฏว่ามันเป็นแค่น้ำเปล่า เป็นแผนขู่ของปาริชาติเท่านั้น แต่ถ้าไม่เข็ดรมิดายังคบหากับศัลย์ต่อไปก็จะต้องเจอน้ำกรดแน่นอน

พอรู้ว่าโดนสาดด้วยน้ำเปล่า รมิดากวาดตามองไปรอบๆทันได้เห็นปาริชาติกับเดือนฉายรีบขึ้นรถขับหนีไป

พอเจ๊ติ๋มรู้ก็บอกให้รมิดาไปแจ้งความ เธอไม่อยากมีเรื่องและเราก็ไม่มีหลักฐานด้วย

"ไม่นึกเลยนะครับว่าคุณปาริชาติจะทำได้ขนาดนี้ เธอคงชอบคุณศัลย์มากนะครับ" สุริยนพึมพำ

เจ๊ ติ๋มบอกว่านี่ขนาดรมิดาไม่ได้มีท่าทีกับศัลย์ ปาริชาติยังเหวี่ยงได้ถึงขนาดนี้ จูดี้เสริมว่าถ้ารมิดาปิ๊งศัลย์ขึ้นมา...พูดแล้วทำหน้าสยองบอกว่าไม่อยากจะ นึกภาพเลย

"ไม่มีวันนั้นหรอกค่ะ ดาเกลียดอีตานี่เข้าไส้ แค่ได้ยินชื่อก็หงุดหงิดจะแย่แล้ว" รมิดาพูดอย่างเอือมระอาแล้วถอนหายใจยาว...

ooooooo

ศัลย์ ยังเคลิ้มกับการได้จับมือกับรมิดาแล้วจินตนา-การว่าเต้นรำด้วยกัน  กลับมานั่งยิ้มโยกตัวเหมือนตกอยู่ในภวังค์ที่ระเบียงคอนโดฯ  จนไพลินมาเห็นเข้า พอน้องทักดักคอว่าทำท่าประหลาดมาก ฝันว่ากำลังเต้นรำกับรมิดาใช่ไหม เขาก็รีบกลบเกลื่อนแก้เกี้ยวว่าเพ้อเจ้อไม่อยากคุยด้วย แล้วลุกเดินเข้าห้องเลย

"เฮอะ! มาว่าเราเพ้อเจ้อ รู้นะ...ว่าคิดอะไรอยู่" ไพลินมองตามพี่ชายไปยิ้มๆ

เวลา เดียวกัน ปาริชาติกับเดือนฉายไปเที่ยวผับ เดือนฉายติงว่าน่าจะชวนศัลย์มาด้วย  ปาริชาติบอกว่าพี่น้องเพิ่งเจอกันให้เขาอยู่คุยกับน้องสาวดีกว่า  แต่เดินไปเจอดุสิตพี่ชายตัวเองนั่งจี๋จ๋าอยู่กับสาวแต่งตัวเปรี้ยวหน้าบูดคน หนึ่ง  ดุสิตเดินตามไปคุยกับน้อง  ปาริชาติถามว่าเมื่อไหร่จะไปจีบรมิดาให้เสียที

ดุสิตบอกน้องว่านั่นไม่ใช่สเปก ปาริชาติจ้องพี่ชายพูดจริงจังว่า

"แต่พี่ต้องช่วยปา ก็บอกแล้วไงว่าจีบแล้วทิ้ง กินทิ้งกินขว้างน่ะเข้าใจไหม"

"เออๆ ก็ได้" ดุสิตรับปากแล้วกลับไปอี๋อ๋อกับสาวหน้าบูดคนนั้นต่อ เพราะถึงเธอจะหน้าแบบนั้นแต่ที่ดึงดูดใจคือเร้าใจและรวย!

ooooooo
ตอนที่ 6

ปาริชาติกับเดือนฉายสองสาวจอมป่วนกวนเมือง มาเที่ยวผับด้วยกัน เหลือบเห็นเจ๊ติ๋มกับจูดี้นั่งอยู่อีกมุมหนึ่งก็คิดหาทางแก้แค้น เพราะปาริชาติหาว่าเจ๊ตัดตนออกจากนางแบบโฆษณาเพชรคราวนั้น

เจ๊ติ๋มกับจูดี้ดื่มกันพอครึ้มๆก็ชวนกันออกไปแดนซ์ เจ๊ขอเข้าห้องน้ำลดน้ำหนักก่อนเดี๋ยวมา แต่พอเจ๊ไปถึงหน้าห้องน้ำก็เจอหนุ่มหล่อล่ำบึ้กยืนอยู่ เจ๊หัวใจอ่อนยวบเข้าไปอ่อย หนุ่มทำทีเล่นด้วยชวนเข้าไปในห้องน้ำดีกว่า พอเข้าห้องน้ำไม่ทันได้เล่นอะไร อีกหนุ่มหนึ่งก็พรวดเข้ามาแล้วทั้งสองก็รุมอัดเจ๊จนน่วม

จูดี้เห็นเจ๊หายไปนานเดินมาตาม เจอกำลังครวญครางอยู่ที่พื้น ทั้งสองแว่วเสียงผู้หญิงหัวเราะอยู่ข้างนอกเสียงคุ้นหูเลยพากันออกไปดู เห็นปาริชาติกำลังคุยอยู่กับสองหนุ่มวายร้ายแล้วมันก็ผละไป

"นังปาริชาติ นังชะนีเลว!" จูดี้คำรามแค้นแทนเจ๊

เมื่อพาเจ๊ติ๋มเข้าโรงพยาบาลแล้ว  รมิดากับสุริยนรู้เรื่องก็พากันไปเยี่ยม สุริยนถามว่าจับคนร้ายได้หรือยัง จูดี้พูดอย่างแค้นใจว่า "จับคนจ้างวานดีกว่า" เจ๊ติ๋มเสริมว่าตนเชื่อว่าเรื่องนี้ เป็นฝีมือของปาริชาติเพราะเห็นคุยกับสองหนุ่มวายร้ายนั่น และตนก็ไม่เคยมีศัตรูที่ไหนด้วย

"หล่อนต้องแจ้งตำรวจนะนังติ๋ม" จูดี้เสนอ

"ไม่! ฉันจะเอาคืน...มันทำฉันเจ็บ มันก็ต้องเจ็บเหมือนกัน!" เจ๊ติ๋มอาฆาตแค้น

ooooooo

เย็นวันต่อมา ปาริชาติก็พาดุสิตพี่ชายตัวเองไปที่ร้านกุหลาบขาว เจอศัลย์กับไพลินอยู่ที่นั่นก่อนแล้ว ศัลย์ชวนนั่งด้วยกันแล้วแนะนำว่าไพลินเป็นน้องสาวเพิ่งกลับมาจากอเมริกา เมื่อสองวันก่อน

เพียงเห็นหน้าไพลินเท่านั้น ดุสิตก็ทำกรุ้มกริ่มชมว่า ตอนเด็กน่ารัก  โตขึ้นสวยมาก ไพลินแค่ยิ้มๆชวนสั่งอาหารมาทานกัน

สุริยนกับรมิดาอยู่ที่เคาน์เตอร์ เขามองปาริชาติแล้วบอกรมิดาว่ามากันทั้งพี่ทั้งน้องแบบนี้เธอต้องระวังตัว หน่อย แล้วพูดเหมือนเตือนเธออีก "คุณดุสิตเนี่ยได้ข่าวว่าไม่เบา เสือผู้หญิงตัวฉกาจ"

เมื่อพนักงานเอารายการอาหารตามสั่งจากโต๊ะศัลย์มาให้ รมิดาเข้าครัวไปทำเองเพราะแม่ครัวไปซื้อของยังไม่กลับ

ปาริชาติโมโหมากที่พาดุสิตมาเพื่อให้จีบรมิดาแต่พี่ชายกลับจีบไพลินแทน พอต่อว่าดุสิตอ้างหน้าตาเฉยว่าตนเปลี่ยนใจมาจีบไพลินเพราะสวยและรวยกว่า ทั้งยังอิมพอร์ตมาแบบนี้ตนไม่ปล่อยมือไปแน่ๆ ส่วนเรื่องที่ปาริชาติให้ช่วยนั้น เขาพูด หน้าตาเฉยว่า "พี่ช่วยให้กำลังใจก็แล้วกัน"

เมื่อพี่ชายไม่ช่วย ปาริชาติจึงช่วยตัวเอง เธอลุยเข้าไปในห้องครัวตั้งใจหาเรื่องกับรมิดาเต็มที่ พอเจอหน้าก็พูดอย่างผยองว่า

"นังติ๋มทำฉันแสบไม่เอาฉันถ่ายแบบ ฉันก็จัดยำบาทารสแซบเป็นรางวัลให้มัน ส่วนเธอคิดจะฉกศัลย์ ฉันจะจัดอะไรให้เธอดีนะ!" พูดพลางเดินเข้าหาอย่างคุกคาม

รมิดาคว้ามีดมาถือไว้แต่ยังถอยหนี ปาริชาติถามว่าจะแทงตนหรือ เล่นมีดน่ะเด็กๆต้องอย่างนี้ดีกว่า...ว่าแล้วก็ตบหน้าตัวเองจนเป็นผื่นห้า นิ้วที่แก้ม หันไปคว้าเห็ดหอมที่แช่ อยู่ราดหัวตัวเองหัวเปียกชุ่มดอกเห็ดติดผม แล้วก็แผดร้องลั่น รมิดาตกใจกับการกระทำนั้น ยืนงันมือกำมีดแน่

ศัลย์ได้ยินเสียงปาริชาติหวีดร้องก็รีบวิ่งมาดู เห็นภายในห้องครัว คนหนึ่งยืนกำมีดแน่น อีกคนหน้าแดงเป็นผืนถูกน้ำราดหัวเปียกชุ่ม เขาพุ่งเข้าประคองปาริชาติถามว่ามีอะไรหรือเปล่า

"ฮือๆ  พี่ศัลย์ช่วยปาด้วย  ปาเข้ามาชวนรมิดาคุยดีๆแต่ เธอก็โกรธ ตบหน้าปาเอาน้ำสาดยังไม่พอจะเอามีดแทงปาด้วย"

"วางมีดเดี๋ยวนี้รมิดา" ศัลย์ตวาดโกรธจัด "ผมบอกให้ วางมีด" เขาตวาดซ้ำเมื่อรมิดายืนงง

ปาริชาติทำตัวเป็นแม่พระทันที บอกศัลย์อย่าโกรธรมิดาเลยเธอคงทำเพราะหึงที่ตนควงเขาไปไหนมาไหนกันบ่อยๆ ศัลย์ฟังแล้วแสยะยิ้มใส่รมิดา พูดอย่างเหยียดหยามว่า

"ชอบผมเหรอ หลงรักผมใช่ไหม อย่าหวัง! ผู้หญิงแย่ๆ อย่างคุณไม่อยู่ในสายตาผมหรอกรู้ไว้ซะด้วย!" พูดใส่หน้ารมิดาแล้วหันไปโอบปาริชาติออกไป ปาริชาติยังหันมายิ้มเยาะรมิดาอย่างสะใจด้วย

ooooooo

เมื่อรมิดาไปเล่าให้สุริยนฟัง ชายหนุ่มหัวเราะขำๆว่ามิน่าถึงได้เผ่นแน่บกันไปหมด   เขาบอกเธอว่าน่าจะบอกความจริงกับศัลย์ เธอถามว่าเพื่ออะไร เขาเห็นว่าให้ศัลย์รู้จะได้ดูเธอดีขึ้นบ้าง

"ไม่มีประโยชน์หรอกค่ะ ปล่อยให้เขาเข้าใจอย่างนี้แหละดีแล้ว จะได้เลิกมายุ่งกับดาซะที"

"ผมกลัวว่าเขาจะมายุ่งหนักกว่าเดิมน่ะซี" สุริยนพูดขำๆอย่างรู้นิสัยศัลย์ รมิดาฟังแล้วหนักใจ

ส่วนศัลย์ ไพลิน ดุสิต และปาริชาติพากันออกจากร้าน กุหลาบขาว ระหว่างทางดุสิตยังอยากใกล้ชิดไพลินเสนอว่าไปหาร้านอร่อยๆบรรยากาศดีๆทาน ข้าวกันก่อน ไพลินปฏิเสธยิ้มๆ ส่วนปาริชาติก็หันมาชวนศัลย์ เขาอ้างว่าไม่อยากให้น้องกลับคนเดียวเพราะเพิ่งมายังไม่คุ้นเส้นทาง

พอศัลย์กับไพลินแยกไปแล้ว ปาริชาติยิ้มอย่างสะใจที่ตนทำให้ศัลย์เกลียดรมิดาได้ ดุสิตเดาออกทันทีถามน้องสาวว่าทำตัวเองแล้วกล่าวโทษรมิดาใช่ไหม เธอยิ้มสะใจบอกพี่ชายว่า "เป็นการลงทุนที่คุ้มมาก!"

ooooooo

ศิริถูกผีพนันเข้าสิงอย่างหนัก เล่นเสียจนติดหนี้ เสี่ยกวงเจ้าของบ่อนถึง 10 ล้าน จะขอกู้เพิ่มเสี่ยไม่ให้ ทั้งยังยื่นคำขาดให้รีบใช้หนี้เก่าสิบล้านด้วย ถ้าไม่ผลจะเป็นอย่างไรก็รู้อยู่แล้วใช่ไหม ทำให้ศิริกลัวมากกลับมาบังคับจะเอาเงินจากนัยนาไปชำระหนี้ขอ 5 ล้านก่อนก็ได้

นัยนาไม่ให้เพราะเอาเงินมาหมุนในโรงแรมหมดแล้ว ศิริจึงจะเอาโฉนดบ้านที่อยู่ปัจจุบันไปจำนอง นัยนาไม่ยอม เกิดยื้อแย่งกัน จนศิริผลักนัยนาล้มหัวฟาดโต๊ะหมดสติไป เขาไม่แยแสถือโฉนดเดินไปอย่างใจไม้ไส้ระกำ

ปิ่นได้ยินเสียงวิ่งเข้ามา เจอนัยนาสลบไปแล้ว ตะวันวิ่งตามเข้ามารีบพาแม่ส่งโรงพยาบาล

ooooooo

แม้ว่าไพลินจะดูเป็นคนร่าเริงแจ่มใสเหมือนไม่ลึกซึ้งอะไร แต่เธอมองปาริชาติกับดุสิตออก บอกพี่ชายเมื่อกลับถึงคอนโดฯว่าพี่ชายกะล่อนส่วนน้องสาว ดูไม่ค่อยจริงใจ ตนไม่เชื่อเรื่องที่ปาริชาติถูกรมิดาทำร้าย เธอวิเคราะห์ให้พี่ชายฟังว่า

"คนที่อยู่กับเด็กรักเด็กและเลี้ยงเด็กได้ดีอย่างคุณดา เธอไม่ทำร้ายใครหรอกค่ะ ยิ่งเหตุผลที่ว่าหึงพี่ศัลย์ด้วยแล้วฟังไม่ขึ้นเลย" พอพี่ชายถามว่าปาริชาติสร้างสถานการณ์ขึ้นเองหรือ เธอตอบว่าคงงั้นมั้ง เพราะผู้หญิงด้วยกันดูกันออก ศัลย์ฟังน้องแล้วถอนใจ...คิดหนัก

ooooooo

ตะวันเฝ้านัยนาอยู่หน้าห้องไอซียู ภาวนาขอแม่อย่าเป็นอะไรเลย จนกระทั่งกลางคืนเขายังคอยฟังข่าวแม่อยู่หน้าห้อง ความคิดเจ็บปวดสับสน เมื่อนึกถึง คำบอกเล่าของปิ่นที่ว่า

"ปิ่นได้ยินคุณผู้ชายกับคุณผู้หญิงทะเลาะกันค่ะ คุณผู้ชายจะเอาบ้านไปจำนอง แต่คุณผู้หญิงไม่ยอมค่ะ รู้สึกว่าจะแย่งโฉนดกันด้วย พอปิ่นเข้ามาก็เห็นคุณผู้หญิงโดนผลักล้ม ศีรษะกระแทกสลบไปเลยค่ะ"

คิดแล้วตะวันร้องไห้อย่างเจ็บปวดเสียใจคิดไม่ตกว่าทำไมคุณพ่อถึงทำกับคุณแม่ แบบนี้ บอกกับตัวเองว่า "ถ้าคุณแม่ เป็นอะไรไป ผมจะไม่มีวันให้อภัยคุณพ่อ!"

ตะวันยังเฝ้าอยู่หน้าห้องไอซียู ร้องไห้จนตาบวม ใจจดจ่อ คอยฟังข่าวด้วยความเป็นห่วงแม่

ooooooo

เช้าวันรุ่งขึ้น ขณะรมิดาจะส่งแมนยูไปโรงเรียน สุริยนซึ่งรู้ข่าวนัยนาแล้ว เขาค่อยๆเลียบเคียงจนเห็นเธอตั้งหลักได้แล้วจึงบอกว่านัยนาล้มศีรษะกระแทก หมดสติส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืนตอนนี้ยังไม่ฟื้น

รมิดานิ่งอึ้ง พูดกับสุริยนอย่างพยายามปฏิเสธความรู้สึกลึกๆของตัวเองว่า

"ก็แค่คนรู้จัก จะต้องไปห่วงเขาทำไม เออ...ดาต้องไปส่งแมนยูแล้วล่ะค่ะ"

สุริยนขอไปส่งแมนยูเอง ให้เธอตั้งสติให้ดี บอกเธอว่า "ผมอยากให้คุณไปเยี่ยมคุณนัยนา ยังไงเขาก็เป็นแม่คุณ ถ้าเขา เป็นอะไรไป คุณจะไม่ได้เจอเขาอีกเลย" พูดแล้วพาแมนยู ไปที่รถเลย

รมิดาคิดหนัก ต่อสู้กับความคิดของตัวเองอย่างรุนแรง สุดท้ายเปิดกระเป๋าสตางค์ดูรูปของสุเทพ ถามพ่อว่าอยากให้ ตนไปเยี่ยมนัยนาไหม ถึงเขาจะไม่ได้รักตนไม่อยากเป็นแม่ ของตน แต่เขาก็ทำให้ตนเกิดมาเป็นลูกพ่อ ถามน้ำตาคลอว่า "พ่อคะ...ดาควรจะทำยังไง"

ooooooo

เดือนฉายเพิ่งกลับมาเอาตอนเช้า รู้ข่าวจากปิ่นว่า นัยนาอยู่โรงพยาบาลเพราะล้มศีรษะกระแทกพื้นสลบตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ฟื้น เธอบ่นว่าเดินท่าไหนถึงได้ล้ม แล้วเลี่ยงขึ้นข้างบนจะไปอาบน้ำบ่นอย่างอารมณ์เสียว่า

"เฮ้อ...คุณแม่ดันมาป่วยแล้วจะเอาตังค์ที่ไหนใช้ล่ะ"

ที่บ้านทรงยศ ลัดดาแม่ของปาริชาติกับดุสิต ได้ข่าว นัยนาเข้าโรงพยาบาลก็จะไปเยี่ยม  เจอวัลลภถามสามีว่าจะไปเยี่ยมด้วยกันไหม เขาตอบอย่างไม่สนใจว่า "เธอไปเถอะ ฝากเยี่ยมด้วยแล้วกัน" แต่พอลัดดาจะออกไป เขาเรียกไว้ "เดี๋ยว...อย่าให้คุณพ่อรู้เรื่องนัยนาป่วยนะ" โดยอ้างเหตุผลว่า คุณพ่อกำลังไม่สบายเดี๋ยวจะทรุดลงไปอีก

แต่พอลัดดาไปแล้ว วัลลภพึมพำยิ้มร้าย

"ยัยนา...ฮึ! หลับให้สบายนะน้องรัก...อย่าฟื้นขึ้นมาเลย"

ooooooo

ลัด ดาไปเยี่ยมนัยนาได้แต่จับมือพูดให้กำลังใจอวยพรให้หายเร็วๆ และปลอบโยนตะวัน แต่ขณะที่กำลังจะกลับนั่นเอง รมิดาก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมกุหลาบขาวช่อใหญ่ในมือ

ตะวันดีใจที่เห็นเธอมาเยี่ยมแม่ ลัดดาถามตะวันว่าเป็นเพื่อนกันหรือ ตะวันแนะนำแก่รมิดาว่าป้าลัดดาเป็นภรรยาของคุณลุงตน

ทักทายกันครู่หนึ่งลัดดาขอตัวกลับ ตะวันเดินลงมาส่ง ลัดดายังบอกว่าถ้ามีอะไรจะให้ช่วยก็บอกไม่ต้องเกรงใจ

ระหว่างนั้น รมิดาเข้าไปหานัยนาที่เตียง เธอนอนในสภาพต้องมีเครื่องช่วยหายใจ เป็นครั้งแรกที่รมิดาได้ยืนมองนัยนาอย่างเต็มตาด้วยสายตาอ่อนโยน บอกเธอว่า

"ฉันเอากุหลาบขาวมาฝากคุณ ดอกไม้ที่คุณชอบไงคะ"

พูดแล้วตัวเองกลับสีหน้าหม่นลง  เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีตที่พ่อเคยเล่าให้ฟัง ถามว่า

"เรื่องที่พ่อเล่ามันไม่จริงใช่ไหม คุณไม่ได้เกลียดพ่อ ไม่ได้เกลียดฉันใช่ไหม...คุณรู้ไหมว่าพ่อไม่เคยลืมคุณเลย ทุกๆเรื่องของคุณอยู่ในความทรงจำของพ่อเสมอ ถึงคุณจะทอดทิ้งฉัน ไม่คิดว่าฉันเป็นลูก แต่ฉันก็ยากมีแม่เหมือนคนอื่น..."

รมิดาสะอื้นไห้จนพูดไม่ออก จนครู่หนึ่งจึงพูดปนเสียงสะอื้นอย่างปวดร้าวว่า

"ตั้งแต่เด็ก ฉันไม่เคยรู้จักคำว่าแม่ ไม่รู้ว่าอ้อมกอดของแม่จะอบอุ่นเหมือนที่เพื่อนเล่าให้ฟังไหม...ฉันอยากให้ แม่ กอดฉัน...พร่ำบอกว่ารักฉัน...บอกให้ฉันเป็นเด็กดี ตั้งใจเรียนหนังสือ...ฉันอยากให้แม่ภูมิใจในสิ่งดีๆที่ฉันทำ...แต่มันก็เป็น แค่ความฝัน...ฝันของเด็กโง่ๆคนหนึ่ง คุณไม่รู้หรอกว่าเด็กที่ถูกแม่ทอดทิ้งมันเจ็บปวดแค่ไหน..."

รมิดาเอื้อมมือไปแตะแขนของนัยนาอย่างนุ่มนวล สะอื้นฮัก บอกนัยนาเป็นครั้งแรกว่า

"ถึงคุณจะเกลียดฉัน...แต่ฉันก็อยากมีแม่...อยากเรียกคุณว่าแม่...ได้ไหม..."

ตะวันกลับเข้ามาพอดี พอเห็นเธอร้องไห้เขาอึ้ง รมิดาบอกว่าตนสงสารแม่เขา แล้วอดถามไม่ได้ว่าแล้วพ่อเขาล่ะ...

ตะวันนิ่งเงียบ สีหน้าเครียดขึ้น

ooooooo

ศัลย์กับไพลินมาที่ร้านกุหลาบขาว สุริยนอยู่ ดูแลร้านคนเดียว พอศัลย์รู้ว่ารมิดาไปเยี่ยมนัยนาก็รีบตามไปที่โรงพยาบาลทันที เข้าไปเอากระเช้าเยี่ยมวางไว้ที่โต๊ะแล้วถามพยาบาลว่าไม่มีคนเฝ้าไข้หรือ

"มีค่ะ ลูกชายคุณนัยนา สงสัยจะออกไปข้างนอก ขอตัวนะคะ" พยาบาลบอกแล้วเดินออกไป

ศัลย์อวยพรให้นัยนาหายไวๆ แล้วออกจากห้องไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด...

ตะวันกับรมิดาไปเดินคุยกันอยู่ที่มุมสงบในโรงพยาบาล รมิดาสงสารตะวันบอกเขาว่า เราเป็นเพื่อนกันแล้ว ให้ตนรับรู้ ปัญหาของเขาบ้างเถอะเผื่อเขาจะสบายใจขึ้นบ้าง

ตะวันนิ่งไปนิดหนึ่ง แล้วจึงเล่าความจริงและความรู้สึกของเขาให้รมิดาฟังอย่างไม่ปิดบัง ว่าพ่อของเขาติดการพนันเอาเงินไปละลายในบ่อนจนคุณแม่แทบไม่มีเงินเหลือ ติดตัว แล้วเล่าสาเหตุที่แม่ล้มเจ็บครั้งนี้ให้รมิดาฟังอย่างเจ็บปวด

รมิดายังได้รับรู้ถึงความประพฤติของเดือนฉายที่ ทำให้นัยนากลุ้มใจจนร้องไห้บ่อยๆ

ตะวันเล่าความอัดอั้นทั้งหมดให้รมิดาฟังแล้วร้องไห้ ออกมาด้วยความสงสารคุณแม่ รมิดาเข้ากอดน้องชายไว้ปลอบโยน ให้กำลังใจว่าเขาทำดีที่สุดแล้ว ถึงคุณแม่จะเจ็บจะทุกข์แต่อย่างน้อยท่านก็มีเขาคอยเป็นกำลังใจให้

ศัลย์ตามหาจนมาเห็นรมิดากอดกับตะวันอยู่ เขาชะงักคำรามในคอ "รมิดา!!"

เมื่อรมิดาแยกกับตะวัน เขาตามไปพูดประชดแดกดันเธออย่างรุนแรงว่าอยากเป็นสะใภ้เจ้าของโรงแรมจนตัว สั่นวิ่งโร่มาให้เขากอดถึงที่นี่ ขู่ว่าจะฟ้องศาลเอาแมนยูไปเลี้ยงที่อเมริกา รมิดาท้าว่าเอาเลยตนจะรอหมายศาลรีบส่งมาเร็วๆเลย

"ยัยตัวแสบ ยั่วดีนัก เดี๋ยวเจอดีแน่!" ศัลย์เจ็บใจที่ไม่ว่าจะเล่นไม้ไหนก็สยบเธอไม่ได้สักที เดินหัวเสียกลับมาที่โต๊ะ ไพลินมองพี่ชายถามว่าเป็นอะไรหน้าบูดมาเชียว ขาไปยังอารมณ์ดีอยู่เลย แล้วเอานิตยสารที่ขึ้นปกรมิดาเป็นนางแบบเครื่องเพชรให้ดู

ศัลย์ดูแล้วเผลอชม "สวยจัง..." พอรู้ตัวก็แก้เป็นว่า "ไม่เห็นจะสวย" จนถูกไพลินแซวว่า ปากกับใจให้ตรงกันหน่อย ศัลย์ไม่ตอบอะไรบอกน้องให้รอเดี๋ยวแล้วลุกเดินเข้าไปในครัว

พอดีเดือนฉายเข้ามาหาสุริยนติดตามเรื่องการจัดสวน สุริยนจึงแนะนำให้เดือนฉายกับไพลินได้รู้จักกันแล้วถามเดือนฉายว่ามีธุระ อะไรกับตนหรือ พอรู้ว่ามาตามเรื่องจัดสวน สุริยนบอกเธอว่า

"ผมสั่งของเรียบร้อยแล้ว เอ้อ...ผมมีแบบเพิ่มเติมครับ รับรองว่าสวยขึ้นเดี๋ยวจะเอามาให้ดู" พูดแล้วสุริยนลุกไปค้นหาแบบที่เขียนเพิ่มเติม

ooooooo

ศัลย์เข้าไปในครัวไม่เห็นรมิดา เพราะเธอกำลังมุดเข้าไปหาอะไรอยู่ใต้โต๊ะ พอเห็นเธอเขาแกล้งเอาถั่วฝักยาวมาหลอกว่าเป็นงู ทำให้รมิดาตกใจหัวชนขาโต๊ะเข้าอย่างจัง เขาแกล้งแล้วทำเป็นห่วงใยจะนวดหัวให้ พอเธอเสียงเข้มว่าไม่ต้องยุ่ง เขาก็เปลี่ยนเป็นถามกวนๆ เรื่องเธอไปถ่ายแบบถามว่าอยากดังหรือ รมิดากวนประสาทกลับไปว่าคงใช่ ตนดังก็มีลูกค้าเข้าร้านเยอะขึ้น

ศัลย์พาลอีกถามว่า มรดกของแมนยูยังรวยไม่พอหรือ แล้วที่จ้องจับตะวันนั่นเป็นอาชีพเสริมหรือเปล่า พูดยั่วอย่างดูถูกจนรมิดาทนไม่ไหวตบหน้าเขาฉาดใหญ่

รมิดาไม่ทันระวังตัวถูกศัลย์จับไปจูบอย่างแรงบอกว่านี่คือรางวัลสำหรับผู้หญิงเจ้าเล่ห์อย่างเธอ

เดือนฉายรอสุริยนนานจนร้อนใจลุกไปเดินหาจนถึงห้องครัว โผล่เข้าไปเห็นศัลย์กำลังจูบรมิดาพอดี เธอร้องอย่างตกใจ "ว้าย...พี่ศัลย์!" ทำให้ศัลย์สะดุด รมิดาฉวยโอกาสผลักเขาออก

ศัลย์ยังกวนประสาทรมิดาจนเธอหันไปคว้าแป้งมันที่เตรียมไว้ทำอาหารสาดใส่หน้า เขาขาววอกไปหมด ที่สำคัญ แป้งเข้าตาด้วย ศัลย์กุมตาร้องโวยวาย

"ออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นฉันจะเอาสากกะเบือฟาดหัวคุณให้เละ" เธอเงื้อสากในมือขึ้น ศัลย์ตกใจเลยรีบวิ่งอ้าวไปก่อนที่หัวจะแบะ

รมิดายังถือสากวิ่งไล่ตามมา ศัลย์บอกไพลินให้รีบพาตนออกจากร้าน สุริยนถามรมิดาขำๆว่าทำไมไล่แขกออกไปแบบนี้ รมิดาเผลอว่า "ก็เขาจูบ!" พอนึกได้ก็รีบเปลี่ยนเป็นว่า เขายั่วโมโหแล้วเดินงุดๆกลับไปหลังร้าน

ส่วนศัลย์พอหนีออกมาพ้นรัศมีสากแล้วก็กลับฮึดขึ้นมาบอกไพลินว่ายังกลับไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เอาคืน

"นี่ยังไม่เข็ดเหรอ เดี๋ยวคุณดาฟาดหัวแตกลินไม่ช่วยนะ" ไพลินขู่พี่ชายขำๆ

ส่วนเดือนฉายรีบโทร.ไปฟ้องปาริชาติตีไข่ใส่สีเสียจนปาริชาติทนไม่ได้ลิ่วมาบ อกว่าจะมาเหวี่ยงเสียให้สะใจ พอคิดแผนออกเธอตรงไปที่เคาน์เตอร์หยิบกระดาษโน้ตมีชื่อโรงแรมเจสเตอร์มา เขียนอะไรบางอย่างแล้วรีบออกไป

ooooooo

ปาริชาติจ้างคนเอากล่องใส่งูมีกระดาษแผ่นนั้น แปะไว้ที่กล่อง ให้เอาไปไว้ในรถของรมิดา พอรมิดาขับรถออกไปครู่เดียวงูก็เลื้อยมาที่ตักเธอ แต่มันน่ารักมานอนนิ่งๆไม่ทำอะไรเลย

รมิดารู้ทันทีว่าต้องเป็นฝีมือปาริชาติเพราะที่หัวกระดาษโน้ตเป็นชื่อโรงแรม เจสเตอร์ของครอบครัวเธอ รมิดาย้อนกลับไปที่ร้านกุหลาบขาวเพราะรู้ว่าปาริชาติต้องมาที่นั่น พอมาถึงก็ตรงดิ่งไปหาปาริชาติบอกว่ามีของมาฝาก แล้วล้วงในกระเป๋าจับงูมาพาดคอปาริชาติทันที

ปาริชาติตกใจจับงูเหวี่ยงไปพันคอเดือนฉายเข้าอย่างจัง เลยจับโยนไปโยนมา เดือนฉายตกใจไปกอดสุริยนไว้แน่น งูเองก็ตกใจเลยเลื้อยหนีไป สุริยนบอกเดือนฉายว่างูไปแล้วเดือนฉายจึงผละไป

ศัลย์ด่ารมิดาว่าเล่นอะไรบ้าๆ รมิดาจ้องหน้าปาริชาติว่าอยากมาเล่นกับตนก่อนทำไม ปาริชาติเถียงว่าตนไม่รู้เรื่อง รมิดาเลยเอากระดาษโน้ตแผ่นนั้นมาให้ดูเป็นหลักฐานว่ามาจากโรงแรมเจสเตอร์ กระนั้นปาริชาติก็ยังปากแข็งไม่ยอมรับ

"ถ้าคุณไม่ยอมรับ ฉันจะเอากระดาษนี่ให้ตำรวจพิสูจน์ลายมือ" รมิดาขู่ เดือนฉายคว้ากระดาษแผ่นนั้นจากรมิดาแล้วทำเป็นปวดท้องตัวงอ ปาริชาติรู้กันกับเดือนฉายทำเป็นตกใจรีบพาไปหาหมอ

สองสาวพากันหนีไปแล้ว รมิดาได้แต่ถอนใจอย่างเบื่อหน่ายกับสุริยน ส่วนศัลย์ทำได้แค่ยืนส่ายหน้าเบาๆ

ooooooo

วันนี้ รมิดาเอาราดหน้าไปฝากตะวันที่เฝ้านัยนาอยู่ที่โรงพยาบาล ถามว่าเดือนฉายมาดูแลแม่บ้างหรือเปล่า

"ไม่โผล่มาเลยครับ พี่เดือนน่ะลูกพ่อ ไม่เคยห่วงคุณแม่เลย"

"แต่ก็ควรจะมาเยี่ยมบ้าง มาเฝ้าบ้าง แม่ตัวเองทั้งคน!" รมิดาพึมพำนิ่งคิด

แล้วเธอก็ตามไปลากเดือนฉายที่กำลังแดนซ์อย่าง เมามันในผับให้มาดูสภาพของนัยนา พอเห็นสภาพของแม่ เดือนฉายก็สะเทือนใจเพราะแม้เธอจะเป็นลูกรักของพ่อแต่ลึกๆ แล้วเธอก็รักแม่

รมิดาเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเดือนฉายก็ตื้นตันใจที่เห็นเธอรักและเป็นห่วงนัยนาเหมือนกัน

ศัลย์ที่จับตาดูการเคลื่อนไหวของรมิดา ตามมาจนเธอออกจากห้องคนไข้ เขาตรงเข้าไปถามว่าทำไมต้องลงทุนถึงขนาดนี้ รมิดาบอกว่า "ฉันทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะถ้าฉันไม่ทำแบบนี้ คุณคิดว่าเดือนฉายจะมาเยี่ยมคุณนัยนาไหม คุณเองก็น่าจะโดนตำหนิเหมือนกัน แทนที่จะช่วยเตือนคุณเดือนให้ มาดูแลเธอบ้างกลับควงแม่พวกสาวๆไปเที่ยวเตร่ไม่รู้จักคิด!"

"อ้าว...นี่ตกลงผมผิดใช่ไหม" ศัลย์เหวอเพราะตั้งใจมาว่ารมิดาแต่กลับถูกตอกหน้าเสียเอง

พอดีตะวันเดินออกมา เขาถามศัลย์ว่ามาเยี่ยมคุณแม่ หรือ ศัลย์โมเมรับคำยิ้มๆ รมิดาถามว่าตะวันจะไปไหน เขาบอกว่าจะกลับบ้านไปอาบน้ำเพราะคืนนี้เดือนฉายอาสาเฝ้าคุณแม่เอง

รมิดาฟังแล้วดีใจ บอกว่าเดี๋ยวตนไปส่งที่บ้านเองแล้วพากันเดินไป ศัลย์มองตาขวางทำเสียงล้อเลียนอย่างหมั่นไส้ไม่พอใจ "เดี๋ยวฉันไปส่งให้ถึงบ้านเลยค่ะ...ฮึ! หมั่นไส้ หลอกเด็ก!"

ooooooo

ดุสิตใช่เล่ห์เหลี่ยมหลอกไพลินไปกินข้าว อ้างว่าศัลย์เป็นคนนัดและให้รับเธอไปพบกันที่ร้านอาหาร ไพลินหลงเชื่อไปกับเขา ในที่สุดก็รู้ว่าถูกหลอกเมื่อรออย่างไรศัลย์ก็ไม่มาและสุดท้ายดุสิตก็ต้อง ยอมรับว่าหลอกเธอมา อ้อนให้เห็นใจว่าถ้าไม่ใช้วิธีนี้เธอก็ไม่ยอมมากับตนแน่

เสียท่ายิ่งกว่านั้นคือ ระหว่างกินข้าวกับไพลินนั้น หลิวที่เป็นคู่ขามาเห็นเข้าแสดงความหึงหวง ดุสิตเลยลากไปคุยห่างออกไป ไพลินถือโอกาสนั้นกลับไปก่อน และเมื่อมาถึงคอนโดฯเล่าให้ศัลย์ฟัง ศัลย์โมโหทำท่าจะโทร.ไปต่อว่าดุสิต ไพลินขอร้องพี่ชายว่าอย่าเลยเดี๋ยวจะขัดใจกันเปล่าๆ

ศัลย์เตือนน้องว่าอย่าไว้ใจผู้ชายเพราะชอบคิดว่าผู้หญิงเป็นของเล่น ไพลินพนมมือสาธุขอบคุณพี่ชายแบบทะเล้นๆ ทำนองว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง

แมนยูถามรมิดาว่าคุณยายหายหรือยัง เพราะตะวันหายไปหลายวันตนคิดถึง รมิดาจึงพาแมนยูไปเยี่ยมนัยนาและพบตะวันให้หายคิดถึง

ปรากฏว่าเป็นจังหวะที่นัยนาเริ่มรู้สึกตัวพอดี เลยได้ดีใจด้วยกัน พากันลุ้นให้นัยนาฟื้นเร็วๆ พอนัยนาลืมตาขึ้นก็ถามงงๆว่าที่นี่ที่ไหน จำไม่ได้แม้แต่ตะวันถามว่าตนมีลูกด้วยหรือ แต่พอพยายามคิดก็ปวดหัวรุนแรง รมิดารีบเรียกพยาบาลให้ช่วยตามหมอด่วนเพราะคนไข้ฟื้นแล้ว

หมอมาตรวจแล้วบอกว่าไม่ต้องตกใจ มันเป็นอาการเบื้องต้น สมองคนไข้ได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรงเลยทำให้สูญเสียความทรงจำ พอคนไข้พยายามคิดอะไรมาก ก็จะรู้สึกปวดหัว

รมิดาถามว่ามีโอกาสหายเป็นปกติไหม หมอรับรองว่ามีแต่ต้องเข้ารับการบำบัดฟื้นความทรงจำสักระยะหนึ่ง หมอรับปากกับตะวันว่าจะพยายามทำให้ดีที่สุด ตะวันกับรมิดา จับมือกันด้วยความดีใจให้กำลังใจกันและกัน

รมิดากลับไปเล่าให้สุริยนฟัง เธอคิดว่าคงเป็นกรรมที่นัยนาทำไว้กับพ่อสุเทพของตน สุริยนถามว่าถ้านัยนาไม่ได้เป็นอย่างที่เธอเข้าใจล่ะ รมิดายืนยันว่าตนไม่เชื่อว่าพ่อจะโกหก

"ผมก็ไม่ได้คิดว่าคุณอาจะโกหกคุณ บางทีเรื่องนี้อาจจะมีเบื้องหลังอะไรสักอย่างที่ทำให้คุณพ่อเข้าใจผิดก็เป็น ได้ เพราะเท่าที่ผมเห็นคุณนัยนาเธอเป็นคนดีจิตใจอ่อนโยนไม่เสแสร้ง คนแบบนี้จะส่งคนมาฆ่าสามีกับลูกที่ตัวเองรักได้ลงคอหรือครับ"

ooooooo

วันนี้รมิดาไปเยี่ยมนัยนาอีก ทำสปาเกตตีมาฝากตะวันด้วย เจอตะวันจะลงไปกินข้าวพอดี เลยชวนกันกลับมากินสปาเกตตีที่ห้อง แต่พอกลับมาปรากฏว่านัยนาหายไปจากห้องแล้ว ทั้งสองรีบพากันออกตามหา

นัยนาเดินออกมาพยายามคิดทบทวนเรื่องราวในอดีตมาจนถึงวันที่ถูกศิริผลักหัว กระแทกขาโต๊ะหมดสติ คิดแล้วปวดหัวจี๊ดจนทนไม่ได้ มือที่เกาะราวบันไดเกร็งจนยืนไม่อยู่

ตะวันกับรมิดาตามมาเจอพอดีแต่เข้าไปช่วยไม่ทัน นัยนาหน้ามืดตกบันไดกลิ้งลงไปแน่นิ่งที่พื้นด้านล่าง หมดสติไปอีกครั้ง!

ooooooo
ตอนที่ 7

นัยนาหมดสติจนต้องเข้าห้องไอซียูปั๊มหัวใจอย่างเร่งด่วน ตะวันรู้สึกตัวเองผิดที่ทิ้งแม่ไว้คนเดียว รมิดาปลอบใจว่าอย่าคิดมากมันเป็นอุบัติเหตุ ขอให้ เขาเข้มแข็งไว้

จนบ่ายรมิดากลับไปถึงร้านเล่าให้สุริยนฟังเขาพึมพำกับรมิดาหลังจากรู้เรื่องแล้วว่าทำไมนัยนาถึงเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอย่างนี้

"ดาสงสารตะวัน...เขารักแม่มาก ชีวิตคุณนัยนาไม่ได้มีความสุขเลย" พอสุริยนถามว่าเธอรู้อะไรมา รมิดาตัดสินใจเล่าสิ่งที่รับรู้จากตะวันให้ฟังว่า "นายศิริเป็นนักพนันตัวยง หลงมัวเมาอบายมุขจนถอนตัวไม่ขึ้น ผลาญสมบัติคุณนัยนาจนแทบไม่เหลือ...เดือนฉายเองก็ฟุ้งเฟ้อใช้เงินเป็นเบี้ย ตะวันบอกว่าแม่เครียดมาก ต้องแบกรับภาระหนักอยู่คนเดียว"

"น่าสงสารคุณนัยนานะครับ" เห็นแบบนี้แล้วคุณใจอ่อนบ้างไหม"

"ยอมรับว่าสงสารค่ะ แต่พอนึกถึงสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นทำไว้กับพ่อแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่ามันเป็น กรรม คุณนัยนากำลัง ชดใช้กรรมที่เธอก่อไว้ เออ...ดาขอตัวนะคะ รู้สึกแย่ๆยังไงไม่รู้"

ตกเย็นรมิดาไปที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เธอเดินคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาอยู่เงียบๆ  จู่ๆศัลย์ก็เข้ามาก่อกวนอีกจนได้ ถามว่าซุ่มวางแผนจะขยับเป็นลูกสะใภ้เจ้าของโรงแรมอยู่หรือ ทั้งคู่โต้เถียงกันอีกตามเคย

สุริยนพาไพลินมาที่โรงพยาบาลชี้ให้ดูศัลย์กับรมิดากำลังคุยเหมือนโต้เถียงกัน ไพลินดูแล้วถามสุริยนว่า

"คุณยนว่าสองคนนี้เขาดูแปลกๆไหมคะ" สุริยนถามว่ายังไงหรือ เธอตอบอย่างครุ่นคิดว่า "ก็...เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ในใจ อย่างพี่ศัลย์น่ะ ลินพอจะดูออกว่าเขาแอบคิดอะไร แต่คุณดายังไม่มีพิรุธให้เห็นค่ะ ลินอยากให้คู่นี้เขาชอบกันจัง"

สุริยนบอกว่าตนก็คิดเหมือนเธอ ถ้าศัลย์กับรมิดาชอบกันปัญหาเรื่องแมนยูก็จะตกไปด้วย บ่นๆว่า "แต่ก็ยากครับ ผมเห็นคุณศัลย์มาทีไร คุณดาของขึ้นทุกที"

"ไม่แน่หรอกค่ะ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะปากกับใจไม่ตรงกัน ลินว่าถ้าคุณยนช่วยเชียร์ งานนี้มีลุ้นนะคะ"

สุริยนพยักหน้ายิ้มๆอย่างเห็นด้วย

ooooooo

เพราะวัลลภหวังฮุบสมบัติคนเดียว ดังนั้น เมื่อนัยนาน้องสาวตัวเองป่วยหนักจนหมดสติก็ยังไม่ไปเยี่ยม จนดุสิตเดาใจพ่อออกว่า "ถ้าอานาเป็นอะไรไปมรดกของคุณปู่ก็อยู่ในกำมือของคุณพ่อคนเดียว" ไม่เพียงเท่านั้น วัลลภยังคิดไกลกว่านั้น วางแผนว่าศิริติดการพนันงอมแงมผลาญเงินของนัยนาเป็นว่าเล่น ถ้าโรงแรมเจ๊งเมื่อไรก็จะไปซื้อสยามคอสโมทันทีที่ได้รับมรดกจากปู่ ฉะนั้นสั่งทุกคนห้ามบอกเรื่องนัยนาป่วยกับทรงยศเด็ดขาด
แต่พอแจ่มจันทร์เมียน้อยของวัลลภรู้ว่านัยนาป่วยก็กระดี๊กระด๊าจะไปเยี่ยม ทั้งยังวางแผนเอาเรื่องนี้ไปทำร้ายจิตใจของทรงยศด้วย

ดังนั้น ก่อนไปจึงไปบอกทรงยศว่านัยนาหัวฟาดพื้นสลบไปหลายวัน พอฟื้นขึ้นมาก็จำอะไรไม่ได้ ซ้ำร้ายยังตกบันไดสลบไปอีกครั้งจนป่านนี้ยังไม่ฟื้น

ทรงยศฟังข่าวร้ายของลูกสาวแล้วเสียใจจนฟุบหมดสติไปคาเก้าอี้

"ตายซะ! ตาแก่จอมเจ้ายศเจ้าอย่าง ถ้าแกตาย ผัวฉันก็จะได้มรดกมหาศาล" แจ่มจันทร์ยิ้มสะใจ

ลัดดาเข้ามาเห็นพอดี ถามแจ่มจันทร์ว่ามาบ้านนี้มีธุระอะไร แจ่มจันทร์ไม่ตอบแต่แสยะยิ้มมองไปที่ร่างทรงยศที่ฟุบอยู่กับเก้าอี้ ลัดดาตกใจมากรีบเข้าไปดู

ครู่หนึ่งวัลลภมาดูพ่อ ช่วยลัดดาประคองร่างทรงยศไปนั่งที่เก้าอี้โยก ลัดดาถามว่าคุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง

"ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว เจ้าลภ! น้องสาวแกเข้าโรงพยาบาลทำไมไม่บอกฉัน" ทรงยศถาม

วัลลภถลึงตาใส่ลัดดาทันที ทรงยศบอกว่าแจ่มจันทร์ เป็นคนมาบอกตนเองไม่ต้องไปโทษลัดดา วัลลภแก้ตัวว่าเพราะตนไม่อยากให้คุณพ่อเครียด เดี๋ยวความดันจะขึ้น

"แต่เรื่องสำคัญขนาดนี้ แกควรจะบอกฉัน ไม่ใช่ปล่อยให้เมียน้อยแกเสนอหน้ามาบอกฉัน" วัลลภก้มหน้าเอ่ยขอโทษพ่อ ทรงยศจ้องหน้าลูกชายถามว่า "แล้วแกไปเยี่ยมนัยนาบ้างหรือเปล่า"

"ปะ...ไปสิครับ ไปตั้งหลายครั้ง น้องสาวเจ็บทั้งคน ผมจะนิ่งดูดายได้ยังไง จริงไหมลัดดา"

ลัดดาทำหน้าไม่ถูกที่วัลลภโกหกคำโต แต่เห็นสายตาดุดันของเขา เธอก็จำต้องรับคำ

"ฟังพ่อนะเจ้าลภ แกมีกันแค่สองคนพี่น้อง ถึงยัยนาจะแยกครอบครัวไปแล้ว แต่สายเลือดมันตัดกันไม่ขาด น้องเจ็บน้องทุกข์ แกก็อย่าทอดทิ้ง"

"ครับคุณพ่อ..." วัลลภรับคำไม่กล้าสบตาพ่อ

ooooooo

เมื่อลัดดาไปตำหนิแจ่มจันทร์ กลับถูกพูดสวนมาว่าตนพูดความจริงไม่ได้โกหกท่าน แล้วเยาะเย้ยลัดดาว่า

"กลัวคุณท่านช็อกตายเหรอ กลัวไม่มีใครคุ้มกะลาหัวล่ะสิ" พอลัดดาถามว่าพูดอะไร แจ่มจันทร์ลอยหน้าเยาะเย้ยว่า "อย่าทำเป็นโง่เลยค่ะคุณพี่ ก็ถ้าคุณท่านเด๊ดสะมอเร่ คุณวัลลภก็ต้องเอาแจ่มไปอยู่บ้านใหญ่ ส่วนคุณพี่ก็ต้องตกกระป๋อง ตกกระป๋องเสร็จก็เตรียมหาหลุมได้เลย เพราะต้องตรอมใจตายแน่ๆ จริงไหมสำลี" แล้วสองนายบ่าวก็หัวเราะกันคิกคัก

สมใจทนไม่ได้ขออนุญาตเข้าไปตบสักที ลัดดาห้ามไว้ สั่งให้เข้าบ้าน ยังได้ยินเสียงแจ่มจันทร์เยาะเย้ยตามหลังมาว่า

"ฮึ! นังเมียหลวงตกอับ หน็อย ทำมาเตือนฉันโดนฉันงับเข้าให้เป็นไงล่ะ!"

ooooooo

แม้จะมีอดีตที่เลวร้ายฝังใจอยู่อย่างลึกซึ้ง แต่ ในยามที่นัยนาอยู่ในสภาพหมดสติและตะวันต้องเฝ้าดูแลคนเดียว รมิดาก็แสดงน้ำใจช่วยเขาดูแลนัยนาในสิ่งที่เธอคิดว่าทำได้ดีกว่าตะวัน เช่นช่วยเช็ดตัวให้จนตะวันรู้สึกปลื้มปีติที่เธอดูแลแม่ของตนราวกับแม่ของ ตัวเอง

เช้านี้ ศัลย์พาไพลินไปที่ร้านกุหลาบขาวหมายฝากท้องมื้อเช้าไว้ที่ร้าน แต่ต้องผิดหวังเมื่อเห็นป้ายที่หน้าร้านประกาศ "หยุด 1 วัน" ทั้งนี้เพราะพนักงานสองคนที่จ้างมาช่วยงานลาไปสอบ กอปรกับนับแต่เปิดร้านมายังไม่เคยหยุดพักกันเลย จึงถือโอกาสหยุด 1 วันเพื่อพักผ่อน

เมื่อมาที่ร้านแล้วไม่เจอใคร ศัลย์บ่ายหน้าไปที่บ้านอ้างแก้เกี้ยวกับไพลินว่าอยากเจอหลาน เหมียวออกมาต้อนรับเชิญเข้าบ้าน ไพลินถามว่ารมิดาอยู่ไหม เหมียวตอบให้งงว่า

"อยู่ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่อยู่ค่ะ" ศัลย์ถามขำๆว่าตกลงอยู่หรือเปล่า "คือเมื่อเช้ามืดน่ะอยู่ค่ะ เหมียวก็มัวแต่ทำงานยุ่งๆ ในครัว พอออกมาก็ไม่เจอคุณดาแล้ว น่าจะอยู่แถวนี้นะคะเพราะไม่ได้เอารถไปด้วย"

เหมียวชี้แจงอย่างละเอียดจนศัลย์บอกว่าเข้าใจแล้วให้เหมียวไปทำงานต่อเสีย

ขณะไพลินกำลังชมบริเวณบ้านอย่างสดชื่น บอกพี่ชายว่าบ้านร่มรื่นน่าอยู่จัง ถามว่าสุริยนก็อยู่แถวนี้ใช่ไหม ศัลย์บอกว่าอยู่ถัดไปไม่กี่หลังเพราะสุริยนกับพี่เขยของเราซื้อบ้านอยู่ใกล้ กัน

ไพลินหันมองดูบ้านของสุริยน พลันก็เห็นรมิดาจูงมือแมนยูเข้ามาที่ประตูรั้วพอดี แต่รมิดาวันนี้แต่งตัวเป็นพ่อดาบ ไพลินจำไม่ได้ แต่พอศัลย์หันมองก็ร้องขำๆ

"คุณพ่อหวานแหวว!"

ไพลินถามว่าใครคือคุณพ่อหวานแหวว ศัลย์ไม่ตอบแต่ดึงน้องสาวให้รีบหลบ

ครู่เดียวแมนยูเดินมาเห็นรถ ถามพ่อดาบว่านั่นรถใคร พ่อดาบเองก็ยังนึกไม่ออกแต่รู้สึกคุ้นๆ จึงพากันเดินมาจนถึงเทอเรส แล้วก็ต้องชะงักเมื่อศัลย์กับไพลินออกจากที่ซ่อนมาจ๊ะเอ๋แมนยู

"น้าศัลย์ น้าลิน สวัสดีครับ" แมนยูยกมือไหว้ยิ้มดีใจ ไพลินมองไปที่พ่อดาบ จำได้ว่าคือรมิดาแต่งชายติดหนวด ชมว่าน่ารักดีเหมือนผู้ชายเลย

"แต่หน้าหวานไปหน่อย ระวังโดนจีบนะยัยลิน" ศัลย์แซว พอถูกค้อนใส่ ก็เปลี่ยนเป็นอ้อนถามว่ามีอะไรกินบ้าง เมื่อเช้าไปที่ร้านเก้อหิวเหลือเกิน

รมิดาถามไพลินว่าทานโจ๊กไหม เมื่อเช้าทำให้แมนยู ไว้เยอะ ไพลินยิ้มรับ แต่ศัลย์แทรกขึ้นหน้าตาเฉยว่า "ของผมเอาขนมปังปิ้ง ไข่ดาวไม่สุก แล้วก็..." รมิดาพูดต่อให้อย่างรู้ทันว่า "ไส้กรอกกับแฮมด้วยใช่ไหม"

"แหมช่างรู้ใจผมจริงๆ ทอดกับเนยนะครับจะได้หอมๆ"

"ได้ค่ะ...เชิญไปทำเองเถอะย่ะ" รมิดายื่นหน้าไปพูดแล้วเดินเข้าบ้านไปเลย ศัลย์ยืนหน้าเหวอ ไพลินเห็นแล้วอดขำพี่ชายไม่ได้

ooooooo

ครู่หนึ่งเหมียวยกถาดอาหารออกมา ศัลย์ดีใจว่าอาหารมาแล้ว แต่ปรากฏว่าของตัวเองไม่มี รมิดาหยิบของมาวางบอกให้เขาทำเอง แล้วเธอก็ไปชงกาแฟ

ระหว่างนั้นสุริยนเดินมาทางบ้านรมิดาเจอไพลินถามว่ามาหาแมนยูหรือ แมนยูชวนอาทานโจ๊กด้วยกัน เขาบอกว่าทานข้าวมาแล้วขอกาแฟจากเหมียวถ้วยเดียวพอ

สุริยนเห็นไพลินนั่งอยู่คนเดียวถามว่ามาคนเดียวหรือ แล้วเขาก็ต้องแปลกประหลาดใจมาก เมื่อไพลินบอกว่าศัลย์กำลังทำอาหารกับรมิดาอยู่ในครัว

เพราะมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาจะแกล้งรมิดา ศัลย์ทำอาหารไป ก็แซวรมิดาไป  ขอกาแฟจากเธอถ้วยหนึ่ง  เธอบอกให้ชงเองก็แหย่ว่าคนสวยเขาไม่ใจดำกันหรอก

"เออๆชงให้" รมิดาตอบอย่างรำคาญแต่ที่แท้มีแผนแกล้งเขา เอาเกลือใส่แทนน้ำตาลจนขมปี๋ พอศัลย์ยกดื่มก็ทำหน้าเหยเกหาว่าเธอแกล้ง เดินเข้าหาอย่างคุกคาม

รมิดาถอยถามหวาดๆว่า "จะทำอะไรฉัน" เขาบอกว่าจะทำโทษ ทำให้รมิดายิ่งใจเสียถอยไปสะดุดอะไรบางอย่างเซจะล้ม ศัลย์รีบรับเธอไว้ดึงแรงไปหน่อยเลยเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดเขา แก้มถลันไปชนจมูกศัลย์เข้าพอดี ต่างอึ้งกันไป พอนึกได้รมิดาโวยวาย

"คุณ...หอมแก้มฉัน!" ศัลย์ยิ้มตาเป็นประกายยอมให้ เธอหอมคืน แกล้งเอียงแก้มจะไปชนจมูกเธอ รมิดาถอยหนีทำจมูกฟุดฟิด เพราะได้กลิ่นไหม้จากเตา

อึดใจเดียวไฟก็ลุกท่วมกระทะ เลยกลายเป็นเรื่องโกลาหล หาน้ำมาดับไฟกันวุ่นวายปากก็ร้อง "ไฟไหม้...ไฟไหม้..." จนสุริยนกับไพลินตกใจวิ่งเข้ามาช่วยกันดับไฟ

พอดับไฟได้หายตกใจหันมองหน้ากัน แล้วทุกคนก็หัวเราะขำเมื่อหน้าศัลย์เปื้อนเขม่าดำเป็นปื้น  เขาเขินเอามือเช็ด ปรากฏว่ายิ่งเช็ดก็ยิ่งเปื้อน  ศัลย์แก้เขินด้วยการวิ่งเอาเขม่าไล่ป้ายคนอื่นวุ่นวาย

ooooooo

วันนี้ สุริยนเริ่มลงมือแต่งสวนที่โรงแรมสยามคอสโม โดยมีเดือนฉายมาคอยดูแลควบคุม สุริยนเอาตุ๊กตาหินทรายรูปเด็กยิ้มแป้นกับตุ๊กตาสัตว์ต่างๆมาวาง เดือนฉายติติงว่าเอาตุ๊กตาหินมาตั้งทำไมไม่เห็นจะสวย

"แต่น่ารักดีนะครับ ตุ๊กตาเด็กที่มีลีลายิ้มแย้มนี่ ตามหลักฮวงจุ้ยบอกว่าจะช่วยให้สวนมีพลังหยางมากขึ้น ทำให้สวนดูมีชีวิตชีวา คนที่มานั่งพักผ่อนเห็นแล้วก็รู้สึกสบายใจ คลายเครียดได้"

เดือนฉายนิ่งคิดตามมองตุ๊กตาหินเด็กยิ้มแป้น บอกเขาว่าจริงด้วย ให้เขาทำตามสบาย ส่วนตัวเองจะนั่งแถวนี้ถ้าต้องการอะไรอีกให้บอก

เวลาเดียวกัน ที่ห้องพักคนไข้ในโรงพยาบาล รมิดากับตะวันเฝ้านัยนาอยู่ จู่ๆก็ได้ยินเสียงนัยนาเพ้อ

"ปล่อยเขา...อย่าทำอะไรเขา...ไม่ ฉันไม่ไป สุเทพช่วยฉันด้วย..." ร้องแล้วก็สะดุ้งลืมตาขึ้นนอนเหนื่อยหอบ ตะวันดีใจมากที่เห็นแม่ฟื้นแล้ว นัยนามองหน้าทั้งสอง ถามเบาๆ "ตะวัน...หนูดาใช่ไหม..."

"คุณแม่จำผมได้แล้วเหรอครับ...คุณดา...คุณแม่หายแล้ว" ตะวันดีใจมากกอดแขนแม่ไว้อย่างตื่นเต้น รมิดาเองก็ดีใจ รีบกดสายเรียกหมอมาดู

ครู่เดียวตะวันก็โทร.บอกเดือนฉาย เธอบอกสุริยนว่าแม่ฟื้นแล้วตนจะไปดูแม่ก่อน สุริยนดีใจด้วยเตือนเธอว่าไม่ต้องรีบมาก ขับรถดีๆ เดือนฉายชะงักแต่หันมาทำเป็นพูดประชดว่า "รู้แล้วย่ะ"

ooooooo

ไม่นานนัก ทั้งเดือนฉายและศิริก็มาที่ห้องพักของนัยนาที่โรงพยาบาล ทั้งสองเข้าไปแสดงความยินดีที่นัยนาฟื้นขึ้นมา ศิริพูดอย่างอ่อนโยนให้เธอหายไวๆ ถามว่าหมอจะให้กลับบ้านเมื่อไร

"อีกสองสามวันมั้ง" นัยนาบอก

"ตอนที่คุณแม่ตกบันได ผมใจไม่ดีเลยครับ นึกว่าคุณแม่จะเป็นอะไรหนักกว่าเดิม แต่ที่ไหนได้กลับเป็นผลดีทำให้คุณแม่กลับมาจำอะไรได้เหมือนเดิม" ตะวันพูดอย่างตื่นเต้นดีใจ

"คุณนา...ผมขอโทษนะที่เป็นต้นเหตุทำให้คุณต้องล้มเจ็บ" ศิริเอ่ยมองหน้านัยนานิ่ง

"ไม่เป็นไรค่ะ...คุณกำลังโมโห...ไม่ได้ตั้งใจ" นัยนามองเขาอย่างอ่อนโยน

รมิดาเห็นครอบครัวของนัยนามีความสุข ทุกคนเข้าใจกัน เธอรู้สึกตัวเองเป็นส่วนเกิน เป็นคนอื่น จนอดน้อยใจไม่ได้ เธอเดินออกจากห้อง หันมองเข้าไปในห้องอีกที นึกย้ำเตือนอย่างโกรธแค้นในความคิด...

"พ่อคะ...คุณนัยนากับครอบครัวของเขากำลังมีความสุข... เขาไม่รู้หรอกว่าพ่อกับดาเจ็บปวดแค่ไหน ดาเกลียดผู้หญิงจอมปลอมคนนั้น ขนาดหมดสติเขายังเสแสร้งแกล้งเพ้อว่าคิดถึงพ่อ คิดถึงดา...คุณนัยนา! ต่อให้คุณแสร้งทำดี ทำตัวน่าสงสารขนาดไหน ฉันก็ไม่มีวันลืมสิ่งที่คุณทำไว้กับพ่อ กับฉัน!"

แล้วรมิดาก็อดคิดถึงอดีตในวัย 12 ขวบที่ตัวเองอยู่กับพ่อแล้วถูกคนของวัลลภมาทำร้ายพ่อถึงที่ร้านไม่ได้ เวลานั้น เธอได้ยินลูกน้องวัลลภพูดเมื่อพ่อถามว่าเมื่อแยกกันอยู่อย่างนี้แล้วยังจะ ตามมาฆ่าทำไมว่า

"ถ้าเอ็งยังอยู่ วันหนึ่งเรื่องของเอ็งกับคุณนาก็ต้องปูดขึ้นมา ตีงูมันต้องตีให้ตายโว้ย อดีตเน่าๆของคุณนาที่มีผัวกระจอกมันต้องฝังไปพร้อมกับชีวิตเอ็ง"

ครั้งนั้นพ่อถูกคนของวัลลภยิงเข้าที่หัวไหล่ โชคดีที่เพื่อนบ้านเข้ามามันเลยหนีไป เพื่อนบ้านช่วยกันพาสุเทพส่งโรงพยาบาลในสภาพที่เขาหมดสติ

คิดถึงอดีตแล้วรมิดายิ่งแค้น บอกกับตัวเองว่า

"คุณส่งคนมาฆ่าพ่อกับฉัน! คุณต้องชดใช้บาปที่คุณทำไว้ คุณต้องเจ็บปวดเหมือนอย่างที่พ่อกับฉันเจ็บ...คุณนัยนา! ฉันจะไม่มีวันอภัยให้คุณ!!"

ooooooo

ทรงยศเพิ่งรู้ว่านัยนาป่วย มาเยี่ยมก็พอดีลูกสาวรู้สึกตัว เขาถอนใจบอกนัยนากึ่งบ่นวัลลภว่าเพิ่งจะบอกพ่อเลยเพิ่งได้มาเยี่ยม วัลลภแก้ตัวว่าเกรงคุณพ่อจะเครียด แล้วอวยพรน้องสาวให้หายไวๆ ทั้งยังโกหกว่าช่วงที่เธอนอนไม่ได้สตินั้นตนมาเยี่ยมหลายครั้ง พูดอย่างแสนรักว่า "มีอะไรจะให้พี่ช่วยก็บอกนะ เราพี่น้องกันไม่ต้องเกรงใจ"

นัยนาขอบคุณพี่ชาย ปาริชาติถามขึ้นว่า อามานอนป่วยอย่างนี้ทางโรงแรมคงยุ่งมาก ดุสิตเสริมว่า ยุ่งเพราะไม่มีใครทำงานแทน ศิริก็ไม่ค่อยอยู่เห็นว่าไป...

"ไปหาลูกค้าข้างนอกน่ะดุสิต บางทีก็ต้องพาแขกวีไอพีหัวหน้ากรุ๊ปทัวร์ไปเอนเตอร์เทนบ้าง" นัยนาชิงแทรกขึ้น ดุสิตยิ้มอย่างไม่เชื่อแต่ทำเป็นเชื่อ  แล้วหันไปยิ้มกับวัลลภผู้เป็นพ่ออย่างรู้กัน

ทรงยศไม่ติดใจสงสัยอะไร ส่วนนัยนาโล่งใจที่ไม่มีเรื่องทำให้พ่อต้องกลุ้มใจอีก

ooooooo

แจ่มจันทร์ถือช่อกุหลาบขาวมาเยี่ยมนัยนาเช่นกัน เห็นพวกทรงยศกำลังออกจากห้องพักของนัยนาก็หลบแว้บ ปล่อยให้พวกทรงยศเดินผ่านไป ระหว่างนั้นได้ยินปาริชาติพูดขึ้นว่า ไม่รู้แจ่มจันทร์เสนอหน้ามาเยี่ยมอานาบ้างหรือเปล่า ดุสิตตอบยิ้มหยันว่าคงมากระมังเพราะเป็นขี้ข้าเก่าของอานาเขาแล้วทำท่าจะพูด ยาว ถูกทรงยศขัดขึ้นอย่างรำคาญว่า

"พอแล้วดุสิต แกจะพูดถึงนังนี่ทำไม ปู่ชังน้ำหน้ามัน" แล้วทั้งหมดก็เดินผ่านไป

"ฮึ! ชังน้ำหน้าฉันเหรอไอ้แก่ วันไหนฉันได้เข้าไปอยู่ในบ้านใหญ่ละก็ ฉันจะเอาคืนให้สาสม!" แจ่มจันทร์มองตามคำรามแค้น จากนั้นก็เข้าไปห้องพักของนัยนา เอาช่อกุหลาบขาวให้ นัยนาขอบใจ แต่พอแจ่มจันทร์เห็นกุหลาบขาวอีกช่อหนึ่งวางอยู่ ถามอย่างอยากรู้มากว่าใครเอามาให้ช่างรู้ใจจริงๆ

ตะวันบอกว่ารมิดาเอามา แจ่มจันทร์ทำเป็นคิดแล้วนึกออกว่านางแบบสวยๆที่เป็นแฟนตะวันใช่ไหม ทำเอาตะวันยิ้มเจื่อน

"เขาเป็นเพื่อนกันน่ะแจ่ม หนูดาเธอเปิดร้านอาหารที่พลาซ่าโรงแรมฉัน" นัยนาช่วยแก้ให้

"เหรอคะ...แหม...แจ่มก็นึกว่าเป็นแฟนกันเห็นควงกันไปจิบกาแฟที่คอฟฟี่ช็อป ท่าทางสนิทสนมคุยกันหนุงหนิงเชียว" แจ่มจันทร์สาระแนจนได้ ทำเอาตะวันยิ้มเขิน ส่วนนัยนามองลูกชายอย่างดูออก

ooooooo

เดือนฉายยังตามดูการทำงานของสุริยน ทำให้ ใกล้ชิดกันมากขึ้น จากที่พูดคุยกันอย่างระมัดระวังก็กลายเป็นกระเซ้าเย้าแหย่กันได้ ไหว้วานขอน้ำกินกันได้

จู่ๆปาริชาติก็เข้ามาชวนเดือนฉายไปหาอะไรทำแก้เซ็งกันดีกว่า เดือนฉายรีบออกไปอย่างรู้กันว่าปาริชาติจะไปทำอะไร

สองสาวไปที่ร้านกุหลาบขาว เจอศัลย์กับไพลินนั่งอยู่ก่อนแล้ว ศัลย์ชวนทานกลางวันด้วยกัน ปาริชาติเลือกสั่งอย่างเดียวกับศัลย์ จงใจพูดเสียดแทงรมิดาที่มารับออเดอร์ว่า

"คนเป็นแฟนกันก็มักจะชอบอะไรเหมือนๆกัน แต่สองจานนะ เพราะเดือนฉายจะทานด้วย เร็วๆล่ะ ถ้าเกิน 10 นาทีฉันจะไปทานร้านอื่น"

รมิดาจดรายการในกระดาษแล้วเข้าครัวไปให้นิดทำ สวนกับโป้งเด็กเสิร์ฟที่จ้างมาถือเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วออกมาจะเอาไปที่อีกโต๊ะ หนึ่ง นึกได้ว่าลืมเหยาะพริกไทยเลยวางไว้ที่เคาน์เตอร์วิ่งกลับไปเอาพริกไทย

ปาริชาติมองตามอย่างไม่คลาดสายตา พอโป้งหายเข้าครัวเธอก็ตรงรี่ไปเอาขวดยาถ่ายที่ใส่มาแบบเดียวกับขวดพริกไทย เหยาะลงไปในผัดซีอิ๊ว พอดีโป้งเดินออกมาเธอตกใจเลยทำขวดยาถ่ายหลุดมือจะเก็บก็ไม่ทันเลยเดินกลับไป นั่งที่โต๊ะตามเดิม นึกอย่างสะใจว่า

"นังรมิดา! แกโดนลูกค้าเล่นงานแน่ ดีไม่ดีโดนฟ้องปิดร้าน ฉันจะหัวเราะให้สะใจเลย!"

ooooooo

รมิดาบอกนิดให้เร่งมือหน่อยเพราะพวกปาริชาติรออยู่ นิดเร่งมือทำราดหน้าทะเลจนเสร็จพร้อมกันสามจาน โป้งเอาใส่ถาดยกมา แต่ลืมเหยาะพริกไทยจนได้ วางไว้ที่เคาน์เตอร์มองหาพริกไทยที่วางไว้ เห็นมีสองขวดวางอยู่ อีกขวดล้มกลิ้งอยู่ใกล้ๆ เลยหยิบขึ้นมาเหยาะใส่ ยกไปเสิร์ฟทันเวลาก่อน 10 นาที !

ปาริชาติชวนไพลินทานด้วยกัน ไพลินบอกว่าตนอิ่มแล้ว ทั้งสามจึงลงมือทานราดหน้าทะเลกันอย่างเอร็ดอร่อย ระหว่างนั้น ลูกค้าที่ทานผัดซีอิ๊วไปก่อนแล้วลุกวิ่งไปห้องน้ำเป็นรอบที่สอง แต่เขาก็ไม่เอะใจกลับบอกคนรักที่มาด้วยว่าดีเหมือนกันเพราะท้องผูกมาหลายวัน แล้ว

ศัลย์สังเกตอยู่ถามว่าโต๊ะนั้นเขาเป็นอะไรลุกไปไหนหลายหนแล้ว เดือนฉายเดายิ้มๆ ว่าไปห้องน้ำกระมัง ส่วนปาริชาติยิ้มสะใจบอกว่า เดี๋ยวก็รู้!

ปาริชาติพูดไม่ทันขาดคำศัลย์ก็ปวดท้องรุนแรงทำหน้าเหยเกบอกว่าสงสัยข้าศึก โจมตี ลุกกุมท้องเดินอ้าวไปห้องน้ำ ไม่ถึงอึดใจเดือนฉายก็มีอาการ ตามด้วยปาริชาติที่ร้องโอดโอยว่าปวดท้อง แล้วสองสาวก็ลุกเดินแข่งกันไปห้องน้ำ

"เป็นอะไรกันเนี่ย" ไพลินมองตามไปอย่างสงสัย รมิดา เดินออกมาเห็นปาริชาติกับเดือนฉายวิ่งไปห้องน้ำ ถามไพลินว่ามีอะไรหรือ ไพลินได้แต่ส่ายหน้าเพราะไม่รู้เหมือนกัน

ทั้งศัลย์ ปาริชาติ และเดือนฉายวนเวียนเข้าห้องน้ำกันตลอดเวลา ศัลย์สงสัยอาหารเป็นพิษ เดือนฉายบอกว่าปาริชาติอาเจียนด้วย

ศัลย์เข้าห้องน้ำจนหมดแรง ปาริชาติกับเดือนฉายเดินเป๋ ออกมานั่งเอาหัวพิงกันอย่างหมดแรง รมิดามาถามว่าจะไปหาหมอไหม ศัลย์มองหน้าเธอพูดอย่างเอาเรื่อง

"ผมไม่ไปไหนทั้งนั้น คุณเอาอาหารสกปรกมาให้ผมกินคุณต้องรับผิดชอบ"

"ใช่...แจ้งตำรวจจับเลยพี่ศัลย์ หรือไม่ก็บอกนักข่าวให้มาทำข่าวประจานให้ใครๆรู้เอาให้ร้านเจ๊งไปเลย" ปาริชาติยุ

สุริยนเข้ามาไกล่เกลี่ยว่าอย่าให้ถึงกับเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเลย รมิดายืนยันอย่างมั่นใจว่าอาหารตนสะอาดทุกจานใช้ผักปลอดสารพิษไม่มีสารเคมี หรือสารพิษเจือปนแน่ ก็ยังถูกศัลย์หาว่าเธอแกล้งเขา

"โป้ง ก่อนเอาอาหารมาเสิร์ฟลูกค้าใส่อะไรลงไปอีกหรือเปล่า" รมิดาหันไปถามโป้ง

ทีแรกโป้งบอกว่าไม่มี แต่พอนึกได้ก็บอกว่าเหยาะพริกไทยป่นลงไป รมิดาให้ไปหยิบมาดูพิสูจน์ได้ว่าขวดหนึ่งเป็นพริกไทยป่นของร้านจริงๆแต่อีก ขวดไม่ใช่เพราะสีต่างกัน สุริยนมาดูแล้วยืนยันว่าเป็นยาถ่าย

"ฉันจะเอาขวดนี้ไปให้ตำรวจตรวจลายนิ้วมือ พวกคุณอยากเรียกค่าเสียหายเท่าไหร่ก็เชิญเรียกจากเจ้าของลายนิ้วมือนี่ได้ เลย" รมิดาพูดอย่างมั่นใจรู้ทันว่าเป็นฝีมือใคร

ปาริชาติกับเดือนฉายมองหน้ากันกลัวๆ สุดท้ายปาริชาติทำเป็นโมโหโวยวายว่า

"โอ๊ย! ทำไมต้องให้มันยุ่งยาก ถ้าเธอยืนยันว่าอาหารร้านเธอสดสะอาด ฉันไม่เอาเรื่องก็ได้ ไปเถอะเดือน เสียเวลา" พูดแล้วขยิบตาให้เดือนฉายลุกขึ้นพากันออกจากร้านไป

รมิดายิ่งมั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือปาริชาติแน่ๆ ส่วนศัลย์ถอนใจมองตามสองสาวไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด...

ooooooo
ตอนที่ 8

เมื่อพาพี่ชายกลับถึงคอนโดฯ ศัลย์เชื่อว่างานนี้เป็นฝีมือรมิดา แต่ไพลินมั่นใจว่าเป็นฝีมือของปาริชาติเพราะมีพิรุธมาก เช่นพอถูกจับได้ก็ทำเป็นโกรธไม่อยากเอาเรื่องแล้วหนีกลับไปเลย

ศัลย์ถามว่าปาริชาติจะทำเพื่ออะไร ไพลินบอกว่าเพื่อแกล้งรมิดา

"ลงทุนให้ตัวเองปวดท้อง อาหารเป็นพิษเนี่ยนะ" ศัลย์ยังไม่เชื่อ

"ตรงนี้เธอพลาดเองค่ะ...พี่ศัลย์ไม่เห็นเหรอว่าผู้ชายคนนั้นลุกไปเข้าห้อง น้ำบ่อยๆ คุณปาคงแอบใส่ยาถ่ายลงไป แต่เผอิญเขาคงธาตุแข็งเลยไม่เป็นอะไรมาก ส่วนกรณีพี่ศัลย์กับคุณปาคุณเดือนนี่ เด็กเสิร์ฟนั่นเข้าใจผิดว่าขวดนั้นเป็นพริกไทย คุณปานี่แสบจริงๆ พอตัวเองโดนเข้าก็ได้โอกาสเล่นงานคุณดาเลย

ฟังแล้วศัลย์ถามว่าปาริชาติทำได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ ไพลินยิ้มอย่างมั่นใจบอกพี่ชายว่า คนอย่างนี้ มากกว่านี้ก็ทำได้  บอกพี่ชายว่า "เธอคงชอบพี่ศัลย์มากนะคะ ถึงได้คอยแกล้งคุณดาอยู่เรื่อย ลินชักเป็นห่วงคุณดาแล้วล่ะ"

ฟังไพลินแล้วศัลย์ก็เริ่มรู้สึกห่วงรมิดาขึ้นมาเหมือนกัน

ooooooo

ที่ห้องทำงานของวัลลภที่โรงแรมเจสเตอร์ คืนนี้สามพ่อลูกนั่งคุยกันอยู่ ดุสิตมาของบห้าล้านจากพ่อเพื่อไปลงทุนทำธุรกิจสินค้าส่งออก วัลลภไม่เห็นด้วยที่จะลงทุนทำอะไรในขณะที่เศรษฐกิจไม่ดี

ปาริชาตินั่งฟังอยู่ด้วย เห็นพ้องกับพ่อเพราะเงินบาทผันผวนลงทุนไปจะเจ๊งเอาง่ายๆ ดุสิตไม่พอใจที่น้องเห็นด้วยกับพ่อ เอ็ดว่าไม่ต้องมายุ่ง เลยถูกวัลลภตำหนิว่าไปว่าน้องทำไม น้องพูดถูกแล้ว

"ตกลงคุณพ่อไม่ให้ใช่ไหม?" ดุสิตเสียงเข้มขึ้น

"พิสูจน์ให้พ่อเห็นก่อนสิวะว่าแกทำได้ ถ้ามันไปรอดพ่อจะให้ทุนแกไปขยายธุรกิจ...ตอนนี้แกจะลงทุนกับเพื่อนแค่ห้า ล้านเงินในบัญชีแกก็มีไม่ใช่เหรอ"

ดุสิตรับคำเดินออกไปเซ็งๆ พอพี่ชายออกไปแล้ว ปาริชาติก็อ้อนพ่อว่าเดือนนี้ตนยังไม่ได้เงินพิเศษจากพ่อเลย

"โอ๊ย...ต้องขอพิเศษทุกเดือน พ่อล่ะเบื่อแกจริงๆ" วัลลภบ่นแต่มือหยิบเช็คมาเซ็นให้

ooooooo

วันนี้นัยนาได้กลับบ้านแล้ว ตะวันประคองพาแม่เข้าไปนั่งในห้องรับแขก บอกแม่ต้องระวังเพราะยังไม่แข็งแรง เมื่อพาแม่นั่งลงแล้ว ตะวันพูดยิ้มๆว่า

"ถ้าคุณดารู้ว่าคุณแม่กลับบ้านแล้ว เธอต้องดีใจแน่ๆ เพราะเธอเป็นห่วงคุณแม่มาก ช่วงที่คุณแม่ป่วยไม่ได้สติ คุณดา ไปเยี่ยมคุณแม่ทุกวันเลยนะครับ ผมเห็นเธอร้องไห้ด้วย"

เมื่อนัยนาพึมพำอย่างซึ้งใจว่าเธอคงสงสารแม่ ตะวันยิ้มกับแม่อ้อนๆ เกริ่นถามว่า

"คุณดาน่ารักมากนะครับ เออ...คุณแม่คิดยังไงครับถ้าผม..."

"เรียนให้จบก่อนเถอะตะวัน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ตั้งใจเรียนนะลูก" นัยนาเบรกอย่างรู้ทันตะวันรับคำแม่อย่างเด็กหัวอ่อน นัยนาลูบผมลูกชายอย่างรักและเอ็นดู

ooooooo

เย็นวันเดียวกัน ตะวันถือถุงขนมเดินเข้าไปที่ร้านกุหลาบขาว ที่โต๊ะหน้าร้านไพลินนั่งอ่านหนังสือ อยู่ส่วนแมนยูนั่งทำการบ้านอยู่ใกล้ๆ

ตะวันเอาถุงขนมมาฝากแมนยู ต่างแสดงความรักความคิดถึงกัน พอดีสุริยนออกมาเจอถามว่าคุณแม่หายป่วยแล้วหรือยัง พอรู้ว่ากลับบ้านแล้ว สุริยนแสดงความยินดีด้วย และแนะนำให้รู้จักกับไพลินบอกว่าเป็นน้องสาวของศัลย์

พอรู้ว่าไพลินเป็นน้องของศัลย์ตะวันก็ยิ้มทักอย่างเย็นชา ส่วนไพลินเมื่อรู้ว่าตะวันเป็นลูกชายคนเล็กของนัยนาก็แสดงความยินดีที่ได้ รู้จัก

ตะวันถามถึงรมิดา พอรู้ว่าอยู่ในครัวเขาชะเง้อมองแล้วลุกเดินไป ไพลินคอยสังเกตอยู่

ศัลย์เข้าไปช่วยในครัวอ้างว่าวันนี้มีลูกค้ามากอยากช่วย รมิดาไล่ให้ออกไปเสียเพราะมายืนเกะกะ แต่นิดเห็นว่าอยู่ช่วยก็ดีเพราะงานล้นมือ รมิดาจึงให้อยู่ช่วยเช็ดช้อนเช็ดจานก็ได้

ขณะรมิดาเอาผักมาจัดใส่จานให้สวยงามเพื่อใส่อาหารนั้น ศัลย์อยากช่วยเธอจึงสอนให้จัด ศัลย์เก้ๆกังๆ ทำไม่ทันบอกให้สอนช้าๆ ตนไม่เคยทำ

"ก็จัดแบบนี้ไง เบาๆมือนะเดี๋ยวผักจะช้ำ" รมิดาจัดให้ดูเป็นตัวอย่าง

ตะวันเดินเข้ามาเห็นทั้งสองกำลังช่วยกันทำงานอย่างใกล้ชิด เขารู้สึกน้อยใจขึ้นวูบหนึ่งก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นโกรธแล้วเดินออกไปเลย

ไพลินเห็นตะวันเดินหน้าตึงออกมา เธอมองตามอย่างสงสัยว่าเป็นอะไร โกรธใครมา?

ooooooo

ตะวันเดินไปนั่งที่อีกมุมหนึ่งใกล้ร้านกุหลาบขาว บ่นอย่างไม่พอใจ "ฮึ...หมั่นไส้..." ไพลินตามมานั่งข้างๆ ถามว่าหมั่นไส้ใครหรือ ตะวันหันมองพาลว่าใครก็ช่างไม่เกี่ยวกับคุณ ทำท่ารำคาญจะลุกเดินไป ไพลินถามว่ามีอะไรให้ตนช่วยไหม

"อยากช่วยเหรอ!" ตะวันหันมาถามจ้องหน้านิ่งก่อนบอกว่า "บอกพี่ชายคุณให้เตรียมกินแห้วได้เลย คุณดาไม่มีวันชอบผู้ชายอย่างพี่ศัลย์หรอก" พูดแล้วเดินไปอย่างหงุดหงิด

ไพลินมองตามขำๆ พึมพำ "โธ่...เด็ก" ตะวันได้ยินหันมาจ้องตาโตถามว่าเด็กอะไร คุยอวดว่าตนโตแล้วทั้งยังท้าว่าจะจีบเธอลองดูไหมล่ะ แต่แล้วก็พูดยั่วว่าไม่จีบดีกว่าเพราะดูจืดชืดไม่เร้าใจ

"หืมม...เด็กบ้า!" ไพลินโมโหที่ถูก "เด็ก" ปรามาส

ooooooo

คิดวางแผนแกล้งรมิดาทีไร ปาริชาติผิดหวังทุกที ยิ่งระยะนี้ศัลย์ไปที่ร้านกุหลาบขาวบ่อยๆ   ปาริชาติก็ยิ่งร้อนใจ คิดไม่ตกว่าแผนของตนทำไมไม่สำเร็จสักที เหวี่ยงใส่ทีไรรมิดาก็แคล้วคลาดทุกทีมีคนมารับเคราะห์ แทนบ้าง    บางทีก็ซวยโดนเสียเองอย่างครั้งหลังที่ถ่ายท้องเกือบตาย

ฟังปาริชาติบ่นแล้ว เดือนฉายบอกว่าดูท่าทางเธอจะท้อถามว่าหมดมุกที่จะแกล้งแล้วใช่ไหม

"ไม่มีทาง! คนอย่างพี่ไม่ยอมแพ้มันง่ายๆหรอก ฮึ! พี่นึกแผนออกแล้ว นังรมิดา! งานนี้แกงามหน้าแน่ๆ" พูดแล้วหยิบมือถือขึ้นมากดต่อสายทันที

ooooooo

เย็นวันต่อมา เมื่อนัยนาแข็งแรงขึ้นแล้ว เธอไปที่ร้านกุหลาบขาว รมิดามาต้อนรับนั่งคุยด้วยอย่างดีใจที่ผู้ใหญ่เจ้าของโรงแรมลงมาถึงร้าน

นัยนาขอบใจที่รมิดาไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลหลายครั้ง มองและชมอย่างสนิทใจว่า

"หนูดีกับฉันมาก หนูรู้ไหม เวลาฉันอยู่ใกล้ๆ ได้พูดคุยกับหนูทีไร มันทำให้ฉันรู้สึกคิดถึงลูกสาวคนโตของฉันทุกที"

รมิดาแกล้งถามหยั่งเชิงว่าหมายถึงเดือนฉายใช่ไหม นัยนาตอบอย่างไม่ปิดบังว่าไม่ใช่แต่เป็นลูกสาวของตนที่เกิดกับสุเทพ รมิดาชะงักกึกถามว่าแน่ใจหรือว่าคิดถึงเขาในเมื่อตัวเองเป็นฝ่ายทิ้งสามี เก่ากับลูกเพื่อมาแต่งงานใหม่

"ฉันเคยบอกหนูแล้วนะ ว่าฉันแต่งงานใหม่เพราะเหตุผลหลายอย่าง"

"มีเหตุผลอะไรที่สำคัญกว่าคนที่เรารักที่สุดในชีวิตเหรอคะ" รมิดาเริ่มหน้าตึง

"ก็เพราะคนที่ฉันรักที่สุดในชีวิตเขาหมดรักฉันแล้วไงล่ะ...ก่อนแต่งงานใหม่ ฉันได้ข่าวว่าสุเทพมีผู้หญิงคนใหม่ แล้วเขาก็ย้ายร้านหนีฉันไป จนวันนี้ฉันยังไม่ได้ข่าวคราวของเขากับลูกเลย"

"ไม่จริงเขารักคุณเขาซื่อสัตย์ต่อความรักที่มีต่อคุณ!" รมิดาเถียงเริ่มโกรธ แต่พอนัยนาถามว่าเธอรู้จักสุเทพด้วยหรือ รมิดาก็ชะงักตั้งสติ แก้เกี้ยวว่า "เออ...เปล่าค่ะ ดิฉันคาดเดาน่ะค่ะ คุณกับสามีเก่ารักกันมากเขาก็ต้องซื่อสัตย์ต่อคุณสิคะ"

นัยนานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แล้วขอตัวกลับวันหลังค่อยมาคุยกันใหม่ รมิดาลุกขึ้นเดินไปส่ง แต่พอนัยนาหันหน้าพ้นจากรมิดาก็น้ำตารื้นขึ้นมาอย่างกดดัน รมิดาเห็น เธอได้แต่มองนัยนาด้วยสีหน้าเครียดๆ

ooooooo

รมิดาปักใจเชื่อว่านัยนาเป็นผู้หญิงลวงโลก เห็นแก่ตัว หน้าเนื้อใจเสือ ทิ้งพ่อกับตนและส่งคนมาตามฆ่าแท้ๆ ยังมีหน้ามาพูดในวันนี้ว่าตัวเองรักสุเทพและลูกอย่างไม่มีวันลืม

ขณะรมิดาแอบมองนัยนาที่นั่งเศร้าอยู่ที่บริเวณสวนในโรงแรมนั่นเอง เธอก็ได้รับโทรศัพท์ติดต่อจากคุณต้อมให้มาเป็นนางแบบถ่ายโฆษณาน้ำยาสระผม เธอดีใจที่อาจมีรายได้ก้อนโตเพื่อศัลย์จะได้เลิกแขวะเสียทีว่าตนตักตวงมรดก ของแมนยู

รมิดาหารู้ไม่ว่า ตนกำลังตกเป็นเหยื่อเดินไปตามแผนร้ายของปาริชาติ!

คุณต้อมคือคนที่รับจ้างปาริชาติมาทำร้ายรมิดา เขานัดเธอไปแคสติ้งในโรงแรม โดยเปิดห้องในโรงแรมอ้างว่าเพราะสตูดิโอไม่ว่าง

รมิดาเกือบเสียทีต้อม มันเริ่มให้เธอเทสต์หน้ากล้อง หลอกล่ออยู่นาน จนในที่สุดเมื่อรมิดาถามว่าเมื่อไรจะรู้ว่าตนได้โฆษณาหรือไม่ มันเผยโฉมหน้าทันที ตรงเข้าไปกอดเอวรมิดาไว้อย่างเร็วกอดไว้แน่น

รมิดาตกใจสุดขีดเมื่อรู้ว่าอันตรายมาถึงตัว เธอดิ้นสุดชีวิต ต้อมร้องบอกให้คนที่ปลอมตัวเป็นตากล้องให้ช่วย คนนั้นเขามาช่วยจับรมิดาไว้ ส่วนต้อมต่อยท้องเธออย่างแรงจนตัวงอทรุดลง...

ooooooo

เป็นความบังเอิญที่วันนี้ศัลย์มาที่ร้านกุหลาบขาวเอามืดค่ำ ถามหาแมนยูกับรมิดา สุริยนบอกว่าแมนยูอยู่บ้าน แต่รมิดาไปแคสติ้งงานโฆษณาที่โรงแรม พลางหยิบชื่อโรงแรมที่รมิดาโทร.บอกให้ศัลย์ดู

ศัลย์เอะใจว่าทำไมแคสติ้งกันที่โรงแรม เขารีบไปที่โรงแรมทันที ถามพนักงานว่ามีงานแคสติ้งโฆษณาแชมพูอยู่ห้องไหน พนักงานบอกว่าไม่มี แต่เอะใจฉุกคิดได้ว่ามีแขกคนหนึ่งเปิดห้องและมีการขนกล้องขึ้นไปด้วย ศัลย์ถามจนรู้ชั้นและหมายเลขห้อง เขารีบขึ้นไปเคาะประตูทันที

เป็นเวลาที่รมิดากำลังอยู่ในอันตราย ต้อมกำลังปลุกปล้ำรมิดาอยู่บนเตียง มันบ่นอย่างหัวเสียว่าใครมาเคาะตอนนี้ ชัยที่เป็นตากล้องเป็นคนเดินไปเปิดประตู

ศัลย์มองปราดเข้าไปในห้องเห็นรมิดาอยู่บนเตียง เขาเล่นงานชัยก่อน เมื่อต้อมลุกมาหาถูกศัลย์ต่อยจนเซ เตะซ้ำจนทรุดลงไปร้องโอดโอย จากนั้นเขารีบพารมิดาหนีออกจากห้องตรงไปที่ลานจอดรถของโรงแรม

เป็นเวลาที่ ปาริชาติและเดือนฉายมาติดตามผลงานที่นั่น พอเห็นศัลย์พารมิดามาที่ลานจอดรถประคองเธอขึ้นรถแล้วรีบขับรถออกไป ปาริชาติก็สบถอย่างหัวเสีย

"มาได้ยังไงเนี่ย! โอ๊ย! นังนั่นมันทำบุญด้วยอะไรนะ รอดได้อีกแล้ว"

ไม่ ทันที่ปาริชาติจะทำอะไร ต้อมกับตากล้องก็วิ่งลงมาหาที่ลานจอดรถทวงค่าจ้าง ปาริชาติจะไม่ยอมจ่ายเพราะทำงานไม่สำเร็จ แต่พอต้อมขู่ว่างั้นก็เตรียมเข้าตะรางได้เลย เพราะรมิดารู้ความจริงแน่ว่าเป็นฝีมือเธอ

เดือนฉายตกใจบอกปาริชาติให้จ่ายเสียอย่าเสี่ยงเลย ปาริชาติเองก็หน้าเสียจำต้องเปิดกระเป๋าหยิบเงินมาปึกหนึ่งยื่นให้

พอต้อมกับชัยได้เงินมันโกยแน่บไปทันที ปาริชาติสบถอย่างแค้นใจว่า

"เจ็บใจจริงๆ เสียเงินฟรีๆ แผนก็ล้มไม่เป็นท่า!"

ooooooo

การที่ศัลย์ ช่วยรมิดาได้ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน ทำให้เธอรู้สึกดีต่อเขา ยิ่งเมื่อเขาพาเธอกลับบ้านเช็ดตัวให้ เอายาให้กิน และยังลงไปทำข้าวต้มให้ด้วย ก็ยิ่งทำให้รมิดาเห็นถึงด้านดีงามของเขา แต่ก็ยังไม่แน่ใจ ถามว่า "ทำดีกับฉันทำไม"

"เผื่อคุณจะใจอ่อนคืนหลานให้ผมมั้ง" ศัลย์ตอบไปอย่างนั้นเอง

พอ ดีแมนยูเข้ามาหารมิดาเห็นศัลย์อยู่ในห้องรมิดาก็ถามงงๆ ศัลย์บอกว่าแม่ดาของแมนยูไม่สบายตนจึงพามาส่งที่ห้อง แมนยูเป็นห่วงรีบเข้าไปถามว่าแม่ดาไม่สบายเป็นอะไร

"แม่ดาปวดหัวนิดหน่อย" รมิดาบอก

"แมนยูเล่านิทานให้แม่ดาฟังนะครับ แม่ดาจะได้หายปวดหัว" แมนยูปลอบใจแล้วเริ่มเล่า...

หลังจากศัลย์ทำข้าวต้มเสร็จเอามาป้อนให้รมิดา หลอกล่ออ้อนให้เธอกินทีละคำ...ทีละคำ    จากนั้นเอายาให้กิน

รมิดามองเขาด้วยแววตาอ่อนโยนบอกว่า "ดึกแล้ว คุณกลับไปเถอะ"

"หมดหน้าที่แล้วไล่เชียวนะ" ศัลย์เริ่มยั่วยิ้มๆแล้วยกถาดอาหารออกไป

ศัลย์แวะไปดูแมนยูที่ห้องปรากฏว่าหลับไปแล้ว ดูแลห่มผ้าให้แมนยูแล้วศัลย์จึงออกจากห้อง

ศัลย์เดินออกมาจากบ้าน ได้ยินเสียงรมิดาเรียกจากบริเวณเทอเรส เขาหันไปถามอย่างเป็นห่วงว่าลงมาทำไม ยิ่งไม่ค่อยสบายอยู่

"ขอบคุณนะคะที่ช่วยฉันไว้...ฉันเป็นหนี้ชีวิตคุณ..." รมิดาเอ่ยจากใจจริงด้วยความซึ้งใจ

"การที่เราได้ช่วยใครสักคนด้วยความรู้สึกดีๆบ้าง ไม่ถือ ว่าเป็นหนี้กันหรอกครับ...ขึ้นไปนอนเถอะ ผมกลับแล้ว"

"ขับรถดีๆนะคะ"

ศัลย์พยักหน้ายิ้มๆเดินออกไป ครู่เดียวก็หันมามองยิ้มตาเป็นประกายขณะเอ่ย

"ฝันดีนะครับ...หลับให้สบาย พรุ่งนี้จะได้มีแรงทะเลาะกับผมอีก" ว่าแล้วหันเดินออกไปเลย

"คนบ้า..." รมิดายิ้มเขินๆ ยังมองตามเขาจนหายไปในความมืด...

ooooooo

เมื่อ สุริยนรู้เรื่องรมิดาถูกหลอกไปทำร้ายในโรงแรม เขาถามว่าจะไปแจ้งความไหม รมิดาไม่อยากแจ้งความเกรงร้านจะแย่ สุริยนเตือนว่าวงการนี้มีทั้งเสือสิงห์กระทิงแรดไว้ใจไม่ได้เลยต่อไปต้อง ระวังให้ดี

"พอแล้วล่ะ มันไม่ใช่ตัวตนของดาด้วย" รมิดาตัดสินใจจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับวงการนี้อีกแล้ว

พอดีแมนยูจะไปโรงเรียนแล้ว สุริยนอาสาพาไปส่งเพราะรมิดายังไม่ค่อยสบาย เธอนั่งโบกมือบ๊ายบายแมนยูขณะเดินไปขึ้นรถ

เวลา เดียวกัน ไพลินเพิ่งรู้เรื่องจากพี่ชาย เธอพูดอย่าง สยองว่าวงการนี้น่ากลัว ศัลย์พูดกวนๆว่าเพราะรมิดาอยากดังเองเจอเสียบ้างก็ดีเหมือนกัน

"ดูพูดเข้าสิ! ลินว่าคุณดาไปแคสติ้งก็เพราะอยากได้งาน อยากหาเงินมาเลี้ยงดูแมนยู พี่ศัลย์มองเธอในแง่ดีบ้างสิคะ"

ศัลย์มองหน้าน้องสาวบ่นว่าเข้าข้างกันดีจัง แล้วลุกไปอาบน้ำ ไพลินถามว่าจะไปเยี่ยมรมิดาไหม เขาย้อนถามกวนๆว่า

"ไปทำไม...ไม่ใช่ญาติซะหน่อย..." พูดแล้วเดินสบายอารมณ์ไป

"เชอะ! ทำเป็นปากแข็ง" ไพลินพูดตามหลังอย่างรู้ทัน

ooooooo

วันนี้ เดือนฉายมาเร่งสุริยนที่ร้านกุหลาบขาวให้ไปจัดแต่งสวนจะได้เสร็จเสียที สุริยนขอเวลาอีกสักวันเพราะวันนี้รมิดาไม่สบายไม่มีใครดูแลร้าน ฟังแล้วเดือนฉายยิ้มสะใจพึมพำ

"สมน้ำหน้า! สงสัยจะโดนซ้อมจนไข้ขึ้น!"

สุริยน ฟังผ่านๆ แต่พอเดือนฉายเดินไปเขาฉุกคิดได้ เรียกเธอกลับมาถามว่าเมื่อกี้พูดอะไร ถามดักคอว่าเรื่องที่เกิดกับรมิดาเมื่อคืนเธออยู่เบื้องหลังด้วยหรือเปล่า

เดือนฉายทำตาโตปฏิเสธว่าตนไม่รู้เรื่องอย่ามาใส่ความกัน

"ก็ ดี! เพราะถ้าคุณดาเป็นอะไรไป คุณเองจะต้องเสียใจ!" เดือนฉายทำไขสือถามว่าพูดอะไรไม่เห็นเข้าใจแล้วรีบสะบัดไป สุริยนมองตามถอนใจพึมพำ "อีกหน่อยคุณก็จะเข้าใจเองครับคุณเดือน..."

เย็น วันเดียวกัน ศิริก็ไปหานัยนาที่ห้องทำงานที่โรงแรมสยามคอสโม ขู่เข็ญให้เธอขายหุ้นเอาเงินมาให้เขาหมุน นัยนาตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่าไม่ขาย เขาเอาบ้านไปจำนองแล้วยังไม่พออีกหรือ

"หนี้เก่าหมดไป หนี้ใหม่มันก็มาอีก" ศิริหน้าตาตึงเครียดมาก นัยนาขอให้เขาหยุดเล่นการพนันเสียเพราะไม่มีใครรวยขึ้นมาได้เพราะการพนัน แต่ศิริที่ผีพนันเข้าสิงแล้วโต้อย่างดันทุรังว่า "ผมนี่แหละจะรวยให้คุณดู ผมให้เวลาคุณคิดแค่สามวัน ถ้าคุณไม่ขายหุ้นละก็ น่าดู!"

พูดแล้วศิริ หุนหันออกไป นัยนารู้สึกมึนจนจะเป็นลม ตะวันเดินเข้ามาพอดี เขาตกใจรีบประคองแม่ไว้ถามว่าเป็นอะไร นัยนาบอกว่าแค่เวียนหัวนิดหน่อย ตะวันถามอย่างเดาได้ว่า

"คุณพ่อมาเอาเงินอีกใช่ไหมครับ?"

นัยนาไม่ตอบ แต่ถอนใจหน้าเครียดจัด

ooooooo

ตะวันมาที่ร้านกุหลาบขาวเพิ่งรู้จากสุริยนว่ารมิดาไม่สบายอยู่ที่บ้าน เขาถามที่อยู่บอกว่าอยากไปเยี่ยม สุริยนจึงเขียนแผนที่ให้

ตะวัน รับแผนที่แล้วรีบออกไป ไพลินถามดักคอว่าจะรีบไปทำคะแนนหรือ  เลยมีปากเสียงเถียงกันขำๆประสาหนุ่มสาวเล็กน้อยแล้วตะวันจึงรีบขับรถไป

ส่วนปาริชาติ หลังจากแผนการล้มเหลวแล้วคืนนี้เธอจะไปหาศัลย์ที่คอนโดฯถามที่ตั้งคอนโดฯแล้วคาดหวังอย่างกระหยิ่มขณะขับรถว่า

"เซอร์ไพรส์...พี่ศัลย์ต้องดีใจแน่ๆ เพี้ยง!! ขอให้ยายลินไม่อยู่จะได้ลั้นลากับพี่ศัลย์ได้เต็มที่"

แต่ พอเธอไปถึงหน้าคอนโดฯ เห็นศัลย์กำลังขับรถออกไปพอดี เธอมองอย่างสงสัยแล้วขับรถตามไปทันที ระหว่างทางก็คาดเดาต่างๆนานา ลงเอยที่คาดว่าศัลย์จะไปหากิ๊ก พึมพำอย่างหึงสุดขีดว่า

"ฮึ! ก็ลองสิ! แม่จะตามแหกอกนังชะนีทุกตัวเลย!"

หา รู้ไม่ว่าระหว่างศัลย์ขับรถไปนั้น ใจก็คิดถามตัวเองว่าจะซื้อกุหลาบสีอะไรไปเยี่ยมรมิดาดี คิดแล้วพูดกับตัวเองเหมือนตัดสินใจได้แล้วว่า

"กุหลาบขาวน่าจะถูกใจ ยัยตัวแสบ...เจ้าของร้านกุหลาบ ขาวก็คงไม่ชอบกุหลาบแดงหรอก...ไอ้ศัลย์เอ๊ย...มีดอกไม้ไปฝากสาว...เลี่ยนไป ไหมเนี่ย" คิดแล้วถามตัวเองเขินๆ

ooooooo

ตะวันเอาซุปไก่ดำ ที่ทำจากโรงแรมไปฝากรมิดา ถามอาการอย่างเป็นห่วงแล้วชมว่าบ้านเธอน่าอยู่มากเลียบเคียงอย่างไร้ชั้น เชิงว่า รังเกียจไหมถ้าตนจะมาเที่ยวบ่อยๆ

"ตามสบายค่ะ ดีซะอีก แมนยูจะได้มีเพื่อนเล่น

คุณวันอย่าเพิ่งรีบกลับนะคะ อยู่ทานข้าวด้วยกันก่อน" รมิดายิ้มกว้างอย่างยินดี

ศัลย์ เอารถมาจอดใกล้บ้านแล้วถือช่อกุหลาบขาวลงไปอย่างอิ่มเอมใจ ปาริชาติตามมาจอดรถซุ่มดูอยู่ห่างๆ แต่มองเห็นภายในบ้านชัดเจน โดยเฉพาะที่บริเวณเทอเรสที่กำลังตั้งโต๊ะทานอาหารกัน

รมิดาขอตัวกับ ตะวันจะเอาซุปไก่ไปอุ่นสักครู่ แต่พอลุกขึ้นก็เซๆ จะเป็นลม ตะวันรีบประคองไว้ เป็นเวลาที่ศัลย์มาถึงประตูมองเข้ามาพอดี เขาชะงักกึก จ้องตาไม่กะพริบ

รมิดาซบหน้ากับไหล่ตะวันเพราะจะเป็นลม ศัลย์ขบกรามแน่นเดินกลับไปที่รถโยนช่อกุหลาบขาวที่เมื่อครู่นี้ประคองมา อย่างหวงแหนไปที่เบาะหลังรถราวกับทิ้งของลงถังขยะ!

ปาริชาติเห็นทั้งตะวันกับรมิดา และเห็นศัลย์เดินกลับมาอย่างหัวเสีย เธอแสยะยิ้มพึมพำ

"ที่แท้ก็มาหานังผู้หญิงม่ายขันหมาก! ฮึ! เจอภาพบาดตาบาดใจทนไม่ไหวล่ะสิ"

ปาริชาติรออยู่จนศัลย์ขับรถออกไปแล้วเธอจึงออกรถตามไปอีก

ooooooo

ศัลย์ ขับรถไปนั่งดื่มในผับดับอารมณ์ ขณะกำลังคิดถึงเรื่องราวระหว่างตัวเองกับรมิดาตลอดเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งมาเห็นเธออยู่ในอ้อมกอดของตะวันเมื่อครู่นี้ ศัลย์ทำหน้าเซ็งจัด

ทันใดนั้นเอง เสียงปาริชาติก็ทักเข้ามาอย่างตื่นเต้น

"อุ๊ย เซอร์ไพรส์! ปาดีใจจังเจอพี่ศัลย์ที่นี่...มาคนเดียวเหรอคะ"

ศัลย์ ชวนเธอนั่งดื่มด้วยกัน เธอสั่งน็อกเอาต์ เขาทักท้วงว่าไม่แรงไปหน่อยหรือ เธอยิ้มกริ่มพูดเป็นนัยว่า "จะได้ทันพี่ศัลย์ไงคะ" จากนั้นเลียบเคียงล้วงลึกถามว่ากลุ้มใจอะไรหรือถึงได้มาดื่มอย่างนี้

"ก็แค่เซ็งๆนิดหน่อย...พี่ขอตัวไปห้องน้ำนะ"

พอศัลย์ลุกไปห้องน้ำ ปาริชาติก็รีบเอาผงในซองเล็กๆ เทใส่เครื่องดื่มของเขาคนๆๆแล้วนั่งรอลุ้น

ปรากฏว่าศัลย์ถูกวางยาหลับไปคาผับ ปาริชาติมองตาเป็นมันประคองเขาพาไปเข้าโรงแรม

พอ พาเข้าห้องปรากฏว่าศัลย์นอนคออ่อนปวกเปียกไปทั้งตัวอย่างหมดสภาพ ปาริชาติบ่นอย่างแสนเสียดายว่าใส่ยาเยอะไปหน่อย แต่ก็ยังทำแสบจนได้ เอามือถือมาถ่ายคลิปขณะนอนกอดก่ายเบียดอยู่กับศัลย์บนเตียง จากนั้นส่งคลิปไปให้รมิดาอย่างสะใจ

ดึกแล้วรมิดาได้รับคลิปจากปาริชาติ พอเปิดดูเธอชะงักตกใจอุทาน...

"ปา ริชาติ! คุณศัลย์!! ฮึ! พวกชอบโชว์ โรคจิตชัดๆ" ยิ่งดูก็ยิ่งขยะแขยง พูดอย่างสมเพชรังเกียจว่า "นายศัลย์! พฤติกรรมแบบนี้หรือ จะเอาแมนยูไปเลี้ยง...ฝันเถอะ!"

ooooooo
ตอนที่ 9

รุ่งขึ้น ศัลย์ตื่นขึ้นมาเห็นสภาพของตัวเองแล้วตกใจ ยิ่งเห็นปาริชาตินอนกอดตัวเองอยู่ก็แทบช็อก แต่ปาริชาติกลับยิ้มระรื่นถามว่าตื่นแล้วหรือ พอเขาถามว่านี่มันอะไรกัน เธอยิ้มกริ่มทำเสียงหยอก

"แน่ะ...พี่ศัลย์ อย่าบอกนะว่าหลับไม่รู้เรื่อง" ว่าแล้วก็เข้ากอดซบหน้ากับอกเขา "ปารักพี่ศัลย์นะคะ...ไม่เห็นจะต้องคิดมากเลย ชิวชิวค่ะ..."

แต่ศัลย์ไม่ชิวด้วย เขานั่งนิ่งหน้าเครียดจัด

และสายๆวันนี้เอง เดือนฉายก็ได้ดูคลิปที่ปาริชาติ

ถ่าย เมื่อคืน เธอหัวเราะคิกคักชมว่าเก๋กู๊ดเปรี้ยวได้ใจมาก แต่ตินิดเดียวว่าดูไม่ค่อยเนียนเพราะปาริชาติเล่นอยู่คนเดียว ส่วนศัลย์ นอนแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ไปหน่อย

"ก็เขาหลับเป็นตายน่ะซิ รู้งี้พี่ใส่ยานิดเดียวพอเคลิ้มๆก็ดีหรอก" ปาริชาติทำหน้าเสียดาย

เดือนฉายถามว่าแล้วส่งไปให้รมิดาดูรึยัง พอรู้ว่าส่งแล้วถามอีกว่าถ้ารมิดายังคิดจะแย่งศัลย์อยู่อีกจะทำอย่างไร

"มันต้องแหลกคามือพี่! คนอย่างปาริชาติไม่เคยแพ้ใครอยู่แล้ว!"

ooooooo

ด้วย การดูแลให้กำลังใจอย่างดีจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะตะวันที่มีความรู้สึกดีๆที่พิเศษกับเธอ จนรมิดาคิดหนักใจว่าตนจะบอกกับน้องอย่างไรดี

วันนี้ รมิดาหายและแข็งแรงจนมาทำงานที่ร้านกุหลาบขาวได้แล้ว เธอต้อนรับลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่มาจากชลบุรีตั้งใจมาอุดหนุนร้านเพราะอ่านจาก สกู๊ปอาหาร ต่างชมว่าอาหารน่าทานมากๆไม่ผิดหวังเลย เจ้าของก็น่ารักมาก

"ขอบคุณค่ะ" รมิดายิ้มปลื้ม เอานามบัตรแจกลูกค้าเหล่านั้น พูดอย่างอ่อนหวาน "นี่นามบัตรของร้านนะคะ ดามีส่วนลดให้ 10% ด้วยค่ะ"

ที่มุมหนึ่ง นัยนานั่งดูอยู่ ชมว่า "อัธยาศัยดีน่ารักแบบนี้ มิน่าล่ะลูกค้าถึงได้มาอุดหนุนไม่ขาด"

เมื่อส่งลูกค้ากลุ่มใหญ่ไปแล้ว สุริยนมาบอกรมิดาว่าคุณนัยนามาหา เธอรีบมาต้อนรับ

"นั่ง สิหนูดา ตะวันบอกว่าหนูไม่ค่อยสบาย ฉันเลยเอาอาหารเสริมมาฝาก" นัยนายื่นถุงของฝากให้วางบนโต๊ะ รมิดาไหว้ขอบคุณพูดอย่างเกรงใจว่าที่จริงไม่น่าต้องลำบากเลย นัยนาพูดอย่างเมตตาว่า "ไม่ต้องเกรงใจหนู ตอนฉันป่วย

หนูยังไปเยี่ยม ไปดูแลฉันที่โรงพยาบาลเลย ให้ฉันได้ตอบแทนหนูบ้างเถอะจ้ะ นี่หนูดีขึ้นรึยัง"

เมื่อ รมิดาบอกว่าดีขึ้นแล้ว นัยนายิ้มดีใจแล้วขอตัวกลับ แต่พอนัยนาคล้อยหลังไปเท่านั้น รมิดาก็หน้าเครียดขึ้น ความฝังใจผุดขึ้นในความทรงจำอีกแล้ว...

"คุณมาเสแสร้งทำดีกับฉันทำไม? สร้างภาพเพื่อลบภาพแย่ๆของคุณในอดีตใช่ไหม?"

ภาพในอดีตที่พ่อถูกคุกคามกระทั่งถูกยิงกระแทก กระทั้นเข้ามาในความทรงจำอีกอย่างรุนแรง

ooooooo

ขณะ ที่รมิดานั่งน้ำตาซึมเมื่อคิดถึงเรื่องราวในอดีตอยู่นั่นเอง ศัลย์ก็ถือช่อกุหลาบขาวที่เฉาเหี่ยวคล้ำไปหมดแล้วเอามาให้ บอกว่าเอามาตั้งแต่เมื่อคืนแต่เห็นเธอกำลังอี๋อ๋อกับเด็กนั่นเลยไม่อยากเข้า ไปเป็นก้าง บอกให้รับไว้เสีย ทิ้งไว้ในรถทั้งคืนทั้งวันมันเหี่ยวเฉาจะเน่าแล้วด้วย

"จะบ้าเหรอ ยังมีหน้าเอามาให้ฉันอีก"

"ประชดไง! รู้ไหมให้ประชด ผู้หญิงอย่างคุณก็ควรได้ ดอกไม้เหี่ยวๆอย่างนี้แหละ เอาไปสิ!"

ศัลย์เอาช่อกุหลาบเฉาๆนั้นยัดใส่มือ รมิดาคว้าขว้างทิ้งปรามว่าอย่ามาหาเรื่องตนกำลังอารมณ์ไม่ดี ก็ถูกศัลย์พูดประชดอีกจนได้ว่า

"อา ไร้...เมื่อคืนยังเห็นกระชุ่มกระชวยอยู่เลย ยาใจของเจ้าตะวันหมดฤทธิ์แล้วเหรอ" รมิดาถามว่าทำไมชอบคิดแย่ๆกับตน ศัลย์ยักไหล่เยาะเย้ย "ผมก็คิดอย่างที่เห็น กอดกันซะกลมดิกขนาดนั้นจะให้คิดดีๆได้ไง"

"มันไม่ใช่อย่างที่คุณคิด!"

"ก็ บอกแล้วไงว่าผมคิดอย่างที่เห็น" ศัลย์เสียงดังข่ม "รมิดา! ถ้าคุณยังทำตัวแย่ๆอย่างนี้ผมจะเอาแมนยูคืน เพราะพฤติกรรมของคุณไม่สมควรจะเป็นผู้ปกครองของแมนยู"

"แล้วพฤติกรรม ของคุณมันดีนักใช่ไหม" รมิดาย้อนถามหยิบมือถือขึ้นมากดให้ดูคลิปที่ปาริชาติส่งมาให้ ศัลย์ถึงกับอึ้ง "คุณมันพวกโรคจิต ชอบโชว์ ถ้าคุณฟ้องเอาแมนยูคืนเมื่อไหร่ ฉันจะเอาคลิปอุบาทว์นี่สู้กับคุณในศาล! ดูซิว่าใครจะชนะ!"

ศัลย์หมดท่าพูดไม่ออก พึมพำ "ปาริชาติ!" แล้วกดปุ่มต่อสายทันที

ooooooo

เย็น แล้ว ศัลย์ไปนั่งรอปาริชาติที่คอฟฟี่ช็อปโรงแรมเจสเตอร์ ปาริชาติเดินหน้าระรื่นเข้ามาถามว่ายังไม่ค่ำเลยหิวแล้วหรือ พลางนั่งลงทำท่าฉอเลาะ

"พี่มีเรื่องจะคุยกับปา!" ศัลย์หน้าเครียด "คลิปที่ส่งเข้ามือถือรมิดาฝีมือปาใช่ไหม ปาทำแบบนี้เพื่ออะไร"

ปา ริชาติตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว อ้อนว่า "พี่ศัลย์อย่าโกรธปานะคะ ปาก็แค่อยากให้แม่นั่นรู้ว่าพี่ศัลย์มีเจ้าของแล้ว จะได้เลิกตอแยพี่ศัลย์เสียที"

"แต่ปาไม่ใช่เจ้าของพี่" ศัลย์ขรึมเสียจนปาริชาติหน้าเสีย อ้อนว่าตนรักและหวงเขาและเมื่อคืนเราก็...ศัลย์ทนฟังไม่ได้สวนไปทันทีว่า "พี่น็อกจนหมดสติขนาดนั้นมันเป็นไปไม่ได้"

"แต่มันก็เป็นไปแล้วนะคะ ปาเป็นของพี่ศัลย์แล้ว"

"ไม่ สำเร็จหรอกปา! ปาย่อมรู้อยู่แก่ใจว่าระหว่างเรามันไม่มีอะไรเกินเลย อย่าใช้วิธีแย่ๆอย่างนี้กับพี่เพราะนอกจากมันจะไม่ได้ผลแล้ว มันยังทำให้ปาดูน่ารังเกียจในสายตาพี่อีกด้วย"

ศัลย์โมโหมากลุกเดินออกไปทันที ปาริชาติพยายามเรียกไว้ เมื่อไม่สำเร็จเธอพุ่งใจเจ็บแค้นไปที่รมิดาทันที

"นังรมิดา! เพราะแกคนเดียว แกทำให้พี่ศัลย์โกรธฉัน ฉันจะฆ่าแก!"

ปาริชาติจ้องจิกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างอาฆาตมาดร้าย!

ooooooo

คืน นี้ หลังจากเก็บของในร้านเสร็จ รมิดาให้ สุริยนกลับไปก่อนเพราะป่านนี้แมนยูคงหิวแย่แล้ว ส่วนตัวเธอเองขอนั่งคิดบัญชีอีกสักครู่จะตามไป

พอสุริยนคล้อยหลังไปเท่านั้น ปาริชาติก็เข้ามาหาเรื่องทันที รมิดาตกใจถามว่ามีธุระอะไรหรือ

"คิดบัญชีกับแกไงล่ะ! ฮึ! ชาติก่อนแกคงทำบุญไว้มากถึงได้รอดอยู่เรื่อย ขนาดไอ้ต้อมมันมืออาชีพมันยังพลาด!"

คำพูดของปาริชาติทำให้รมิดารู้ว่าเรื่องต้อมที่หลอกให้ตนไปเทสต์หน้ากล้องนั้นเป็นฝีมือปาริชาตินั่นเอง รมิดา

ขอให้ปาริชาติกลับไปเสีย ปาริชาติไม่ยอมกลับจนกว่าเธอจะก้มกราบแทบเท้าขอโทษเรื่องเอาคลิปไปฟ้องศัลย์ก่อน

ปา ริชาติตั้งใจมาหาเรื่องเต็มที่ นอกจากบังคับจะให้รมิดากราบแทบเท้าแล้วยังปัดข้าวของบนโต๊ะตกเกลื่อนกระจาย หาว่ารมิดาทำให้ศัลย์เกลียดตน

เมื่อรมิดาไม่ยอมทำตาม ปาริชาติตรงเข้าไปตบหน้าแล้วบีบคอทันที แต่ก็ถูกรมิดากระทุ้งท้องแล้วชกจนหน้าหงาย แต่รมิดาก็พลาดท่าถูกปาริชาติบีบคอ คว้าสายโทรศัพท์มารัดคอหมายจะให้ตายคามือ

โชคดีที่ตะวันมาเจอ เขาพุ่งเข้ามากระชากปาริชาติเหวี่ยงไปแล้วประคองรมิดาขึ้นมา เลยกลายเป็นปาริชาติหันมาทะเลาะกับตะวันแต่ยังจะเข้าทำร้ายรมิดาอีก จนตะวันขู่ว่าถ้าไม่หยุดตนจะแจ้งตำรวจจึงหยุดปาริชาติได้ เธอกล่าวอาฆาตก่อนกระฟัดกระเฟียดกลับไป

เมื่อรมิดากลับบ้านและสุริยน รู้เรื่องเขาจะพาเธอไปหาหมอ รมิดาบอกว่าตนไม่ได้เจ็บอะไรมาก ส่วนตะวันพูดอย่างไม่หายโกรธว่า ปาริชาติร้ายกาจมากตนจะฟ้องคุณตา รมิดาห้ามไว้อีกด้วยเหตุผลว่า

"คุณทรงยศสุขภาพไม่ค่อยดีนะคะ ถ้าต้องรับรู้เรื่องไม่สบายใจฉันเกรงสุขภาพท่านจะทรุด"

"เพราะ พี่ศัลย์แท้ๆเข้ามาวุ่นวายกับคุณดา พี่ปาก็หึงไม่ลืมหูลืมตา" ตะวันขอร้องรมิดาว่า "เลิกยุ่งกับพี่ศัลย์เถอะครับคุณดา...ผมขอร้อง"

รมิดาได้แต่นิ่งอึ้งหน้าเครียด พูดไม่ออก

ooooooo

เพื่อ แก้ต่างให้ตัวเองและใส่ร้ายรมิดา ปาริชาติคิดแผนอุบาทว์จ้างสมใจให้ตบหน้าตัวเองจนบวมช้ำเพื่อเป็นหลักฐานเท็จ ใส่ร้ายรมิดา แต่ดุสิตมาเห็นสมใจตบหน้าน้องสาวก็เข้าไปกระชากสมใจไปตบไม่ยั้ง

ปาริชาติต้องบอกความจริงแก่พี่ชายว่าตนจ้างสมใจตบหน้าเอง ดุสิตด่าว่าบ้าหรือเปล่า เธอยิ้มเจ้าเล่ห์ทั้งที่หน้าบวมแดงยอมรับตรงๆว่า

"ใช่ ปาบ้า บ้ารักพี่ศัลย์ไงคะ ปาต้องทำให้พี่ศัลย์สงสาร เจ็บกว่านี้ปาก็ต้องลงทุน"

ดุสิตมองน้องสาวอย่างเข้าใจไม่ได้ ในขณะที่ปาริชาติยิ้มร้ายกับแผนเลวของตัวเอง

เช้า วันรุ่งขึ้น ปาริชาติพาใบหน้าบวมช้ำของตัวเองไปหาศัลย์ถึงคอนโดฯ ฟ้องว่าถูกรมิดาทำร้ายเพียงแค่ตนไป ถามว่าทำไมต้องเอาคลิปนั่นไปฟ้องเขาด้วยเท่านั้นก็ถูกรมิดาทั้งเข่าทั้งศอก จนตนน่วมไปทั้งตัวทั้งยังขู่จะฆ่าตนด้วย

ศัลย์หูเบาฟังแล้วโกรธรมิดา ตรงไปที่ร้านกุหลาบขาวพร้อมกับปาริชาติ ต่อว่ารมิดาอย่างรุนแรง รมิดาท้าว่าถ้าเขาคิดว่าตนผิดจริงก็ไปแจ้งความตำรวจมาดำเนินคดีเลย เดือนฉายสะอึกเข้าไปจะตบรมิดาแก้แค้นแทนปาริชาติ ถูกสุริยนขวางไว้ ขอร้องให้ค่อยพูดจากัน ไพลินเองก็เห็นว่าอย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่ไปเลย

ปาริชาติยืนยันจะให้รมิดากราบขอโทษตน ศัลย์หันไปขู่รมิดาถามว่าจะขอโทษดีๆหรือไปโรงพัก รมิดาตอบ อย่างท้าทายว่า

"ต่อให้ฉันต้องตายไปตรงนี้ ฉันก็ไม่ขอโทษคนอย่างคุณ"

ศัลย์ ท้าให้ไปโรงพักกันเดี๋ยวนี้เลย ตะวันขัดจังหวะขึ้นว่าไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น ว่าปาริชาติที่มาหาเรื่องรมิดา ตน เห็นกับตาว่าปาริชาติทำร้ายรมิดา เอาสายโทรศัพท์รัดคอรมิดาจนเกือบตาย ด่าปาริชาติว่าหึงผู้ชายจนขาดสติ จะฆ่ารมิดาชัดๆปาริชาติเถียงคอเป็นเอ็น ตะวันเลยท้าให้เอากล้องวงจรปิดมาดูว่าใครโกหกกันแน่

เจอไม้นี้เข้าปา ริชาติก็อึกอัก ศัลย์เลยหันกลับมาตำหนิปาริชาติว่าทำไมทำอย่างนี้ ตนเอือมระอาเธอเต็มทีแล้ว จากนั้นชวนไพลินกลับ ปาริชาติวิ่งตามร้องบอกให้ฟังตนก่อน อย่าเพิ่งไป

เมื่อศัลย์กลับไป แล้ว เดือนฉายจึงรู้ว่าเรื่องทั้งหมดเป็นแผนของปาริชาติแม้แต่รอยช้ำที่หน้าก็ไป จ้างสมใจตบ ปาริชาติบ่นอย่างแค้นใจว่าตนอุตส่าห์วางแผนมาเสียดียังมาตกม้าตายไม่เป็นท่า โทษว่าเพราะตะวันแท้ๆที่แส่เข้ามาทำเสียแผน

เดือนฉายบอกว่าเพราะ ตะวันหลงรักรมิดาจึงต้องออกโรงปกป้องอย่างนี้ ปาริชาติยิ้มร้ายคิดแผนใหม่ออกทันที บอกเดือนฉายว่าเมื่อตะวันหลงรักรมิดาก็จะทำให้สมหวังเร็วๆ

"อุ๊ย อย่านะพี่ปา จะให้ยัยรมิดามาเป็นน้องสะใภ้เดือนน่ะเหรอ เดือนไม่เอาด้วยหรอก!"

แต่ปาริชาติไม่สนใจ ยิ้มเจ้าเล่ห์กับแผนร้ายของตน

ส่วน ศัลย์กับไพลิน เมื่อไปนั่งสงบอารมณ์ที่ร้านกาแฟแถวนั้น ไพลินพูดติดตลกว่าปาริชาตินี่น่าจะไปอยู่โรงน้ำแข็งเพราะชอบปั้นน้ำเป็นตัว ศัลย์ไม่มีอารมณ์ขันด้วย และยิ่งเมื่อไพลินเสนอว่า รมิดาคงจะโกรธเขาน่าดู เขาน่าจะไปขอโทษเธอเสีย โทษหนักจะได้เป็นเบา

"ฝันเถอะ! คนอย่างนายศัลย์ ง้อผู้หญิงไม่เป็นครับ!" ศัลย์ถือดีทั้งที่ผิดเต็มประตู

ooooooo

หลัง จากสามวันที่ศิริขีดเส้นตายให้นัยนาขายหุ้นเอาเงินมาให้ตนหมุน เขาไปทวงถาม นัยนาไม่ยอมขาย ศิริหน้ามืดถึงกับกระชากสร้อยข้อมือและสร้อยเพชรเธอเอาไปทั้งยังผลักเธอล้ม กระแทกพื้น

ตะวันมาเจออีกตามเคย แม้นัยนาจะบอกว่าตนหกล้มเองแต่ตะวันไม่เชื่อ พาแม่เข้าไปพักที่ห้องทำงาน ตะวันเห็นรอยแดงๆที่ข้อมือแม่มั่นใจว่าแม่ต้องถูกพ่อทำร้าย นัยนายืนยันว่าตนล้มเองอย่ามองคุณพ่อในแง่ร้ายเลย พูดแล้วเอามือกุมขมับตัวเองเพราะรู้สึกปวดหัวขึ้นมา ตะวันมองแม่อย่างเป็นห่วง

รมิดาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เธอยิ้มสะใจว่ากรรมตามสนองนัยนาแล้ว ทั้งยังภาวนาให้นัยนาต้องเจ็บปวดทรมานยิ่งกว่าที่ทำกับตนและพ่อ ให้สาสมกับบาปที่ตัวเองก่อไว้!

ooooooo

เย็นแล้ว ศัลย์ ไพลิน และดุสิตนั่งทานอาหารที่ร้านกุหลาบขาวด้วยกัน ดุสิตพูดออกตัวเรื่องที่เขาร่วมหุ้นกับเพื่อนคนละห้าล้านบาท เพื่อทำธุรกิจว่าไม่ได้เลียนแบบศัลย์ ซึ่งศัลย์ก็พูดอย่างใจกว้างว่าแม้จะเป็นธุรกิจเทรดดิ้งเหมือนกัน แต่สินค้าคนละประเภท

ระหว่างรออาหาร ดุสิตปากหวานชมไพลินว่าได้ยินศัลย์ชมว่าทำงานเก่งตนคงต้องมาขอคำแนะนำบ้าง ไพลินตอบตามมารยาทว่ายินดีถ้าเป็นเรื่องงาน ครั้นรมิดาเอาอาหารมาเสิร์ฟก็ยิ้มหวานชวนนั่งทานด้วยกันอีก แต่ไม่ว่าไพลินหรือรมิดาต่างก็มีท่าทีไม่เล่นด้วย

รมิดาขอตัวไปเข้า ครัวต่อ ครู่เดียวศัลย์ก็ปลีกตัวจากโต๊ะไปที่ครัว หาทางแกล้งรมิดาจนได้ พอรมิดาไล่ให้ออกไปเสีย เขาจึงบอกว่าเข้ามาเพื่อจะขอโทษเรื่องที่ปาริชาติมาหาเรื่องเธอและตนมองเธอ ผิดไป

"คนอย่างคุณรู้สึกผิดเป็นด้วยเหรอ!" รมิดาไม่หายเคือง ศัลย์เลยจับมือเธอพูดย้ำอีกว่าขอโทษ รมิดาดึงมือออกก็ถูกศัลย์กุมไว้แน่น ศัลย์ยังจะให้เธอพูดออกมาให้ได้ว่าหายโกรธตนแล้ว รมิดาถามฉุนๆว่ามีสิทธิ์อะไรมาบังคับตน ศัลย์จับเธอเข้าไปกอดแน่นจนหน้าเกือบสัมผัสกัน พอรมิดาได้สติพยายามดันตัวเองออก   แต่ศัลย์ไม่ยอมปล่อย   จะให้เธอพูดให้ได้ว่าหายโกรธตนแล้ว

ทั้งคู่กอดกันอยู่อย่างนั้น จนไพลินที่เดินมาตามศัลย์เห็นเข้าเต็มตา ตกใจจนร้องลั่น รมิดาตกใจสะบัดสุดแรงหลุดออกมาได้ก็คว้ามะเขือเทศปาใส่ศัลย์ แต่ศัลย์หลบเลยไปแปะเข้าที่หน้าผากไพลินพอดี ไพลินหยิบมะเขือเทศออกมาดู พูดขำๆว่า วันหลังเปลี่ยนเป็นแตงกวาดีกว่าเพราะตนเป็นคนหน้ามัน แล้วถามพี่ชายว่า "พี่ศัลย์เข้ามารังแกคุณดารึเปล่า"

ศัลย์ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ รมิดาเบือนหน้าหนีเขินๆ ไม่กล้าพูดอะไรเพราะโดนกอดมาหยกๆ

ooooooo

เมื่อ หาทางเล่นงานรมิดาทีไรก็เสียท่าเองทุกที คืนนี้ปาริชาติไปหาศัลย์ที่คอนโดฯ ยอมรับตรงๆว่าที่ทำทุกอย่างมานั้นเพราะตนรักเขา ศัลย์พูดตรงไปตรงมาว่าตนรักเธอเหมือนน้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น ปรามว่าถ้ายังคิดว่าตนเป็นพี่ชายอยู่ก็อย่าไปหาเรื่องรมิดาอีก แล้วขอตัวพักผ่อน

เมื่อผิดหวังจากศัลย์เช่นนี้ ปาริชาติยิ่งแค้นรมิดาถึงกับอาฆาตว่าเห็นทีจะอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้แล้ว

ส่วน รมิดา คืนนี้ไปอ่านนิทานให้แมนยูฟังก่อนนอน แต่ไม่มีสมาธิ บางครั้งก็เผลอร้อง "ปล่อยนะคุณศัลย์" แมนยูถามว่าคิดถึงน้าศัลย์ใช่ไหม แม้ว่ารมิดาจะปฏิเสธแต่แมนยูก็คิดประสาเด็กว่าถ้าสองคนชอบกันก็ดีศัลย์จะได้ มาเป็นพ่อ และรมิดาก็จะได้ไม่ต้องมาปลอมตัวเป็นพ่อดาบคุณพ่อหวานแหววบ่อยๆ นึกแล้วภาวนา "เพี้ยง...ขอให้น้าศัลย์กับแม่ดารักกัน...รักกันๆๆ"

ooooooo

วันนี้ สุริยนโทร.บอกไพลินว่าเป็นวันเกิดของแมนยู ศัลย์กับไพลินรู้ว่ารมิดาพาแมนยูไปว่ายน้ำที่สระจึงตามไปที่นั่น เจอรมิดาในร่างพ่อดาบเลยถูกศัลย์ล้ออีกตามเคยว่าคุณพ่อหวานแหวว

ศัลย์ หาทางตอแยกับรมิดาอีกจนได้ รมิดาวางแผนจะทำให้เขาตกสระอีกครั้งแต่คราวนี้ตัวเองพลาดตกไปเอง เลยแกล้งทำเป็นจมน้ำไพลินร้องบอกพี่ชาย ศัลย์นึกว่าจริงกระโดดลงไปช่วย เลยถูกรมิดาหัวเราะเยาะว่าในที่สุดก็เปียกเหมือนกัน

คืนนี้ศัลย์เอา แมนยูบังหน้าขอไปฉลองวันเกิดที่บ้านด้วยรมิดาเลยพูดไม่ออก แต่ระหว่างที่ทั้งหมดนั่งรอบโต๊ะให้ของขวัญและอวยพรวันเกิดแมนยูอยู่นั่นเอง ปาริชาติกับเดือนฉายก็ขับรถมาถึง แต่เพราะเห็นศัลย์อยู่ด้วย ปาริชาติบอกเดือนฉายว่าระยะนี้ภาพพจน์ตนไม่ค่อยดีจำเป็นต้องรีบสร้างภาพใหม่ ให้ดูดีศัลย์จะได้หายเคือง พูดแล้วชวนกันกลับ

ระหว่างทาง ปาริชาติคุยกับเดือนฉายถึงวิธีการสร้างภาพตัวเองให้ดูดีในสายตาศัลย์คือ ข้อแรก ศัลย์รักแมนยูตนก็ต้องรักเอ็นดูแมนยูให้มากด้วย ข้อที่สองต้องเปลี่ยนตัวเองให้ดูเป็นผู้หญิงแสนดี ต้องหางานทำสักอย่างเพื่อให้ตัวเองดูดีมีคุณค่าในสายตา และข้อสุดท้ายจะเผาร้านอาหารกุหลาบขาว

"ว้าย...ไม่ได้นะพี่ปา ยัยรมิดาเป็นแค่ผู้เช่าร้านนะคะตัวร้านน่ะเป็นทรัพย์สินของโรงแรมเดือนนะคะ" เดือนฉายโวยวายไม่เห็นด้วย เสนอใหม่ให้ปาริชาติเปิดร้านอาหารแข่งกับรมิดาเสียเลยดีกว่า ปาริชาติเห็นด้วย เพราะธุรกิจต้องแข่งขันกันอยู่แล้ว ศัลย์คงว่าอะไรไม่ได้

เพียง วันรุ่งขึ้น เดือนฉายก็เข้าไปขอเงินนัยนา 5 แสนเพื่อร่วมหุ้นกับปาริชาติเปิดร้านอาหาร เมื่อนัยนาไม่มีให้ เธอจึงไปขอศิริผู้เป็นพ่อ ทีแรกศิริก็จะไม่ให้เกรงเปิดแล้วจะเจ๊ง แต่เพราะลูกรักมาขอสุดท้ายก็อ้อนจนได้มา 5 แสน เพราะศิริเพิ่งเล่นได้มา 7 แสนเมื่อคืนนี้เอง

"ขอบคุณค่ะคุณพ่อ...เดือนรักคุณพ่อที่สุดเลย" เดือนฉาย ดีใจโผเข้าหอมแก้มพ่อ ศิริกอดลูกไว้ลูบหัวอย่างแสนเอ็นดู

ooooooo

นอก จากให้ของขวัญวันเกิดแมนยูในคืนฉลองกันแล้ว  เย็นวันนี้รมิดายังพาแมนยูไปดูของเล่นในห้างสรรพสินค้า ให้เลือกซื้อของเล่นเป็นของขวัญอีกชิ้นหนึ่ง

แมนยูดูอยู่นาน นั่นก็ชอบ นี่ก็ชอบ ตัดสินใจไม่ได้สักที รมิดาเลยบอกให้เลือกไปก่อนแม่ดาไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวมา กำชับว่า "แมนยูอยู่ตรงนี้นะลูก ห้ามไปไหนกับคนแปลกหน้าเด็ดขาด"

ปาริชาติมา เห็นแมนยูกับรมิดาที่แผนกของเล่นเด็ก ซุ่มดูอยู่ครู่หนึ่งพอเห็นรมิดาไปเข้าห้องน้ำ ปาริชาติยิ้มเจ้าเล่ห์ เดินเข้าไปหาแมนยู นึกในใจ "แม่เสือออกจากถ้ำแล้ว ลูกเสือจะไปเหลืออะไร..."

ปาริชาติเข้าไปพูดอะไรไม่กี่คำ แมนยูสีหน้าตื่นเต้นมองไปตามทางที่ปาริชาติชี้ซึ่งคือร้านไอศกรีมใกล้ๆนั้น แล้วก็เดินตามปาริชาติไป

รมิ ดากลับจากห้องน้ำไม่เห็นแมนยูแล้ว เธอตกใจมองหาไปรอบตัวก็ไม่มีวี่แวว ถามพนักงานก็ไม่รู้ รมิดาจึงเดินอ้าวออกไปตามหา ครู่หนึ่งมีโทรศัพท์เข้ามือถือ ปลายสายเป็นปาริชาตินั่นเอง

"กำลังหาลูกอยู่ล่ะสิ ทุรนทุรายมากไหมจ๊ะ"

รมิ ดาอ่านเกมออกทันทีว่าปาริชาติเอาแมนยูไป ถามว่าต้องการอะไรกันแน่ ปาริชาติเสียงเหี้ยมกลับมาว่า "ฉันเตือนแกหลายครั้งแล้วแต่แกก็ยังดื้อด้านจ้องจับพี่ศัลย์อยู่ได้ โอกาสของแกหมดแล้ว แกจะไม่ได้เห็นหน้าแมนยูอีก..." ปาริชาติหัวเราะสะใจแล้วกดสายทิ้งทันที

"อย่านะปาริชาติ! อย่าทำอะไรแมนยู อย่า!" รมิดาร้องขอทั้งที่ปลายสายตัดไปแล้ว เธอว้าวุ่นใจจนทำอะไรไม่ถูก ยืนน้ำตาคลอมองไปรอบๆกวาดตาหาแมนยูไปทุกซอกมุม พยายามต่อสายกลับไปที่ปาริชาติ ปรากฏว่าปิดเครื่องไปแล้ว

ปาริชาติ โทร.บอกศัลย์ว่าเจอแมนยูเดินหลงอยู่ในห้างฯหลอกให้เขามาแล้วพาแมนยูไปนั่ง กินไอศกรีมในร้าน จากนั้นเธอออกไปโทร.บอกรมิดาว่าแมนยูอยู่ที่ร้านไอศกรีม พอรมิดาหันมองไปเห็นปาริชาติยืนอยู่หน้าร้านพลางเดินล่อเข้าไปในร้าน

ooooooo

รมิ ดาเข้าไปเจอศัลย์นั่งกินไอศกรีมอยู่กับแมนยู เธอโกรธมากเข้าไปพาแมนยูกลับ ด่าศัลย์ว่าอย่ามายุ่งกับลูกของตน ถูกศัลย์เยาะเย้ยว่าแมนยูไม่ใช่เลือดเนื้อ เชื้อไขของเธอ ตนเองต่างหากที่เป็นน้าแท้ๆของแมนยู ปาริชาติแทรกขึ้นอย่างเหยียดหยันว่าทำเป็นรักแมนยูที่แท้ต้องการมรดกของเด็ก ทำให้รมิดาโกรธหันไปคว้าถ้วยไอศกรีมบนโต๊ะโปะหน้าปาริชาติ

ปาริชาติกรี๊ดลั่นร้องให้ศัลย์ช่วย ฉากนี้รมิดากลายเป็นนางร้ายในสายตาของศัลย์สมใจปาริชาติ ส่วนตัวเองก็กลายเป็นคนดีที่ถูกรังแก

ศัลย์ ตามไปขู่รมิดาว่าต้องไปขอโทษปาริชาติเดี๋ยวนี้มิฉะนั้นจะเอาแมนยูไปอยู่กับ ตน ทั้งคู่ท้ากันตามเคยแต่สุดท้ายรมิดาก็พาแมนยูกลับไปจนได้

เมื่อ ศัลย์กลับไปที่ร้านไอศกรีม ปาริชาติถามว่ายังเคลียร์กันไม่ลงตัวหรือ ศัลย์บ่นอย่างหงุดหงิดว่ารมิดาไม่ยอมขอโทษเธอ ปาริชาติทำตัวเป็นนางเอกที่แสนดีบอกว่าไม่เป็นไรตนไม่ถือ คนพาลก็เป็นอย่างนี้แหละ แล้วควงแขนศัลย์ออกจากร้านไป

ส่วนรมิดาพา แมนยูนั่งรถกลับแค้นใจจนร้องไห้ แมนยู ถามว่าร้องไห้ทำไม รมิดาจึงเล่าความจริงให้ฟังว่าปาริชาติไม่ได้ หวังดีกับตน แอบพาแมนยูไปแล้วขู่ว่าตนจะไม่ได้เจอกับแมนยูอีก

เมื่อรมิดาเล่าจน แมนยูเข้าใจว่าปาริชาติต้องการแยกน้าศัลย์ของแมนยูออกไป เพราะคิดว่าแม่ดากับน้าศัลย์ชอบกัน แมนยูรับปากว่าต่อไปตนจะไม่ไปไหนกับปาริชาติอีกแล้ว

ศัลย์เห็นท่าทีแข็งกร้าวของรมิดาก็สงสัยว่าแมนยู

หลง ทางจนปาริชาติมาเจออย่างที่เธอบอกจริงหรือเปล่า เมื่อถามเธอก็ปากแข็งว่าจริง แต่ที่รมิดาทำเป็นโกรธก็เพื่อปกปิดความผิดของตัวเอง ศัลย์ฟังแล้วยังสงสัยจึงเดินหน้าหาความจริง ตรงไปที่บ้านรมิดา ถามจนรู้ความจริงจากแมนยูว่า ปาริชาติหลอกว่าน้าศัลย์มารออยู่ที่ร้านไอศกรีมตนจึงไปหา

"หาเรื่องอีกจนได้ปาริชาติ" ศัลย์พึมพำเมื่อรู้ความจริงจากแมนยู

ooooooo
ตอนที่ 10

เมื่อสุริยนรู้เรื่องที่ปาริชาติทำวันนี้  เขาเตือนรมิดาว่าคนอย่างปาริชาติจะไม่หยุดอยู่แค่นี้ เธอต้องมีอะไรที่จะทำมากและรุนแรงกว่านี้ ขอให้รมิดาระวังตัวไว้ด้วย เขายังบอกรมิดาว่าปาริชาติจะมาเปิดร้านอาหารใกล้ๆร้านกุหลาบขาวของเราด้วย ทำให้รมิดารู้แล้ว อดเครียดไม่ได้

ดุสิตเอาเงินร่วมหุ้นกับเพื่อน เปิดบริษัท  แต่ตัวเองไม่ได้สนใจทำงานเลยปล่อยให้เพื่อนบริหารกันเอง ส่วนตัวเองตั้งหน้าตั้งตาจะจีบไพลินให้ติด วันนี้ก็ชวนเธอไปเยี่ยมคุณปู่และฉลองการเปิดบริษัทของตนด้วย ไพลินไม่ได้เจอคุณปู่มานานจึงรับปากว่าจะตามไปภายหลัง

แจ่มจันทร์มา เห็นไพลินก็เอะใจ สำลีถามว่าผู้หญิงสาวสวยคนนั้นเป็นใคร เธอเดาว่าคงเป็นคนรักของดุสิต พามาเปิดตัวกันถึงบ้านแบบนี้ตนต้องรู้ให้ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่

ดุสิตดูแลเอาอกเอาใจไพลิน  หลังจากพาไปสวัสดีคุณปู่แล้วก็พากันมานั่งทานอาหาร โดยวัลลภเปิดโอกาสให้ ลูกชายได้ทำคะแนนเต็มที่

ทานอาหารเสร็จไพลินเดินมาที่รถ ดุสิตมาส่งบอกให้ขับรถดีๆ พลางยืนโบกมือส่ง

พอ หันกลับเห็นแจ่มจันทร์ยืนจ้องอยู่ ฝ่ายนั้นถามว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ดุสิตอวดว่าแฟนตนทั้งยังคุยโวว่าไพลินเป็นผู้หญิงที่สุดยอดจริงๆ ทั้งสวย การศึกษาดี มีธุรกิจใหญ่โตที่อเมริกา ถ้าตนแต่งงานด้วยเมื่อไรมีหวังสบายไปทั้งชาติ

"นึกเหรอว่าแจ่มจะยอมให้คุณไปเสวยสุขกับนังนั่นง่ายๆคุณดุสิต คุณรู้ฤทธิ์นังแจ่มน้อยไป" แจ่มจันทร์จิกตามองตามดุสิตไปอย่างมาดร้าย

ooooooo

และแล้วร้านอาหาร "ปาริชาติ" ก็เปิดตัวอย่างเป็นทางการ มีเพื่อนฝูงและแขกเหรื่อมามากมาย ที่ขาดไม่ได้คือนักข่าวไปร่วมงานกันคับคั่ง

ร้าน กุหลาบขาวอยู่เยื้องๆกับร้านปาริชาติ รมิดา ตะวัน และสุริยนออกมาดูการเปิดร้านอย่างเลิศหรูด้วยความรู้สึกต่างกัน ตะวันพูดตรงๆว่าไม่นานก็เจ๊งเพราะปาริชาติไม่เคยเข้าครัวเลยแล้วจะมาทำร้าน อาหารให้รุ่งได้อย่างไร พอรมิดาถามว่าไม่ไปแสดงความยินดีกับพี่สาวหน่อยหรือ ตะวันส่ายหัวดิกบอกว่าเข้าไปเดี๋ยวทะเลาะกันเปล่าๆ

ศัลย์กับไพลิน เอากระเช้าดอกไม้มาแสดงความยินดีกับร้านปาริชาติ เดินผ่านร้านกุหลาบขาว ศัลย์คันปากชวนรมิดาไปอวยพรร้านปาริชาติพูดยั่วว่ามีสปิริตหน่อย รมิดาตอบเรียบๆว่าเชิญตามสบายตนขอตัว

นัยนา วัลลภ ดุสิต และลัดดามาอวยพรแสดงความยินดีกับการเปิดร้านใหม่ บรรยากาศอบอุ่นฉลองกันอย่างมีความสุขมาก

แต่ พอออกจากร้านปาริชาติ นัยนาแวะมาที่ร้านกุหลาบขาว พูดออกตัวกับรมิดาอย่างไม่สบายใจนักว่าที่จริงตนไม่เห็นด้วยกับการเปิดร้าน ของปาริชาติ รู้สึกเกรงใจรมิดาจริงๆ จะชดเชยความรู้สึกด้วยการลดค่าเช่าร้านให้เผื่อรมิดาจะได้สบายใจขึ้น

รมิดาบอกว่าไม่เป็นไรตนเข้าใจ เมื่อนัยนาถามว่าโกรธตนไหม เธอยิ้มให้บอกว่าสบายใจได้ตนไม่โกรธ

"ขอบ ใจนะหนูที่เข้าใจฉัน...อืม...ฉันขอตัวก่อนนะ ไม่รบกวนหนูแล้วล่ะ" นัยนาขอตัวกลับ ตะวันพาแม่กลับไป รมิดามองตามพอดีสุริยนเดินเข้ามาพูดเปรยๆว่านัยนาคงเกรงใจเธอมาก

"ก็แค่สร้างภาพ! อยากให้ตัวเองดูดีในสายตาคนอื่น" รมิดามองในแง่ลบตามเคย

"มอง ท่านในแง่ดีบ้างสิครับ คุณก็รู้ว่าคุณเดือนเอาแต่ใจตัวเองขนาดไหน คุณนัยนาห้ามคุณเดือนไม่ได้หรอกครับ ผมว่าคุณนัยนาคงรู้สึกแย่ถึงได้มาคุยกับคุณ" สุริยนชี้ให้มองในอีกแง่หนึ่ง แต่รมิดาก็แค่ถอนใจเท่านั้น

ooooooo

บ่ายๆศัลย์ก็แวะมาที่ ร้านกุหลาบขาวกวนประสาทรมิดาตามเคย ศัลย์เข้าไปในครัว ทั้งคู่แหย่กันหยอกกันจะโกรธก็ไม่ใช่จะดีกันก็ไม่เชิง จนตะวันมาเจอเขาไม่ชอบใจเข้าแทรกกลางเบียดจนศัลย์ห่างออกไป

ไพลิน เป็นใจให้พี่ชาย เข้ามาหลอกตะวันว่าคุณนัยนาตามหา พอตะวันออกมาจึงรู้ว่าถูกหลอก ต่อว่าไพลินว่าหลอกตนเพื่อช่วยพี่ชายตัวเอง แกล้งพูดให้เคืองว่า "ยัยป้าเจ้าเล่ห์"

แต่ไพลินไม่โกรธถามว่าตกลงจะ ให้ตนเป็นอะไรกันแน่ เดี๋ยวเรียกเจ๊ เดี๋ยวเรียกป้า สุดท้ายยังถูกตะวันบ่นว่า "วันหลังจะเรียกยายด้วยซ้ำ เซ็งจริงๆโดนยัยแก่หลอก" แล้วจะกลับไปที่ร้านกุหลาบขาวอีก ไพลินรีบตามมาถามว่าจะไปหารมิดาอีกหรือ

"อย่ามายุ่งกับผม" ตะวันบอกฉุนๆ

"หืม...เป็น เด็กไม่อยู่ส่วนเด็ก ผู้ใหญ่เขาแจกขนมจีบกันจะไปยุ่งเขาทำไม" พูดพลางวิ่งมาขวางตะวันแต่รีบไปหน่อยเลยสะดุดจะล้ม ตะวันหันมาคว้าไว้ทันเธอถลำเข้าไปในอ้อมกอดเขา ต่างมองหน้ากันนิ่งครู่หนึ่ง ไพลินจึงผละออกมาเขินๆ

ooooooo

หลังจากที่สุริยนแต่งสวนให้ เดือนฉายตามแบบเสร็จแล้ว ต่างสนิทสนมและมีความรู้สึกดีๆต่อกันมากขึ้น เย็นนี้สุริยนโผล่ไปที่ร้านปาริชาติที่เพิ่งเปิดร้านไปเมื่อ ตอนเช้า

สุริยนชมว่าร้านจัดแต่งได้สวยมาก เดือนฉายยิ้มเชิดพูดเย้ยว่าเจอคู่แข่งแบบนี้ร้านเขาหนาวเลยใช่ไหม เตรียมย้ายไปอยู่ที่อื่นได้แล้ว

"ของอย่างนี้มันไม่แน่หรอก ธุรกิจเอาแน่อะไรไม่ได้ วันนี้เฮง พรุ่งนี้อาจจะซวยก็ได้ เผื่อใจไว้บ้างนะครับ"

เดือน ฉายยิ้มยโสเตือนให้ตัวเองระวังร้านกุหลาบขาวให้ดีดีกว่าอย่าอิจฉาตนเลย เยาะเย้ยว่าถ้าร้านเจ๊งเมื่อไหร่ให้มาสมัครงานกับตนได้ที่ร้านยังต้องการ เด็กล้างจานหลายคน

"คุณหนูไฮโซ...อารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย สุริยนเอ๊ยไปสนใจเขาทำไมวะ" สุริยนบ่นตัวเองเมื่อเดือนฉายสะบัดหน้าผละไป

หลังจากนั้น ร้านอาหารปาริชาติขายดิบขายดี ลูกค้าเข้าออกไม่ขาดสาย

ผิดกับร้านกุหลาบขาว มีคนเข้าประปราย ทั้งเจ้าของร้านและพนักงานนั่งหง่าวกันอยู่ในร้าน

เย็น วันนี้ไพลินกับศัลย์มาที่ห้างผ่านมาเห็นร้านกุหลาบขาวเงียบเหงามาก ไพลินบอกว่าน่าสงสารรมิดา ศัลย์ทำเบ้หน้ายิ้มกวนๆ บอกว่าสมน้ำหน้า อีกหน่อยก็เจ๊ง

"พี่ศัลย์...ไม่น่ารักเลยนะคะ เงินทุกบาททุกสตางค์ที่คุณดาหาได้ มันคือความตั้งใจที่เธอเอามาเลี้ยงแมนยูหลานเรานะคะ" ไพลินติงพี่ชาย กลับได้รับข้อเสนอว่างั้นเราเอาแมนยูมาเลี้ยงจะได้ลดภาระของรมิดา ไพลินมองหน้าพี่ชายถอนใจอย่างเหนื่อยหน่ายขณะบ่น "คิดได้ไงคะพี่ชาย! ช่วยหรือซ้ำเติมคะคุณพี่...รู้ทั้งรู้ว่าคุณดารักแมนยูแค่ไหน"

ศัลย์ไม่พูดอะไร หันมองไปทางร้านรมิดาอีกที เห็นเงียบจนดูวังเวง ก็อดรู้สึกสงสารขึ้นมาไม่ได้เหมือนกัน...

ooooooo

เพราะ ผลประกอบการของโรงแรมไม่ดีทั้งรายจ่ายอื่นๆ ก็ไม่ได้ลดทำให้ทางธนาคารโทร.มาเร่งรัดหนี้สินกับนัยนา บอกเธอว่าไม่ได้จ่ายดอกเบี้ยธนาคารมา 3 เดือนแล้ว นัยนาขอเวลาอีกสักหน่อย เจ้าหน้าที่ธนาคารให้เวลาอีก 7 วัน หรือครึ่งเดือน ถ้ายังไม่ชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

"ขอบคุณ ค่ะ สวัสดีนะคะ" นัยนาวางสายด้วยสีหน้าเครียดจัด คิดถึงเหตุการณ์ที่รุมเร้าเข้ามา ทั้งคำขู่ของศิริที่ให้เธอหาเงินให้เขาใช้ไม่ทัน เขาโกรธจนตบหน้าเธอ ดีที่ตะวันเข้ามาห้ามไว้ไม่อย่างนั้นอาจเจ็บตัวมากกว่านั้น...

นอก จากนี้ศิริยังเอาบ้านไปจำนอง บังคับให้เธอขายหุ้นเอาเงินมาให้เขาหมุน ขู่ว่าถ้าไม่เช่นนั้นเอาเธอตายแน่ และเมื่อไม่ได้เงินสดเขาก็กระชากนาฬิกากับสร้อยเพชรไปขายเอาเงินไปเล่น

คิดแล้วนัยนาร้องไห้อย่างเจ็บปวด รู้สึกชีวิตมืดมนจริงๆ ถามตัวเองว่า...

"ทำไม ชีวิตฉันแย่อย่างนี้...ชีวิตฉันเดินมาถึงทางตันแล้วใช่ไหม? สุเทพ...คุณอยู่ไหน ฉันคิดถึงคุณกับลูก...ถ้าตอนนั้นฉันเลือกที่จะอยู่กับคุณ ฉันคงไม่เจ็บปวดอย่างทุกวันนี้..."

ooooooo

เย็นนี้ ศัลย์กับไพลินไปฝากท้องไว้ที่ร้านรมิดาตามเคย เขาเห็นร้านเธอขายไม่ดี เงียบเหงาจนน่าใจหาย นิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วบอกไพลินว่านึกออกแล้วว่าจะช่วยรมิดาอย่างไร

ดังนั้น เมื่อรมิดาเอาอาหารตามสั่งมาเสิร์ฟเขาชวนนั่งทานด้วยกัน ไพลินเอ่ยชวนด้วยเธอจึงนั่งลง ศัลย์เอ่ยขึ้นว่า

"ที่ จริงอาหารร้านคุณก็รสชาติอร่อยนะแต่ทำไมพักนี้ลูกค้าน้อยจัง บางวันผมเห็นไม่มีคนเลย" รมิดาคิดว่าลูกค้าคงอยากเปลี่ยนบรรยากาศเปลี่ยนรสชาติอาหารเลยไปนั่งที่ร้าน ใหม่ ศัลย์จึงเสนอว่า "ผมว่าคุณน่าจะโปรโมตร้าน ลองหาจุดขายใหม่ๆดูบ้างนะ เผื่อจะกระตุ้นยอดขายได้บ้าง"

รมิดาพยักหน้ายิ้มๆอย่างเห็นพ้องกับข้อเสนอของเขา

ระหว่าง นั้นเอง ปาริชาติกับเดือนฉายเดินมาที่ใกล้ๆ ร้านกุหลาบขาว เห็นศัลย์ ไพลิน และรมิดานั่งคุยกันอยู่ ปาริชาติบ่นอย่างเจ็บใจว่าตนอุตส่าห์เปิดร้านแข่งแล้วยังไม่ได้ผลอีกหรือนี่ เดือนฉายสงสัยว่าร้านตนมีคนเยอะศัลย์เลยไม่อยากนั่ง แต่ปาริชาติกลับเชื่อว่าเพราะรมิดามารยาออดอ้อนออเซาะจนศัลย์หลงหัวปักหัว ปํามากกว่า

เดือนฉายชวนเข้าไปเหวี่ยงเลยไหม ปาริชาติให้รอค่ำๆ ไว้ศัลย์กลับไปก่อนดีกว่าค่อยเข้าไปเหวี่ยงเสียให้หนำใจ

แผน ร้ายของปาริชาติกับเดือนฉายคือ เอาแป้งมันกับโฟมไปละเลงใส่รถของรมิดาที่ลานจอดรถ รมิดามาเจอสั่งให้หยุด สองสาวกลับยิ่งละเลงอย่างเมามัน จนรมิดาเข้าไปกระชากแขนปาริชาติสั่งให้หยุดเดี๋ยวนี้ ปาริชาติหันมาตวาดอย่างหน้าไม่อายว่า

"จะให้ฉันหยุด แกก็ต้องหยุดให้ท่าพี่ศัลย์ก่อนสิ ทำได้ไหมล่ะ!"

รมิ ดาโต้ว่าทำอย่างไรก็ไม่ได้ผลหรอกเพราะปาริชาติลงทุนยิ่งกว่าให้ท่ายังเอา ศัลย์ไว้ไม่อยู่ ปาริชาติกรี๊ดลั่นแล้วฉีดโฟมใส่หน้ารมิดา ดีว่าเธอหลบทันเลยโดนที่หัว รมิดาแย่งกระป๋องโฟมมาฉีดใส่หน้า ปาริชาติโดนเข้าเต็มๆ ปาริชาติเงื้อมือตบสุดแรง รมิดาหลบทันเลยไปโดนเดือนฉายที่เข้ามาช่วยจับรมิดาไว้เข้าเต็มๆ

เธอร้องลั่นบอกปาริชาติว่าตบให้แม่นๆหน่อย แล้วเหวี่ยงรมิดาไปกระแทกรถ

ปาริชาติวิ่งเข้าไปบีบคอรมิดาและจับหัวเธอโขกกับรถโดยมีเดือนฉายมาช่วยรุมอีกคน

"คุณ ดา...หยุดนะคุณเดือน ผมบอกให้หยุด" สุริยนตะโกนบอกแต่ปาริชาติไม่หยุดเขาเลยเข้าไปกระชากทั้งปาริชาติและเดือน ฉายเหวี่ยงออกไป แล้วเข้าประคองรมิดาไว้ บอกสองสาววายร้ายว่า "พวกคุณทำร้ายร่างกายคุณดา ผมจะแจ้งตำรวจ"

ปาริชาติท้าว่าเอาเลย เพราะข้อหาทะเลาะวิวาทก็แค่เสียค่าปรับ ส่วนเดือนฉายปรามสุริยนว่าไม่ใช่เรื่องของเขาอย่ายุ่งดีกว่า แล้วชวนปาริชาติกลับกันเพราะหมดสนุกแล้ว

ooooooo

ขณะพารมิ ดากลับนั้น สุริยนชวนแวะโรงพักก่อนดีไหม รมิดาบอกว่าไม่ต้องเพราะเดือนฉายเป็นน้องสาวตนถึงจะต่างพ่อก็เถอะ และที่สำคัญเดือนฉายไม่เท่าไรคนที่คิดวางแผนน่าจะเป็นปาริชาติเพราะเธอรัก ศัลย์มาก แล้วปรารภว่า

"ถ้าทำให้คุณศัลย์เลิกวุ่นวายกับดาได้ คุณปาก็คงไม่มาวีนดาอีก"

"ถ้า ทำไม่ได้ก็รักคุณศัลย์เสียเลย" สุริยนเสนอยิ้มๆ พอถูกรมิดาจ้องหน้าถามว่าพูดอะไรออกมา เขายังยืนยันว่า "จริงๆนะคุณดา ผมกับคุณลินยังเคยคุยกันเลย ถ้าคุณกับคุณศัลย์ชอบกันปัญหาเรื่องแย่งแมนยูก็หมดไป ยิ่งถ้าแต่งงานกันนะ รับรองคุณปาหมดสิทธิ์ตอแยคุณศัลย์"

รมิดาเบ้หน้าบอกเขาว่าอย่าว่าแต่ชอบเลยแค่เห็นหน้าตนก็ของขึ้นแล้ว สุริยนพึมพำเบาๆ

"จริงเร้อ..."

รมิดาฟังไม่ถนัดถามว่าพูดอะไร เขาทำเสียงสูงบอกว่า "เปล๊า..." แล้วทำไม่รู้ไม่ชี้

เมื่อ กลับถึงบ้าน รมิดาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว สุริยนถามว่าสบายตัวขึ้นไหม เธอบอกว่าดีขึ้นเยอะเลย แล้วนั่งคุยกัน เธอปรารภด้วยความหนักใจถึงสภาพของร้านที่ลูกค้าหายไปหมด สุริยนบอกว่าตนเห็นลูกค้าประจำหลายคน เปลี่ยนไปนั่งที่ร้านปาริชาติแทน

"ถ้า ยังเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ร้านเราต้องขาดทุนแน่ๆ ไหนจะค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ เงินเดือนพนักงานอีกล่ะ รายจ่ายเพียบ เฮ้อ...คุณศัลย์ต้องหัวเราะเยาะดาแน่ๆ เพราะเขาดูถูกดาตั้งแต่แรกแล้วค่ะหาว่าดาเอามรดกของแมนยูมาทำร้านอาหาร ถ้าวันหนึ่งต้องปิดร้านจริงๆ ดาจะทำยังไง รายได้ที่จะเอามาใช้จ่ายในบ้าน มาเลี้ยงดูแมนยูก็คงไม่มีแล้ว"

แมนยูได้ยินเข้าพอดี หนูน้อยสงสารแม่ดาจับใจ กลับเข้าไปที่ห้องนอนเอากระปุกออมสินรูปหมูยิ้มมาถือไว้ บอกหมูออมสินว่า

"แกต้องไปช่วยแม่ดาแล้วนะเจ้าหมูน้อย" แล้วอุ้มหมูออกไป

แมนยูเอาหมูออมสินไปให้รมิดาบอกว่าไม่อยากให้ แม่ดาปิดร้าน แมนยูอยากช่วยแม่ดา ทำให้ทั้งรมิดาและสุริยนต่างซึ้งในน้ำใจของแมนยู รมิดาบอกว่าจะเก็บไว้เอาไว้ลำบากจริงๆค่อยแคะกระปุกมาใช้

แม้จะเป็น เงินไม่มาก แต่น้ำใจของแมนยูนั้นยิ่งใหญ่ รมิดากอดแมนยูไว้บอกว่าน่ารักที่สุดเลยคนดีของแม่ดา แมนยู ก็กอดรมิดาไว้พูดเสียงใสบริสุทธิ์ว่า

"แม่ดาก็เป็นคนดีของแมนยูเหมือนกันครับ"

สุริยนมองภาพตรงหน้าแล้วยิ้มอย่างมีความสุข

ooooooo

ร้าน ปาริชาติขายดิบขายดี วันนี้ปาริชาติจะออกไปข้างนอกกว่าจะกลับก็เย็น ฝากเงินสองแสนให้สมบูรณ์ผัวของแม่ครัวดวงให้เอาไปเข้าบัญชี ดวงเลยแอบฝากสมบูรณ์ไปเข้าบัญชีให้ตนด้วยปึกหนึ่ง

แมนกับฟ้ามุ่ยเด็ก เสิร์ฟในร้านเห็นดวงมีเงินเยอะก็สงสัยว่าเอามาจากไหนเพราะเงินเดือนก็ยังไม่ ออก พอเข้าไปเลียบเคียงทำทีจะขอยืมใช้บ้าง ดวงก็เล่าอย่างดีอกดีใจว่าตนถูกหวยมาหลายงวดรวมๆไว้เพิ่งจะฝากสมบูรณ์ไปเข้า บัญชีวันนี้

ฟังดวงแล้วทั้งแมนและฟ้ามุ่ยมองหน้ากันอย่างไม่อยากเชื่อ แมนพึมพำว่า "ถูกหวยจริงเหรอวะ"

วัน เดียวกัน  ตะวันพาทรงยศมาดื่มน้ำชาที่ร้านกุหลาบขาว รมิดามารินน้ำชาให้ เขาถามว่าทำไมวันนี้ร้านดูเงียบๆไม่มีคนเลย ตะวันชิงบอกว่าเงียบมานานแล้ว เพราะปาริชาติมา เปิดร้านอาหารใกล้ๆตรงนี้มาเปิดแข่งแย่งลูกค้าของกุหลาบขาว ไปหมดแล้ว

รมิดาติงว่าอย่าคิดว่าเป็นการแย่งลูกค้าเลย ธุรกิจประเภทเดียวกันก็ต้องมีการแข่งขันกันเป็นธรรมดา ลูกค้าก็คง เบื่ออาหารร้านนี้จึงไปลองร้านโน้นบ้างถ้าเบื่อร้านโน้นก็คงกลับมาร้านนี้ อีก

"ก็จริงอย่างที่หนูว่านะ คนเรามักจะเห่อของใหม่...แต่ถ้าเจอของใหม่ที่ไม่ดี วันหนึ่งเขาก็ต้องกลับมาหาของเก่า...ต้องอดทนนะหนู รักษาคุณภาพอาหารให้ดี รับรองลูกค้าไม่ไปไหน นานหรอก"

ฟังคำแนะนำของทรงยศแล้ว รมิดายิ้มรับด้วยความยินดีและรู้สึกขอบคุณ...

ooooooo

เมื่อหมดหนทางเข้าจริงๆ นัยนาไปหาวัลลภพี่ชายตัวเองที่โรงแรมเจสเตอร์ เพื่อเอ่ยปากขอยืมเงินมาแก้ปัญหาสัก 7 ล้าน

วัลลภแสดงความรักและห่วงใยน้องอย่างมาก แต่ให้ยืมได้แค่ 2-3 แสน เพราะตอนนี้ตัวเองก็เพิ่งซ่อมตกแต่งห้องพัก ใหม่หมดไปเกือบ 10 ล้าน

นัยนา ผิดหวัง ลุกขึ้นจะกลับ วัลลภถามว่าโกรธตนหรือเปล่า เธอยิ้มเศร้าๆบอกว่าเปล่าแล้วจะออกไป ถูกวัลลภเรียกไว้พูดดักคอเหมือนรู้ทันว่า

"เดี๋ยวนา...อย่าไปรบกวนคุณพ่อล่ะ  พี่ไม่อยากให้คุณพ่อ รับรู้เรื่องเครียดๆ สุขภาพท่านไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ด้วย"

เมื่อ ถูกพี่ชายดักคอเช่นนี้ นัยนาจำต้องพยักหน้าเดินออกไป สวนกับดุสิตตรงประตูพอดี เขาไหว้สวัสดีแล้วเดินเข้าไปถามพ่อว่าอานามาทำไมหรือ วัลลภพูดยิ้มในหน้าว่า

"ยืมเงิน! 7 ล้าน"

ดุสิตถามว่าคุณพ่อให้ไปหรือเปล่า

"ให้ ก็โง่สิวะ...พ่อรอเวลานี้มานานแล้ว...พอยัยนาล้มปุ๊บพ่อจะเทกโอเวอร์สยามคอส โมทันที" พูดแล้ววัลลภยิ้มร้ายกาจ ส่วนดุสิตยิ้มอย่างภูมิใจในตัวพ่อมาก

ooooooo

นัยนาไม่อาจทำใจกลับไปที่ห้องทำงานได้ เธอไปนั่งเศร้าอยู่ที่บริเวณสวนของโรงแรม คิดถึงท่าทีและคำพูดของพี่ชายแล้วก็อดร้องไห้ไม่ได้

รมิ ดาไปเห็นเข้า เดินเข้าไปหา นัยนารีบเช็ดน้ำตาชวนนั่งด้วยกัน นัยนายังมีแก่ใจถามรมิดาว่าที่ร้านเป็นอย่างไรบ้าง พอรู้ว่าไม่ค่อยมีลูกค้า นัยนาก็เดาได้ทันทีว่าเพราะปาริชาติมาเปิดร้านแข่ง เธอมองรมิดาอย่างเห็นใจ บ่นว่าเป็นเพราะลูกสาวตนแท้ๆทีเดียว

"อย่าไปโทษคุณเดือนเลยค่ะ ธุรกิจอาหารเป็นบริการที่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้า ที่อื่นเขาก็มีร้านอาหารหลายๆร้านอยู่ในย่านเดียวกันแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ค่ะ"

นัยนาถามว่าแล้วเธอจะทำอย่างไรต่อไป รมิดาตอบอย่างเด็ดเดี่ยวว่าต้องสู้ จะไม่ยอมปิดร้านแน่ๆ นัยนาชมว่าเก่งยังมีใจสู้ ตนเองสิแย่กำลังหนักอึ้งจนไม่รู้จะสู้อย่างไร คงมาถึงทางตันแล้วกระมัง

"ดิฉันเชื่อว่าทุกปัญหามีทางแก้ไข ถ้าคุณรับมือกับปัญหาไม่ไหวก็ลองให้คนอื่นช่วยสิคะ"

"ไม่มีใครช่วยฉันได้หรอก...ขอตัวนะหนู" นัยนาลุกเดินไปท่าทางเศร้าสร้อย...สิ้นหวัง

รมิดามองตาม   คิดว่าต้องเป็นเรื่องที่ถูกศิริผลาญจนหมดตัวแน่ ถามตัวเองว่า

"ฉันควรสงสารคุณไหม...ฮึ! ไม่มีทาง รับกรรมซะให้พอนะคุณนัยนา บาปกรรมที่คุณทำไว้กับพ่อและฉัน ชาตินี้คุณก็ชดใช้ไม่หมดหรอก"

คิดแล้วก็ยิ้มหยันอย่างสะใจที่เห็นนัยนาต้องเจ็บปวด

ooooooo

แต่พอกลับไปที่ร้านกุหลาบขาวอีกครั้ง รมิดาแปลกใจที่เห็นลูกค้ามานั่งกันเต็มร้าน เข้าไปในครัว สุริยนก็เร่งให้มาช่วยนิดทำกับข้าวเร็วๆเพราะทำคนเดียวไม่ทันแล้ว

ไพลินนั่งดูอยู่บอกพี่ชายว่าลูกค้าแน่นร้านแบบนี้รมิดา ยิ้มดีใจแน่ๆ ศัลย์ยิ้มกริ่มพูดขำๆว่าแม่เชฟตัวแสบอย่าเป็นลมคากระทะไปก่อนก็แล้วกัน

ครู่หนึ่งสองพี่น้องก็เข้าครัวไปช่วยล้างผัก ในขณะที่นิดกับรมิดาช่วยกันผัดมือเป็นระวิง ทุกคนทำงานกันเหนื่อยมากแต่ก็มีความสุขที่ลูกค้ามาอุดหนุนเต็มร้าน

จนเมื่อลูกค้าออกจากร้านไปหมดแล้ว รมิดาพูดกับสุริยนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า ถ้าลูกค้าแน่นร้านอย่างวันนี้ทุกวันก็ดี สุริยนเชื่อว่าแบบนี้ร้านเราไปรอดแน่ แต่ก็แปลกใจที่อยู่ๆก็มีลูกค้ามากันพึ่บแบบตั้งตัวกันไม่ทันทีเดียว รมิดาดีใจและอดคิดไปถึงแมนยูไม่ได้ เปรยๆว่า

"ถ้าแมนยูรู้ แมนยูต้องดีใจแน่ๆเลย"

แต่แล้วก็ความแตก เมื่อรมิดาไปเจอศัลย์ที่มุมหนึ่งในลานจอดรถ เขากำลังจ่ายค่าเสียเวลาให้ชายคนหนึ่งท่าทางเหมือนคนคุมโมเดลลิ่ง  ศัลย์ชมว่าเล่นกันได้เนียนมาก  ชายคนนั้นรับเงินปึกหนึ่งจากศัลย์บอกเขาว่า

"ถ้ามีอะไรจะให้ผมรับใช้อีก ก็เรียกอ๊อดโมได้นะครับ" รับเงินแล้วเดินไปหากลุ่มคนที่มากินอาหารเมื่อครู่นี้แจกเงินให้ทุกคนที่ จ้างมา รมิดาชะงักอึ้ง พอนึกได้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที คำราม...

"นายศัลย์!!"

รมิดาปราดเข้าไปตบหน้าศัลย์อย่างแรงถามว่าทำแบบนี้หมายความว่าอย่างไร จ้างคนมากินข้าวร้านตน ดูถูกกันมากเกินไปแล้ว

ศัลย์หน้าเสียที่ถูกจับได้ พยายามจะชี้แจง ถูกรมิดา จ้องราวกับจะกินเลือดกินเนื้อตะคอกใส่อย่างโกรธจัด

"ยังจะแก้ตัวอีกเหรอ เอาเงินฟาดหัวคนอื่น จ้างคนมาเล่นละครตบตา หลอกให้ฉันดีใจ คุณดูถูกความสามารถของฉัน เห็นฉันจนตรอกหมดปัญญาทำมาหากินแล้วใช่ไหม" พูดแล้วคับแค้นใจจนร้องไห้

ศัลย์พยายามชี้แจง ขอให้เธอมองดูเจตนาดีของตนบ้าง ตนหวังดีจริงๆ

"หวังดีหรืออยากจะย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นคนของฉันกันแน่...คุณรู้ไหมว่าฉัน รักอาชีพนี้มากแค่ไหน ฉันมีความสุขที่ได้ทำอาหาร ฉันภูมิใจเวลาที่ลูกค้ากินอาหารฝีมือฉันแล้วชมว่าอร่อย...แต่คุณกลับทำร้าย จิตใจฉัน ทำลายความภาคภูมิใจที่ฉันสั่งสมมาตลอด..."

รมิดาระบายความในใจออกมาจนศัลย์ยืนอึ้ง เธอถามอย่างเจ็บปวดว่า

"สะใจใช่ไหม ที่ได้เห็นฉันเป็นแม่ค้าหน้าโง่ หลงดีใจ กับความสุขจอมปลอมที่ลูกค้ากำมะลอของคุณหยิบยื่นให้... วันนี้ฉันตั้งใจจะไปบอกแมนยูว่ามีลูกค้ามาอุดหนุนร้านเราเยอะเพื่อให้แมนยู ดีใจ คุณคิดว่าแมนยูจะดีใจไหมถ้าเขารู้ว่าน้าศัลย์จ้างคนมากินข้าวร้านเขา!"

รมิดาหันหลังจะเดินหนี ศัลย์ตามไปขอให้ฟังตนก่อน เธอหันขวับมาตะโกนใส่หน้าเขาว่า

"อย่ามายุ่งกับฉัน...ฉันเกลียดคุณ!"

รมิดาจากไปแล้ว ศัลย์ยืนซึมจนไพลินสงสารพี่ชาย ศัลย์ยังยืนมองตามรมิดาไปพึมพำด้วยความรู้สึกผิดมาก...

"รมิดา...ผมขอโทษ..."

ooooooo

เมื่อสุริยนรู้ก็บ่นๆว่าศัลย์ไม่น่าทำแบบนี้เลยเสียความรู้สึกจริงๆ แต่ก็ชี้ให้เห็นอีกแง่หนึ่งว่าศัลย์ อาจจะเจตนาดีจริงๆ พอรมิดารับไม่ได้เขาชี้ให้คิดว่าต้องดูหลายๆด้าน อย่างเหรียญยังมีสองด้านเลย ถูก รมิดาสวนมาทันควันว่า แต่ถ้าคนมีสองหน้าน่ะคบไม่ได้อย่างเช่นนายศัลย์เป็นต้น

"เมื่อไหร่จะมองเขาในแง่ดีมั่งนะ" สุริยนแซวๆ

รมิดาเสียงดังว่าไม่มีวัน ชอบหาเรื่องให้ปวดหัวไม่เว้น แต่ละวัน สุริยนเลยเปลี่ยนเรื่องถามว่าแล้วเรื่องร้านเราจะเอายังไงต่อไป

"ดาคิดว่าเราต้องโปรโมตร้านค่ะ เจ๊ติ๋มน่าจะช่วยเราได้ แกรู้จักคนในวงการเยอะ" พูดแล้วรมิดาหยิบมือถือขึ้นกดต่อสายไปยังเจ๊ติ๋มทันที

เพียงวันต่อมาก็มีการมาถ่ายทำโฆษณาร้านอาหารกุหลาบขาว มีอาหารแนะนำ 4 อย่าง ซึ่งล้วนแสดงฝีมือโดยรมิดาทั้งสิ้น

ระหว่างถ่ายทำนั้น ศัลย์มาเห็นถามสุริยนว่าเขาทำอะไรกันหรือ

"รายการเปิดครัวคนดังเขามาถ่ายทำช่วงอาหารจานเด็ดครับ ตามสบายนะครับคุณศัลย์ ขอตัวไปเคลียร์ของในครัวก่อน"

สุริยนรีบเดินเข้าไปในครัว ศัลย์ดูการถ่ายทำรายการ ยิ้มอย่างพอใจ

"คุณดาโปรโมตร้านแบบนี้อีกหน่อยลูกค้าต้องเยอะแน่ๆ ดีกว่าวิธีของพี่ศัลย์ตั้งเยอะ โดนจับได้เป็นไงจ๊ะ หน้าหายชารึยัง เข็ดไหมเนี่ย ฮิๆ"

ไพลินแซวพี่ชาย พอดีตะวันเดินมาถามว่าเขาทำอะไรกัน ไพลินหันมองขวางๆ ตอบกวนๆว่า

"ไม่รู้ ไม่บอก อยากรู้ก็เข้าไปถามเอาเองสิยะ"

ตะวันหมั่นไส้ทำปากยื่นใส่แล้วเดินเข้าไปข้างใน

ooooooo

รมิดาลงมือทำอาหารเองทั้ง 4 อย่าง ระหว่างทำก็บรรยายไปอย่างฉะฉานคล่องแคล่วเป็นมืออาชีพจริงๆ เมื่อทำเสร็จอาหารทั้ง 4 อย่าง คือ สปาเกตตีปลาเค็ม ติ่มซำ ปีกไก่น้ำแดง และปลาเก๋าราดพริกสามรส ทุกอย่างน่าทาน สีสวยงาม จัดอย่างมีระดับ ไพลินชมว่าแต่ละอย่างน่าทานทั้งนั้น

"ทำได้ขนาดนี้ ระดับเชฟโรงแรมเลย" ศัลย์อดชมไม่ได้

ถ่ายทำเสร็จรมิดามาส่งคณะทีมงานที่หน้าร้าน ขอบคุณทุกคนด้วยความซึ้งใจ ครีเอทีฟบอกว่าพุธนี้ออกอากาศ อย่าลืมดู รมิดารับรองว่าต้องดูแน่ๆ เชิญโอกาสหน้าแวะมาเที่ยวที่ร้านบ้าง

รมิดายืนส่งทีมงานจนหมดแล้วจะกลับเข้าไปในร้าน ศัลย์เดินเข้ามายิ้มกริ่มชมว่า

"ฉลาดนี่ รู้จักโปรโมตร้าน"

รมิดาประชดว่าเรื่องอะไรจะโง่ เขาหลอกตนได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้นแหละ ศัลย์เลยขอโทษเธอบอกว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้เธอเสียใจ

ปรากฏว่ารมิดายิ้มแย้มบอกว่าช่างมันเถอะแล้วไปแล้วจนศัลย์แปลกใจถามว่าหายโกรธแล้วจริงๆหรือ แต่พอฟังรมิดาพูดแล้วศัลย์ก็อึ้ง

"ก็ไม่รู้จะโกรธไปทำไม ที่จริงคุณก็เจตนาดีนะ แต่ใช้วิธีห่วยไปหน่อย พระท่านว่าโกรธคือโง่โมโหคือบ้า ถ้าเราทำจิตใจให้สงบตั้งสติให้ดี ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเข้ามาเราก็จะแก้ไขให้ลุล่วงไปได้"

ศัลย์ทำหน้าทะเล้นยกมือสาธุอนุโมทนาขอให้ร้านเธอเจริญๆ เลยถูกรมิดาด่า "คนบ้า" แล้วเดินงอนๆเข้าร้านไป ศัลย์ยังตะโกนตามหลังอย่างปีติว่า

"รู้ตัวป่าว...วันนี้คุณน่ารักจังเลย..."

ooooooo

สมบูรณ์กับดวงยังมุบมิบเงินในร้านกันเพลิน เพราะปาริชาติกับเดือนฉายไม่ได้สนใจร้านเลย เอาแต่ เที่ยวเตร่กินดื่มกันสนุกไปวันๆ

จนกระทั่งวันนี้มาที่ร้าน มองไปที่ร้านกุหลาบขาวเห็นคนมานั่งกันเต็มร้าน เดือนฉายทำท่าแปลกใจพูดเย้ยว่ากินฟรีกันรึไงคนถึงได้เต็มร้านขนาดนี้ แบบนี้ร้านเราก็แย่สิ ยุปาริชาติว่าอย่ายอมเด็ดขาด

"พี่ไม่ยอมอยู่แล้ว" ปาริชาติยิ้มร้ายแล้ววางแผนเอาเงินฟาดหัวจ้างแมนกับฟ้ามุ่ยเด็กเสิร์ฟในร้าน ให้ทำอย่างไรก็ได้ไปไล่ลูกค้าร้านกุหลาบขาวออกไปให้หมด ให้ไปช่วยกันคิดเองว่าจะทำอย่างไร

ไม่นานนัก แมนกับฟ้ามุ่ยก็พากันถือถุงคนละใบเข้าไปในร้านกุหลาบขาว ฝนที่เป็นเด็กเสิร์ฟเห็นจะเข้าไปถามว่ามาทำไม ก็พอดีสุริยนเรียกเลยรีบไปหา

แมนกับฟ้ามุ่ยถือถุงเข้ามาแยกกันเข้าไปเปิดถุงแล้วรีบออกไป อึดใจเดียวลูกค้าก็พากันร้องด้วยความตกใจและขยะแขยง เมื่อทั้งหนูและแมลงสาบวิ่งกันให้พล่าน

รมิดาได้ยินเสียงเอะอะข้างนอกรีบออกมาดู ถามว่า

"เกิดอะไรขึ้นคะ"

"หนูค่ะคุณ มีแมลงสาบด้วย นั่นไง อุ๊ยขนลุก" ลูกค้าหญิงคนหนึ่งทำท่าขยะแขยง

"คุณปล่อยให้ร้านคุณมีหนูกับแมลงสาบได้ยังไง โอ๊ย...ไม่ไหวแล้ว ไม่กงไม่กินมันแล้ว" ลูกค้าชายอีกคนโวยวายอย่างไม่พอใจ

"เออ...ต้องขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่รู้จริงๆว่ามันมาจากไหน" สุริยนรีบเข้ามาจัดการ

"ฝน โป้ง  ช่วยกันจับหนูเร็ว ลูกค้าแย่แล้ว" รมิดาสั่งเด็กเสิร์ฟทั้งสอง

ทั้ง ฝนและโป้งช่วยกันเอาไม้กวาดวิ่งไล่หนูกับแมลงสาบไปทั่วร้าน ส่วนลูกค้าต่างพากันทยอยเดินหนีออกจากร้าน บ้างทำหน้าขยะแขยง บ้างทำหน้าสยอง

ร้านปาริชาติที่อยู่เยื้องๆกัน ปาริชาติกับเดือนฉาย และสมบูรณ์กับดวง รวมทั้งฟ้ามุ่ยกับแมน ออกมายืนหัวเราะกันอย่างสะใจ

"เธอสองคนทำได้ดีมาก ฉันจะตกรางวัลให้อย่างงาม" ปาริชาติยิ้มร้าย

"ฮิๆ สะใจจังเลยพี่ปา..." เดือนฉายหัวเราะร่า แล้วทั้งหมดก็พากันกลับเข้าไปในร้าน

ooooooo

ที่ร้านกุหลาบขาว ลูกค้าหนีไปกันหมดแล้ว รมิดา สุริยน ฝน โป้ง และนิดนั่งคุยกันเซ็งๆ รมิดาถอนใจ พึมพำ

"เฮ้อ...ลูกค้าหนีกันหมดเลย"

"ร้านเราก็สะอาดนะ ไอ้หนูกับแมลงสาบพวกนี้มันมาจากไหน" สุริยนสงสัย

"นั่นสิคะคุณยน มันเยอะผิดปกตินะคะ" นิดเห็นด้วย

"ใช่...ถ้าจะมีเล็ดลอดบ้าง ก็น่าจะแค่ตัวสองตัว" รมิดานั่งคิด

ฝนทบทวนเหตุการณ์ จำได้ว่าเห็นแมนกับฟ้ามุ่ยถือถุงเข้ามา ตนกำลังจะตามไปดูก็พอดีสุริยนเรียกจึงเดินไปหา เลยไม่รู้ว่าสองคนนี้มาทำอะไร มารู้อีกทีก็มีเสียงเอะอะโวยวายของลูกค้าว่าหนูกับแมลงสาบวิ่งกันพล่านอยู่ ในร้านแล้ว

คิดแล้วฝนบอกรมิดาว่า

"ต้องเป็นยัยหมามุ่ยแน่ๆค่ะคุณดา ก็ยัยฟ้ามุ่ยเด็กเสิร์ฟ ร้านปาริชาติไงคะ ฝนเห็นมันเอาถุงกระดาษมาหย่อนตุ๊บในร้านเราแล้วก็รีบออกไป"

"เอ้อ...ผมก็เห็นไอ้แมนแวบๆเข้ามาในร้านเหมือนกัน ต้องเป็นฝีมือไอ้สองคนนี้แน่ๆ" โป้งจำได้เหมือนกัน

รมิดากับสุริยนมองหน้ากันเครียดๆที่ถูกเล่นงานอีกจนได้

ooooooo

ฝนกับโป้งเอาถุงกระดาษที่แมนกับฟ้ามุ่ยใส่หนูกับแมลงสาบจะเอาไปทิ้ง  แต่โป้งนึกได้บอกฝนว่าไม่ต้องเอาไปทิ้ง ฝนเดาใจเพื่อนออก มองหน้าถามว่า

"อย่าบอกนะว่า..."

โป้งยิ้มเจ้าเล่ห์ แล้วทั้งสองก็พยักหน้าอย่างรู้กัน

ครู่ใหญ่ต่อมา ที่ร้านปาริชาติ โป้งกับฝนถือถุงกระดาษคนละใบเดินเข้าไปในร้าน ทั้งสองเห็นปาริชาติกับเดือนฉาย กำลังตรวจและคิดบัญชีกันอยู่ที่เคาน์เตอร์ และแมนกับฟ้ามุ่ย ก็กำลังเดินมาเสิร์ฟอาหารลูกค้าอยู่ตามโต๊ะ

ฝนกับโป้งเดินเข้าไปในร้าน แมนเห็นท่าไม่ดีรีบออกมาจ้องหน้าถาม

"แกสองคนมาทำไมวะ"

"มาดูหน้าไอ้พวกที่ชอบลอบกัดไง" โป้งตอบกวนๆ

"ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้" ฟ้ามุ่ยหน้าถมึงทึงเข้ามา

"ไม่ต้องมาไล่หรอกนังหมามุ่ย...เอาของมาคืนแก เดี๋ยวฉันก็ไปแล้ว" ฝนตีฝีปาก

แล้วทั้งฝนและโป้งก็ถือถุงเดินลึกเข้าไปอีก เปิดปากถุง แล้วเทใส่ฟ้ามุ่ยกับแมนอย่างเร็ว พริบตานั้น ทั้งหนูและแมลงสาบก็วิ่งพล่าน แมนกับฟ้ามุ่ยกระโดดหลบร้องกันลั่นร้าน ส่วนโป้งกับฝนเดินอ้าวออกไปทันที

ปาริชาติกับเดือนฉายรีบลุกมาดู พอเห็นหนูกับแมลงสาบ สองสาวก็ร้องกรี๊ดๆเต้นเร่าๆ พวกลูกค้าพากันตกใจทั้งเสียงร้องและหนูกับแมลงสาบ วิ่งหนีกันให้วุ่น บ้างวิ่งออกจากร้าน บ้างวิ่งชนกันในร้านดูสภาพชุลมุนไปหมด

ooooooo

ที่ร้านกุหลาบขาว...

สุริยน รมิดา ฝน และโป้งกำลังช่วยกันทำความสะอาดร้านขนานใหญ่ ทั้งกวาด ถู ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเช็ดตามพื้น

ขณะนั้นเอง ปาริชาติ เดือนฉาย แมน และฟ้ามุ่ย รวมทั้งสมบูรณ์และดวง ก็ชักแถวกันดาหน้ามาที่ร้านกุหลาบขาว

รมิดากับสุริยนและฝนกับโป้งชะงักหยุดทำงานยืนมอง สุริยนพูดอย่างแปลกใจแกมเย้ยว่า

"โอ้โฮ! ยกโขยงกันมาทั้งร้านเลย คุณเดือนจะมาช่วยผมทำความสะอาดร้านเหรอครับ"

"ไม่ต้องมาพูดมาก" เดือนฉายตวาดลั่น พอรมิดาถามว่ามาทำไม มีอะไรหรือ ปาริชาติก็จ้องจิกตาแทบถลน ตอบอย่างแค้นใจว่า

"มีแน่! ฉันก็จะมาคิดบัญชีกับแกไงล่ะนังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แกสั่งให้ลูกน้องแกเอาหนูกับแมลงสาบไปโยนที่ร้านฉันใช่ไหม?"

พอรมิดาบอกว่าไม่รู้เรื่อง ปาริชาติก็พุ่งเข้าตบทันทีรมิดาหันขวับจ้องปาริชาติอย่างเอาเรื่อง ในขณะที่สุริยนและคนอื่นๆพากันยืนอึ้งตกใจกับเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง

ooooooo

หลังจากนัยนาบากหน้าไปหาวัลลภหวังจะยืมเงินมาผ่อนให้กับธนาคารสัก 7 ล้าน วัลลภบอกว่าตนอยากช่วยแต่ถ้าสัก 2-3 แสนก็พอมี ซ้ำยังพูดดักทางไว้ไม่ให้เธอไปเอ่ยปากกับทรงยศผู้เป็นพ่อ อ้างว่าท่านกำลังไม่สบายไม่อยากให้ท่านเครียด เดี๋ยวสุขภาพจะทรุด

นัยนามืดแปดด้าน ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร ไปนั่งที่สวนในบริเวณโรงแรม คิดถึงคนที่เคยอยู่เคียงข้างดิ้นรนฟันฝ่ามาด้วยกันแม้ในยามยากก็มีความสุข

นัยนาหยิบรูปของสุเทพที่เก็บไว้ออกมาดูด้วยความคิดถึง หากยังมีเขาอยู่เคียงข้าง เวลานี้ตนคงไม่ต้องทุกข์ใจมืดแปดด้านอย่างนี้...

รมิดาผ่านมาเห็นนัยนานั่งเศร้าอยู่ คิดจะเดินเข้าไปหา แต่แล้วก็ชะงักเมื่อเห็นศิริเดินดิ่งเข้าไป พอเห็นนัยนาถือรูปในมือ เขากระชากไปตะคอกถาม "นั่นรูปใคร!!" พอเห็นเป็นรูปของสุเทพเขาตวาดถาม "นี่คุณยังเก็บรูปสามีเก่าไว้อีกเหรอ!"

"เออ...ขอรูปฉันคืนเถอะค่ะ"

"เลิกกับไอ้หมอนั่นตั้งยี่สิบกว่าปีแล้วยังลืมมันไม่ได้อีกเหรอ แอบมาพร่ำเพ้อหลงรูปจูบกระดาษอยู่ได้ รักมันมากนักเหรอ! รักมันมากใช่ไหม!!"

"ฉันไม่จำเป็นต้องตอบคุณ นี่มันเรื่องส่วนตัวของฉัน!" นัยนาหน้าเครียด

"เรื่องส่วนตัว! ทั้งๆที่คุณแต่งงานกับผม อยู่กินกันจนมีลูกโตขนาดนี้ แอบมานั่งคิดถึงสามีเก่า แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวอีกเหรอ...คุณนี่มันโง่งมจริงๆ ป่านนี้ไอ้หมอนั่นมันมีลูกมีเมียไปถึงไหนแล้ว!"

แมนยูเดินเข้ามายืนใกล้ๆ รมิดาเห็นนัยนากำลังทะเลาะกับศิริก็ยืนมองจ้องนิ่ง

นัยนาน้ำตาเอ่อ ขอรูปคืนจากศิริ คำตอบที่ได้รับคือ

"ได้สิ! แต่เอาไปต่อกันให้ติดนะ!" ว่าแล้วก็ฉีกรูปสุเทพทิ้งอย่างฉุนเฉียวจากนั้นขว้างออกไปเศษรูปปลิวกระจาย

"นายศิริ! นายไม่ใช่ลูกผู้ชาย!" รมิดาเจ็บปวดที่รูปพ่อถูกฉีกทิ้งเหมือนเศษกระดาษ ส่วนนัยนาตกใจที่รูปสุเทพถูก

ฉีกทิ้ง ร้องถามเสียงเครือว่าทำไมทำแบบนี้ กลับถูกศิริถลึงตาใส่ปรามว่า

"อย่าให้เห็นนะว่าคุณพร่ำเพ้อถึงไอ้บ้านั่นอีก...กลับไปทำงานซะ รีบติดต่อผู้ถือหุ้นมาประชุมด่วน ใครอยากได้หุ้นเพิ่มก็ขายเขาไป ถ้าคุณไม่รีบจัดการผมเอาเรื่องคุณแน่"

ศิริเดินหุนหันออกไปแล้ว นัยนายังนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นอย่างเจ็บปวด กดดัน และคับแค้นใจ

ooooooo

รมิดาเดินไปเก็บเศษรูปที่ถูกศิริปาปลิวไปไกล แมนยูรีบเข้าไปช่วย เก็บรวบรวมแล้วรมิดาเอาไปยื่นให้นัยนา นัยนามองอย่างตื้นตันใจ รมิดาถามด้วยสีหน้าเศร้าหมองว่า

"คุณยังอยากเก็บไว้รึเปล่าคะ"

นัยนาพยักหน้าน้ำตาคลอเอ่ย ขอบใจรมิดาแล้วเอาเศษรูปไปถือไว้ พูดเสียงเครือว่า

"ฉันจะเก็บเอาไว้...ถึงเขาจะทำลายรูปได้ แต่เขาไม่มีวันทำลายความรักที่ฉันมีต่อสุเทพได้หรอก"

แมนยูเก็บเศษรูปได้อีกเอามายื่นให้นัยนา พอนัยนารับไป แมนยูพูดเจื้อยแจ้วว่า

"ขาดแล้วก็เอาไปต่อกันใหม่ได้ เหมือนจิ๊กซอว์ไงครับ...คุณยายอย่าร้องไห้นะครับ คุณตาไม่น่าทำให้คุณยายร้องไห้เลย โตขึ้นแมนยูจะเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ทำให้ผู้หญิงเสียใจแบบนี้ครับ"

นัยนาลูบหัวแมนยูพูดอย่างสะเทือนใจ "โถแมนยู...

ตัวแค่นี้รู้จักคิดแล้ว..."

แมนยูเดินไปนั่งเล่นห่างๆประสาเด็ก นัยนาเอาเศษรูปทั้งหมดใส่กระเป๋า รมิดามองนิ่งถามว่าศิริคงโกรธเธอมากใช่ไหม

คำถามนี้ทำให้นัยนายิ่งสะเทือนใจ ร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ยอมรับว่า...

"ฉันผิดเองที่ลืมสุเทพไม่ได้...หนูคงไม่เข้าใจหรอกว่าการที่เราถูกพรากจากคน รัก แล้วต้องมาแต่งงานกับคนที่เราไม่ได้รัก มันเจ็บปวดแค่ไหน ถึงเวลาจะผ่านมายี่สิบกว่าปี แต่ฉันไม่เคยลืมสุเทพกับลูกสาวฉันเลย...วันนั้นที่ฉันตามหนูไปที่วัด ฉันหลงดีใจคิดว่าหนูเป็นลูกสาวของฉันกับสุเทพ แต่ ก็ไม่ใช่...สุเทพเขาจากฉันไปชั่วชีวิตคนหนึ่งแล้ว ลูกสาวฉันป่านนี้จะเป็นยังไงบ้าง ชาตินี้ฉันจะมีโอกาสได้พบกับลูกสาวฉันหรือเปล่าก็ไม่รู้..."

นัยนาร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวดจนรมิดาเห็นแล้วน้ำตาคลอไปด้วย แต่เป็นน้ำตาและความเจ็บปวดในอีกความรู้สึกหนึ่งของตัวเอง พูดเหมือนบอกเป็นนัยว่า

"คงไม่ได้เจอหรอกค่ะ...เพราะคุณเป็นฝ่ายทอดทิ้งพวกเขา คุณไม่รู้หรอกว่าคุณสุเทพกับลูกสาวเขาเจ็บปวดกันแค่ไหน ลืมอดีตที่เจ็บปวดเถอะค่ะคุณนัยนา คุณเป็นคนเลือกเองที่จะให้ชะตาชีวิตของคุณเป็นแบบนี้..."

"หนูดา...ฉันไม่ได้ทิ้งพวกเขานะ ฉันโดนพรากตัวมาจริงๆ" นัยนายิ่งร้องไห้หนัก

"คุณจะแก้ตัวยังไงก็ได้ แต่คุณแก้อดีตไม่ได้หรอกค่ะ อดีตที่คุณทำร้ายสามีและลูก"

"ใช่...ฉันแก้อดีตไม่ได้...แล้วฉันก็ไม่มีวันลืมสุเทพกับลูกสาวฉันได้ ฉันถึงเจ็บปวดอย่างทุกวันนี้ไงล่ะ..." นัยนายกมือปาดน้ำตานิ่งไปครู่หนึ่งจึงถามรมิดามองตาอย่างค้นหาว่า "หนูดา...หนูรู้จักสุเทพไหม หนูรู้อะไรๆที่เกี่ยวกับเขา หนูเจ็บปวดแทนพวกเขา หนูเป็นลูกสาวฉันใช่ไหม!"

ถูกถามแทงใจดำเอาจังๆ ตรงๆอย่างนี้ รมิดาถึงกับสะอึกอึ้งพูดไม่ออก พอดีมีเสียงโทรศัพท์มือถือของนัยนาดังขึ้น เธอหยิบขึ้นมาดูหน้าจอแล้วขอตัวกับรมิดา

เมื่อนัยนาเดินออกไปแล้ว รมิดามองตามทนไม่ได้ร้องไห้ออกมาขณะพึมพำ

"คุณ นัยนา...ฉันไม่ใช่ลูกสาวคุณ...คุณทำร้ายฉันกับพ่อสุเทพ...คุณทำให้ฉันกับพ่อ เจ็บปวดสาหัส ฉันจะไม่มีวันเรียกคุณว่าแม่...คุณเจ็บ แต่ฉันกับพ่อเจ็บมากกว่า คุณกับฉันก็เหมือนตายจากกันแล้ว ตายจากกันทั้งๆที่ยังมีลมหายใจ..."

พึมพำแล้วรมิดาร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวด

ooooooo

เมื่อ จูงแมนยูเดินมานั่งที่ม้านั่งริมสวนอย่างยังไม่อาจทำใจให้ปกติได้ แมนยูมองหน้าแม่ดาของตัวเองถามว่าร้องไห้ทำไม สงสารคุณยายหรือ รมิดาพยักหน้าบอกว่าคุณยายเขาน่าสงสาร

"เมื่อกี้แมนยูปลอบคุณยายไปแล้ว เดี๋ยวคุณยายก็ยิ้มได้ แม่ดาอย่าเสียใจนะครับ แมนยูเช็ดน้ำตาให้นะครับ"

แมนยูเอามือน้อยๆมาเช็ดน้ำตาให้  รมิดาฝืนยิ้มให้ทั้งที่น้ำตายังอาบแก้ม ถามว่า

"แมนยูรักแม่ดาไหมครับ"

"รักสิครับ รักมากด้วย"

"แล้วโตขึ้นแมนยูจะเป็นสุภาพบุรุษอย่างที่เมื่อกี้พูดกับคุณยายไหมครับ"

"เป็นสิครับแม่ดา แมนยูจะไม่ทำให้ผู้หญิงเสียใจแล้วก็ไม่ทำให้แม่ดาร้องไห้ด้วยครับ"

"เก่งมากลูกชาย แม่ดารักแมนยูที่สุดเลย" พูดแล้วลูบหัวหอมแก้มอย่างแสนรัก

"แมนยูก็รักแม่ดาที่สุดเหมือนกันครับ..."

แมนยูหอมแก้มรมิดา ทำให้รมิดารู้สึกดีขึ้น กอดแมนยูไว้อย่างอบอุ่น...

ooooooo

ส่วน นัยนา เมื่อกลับถึงห้องทำงานแล้วตรงไปนั่งที่โต๊ะทำตามที่แมนยูบอกไว้อย่าง ตั้งใจ...โดยเอากระดาษมาตัดเท่าขนาดรูป ทากาว แล้วเอาเศษรูปมาติดบนกระดาษที่ทากาวแล้ว

ระหว่างติดรูปแต่ละชิ้นต่อรูปสุเทพให้สมบูรณ์เหมือนเติมหัวใจตัวเองให้เต็มจนกระทั่งติดรูปเสร็จ เธอนั่งดูรูปพูดกับตัวเองเศร้าๆ

"ต่อให้รูปนี้ต้องโดนทำลายอีก ฉันก็ไม่มีวันลืมคุณได้ สุเทพคะ...ฉันไม่เคยคิดจะทอดทิ้งคุณกับลูกเลย แต่ทำไม

หนูดากลับคิดว่าฉันทิ้งคุณกับลูก...ช่วยฉันด้วยนะสุเทพ...

ขอ ให้ปาฏิหาริย์มีจริง...ขอให้ฉันได้เจอลูกสาวของเรา...ฉันอยากกอดลูก...อยาก ให้ลูกรู้ว่าฉันรักลูกมากแค่ไหน...สุเทพ...ฉันคิดถึงลูกเหลือเกิน..."

นัยนาเอารูปที่ต่อเสร็จขึ้นมากอดไว้แนบอก ร้องไห้


ด้วยความคิดถึงลูก...ปล่อยตัวเองให้อยู่กับอดีตตามลำพัง...

ooooooo
ตอนที่ 11

ปาริชาติจ้องรมิดาเขม็งราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ รมิดาจ้องตอบอย่างเอาเรื่อง กลับถูกปาริชาติท้าหาเรื่อง ตะคอกถาม

"จ้องหน้าฉันทำไมนังแม่ค้าต้นทุนต่ำ"

"อย่าเสียเวลาพูดกับมันเลยพี่ปา ตบมันให้เละไปเลย" เดือนฉายยุ

แต่พอปาริชาติเข้าไปยกมือจะตบและเดือนฉายช่วยล็อกตัวรมิดานั่นเอง สุริยนก็พรวดออกมาร้องเสียงดังดุดัน

"หยุด นะคุณเดือน อย่าทำอย่างนี้" พลางเข้าไปดึงเดือนฉายออกมา แต่ปาริชาติยังจะตบรมิดาอยู่ยิกๆ แต่พอตบหน้าได้ไม่ทันเงื้ออีกครั้ง   ก็ถูกรมิดาตบเพียะเอาคืนอย่างสะใจ

เมื่อเจ้าของร้านทั้งสองตบตีกัน   ลูกน้องในร้านก็กลุ้มรุมกันเข้าช่วย    โดยสมบูรณ์พุ่งเข้ามาจับตัวสุริยนไว้

เดือนฉายเข้าไปช่วยปาริชาติตบรมิดาอีก ส่วนโป้งต่อยกับแมน ฝนตบกับฟ้ามุ่ย ช่างลุยกันได้ถูกคู่จริงๆ

ทันใดนั้นติ๋มกับจูดี้เดินเข้ามาเห็นมีการตะลุมบอนกันอุตลุดก็ชะงัก ติ๋มวี้ดว้ายขึ้นว่า

"ตายแล้ว...ตายแล้ว สงครามชะนีมีลิงด้วย ตะลุมบอนกันใหญ่แล้ว" แล้วจูดี้ก็วิ่งเข้าไปกระชากเดือนฉายออกมา ส่วนติ๋มวิ่งเข้าไปช่วยรมิดา

"หยุด นะนังปาปิรันย่า ออกไปจากร้านน้องดาเดี๋ยวนี้" ติ๋มแว้ดใส่ กลับถูกปาริชาติหันมาทำหน้ายักษ์ ถามว่าอยากโดนมั่งรึไงจะได้จัดให้ พลางยกมือตบหน้าติ๋มเพียะ!

ติ๋มเซไปร้องลั่นแต่พอหันกลับมาก็ซัดคืน ฉาดใหญ่ ปาริชาติร้องเหมือนอะไรถูกเชือด พอติ๋มจะตามซ้ำ ปาริชาติก็คว้าไม้ถูพื้นขึ้นมาฟาดโครม!   เสียงร้องของติ๋มทำให้จูดี้หันมาช่วยกระชากไม้กับปาริชาติ เดือนฉายเลยได้จังหวะตบหน้ารมิดาอีกฉาด

รมิดาชะงักกึกหันจ้องเดือน ฉาย อยากต่อยสักเปรี้ยงแต่พอคิดได้ว่าเป็นน้องก็ไม่อยากทำ เดือนฉายคิดว่ารมิดาไม่กล้าสู้ ย่ามใจเลยเข้าไปบีบคอทันที

ที่หน้า ร้าน ศัลย์ ไพลิน และตะวันเดินเข้ามาพอดี ศัลย์ร้องถามอย่างตกใจว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น ตะวันก็ตะโกนให้เดือนฉายหยุด แต่ไม่มีใครฟังใคร ตะวันจึงวิ่งเข้าไปกระชากเดือนฉายออกมา

"ทุกคนหยุดเดี๋ยวนี้!" ศัลย์เสียงเฉียบขาดดุดัน แต่ก็ไม่อาจทำให้สงครามย่อยๆหยุดลงได้ ศัลย์เลยตะโกน "ตำรวจมา!!"

ได้ผล ทุกคนชะงักกึก หันมองศัลย์เป็นตาเดียว ปาริชาติรีบวิ่งเข้าไปกอดแขนศัลย์อ้อน

"พี่ ศัลย์ขา พี่ศัลย์ต้องจัดการให้ปานะคะ ดูสิ รมิดามาหาเรื่องปา แล้วก็สั่งให้ลูกน้องรุมทำร้ายปากับยัยเดือนค่ะ ปาเจ็บไปหมดทั้งตัวเลย..."

"คุณดาหาเรื่องคุณปา...ในร้านของตัวเองเนี่ยนะ?" ไพลินถามอย่างสมเพชจนทุกคนหันมองปาริชาติเป็นตาเดียว

ooooooo

หลัง เหตุการณ์สงบ ศัลย์กลายเป็นเสมือนผู้พิพากษาที่ต้องมาพิจารณาคดีความของสองฝ่าย โดยคนของปาริชาตินั่งอยู่ฟากหนึ่งและคนของรมิดานั่งอยู่อีกฟากหนึ่ง ศัลย์ถอนใจหนักหน่วงพูดเหมือนบ่น

"ที่จริงร้านก็อยู่ใกล้กันแค่นี้ น่าจะคุยกันดีๆนะครับ"

แมน คนของร้านปาริชาติเถียงว่าจะคุยดีๆได้อย่างไรในเมื่อโป้งกับฝนเอาหนูกับ แมลงสาบไปปล่อยในร้านของปาริชาติ ส่วนเจ้าตัวปาริชาติเองก็ฉอดๆเสริมว่าจริง ลูกค้าวิ่งหนีกันกระเจิงเลย

ฝนทนไม่ได้โต้ขึ้นมาว่า ตนเห็นฟ้ามุ่ยเอาหนูกับแมลงสาบมาปล่อยที่ร้านกุหลาบขาวก่อน

"จริง เหรอฟ้ามุ่ย" ศัลย์หันมองหน้าฟ้ามุ่ยเขม็ง จนฟ้ามุ่ย อึกอักไม่กล้าพูดแต่ก็หันมองไปทางปาริชาติ ถูกปาริชาติจ้องจิกขยิบตาใส่ทำนองไม่ให้พูด ทั้งยังทำท่าบุ้ยใบ้ให้ออกไปเสีย ฟ้ามุ่ยหันมองแมนแล้วรีบพากันออกจากร้านไป ดวงกับสมบูรณ์ ก็ตามไปติดๆ

"เฮ้ย...เดี๋ยวสิ ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย" ศัลย์เรียกและลุกตามไป ไพลินตามพี่ชายไปบ้าง ปาริชาติเห็นดังนั้นร้องเรียกให้รอตนด้วยพลางหันไปเร่งเดือนฉายให้ลุกตามไป อีกคน

ในที่สุด คนจากร้านปาริชาติก็กลับไปกันหมด จึงเหลือแต่จูดี้ ติ๋ม รมิดา ฝน และโป้งนั่งอยู่ในร้านกุหลาบขาว จูดี้ร้องโอดโอยว่าเจ็บไปหมดทั้งตัวแล้ว ติ๋มเองก็ทำท่าระบมไปเหมือนกัน บ่นกระปอดกระแปดว่า

"ฮึ...ยัยปานะยัยปา ชะนีบ้าอะไรยะ มือหนักชะมัด เฮ้อ...นี่ตกลงร้านโน้นเขามาหาเรื่องน้องดาก่อนใช่ไหมคะ"

"ก็ อย่างที่ฝนบอกนั่นแหละค่ะ เด็กเขาแกล้งเอาหนูเอาแมลงสาบมาปล่อยในร้านดา" พูดแล้วรมิดาหันมองโป้งกับฝน ตำหนิว่า "เธอสองคนก็ไม่ควรจะไปแกล้งเขากลับ ถ้าเราเฉยเสียมันก็จบ"

ฝนขอโทษเพราะตนทนไม่ไหวจริงๆ ส่วนโป้งยอมรับผิดรับโทษถ้ารมิดาจะตัดเงินเดือนพวกตนก็ยอม รมิดากับสุริยนมองหน้ากันเชิงขอความเห็น แล้วสุริยนก็เอ่ยขึ้นเป็นการเป็นงานว่า

"ครั้งนี้พี่จะยกให้...แต่ อย่าให้มีครั้งต่อไปนะ วันหลังจะทำอะไรก็ควรปรึกษาพี่กับคุณดาก่อน" เมื่อฝนกับโป้งรับคำอย่างเข้าใจ สุริยนอนุญาตให้กลับไปทำงานเสีย

พอทั้งสองไปแล้ว ตะวันหันมองรมิดาอย่างเป็นห่วงถามว่าเจ็บไหม รมิดายิ้มบางๆบอกว่าไม่ ตะวันถอนใจทำหน้าเซ็งๆขณะบ่น

"พี่เดือนกับพี่ปานี่แย่จริงๆ ชอบหาเรื่องคุณดาอยู่เรื่อย"

ooooooo

ปาริชาติ เดือนฉาย ศัลย์ และไพลินกลับมานั่งที่ร้านของปาริชาติ ศัลย์เอ่ยขึ้นว่า

"เด็กของปาเป็นฝ่ายไปหาเรื่องเขาก่อน ปาควรจะเรียกเด็กมาเตือนนะ"

ปา ริชาติ ทำเป็นยอมรับว่าเด็กของตนผิด หันไปถามเดือนฉายว่าไล่ออกเลยดีไหม เดือนฉายทำเสียงหืม...ไม่เห็นด้วยในคอติงว่าแรงไปแค่ตัดเงินเดือนก็พอ ศัลย์เองก็เห็นด้วยว่าอย่าถึงกับไล่ออกเลย ให้เขารู้ว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นความผิดก็พอ วันหลังจะได้ไม่ทำอีก

"อย่าง งั้นก็ได้ค่ะ" ปาริชาติรีบเห็นด้วย บอกเดือนฉายให้ไปช่วยกันจัดของว่างมาเลี้ยงศัลย์กับไพลินหน่อย แล้วหันไปบอกศัลย์ให้คุยกับไพลินไปก่อน แล้วเธอเองก็ลุกไปพร้อมกับเดือนฉาย

พอสองคนไปแล้ว ไพลินบ่นกับพี่ชายว่าปาริชาตินี่สุดยอดจริงๆ ขยันสร้างเรื่องไม่เลิก

"นี่ลินคิดว่าเป็นฝีมือปาอีกแล้วเหรอ" ศัลย์ถามแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลยจริงๆ

"พี่ศัลย์ลองคิดดูสิคะ ถ้าเจ้านายไม่สั่ง ลูกน้องจะกล้าทำเรื่องแย่ๆอย่างนี้เหรอคะ"

พอน้องสะกิดเท่านั้น ศัลย์ก็ถอนใจ สีหน้าคิดหนักขึ้นมา...

ooooooo

นัยนาตกอยู่ในความทุกข์กังวลอย่างหนัก วันนี้เธอนั่งคุยกับพนักงานชายคนหนึ่งในโรงแรม พนักงานชายคนนั้นพูดอย่างหนักใจหน้าเครียดว่า

"เดือนที่แล้วเราก็จ่ายเงินเดือนพนักงานเลตไปเป็นอาทิตย์ เลยนะครับท่านประธาน นี่ก็ใกล้จะสิ้นเดือนแล้ว"

นัยนา ขอดูบัญชี เมื่อพนักงานคนนั้นเอาแฟ้มให้ดู เธอดูรายละเอียดแล้วถอนหายใจพึมพำว่า "เดือนนี้เราติดลบอีกแล้วเหรอ...ขอเวลาสักหน่อยนะ ฉันจะรีบหาเงินมาจ่ายเงินเดือนพนักงานให้ทันสิ้นเดือน คุณกลับไปทำงานต่อเถอะ"

เมื่อพนักงานคนนั้นถือแฟ้มงานลุกไปแล้ว นัยนาถอนใจคิดหนัก เสียงของพนักงานธนาคารที่ยื่นคำขาดวันนั้นยังก้องอยู่ในความรู้สึก..."เรา ช่วยไม่ได้จริงๆครับ ถ้าคุณนัยนายังไม่ ชำระดอกเบี้ยที่ค้างอยู่ อีก 3 วันทางธนาคารจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย หวังว่าคงเข้าใจนะครับ..."

คิดถึงเรื่องราวที่ถาโถมเข้ามาแล้วนัยนาหน้าเครียดจัด ถามตัวเองว่า..."ฉันจะหาเงินมาจากไหน...ฉันจนปัญญาแล้วจริงๆ"

ooooooo

นัยนาเดินไปที่มุมหนึ่งของสวนในโรงแรมด้วยความรู้สึกมืดมน เจ็บปวด ท้อแท้ ไม่รู้จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไร

ขณะ นั้นเอง รมิดาเห็นนัยนา เดินเข้าไปทัก นัยนาหันมองพยายามกลบเกลื่อนสีหน้าให้เป็นปกติ รมิดาถามว่ายังไม่กลับหรือ นัยนาพยักหน้า ชวนนั่งด้วยกัน

"มีเรื่องไม่สบายใจเหรอคะ" รมิดาถามอย่างเกรงใจ

"ฉัน รู้สึกแย่เหลือเกิน ภาระที่ฉันแบกรับไว้มันหนักอึ้ง...หนักจนฉันรับมือไม่ไหวแล้ว" รมิดาฟังแล้วปลอบใจว่าอย่าเพิ่งท้อ แต่นัยนายังพูดด้วยสีหน้าเครียดจัดว่า "มันเกินท้อแล้วล่ะ ปัญหารอบด้านเข้ามารุมเร้า ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ฉันพยายามต่อสู้กับมัน...แต่...ฉันก็พ่ายแพ้ ฉันเหนื่อยล้ากับชีวิตเหลือเกิน...มันหมดหวัง หมดกำลังใจ...ชีวิตที่สิ้นหวังมันก็ไม่ต่างอะไรกับร่างกายที่ไร้จิต วิญญาณ...เหลือแค่ลมหายใจในร่างที่รอวันตายเท่านั้น..."

"ดิฉันพอจะช่วยอะไรคุณได้บ้างไหมคะ" รมิดามองนัยนาน้ำตาคลอด้วยความสงสาร

"ฉัน ไม่รู้ว่าในชีวิตนี้ ฉันจะได้เจอหน้าลูกสาวฉันที่เกิดกับสุเทพหรือเปล่า...ถ้าลูกสาวฉันมาตามหา ฉันที่นี่แล้วหนูได้มีโอกาสเจอเขา ฝากบอกลูกสาวฉันด้วยนะว่าฉันรักเขามาก ฉันไม่เคยคิดจะทอดทิ้งเขากับพ่อของเขาเลย เคราะห์กรรมทำให้ฉันต้องโดนพรากลูกไปจากอก..."

นัยนาร้องไห้ กุมมือรมิดาได้ พูดอย่างน่าเห็นใจว่า

"หนู ดา...ฉันเคยคิดนะว่าหนูเป็นลูกสาวฉัน...แต่แล้วก็ไม่ใช่...แต่ฉันก็ดีใจนะ ที่ได้เจอหนู ฉันรู้สึกถูกชะตากับหนูมาก ...เสียดายนะ ช่วงเวลาที่เราได้รู้จักกันมันช่างสั้นนัก...ชีวิตนี้เราคงไม่ได้เจอกัน อีก...ลาก่อนนะหนู..."

รมิดาชะงักงัน จนเมื่อนัยนาลุกเดินไปเธอมองตามน้ำตาคลอด้วยความสงสารเห็นใจ ครู่หนึ่ง ฉุกคิดอะไรได้กับคำพูดที่เป็นปริศนาของนัยนาที่ว่า "ไม่ได้เจอกัน...ลาก่อน..." รมิดา ตกใจอุทานเรียก "คุณนัยนา..." แล้วลุกตามไปทันที

รมิดาเดินอ้าวตามไป เห็นนัยนากำลังจะเข้าลิฟต์พอดี รีบตามไปแต่ไม่ทันประตูลิฟต์ปิดก่อน แม้รมิดาจะระดมกดให้รอแต่ช้าไปแล้ว เธอร้อนใจมาก

ขณะนั้นเองศัลย์มา เห็นรมิดาเขามองอย่างสงสัย ยิ่งเมื่อเห็นรมิดาตัดสินใจวิ่งไปทางบันไดหนีไฟเขาก็ยิ่งสงสัยว่าเธอจะไปไหน ศัลย์วิ่งตามไปทั้งด้วยความสงสัยและเป็นห่วง

ooooooo

นัยนาขึ้นไปที่ดาดฟ้าของโรงแรมซึ่งมีตาข่ายกั้นขึ้นไปสูงแค่เอว นัยนาเดินไปยืนริมดาดฟ้ามองลงไปข้างล่าง...

รมิดาวิ่งขึ้นบันไดหนีไฟแม้จะเหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน แต่เธอแข็งใจต้องวิ่งไปแข่งกับเวลาที่เธอคิดว่าเป็นเวลาแห่งความเป็นความตาย

วิ่งไปถึงดาดฟ้า เห็นนัยนากำลังชะโงกมองลงไปข้างล่าง รมิดาตกใจมากคิดว่านัยนากำลังจะกระโดดลงไป เธอร้องสุดเสียง

"คุณ นัยนา...อย่า!" แล้ววิ่งเข้าไปกระชากตัวนัยนาออกห่างจากริมดาดฟ้า นัยนาที่กำลังปวดหัวรุนแรงตาพร่ามัวเหมือนจะเป็นลม ชะงักหันมองรมิดาที่ถามอย่างตระหนกว่า "ทำไมคุณคิดสั้นแบบนี้"

"ฉัน...เออ...ฉันเปล่า..."

"ก็ฉันเห็นคุณกำลังจะโดดลงไป" รมิดามองอย่างจับพิรุธ

ศัลย์วิ่งตามขึ้นมาแล้ว เขาชะงักเมื่อเห็นรมิดากับนัยนากำลังคุยกันอยู่อย่างตึงเครียด เขายืนอยู่ห่างๆเงียบๆ

รมิดามองหน้านัยนานิ่งด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เอ่ยอย่างเข้าใจนัยนาว่า

"ดิฉัน รู้ว่าคุณกำลังเจอเรื่องเลวร้ายในชีวิต...ถึงคุณศิริจะสร้างปัญหาทำให้คุณ ทุกข์ใจแสนสาหัส  แต่คุณก็ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้...การฆ่าตัวตายมันเป็นการแก้ปัญหาของคน โง่! คนโง่ที่ไม่รู้คุณค่าของชีวิต...คุณคิดเหรอว่าถ้าคุณตายแล้วปัญหาทุกอย่าง มันจะจบ..."

เห็นนัยนานิ่ง รมิดาพูดต่อด้วยความเจ็บปวดกดดันจนร้องไห้ว่า

"คิด ไหมว่าคนที่อยู่ข้างหลังคุณเขาจะเจ็บปวดกันแค่ไหน ตอนที่คุณหมดสติอยู่โรงพยาบาล ตะวันบอกว่าสงสารแม่ที่ต้องแบกรับภาระทุกอย่าง เขาอยากเห็นรอยยิ้มของแม่ อยากเห็นแม่มีความสุข...ถ้าแม่เป็นอะไรไป ตะวันจะอยู่ได้ยังไง...ลูกชายคุณรักคุณมากขนาดนี้ คุณอยากเห็นเขาเจ็บปวดไปทั้งชีวิตใช่ไหม"

"หนูดา..." นัยนาจับมือรมิดาไว้ "หนูกำลังเข้าใจผิดนะ ฉันไม่เคยคิดสั้น"

รมิ ดาเปลี่ยนเป็นโกรธขึ้นมาทันที สะบัดมือจากนัยนา พูดอย่างแข็งกระด้างว่าตนไม่เชื่อ ขอให้เลิกสร้างภาพหลอกลวงคนอื่นเสียที แล้วอดพูดถึงเรื่องที่ตัวเองเจ็บปวดไม่ได้ว่า

"ขนาดคุณสุเทพกับ ลูกสาวเขาที่คุณพร่ำบอกว่ารักเขามาก คุณยังใจดำทิ้งพวกเขามาได้ลงคอ นับประสาอะไรกับตอนนี้ ดิฉันเห็นคุณกำลังจะกระโดดลงไป ยังมาโกหกว่าไม่ได้คิดสั้นอีกเหรอ"

"ฟังนะหนูดา! ถึงชีวิตฉันจะย่ำแย่ ตกต่ำถึงที่สุดแล้ว แต่คนอย่างฉันก็ไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตาย หนูดา...หนูกำลังปิดบังอะไรฉันอยู่" นัยนาเปลี่ยนเป็นมองรมิดาอย่างเอะใจ ทำให้รมิดาชะงักเฉไฉถามว่าปิดบังอะไรหรือ

นัยนาพูดอย่างตรึกตรองว่า "ฉันเคยบอกหนูว่าฉันถูกพรากจากคนรักและลูก แต่หนูก็ยังตอกย้ำว่าฉันทอดทิ้งพวกเขา ฉันรู้สึกว่าหนูรู้อะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับสุเทพ...หนูเจ็บปวดเจ็บแค้นแทน พวกเขา หนูเป็นใครกันแน่...หนูเป็นลูกสาวของสุเทพกับฉันใช่ไหม?"

ศัลย์ที่ยืนเงียบๆอยู่ห่างๆมานานเดินเข้าไปขัดจังหวะทันที ทำเป็นร้องทัก

"อ้าว...คุณนัยนา สวัสดีครับ มืดค่ำแล้วขึ้นมาทำอะไรบนนี้กันเหรอครับ"

นัยนา ปรับสีหน้าปกปิดความรู้สึกที่มีอยู่ ทำสีหน้าให้เป็นปกติบอกเขาว่าขึ้นมารับลมและกำลังจะลงไปพอดี พูดแล้วขอตัวเดินเลี่ยงไป ศัลย์ยิ้มแล้วหันไปจ้องรมิดาถามอย่างเครียดขรึมว่า

"มีอะไรจะอธิบาย...หรือแก้ตัวไหม"

"อย่ามาจ้องหน้าฉันอย่างนี้...ฉันไม่ใช่จำเลย!" รมิดาเดินปึงๆออกไปทันที ศัลย์มองตาม พึมพำอย่างหมายมาด

"นึกเหรอว่าจะปล่อยไปง่ายๆ"

ooooooo

ศัล ย์ จ้ำอ้าวตามไปกระชากแขนรมิดาหันกลับมาถามว่าจะไปไหน มานี่ก่อน รมิดาหันจ้องหน้าเขาทั้งที่น้ำตาซึมอยู่ ขอร้องเสียงเครือว่า "อย่ามายุ่งกับฉันได้ไหม?"

"ไม่ได้! บอกมาซะดีๆว่าคุณคุยอะไรกับคุณนัยนา" ถามแล้วรมิดานิ่ง ศัลย์คาดคั้น "คุณกำลังปิดบังความลับอะไรไว้?"

"มันเรื่องส่วนตัวของฉัน คุณไม่จำเป็นต้องรู้" จ้องหน้าศัลย์ทั้งที่น้ำตายังคลอ

"ไม่ ยากหรอกถ้าผมจะสืบจริงๆ แต่ผมอยากรู้จากปากคุณ...เท่าที่ผมรู้ ก่อนแต่งงานกับคุณศิริ คุณนัยนาเคยมีครอบครัวมาก่อน...พฤติกรรมของคุณกับคุณนัยนาน่าสงสัยมาก! หรือว่า ...คุณเป็นลูกสาวคุณนัยนาที่เกิดกับสามีเก่า"

รมิดาชาวาบไปทั้งตัว ตกใจจนพูดไม่ออก ในขณะที่ศัลย์รุกอย่างมั่นใจยิ่งขึ้นว่า

"ใช่ไหมรมิดา...ไม่ตอบเหรอ! ฮึ! ดูซิว่าวิธีนี้จะทำให้คุณยอมบอกความจริงกับผมไหม"

พูด ไม่ทันขาดคำศัลย์คว้าร่างเธอเข้าไปกอดไว้แน่น รมิดาร้องไห้ออกมาสีหน้าเครียดสับสนจนศัลย์เองตกใจค่อยๆคลายวงแขนออก จ้องหน้าเธอนิ่ง ถามเสียงอ่อนลง "รมิดา...เธอร้องไห้ทำไม?"

"อย่า บังคับฉันได้ไหม ขอร้องนะ ฉันเครียด ฉันสับสนไปหมดแล้ว...สิ่งที่คุณอยากรู้มันไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับคุณเลย... แต่มันจะยิ่งทำให้ฉันเจ็บปวด ชีวิตฉันเจ็บปวดมามากพอแล้ว...อย่าตอกย้ำให้ฉันเจ็บมากไปกว่านี้เลย..." พูดแล้วเธอเดินจากเขาไปช้าๆ

"รมิดา...ถึงความจริงจะทำให้คุณเจ็บปวด...แต่คุณก็ต้องกล้าเผชิญกับความจริง!"

ศัลย์พูดตามหลังรมิดาไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน อบอุ่น

ooooooo
เมื่อ ลงจากดาดฟ้าแล้ว นัยนาเดินมาตามทางเดินในโรงแรม ตะวันมาเจอเข้าถามว่าคุณแม่ไปไหนมา นัยนาฝืนยิ้มบอกลูกว่าไปเดินเล่นมา แต่พอเดินต่อไปอีกสองสามก้าวก็รู้สึกเวียนหัวทำท่าจะล้ม ตะวันรีบประคองแม่ไว้ พอรู้ว่าแม่เวียนหัวก็รีบพากลับไปพักผ่อนที่บ้าน

พา แม่กลับมาถึงห้องนอน ตะวันประคองแม่ไปนอนแล้วหายาให้ทาน บอกแม่ด้วยความเป็นห่วงว่าถ้าพรุ่งนี้ไม่ดีขึ้นก็ให้หยุดงานสักวัน พลางจะถือถาดยาออกไป

"ตะวัน..." นัยนาเรียกเสียงเศร้าสีหน้าหม่นหมอง เมื่อตะวันชะงักหันมอง เธอเอ่ย "แม่..." แล้วหยุดแค่นั้นไม่อาจพูดความทุกข์ใจให้ลูกฟังได้ เลี่ยงไปว่า "เออ...แม่รักลูกมากนะตะวัน"

"ผมก็รักคุณแม่ครับ..." ตะวันกลับมาดึงผ้าห่มคลุมให้แม่แล้วถือถาดยาออกไป

"ตะวัน...แม่ เหนื่อยล้าเหลือเกิน แม่หมดแรงที่จะสู้ต่อไปแล้ว ถ้าไม่มีแม่ ลูกจะเป็นยังไง...ตะวันต้องเข้มแข็ง อย่าอ่อนแออย่างแม่นะลูก" นัยนาพึมพำ นอนนิ่งน้ำตาไหลเป็นทาง...

ooooooo

กลับถึงบ้านคืนนี้ รมิดาเล่าเรื่องนัยนาให้สุริยนฟัง สุริยนไม่เชื่อว่านัยนาจะคิดฆ่าตัวตายแบบนั้น แต่รมิดาก็ยังเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็นว่านัยนาก้มศีรษะไปข้างหน้าเหมือนจะ กระโดดลงไปจริงๆ

เมื่อรมิดาบอกว่านัยนาก็บอกตนอย่างนั้นเหมือนกัน สุริยนเลยสรุปว่าเธอคิดไปเองจริงๆ แล้วตั้งข้อสังเกตว่า "ผมว่าลึกๆแล้วคุณเป็นห่วงแม่คุณมากนะ"

"ก็ไม่อยากเห็นผู้หญิงคนนั้นคิดสั้น...แค่อยากเห็นเธอ เจ็บปวดเหมือนอย่างที่พ่อกับดาเจ็บ"

"แค่ นี้คุณนัยนาก็เจ็บปวดมากแล้วนะครับ...สามีติดการพนัน...ผลาญทรัพย์สินจนเธอ แทบไม่มีอะไรเหลือติดตัวแล้ว...ผมสงสารคุณนัยนาจริงๆ" สุริยนรำพึง ทำให้รมิดาพลอยคิดตามไปด้วย...

ooooooo

กลับเข้าห้องนอนอยู่ ตามลำพังแล้ว รมิดาอดคิดถึงคำพูดที่เป็นปริศนาทำให้เธอคิดว่านัยนาจะคิดสั้นไม่ได้ โดยเฉพาะที่นัยนาคิดว่าเธอเป็นลูก แต่ถึงไม่ใช่ก็ดีใจที่ได้เจอได้รู้จักกัน

คิดแล้วก็ถามตัวเองว่า "คุณนัยนาไม่คิดจะฆ่าตัวตาย แต่ทำไมพูดจาแปลกๆ"

ขณะ กำลังคิดหาคำตอบอยู่นั่นเอง แมนยูก็แง้มประตูเข้ามาดู พอเธอถามว่ายังไม่นอนอีกหรือ แมนยูเลยถามว่าแม่ดาลืมอะไรหรือเปล่า เธอคิดอยู่นานจนสุดท้ายแมนยูต้องเฉลยว่า "แม่ดาลืมเล่านิทานให้แมนยูฟังไงครับ"

รมิดาบอกว่าลืมสนิทเลย แล้วขยับจะลุกขึ้น แมนยูรีบบอกว่าไม่ต้องลุกคืนนี้แมนยูจะเล่านิทานให้แม่ดาฟังเอง เพราะแม่ดาเหนื่อยมากแล้ว

แมน ยูตั้งอกตั้งใจเล่านิทานทำเหมือนอย่างที่รมิดาเล่าให้ตนฟัง แต่ครู่เดียวรมิดาก็หลับไปแล้ว แมนยูมองตาปรอยๆ บ่น "ว้า...แม่ดาหลับปุ๋ยไปแล้ว แมนยูยังเล่านิทานไม่จบเลย...ฝันดีนะครับแม่ดา แมนยูไปนะครับ"

แมนยูดึงผ้ามาคลุมให้รมิดาอย่างอ่อนโยน หอมแก้มแม่ดาทีหนึ่งก่อนเดินออกไป

ooooooo

ที่ ร้านปาริชาติ   วันนี้มีลูกค้ามานั่งรออยู่ที่โต๊ะหลายคน ปาริชาติกับเดือนฉายเพิ่งจะเข้ามา ฟ้ามุ่ยเข้าไปบอกหน้าตาไม่ดีว่าแย่แล้ว จนป่านนี้ดวงกับสมบูรณ์ยังไม่มาเลย

"จะบ้าเหรอ! นี่จะเที่ยงแล้วนะ แม่ครัวยังไม่โผล่หัวมาอีก" ปาริชาติด่า เดือนฉายบอกให้โทร.ไปตาม แมนบอกว่าโทร.หลายครั้งแล้ว แต่ทั้งสองคนไม่รับสายสงสัยปิดเครื่อง

"เอาไงดีล่ะคะคุณปา ลูกค้ามารอตั้งนานแล้วนะคะ นี่ค่ะออเดอร์ลูกค้า" ฟ้ามุ่ยยื่นออเดอร์ให้ดู

ปา ริชาติ ดูแล้วทำท่าปวดหัวถามว่าตนจะทำยังไง อาหารยากๆทั้งนั้น แค่ไข่เจียวตนยังทอดไม่เป็นเลย ถามแมนกับฟ้ามุ่ยว่าทำเป็นไหม ทั้งสองก็นิ่ง พอหันไปถามเดือนฉาย นั่นก็ส่ายหน้าดิก แต่แนะว่า

"ไม่ต้องมองค่ะพี่ปา เดือนเคยเข้าครัวเสียที่ไหนล่ะ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเดือนจัดการเองค่ะ"

วิธี "จัดการ" ของเดือนฉายคือไปขอโทษลูกค้าบอกว่าแม่ครัวยังไม่มา  ถูกลูกค้าบ่นกันขรมก่อนเดินหัวเสียออกไป  มีลูกค้าหญิงคนหนึ่งแนะนำว่าถ้าจะปิดร้านก็เอาป้ายแขวนไว้ หน้าร้านด้วย อย่าปล่อยให้ลูกค้ารอกันเก้อแบบนี้

เดือนฉายรับคำหงอๆ แล้วครู่เดียวก็ให้แมนเอาป้าย "ปิด" ไปแขวนหน้าร้าน

ooooooo

เจ๊ ติ๋มกับจูดี้กรีดกรายผ่านหน้าร้านของปาริชาติ เห็นแขวนป้าย "ปิด" ก็เอะใจแฉลบเข้าไปดูเห็นทั้งปาริชาติ เดือนฉาย ฟ้ามุ่ย กับแมนคุยกันอยู่ที่เคาน์เตอร์ หน้าตาเคร่งเครียดเลยแอบฟัง

ปาริชาติ พยายามโทร.เข้ามือถือของดวงกับสมบูรณ์ ปรากฏว่าปิดเครื่องทั้งคู่เลยยิ่งสงสัยเพราะถ้าไม่อยากทำงานที่ร้านก็มาลา ออกดีๆ ไม่จำเป็นต้องหลบลี้หนีหน้าแบบนี้

แมนฉุกคิดได้เล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนอาจจะหนีไปแล้วก็ได้ เพราะตนเห็นท่าทางสองคนแปลกๆ ดวงมักฝากเงินสมบูรณ์ไปเข้าธนาคารบ่อยๆ บางวันดึกๆก็แอบงุบงิบเช็กรายการของที่ซื้อกันในครัว

"พี่ปา! ไอ้ผัวเมียคู่นี้มันต้องแอบยักยอกเงินเราแน่ๆเลย ไม่งั้นไม่หายหน้าไปอย่างนี้หรอก"

ฟัง เดือนฉายแล้วปาริชาติเอะใจลองเช็กยอดในบัญชีดู ปรากฏว่าตั้งแต่เปิดร้านมาไม่มีเงินเข้าบัญชีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งปาริชาติและเดือนฉายแทบช็อก รู้ตัวว่าถูกโกงแน่แล้ว ปาริชาติประกาศอย่างหัวเสียว่าปิดร้านเลยไม่ทำมันแล้ว ด่าสองคนแล้วจะแจ้งตำรวจลากคอเข้าตะรางให้ได้

เจ๊ติ๋มกับจูดี้แอบฟัง อยู่ พอรู้ปัญหาก็ลอยหน้าเข้าไป เยาะเย้ยอย่างสะใจว่า ป่านนี้เจ้ากรรมนายเวรของปาริชาติหนี ข้ามตะเข็บชายแดนไปแล้ว ให้ถือว่าทำบุญเสียเถอะชาติหน้าจะได้สวยแล้วก็โง่กว่านี้อีก

"ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้นังกะเทยสะตอ" ปาริชาติตวาดไล่

ไหนๆ ก็เข้ามาแล้ว ทั้งเจ๊ติ๋มและจูดี้ก็ต้องเยาะเย้ยให้สะใจทำให้คุ้มกับที่เสี่ยงเข้ามา เจ๊ติ๋มแนะนำปาริชาติให้อ่านหนังสือธรรมะชื่อ "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" แล้วทั้งเจ๊ติ๋มและจูดี้ก็ระเบิดหัวเราะเยาะลั่นร้านปาริชาติแล้วกรีดกรายจะ ออกไป

"นังติ๋ม! แกนึกว่าจะออกไปได้ง่ายๆเหรอ" ปาริชาติแค้นแทบกระอักเลือด

"เอามันเลยพี่ปา! เดือนทนไม่ไหวแล้ว" เดือนฉายยุ

พริบตานั้น ปาริชาติปราดไปกระชากผมเจ๊ติ๋มจนเซถลาร้องลั่น ปาริชาติพลิกหน้าเจ๊ติ๋มกลับมาถาม

"จะ รีบไปไหน! อยู่รับกรรมก่อนสินังติ๋ม ฉันนี่แหละเจ้ากรรมนายเวรของพวกแก!" สิ้นเสียงปาริชาติตบหน้าเจ๊ติ๋มฉาดใหญ่ เจ๊ติ๋มเอาคืน เดือนฉายเลยเข้าไปตบจูดี้ที่จะมาช่วยเจ๊ติ๋ม

แมนกันฟ้ามุ่ยเห็นดังนั้น พุ่งเข้าไปล็อกเจ๊ติ๋มกับจูดี้ ไว้คนละคนให้เจ้านายตนตบเอ๊า...ตบเอา

โดน รุมขนาดนี้เจ๊ติ๋มกับจูดี้สู้สุดฤทธิ์ ดิ้นหลุดไปได้ ก็ตบปาริชาติเซไปชนเดือนฉายล้มไปทั้งคู่ แมนเข้ามาช่วยถูกเจ๊ติ๋มกำหมัดต่อยหน้าหงายไปทันที พอเล่นงานพวกปาริชาติจนคางเหลืองไปตามกันแล้วเจ๊ติ๋มกับจูดี้ก็เผ่นแน่บไป เหมือนกัน

ooooooo

พอไปเล่าให้รมิดากับสุริยนฟังที่ร้าน กุหลาบขาว รมิดาพูดขำๆแกมบ่นว่าไปหาเรื่องเขาทำไมก็ไม่รู้ เจ๊ติ๋มบอกว่า "แค่จะเข้าไปเย้ย...เอ๊ย...ปลอบใจเท่านั้นแต่ไม่นึกว่าปาริชาติจะคลั่งได้ ขนาดนี้"

"น่าสงสารคุณเดือนนะครับ เธอคงเสียใจ" สุริยนเปรยๆขึ้น จูดี้มองขวับถามว่าสงสารทำไมหรือว่าแอบปิ๊งเดือนฉายเข้าแล้ว!

สุริยน ถูกถามจี้ใจดำก็ทำหน้าไม่ถูก จูดี้หันไปถามรมิดาว่าจริงไหม รมิดาโบ้ยให้ถามเจ้าตัวเองทำให้สุริยนยิ่งเขิน  เจ๊ติ๋มได้ทีแซวว่าผู้ชายอะไรเขินจนหน้าแดง  แบบนี้ต้องใช่แน่ๆเลย

"ไม่มีอะไรหรอกครับ ก็คนรู้จักกัน เขาโดนโกงอย่างนี้น่าสงสารออก" สุริยนชี้แจงยิ้มเขิน

"ที แรกเจ๊ก็สะใจนะที่เห็นยัยปารับกรรมอย่างนี้ เฮ้อ... แต่มาคิดๆดูก็น่าเห็นใจแม่นั่นเหมือนกันนะ เงินตั้งห้าหกล้านไม่ใช่น้อยๆเลย เห็นชีบอกว่าจะไม่ทำร้านแล้วนะคะ" เจ๊ติ๋มเอ่ยขึ้น

"ปิดร้านเลยเหรอ!" รมิดาถามอย่างคาดไม่ถึง

ooooooo

ตก เย็น ปาริชาตินั่งปรับทุกข์อยู่กับศัลย์ ไพลิน และดุสิตที่คอฟฟี่ช็อปโรงแรมเจสเตอร์ เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมดแล้ว เธอบอกว่าจะปิดร้านเพราะไม่มีกะจิตกะใจจะทำร้านต่อไปอีกแล้ว

ศัลย์ถามว่าแล้วแจ้งความหรือยัง ปาริชาติพูดอย่างเจ็บใจว่า

"แจ้งแล้วค่ะ ตำรวจบุกไปที่บ้านเช่านายสมบูรณ์ แต่ก็คว้าน้ำเหลว เขาคงหนีไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้วค่ะ"

ไพลินรำพึงว่าคนเราเดี๋ยวนี้ไว้ใจกันยาก ปาริชาติตำหนิตัวเองว่าพลาดไปเองที่ปล่อยให้ผู้จัดการร้านกับแม่ครัวไปซื้อ ของกันเอง มิหนำซ้ำยังไว้ใจให้เอาเงินไปเข้าบัญชีอีก

"บทเรียนราคาแพงเลยยัยปาเอ๊ย...แล้วนี่คุณพ่อทราบเรื่องรึยัง" ดุสิตถาม

"ยังค่ะ...คุณพ่อน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่คุณปู่นี่สิ พี่ดุสิตห้ามบอกคุณปู่นะคะ ถ้าคุณปู่รู้มีหวังปาโดนเล่นงานอานแน่ๆ"

"อย่าคิดมากนะปา คนเราพลาดกันได้ แต่ต่อไปปาจะทำอะไรก็ต้องระวัง ต้องรอบคอบมากกว่านี้" ศัลย์ปลอบโยนอย่างเห็นใจ ให้กำลังใจ ทำให้ปาริชาติรู้สึกดีขึ้นบ้าง

ooooooo

เย็นวันเดียวกัน เดือนฉายนั่งคุยอยู่กับตะวันในห้องทำงานของนัยนาซึ่งวันนี้ป่วยไม่ได้มา ทำงานเดือนฉายเล่าเรื่องทั้งหมดให้น้องฟัง ตะวันถามอย่างคาดไม่ถึงว่าถึงกับปิดร้านเลยหรือ

"ใช่ ผู้จัดการร้านมันโกงเงินไปตั้งหลายล้าน พี่ปาเขายัวะก็เลยสั่งปิดร้าน...ฮือๆ พี่ลงไปตั้งห้าแสน ไม่ได้คืนเลยสักบาท!"

ตะวันพลั้งปากสมน้ำหน้าที่ตนห้ามแล้วไม่เชื่อ แต่พอรู้สึกตัวก็ขอโทษพี่สาวปลอบว่า   คิดเสียว่าเป็นบทเรียนก็แล้วกัน  ถามว่า  "พี่เดือนมีอะไรจะให้ผมช่วยก็บอกนะ"

เดือนฉายถามว่าคุณแม่ไปไหน พอรู้ว่าอยู่บ้านพักผ่อนเพราะไม่ค่อยสบาย ทำให้เดือนฉายยิ่งเครียดบ่นว่า "คุณพ่อก็ยังไม่กลับ...พี่ไม่มีเงินติดตัวเลย"

ตะวันจึงเอาเงินของตัวเองที่มีติดกระเป๋าอยู่ 500 บาทให้พี่สาวเอาไปใช้ เดือนฉายรับเงินจากน้องไปด้วยความรู้สึกซึ้งน้ำใจของน้อง

ooooooo

ศิริอยู่ที่บ่อน เขาเล่นเสียไปสองล้านในพริบตาเดียว แต่พอจะกลับก็ถูกลูกน้องของเสี่ยกวงสองคนมาดักไว้ ไม่ยอมให้กลับ บอกว่าเสี่ยมีเรื่องจะคุยด้วย ศิริถามสีหน้าไม่ดีว่า "เรื่องอะไร?"

ครู่เดียว เมื่อเข้าไปพบเสี่ยกวง ศิริก็ได้รับคำตอบโดยไม่ต้องถาม เมื่อเสี่ยกวงพูดขึ้นก่อนว่า

"สายอั๊วรายงานมาว่าโรงแรมลื้อจะเจ๊งแล้ว!" ศิริปฏิเสธว่าไม่จริง เมียตนบริหารดีแขกมาพักเต็มทุกวันจะเจ๊งได้ยังไง เสี่ยมองหน้าศิริสั่ง "งั้นก็โทร.บอกให้เมียลื้อโอนเงินมาใช้หนี้อั๊ว 10 ล้าน"

"10 ล้าน เมียอั๊วจะไปหามาจากไหน"

"ลื้อเพิ่งบอกหยกๆว่าโรงแรมไม่เจ๊ง เมียลื้อก็ต้องมีเงินสิวะ จ่ายมาเสียดีๆ ไม่งั้นลื้อออกไปจากบ่อนอั๊วไม่ได้!" พูดแล้วเสี่ยกวงเอาปืนขึ้นมาวางบนโต๊ะอย่างคุกคามข่มขู่

ooooooo

นัยนานอนพักอยู่ที่บ้าน ปิ่นเข้ามาดูแลถามเรื่องอาหารเธอก็ไม่เอาบอกว่าไม่หิว ถามเรื่องจะไปหาหมอไหม นัยนาก็บอกว่าตนดีขึ้นเยอะแล้วไม่ต้องห่วง มีอะไรก็ไปทำเสีย

ขณะนั้นเอง โทรศัพท์มือถือของนัยนาดังขึ้น ปิ่นจะเดินไปหยิบให้ นัยนาบอกว่าไม่เป็นไรตนรับเอง พอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เธอเห็นชื่อศิริ สีหน้าเครียดทันที

"สวัสดีค่ะ...คุณก็รู้ว่าตอนนี้ฉันไม่มีเงินแล้ว..."

ปิ่นไปหยุดที่ประตูแต่ไม่กล้าอยู่ฟังจึงเดินออกไป

ศิริบอกนัยนาว่าตนกำลังแย่ ขอให้โอนมาให้สัก 10 ล้าน ไม่อย่างนั้นเสี่ยกวงเอาตายแน่ๆ

"ฉันจะไปหาเงินมาจากไหนตั้ง 10 ล้าน เงินที่จะจ่ายดอกเบี้ยแบงก์ จ่ายเงินเดือนพนักงานยังหาไม่ได้เลย ฉันช่วยคุณมามากแล้วนะ จนฉันไม่เหลืออะไรติดตัวแล้ว"

"อีกครั้งเดียวน่า ผมขอร้องนะ ไปขอยืมคุณพ่อคุณก่อนก็ได้ ท่านรักคุณมากนะ ท่านต้องให้อยู่แล้ว" ศิริจำต้องอ้อนวอนเสียงอ่อน

"เสียใจค่ะ! คุณพ่อสุขภาพไม่ดี ฉันไม่อยากให้ท่านรับรู้เรื่องแย่ๆแบบนี้ แค่นี้นะคะ" นัยนาตัดบทแล้วตัดสายปิดเครื่องทันที เธอทิ้งตัวลงนั่งสีหน้าเครียดจัด พูดกับตัวเองน้ำตาคลอ...

"ไม่ไหวแล้ว...พอแล้ว...จบแล้ว..."

เสียงนัยนาเครือสะท้านด้วยความขมขื่นเจ็บปวด จากนั้นเธอหยิบกระดาษและปากกาลูกลื่นมาเขียนจดหมาย...เขียนไปร้องไห้ไป...

ooooooo

ศิริอยู่กับเสี่ยกวง เขาหงุดหงิดมากที่นัยนาปิดเครื่อง แต่พอหันไปทางเสี่ยกวงก็อ้อนวอนขอเวลาอีกหน่อย เสี่ยไม่ยอม สั่งต้องเอามาใช้หนี้ตนเดี๋ยวนี้!

"ผมขอร้องนะเสี่ยให้เวลาผมสักอาทิตย์หนึ่ง เมียผมหาเงินไม่ทันจริงๆ"

"ได้! อั๊วจะให้เวลาลื้ออาทิตย์นึง" เสี่ยหยิบปืนขึ้นมา

ถือไว้ "ถ้าลื้อไม่รักษาคำพูด ชีวิตลื้อก็มีค่าแค่กระสุนนัดเดียว! แต่อั๊วก็ต้องขอมัดจำลื้อเอาไว้ก่อน" แล้วเสี่ยก็หันไปส่งสัญญาณให้ลูกน้อง แต่สั่งลูกน้อง "อย่าให้ถึงตายนะเว้ย...เดี๋ยวหนี้อั๊วจะสูญ...มีแผลติดตัวลื้อจะได้สำนึก ไม่กล้าเบี้ยวอั๊วะ!" เสี่ยหัวเราะเหี้ยม

ลูกน้องเสี่ยสองคนกลุ้มรุมกันเข้าเตะต่อยศิริทันที คนหนึ่งล็อกตัวเขาไว้ อีกคนทั้งเตะทั้งต่อยทั้งเข่าทั้งศอกราวกับเล่นอยู่กับกระสอบทราย สุดท้ายศิริทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ...

ooooooo

ก่อนที่จะนอน ตะวันเดินมาดูแม่ที่ห้องอีกครั้ง เขารู้สึกผิดปกติที่ห้องเงียบและไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลย เดินไปดูที่ห้องน้ำประตูห้องไม่ได้ปิด ชะโงกเข้าไปดูก็ไม่มีใคร เขาเริ่มร้อนใจเดินกลับมาที่ห้องนอน อีกครั้ง เหลือบเห็นจดหมายวางอยู่บนโต๊ะ มีโทรศัพท์ มือถือวางทับอยู่ ตะวันปราดไปหยิบอ่านทันที

อ่านจดหมายจบตะวันช็อก ร้อง "คุณแม่!!" แล้วตะโกนเรียกเดือนฉายสุดเสียง "พี่เดือนๆๆ"

ครู่หนึ่งเดือนฉายเปิดประตูเข้ามาอย่างเร็วถามว่ามีอะไรหรือเรียกเสียเสียง ดัง ตะวันน้ำตาคลอบอกพี่สาวว่า "คุณแม่ ทิ้งเราไปแล้วครับพี่เดือน..."

"หา!" เดือนฉายช็อก รับจดหมายจากตะวันไปอ่านด้วยสีหน้าตระหนก

"เดือนฉาย...ตะวัน ลูกรัก...แม่รู้สึกแย่เหลือเกิน... แม่ทนแบกรับภาระหนี้สินต่อไปไม่ไหวแล้ว โรงแรมกำลังจะโดนยึด...บ้านเราก็ติดจำนอง สมบัติที่แม่พอจะมีติดตัวอยู่บ้าง ตอนนี้ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว...แม่แก้ปัญหาไม่ตกจริงๆ หันหน้าไปพึ่งใครก็ไม่ได้...ชีวิตแม่เดินมาถึงทางตันแล้ว...เดือนและวันโกรธ แม่หรือเปล่าลูก ที่แม่ตัดสินใจหนีไปแบบนี้...เดือนต้องใช้เงินให้น้อยลงนะลูก เราจนแล้ว ไม่ได้ร่ำรวยเหมือนเมื่อก่อน... ตะวันก็ต้องเข้มแข็งนะ มีกันแค่สองคนพี่น้อง ดูแลกันให้ดีนะ... ถ้าพึ่งคุณพ่อไม่ได้ลูกต้องไปหาคุณตาทรงยศนะลูก แม่เชื่อว่า ยังไงคุณตาก็ไม่ทอดทิ้งหลาน...รักเดือนกับตะวันเสมอ...แม่"

อ่านจดหมายแม่จบ เดือนฉายร้องไห้โฮคร่ำครวญ "คุณแม่...แม่ทิ้งเดือนไปแล้ว เพราะเดือนกับคุณพ่อแท้ๆที่ทำให้คุณแม่ต้องหนีไปแบบนี้...เดือนขอโทษ... ขอโทษ..."

ตะวันน้ำตาเอ่อ หยิบมือถือของนัยนาขึ้นมาดู พึมพำ "คุณแม่ไม่ได้เอาโทรศัพท์ไปด้วย แสดงว่าคุณแม่ไม่อยากติดต่อใคร ไม่อยากให้เรารู้ว่าท่านอยู่ที่ไหน"

"เราจะทำยังไงต่อไปล่ะวัน พี่คิดอะไรไม่ออกแล้ว" เดือนฉายร้องไห้หนัก สองพี่น้องมองหน้ากันด้วยความเป็นห่วงแม่...

ปิ่นตกใจเมื่อรู้ว่านัยนาหนีไปแล้ว ตะวันถามว่าคุณแม่ สั่งอะไรไว้หรือเปล่า ปิ่นส่ายหน้าแต่เล่าว่า

"เมื่อเย็น ปิ่นเห็นคุณผู้หญิงคุยโทรศัพท์กับคุณผู้ชาย ท่าทางคุณผู้หญิงดูเครียดๆนะคะ"

"ต้องเป็นเรื่องเงินแน่ๆ ทำไมคุณพ่อไม่สงสารคุณแม่ บ้างนะ...ไปตามหาคุณแม่กันเถอะพี่เดือน"

ตะวันชวนพี่สาว แต่พอเดือนฉายถามว่าตามที่ไหนล่ะ ตะวันก็ไม่รู้ ได้แต่พยายามคิดคาดเดาว่าแม่จะไปที่ไหนบ้าง...

ooooooo

ที่แท้ นัยนายังไม่ได้ไปไหนไกล เธอไปนั่งที่สวนรื่นรมย์...สวนที่เคยนัดพบกับสุเทพตอนหนีไปอยู่ด้วยกัน ในบรรยากาศค่ำคืนเช่นนี้ ช่างเหมือนเมื่อครั้งกระโน้นเสียจริงๆ...

นัยนายังจำรายละเอียดเวลานั้นได้ว่าตัวเองถูกทรงยศผู้เป็นพ่อตบหน้าฉาดใหญ่ ด่าว่าเลวมาก...เวลานั้นเธอได้แต่ร้องไห้อย่างเจ็บปวด โดยมีวัลลภยืนอยู่ใกล้ๆ เขาแอบยิ้มสะใจเมื่อเห็นน้องถูกพ่อลงโทษ ทรงยศด่าอย่างเกรี้ยวกราดว่า

"แอบไปคบหากับไอ้เชฟกระจอกจนท้องไส้ขึ้นมา ใครรู้เข้าพ่อแม่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน พ่อเคยห้ามแกแล้วใช่ไหมว่าอย่าไปยุ่งกับมัน"

"แต่สุเทพเขาเป็นคนดีนะคะคุณพ่อ นารักเขา" แม้จะเจ็บปวดแต่นัยนายังมั่นใจในตัวสุเทพ กลับถูกทรงยศเงื้อมือจะตบอีกครั้ง แต่ชะงักกำมือแน่นตวาดลั่น

"ลูกไม่รักดี ใฝ่ต่ำ หลงผู้ชายจนไม่ลืมหูลืมตา ฉันผิดหวังในตัวแกจริงๆ ฟังนะนัยนา ถ้าแกยังเห็นว่าฉันเป็นพ่อ แกต้องเลิกยุ่งกับมัน ฉันจะส่งแกไปอยู่เมืองนอก คลอดลูกเมื่อไหร่ค่อยกลับมา และแกจะต้องแต่งงานกับคนที่ฉันเลือกให้เท่านั้น!"

"ไม่ค่ะคุณพ่อ! นาจะแต่งงานกับสุเทพ เราจะสร้างครอบครัวด้วยกัน"

"เลิกฝันลมๆแล้งๆ นิยายรักน้ำเน่าของแกมันจบไปแล้ว" ทรงยศจ้องเขม็ง แล้วหันไปสั่งวัลลภ "ลภ เอาน้องสาวแกกลับบ้าน สั่งคนเฝ้าไว้แล้วก็ไล่ไอ้เชฟนั่นไปให้พ้นๆหน้าฉัน"

วัลลภยิ้มสะใจแล้วพานัยนาไปพูดเบาๆ "แกไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันแน่"

เหตุนี้เอง นัยนาจึงนัดให้สุเทพมารับและหนีไปด้วยกัน จุดนัดพบคืนนั้นคือที่สวนรื่นรมย์แห่งนี้...

คิดถึงอดีตแล้ว นัยนาน้ำตาไหลพรากบอกตัวเองอย่างเจ็บปวดว่า

"ถึงมันจะเป็นนิยายน้ำเน่าที่คุณพ่อท่านปรามาส แต่ฉันก็ไม่เคยลืมอดีตของเราเลย ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ฉันจะต่อสู้เพื่อความรักของเราให้ถึงที่สุด...แต่...ทุกอย่างมันก็สายเกินไป แล้ว..."

นัยนานั่งปล่อยใจให้จมอยู่กับอดีตที่ไม่อาจแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว...

ooooooo

เมื่อ เหลือกันอยู่สองพี่น้องไม่รู้จะทำอย่างไร เดือนฉายกับตะวันจึงไปที่บ้านทรงยศเจอวัลลภก่อนจึงเล่าให้ฟัง  วัลลภทำเป็นตกใจที่นัยนาหายตัวไป  มองสองพี่น้องถามว่าเกิดอะไรขึ้นหรือ

เดือนฉายกับตะวันต่างมองหน้ากันอึกอักไม่กล้าเล่าให้ฟัง แต่ที่มุมหนึ่งในห้องลัดดาแอบฟังอยู่

วัลลภ เห็นสองพี่น้องอึกอักก็พูดเตือนว่านี่ลุงนะ ไม่ไว้ใจลุงหรือ เดือนฉายจึงตัดสินใจบอกว่าคุณแม่กำลังแย่หมุนเงินไม่ทัน  ท่านเครียดมากเลยหนีไป

"ผมเป็นห่วงคุณแม่ครับ เลยอยากมาเรียนถามคุณตา บางทีคุณตาอาจจะทราบว่าคุณแม่อยู่ที่ไหน" ตะวันพูดต่อ

วัลลภ บอกหลานทั้งสองว่าดึกแล้วคุณตาคงหลับไปแล้ว รับปากว่าพรุ่งนี้จะรีบถามท่านให้ ได้เรื่องอย่างไรจะรีบโทร.ไปบอก สองพี่น้องหลงเชื่อขอบคุณแล้วลากลับ แต่พอทั้งสองกลับไปแล้ว วัลลภยิ้มเจ้าเล่ห์ พูดกับตัวเองอย่างหมายมาดว่า

"ยัยนาเอ๊ย! เคราะห์ซ้ำกรรมซัดจริงๆ ฮื่อ...หายเข้ากลีบเมฆไปเลยนะน้องรัก อย่ากลับมาอีก โรงแรมสยามคอสโมจะได้เป็นของพี่เสียที!"

ลัดดาพึมพำกับตัวเองหน้าเครียดเมื่อเห็นความลิงโลดของวัลลภ...

"คุณลภนะคุณลภ...ทำไมใจร้ายใจดำอย่างนี้..."

ooooooo

ตะวัน กระวนกระวายใจจนอยู่เฉยไม่ได้ เขาไปหา รมิดาที่บ้านในคืนนี้เลย เล่าเรื่องแม่ให้รมิดากับสุริยนฟัง  รมิดาปลอบให้ใจเย็นๆคาดว่าคุณแม่เขาคงอยากอยู่คนเดียวสักพักเท่านั้น แมนยูฟังอยู่ด้วยมีแก่ใจปลอบตะวันว่าเดี๋ยวคุณยายก็กลับมา ตะวันบอกแมนยู ว่าคุณยายคงไม่กลับมาแล้ว

"ทำไมคุณวันคิดอย่างนั้นล่ะครับ" สุริยนถาม

"คุณ แม่ท่านเขียนจดหมายลาเอาไว้ ท่านบอกให้ผมกับพี่เดือนดูแลกันให้ดี ถ้าอยู่กับคุณพ่อไม่ได้ก็ให้ไปหาคุณตาครับ...ผมเป็นห่วงคุณแม่จังเลยครับ" ตะวันเสียงสะอื้น

รมิดาเห็นใจตะวันมาก เธอเอื้อมมือไปบีบไหล่ตะวันเบาๆอย่างให้กำลังใจ แมนยูก็จับแขนตะวันไว้มองหน้าตะวันด้วยแววตาที่เศร้าหมอง

ooooooo

ไม่ ทันข้ามคืน ก็มีเรื่องให้ต้องตระหนกอย่างสุดขีดอีกครั้ง เมื่อศิริกลับมาในสภาพสะบักสะบอมพอมาถึงหน้าบ้านก็ทรุดฮวบหมดสติ ปิ่นเป็นคนมาเจอร้องเรียกเดือนฉายให้มาช่วยกันพาส่งโรงพยาบาล

หลัง จากนั้น เดือนฉายโทร.ตามตะวันให้รีบไปที่โรง พยาบาลเพราะพ่อโดนคนที่บ่อนซ้อมจนหมดสติไปแล้ว พอรมิดารู้ก็บอกตะวันว่าจะขับรถไปส่งเขาดีกว่า บอกแมนยูให้อยู่กับอายนก่อน

เมื่อศิริรู้สึกตัวขึ้นมา รู้จากเดือนฉายว่าแม่หนีไปแล้ว เขาพึมพำอย่างรู้สึกผิดว่า

"โธ่...คุณนา...เพราะผมแท้ๆ"

"เดือน เองก็มีส่วนผิดที่ทำให้คุณแม่ต้องหนีไปแบบนี้ คุณพ่ออย่าเพิ่งคิดอะไรมากนะคะ รักษาตัวให้หายก่อน" เดือนฉายกุมมือพ่อมองด้วยความเป็นห่วง

"ป่านนี้แม่เขาจะเป็นยังไงบ้างนะ..." ศิริพึมพำด้วยความเป็นห่วงนัยนา

จู่ๆ คืนนี้ศัลย์ก็มาที่บ้านรมิดาเจอแมนยูนั่งอยู่ถามว่าทำไมยังไม่นอน จึงรู้จากแมนยูว่ารมิดาไปโรงพยาบาล เขาตกใจพอดีสุริยนเดินออกมา เขาถามว่ารมิดาไปทำอะไรที่โรงพยาบาล

"เรื่องมันยุ่งๆน่ะครับ คุณนัยนาหนีออกจากบ้าน ลูกๆตามหากันให้วุ่น คุณศิริก็ไปโดนนักเลงที่บ่อนซ้อมอีก น่าสงสารครอบครัวคุณนัยนานะครับ"

ฟังแล้วศัลย์หน้าเครียดขึ้นมาทันที

ooooooo

แต่ พอตะวันเดินเข้าไปในห้องพักคนไข้ รมิดาตามไปห่างๆหยุดยืนที่ประตูอย่างคนนอก ศิริเห็นตะวันก็เรียกเสียงแผ่วอย่างรู้สึกผิด เสียใจ แต่ตะวันจ้องหน้าพ่ออย่างแข็งกร้าว ระเบิดอารมณ์ออกมาทันที

"สาแก่ใจ คุณพ่อแล้วใช่ไหมที่ทำให้คุณแม่หนีเตลิดไปอย่างนี้  ถ้าคุณแม่เป็นอะไรไป  ผมจะไม่มีวันให้อภัยคุณพ่อ!" เดือนฉายตกใจเรียกปรามน้องชายเตือนสติว่าคุณพ่อกำลังเจ็บอยู่ แต่ตะวันหยุดไม่ได้แล้ว เขาสวนไปทันทีด้วยสีหน้าขึ้งเครียดว่า

"แล้ว คุณแม่ไม่เจ็บใช่ไหม...คุณพ่อโดนอย่างนี้มันก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือ พี่เดือนก็เหมือนกันคอยสร้างแต่ปัญหาให้คุณแม่ หลงระเริงไปกับความฟุ้งเฟ้อจอมปลอม คุณพ่อเองก็หลงมัวเมาบ้าการพนัน  รีดไถสมบัติคุณแม่ไปถลุงในบ่อน จนคุณแม่ไม่เหลืออะไรแล้ว...รู้กันมั่งไหมว่าคุณแม่ต้องแบกรับภาระอะไร บ้าง...คุณพ่อกับพี่เดือนทำร้ายคุณแม่มาตลอด เคยหันไปมองไหมว่าคุณแม่เจ็บปวดกับสิ่งที่พวกคุณทำมากขนาดไหน! น้ำตาของคุณแม่ไม่ได้ทำให้พวกคุณมีจิตสำนึกรู้ผิดรู้ชอบขึ้นมาเลยใช่ไหม พวกคุณทำให้คุณแม่เจ็บช้ำ พวกคุณคือฆาตกร! ฆ่าคุณแม่ให้ตายทั้งเป็น ผมเกลียดพวกคุณ!!"

ตะวันระเบิดความกดดันทั้งหมดออกมา แสดงถึงความชิงชังที่มีต่อพ่อและพี่ที่กระทำกับแม่ตลอดมา ทำให้เดือนฉายและศิริต่างรู้สึกผิดกับการกระทำของตัวเอง...

ตะวัน พรวดออกจากห้องอย่างทนอยู่ตรงนั้นไม่ได้แล้ว เขาชกกำแพงอย่างบ้าดีเดือด จนรมิดาต้องเข้าไปเตือนสติ บอกให้เขากลับไปขอโทษคุณพ่อเขาเสีย เพราะท่านเป็นผู้ให้ กำเนิด ถึงท่านจะหลงผิดทำในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร แต่ท่านก็ได้ ชื่อว่าเป็นพ่อ

ตะวันเบือนหน้าหนีอย่างรับไม่ได้ รมิดายังพยายามหว่านล้อมเขาว่า

"มอง อีกมุมหนึ่งสิตะวัน พ่อคุณเป็นแค่คนคนหนึ่ง ไม่มีใครสมบูรณ์แบบที่สุดหรอก คุณพ่อคุณหลงผิดเดินทางผิด แต่ตอนนี้ท่านก็ได้รับบทเรียนอันเจ็บปวดแล้ว ยิ่งคุณนัยนาหนีไปแบบนี้ ฉันเชื่อว่าคุณพ่อต้องเสียใจที่ท่านเป็นต้นเหตุ..."

เมื่อตะวันเริ่ม อารมณ์สงบลง รมิดามองหน้าเขา บอกเขาว่า "อย่ามีทิฐิเลยค่ะ ตอนนี้ทุกอย่างกำลังแย่ อย่าทำให้เรื่องมันแย่ไปกว่านี้เลย ให้อภัยท่านเถอะค่ะ ไม่มีความผิดใดในครอบครัวที่ยากเกินการอภัยนะ"

ในที่สุดตะวันรับคำทั้งน้ำตา รมิดาให้กำลังใจเขาให้ เข้มแข็งไว้ กอดและลูบหลังเขาอย่างอ่อนโยน

ศัลย์ตามมาเห็นภาพนั้นพอดี! เขาจ้องตาไม่กะพริบ พึมพำลอดไรฟัน

"รมิดา! ฮึ! กอดกันกลมไม่รู้จักอายคนอื่น" พูดแล้วยังแอบดูอยู่ เห็นตะวันแยกไปทางหนึ่งและรมิดาก็แยกไปอีกทางหนึ่ง

ooooooo

พอ รมิดาเดินออกมา ศัลย์ก็เข้าไปพูดแขวะทันที "เห็นโรงพยาบาลเป็นสวนสาธารณะหรือไง ตอนแม่ป่วยก็กอดกันเสียแน่น  นี่พ่อเขาเจ็บก็กอดกันกลมดิก คุณนี่มันเหลือเกิน  ชอบให้ผู้ชายกอดรึไง"

รมิ ดาฉุนกึกที่ถูกแขวะเลยกวนประสาทกลับไปว่าใช่ แล้วไง ศัลย์ขู่ว่าอย่ามากวนเดี๋ยวจะโดนไม่น้อย เธอท้าอีกว่ากลัวจนตัวสั่นแล้วนะเนี่ย เลยโดนศัลย์ดึงเข้าไปกอดไว้แน่น รมิดาตกใจโวยวายให้ปล่อย ถูกศัลย์กวนประสาทว่าตะวันกอดเธอนานแค่ไหนเขาก็จะกอดนานเท่านั้นหรือมากกว่า

สุดท้ายรมิดาจึงต้องบอกว่าที่เขาเห็นนั้นเธอทำเพื่อปลอบใจให้กำลังใจตะวันเท่านั้น ศัลย์จึงยอมปล่อยพูดแก้เกี้ยวว่าแล้วไม่บอกแต่แรก

พอ ศัลย์ปล่อย รมิดาก็เดินหนีทันที เขาวิ่งตามพลางร้องให้รอ ตามไปถึงลานจอดรถก็อ้อนว่าขอติดรถไปด้วยเพราะรถตนแบตฯอ่อนจอดอยู่ที่บ้าน เธอ  รับรองว่าจะไม่มีการ ยั่วประสาทหรือแต๊ะอั๋งเธอแน่ถ้าไม่จำเป็น รมิดาฟังแล้วค้อนอย่างหมั่นไส้แต่ก็จำต้องยอมเพราะศัลย์ถือวิสาสะขึ้นมานั่ง บนรถแล้ว

ooooooo

เมื่อตะวันกลับไปที่ห้องพักคนไข้อีกครั้ง  เขา เข้าไปขอโทษพ่อขอโทษพี่ที่พูดก้าวร้าวเมื่อครู่นี้  ศิริบอกลูกอย่างสำนึกผิดว่ามันก็สมควรแล้วอย่างที่ตะวันพูดจริงๆเพราะตลอด เวลามาตนทิ้งครอบครัวทำร้ายแม่และลูก  ไม่เคยดูแล  กว่าจะสำนึกก็สายไปแล้ว  ตะวันให้กำลังใจว่ายังไม่สาย

"แต่แม่เขาทิ้งพ่อไปแล้ว เขาคงเกลียดพ่อมากนะลูก"

"ไม่ ค่ะ  คุณแม่ไม่เคยเกลียดคุณพ่อเลย  คุณพ่ออย่าร้องไห้นะคะ"  เดือนฉายปลอบพ่อแต่ตัวเองก็ร้องไห้  ยอมรับผิดกับตะวันว่าที่ผ่านมาตนเป็นลูกที่แย่มาก  เป็นพี่สาวที่ไม่เคย ดูแลน้องเลย ให้สัญญาว่า "ต่อไปนี้พี่จะไม่ทำตัวเหลวไหลอีก พี่จะเป็นลูกที่ดีของพ่อ  เป็นพี่สาวที่ดีของน้อง  พี่รักน้องนะตะวัน อภัยให้พี่ได้ไหม"

ตะวันบอกว่าตนก็รักพี่เดือน ครู่หนึ่งเธอหันไปมองและจับมือพ่อบอกว่าไม่ต้องห่วงตนกับตะวันจะช่วยกันตามหาคุณแม่ให้เจอ

"ขอบ ใจลูก...พ่อสัญญานะลูก  พ่อจะไม่หันกลับไปเล่น การพนันอีก พ่อจะสร้างครอบครัวของเราขึ้นมาใหม่ ครอบครัวที่อบอุ่น  ขอเพียงให้แม่เขากลับมา..."

สามพ่อลูกจับมือและสบตาเป็นสัญญาต่อกันอย่างมีความหวัง...

ooooooo

ฝ่าย ศัลย์เมื่อได้ขึ้นนั่งรถของรมิดาแล้วก็ปากเสียอีกจนได้ นั่งแซวว่าสบายจังมีโชเฟอร์สาวสวยขับรถให้ พอถูกรมิดาว่าเอาก็เปลี่ยนเป็นพูดจริงจังว่าสงสารนัยนาไม่รู้ตอนนี้เป็นยัง ไงแล้ว เธอคงห่วงนัยนามากเพราะเห็นสนิทสนมกันแอบคุยกันบ่อยๆ สุดท้ายก็ยิ้มกวนๆ ถามว่า

"ตกลงคุณจะบอกความจริงผมได้รึยัง...คุณเป็นลูกสาวคุณนัยนาใช่ไหม"

รมิ ดาตกใจเหยียบเบรกทันที ศัลย์เสียหลักหัวทิ่มไปข้างหน้าแต่กลับจงใจเด้งกลับมาจมูกชนแก้มรมิดาเข้าจน ได้ พอถูกด่าก็เฉไฉว่า เธอยังไม่ตอบคำถามตนเลย ครั้นเห็นรมิดาสีหน้าอึดอัดใจก็ตัดบทว่า

"โอเค...ผมเข้าใจ ไม่อยากเซ้าซี้คุณแล้ว ฮื้อ...ง่วงจังเลย ขับรถดีๆนะขอหลับสักงีบ" พูดจบก็เอนหัวพิงไหล่รมิดาทำเป็นหลับไปทันที รมิดาเอ็ดว่ารู้นะว่าแกล้งหลับ ศัลย์ก็ยังพูดไปได้น้ำขุ่นๆว่า "ใครว่าแกล้ง...กำลังหลับอยู่" แล้วซบไหล่รมิดายิ้มอย่างมีความสุข

แต่พอกลับถึงคอนโดฯ เล่าให้ไพลินฟัง ไพลินเปรยๆว่าสงสารตะวัน เลยถูกพี่ชายจับพิรุธว่าแอบคิดอะไรกับตะวันหรือเปล่า ทำเอาไพลินตีหน้าไม่ถูกปฏิเสธตะกุกตะกักว่าเปล่าแล้วทำเป็นบ่นว่า เด็กบ้านั่นร้ายจะตายเดี๋ยวเรียกตนว่าเจ๊ เดี๋ยวก็เรียกป้า ผู้ชายแบบนี้ตนไม่สนหรอก

"ไม่สนน่ะดีแล้ว จะได้ไม่โดนเพื่อนฝูงล้อว่าชอบกินเด็ก" ศัลย์ทำเหมือนไม่สนใจ แต่ไพลินแอบถอนใจโล่งอกที่แก้ตัวจนพี่ชายเชื่อ

ooooooo

วัลลภ กับปาริชาติและดุสิตเป็นพ่อลูกที่พ่อก็เลวลูกก็ร้าย เมื่อวัลลภเล่าเรื่องนัยนาหนีไปให้ทั้งสองฟัง บอกว่าตอนนี้สยามคอสโมกำลังจะล้มแล้ว กำชับว่าเรื่องนัยนาหนีไปนี้อย่าบอกให้คุณปู่รู้เป็นอันขาด

ปาริชาติ ถามว่ากลัวคุณปู่จะช่วยนัยนาหรือ วัลลภชมว่าลูกฉลาดขึ้นมาก เพราะถ้าคุณปู่ช่วยนัยนาโรงแรมสยามคอสโมก็ต้องหลุดมือเราไปแน่ๆ เพราะฉะนั้นทั้งดุสิตและปาริชาติจะต้องช่วยกันปกปิดเรื่องนี้ให้ดี

ระหว่างนั้นเอง เดือนฉายโทร.หาปาริชาติบอกว่ามีเรื่องจะคุยด้วย วัลลภเสี้ยมลูกว่า

"เดือนฉายกำลังเดือดร้อน แกรู้ใช่ไหมว่าต้องทำยังไง"

"อืม...เขา ว่าขาดแม่เหมือนแพแตก ตอนนี้ยัยเดือนกำลังจะจมน้ำ ปาคงต้องช่วยน้องนะคะ...แต่จะช่วยให้น้องจมน้ำเร็วขึ้น" ปาริชาตยิ้มเจ้าเล่ห์แล้วเดินออกไป ดุสิตมองตามยิ้มอย่างชื่นชมพูดอย่างสมใจว่าสมเป็นลูกพ่อจริงๆ

ooooooo

เมื่อ ไปพบเดือนฉายแล้ว ปาริชาติเล่นบทหน้า เนื้อใจเสือทำเป็นเห็นอกเห็นใจเดือนฉาย แต่พอเดือน-ฉายเอ่ยปากขอเงินที่ลงหุ้นกันเปิดร้านอาหารคืนเพราะตอนนี้ไม่มี เงินใช้เลย ปาริชาติก็ชักสีหน้าใส่ทันที อ้างว่าร้านขาดทุนย่อยยับตนลงไปล้านห้ายังไม่ได้อะไรคืนสักบาท ทั้งเงินต้นและกำไรถูกสมบูรณ์โกงไปหมดแล้ว

ไม่เพียงไม่ให้เงินลงทุนคืนเท่านั้น ปาริชาติยังทวงที่เดือนฉายยืมไปอีกหนึ่งแสนด้วยอ้างว่าตอนนี้ตนกำลังแย่เหมือนกัน

เดือน ฉายชะงักอึ้ง มองปาริชาติอย่างผิดหวังมาก นั่งอึดอัดกันอยู่อีกครู่หนึ่งเดือนฉายก็ลุกไป ความสับสนเสียใจ ทำให้เธอลืมกระเป๋าถือไว้ที่เบาะนั่ง จนไปเข้าห้องน้ำจึงนึกได้รีบย้อนกลับมา เห็นกระเป๋ายังอยู่ แต่ปาริชาติกำลังนั่งคุยกับศัลย์ที่โต๊ะเดิม เดือนฉายจึงไปนั่งใกล้ๆได้ยินทั้งสองคุยกันถนัดชัดเจน ได้ยินศัลย์พูดกับปาริชาติว่า

"พี่เพิ่งรู้ข่าวเมื่อคืนนี้ ครอบครัวคุณนัยนากำลังแย่นะ ปาเองก็สนิทกับเดือนฉาย ปาต้องดูแลน้องนะ คอยให้กำลังใจน้องบ้าง"

"ค่ะ ปารักยัยเดือนเหมือนน้องสาวแท้ๆนะคะ เห็นน้องกำลังเดือดร้อนปาก็สงสาร เมื่อกี้ปาก็เซ็นเช็คให้ยัยเดือนไปตั้งสามแสนทั้งๆที่ร้านเราโดนโกง แต่ปาก็อดสงสารน้องเดือนไม่ได้ หนี้เก่าที่ยัยปาเคยหยิบยืมสองสามแสนปาก็ยกให้น้องนะคะ"

ศัลย์ชมว่าเธอทำถูกแล้วคนเราจะเห็นน้ำใจกันก็ยามทุกข์นี่แหละ แต่เดือนฉายฟังปาริชาติแล้วเจ็บปวดจนน้ำตาคลอพึมพำ "ธาตุแท้ของพี่ปา!"

ยิ่ง คิดถึงคำสอนของแม่เดือนฉายก็ยิ่งรู้สึกผิดที่ตลอดเวลามานอกจากไม่เคยทำงาน แล้วยังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ถึงเวลานี้แล้วเธอบอกตัวเองอย่างเสียใจว่า

"คุณ แม่กลับมาหาเดือนเถอะค่ะ เดือนจะไม่เถียงคุณแม่อีก เดือนจะเป็นลูกที่ดี จะช่วยคุณแม่ทำงานทุกอย่าง กลับมานะคะ เดือนคิดถึงคุณแม่เหลือเกิน..."

รมิดาเดินเข้ามาจากอีกมุมหนึ่งเห็นเดือนฉายนั่งร้องไห้ เธอชะงักมองด้วยความเห็นใจ...

ooooooo

เมื่อ กลับมาที่ร้านกุหลาบขาว รมิดาทำอาหารสองกล่องเอามาให้แมนยูเอาไปให้เดือนฉายกล่องหนึ่งบอกแมนยูว่า ตอนนี้น้าเดือนกำลังเดือดร้อน เราควรมีน้ำใจให้เขา แมนยูรับคำอย่างว่าง่ายทั้งที่เคยถูกเดือน-ฉายแสดงความรังเกียจไม่ชอบหน้า ส่วนอีกกล่องให้ สุริยนขอให้เขาไปนั่งกินเป็นเพื่อนเดือนฉายเธอจะได้ ไม่เขิน สุริยนยินดีทำตามคำแนะนำทั้งที่ตัวเองอิ่มแล้ว

ในยามทุกข์ใจ แสนสาหัสนี้ ได้รับน้ำใจจากรมิดาเพียงข้าวกล่องเดียว เดือนฉายก็ซึ้งใจจนน้ำตาคลอ ทั้งยังเป็นฝ่ายขอโทษแมนยูที่เคยพูดจาไม่ดีด้วย

"ไม่เป็นไรครับ แมนยูลืมไปหมดแล้ว" แมนยูยิ้มกว้าง จับมือเดือนฉายปลอบใจ "น้ำเดือนอย่าร้องไห้นะครับ เดี๋ยวคุณยายก็กลับมา"

ส่ง ข้าวกล่องให้เดือนฉายแล้วแมนยูขอตัวกลับ รมิดาแอบดูรอรับแมนยูอยู่ชมลูกว่าเก่งมากแล้วชวนกันกลับไปทำงานของเราต่อ ส่วนสุริยนก็ถือข้าวกล่องของตัวเองไปนั่งกินเป็นเพื่อนเดือนฉาย ระหว่างนั้นก็พูดปลอบใจให้กำลังใจว่า

"อย่าคิดมากนะครับ ผมเชื่อว่าคุณนัยนาต้องกลับมา ผมกับคุณดาจะช่วยตามหาคุณแม่คุณนะครับ"

"ขอบคุณนะคะ" เป็นคำขอบคุณที่ซึ้งใจจริงๆ

ส่วนไพลินก็ซื้อขนมไปปลอบใจตะวัน บอกกับตะวันที่กำลังสับสนเสียใจอย่างคนมีประสบการณ์ว่า

"เรื่อง นี้คุณควรปิดเป็นความลับนะคะอย่าให้พนักงานในโรงแรมรู้เป็นอันขาด ถ้าพวกเขารู้เขาก็จะเสียขวัญและกำลังใจในการทำงาน ปัญหาต้องตามมาไม่หยุดหย่อนแน่ๆ"

"เจ๊นี่ก็ฉลาดนะ" ตะวันยิ้มนิดๆ ไพลินบอกว่ารู้จักคิดมากกว่าเพราะตนทำธุรกิจต้องคิดอะไรรอบคอบเสมอแล้วบอก ให้กินขนมเสียเดี๋ยวเย็นจะไม่อร่อย ตะวันเปิดเห็นเป็นขนมจีบกับซาลาเปา ถามว่าเอาขนมจีบมาให้ เจ๊คิดอะไรกับตนรึเปล่า ทำเอาไพลินเขินบอกว่าซื้อมาเยี่ยมเป็นน้ำใจเท่านั้น

"ยังไงก็ขอบใจนะป้า "ตะวันยิ้มนิดๆ ตามเคย ไพลินทำหน้าเมื่อยบ่นเบาๆว่า

"เซ็ง! เมื่อไหร่จะเลิกเรียกฉันว่าเจ๊ว่าป้าเสียที กินสิจ๊ะน้องชายเดี๋ยวไม่มีแรงตามหาคุณแม่นะ"

ooooooo

นัยนาไปหาสุเทพที่สุสานในวัด วางกุหลาบขาวดอกหนึ่งที่หน้ารูปเขาบอกกล่าวว่า

"ฉัน มาเยี่ยมคุณค่ะ เส้นทางชีวิตใหม่ของฉันช่างอ้างว้างโดดเดี่ยวเหลือเกิน ไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้าฉันจะต้องเจออะไรบ้าง สุเทพ...ฉันคิดถึงคุณ" มองรูปสุเทพแล้วก็คิดถึงอดีตที่เคยสู้ชีวิตมาด้วยกัน แล้วก็บอกว่า "ถึงจะเป็นอดีตที่ไม่มีวันหวนกลับ แต่ฉันไม่เคยลืมความรู้สึกดีๆที่คุณมีต่อฉันเลย ฉันรักคุณนะสุเทพหลับให้สบายนะ แล้วฉันจะมาเยี่ยมคุณอีก"

ที่อีกมุม หนึ่ง รมิดา สุริยนและแมนยูถือช่อกุหลาบขาวเดินมาทางนี้พอดี รมิดาเห็นแว้บๆว่านัยนากำลังเดินเลี้ยวไปที่ทางแยก เธอพึมพำ "คุณนัยนา..." สุริยนถามว่าอยู่ไหนไม่เห็นมีใครเลย รมิดายืนยันว่าตนเห็นจริงๆ สุริยนถามว่าตาฝาดรึเปล่า แมนยูก็พูดว่าอาจเป็นเพราะแม่ดาคิดถึงคุณยายมากชวนไปไหว้ คุณตากันดีกว่า รมิดาจึงเดินตามกันไปที่เจดีย์บรรจุอัฐิของสุเทพ

และแล้วรมิดาก็ขนลุกซู่ เมื่อเห็นกุหลาบขาวดอกหนึ่งวางอยู่หน้ารูปสุเทพ เธอหยิบขึ้นดู

"ยังสดอยู่เลย คุณนัยนามาที่นี่..." รมิดาบอกอย่างตื่นเต้น สุริยนกับแมนยูพากันมองหาลุ้นกันว่าต้องได้เจอนัยนาแน่ๆ...

ooooooo
ตอนที่ 12

รมิดาเห็นนัยนาอยู่แว้บๆ เธอรีบเดินตามไป นัยนารู้สึกมีคนตามมา พอหันไปมองก็ตกใจ

"หนูดา!"

นัยนา รีบเดินหนีไปอย่างเร็ว รมิดารีบเดินไปจนถึงจุดที่เห็นนัยนาเมื่อครู่ แต่ไม่มีนัยนาอยู่ตรงนั้นแล้ว เธอมองหาไปรอบๆ พึมพำอย่างมั่นใจว่า

"ต้องใช่คุณนัยนาแน่ๆ"

รมิ ดายังเดินหาไปจนถึงบริเวณโบสถ์ ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลย เธอเดินหาเข้าไปจนใกล้มุมที่นัยนาหลบอยู่ พึมพำอย่างไม่หายสงสัย...

"หายไปไหนนะ...หรือว่าเราจะตาฝาด"

เมื่อ แน่ใจว่าไร้วี่แววแน่แล้ว รมิดาถอนใจเดินกลับไปอย่างผิดหวัง นัยนาที่ซ่อนอยู่ถอนใจ มองตามรมิดาไปด้วยสีหน้าเศร้าหมอง เอ่ยเบาๆด้วยความไม่สบายใจว่า

"ขอโทษนะหนูดา...ฉันยังไม่พร้อมจะเจอใครตอนนี้..."

เมื่อรมิดากลับไปถึงบริเวณสุสาน  สุริยนกับแมนยูคอยอยู่ สุริยนถามว่าเจอไหม เธอส่ายหน้าบอกว่าไม่เห็นใครเลย แมนยูเข้ามาฉุดแขนชวน

"แม่ดา มาไหว้คุณตากันเถอะครับ"

สุริยน ส่งช่อดอกกุหลาบขาวให้รมิดา เธอรับไปวางไว้ ที่หน้ารูปของสุเทพ ทุกคนนั่งไว้อัฐิของสุเทพพร้อมกัน รมิดา ภาวนาด้วยสีหน้าครุ่นคิดว่า...

"พ่อ คะ...ถึงผู้หญิงคนนั้นจะทอดทิ้งเรา...แต่ตอนนี้ครอบครัวของเขากำลังเจอมรสุม ร้าย...น้องๆของดากำลังลำบาก... พ่อช่วยให้ดาเจอผู้หญิงคนนั้นด้วยนะคะ"

เมื่อ ทุกคนไหว้เสร็จ แมนยูถามว่าแม่ดาอธิษฐานอะไร พอรมิดาบอกว่าขอให้แม่ดาได้เจอคุณยาย แมนยูบอกอย่างตื่นเต้นว่าอธิษฐานเหมือนกันเลย เพราะตนสงสารน้าวันกับน้าเดือน หันไปถามสุริยนว่าอายนขออะไรจากคุณตา

พอสุริยนบอกว่าขอเหมือนกับแมนยู หนูน้อยยิ้มกว้างดีใจที่ทุกคนขอเหมือนกันหมด พูดอย่างมั่นใจว่า "แมนยูว่าคุณตาต้องช่วยเราแน่ๆ"

ทั้งรมิดาและสุริยนมองแมนยูอย่างเอ็นดู   แล้วพากันกลับ

ooooooo

เมื่อนัยนาออกจากบริเวณสุสานแล้ว เธอตรงไป ที่สวนรื่นรมย์สถานที่ที่มีความหลังฝังใจระหว่างเธอกับสุเทพ

เป็น เวลาเย็นแล้ว เธอนั่งอยู่อย่างเดียวดาย...คิดถึงเหตุการณ์เมื่อครู่...พูดกับตัวเองน้ำตา คลอ..."หนูดาคงอยากเจอเรา...ลูกๆก็คงตามหาเราเหมือนกัน เดือน...ตะวัน แม่ ขอโทษนะ แม่จนหนทางจริงๆ..."

เวลาเดียวกันที่ร้านกุหลาบขาว รมิดานั่งอยู่กับสุริยน ตะวัน และเดือนฉาย เธอพูดอย่างมั่นใจว่าเชื่อว่านัยนาต้องไปที่วัดแน่ๆ ตะวันถามว่าทำไมถึงคิดว่าคุณแม่ จะไปที่วัด

"ฉันเห็นกุหลาบขาวที่ หน้าอัฐิคุณสุเทพค่ะ เป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณนัยนาคนเดียวเท่านั้นที่เอาไปวางไว้ แต่พอตามไปดูแถวนั้น ก็ไม่เห็นมีใคร" รมิดาเล่าอย่างครุ่นคิด

เดือน ฉายถามว่าคุณสุเทพเป็นใคร ตะวันบอกว่าเป็นสามีเก่าของคุณแม่ เดือนฉายจึงจำได้ว่าคุณแม่เคยเล่าให้ฟัง เธอบ่นคิดถึงเป็นห่วงคุณแม่ ถามว่าไปแจ้งความดีไหมให้ตำรวจช่วยตามหา ตะวันไม่เห็นด้วยเพราะถ้าตำรวจมาที่โรงแรม พนักงานรู้เรื่องก็ต้องขวัญเสียเรื่องมันจะไปกันใหญ่

ขณะนั้นเองแมน ยูถือจานของว่างเข้ามาวาง รมิดาขอบใจแล้วเชิญทุกคนชิม สุริยนเห็นเดือนฉายนั่งซึมอยู่จึงเรียกให้ทาน เธอลุกขึ้นเอ่ยขอตัวแล้วเดินออกไป ทุกคนมองตาม อย่างเป็นห่วง

ooooooo

เดือนฉายเลี่ยงไปนั่งคนเดียวที่บริเวณสวนของโรงแรม พึมพำถึงคุณแม่น้ำตาคลอ

"คุณแม่คะ...คุณแม่อยู่ไหน เดือนใจคอไม่ดีเลย ทำไมคุณแม่ไม่ติดต่อกลับมาบ้าง...คุณแม่ไม่รักคุณพ่อ ไม่รักเดือนกับตะวันแล้วเหรอคะ..."

"รักสิคะ..." เสียงรมิดาตอบจากข้างหลัง แล้วเดินเข้าไปนั่งข้างๆ  มองเดือนฉายนิ่งบอกเธอว่า  "คุณนัยนารักครอบครัวมาก"

เดือนฉายย้อนถามว่ารักแล้วทำไมทิ้งพวกตนไป

รมิดาขอให้เธอเข้าใจบ้างว่าภาระของคุณแม่เธอนั้นหนักมาก คงเครียดมากไม่มีทางออกจริงๆถึงได้ตัดสินใจทำแบบนี้

เดือน ฉายตำหนิตัวเองที่ตลอดเวลามามีแต่สร้างปัญหาให้คุณแม่เสียใจ ไม่เคยทำอะไรให้คุณแม่ภูมิใจเลย เธอร้องไห้จนรมิดากุมมือเธอขอให้เข้มแข็งไว้ เชื่อว่าคุณแม่ เธอต้องกลับมาบอกว่า "ฉันจะช่วยคุณตามหาคุณนัยนาให้เจอนะคะ"

เดือน ฉายมองรมิดาอย่างรู้สึกผิดที่เคยกลั่นแกล้งเธอ ทำร้ายเธอตลอดมา แต่พอเธอขอโทษ รมิดากลับบอกว่าไม่เป็นไร จนเดือนฉายถามว่า "เธอไม่โกรธฉันแล้วเหรอ"

"สักวัน...คุณจะเข้าใจว่าทำไมฉันไม่โกรธคุณ...เออ... หายโกรธแล้วล่ะ ก็ตอนนี้คุณไม่ใช่คุณหนูเจ้าอารมณ์จอมวีน อีกแล้วนี่นา"

ท่าที คำพูด และน้ำใจที่ได้รับจากรมิดา ทำให้เดือนฉายยิ้มออกมา พูดอย่างซึ้งใจว่า

"เขาว่า มิตรภาพและน้ำใจเราจะสัมผัสได้เมื่อยามทุกข์ยาก เธอกับแมนยูและคุณยน ดีกับฉันมาก ขอบคุณนะรมิดา"

"สู้ๆ นะคะ ฉันจะเป็นกำลังใจให้" รมิดาปลุกใจ เดือนฉายน้ำตาคลอโผเข้ากอดรมิดาไว้ รมิดากอดตอบตบไหล่ เธอเบาๆอย่างปลอบใจ...ให้กำลังใจ...

ที่มุมหนึ่ง ปาริชาติมาเห็นเข้ามองอย่างสงสัยว่าสองคนนี้กอดกันได้ยังไง?

ooooooo

เมื่อ รมิดาเดินออกไปแล้ว เดือนฉายตกใจเมื่อปาริชาติเดินพรวดๆเข้าไปหาด่าเดือนฉายว่าแม่นกสองหัว พอเดือนฉายถามว่าพูดเรื่องอะไร ปาริชาติก็ด่าทันที

"เธอนี่มันคบไม่ได้! พอพี่ทวงเงินเข้าหน่อยก็หันไปเป็นพวกมัน นึกเหรอว่าคนอย่างนังรมิดาจะมาช่วยเหลือเจือจุน ครอบครัวเธอได้"

เดือน ฉายชี้แจงเครียดๆว่าตนไม่ต้องการเงินจากรมิดาแต่ทั้งรมิดา แมนยู และสุริยนมีน้ำใจกับตนทั้งที่ไม่ใช่ญาติ ตนจึงควรขอบคุณพวกเขา กลับถูกปาริชาติกินปูนร้อนท้องหาว่าเดือนฉายพูดแขวะตน

เดือนฉายระอา ใจกับการพาลหาเรื่องของปาริชาติจึงเอ่ยขอตัว แต่นึกขึ้นได้หันกลับมาถามว่าเช็คสามแสนที่บอกว่าเซ็นให้ตนนั้นอยู่ไหน ทำเอาปาริชาติอึกอัก เดือนฉายจ้องหน้าพูดอย่างจับโกหกได้ว่า

"แล้ว เดือนก็เป็นหนี้พี่ปาแค่แสนเดียวนะคะ   ไม่ใช่ สองสามแสนอย่างที่พี่ปาบอกพี่ศัลย์...ไม่ต้องห่วงนะคะ ถ้าคุณแม่กลับมาเมื่อไหร่ เดือนจะใช้หนี้พี่ปาให้เร็วที่สุด" พูดแล้วหันหลังเดินไปเลย

ปาริชาติมองตามอย่างแค้นใจ พูดอย่างอาฆาตว่า

"เจ็บ ใจจริงๆ มันแอบได้ยินตอนไหนเนี่ย ฮึ...เดือนฉาย คิดจะแข็งข้อกับฉันเหรอ ตกอับขนาดนี้ยังวางท่าหยิ่งจองหอง คอยดูเถอะ สยามคอสโมตกเป็นของพ่อฉันเมื่อไหร่ แกจะหยิ่งไม่ออก นังหงส์ปีกหัก!"

ooooooo

ทั้ง เพราะคิดถึงแมนยูและอยากไปวอแวคุณพ่อหวานแหววของแมนยู เย็นนี้ศัลย์ไปที่ร้านกุหลาบขาวสั่งอาหารโดยเฉพาะไก่ทอดของโปรดของแมนยูมา หม่ำกันอย่างอิ่มหนำสำราญ

เสร็จแล้วแกล้งเรียก "น้องๆเช็กบิลด้วย" ทั้งที่ตรงนั้นมีรมิดาอยู่คนเดียว พอเธอถามว่าเรียกใครเขาพูดหน้าตาเฉยว่าเรียกคุณนั่นแหละ

รมิ ดาฉุนแต่ไม่ต่อล้อต่อเถียงเดินไปดูบิลแล้วมาบอกว่า 750 บาท ศัลย์บอกว่าถูกจัง แต่พอจะหากระเป๋าสตางค์ ปรากฏว่าลืมเอามา ถูกรมิดาดักคอว่ามุกกินฟรีใช่ไหม เขาบอกว่าลืมจริงๆ ลุกขึ้นยืนโก่งจะให้ค้นดู เลยถูกด่า "จะบ้าเหรอ"

ศัลย์ถามแมนยูว่ามี สตางค์ไหม แมนยูบอกอย่างภาคภูมิว่ามีครับแล้วล้วงออกมาแบให้ดูมีแค่ 10 บาท เขาเลยหันไปขอรมิดาว่าขอแปะโป้งไว้ก่อนพรุ่งนี้จะเอามาใช้ให้พันหนึ่งเลย

รมิดาไม่ยอมขอแค่ 750 บาท และต้องให้ได้เดี๋ยวนี้ด้วย

ศัลย์ หมดท่าบ่นว่าจะเอาที่ไหนมาให้ เลยถูกใช้ให้ไปล้างจานแทน สองน้าหลานเลยไปช่วยกันล้างจานที่หลังร้าน ครู่เดียวก็ล้างเสร็จ ศัลย์หัวเราะชอบใจบอกว่าล้างจานสนุกจังแป๊บเดียวก็เสร็จแล้ว

"ใครว่า เสร็จ  โน้นอีกกองหนึ่ง"  รมิดาชี้นิ้ว  พอศัลย์หันไปเห็นจานกองสูงวางอยู่ที่โต๊ะก็ถึงกับเหวอถามว่าเยอะไปรึเปล่า แมนยูก็อ้อนถามแม่ดาว่าไม่สงสารน้าศัลย์หรือ รมิดายิ้มกวนๆบอกว่า "ไม่ครับ เงินตั้งเจ็ดร้อยห้าสิบนะแมนยู น้าศัลย์เขาต้องทำงานให้มันคุ้มๆหน่อย"

พอดีไพลินเดินถือกระเป๋าสตางค์ศัลย์เข้ามา ถามพี่ชายทำอะไรน่ะ เขาตอบหน้าทะเล้นว่าชดใช้กรรมแล้วทำเป็นตกใจว่าพูดผิด แก้ว่า

"พี่กินข้าวไม่มีเงินจ่าย เจ้าของร้านหน้าเลือดเขาเลยให้พี่ล้างจานใช้หนี้"

ไพลิน ยิ้มขำๆพูดประชดว่า "น่าสงสารจัง! แต่ก็สมควรแล้ว วันหลังจะได้ไม่ลืมอีก จริงไหมคะคุณดา" พูดพลางยื่นกระเป๋าสตางค์ให้พี่ชาย รมิดาเหล่ยักคิ้วเย้ยศัลย์แล้วเดินกวนๆออกไป

ooooooo

ห้องพัก คนไข้ที่โรงพยาบาล เดือนฉายกับตะวันไปเฝ้าศิริผู้เป็นพ่อ ศิริถามว่าเจอแม่หรือยัง ทั้งสองตอบเศร้าๆว่าไม่เจอทั้งที่พยายามตามหาทุกวัน ตะวันถามว่าคุณพ่อพอนึกออกไหมว่าคุณแม่น่าจะไปที่ไหนบ้าง แต่ศิริก็นึกไม่ออก

สุริยนถือกระเช้ามาเยี่ยม ตะวันรีบไปรับกระเช้าวางไว้ที่โต๊ะขอบคุณที่มาเยี่ยมพ่อ เดือนฉายแนะนำสุริยนแก่ศิริว่า

"คุณสุริยนเขาเป็นหุ้นส่วนกับคุณดาเจ้าของร้านกุหลาบขาวที่พลาซ่าโรงแรมเราค่ะคุณพ่อ"

ศิริ ขอบคุณที่มาเยี่ยม บอกว่าพรุ่งนี้หมอก็ให้กลับบ้านได้แล้ว สุริยนอวยพรให้หายไวๆ ศิริพยักหน้ายิ้มๆ เมื่อสุริยนลากลับ เดือนฉายออกมาส่งที่หน้าห้อง ขอบคุณที่เขามาเยี่ยมพ่อ อดพูดไม่ได้อีกว่า

"คุณกับคุณดาดีกับฉันมาก ดีจนฉันรู้สึกละอายใจ"

"อย่า คิดมากสิครับคุณเดือน คุณดาโกรธคุณไม่ลงหรอกครับ...ก็คุณดากับคุณเป็น..." สุริยนเกือบพลั้งปากไปแล้วดีแต่หยุดเสียก่อน พอเดือนฉายถามว่าเป็นอะไรหรือ เขายิ้ม กลบเกลื่อนเฉไฉไปว่า "เออ...ก็...เป็น...เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้วตอนนี้ไงครับ"

เดือนฉายยิ้มๆ สุริยนจึงขอตัวกลับ   อวยพรให้เธอฝันดีในขณะที่เธอขอให้เขาขับรถดีๆ สุริยนเดินยิ้มกริ่มไปแล้ว เดือนฉายมองตามยิ้มเขินๆ

ooooooo

คืน นี้ศัลย์ยังเล่านิทานให้แมนยูฟังจนหลับไปจึงออกจากห้อง เจอรมิดาเข้า เขาคุยอวดว่า "หลับไปแล้วลูกเรา" กวนอารมณ์ของรมิดาอีกจนได้ เขาพยายามแหย่ให้เธอหัวเราะแต่เธอก็นิ่งขรึมจนเขาบอกว่า

"คุณดูเครียดๆนะ อืม...เป็นห่วงคุณนัยนาเหรอ ถ้าบอกว่าคุณเป็นลูกสาวคุณนัยนาผมก็เชื่อนะ"

"แต่ ฉันไม่ใช่ ไม่มีวันใช่ด้วย!" รมิดาโกรธยิ่งขึ้นไปอีก  เขาเลยถามว่าทำไมต้องโกรธด้วย  เธอถอนใจพูดบ่นๆว่า "ก็อย่ามากวน อย่ามาเซ้าซี้ฉันซิ!"

"แต่ผมอยากเห็นคุณอารมณ์ดี"

"แต่คุณกำลังทำให้ฉันอารมณ์เสีย...กลับไปได้แล้วไม่อยากเห็นหน้า!"

เมื่อแหย่ทีไรตัวเองก็ถูกตอกกลับมาจนหน้าม้านทุกที ศัลย์เลยบอกจริงจังว่า

"รมิดา...มีอะไรจะให้ผมช่วยก็บอกนะ"

"คุณ น่ะเหรอจะช่วยฉัน มีแต่จะซ้ำเติมสิไม่ว่า ฉันเผลอหน่อยเดียวคุณก็ขโมยแมนยูไปอเมริกา  คนเจ้าเล่ห์อย่างคุณ คิดจะช่วยคนอื่นด้วยเหรอ แค่ความไว้วางใจฉันยังหาจากตัวคุณ ไม่ได้เลย!"

ศัลย์ตรงเข้ามาจับมือเธอไว้ สบตากันนิ่ง บอกเธอด้วย น้ำเสียงจริงใจจริงจังว่า

"มองผมในแง่ดีมั่งสิครับ   ผมอยากช่วยคุณจริงๆนะ ตอนนี้พวกคุณกำลังตามหาคุณนัยนาใช่ไหม"

รมิดานิ่งรู้สึกดีขึ้นกับคำถามที่แสดงถึงความสนใจของเขา ศัลย์ยังคงจ้องตาเธอขณะพูดต่อ

"ผม ไม่รู้ว่าคุณอยากช่วยคุณนัยนาเพราะอะไร และผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงอยากช่วยคุณ....สิ่งที่เราทำด้วยหัวใจ บางครั้งก็หาเหตุผลไม่ได้ อย่าคิดมากนะรมิดา ผมจะไม่เซ้าซี้เรื่องความสัมพันธ์ของคุณกับคุณนัยนาอีก ถ้าคุณอยากให้ผมช่วยอะไรก็บอกมานะครับ ไม่ต้องเกรงใจ"

"ขอบคุณค่ะ" รมิดาเห็นถึงความจริงใจของเขา

"ผมกลับนะครับ ไม่ต้องฝันถึงผมนะ แค่เห็นคุณสบายใจ คืนนี้ผมก็นอนหลับฝันดีแล้ว"

ทำปากหวานหน้าเป็นแล้วเดินออกไป รมิดามองตามแล้วยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่อบอุ่น...มีความสุข...

ooooooo

นัยนา ไปเช่าโรงแรมเล็กๆแห่งหนึ่งเป็นที่นอนในคืนนี้ เธอคิดถึงลูกๆด้วยความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเทียบกับความรู้สึกที่ถูกพรากจาก ลูกมาเมื่อครั้งอยู่กับสุเทพ คิดถึง เป็นห่วง จนทนไม่ได้ โทร.เข้ามือถือของตะวันที่กำลังจะกลับบ้านไปพักผ่อนเพราะคืนนี้เดือนฉายจะ อยู่เป็นเพื่อนคุณพ่อแทน

แต่พอตะวันรับสาย ปลายสายกลับเงียบ จนกระทั่งวางสายไป เดือนฉายถามว่าใครโทร.มา

"เขาไม่พูดอะไรครับ สงสัยจะโทร.ผิด ผมไปนะพี่เดือน" ตะวันไม่ได้ติดใจอะไร

แต่ เมื่อนัยนาโทร.แล้วไม่กล้าพูดกับลูก เธอได้แต่ร้องไห้ พร่ำขอโทษและขอเวลาอีกระยะหนึ่ง แต่เมื่อจะนอนก็อดคิดตำหนิตัวเองไม่ได้ว่า "ทำไมเราอ่อนแอขนาดนี้...คิดถึงลูกแต่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากกับลูก...ชีวิต เราจะต้องเจ็บปวดอีกนานแค่ไหน"

คิดแล้วก็ได้แต่นอนร้องไห้อย่างโดดเดี่ยว...อ้างว้าง...

ooooooo

เช้า วันนี้ วัลลภลงมาที่โต๊ะอาหารเห็นลัดดากำลังจะออกข้างนอก เขาถามสมใจที่กำลังจัดโต๊ะว่าลัดดาจะไปไหนแต่เช้า สมใจตอบยิ้มๆว่าเห็นบอกว่าจะไปบ้านนัยนา

"ไปบ้านนัยนา!" วัลลภชะงัก แต่เห็นทรงยศผู้เป็นพ่อเดินลงบันไดมาพอดีเลยเปลี่ยนเป็นรีบเดินไปประคองลงมา ถามว่า "คุณพ่อ...คุณพ่อลงมาทำไมครับ"

ทรงยศบอกว่าอยู่แต่ข้างบนมันอุดอู้ วัลลภบอกให้พ่อค่อยๆเดินเพราะยังไม่แข็งแรง

เมื่อ มานั่งที่โซฟาแล้ว ทรงยศเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนฝันร้าย ฝันว่านัยนาตาย วัลลภตกใจแต่ก็แก้ว่า เขาว่าฝันร้ายจะกลายเป็นดี ยิ่งถ้าฝันว่าใครตายเขาว่าจะเป็นการต่ออายุให้คนนั้นด้วย

ทรงยศเลย คิดจะไปหานัยนาสักครั้งเพราะไม่ได้เจอกันนานแล้ว รู้สึกห่วงๆขึ้นมายังไงไม่รู้ วัลลภตกใจรีบบอกว่าอย่าเพิ่งไป เพราะนัยนาไม่อยู่เห็นเลขาฯบอกว่าไปดูงาน อีกหลายวันกว่าจะกลับ

ฟังแล้วทรงยศพยักหน้าอย่างเข้าใจ ส่วนวัลลภแอบถอนใจอย่างโล่งอก

ooooooo

ลัด ดาไปพบตะวันที่บ้านนัยนาแสดงความเห็นอกเห็นใจหลาน แล้วถามว่านัยนาติดต่อมาบ้างหรือเปล่า พอรู้ว่าไม่ได้ติดต่อมาเลย ก็ถามว่าแล้วเรื่องโรงแรมจะทำอย่างไรต่อไป

"คุณพ่อคงกลับไปทำงานแทนคุณแม่ครับ ส่วนเรื่องหนี้สินผมก็ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าคุณพ่อจะแก้ปัญหาได้ยังไงครับ"

"ป้าว่าตะวันรีบตามหาคุณแม่ก่อนเถอะ เรื่องหนี้สินป้าจะหาทางเรียนให้คุณตาทราบ คุณตาต้องช่วยแน่ๆ ท่านไม่ทอดทิ้งลูกหลานหรอก" ลัดดาเสนอและอาสาจะช่วยพูดให้ ตะวันยกมือไหว้ขอบคุณป้า ลัดดาเอื้อมมือมาบีบไหล่ตะวันเบาๆ อย่างให้กำลังใจ

ไม่นานลัดดาก็กลับถึงบ้าน เจอวัลลภยังนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เธอจะเดินเลี่ยงไป ถูกเขาตะคอกถามว่า "ไปไหนมา!"

ลัดดาชะงักตอบอึกอักว่าไปธุระ เลยถูกวัลลภลุกขึ้นมาจ้องหน้าถามอย่างเอาเรื่องว่า

"มันธุระกงการอะไรของเธอ แส่ไม่เข้าเรื่อง!"

"คุณ ลภ...คุณนาเป็นน้องสาวคุณนะคะ ตอนนี้เธอกำลังเดือดร้อน  ลูกๆคุณนาก็กำลังลำบาก  จะให้ฉันนิ่งดูดายเหมือนคุณ ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ" ลัดดาตอบโต้อย่างทนไม่ได้ กลับถูกวัลลภหาว่าเธอด่าว่าเขาใจดำ

"คุณ พูดเองนะคะ" ลัดดาโต้ ทำให้วัลลภโกรธหาว่า เธอย้อนยกมือจะตบ แต่พอดีมีเสียงโทรศัพท์เข้ามือถือเขาดังขึ้น เขาชะงักรับสาย พูดกับปลายสายว่า

"ว่าไง...โอเค เดี๋ยวฉันแต่งตัวแล้วจะเข้าไป" จากนั้นหันมาชี้หน้าด่าลัดดา "เก่งขึ้นทุกวันนะ ระวังไว้ให้ดี!" แล้วปึงปังผละไป

แจ่ม จันทร์มาแอบฟังอยู่แสยะยิ้มเย้ยลัดดาว่าน่าจะโดนสักฉาด ลัดดาไล่ให้ออกไปเสียไม่อย่างนั้นตนจะเรียนคุณพ่อ แจ่มจันทร์เยาะเย้ยว่าเชิญขี่ม้าสามศอกไปบอกคุณท่าน เลย นึกว่าตนจะกลัวหรือ

ลัด ดาหันหลังจะเดินเข้าบ้าน  แจ่มจันทร์กำแหงกระชากแขนลัดดาไว้ถามว่าจะไปไหน ลัดดาจ้องหน้าถามอย่างรู้ทันว่า ไหนว่าไม่กลัวไงล่ะ สั่งให้ปล่อย แจ่มจันทร์ไม่ปล่อยจิกมองอย่างเอาเรื่อง

ปาริชาติเดินออกจากในบ้านมา เห็นเข้าพอดี ปราดเข้าไป ตวาดแจ่มจันทร์ให้ปล่อยแม่ตนเดี๋ยวนี้ แม่นั่นทำเป็นวี้ดว้ายเย้ยว่ากลัวตาย แล้วลอยหน้าถามว่าไม่ปล่อยจะมีอะไรไหม

ปาริชาติคว้าแก้วน้ำสาดใส่หน้าแจ่มจันทร์จนร้องจ๊ากปล่อยมือลัดดาทันที เช็ดหน้าไปปากก็ด่าไป

"นัง ปา...มันจะมากไปแล้วนะ ฉันไม่ปล่อยแกเอาไว้ทำซากหรอก"  พลันก็โผเข้าจะตบ  ถูกปาริชาติจับมือไว้แล้วตบหน้าเข้าฉาดใหญ่ ทั้งสองฟาดฟันกัน ทั้งตบจิกกัดตีขย้ำกันนัวเนีย

"พอแล้วปา อย่ามีเรื่องกันเลยลูก" ลัดดาพยายามห้าม แต่ไม่สำเร็จ

"ใครมาส่งเสียงเอะอะหน้าบ้านแต่เช้า" เสียงทรงยศ ถามขึ้น แจ่มจันทร์ชะงักแยกออกไปทันที แต่ไม่วายพูดอาฆาตก่อนหนีไปว่าฝากไว้ก่อนเถอะ

"นังขี้ข้า! แน่จริงก็มาเอาคืนเร็วๆ  ฉันจะแถมดอกเบี้ยให้แกด้วย" ปาริชาติด่าตามหลัง

ooooooo

วัลลภ รีบแต่งตัวออกจากบ้านไปที่โรงแรมสยามคอสโม ขณะเขากำลังนั่งคุยกับชายคนหนึ่งในตำแหน่งระดับบริหารที่ล็อบบี้โรงแรม รมิดาเดินมาเห็นก็เอะใจว่าเขามาที่นี่ทำไม เลยแอบดู

วัลลภมาบอกชายคนนั้นว่านัยนาหนีไปแล้ว ทำให้เขาตกใจสีหน้าเป็นกังวลอย่างหนัก

"ฉัน เป็นห่วงน้องสาวฉันมากนะ  เป็นตายร้ายดียังไงมั่ง ก็ไม่รู้ เพราะนายศิริแท้ๆ ผีพนันเข้าสิงสร้างหนี้ท่วมหัวจนแบงก์ จะมายึดโรงแรมอยู่แล้ว" วัลลภแกล้งตีหน้าเครียด

ชายคนนั้นท่าทางตกใจมากถามว่าจริงหรือ วัลลภพยักหน้า เขย่าขวัญซ้ำอีกว่า

"ตอน นี้สยามคอสโมกำลังแย่ นัยนาจะกู้วิกฤติได้ยังไง... เฮ้อ...ฉันล่ะกลุ้มแทนน้องจริงๆ โอเค...ฉันมีนัดลูกค้า ขอตัวนะ" วัลลภขยับจะไป รับไหว้ชายคนนั้น  พอหันหลังก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที

พอ วัลลภไปแล้ว รมิดาเห็นชายคนนั้นไปจับกลุ่มซุบซิบกับพวกพนักงานอยู่ที่เคาน์เตอร์ แต่ละคนสีหน้าตกใจ บ้างกังวล บ้างทำท่าจะร้องไห้ เมื่อรู้ข่าวนัยนาหนีไปและวิตกกังวลกับอนาคตของพวกตน

"นายวัลลภ ก่อการร้ายชัดๆ" รมิดาพึมพำสีหน้าไม่พอใจแล้วรีบเดินตามวัลลภออกไป

แต่ออกมาเจอสุริยนเข้าพอดี เขาถามว่าจะไปไหน

"ดา จะไปเอาเรื่องนายวัลลภ เขามาปล่อยข่าวเรื่องคุณนัยนา  ปั่นหัวพนักงานให้เสียขวัญ ทำอย่างนี้มันซ้ำเติมกันชัดๆ" รมิดาพูดอย่างไม่พอใจแล้วจะผละไป ถูกสุริยนดึงไว้ ห้ามว่าอย่าไป เธอถามว่าทำไม

"มันไม่เป็นผลดีแก่ตัวคุณเลย ถ้าคุณไปต่อว่าคุณวัลลภ เขาก็ต้องสงสัยว่าทำไมคุณถึงเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคุณนัยนา ผมว่าเขาไม่ปล่อยคุณไว้หรอก เขาต้องตามสืบจนรู้ว่าคุณเป็นใคร อย่าเสี่ยงเลยครับ"

"ก็จริงของคุณ...นายวัลลภทำแบบนี้เขาต้องมีเป้าหมายอะไรแน่ๆ เป็นไปได้ไหมที่เขาต้องการเทกโอเวอร์โรงแรมของคุณนัยนา"

"ผม ก็คิดเหมือนคุณนะ" สุริยนตอบตามตรง ทำให้รมิดา ยิ่งร้อนใจถามว่าเราจะทำยังไงกันดี "เราต้องรีบตามหาคุณนัยนา ให้เจอ" สุริยนเชื่อว่านี่เป็นทางที่ดีที่สุด

รมิดานิ่งคิดอย่างหนัก ครู่หนึ่งเธอนึกขึ้นได้ยิ้มออก อย่างดีใจบอกสุริยนว่า

"ดารู้แล้วว่าคุณนัยนาจะไปอยู่ที่ไหน..."

ooooooo

บ่าย แล้ว ศัลย์มาที่ร้านกุหลาบขาว ถามสุริยนว่าหุ้นส่วนเขาอยู่ที่ไหน สุริยนรู้ว่าหมายถึงรมิดา บอกเขาว่าไม่อยู่เพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้เอง

"ไปไหนครับ" ศัลย์ถามมองหน้าสุริยนเชิงคาดคั้นให้ตอบ พอสุริยนบอกว่าไปหานัยนา เขาชะงักถามว่า "นี่รู้แล้วเหรอว่าคุณนัยนาอยู่ที่ไหน"

"ยัง ไม่รู้หรอกครับ แต่คาดว่าน่าจะเจอ คุณดาเธอมั่นใจมาก" สุริยนตอบอย่างมั่นใจไปด้วย ศัลย์ฟังแล้วคิด ตัดสินใจว่าต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว...

ครู่เดียวเขาก็โทร.ไปถึงนักสืบคนเดิม เพื่อให้ช่วยสืบว่ารมิดาเป็นใครกันแน่!

ooooooo

นัก สืบมืออาชีพใช้เวลาเพียงบ่ายถึงเย็นก็สามารถได้ข้อสรุปส่งให้ศัลย์แล้ว เริ่มต้นเขาไปที่ห้องอาหารจีนที่โรงแรมเจสเตอร์อันเป็นโรงแรมที่สุเทพเคยทำ งานเป็นเชฟอยู่ คุยกับเชฟเก่าแก่ที่เคยทำงานอยู่กับสุเทพ

ได้ข้อมูล จากที่นั่นแล้ว เขาเอารูปของสุเทพไปที่ร้านกุหลาบขาวเก่าที่สุเทพเคยเปิดอยู่กับนัยนา คนแถวนั้นจำสุเทพกับนัยนาได้ จากนั้นไปที่ร้านสุดท้ายที่สุเทพถูกลูกน้องของวัลลภมายิง เจอชาวบ้านคนที่พาสุเทพส่งโรงพยาบาลพอดี เขารู้จักทั้งสุเทพ นัยนา และลูกสาวชื่อรมิดาเป็นอย่างดี

เพียงตกเย็นนักสืบก็เอาข้อมูลทั้งหมด ไปให้ศัลย์ที่ล็อบบี้คอนโดฯ ศัลย์แลกซองกับนักสืบแล้วรีบเปิดซองดูในซองมีเอกสารที่ระบุชื่อพร้อมนามสกุล ของรมิดาว่าเป็นลูกสาวของนายสุเทพอดีตเชฟครัวอาหารจีนโรงแรมเจสเตอร์ มีรายละเอียดกว่านั้นว่า

"คุณนัยนาเคยหนีไปใช้ชีวิตครอบครัวอยู่กินกับเชฟสุเทพ เปิดร้านอาหารชื่อกุหลาบขาว มีลูกสาวด้วยกันคนหนึ่งชื่อรมิดา..."

อ่านแค่นั้นศัลย์ก็มองปัญหาทะลุ พึมพำยิ้มเจ้าเล่ห์...

"ที่แท้คุณก็เป็นลูกสาวคุณนัยนา!"

ooooooo

ที่ทางเดินในสวนรื่นรมย์...

เย็นแล้ว นัยนาเดินเอื่อยๆอยู่ในสวนในมือมีกระเป๋าถือ ครู่หนึ่ง เธอเห็นชายท่าทางไม่น่าไว้ใจเหล่ๆและแถเข้ามา

เธอกอดกระเป๋าไว้อย่างระมัดระวังตัวแล้วรีบสาวเท้าเดินหนี

พริบตานั้น ชายคนนั้นเห็นเหยื่อรู้ตัว ตัดสินใจพุ่งเข้าไปแย่งกระเป๋าถือ

นัยนาตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ มันตวาดขู่ "เอามานี่ อยากเจ็บตัวรึไงวะ"

"ฉันไม่ให้!" นัยนากอดกระเป๋าไว้แน่น

ทัน ใดนั้น รมิดาเดินเข้ามาเห็นเหตุการณ์พอดี เธออุทานทั้งดีใจทั้งตกใจ "คุณนัยนา!" แล้ววิ่งเข้าไปช่วยผลักนักวิ่งราว แต่มันแย่งกระเป๋าถือของนัยนาไปได้แล้ว มันใส่ตีนหมาโกยอ้าว

รมิดาตัดสินใจวิ่งไล่กวดมันไป ปากก็ตะโกนให้หยุด หันไปเห็นก้อนหินข้างทางก็ก้มลงหยิบขว้างไปสุดแรง

แม่น ฉมัง! ก้อนหินเจาะหัววายร้ายจึ้ก! มันร้องโอ๊ยชะงักกึก ทำให้รมิดาวิ่งตามไปทัน มันหันจะสู้ ถูกรมิดาใช้กระเป๋าสะพายฟาดหน้ามันเต็มแรงจนมันเซปล่อยกระเป๋าของนัยนาหลุด มือ รมิดารีบคว้ากระเป๋าไว้ แต่มันยังไม่ยอมหันมาจะเล่นงาน รมิดาฉุกคิดได้ ตะโกนสุดเสียง

"เฮ้ย...ตำรวจ...คุณตำรวจ...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย"

นัก วิ่งราวคนนั้นตกใจวิ่งหนีไป รมิดาจึงเอากระเป๋าย้อนกลับมาหานัยนาที่กำลังพยายามลุกขึ้น เธอรีบเข้าช่วยประคองขึ้นมา ส่งกระเป๋าให้ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม "กระเป๋าของคุณค่ะ"

นัยนาชะงักถามว่าเมื่อกี้เธอวิ่งไล่ตามคนร้ายหรือ เตือนว่ามันอันตรายมากนะ รมิดาตอบอย่างไม่พรั่นพรึงว่า ตนไม่ชอบเห็นใครโดนรังแก

"ขอบใจมากนะหนู" นัยนารับกระเป๋าไปถือไว้ มองรมิดาถามอย่างสงสัยว่า "เออ...หนูดารู้ได้ยังไงจ๊ะว่าฉันอยู่ที่นี่"

รมิดาชะงักไปนิดหนึ่งก่อนยิ้มกลบเกลื่อนพูดเฉไฉไปว่า

"เออะ...บังเอิญมังคะ เมื่อก่อนดิฉันชอบมาเดินเล่นที่สวนรื่นรมย์บ่อยๆ คุณนัยนาชอบที่นี่เหรอคะ?" ถามแล้วมองอย่างค้นหา

นัยนานิ่งไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด...

ด้วย ความโลภที่จะเปลี่ยนมือโรงแรมเจสเตอร์จากนัยนามาเป็นของตนให้ได้ วัลลภวางแผนไปก่อกระแสทำให้พนักงานโรงแรมปั่นป่วนขาดความเชื่อมั่น  ด้วยการไปบอกเจ้าหน้าที่ระดับบริหารว่านัยนาหนีไปแล้วและโรงแรมกำลังจะถูก ธนาคารยึด

นอกจากนั้นวัลลภยังระแวงรมิดาว่าจะเป็นลูกสาวของสุเทพกับ นัยนา จึงสั่งชิตลูกน้องที่เป็นคนไปยิงสุเทพเมื่อครั้งที่นัยนาหนีไปอยู่กับสุเทพ สั่งชิตให้ไปสืบดูว่ารมิดาเป็นลูกสาวสุเทพหรือเปล่า เพราะชิตเคยเห็นรมิดาตอนไปยิงสุเทพ

วัลลภให้ชิตไปซุ่มดูอยู่ข้างนอก ส่วนตัวเขาเข้าไปนั่งในร้านกุหลาบขาวถามหารมิดา สุริยนเป็นคนต้อนรับบอกว่ารมิดายังไม่มา แต่เหลือบมองไปนอกร้านเห็นเธอเดินเข้ามาพอดีจึงบอกวัลลภว่ามาแล้ว

รมิ ดาเห็นวัลลภนั่งอยู่ในร้าน เธอนึกในใจว่าบุกมาถึงร้านแบบนี้คงไม่ได้มาดีแน่ ตั้งสติแล้วเดินเข้าไปทัก วัลลภรับไหว้ ชวนนั่งคุยกันก่อน

"คุณวัลลภมีธุระอะไรกับดิฉันหรือเปล่าคะ" รมิดาถามหน้านิ่งๆ

วัลลภ บอกว่าไม่มีอะไร ผ่านมาเลยแวะมาทักทาย ชมว่าเก่ง ยังเด็กอยู่ก็มีธุรกิจของตัวเองแล้ว ระหว่างนั้น ชิตที่ซุ่มอยู่ข้างนอกก็เขม้นมองรมิดาพยายามเทียบว่าใช่ลูกของสุเทพตอนนั้น หรือเปล่า

วัลลภชวนคุยสบายๆ ถ่วงเวลาและล้วงความลับ ชมว่าชื่อร้านเพราะดี ทำไมถึงตั้งชื่อร้านกุหลาบขาว พอรมิดาบอกว่าตนชอบดอกกุหลาบขาว วัลลภก็ลากเข้าไปจนได้ว่าน้องสาวตนก็ชอบกุหลาบขาวเหมือนกัน แล้วทำทีทักว่า "หนูสนิทสนมกับนัยนาดีใช่ไหมจ๊ะ"

รมิดาบอกว่ารู้จักกันเพราะว่าตนมา เช่าพื้นที่โรงแรมของนัยนา วัลลภซักอีกว่าทำไมถึงมาเปิดร้านที่นี่ รมิดาบอกตามตรงว่าสุริยนเป็นคนแนะนำ เห็นว่าทำเลดีเลยหุ้นกันเปิดร้าน

"แล้วก่อนหน้านี้หนูเคยเปิดร้านอาหารที่อื่นมาก่อนรึเปล่า" วัลลภถามจ้องหน้าจับพิรุธ

แม้รมิดาจะอึกอักแต่ก็ยิ้มกลบเกลื่อนบอกว่าไม่เคย ร้านนี้เป็นร้านแรกของตน

เมื่อวัลลภออกจากร้านไปเจอชิต บ่นกับมันว่าต้อนยังไงก็ไม่จนมุม ถามชิตว่าเห็นหน้ารมิดาชัดไหม

"ชัดครับ แต่ผมไม่แน่ใจนะ ตอนที่ไปยิงไอ้สุเทพลูกสาวมันยังไม่สิบขวบเลยครับ"

"ถึงฉันจะไม่มั่นใจว่ารมิดาเป็นลูกสาวไอ้สุเทพ แต่มันก็มีอะไรน่าสงสัยหลายอย่าง แกจับตาดูนังนี่ไว้ไห้ดีนะชิต"

ชิตรับคำแล้วแยกกันไป

ooooooo

วัลลภ หารู้ไม่ว่ารมิดาเห็นชิตและจำได้ว่าเป็นคนยิงพ่อตนเมื่อสิบกว่าปีก่อน เธอเล่าให้สุริยนฟังว่าเมื่อครู่ใหญ่เห็นชิตคุยกับวัลลภที่ลานจอดรถ อีกทั้งวัลลภก็พยายามถามตนถึงเรื่องชื่อร้านกุหลาบขาว ถามหยั่งเชิงว่าตนสนิทกับนัยนาแค่ไหน รมิดาเชื่อว่าวัลลภกำลังสืบว่าตนเป็นใคร

สุริยนฟังแล้วเป็นห่วง เตือนเธอว่าให้ระวังตัวไว้เพราะภัยกำลังใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้ว

ศัลย์มาได้ยินคำว่าระวัง...แว่วๆ ถามก่อนตัวเข้ามาว่า "ระวังอะไรเหรอครับ...คุยอะไรกันเหรอครับ" เขาถามทำยิ้มกริ่มหน้าเป็น

"ไม่รู้สักเรื่องได้ไหม" รมิดาหน้าบอกบุญไม่รับ ศัลย์หันไปพูดหน้าเป็นกับสุริยนว่า

"สงสัยเพื่อนคุณกินยาไม่ได้เขย่าขวด"

แม้ รมิดาจะเดินเลี่ยงไปทำอาหารอีกมุมหนึ่งแล้ว แต่ศัลย์ก็ยังตามไปก่อกวนอีกจนได้ แต่ก็หาทางพูดหว่านล้อมจนรมิดาได้เห็นถึงความจริงใจของเขาที่อยากช่วยให้เธอ สบายใจขึ้น

ส่วนปาริชาติ เมื่อได้ฟังจากวัลลภผู้เป็นพ่อว่าสงสัยรมิดาจะเป็นลูกสาวของนัยนา ก็ยิ่งถือเป็นศัตรูที่จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ เพราะนอกจากเป็นคู่แข่งคู่แค้นเพราะคิดว่ารมิดามาแย่งศัลย์กับตนแล้ว บัดนี้ยังจะเป็นคู่แข่งที่จะมาแก่งแย่งกันทางธุรกิจ เพราะกลัวว่า ถ้ารมิดาเป็นลูกของนัยนาจริงๆแน่นอนว่า ทรงยศผู้เป็นตาจะต้องแบ่งสมบัติให้แน่ๆ

ดังนั้น เมื่อมาเจอรมิดาเดินอยู่ที่ลานจอดรถ ปาริชาติขับรถเข้ามาเจอจึงแกล้งเหยียบคันเร่งพุ่งเข้าชน เดือนฉายมาเห็นพอดีร้องตะโกนให้ระวังแล้วพุ่งเข้าผลักรมิดาจนพ้นอันตราย แต่ตัวเดือนฉายเองกลับล้มกลิ้งไปกองกับพื้น

ปาริชาติเห็นว่าพลาดเป้าหมายก็ขับรถออกไปอย่างเร็ว สบถอย่างหัวเสียว่า

"โธ่เอ๊ย...พลาดจนได้ นังเดือน! เสนอหน้านัก"

แม้ เดือนฉายจะเป็นฝ่ายล้มกลิ้งไปแต่ก็ยังเป็นห่วงรมิดา หันมองเห็นรมิดาเดินเข้ามาหาพลางถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง แม้จะเจ็บแต่เธอก็พูดให้เดือนฉายสบายใจว่า "ไม่เป็นไร"

"หัวเข่าคุณเลือดออก รีบไปทำแผลเถอะค่ะ" รมิดาประคองเดือนฉายพาออกไปอย่างลำบาก

ooooooo

เมื่อ พาเดือนฉายไปทำแผลที่ห้องทำงานของนัยนา  ตะวันกับสุริยนรู้เรื่องจึงพากันมาดูด้วยความเป็นห่วง รมิดาขอบคุณเดือนฉายที่ช่วยตนไว้ ถ้าไม่มีเดือนฉายตนคงแย่ไปแล้ว

"พี่ ปาชักจะบ้าขึ้นทุกที ผมทนไม่ไหวแล้ว" ตะวันโกรธมากทำท่าจะออกไป เดือนฉายห้ามน้องไว้เตือนให้ใจเย็นๆรถอาจจะคล้ายกันแต่ไม่ใช่ปาริชาติก็ได้

"ใช่ค่ะ...คุณวันอย่าไปเลย เดี๋ยวเรื่องมันจะไปกันใหญ่" รมิดาผสมโรงเพราะอยากให้เรื่องเงียบๆไป

ตะวันสงบลงแต่ยังเข้ามานั่งข้างๆรมิดาพูดอย่างเป็นห่วงว่าต่อไปต้องระวังตัวให้มากขึ้นตนเป็นห่วง รมิดารับคำยิ้มๆด้วยความขอบคุณ

ooooooo

เย็น วันต่อมา เมื่อรมิดาถือกุหลาบขาวเดินไปที่รถซึ่งจอดอยู่ที่ลานจอดรถของโรงแรมสยามคอส โมขับออกไป ชิตที่สะกดรอยตามตลอดเวลาก็ขับรถตามเธอไปทันที

ครู่หนึ่งศัลย์ไปที่ร้านกุหลาบขาว   สุริยนบอกว่ารมิดาไม่อยู่ไปวัด   ศัลย์เดาได้ว่าเธอไปวัดไหนหันหลังกลับรีบตามไปทันที

รมิดาเอาดอกกุหลาบขาวไปวางไว้ที่หน้ารูปของสุเทพที่เจดีย์บรรจุอัฐิ บอกกล่าวพ่อว่า

"พ่อคะ...ดาเจอคนที่มันยิงพ่อแล้ว...ดารู้ว่ามันอันตราย พ่อเองก็เคยเตือนดาแล้ว แต่ดาถอยไม่ได้! ดาอยากรู้ความจริงว่า ผู้หญิงคนนั้นร่วมมือกับพี่ชายเขาส่งคนมาฆ่าพ่อกับดาหรือเปล่า... ถ้าใช่! ผู้หญิงใจร้ายคนนั้นจะต้องรับกรรมอย่างสาสม อีกไม่นานความจริงต้องเปิดเผย พ่อช่วย
ปกป้องคุ้มครองดาด้วยนะคะ"

ชิตตามไปแอบดูแอบฟัง มันฟันธงว่ารมิดาคือลูกสาวของสุเทพแน่ๆ มันรอจนรมิดาจะกลับจึงปรากฏตัวออกไปยืนขวาง รมิดาตกใจอุทาน "ไอ้ชิต!" มันแสยะยิ้มชมว่าเก่งไม่เจอกันสิบกว่าปียังจำตนได้ มันก้าวเข้าหาอย่างคุกคาม รมิดาขยับถอยถามอย่างหวาดกลัวว่าจะทำอะไรตน

ชิตชักมีดออกมาบอกว่าจะส่งไปอยู่กับสุเทพ รมิดาระวังตัว พอมันแทงเข้ามาเธอใช้กระเป๋าฟาดมันแล้ววิ่งหนีไปสุดฝีเท้า แต่ก็ถูกปลายมีดกรีดที่แขน

โชคดีที่ศัลย์ตามมาช่วยไว้ทัน เขาใช้ท่อนไม้ฟาดหัวชิตจนมันผงะกระเด็น พอเห็นว่ามีคนมาช่วยรมิดามันก็เผ่นแน่บ ศัลย์เข้าประคองรมิดาไว้อย่างปกป้องถามว่า

"เกิดอะไรขึ้น...ไม่ต้องกลัวนะ...คุณปลอดภัยแล้ว"

รมิดายังขวัญกระเจิงอยู่ในอ้อมกอดของศัลย์

ooooooo

เมื่อพารมิดากลับไปถึงบ้าน   เธอขอบคุณเขาจากใจที่ช่วยชีวิตไว้ แต่พอศัลย์ถามว่าหมอนั่นเป็นใคร เธอกลับบอกว่าคงเป็นพวกวิ่งราว

ศัลย์รู้ว่ารมิดามีอะไรปิดบังตนอยู่เตือนเธอว่ามีคนกำลังปองร้ายเธอ บอกมาสิว่าใครจะฆ่าเธอ ฆ่าทำไม หรือว่า... ศัลย์รุกหนักจะให้รมิดาบอกให้ได้ สุริยนคิดว่าวิธีนี้ไม่อาจเอาชนะรมิดาได้จึงบอกว่า

"อย่าเลยครับ คาดคั้นไปก็ไม่มีประโยชน์ ถึงเวลาคุณดาก็คงเล่าให้คุณฟังเองล่ะครับ"

ถึงแม้จะไม่แล้วใจ แต่ศัลย์ก็จำต้องยอม

คืนนี้เมื่อรมิดาอยู่ตามลำพัง ขณะคิดเครียดอยู่ แมนยูเข้ามาถามว่าเป็นอะไร เจ็บแผลที่แขนมากไหม แมนยูรู้สึกว่าแม่ดามีอะไรปิดบังตนอยู่ทวงสัญญาว่า

"ไหนแม่ดาเคยบอกว่าเราไม่มีความลับต่อกันไงครับ"

เมื่อรมิดายืนยันว่าไม่มีอะไรปิดบัง ลูบหัวแมนยูพูดอย่างเอ็นดูว่าช่างสงสัยจริง ไม่ต้องถามแล้วไปนอนได้แล้วคนเก่ง แมนยูจึงอวยพรให้ฝันดีแล้วออกไป แต่พอแมนยูไปแล้ว รมิดากลับคิดเครียดพึมพำกับตัวเอง...

"แม่ดาขอโทษนะลูก   แมนยูยังเด็ก   ไม่ควรจะมารับรู้เรื่องนี้...ถ้าเราเป็นอะไรไป   แมนยูจะอยู่ยังไง..."   คิดแล้วยิ่งกังวลใจ

ooooooo

วัลลภพอใจมากเมื่อชิตไปรายงานว่ารมิดาเป็นลูกของสุเทพจริงๆ ตนคิดจะเก็บอยู่แล้วแต่มีคนมาช่วยเสียก่อน วัลลภถามว่าตะวันหรือเปล่า ชิตยืนยันว่าไม่ใช่เพราะตนเคยเห็นตะวันแต่คนนี้ไม่เคยเห็นเป็นคนรูปร่างสูง ใหญ่หน้าตาดี

วัลลภเดาว่าคงเป็นศัลย์ที่เป็นเพื่อนกับดุสิตลูกชายตน แจ่มจันทร์ฟังอยู่ด้วยถามว่าทำไมถึงคิดว่าเป็นศัลย์

"ยัยปาเคยเปรยๆว่าเจ้าศัลย์กำลังตามตอแยแม่นั่น ไปนั่งเฝ้าที่ร้านแทบทุกวัน" วัลลภทบทวนแล้วสั่งชิต "ช่วงนี้อย่าเพิ่งไปป้วนเปี้ยนที่ร้านนั่นนะไอ้ชิต มันรู้ตัวแล้ว รอจังหวะเหมาะๆค่อยลงมือ"

เหตุนี้เอง การคุกคามจากวัลลภจึงผ่อนเบาลง...

นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่รมิดาจะไปเจอนัยนาถูกคนร้ายชิงทรัพย์ เธอช่วยเอากระเป๋าจากคนร้ายมาคืนนัยนาได้ แม้รมิดาจะดีใจที่ตามนัยนาเจอ แต่เธอก็ยังมีความรู้สึกด้านลบที่ค้างคาใจรอการพิสูจน์ความจริงอยู่...

ooooooo

เมื่อนัยนาถามว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าตนอยู่ที่นี่รมิดาตอบเพียงเพื่อให้ ผ่านๆไปว่าคงบังเอิญมากกว่าตนชอบมาเดินเล่นที่สวนรื่นรมย์แห่งนี้บ่อยๆแล้ว เป็นฝ่ายถามบ้างว่า

"คุณนัยนาชอบที่นี่เหรอคะ"

ถูกสะกิดปมเจ็บปวดในอดีตเข้าจังๆนัยนาก็เล่าให้ฟังด้วยความเชื่อใจไม่ปิดบังว่า

"ฉันชอบที่นี่มากนะหนู ตอนที่ฉันคบหากับสุเทพใหม่ๆ เราแอบนัดเจอกันที่สวนรื่นรมย์เป็นประจำ แม้แต่ตอนที่เรานัดเจอเพื่อหนีไปใช้ชีวิตด้วยกัน ฉันก็นัดให้เขามารับที่นี่"

รมิดาเคยฟังเรื่องราวจากสุเทพมาบ้างแล้ว เธอถามดักคอว่านัดแล้วนัยนาไม่มาตามนัดใช่ไหม ทำให้นัยนาเอะใจว่าทำไมรมิดาถึงได้รู้ว่าตนไม่มาตามนัด รมิดาก็เฉไฉไปว่านัยนาเคยบอกเองไม่ใช่หรือว่าโดนพรากจากคนรัก

นัยนาจึงเล่าความจริงทั้งหมดให้ฟังว่าครั้งแรกพากันหนีไปได้สำเร็จไปใช้ ชีวิตอยู่ด้วยกันจนมีลูกสาวคนหนึ่งน่ารักมาก แต่ก็มีความสุขกันได้ไม่นานตนก็ถูกพรากจากสุเทพและลูก จนครั้งที่สองพยายามนัดพบกันอีกแต่ตนก็ถูกกักตัวไว้ เลยต้องให้คนสนิทคือแจ่มจันทร์ไปบอกสุเทพขอเลื่อนนัด เล่าถึงตอนนี้แล้วสีหน้าของนัยนาเศร้าหมองเจ็บปวดก่อนจะเล่าต่อว่า

"แจ่มกลับมาบอกฉันว่าสุเทพไม่มาตามนัด ฉันเสียใจมากนะหนู ตอนหลังแจ่มไปสืบรู้ว่าสุเทพมีผู้หญิงคนใหม่ย้ายบ้านหนีไป เขาคงหมดรักฉันแล้ว...สุเทพจากฉันไปอย่างไม่มีวันกลับ จากไปโดยไม่รู้ว่าฉันรักเขากับลูกมากแค่ไหน สุเทพคงคิดว่าฉันทอดทิ้งเขากับลูก...หนูเองก็คิด
แบบนั้นไม่ใช่เหรอ?..."

"ก็คุณไม่คิดจะตามหาพวกเขา ไม่คิดที่จะต่อสู้เพื่อความรักนี่คะ คุณเลือกที่จะอยู่กับเกียรติยศชื่อเสียงและเงินทอง!" รมิดาจ้องหน้านัยนานิ่งน้ำเสียงแข็งกระด้าง

"ไม่จริง..." นัยนาร้องไห้อย่างเจ็บปวด "ฉันแต่งงานใหม่

ก็เพราะสุเทพมีครอบครัวใหม่และฉันต้องทดแทนพระคุณพ่อแม่ ก่อนเสียชีวิต คุณแม่ขอร้องให้ฉันแต่งงานกับคุณศิริ ความรักคือกำลังใจสำคัญของชีวิต แต่ความสุขของพ่อแม่ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หนูไม่รู้หรอกว่าการที่เราต้องฝืนใจใช้ชีวิตกับคนที่เราไม่ได้รักมันเจ็บปวด แค่ไหน" นัยนาร้องไห้ออกมาอย่างหนักกับความกดดันในชีวิต

รมิดาฟังแล้วอึ้งพลอยน้ำตาคลอไปด้วย จนครู่หนึ่งจึงเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้น ถามว่านัยนาจะกลับบ้านเมื่อไร เพราะศิริกับลูกๆเป็นห่วงเธอมาก

นัยนาขออยู่เงียบๆคนเดียวสักพัก รมิดาถามว่าทำไมไม่กลับไปสู้ ทำให้นัยนาหน้าเครียดขึ้น ยอมรับตรงๆว่า ตนไม่รู้จะกู้วิกฤติได้อย่างไร เพราะตอนนี้ทางแบงก์คงยื่นหนังสือเตรียมยึดโรงแรมแล้ว

"ดิฉันจะหาคนมาช่วยคุณซื้อโรงแรม คงดีกว่าปล่อยให้โดนยึด" รมิดาตัดสินใจอาสา ยังความตื้นตันใจแก่นัยนามาก ขอบใจไม่ขาดปาก ขอให้เธอกลับไปบอกลูกๆของตนด้วยว่าไม่ต้องห่วง ถ้าพร้อมเมื่อไรตนจะกลับไป

ooooooo

เมื่อรมิดากลับไปบอกข่าวดีนี้แก่ตะวันและเดือนฉาย รวมทั้งสุริยนและแมนยู ทุกคนต่างดีใจมาก เดือนฉายคิดถึงพ่อก่อนเพื่อน บอกว่าถ้าคุณพ่อรู้คุณพ่อต้องดีใจแน่ๆแล้วชวนตะวันรีบไปบอกคุณพ่อกัน

ก่อนที่สองพี่น้องจะกลับไป รมิดาเรียกตะวันไปพบเป็นการส่วนตัว เธอมอบเงินจำนวนหนึ่งให้ตะวันขอให้รับไว้ เพราะเขากำลังเดือดร้อน ตะวันจะไม่รับแต่เมื่อเธอขู่ว่าถ้าไม่รับตนโกรธ ตะวันจึงรับไว้แต่ขอให้เป็นการขอยืมถ้าเมื่อไรมีจะเอามาใช้คืน

พอตะวันไปเท่านั้น ศัลย์ที่ตามมาเห็นเข้าตรงเข้าไปเยาะเย้ยเสียดสีรมิดาทันทีว่าถึงกับให้เงิน ให้ทองกันใช้เลยหรือ พูดหยาบคายว่าเด็กนั่นคงบริการดีถึงได้ให้ทิปเยอะขนาดนี้

รมิดาโกรธ ตบหน้าเขาฉาดหนึ่งปรามว่าหัดมองคนอื่นในแง่ดีเสียบ้าง แล้วเดินไปเลย

พอศัลย์กลับไปเล่าให้ไพลินฟังที่คอนโดฯ กลับถูกน้องสาวสมน้ำหน้า ปากแบบนี้สมควรแล้วที่จะโดน ติติงพี่ชายว่า ถ้าเป็นตนตนก็จะให้ตะวันเพราะพวกเขากำลังลำบาก บอกพี่ชายว่า

"ถ้าลินเป็นพี่ศัลย์ ลินจะชื่นชมคุณดามากกว่าจะไปมองเธอในแง่ร้ายค่ะ"

คำพูดของไพลินทำให้ศัลย์นิ่งคิด รู้สึกว่าน้องพูดถูก...

ส่วนศิริ เมื่อตะวันกับเดือนฉายไปบอกข่าวดีว่าเจอแม่แล้ว เขาพึมพำอย่างรู้สึกผิดว่า

"แม่เขาคงโกรธพ่อมากนะลูก เขาถึงไม่ยอมกลับมา"

ตะวันกับเดือนฉายปลอบใจพ่อว่าอย่าคิดมากให้เวลากับคุณแม่หน่อย เชื่อว่าไม่นานคุณแม่ต้องกลับมาแน่ๆ

ooooooo

หลังจากรับปากให้ความหวังกับนัยนาว่าจะหาคนมาซื้อโรงแรมแล้ว รมิดาก็คิดหนักไม่รู้จะไปหาใคร จนแมนยูเสนอว่าให้น้าศัลย์ซื้อเพราะน้าศัลย์มีเงิน รมิดาจึงตัดสินใจลองคุยกับเขาดู

แต่ก่อนเคยแต่จะจิกกัดกันทุกครั้งที่เจอหน้า แต่คราวนี้รมิดายิ้มแย้มพูดดีกับศัลย์จนเขาเอะใจว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วเขาก็ถึงบางอ้อเมื่อรมิดาเอ่ยปากให้เขาช่วยซื้อโรงแรมสยามคอสโมไว้

ศัลย์พลิกสถานการณ์มาเป็นต่อทันที มีข้อแม้ว่าเธอต้องบอกความจริงมาก่อนว่าเธอเป็นอะไรกับนัยนา เป็นลูกสาวของนัยนาใช่ไหมถึงอยากช่วยจนขนาดนี้

รมิดายังปากแข็งปฏิเสธว่าไม่ใช่ จนศัลย์แสดงท่าทีว่าจะไม่ซื้อถ้าเธอไม่กล้าพูดความจริงออกมาว่าเธอเป็นลูกสาวของนัยนา หว่านล้อมว่า

"ผมต้องการความจริงใจจากคุณ รมิดา ความจริงอาจจะทำให้คุณเจ็บปวด แต่คุณก็ต้องกล้าเผชิญกับมัน!" พูดแล้วมองหน้ารมิดาอย่างคาดคั้น เห็นเธอยังนิ่ง เขาตัดบท "ถ้าไม่กล้า ผมก็เสียใจ" พูดแล้วจะเดินไป

"คุณศัลย์" รมิดาตัดสินใจเรียกไว้บอกเขาเสียงสั่นเครือว่า "ฉันเป็นลูกสาวของนัยนา!"

ปาริชาติที่มาแอบฟังอยู่ตั้งแต่ต้นตกใจตาโตกับความจริงที่ได้ยินกับหู ซุ่มฟังต่ออย่างใจจดจ่อ

รมิดาขอร้องศัลย์อย่าบอกเรื่องนี้กับใคร เขาถามว่าทำไม เธอหน้าหม่นลงบอกเขาว่า

"ฉันกำลังสืบความจริงบางอย่าง...อดีตของคุณนัยนากับพ่อฉัน...สัญญานะคะว่าคุณจะปิดเรื่องนี้เป็นความลับ"

ศัลย์สัญญา ต่างสบตากันนิ่งในอีกความรู้สึกหนึ่งที่จริงจัง เป็นการเป็นงาน

ปาริชาติรุ่มร้อนริษยา ดักพบรมิดาขณะเธอเดินกลับ ทั้งด่าทั้งประชดทั้งข่มขู่ เยาะเย้ยว่าช่างเป็นลูกกตัญญูเสียจริงๆ ช่วยแม่ในยามที่แม่เดือดร้อน น่าสรรเสริญมาก รมิดาหันขวับตอบเสียงแข็งว่า "ฉันไม่ใช่ลูกสาวคุณนัยนา"

"ยังกล้าปฏิเสธอีกเหรอ แต่จะว่าไป แกปฏิเสธแบบนี้ก็ดีนะ เพราะถ้าแกแสดงตัวว่าเป็นลูกสาวอานาเมื่อไหร่ เมื่อนั้นชีวิตแก...จบ!"

เมื่อรมิดาเล่าให้สุริยนฟัง เขาเตือนเธอว่าศัตรูของเธอเผยตัวออกมาแล้วทีละคน...อยากให้เธอถอยไปตั้งหลักก่อนดีกว่า

"ไม่ค่ะ ดามาไกลเกินกว่าจะถอยแล้ว ดาต้องรู้ความจริงให้ได้ว่าผู้หญิงคนนั้นร่วมมือกับพี่ชายส่งคนมาฆ่าพ่อกับ ดารึเปล่า"   รมิดายังมุ่งมั่นทั้งที่รู้ว่าอันตรายใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้ว

ooooooo

รมิดาไปพบนัยนาบอกว่าหาคนซื้อโรงแรมได้แล้ว แต่ให้ติดต่อกันเองโดยรมิดาไม่ยอมบอกว่าใครเป็นคนซื้อ

คืนนี้นัยนาตัดสินใจกลับบ้านโดยไม่บอกใครก่อน ทั้งตะวัน เดือนฉาย และศิริดีใจจนบอกไม่ถูก ทุกคนยิ้มรับกันทั้งน้ำตา เมื่อคุยกันถึงเรื่องขายโรงแรม ศิริคาดหวังว่าถ้าทุกอย่างสำเร็จผ่านไปด้วยดี เราน่าจะมีน้ำใจตอบแทนรมิดาบ้าง นัยนาเห็นด้วย

นอกจากนั้นศิริยังสารภาพผิดที่ปฏิบัติต่อเธอไม่ดีตลอดมา เขาขอโทษและสัญญาว่าต่อไปจะหันหลังให้กับการพนันอย่างเด็ดขาด จะดูแลเธอและลูก จะช่วยเธอทำงานเต็มที่ สุดท้ายเอ่ยคำที่ไม่เคยพูดเลยว่า "ผมรักคุณมากนะ" นัยนาพยักหน้ารับด้วยความซึ้งใจ

วันต่อมาศัลย์ไปพบนัยนาเพื่อเจรจารายละเอียดการซื้อขายโรงแรม นัยนาจึงเพิ่งรู้ว่าที่แท้คนที่จะซื้อโรงแรมคือศัลย์นั่นเอง

ศัลย์เสนอว่าเขาจะขอซื้อหุ้นสัก 51% คาดว่าเงินจำนวนนี้นัยนาน่าจะนำไปใช้หนี้ได้พอ และเขาจะให้ไพลินมาช่วยบริหารโรงแรมแต่จะให้นัยนาเป็นคนรับผิดชอบทำงานต่อไป ถ้าเห็นด้วย จะได้เซ็นสัญญากันวันนี้เลย

เมื่อนัยนาไปเล่าให้ศิริกับเดือนฉายและตะวันฟัง ทั้งสามเห็นด้วย เดือนฉายเชื่อว่าศัลย์ทำเพื่อช่วยแม่เท่านั้น ทุกคนต่างดีใจที่โรงแรมจะได้ไม่หลุดมือไปเป็นของคนอื่น

หลังจากเจรจารายละเอียดกันแล้ว   ศัลย์ไปที่ร้านกุหลาบขาวทวงโปรโมชั่นพิเศษที่เคยขอกับรมิดาไว้ก่อนไปเจรจา   ซื้อขายโรงแรมว่าถ้าสำเร็จ   เธอจะต้องจัดโปรโมชั่นพิเศษให้ตน   แต่พอไปทวงรมิดาถามว่าเซ็นสัญญากันหรือยัง พอรู้ ว่ายังก็บอกให้เขารอเซ็นสัญญาก่อนค่อยมาทำตามสัญญากัน

ระหว่างนั้นเอง นัยนาก็โทร.มานัดศัลย์ไปเซ็นสัญญากันพรุ่งนี้ 10 โมงเช้าที่โรงแรม ศัลย์ได้ทีเลยย้ำกับรมิดาว่า หลัง 10 โมงพรุ่งนี้ห้ามเบี้ยวเด็ดขาด!

ปาริชาติมาแอบฟังตามเคย พอรู้ว่าพรุ่งนี้จะมีการเซ็นสัญญาและศัลย์จะมีรายการโปรโมชั่นพิเศษกับรมิดา เธอคำรามอย่างแค้นใจว่า

"เซ็นสัญญาพรุ่งนี้...ฮึ นังรมิดา! แกอย่าหวังเลย"

จากนั้นกดต่อสายไปหาดุสิต "พี่ดุสิต! เราต้องรีบลงมือกันเดี๋ยวนี้!"

ศัลย์ไม่ทันกลับขณะนั่งกินอาหารกับแมนยูนั้นก็ได้รับโทรศัพท์จากดุสิตนัดวัน นี้ให้ไปฉลองวันเกิดเขา บอกเวลาสถานที่เรียบร้อย ศัลย์รับคำว่าเดี๋ยวเจอกัน วางสายจากดุสิตแล้ว แมนยูถามว่าใครโทร.มาหาน้าศัลย์หรือ

"น้าดุสิตครับ เขาชวนไปงานวันเกิดเขา แต่น้าศัลย์ยังไม่รีบไปหรอกนะ ต้องกินกับแมนยูให้หมดก่อน"

"ดีครับ แม่ดาอุตส่าห์แสดงฝีมือแถมยังเลี้ยงเราอีกด้วย เดี๋ยวแม่ดาจะเสียใจ"  แมนยูยิ้มดีใจแล้วพากันกินข้าวต่อ  รมิดามองน้าหลานคู่นี้แล้วตัวเองก็อดยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วยไม่ได้

ooooooo

ถึงเวลานัด ศัลย์ไปถึงคอฟฟี่ช็อปของโรงแรมเจสเตอร์ฉลองวันเกิดของดุสิตตามคำชวน

ศัลย์ถามถึงธุรกิจของดุสิต เขาบอกว่ายังไม่ค่อยลงตัว ถามปาริชาติว่าไม่ทำธุรกิจบ้างหรือเธอทำหน้าเบื่อหน่ายบอกว่าเข็ดแล้ว สู้ช่วยงานที่โรงแรมคุณพ่อสบายกว่าตั้งเยอะ

ศัลย์นึกได้ขอตัวลุกไปโทรศัพท์หาไพลินหน่อย พอเขาลุกไปสองพี่น้องก็ช่วยกันเทยาผงๆลงในแก้วเครื่องดื่มของศัลย์เขย่าให้ เข้ากันแล้วรีบวางลง พอศัลย์กลับมาดุสิตก็ชวนชนแก้ว ศัลย์อวยพรให้เพื่อนมีความสุขและธุรกิจโตไวๆ แล้วยกดื่ม

ครู่เดียวศัลย์ก็รู้สึกตาพร่าหนังตาหนักแล้วเพียงครู่ต่อมาเขาก็ฟุบหลับไปคา โต๊ะ ดุสิตรีบประคองไว้แล้วสองพี่น้องก็ช่วยกันหิ้วปีกศัลย์เข้าไปในห้องพักที่ โรงแรม

พอพาศัลย์ไปนอนที่เตียง   ปาริชาติเร่งดุสิตให้รีบโทร.หาพ่อให้เตรียมตัวได้แล้ว   ดุสิตหยิบโทรศัพท์ขึ้นโทร.

พลางเดินออกไป   ส่วนปาริชาติก็เข้าโลมไล้จูบศัลย์อย่างเสน่หา รำพึงเคลิ้ม

"หลังให้สบายนะคะพี่ศัลย์...พรุ่งนี้ตื่นสักเที่ยงๆก็ได้... นังรมิดา เสียใจด้วยนะที่ลูกกตัญญูอย่างแกทดแทนพระคุณแม่ ไม่สำเร็จ...สยามคอสโมต้องเป็นของพ่อฉันเท่านั้น!"

ooooooo
ตอนที่ 13

10 โมงเช้าวันรุ่งขึ้น นัยนา ศิริ และผู้ถือหุ้นของโรงแรมสยามคอสโมมากันพร้อมหน้าแล้ว แต่ยังไร้วี่แววของศัลย์ นัยนาต้องแก้สถานการณ์คาดว่ารถติด ขอให้ทุกท่านรออีกสักครู่

ไพลินไม่สบายใจที่พี่ชายหายไปทั้งคืน ยิ่งเมื่อนึกได้ ว่าศัลย์นัดเจรจาเรื่องซื้อขายหุ้นโรงแรมกับนัยนา 10 โมงเช้าวันนี้ด้วยแล้วก็ยิ่งตกใจว้าวุ่น โทร.เข้ามือถือมือเป็นระวิงแต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคนรับสาย

ผู้มาร่วม ประชุมที่โรงแรมเริ่มกระสับกระส่ายเพราะต่างมีธุระที่นัดกันไว้ก่อนแล้ว บางคนบ่นว่าบ่ายโมงนี้ตนต้องรีบไปประชุมบอร์ดเหมือนกัน นัยนาขอร้องว่ารออีกสักประเดี๋ยวศัลย์คงติดธุระสำคัญอยู่

ระหว่างนั้นเองเลขาฯของนัยนามารายงานว่าวัลลภมารอพบที่ห้อง นัยนาจึงขอตัวจากที่ประชุม

ไพลิน ร้อนใจไปที่โรงแรมเจอตะวัน เมื่อรู้ว่าศัลย์ยังไม่มาทั้งคู่เดินตามหาเจอนัยนาที่กำลังออกมาพบวัลลภ เมื่อนัยนารู้ว่าเมื่อคืนศัลย์ไม่ได้กลับบ้านโทรศัพท์หาตั้งแต่เช้าก็ไม่รับ สาย นัยนายิ่งกังวลใจ

ไพลินกับตะวันไปนั่งรอที่ร้านกุหลาบขาว ทุกคนที่นั่น ร้อนใจนั่งเงียบใจลุ้น จนรมิดาตั้งข้อสังเกตว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับศัลย์หรือเปล่า เพราะเมื่อคืนศัลย์ไปงานวันเกิดของดุสิต ทำให้เดือนฉายฉุกคิดได้ร้องอย่างตกใจ

"ต้องเป็นแผนของพี่ปาแน่ๆ" สุริยนถามว่าแผนอะไร เธอคาดว่า "ก็ถ่วงเวลาไม่ให้พี่ศัลย์มาเซ็นสัญญาซื้อหุ้นโรงแรมไงคะ"

ทุกคนมองเดือนฉายเป็นตาเดียวอย่างตกใจ

ที่ แท้เดือนฉายมีข้อมูลลึกที่เคยแอบได้ยินศิรินั่งคุยกับวัลลภที่ห้องรับแขกใน บ้าน โดยวัลลภมาเจรจาทำทีห่วงใยอยากช่วยแบ่งเบาภาระหนี้สินของเขากับนัยนาด้วยการ ขอซื้อโรงแรมสยามคอสโม

ศิริถามว่าเขาจะให้ราคาเท่าไร วัลลภพูดไม่ลังเลว่า 150 ล้านเป็นไง อ้างว่าเราเป็นพี่น้องกันตนเห็นนัยนาลำบากก็อยากช่วย ถ้าศิริขายโรงแรมให้ตนเดือนฉายกับตะวันก็ยังมีงานทำ  ส่วนนัยนาก็จะหาตำแหน่งดีๆให้  เวลานั้นศิริบอกว่า ตนตัดสินใจคนเดียวไม่ได้  ถ้านัยนากลับมาตนจะคุยกับเธอให้ วัลลภจึงกลับไปโดยไม่ได้รับคำตอบ

ฟังจากเดือนฉายแล้วตะวันคาดว่าเมื่อครู่นี้เห็นวัลลภมาที่โรงแรมคงมาพบคุณแม่แน่ๆ ทุกคนนิ่งคิด รมิดาพูดขึ้นว่า

"150 ล้านเขากดราคามากนะคะ วางแผนจะซื้อตัดหน้าคุณศัลย์อีกด้วย  ลองติดต่อคุณศัลย์อีกทีนะคะ"  รมิดากดมือถือถึงศัลย์อีกครั้ง

โชค ดีจริงๆ ศัลย์รู้สึกตัวลุกขึ้นมารับสาย เขาถามว่ากี่โมงแล้ว พอรู้ว่าเกือบ 11 โมงแล้วเขาตกใจบอกว่านัดนัยนาไว้  10  โมง  ฝากให้เธอช่วยบอกนัยนาด้วยว่าจะรีบไปเดี๋ยวนี้

พอรมิดาบอกทุกคนว่าศัลย์กำลังมาที่โรงแรม เดือนฉายเร่งให้รีบไปบอกนัยนากันก่อนดีกว่า ทุกคนพากันลุกไปด้วยความดีใจ

ooooooo

ที่ ห้องทำงานของนัยนา วัลลภมาเจรจาเชิงข่มขู่ ให้นัยนาขายโรงแรมให้ตนในราคา 150 ล้านอีกครั้ง นัยนาบอกว่าราคาประเมินของสยามคอสโมไม่ควรต่ำกว่า 500 ล้าน แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่เธอบอกวัลลภว่า

"500 ล้านนาก็ขายให้พี่ลภไม่ได้หรอกค่ะ เพราะนารับปากว่าจะขายให้คุณศัลย์แล้ว นัดเซ็นสัญญากันวันนี้ด้วยค่ะ"

วัลลภอ้างความเป็นพี่น้องอย่าปล่อยให้โรงแรมหลุดไปอยู่ในมือของคนอื่นเลย นัยนาสวนไปว่า

"เพราะคนอื่นเขาอยากช่วยนาจริงๆ คุณศัลย์เขามี

ข้อ เสนอดีๆที่นาปฏิเสธไม่ได้ค่ะ" เมื่อวัลลภถามถึงข้อเสนอดีๆของศัลย์ว่ามีอะไรบ้าง นัยนาจึงเล่าให้ฟังอย่างไม่ปิดบัง ฟังแล้ววัลลภไม่พอใจถามว่าตกลงจะไม่ขายให้ตนใช่ไหม "นารักโรงแรมนี้มากนะคะ นายังอยากมีหุ้นและบริหารโรงแรมนี้ต่อไปค่ะ"

วัลลภโกรธมาก แต่พอจะออกไปเดือนฉายก็มาบอกนัยนาว่าศัลย์มาแล้ว นัยนาจึงขอตัวจากพี่ชายเดินออกไป วัลลภแค้นจนบอกไม่ถูกที่ทุกแผนของตนไม่สำเร็จเลยแม้แต่แผนเดียว

ศัลย์ มาถึงขอโทษนัยนาแก้ตัวว่าตนติดปัญหาส่วนตัวนิดหน่อยต้องขอโทษด้วยที่มาสาย นัยนาบอกว่าไม่เป็นไรแล้วรีบพาศัลย์ไปที่ห้องประชุมทันที ท่ามกลางสายตาของพวกที่มาจากร้านกุหลาบขาวที่มองอย่างโล่งใจ

ooooooo

วัลลภ เดินหัวเสียออกมาเจอรมิดา เธอยกมือไหว้ ถูกเขาปัดมือที่พนมขึ้นอย่างแรง  ด่าอย่างเกรี้ยวกราดว่าตีหน้าซื่อหลอกให้ศัลย์มากู้วิกฤติของแม่ตัวเองได้ รมิดาตกใจที่วัลลภรู้ว่าตนเป็นใคร ไม่เพียงเท่านั้น วัลลภยังพูดเยาะเย้ยให้เธอโกรธแค้นอีกว่า

"เธอมันก็แค่ลูกที่แม่ไม่ ตั้งใจให้เกิด ผลผลิตจากการใฝ่ต่ำของน้องสาวฉัน ดวงแข็งนี่ ขนาดยัยนาส่งคนไปเก็บเธอกับไอ้สุเทพยังรอดได้...ดวงแข็งให้ตลอดนะรมิดา!"

รมิดาช็อก ความโกรธแค้นพลุ่งพล่านขึ้นทันทีเมื่อแน่ใจว่านัยนาส่งคนมาฆ่าตนกับพ่อจริงๆ แต่เมื่อกลับไปเล่าให้สุริยนฟัง สุริยนกลับไม่เชื่อเพราะชิตคนที่เป็นมือปืนเป็นลูกน้องของวัลลภ

"แต่ดาเชื่อค่ะ ดาจะสืบหาความจริงให้เร็วที่สุด...คุณนัยนาจะต้องรับกรรมอย่างสาสม!"

เวลา เดียวกันนั้น  ที่ประชุมซื้อขายโรงแรมสยามคอสโม ก็ประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม  ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสกับผลสำเร็จ ครั้งนี้ ศัลย์ได้รับการปรบมือแสดงความชื่นชมจากที่ประชุม

แต่เมื่อศัลย์กลับ มาเล่าให้ไพลินฟัง น้องสาวยินดีกับผลสำเร็จ ถามถึงเรื่องเมื่อคืนศัลย์บอกว่าจู่ๆตนก็วูบไป ไพลินเตือนพี่ชายให้ต้องระวังตัวมากกว่านี้  เชื่อว่าพี่ชายถูกวางยาแน่ๆ

"พี่ประมาทเอง พี่ต้องระวังให้มากกว่านี้...เพื่อนกันแท้ๆยังไว้ใจกันไม่ได้" ศัลย์พึมพำ

ooooooo

วัลลภแค้นที่หักคอซื้อโรงแรมไม่ได้ ดุสิตกับปาริชาติเสียดาย แต่ปาริชาติบอกพ่อกับพี่ว่า

"ยัง ไม่หมดหวังหรอกค่ะ...เผลอๆเราอาจจะได้สยามคอสโมฟรีๆโดยไม่ต้องลงทุนเลยก็ ได้" เธอบอกพ่ออย่างมั่นใจว่า "ถ้าปาทำให้พี่ศัลย์แต่งงานกับปาได้ สยามคอสโมก็ตกเป็นของปาไงคะ"

"แกนี่ฉลาดสมเป็นลูกพ่อจริงๆ" วัลลภกับดุสิตยิ้มอย่างมีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง

นัยนา ขอบคุณศัลย์ที่ช่วยซื้อหุ้นโรงแรมไว้ ศัลย์บอกว่าต้องขอบคุณรมิดาถึงจะถูกเพราะเธอเชียร์ตนจนใจอ่อน นัยนาจึงไปขอบคุณรมิดา  ถามว่าจะคิดค่าน้ำร้อนน้ำชาเท่าไรตนยินดี ตอบแทน

"ธุรกิจ เขาคิดกันแต่เรื่องเงินและผลประโยชน์ตอบแทนเหรอคะ" รมิดาไม่พอใจ นัยนาบอกว่าเกรงใจเพราะเธอมีน้ำใจช่วยตน "น้ำใจคือการช่วยเหลืออันบริสุทธิ์ อย่าตีค่าเป็นเงินเลยค่ะ"

นัยนาอดถามไม่ได้ว่าทำไมเธอถึงดีกับตน อย่างนี้หรือว่าเธอเป็นลูก...รมิดาสวนไปทันทีว่าอย่าคิดแบบนี้อีกมันไม่ใช่ และไม่มีวันเป็นไปได้ ตนช่วยเพราะเห็นแก่ตะวันที่เป็นเพื่อนกันต่างหาก

จากนั้น รมิดาไปบอกกล่าวพ่อที่หน้าโกศบรรจุอัฐิว่า

"พ่อ คะ...ดาทำดีที่สุดแล้วใช่ไหมคะ ดาช่วยผู้หญิงคนนั้นสำเร็จแล้ว ดาจำเป็นต้องช่วยเพราะยังไงตะวันก็เป็นน้องดา ตอนนี้ผู้หญิงคนนั้นคงกำลังมีความสุขกับครอบครัวของเขา...นายวัลลภรู้แล้ว ว่าดาเป็นใคร...เขาบอกว่าน้องสาวเขาส่งคนมาฆ่าพ่อกับดา...ไม่ว่าผู้หญิงคน นั้นจะเป็นคนบงการหรือแค่ร่วมมือ ดาก็จะทำให้เขาเจ็บปวด คุณนัยนาจะต้องรับกรรมที่ตัวเองก่อเอาไว้..."

ศัลย์แอบตามมาจึงมั่นใจว่ารมิดาเป็นลูกของสุเทพ ถามว่าแล้วทำไมเธอไม่เรียกนัยนาว่าแม่

"ฉัน จะไม่มีวันเรียกผู้หญิงใจร้ายคนนั้นว่าแม่เด็ดขาด" รมิดาระบายความเจ็บปวดในอดีตให้ฟัง ศัลย์ถามว่าแล้วทำไมนัยนาถึงทิ้งเธอกับพ่อ รมิดาขอร้องอย่าเพิ่งถามอะไรตอนนี้เลยตนเจ็บปวดมากพอแล้ว

"ผมเข้าใจ...คุณต้องเข้มแข็งนะรมิดา ผมจะเป็นกำลังใจให้คุณ"

รมิดาสะเทือนใจโผเข้ากอดเขาร้องไห้ ปาริชาติสะกดรอยตามมาเห็นเต็มตายิ่งเจ็บใจอาฆาตว่าอย่านึกว่าจะชนะตนได้ตลอด

ooooooo

ปา ริชาติจ้องเล่นงานรมิดาหมายจะให้เสียโฉมแล้วศัลย์จะได้ทิ้งรมิดาหันมาหาตน ดังนั้น คืนนี้เธอตามทั้งคู่ที่ไปดินเนอร์กันที่ร้านอาหารสวยโรแมนติก ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่สุริยนมัดมือชกรับเดือนฉายไปดินเนอร์ ที่นั่นเหมือนกัน

ระหว่างทานอาหารศัลย์เฝ้าแต่มองรมิดาที่เขาชมว่า สวยมาก จนรมิดาเขินทำซอสหกรดมือจึงขอตัวไปล้างมือที่ห้องน้ำ ปาริชาติตามไปหาเรื่องมีปากเสียงกันจนกระทั่งเธอเอามีดสปริงในกระเป๋าออกมา จะกรีดหน้ารมิดา

ขณะที่รมิดากำลังจะเสียท่าอยู่นั่นเอง เดือนฉายเข้ามาเจอพอดีช่วยรมิดาได้อย่างหวุดหวิด แต่แรงริษยาอาฆาตของปาริชาติแรงนัก เธอหันสู้ทั้งสองคน แต่ถูกรมิดาต่อยท้อง ขึ้นเข่าที่ท้องจนจุกลงไปร้องครวญคราง รมิดาจึงพาเดือนฉายออกไป เดือนฉายเตือนรมิดาว่าต่อไปต้องระวังตัวให้มากเพราะปาริชาติเป็นคนเจ้าคิด เจ้าแค้นไม่ปล่อยเธอง่ายๆแน่

พอกลับมาถึงโต๊ะสุริยนถามเดือนฉายว่ามือไปโดนอะไรมาทำไมแดงๆ เดือนฉายปดว่าลื่นล้มในห้องน้ำแล้วชวนกันกลับ

ooooooo

เย็น นี้ตะวันซื้อกุหลาบขาวช่องามจะไปให้รมิดาตอบแทนน้ำใจของเธอ เจอแต่แมนยูอยู่คนเดียวจึงเล่นกับแมนยูรอรมิดา พอแมนยูถึงเวลานอนตะวันจึงลุกไปนั่งรอที่มุมหนึ่งของบ้านกุหลาบขาวอย่างมี ความสุข จนกระทั่งเห็นรมิดากับศัลย์กลับมาด้วยกัน ตะวันซุ่มเงียบกริบ

ศัลย์ ทวงรมิดาว่ายังติดหนี้ตนเพราะคืนนี้ไม่ได้ฟังเพลงด้วยกัน เธอบอกว่ามันดึกแล้วกำลังจะอ้างว่าพรุ่งนี้ต้องไปส่งแมนยูแต่เช้าด้วย แต่ถูกศัลย์พูดดักคอเสียก่อนเธอเลยจะเดินเข้าบ้าน บอกให้เขาขับรถดีๆ ถูกศัลย์คว้ามือไว้บอกว่ายังไม่ได้ใช้หนี้ตน แต่ดึงแรงไปหน่อยรมิดาเลยถลำเข้าอ้อมกอดเขาพอดี

ศัลย์เคลิ้มก้มจูบรมิดาอย่างอ่อนโยน ตะวันเห็นภาพนั้นถึงมืออ่อนปล่อยช่อกุหลาบขาวตกที่พื้น

รมิดาค่อยๆดันตัวศัลย์ออกบอกให้กลับได้แล้ว เขายิ้มอย่างมีความสุขอวยพรให้เธอฝันดีแล้วเดินกลับไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มอย่างมีความสุข...

ooooooo

ตะวัน ออกไปดักพบรมิดาต่อว่าเธออย่างรุนแรงหาว่าเธอโกหกว่าเกลียดศัลย์แต่ที่แท้ทำ อีกอย่าง  บอกเธอว่าตนรักเธอมากทำไมทำอย่างนี้กับตนได้  รมิดาอึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง พอตั้งสติได้ก็บอกให้ตะวันกลับไปเสีย  กลับถูกตะวันจูบประชด  รมิดาโกรธมากตบหน้าตะวันแล้วไล่ไปให้พ้นอย่ามาให้เห็นหน้าอีก

พอ ตะวันเดินคอตกกลับไป รมิดาเหลือบเห็นช่อกุหลาบขาวที่พื้นจึงก้มเก็บขึ้นมาดูรู้ว่าน้องเอามาให้ ได้แต่พึมพำกับช่อกุหลาบ "ตะวัน...พี่ขอโทษ..."

ไพลินอยู่ที่ประตู รั้ว พอตะวันเดินออกมาก็เข้าไปแสดงความเสียใจด้วย ตะวันหาว่าเสแสร้งเพราะเธอน่าจะดีใจที่พี่ชายตัวเองชนะแล้ว ไพลินได้แต่มองตามตะวันไปด้วยความสงสาร เห็นใจ

เมื่อไพลินกลับไปเล่า ให้พี่ชายฟัง ศัลย์นิ่งไปนิดหนึ่งก่อนบอกว่า "ตะวันต้องทำใจ!" ไพลินถามว่าพูดแบบนี้แสดงว่าพี่ชายกับรมิดารักกันใช่ไหม

"ไม่ว่าพี่กับรมิดาจะรักกันหรือไม่ รมิดาก็ไม่มีทางรักตะวัน!"

ไพลิน สงสัยมากถามรบเร้าจนพี่ชายพลั้งปากบอกว่า เพราะตะวันเป็นน้องชายของรมิดา พอพูดไปแล้วก็รีบบอกไพลินห้ามพูดเรื่องนี้ออกไปเด็ดขาด ปิดปากให้ดี แม้ว่าไพลินจะยังช็อกๆอยู่แต่ก็รับปากพี่ชายว่าจะรูดซิปปากให้สนิทเลยที เดียว

ตะวันเสียใจมาก จนรุ่งเช้าไม่ลงมาที่โต๊ะอาหาร นัยนาจึงขึ้นไปดูที่ห้องนอน พบว่าลูกชายยังไม่ได้นอนเพราะนั่งซึมหน้าอิดโรยอยู่บนเตียง ถามไถ่จึงรู้ว่าเสียใจที่รมิดารักศัลย์ไม่ได้

รักตน ถามแม่ว่า

"ผมไม่ดีตรงไหนครับคุณแม่...ทำไมคุณดาถึงไม่ชอบผม ผมเฝ้าทำดีกับเขาทุกอย่าง แต่เขากลับไปรักคนที่กำลังแย่งลูกชายเขา"

"แม่ เข้าใจนะวัน...ความรักเป็นสิ่งสวยงามที่อยู่เหนือเหตุผล...เราบังคับใครให้ มารักเราไม่ได้หรอกลูก...แม่รู้ว่าการที่เรารักใครสักคนแล้วไม่ได้รับความ รักตอบมันเจ็บปวด...แต่ถ้าเราไม่อยากเจ็บเราก็ต้องเลือกรักคนที่เขารักเรานะ ลูก"

"ผมรักคุณดามาก...ผมลืมเธอไม่ได้หรอกครับ" ตะวันหน้านิ่งแววตาเหม่อลอย

"ก็ รักต่อไป...รักอย่างมีสติ...รักด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ของเรา...ไม่ต้องหวัง ผลตอบ...ขอแค่ได้เห็นคนที่เรารักมีความสุขก็เพียงพอแล้วลูก"

ตะวันรับปากแม่ว่าจะพยายาม นัยนาให้กำลังใจว่า เชื่อว่าลูกทำได้เพราะลูกแม่เข้มแข็ง...

ooooooo

แจ่ม จันทร์สาระแนไปเป่าหูยุแยงรมิดาถึงร้านกุหลาบขาว เพราะรมิดารู้ว่าแจ่มจันทร์เคยเป็นคนรับใช้ ใกล้ชิดนัยนา จึงขอให้เล่าเรื่องเจ้านายเก่าให้ฟังบ้าง

เข้าทางแจ่มจันทร์พอดี เลยเล่าบิดเบือนว่านัยนาเป็นคนใจดำ เมื่อเจอคนที่ดีกว่าสุเทพก็ทิ้งลูกทิ้งผัวไปอย่างไม่ไยดี ทำให้รมิดายิ่งโกรธเกลียดนัยนา

พอแจ่มจันทร์คล้อยหลังไป นัยนาก็เข้ามาที่ร้านเพื่อเอาของขวัญเล็กๆน้อยๆมาให้ตอบแทนน้ำใจของเธอ รมิดาแสดงท่าทีเย็นชาจะไม่ยอมรับของขวัญของฝาก แต่เมื่อนัยนาขอร้องให้รับไว้ เธอจึงรับไว้แล้วขอตัวไปทำงานทันที จนนัยนาแปลกใจว่า... "หนูดาเป็นอะไร?"

แต่พอปลีกตัวเข้าห้องครัว รมิดาก็นิ่งคิด "เมื่อไหร่คุณจะเลิกสร้างภาพเสียที! มันลบอดีตแย่ๆของคุณไม่ได้หรอก ฮึ! ขนาดคนเก่าคนแก่ของคุณยังไม่ชื่นชมคุณสักนิด คุณนัยนา! คนบาปอย่างคุณหนีเวรกรรมไม่พ้นหรอก...ชาตินี้คุณจะต้องชดใช้ให้หมด!"

ส่วนแจ่มจันทร์กลับไปเล่าให้วัลลภฟัง ถูกวัลลภเตือนว่ายังไงก็อย่าไปที่นั่นบ่อยนัก เดี๋ยวรมิดาจะสงสัย

ooooooo

เย็นนี้เอง ตะวันก็ถือช่อกุหลาบขาวเดินไปหา

รมิดาขณะเธอเดินเล่นอยู่ในบริเวณสวนของโรงแรม พอเจอหน้ากันต่างมองกันทำหน้าไม่ถูก จนตะวันเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นว่า

"เออ...เมื่อ คืน...ผมทำไม่ดีกับคุณ...คุณดาคงโกรธมาก ผมขอโทษนะครับ ผมสัญญาว่าจะไม่ทำแบบนั้น ไม่ทำให้คุณดาเสียใจอีก ผมขอโทษนะครับ" ตะวันส่งช่อกุหลาบขาวให้

รมิดารับไว้ยิ้มๆ พลางขอบคุณ บอกตะวันว่า "ดอกเมื่อคืน ดาก็เก็บไว้"

ตะวัน ถามว่าเธอหายโกรธแล้วหรือยัง รมิดาตอบเต็มปากเต็มคำว่าหายแล้ว พอตะวันย้ำถามว่าจริงหรือ เธอบอกว่าจริงเพราะ... "โกรธไม่ลงหรอก ก็ตะวันเป็นน้อง..." พูดแล้วชะงัก  แต่ตะวันสงสัยย้ำถามว่าน้อง...รมิดาจึงกลบ เกลื่อนว่า

"ก็น้องชายดาไง...เราเป็นเพื่อนกัน ตะวันอ่อนกว่าดา ดาก็ต้องรักตะวันเหมือนน้องไม่ใช่เหรอ..."

ไพลิน มาแอบดูอยู่ยิ้มดีใจเมื่อเห็นทั้งสองปรับความ เข้าใจกันได้ ครู่หนึ่งก็เห็นตะวันขอตัวไปทำงานต่อ รมิดามองยิ้มๆ เมื่อตะวันเดินไปแล้ว เธอพึมพำ

"พี่ดีใจที่มีตะวันเป็นน้อง...พี่รักน้องนะตะวัน..."

ooooooo